กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10
1


โลกผู้คน สรรพสัตว์ สรรพสิ่ง ไม่ได้หยุดนิ่ง  แสนกล สบสน อลวน อลหม่าน ลึกสุดลึก ลับสุดลับ ซับซ้อนซ่อนปม เพียงปรากฏการณ์ เพียงผิวคลื่นแห่งท้องน้ำ ท้องมหาสมุทรมันสุดหยั่ง ข้างบนปรวนแปร ข้างล่างเงียบสงบ แต่บางที ข้างบนนิ่งสงบ ข้างล่างแปรปรวน โลกมิดำมิขาว ออก เทา ๆ ย้อนแย้ง ยึดอีกฝั่ง ก็หลงลืมอีกฝั่ง เฝ้าดู จู่ ๆ ก็ลงไปร่วมเล่น บนเรือ กับแหวกว่ายในท้องธาร สลับกันไป ใน ความคิด กับ ชาติภพ จบ ไม่จบ อยู่ในใจ

จะถูก ก็ปัญญา จะผิดพลาด ย้อนมองทบทวน ก็ยังเป็นปัญญา

หลอมรวม เข้าใจ ปล่อยวาง ไม่ขอแดนอลังการ ขอเพียง กระท่อมหลังน้อย ดูเมฆลอย ผ่านทิวสน  พอ......
2


เดิน ออกกำลังยามเช้ามืด มันได้คุยกับคน หลายแบบ เจอหลายมุม บางขณะ โดนคำถาม จู่โจม แบบไม่ทันได้ ตั้งตัว บางขณะ ในคำถามเข้า สะกิด ได้ผุดโพลง เชื่อมโยงความคิด ดี ๆ ผุด ๆ ไหล ๆ ออกมาเหมือนกัน นะ เหมือน อีกคนในตัวมันออกมาตอบ สดใหม่ เลย บางคำถาม ตัวฉันพลันต้องนิ่ง น่าสนใจ แต่ ยังตอบไม่ได้ ณ เวลานั้น บางคำ ฉันต้องเก็บงำ คำตอบ ไว้นานแสนนาน เป็นคำตอบ ของฉันคนเดียว จนวันตาย เลย

เออ วันนี้ เจอคำถาม ว่า ถ้า เอ็งย้อนเวลาไปแก้ไขบางสิ่งที่ผิดพลาดได้ กับ เอ็งรู้อนาคต เอ็งจะ เลือกอะไร.....

เรามีคำตอบ แต่เราไม่เลือกอะไร สักข้อ เรามอง โจทย์ข้อ ปรับอดีต แปรอนาคต

สั้น ๆ ว่า ณ วินาทีตัดสินใจ ในเวลานั้น เราสามารถ ตัดสินใจ ได้เป็น ล้าน ๆ แบบ ทำได้เป็น ล้าน ๆ อย่าง อนาคต เราก็ต้องมี เป็น ล้าน ๆ แบบ ปัจจุบัน สำคัญสุด .......

จบก่อน อยากเขียนอีก เด๋วมา คิดถึงกันบ้างไหม มีอะไรมากมาย จะเล่า......

เขียนช้า โพสช้า เพราะใช้มือถือ น่ะ ขออภัย
3
คุยสบาย นานาสาระ / พระสมเด็จในประเทศไทย ทั้ง 2 ยุค
« กระทู้ล่าสุด โดย thongdee เมื่อ พฤศจิกายน 26, 2020, 09:35:05 AM »
อย่างที่ทราบกันดีว่า พระสมเด็จในประเทศไทยนั้น มีหลายรูปหลายองค์มาก ซึ่งใครจะรู้บ้างว่า พระสมเด็จในไทยนั้นมีมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว ซึ่งบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับพระสมเด็จในประเทศไทยทั้ง 2 ยุคกัน ว่าแต่ละยุคนั้นเริ่มมาตั้งแต่ปีพ.ศ.ใด และแต่ละปีนั้นมีพระสมเด็จรูปใดบ้าง ว่าแล้วก็อย่ามัวเสียเวลา เราไปหาคำตอบนั้นพร้อมๆ กันเลย

พระสมเด็จในประเทศไทย ทั้ง 2 ยุค

พระสมเด็จในประเทศไทย ทั้ง 2 ยุค มีรายละเอียดการสร้างพระพิมพ์ หรือพระสมเด็จ ดังนี้

ยุคที่ 1 หรือยุคต้น เกิดในรัชกาชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3 ) ตั้งแต่ พ.ศ. 2368 –2390 (ครองราชย์ พ.ศ. 2367 - 2394)

เริ่มจากปี พ.ศ. 2348 สร้างที่ระลึกงานฉลองสมณศักดิ์ เป็น “พระครูโต”
ต่อมาในปี พ.ศ. 2378 สร้างเป็นที่ระลึกในการเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นที่ “พระปริยัติธรรม”
ต่อมาในปี พ.ศ. 2379 สร้างเป็นที่ระลึกให้แก่ผู้บริจาคเงินสร้างพระพุทธไสยาสน์
ต่อมาในปี พ.ศ. 2381 สร้างเป็นที่ระลึกให้งานทำบุญครบ 51 ปี ขณะดำรงตำแหน่งสมณศักดิ์ พระปริยัติธรรม
ต่อมาในปี พ.ศ. 2386 สร้างเป็นที่ระลึกในงานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นที่ “พระราชปัญญาภรณ์”
ต่อมาในปี พ.ศ. 2387 สร้างเป็นที่ระลึกให้แก่ผู้บริจาคเงินบำรุงวัดระฆัง
ต่อมาในปี พ.ศ. 2390 สร้างเป็นที่ระลึกในงานทำบุญครบรอบ 60 ปี เป็นที่ “พระเทพกวีศรีวิสุทธินายก”

ยุคที่ 2 หรือยุคกลาง เกิดในสมัยรัชกาลสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ตั้งแต่ พ.ศ. 2399 –2411 (ครองราชย์ พ.ศ. 2394 - 2411)

เริ่มจากปี พ.ศ. 2399 สร้างให้โยมพระบิดามารดา เพื่อแทนคุณ ขณะดำรงสมณศักดิ์ เป็นที่ “พระธรรมกิติโสภณ” เป็นพิมพ์ปรกโพธิ์
ต่อมาในปี พ.ศ. 2399 สร้างเป็นที่ระลึกในงานสร้างพระบูชา นามว่า “พระหาพุธพิม”
ต่อมาในปี พ.ศ. 2407 สร้างเป็นที่ระลึกในงานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นที่ “สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)พรหมรังษี” เป็นพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่
ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2409 สร้างในขณะดำรงสมณศักดิ์ เป็นที่ “พระสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี” เริ่มสร้างที่จำนวน 84,000 องค์ตามเจตนารมณ์ เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา โดยแม่พิมพ์ของช่างทองหลวง “หลวงวิจารณ์เจียรนัย”
ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2411 สร้างในขณะดำรงสมณศักดิ์ เป็นที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต เป็นพิมพ์ใหญ่อกวี

นอกจากพระสมเด็จจะมีมาอย่างยาวนานแล้ว ตลับทองพระสมเด็จก็มีมาอย่างยาวนานเช่นกัน ซึ่งตลับทองพระสมเด็จคาดว่าจะมีมาแทบจะพร้อมๆ กับการเกิดพระสมเด็จเลยทีเดียว โดยแต่ละยุคสมัยก็จะมีวิธีการทำตลับทองพระสมเด็จที่แตกต่างกันนั่นเอง
4
คุยสบาย นานาสาระ / ปี 2563 สินสอดแต่งงานควรเท่าไร?
« กระทู้ล่าสุด โดย knowledge เมื่อ พฤศจิกายน 25, 2020, 09:30:10 AM »
   เรียกได้ว่าเป็นปัญหาโลกแตกกันเลยทีเดียวสำหรับเงินสินสอดแต่งงาน เพราะไม่รู้ว่าควรให้เท่าไร เท่าไรถึงเหมาะสม หรือ ต้องคำนวณจากอะไร เพราะฉะนั้นวันนี้เราลองมาฟังความคิดเห็นจากคนใน Pantip กันดีกว่าค่ะ ว่าค่าสินสอดแต่งงานควรคิดเท่าไร และ คิดอย่างไร เอาเป็นว่าอย่ารอช้า เรามาดูกันเลยค่ะ 

ความคิดเห็นแรกให้ความคิดเห็นไว้ว่า
 
“ตอนเราแต่งงาน  ( 11 ปีที่แล้ว  )
ตอนผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาคุยกัน   แม่ไม่ได้เรียกสินสอดเป็นการกำหนด  แต่แค่บอกทางฝ่ายชายว่า  จัดมาให้สมน้ำสมเนื้อ
( จริงๆ แล้วแม่ไม่ได้อยากได้สินสอดเป็นมูลค่าเท่านั้นเท่านี้  แล้วก็อยากดูด้วยว่าทางฝ่ายชายจะจัดมาอย่างไง )
แต่เรากับแฟนคุยกันนอกรอบ  เพราะว่าทางเขาก็เดาใจไม่ถูกว่า  จัดยังไงจะสมน้ำสมเนื้อ 
แต่พอเราไปแหย็บๆ  ถามทางแม่เรา  แม่บอก  ไม่อยากตีราคาลูกสาว  แค่แต่งกันแล้วมีความสุขอยากได้แค่นั้น  เราก็เลยไปแอบกระซิบทางแฟนว่า  จัดมาเถอะ  ไม่ต้องซีเรียสเรื่องมูลค่า 
พอถึงวันงานจริง   สินสอดในพานขันหมาก  ฝ่ายชายจัดมา ( เงิน 8  หมื่น   ทอง  8  บาท  ) 
สำหรับเราคือไม่มาก  ไม่น้อย  แต่สำหรับฝ่ายชาย  คือ  เขาไม่เป็นหนี้มาแต่งงาน   

พอถึงตอนส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าหอ  ทั้งผู้ใหญ่ฝ่ายเรา-ฝ่ายเขา  เข้ามาในห้อง   แม่เราก็ยก  สินสอดทั้งหมดมาวางให้บนเตียง  บอกว่า  ทุกอย่างแม่ยกให้เป็นเงินตั้งตัว  สร้างครอบครัวลูก 
คือพูดง่ายๆ  เงินสินสอด  เงินซอง  เงินผูกข้อมือ   แม่ยกให้เราทั้งคู่หมด  ให้ลูกตั้งตัว  แม่ไม่ได้มีมาก  ไม่ได้มีเงินมีทองเป็นทุนให้ลูก  เงินสินสอดลูก  แม่เลยยกให้เป็นเงินตั้งตัวครอบครัวลูกเอา

( ( แม่เราไม่รวยนะ  เป็นแม่ค้าขายกะทิ  พริกแกงในตลาดสด  เดี๋ยวจะนึกว่าครอบครัวเรารวย  เลยไม่เรียกร้องเงินทอง )) 

ทุกวันนี้  สร้างครอบครัวมาเป็นปีที่  11  มีลูกชาย 2 คนแล้ว  ชีวิตคู่ชีวิตครอบครัว  แฮปปี้มาก 
ปัจจุบันคุณยายก็เลิกขายของ  มาอยู่บ้านเลี้ยงหลาน”

ความคิดเห็นต่อมาให้ความคิดเห็นไว้ว่า

“สินสอดแต่งงานก็ให้มองที่ความเหมาะสมดีกว่านะครับ ตามสภาวะเศรษฐกิจ เอาตามจริงนะครับขอยกตัวอย่างเคสของผมละกัน สำหรับผู้หญิงคนนี้ตีค่าเป็นเงินไม่ได้ครับสมมติว่าถ้าผมมีเงินร้อยล้านผมกล้าให้สินสอดร้อยลานอย่างไม่คิดว่าถูกหรือแพงอะไรเลยเพราะค่าความดีความจริงใจที่เรามีต่อกันมันประเมิณค่าไม่ได้ และคงสมมติอีกแหละว่าถ้าสมมติว่าผมมีเงินไม่มากขนาดหลักล้านหรือหลายๆแสนหลายล้านขณะนั้น แต่ผมจะบอกแฟนผมว่าผมแต่งด้วยสินสอดที่ไม่ได้มากมายนักก็จริง ณตอนนี้ แต่ในอนาคตเราจะเป็นทรัพย์สินของครอบครัวเรา เราจะไม่เป็นหนี้สินของครอบครัวเราอย่างแน่นอนขอให้มั่นใจเรา แถมดอกเบี้ยรอยยิ้มแบบลอยตัวอีกต่างหากล่ะ  เงินสดสองสามแสนทอง10บาทแหวนเพชรงามๆ บ้านพร้อมที่ดินรวมหนี้สิน แต่งเลยนะจ๊ะ  แบบนี้อ่ะครับของเรา”

แต่หากใครที่มีปัญหาเรื่องเงินสินสอดแต่งงาน ก็สามารถเข้ามาอ่านรายละเอียดการเช่าสินสอดแต่งงานได้ที่ https://sinsordforrent.com/
5
บทความ (Blog) / Re: だって 君のことが …好きなの ❤❤❤ : แต่ว่าก็ดัน .... ชอบเธอซะแล้ว
« กระทู้ล่าสุด โดย sithiphong เมื่อ พฤศจิกายน 09, 2020, 09:28:45 PM »
ชีวิตต้องสู้  ต้องเดินหน้า

ทิ้งความหลังไว้เป็นบทเรียน และ เป็นฐานให้เราก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง

เป็นกำลังใจให้ ครับอิ๋ม

ที่สำคัญ  ลองสวดมนต์ไหว้พระ อย่างน้อยวันละ 5 - 10 นาที  ก็จะดีขึ้น ครับ
6
บทความ (Blog) / Re: だって 君のことが …好きなの ❤❤❤ : แต่ว่าก็ดัน .... ชอบเธอซะแล้ว
« กระทู้ล่าสุด โดย Plusz เมื่อ พฤศจิกายน 03, 2020, 03:35:09 PM »
ผ่านมาเกือบ2เดือนที่เลิกกับแฟน ชีวิตค่อนข้างแฮปปี้นะ
แต่ก็ยังคุยกับแฟนเก่าอยู่ แต่เราก็ไม่ปิดกั้นตัวเองนะ
ถ้าเจอใครที่น่าสนใจก็จะเปิดโอกาสให้ตัวเองเหมือนกัน

ช่วงนี้เครียดเรื่องเรียนจนเป็นโรคกระเพราะด้วยแหละ
หมาแมวที่บ้านน่ารักและโตไวทุกตัว อยากกลับไปเจอแล้ว :19:
7
บทความ (Blog) / Re: だって 君のことが …好きなの ❤❤❤ : แต่ว่าก็ดัน .... ชอบเธอซะแล้ว
« กระทู้ล่าสุด โดย Plusz เมื่อ พฤศจิกายน 03, 2020, 03:33:30 PM »
ชีวิตต้องสู้ ต้องเดินหน้า

อย่าท้อ

เป็นกำลังใจให้ครับอิ๋ม

ขอบคุณมากนะคะพี่หนุ่ม เป็นกำลังใจให้เช่นกันนะคะ
ขอให้ผ่านพ้นเรื่องราวต่างๆไปด้วยดีค่ะ  :19:
8
.
วันเทคโนโลยีของไทย
วันที่ 19 ตุลาคม
.
ฝนหลวง
.
โพสโดย Thin Thin Chinnapha
วันที่ 19 ตุลาคม 2563 เวลา 9.49 น.
.
โพสต์นี้จะว่าด้วยคำกล่าวหาที่ว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ “ก๊อป” ฝนเทียมนะครับ
.
“ฝนหลวง” คือกรรมวิธีในการทำให้ฝนตก
สิทธิบัตรคือ “กรรมวิธี” ไม่ได้บอกว่าเป็นผู้คิดค้น “ฝนเทียม” คนแรก
แปลสั้น ๆ คือโมเดลของพระองค์เพิ่มประสิทธิภาพครับ
.
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศมาขอศึกษาและนำไปใช้เพราะวิธีของพระองค์ท่านค่อนข้างมีประสิทธิภาพ เช่น จอร์แดน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แอฟริกา เป็นต้น
.
การพูดว่า “ก๊อป” คือคิดไปเองครับ
.
................
.
1. ต้องเล่าที่มาก่อนว่าผู้ที่คิดค้น “ฝนเทียม” คือ ฝรั่งสองคนที่ชื่อวินเซนต์ เชฟเฟอร์ และเออร์วิง ลองมัวร์ โดยเริ่มในปี ค.ศ.1946/2489
.
2. โดยพวกเขาเชื่อว่าสามารถกระตุ้นให้เกิดฝนได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ พวกเขาเติม Silver Iodide แทนน้ำแข็งแห้งซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กทำให้เมฆเย็นเหนือจุดเยือกแข็งและโปรยอนุภาคนี้ลงมาจากเครื่องบินหรือปล่อยให้ลมหอบขึ้นไปซึ่งสารนี้ก็จะไปทำให้เกิดการควบแน่นขึ้นและหนักมากพอจนตกลงมาเป็นฝน
.
3. ซึ่งย่อยอย่างง่าย ๆ ก็คือเป็นการระหว่าง “ปล่อยให้ลมหอบไป” กับ “ลงไปปล่อยลงมา” ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้เข้มาเป็นกษัตริย์ในระบอบใหม่อย่างเต็มตัวและโตแล้ว ในระหว่างที่เสด็จเยือนที่ภาคอีสานตอนปี พ.ศ.2498 จึงเกิดความคิดว่าจะทำอย่างไรให้ “ฝนตกลงสู่พื้นที่แห้งแล้ง” แต่ไม่ใช่นึกแล้วทำปุ๊บจดสิทธิบัตรปั๊บนะครับ เพราะการทดลองครั้งแรกของการทำ “ฝนหลวง” คือในปี พ.ศ.2512 โดยเริ่มที่นครราชสีมาโดยการโรยน้ำแข็งแห้งก็ปรากฏว่ามีฝนตก ต่อมาเปลี่ยนที่ทดลองไปที่ประจวบฯ
.
4. โดยการพ่นละอองน้ำพร่อมโปรยน้ำแข็งแห้งและใช้เครื่องบินอีกชุดพ่นจากพื้นดิน สังเกตนะครับว่าใช้วิธีแบบที่ผมกล่าวไปข้างบนตอนแรกร่วมกัน ต่อมาพระองค์ยังได้ทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสูตรที่ใช้อีกหลายครั้งจนในปี พ.ศ. 2516 พระองค์ก็คิดค้นวิธีการทำ “แซนด์วิช” ได้สำเร็จ มันคือ คือ ก่อกวน เลี้ยงอ้วน และโจมตี เป็นสามขั้นตอนในการทำให้ฝนไปตกในพื้นที่เป้าหมายอย่างหวังผลแม่นยำ แต่อย่างไรก็ตามพระองค์มีพระราชกระแสต่อว่าจำเป็นต้องพัฒนาต่อไปอีก เพราะการพัฒนาไม่มีที่สิ้นสุด
.
5. ซึ่งตรงนี้ควรกล่าวด้วยว่าประเทศไทยเราโชคดีที่สภาพภูมิอากาศมีความชื้นสูงและจะกลายเป็นเหตุผลอีกอย่างที่ทำให้เกิดการจดสิทธิบัตรสำเร็จเพราะมันทำได้ผลกว่า
.
6. ต่อมาหลังจากใช้เวลาพัฒนากว่า 40 ปี ในปีพ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดภาวะแล้งอย่างหนักพระองค์จึงกลับมาปัดฝุ่นเรื่อง “ฝนหลวง” อีกรอบโดยครั้งนี้ปรับปรุงจากการที่ ก่อกวน เลี้ยงอ้วน และโจมตีขึ้นมาอีกเป็น 6 ขั้นตอน คือเพิ่ม การเสริมโจมตี โจมตีแบบเมฆเย็น และโจมตีแบบซูเปอร์แซนด์วิช (ผมขอละเว้นเรื่องทางเทคนิคไว้นะครับ) ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือ Super Sandwich อันสุดท้ายนี่แหละครับ ซึ่งตรงนี้ให้ประสิทธิภาพสูงกว่าอย่างมีนัยยะสำคัญไม่ใช่การโปรยสารอย่างเดียว
.
7. มันคือเทคนิคการโจมตีเมฆอุ่นและเมฆเย็นพร้อมกันในกลุ่มเมฆเดียวกัน (เดิมทีทำกับเมฆอุ่นอย่างเดียว) หลังจาก “ฝนหลวง”ถูกใช้ช่วยภัยแล้งในปี พ.ศ. 2542 พระองค์จึงเห็นว่าการพัฒนามาเกือบ 50 ปี นี้เอาไปจดสิทธิบัตรดีกว่า ซึ่ง Super Sandwich คือสิ่งที่พระองค์คิดนะครับ ไม่ได้มีใครทำมาก่อนหน้า
.
8. ดังนั้นการยื่นจดสิทธิบัตรจึงเริ่มในช่วงนั้น และได้รับในปี พ.ศ.2545 ทีนี้แล้วทำไมถึงจดได้ในเมื่อมีคนทำมาก่อนนี่นา? คำตอบก็คือมันเป็น “กรรมวิธี” ครับ และกรรมวิธีนี้คือกรรมวิธีใหม่ ผมจะขอเล่าถึงกระบวนการจดสิทธิบัตรก่อน ในการจดสิทธิบัตรนั้นจะมีอยู่สามแบบ คือ ผลิตภันฑ์ (product) กรรมวิธี (process) และการทำให้อย่างใดอย่างหนึ่งดีขึ้น (improvement of known product or process) ซึ่งจะแบ่งออกเป็น “สิทธิบัตร” และ “อนุสิทธิบัตร” แบบสิทธิบัตรมีเงื่อนไขคือต้องประดิษฐ์ขึ้นใหม่ มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น
.
9. และสามารถปรยุกต์ใช้ทางอุตสาหกรรม ส่วนอนุสิทธิบัตรนั้นก็เหมือนกันแต่ตัดขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นออกไป สิ่งที่พระองค์คิดมาเป็น “กรรมวิธี” ซึ่งยื่นจดได้ โดยในตอนแรกพระองค์จดกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาในไทย ต่อมาพระองค์ได้จดทะเบียในสหรัฐฯ ด้วย
.
10. หมายเลขการจัดสิทธิบัตรในไทยคือ 13898 การดัดแปรสภาพอากาศเพื่อให้เกิดฝน (ฝนหลวง) จดในสหรัฐฯ คือ Weather modification by royal rainmaking technology (รหัส US20050056705A1) และต่อมาสำนักสิทธิบัตรยุโรปก็ถวายสิทธิบัตรให้ (ไม่ได้ไปจดนะครับ ยุโรปถวายให้) รหัส EP1491088B1 เทคนิคของพระองค์ได้รับการเผยแพร่และเป็นที่ยอมรับในหมู่นักวิทยาศาสตร์ องค์กรและสถาบันที่มีกิจกรรมการดัดแปรสภาพอากาศวิทยาศาสตร์และอุตุนิยมวิทยาทั้งในระดับนานาชาติและระดับโลก และร่วมจัดแสดงในงานนิทรรศการ Brussels Eureka 2001
.
11. การยื่นคำขอจดสิทธิบัตรต่อสำนักงานสิทธิบัตรทั้งใน และต่างประเทศดังกล่าวต่างมีขั้นตอนและกระบวนการตรวจสอบ และค้นหากับสำนักงานสิทธิบัตรทั่วโลกว่ามีการซ้ำซ้อนหรือมีการจดสิทธิบัตรมาก่อนหรือไม่ เป็นนวัตกรรมใหม่หรือเป็นแนวคิดใหม่หรือไม่
.
12. ฉะนั้นสิทธิบัตรที่ได้รับจากสำนักงานสิทธิบัตรต่างประเทศ จึงได้รับการกลั่นกรองและเผยแพร่สู่การรับรู้ของสำนักงานสิทธิบัตรทั่วโลกโดยปริยาย โดยเฉพาะประเทศสมาชิกขององค์กรการอุตุตนิยมวิทยาโลก 181 ประเทศ
.
13. สหรัฐฯ เองก็มีความสนใจในสิ่งที่พระองค์ทำนะครับ โดยกระทรวงมหาดไทยสหรัฐฯ จัดทำรายงาน Thailand Applied Atmospheric Research Program ขึ้นมาศึกษาอย่างจริงและยังมีงานวิจัย เช่น Results of the Thailand Warm-Cloud Hygroscopic Particle Seeding Experiment ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ เช่น Journal of Applied Meteorology and Climatology ซึ่งระบุว่า “ The evaluation of the Thailand warm-rain enhancement experiment has provided statistically significant evidence and supporting physical evidence that the seeding of warm convective clouds with calcium chloride particles produced more rain than was produced by their unseeded counterparts. An exploratory analysis of the time evolution of the seeding effects resulted in a significant revision to the seeding conceptual model.”
.
ที่มา Jitta O. Tunho
.

9
กฏแห่งกรรม-ชาติภพ / พุทธประวัติตอน ๑๔ ประวัติพระเทวทัต
« กระทู้ล่าสุด โดย sithiphong เมื่อ ตุลาคม 18, 2020, 07:41:59 PM »
.
พุทธประวัติตอน ๑๔ ประวัติพระเทวทัต
.
ประวัติพระเทวทัต
.

สมัยหนึ่ง พระบรมศาสดาเสด็จจาริกไปประทับ ณ เมืองโกสัมพี
ครั้งนั้น ลาภสักการะบังเกิดแก่พระองค์กับทั้งภิกษุสงฆ์สาวกเป็นอันมาก
คนทั้งหลายถือสักการะ มีจีวร บิณฑบาต เภสัช อัฎฐบาน เป็นต้น เข้ามาสู่วิหาร
ถวายแก่พระสงฆ์สาวกเป็นเนืองนิตย์
ส่วนมากทุก ๆ คนที่มา ย่อมถามถึงแต่พระอัครสาวกทั้งสอง
และพระสาวกองค์อื่น ๆ ว่า ท่านอยู่ ณ ที่ใด
แล้วพากันไปเคารพนบไหว้สักการะบูชา ไม่มีใครถามถึงพระเทวทัตแม้แต่ผู้เดียว . พระเทวทัตเกิดความโทมนัสน้อยใจ
ตามวิสัยของปุถุชนจำพวกที่มากด้วยความอิจฉา ฤษยา
คิดว่า เราเป็นกษัตริย์ศากยะราชสกุลเหมือนกัน
ออกบรรพชากับด้วยกษัตริย์ขัตติวงศ์นั้น ๆ แต่ไม่มีใครนับถือ ถามหา น่าน้อยใจ
เมื่อคิดดังนี้แล้ว ก็เกิดตัณหาในลาภสักการะ เข้าครอบงำจิต
คิดใคร่จะได้ลาภสักการะ สัมมานะ เคารพนับถือ
แล้วก็คิดต่อไปว่า เราจะทำบุคคลผู้ใดให้เลื่อมใส กราบไหว้บูชาดีหนอ
จึงจะบังเกิดลาภสักการะ ครั้นคิดต่อไปก็มองเห็นอุบายทันทีว่า
พระอชาตศัตรูราชกุมาร พระโอรสของพระเจ้าพิมพิสารนั้น ยังทรงพระเยาว์
ยังไม่รอบรู้คุณและโทษแห่งบุคคลใด ๆ ควรจะไปคบหาด้วยพระราชกุมารนั้นเถิด
ลาภสักการะก็จะพลันบังเกิดเป็นอันมาก . ครั้นดำริดังนั้นแล้ว ก็หลีกจากเมืองโกสัมพีไปสู่เมืองราชคฤห์
แล้วนิรมิตกายเป็นกุมารน้อย เอาอสรพิษ ๔ ตัว ทำเป็นอาภรณ์ประดับมือและเท้า
ขดทำเป็นเทริดบนศรีรษะ ๑ ตัว ทำเป็นสังวาลย์พันกาย ๑ ตัว
สำแดงปาฎิหาริย์ปุถุชนฤทธิ์ของตนเหาะไปยังพระราชนิเวศน์
ลอยลงจากอากาศ ปรากฎกายอยู่เฉพาะหน้าพระอชาตศัตรูราชกุมาร
.
ครั้นพระราชกุมารตกพระทัยกลัว ก็ทูลว่า “อาตมา คือพระเทวทัต”
แล้วเจรจาเล้าโลมให้พระราชกุมารหายกลัว
สำแดงกายเป็นพระทรงไตรจีวรและบาตร ยืนอยู่ตรงพระพักตร์พระราชกุมาร
เมื่อพระราชกุมารเห็นปาฎิหาริย์เช่นนั้น ก็ทรงเลื่อมใส เคารพนับถือ
ถวายลาภสักการะบูชาเป็นอันมาก . ภายหลัง พระเทวทัตเกิดบาปจิตคิดใฝ่สูงด้วยอำนาจตัณหา
มานะครอบงำจิตคิดผิดไปว่า เราสมควรจะเป็นผู้ครองพระภิกษุสงฆ์ทั้งปวง
พอดำริดังนั้น ปุถุชนฤทธิ์ของตนก็เสื่อมสูญพร้อมกับจิตตุบาท
ครั้นคิดดังนั้นแล้ว ก็เดินทางมาเฝ้าพระพระบรมศาสดาซึ่งประทับอยู่ที่พระเวฬุวันวิหาร ณ เมืองราชคฤห์
ในเวลาที่พระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมแก่มวลพุทธบริษัท
ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารมหาราชประทับเป็นประธานอยู่ เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว
พระเทวทัตได้กราบทูลว่า
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค บัดนี้พระองค์ทรงชราภาพแล้ว
จงเสวยทิฎฐธรรมสุขวิหารสำราญพระกมล
มีความขวนขวายน้อยเถิด ข้าพระองค์จะรับภาระธุระช่วยว่ากล่าวครอบครองภิกษุสงฆ์ทั้งปวง
ขอพระองค์จงมอบเวรพระภิกษุสงฆ์สาวกทั้งสิ้นให้แก่ข้าพระองค์เถิด
ข้าพระองค์จะได้ว่ากล่าวสั่งสอนแทนพระองค์สืบไป”
.
พระเทวทัตคิดการณ์ใหญ่ อยากเป็นประมุขสงฆ์
. ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสดับ จึงตรัสห้ามว่า “ไม่ควร”
ไม่ทรงอนุญาตให้เป็นไปตามความปรารถนาของพระเทวทัต ๆ ก็โทมนัส
ผูกอาฆาตในพระบรมศาสดา จำเดิมแต่นั้นมา
พระบรมศาสดาได้ทรงประกาศความประพฤติอันไม่ดีอันไม่งามของพระเทวทัต
ซึ่งเกิดขึ้นด้วยจิตลามกให้พระสงฆ์ทั้งหลายทราบ
เพื่อให้ภิกษุที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ จะได้สังวรระวังจิตมิให้วิปริตไปตาม
. ต่อมาพระเทวทัตคิดการใหญ่ ปรารถนาจะทำอันตรายแก่พระผู้มีพระภาค
จึงเข้าไปเฝ้าพระอชาตศัตรูราชกุมาร แล้วด้วยอุบายทูลว่า
แต่ก่อนมนุษย์ทั้งหลายมีอายุยืน บัดนี้อายุของมนุษย์น้อยถอยลง
หากพระองค์สิ้นพระชนม์เสียก่อนพระราชบิดา
แต่เวลายังหนุ่มอยู่แล้ว ไฉนพระองค์จะได้รับราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์
เสวยพระราชสมบัติสมดังพระทัยที่ปรารถนาไว้เล่า
ฉะนั้น พระองค์จงปลงพระชนม์ชีพพระราชบิดา
จัดการสถาปนาพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ เสวยราชสมบัติเสียตั้งแต่บัดนี้เถิด
แม้อาตมาก็จะฆ่าพระสมณะโคดมเสีย
จะได้เป็นพระบรมศาสดา ปกครองพระสงฆ์ทั้งปวงเช่นเดียวกัน. . เมื่อพระอชาตศัตรูราชกุมาร ยังเยาว์พระวัย พระทัยเบา
หลงเชื่อถ้อยคำของพระเทวทัต จึงทำปิตุฆาต
ปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์พระเจ้าพิมพิสาร
พระชนกนาถ ให้อภิเษกพระองค์ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์สำเร็จดังปราถนา .
พระเทวทัตลอบปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าด้วยวิธีต่าง ๆ
.
พระเทวทัตได้พยายามทำร้ายพระบรมศาสดา
โดยคบคิดกับพระเจ้าอชาติศัตรูเป็นการใหญ่ ครั้งที่หนึ่ง
ได้ใช้ให้นายขมังธนูทั้งหลาย เข้าไปทำอันตรายยิงพระบรมศาสดา
แต่นายขมังธนูกลับมีจิตศรัทธา สดับพระธรรมเทศนา ให้บรรลุโสดาปัตติผลด้วยกันสิ้น.
.
ครั้งที่สอง พระเทวทัตลอบขึ้นไปบนภูเขาคิชฌกูฎ กลิ้งก้อนหินศิลาใหญ่ลงมาหวังจะให้ประหารพระบรมศาสดา
ขณะเสด็จขึ้น ถึงสะเก็ดศิลาได้กระทบพระบาทจนห้อพระโลหิต
นับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว ที่พระผู้มีพระภาค ผู้เป็นนาถะของโลก
เป็นพระบรมครูขอเทพยดาและมวลมนุษย์
ต้องประสบอันตรายถึงเสียพระโลหิตจากพระกาย เพราะพระเทวทัตกระทำอนันตริยกรรมพุทธโลหิตุบาท.
.
ครั้งที่สาม พระเทวทัตให้ปล่อยช้างนาฬาคีรี
ช้างพระที่นั่งกำลังซับมันดุร้าย
เพื่อให้ทำอันตรายพระชนม์ชีพพระบรมศาสดา
ในเวลาเสด็จออกบิณฑบาต แต่ช้างนาฬาคีรีก็ไม่ทำร้ายพระองค์
.
ครั้งนั้น พระอานนท์เถระเจ้า มากด้วยความกตัญญู สละชีวิตถวายเป็นพุทธบูชา
โดยกลัวว่าช้างนาฬาคีรีจะทำร้ายพระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงได้ออกไปยืนกั้นหน้าช้างนาฬาคีรีไว้ เพื่อให้ช้างทำลายชีวิตท่าน
ปรารถนาจะป้องกันพระบรมศาสดา
ในทันใดนั้น พระบรมศาสดาได้ทรงช้างนาฬาคีรีให้หมดพยศอันร้ายกาจ
หมอบยอบกายเข้าไปถวายบังคมพระบรมศาสดา
ฟังพระบรมศาสดาตรัสสอนแล้วเดินกลับเข้าสู่โรงช้าง ด้วยอาการอันสงบ
ปรากฎแก่มหาชนที่ประชุมกันดูอยู่เป็นอันมาก เป็นมหัศจรรย์
.
ครั้นพระผู้มีพระภาค พาพระสงฆ์เสด็จกลับยังพระเวฬุวันวิหาร
มหาชนก็พากันแซ่ซ้องร้องสาธุการ ติดตามไปยังพระเวฬุวันวิหาร
จัดมหาทานถวายครั้นเสร็จภัตตกิจแล้วพระบรมศาสดาได้ตรัสอนุปุพพิกกถาอนุโมทนา
เมื่อได้ทรงสดับคำพรรณนาถึงคุณของพระอานนท์เถระเจ้าที่ได้สละชีวิตออกไปยืนกั้นช้างนาฬาคีรี
สมเด็จพระชินสีห์ จึงประทานพระธรรมเทศนามหังสชาดก และจุลลหังสชาดก
ยกคุณของพระอานนท์เถระเจ้าที่ได้สละชีวิตถวายพระองค์แม้ในอดีตชาติ . แท้จริง การที่พระเทวทัตเกิดมีจิตบาปหยาบช้าลามก
ทำร้ายพระบรมศาสดามาก่อนนั้นก็ดี
แนะนำให้พระเจ้าอชาตศัตรู ปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารก็ดี
มิสู้จะปรากฎแพร่หลายนัก
ต่อเมื่อปล่อยช้างนาฬาคีรี ให้ประทุษร้ายพระบรมศาสดาครั้งนั้นแล้ว
ความชั่วร้ายแต่หนหลังของพระเทวทัตก็ปรากฎทั่วไป
ชาวพระนครราชคฤห์พากันโพนทนากันโกลาหลว่า
พระเทวทัตคบคิดด้วยพระเจ้าอชาติศัตรูปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสาร
ทำร้ายพระสัมมาพุทธเจ้า ทำกรรมชั่วช้าลามกสิ้นดี . ครั้นพระเจ้าอชาติศัตรูได้ทรงสดับข่าวติฉินร้ายแรงเช่นนั้น ก็ละอายพระทัย
จึงเลิกโรงทานที่จัดอาหารบำรุงพระเทวทัตและศิษย์เสียสิ้น
ทั้งไม่เสด็จไปหาพระเทวทัตเหมือนแต่ก่อน
แม้ชาวเมืองทั้งหลายก็ไม่ศรัทธาเลื่อมใส ไม่พอใจให้การบำรุง
แม้พระเทวทัตไปสู่บ้านเรือนใด ๆ ก็ไม่มีใครต้อนรับ
เพียงแต่อาหารทัพพีหนึ่งก็ไม่ได้ พระเทวทัตได้เสื่อมเสียจากลาภสักการะทั้งปวง.
.
พระเทวทัตขอวัตถุ ๕ อย่าง (ที่เคร่งเกินพอดี)
.
ภายหลัง พระเทวทัตปรารถนาจะเลี้ยงชีพด้วยโกหัญญกรรม
การหลอกลวงสืบไป เพื่อจะเเสดงว่าตนเป็นผู้เคร่งครัด
ได้เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลขอวัตถุ ๕ ประการ
เพื่อให้พระบรมศาสดาบัญญัติให้ภิกษุทั้งหลายปฎิบัติโดยเคร่งครัด คือ… .

    ให้อยู่ในเสนาสนะป่า เป็นวัตร
    ให้ถือบิณฑบาต เป็นวัตร
    ให้ทรงผ้าบังสุกุล เป็นวัตร
    ให้อยู่โคนไม้ เป็นวัตร
    ให้งดฉันมังสาหาร เป็นวัตร

. ในวัตถุทั้ง ๕ ภิกษุรูปใด จะปฎิบัติข้อใด ให้ถือข้อนั้นโดยเคร่งครัด
คือให้สมาทานเป็นวัตร ปฎิบัติโดยส่วนเดียว . พระบรมศาสดาไม่ทรงอนุญาต ตรัสว่า “ไม่ควร ควรให้ปฎิบัติได้ตามศรัทธา”
ด้วยทรงเห็นว่า ยากแก่การปฎิบัติ เป็นการเกินพอดีไม่เป็นทางสายกลางสำหรับบุคคลทั่วไป
พระเทวทัตโกรธแค้น ไม่สมประสงค์ กล่าวยกโทษพระบรมศาสดา ประกาศว่า
คำสอนของตนประเสริฐกว่า ทำให้ภิกษุที่บวชใหม่ มีปัญญาน้อยหลงเชื่อ ยอมทำตนเข้าเป็นสาวก
ครั้นพระเทวทัตได้ภิกษุยอมเข้าเป็นบริษัทของตนแล้ว
ก็พยายามทำสังฆเภท แยกจากพระบรมศาสดา . เมื่อพระบรมศาสดาทรงทราบ
ก็โปรดให้หาพระเทวทัตมาเฝ้า รับสั่งถาม พระเทวทัตก็ทูลตามความสัตย์
จึงทรงตรัสพระพุทธโอวาทห้ามปรามว่า
“ดูก่อนเทวทัต ท่านอย่าพึงทำเช่นนั้น อันสังฆเภทนี้เป็นครุกรรมใหญ่หลางนัก”
พระเทวทัตมิได้เอื้อเฟื้อในพระโอวาท ไปจากที่นั้น พบพระอานนท์ ในพระนครราชคฤห์
ได้บอกความประสงค์ของตนว่า
“ท่านอานนท์ จะเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าเลิกจากพระบรมศาสดา
ข้าพเจ้าเลิกจากหมู่สงฆ์ทั้งปวง ข้าพเจ้าจะทำอุโบสถสังฆกรรมเป็นการภายในแต่พวกของเราเท่านั้น”
พระอานนท์ได้นำความนั้นมากราบทูลพระบรมศาสดา เมื่อทรงทราบแล้วก็บังเกิดธรรมสังเวช
ทรงพระดำริว่า
“พระเทวทัตจะกระทำอนันตริยกรรม อันจะนำตัวให้ไปทนทุกข์อยู่ในอเวจีมหานรก”
แล้วทรงอุทานว่า
“กรรมใดไม่ดีด้วย ไม่เป็นประโยชน์ด้วย กรรมนั้นทำได้ง่าย
ส่วนกรรมใดดีด้วย มีประโยชน์ด้วย กรรมนั้นทำได้ยากยิ่งนัก”
.
พระเทวทัตทำสังฆเภท (ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน)
. ในที่สุด พระเทวทัตก็ประชุมภิกษุ ส่วนมากเป็นชาววัชชี บวชใหม่ ในโรงอุโบสถ
ประกาศทำสังฆเภท จักระเภท แยกออกจากหมู่สงฆ์ทั้งปวง
แล้วพาภิกษุเหล่านั้นไปยังตำบลคยาสีสะประเทศ . ครั้นพระบรมศาสดาได้ทรงทราบเหตุนั้นแล้ว
ทรงดำรัสให้พระสารีบุตรเถระและพระโมคคัลลานะเถระ
ไปนำภิกษุพวกนั้นกลับ อัครสาวกทั้งสองรับพระบัญชาแล้วไปที่คยาสีสะประเทศนั้น
แนะนำพร่ำสอนภิกษุเหล่านั้น ให้กลับใจ
ด้วยอำนาจเทศนาปาฎิหาริย์และอิทธิปาฎิหาริย์ต่างๆ ให้ภิกษุเหล่านั้นได้บรรลุอมตธรรม
แล้วพาภิกษุเหล่านั้นกลับมาเฝ้าพระบรมศาสดา
.
พระโกกาลิกะ ซึ่งเป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของพระเทวทัต มีความโกรธ
กล่าวโทษแก่พระเทวทัต ที่ไปคบค้าด้วยพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ
ให้พระอัครสาวกทั้งสองพาภิกษุทั้งหลายกลับไปหมดสิ้น
แล้วประหารพระเทวทัตที่ทรงอก ด้วยเท้าอย่างแรงด้วยกำลังโทสะ เป็นเหตุให้พระเทวทัตเจ็บปวดอย่างสาหัส ถึงอาเจียนเป็นโลหิต ได้รับทุกข์เวทนากล้า
.
พระเทวทัตอาพาธและสำนึกผิด
. เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จจากพระนครราชคฤห์
ไปประทับยังพระเชตวันวิหารพระนครสาวัตถีแล้ว
ต่อมาพระเทวทัตก็อาพาธหนักลง ไม่ทุเลาถึง ๙ เดือน
กลับหวลคิดถึงพระบรมศาสดา ใคร่จะเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย
ด้วยแน่ใจในชีวิตสังขารของตนคงจะดับสูญในกาลไม่นานนั้นเป็นแน่แท้
จึงได้ขอร้องให้ภิกษุที่เป็นสาวกของตนให้ช่วยพาไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ภิกษุพวกนั้นกล่าวว่า
“ท่านอาจารย์เป็นเวรอยู่กับพระบรมศาสดาหนักนัก
ข้าพเจ้าทั้งหลาย หาอาจพาไปเฝ้าได้ไม่”
พระเทวทัตจึงกล่าวว่า
“ท่านทั้งปวงอย่าให้เราพินาศฉิบหายเสียเลย
แม้เราจะได้ทำเวรอาฆาตในพระผู้มีพระภาค แต่พระผู้มีพระภาคจะได้อาฆาตตอบเราแม้แต่น้อยหนึ่งก็มิได้มี
เราจะไปขมาโทษ ขอให้พระองค์อดโทษให้สิ้นโทษ
ด้วยน้ำพระทัยพระผู้มีพระภาคเปี่ยมด้วยพระกรุณา
ทรงพระการุญในพระเทวทัตก็ดี ในองคุลีมาลโจรก็ดี
ในช้างนาฬาคีรีก็ดี ในพระราหุลผู้เป็นพระโอรสก็ดี เสมอกัน”
เหตุนั้น พระเทวัตจึงขอร้อง วิงวอนแล้ว ๆ เล่า ๆ
ให้ภิกษุผู้เป็นศิษย์ ช่วยนำตัวไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
บรรดาภิกษุผู้เป็นศิษย์มีความสงสาร
จึงพร้อมกันยกพระเทวทัตขึ้นนอนบนเตียงแล้วช่วยกันหามมา
ตั้งแต่เมืองราชคฤห์ จนถึงเมืองสาวัตถี
.
ครั้นพระสงฆ์ทั้งหลายรู้ข่าว จึงเข้าไปกราบทูลพระบรมศาสดา
พระองค์ตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย พระเทวทัตได้ทำกรรมหนัก
ไม่อาจเห็นตถาคตในอัตตภาพนี้ได้เลย”
แม้ภิกษุทั้งหลายจะได้เข้ากราบทูลให้ทรงทราบเป็นระยะ ๆ หลายหน
 ถึงครั้งสุดท้าย พระเทวทัตได้ถูกหามมาใกล้พระเชตวันวิหารแล้ว
พระผู้มีพระภาค ก็ยังทรงรับสั่งเช่นเดิมอยู่อย่างนั้นอีกว่า
“ภิกษุทั้งหลาย แม้พระเทวทัต จะเข้ามาในพระเชตวัน
พระเทวทัตก็จะไม่ได้เห็นตถาคตเป็นแน่แท้” .
พระเทวทัตโดนแผ่นดินสูบในวาระสุดท้าย
.
เมื่ออันเตวสิกทั้งหลาย หามพระเทวทัตมาถึงสระโบกขรณี
ซึ่งอยู่นอกพระเชตวันวิหาร จึงวางเตียงลงในที่ใกล้สระ
แล้วก็ชวนลงอาบน้ำในสระนั้น ส่วนพระเทวทัตก็ลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียง
ห้อยเท้าทั้งสองถึงพื้นดิน ประสงค์จะเหยียบยันกายขึ้นบนพื้นปฐพี
ในขณะนั้น พื้นปฐพีก็แยกออกเป็นช่อง
สูบเอาเท้าทั้งสองของพระเทวทัตลงไปในแผ่นดินโดยลำดับ
พระเทวทัตได้จมหายไปในภาคพื้น ตราบเท่าถึงคอ และกระดูกคาง วางอยู่บนพื้นปฐพี . ในเวลานั้น พระเทวทัตได้กล่าวคาถาสรรเสริญบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
“พระผู้มีพระภาค เป็นอัครบุรุษ ยอดแห่งมนุษย์และเทพดาทั้งหลาย
พระองค์เป็นสารถีฝึกบุรุษอันประเสริฐ พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยบุญญลักษณ์ถึงร้อย
และบริบูรณ์ด้วยสมันตจักษุญาณ หาที่เปรียบมิได้ ข้าพระองค์
ขณะนี้ มีเพียงกระดูกคางและศรีษะ กับลมหายใจเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว
ขอถึงพระพุทธเจ้า เป็นสรณะ”
.
พอสิ้นเสียงแห่งคำนี้เท่านั้น
ร่างพระเทวทัตก็จมหายลงไปในแผ่นพื้นปฐพีไปบังเกิด ในอเวจีมหานรก
ด้วยบาปไม่เคารพในพระรัตนตรัย ประทุษร้ายในพระบรมศาสดา
ทำสังฆเภทอันเป็นอนันตริยกรรม ข่าวพระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ
เป็นข่าวใหญ่เกรียวกราว ได้แพร่สะพัดไปในชาวนครสาวัตถี
ไม่นานก็รู้กันทั่วกรุง โจษจันกันไปทั่วชุมนุมชน
ด้วยเพิ่งจะรู้จะได้ยิน เพิ่งจะปรากฎ ผู้หนักในธรรมก็สังเวชสลดใจ
คนใจบุญก็สดุ้งต่อปาบ เห็นบาปเป็นภัยใหญ่หลวง
คนที่เกลียดชังพระเทวทัต ก็พากันดีใจ โลดเต้นสาปแช่ง สมน้ำหน้าพระเทวทัตหนักขึ้น
. ภิกษุทั้งหลายทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
“บัดนี้ พระเทวทัตไปบังเกิดในที่ไหน?”
พระบรมศาสดาตรัสว่า ไปบังเกิดในอเวจีมหานรก
ภิกษุทั้งหลาย คนทำบาป ย่อมเดือดร้อนในโลกนี้
เมื่อละจากโลกนี้ไป ก็ย่อมทวีความเดือดร้อนยิ่งขึ้น . ภายหลัง พระเจ้าอชาตศัตรูทรงรู้สึกในความผิดของพระองค์
ทรงเดือดร้อนพระทัย โปรดให้หมอชีวกโกมารภัจจ์
พาพระองค์เฝ้าพระผู้มีพระภาค ซึ่งประทับอยู่ที่พระวิหารกลม
ในชีวกัมพวนาราม
ครั้นสดับพระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดาแล้วทรงเลื่อมใส
ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ เป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นกำลังอุปถัมภ์บำรุงพระศาสนาต่อมา.
.
ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ กุฎาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครไพศาลี
ทรงทราบว่า พระเจ้าสุทโธทนะ พระพุทธบิดา
ซึ่งประทับอยู่กบิลพัสดุ์นคร ทรงประชวรหนัก
อาศัยที่ทรงสมบูรณ์ด้วยพระกตัญญูกตเวทีตาธรรม
จึงเสด็จไปเยี่ยมพระพุทธบิดา พร้อมด้วยพระสาวกเป็นอันมาก
ทรงบำเพ็ญปิตุปัฏฐานธรรมถวายการพยาบาลตามพุทธวิสัย
.
เขียนโดย Dhamma for Lerner
https://dhammaforlearner.blogspot.com/2015/09/BuddhaHistoryEp14.html
.
10
ทำไม...จึงไม่รู้จัก"ต้นสาละ"
ทำไม...จึงเข้าใจสับสน
ทำไม...จึงเข้าใจกันผิด

     คนไทยมักรู้จักแต่ชื่อ"ต้นสาละ"ในพุทธประวัติกันมานาน แต่มาเข้าใจสับสนเข้าใจต้นสาละกันผิดๆ เพราะในช่วงแรกไปได้ข้อมูลผิดๆมาจากชาวศรีลังกาที่เขาก็เข้าใจมาผิดเช่นกัน

     ในปี พ.ศ.๒๔๙๘ ท่านพุทธทาสภิกขุได้ไปเยือนอินเดีย และกลับมาในปี พ.ศ.๒๔๙๙  โดยได้นำต้นสาละมาปลูก ณ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานีเป็นต้นแรกในประเทศไทย  และหลังจากนั้นก็มีท่านอื่นๆได้ไปนำต้นสาละจากอินเดียมาปลูกอีกหลายต้น  จนกระทั่งต้นสาละที่ปลูกไว้ในประเศไทยได้ออกดอกออกผล  จึงได้เพาะขยายพันธุ์นำไปปลูกต่อๆกันมา
     นับเวลาที่มีการปลูกต้นสาละในประเทศไทยถึงปัจจุบัน ปี๒๔๙๙ - ๒๕๖๓ ได้ ๖๔ ปี แต่ทำไมคนไทยยังไม่รู้จักต้นสาละที่แท้จริง ก็เพราะด้วยสาเหตุต่างๆ
     ๑.ต้นสาละเป็นไม้วงศ์ยาง ต้องใช้เวลานานถึง ๑๕ ปีถึงจะออกดอกออกผล
     ๒.ต้นสาละเป็นไม้ในถิ่นอินเดีย  เมื่อนำมาปลูกในไทยทำให้ปลูกให้รอดยาก ต้องมีเหตุปัจจัยต่างๆช่วยให้เหมาะสม
     ๓.ต้นสาละจะออกดอกออกผลได้ต้องมีอากาศและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมเท่านั้น  และอาจจะไม่ได้ออกดอกทุกปี
     ๔.การเพาะเมล็ดสาละให้โตเป็นต้นกล้าที่แข็งแรงพร้อมจะนำไปปลูกต้องใช้เวลาประมาณ ๓ ปี
     ๕.การปลูกต้นสาละต้องเลือกพื้นที่น้ำไม่ขัง  ไม่แฉะ  ไม่ท่วม  และเป็นดินระบายนำ้ได้ดี
     ๖.การปลูกต้นสาละต้องดูแล บำรุง รักษา ต่อเนื่อง และยาวนานถึง ๕ ปี จึงจะปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติต่อไป
     ๗.การดูแลต้นสาละต้องให้นำ้เป็นประจำ หากนำ้น้อยอาจจะไม่รอด  ไม่โต นำ้น้อยได้แค่ประทังกันตายเท่านั้น  หากให้นำ้มากพอเปียกถึงรากจะทำให้ต้นสาละโตไว
     ๘.ด้วยสาเหตุที่ปลูกต้นสาละแล้วไม่ได้รับการดูแลต่อเนื่อง จึงทำให้มีต้นสาละที่โตเป็นไม้ใหญ่ให้เห็นกันน้อยมาก  จากการสำรวจของชมรมรักษ์สาละ  ทั่วประเทศไทยมีต้นสาละที่โตเป็นไม้ใหญ่จำนวนไม่ถึง  ๒๐  ต้น เป็นสาเหตุที่คนไทยไม่รู้จักต้นสาละที่แท้จริง
     ๙.ด้วยต้นสาละต้องมีสิ่งแวดล้อมและอากาศที่เหมาะสมจึจะออกดอกออกผล  คนไทยส่วนใหญ่จึงไม่เคยเห็นดอกสาละที่แท้จริง  และไปหลงเข้าใจผิดว่าดอกลูกปืนใหญ่เป็นดอกสาละแทน  และทางชมรมรักษ์สาละได้มีการสำรวจต้นสาละที่เคยออกดอกทั่วทั้งประเทศไทย มีจำนวนเพียง  ๘  ต้น ใน  ๘  จังหวัดเท่านั้น คือ
   ๑.เชียงใหม่
   ๒.ลำปาง
   ๓.สระบุรี
   ๔.อ่างทอง
   ๕.ชลบุรี
   ๖.กรุงเทพมหานคร
   ๗.เพชรบุรี
   ๘.ปัตตานี
     ซึ่งมีอากาศและสิ่งแวดล้อมเหมาะสม จึงทำให้ต้นสาละสามารถออกดอก

     ๑๐.ในปี พ.ศ.๒๕๐๐ ได้มีคณะคนไทยไปยังประเทศศรีลังกา  ได้ไปพบเห็นต้นไม้ชนิดหนึ่งเป็นไม้ยืนต้นเป็นไม้เนื้ออ่อน มีงวงออกจากลำต้นมากมาย และในงวงก็จะมีช่อดอกมีสีชมพูส้มสวยมาก  มีลูกกลมใหญ่คล้ายลูกปืนใหญ่โบราณ โดยชาวศรีลังกาได้บอกว่าเป็นต้นซาล(Sal)  ซึ่งปกติต้นซาล(Sal) คือ ช่ือทางพฤกษศาสตร์ของต้นสาละ(สาละอินเดีย) แต่ลักษณะของต้นดังกล่าวมันไม่ใช่ต้นสาละในพุทธประวัติ  แต่คณะคนไทยก็ได้นำต้นดังกล่าวมาปลูกในประเทศไทย  ด้วยความคิดที่ว่าน่าจะไม่ใช่ต้นสาละในพุทธประวัติ  จึงเรียกต้นนั้นว่าสาละลังกา(คือ ต้นสาละตามที่ชาวศรีลังกาบอกและนำมาจากศรีลังกา)   คิดว่าหากเป็นต้นซาล(Sal) หรือ สาละจริงๆคงจะเรียกว่า ต้นซาล(sal) หรือ ต้นสาละแล้วตั้งแต่นั้น  ด้วยต้นสาละลังกา เป็นพืชที่เติบโตง่าย จึงมีการขยายพันธุ์ปลูกกันไปทั่วประเทศด้วยความหลงเข้าใจผิดกัน  เพราะคนที่เอาไปปลูกก็ไม่ได้รู้จริงโดยรู้ตามที่เขาบอกต่อๆกันมาผิดๆ  และอีกสาเหตุเนื่องจากคนไทยมักชอบเรียกอะไรง่ายๆสั้นๆ เขียนกันสั้นๆว่า ต้นสาละ  และเมื่อต้นสาละไปอยู่ในวัดของพุทธศาสนา  จึงเป็นการตอกย้ำให้ชาวพุทธเข้าใจว่าเป็นต้นสาละในพุทธประวัติโดยไม่ได้ศึกษาข้อเท็จจริงให้เข้าใจกันให้ถูกต้อง
     ต่อมาภายหลังชาวศรีลังกาได้ทราบข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ที่ถูกต้องของต้นไม้ที่ให้คนไทยมาปลูก ว่าที่เคยบอกไปนั้นมันผิดพลาด จึงได้ทำหนังสือถึงประเทศไทย พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงว่าเป็น #ต้นลูกปืนใหญ่(Cannon ball Tree)โดยชื่อนี้เป็นชื่อสามัญทางพฤกษศาสตร์ที่ถูกต้องโดยมีที่มาจากลักษณะของผล ลูกปืนใหญ่  แต่ด้วยมีการเรียกผิดๆว่าต้นสาละ และฝังในหัวคนไทยมานาน  อีกทั้งก่อนนั้นการสื่อสารประชาสัมพันธ์ก็ไม่ทันสมัยเหมือนเช่นปัจจุบันที่มีโซเชียลมีเดีย ทำให้คนไทยเข้าใจกันได้น้อยมาก

     คนไทยทั้งหลายเมื่อทราบแล้วว่าต้นไหนคือ ต้นสาละ(Sal)ที่แท้จริง  และ ต้นไหนคือ ต้นลูกปืนใหญ่(Cannon ball Tree) ได้โปรดศึกษาทำความเข้าใจให้ถูกต้อง และเผยแพร่บอกต่อข้อเท็จจริงนี้  อย่าได้ฝืนกระแสความจริงนี้เลย...สาธุ  สาธุ  สาธุ
               หลวงสิน ชมรมรักษ์สาละ
                    ๑๔  ตุลาคม  ๒๕๖๓

https://www.facebook.com/groups/630313774119219/permalink/954228358394424/
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham