Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - rain....

หน้า: 1 2 3 4 5 6 [7] 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 ... 88
61
ขอบคุณมากมายจร้า

62
 แปลกนะ...
 เวลา "สมอง" ได้รับ..ความกระทบกะเทือน กลับ "จำอะไรไม่ได้"
 เวลา "หัวใจ" ได้รับ..ความกระทบกะเทือน กลับ "จำฝังใจ"
 :13: :13: :13: :13:
ขอบคุณงับ

64

ก า ร เ กิ ด ดั บ ที่ สั ม ผั ส ไ ด้
พระพุทธยานันทภิกขุ (หลวงพ่อดิเรก พุทธยานันโท)
วัดป่าพุทธยานันทาราม : ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

ดังที่ได้กล่าวมาแต่แรกแล้วว่า ความคิดมี ๒ กระแส

คือ กระแสเกิดกับกระแสดับ “กระแสเกิด” เรียกว่า “กระแสสมุทัยจิต”
คือความคิดที่ขาดสัมมาปัญญาเข้าไปรู้ทัน
มันก็พัฒนาตัวเป็นความอยาก เรียกว่า “สมุทัยสัจจ์”

ส่วนความคิดที่มีสัมมสติ เข้าไปรู้ เรียกว่า “นิโรธสัจจ์”
คือ เป็นความความคิดที่มีสติแล้วกำหนดรู้
จะเปลี่ยนเป็นสัมมาปัญญาทันที

ปัญญาตัวนี้มันจะช่วยจิตให้คิดเฉพาะเรื่อง
และคิดแต่สิ่งที่จำเป็นเท่านั้น

เช่น นั่งตรงนี้ รู้สึกปวดหนักปวดเบา
มันก็จะคิดว่าห้องน้ำมันอยู่ตรงไหน
กำหนดรู้แล้วลุกไปอย่างรู้ตัว
แล้วก็จบ มันก็ไม่ได้คิดอะไรต่อ
เพียงแต่ประคองสัมปชัญญะให้รู้ตัวทั่วพร้อม
ขณะที่เดินไปหาเป้าหมายเท่านั้น

ฉะนั้นความคิดที่เป็นกระแสดับ
จึงเป็นความคิดที่ประกอบด้วยสัมมาปัญญา
เป็นความคิดที่สอดคล้องกับความเป็นจริง
ทำแล้วจบมันไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น หมดหน้าที่แค่นั้น
นี้เรียกว่าความคิดที่เป็นกระแสดับ คือดับ “สังขารจิต”
ปัญญาญาณจะเข้าไปแทนที่ความคิด

ผู้ปฏิบัติต้องฝึกฝนอาการรู้ชนิดนี้ให้ชำนิชำนาญจนเป ็นวสี
จิตก็จะสัมผัสปรมัตถ์ถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนเกิด “มัคคสมังคี”
คือการรวมลงของกระแสรู้ และประจักษ์แจ้งการเกิดดับของจิตในที่สุด
ตรงนี้ผู้ปฏิบัติต้องไปทำให้ถูก จำไปคิดคำนวณเอาไม่ได้เด็ดขาด

จิตที่สัมผัสการเกิดดับความความเป็นจริงแล้ว
จะทำหน้าที่ที่คอยตอบสนองต่อความต้องการที่เป็นจริงท ี่เกิดขึ้นในเวลานั้นๆ

เราเรียกความรู้ชนิดนี้ว่า “ปัญญาญาณ” หรือ “วิปัสสนาญาณ”
หรือจะเรียกว่า “ยถาภูตญาณ” ก็ได้
เป็นความรู้ที่เกิดจากการเจริญสติปัฏฐานสี่ที่ถูกต้อ งเท่านั้น
__________________
 :07: :07: :07: :07:http://www.junjaowka.com/webboard/showthread.php?p=420047

65
หยาดฝนแห่งธรรม / จิตที่ติดสุข
« เมื่อ: กันยายน 12, 2011, 08:46:48 PM »
 
จิตที่ติดสุข

เหตุ แห่งการเกิดของมนุษย์เรานั้นประกอบไปด้วยกรรมดีที่เร ียกว่า “ บุญ” และกรรมชั่วที่เรียกว่า “บาป” กรรมทั้งสองประเภทนี้ล้วนส่งผลที่ได้รับแตกต่างกัน โดยกรรมดีหรือบุญจะส่งผลในด้านบวกต่อจิตใจ คือ ความสุข ความสบาย ความร่ำรวย ความพึงพอใจ ส่วนกรรมชั่ว หรือบาปย่อมส่งผลในทางกลับกัน คือ ความทุกข์ ความไม่สบายใจ ความยากจน ความลำบากขัดสน แต่สุดท้ายแล้วกรรมทั้งสองประเภทนี้ก็สามารถเป็นเหตุ ปัจจัยในการเกิดได้ เท่าๆกัน

มีผู้ปฏิบัติเคยตังคำถามกับผมว่า “ หากมั่นใจในชาตินี้เขาไม่ได้กระทำกรรมชั่วเพิ่มเติมแ ละหมั่นทำบุญสร้างกุศล ไม่ได้ขาด เพื่อที่ชาติหน้าเขาจะได้เกิดมาเสวยสุข ความเข้าใจเช่นนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือไม่”

ความ เข้าใจข้อนี้ถูกต้องในแง่ที่ว่าการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ย่อมต้องได้รับอานิสงส์ผลบุญจากการกระทำนั้นๆ โดยในเบื้องต้นจะเห็นได้จากความรู้สึกสบายใจที่บังเก ิดขึ้นทุกครั้งเมื่อเรา ได้ทำบุญ ทำความดี หรือ ประกอบกรรมดีใดๆ แต่ถึงกระนั้นทั้งกรรมดีและกรรมชั่วต่างก็สลับสับเปล ี่ยนกันเข้ามาส่งผลต่อ ชีวิตของเราอยู่ดี ทำให้เราได้รับทั้งความสุขและทุกข์สลับกันไป เพราะสุขกับทุกข์นั้นเป็นของคู่กัน เหมือนกับเหรียญที่มีสองด้าน มีขาว – มีดำ มีกลางวันก็ต้องมีกลางคืน เราจึงไม่สามารถที่จะเลือกเอาแต่เฉพาะสื่งใดสิ่งหนึ่ งเพียงอย่างเดียวได้ ดั่งที่ใจต้องการ

คง ไม่มีใครกล้าปฏิเสธความจริงที่ว่า ไม่ว่าเราจะเกิดมาร่ำรวย มีความสุข มีความสบายกว่าคนทั่วๆ ไปอย่างไร สุดท้ายก็ไม่มีใครสามารถหลีกหนีจากความทุกข์ไปได้ บ้างก็ต้องทุกข์ใจเพราะลูก เพราะทรัพย์สมบัติ เพราะสังขาร (โรคภัย) หรือไม่ก็เรื่องความรัก เรื่องคู่ครอง เป็นต้น

ดังนั้นถึงแม้ว่าผู้ปฏิบัติที่เพียรสร้างกรรมดีจะมีค วามมั่นใจว่าตนไม่มีกรรมชั่วหลงเหลืออยู่อย่างแน่นอน แต่หาก ยังมีความยึดติดในความสุขบังเกิดขึ้นภายในจิต กรรมดีอันเป็นเหตุแห่งการเกิดนั้นก็ยังสามารถทำให้พบ กับความทุกข์ได้เช่นกัน นั่นคือทุกข์ที่เกิดกับสังขาร ด้วย เพราะเมื่อเริ่มต้นจาก การเกิดแล้วก็ต้องมีการแก่ ตามมาด้วยการเจ็บ และจบลงที่การตาย อันเป็นความทุกข์ตามธรรมชาติซึ่งผู้ที่เกิดมาเป็นมนุ ษย์ทุกคนจะต้องได้รับ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจาก นั้นก็ยังมีทุกข์ทางใจอันได้แก่การพลัดพรากจากสิ่งขอ งหรือบุคคลที่ตนรัก และการที่ต้องจากสมมติโลกที่ตนคิดว่าเป็นเจ้าข้าวเจ้ าของไป สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นความทุกข์อันสืบเนื่องมาจากก ารเกิดทั้งสิ้น

ถึงตรงนี้ผู้ ปฏิบัติคงพอเข้าใจกันมากขึ้นแล้วว่าหากยังคงต้องเกิด ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้อง ได้พบกับความทุกข์เป็นแน่ เพราะการเกิดนั้นมันเป็นทุกข์ ทุกข์จากสิ่งที่ไม่จีรัง มีความเปลี่ยนแปลง และไม่อาจคงทนต่อการเปลี่ยนแปลง

แต่ ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าโดยพื้นฐานตามธรรมชาติของนิสั ยมนุษย์ หากจะเปรียบเทียบระหว่างความตั้งใจที่จะละเว้นจากการ สร้างกรรมเลวกับการทำ บุญหรือการทำความดีแล้วไม่ยึดติดในผลบุญที่ได้กระทำลงไปประการหลังคงจะเป็นเ รื่องที่ทำใจได้ยากกว่ามากมายนัก

คน ปกติทั่วไปเมื่อทำบุญก็ย่อมต้องมุ่งหวังในอานิสงส์ผล บุญนั้นเป็นธรรมดา เพราะเราทุกคนต่างก็ถูกปลูกฝังความเชื่อนี้สืบทอดต่อ ๆกันมา ตั้งแต่เราเริ่มจำความได้ และเราก็มีพัฒนาการกันอย่างรวดเร็วในการเรียนรู้ที่จ ะอธิษฐานขอสิ่งต่างๆ ตามที่ใจเราปราถนา เริ่มจากเรื่องการเรียน การงาน ความรัก ความร่ำรวย โชคลาภ สุขภาพ และอีกมากมาย ซึ่งเมื่อความเชื่อดังกล่าวนี้ได้ถูกหล่อหลอมเข้าไปใ นจิตใต้สำนึกของเรา จึงส่งผลทำให้จิตของเรารู้สึกพึงพอใจในความสุขที่บัง เกิดจากการที่บังเกิด จากการทำบุญ กลายเป็นจิตติดสุข และในที่สุดก็กลายเป็นเรื่องยากที่จะปล่อยวางไม่ให้จ ิตไปยึดติดในบุญที่เรา ได้กระทำ

ผู้ ปฏิบัติจึงต้องใช้ปัญญาในการพิจารณาให้เกิดภูมิความร ู้แจ้งว่าแท้ที่จริง แล้วการเกิดนั้นสำคัญกว่ากรรมที่เราจะได้รับจากการเก ิดมากมายนัก ในการเกิดแต่ละครั้งมีความเสี่ยงสูงมากที่จิตจะต้องม าแปดเปื้อน เพราะกิเลสเสี่ยงต่อการหลง อยู่กับมายาความคิดและความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งจะเป็นเหตุที่นำพาให้ดวงจิตที่หลงนั้นห่างไกลออก ไปจากพระนิพพานมากขึ้น ทุกทีๆ

การ เกิดจึงเป็นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวง ถ้าหยุดการเกิดได้เมื่อไรความทุกข์ทั้งปวงก็จะหมดลงต ามไปด้วย รู้เช่นนี้แล้วผู้ปฏิบัติจึงต้องรีบเร่งทำความเพียรแ ละอย่ายึดติดในความสุข จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปอีกชาติหนึ่ง จิตที่สามารถปล่อยวางได้จากกิเลสมายาทั้งปวงบนโลกสมม ติใบนี้จึงเป็นจิตที่ สามารถเข้าถึงพระนิพพานได้อย่างแท้จริง

 :07: :07: :07: :07:http://www.junjaowka.com/webboard/showthread.php?p=420048

66
ให้นึกขอบคุณคนที่ดีต่อเราวันละ 1 คน
บ่อยครั้งทีมักจะได้ยินว่าเราไม่รู้จะบอกเค้ายังงัย
เพราะเราเป็นแค่เพื่อน ...
แต่ความจริงแล้ว คุณเป็นตั้งเพื่อนต่างหาก ...

โลกไม่เคยทำให้มนุษย์สมบูรณ์แบบ
เพื่อเผื่อเนื้อที่ให้คุณได้มีโอกาสแสวงหา
โลกทำให้มนุษย์มีความเหงา เพื่อให้มนุษย์แสวงหาความรักและมอบความรัก

และได้รู้ว่า การมีเพื่อน ทำให้โลกไม่เงียบเหงาจนเกินไป

ในแต่ละวัน ...
ให้เริ่มต้นวันด้วยการยิ้มไม่ว่าเรื่องที่จะทำให้ยิ้มได้ในแต่เช้านั้นจะมีไม่กี่เรื่อง

ในแต่ละวัน ...
ให้นึกขอบคุณอะไรก็ตามที่ดีต่อเราวันละ 1 อย่างหรือ 1 คน

ในแต่ละวัน ...
ให้จบทุกอย่างที่เป็นปัญหาไว้ที่ทำงาน
ไม่ต้องแบกกลับมาที่บ้าน

ในแต่ละวัน ...
ให้ทำความรู้จักผู้คนเพิ่มขึ้นอย่างน้อยวันละ 1 คน
และอย่าลืมรักษาคนรู้จัก ... ให้อยู่กับเราได้นาน ๆ
ก่อนที่วันนี้ คุณจะทำความรู้จักกับผุ้คนใหม่ ๆ จงสำรวจตัวเองว่า
ได้ทำใครหล่นหายไปจากชีวิตหรือเปล่า

หากวันนี้เหลือเพียงวันสุดท้าย รักแค่ไหนได้ทันบอกเขาหรือยัง
หากว่าพรุ่งนี้สายเกินไปทุกอย่าง เรารักเราดีต่อกันพอไหม

และถ้าเกิดว่า 24 ชั่วโมงต่อจากนี้ คือวันสุดท้ายของคุณจริงๆ
มันเพียงพอกับสิ่งที่คุณอยากจะทำมั้ย ?


เงินไม่ใช่พระเจ้า แต่ทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้น
เมื่อเงินทองเป็นเจ้าของเวลาไปซะหมด
แล้วเมื่อไหร่คุณจะ เป็นเจ้าของเวลาบ้าง

มีสติ-สตางค์อยู่ก็ปลีกเวลาไปทำบุญบ้าง
อีกหน่อยไม่มีสติ ต่อให้มีสตางค์ก็สายไปซะแล้ว...

เวลาที่เรารักใคร เราจะรู้สึกตัวเล็กเหลือเกิน
เวลาที่ใครรักเรา เราจะรู้สึกตัวใหญ่เหลือเกิน
แต่ถ้าเราเจอคนที่รักกัน เราจะผลัดกันตัวใหญ่ตัวเล็ก ...

มีชายหนุ่มผู้หนึ่งเข้ารับการบำบัดยาเสพติด ถามผู้คุมว่า
หลังจากผ่านการบำบัดแล้ว อีกนานแค่ไหนจึงจะออกเดทได้

ผู้คุมจึงแนะนำว่า ... หลังจากออกจากที่นี่แล้ว
ปีแรกให้ซื้อต้นไม่มาปลูก ดูแลมันให้ดี ๆ ต่อไปให้หาสุนัขมาเลี้ยง
หลังจากนั้นถ้าต้นไม้และสุนัขไม่ตาย
ก็แสดงว่าเริ่มมีความรักได้แล้ว

เราคือคนสำคัญเหลือเกินคนหนึ่งของครอบครัว
แต่ต้องไปเป็นคนที่ไม่ค่อยมีคุณค่าของใครก็ไม่รู้ที่เราเชื่อมาตลอดว่า...เขาสำคัญ
... เพื่ออะไร

ตอนนี้อยากให้คนที่อ่าน อ่านซ้ำอีกครั้งว่าแต่ละท่อน แต่ละวรรค
แต่ละประโยค สอดคล้องกับชีวิตของตนเองบ้าง
แต่ละท่อน บ่งบอกความรู้สึกอย่างไรบ้าง

อย่าปล่อยให้ข้อความในนี้เป็นเพียงการคัดลอกจากเศษกระดาษและจง
ให้มันได้แสดงถึงคุณค่า ต่อความรัก
ความรู้สึกที่คุณมีทั้งต่อตัวคุณ คนที่คุณรัก ครอบครัวของคุณ ชุมชน...และประเทศของคุณ

แต่ละท่อน มีความหมายและทรงคุณค่าในตัวของมันเอง
จะอ่านและตีความอย่างละเอียดถี่ถ้วน
แล้วคุณจะพบว่าชีวิตของคุณได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่คุณไม่เคยรู้สึกมาก่อน

--------------------------------------------------------------------------------
ขอขอบคุณคุณ Jamsri Nnkhemprom มากครับที่ส่งเรื่องราวดีๆมาให้เราได้อ่านกัน

ขอบคุณโพสจาก  http://www.carefor.org/content/view/1298/151/

67
เจริญสติอยู่เสมอ   เพื่อเข้าใจในหลักธรรมและความดี

68


บัวบก บำรุงสมอง เพิ่มความเยาว์วัยมารดา (ไทยโพสต์)

เมื่อ กล่าวถึงบัวบก หลายคนคงจะถึงบางอ้อกันเลยทันที เพราะเป็นสมุนไพรที่รู้กันดีว่ามีสรรพคุณแก้ร้อนใน ช้ำใน หรือใครที่กระหายน้ำสามารถดื่มน้ำใบบัวบกที่มีวางขาย อยู่ทั่วไปให้ชื่นใจ หมดความกระหายได้เลยทันที น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักสมุนไพรที่เรียกว่า บัวบก

ในขณะที่อีกมุมหนึ่งของบัวบกที่น้อยคน นักจะรู้จัก นั่นคือ สรรพคุณในการบำรุงสมองไม่แพ้แปะก๊วย อันเป็นที่นิยมในกระแสโลก และมีการรณรงค์ให้ปลูกแปะก๊วยกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่รวมทั้งหมอยาในทุกภาคของไทยได้สืบท อดความรู้เรื่องบัวบก จากรุ่นสู่รุ่น และนำมาใช้ในการบำรุงร่างกาย บำรุงประสาท บำรุงความจำ บำรุงสายตา บำรุงผม บำรุงเอ็น เป็นยาอายุวัฒนะ ใช้ได้ทุกเพศทุกวัยทั้งเด็ก ผู้ใหญ่และคนชรา นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้กันดีอีกว่า ชนิดของบัวบกที่มีสรรพคุณที่ดีที่สุดคือ ผักหนอกขม ซึ่งขึ้นตามธรรมชาติ พบเห็นโดยทั่วไป

ในตำราไทยกล่าวว่า บัวบกมีรสเฝื่อน ขม เย็น เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ท้องเสียหรือบิด แก้ลม แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า เป็นยาบำรุงกำลัง ยาอายุวัฒนะ นอกจากนี้ยังมีผู้รจนาสรรพคุณของบัวบกว่า "กิน 1 เดือน โรคร้ายหายสิ้นมีปัญญา กิน 2 เดือน บริบูรณ์น่ารักมีเสน่ห์ กิน 3 เดือน ริดสีดวงสิบจำพวกหายสิ้น กิน 4 เดือน ลมสิบจำพวกหายสิ้น กิน 5 เดือน โรคร้ายในกายทุเลา กิน 6 เดือน ไม่รู้จักเมื่อยขบ กิน 7 เดือน ผิวกายจะสวยงาม กิน 8 เดือน ร่างกายสมบูรณ์เสียงเพราะ.."

จาก งานศึกษาวิจัยพบว่า บัวบกมีฤทธิ์เช่นเดียวกับแปะก๊วยในการบำรุงสมอง กล่าวคือเพิ่มความสามารถความจำและการเรียนรู้ มีการจดสิทธิบัตรสารสกัดในบัวบกด้านคุณสมบัติช่วยเพิ ่มความสามารถในการจำ นอกจากนี้ยังมีการทดลองในสัตว์ด้วย ซึ่งพบว่าบัวบกทำให้ลูกหนูมีความจำและความสามารถในกา รเรียนรู้ดีขึ้น ทำให้เซลล์สมองของหนูแรกเกิดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับค วามฉลาด ส่วน hippocampal CA3 และแขนงนำสัญญาณประสาทของสมองส่วนที่เรียกว่า อมิกดาลา (amygdala) ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการควบคุมเหตุผลและอารมณ์ มีการพัฒนาการที่ดีกว่าหนูในกลุ่มควบคุม ทำให้ปฏิภาณไหวพริบในการหลบหลีกสิ่งกีดขวางของหนูดีข ึ้น ตลอดจนยังเพิ่มสมาธิและความสามารถในการตัดสินใจเฉพาะ หน้าในหนูได้อีกด้วย

ส่วนการศึกษาในมนุษย์พบว่า เด็กปัญญาอ่อนที่กินบัวบกวันละ 500 มิลลิกรัมติดต่อกันสามเดือน มีความสามารถเรียนรู้ได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม ส่วนการศึกษาในระดับเซลล์ถึงกลไกการออกฤทธิ์บำรุงสมอ ง พบว่า บัวบกทำให้การหายใจในระดับเซลล์ของสมองดีขึ้น ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการเสื่อมของเซลล์สมอง คงสภาพปริมาณของสารสื่อประสาท acetylcholine ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของสมอง เสริมฤทธิ์การทำงานของสาร GABA ซึ่งเป็นสารสื่อประสาททำหน้าที่รักษาสมดุลของจิตใจ ทำให้ผ่อนคลายและหลับได้ง่าย นอกจากนี้บัวบกยังทำให้หลอดเลือดมีความแข็งแรง และสามารถนำเลือดไปเลี้ยงในอวัยวะต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เป็นต้น

จาก ผลการศึกษาวิจัยดังกล่าว ทำให้บัวบกมีแนวโน้มจะใช้เป็นอาหารเพิ่มไอคิว เพิ่มความฉลาด เพิ่มความสามารถในการจำและการเรียนรู้ในเด็ก โดยเฉพาะในเด็กปัญญาอ่อนรวมไปถึงการใช้ในเด็กสมาธิสั ้น เนื่องจากบัวบกทำให้สารในสมองมีความสมดุล คือ มีความสงบผ่อนคลาย และการเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมองทำให้เกิดความสามารถในเ รียนรู้ได้ดีขึ้น ส่วนในคนทั่วไปบัวบกจะช่วยชะลออาการของโรคสมองเสื่อม ในวัยชรา หรืออัลไซเมอร์ รวมทั้งช่วยคลายเครียด ทำให้มีสมาธิในการทำงานอีกด้วย
__________________
http://www.junjaowka.com/webboard/showthread.php?p=415510

69
Silence of Love โฆษณาไทยประกันชีวิต

โฆษณาไทยประกันชีวิต Silence of Love
เผยได้รับแรงบันดาลใจจากฟอร์เวิร์ดเมล์
29 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คลิปโฆษณา ของไทยประกันชีวิตเป็นโฆษณาชุด Silence Of Love ซึ่งเป็นตัวล่าสุด ได้ถูกเผยแพร่ทั้งในทางโทรทัศน์และในเว็บไซต์ โดยเป็นโฆษณาอีกชุดที่สร้างความประทับใจ เรียกน้ำตาให้กับผู้ชมไม่แพ้กับโฆษณาตัวผ่านๆ มา
ทั้งนี้ โฆษณาตัวดังกล่าวผลิตโดย บริษัทโอกิลวี่  แอนด์เมเธอร์แอดเวอร์ไทซิ่ง ผู้เคยผลิตผลงานโฆษณาหลากหลายชุดของไทยประกันชีวิต โดยครั้งนี้จัดทำภายใต้แนวคิด CARE and TRUSTWORTHY เพื่อสื่อถึงการดูแล เอาใจใส่ชีวิตคนไทย
สำหรับ ตัวเนื้อหาได้หยิบยกประเด็นของ ความกตัญญูต่อบุพการี มาใช้ในการสร้างสรรค์งาน มุ่งเน้นสื่อถึงการดูแลเอาใจใส่ลูกของ พ่อ เนื่องจากพ่อคือเสาหลักของทุกครอบครัว  พ่อคือผู้ที่เหน็ดเหนื่อยเพื่อพวกเราเสมอมา พ่อ เปรียบเสมือนพ่อพระในบ้าน ที่เป็นคนสำคัญของสถาบันครอบครัว แม้ว่า พ่อ จะเป็นใบ้ แต่ก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อลูกเสมอ
อย่าง ไรก็ตาม แรงบันดาลใจของเรื่องราวมาจากฟอร์เวิร์ดเมล์ฉบับหนึ่ง ที่เป็นเรื่องราวของหญิงสาวที่มีพ่อเป็นใบ้ เธอรู้สึกไม่พอใจในความพิการของพ่อและอยากได้พ่อที่มีร่างกายปกติ จนวันหนึ่งเธอได้รับอุบัติเหตุจนได้รับบาดเจ็บสาหัส พ่อผู้พิการของเธอพยามทุกอย่างเพื่อจะช่วยชีวิตเธอ  เธอจึงได้รู้ว่าพ่อผู้บกพร่องทางร่างกาย  แต่สมบูรณ์แบบในความเป็นพ่อ พ่อของเธอคนนี้ที่รักลูกอย่างเธอจนสุดหัวใจ

Mthai News

70
สุขภาพกับชีวิต / Re: 'อาการเวียนศีรษะ'
« เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2011, 06:02:07 PM »
ขอบคุณค่ะ

หน้า: 1 2 3 4 5 6 [7] 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 ... 88

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham