กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10
1
ธรรมะเสวนา / Re: เล่าให้ฟัง :PULING的主頁 [2]
« กระทู้ล่าสุด โดย ฐิตา เมื่อ มกราคม 20, 2020, 06:03:19 AM »
มนุษย์ เป็น

ผลงานมหัศจรรย์ของธรรมชาติ

เป็น จักรกล คอมพิวเตอร์ชีวภาพ

.

สิ่งมีชีวิต เกิดจากกฎข้อเดียวคือ

"กิน หลีกเลี่ยง การถูกกิน"

.

พฤติกรรม 3600ล้านปี

จากเซลล์ชีวิตแรก กลายมาเป็น ซับซ้อน

จนมีมนุษย์

เราก็ยังทำตามกฎนั้น โดยไม่รู้ตัว

.

สิ่งมีชีวิต

มีจิต

เป็นส่วนหนึ่งของสังคม
.
และที่สำคัญคือ
"ต้องปรับตัว อยู่กับสิ่งแวดล้อม"
.
"ต้องปรับสิ่งแวดล้อมเข้าหาตัว"
.
การปรับตัว เป็นหนึ่งในกลไก วิวัฒนาการธรรมชาติ
ที่คัดเลือก ชีวิตที่เหมาะสม ให้อยู่รอด และมีโอกาส กระจายพันธุ์
.
การคัดเลือกของธรรมชาติ

มีกฎที่ค้นพบ ไม่กี่ข้อ
.
1.วิวัฒนาการ จะสร้างสิ่งที่เรียบง่าย ให้ซับซ้อนขึ้น
.
2.สิ่งไหนไม่ได้ใช้ จะถูกทำลายทิ้ง
.
3.การเปลี่ยนแปลง รูปร่าง พฤติกรรม

จะมีการคัดเลือกโดย
....อาหาร ชนิดอาหาร
....ศัตรู ตามธรรมชาติ
...จากสายพันธุ์เดียวกัน ล่า ทำลายกันเอง
...สิ่งแวดล้อม ที่แปรปรวน
...ความต้องการของ วัฒนธรรมในสังคม
.
การปรับตัวมีจุดประสงค์ เพื่อให้ชีวิตนั้น
อยู่รอด-อยู่ร่วม
แข่งขัน-แบ่งปัน
มีโอกาส สืบทอด แพร่พันธ์ตนเอง
.
เมื่อ กระทบกับสิ่งแวดล้อม
จะมีการปรับตัวแบบต่างๆ คือ
.
เป็นปฏิกริยาอัตโนมัติ

เช่นซ๊อค เป็นลม

.
หยุดนิ่ง ซ่อนตัว

.
หนี

.
สู้

.
เปลี่ยนแปลง ตนเอง โดยวิธีการต่างๆ
.
1.พัฒนาตนเอง
หาตัวอย่างที่ชอบเชื่อ

และพัฒนา ยกระดับตนเองตามนั้น
.
2.กร้าวร้าว มากขึ้น
โจมตีผู้อื่น ตนเอง หาเหตุผลเข้าข้างตนเอง
หรือ โจมตีเป้าหมายอื่นทดแทน
เช่นมาทะเลาะกับคนใกล้ตัว เมื่ออารมณ์เสียจากการทำงาน
.
3.เรียกร้องความสนใจ มากขึ้น
ทำร้ายตนเอง ให้อ่อนแอ
หยุดพฤติกรรม อยู่ที่วัยใดวัยหนึ่ง

.
ทำตัวน่ารัก หรือ ทำตัวให้อ่อนแอลง
หรือป่วยโดยหาสาเหตุทาง แพทย์ไม่เจอ

.
เช่นประชดชีวิต ด้วยการทำลายสุขภาพตนเอง
เช่นการกิน ดื่ม เสพ ติดพนัน เกมส์ เปนต้น
.
3.หลบออกจาก ความเป็นจริง
เช่นฝันกลางวัน จมกับอดีตที่ชื่นชอม
สะกดจิตตนเอง จน ลืมความเป็นจริงของโลก
.
4.ออกจากสนามแข่งขันนั้น
ตั้งเป้าหมายไล่ล่าใหม่
ในสนามที่ตนสามารถ

ใช้พรสวรรค์ พรแสวงที่ตนได้เปรียบ
.
การเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อปรับตัว
ไม่ควรใช้วิธีใดซ้ำซาก
เพราะจะกลายเป็นบุคลิกภาพ ใหม่
.
นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระดับพันธุกรรม
กระตุ้นยีน กลายพันธุ ทำให้เป็น มนุษย์มะเร็ง
.
หรือกลายเป็น อภิมนุษย์ จน กลายเป็น
"คนลืมตัว วัวลืมตีน"
"กบในกะลา"
เล่าให้ทราบ ไม่ได้บอกให้เชื่อเด้อ

.

ขอบคุณเจ้าของภาพ ข้อมูล

แก้ไข 20/1/20 ...

.

แข็งแรงทุกด้าน ดีด้วยกันทุกคน ทุกวัน


https://www.facebook.com/100001723003298/posts/2799284293472310/?d=n
2
ล้างรูป / งานของเรา
« กระทู้ล่าสุด โดย ดอกโศก เมื่อ มกราคม 19, 2020, 08:31:48 AM »
 :13:




 :13: :13: :13:
3
ทุกวันที่ 18 มกราคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำสงครามยุทธหัตถีชนะสมเด็จพระมหาอุปราชาของพม่า
.
รำลึกนึกถึงพระคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช , สมเด็จพระเอกาทศรถ  , เหล่าวีรชนทหารกล้าทุกท่าน และ พระสงฆ์ รวมถึงประชาชนในประเทศไทยที่รักชาติรักแผ่นดินที่เป็นเบื้องหลังในการปกป้องประเทศไทยทุกท่าน
.
เรื่องของพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นหลังสงครามยุทธหัตถึ  ส่วนตัวมั่นใจอยู่ที่จ.กาญจนบุรี
.
รูปสงวนลิขสิทธิ์
.
.
.**********************************.
.
.


พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

พิกัด
N 14.05883
E 99.67847
.
สถานที่ตั้ง
บ้านดอนเจดีย์ หมู่ที่ 2 ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน
.
ประวัติ-ข้อมูลสถานที่
.
พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชสร้างในวโรกาสมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมายุครบ 6 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542 และเพื่อเป็นการถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสครบ 400 ปี แห่งชัยชนะที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จกรีฑาทัพผ่านกาญจนบุรีไปทรงยึดกรุงหงสาวดี เมื่อปี พ.ศ. 2142 สถานที่ตั้งพระบรมราชนุสาวรีย์เป็นสถานที่เชื่อกันว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำสงครามยุทธหัตถีชนะสมเด็จพระมหาอุปราชาของพม่า หลักฐานที่ค้นพบเต็มไปด้วยวัตถุโบราณที่ใช้ในการทำสงคราม ทั้งเครื่องศาสตราวุธ เครื่องประดับช้างม้า ลูกประคำม้า เครื่องประดับช้าง ตราม้าศึกและกระสุนปืน
.
พระบรมราชานุสาวรีย์เป็นพระบรมรูปประทับช่วงบนพระคชาธาร พระแสงดาบพาดพระเพลา นายควาญช้างและท้ายช้างประกอบขนาดเท่าครึ่งของครึ่งพระองค์จริง น้ำหนักวัสดุทองเหลืองที่ใช้ในการจัดสร้างประมาณ 20 ตัน งบประมาณในการก่อสร้างเป็นเงินประมาณ 50 ล้านบาท สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2543 และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดพระบรมราชนุสาวรีย์ เมื่อวันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ 2546
.
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เปิดให้นักท่องเที่ยวและประชาชนสักการะทุกวันระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น.
.
ที่มา http://kanchanaburi.go.th/au/tourkan2015/kingnaresuan.php
.
.
.--------------------------------------------.
.

สงครามครั้งที่ 10 สงครามยุทธหัตถี
.
            เมื่อพระมหาอุปราชาแตกทัพกลับไปครั้งก่อน  ทำให้พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงทรงพระวิตกยิ่งนัก  เพราะว่าพม่าเสียทั้งรี้พลและอำนาจ  เป็นเหตุให้เมืองขึ้นต่าง ๆ ของพม่าเกิดความเคลื่อนไหวที่จะแข็งเมืองทั่วไป  การที่จะรักษาอำนาจพม่าไว้ได้ ก็ด้วยการเอาชนะไทยให้ได้  พระเจ้าหงสาวดีจึงให้พระมหาอุปราชา  ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีก ในปี พ.ศ. 2135
.
            ตามพงศาวดารกล่าวไว้ว่า  พระเจ้าหงสาวดีได้ตัดพ้อในที่ประชุมเจ้านายและขุนนาง  ถึงการที่ไม่มีใครเจ็บร้อนเรื่องเมืองไทย  สมเด็จพระนเรศวรมีรี้พลเพียงหยิบมือเดียว  ก็ไม่มีใครกล้าไปรบพุ่ง  เมืองหงสาวดีคงสิ้นคนดีเสียแล้ว  ขุนนางคนหนึ่งจึงกราบทูลว่า  กรุงศรีอยุธยานั้น สำคัญอยู่ที่สมเด็จพระนเรศวรพระองค์เดียว  เพราะกำลังหนุ่มรบพุ่งเข้มแข็ง  ทั้งบังคับบัญชาผู้คนก็สิทธิ์ขาด  มีคนน้อยก็เหมือนมีคนมาก  เจ้านายในกรุงหงสาวดีที่ทำสงครามเข้มแข็ง เคยชนะศึกเหมือนอย่างสมเด็จพระนเรศวรก็มีอยู่หลายองค์  ถ้าจัดกองทัพให้เป็นหลายกองทัพ แล้วให้เจ้านายดังกล่าวเป็นแม่ทัพ  ยกไปช่วยรบก็เห็นเอาชัยชนะได้  พระเจ้าหงสาวดีก็ได้ตรัสตอบ ตามที่ปรากฎในพระราชพงศาวดารว่า  ข้อเสนอนั้นก็ดีอยู่  แต่ตัวของพระองค์เป็นคนอาภัพ ไม่เหมือนพระมหาธรรมราชาซึ่งมีลูก  พ่อไม่ต้องพักใช้ให้ไปรบ มีแต่กลับจะต้องห้ามเสียอีก  ตัวของพระองค์เองไม่รู้ว่าจะใช้ใคร  พระมหาอุปราชาได้ยินดังนั้น ก็เกิดความอัปยศอดสู  จึงกราบทูลว่าขอรับอาสามาตีเมืองไทยแก้ตัวใหม่
.
            สงครามคราวนี้ ทางพม่าเกณฑ์กองทัพ 3 เมือง คือ กองทัพเมืองหงสาวดี ให้เจ้าเมืองจาปะโร เป็นกองหน้า  พระมหาอุปราชา เป็นกองหลวง  กองทัพเมืองแปร ให้พระเจ้าแปรลูกเธอที่ไปตีเมืองคังได้เมื่อครั้งหลัง เป็นนายทัพ  กองทัพเมืองตองอู ให้นัดจินหน่อง ลูกพระเจ้าตองอู  ผู้ต้านทานกองทัพไทยไว้ได้เมื่อคราวที่พระเจ้าหงสาวดีล่าทัพจากเมืองไทย  เป็นนายทัพ  รวมกำลังพลทั้งสิ้น 240,000 คน  นอกจากนั้น ยังให้พระเจ้าเชียงใหม่ ยกกองทัพเมืองใหม่ใหม่ ลงมาสมทบด้วยอีกหนึ่งกองทัพ
.
            กองทัพพระมหาอุปราชายกออกจากเมืองหงสาวดี  เมื่อวันพุธ ขึ้น 7 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะโรง พ.ศ. 2135  เดินทัพมาทางด่านเจดีย์สามองค์  เมื่อล่วงเข้าถึงตำบลไทรโยค ก็ให้ตั้งค่ายลง แล้วปรึกษาแผนการที่จะเข้าตีเมืองกาญจนบุรี  และเมื่อล่วงมาถึงลำตะเพินในตำบลลาดหญ้า  ก็ให้พระยาจิตตองคุมพลสร้างสะพานเรือก เพื่อใช้ข้ามลำน้ำสายนี้  เมื่อเข้าเมืองกาญจนบุรีได้ก็พักอยู่หนึ่งคืน  แล้วเคลื่อนทัพมายังตำบลตระพังกรุ  แขวงเมืองกาญจนบุรี  พระมหาอุปราชาก็ทรงให้ตั้งค่ายแบบดาวล้อมเดือน ตรงชัยภูมินาคนาม  ทัพพม่ายกมาครั้งนี้ จนล่วงเข้าเขตกาญจนบุรี ไม่มีทัพไทยไปขัดตาทัพเลย  จึงยกเข้ามาได้ตามลำดับ จนเข้าเขตเมืองสุพรรณบุรี แขวงบ้านพนมทวนเวลาบ่ายสามโมง เกิดลมเวรัมภาพัดหมุนเป็นเกลียว ทำให้เศวตฉัตรของพระมหาอุปราชาหักสะบั้นลง  พระมหาอุปราชาเห็นเป็นลางร้าย มีความหวาดหวั่นพรั่นพระหฤทัยที่จะมาทำสงครามเพิ่มมากขึ้น  กองทัพพม่ายกมาถึงตำบลตระพังกรุ แขวงเมืองสุพรรณบุรี ก็ให้หยุดตั้งทัพอยู่ ณ ที่นั้น  แล้วให้สมิงจอดราน  สมิงเป่อ  สมิงซาม่วน คุมกองทัพม้า ออกลาดตระเวณหาข่าวกองทัพพม่าที่จะยกลงมาทางเหนือ  และสืบข่าวกองทัพฝ่ายไทย ว่าได้ยกออกมาและวางกำลังต่อสู้ไว้ที่ใดบ้าง
.
            กองทัพพม่าที่ยกมาครั้งนี้ ในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า ได้รบกันที่แขวงเมืองสุพรรณบุรี  และกล่าวถึงกองทัพพระมหาอุปราชาเพียงทัพเดียว  ไม่ปรากฎอีกสองกองทัพ คือกองทัพพระเจ้าแปร และกองทัพนัดจินหน่องแต่อย่างใด  เรื่องนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า  กองทัพพม่าที่ยกมาครั้งนี้ น่าจะยกมาสองทาง คือ กองทัพพระมหาอุปราชายกมาทางด่านเจดีย์สามองค์  ส่วนอีกสองกองทัพยกมาทางด่านแม่ละเมา  และให้พระเจ้าเชียงใหม่คุมเรือเป็นกองลงมาเช่นคราวก่อน  กำหนดให้กองทัพที่ยกมาทั้งสองทางนี้ มารวมกันที่กรุงศรีอยุธยา  แต่เมื่อฝ่ายไทย ตีกองทัพพระมหาอุปราชาแตกไปก่อนแล้ว ก็เป็นอันสิ้นสุดสงคราม  ทัพพม่าอีกสองกองทัพที่ยกมาทางเหนือ  เดินทางมาถึงทีหลัง  จึงยังไม่ทันเข้ารบพุ่งเลยต้องถอยกลับไป  ข้อสันนิษฐานนี้น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด  เพราะแม้แต่จะมีหลักฐานบางแห่งกล่าวว่า  ทัพเจ้าเมืองแปรเป็นปีกซ้าย  ทัพเจ้าเมืองตองอูเป็นปีกขวา  เมื่อพิจารณาภูมิประเทศของเส้นทางเดินทัพมาทางด่านเจดีย์สามองค์  ห้องภูมิประเทศจะไม่อำนวยให้จัดทัพเช่นนั้นได้ จะทำได้เมื่อกองทัพเข้าสู่ที่ราบแล้วเท่านั้น และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ควรจะได้ปรากฎการปฏิบัติการของกองทัพทั้งสอง บันทึกไว้แน่นอน
.
            ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวร  ตั้งแต่กองทัพพระมหาอุปราชาแตกกลับไปเมื่อครั้งก่อน พระองค์ก็ทรงประมาณสถานการณ์ว่า ไทยคงจะว่างศึกไปสักปีสองปี  เพราะข้าศึกบอบช้ำมาก ต้องใช้เวลาฟื้นฟูเป็นเวลานาน  ดังนั้นในปีมะโรง พ.ศ. 2135  ทรงวางแผนที่จะไปตีกรุงกัมพูชา  เนื่องจากในระหว่างที่ไทยทำศึกติดพันอยู่กับพม่านั้น  เขมรจะฉวยโอกาสเข้ามาซ้ำเติมไทยอยู่หลายครั้ง  แม้ต่อมาเมื่อเขมรเห็นว่าไทยเข้มแข็งขึ้น  รบชนะพม่าทุกครั้งจะรีบเข้ามาขอเป็นไมตรีกับไทยก็ตาม  แต่ครั้นเห็นพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง ยกกองทัพใหญ่เข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยา  เขมรคาดว่าไทยจะสู้พม่าไม่ได้  ก็หันกลับไปสู่พฤติกรรมเดิม  ฉวยโอกาสยกกำลังเข้ามาโจมตีไทยอีก  พระองค์จึงคอยหาโอกาส ที่จะยกกำลังไปปราบปรามเขมรให้สำนึกตน  ครั้นถึงเดือนอ้าย ปีมะโรง พ.ศ. 2135  พระองค์ได้ทรงให้มีท้องตรา เกณฑ์ทัพเพื่อไปตีเมืองเขมร  กำหนดให้ยกทัพไปในเดือนยี่  พอมีท้องตราไปได้ 6 วัน ถึงวันขึ้น 12 ค่ำ เดือนยี่  ก็ได้รับใบบอกจากเมืองกาญจนบุรีว่า  พระเจ้าหงสาวดีทรงให้พระมหาอุปราชา ยกกองทัพเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์  และได้ข่าวจากหัวเมืองเหนือว่า  มีกองทัพข้าศึกยกลงมาอีกทางหนึ่ง
.
            ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์  ทรงพระราชดำริว่าข้าศึกยกลงมาสองทาง  ถ้าปล่อยให้มาสมทบกันได้ ก็จะทำให้ข้าศึกมีกำลังมาก  เมื่อกองทัพพระมหาอุปราชายกเข้ามาก่อน  จึงจะต้องชิงตีให้แตกเสียก่อน เป็นการรวมกำลังเข้ากระทำการต่อข้าศึกเป็นส่วนๆ ไป  เช่นที่เคยเอาชนะกองทัพพระยาพสิม  ก่อนที่กองทัพพระเจ้าเชียงใหม่จะยกลงมาถึง ในสงครามครั้งแรก   ดังนั้น จากการเตรียมประชุมพลที่ทุ่งบางขวด เพื่อเตรียมยกไปตีกรุงกัมพูชา  ก็เปลี่ยนมาเป็นประชุมพลที่ทุ่งป่าโมก  แขวงเมืองวิเศษไชชาญ  อันเป็นเส้นทางร่วมที่จะยกทัพไปเมืองสุพรรณบุรี  และไปเมืองเหนือได้ทั้งสองทาง
.
            ในระหว่างนั้น พระองค์ก็ทรงให้พระอมรินทรฤาไชย  ผู้ว่าราชการเมืองราชบุรี คุมพล 500 คน  จัดกำลังแบบกองโจร ออกไปปฏิบัติการตีตัดเส้นทางลำเลียง  และรื้อสะพานทางเดินทัพของข้าศึกทางด้านหลัง  จัดทัพหัวเมือง ตรี จัตวา  และหัวเมืองปักษ์ใต้ รวม 23 หัวเมือง  รวมกำลังพลได้ 50,000 คน  ให้พระยาศรีไสยณรงค์เป็นนายทัพ พระยาราชฤทธานนท์เป็นยกกระบัตร คุมกองทัพหัวเมือง ไปตั้งขัดตาทัพสะกัดข้าศึกอยู่ที่ลำน้ำท่าคอย  แขวงเมืองสุพรรณบุรี  เมื่อเตรียมทัพหลวงเสร็จ  สมเด็จพระนเรศวร กับสมเด็จพระเอกาทศรถ ก็เสด็จโดยกระบวนเรือพระที่นั่งจากพระนคร  ไปทำพิธีฟันไม้ข่มนามที่ทุ่งลุมพลี เมื่อวันขึ้น 9 ค่ำ เดือนยี่  แล้วเสด็จไปยังที่ตั้งทัพชัย ที่ตำบลมะม่วงหวาน  หยุดปรับกระบวนทัพอยู่สามคืน  พอวันขึ้น 12 ค่ำ ก็เสด็จยกกองทัพหลวงมีกำลังพล 100,000 คน  ออกจากทุ่งป่าโมกไปเมืองสุพรรณบุรีทางบ้านสามโก้  ข้ามลำน้ำสุพรรณที่ท่าท้าวอู่ทอง  ไปถึงค่ายหลวงที่หนองสาหร่ายริมลำน้ำท่าคอย เมื่อวันขึ้น 14 ค่ำ
.
            มีความในพระราชพงศาวดาร แสดงถึงความอัศจรรย์ตอนหนึ่งว่า  ขณะเมื่อสมเด็จพระนเรศวร ประทับอยู่ที่ค่ายหลวง ตำบลมะขามหวาน  ก่อนวันที่จะเสด็จยกกองทัพไปเมืองสุพรรณบุรี  ในตอนกลางคืน พระองค์ทรงพระสุบินว่า มีน้ำท่วมป่า หลากมาแต่ทางทิศตะวันตก  พระองค์เสด็จลุยน้ำไปพบจรเข้ใหญ่ตัวหนึ่ง ได้เข้าต่อสู้กัน ทรงประหารจรเข้นั้นสิ้นชีวิตด้วยฝีพระหัตถ์ สายน้ำนั้นก็เหือดแห้งไป  ทรงมีรับสั่งให้โหรทำนายพระสุบินนั้น  พระยาโหราธิบดีกราบทูลพยากรณ์ว่า เสด็จไปคราวนี้จะได้รบพุ่งกับข้าศึก เป็นมหายุทธสงคราม ถึงได้ทำยุทธหัตถีและจะมีชัยชนะข้าศึก
.
            มีเรื่องของศุภนิมิตครั้งที่สองที่ได้กล่าวไว้ในที่บางแห่งว่า  เมื่อใกล้ฤกษ์ยกทัพ  สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ  เสด็จไปยังเกยทรงช้างพระที่นั่งตามพิชัยฤกษ์นั้น  พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นพระบรมสารีริกธาตุ ขนาดเท่าผลส้มเกลี้ยง  ส่องแสงเรืองอร่าม ลอยมาในท้องฟ้าทางทิศใต้  แล้วลอยวนรอบกองทัพไทย เป็นทักษิณาวัตรสามรอบ  จากนั้นจึงลอยขึ้นไปทางทิศเหนือ  สมเด็จพระนเรศวร  และพระอนุชาทรงปิติยินดีตื้นตันพระราชหฤทัยยิ่งนัก  ทรงนมัสการและอธิษฐานให้  พระบรมสารีริกธาตุนั้น ปกป้องคุ้มครองกองทัพไทย ให้พ้นอันตรายจากผองภัยทั้งมวล
.
            เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จถึงหนองสาหร่าย  ก็ทรงให้กองทัพพระศรีไสยณรงค์ กับ พระราชฤทธานนท์ ซึ่งออกไปขัดตาทัพอยู่ก่อนที่ลำน้ำท่าคอย  เลื่อนออกไปขัดตาทัพที่ดอนระฆัง  ส่วนกองทัพหลวงก็ทรงให้เตรียมค่ายคู  และกระบวนทัพที่จะรบข้าศึก  ด้วยคาดว่าคงจะได้ปะทะกันในวันสองวันเป็นแน่  เพราะกองทัพของทั้งสองฝ่ายอยู่ใกล้กันมากแล้ว  พระองค์ทรงจัดทัพเป็นขบวน  เบญจเสนา 5 ทัพ  ดังนี้
.
            ทัพที่ 1  เป็นกองหน้า  ให้พระยาสีหราชเดโชชัยเป็นนายทัพ  พระยาพิชัยรณฤทธิ์ เป็นปีกขวา  พระยาวิชิตณรงค์ เป็นปีกซ้าย
.
            ทัพที่ 2  เป็นกองเกียกกาย  ให้พระยาเทพอรชุน เป็นนายทัพ  พระยาพิชัยสงคราม เป็นปีกขวา  พระยารามคำแหง เป็นปีกซ้าย
.
            ทัพที่ 3  เป็นกองหลวง  สมเด็จพระนเรศวร ทรงเป็นจอมทัพ  พร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถ  เจ้าพระยามหาเสนา เป็นปีกขวา  เจ้าพระยาจักรี เป็นปีกซ้าย
.
            ทัพที่ 4  เป็นกองยกกระบัตร  ให้พระยาพระคลัง เป็นนายทัพ  พระราชสงคราม เป็นปีกขวา  พระรามรณภพ เป็นปีกซ้าย
.
            ทัพที่ 5  เป็นกองหลัง  ให้พระยาท้ายน้ำ เป็นนายทัพ  หลวงหฤทัย เป็นปีกขวา  หลวงอภัยสุรินทร์เป็นปีกซ้าย
.
            ค่ายที่หนองสาหร่ายนี้  ทรงให้ตั้งเป็นกระบวนปทุมพยุหะเป็นรูปดอกบัว  และเลือกชัยภูมิครุฑนาม  เพื่อข่มกองทัพข้าศึกซึ่งตั้งในชัยภูมินาคนาม  ตามหลักตำราพิชัยสงคราม
.
            ครั้นถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือนยี่  พระยาศรีไสยณรงค์บอกมากราบทูลว่า  ข้าศึกยกกองทัพใหญ่พ้น บ้านจรเข้สามพันมาแล้ว  สมเด็จพระนเรศวรจึงมีรับสั่งให้กองทัพทั้งปวง เตรียมตัวรบข้าศึกในวันรุ่งขึ้น  แล้วสั่งให้พระยาศรีไสยณรงค์ ยกออกไปหยั่งกำลังข้าศึก แล้วให้ถอยกลับมา
.
            ในวันจันทร์  แรม 2 ค่ำ เดือนยี่  สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถ  ทรงเครื่องพิชัยยุทธ ให้ผูกช้างพระที่นั่งชื่อ พลายภูเขาทอง  ขึ้นระวางเป็นเจ้าพระยาไชยานุภาพ  เป็นพระคชาธารของพระองค์  มีเจ้ารามราฆพเป็นกลางช้าง นายมหานุภาพเป็นควาญ  อีกช้างหนึ่งชื่อพลายบุญเรือง  ขึ้นระวางเป็นเจ้าพระยาปราบไตรจักร  เป็นพระคชาธารสมเด็จพระเอกาทศรถ  มีหมื่นภักดีศวรเป็นกลางช้าง ขุนศรีคชคงเป็นควาญ พร้อมด้วย นายแวง จตุลังคบาท  พวกทหารคู่พระทัยสำหรับรักษาพระองค์
.
            ขณะนั้นเสียงปืนจากการปะทะกัน ระหว่างทัพหน้าของไทย กับทัพหน้าของพม่าดังขึ้น  พระองค์จึงดำรัสให้จมื่นทิพเสนา ปลัดกรมตำรวจ เอาม้าเร็วไปสืบข่าว ได้ความว่า  พระยาศรีไสยณรงค์ได้ยกกำลังออกไป และได้ปะทะกับข้าศึกที่ ตำบลดอนเผาข้าวเมื่อเวลาเช้า  ฝ่ายข้าศึกมีกำลังมากต้านทานไม่ไหว จึงแตกถอยร่นมา  สมเด็จพระนเรศวรจึงปรึกษาแม่ทัพนายกองว่า สถานการณ์เช่นนี้ควรจะทำอย่างไร  บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งหลายกราบทูลว่า ควรให้มีกองทัพหนุน ออกไปช่วยต้านทานข้าศึกไว้ให้อยู่เสียก่อน  แล้วจึงให้ทัพหลวงออกมาตีภายหลัง  สมเด็จพระนเรศวรไม่ทรงเห็นชอบด้วย  มีพระดำรัสว่า กองทัพแตกลงมาเช่นนี้แล้ว  จะให้กองทัพไปหนุน ไหนจะรับไว้อยู่  มาปะทะกันเข้าก็จะพากันแตกลงมาด้วยกัน  ควรที่จะล่าถอยลงมาโดยเร็ว  เพื่อปล่อยให้ข้าศึกยกติดตามมาอย่างไม่เป็นกระบวน พอได้ทีให้ยกกำลังส่วนใหญ่เข้าโจมตีข้าศึก ก็คงจะได้ชัยชนะโดยง่าย  สมเด็จพระนเรศวรจึงมีรับสั่งให้จมื่นทิพเสนา กับ จมื่นราชามาตย์  ขึ้นม้าเร็ว รีบไปประกาศแก่พวกกองทัพหน้าของไทยว่า  อย่าได้รั้งรอข้าศึก ให้รีบล่าถอยหนีไปโดยเร็ว  กองทัพหน้าของพระยาศรีไสยณรงค์ก็พากันถอยหนีไม่เป็นกระบวน ข้าศึกเห็นดังนั้น ก็พากันรุกไล่ลงมาด้วยเห็นได้ที จนไม่เป็นกระบวนเช่นกัน
.
            สมเด็จพระนเรศวรสงบทัพหลวงรออยู่จน 11 นาฬิกา  เห็นข้าศึกตามลงมาไม่เป็นกระบวน ก็สมคะเน ทรงดำรัสสั่งให้บอกสัญญาณกองทัพทั้งปวง ให้ยกออกตีข้าศึก  พระองค์และพระเอกาทศรถ ยกกองทัพหลวงเข้าโอบกองทัพหน้าข้าศึก  ทัพท้าวพระยาอื่น ๆ ได้ทราบกระแสรับสั่งได้เร็วบ้างช้าบ้าง เนื่องจากเหตุการณ์กระทันหัน มีเวลาน้อยมาก  ทำให้ยกไปไม่ทันเสด็จเป็นส่วนมาก  คงมีแต่กองทัพพระยาสีหราชเดโชชัย กับกองทัพเจ้าพระยามหาเสนาซึ่งเป็นปีกขวา  ตามกองทัพหลวงเข้าจู่โจมข้าศึก  กองทัพหน้าของพม่าไม่คาดว่าว่าจะมีกองทัพไทยไปยอทัพ ก็เสียทีแตกหนีอลหม่าน
.
            เหตุการณ์ตอนนี้มีเรื่องบันทึกไว้ในบางแห่งว่า  ขณะที่สมเด็จพระนเรศวรประทับรอฟังข่าวทัพหน้าอยู่นั้น ได้บังเกิดเมฆเยือกเย็น ตั้งเค้ามืดอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ  แล้วกลับกลายเป็นเปิดโล่ง  เห็นดวงตะวันสาดแสงสว่างกระจ่างตา  สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงเคลื่อนทัพตามเกล็ดนาค  ซึ่งตามตำราพิชัยสงครามได้กำหนดไว้ว่า  ในวันใดหัวนาคและหางนาคอยู่ทางทิศใด  ต้องไปตั้งทัพทางหัวนาค  แล้วเคลื่อนทัพไปทางหางนาค  เป็นการเคลื่อนที่ตามเกล็ดนาค  ไม่ให้เคลื่อนที่ย้อนเกล็ดนาค  เมื่อช้างพระที่นั่งของทั้งสองพระองค์ได้ยินเสียงฆ้องกลองรบ  และเสียงปืนที่ทั้งสองฝ่ายยิงต่อสู้กัน  ก็เกิดความคึกคะนองด้วยเหตุที่กำลังตกมัน  แล้ววิ่งถลันเข้าไปในหมู่ข้าศึก  ควาญไม่สามารถคัดท้ายอยู่  บรรดาแม่ทัพนายกองและไพร่พลทั้งปวงตามเสด็จไม่ทัน  ผู้ที่สามารถตามเสด็จไปด้วยได้ คงมีแต่ผู้ที่มีหน้าที่อยู่ประจำช้างพระที่นั่ง  คือกลางช้าง ควาญช้าง และจตุลังคบาท ที่มีหน้าที่รักษาเท้าช้าง  สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ  ทอดพระเนตรเห็นข้าศึกมีกำลังมากมาย  ไม่เป็นทัพเป็นกอง จึงทรงไสช้างพระที่นั่งเข้าชนช้างข้าศึก  เหล่าข้าศึกพากันระดมยิงอาวุธมาดังห่าฝน  แต่ไม่ถูกช้างทรง  ทันใดนั้นก็บังเกิดตะวันตลบมืด ท้องฟ้ามืดมิดราวกับไม่มีแสงตะวัน จนมองไม่เห็นกัน  สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นดังนั้น จึงได้ประกาศแก่เทวดา พระพรหมทุกชั้นฟ้า    ถึงปณิธานของพระองค์ที่ได้มาสืบวงศ์กษัตริย์  และมุ่งหวังที่จะทำนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนา  ทันใดนั้นก็บังเกิดพายุใหญ่พัดปั่นป่วนในท้องฟ้า  สนามรบก็สว่างแจ้ง  พระองค์แลไปเห็นนายทัพข้าศึก นั่งอยู่บนหลังช้างเผือกตัวหนึ่ง  มีฉัตรกั้นอยู่ใต้ร่มต้นข่อย มีพล 4 เหล่า  เรียงรายอยู่มากมาย  ก็ทรงตระหนักแน่พระทัยว่าเป็นพระมหาอุปราชา
.
            เหตุการณ์ในตอนนี้มีอยู่หลายสำนวน  ตามพระราชพงศาวดารกล่าวไว้ว่า ให้เอาพลายภูเขาทอง ขึ้นระวางสะพัด ชื่อเจ้าพระยาไชยานุภาพ  สูง 6 ศอกคืบ 2 นิ้ว  ติดน้ำมันหน้าหลัง  เป็นคชาธารสมเด็จพระนเรศวร  และให้เอาพลายบุญเรืองขึ้นระวางสะพัด ชื่อเจ้าพระยาปราบไตรจักร สูง 6 ศอก 2 คืบ ติดน้ำมันหน้าหลัง เป็นพระคชาธารสมเด็จพระอนุชาธิราชพระเอกาทศรถ  ส่วนพระคชาธารของพระมหาอุปราชานั้น ชื่อพลายพัทธกอ สูง 6 ศอกคืบ  6 นิ้ว  ติดน้ำมันหน้าหลังเช่นเดียวกัน
.
            สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์  ยาตราพระคชาธารเป็นบาทย่างสะเทินมา  บ่ายหน้าต่อข้าศึก  เจ้าพระยาไชยานุภาพ  เจ้าพระยาปราบไตรจักร  ได้ยินเสียงพลและเสียงฆ้องกลองอึงคะนึง ก็เรียกมันครั่นครื้น กางหูชูหางกิริยาป่วนเป็นบาทย่างใหญ่ เร็วไปด้วยกำลังน้ำมัน  ช้างท้าวพระยามุขมนตรี และโยธาหาญซ้ายขวาหลังนั้นตกลง  ไปมิทันเสด็จ  พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ใกล้ทัพหน้าข้าศึก  ทอดพระเนตรเห็นพลพม่ารามัญนั้นยกมาเต็มท้องทุ่ง  เดินดุจคลื่นในมหาสมุทร  พลข้าศึกไล่พลชาวพระนครครั้งนั้น สลับซับซ้อนกันมิได้เป็นกระบวน  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์  ก็ขับพระคชาธารเข้าโจมแทงช้างม้ารี้พลปรปักษ์  ไล่สายเสยถีบฉัดตะลุมบอน  พลพม่ารามัญตายเกลื่อนกลาด  ช้างข้าศึกได้กลิ่นน้ำมันพระคชาธาร ก็หกหันตลบปะกันไปเป็นอลหม่าน  พลพม่ารามัญก็โทรมยิงธนู หน้าไม้ ปืนไฟ ระดมเอาพระคชาธารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์  และธุมาการก็ตรลบมืดเป็นหมอกมัวไป มิได้เห็นกันประจักษ์
.
            สำนวนของวันวลิต ชาวฮอลันดา  ซึ่งเข้ามาที่กรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2176 ได้บรรยายเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า  พระเจ้ากรุงหงสาวดียกทัพอันมีกำลังใหญ่หลวง มายังกรุงศรีอยุธยา  พระนเรศวรยกทัพมาถึงวัดร้างแห่งหนึ่ง เรียกว่า เครง หรือ หนองสาหร่าย  เพื่อปะทะทัพมอญ  เมื่อกองทัพทั้งสองมาประจัญกันเข้า  พระนเรศวรและพระมหาอุปราชา (ซึ่งต่างก็ทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ และประทับบนพระคชาธาร) ต่างทอดพระเนตรเห็นกันเข้า  ต่างองค์ก็มีพระทัยฮึกเหิม  เสด็จออกจากกองทัพ  ขับพระคชาธารโดยปราศจากรี้พลเข้าหากัน  แต่พระคชาธารที่พระนเรศวรทรงอยู่นั้น  เล็กกว่าช้างทรงพระมหาอุปราชามากนัก  เมื่อกษัตริย์ทั้งสองพระองค์มุ่งเข้าหากัน  ช้างที่เล็กกว่าก็ตกใจกลัวช้างที่ใหญ่กว่า ถึงกับเบนหัวจะถอยกลับ  พระนเรศวรทรงเห็นดังนั้น จึงตรัสปลอบพระยาช้างต้นให้มีใจฮึกเหิมกลับมาสู้ช้างข้าศึก และทรงพรมน้ำเทพมนต์ซึ่งพราหมณ์ได้ทำถวายไว้สำหรับโอกาสนี้ ลงบนศีรษะช้าง  พระยาช้างต้นผู้ชาญฉลาดเมื่อได้รับน้ำเทพมนต์  และได้ยินเสียงพระราชดำรัสของวีรกษัตริย์ก็มีใจฮึกเหิม  ชูงวงขึ้นประณตแล้วเบนหัวสู่ข้าศึก  พลันวิ่งพุ่งเข้าสู่กษัตริย์มอญอย่างเมามัน  อำนาจของพระยาช้างต้นในการสู้รบครั้งนี้ แลดูน่าสพึงกลัว และน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
.
            ทั้งหมดที่กล่าวมา  เป็นเหตุการณ์ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่การกระทำยุทธหัตถีของสองกษัตริย์  และสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงได้ชัยชนะอย่างงดงาม  เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทิศานุทิศ  ข้าศึกศัตรูไม่หาญกล้ามาเบียดเบียนราชอาณาจักรไทยอีกเลยถึง 160 ปี
.
            สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงขับช้างพระที่นั่งตรงไปยังพระมหาอุปราชา  แล้วร้องตรัสไปโดยฐานที่คุ้นเคยกันมาแต่ก่อน มีความว่า

            "เจ้าพี่จะยืนช้างอยู่ในที่ร่มไม้ทำไม  เชิญเสด็จมาทำยุทธหัตถีกันให้เป็นเกียรติยศเถิด  กษัตริย์ภายหน้า ที่จะทำยุทธหัตถีได้อย่างเรา จะไม่มีแล้ว"
.
            พระมหาอุปราชา  เมื่อทรงได้ยินดังนั้นก็ขับพลายพัทธกอซึ่งเป็นพระคชาธาร  ออกมาชนกับเจ้าพระยาไชยานุภาพ  พระคชาธารของสมเด็จพระนเรศวร  ในชั้นแรก เจ้าพระยาไชยานุภาพเสียที พลายพัทธกอได้ล่างแบกรุน  พระยาไชยานุภาพเบนจะขวางตัว  พระมหาอุปราชาได้ทีฟันด้วยพระแสงของ้าว  สมเด็จพระนเรศวรเบี่ยงพระองค์หลบทัน  ถูกแต่พระมาลาหนังขาดลิไป  พอพระยาไชยานุภาพสะบัดหลุด แล้วกลับชนได้ล่างแบกถนัดรุนพลายพัทธกอหัวเบนไป  สมเด็จพระนเรศวรก็จ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าว  ถูกพระมหาอุปราชาที่ไหล่ขวาขาด  สิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง
.
ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถก็ได้ชนช้างกับเจ้าเมืองจาปะโร และฟันเจ้าเมืองจาปะโรตายเช่นกัน  ทหารพม่าก็เข้ามากันพระศพพระมหาอุปราชา และเจ้าเมืองจาปะโรออกไป  แล้วเข้าระดมยิงถูกสมเด็จพระนเรศวรที่พระหัตถ์ได้รับบาดเจ็บ  และถูกนายมหานุภาพควาญช้างพระที่นั่ง กับหมื่นภักดีศวรกลางช้างสมเด็จพระเอกาทศรถ ตายทั้งสองคน  ขณะนั้น กองทัพเจ้าพระยามหาเสนา พระยาสีหราชเดโชชัยตามไปทัน  ก็ช่วยกันรบพุ่งแก้กันทั้งสองพระองค์ออกมาได้  สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นว่า  กองทัพข้าศึกแตกเฉพาะทัพหน้า กำลังฝ่ายไทยที่ตามเสด็จไปถึงเวลานั้นมีน้อยนัก  จึงจำต้องเสด็จกลับมาค่ายหลวง  ฝ่ายข้าศึกก็เชิญพระศพพระมหาอุปราชา เลิกทัพกลับไปเมืองหงสาวดี  เหตุการณ์ในตอนนี้ วัน วลิต ได้บรรยายไว้ว่า
.
            ช้างข้าศึกพยายามเอางาเสยพระคชาธารให้ถอยห่างอยู่ตลอดเวลา  แต่ในที่สุดพระคชาธารซึ่งเล็กกว่าก็ได้ทีช้างข้าศึก  โดยช้างข้าศึกไม่ทันรู้ตัว  ขึ้นเสยช้างข้าศึกแล้วเอางวงตีด้วยกำลังแรงยิ่งนัก  จนช้างข้าศึกร้องขึ้น  กษัตริย์มอญก็ตกพระทัย  กษัตริย์ไทยเห็นได้ทีก็เอาพระแสงขอ ตีต้องพระเศียรกษัตริย์มอญ  แล้วใช้พระแสงทวนแทงจนกษัตริย์มอญตกช้างสิ้นพระชนม์  แล้วทรงจับช้างทรงของกษัตริย์มอญนั้นไว้ได้ ทหารรักษาพระองค์ซึ่งตามมาโดยไม่ช้า ก็แทงชาวโปรตุเกส ซึ่งนั่งอยู่เบื้องหลังกษัตริย์มอญนั้นตาย  เมื่อกองทัพมอญเห็นกษัตริย์ของตนสิ้นพระชนม์  ก็พากันล่าถอยไม่เป็นกระบวน  กองทัพไทยก็ไล่ติดตามไปอย่างกล้าหาญ  จับเป็นได้เป็นจำนวนมาก  ฆ่าตายเสียก็มาก ที่เหลือนั้นก็แตกกระจัดกระจายไปประดุจแกลบต้องลม  ทหารมอญหลายพันคนต้องตกค้างอยู่ และเมื่อต้องถอยทัพกลับโดยที่ขาดแคลนเสบียงอาหาร  จึงกลับไปถึงเมืองมอญได้น้อยคนนัก
.
            สมเด็จพระนเรศวรมีชัยในการกระทำยุทธหัตถีครั้งนี้  พระเกียรติยศได้เลื่องลือไปทั่วทุกประเทศในชมพูทวีป  ด้วยถือเป็นคติมาแต่โบราณว่า  การชนช้างเป็นยอดวีรกรรมของนักรบ  เพราะเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว มิได้อาศัยกำลังพล  หรือกลยุทธใดๆ  เป็นการแพ้ชนะกันด้วยฝีไม้ลายมือและความแกล้วกล้า  นอกจากนั้น โอกาสที่จะมีเหตุการณ์ดังกล่าวก็มีน้อย  ดังนั้น ถ้ากษัตริย์พระองค์ใดกระทำยุทธหัตถีได้ชัยชนะ  ก็จะได้รับความยกย่องว่ามีพระเกียรติยศอย่างสูงสุด  ถึงเป็นผู้แพ้ ก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญ ว่าเป็นนักรบแท้
.
            ด้วยเหตุผลดังกล่าว  สมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้สร้างพระเจดีย์ขึ้นองค์หนึ่ง  ตรงที่ได้กระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา  ณ ตำบลท่าคอย  ซึ่งปัจจุบันเป็นตำบลดอนเจดีย์  อยู่ห่างจากหนองสาหร่ายไปประมาณ 100 เส้น  พระเจดีย์ทิ้งร้างมานานหลายร้อยปี  เพิ่งมาพบเมื่อปี พ.ศ.  2456  วัดฐานเจดีย์ได้ด้านละ 10 วา  ความสูงประมาณ 20 วา  ต่อมา ได้มีการบูรณะเป็นรูปแบบที่สมบูรณ์ ตามแบบอย่างเจดีย์ที่วัดใหญ่ชัยมงคล  ซึ่งสันนิษฐานว่า สมเด็จพระนเรศวรทรงให้สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์ แห่งชัยชนะครั้งนั้น  ตามคำกราบทูลแนะนำของสมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้ว  เป็นเจดีย์กลมแบบลังกา  ดังที่ปรากฎอยู่ปัจจุบันนี้
.
            สมเด็จพระนเรศวร  ทรงปูนบำเหน็จความชอบอันเนื่องมาจากการสงครามครั้งนี้โดยทั่วกัน คือ ช้างพระที่นั่งที่ชนชนะข้าศึก  พระราชทานนามว่า  เจ้าพระยาปราบหงสาวดี  พระแสงของ้าวก็ได้นามว่าเจ้าพระยาแสนพลพ่าย  นับถือเป็นพระแสงศักดิ์สิทธิ์ สำหรับพระเจ้าแผ่นดินทรงคชาธารในรัชกาลหลัง ๆ สืบมา  พระมาลาที่พระองค์ทรงในวันนั้น  ก็ปรากฎนามว่าพระมาลาเบี่ยง ดำรงคงอยู่มาถึงปัจจุบันนี้
.
            เมื่อเสร็จศึกแล้ว สมเด็จพระนเรศวรทรงโทมนัส ที่ไม่สามารถจะตีข้าศึกให้แตกยับเยินไปได้เหมือนครั้งก่อน เพราะเหตุที่แม่ทัพนายกองไม่สามารถตามเสด็จให้ทันการรบพุ่งพร้อมกัน พระองค์จึงให้ลูกขุน ประชุมปรึกษาโทษแม่ทัพนายกองเหล่านั้นตามพระอัยการศึก  ลูกขุนปรึกษากันแล้ววางบทว่า
.
            พระยาศรีไสยณรงค์  มีความผิดฐานฝ่าฝืนพระบรมราชโองการ ไปรบพุ่งข้าศึกโดยพละการจนเสียทัพแตกมา
.
            เจ้าพระยาจักรี  พระยาพระคลัง  พระยาเทพอรชุน  พระยาพิชัยสงคราม  พระยารามคำแหง  มีความผิดฐานละเลย มิได้ตามเสด็จให้ทันท่วงทีการพระราชสงคราม
.
            ทั้งหมดนี้ โทษถึงประหารชีวิตด้วยกัน  พระองค์จึงทรงให้เอาตัวคนทั้งหมดดังกล่าวไปจำตรุไว้ พอพ้นวันพระแล้ว  ให้เอาไปประหารชีวิตเสีย  ตามคำพิพากษาของลูกขุน
.
            ครั้นถึงวันแรม 14 ค่ำ เดือนยี่  สมเด็จพระนพรัตน์ วัดป่าแก้ว  กับพระราชาคณะรวม 25 รูป  เข้าไปเฝ้า ถามข่าวถึงการเสด็จพระราชสงครามตามประเพณี  สมเด็จพระนเรศวรจึงตรัสเล่าเหตุการณ์ทั้งปวงให้ฟังทุกประการ  สมเด็จพระพนรัตน์ได้ฟังแล้วจึงถวายพระพรถามว่า  พระองค์มีชัยแก่ข้าศึก  แต่เหตุไฉนข้าราชการทั้งปวงจึงต้องรับราชทัณฑ์
.
สมเด็จพระนเรศวรตรัสตอบว่า  นายทัพนายกองเหล่านี้กลัวข้าศึกมากกว่ากลัวพระองค์  ละให้แต่พระองค์สองคนพี่น้อง ฝ่าเข้าไปท่ามกลางข้าศึก  จนได้ทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา  ต่อมีชัยกลับมาจึงได้เห็นหน้าพวกเหล่านี้  นี่หากว่าพระองค์ยังไม่ถึงที่ตาย  หาไม่แผ่นดินก็จะเป็นของชาวหงสาวดีเสียแล้ว  เหตุนี้พระองค์จึงให้ลงโทษตามอาญาศึก  สมเด็จพระพนรัตน์จึงถวายพระพรว่า  เมื่อพิเคราะห์ดูข้าราชการเหล่านี้ ที่จะไม่กลัวสมเด็จพระนเรศวรนั้นหามิได้  เหตุทั้งนี้เห็นจะเผอิญเป็น เพื่อจะให้พระเกียรติแก่พระองค์เป็นมหัศจรรย์  เหมือนสมเด็จพระสรรเพชญพุทธเจ้า  เมื่อพระองค์เสด็จเหนืออปราชิตบัลลังก์ใต้ควงไม้โพธิ์ครั้งนั้น  เทพเจ้าก็มาเฝ้าพร้อมหมื่นจักรวาล  พระยาวัสวดีมารยกพลเสนามาผจญ  ถ้าพระพุทธเจ้าได้เทพเจ้าเป็นบริวาร มีชัยแก่พระยามารก็หาสู้เป็นอัศจรรย์ไม่  เผอิญให้หมู่เทพเจ้าทั้งปวงปลาศนาการหนีไปสิ้น  เหลือแต่พระองค์เดียวสามารถผจญให้เหล่ามารปราชัยไปได้  จึงได้พระนามว่า  พระพิชิตมาร โมฬีศรีสรรเพชญดาญาณ  เป็นมหาอัศจรรย์บันดาลไปทั่วอนันตโลกธาตุ
.
ก็เหมือนทั้งสองพระองค์ครั้งนี้  ถ้าเสด็จพร้อมด้วยโยธาทวยหาญมาก  และมีชัยชนะแก่พระมหาอุปราชา  ก็จะหาสู้เป็นมหัศจรรย์แผ่พระเกียรติยศ ให้ปรากฎแก่นานาประเทศไม่  อันเหตุที่เป็นทั้งนี้  เพื่อเทพเจ้าทั้งปวงอันรักษาพระองค์ จักสำแดงพระเกียรติยศ  เป็นแน่แท้
.
            สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงฟังแล้วก็ทรงพระปิติโสมนัส ตรัสว่า  พระผู้เป็นเจ้าว่านี้ควรหนักหนา  สมเด็จพระพนรัตน์จึงได้ถวายพระพรว่า  ข้าราชการซึ่งเป็นโทษเหล่านี้ก็ผิดหนักหนาอยู่แล้ว  แต่ทว่าได้ทำราชการมา  แต่ครั้งสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช  และสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง  ตลอดมาจนถึงพระองค์ดุจพุทธบริษัท  สมเด็จพระบรมครู  จึงขอพระราชทานโทษคนเหล่านี้ไว้สักครั้งหนึ่ง จะได้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณสืบไป  สมเด็จพระนเรศวร จึงมีรับสั่งว่าเมื่อสมเด็จพระพนรัตน์ขอแล้ว พระองค์ก็จะถวาย แต่ทว่า จะต้องไปตีเมืองตะนาวศรี  เมืองทวายแก้ตัวก่อน สมเด็จพระพนรัตน์
.
ถวายพระพรว่า  การจะใช้ไปตีบ้านเมืองนั้นสุดแต่พระองค์จะสงเคราะห์  มิใช่กิจของสมณะ  แล้วก็ถวายพระพรลาไป  สมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้นายทัพนายกองที่มีความผิดพ้นจากเวรจำ  แล้วทรงให้พระยาจักรียกกองทัพมีกำลังพล 50,000 คน  ไปตีเมืองตะนาวศรีทัพหนึ่ง ให้พระยาพระคลังคุมกองทัพมีกำลัง 50,000 ไปตีเมืองทวายอีกองทัพหนึ่ง
.
บันทึกเรื่องเจดีย์ยุทธหัตถี
.
            เรื่องเจดีย์ยุทธหัตถีนี้  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือนิทานโบราณคดี มีข้อมูลที่น่ารู้ดังนี้
.
            ในหนังสือพระราชพงศาวดาร  ได้กล่าวถึงเจดีย์ยุทธหัตถีไว้ว่า  เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ทรงชนะยุทธหัตถี แล้ว "ตรัสให้ก่อพระเจดีย์สถาน สวมศพพระมหาอุปราชาไว้ ณ ตำบลตระพังกรุ"
.
            สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ได้ทรงให้พระยากาญจนบุรี (นุช) ไปสืบหา ได้ความว่าบ้านตระพังกรุมีมาแต่โบราณ เป็นที่ดอนต้องอาศัยใช้น้ำบ่อ  มีบ่อน้ำกรุอิฐข้างในซึ่งคำโบราณ เรียกว่า  ตระพังกรุ อยู่หลายบ่อ  แต่ไม่มีเจดีย์ที่สมควรว่าเป็นของพระเจ้าแผ่นดินสร้างอยู่ในบริเวณนั้น
.
            เมื่อได้ประมวลเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ได้ข้อสรุปว่า  สมเด็จพระนเรศวร โปรดให้สร้างพระเจดีย์ยุทธหัตถี ขึ้นตรงที่ชนช้างองค์หนึ่ง  แล้วทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่อีกองค์หนึ่ง  ขนานนามว่า  พระเจดีย์ชัยมงคล ขึ้นที่วัดเจ้าพระยาไทย  อันเป็นที่สถิตของพระสังฆราชฝ่ายขวา  จึงมักเรียกกันว่า วัดป่าแก้ว  ตามนามเดิมของพระสงฆ์คณะนั้น
.
            ในปีแรกรัชกาลที่ 6  พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ  ตาละลักษณ์)  เมื่อยังเป็นหลวงประเสริฐอักษรนิติ ได้พบหนังสือเรื่องพงศาวดารเล่มหนึ่ง  มีหลักฐานว่าเขียน เมื่อปี พ.ศ. 2223  ซึ่งต่อมาให้เรียกว่า  พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ฯ  มีความในเรื่องสงครามยุทธหัตถีว่า
.
            "พระมหาอุปราชามาตั้งประชุมทัพอยู่ที่ตำบลตระพังกรุ  แล้วมาชนช้างกับสมเด็จพระนเรศวร ฯ  ที่ตำบลหนองสาหร่าย  เมื่อวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง จุลศักราช 955  (พ.ศ. 2135)"
.
            สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ จึงทรงให้พระยาสุนทรบุรี (อี่  กรรณสูตร)  สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครไชยศรี ไปสืบหาตำบลหนองสาหร่าย  ได้ความว่า  ตำบลหนองสาหร่ายนั้นอยู่ใกล้ลำน้ำท่าคอย  อยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองสุพรรณ  เป็นลำน้ำเดียวกันกับลำน้ำจรเข้สามพัน ที่ตั้งเมืองอู่ทอง  แต่อยู่เหนือขึ้นไปไกล มีเจดีย์โบราณอยู่  ชาวบ้านเรียกว่า  ดอนเจดีย์  เป็นเจดีย์ฐานทักษิณเป็น 4 เหลี่ยม 3 ชั้น ชั้นล่างกว้าง 8 วา องค์พระเจดีย์เหนือฐานทักษิณ ชั้นที่ 3 ขึ้นไป หักพังหมดแล้ว  ประมาณขนาดสูงเมื่อยังบริบูรณ์ เห็นจะราวเท่า ๆ กับ พระปรางค์ที่วัดราชบูรณะในกรุงเทพ ฯ
.
            ระยะทางระหว่างตำบลสำคัญที่ได้จากเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินโดยสถลมารค ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปสักการบูชา  พระเจดีย์ยุทธหัตถี เมื่อ พ.ศ. 2453  พอประมวลได้ดังนี้
.
                  นครปฐม  ถึง  กำแพงแสน                                            ระยะทาง  568  เส้น      หรือประมาณ  23  กิโลเมตร
.
                  กำแพงแสน ถึง  บ้านบ่อสุพรรณ                                    ระยะทาง  706  เส้น      หรือประมาณ  28  กิโลเมตร
.
                  บ้านบ่อสุพรรณ  ถึง  บ้านตระพังกรุ                                ระยะทาง  125  เส้น      หรือประมาณ  5   กิโลเมตร
.
                  บ้านตระพังกรุ  ถึง  บ้านดอนมะขาม                              ระยะทาง  274  เส้น      หรือประมาณ  11  กิโลเมตร
.
                  บ้านดอนมะขาม  ถึง  บ้านจรเข้สามพัน                            ระยะทาง  411  เส้น      หรือประมาณ  16  กิโลเมตร
.
                บ้านจรเข้สามพัน ถึง  อู่ทอง                                           ระยะทาง  140  เส้น      หรือประมาณ    6  กิโลเมตร
.
                  อู่ทอง  ถึง  บ้านโข้ง                                                        ระยะทาง  510  เส้น      หรือประมาณ  20  กิโลเมตร
.
                  บ้านโข้ง  ถึง  ดอนเจดีย์                                                   ระยะทาง 495  เส้น       หรือประมาณ  20  กิโลเมตร
.
ลำดับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของห้วงเวลานั้นได้ดังนี้
.
            กองทัพพระมหาอุปราชา เดินทัพมาจนเข้าเขตเมืองสุพรรณบุรี  แขวงบ้านพนมทวน  หยุดตั้งกองทัพที่ตำบลตระพังกรุ  แขวงเมืองสุพรรณบุรี  แล้วให้กองกำลังทหารม้าออกลาดตระเวณหาข่าว
.
            สมเด็จพระนเรศวร ยกกองทัพมาตั้งค่ายหลวงอยู่ที่หนองสาหร่าย ริมแม่น้ำท่าคอย  เมื่อวันขึ้น 14 ค่ำ เดือนยี่  และทรงให้กองทัพพระยาศรีไสยณรงค์ กับพระราชฤทธานนท์  ที่ออกไปขัดตาทัพอยู่ที่ลำน้ำท่าคอย  เลื่อนออกไปขัดตาทัพที่ดอนระฆัง
.
            พระยาศรีไสยณรงค์  แจ้งข่าวข้าศึกว่า  กองทัพใหญ่ข้าศึกเคลื่อนที่พ้นบ้านจรเข้สามพันมาแล้ว  เมื่อวันแรม 1 ค่ำ เดือนยี่  สมเด็จพระนเรศวรมีรับสั่งให้กองทัพทั้งปวง  เตรียมตัวรบข้าศึกในวันรุ่งขึ้น
.
            วันจันทร์แรม 2 ค่ำ เดือนยี่  สมเด็จพระนเรศวร กับสมเด็จพระเอกาทศรถ  ทรงเครื่องพิชัยยุทธ  ขณะนั้นได้ยินเสียงปืน จากการปะทะกันของทัพหน้าไทยกับทัพหน้าพม่า  ได้ความว่าปะทะกันที่ดอนเผาข้าว  เมื่อเวลาเช้าจึงมีรับสั่งให้ กองทัพหน้าล่าถอยลงมาโดยเร็ว  ทรงให้สงบทัพหลวงรออยู่จน 11 นาฬิกา  เห็นข้าศึกรุกไล่ลงมาไม่เป็นกระบวน  จึงทรงให้สัญญาณกองทัพทั้งปวงยกออกตีข้าศึก
.
            จากเหตุการณ์ดังกล่าว จะพบว่าพระมหาอุปราชาเคลื่อนทัพจากตระพังกรุ มาถึงบ้านจรเข้สามพันเมื่อวันแรม 1 ค่ำ เดือนยี่ เป็นระยะทาง 685 เส้น หรือ  28 กิโลเมตร  ซึ่งต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 วัน  ณ จุดนี้จะอยู่ห่างจากหนองสาหร่าย ที่ตั้งค่ายหลวงของไทย เป็นระยะทาง 1145 เส้น หรือ 46 กิโลเมตร  สมเด็จพระนเรศวรจึงมีรับสั่งให้เตรียมตัวรบข้าศึกในวันรุ่งขึ้น
.
            ในวันรุ่งขึ้นซึ่งข้าศึกจะเคลื่อนทัพมาได้อีกประมาณ 30 กิโลเมตร  ซึ่งจะอยู่ห่างจากค่ายหลวงของไทยประมาณ 20 กิโลเมตร  ซึ่งจะใช้ระยะเวลาเดินทางอีกไม่เกิน 1 วัน
.
            วันต่อมาคือวันแรม 2 ค่ำ เดือนยี่  เวลาเช้าได้ยินเสียงปืนจากการปะทะกัน  ได้ความว่าปะทะกันที่ดอนเผาข้าว ซึ่งน่าจะอยู่ห่างจากหนองสาหร่ายไม่เกิน 15 กิโลเมตร  เพราะเป็นเวลาเช้าเสียงปืนใหญ่ได้ยินไปได้ไกล  และพระองค์ทรงรออยู่จน 11 นาฬิกา ข้าศึกจึงรุกไล่ทัพหน้าของไทยมาถึงทัพหลวง
.
            เมื่อสมเด็จพระนเรศวร กับพระเอกาทศรถ  ยกกำลังทั้งปวงเข้าตีข้าศึก  ช้างศึกของทั้งสองพระองค์เร่งรุดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จนกองทัพตามไม่ทัน  ผงคลีจากกองทัพทั้งสองฝ่ายที่สู้รบติดพันกันมาปลิวคลุ้งจนมืดมิด  และเมื่อฝุ่นจางจึงทอดพระเนตรเห็น พระมหาอุปราชายืนอยู่ช้างอยู่ใต้ร่มไม้  ระยะทางที่ช้างทรงของทั้งสองพระองค์ตลุยข้าศึกมานี้เป็นระยะทาง 100 เส้น หรือ 4 กิโลเมตร  เนื่องจากพระเจดีย์ยุทธหัตถีอยู่ห่างจากหนองสาหร่ายไปประมาณ 100 เส้น
.
            เหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ชาติไทยครั้งนั้น ก็สมจริงตามได้บันทึกกันไว้สืบต่อมาทุกประการ
.
ที่มา http://thaiheritage.net/king/naresuan/naresuan3.htm
.
.
.--------------------------------------------.
.
.
“หลักฐานพม่า” พลิกความเข้าใจเรื่อง “สงครามยุทธหัตถี”!!!
.
เผยแพร่ วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ.2562
.
“หลักฐานพม่า” พลิกความเข้าใจเรื่อง “สงครามยุทธหัตถี” ข้อความส่วนนี้คัดบางส่วนจากบทความของ ศ. ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ เรื่อง “ประวัติศาสตร์ไทยในหลักฐานพม่า” ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม ๒๕๖๑ ดังนี้
.
“…แต่เรื่องที่พลิกความเข้าใจยิ่งไปกว่า คือ เรื่องสงครามยุทธหัตถี ความที่มีระบุในพงศาวดารพม่าฉบับอูกาลาจะเล่าว่า “ทัพของพระมหาอุปราชาเคลื่อนมาถึงชานกรุงศรีอยุธยาในวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ ตรงกับเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๕๙๒” และเล่าต่อว่า สมเด็จพระมหาอุปราชาทรงคชาธารชื่อ “งะเยโซง” ซึ่งเป็นชื่อที่ได้จากพงศาวดารพม่า ส่วนพงศาวดารไทยระบุชื่อช้างว่าชื่อ “พลายพัทธกอ” เบื้องขวาของพระองค์ยืนด้วยพระคชาธาร และกำลังไพร่พลของเจ้าเมืองแปรชื่อ “ตะโดธรรมราชา” ส่วนเบื้องซ้ายยืนด้วยพระคชาธาร และไพร่พลของนัดจินหน่อง โอรสของเจ้าเมืองตองอู และถัดไปทางเบื้องขวาไม่ใกล้ไม่ไกล ยืนด้วยคชาธารของเจ้าเมืองชามะโร ไทยเรียกมังจาปโร เป็นพระพี่เลี้ยง
.
หลักฐานพม่าระบุว่าช้างของชามะโรกำลังตกน้ำมันหนักถึงกลับต้องใช้ผ้าคลุมหน้าช้างเอาไว้ไม่ให้ช้างตื่น ในขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงคชาธารชื่อพระลโปง นำไพร่พลทแกล้วทหารจำนวนมากออกมาจากพระนครหมายจะเผด็จศึก พระองค์ทอดพระเนตรเห็นสมเด็จพระมหาอุปราชาแล้วก็ไสช้างตรงไปยังตำแหน่งที่จอมทัพพม่าประทับอยู่โดยแรงเร็ว ฝ่ายเจ้าเมืองชามะโร เมื่อเห็นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชขับพระคชาธารตรงรี่หมายชิงชนกับช้างประทับ ชามะโรซึ่งเป็นราชองครักษ์ก็เปิดผ้าคลุมหน้าช้างพาหนะของตนออก หมายมุ่งที่จะนำช้างของตนออกสกัดช้างของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แต่ช้างนั้นเป็นช้างตกน้ำมันหนักยากที่จะบังคับ ช้างที่ไสออกไปแทนที่จะเข้าชิงชนกับช้างของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มันก็หันรีหันขวาง และกลับตัวมาแทงโดนเอาช้างของสมเด็จพระมหาอุปราชาโดยกำลังแรง หลักฐานพม่าอธิบายว่าแรงขนาดช้างของสมเด็จพระมหาอุปราชาจามสนั่นด้วยความเจ็บปวด
.
ขณะนั้นทหารองครักษ์ที่ล้อมช้างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ระดมยิงปืนสวนใส่เข้ามาและมีกระสุนพลัดถูกเอาสมเด็จพระมหาอุปราชาโดยถนัดถึงสิ้นพระชนม์ซบกับคอช้าง ควาญช้างพอเห็นพระองค์สิ้นพระชนม์เพราะต้องปืน ก็บังคับช้างเข้ามาหลบที่พุ่มไม้แห่งหนึ่ง ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเองก็ยังไม่ทรงทราบว่าสมเด็จพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ยังยืนพระคชาธารอยู่ ณ ที่เดิม เป็นจังหวะให้นัดจินหน่องซึ่งทรงพระคชาธารนามว่า “อูดอตะกะ” ไสช้างเข้าชนช้างของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ช้างทรงก็ถอยร่นลงไปซ้ำ ตะโดธรรมราชาพอเห็นช้างทรงถอยร่นจึงไสช้างตนสำทับเข้าไปอีก ทำให้ทางฝ่ายอยุธยาต้องถอยร่นเข้ามาสู่พระนคร อาศัยกำแพงพระนครเป็นที่มั่นในการต่อสู้ ไม่ออกมาทำสงครามกลางแปลงอีก
.
เรื่องตามแสดงมามีปรากฏอยู่ในหลักฐานทางฝ่ายพม่า การที่หลักฐานพม่าให้ข้อมูลที่แตกต่างไปจากเรื่องสงครามยุทธหัตถีที่มีอยู่ในหลักฐานของไทย ทำให้วงวิชาการต่างชาติเกิดการตีความต่างกันไป วิคเตอร์ ลิเบอร์แมน (Victor Lieberman) นักประวัติศาสตร์สำคัญคนหนึ่งระบุว่า ครั้งนั้นสมเด็จพระมหาอุปราชาต้องปืนสวรรคต โดยนำหลักฐานพม่าไปเปรียบเทียบกับหลักฐานเยซูอิตร่วมสมัย อย่างไรก็ดีเรื่องนี้ไม่ใช่วิสัยที่จะมาตัดสินเอากันง่ายๆ และก็ไม่ใช่ว่าหลักฐานของพม่าและหลักฐานของฝรั่งจะเชื่อถือไปได้หมด หลักฐานฝรั่งที่เก่าแก่ไม่แพ้กันกับหลักฐานที่ลิเบอร์แมนกล่าวถึงการทำคชยุทธ์ครั้งนั้นอย่างมโหฬาร แสดงว่าหลักฐานฝรั่งก็มีขัดกันเอง
.
ภาพความขัดแย้งที่ปรากฏในหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับสงคราม คือภาพสะท้อนการเผชิญหน้าระหว่างจารีตอันเป็นธรรมเนียมนิยมของการทำสงครามรูปแบบเก่า คือการรบแบบตัวต่อตัวบนหลังช้าง กับการแพร่กระจายของอาวุธสมัยใหม่คือ ปืนไฟ (อ่านเพิ่มเติมประเด็น ปืนไฟ)
.
ถึงแม้ท้ายที่สุดปืนไฟจะทำให้ธรรมเนียมนิยมของการยุทธหัตถีหมดไป แต่ยืนยันได้ว่าในช่วงหลังสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ธรรมเนียมนิยมในการทำยุทธหัตถียังไม่ได้หมดไป มีหลักฐานปรากฏในพงศาวดารพม่าเองว่าพระเจ้านันทบุเรงเมื่อยกทัพไปปราบกบฏที่เมืองอังวะก็ได้มีการท้าทายพระเจ้าอังวะให้กระทำยุทธหัตถี และกระทำยุทธหัตถีต่อหน้ารี้พล กระทั่งพระเจ้าอังวะพ่ายแพ้ ถึงกลับต้องหลบหนีไป
.
เพราะฉะนั้นเรื่องยุทธหัตถีนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะหาข้อยุติกันได้โดยง่าย ยังจะต้องศึกษากันต่อไปในรายละเอียด นอกจากหลักฐานพม่าจะเสนอภาพที่พลิกตามความเข้าใจในเรื่องสงครามยุทธหัตถีแล้ว ยังมีหลักฐานอื่นๆ อีกมากที่พลิกความเข้าใจซึ่งตกทอดกันมา เช่น กรณีสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๓๑๐…”
.
ที่มา https://www.silpa-mag.com/history/article_17774
.
4
ทุกวันที่ 18 มกราคม ของทุกปี) เป็นวันคล้ายวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำสงครามยุทธหัตถีชนะสมเด็จพระมหาอุปราชาของพม่า
.
รำลึกนึกถึงพระคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช , สมเด็จพระเอกาทศรถ  , เหล่าวีรชนทหารกล้าทุกท่าน และ พระสงฆ์ รวมถึงประชาชนในประเทศไทยที่รักชาติรักแผ่นดินที่เป็นเบื้องหลังในการปกป้องประเทศไทยทุกท่าน
.
เรื่องของพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นหลังสงครามยุทธหัตถึ  ส่วนตัวมั่นใจอยู่ที่จ.กาญจนบุรี
.
รูปสงวนลิขสิทธิ์
.
.
.**********************************.
.
.


พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

พิกัด
N 14.05883
E 99.67847
.
สถานที่ตั้ง
บ้านดอนเจดีย์ หมู่ที่ 2 ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน
.
ประวัติ-ข้อมูลสถานที่
.
พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชสร้างในวโรกาสมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมายุครบ 6 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542 และเพื่อเป็นการถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสครบ 400 ปี แห่งชัยชนะที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จกรีฑาทัพผ่านกาญจนบุรีไปทรงยึดกรุงหงสาวดี เมื่อปี พ.ศ. 2142 สถานที่ตั้งพระบรมราชนุสาวรีย์เป็นสถานที่เชื่อกันว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำสงครามยุทธหัตถีชนะสมเด็จพระมหาอุปราชาของพม่า หลักฐานที่ค้นพบเต็มไปด้วยวัตถุโบราณที่ใช้ในการทำสงคราม ทั้งเครื่องศาสตราวุธ เครื่องประดับช้างม้า ลูกประคำม้า เครื่องประดับช้าง ตราม้าศึกและกระสุนปืน
.
พระบรมราชานุสาวรีย์เป็นพระบรมรูปประทับช่วงบนพระคชาธาร พระแสงดาบพาดพระเพลา นายควาญช้างและท้ายช้างประกอบขนาดเท่าครึ่งของครึ่งพระองค์จริง น้ำหนักวัสดุทองเหลืองที่ใช้ในการจัดสร้างประมาณ 20 ตัน งบประมาณในการก่อสร้างเป็นเงินประมาณ 50 ล้านบาท สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2543 และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดพระบรมราชนุสาวรีย์ เมื่อวันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ 2546
.
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เปิดให้นักท่องเที่ยวและประชาชนสักการะทุกวันระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น.
.
ที่มา http://kanchanaburi.go.th/au/tourkan2015/kingnaresuan.php
.
.
.--------------------------------------------.
.

สงครามครั้งที่ 10 สงครามยุทธหัตถี
.
            เมื่อพระมหาอุปราชาแตกทัพกลับไปครั้งก่อน  ทำให้พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงทรงพระวิตกยิ่งนัก  เพราะว่าพม่าเสียทั้งรี้พลและอำนาจ  เป็นเหตุให้เมืองขึ้นต่าง ๆ ของพม่าเกิดความเคลื่อนไหวที่จะแข็งเมืองทั่วไป  การที่จะรักษาอำนาจพม่าไว้ได้ ก็ด้วยการเอาชนะไทยให้ได้  พระเจ้าหงสาวดีจึงให้พระมหาอุปราชา  ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีก ในปี พ.ศ. 2135
.
            ตามพงศาวดารกล่าวไว้ว่า  พระเจ้าหงสาวดีได้ตัดพ้อในที่ประชุมเจ้านายและขุนนาง  ถึงการที่ไม่มีใครเจ็บร้อนเรื่องเมืองไทย  สมเด็จพระนเรศวรมีรี้พลเพียงหยิบมือเดียว  ก็ไม่มีใครกล้าไปรบพุ่ง  เมืองหงสาวดีคงสิ้นคนดีเสียแล้ว  ขุนนางคนหนึ่งจึงกราบทูลว่า  กรุงศรีอยุธยานั้น สำคัญอยู่ที่สมเด็จพระนเรศวรพระองค์เดียว  เพราะกำลังหนุ่มรบพุ่งเข้มแข็ง  ทั้งบังคับบัญชาผู้คนก็สิทธิ์ขาด  มีคนน้อยก็เหมือนมีคนมาก  เจ้านายในกรุงหงสาวดีที่ทำสงครามเข้มแข็ง เคยชนะศึกเหมือนอย่างสมเด็จพระนเรศวรก็มีอยู่หลายองค์  ถ้าจัดกองทัพให้เป็นหลายกองทัพ แล้วให้เจ้านายดังกล่าวเป็นแม่ทัพ  ยกไปช่วยรบก็เห็นเอาชัยชนะได้  พระเจ้าหงสาวดีก็ได้ตรัสตอบ ตามที่ปรากฎในพระราชพงศาวดารว่า  ข้อเสนอนั้นก็ดีอยู่  แต่ตัวของพระองค์เป็นคนอาภัพ ไม่เหมือนพระมหาธรรมราชาซึ่งมีลูก  พ่อไม่ต้องพักใช้ให้ไปรบ มีแต่กลับจะต้องห้ามเสียอีก  ตัวของพระองค์เองไม่รู้ว่าจะใช้ใคร  พระมหาอุปราชาได้ยินดังนั้น ก็เกิดความอัปยศอดสู  จึงกราบทูลว่าขอรับอาสามาตีเมืองไทยแก้ตัวใหม่
.
            สงครามคราวนี้ ทางพม่าเกณฑ์กองทัพ 3 เมือง คือ กองทัพเมืองหงสาวดี ให้เจ้าเมืองจาปะโร เป็นกองหน้า  พระมหาอุปราชา เป็นกองหลวง  กองทัพเมืองแปร ให้พระเจ้าแปรลูกเธอที่ไปตีเมืองคังได้เมื่อครั้งหลัง เป็นนายทัพ  กองทัพเมืองตองอู ให้นัดจินหน่อง ลูกพระเจ้าตองอู  ผู้ต้านทานกองทัพไทยไว้ได้เมื่อคราวที่พระเจ้าหงสาวดีล่าทัพจากเมืองไทย  เป็นนายทัพ  รวมกำลังพลทั้งสิ้น 240,000 คน  นอกจากนั้น ยังให้พระเจ้าเชียงใหม่ ยกกองทัพเมืองใหม่ใหม่ ลงมาสมทบด้วยอีกหนึ่งกองทัพ
.
            กองทัพพระมหาอุปราชายกออกจากเมืองหงสาวดี  เมื่อวันพุธ ขึ้น 7 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะโรง พ.ศ. 2135  เดินทัพมาทางด่านเจดีย์สามองค์  เมื่อล่วงเข้าถึงตำบลไทรโยค ก็ให้ตั้งค่ายลง แล้วปรึกษาแผนการที่จะเข้าตีเมืองกาญจนบุรี  และเมื่อล่วงมาถึงลำตะเพินในตำบลลาดหญ้า  ก็ให้พระยาจิตตองคุมพลสร้างสะพานเรือก เพื่อใช้ข้ามลำน้ำสายนี้  เมื่อเข้าเมืองกาญจนบุรีได้ก็พักอยู่หนึ่งคืน  แล้วเคลื่อนทัพมายังตำบลตระพังกรุ  แขวงเมืองกาญจนบุรี  พระมหาอุปราชาก็ทรงให้ตั้งค่ายแบบดาวล้อมเดือน ตรงชัยภูมินาคนาม  ทัพพม่ายกมาครั้งนี้ จนล่วงเข้าเขตกาญจนบุรี ไม่มีทัพไทยไปขัดตาทัพเลย  จึงยกเข้ามาได้ตามลำดับ จนเข้าเขตเมืองสุพรรณบุรี แขวงบ้านพนมทวนเวลาบ่ายสามโมง เกิดลมเวรัมภาพัดหมุนเป็นเกลียว ทำให้เศวตฉัตรของพระมหาอุปราชาหักสะบั้นลง  พระมหาอุปราชาเห็นเป็นลางร้าย มีความหวาดหวั่นพรั่นพระหฤทัยที่จะมาทำสงครามเพิ่มมากขึ้น  กองทัพพม่ายกมาถึงตำบลตระพังกรุ แขวงเมืองสุพรรณบุรี ก็ให้หยุดตั้งทัพอยู่ ณ ที่นั้น  แล้วให้สมิงจอดราน  สมิงเป่อ  สมิงซาม่วน คุมกองทัพม้า ออกลาดตระเวณหาข่าวกองทัพพม่าที่จะยกลงมาทางเหนือ  และสืบข่าวกองทัพฝ่ายไทย ว่าได้ยกออกมาและวางกำลังต่อสู้ไว้ที่ใดบ้าง
.
            กองทัพพม่าที่ยกมาครั้งนี้ ในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า ได้รบกันที่แขวงเมืองสุพรรณบุรี  และกล่าวถึงกองทัพพระมหาอุปราชาเพียงทัพเดียว  ไม่ปรากฎอีกสองกองทัพ คือกองทัพพระเจ้าแปร และกองทัพนัดจินหน่องแต่อย่างใด  เรื่องนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า  กองทัพพม่าที่ยกมาครั้งนี้ น่าจะยกมาสองทาง คือ กองทัพพระมหาอุปราชายกมาทางด่านเจดีย์สามองค์  ส่วนอีกสองกองทัพยกมาทางด่านแม่ละเมา  และให้พระเจ้าเชียงใหม่คุมเรือเป็นกองลงมาเช่นคราวก่อน  กำหนดให้กองทัพที่ยกมาทั้งสองทางนี้ มารวมกันที่กรุงศรีอยุธยา  แต่เมื่อฝ่ายไทย ตีกองทัพพระมหาอุปราชาแตกไปก่อนแล้ว ก็เป็นอันสิ้นสุดสงคราม  ทัพพม่าอีกสองกองทัพที่ยกมาทางเหนือ  เดินทางมาถึงทีหลัง  จึงยังไม่ทันเข้ารบพุ่งเลยต้องถอยกลับไป  ข้อสันนิษฐานนี้น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด  เพราะแม้แต่จะมีหลักฐานบางแห่งกล่าวว่า  ทัพเจ้าเมืองแปรเป็นปีกซ้าย  ทัพเจ้าเมืองตองอูเป็นปีกขวา  เมื่อพิจารณาภูมิประเทศของเส้นทางเดินทัพมาทางด่านเจดีย์สามองค์  ห้องภูมิประเทศจะไม่อำนวยให้จัดทัพเช่นนั้นได้ จะทำได้เมื่อกองทัพเข้าสู่ที่ราบแล้วเท่านั้น และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ควรจะได้ปรากฎการปฏิบัติการของกองทัพทั้งสอง บันทึกไว้แน่นอน
.
            ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวร  ตั้งแต่กองทัพพระมหาอุปราชาแตกกลับไปเมื่อครั้งก่อน พระองค์ก็ทรงประมาณสถานการณ์ว่า ไทยคงจะว่างศึกไปสักปีสองปี  เพราะข้าศึกบอบช้ำมาก ต้องใช้เวลาฟื้นฟูเป็นเวลานาน  ดังนั้นในปีมะโรง พ.ศ. 2135  ทรงวางแผนที่จะไปตีกรุงกัมพูชา  เนื่องจากในระหว่างที่ไทยทำศึกติดพันอยู่กับพม่านั้น  เขมรจะฉวยโอกาสเข้ามาซ้ำเติมไทยอยู่หลายครั้ง  แม้ต่อมาเมื่อเขมรเห็นว่าไทยเข้มแข็งขึ้น  รบชนะพม่าทุกครั้งจะรีบเข้ามาขอเป็นไมตรีกับไทยก็ตาม  แต่ครั้นเห็นพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง ยกกองทัพใหญ่เข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยา  เขมรคาดว่าไทยจะสู้พม่าไม่ได้  ก็หันกลับไปสู่พฤติกรรมเดิม  ฉวยโอกาสยกกำลังเข้ามาโจมตีไทยอีก  พระองค์จึงคอยหาโอกาส ที่จะยกกำลังไปปราบปรามเขมรให้สำนึกตน  ครั้นถึงเดือนอ้าย ปีมะโรง พ.ศ. 2135  พระองค์ได้ทรงให้มีท้องตรา เกณฑ์ทัพเพื่อไปตีเมืองเขมร  กำหนดให้ยกทัพไปในเดือนยี่  พอมีท้องตราไปได้ 6 วัน ถึงวันขึ้น 12 ค่ำ เดือนยี่  ก็ได้รับใบบอกจากเมืองกาญจนบุรีว่า  พระเจ้าหงสาวดีทรงให้พระมหาอุปราชา ยกกองทัพเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์  และได้ข่าวจากหัวเมืองเหนือว่า  มีกองทัพข้าศึกยกลงมาอีกทางหนึ่ง
.
            ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์  ทรงพระราชดำริว่าข้าศึกยกลงมาสองทาง  ถ้าปล่อยให้มาสมทบกันได้ ก็จะทำให้ข้าศึกมีกำลังมาก  เมื่อกองทัพพระมหาอุปราชายกเข้ามาก่อน  จึงจะต้องชิงตีให้แตกเสียก่อน เป็นการรวมกำลังเข้ากระทำการต่อข้าศึกเป็นส่วนๆ ไป  เช่นที่เคยเอาชนะกองทัพพระยาพสิม  ก่อนที่กองทัพพระเจ้าเชียงใหม่จะยกลงมาถึง ในสงครามครั้งแรก   ดังนั้น จากการเตรียมประชุมพลที่ทุ่งบางขวด เพื่อเตรียมยกไปตีกรุงกัมพูชา  ก็เปลี่ยนมาเป็นประชุมพลที่ทุ่งป่าโมก  แขวงเมืองวิเศษไชชาญ  อันเป็นเส้นทางร่วมที่จะยกทัพไปเมืองสุพรรณบุรี  และไปเมืองเหนือได้ทั้งสองทาง
.
            ในระหว่างนั้น พระองค์ก็ทรงให้พระอมรินทรฤาไชย  ผู้ว่าราชการเมืองราชบุรี คุมพล 500 คน  จัดกำลังแบบกองโจร ออกไปปฏิบัติการตีตัดเส้นทางลำเลียง  และรื้อสะพานทางเดินทัพของข้าศึกทางด้านหลัง  จัดทัพหัวเมือง ตรี จัตวา  และหัวเมืองปักษ์ใต้ รวม 23 หัวเมือง  รวมกำลังพลได้ 50,000 คน  ให้พระยาศรีไสยณรงค์เป็นนายทัพ พระยาราชฤทธานนท์เป็นยกกระบัตร คุมกองทัพหัวเมือง ไปตั้งขัดตาทัพสะกัดข้าศึกอยู่ที่ลำน้ำท่าคอย  แขวงเมืองสุพรรณบุรี  เมื่อเตรียมทัพหลวงเสร็จ  สมเด็จพระนเรศวร กับสมเด็จพระเอกาทศรถ ก็เสด็จโดยกระบวนเรือพระที่นั่งจากพระนคร  ไปทำพิธีฟันไม้ข่มนามที่ทุ่งลุมพลี เมื่อวันขึ้น 9 ค่ำ เดือนยี่  แล้วเสด็จไปยังที่ตั้งทัพชัย ที่ตำบลมะม่วงหวาน  หยุดปรับกระบวนทัพอยู่สามคืน  พอวันขึ้น 12 ค่ำ ก็เสด็จยกกองทัพหลวงมีกำลังพล 100,000 คน  ออกจากทุ่งป่าโมกไปเมืองสุพรรณบุรีทางบ้านสามโก้  ข้ามลำน้ำสุพรรณที่ท่าท้าวอู่ทอง  ไปถึงค่ายหลวงที่หนองสาหร่ายริมลำน้ำท่าคอย เมื่อวันขึ้น 14 ค่ำ
.
            มีความในพระราชพงศาวดาร แสดงถึงความอัศจรรย์ตอนหนึ่งว่า  ขณะเมื่อสมเด็จพระนเรศวร ประทับอยู่ที่ค่ายหลวง ตำบลมะขามหวาน  ก่อนวันที่จะเสด็จยกกองทัพไปเมืองสุพรรณบุรี  ในตอนกลางคืน พระองค์ทรงพระสุบินว่า มีน้ำท่วมป่า หลากมาแต่ทางทิศตะวันตก  พระองค์เสด็จลุยน้ำไปพบจรเข้ใหญ่ตัวหนึ่ง ได้เข้าต่อสู้กัน ทรงประหารจรเข้นั้นสิ้นชีวิตด้วยฝีพระหัตถ์ สายน้ำนั้นก็เหือดแห้งไป  ทรงมีรับสั่งให้โหรทำนายพระสุบินนั้น  พระยาโหราธิบดีกราบทูลพยากรณ์ว่า เสด็จไปคราวนี้จะได้รบพุ่งกับข้าศึก เป็นมหายุทธสงคราม ถึงได้ทำยุทธหัตถีและจะมีชัยชนะข้าศึก
.
            มีเรื่องของศุภนิมิตครั้งที่สองที่ได้กล่าวไว้ในที่บางแห่งว่า  เมื่อใกล้ฤกษ์ยกทัพ  สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ  เสด็จไปยังเกยทรงช้างพระที่นั่งตามพิชัยฤกษ์นั้น  พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นพระบรมสารีริกธาตุ ขนาดเท่าผลส้มเกลี้ยง  ส่องแสงเรืองอร่าม ลอยมาในท้องฟ้าทางทิศใต้  แล้วลอยวนรอบกองทัพไทย เป็นทักษิณาวัตรสามรอบ  จากนั้นจึงลอยขึ้นไปทางทิศเหนือ  สมเด็จพระนเรศวร  และพระอนุชาทรงปิติยินดีตื้นตันพระราชหฤทัยยิ่งนัก  ทรงนมัสการและอธิษฐานให้  พระบรมสารีริกธาตุนั้น ปกป้องคุ้มครองกองทัพไทย ให้พ้นอันตรายจากผองภัยทั้งมวล
.
            เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จถึงหนองสาหร่าย  ก็ทรงให้กองทัพพระศรีไสยณรงค์ กับ พระราชฤทธานนท์ ซึ่งออกไปขัดตาทัพอยู่ก่อนที่ลำน้ำท่าคอย  เลื่อนออกไปขัดตาทัพที่ดอนระฆัง  ส่วนกองทัพหลวงก็ทรงให้เตรียมค่ายคู  และกระบวนทัพที่จะรบข้าศึก  ด้วยคาดว่าคงจะได้ปะทะกันในวันสองวันเป็นแน่  เพราะกองทัพของทั้งสองฝ่ายอยู่ใกล้กันมากแล้ว  พระองค์ทรงจัดทัพเป็นขบวน  เบญจเสนา 5 ทัพ  ดังนี้
.
            ทัพที่ 1  เป็นกองหน้า  ให้พระยาสีหราชเดโชชัยเป็นนายทัพ  พระยาพิชัยรณฤทธิ์ เป็นปีกขวา  พระยาวิชิตณรงค์ เป็นปีกซ้าย
.
            ทัพที่ 2  เป็นกองเกียกกาย  ให้พระยาเทพอรชุน เป็นนายทัพ  พระยาพิชัยสงคราม เป็นปีกขวา  พระยารามคำแหง เป็นปีกซ้าย
.
            ทัพที่ 3  เป็นกองหลวง  สมเด็จพระนเรศวร ทรงเป็นจอมทัพ  พร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถ  เจ้าพระยามหาเสนา เป็นปีกขวา  เจ้าพระยาจักรี เป็นปีกซ้าย
.
            ทัพที่ 4  เป็นกองยกกระบัตร  ให้พระยาพระคลัง เป็นนายทัพ  พระราชสงคราม เป็นปีกขวา  พระรามรณภพ เป็นปีกซ้าย
.
            ทัพที่ 5  เป็นกองหลัง  ให้พระยาท้ายน้ำ เป็นนายทัพ  หลวงหฤทัย เป็นปีกขวา  หลวงอภัยสุรินทร์เป็นปีกซ้าย
.
            ค่ายที่หนองสาหร่ายนี้  ทรงให้ตั้งเป็นกระบวนปทุมพยุหะเป็นรูปดอกบัว  และเลือกชัยภูมิครุฑนาม  เพื่อข่มกองทัพข้าศึกซึ่งตั้งในชัยภูมินาคนาม  ตามหลักตำราพิชัยสงคราม
.
            ครั้นถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือนยี่  พระยาศรีไสยณรงค์บอกมากราบทูลว่า  ข้าศึกยกกองทัพใหญ่พ้น บ้านจรเข้สามพันมาแล้ว  สมเด็จพระนเรศวรจึงมีรับสั่งให้กองทัพทั้งปวง เตรียมตัวรบข้าศึกในวันรุ่งขึ้น  แล้วสั่งให้พระยาศรีไสยณรงค์ ยกออกไปหยั่งกำลังข้าศึก แล้วให้ถอยกลับมา
.
            ในวันจันทร์  แรม 2 ค่ำ เดือนยี่  สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถ  ทรงเครื่องพิชัยยุทธ ให้ผูกช้างพระที่นั่งชื่อ พลายภูเขาทอง  ขึ้นระวางเป็นเจ้าพระยาไชยานุภาพ  เป็นพระคชาธารของพระองค์  มีเจ้ารามราฆพเป็นกลางช้าง นายมหานุภาพเป็นควาญ  อีกช้างหนึ่งชื่อพลายบุญเรือง  ขึ้นระวางเป็นเจ้าพระยาปราบไตรจักร  เป็นพระคชาธารสมเด็จพระเอกาทศรถ  มีหมื่นภักดีศวรเป็นกลางช้าง ขุนศรีคชคงเป็นควาญ พร้อมด้วย นายแวง จตุลังคบาท  พวกทหารคู่พระทัยสำหรับรักษาพระองค์
.
            ขณะนั้นเสียงปืนจากการปะทะกัน ระหว่างทัพหน้าของไทย กับทัพหน้าของพม่าดังขึ้น  พระองค์จึงดำรัสให้จมื่นทิพเสนา ปลัดกรมตำรวจ เอาม้าเร็วไปสืบข่าว ได้ความว่า  พระยาศรีไสยณรงค์ได้ยกกำลังออกไป และได้ปะทะกับข้าศึกที่ ตำบลดอนเผาข้าวเมื่อเวลาเช้า  ฝ่ายข้าศึกมีกำลังมากต้านทานไม่ไหว จึงแตกถอยร่นมา  สมเด็จพระนเรศวรจึงปรึกษาแม่ทัพนายกองว่า สถานการณ์เช่นนี้ควรจะทำอย่างไร  บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งหลายกราบทูลว่า ควรให้มีกองทัพหนุน ออกไปช่วยต้านทานข้าศึกไว้ให้อยู่เสียก่อน  แล้วจึงให้ทัพหลวงออกมาตีภายหลัง  สมเด็จพระนเรศวรไม่ทรงเห็นชอบด้วย  มีพระดำรัสว่า กองทัพแตกลงมาเช่นนี้แล้ว  จะให้กองทัพไปหนุน ไหนจะรับไว้อยู่  มาปะทะกันเข้าก็จะพากันแตกลงมาด้วยกัน  ควรที่จะล่าถอยลงมาโดยเร็ว  เพื่อปล่อยให้ข้าศึกยกติดตามมาอย่างไม่เป็นกระบวน พอได้ทีให้ยกกำลังส่วนใหญ่เข้าโจมตีข้าศึก ก็คงจะได้ชัยชนะโดยง่าย  สมเด็จพระนเรศวรจึงมีรับสั่งให้จมื่นทิพเสนา กับ จมื่นราชามาตย์  ขึ้นม้าเร็ว รีบไปประกาศแก่พวกกองทัพหน้าของไทยว่า  อย่าได้รั้งรอข้าศึก ให้รีบล่าถอยหนีไปโดยเร็ว  กองทัพหน้าของพระยาศรีไสยณรงค์ก็พากันถอยหนีไม่เป็นกระบวน ข้าศึกเห็นดังนั้น ก็พากันรุกไล่ลงมาด้วยเห็นได้ที จนไม่เป็นกระบวนเช่นกัน
.
            สมเด็จพระนเรศวรสงบทัพหลวงรออยู่จน 11 นาฬิกา  เห็นข้าศึกตามลงมาไม่เป็นกระบวน ก็สมคะเน ทรงดำรัสสั่งให้บอกสัญญาณกองทัพทั้งปวง ให้ยกออกตีข้าศึก  พระองค์และพระเอกาทศรถ ยกกองทัพหลวงเข้าโอบกองทัพหน้าข้าศึก  ทัพท้าวพระยาอื่น ๆ ได้ทราบกระแสรับสั่งได้เร็วบ้างช้าบ้าง เนื่องจากเหตุการณ์กระทันหัน มีเวลาน้อยมาก  ทำให้ยกไปไม่ทันเสด็จเป็นส่วนมาก  คงมีแต่กองทัพพระยาสีหราชเดโชชัย กับกองทัพเจ้าพระยามหาเสนาซึ่งเป็นปีกขวา  ตามกองทัพหลวงเข้าจู่โจมข้าศึก  กองทัพหน้าของพม่าไม่คาดว่าว่าจะมีกองทัพไทยไปยอทัพ ก็เสียทีแตกหนีอลหม่าน
.
            เหตุการณ์ตอนนี้มีเรื่องบันทึกไว้ในบางแห่งว่า  ขณะที่สมเด็จพระนเรศวรประทับรอฟังข่าวทัพหน้าอยู่นั้น ได้บังเกิดเมฆเยือกเย็น ตั้งเค้ามืดอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ  แล้วกลับกลายเป็นเปิดโล่ง  เห็นดวงตะวันสาดแสงสว่างกระจ่างตา  สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงเคลื่อนทัพตามเกล็ดนาค  ซึ่งตามตำราพิชัยสงครามได้กำหนดไว้ว่า  ในวันใดหัวนาคและหางนาคอยู่ทางทิศใด  ต้องไปตั้งทัพทางหัวนาค  แล้วเคลื่อนทัพไปทางหางนาค  เป็นการเคลื่อนที่ตามเกล็ดนาค  ไม่ให้เคลื่อนที่ย้อนเกล็ดนาค  เมื่อช้างพระที่นั่งของทั้งสองพระองค์ได้ยินเสียงฆ้องกลองรบ  และเสียงปืนที่ทั้งสองฝ่ายยิงต่อสู้กัน  ก็เกิดความคึกคะนองด้วยเหตุที่กำลังตกมัน  แล้ววิ่งถลันเข้าไปในหมู่ข้าศึก  ควาญไม่สามารถคัดท้ายอยู่  บรรดาแม่ทัพนายกองและไพร่พลทั้งปวงตามเสด็จไม่ทัน  ผู้ที่สามารถตามเสด็จไปด้วยได้ คงมีแต่ผู้ที่มีหน้าที่อยู่ประจำช้างพระที่นั่ง  คือกลางช้าง ควาญช้าง และจตุลังคบาท ที่มีหน้าที่รักษาเท้าช้าง  สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ  ทอดพระเนตรเห็นข้าศึกมีกำลังมากมาย  ไม่เป็นทัพเป็นกอง จึงทรงไสช้างพระที่นั่งเข้าชนช้างข้าศึก  เหล่าข้าศึกพากันระดมยิงอาวุธมาดังห่าฝน  แต่ไม่ถูกช้างทรง  ทันใดนั้นก็บังเกิดตะวันตลบมืด ท้องฟ้ามืดมิดราวกับไม่มีแสงตะวัน จนมองไม่เห็นกัน  สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นดังนั้น จึงได้ประกาศแก่เทวดา พระพรหมทุกชั้นฟ้า    ถึงปณิธานของพระองค์ที่ได้มาสืบวงศ์กษัตริย์  และมุ่งหวังที่จะทำนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนา  ทันใดนั้นก็บังเกิดพายุใหญ่พัดปั่นป่วนในท้องฟ้า  สนามรบก็สว่างแจ้ง  พระองค์แลไปเห็นนายทัพข้าศึก นั่งอยู่บนหลังช้างเผือกตัวหนึ่ง  มีฉัตรกั้นอยู่ใต้ร่มต้นข่อย มีพล 4 เหล่า  เรียงรายอยู่มากมาย  ก็ทรงตระหนักแน่พระทัยว่าเป็นพระมหาอุปราชา
.
            เหตุการณ์ในตอนนี้มีอยู่หลายสำนวน  ตามพระราชพงศาวดารกล่าวไว้ว่า ให้เอาพลายภูเขาทอง ขึ้นระวางสะพัด ชื่อเจ้าพระยาไชยานุภาพ  สูง 6 ศอกคืบ 2 นิ้ว  ติดน้ำมันหน้าหลัง  เป็นคชาธารสมเด็จพระนเรศวร  และให้เอาพลายบุญเรืองขึ้นระวางสะพัด ชื่อเจ้าพระยาปราบไตรจักร สูง 6 ศอก 2 คืบ ติดน้ำมันหน้าหลัง เป็นพระคชาธารสมเด็จพระอนุชาธิราชพระเอกาทศรถ  ส่วนพระคชาธารของพระมหาอุปราชานั้น ชื่อพลายพัทธกอ สูง 6 ศอกคืบ  6 นิ้ว  ติดน้ำมันหน้าหลังเช่นเดียวกัน
.
            สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์  ยาตราพระคชาธารเป็นบาทย่างสะเทินมา  บ่ายหน้าต่อข้าศึก  เจ้าพระยาไชยานุภาพ  เจ้าพระยาปราบไตรจักร  ได้ยินเสียงพลและเสียงฆ้องกลองอึงคะนึง ก็เรียกมันครั่นครื้น กางหูชูหางกิริยาป่วนเป็นบาทย่างใหญ่ เร็วไปด้วยกำลังน้ำมัน  ช้างท้าวพระยามุขมนตรี และโยธาหาญซ้ายขวาหลังนั้นตกลง  ไปมิทันเสด็จ  พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ใกล้ทัพหน้าข้าศึก  ทอดพระเนตรเห็นพลพม่ารามัญนั้นยกมาเต็มท้องทุ่ง  เดินดุจคลื่นในมหาสมุทร  พลข้าศึกไล่พลชาวพระนครครั้งนั้น สลับซับซ้อนกันมิได้เป็นกระบวน  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์  ก็ขับพระคชาธารเข้าโจมแทงช้างม้ารี้พลปรปักษ์  ไล่สายเสยถีบฉัดตะลุมบอน  พลพม่ารามัญตายเกลื่อนกลาด  ช้างข้าศึกได้กลิ่นน้ำมันพระคชาธาร ก็หกหันตลบปะกันไปเป็นอลหม่าน  พลพม่ารามัญก็โทรมยิงธนู หน้าไม้ ปืนไฟ ระดมเอาพระคชาธารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์  และธุมาการก็ตรลบมืดเป็นหมอกมัวไป มิได้เห็นกันประจักษ์
.
            สำนวนของวันวลิต ชาวฮอลันดา  ซึ่งเข้ามาที่กรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2176 ได้บรรยายเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า  พระเจ้ากรุงหงสาวดียกทัพอันมีกำลังใหญ่หลวง มายังกรุงศรีอยุธยา  พระนเรศวรยกทัพมาถึงวัดร้างแห่งหนึ่ง เรียกว่า เครง หรือ หนองสาหร่าย  เพื่อปะทะทัพมอญ  เมื่อกองทัพทั้งสองมาประจัญกันเข้า  พระนเรศวรและพระมหาอุปราชา (ซึ่งต่างก็ทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ และประทับบนพระคชาธาร) ต่างทอดพระเนตรเห็นกันเข้า  ต่างองค์ก็มีพระทัยฮึกเหิม  เสด็จออกจากกองทัพ  ขับพระคชาธารโดยปราศจากรี้พลเข้าหากัน  แต่พระคชาธารที่พระนเรศวรทรงอยู่นั้น  เล็กกว่าช้างทรงพระมหาอุปราชามากนัก  เมื่อกษัตริย์ทั้งสองพระองค์มุ่งเข้าหากัน  ช้างที่เล็กกว่าก็ตกใจกลัวช้างที่ใหญ่กว่า ถึงกับเบนหัวจะถอยกลับ  พระนเรศวรทรงเห็นดังนั้น จึงตรัสปลอบพระยาช้างต้นให้มีใจฮึกเหิมกลับมาสู้ช้างข้าศึก และทรงพรมน้ำเทพมนต์ซึ่งพราหมณ์ได้ทำถวายไว้สำหรับโอกาสนี้ ลงบนศีรษะช้าง  พระยาช้างต้นผู้ชาญฉลาดเมื่อได้รับน้ำเทพมนต์  และได้ยินเสียงพระราชดำรัสของวีรกษัตริย์ก็มีใจฮึกเหิม  ชูงวงขึ้นประณตแล้วเบนหัวสู่ข้าศึก  พลันวิ่งพุ่งเข้าสู่กษัตริย์มอญอย่างเมามัน  อำนาจของพระยาช้างต้นในการสู้รบครั้งนี้ แลดูน่าสพึงกลัว และน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
.
            ทั้งหมดที่กล่าวมา  เป็นเหตุการณ์ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่การกระทำยุทธหัตถีของสองกษัตริย์  และสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงได้ชัยชนะอย่างงดงาม  เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทิศานุทิศ  ข้าศึกศัตรูไม่หาญกล้ามาเบียดเบียนราชอาณาจักรไทยอีกเลยถึง 160 ปี
.
            สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงขับช้างพระที่นั่งตรงไปยังพระมหาอุปราชา  แล้วร้องตรัสไปโดยฐานที่คุ้นเคยกันมาแต่ก่อน มีความว่า

            "เจ้าพี่จะยืนช้างอยู่ในที่ร่มไม้ทำไม  เชิญเสด็จมาทำยุทธหัตถีกันให้เป็นเกียรติยศเถิด  กษัตริย์ภายหน้า ที่จะทำยุทธหัตถีได้อย่างเรา จะไม่มีแล้ว"
.
            พระมหาอุปราชา  เมื่อทรงได้ยินดังนั้นก็ขับพลายพัทธกอซึ่งเป็นพระคชาธาร  ออกมาชนกับเจ้าพระยาไชยานุภาพ  พระคชาธารของสมเด็จพระนเรศวร  ในชั้นแรก เจ้าพระยาไชยานุภาพเสียที พลายพัทธกอได้ล่างแบกรุน  พระยาไชยานุภาพเบนจะขวางตัว  พระมหาอุปราชาได้ทีฟันด้วยพระแสงของ้าว  สมเด็จพระนเรศวรเบี่ยงพระองค์หลบทัน  ถูกแต่พระมาลาหนังขาดลิไป  พอพระยาไชยานุภาพสะบัดหลุด แล้วกลับชนได้ล่างแบกถนัดรุนพลายพัทธกอหัวเบนไป  สมเด็จพระนเรศวรก็จ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าว  ถูกพระมหาอุปราชาที่ไหล่ขวาขาด  สิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง
.
ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถก็ได้ชนช้างกับเจ้าเมืองจาปะโร และฟันเจ้าเมืองจาปะโรตายเช่นกัน  ทหารพม่าก็เข้ามากันพระศพพระมหาอุปราชา และเจ้าเมืองจาปะโรออกไป  แล้วเข้าระดมยิงถูกสมเด็จพระนเรศวรที่พระหัตถ์ได้รับบาดเจ็บ  และถูกนายมหานุภาพควาญช้างพระที่นั่ง กับหมื่นภักดีศวรกลางช้างสมเด็จพระเอกาทศรถ ตายทั้งสองคน  ขณะนั้น กองทัพเจ้าพระยามหาเสนา พระยาสีหราชเดโชชัยตามไปทัน  ก็ช่วยกันรบพุ่งแก้กันทั้งสองพระองค์ออกมาได้  สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นว่า  กองทัพข้าศึกแตกเฉพาะทัพหน้า กำลังฝ่ายไทยที่ตามเสด็จไปถึงเวลานั้นมีน้อยนัก  จึงจำต้องเสด็จกลับมาค่ายหลวง  ฝ่ายข้าศึกก็เชิญพระศพพระมหาอุปราชา เลิกทัพกลับไปเมืองหงสาวดี  เหตุการณ์ในตอนนี้ วัน วลิต ได้บรรยายไว้ว่า
.
            ช้างข้าศึกพยายามเอางาเสยพระคชาธารให้ถอยห่างอยู่ตลอดเวลา  แต่ในที่สุดพระคชาธารซึ่งเล็กกว่าก็ได้ทีช้างข้าศึก  โดยช้างข้าศึกไม่ทันรู้ตัว  ขึ้นเสยช้างข้าศึกแล้วเอางวงตีด้วยกำลังแรงยิ่งนัก  จนช้างข้าศึกร้องขึ้น  กษัตริย์มอญก็ตกพระทัย  กษัตริย์ไทยเห็นได้ทีก็เอาพระแสงขอ ตีต้องพระเศียรกษัตริย์มอญ  แล้วใช้พระแสงทวนแทงจนกษัตริย์มอญตกช้างสิ้นพระชนม์  แล้วทรงจับช้างทรงของกษัตริย์มอญนั้นไว้ได้ ทหารรักษาพระองค์ซึ่งตามมาโดยไม่ช้า ก็แทงชาวโปรตุเกส ซึ่งนั่งอยู่เบื้องหลังกษัตริย์มอญนั้นตาย  เมื่อกองทัพมอญเห็นกษัตริย์ของตนสิ้นพระชนม์  ก็พากันล่าถอยไม่เป็นกระบวน  กองทัพไทยก็ไล่ติดตามไปอย่างกล้าหาญ  จับเป็นได้เป็นจำนวนมาก  ฆ่าตายเสียก็มาก ที่เหลือนั้นก็แตกกระจัดกระจายไปประดุจแกลบต้องลม  ทหารมอญหลายพันคนต้องตกค้างอยู่ และเมื่อต้องถอยทัพกลับโดยที่ขาดแคลนเสบียงอาหาร  จึงกลับไปถึงเมืองมอญได้น้อยคนนัก
.
            สมเด็จพระนเรศวรมีชัยในการกระทำยุทธหัตถีครั้งนี้  พระเกียรติยศได้เลื่องลือไปทั่วทุกประเทศในชมพูทวีป  ด้วยถือเป็นคติมาแต่โบราณว่า  การชนช้างเป็นยอดวีรกรรมของนักรบ  เพราะเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว มิได้อาศัยกำลังพล  หรือกลยุทธใดๆ  เป็นการแพ้ชนะกันด้วยฝีไม้ลายมือและความแกล้วกล้า  นอกจากนั้น โอกาสที่จะมีเหตุการณ์ดังกล่าวก็มีน้อย  ดังนั้น ถ้ากษัตริย์พระองค์ใดกระทำยุทธหัตถีได้ชัยชนะ  ก็จะได้รับความยกย่องว่ามีพระเกียรติยศอย่างสูงสุด  ถึงเป็นผู้แพ้ ก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญ ว่าเป็นนักรบแท้
.
            ด้วยเหตุผลดังกล่าว  สมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้สร้างพระเจดีย์ขึ้นองค์หนึ่ง  ตรงที่ได้กระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา  ณ ตำบลท่าคอย  ซึ่งปัจจุบันเป็นตำบลดอนเจดีย์  อยู่ห่างจากหนองสาหร่ายไปประมาณ 100 เส้น  พระเจดีย์ทิ้งร้างมานานหลายร้อยปี  เพิ่งมาพบเมื่อปี พ.ศ.  2456  วัดฐานเจดีย์ได้ด้านละ 10 วา  ความสูงประมาณ 20 วา  ต่อมา ได้มีการบูรณะเป็นรูปแบบที่สมบูรณ์ ตามแบบอย่างเจดีย์ที่วัดใหญ่ชัยมงคล  ซึ่งสันนิษฐานว่า สมเด็จพระนเรศวรทรงให้สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์ แห่งชัยชนะครั้งนั้น  ตามคำกราบทูลแนะนำของสมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้ว  เป็นเจดีย์กลมแบบลังกา  ดังที่ปรากฎอยู่ปัจจุบันนี้
.
            สมเด็จพระนเรศวร  ทรงปูนบำเหน็จความชอบอันเนื่องมาจากการสงครามครั้งนี้โดยทั่วกัน คือ ช้างพระที่นั่งที่ชนชนะข้าศึก  พระราชทานนามว่า  เจ้าพระยาปราบหงสาวดี  พระแสงของ้าวก็ได้นามว่าเจ้าพระยาแสนพลพ่าย  นับถือเป็นพระแสงศักดิ์สิทธิ์ สำหรับพระเจ้าแผ่นดินทรงคชาธารในรัชกาลหลัง ๆ สืบมา  พระมาลาที่พระองค์ทรงในวันนั้น  ก็ปรากฎนามว่าพระมาลาเบี่ยง ดำรงคงอยู่มาถึงปัจจุบันนี้
.
            เมื่อเสร็จศึกแล้ว สมเด็จพระนเรศวรทรงโทมนัส ที่ไม่สามารถจะตีข้าศึกให้แตกยับเยินไปได้เหมือนครั้งก่อน เพราะเหตุที่แม่ทัพนายกองไม่สามารถตามเสด็จให้ทันการรบพุ่งพร้อมกัน พระองค์จึงให้ลูกขุน ประชุมปรึกษาโทษแม่ทัพนายกองเหล่านั้นตามพระอัยการศึก  ลูกขุนปรึกษากันแล้ววางบทว่า
.
            พระยาศรีไสยณรงค์  มีความผิดฐานฝ่าฝืนพระบรมราชโองการ ไปรบพุ่งข้าศึกโดยพละการจนเสียทัพแตกมา
.
            เจ้าพระยาจักรี  พระยาพระคลัง  พระยาเทพอรชุน  พระยาพิชัยสงคราม  พระยารามคำแหง  มีความผิดฐานละเลย มิได้ตามเสด็จให้ทันท่วงทีการพระราชสงคราม
.
            ทั้งหมดนี้ โทษถึงประหารชีวิตด้วยกัน  พระองค์จึงทรงให้เอาตัวคนทั้งหมดดังกล่าวไปจำตรุไว้ พอพ้นวันพระแล้ว  ให้เอาไปประหารชีวิตเสีย  ตามคำพิพากษาของลูกขุน
.
            ครั้นถึงวันแรม 14 ค่ำ เดือนยี่  สมเด็จพระนพรัตน์ วัดป่าแก้ว  กับพระราชาคณะรวม 25 รูป  เข้าไปเฝ้า ถามข่าวถึงการเสด็จพระราชสงครามตามประเพณี  สมเด็จพระนเรศวรจึงตรัสเล่าเหตุการณ์ทั้งปวงให้ฟังทุกประการ  สมเด็จพระพนรัตน์ได้ฟังแล้วจึงถวายพระพรถามว่า  พระองค์มีชัยแก่ข้าศึก  แต่เหตุไฉนข้าราชการทั้งปวงจึงต้องรับราชทัณฑ์
.
สมเด็จพระนเรศวรตรัสตอบว่า  นายทัพนายกองเหล่านี้กลัวข้าศึกมากกว่ากลัวพระองค์  ละให้แต่พระองค์สองคนพี่น้อง ฝ่าเข้าไปท่ามกลางข้าศึก  จนได้ทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา  ต่อมีชัยกลับมาจึงได้เห็นหน้าพวกเหล่านี้  นี่หากว่าพระองค์ยังไม่ถึงที่ตาย  หาไม่แผ่นดินก็จะเป็นของชาวหงสาวดีเสียแล้ว  เหตุนี้พระองค์จึงให้ลงโทษตามอาญาศึก  สมเด็จพระพนรัตน์จึงถวายพระพรว่า  เมื่อพิเคราะห์ดูข้าราชการเหล่านี้ ที่จะไม่กลัวสมเด็จพระนเรศวรนั้นหามิได้  เหตุทั้งนี้เห็นจะเผอิญเป็น เพื่อจะให้พระเกียรติแก่พระองค์เป็นมหัศจรรย์  เหมือนสมเด็จพระสรรเพชญพุทธเจ้า  เมื่อพระองค์เสด็จเหนืออปราชิตบัลลังก์ใต้ควงไม้โพธิ์ครั้งนั้น  เทพเจ้าก็มาเฝ้าพร้อมหมื่นจักรวาล  พระยาวัสวดีมารยกพลเสนามาผจญ  ถ้าพระพุทธเจ้าได้เทพเจ้าเป็นบริวาร มีชัยแก่พระยามารก็หาสู้เป็นอัศจรรย์ไม่  เผอิญให้หมู่เทพเจ้าทั้งปวงปลาศนาการหนีไปสิ้น  เหลือแต่พระองค์เดียวสามารถผจญให้เหล่ามารปราชัยไปได้  จึงได้พระนามว่า  พระพิชิตมาร โมฬีศรีสรรเพชญดาญาณ  เป็นมหาอัศจรรย์บันดาลไปทั่วอนันตโลกธาตุ
.
ก็เหมือนทั้งสองพระองค์ครั้งนี้  ถ้าเสด็จพร้อมด้วยโยธาทวยหาญมาก  และมีชัยชนะแก่พระมหาอุปราชา  ก็จะหาสู้เป็นมหัศจรรย์แผ่พระเกียรติยศ ให้ปรากฎแก่นานาประเทศไม่  อันเหตุที่เป็นทั้งนี้  เพื่อเทพเจ้าทั้งปวงอันรักษาพระองค์ จักสำแดงพระเกียรติยศ  เป็นแน่แท้
.
            สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงฟังแล้วก็ทรงพระปิติโสมนัส ตรัสว่า  พระผู้เป็นเจ้าว่านี้ควรหนักหนา  สมเด็จพระพนรัตน์จึงได้ถวายพระพรว่า  ข้าราชการซึ่งเป็นโทษเหล่านี้ก็ผิดหนักหนาอยู่แล้ว  แต่ทว่าได้ทำราชการมา  แต่ครั้งสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช  และสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง  ตลอดมาจนถึงพระองค์ดุจพุทธบริษัท  สมเด็จพระบรมครู  จึงขอพระราชทานโทษคนเหล่านี้ไว้สักครั้งหนึ่ง จะได้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณสืบไป  สมเด็จพระนเรศวร จึงมีรับสั่งว่าเมื่อสมเด็จพระพนรัตน์ขอแล้ว พระองค์ก็จะถวาย แต่ทว่า จะต้องไปตีเมืองตะนาวศรี  เมืองทวายแก้ตัวก่อน สมเด็จพระพนรัตน์
.
ถวายพระพรว่า  การจะใช้ไปตีบ้านเมืองนั้นสุดแต่พระองค์จะสงเคราะห์  มิใช่กิจของสมณะ  แล้วก็ถวายพระพรลาไป  สมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้นายทัพนายกองที่มีความผิดพ้นจากเวรจำ  แล้วทรงให้พระยาจักรียกกองทัพมีกำลังพล 50,000 คน  ไปตีเมืองตะนาวศรีทัพหนึ่ง ให้พระยาพระคลังคุมกองทัพมีกำลัง 50,000 ไปตีเมืองทวายอีกองทัพหนึ่ง
.
บันทึกเรื่องเจดีย์ยุทธหัตถี
.
            เรื่องเจดีย์ยุทธหัตถีนี้  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือนิทานโบราณคดี มีข้อมูลที่น่ารู้ดังนี้
.
            ในหนังสือพระราชพงศาวดาร  ได้กล่าวถึงเจดีย์ยุทธหัตถีไว้ว่า  เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ทรงชนะยุทธหัตถี แล้ว "ตรัสให้ก่อพระเจดีย์สถาน สวมศพพระมหาอุปราชาไว้ ณ ตำบลตระพังกรุ"
.
            สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ได้ทรงให้พระยากาญจนบุรี (นุช) ไปสืบหา ได้ความว่าบ้านตระพังกรุมีมาแต่โบราณ เป็นที่ดอนต้องอาศัยใช้น้ำบ่อ  มีบ่อน้ำกรุอิฐข้างในซึ่งคำโบราณ เรียกว่า  ตระพังกรุ อยู่หลายบ่อ  แต่ไม่มีเจดีย์ที่สมควรว่าเป็นของพระเจ้าแผ่นดินสร้างอยู่ในบริเวณนั้น
.
            เมื่อได้ประมวลเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ได้ข้อสรุปว่า  สมเด็จพระนเรศวร โปรดให้สร้างพระเจดีย์ยุทธหัตถี ขึ้นตรงที่ชนช้างองค์หนึ่ง  แล้วทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่อีกองค์หนึ่ง  ขนานนามว่า  พระเจดีย์ชัยมงคล ขึ้นที่วัดเจ้าพระยาไทย  อันเป็นที่สถิตของพระสังฆราชฝ่ายขวา  จึงมักเรียกกันว่า วัดป่าแก้ว  ตามนามเดิมของพระสงฆ์คณะนั้น
.
            ในปีแรกรัชกาลที่ 6  พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ  ตาละลักษณ์)  เมื่อยังเป็นหลวงประเสริฐอักษรนิติ ได้พบหนังสือเรื่องพงศาวดารเล่มหนึ่ง  มีหลักฐานว่าเขียน เมื่อปี พ.ศ. 2223  ซึ่งต่อมาให้เรียกว่า  พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ฯ  มีความในเรื่องสงครามยุทธหัตถีว่า
.
            "พระมหาอุปราชามาตั้งประชุมทัพอยู่ที่ตำบลตระพังกรุ  แล้วมาชนช้างกับสมเด็จพระนเรศวร ฯ  ที่ตำบลหนองสาหร่าย  เมื่อวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง จุลศักราช 955  (พ.ศ. 2135)"
.
            สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ จึงทรงให้พระยาสุนทรบุรี (อี่  กรรณสูตร)  สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครไชยศรี ไปสืบหาตำบลหนองสาหร่าย  ได้ความว่า  ตำบลหนองสาหร่ายนั้นอยู่ใกล้ลำน้ำท่าคอย  อยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองสุพรรณ  เป็นลำน้ำเดียวกันกับลำน้ำจรเข้สามพัน ที่ตั้งเมืองอู่ทอง  แต่อยู่เหนือขึ้นไปไกล มีเจดีย์โบราณอยู่  ชาวบ้านเรียกว่า  ดอนเจดีย์  เป็นเจดีย์ฐานทักษิณเป็น 4 เหลี่ยม 3 ชั้น ชั้นล่างกว้าง 8 วา องค์พระเจดีย์เหนือฐานทักษิณ ชั้นที่ 3 ขึ้นไป หักพังหมดแล้ว  ประมาณขนาดสูงเมื่อยังบริบูรณ์ เห็นจะราวเท่า ๆ กับ พระปรางค์ที่วัดราชบูรณะในกรุงเทพ ฯ
.
            ระยะทางระหว่างตำบลสำคัญที่ได้จากเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินโดยสถลมารค ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปสักการบูชา  พระเจดีย์ยุทธหัตถี เมื่อ พ.ศ. 2453  พอประมวลได้ดังนี้
.
                  นครปฐม  ถึง  กำแพงแสน                                            ระยะทาง  568  เส้น      หรือประมาณ  23  กิโลเมตร
.
                  กำแพงแสน ถึง  บ้านบ่อสุพรรณ                                    ระยะทาง  706  เส้น      หรือประมาณ  28  กิโลเมตร
.
                  บ้านบ่อสุพรรณ  ถึง  บ้านตระพังกรุ                                ระยะทาง  125  เส้น      หรือประมาณ  5   กิโลเมตร
.
                  บ้านตระพังกรุ  ถึง  บ้านดอนมะขาม                              ระยะทาง  274  เส้น      หรือประมาณ  11  กิโลเมตร
.
                  บ้านดอนมะขาม  ถึง  บ้านจรเข้สามพัน                            ระยะทาง  411  เส้น      หรือประมาณ  16  กิโลเมตร
.
                บ้านจรเข้สามพัน ถึง  อู่ทอง                                           ระยะทาง  140  เส้น      หรือประมาณ    6  กิโลเมตร
.
                  อู่ทอง  ถึง  บ้านโข้ง                                                        ระยะทาง  510  เส้น      หรือประมาณ  20  กิโลเมตร
.
                  บ้านโข้ง  ถึง  ดอนเจดีย์                                                   ระยะทาง 495  เส้น       หรือประมาณ  20  กิโลเมตร
.
ลำดับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของห้วงเวลานั้นได้ดังนี้
.
            กองทัพพระมหาอุปราชา เดินทัพมาจนเข้าเขตเมืองสุพรรณบุรี  แขวงบ้านพนมทวน  หยุดตั้งกองทัพที่ตำบลตระพังกรุ  แขวงเมืองสุพรรณบุรี  แล้วให้กองกำลังทหารม้าออกลาดตระเวณหาข่าว
.
            สมเด็จพระนเรศวร ยกกองทัพมาตั้งค่ายหลวงอยู่ที่หนองสาหร่าย ริมแม่น้ำท่าคอย  เมื่อวันขึ้น 14 ค่ำ เดือนยี่  และทรงให้กองทัพพระยาศรีไสยณรงค์ กับพระราชฤทธานนท์  ที่ออกไปขัดตาทัพอยู่ที่ลำน้ำท่าคอย  เลื่อนออกไปขัดตาทัพที่ดอนระฆัง
.
            พระยาศรีไสยณรงค์  แจ้งข่าวข้าศึกว่า  กองทัพใหญ่ข้าศึกเคลื่อนที่พ้นบ้านจรเข้สามพันมาแล้ว  เมื่อวันแรม 1 ค่ำ เดือนยี่  สมเด็จพระนเรศวรมีรับสั่งให้กองทัพทั้งปวง  เตรียมตัวรบข้าศึกในวันรุ่งขึ้น
.
            วันจันทร์แรม 2 ค่ำ เดือนยี่  สมเด็จพระนเรศวร กับสมเด็จพระเอกาทศรถ  ทรงเครื่องพิชัยยุทธ  ขณะนั้นได้ยินเสียงปืน จากการปะทะกันของทัพหน้าไทยกับทัพหน้าพม่า  ได้ความว่าปะทะกันที่ดอนเผาข้าว  เมื่อเวลาเช้าจึงมีรับสั่งให้ กองทัพหน้าล่าถอยลงมาโดยเร็ว  ทรงให้สงบทัพหลวงรออยู่จน 11 นาฬิกา  เห็นข้าศึกรุกไล่ลงมาไม่เป็นกระบวน  จึงทรงให้สัญญาณกองทัพทั้งปวงยกออกตีข้าศึก
.
            จากเหตุการณ์ดังกล่าว จะพบว่าพระมหาอุปราชาเคลื่อนทัพจากตระพังกรุ มาถึงบ้านจรเข้สามพันเมื่อวันแรม 1 ค่ำ เดือนยี่ เป็นระยะทาง 685 เส้น หรือ  28 กิโลเมตร  ซึ่งต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 วัน  ณ จุดนี้จะอยู่ห่างจากหนองสาหร่าย ที่ตั้งค่ายหลวงของไทย เป็นระยะทาง 1145 เส้น หรือ 46 กิโลเมตร  สมเด็จพระนเรศวรจึงมีรับสั่งให้เตรียมตัวรบข้าศึกในวันรุ่งขึ้น
.
            ในวันรุ่งขึ้นซึ่งข้าศึกจะเคลื่อนทัพมาได้อีกประมาณ 30 กิโลเมตร  ซึ่งจะอยู่ห่างจากค่ายหลวงของไทยประมาณ 20 กิโลเมตร  ซึ่งจะใช้ระยะเวลาเดินทางอีกไม่เกิน 1 วัน
.
            วันต่อมาคือวันแรม 2 ค่ำ เดือนยี่  เวลาเช้าได้ยินเสียงปืนจากการปะทะกัน  ได้ความว่าปะทะกันที่ดอนเผาข้าว ซึ่งน่าจะอยู่ห่างจากหนองสาหร่ายไม่เกิน 15 กิโลเมตร  เพราะเป็นเวลาเช้าเสียงปืนใหญ่ได้ยินไปได้ไกล  และพระองค์ทรงรออยู่จน 11 นาฬิกา ข้าศึกจึงรุกไล่ทัพหน้าของไทยมาถึงทัพหลวง
.
            เมื่อสมเด็จพระนเรศวร กับพระเอกาทศรถ  ยกกำลังทั้งปวงเข้าตีข้าศึก  ช้างศึกของทั้งสองพระองค์เร่งรุดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จนกองทัพตามไม่ทัน  ผงคลีจากกองทัพทั้งสองฝ่ายที่สู้รบติดพันกันมาปลิวคลุ้งจนมืดมิด  และเมื่อฝุ่นจางจึงทอดพระเนตรเห็น พระมหาอุปราชายืนอยู่ช้างอยู่ใต้ร่มไม้  ระยะทางที่ช้างทรงของทั้งสองพระองค์ตลุยข้าศึกมานี้เป็นระยะทาง 100 เส้น หรือ 4 กิโลเมตร  เนื่องจากพระเจดีย์ยุทธหัตถีอยู่ห่างจากหนองสาหร่ายไปประมาณ 100 เส้น
.
            เหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ชาติไทยครั้งนั้น ก็สมจริงตามได้บันทึกกันไว้สืบต่อมาทุกประการ
.
ที่มา http://thaiheritage.net/king/naresuan/naresuan3.htm
.
.
.--------------------------------------------.
.
.
“หลักฐานพม่า” พลิกความเข้าใจเรื่อง “สงครามยุทธหัตถี”!!!
.
เผยแพร่ วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ.2562
.
“หลักฐานพม่า” พลิกความเข้าใจเรื่อง “สงครามยุทธหัตถี” ข้อความส่วนนี้คัดบางส่วนจากบทความของ ศ. ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ เรื่อง “ประวัติศาสตร์ไทยในหลักฐานพม่า” ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม ๒๕๖๑ ดังนี้
.
“…แต่เรื่องที่พลิกความเข้าใจยิ่งไปกว่า คือ เรื่องสงครามยุทธหัตถี ความที่มีระบุในพงศาวดารพม่าฉบับอูกาลาจะเล่าว่า “ทัพของพระมหาอุปราชาเคลื่อนมาถึงชานกรุงศรีอยุธยาในวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ ตรงกับเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๕๙๒” และเล่าต่อว่า สมเด็จพระมหาอุปราชาทรงคชาธารชื่อ “งะเยโซง” ซึ่งเป็นชื่อที่ได้จากพงศาวดารพม่า ส่วนพงศาวดารไทยระบุชื่อช้างว่าชื่อ “พลายพัทธกอ” เบื้องขวาของพระองค์ยืนด้วยพระคชาธาร และกำลังไพร่พลของเจ้าเมืองแปรชื่อ “ตะโดธรรมราชา” ส่วนเบื้องซ้ายยืนด้วยพระคชาธาร และไพร่พลของนัดจินหน่อง โอรสของเจ้าเมืองตองอู และถัดไปทางเบื้องขวาไม่ใกล้ไม่ไกล ยืนด้วยคชาธารของเจ้าเมืองชามะโร ไทยเรียกมังจาปโร เป็นพระพี่เลี้ยง
.
หลักฐานพม่าระบุว่าช้างของชามะโรกำลังตกน้ำมันหนักถึงกลับต้องใช้ผ้าคลุมหน้าช้างเอาไว้ไม่ให้ช้างตื่น ในขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงคชาธารชื่อพระลโปง นำไพร่พลทแกล้วทหารจำนวนมากออกมาจากพระนครหมายจะเผด็จศึก พระองค์ทอดพระเนตรเห็นสมเด็จพระมหาอุปราชาแล้วก็ไสช้างตรงไปยังตำแหน่งที่จอมทัพพม่าประทับอยู่โดยแรงเร็ว ฝ่ายเจ้าเมืองชามะโร เมื่อเห็นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชขับพระคชาธารตรงรี่หมายชิงชนกับช้างประทับ ชามะโรซึ่งเป็นราชองครักษ์ก็เปิดผ้าคลุมหน้าช้างพาหนะของตนออก หมายมุ่งที่จะนำช้างของตนออกสกัดช้างของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แต่ช้างนั้นเป็นช้างตกน้ำมันหนักยากที่จะบังคับ ช้างที่ไสออกไปแทนที่จะเข้าชิงชนกับช้างของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มันก็หันรีหันขวาง และกลับตัวมาแทงโดนเอาช้างของสมเด็จพระมหาอุปราชาโดยกำลังแรง หลักฐานพม่าอธิบายว่าแรงขนาดช้างของสมเด็จพระมหาอุปราชาจามสนั่นด้วยความเจ็บปวด
.
ขณะนั้นทหารองครักษ์ที่ล้อมช้างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ระดมยิงปืนสวนใส่เข้ามาและมีกระสุนพลัดถูกเอาสมเด็จพระมหาอุปราชาโดยถนัดถึงสิ้นพระชนม์ซบกับคอช้าง ควาญช้างพอเห็นพระองค์สิ้นพระชนม์เพราะต้องปืน ก็บังคับช้างเข้ามาหลบที่พุ่มไม้แห่งหนึ่ง ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเองก็ยังไม่ทรงทราบว่าสมเด็จพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ยังยืนพระคชาธารอยู่ ณ ที่เดิม เป็นจังหวะให้นัดจินหน่องซึ่งทรงพระคชาธารนามว่า “อูดอตะกะ” ไสช้างเข้าชนช้างของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ช้างทรงก็ถอยร่นลงไปซ้ำ ตะโดธรรมราชาพอเห็นช้างทรงถอยร่นจึงไสช้างตนสำทับเข้าไปอีก ทำให้ทางฝ่ายอยุธยาต้องถอยร่นเข้ามาสู่พระนคร อาศัยกำแพงพระนครเป็นที่มั่นในการต่อสู้ ไม่ออกมาทำสงครามกลางแปลงอีก
.
เรื่องตามแสดงมามีปรากฏอยู่ในหลักฐานทางฝ่ายพม่า การที่หลักฐานพม่าให้ข้อมูลที่แตกต่างไปจากเรื่องสงครามยุทธหัตถีที่มีอยู่ในหลักฐานของไทย ทำให้วงวิชาการต่างชาติเกิดการตีความต่างกันไป วิคเตอร์ ลิเบอร์แมน (Victor Lieberman) นักประวัติศาสตร์สำคัญคนหนึ่งระบุว่า ครั้งนั้นสมเด็จพระมหาอุปราชาต้องปืนสวรรคต โดยนำหลักฐานพม่าไปเปรียบเทียบกับหลักฐานเยซูอิตร่วมสมัย อย่างไรก็ดีเรื่องนี้ไม่ใช่วิสัยที่จะมาตัดสินเอากันง่ายๆ และก็ไม่ใช่ว่าหลักฐานของพม่าและหลักฐานของฝรั่งจะเชื่อถือไปได้หมด หลักฐานฝรั่งที่เก่าแก่ไม่แพ้กันกับหลักฐานที่ลิเบอร์แมนกล่าวถึงการทำคชยุทธ์ครั้งนั้นอย่างมโหฬาร แสดงว่าหลักฐานฝรั่งก็มีขัดกันเอง
.
ภาพความขัดแย้งที่ปรากฏในหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับสงคราม คือภาพสะท้อนการเผชิญหน้าระหว่างจารีตอันเป็นธรรมเนียมนิยมของการทำสงครามรูปแบบเก่า คือการรบแบบตัวต่อตัวบนหลังช้าง กับการแพร่กระจายของอาวุธสมัยใหม่คือ ปืนไฟ (อ่านเพิ่มเติมประเด็น ปืนไฟ)
.
ถึงแม้ท้ายที่สุดปืนไฟจะทำให้ธรรมเนียมนิยมของการยุทธหัตถีหมดไป แต่ยืนยันได้ว่าในช่วงหลังสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ธรรมเนียมนิยมในการทำยุทธหัตถียังไม่ได้หมดไป มีหลักฐานปรากฏในพงศาวดารพม่าเองว่าพระเจ้านันทบุเรงเมื่อยกทัพไปปราบกบฏที่เมืองอังวะก็ได้มีการท้าทายพระเจ้าอังวะให้กระทำยุทธหัตถี และกระทำยุทธหัตถีต่อหน้ารี้พล กระทั่งพระเจ้าอังวะพ่ายแพ้ ถึงกลับต้องหลบหนีไป
.
เพราะฉะนั้นเรื่องยุทธหัตถีนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะหาข้อยุติกันได้โดยง่าย ยังจะต้องศึกษากันต่อไปในรายละเอียด นอกจากหลักฐานพม่าจะเสนอภาพที่พลิกตามความเข้าใจในเรื่องสงครามยุทธหัตถีแล้ว ยังมีหลักฐานอื่นๆ อีกมากที่พลิกความเข้าใจซึ่งตกทอดกันมา เช่น กรณีสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๓๑๐…”
.
ที่มา https://www.silpa-mag.com/history/article_17774
.
5






- สัญลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ในวัชระ -

สันสกฤตเรียกว่า วัชระ, ทิเบตเรียกว่า ดอร์เจ
สัญลักษณ์ที่ต่างๆ ที่อยู่ในวัชระ

วัชระ น่าจะเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของพุทธศาสนาในทิเบต คำนี้หมายถึง "เพชร" และหมายถึงธรรมชาติที่ทำลายไม่ได้ของจิตใจ การตื่นรู้ของตนเอง คทาเล็กๆ นี้ดูเหมือนว่าจะเป็นต้นกำเนิดของสายฟ้าแห่งพระอินทร์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสูงส่ง และพลังอำนาจ

เมื่อรวมเข้ากับระฆัง วัชระ เป็นสัญลักษณ์ของความทักษะ และความกรุณาปราณี ในขณะที่ระฆังแสดงถึงความรู้และความว่าง ถ่ายแยกออกเป็นส่วนๆ จะอุดมไปด้วยสัญลักษณ์ที่พรั่งพร้อมดังต่อไปนี้:

* แยกย่อยได้เป็น 5 ประเภท (1) เป็นตัวแทนของ ปัญญาญาณทั้ง แง่มุมทั้งห้าของเพชรซึ่งเป็นจิตแห่งความความรู้แจ้ง:

- ปัญญาญาณคล้ายกับกระจก ซึ่งหมายความว่าจิตที่ตื่นขึ้น เหมือนกระจกขัดเงาอย่างสมบูรณ์ สะท้อนทุกสิ่งอย่างชัดเจน มีความสามารถในการรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง;

- ปัญญาญาณแห่งความเสมอภาคซึ่งตระหนักรู้ว่าปรากฏการณ์ทั้งหมดของสังสารวัฏ และนิพพานนั้นเท่าเทียมกันในธรรมชาติ หรือเป็นสาระสำคัญหนึ่งเดียว: ความว่าง;

- ปัญญาญาณแห่งความแตกต่าง ซึ่งบ่งชี้ว่าจิตใจที่ตื่นขึ้นนั้นรับรู้ไม่เพียง แต่ความว่างของปรากฏการณ์ทั้งหลาย แต่ยังดำรงอยู่ร่วมกันโดยไม่มีความสับสน ต่อปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น;

- ปัญญาญาณแห่งการเติมเต็ม ทำให้พระพุทธเจ้าสามารถสร้างพุทธเกษตรอันบริสุทธิ์ และก่อกำเนิดกิจเพื่อผลประโยชน์ของสรรพชีวิต

- ปัญญาญาณความว่างอันเป็นสากลครอบคลุมทั่วจักรวาล (ธรรมธาตุ) แสดงให้เห็นว่าปรากฏการณ์ทั้งหมด เกินกว่าทวิลักาณ์ทั้งหมด ยังคงอยู่ในความรู้บริสุทธิ์ของจิตใจ

ในเวลาเดียวกันกับปัญญาญาณทั้งห้า ห้าก้านบนยอดวัชระ สัญลักษณ์แห่งพระผู้มีชัยทั้งห้า หรือพระพุทธเจ้าทั้งห้าตระกูลหลักในระดับลึกลับ: พระไวโรจนพุทธะ, พระอักโษภยพุทธะ, พระรัตนสัมภวพุทธะ, พระอามิตาภะพุทธะ, พระอโมฆสิทธิพุทธะ

* ห้าก้านด้านล่าง (2) เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์ที่เป็นสตรีห้าพระองค์

โดยรวมแล้ว ทั้งสิบกิ่งก้านนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ทั้งสิบ (ความเอื้ออาทร, จริยธรรม, ความขยัน, สมาธิความรู้, ทักษะฝีมือ, ปณิธาน, พลัง, จิตสำนึกแต่บางบรรพ์) หรือ ภูมิทั้งสิบแห่งพระโพธิสัตว์ (โพธิสัตว์ทศภูมิ)

* ปากของมกร (ดเป็นสัตว์ประหลาดในทะเลชนิดหนึ่ง) (3) / กิ่งก้านย่อย แสดงถึงการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากวัฏจักรแห่งการดำรงอยู่

* กลีบด้านบนทั้งแปด (4) เป็นตัวแทนของโพธิสัตว์บุรุษแปดท่าน อาศัยอยู่ในภพภูมิสวรรค์

* กลีบล่างทั้งแปด (5) เป็นพระโพธิสัตว์สตรีแปดท่าน
เมื่อนำทั้งหมดมารวมกัน เป็นสิบหกกลีบยังเป็นสัญลักษณ์ของความว่างทั้งสิบหก

* เหนือกลีบขึ้นไปเป็นวงจันทร์สองวง (6)

(มีด้านละวง) เป็นสัญลักษณ์ของหัวใจที่เปิดรับทุกสิ่งทั้งสอง / อนุโลมและสัมบูรณ์

* ระหว่างฐานของกลีบทั้งแปด และวงกลมตรงกลางจะสลับกัน 3 วงกลม (7) แสดงถึงลักษณะสามประการของความสุขที่ตื่นขึ้นนั่น คือ ความว่าง ไร้รูปแบบ และไม่ต้องพยายาม

* ส่วนที่อยู่ตรงกลาง (8) หมายถึงความว่าง

-------------------------------------------------

- The symbolism in the Vajra -

VAJRA ( Skt. ) DORJE ( Tib. ) DIAMOND

In its symbolism we find the Vajra .

The vajra is probably the most important symbol of Tibetan Buddhism. The term means "diamond" and refers to the indestructible nature of the mind itself ,/ of awakening. / This small scepter seems to be, at the origin, the diamond thunderbolt of Indra, a symbol of royalty and power.

When combined with the bell, the vajra symbolizes skillful means and compassion, while the bell represents knowledge and emptiness. Taken separately, it has a complete symbolism which is as follows:

* The 5 top branches (1) represent the 5 wisdoms, five facets of the diamond which is the enlightened mind :

- Wisdom similar to the mirror, which means that the awakened mind, like a perfectly polished mirror, clearly reflecting all things, has the ability to know everything ;

- The wisdom of equality, which recognizes that all phenomena of samsara and nirvana are equal in nature , or of a single essence : emptiness ;

- the wisdom of distinction , which indicates that the awakened mind perceives not only the emptiness of all phenomena but also, in simultaneity without confusion, all phenomena as they occur ;

- fulfilling wisdom, which allows Buddhas to create pure fields and emanations working for the benefit of beings ;

- the wisdom of the universal space ( dharmadatou ), indicating that all phenomena, beyond all duality, remain in the pure knowledge of the mind.

At the same time as the five wisdoms , the five upper branches symbolize the 5 Victorious Ones or five principal male Buddhas on a mystical level : Vairocana , Akshobya , Ratnasambhava , Amitabha , Amoghasiddhi .

* 5 The lower branches (2) symbolize the five female Buddhas.

Taken as a whole , the 10 branches also symbolize the ten perfections (generosity, ethics, diligence , concentration, knowledge , skillful means , wishes , force, primordial consciousness) or the 10 lands of bodhisattvas.

* The mouths of makara ( sea monster ) (3) , from which emerge branches, denote liberation from the cycle of existences.

* The top 8 petals (4 ) represent the eight male bodhisattvas, residing in the celestial realms.

* The 8 lower petals ( 5) are the 8 female bodhisattvas. Taken together , the 16 petals also symbolize the 16 emptinesses .

* Above the petals, two moon discs (6)

( one on each side ) symbolize the two openings of the heart, relative and absolute .

* Between the base of the 8 petals and the center circle are interspersed 3 circles (7) representing the three characteristics of awakened bliss : emptiness, featureless and effortless.

* The round part in the middle ( ???? refers to emptiness

Cr: https://www.facebook.com/…/a.417960228348…/417960241682002/…
6





+++ สาส์นพยากรณ์ +++

เดือนธันวาคม ปี ๑๙๘๐ “องค์กรรมาปะที่ ๑๖” ได้มอบเครื่องรางป้องกันตัวให้กับ “ไทซิทู” เป็นถุงผ้าปักดิ้น ภายในมีกระดาษสี่เหลี่ยมพับเป็นรูปมณฑลผ่านการปลุกเสก และผูกด้วยด้ายบรรจุเอาไว้

ปี ๑๙๘๙ ระหว่างอยู่ในห้องปฏิบัติภาวนาที่”เซรับลิง” ไทซิทูหวนคิดไปถึงเรื่องนี้และสงสัย จึงเปิดถุงเครื่องรางดู ข้างในนั้นมีซองกระดาษที่เขียนด้วยลายมือขององค์กรรมาปะสั่งเอาไว้ว่า "สาส์นฉบับนี้ควรเปิดออกอ่านในปีม้าธาตุเหล็ก" ซึ่งก็คือ ปี ๑๙๙๐

สาส์นพยากรณ์มีใจความดังนี้

"...อีมาโฮ
การตระหนักรู้แห่งตนนำมาซึ่งปีติสุขมิรู้คลาย
ธรรมธาตุ (๑) ไม่มีกลาง ไม่มีริม
จากที่นี่มุ่งไปสู่ทิศเหนือ (ใน) ทิศ
ตะวันออกของ (ดินแดนแห่ง) หิมะ
คือดินแดนซึ่งสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์
พลันฟาดสายเจิดจ้า (๒)
(ใน) ที่พำนักอันงดงามของผู้เร่ร่อน
พร้อมด้วยแม่วัวอันเป็นหมาย (๓)
อุบายคือดนดรุปและปัญญาคือโลลากา (๔)
(ถือกำเนิดใน) ปีของสิ่งที่ใช้กับผืนดิน (๕)
(พร้อมด้วย) แว่นเสียงสำเนียงอัศจรรย์
ของสิ่งซึ่งมีสีขาว (๖)
(นี่) คือผู้ซึ่งรู้จักกันในนามกรรมาปะ
ผู้ได้รับการอุปถัมภ์ค้ำจุนโดยองค์ดนโย ดรุปปะ (๗)

พระผู้เปล่งรัศมีธรรมไปทั่วทิศ
ดวงจิตมิคิดแบ่งแยกนิกาย
มิแบ่งฝักฝ่ายแห่งรักและชัง
ผู้ปกปักรักษาสรรพสัตว์
ดั่งสุริยะแห่งพุทธธรรม
ทรงคุณล้ำเพื่อผู้อื่น
ส่องสว่างนำทางมิรู้ดับลับหาย..."

มีการตีความสาส์นพยากรณ์ดังนี้

(๑) “โช ยี ดยิง” การแผ่ออกของปรากฎการณ์ทั้งปวง ซึ่งเทียบเท่ากับสุญญตาหรือความว่าง
(๒) ในภาษาธิเบต คำว่า ศักดิ์สิทธิ์ คือ คำว่า ลา และสายฟ้า (ในเนื้อความใช้ภาษากวีว่า "งัมชัก" หรือ "ท้องฟ้าเหล็ก") คือ ต็อก "สายฟ้าศักดิ์สิทธิ์" จึงตีความว่าเป็น “ลาต็อก” สถานที่เกิดขององค์กรรมาปะ
(๓) ชื่อชุมชนเผ่าเร่ร่อนที่องค์กรรมาปะถือกำเนิดขึ้น คือ “บากอร์” บา แปลว่า "วัวตัวเมีย" (ภาษาในทางธรรมสำหรับคำว่าวัวซึ่งใช้ในสาส์นคือ ดอดโจ)
(๔) อุบายหมายถึงบิดา และปัญญาหมายถึงมารดา
(๕) "สิ่งใช้กับผืนดิน" ถูกตีความว่า ปีที่องค์กรรมาปะถือกำเนิดคือ “ปีวัวธาตุไม้” พืชเติบโตขึ้นมาจากผืนดินและวัวใช้ในการไถพรวน
(๖) "สิ่งที่เป็นสีขาว" คือ หอยสังข์ มักใช้เป่าในโอกาสมงคล
(๗) หมายถึง ไทซิทู

Cr. ร่ายรำชีวิต ๑๗ ภพแห่งองค์กรรมาปะ

ภาพ : องค์รังจุง ริกเป ดอร์เจ กรรมาปะที่ ๑๖ (บน) และ องค์ออกเยน ทรินเลย์ ดอร์เจ กรรมาปะที่ ๑๗ (ล่าง)
7


งานอบรมภาวนาของเทอร์การ์ เอเชีย ประจำปี 2562 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
คำสอนเรื่องบาร์โด
วันที่หก – 27/12/19

[จงชื่นชมยินดีที่คุณยังมีชีวิตอยู่ มาฝึกภาวนาก่อนตายกัน]
ขณะนี้เรากำลังจะฝึกเตรียมความพร้อมในบาร์โดของชั่วขณะแห่งความตายร่วมกัน

1. ปล่อยวาง
วันนี้เป็นวันที่ยิ่งใหญ่ ลองจินตนาการดูว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต ทุกสิ่งไม่เที่ยงแท้ ตอนนี้เป็นวันที่สำคัญแล้ว โปรดหลับตาของคุณ อีกไม่นานคุณจะจากโลกนี้ไป

อย่างแรก ให้คิดว่ายังมีอะไรที่ฉันยึดติดอยู่บ้าง 5 สิ่งนี้ (คอนโด รถ เงินสด บัตรเครดิต และอาชีพ) เพื่อนและครอบครัวของฉัน ลูกของฉัน สามีหรือภรรยา พ่อหรือแม่ หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนแสนวิเศษ รองเท้าคู่ใจ เสื้อผ้า บ้าน ชื่อเสียง อำนาจ หรือความรับผิดชอบ

ขณะนี้ให้คิดว่าพระอมิตาภพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้าทั้งปวงอยู่เหนือคุณ พระอมิตาภพุทธเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกับคุรุของคุณ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ โปรดถวายมัณฑละแห่งความยึดติดในวัตถุทั้งปวงแด่พระอมิตาภพุทธเจ้า ในตอนนี้เมื่อได้ถวายทุกสิ่งแล้ว จากนี้คุณไม่ต้องกังวลเพราะสิ่งของเหล่านี้ทั้งหมดไม่ได้เป็นของคุณแล้ว ณ ขณะนี้ ทั้งหมดอยู่ภายใต้พรแห่งพระอมิตาภะ

2. การอุทิศ
ต่อไปคือการอุทิศ มองย้อนกลับไปในชีวิตของคุณ คุณได้ฝึกชีวิตที่เบิกบานระดับ 1, 2, 3 แล้ว แม้ว่ามันจะไม่สมบูรณ์แบบมากนัก แต่ก็โอเค หรือหากคุณได้ฝึกมรรคาแห่งการหลุดพ้น หรือคุณได้ช่วยผู้คนมากมาย แม้กระทั่งช่วยสุนัข ทำงานเพื่อสังคม การถวายใดก็ตามที่คุณได้ทำ หรือความสุขในชีวิตของคุณ ตอนนี้ขอให้คุณอุทิศบุญกุศลและความสุขทั้งหมดเหล่านี้แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง อุทิศให้สรรพสัตว์ทั้งปวงเพื่อช่วยให้พวกเขาแจ้งถึงธรรมชาติเดิมแท้ของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์

3. ตั้งเจตนา
ให้ตั้งเจตนาของคุณในตอนนี้ อีกไม่นานคุณจะตาย แต่ความตายนี้และภาวะใกล้ความตายนี้เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ อีกไม่นานฉันจะสลายเข้าไปในความกระจ่างใสแห่งต้นกำเนิด ฉันจะมีโอกาสได้เป็นพระพุทธเจ้าเพื่อยังประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ ช่างดีอะไรเช่นนี้! ด้วยโอกาสนี้ ฉันต้องการรู้แจ้งถึงธรรมชาติเดิมแท้ของฉันเพื่อประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ทั้งมวล เพื่อช่วยให้สรรพสัตว์ทั้งหมดรู้แจ้งถึงธรรมชาติเดิมแท้ของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นวันนี้ฉันจะฝึกบาร์โดในชั่วขณะของความตาย ช่างดีจริงๆ!

4. สวดภาวนา
ตอนนี้ให้สวดอธิษฐานถึงพระอมิตาภพุทธเจ้า ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกับคุรุของคุณ พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และเทพยีดัม อธิษฐานถึงพระอมิตาภะเพื่อขอให้ท่านอำนวยพรให้กับการเดินทางอันแสนวิเศษนี้

ตอนนี้ให้ผ่อนคลายจิตใจของคุณในความรู้ตัวอันเปิดกว้าง (หากคุณได้รับคำสอนเรื่องการชี้ให้เห็นถึงธรรมชาติของจิต ให้พักอยู่ในธรรมชาติของจิต)

ตอนนี้คุณอาจประสบกับภาวะของการตกวูบ ธาตุดินกำลังสลาย คุณอาจสูญเสียพลังในร่างกายของคุณ ไม่เป็นไร ให้พักผ่อนต่อ

จากนั้นคุณอาจประสบกับภาวะของธาตุน้ำสลาย และสัมผัสความรู้สึกของการละลายหรือล่องลอย ให้พักต่อ

จากนั้นจะเกิดการสลายของธาตุไฟ คุณรู้สึกสัมผัสความร้อนหรือช็อค ร่างกายจะเย็นลง

ตอนนี้ธาตุอากาศสลายสู่ธาตุว่าง คุณอาจประสบกับความรู้สึกของการไร้ตัวตนหรือสลายไป ลมหายใจของคุณอาจหายไปในตอนนี้ ไม่มีปัญหา ให้พักอยู่ในความรู้ตัว จริงๆ แล้วความรู้ตัวจะชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

ตอนนี้คุณจะพบกับความมืด - การสลายของธาตุว่าง คุณจะมองไม่เห็น ไม่ได้ยิน แต่ยังคงมีความรู้ตัวอยู่ และตอนนี้คุณอาจจะรู้สึกว่า "โอ! ตอนนี้ฉันจะหมดสติ" เกือบจะหมดสติไป แล้วทันใดนั้นก็ฟื้นขึ้น ช่างสงบ อยู่ในปัจจุบัน และมีความสุขเหลือเกิน เหนือกาลเวลา นี่คือความกระจ่างใสของต้นกำเนิด ให้พักอยู่กับความกระจ่างใสของต้นกำเนิด มันจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ไม่มีข้างหน้า ไม่มีข้างหลัง ไม่มีภายในและภายนอก ช่างกระจ่างชัด ไร้ซึ่งความคิด ไม่มีตัวผู้รับรู้และวัตถุที่ถูกรับรู้ แต่คุณเข้าใจทุกสิ่ง คุณรู้ทุกอย่าง สงบ ลึกซึ้ง สว่างกระจ่างใส จงพักต่อไป แล้วมันจะแผ่ขยายมากขึ้นเรื่อยๆ มีความรัก มีความกรุณา มีปัญญาญาณ ทุกอย่างอยู่ที่นั่น คุณเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมกาย

ตอนนี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้น วันนี้เรายังไม่ตาย ฉะนั้นจงยินดีที่คุณยังมีชีวิตอยู่ มองไปรอบๆ ให้ชื่นชมผู้คนแสนวิเศษเหล่านี้ที่อยู่รอบๆ ตัวคุณและอาคารอันน่าอัศจรรย์ และคุณก็ยังมีลมหายใจ เยี่ยมไปเลยใช่มั้ย? คุณมีตา หู เหล่านี้ที่ยอดเยี่ยม ทำให้คุณสามารถฟังคำสอน และจมูก ลิ้น จิตใจที่ยอดเยี่ยม ช่างน่าชื่นชมยินดียิ่งนัก ชื่นชมที่คุณยังมีชีวิตอยู่ และยินดีที่คุณมีธรรมชาติแห่งพุทธะอันเป็นเลิศ

โอเคจบแล้ว

[คุณสามารถใช้ชั่วขณะแห่งความตายเป็นการฝึกปฏิบัติของคุณได้]

คุณต้องฝึกปฏิบัติรูปแบบนี้เป็นครั้งคราว อาตมาคิดว่าอย่างน้อยเดือนละครั้ง ถ้าคุณเข้าอบรมภาวนาเกี่ยวกับการปฏิบัตินี้ คุณต้องทำหลายๆ ครั้ง อย่างน้อย 4 ครั้งต่อวัน

- คัดมาจากคำสอนเรื่องบาร์โดของท่านมิงจูร์ รินโปเช ในวันที่หกของของงานอบรมภาวนาของเทอร์การ์ เอเชีย ประจำปี 2562 ที่ประเทศมาเลเซีย, 27 ธันวาคม 2562

ขอขอบคุณทีมโปรโมทงานอบรมภาวนาประจำปีของเทอร์การ์ เอเชีย ที่มาเลเซียเป็นพิเศษสำหรับคำสอนและภาพถ่าย

---------------------

???????????????????????? ???????????????? ???????????????? ???????????????????????? ???????????????????????????? ???????? ???????????????????? ????????????????????????, ????????????????????????????????
???????????????????????????????? ???????? ????????????????????
???????????? ????????????, ????????/????????/????????

[???????????????????????????????????????? ???????????????? ???????????? ???????????? ????????????????????. ????????????’???? ???????????????????????????????? ???????????????????? ????????????????????????????????????????!]
Now we going to practice the preparation of bardo of moment of dying together.

1. Letting go

So, today is the big day. Imagine that today is the last day. Everything is impermanent. Now is the big day already. Please close your eyes. Soon you will leave this world.

First, think if there is anything that I have attachment to? The five C’s (condo, car, cash, credit card, and career), my friends and family, my kids, husband or wife, father or mother, or special smart phone, special shoes, dress, house, fame, power, or responsibilities.

Now, think of Amitabha and all the buddhas above you. Amitabha is one with your teacher, buddha, dharma, and sangha. Please offer mandala of all these objects of attachment to Amitabha. Now, everything is offered to Amitabha. You don’t have to worry, because all these things do not belong to you now. They are under the blessing of Amitabha.

2. Dedication

Next is dedication. Look back on your life. You’ve practiced Joy of Living levels 1, 2, 3; even if it wasn’t very perfect, it’s OK; or you’ve practiced Path of Liberation, or you helped many other people, even dogs, did social work, whatever offerings you’ve made, or happiness of your life, now, you are going to dedicate all these virtues and happiness to all beings. Dedicate to all beings to help them to fully recognize their true nature.

3. Motivation

Now set your motivation. Soon, you are going to die, but this death and dying is a great opportunity. Soon, I will dissolve into the mother luminosity. I will have the opportunity to become buddha to benefit all beings, how nice! Through this opportunity, I want to fully recognize my true nature to benefit all beings, to help all beings to fully recognize their true nature. Therefore, today I’m going to practice bardo of moment of dying, how nice!

4. Pray

Now pray to Amitabha who is one with all your teachers, buddhas, bodhisattvas, and yidams. Pray to Amitabha to bless you to have this wonderful journey.

Now rest your mind in open awareness. (If you have received the nature of mind point-out teaching, rest with nature of your mind.)

Now, you might experience falling. The earth element is dissolving. You may lose strength in your body. It’s OK. Continue to rest.

Then, you might experience the dissolution of the water element and experience the feeling of melting or floating. Continue to rest.

Then there is the dissolution of the fire element. You feel burning sensation or shock. The body becomes cold.

Now the air element dissolves into the space element. You may experience a sensation of disappearing or being blown away. Now you may lose your breath. No problem. Rest in awareness. Actually, awareness becomes more and more clear.

Now you will experience dark – the dissolution of space element. You cannot see, cannot hear, but still awareness is there. And now you might feel like, “Oh, now I’m going to be unconscious”. Almost become unconscious. And then suddenly, open up. So peaceful. So present. And very joyful. Beyond time. This is the mother luminosity. Continue to rest with the mother luminosity. It will become more and more clear. Now there’s no front, no back, no inside and outside. So clear. There’s no concept, no subject and object. Yet you understand everything; you know everything. So peaceful, profound, luminosity. Continue to rest. And it will expand more and more. There is love; there is compassion; there is wisdom; everything is there. You are one with the dharmakaya.

Now please slowly open your eyes. Today we are not dead yet. So, appreciate that you are still alive. Look around. Appreciate that you have these wonderful people around you and the wonderful building. And you have breath. Wonderful, isn’t it? You have these wonderful eyes; ears, that you can listen to the teachings, and nose, tongue, wonderful mind. So, appreciate. Appreciate that you are alive. And appreciate that you have this wonderful buddha nature.

OK, finished.

[You can take moment of dying as your practice]

You need to practice like this from time to time. I think at least once every month. If you do a retreat about that practice, then you have to do many times, at least four sessions a day.

- ???????????????????????????? ???????????????? ???????????????????????????? ????????????????????????????????’???? ???????????????????????????????? ???????? ???????????????????? ???????? ???????????? ???????????????????? ???????????? ???????? ???????????????????????? ????????????????’???? ???????????????? ???????????????????????? ???????????????????????????? ???????? ????????????????????????????????, ???????????????????????????????? ????????, ????????????????.

???????????????????????????? ????????????????????????: ???????????????????????? ???????????????? ???????????????????????? ???????????????????????????? ???????????????????????????????? ???????????????????????????????????? ???????????????? ???????????? ???????????????? & ????????????????????????
8
วัชรยาน / บารมี 6 : จริยศาสตร์ภาคปฏิบัติการของพระโพธิสัตว์
« กระทู้ล่าสุด โดย มดเอ๊กซ เมื่อ มกราคม 17, 2020, 12:49:20 PM »


บารมี 6 : จริยศาสตร์ภาคปฏิบัติการของพระโพธิสัตว์

การบำเพ็ญบารมีเป็นหลักจริยศาสตร์ของพระโพธิสัตว์ที่มุ่งพระโพธิญาณ บารมีธรรมที่พระโพธิสัตว์ควรบำเพ็ญให้บริบูรณ์จึงจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า มีทั้งหมด 6 บารมีธรรม คือ ทานบารมี ศีลบารมี กษานติบารมี(ขันติบารมี)วิริยบารมี สมาธิบารมี และปัญญาบารมี ดังที่ ลังกาวตารสูตร กล่าวว่า “ความเป็นพระพุทธเจ้าจะบรรลุได้ก็ด้วยการบำเพ็ญบารมีธรรมทั้ง 6 ให้บริบูรณ์” อัษฏสาหสริกาปรัชญาปารมิตา กล่าวว่า บารมี 6 เหล่านี้ เป็นกัลยาณมิตรของพระโพธิสัตว์ เป็นครู เป็นทางเดิน เป็นแสงสว่าง เป็นคบเพลิง เป็นดวงประทีป เป็นที่พักพิง เป็นที่พึ่งพา เป็นที่พักผ่อน เป็นสิ่งบรรเทาทุกข์ เป็นเกาะ เป็นมารดา เป็นบิดา และช่วยให้พระโพธิสัตว์ได้เข้าใจตามเป็นจริง จนได้ตรัสรู้ในที่สุด 

พระสูตรมหายานแทบทั้งหมด ต่างพรรณนาถึงความสำคัญของบารมีเหล่านี้ และภายหลังได้เพิ่มเข้ามาอีก 4 บารมีคือ อุปายบารมี ปณิธานบารมี พลบารมี และญาณบารมี และเมื่อรวมกับของเดิมจะมีบารมีธรรม 10 บารมีด้วยกัน บารมีเหล่านี้ต่างสนับสนุนกันและกัน แต่ละข้อมีความสัมพันธ์กันและเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสมบูรณ์ของชีวิต

ซึ่งก็คล้ายกับของฝ่ายเถรวาท
บารมี 10 หรือ ทศบารมี (ปฏิปทาอันยวดยิ่ง, คุณธรรมที่ประพฤติปฏิบัติอย่างยิ่งยวด คือ ความดีที่บำเพ็ญอย่างพิเศษ เพื่อบรรลุซึ่งจุดหมายอันสูง เช่น ความเป็นพระพุทธเจ้า และความเป็นมหาสาวก เป็นต้น — perfections)
       1. ทาน (การให้ การเสียสละ — giving; charity; generosity; liberality)
       2. ศีล (การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย, ความประพฤติดีงามถูกต้องตามระเบียบวินัย — morality; good conduct)
       3. เนกขัมมะ (การออกบวช, ความปลีกตัวปลีกใจจากกาม — renunciation)
       4. ปัญญา (ความรอบรู้, ความหยั่งรู้เหตุผล เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง — wisdom; insight; understanding)
       5. วิริยะ (ความเพียร, ความแกล้วกล้า ไม่เกรงกลัวอุปสรรค พยายามบากบั่นอุตสาหะ ก้าวหน้าเรื่อยไป ไม่ทอดทิ้งธุระหน้าที่ — energy; effort; endeavour)
       6. ขันติ (ความอดทน, ความทนทานของจิตใจ สามารถใช้สติปัญญาควบคุมตนให้อยู่ในอำนาจเหตุผล และแนวทางความประะพฤติ ที่ตั้งไว้เพื่อจุดหมายอันชอบไม่ลุอำนาจกิเลส — forbearance; tolerance; endurance)
       7. สัจจะ (ความจริง คือ พูดจริง ทำจริง และจริงใจ — truthfulness)
       8. อธิษฐาน (ความตั้งใจมั่น, การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว วางจุดหมายแห่งการกระทำของตนไว้แน่นอน และดำเนินตามนั้นแน่วแน่ — resolution; self-determination)
       9. เมตตา (ความรักใคร่, ความปรารถนาดี มีไมตรี คิดเกื้อกูลให้ผู้อื่นและเพื่อนร่วมโลกทั้งปวงมีความสุขความเจริญ — loving-kindness; friendliness)
       10. อุเบกขา (ความวางใจเป็นกลาง, ความวางใจสงบราบเรียบสม่ำเสมอ เที่ยงธรรม ไม่เอนเอียงไปด้วยความยินดียินร้ายชอบชังหรือแรงเย้ายวนยั่วยุใดๆ — equanimity; indifference to praise and blame in the performance of duty)

บารมี 6 ของพระโพธิสัตว์ มีดังนี้

1. ทานบารมี

พระพุทธศาสนาเน้นคุณธรรมเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้อื่น เช่น เมตตา กรุณา และทานเป็นพิเศษ จนเห็นว่าแตกต่างจากศาสนาอื่น ๆ ในอินเดียยุคเดียวกัน การให้หรือทานในที่นี้จึงมีนัยที่น่าพิจารณาอย่างน้อย 2 ประการคือ 1) เพื่อสลัดความเห็นแก่ตัว สร้างความอ่อนโยนให้กับจิตใจ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำหรับคุณธรรมขั้นสูงต่อไป และ 2) แสดงว่าในสังคมมีคนยากจนที่ควรแก่การได้รับความช่วยเหลือ และมีผู้ที่ทำประโยชน์แก่สังคม เช่น นักบวช บุคคลเช่นนี้ไม่มีอาชีพ หากได้รับการอุปถัมภ์แล้ว จะทำหน้าที่ของตนได้อย่างดี เมื่อมหายานอุบัติขึ้นมา ได้รับเอาทานบารมีที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกมาเป็นบารมีธรรมข้อหนึ่งของพระโพธิสัตว์ด้วย พระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีข้อนี้จะมีสภาพจิตใจกว้างขวาง เผื่อแผ่ไปยังผู้ขัดสนและตกทุกข์ได้ยากทั้งมวล ดังที่คัมภีร์โพธิจรรยาวตารกล่าวว่า

พระโพธิสัตว์ปรารถนาที่จะเป็นยาและเป็นแพทย์รักษาผู้เจ็บป่วยให้หายป่วย ปรารถนาที่จะเป็นอาหารและน้ำให้ผู้อดอยากหิวโหยได้ดื่มกิน ทั้งในยามปกติและเมื่อคราวประสบทุพภิกขภัย ปรารถนาเป็นขุมทรัพย์ที่ไม่มีวันหมดสำหรับคนขัดสนสิ้นเนื้อประดาตัว และเป็นแหล่งบรรเทาทุกข์อื่น ๆ สำหรับผู้ต้องการความช่วยเหลือ

นอกจากการให้วัตถุสิ่งของแล้ว แม้ผลแห่งกรรมดีที่ได้กระทำลงไปทั้งในอดีต ปัจจุบัน และก็อนาคต พระโพธิสัตว์ก็ยินดีสละให้ หากจะช่วยให้ผู้รับพ้นจากความทุกข์ ซึ่งนับว่าแตกต่างพระพุทธศาสนายุคแรกที่สอนว่า ทุกคนต่างมีกรรมเป็นของตน ไม่สามารถจะโอนถ่ายไปยังผู้อื่นได้ แต่เป็นเพราะรักในพระโพธิญาณ พระโพธิสัตว์จึงยอมเสียสละทุกอย่างแม้กระทั่งผลกรรมดีของตนให้ผู้อื่น อย่างไรก็ดี เช่นเดียวกับเถรวาท มหายานถือว่าทานที่ล้ำเลิศยิ่งกว่าทานทั้งปวงคือ ธรรมทานดังพระสูตรที่แปลเป็นภาษาจีนกล่าวไว้ดังนี้

อุบายที่ต่ำ (อนุปาย) คืออะไร พระโพธิสัตว์ขณะที่บำเพ็ญทานบารมี ให้การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยวัตถุสิ่งของอย่างเดียว แต่ไม่เคยยกพวกเขาจากความชั่วให้เข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม นี้คืออุบายที่ต่ำ

ทำไม? เพราะการช่วยเหลือด้วยวัตถุยังไม่นับว่าเป็นการช่วยเหลือจริง ๆ มูลสัตว์ไม่ว่ากองใหญ่หรือเล็ก อย่างไรเสียก็ย่อมส่งกลิ่นเหม็นอยู่วันยังค่ำ นัยเดียวกัน เหล่าสัตว์ล้วนประสบความทุกข์จากรรมและพื้นเพอุปนิสัยของตน เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้พวกเขามีความสุขด้วยการป้อนวัตถุให้อย่างเดียว วิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยเหลือพวกเขาคือการให้ธรรม (อ้างใน Lubac, 1953 : 24)

กล่าวโดยสรุป แนวคิดเรื่องทานบารมีเป็นของพระพุทธศาสนายุคแรก เพียงแต่มหายานได้นำมาเน้นเป็นพิเศษ

2. ศีลบารมี
ศีลหมายถึงปกติหรือการประพฤติที่อยู่ในครรลองคลองธรรม ในพระไตรปิฎกของเถรวาทมักมาร่วมกับสมาธิและปัญญาที่เป็นหลักไตรสิกขา พระพุทธโฆษาจารย์แบ่งศีลออกเป็น 2 ประการคือ วารีตศีล ได้แก่ข้อห้าม และจารีตศีล ได้แก่ ข้ออนุญาต (วิสุทธิมรรคแปล ภาค 3 ตอน 1 ; 2536 : 22) วัตถุประสงค์ของศีล คือ การรักษาตนเองเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น (æikŒ±samuccaya, 1960 : 23) ด้วยอำนาจของศีล กิเลสอย่างหยาบจะอยู่ภายใต้การควบคุม อย่างน้อยก็ชั่วคราว ส่วนประเภทของศีลมีแตกต่างกันไปตามภูมิของผู้ปฏิบัติ เช่น ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 วินัย 227 ข้อ สำหรับพระภิกษุ และ 250 ข้อ สำหรับภิกษุณี ศีลเหล่านี้ปรากฏในพระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนายุคแรก สำหรับมหายานได้แก้ไขดัดแปลงไปบ้าง และขณะที่ยังคงสาระสำคัญเดิมไว้ พระโพธิสัตว์อาจละเมิดศีลได้ หากพิจารราแล้วว่าจะเป็นการแสดงความเมตตาและความกรุณาต่อผู้อื่น (The Bodhic±ryavat±ra, 2004-2007 : V. 84) โพธิสัตวภูมิได้แสดงว่า เหตุการณ์ใดบ้างที่พระโพธิสัตว์อาจละเมิดศีลได้ แต่ทุกสถานการณ์จะต้องเกี่ยวข้องกับความเมตตาและความกรุณา ต้องการช่วยเหลือผู้อื่นทั้งสิ้น ฉะนั้น พระโพธิสัตว์อาจปลิดชีวิตทุรชนที่กำลังจะก่อกรรมทำเข็ญ ฆ่าพระอรหันตสาวก พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ โดยตั้งเจตนาดังนี้ว่า ผลจากการกระทำนี้ แม้จะทำให้ต้องตกนรกหมกไหม้ก็ไม่เป็นไร เพราะจะทำให้มีโอกาสได้ช่วยเหลือสัตว์นรกต่อไป พระโพธิสัตว์อาจยึดทรัพย์สมบัติที่ได้มาโดยทุจริตของพระราชา เสนาบดี และของอาชญากรที่ก่อกรรมทำเข็ญแก่ประชาชนแล้วนำมาอุปถัมภ์บำรุงพระศาสนา อาจมีเพศสัมพันธ์กับหญิงสาวเพื่อหันเหหล่อนจากการกระทำอันชั่วร้าย อาจพูดคำหยาบเพื่อตักเตือนและป้องกันไม่ให้คนชั่วประพฤติบาปอกุศล อาจพูดเท็จเมื่อจำเป็นต้องช่วยเหลือผู้อื่น อาจมีส่วนร่วมในกิจกรรมบันเทิงทางโลกเพื่อผ่อนคลายทุกข์โศกของมหาชน และกิจกรรมอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน (Asangap±da’s Yog±c±rabh³mi, 1966 : 112-116) ข้อผ่อนคลายในศีลเหล่านี้เป็นที่ตั้งข้อสังเกตของนักปราชญ์พระพุทธศาสนาสมัยต่อมาว่า จะไม่มีหลักจริยธรรมสากลที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ และเป็นที่มาของความประพฤติย่อหย่อนของบรรพชิตมหายานบางกลุ่มในนามของ “ความเมตตากรุณาต่อผู้อื่น” ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำหรับพัฒนาการแบบพุทธตันตรยานในสมัยต่อไป

3. กษานติบารมี
บารมีธรรมข้อที่ 3 คือ กษานติบารมี กษานติ แปลว่า อดทน เป็นธรรมที่เป็นข้าศึกต่อโทสะและความพยาบาท พระธรรมบทขุททกนิกาย กล่าวว่า “ความอดทนเป็นตบะอย่างยิ่งยวด” (พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับสังคายนา, เล่มที่ 25, 2530 : 58) ศึกษาสมุจจัย แบ่งความอดทนออกเป็น 3 ชนิดคือ 1) อดทนต่อความทุกข์ 2) อดทนต่อคำสอน และ 3) อดทนต่อความเจ็บปวดและการดูถูกเหยียดหยาม (æikŒ±samuccaya, 1960 : 100) ความทุกข์มีอยู่ในสังสารวัฏ ควรที่ทุกคนจะเผชิญหน้ากับมันด้วยความกล้าหาญ นอกจากนั้น ความทุกข์ยังช่วยให้เจริญก้าวหน้าในธรรมหลายประการ เช่น ทำให้ไม่ประมาทมัวเมาในชีวิต ทำให้รู้จักเห็นใจผู้อื่น และเพิ่มพูนศรัทธาในพระพุทธเจ้า เป็นต้น อนัตตา เป็นคำสอนสำคัญในพระพุทธศาสนา สำหรับสามัญชนที่มีปกติยึดถือในตัวตนแล้วยากที่จะเข้าใจได้ จะต้องอาศัยการศึกษาอบรมและพอกพูนเพาะบ่มอุปนิสัยด้วยความอดทนจึงจะเข้าใจได้ ส่วนความอดทนข้อที่สามหมายถึงความอดกลั้นต่อคำด่าว่า และการทำร้ายทุบตีของผู้อื่น ไม่ถือโทษโกรธตอบและพร้อมที่จะให้อภัย เป็นการแสดงความรักและความเมตตาตอบแทน ทั้งนี้เพราะพิจารณาเห็นว่า ผู้ที่กำลังด่าว่าทำร้ายตนนั้น ในอดีตชาติ อาจเป็นมิตรสหาย ญาติพี่น้องหรือครูอาจารย์กันมาก่อน จริง ๆ แล้ว ไม่มีผู้ด่าและผู้ถูกด่า ทุกอย่างสักว่าแต่เป็นธาตุ จึงไม่มีประโยชน์อะไรจะต้องโกรธ เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน เพราะต่างร่วมชะตากรรมเดียวกันทั้งหมด

4. วิริยบารมี
วิริยะ คือความขยันและกล้าหาญ คำสอนของพระพุทธเจ้า นอกจากจะเป็น “กรรมวาที” แล้ว ยังเป็น “วิริยวาที” อีกด้วย ซึ่งหมายความว่า การจะบรรลุจุดหมายสูงสุดทางศาสนานั้น ต้องอาศัยความเพียรพยายาม ไม่ใช่อาศัยความเกียจคร้าน วิริยะหรือความเพียรอย่างไม่ย่อท้อ จึงจำเป็นต่อการบรรลุพระโพธิญาณ นอกจากจะมั่นคงไม่เบื่อหน่ายในเป้าหมายแล้ว ผู้บำเพ็ญวิริยบารมีจะต้องเพียรป้องกันตนเองจากบาปอกุศลต่าง ๆ ด้วย จะหักห้ามใจตนเองจากความเพลิดเพลินในกาม เพราะกามสุข เป็นเสมือนหนึ่งคมมีดอาบน้ำผึ้ง ที่พร้อมจะบาดผู้ที่หลงระเริงดื่มกินได้ทุกเมื่อ พระโพธิสัตว์จะกระทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวังรอบคอบเสมอ แต่เมื่อได้ตัดสินใจกระทำสิ่งใดแล้ว จะทำด้วยความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อจนกว่าจะบรรลุผลสำเร็จ (The Bodhic±ryavat±ra, 2004-2007 : VII. 47)

5. สมาธิบารมี

หลังจากบำเพ็ญวิริยบารมีจนเต็มกำลังแล้ว พระโพธิสัตว์ควรทำใจให้สงบ การสั่งสมบารมีของพระโพธิสัตว์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเมตตากรุณาต่อผู้อื่นอย่างเดียว แต่ความสงบภายในตน ไม่ว่าจะเป็นกายวิเวก จิตวิเวก และอุปธิวิเวก พระโพธิสัตว์ต้องสั่งสมให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์เช่นกัน เพราะความสุขสงบภายในตน ย่อมทำให้เข้าใจธรรม เอาชนะกิเลสในใจตนและมองเห็นความเท่าเทียมกันระหว่างตนกับผู้อื่น ช่องทางการทำใจให้สงบมี 2 ประการคือ สมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา อารมณ์ของทั้ง 2 ภาวนา จะทำให้เกิดดวงปัญญา และคลายความลุ่มหลงมัวเมาในกามและสมบัติทางโลกทั้งมวล

 

6. ปัญญาบารมี

ปัญญาคือความเห็นแจ้งในกุศลและอกุศล ซึ่งถือว่าเป็นบูรณาการขั้นสุดท้ายของทุกบารมีดังกล่าวมาแล้ว “พระตถาคตเจ้าทรงตรัสรู้และทรงได้รับพระสมยานามเช่นนั้นก็ด้วยพระปัญญาบารมี”  จะเห็นว่าปัญญาบารมีที่เต็มเปี่ยมยังประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่เทพและมนุษย์ทั้งหลาย ดังที่อัษฏสาหสริกาปรัชญาปารมิตา กล่าวว่า

มารและเสนามารจะไม่สามารถทำร้ายผู้บำเพ็ญปัญญาบารมีได้เลย... ผู้บำเพ็ญปัญญาบารมีเป็นผู้องอาจแกล้วกล้าท่ามกลางบริษัท 4 ไม่มีอาการประหวั่นพรั่นพรึงต่อคำถามของผู้ประสงค์ร้าย... เป็นที่รักของมารดา บิดา มิตรสหาย ญาติพี่น้อง และสมณพราหมณ์ทั้งปวง... สามารถข่มเสียซึ่งคำถามและคำตอบของปรวาทีด้วยวิถีแห่งธรรมะ (AŒµas±hasrika – Prajñ±p±rmit±, 1958 : 109-110)

 ความรู้ที่พระโพธิสัตว์ได้ตรัสรู้ ได้แก่ อนัตตา กล่าวคือสิ่งทั้งหลายดำรงอยู่ในสภาพศูนย์ ประเด็นที่น่าสนใจของบารมีธรรมทั้ง 6 สามารถสรุปได้เป็นข้อ ๆ ดังนี้

ความกรุณาต่อเพื่อนมนุษย์เป็นศูนย์กลางของทุกบารมีธรรม นี้คือเหตุผลว่าทำไมคำสอนของมหายานจึงให้ความสำคัญแก่สังคมเป็นอันดับแรก และทำให้ละเมิดศีลได้หากจะเป็นการช่วยเหลือผู้อื่น ธรรมเนียมปฏิบัติอย่างเข้มงวดแบบนักบวชของพระพุทธศาสนายุคแรกได้ผ่อนคลายลง แม้ว่าหลักกรุณาจะเป็นคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนายุคแรกเช่นกัน แต่ท่าทีที่ไม่เห็นด้วยกับการคลุกคลีอันไม่สมควรกับคฤหัสถ์ ดูเหมือนว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการนำคำสอนนี้ไปสู่ภาคปฏิบัติให้เป็นอุดมการณ์ทางสังคม มหายานสามารถแก้ไขภาวะขัดแย้งนี้ด้วยการสอนเรื่องสังสารวัฏและนิพพานว่าเป็นคนละด้านของเหรียญเดียวกัน ฉะนั้น นิพพานสามารถบรรลุได้ด้วยจริยธรรมเชิงบวก ซึ่งในที่นี้คือความกรุณาที่มีมิติทางสังคม
การเมตตาต่อผู้อื่นก็เช่นกัน ให้ผลดีต่อคุณภาพชีวิตอย่างยิ่ง เพราะหมายถึงการขจัดความโกรธและความพยาบาทออกจากจิตใจ ช่วยบรรเทาความเครียด และมีชีวิตอย่างผาสุก ผลลัพธ์คือบุคลิกภาพอันสงบเยือกเย็นของผู้มีคุณธรรมข้อนี้ แต่มหายานได้ทำให้คุณธรรมข้อนี้มีลักษณะทางสังคม ด้วยหลักมหากรุณาดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
อาศัยความกรุณาต่อผู้อื่นเป็นอันดับแรก แม้กระทั่งว่าสามารถถ่ายโอนความดีของตนให้ผู้อื่นได้ ซึ่งตรงข้ามกับคำสอนของพระพุทธศาสนายุคแรก จริยธรรมดังกล่าวนี้ทำให้มหายานเป็นที่สะดุดใจของประชาชน โดยเฉพาะระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 7-12
มหายานยังคงวิถีชีวิตแบบบรรพชิตไว้ได้โดยเฉพาะ 2 บารมีธรรมข้อสุดท้ายจะเห็นว่ามีลักษณะเป็นปัจเจก และตัดขาดจากกิจกรรมทางโลก ข้อนี้แสดงให้เห็นว่าขณะที่มหายานทำให้พระพุทธศาสนาเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม และแพร่หลายไปอย่างกว้างขวางนั้น มหายานยังคงอภิปรัชญาของพระพุทธศาสนาไว้ได้ ฉะนั้น หลักบารมีธรรมของพระโพธิสัตว์จึงเป็นหลักเชื่อมวิถีชีวิตแบบฆราวาส และแบบบรรพชิตเข้าด้วยกัน และทำให้พระพุทธศาสนาไม่เป็นกิจกรรมของบรรพชิตแต่อย่างเดียว แต่เป็นของฆราวาสด้วย ตัวอย่างนี้สามารถหาดูได้จากมหายานใน จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ธิเบต เนปาล ภูฐาน และไต้หวันในปัจจุบัน หรือในประเทศไทย เช่นกิจกรรมขององค์กรการกุศลของชาวไทยเชื้อสายจีน เช่นมูลนิธิร่วมกตัญญูและป่อเต็กตึ๊ง เป็นต้น
Cr.บ้านจอมยุทธ
9


ทัศนคติพื้นฐานของโพธิสัตว์ คือการเต็มใจที่จะยอมรับปัญหาของตัวเอง เต็มใจที่จะดูโง่ โพธิสัตว์จะไม่พูดว่า "ฉันทำอะไรโง่ๆ ไปเมื่อวาน แต่นั่นเป็นเพราะฉันเมา ต้องขอโทษด้วยในสิ่งที่ทำลงไป วันนี้คือโลกที่ต่างไปแล้ว ทุกอย่างโอเคแล้ว ดังนั้นลืมมันไปเหอะ"

มันเป็นวิถีคนจริงแทนที่จะเป็นคนปลอม มีพื้นที่ให้คนอื่นมองเธอ ส่องเธอ หัวเราะเยาะเธอ และทำงานกับเธอ มีบางสิ่งที่เหลือให้คนเห็น เธอไม่ได้ปกป้องตัวเองมิดชิดจนไม่มีใครสามารถทำอะไรกับเธอได้ เธอผ่านประสบการณ์และวินัยบนหนทางโพธิสัตว์มาด้วยตนเอง ทว่าทั้งหมดก็ไม่ใช่แค่เรื่องของเธอเอง แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความร่วมมือเสียโดยมาก

การเป็นโพธิสัตว์หมายความว่า เธอได้กลายเป็นครูหรือผู้ที่มีศักยภาพในการให้ความช่วยเหลือโดยอัตโนมัติ และผู้คนก็อยากที่จะทำงานกับใครบางคนที่เข้าใจ เธอเต็มใจที่จะร่วมมือกับโลกปรากฏการณ์แทนที่จะเป็นศัตรูกับทุกสิ่งทุกอย่าง เธอไม่เอาแต่ต่อว่าสิ่งรอบตัว แต่เต็มใจที่จะทำงานกับโลก หากรถยางแบน เธอไม่ได้แค่โทรเรียกแท็กซี่ แต่เธอเต็มใจที่จะนั่งลงเปลี่ยนยาง และหากมีใครบางคนต้องการความช่วยเหลือจากเธอ เธอจะไม่บอกว่า "ไปให้พ้น อย่ามากวนฉัน" แต่เธอให้พวกเขาเข้ามา เธอเต็มใจที่จะบอกว่า "ได้โปรดมาช่วยฉันหน่อย รถฉันยางแบน" การแชร์ปัญหากับใครบางคนกลายเป็นสัญญาใจแห่งการตรัสรู้  เธอเต็มใจที่จะทำงานกับผู้คน เต็มใจที่จะเปิด เต็มใจที่จะงอลงสักหน่อย หากจำเป็น

เส้นทางมหายานนั้นกว้างและใหญ่สุดๆ ในฐานะผู้ฝึกปฏิบัติพุทธมหายาน เธอถูกถามคำถามเป็นร้อยคำถาม และถูกคาดหวังให้ทำอะไรมากมายเต็มไปหมด ขณะที่เธอกำลังเป็นเรือ เธออาจถูกขอให้เป็นสะพาน ขณะที่เธอเป็นสะพานหรือเรือ เธออาจถูกขอให้เป็นถนน ขณะที่เธอกำลังเป็นให้ทั้งหมด เธออาจถูกขอให้เป็นอ่างเก็บน้ำ เธอถูกขอให้เป็นโน่นเป็นนี่มากมาย และโดยปณิธานแล้ว มันไม่มีทางเลือกอื่น เธอพร้อมที่จะโอบอุ้มความต้องการเหล่านั้นทั้งหมด

เชอเกียม ตรุงปะ

จาก "The Bodhisattva Path of Wisdom and Compassion: The Profound Treasury of the Ocean of Dharma Vol.2"
10


ภาวะซึมเศร้าเป็นช่วงเวลาของ "การจำศีลทางจิตวิญญาณ" (spiritual hibernation)  หากเรารู้วิธีที่จะอยู่กับภาวะซึมเศร้าแล้วเดินทางผ่านมันไป มันจะเป็นอะไรที่ทรงพลังและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ชีวิตเราอย่างมหาศาล ทว่าระบบความเชื่อมีอิทธิพลมากและมักกั้นขวางไม่ให้เราผ่านไปได้ โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าภาวะซึมเศร้าเป็นสิ่งเลวร้ายที่ต้องปฏิเสธหรือแก้ไข

หากเราเคยอ่านพระสูตรหรือคัมภีร์ทางจิตวิญญาณ แทบจะในทุกศาสนาที่ยิ่งใหญ่ของโลก จะพบกับเรื่องราวของชั่วขณะแห่งความทุกข์ ความเศร้า หรือความมืดมนอันข้ามพ้น ชั่วขณะเหล่านั้นคือจุดเปลี่ยนผ่านอันยิ่งใหญ่บนเส้นทาง มันคือชั่วขณะสำคัญที่เมื่อเราถอยหลังมามอง แทบไม่ต่างกับเมล็ดพันธ์แห่งชีวิตที่ซุกอยู่ใต้ดินในฤดูหนาว รอเวลาที่จะเริ่มต้นเติบโตอีกครั้งและโผล่พ้นดินขึ้นมา

เมื่อเราเจอกับสภาวะจิตเนือยๆ ดิ่งๆ ที่เราอาจให้ชื่อมันว่า "ซึมเศร้า" ณ จุดนั้น เรามักหนีและหยุดพิจารณามัน "ช่วงนี้ฉันดีเพรสท์หนัก" จากนั้นเราก็เริ่มคิดไปไกลในหนทางที่ทำเป็นประจำ "มันเป็นปัญหาใหญ่" "โคตรน่ากลัว" "ต้องหาหมอเพื่อออกจากภาวะนี้ให้เร็วที่สุด" "ฉันเป็นโรคซึมเศร้าซะแล้ว" "ชีวิตฉันไม่มีทางทำอะไรสำเร็จอีกแล้ว" ฯลฯ

การโต้ตอบตามความเคยชินเมื่อต้องเจอกับสภาพจิตเช่นนั้น คือการกลับไปหาความคิด สร้างสายเรื่องขึ้นมารอบๆ "ฉันเป็นโรคซึมเศร้า"  "ฉันจะทำยังไงกับมันดี" ทั้งหมดจะค่อยๆ ตายตัวขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความพยายามหาคำอธิบายตัวเอง แต่หากเราเต็มใจที่จะไม่ไปทางนั้น ภาวะซึมเศร้าในตัวมันเองจะกลายเป็นการเดินทางที่ทรงพลังมาก

หากเราสามารถมองไปยังภาวะซึมเศร้าในสิ่งที่มันเป็นจริงๆ เราจะพบกับพลังงานบางอย่าง มันเป็นพลังงานที่มืดมาก แอบซ่อนมาก เนือยมาก มันคือ "ไม่มีอะไร" จากมุมมองของอัตตา น่าแปลกที่เพราะเราไม่สามารถรับมือกับความเข้มข้นของภาวะซึมเศร้าได้ เราจึงคิดเกี่ยวกับมันในทางลบ แต่หากเรามองภาวะซึมเศร้าในฐานะบางสิ่งบางอย่างที่น่าค้นหา เราจะเริ่มค้นพบความลึกซึ้งในประสบการณ์ดังกล่าว

หนึ่งในการบรรยายแรกๆ ที่เชอเกียม ตรุงปะ พูดถึงภาวะซึมเศร้า ท่านบอกว่าในบรรดาสภาวะจิตแบบสังสารวัฏทั้งหมด ภาวะซึมเศร้าคือสภาวะจิตที่สง่างามที่สุด เพราะมันจริงที่สุดและถูกต้องที่สุด คุณเห็นความจริงสูงสุดของชีวิต คุณเห็นสิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็น คุณเห็นความคิดเพ้อฝัน ความคาดหวังที่คุณหมกหมุ่นอยู่กับมันตลอดเวลา และเห็นถึงความว่างเปล่าและปราศจากผลที่มันมอบให้ การมองเห็นความไร้แก่นสารของสิ่งเหล่านั้น คือความเฉลียวฉลาดอย่างไม่น่าเชื่อ แม้จะเป็นอะไรที่น่าหวั่นกลัวสุดๆ ก็ตาม ณ จุดนั้น การรู้แจ้งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว แทนที่จะพยายามต่อสู้กับความเข้าใจในความไร้แก่นสารของชีวิต ซึ่งคือหนทางที่ภาวะซึมเศร้าธำรงรักษาตัวมันไว้ คุณปล่อย ยอมรับมัน แล้วก้าวเข้าหา เมื่อนั้นคุณจะเกิดความรู้สึกโล่ง อิสรภาพ และความรื่นรมย์อย่างไม่น่าเชื่อ "ว้าว ฉันเป็นอิสระจาก "ตัวเอง" ซะที" ...ใกล้มากๆ เพียงก้าวเล็กๆ เท่านั้น

ดังนั้น แม้ภาวะซึมเศร้าอาจดูยากที่จะเผชิญที่สุดในบรรดา "พลังงานลบๆ" ทั้งหลาย แต่หนทางในการเผชิญนั้นไม่ต่างกัน เมื่อเราปล่อยความคิดฟุ้งซ่านไว้เบื้องหลัง หรืออย่างน้อยก็ทำให้มันช้าลงด้วยการฝึกสติรู้ตัว เราจะค้นพบหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในตัวเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่แค่ความคิด เราเริ่มใส่ใจ อยู่กับมัน เปิดต่อมัน และแค่เป็น เมื่อนั้นการเดินทางจะเริ่มคลี่ออก มันคือการเดินทางของมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องผ่านหลากหลายช่วงชีวิต แทนที่จะติดขัดอยู่กับภาวะซึมเศร้าที่ตายตัว เราจะเริ่มสัมผัสได้ถึงโฟลว์ของการตระหนักรู้ที่เกิดขึ้นจากการไม่หนี

เรจินัลด์ เรย์

จาก Darkness Before Dawn: Redefining the Journey Through Depression
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham