ผู้เขียน หัวข้อ: ความหายนะแห่งมวลมนุษยชาติมาถึงแล้ว  (อ่าน 6556 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ होशདངພວན2017

  • ต้นไม้ใหญ่ยืนหยัดมั่นคงดั่งภูผา
  • ****
  • กระทู้: 611
  • กิจกรรม:
    0.8%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 284
  • Awards ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก
  • OS:
  • Windows NT 10.0 Windows NT 10.0
  • Browser:
  • Chrome 79.0.3945.130 Chrome 79.0.3945.130
    • ดูรายละเอียด
    • Awards







หมอตั้งกระทู้พลีชีพตัวเอง(ลั่น)คนข้างบนไม่เปิดอกคุยกัน แต่กรรมกลับมาตกที่ประชาชนตาดำ ๆ(จะให้ว่าอย่างไรดีกับประเทศนี้)



ในเพจ หมอเวร โพสต์ข้อความระบุว่า วันนี้หมอขอมาในโหมดซีเรียส และตั้งกระทู้พลีชีพตัวเอง ถ้าโพสต์นี้หายไป แปลว่าเราคงไม่มีวันเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการสถานพยาบาลทั่วประเทศได้อีกต่อไปแล้ว และความซวยก็จะตกอยู่กับประชาชนทั่วไปเป็นอันแน่นี่เป็นประเด็นใหญ่ที่หลายคนอาจไม่ค่อยทราบกัน ว่าจริงๆเบื้องลึกเบื้องหลังของ รัฐ รพ.รัฐ และ รพ.เอกชนนั้น ผู้ใหญ่ทั้ง 3 ฝ่าย ไม่ลงรอยกันมาเป็นเวลายาวนานแล้ว จึงทำให้ประชาชนเห็นความขัดแย้งในด้านการจัดการ และการรับมือ COVID-19 ที่ดูไม่ค่อยลงรอยกันในทุกๆฝ่ายตั้งแต่การอมหน้ากากอนามัยแล้วยังหาตัวไม่ได้กระทรวงนู้นบอกส่งออกหน้ากากจริง แต่อีกกระทรวงบอกไม่มี๊ไม่มีหน้ากากอนามัยและชุด PPE ขาดแคลนทุกที่ทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่ต้องเย็บหน้ากาก เย็บชุดเอง แต่รัฐบอกก็มีพอนะใครออกมาบอกว่าของขาด โดนสั่งลบโพสต์และโดนสั่งควบคุมความประพฤติทันทีเพื่อไม่ให้รพ.เสียหน้าไม่ว่าจะเป็นรพ.รัฐหรือเอกชนก็ตามภาคประชาชนต้องออกมาระดมทุนซื้อหน้ากากแจกจ่ายกันเอง บางรายจะซื้อมาแจก แต่โดนสั่งยึดเพราะถือว่าครอบครองหน้ากากในปริมาณที่เยอะเกินไป



รพ.รัฐไม่รับตรวจคนที่ไม่ได้มาจากประเทศเสี่ยง หรือมีประวัติคลุกคลีกับผู้ป่วย ทำให้คนไข้หลายๆรายไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีรพ.หลายที่บอกน้ำยาตรวจ COVID-19 ขาด แต่รัฐบาลบอกของมีเหลือเฟือรพ.เอกชนตั้งราคาค่าตรวจแพง ทั้งๆที่รัฐสามารถสั่งคุมงบตรงนี้ได้ หรือให้ประชาชนตรวจโดยไม่ต้องควักเงินจ่ายซักบาทก็ทำได้ถ้าแต่รัฐไม่สามารถคุมงบรพ.ได้ รพ.เอกชนเองล่ะ สามารถคิดกำไรให้น้อยลง เพื่อประชาชนในภาพรวมแทนได้ไหมรพ.เอกชนบางแห่งลืมแจ้งผลผู้ติดเชื้อ หรือแจ้งผลล่าช้า เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรพ.ในภาพรวม เพียงเพราะกลัวคนไม่กล้ามารพ. จากการพบผู้ติดเชื้อในรพ.ของตนศูนย์ตรวจ COVID-19 PCR เฉพาะกิจหลายที่โดนสั่งปิด ไม่ว่าจะเป็น Drive Thru หรือ Delivery เพราะทำเกินหน้าเกินตา และไม่ออกใบอนุญาตเร่งด่วนให้ ทั้งๆที่มีอำนาจล้นมือศูนย์กักโรคผู้ป่วยชั่วคราวที่ทำแบบขอไปที ใช้มุ้งมาให้เป็นที่นอน ทั้งๆที่คุยกับเอกชนเพื่อขอความร่วมมือหาสถานที่มารองรับเพิ่มได้ง่ายๆ แต่ไม่ทำรัฐบอกตัวเลขผู้ติดเชื้อควบคุมได้ดี ทั้งๆที่ความจริงระยะการระบาดผ่านไป 3 เดือนแล้ว เราเพิ่งตรวจไปแค่ห้าหมื่นกว่าราย แต่อเมริกาตรวจไปแล้วหนึ่งล้านรายภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์กรุงเทพชัตดาวน์ห้างร้านต่างๆ แต่ไม่ปิดทางเข้าออกเมือง ทำให้โรคแพร่ไปทั่วประเทศ สั่งไปก่อนโดยไม่คิดถึงแผนรับมือสเต็ปถัดไปก่อนรัฐสั่งหยุดงานกะปริบกะปรอย อยากลดการแพร่ระบาดของโรค แต่ไม่กล้าบังคับภาคเอกชนให้หยุดทั้งหมด ตัวเลขมันเลยวิ่งอยู่ต่อเนื่อง คนเจ็บจากการขาดรายได้ก่อน ก็ต้องเจ็บต่อกันไปอีกยาวๆรัฐไม่เด็ดขาดสั่งให้ธนาคาร ไฟแนนซ์ และลิสซิ่งต่างๆหยุดดอกเบี้ย เพียงขอแค่ความร่วมมือจากกลุ่มนายทุนเท่านั้น(ขอความร่วมมือใครมันจะไปทำเพ่ สั่งสิสั่งหน่อย)รวมไปถึงข่าวต่างๆที่เราเห็นอยู่ตลอดเวลา ว่าทั้ง 3 ฝ่ายยังไม่มีความลงรอยเกิดขึ้นได้เลยแม้แต่น้อยเรื่องเหล่านี้กลายเป็นว่า คนข้างบนไม่เปิดอกคุยกัน แต่กรรมกลับมาตกที่ประชาชนตาดำๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติหน้างานจริงทุกองค์กรด้วย คือคนระดับปฏิบัติการอ่ะ ไม่ว่าจะรัฐ เอกชน หรือรพ.รัฐ อันนี้เค้าไม่ได้ทะเลาะกันนะ ตีกันแต่ตัวบนๆนี่แหละ ทำอะไรข้าต้องได้หน้า รอบนี้ข้าต้องได้ซีน ชั้นต้องได้กำไร



รัฐไม่ยอมร่วมมือกับหลายภาคส่วน เพราะกลัวเสียหน้า รพ.รัฐ ไม่ยอมร่วมมือเอกชนเพราะถือคติว่ารพ.รัฐเจ๋งกว่ารพ.เอกชน ไม่ยอมร่วมมือกับรพ.รัฐ เพราะอยากได้ตังเองหยุดเถอะครับ หันมาร่วมมือจริงจังกันเสียทีส่วนจะให้ใครเป็นตัวกลางในการประสานความร่วมมือครั้งนี้ จริงๆคนระดับบนเค้ามีคอนเนคชั่นกันหมดอยู่แล้วหล่ะนะ เพียงแต่ว่าอีโก้สูงทุกฝ่าย และไม่มีใครยอมใครก่อนทั้งนั้นโพสต์นี้หมออยากให้ทุกคนได้แชร์ออกไป ช่วยกันกดดันการทำงานของคนระดับบนของทุกฝ่าย และวิงวอนขอให้นึกถึงประชาชนจริงๆได้แล้ว เพราะศึกที่ชื่อว่า COVID-19 มันใหญ่กว่าคำว่าอีโก้ และอัตตาของพวกท่านทุกคนจริง ๆ#ถึงเวลาปรองดองเพื่อประชาชนแล้วครับท่านทั้งหลาย































Social Distancing

COVID - 19 ศัตรูที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้
หมายเหตุ...ติดตามตอนต่อไปก็ได้น่ะยังมีอีก


ประวัติศาตร์ต้องจารึกไว้ กรุงเทพ ฯ เกือบเป็นเมืองร้างเหมือนอยู่ในภาวะสงครามย่านการค้าปิดหมด ถนนโล่งหรือว่านี่คือความหายนะของมวลมนุษย์จริง ๆ แล้วหรือ ? หน้ากากอนามัยขาดแคลนผู้คนล้มตายคนติดเชื้อเกือบพันรายผู้คนออกจากบ้านไปทำธุระด้วยความหวาดระแวงว่าจะติดเชื้อ การเก็บตัวอยู่ในบ้านกับการออกไปทำธุระนอกบ้านมันคนล่ะอารมณ์กันเลย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อไม่จำเป็นอย่าออกจากบ้านเด็ดขาดเกิดมาอายุจวนจะเข้าโลงแล้วไม่นึกว่าความหายนะจะมีจริง ๆ การลงโทษมนุษย์แบบนี้อาจจะยุติธรรมแล้วก็เป็นได้ สงกรานต์ว่าถนนโล่งแล้วแต่นี่ถนนในกรุงเทพโล่งกว่าเทศกาลสงกรานต์เสียอีกไม่น่าเชื่อเห็นมากับตามีการคาดคะเนไว้ว่าสถานการณ์อาจเลวร้ายกว่านี้อีกไม่แพ้ต่างประเทศเช่นที่ อิตาลีหรือว่าเกาหลีใต้

ที่รูปภาพมีบันทึกวันที่และเวลาไว้ 24 มีนาคม 2563 ตรงกับวันอังคาร

บรรลัยแล้ว - พวกเราจะรอดหรือไม่รอด






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันนี้ เวลา 11:28:56 AM โดย होशདངພວན2017 »


ตั้งมั่น แน่วแน่ แก้ไขทุกสิ่ง

 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham