Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

 Summary - mmm


ออฟไลน์ ออฟไลน์
ชื่อ:
mmm
ข้อความส่วนบุคคล:
<( O-O )>
กระทู้:
206 (0.060 ต่อวัน)
ตำแหน่ง:
ต้นไม้เล็กพริ้วไหวดั่งสายลม

เพศ:
ชาย ชาย
อายุ:
ยังไม่มีข้อความ
ที่อยู่:
Thai
วันที่สมัครสมาชิก:
กรกฎาคม 12, 2010, 10:18:49 AM
ใช้งานล่าสุด:
ตุลาคม 30, 2012, 06:54:33 AM

Contact Me :)

อีเมล์
ซ่อน
Facebook:
Gmail:
Twitter:
Yahoo:
Youtube:

My Buddies


แก้วจ๋าหน้าร้อน
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Plusz
ออฟไลน์ ออฟไลน์

แปดคิว
ออฟไลน์ ออฟไลน์

สายลมที่หวังดี
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Siranya
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ฐิตา
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Profile Pictures

Currently, there are no pictures.

About Me

I will write this later. :)

ลายเซ็น:
กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามสนอง
ผู้ก่อกรรมดี   ย่อมได้รับกรรมดี
ผู้ก่อกรรมชั่ว ย่อมใด้รับกรรมชั่ว
"ใช้ใจดู จะรู้จิต  ใช้จิตดู จะรู้ใจ"

พลังกัลยาณมิตร:
109
เวลาท้องถิ่น:
พฤศจิกายน 22, 2019, 07:25:00 PM

Add comment


Comments

มกราคม 04, 2013, 08:39:33 AM
สวัสดีปีใหม่ครับพี่โอ
ขอให้สุขภาพแข็งแรง ร่ำรวยเงินทองนะครับ

ธรรมะอวยพรความดีคุ้มครองครับ

ธันวาคม 31, 2011, 11:32:53 PM
สวัสดีปีใหม่ครับพี่โอ ปีใหม่มาไวอีกแล้วนะครับ
ขอให้พี่โอและครอบครัวพี่โอมีความสุขทั้งใจกาย
ขอให้มั่งมีเงินทอง มีใช้สอยตลอดเวลา ไม่ขาดตกนะครับ
ขอให้ก้าวหน้าทั้งหน้าที่การงาน บรรลุอย่างใจหวัง
ขอให้มีพลัง ก้าวไปทุกปีใหม่เลย 55

สวัสดีปีใหม่ครับพี่โอ
ธรรมะอวยพรความดีคุ้มครองครับผม

ธันวาคม 31, 2011, 11:29:57 PM
อนุโมทนาครับพี่โอ
^^ เขียนเลยครับ

mmm

  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
ธันวาคม 09, 2011, 01:24:08 PM
เราใส่ของเรา ไม่มีใครรู้ 555
เยี่ยมเลย :-)

mmm

  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
ธันวาคม 06, 2011, 05:24:54 PM
ทำไมต้องชำระหนี้สงฆ์ โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
 

 

การชำระหนี้สงฆ์

ผู้ถาม
ทำกรรมอะไรถึงลง อเวจี คะ........?

หลวงพ่อ
อเวจีนี่ทำกรรมหนักมากมันจึงจะลง ก็มีอนันตริยกรรม อาจิณกรรม
ขโมยของสงฆ์ ของสงฆ์ นี่แตะนิดเดียว ลงอเวจีเลยนะ แม้แต่เศษเล็ก ๆ

(เรื่อง อนันตริยกรรม เช่น ฆ่าพ่อแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ยุให้สงฆ์แตกกัน เป็นต้น พระยายมมาบอกหลวงพ่อว่า
"ทุกคนอย่าได้ทำเด็ดขาด ท่านช่วยไม่ได้เลย" ส่วน อาจิณกรรม เช่น แม่ครัวทุบหัวปลา แกงเป็นประจำ เป็นต้น
สำหรับ ขโมยของสงฆ์ หลวงพ่อได้ยกตัวอย่างให้ฟังดังนี้)


หลวงพ่อ...

มีญาติพระเจ้า พิมพิสาร เป็นทายกในตอนต้นก็ดี ซื่อตรงต่อการบุญการกุศล แต่มาตอนกลาง ๆ มือถึงท้ายมือไม่ค่อยดี เริ่มหยิบแล้วทีแรกก็เป็น ทายก ต่อมาก็เลยเป็น ทายัก ของอะไรดี ๆ ก็ยังเอาไปเสียบ้าง เอาไว้ให้ลูกให้เมียเอาไว้เป็นประโยชน์ส่วนตนเสียบ้าง ของที่เขาจะถวายสงฆ์ เขาตั้งใจจะทำอาหารถวายสงฆ์ เนื้อ ดี ๆ ก็ยักเอาไว้บ้าง แกงดี ๆ ก็ยักเอาไว้บ้าง บางทีไม่ยกของสด
 
ไอ้ของที่สำเร็จรุปที่เขาไม่ทันจะถวายพระ ก็ยักเอาไว้เสียบ้าง ญาติของพระเจ้าพิมพิสารเป็นทายักแบบนี้ ตายแล้วลงนรกสิ้นระยะเวลา ๑ กัปป์ พ้นจากนั้นแล้ว ก็มาตก ยมโลกียนรก คือผ่าน นรกบริวาร ๔ ขุม แล้วก็มาตกยมโลกีนรกตามลำดับมาเป็น เปรต ๑๑ จำพวก
 
สุดท้ายก็เป็น เปรตพวกที่ ๑๒ สมัยพระพุทธเจ้าของเรานี้ จำไว้ด้วยนะ ของสมบัตินิดหนึ่งน่ะ แม้จะเป็นก้อนดินก้อนหนึ่ง กระเบื้องหัก ๆ ก้อนหนึ่งก็ตาม ถ้าเราถือเอาเข้าบ้านด้วย อาการของขโมย เสร็จ สะเด็ดไม่เหลือ ลูกหมากรากไม้ที่มีอยู่ในวัด เราจะไปขอเด็กขอพระไม่มีประโยชน์ ของสงฆ์ สงฆ์ต้องประชุมกัน เมื่อประชุมกันแล้วตกลงกันว่ายังไง
 
 
ต้องปฏิบัติตามนั้นขายหรือให้ใครต้องปฏิบัติตามนั้นนะแม้แต่ ดอกไม้บูชาพระ ก็เหมือนกัน ถ้าท่านผู้ปลูกยังมีชีวิตขอเฉพาะท่านได้ ถ้าท่านผู้ปลูกตายไปแล้วหรือสึกไปแล้ว อันนี้เป็นของสงฆ์ ต้องเป็นเรื่องของสงฆ์วินิจฉัย ไม่ใช่พระองค์ใดองค์หนึ่งเป็นผู้ให้ หรือไปขอเก็บเด็กวัดอันนี้ไม่ถูกต้อง ลงอเวจี

และอีกเรื่องหนึ่ง กากะเปรต สมัยที่เกิดเป็น กา แย่งข้าวในขันที่เขานำไปจะถวายพระ ข้าวสุกนั้นเขานำไปยังไม่ถึงพระ ยังไม่ใช่ของสงฆ์ จะถือว่าเป็นของชาวบ้านก็ไม่ได้ เพราะเขาตั้งใจถวายสงฆ์แล้วกรรมเล็กน้อยเพียงเท่านี้ ตายไปแล้วไปลง อเวจี แล้วแถมมาเกิดเป็น เปรต


ผู้ถาม
หลวงพ่อครับ คนที่กินข้าวที่พระอนุญาติแล้ว ทำไมถึงตกนรก และพระที่ให้ก็ต้องตกนรกด้วยครับ....?

หลวงพ่อ ถ้าอาหารที่พระให้ต้องเป็นของญาติโยมที่ถวายเฉพาะองค์นั้น ไม่มีโทษแน่ แต่ที่เป็นอย่างนี้ต้องเป็นอาหารที่เขาถวายเป็นส่วนกลาง คือเป็นของสงฆ์ ของสงฆ์นั้นพระองค์ใดองค์หนึ่งไม่มีสิทธิ์ให้ นอกจากสงฆ์จะประชุมตกลงให้พระองค์นั้นเป็นผู้จ่ายแทนสงฆ์ ตัวอย่างของสงฆ์เช่น อาหารวันพระ ที่ มีข้าวใส่บาตรเหลือมากๆ แล้วทายกใส่ถ้วยเอาไปกินบ้าน โดยที่คณะสงฆ์ไม่มีส่วนรู้เห็น อย่างนี้ แม้แต่เจ้าอาวาสเองยังไม่มีสิทธิ์ให้ต่มลำพัง
บางทีกินอาหารที่ พระฉันเหลือ ถ้าพระอนุญาติแล้วไม่มีโทษ(สำหรับโยมที่ไปในงาน ทางวัดเขาตั้งใจเลี้ยงก็ไม่เป็นไร) แต่บางท่านก็หยิบของที่พระฉันแล้วเอามาเฉยๆ บางท่านก็ขอเอาดื้อๆ ให้หรือไม่ให้ก็ตาม ออกปากขอแล้วยกไปเลย พระยังไม่ทันอนุญาติ ท่านทายกประเภทนี้ ท่านช่วยยกคนที่กินกับท่านลงอเวจีแบบสะดวก เมื่อจะขอต้องดูว่าอาหารมากไหม ถ้ามากจนเหลือเฟือ ก็ขอให้พระท่านให้ตามความพอใจของท่าน เพราะท่านอาจมีกังวลนำอาหารไปให้ใครก็ได้ ที่ท่านมีภาระต้องเลี้ยง ถ้าถือเอาตามความพอใจก็ต้องถือว่าแย่งอาหารจากพระมีโทษ 100 เปอร์เซ็นต์

และอาหารถวายพระพุทธรูป ก็เหมือนกัน อาหารประเภทนี้ดูเหมือนจะเป็นเหยื่อล่อให้ทายกลงอเวจีสะดวกสบายมาก อาหารที่เขานำมาวัด เขาตั้งใจถวายพระสงฆ์ การนำไปถวายพระพุทธรูปนั้นเป็นความดี เพราะเป็นพุทธานุสสติด้วย เป็นพุทธบูชาด้วย แต่อาหารประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องใช้มาก เพราะพระพุทธรูปไม่ได้ฉัน ท่านจะฉันหรือไม่ฉันก็ตาม อาตมาคิดว่าทายกทายิกาไม่มีสิทธิ์จะกิน หลายวัดหรือส่วนใหญ่ ทายกมักจะเอาอาหารดีๆ และมากๆ ไปทุ่มเทถวายพระพุทธรูป

เมื่อพระฉันเสร็จแล้ว ต่างก็ยกเอามากิน ตอนนี้ไม่ถูกด้วยประการทั้งปวง ต้องเอาไว้ถวายพระตอนเพลจึงจะถูก ทายกทายิกาจะกินได้เฉพาะอาหารที่เหลือเป็นแดนจากพระฉันเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์สถาปนาตนเองเป็น ลูกศิษย์พระพุทธรูป แต่ประการใด

รวมความว่า ของที่ถือว่าเป็นของสงฆ์นั้น คือของในวัดทุกประการที่เขาถวายเป็นของสงฆ์แล้ว แม้แต่ดอกไม้ ผลไม้ในวัดเศษไม้ที่คิดว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว เอามาทำฟืนบ้าง ทำอย่างอื่นเล็กๆน้อยๆบ้าง จงอย่าคิดว่าไม่มีบาป แม้แต่เศษกระเบื้องที่ทิ้งแล้ว ก็เป็นของสงฆ์ มีผลเสมอกัน เว้นไว้แต่ดอกไม้ผลไม้ที่พระหรือท่านผู้ใดปลูกในวัด ถ้าท่านเจ้าของยังอยู่ในเขตวัดนั้นและท่านอนุญาติ อย่างนี้เอามาได้ไม่บาป ด้วยท่านเจ้าของมีสิทธิ์สมบูรณ์ให้ได้ รับมาได้ไม่มีโทษ ถ้าท่านผู้ปลูกออกไปจากวัดนั้นหรือตายไปแล้ว ของนั้นเป็นของสงฆ์โดยตรง ไปเอามามีโทษตามกำลังบาป ขโมยของสงฆ์

และอีกประการ หนึ่ง วัดร้างที่ไม่มีพระอยู่ แต่มีสภาพเป็นวัด กับที่ของสงฆ์ที่เป็นไร่นาไปแล้ว
ไม่มีสภาพเป็นวัด ถ้าเราไปนำมานิดเดียวแม้แต่หญ้าต้นเดียว เขาถือว่า เป็นหนี้สงฆ์ อันนี้อันตรายมาก
 สมัยหลวงพ่อปาน ท่านก็แนะนำให้คน ชำระหนี้สงฆ์ บาทสองบาทสลึงสองสลึง
 บางคนไม่มีเงืนเอามาทำงานแทน ทำอะไรก็ได้ไม่บังคับ คือ ดายหญ้าก็ตามไม่เอาค่าแรง


ผู้ถาม
หลวงพ่อครับ พระเครื่อง ที่เขาไปขโมยมาแล้วเราเอามาห้อยคอ อย่างนี้จะบาปไหมครับ.....?

หลวงพ่อ
เดี๋ยวก่อน พูดเรื่อง พระเครื่อง ก่อนพระที่คุณห้อยน่ะ ไม่มีเครื่อง หรอก พระเครื่องต้องอย่าง
 ฉันนี่เดินได้ วิ่งได้ ใช่ไหม.......อย่างนั้นเขาไม่เรียกพระเครื่อง เขาเรียก พระห้อย

เขาขโมยมาจากใครล่ะ.......?

ผู้ถาม
ก็ไม่ทราบแน่ครับ อาจจะขโมยเจาะกรุมาก็ได้ครับ

หลวงพ่อ
เสร็จ ไอ้นี่พังแน่

ผู้ถาม
อย่างนี้จะบาปไหมครับ......?

หลวงพ่อ
รับของโจรมันก็บาปซิ

ผู้ถาม
แต่ถ้าเราไม่ทราบนี่คงไม่เป็นไรนะครับ

หลวงพ่อ...
เราไม่ทราบก็บาป เราทราบก็บาป ไอ้บาปนี้เขา แปลว่าชั่ว คนไปขโมยมาจากกรุ กรุมันเป็นของสงฆ์
ลักษณะของอาการมันเป็นของชั่ว ถ้าเราเอาของชั่วมาอยู่กับเราก็ชั่วด้วย อย่างใน มงคลสูตร ข้อหนึ่ง ท่านบอกว่า
"อเสวนา จ พาลานัง" อย่าคบคนพาล ถึงแม้นตัวราจะไม่พาล ถ้าเราเดินกับคนพาลเขาก็คิดว่าพาลไปด้วย"
และท่านก็มีข้อเปรียบเทียบ ท่านบอกว่า

"ใบตองนี่ ไอ้ความเน่าของเนื้อสัตว์มันจะไม่ซึมลง แต่ว่าถ้าเราเอาใบตองห่อของเน่า แล้วเอา ของเน่าทิ้งไปแต่กลิ่นเน่าเหม็น
มันยังติดใบตองอยู่" "ทีนี้การรับของโจร ถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้ ก็ต้องถือว่าเราร่วมมือด้วยโดยไม่เจตนา ก็ต้องเอาเหมือนกัน"

ผู้ถาม
ของหนูก็มีพระที่ขโมยมาเหมือนกันค่ะ เป็นพระบูชาแต่ว่าอยากเอาไว้ที่บ้านเอาไว้บูชา ถ้าเราชำระหนี้สงฆ์จะได้ไหมคะ.......?

หลวงพ่อ....
ทีนี้วิธีชำระหนี้ สงฆ์ เขาให้มีค่าเสมอของเดิมนะ เสมอของเดิมหมายความว่า ไม่ใช่พระรุ่น แบบนี้ เหมือนกับอย่างเขาเล่นกันนะ
เขาไม่ใช้นะ ไปดุว่าที่ร้านเจ๊กหน้าตักขนาดนี้เขาขายเท่าไร แล้วเอาเงินไป ชำระหนี้สงฆ์ตามราคานั้น
ถ้ามากกว่านั้นไม่เป็นไรนะ เท่านั้นก็ใช้ได้ เอาไปวัดใดวัดหนึ่งขอชำระหนี้สงฆ์ ขอมอบ เงินจำนวนนี้และขอเอาพระไปบูชา
ก็เท่านี้แหละ เป็นอันว่าไม่มีอะไรผิด (ใคร ก็ตามได้รู้อย่างนี้ก็ใจเสียแล้ว เวลาไปเอามาไม่รู้เท่าไหร่
ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ก็มีคนหัวดี กล้าถามหลวงพ่อว่า
ถ้าจะชำระหนี้สงฆ์ทั้งหมด ตั้งแต่ที่เคยทำมาตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันนี้ จะทำอย่างไร เราจึงได้รู้เรื่องการสร้างพระชำระหนี้สงฆ์ขึ้นมา
การสร้างพระชำระหนี้สงฆ์

ผู้ถาม
แล้วเรื่องพระชำระหนี้สงฆ์มีความเป็นมาอย่างไรครับ...?

หลวงพ่อ
เรื่องมันเป็น อย่างนี้ ฉันไปที่ศรีราชา ญาติโยมเขาถาม เรื่องพระชำระหนี้สงฆ์ ถ้าหลายๆ ชาตินี้เราไม่รู้เอาอะไรมาบ้าง ถามว่าจะทำอย่างไรฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน พอตอบไม่รู้ก็เห็นพระท่านลอยมา ท่านบอก "ถ้าจะชำระให้ครบถ้วน เป็นเงินเท่าไรก็ไม่พอ ให้สร้างพระพุทธรูปหน้าตัก 4 ศอก" พระหน้าตัก 4 ศอก ถือว่าเป็นพระประธานมาตรฐาน ท่านบอกว่า "พระพุทธรูปนี่ไม่มีใครตีราคาได้ ใช้ในการชำระหนี้สงฆ์ หนี้สงฆ์ที่แล้วๆ มาถือเป็นการหมดกันไป"
ฉันพูดแล้วก็กลับ มาวัด ต่อมาพวกนั้นก็มาถามใหม่ว่า "สร้างพระองค์เดียวได้คนเดียวหรือกี่คน" ฉันก็ไม่รู้อีกซิ ก็นึกถึงท่าน ท่านก็มาใหม่ ท่านบอกว่า ฺ"ถ้าไม่ปิดทองได้คนเดียว ถ้าปิดทองครบถ้วนได้ทั้งคณะ" หมายความว่าบุคคลหลายคนก็ได้ ตัดบาปเก่า ถ้าสร้างใหม่อีกนะ สร้างหนี้ใหม่ต่อเป็นหนี้ใหม่เหมือนกันนะ


ผู้ถาม
ถ้าหากว่าเรามีสตางค์น้อยๆ แล้วถวายพระจะได้ไหมครับ....?

หลวงพ่อ
ถ้าเรามีสตางค์น้อยๆ ก็ใส่ซองเขียนหน้าซองว่า "ชำระหนี้สงฆ์"คือ ว่าไม่ได้จำกัด ทำไปเรื่อยๆ ให้ใจสบาย บาทสองบาทตามกำลังที่พึงทำได้ เขาไม่ได้เกณฑ์ว่าจะสร้างพระ หลวงพ่อปานท่านทำอย่างนี้มาก่อน เรื่องสร้างพระนี่เขาถามก็บอก ท่านมาบอกอัตรานี้โละกันเลยนะ คือไม่ใช่จะเกณฑ์ให้ไปสร้างพระเพราะทุนไม่พอใช่ไหม เราก็ทำไปเรื่อยใจสบาย มีสตางค์รับเงินเดือนมาที่ ทำ 5 บาท ใส่ซองถวายพระบอก "ขอชำระหนี้สงฆ์" ท่านไม่รู้ท่านใช้ผิด ท่านลงนรกเอง ไม่ต้องห่วง ถ้าไปกินเป็นส่วนตัวละเรียบร้อย เงินชำระหนี้สงฆ์มันมีค่ากว่าเงินสังฆทานและวิหารทาน ถ้าไปใช้เป็นส่วนตัวไม่ได้ ต้องใช้เป็นส่วนกลาง อันตรายกับพระ แต่ช่างเถอะ ถ้าบวชแล้วอยากโง่ให้ลงนรกไป ใช่ไหม...."



ผู้ถาม
ถ้ามีญาติโยมเอา เงินไปถวายพระ แต่ก็เอาเงินไปปลูกบ้านบ้าง ให้ญาติโยมไปออกดอกออกช่อบ้าง อยากทราบว่าผลบุญที่ลูกได้ทำแล้ว จะมีอานิสงส์สมบูรณ์แบบหรือไม่เจ้าคะ...?

หลวงพ่อ
เขาถวายเป็นของ สงฆ์ใช่ไหม เขาถวายเข้าไปในวัดใช่ไหม แล้ววัดไม่ได้ทำอะไร แต่คนในวัดเแาไปปลูกบ้าน เงินนั้นไปที่อื่นใช่ไหม เขาถวายอานิสงส์ มันได้ตั้งแต่ถวาย มีอานิสงส์ครบถ้วน นั่นเขาครบ 100 เปอร์เซ็นต์เลยนะ คนอื่นเอาไปใช่ไหม อย่าไปยุ่งกับเขาเลยนะ อานิสงส์ มันได้ตั้งแต่เริ่มให้ ยิ่งให้ก็ยิ่งอานิสงส์หนักขึ้นเวลาให้ต้องให้ด้วยตนเองใช่ไหม ขณะที่พระรับก็เกิดธรรมปิติอิ่มใจ อานิสงส์มันเพิ่ม แต่ว่าคนที่นำเอาไปใช้พิเศษคนนั้นลงอเวจีแน่



ผู้ถาม
โอ้โฮ...หนักถึงขนาดนั้นเลยหรือครับหลวงพ่อ.....?

หลวงพ่อ
ยังเบานะ ถ้า 2-3 คราว ลงโลกันต์

ผู้ถาม
นี่ดีนะที่สึกออกมาก่อน ไม่งั่นไปอยู่ใต้พระเทวทัตแน่ๆ

หลวงพ่อ
ใต้พระเทวทัตน่ะไม่มีความทุกข์นะ ความทุกข์มันอยู่แค่อเวจี ต่ำกว่าอเวจีก็ไม่ถึงโลกันต์


จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญญาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม 1
 
ขอขอบคุณบทความจาก http://board.palungjit.com/f23/การชำระหนี้สงฆ์-ทำไมเราต้องชำระหนี้หนี้สงฆ์-202171.html

mmm

  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
ธันวาคม 06, 2011, 05:23:29 PM

มองดูต้นแอปเปิ้ลต้นหนึ่งให้ดี มันอาจจะมีผลแอปเปิ้ลอยู่ 500 ผล แต่ละผล มีเมล็ดพันธุ์อยู่ 10 เมล็ด มันจึงมีเมล็ดพันธุ์จำนวนมากมาย เราอาจจะถามว่า “ทำไมคุณถึงต้องใช้เมล็ดพันธุ์มากมายเพื่อที่จะปลูกต้นแอปเปิ้ลเพียงไม่กี่ต้น”
 
ธรรมชาติมักจะบอกอะไรเราบางอย่าง มันกำลังบอกเราว่า “มีเมล็ดพันธุ์จำนวนมาก ไม่ได้เจริญงอกงาม” ฉะนั้น ถ้าคุณปรารถนาจะให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น คุณน่าจะลองทำสิ่งนั้นมากกว่าแค่ 1 ครั้ง
อาจจะหมายถึง
คุณอาจจะต้องสอบสัมภาษณ์ถึง 20 ครั้งเพื่อจะให้ได้งานสักงานหนึ่ง
คุณอาจจะต้องสัมภาษณ์คน 40 คนเพื่อที่จะได้ลูกจ้างดีๆ สักคน
คุณอาจจะต้องพูดกับคน 50 คนเพื่อจะได้ขายบ้านหนึ่งหลัง
รถยนต์หนึ่งคัน เครื่องดูดฝุ่นหนึ่งเครื่อง ประกันหนึ่งกรมธรรม์ หรือขายไอเดียซักหนึ่งไอเดีย
และคุณอาจจะได้พบปะคนเป็นร้อย เพื่อที่จะเจอเพื่อนดีๆ สักคน
เมื่อเราเข้าใจ "กฎของเมล็ดพันธุ์" เราก็จะไม่ต้องมาคอยผิดหวัง เราจะไม่รู้สึกว่าเราเป็นเหยื่อ
กฎของธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาใช้ได้เองตรงๆ เราเพียงแค่ต้อง เข้าใจ และลองค่อยๆ ปฏิบัติดู
สั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ ผู้คนที่ประสบความสำเร็จ ก็ล้มเหลวได้บ่อย แต่พวกเขาได้ใช้เมล็ดพันธุ์มากกว่า เท่านั้นเอง (ถึงจะประสบความสำเร็จ)
 
เวลาอะไรๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด สูตรสำเร็จของคนที่ไร้ซึ่งความสุขก็คือ
ตัดสินว่า โลกมันควรจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้
หรือ ตั้งกฎเกณฑ์ว่าผู้คนควรจะทำตัวยังไง
และ เมื่ออะไรๆ ไม่เป็นไปตามกฎของคุณ ก็โกรธซะ นั่นแหละ คือสิ่งที่คนไร้ความสุขเขาทำกัน เอาเป็นว่า ถ้าคุณคาดหวังว่า
เพื่อนควรจะตอบแทนอะไรคุณบ้าง
ผู้คนควรจะชื่นชมคุณ
เครื่องบิน น่าจะลงตรงเวลา
ทุกๆ คนควรจะซื่อสัตย์
แฟน ควรจะจำวันเกิดคุณได้
ความคิดพวกนี้ ฟังดูเหมือนมีเหตุผล แต่บ่อยครั้ง สิ่งพวกนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้น และ มันก็จบลงที่ คุณรู้สึกรำคาญใจ และผิดหวัง
 

 
มันมีหลักเกณฑ์ที่ดีกว่านี้ ลดความต้องการให้น้อยลง แล้วเปลี่ยนเป็นความชอบแทน
สำหรับสิ่งต่างๆ ที่เกินคาด ก็บอกตัวเองว่า เราอยากจะให้เป็น เอ มากกว่า แต่ถ้าเป็น บี ก็โอเค ได้เหมือนกัน มันเป็นแค่เกมของความคิดในหัว คือเปลี่ยนอุดมการณ์ มันจะทำให้จิตใจคุณสุขสงบขึ้น
คุณอยากให้ผู้คนสุภาพ แต่ถ้าเค้าเกิดหยาบคายขึ้นมา มันก็ไม่ได้บ่อนทำลายวันของคุณ
คุณอาจจะอยากให้ท้องฟ้าสดใส แต่ถ้าฝนเกิดตก ก็โอเค
ถ้าอยากจะมีความสุขมากขึ้น เราก็เลือกที่จะเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ หรือ จะเปลี่ยนแปลงความ คิดเราเอง
เปลี่ยนความคิดของเราเอง ง่ายกว่านะ
 
สั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ
สิ่งที่จะกำหนดความสุขของคุณ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ
แต่มันเป็นความคิดของคุณเองต่างหาก ความคิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ

mmm

  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
ธันวาคม 06, 2011, 03:47:42 PM
วันนี้วันพระ มาทบทวนศีลห้ากันนะครับ ลองอ่านดูนะ ว่าจะใช่อย่างที่เราเข้าใจกันหรือเปล่า
การรักษาศีล คือการตั้งเจตนางดเว้น จากการทำความผิด
ตั้งใจงด ตั้งใจเว้น ตั้งใจไม่ทำ เพื่อความซื่อตรง ความบริสุทธิ์ผ่องใส  สะอาด  หอม  ต้องมีความ“ตั้งใจ” กำกับไว้เสมอ ไม่ใช่เพราะมีเหตุอื่นบังคับคนจึงไม่ทำผิด

แต่หากไม่ทำเพราะตนได้ตั้งใจไว้ว่าจะงดเว้น ความตั้งใจดังว่า นี้ศัพท์ทางพุทธศาสนา เรียกว่า วิรัติหรือ เจตนางดเว้น
ศีล ๕ โดยการขยายความ

ศีลข้อที่ ๑ เจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์
ปาณาติบาต
สัตว์ ในที่นี้หมายถึงสัตว์มีชีวิตทุกชนิด ทั้งมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน และที่ว่ามีชีวิตนั้นนับตั้งแต่สัตว์นั้นมีปราณ หรือลมหายใจตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือในไข่จนกระทั่งสิ้นลมหายใจคือตาย
สัตว์ทุกชนิดย่อมมีสิทธิ์โดยชอบ ในการมีชีวิตของตนไปจนตายเอง ผู้ใดทำให้เขาเสียชีวิตด้วยเจตนา ถือว่าศีลข้อที่ ๑ ของผู้นั้นขาด
ฉายาปาณาติบาต
ผู้รักษาศีลข้อ นี้นอกจากระวังไม่ให้ศีลขาดเพราะปาณาติบาตแล้ว ถ้าวัดจากการกระทำที่เป็นฉายาของปาณาติบาตได้ด้วยก็จะทำให้ศีลของตน บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ถ้าเว้นไม่ได้ศีลของเขาก็ด่างพร้อย เหมือนผ้าที่ไม่ขาดแต่สกปรก
ฉายาปาณาติบาต คือ
ก. การทำร้ายร่างกายคือทำให้ร่างกายของเขาเจ็บปวดพิกลพิการ
ข. การทรมาน คือ ทำความลำบากแก่สัตว์เกินเหตุ เช่น
- ใช้งานหนักเกินกำลัง
- กักขังในที่คับแคบจนเปลี่ยนอิริยาบถไม่ได้
- นำสัตว์ไปโดยวิธีทรมาน เช่น ลากไป
- ผจญสัตว์ เช่น เล่นกัดปลา ชนไก่ ชนโค
การงดเว้นจากการทำเหล่านี้เป็นบริวารของการรักษาศีลข้อที่ ๑
ศีลข้อที่ ๒ เจตนางดเว้นจากการลักทรัพย์โจรกรรม
การลัก ทรัพย์ หมายถึง การละเมิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของคนอื่น ของหมู่คณะ หรือของส่วนรวมเอามาเป็นของตนโดยวิธีของโจร ที่เรียกว่าโจรกรรม การรักษาศีลข้อนี้ก็คือ การเว้นจากการกระทำโจรกรรม ๑๔ อย่าง ดังต่อไปนี้
๑. ลัก ได้แก่ การขโมยเอาลับหลัง
๒. ฉก ได้แก่ ชิงเอาซึ่ง ๆ หน้า
๓. กรรโชก ได้แก่ ขู่ให้เขากลัวแล้วให้ทรัพย์
๔. ปล้น ได้แก่ การรวมหัวกันหลายคนตีปล้นเอาทรัพย์
๕. ตู่ ได้แก่การอ้างหลักฐานพยานเท็จเอาทรัพย์ของคนอื่น
๖. ฉ้อ ได้แก่การทำอุบายฉ้อฉลให้เจ้าทรัพย์ตามไม่ทันแล้วเอาทรัพย์
๗. หลอก ได้แก่การปั้นเรื่องขึ้นหลอกให้เขาหลงเชื่อแล้วให้ทรัพย์
๘. ลวง ได้แก่การใช้เครื่องมือแลกเปลี่ยนผิดมาตรฐานตบตาคนอื่น
๙. ปลอม ได้แก่การทำของปลอมใช้ของปลอมแลกเปลี่ยนได้ทรัพย์มา
๑๐. ตระบัด ได้แก่ บิดพลิ้ว คำมั่นสัญญาเพื่อเอาทรัพย์
๑๑. เบียดบัง ได้แก่การปกปิดซ่อนทรัพย์ จนเจ้าของทอดอาลัยแล้วเอาเสีย
๑๒. สับเปลื่ยน ได้แก่การสลับทรัพย์ของตนกับของคนอื่น ถือเอาที่ตนต้องการ
๑๓. ลักลอบ ได้แก่ การหลีกเลี่ยงไม่จ่ายตามพิกัด เช่นเลี่ยงภาษี
๑๔. ยักยอก ได้แก่การใช้อำนาจหน้าที่จำหน่ายทรัพย์ ของผู้อื่นมาเป็นของตนโดยมิชอบ
ผู้ ใดกระทำโจรกรรม ๑๔ อย่างนี้ ได้ทรัพย์มา ถือว่าศีลขาดและขอให้สังเกตด้วยว่า ที่ว่าได้ทรัพย์มานั้นหมายถึงการได้ทรัพย์ของตนเองก็มีเช่น ข้อที่ ๑๓ ตนควรจะจ่ายเงินเสียภาษีไปเท่าไรแต่หลบเลี่ยงไม่เสียภาษีตามกำหนดทรัพย์ส่วน ที่ตัว ไม่เสียไปนั้นถือว่าได้มาด้วยโจรกรรม
ฉายาโจรกรรมผู้รักษาศีลข้อนี้นอกจากระวัง ไม่ให้ศีลขาดเพราะทำโจรกรรมแล้ว ถ้างดเว้นจากการกระทำที่เป็นฉายาโจรกรรมเสียได้ ก็จะทำให้ศีลบริสุทธิ์ผุดผ่องยิ่งขึ้น ถ้าเว้นไม่ได้ศีลของผู้นั้นก็ด่างพร้อย
ฉายาโจรกรรม ในที่บางแห่งท่านแยกลักษณะออกเป็น ๒ อย่างคือ เป็นอนุโลม โจรกรรม ๑ เป็นฉายาโจรกรรม ๑ ดังนี้
ก. อนุโลมโจรกรรม ได้แก่
(๑) การสมโจร คือการสนับสนุนให้คนอื่นทำโจรกรรม
(๒) ปอกลอก คือ การคบคนอื่นเพื่อหวังหลอกเอาทรัพย์ (เช่นทำเป็นรักเขา)
(๓) รับสินบน คือ รับสินจ้างให้ตนกระทำผิดหน้าที่
ข. ฉายาโจรกรรม (บางแห่งว่า การผิดในทรัพย์) ได้แก่
(๑) ผลาญ คือ การทำให้ทรัพย์สินของคนอื่นเสียหาย เช่น เผาบ้านเรือนเขา
(๒) หยิบฉวย คือเอาสิ่งของของคนอื่นมาด้วยความมักง่าย ทำนองถือวิสาสะ
โปรดสังเกตว่า ตามข้อ (๑) การผลาญทรัพย์เป็นการทำให้ทรัพย์ของคนอื่นเสียหาย ด้วยความขัดเคืองใจหรือด้วยความคะนอง ไม่ถือเอาทรัพย์นั้นเป็นของตน แต่ก็เป็นเรื่องที่อาจร้ายแรงยิ่งกว่าการถือเอาทรัพย์ก็ได้เช่น การวางเพลิง เป็นต้น
ศีลข้อที่ ๓ เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกามกาม ในที่นี้หมายถึงเมถุน คือการส้องเสพระหว่างชายหญิง การผิดในกาม หมายถึง การเสพเมถุนกับบุคคลที่ต้องห้าม ผู้ใดเสพเมถุนกับคนที่ต้องห้าม ผู้นั้นทำผิดประเวณี ถือว่าศีลข้อนี้ขาด
บุคคลต้องห้ามของศีลข้อนี้ กล่าวรวม โดยสรุป ดังนี้
- สำหรับชายมีภรรยา หรือ หญิงมีสามี, หญิงอื่น หรือชายอื่น นอกจากภรรยา หรือสามีของตน เป็นหญิง หรือชายต้องห้ามสมสู่ทั้งหมด
- สำหรับชายไม่มีภรรยา หรือ หญิงไม่มีสามี ถ้าเป็นคนที่มีผู้ใหญ่ปกครองดูแล มิใช่ผู้เป็นอิสระแก่ตน หญิงหรือชายทุกคนย่อมเป็นบุคคลต้องห้ามสมสู่ทั้งสิ้น
- สำหรับชายหรือหญิงที่เป็นอิสระแก่ตน และยังไม่มีภรรยาหรือสามี หญิงหรือชายต้องห้าม คือ
(๑) หญิงมีสามีหรือชายมีภรรยา
(๒) ชายหรือหญิงมีญาติรักษา คือมีผู้ใหญ่ปกครองไม่เป็นอิสระแก่ตน
(๓) ชายหรือหญิงที่จารีตรักษา คือมีจารีตห้ามมิให้สมสู่ได้แก่
- ชายหรือหญิงที่เป็นเทือกเถาเหล่ากอของตน
- ชายหรือหญิงหวงห้ามโดยข้อบังคับและอื่นๆ เช่น ภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี ชายหรือ หญิงรักษาอุโบสถศีล (ศีล ๘) ผู้เยาว์ เป็นต้น ผู้ใดสมสู่กับหญิงหรือชายต้องห้าม ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ถือว่าศีลขาด
ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงหลักการในทางปฏิบัติต้องพิจารณาโดยใช้หลักโยนิโสมนสิการ คือพิจารณาอย่างแยบคาย ร่วมด้วย

ฉายาแห่งกาเมสุมิจฉาจาร
โดยที่ศีลข้อนี้ มีความมุ่งหมายในการรักษาจารีตประเพณี ป้องกันการเสียหาย เพราะเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ผู้รักษาจึงควรงดเว้น จากการกระทำทุกอย่าง อันเป็นการลุอำนาจแก่ความรักใคร่ ระหว่างเพศ (ความกำหนัด) เช่น การลวนลามเพศตรงข้าม การหยอกล้อต่อกระซิกคู่ครองของคนอื่น ฯลฯ เพราะการทำเช่นนั้นทำให้ศีลเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส
ศีลข้อที่ ๔ เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จการพูดเท็จ หรือมุสาวาท ซึ่งเป็นข้อห้ามในการรักษาศีลข้อนี้ หมายถึงการแสดงออกด้วยเจตนา บิดเบือนความจริง ให้คนอื่นหลงเชื่อ
- การแสดงออกทางวาจา คือ พูดให้ผิดจากความจริง โกหก
- การแสดงออกทางกาย คือ การกระทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดจากความเป็นจริง เช่นเขียนรายงานเท็จ หรือแกล้งพยักหน้า แกล้งสั่นศรีษะ แกล้งแสดงกิริยาอย่างอื่นซึ่งเป็นที่รู้กัน ให้คนอื่นหลงเชื่อผิดไปจากความจริง
ผู้ใดเจตนากระทำมุสา เมื่อผู้ที่ตนต้องการโกหกนั้น เข้าใจความหมาย ถือว่าศีลขาด
มุสาวาท ๗ วิธี
เพื่อสะดวกในการศึกษา และการปฏิบัติท่านจำแนกกิริยาที่เป็นมุสาวาทไว้ ๗ วิธี ดังต่อไปนี้
๑. ปด คือ โกหกชัดๆ เช่น ไม่รู้ว่ารู้ ไม่เห็นว่าเห็น
๒. ทนสาบาน คือ แสดงตัวฝืนความจริง เช่นคนทำผิดหลายคน ครูสั่งว่าใครทำผิดให้ยืนขึ้น แต่ผู้ทำผิดก็ทนนั่งอยู่
๓. ทำเล่ห์กระเท่ห์ คือโกหกด้วยการแสร้งทำกิริยาอาการ ให้คนอื่นตีความผิดไปเอง เช่น ทำทีว่าเป็นคนพิการ ให้ไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหาร
๔. มารยา คือ แสดงท่วงทีลวงคนอื่นให้เข้าใจผิด เช่น เจ็บน้อยแต่ครวญครางมาก
๕. ทำเลศ คือ แสดงนัยให้คนอื่นเข้าใจผิด เช่นพูดเล่นสำนวนวกไปวนมา
๖. เสริมความ คือ เรื่องมีมูลน้อย แต่พูดให้เห็นเป็นมาก
๗. อำความ คือ เรื่องมากแต่พูดให้เห็นเป็นน้อย ปิดความบกพร่องของตน
ฉายาแห่งมุสาวาท
นอกจากงดเว้นจากมุสาวาท ๗ อย่างนั้นแล้ว ผู้รักษาศีลข้อนี้ควรเว้นจากการแสดง อันมีลักษณะประหนึ่งมุสาวาทซึ่งจะทำให้ศีลของตนมัวหมอง คือ
- อนุโลมมุสา ได้แก่การแสดงที่อาจทำให้ฟัง หรือเห็นเข้าใจผิดจากความจริง เช่นการคุยโวโอ้อวดเกินสมควร
- ปฏิสสวะ ได้แก่ การรับคำคนอื่นแล้ว ไม่ทำตามรับ และไม่อยากคืนคำให้เป็นกิจจะลักษณะ แม้จะมีเหตุจำเป็นก็ไม่พ้นทำให้เป็นคนโกหกเขา
ข้อยกเว้น
มีการแสดงออกบางอย่างที่ไม่เป็นความจริง แต่ไม่ผิดศีล เพราะผู้แสดงออกไม่มีเจตนาจะกล่าวเท็จ คือ
(๑) ยถาสัญญา พูดไปตามที่ตนจำได้อย่างนั้นเข้าใจอย่างนั้น
(๒) โวหาร พูดไปตามแบบฟอร์มของการพูดในสังคม เช่น ลงท้ายจดหมายว่า “ขอแสดงความนับถืออย่างสูง” ทั้งๆ ที่ตนมิได้นับถือเขาเลย
(๓) นิยาย เล่านิทานซึ่งผูกขึ้นเพื่อฟังกันเพลินๆ
(๔) พลั้ง พูดพลั้งไปในทางปฏิบัติของศีลข้อนี้ นอกจากงดเว้นจากมุสาวาท ท่านอาจจะงดเว้นจากการพูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อไปด้วย
ศีลข้อที่ ๕ เจตนางดเว้นจากการดื่มน้ำเมาอันเป็นที่ตั้ง แห่งความประมาทน้ำ เมาอันเป็นวัตถุต้องห้าม ในสิกขาบทนี้ท่านจำกัดไว้ว่า เฉพาะสิ่งที่เป็นตั้งแห่งความประมาทคือ เมื่อเสพเข้าไปในร่างกายแล้ว ทำให้สติเลื่อนลอยขาดการควบคุมตนเอง ตรงกับที่ร้องเรียกในสมัยนี้ว่า สิ่งเสพติดให้โทษ ในตัวสิกขาบทท่านยกขึ้นเป็นตัวอย่าง ๒ ชนิด คือ สุรากับเมรัย สุราได้แก่ น้ำเมาที่กลั่น เมรัยได้แก่น้ำเมาที่ไม่ได้กลั่น หรือ เหล้าดิบ
ตรงกับศัพท์ในคำสมาทานศีลที่ว่า “สุราเมรย….”
ที่ท่านระบุไว้เพียง สองอย่างนี้ขอให้เข้าใจว่าท่านระบุ เพียงตัวอย่าง ในทางปฏิบัติเราต้องถือหลักการใหญ่เป็นหลัก คืองดเว้นจากการเสพสิ่งมึนเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาททุกชนิด จะเสพด้วย วิธีดื่ม สูบ ฉีด หรือวิธีใดก็ตาม และไม่ว่าจะมีผู้ค้นพบสิ่งดังว่านี้ใหม่ หรือประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และเรียกชื่ออย่างไรก็ตาม หากทำให้ผู้เสพเกิดความมึนเมา ถึงประมาทขาดสติ เป็นอันห้ามทั้งสิ้น

mmm

  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
พฤศจิกายน 26, 2011, 10:25:20 AM


ปัญหากับความท้าทาย ปัญหาทำให้เรามีชีวิตชีวา กระตือรือร้น โดยยกตัวอย่าง ชาวประมงกับการรักษาความสดของปลาที่หาได้ ลองอ่านดูครับ เป็นเมลเก่าๆ เคยส่งให้สมาชิกนานแล้ว เผื่อใครอยากทบทวน
เรื่องเล่าชาวประมง


คนญี่ปุ่นชอบเนื้อปลาสด แต่ทะเลหรือแหล่งน้ำแถบญี่ปุ่นนั้น ไม่มีปลาชุกชุมมานานหลายทศวรรษแล้วดังนั้นเรือประมง ทั้งหลายจึงมีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้สามารถหาปลาได้เพียงพอต่อการบริโภค ชาวประมงออกไปหาปลาในน่านน้ำที่ไกลออกไป ยิ่งออกจากฝั่งไปไกล ก็ยิ่งใช้เวลานานเวลา ในการนำปลากลับมา ถ้าออกทะเลไปนานเกิน 2-3 วัน ปลาก็จะไม่สด และคนญี่ปุ่นไม่ชอบรสชาติแบบนั้น

วิธีแก้ปัญหาก็คือ บริษัทประมงทำการติดตั้งตู้แช่แข็งเอาไว้บนเรือ พอจับปลาได้ก็เอาใส่ไว้ในตู้แช่แข็งตั้งแต่ตอนที่ยังอยู่ในทะเล ทำให้พวกชาวประมงสามารถออกไปหาปลาได้ไกลจากฝั่งมากขึ้น แต่ว่าคนญี่ปุ่นก็สามารถแยกความแตกต่างในรสชาติของเนื้อปลาสดกับเนื้อปลาแช่แข็งได้อยู่ดี และพวกเขาก็ไม่ชอบปลาแช่แข็งเสียด้วย ปลาแช่แข็งจึงมีราคาถูก

เมื่อเป็นเช่นนั้น บริษัทประมงจึงทำการติดตั้งแท้งค์น้ำ แล้วเอาปลาที่จับได้ใส่ลงไป แต่พอถูกเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาและต้องโคลงเคลงอยู่ในแทงค์นานๆ เข้าปลาก็ไม่ยอมว่าย มันอ่อนล้าแล้วก็เซื่องซึมลง แม้จะยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม โชคไม่ดีที่คนญี่ปุ่นก็ยังสามารถแยกความแตกต่าง ในรสชาติของเนื้อปลาได้อยู่เหมือนเดิม ปลาเหล่านั้นไม่ให้รสชาติความสดใหม่เสียแล้ว เพราะว่ามันไม่ได้ว่ายมาหลายวัน คนญี่ปุ่นชอบรสชาติความสดของปลาใหม่ๆ มากกว่าปลาเฉื่อยๆแบบนั้น

บริษัทประมงญี่ปุ่นแก้ปัญหานี้อย่างไร?
พวกเขาจะรักษารสชาติของความสดใหม่ ด้วยวิธีไหน?
หากคุณจะให้คำปรึกษาแก่อุตสาหกรรมประมง คุณจะแนะนำอย่างไร?

... เมื่อคุณบรรลุถึงจุดหมายที่ตั้งเป้าไว้
คุณมีคู่ครองที่เหมาะสม มีธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ใช้หนี้แบงค์จนหมด หรืออะไรก็ตามแต่ คุณก็เหมือนจะหมดไฟซะอย่างนั้น ก็คุณได้หมดที่อยากได้แล้วนี่ คุณไม่ต้องพยายามอีกต่อไป อย่างนั้นหรือ ...
ก็เปรียบได้กับปัญหาเรื่องปลาๆ ของชาวญี่ปุ่นนี่ล่ะ ทางแก้นั่นง่ายมาก ตามที่นาย รอน ฮับบาร์ด เค้าค้นพบแล้วในช่วงปียุค’50 ว่า “มนุษย์เราจะใฝ่หาความสำเร็จในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายเท่านั้น”




ความท้าทายให้อะไรกับชีวิต
... เมื่อคุณรู้สึกว่าคุณเก่ง คุณสามารถ คุณมุ่งมั่น คุณก็เริ่มที่จะมองปัญหาต่างๆ เป็นสิ่งท้าทาย และเมื่อคุณเอาชนะปัญหาพวกนั้นได้ คุณจะรู้สึกดีกับตัวเอง คุณไม่เกรงกลัวต่อปัญหาอีกต่อไปแล้ว ตรงกันข้าม คุณรู้สึกกระตือรือร้น ตื่นเต้นที่จะได้คิด ได้แก้ไข ได้ลองวิธีใหม่ๆ คุณเริ่มสนุกกับปัญหาเข้าแล้ว เพราะมันทำให้คุณรู้สึกมีชีวิต ชีวา ...

กลับมาที่เรื่องปลาๆ ของชาวญี่ปุ่น ตกลงว่า เค้าแก้ปัญหาปลาไม่สดยังไงกันนะ
ทางแก้ปัญหาเรื่องปลาของคนญี่ปุ่น ง่ายนิดเดียว ชาวประมงญี่ปุ่นเค้าจะใส่ปลาไว้ในแทงค์ แล้วก็ใส่ "ปลาฉลาม" ลงไปในแต่ละแทงค์ด้วย ปลาฉลามอาจกินปลาไปนิดหน่อย แต่มันทำให้บรรดาปลาส่วนใหญ่มีชีวิตชีวามากขึ้น ปลาก็ผจญกับเรื่องท้าทาย ไม่เบื่อหน่ายไม่เป็นปลาที่รอวันตาย



ความท้าทายที่พอดี ทำให้เราสนุกกับปัญหา สนุกกับสิ่งกระตุ้นใหม่ๆ ที่เข้ามา ตื่นเต้นที่จะลองวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ แล้วรู้สึกสนุกกับมัน มันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า คุณยังมีชีวิตอยู่

อย่าหนีปัญหา แต่จงกระโดดเข้าใส่ สนุกกับมันสิ ปัญหาคือความท้าทาย แต่ถ้าปัญหานั้นมันใหญ่โต ก็อย่าเพิ่งยอมแพ้ ลองจัดระบบให้กับตัวเองซะใหม่ เรียกความมุ่งมั่นกลับมา หาความรู้ใส่ตัว หาความช่วยเหลือก็ได้หากจำเป็น
แต่ถ้าหากคุณทำข้อสอบ ตอบโจทย์ ที่ได้มาจนหมดเกลี้ยงแล้ว ก็ได้เวลาหาโจทย์ใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม

หากคุณประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนตัว และครอบครัวแล้ว ลองมองดูรอบตัว ว่าคุณทำอะไรได้อีกบ้าง ให้กับคนอื่น กลุ่มการทำงานของคุณ สังคมที่คุณอยู่ หรือแม้แต่เพื่อนมนุษย์ร่วมโลก คุณสร้างความแตกต่างได้อีกมากมายให้กับโลกใบนี้



วันนี้ ... คุณหาปลาฉลาม มาใส่ในชีวิตคุณบ้างหรือยัง

เมษายน 12, 2011, 11:19:55 PM

Siranya

  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
มกราคม 02, 2011, 04:32:17 PM
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๔ จากใจจริง
ให้ชื่นสุข ในทุกสิ่ง ที่สร้างสรรค์
มีความรัก สามัคคี ดีต่อกัน
มีน้ำใจ แบ่งปัน ทุกวันไป
ขอพระศรี รัตนะ มาคุ้มครอง
...ขอเทพไท้ ในทั้งผอง ป้องปัดเป่า
ขอให้ปี ใหม่นี้ เป็นปีเรา
คลายทุกโศก โรคฤาเศร้าอย่ารังควาญ

Vee



+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham