กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10
1
พบข่าวปลอม แจ้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม Anti-Fake News Center ยังไง?
.
https://www.antifakenewscenter.com/
.
https://www.facebook.com/AntiFakeNewsCenter/
.
2
รับสายลมเย็นหน้าระเบียง / Re: รวบรวมเรื่อง "เงิน" กับ "ทอง"
« กระทู้ล่าสุด โดย sithiphong เมื่อ พฤศจิกายน 11, 2019, 02:25:32 PM »
ต้องเตรียมตัวกันไว้ก่อน

ยังต้องปรับตัวเองให้มากที่สุด

ศึกษาในเรื่องต่างๆให้เยอะมากที่สุด

จะได้ไม่เจ็บตัวเยอะ ครับ

เพิ่มเติม

อย่าใช้จ่ายฟุ้มเฟือย

เรียนรู้เรื่องการลงทุนประเภทต่างๆ ให้มากๆด้วย

*********************************************

บทความของ ดร.วชิรศักดิ์ จึงสถาพร

เตรียมตัวกันยัง​?
ปีหน้าชัดเจนขึ้นแน่นอน

2G ทำให้
โทรเลขเลิกใช้ถาวร

3G มา Email
ก็มาแทนจดหมาย
โทรศัพท์บ้านหดหาย...

4G E- book มา
ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ร่วง!

E- commerce
จะทำให้ห้างสรรพสินค้าพัง!

E- Banking ธนาคารจะปิดสาขาเกิน 50%

Operation
กำลังจะตกงานอีกมาก

5G จะมาปี 2020
มาพร้อม Fintech , Blockchain,
และ Digital Business
and Robotic

Download หนังยาว 2 ชั่วโมง ไม่เกิน 2 นาที

E-Learning
ถล่มมหาวิทยาลัยแน่นอน!

Logistic มีแต่ Robot

คำถาม
แล้วคนจะทำงานอะไร?
คำตอบ:
ทุกคนจะเป็นนายตัวเอง
ผลิตสินค้าหรือขายบริการ
แบบ freelance ....

มีพนักงานเท่าที่จำเป็น
เพราะทุกอย่าง
จะ run บน internet
และระบบ automation

จะเกิดอาชีพใหม่ๆ
สินค้าใหม่ๆ มากขึ้น
และทุกคนจะซื้อขายกัน
ภายใต้ระบบblockchain
โดยไม่ต้องผ่านธนาคาร
อีกต่อไป ....

ดังนั้น ทุกคนต้องหาตัวเองให้เจอ แล้วทำในสิ่งที่รักที่ชอบให้ดีที่สุด !
เสาะหาความรู้เรื่อง technology เพราะเราเราต้องอยู่กับมัน !
เรียนรู้การทำธุรกิจออนไลน์
รู้ภาษาอังกฤษ, ภาษาจีน
เพื่อเปิดโลกทรรศน์...
และอย่าลืมดูแลร่างกายและจิตใจของเราด้วย เพราะมันคือ

ต้นทุนอันประเมินค่าไม่ได้!

ผู้เขียน : ดร.วชิรศักดิ์ จึงสถาพร
3
ล้างรูป / เกลือกันเน่า
« กระทู้ล่าสุด โดย ดอกโศก เมื่อ พฤศจิกายน 09, 2019, 03:48:49 PM »
 :13:



 :13: :13: :13:
4
ล้างรูป / ขยัน-ขี้เกียจ
« กระทู้ล่าสุด โดย ดอกโศก เมื่อ พฤศจิกายน 05, 2019, 12:03:06 PM »
 :13:



 :13: :13: :13:
5






ผี ความเชื่อ ศรัทธา ความกลัว แห่งล้านนา....ผีเสื้อวัด

“… ตี้นั้นพระยายมภิบาล ก็ยกมือสานก้มหล้า
ไหว้สามหาเถรเจ้าเต๊พป๊ะมาลัย แล้วจ๋ากำไปโอกาสว่า
ข้าแด่พระต๋นองค์อาจศิลศรี ขอสั่งกำดีเมือบอกแก่จาวเมืองนอกจมปู ว่าหื้อปากั๋นมีศีลจูอย่าได้ขาด
อย่าได้ประมาทตางตาน อย่าได้มีใจ๋หาญบาปเศร้า  อย่าได้ด่าสังฆเจ้า และจีพราหมณ์ 
หื้อได้ปฏิบัติต๋ามไปไจ้ๆ อย่าได้ตัดไม้สะหรีมหาโพธิ์  อย่าม้างแก้วโกฏิ และเจดีย์ กั๋นว่าต๋ายหนีจากเมืองคน หื้อได้เอาต๋นไปเกิดในห้องฟ้าเลิศเมืองสวรรค์ 
อย่าหื้อได้ผันมาสู่ยังตี้อยู่อเวจี๋ 
ขอพระต๋นบุญมีต่านเจ้า เอากำนี้เล่าเมือบอก
แก่จาวเมืองนอกจมปู แด่เต๊อะ …ฯ

     ถึงแม้ว่าโลกจะก้าวเขาสู่สมัยวิทยาศาสตร์ แต่สังคมชนบทโดยเฉพาะสังคมล้านนาไทย มิได้ก่อตัวก่อตั้งและพัฒนาขึ้นมา และสภาพแวดล้อมเช่นนั้น 

     โลกของชาวล้านนาภาคเหนือ คล้ายกับมี ๒ โลกซ้อนกันอยู่  คือโลกแห่งความเป็นจริงของตนเอง และโลกที่นอกเหนือจากที่คนเราจะควบคุมได้ มีความเชื่อแต่ไหนแต่ไรมาแล้วว่า ชาวชนบทไม่มีความเชื่อที่ว่า  สิ่งที่มองเห็นได้  สัมผัสได้  และพิสูจน์ได้เท่านั้น คือสิ่งที่เป็นจริง  มีศัพท์จำนวนไม่น้อยที่ใช้ในหมู่บ้านที่สะท้อนให้เห็นว่า ชาวบ้านมี “ สิ่งอื่น” อย่างอื่น ที่เขามองไม่เห็น ควบคุมไม่ได้ อธิบายไม่ได้เป็นต้น อยู่ร่วมโลกกับเขา เช่นคำว่า.... ปู่แถน  ย่าแถน , พ่อเกิด แม่เกิด , ผีเสื้อบ้าน ผีเสื้อวัด ผีปู่ผีย่า ท้าวตั้งสี่ ขึด เป็นต้น 

     สิ่งเหล่านี้ชาวบ้านมีความเชื่อว่ามันมีความสัมพันธ์ระหว่างโลกแห่งความเป็นจริง คือไร่นา บ้านเรือน ผู้คน หมู่บ้าน วัด ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ฯลฯ

     กับอีกโลกหนึ่ง คือฟ้า  ภุเขา  ลำน้ำ  แผ่นดิน ต้นไม้ ฯลฯ  เป็นต้น เช่นชาวบ้านเชื่อว่าแถนครองเมืองฟ้า  และเป็นผู้ส่งมนุษย์มาเกิด แถนครองความเป็นใหญ่เหนือโลกของผีทั้งหมด  รวมทั้งมีความเหนือโลกทั้งหมด รวมทั้งโลกมนุษย์ด้วย ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็น “เมืองลุ่ม หรือเมืองคน” 

     ผีในความเชื่อของชาวบ้าน  ไม่ได้เป็นเพียงวิญญาณ  ซึ่งเป็นความเชื่อแบบพุทธ ที่เชื่อว่าวิญญาณจะต้องมาจากร่างใดร่างหนึ่งในอดีตเท่านั้น แต่ผีในความหมายของชาวบ้าน ยังรวมไปถึงผีบรรพบุรุษของตน  รวมทั้งผีที่อยู่ในตำแหน่งแห่งที่ต่างๆ เช่น ภูเขา  ลำน้ำ  ต้นไม้ เป็นต้น  รวมทั้งมีภาระหน้าที่ และอำนาจแน่นอนที่จะให้คุณ ให้โทษ กับคนเรา ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่อยู่คู่มากับตำแหน่งแห่งที่นั้นๆ  มานานแล้ว  ณ. กาลเวลาจุดใดจุดหนึ่ง  และจะยังคงอยู่ต่อไปไม่รู้จักสิ้นสุด 

    “ภาวะที่ไม่มีจุดเริ่มต้น และไม่มีที่สิ้นสุดเช่นนี้ เป็นปรัชญาชนิดหนึ่งของชาวบ้าน ตามคติพุทธแบบชาวบ้านวิญญาณอาจสิ้นสุดด้วยการเกิดใหม่ หรือไม่เกิดอีกเลย แต่คติความเชื่อของชาวบ้านเชื่อว่า แม้ผู้ล่วงลับจะไปเกิดใหม่ในภพใหม่แล้ว  แต่อีกส่วนหนึ่งของเขาจะยังคงอยู่กับชาวบ้าน และหมู่บ้านสืบต่อไป 

     ชาวบ้านยังมีความเชื่อว่า มีผีแห่งขุนเขา มีผีเสื้อวัดที่คอยรักษาวัดวาอาราม  มีผีเสื้อบ้าน  ที่คอยรักษาหมู่บ้าน  มีผีต้นไม้  ที่ปกป้องรักษาต้นไม้ ผีเหล่านี้จะมีความสัมพันธ์กันในเงื่อนไขที่แน่นอน และจะแสดงอำนาจต่างกรรมต่างวาระ 

     ถ้าจัดความสัมพันธ์กับโลกของผีให้ดี ไม่ผิดผี
ผิดจารีตประเพณี  หรือทำให้ผีมีความพึงพอใจ  หมู่บ้านจะได้รับความคุ้มครอง  มีความปลอดภัย  หากว่าผิดต่อผีจะเกิดสิ่งไม่ดี หรือความชั่วร้าย

     ศาสนาพุทธเข้ามาทีหลัง ได้นำมาผสมกับความเชื่อดั้งเดิมนี้อย่างกลมกลืน  อำนาจของผี และพุทธ อำนาจ  จึงมีอยู่คู่กันมา ตามกาละเทศะที่ชาวบ้านเองจะเป็นผู้ตีความหมาย

     ผีอีกประเภท จัดเข้าเป็นเทวดาชั้นที่หนึ่งมีกายเป็นยักษ์ และมีหน้าที่เฝ้าวัด เฝ้าอยู่นับพันปีทิพย์ทีเดียว ไปไหนมาไหนนอกเขตวัดไม่ได้ ต้องเป็นเหมือนยามตลอดเวลา ห้ามเที่ยวไปไหน ทำให้เมื่อเวลาผ่านไป ๑๐๐ ปีมนุษย์ พวกเขาก็เริ่มเบื่อหน่ายภาระหน้าที่นี้ และเริ่มมองหาคนมาแทนที่ โดยมักจะเป็น "สมภาร" หรือ เจ้าอาวาสวัด ที่ยึดมั่นถือมั่นวัดนั้นนั่นเอง

     พระพุทธเจ้าสอนพระสาวกเสมอว่า ไม่ให้สร้างที่อยู่ใหญ่โตและถาวรมากไป ให้สร้างแค่พออยู่ไปสักชั่วชีวิต พอตายก็พังไปด้วยกัน ท่านเมตตาถึงขนาดแนะนำให้เลือกอยู่ป้าช้า, ป่าเปลี่ยว, บ้านร้าง เป็นต้น เพราะท่านทราบดีว่า ที่เหล่านี้เป็นเครื่องผูกมักจิต ทำให้เมื่อตายลงไม่ได้ไปดี แม้สวรรค์ยังไม่ได้ ต้องเฝ้าวัดเป็น "ผีเสื้อวัด" ในที่สุด 

     พระสงฆ์มากมายเมื่อมรณะภาพลง ต้องต่อคิวเป็นผีเสื้อวัด โดยเฉพาะเจ้าอาวาสที่ยึดวัดมากๆ เคร่งดุและหวงคนมากๆ มักต้องเป็น "ผีเฝ้าวัด"  ในบางจังหวัด เจ้าอาวาสเก่งกาจมีฤทธิ์มาก เมื่อมรณะภาพลง จิตไม่ไปยังที่ควรจะไป สุดท้ายต้องกลายเป็น "ผีเสื้อวัด"

     ผีเสื้อวัด เป็นผีที่ดูแลรักษาวัด บางแห่งเรียก เทวดาวัด ในแต่ละวัดจะมีหอศาลตั้งอยู่ บางแห่งตั้งอยู่ในวัด บางแห่งตั้งอยู่นอกวัด ถ้าตั้งอยู่นอกวัด สถานที่นั้นจะเป็นที่ธรณีสงฆ์ หรือเป็นที่สาธารณะ 

     ในแต่ละวัดจะมีชาวบ้านอย่างน้อย ๑ คน เป็นผู้เอาใจใส่ดูแลหอศาล มีหน้าที่จัดแจกันดอกไม้ประดับศาล เติมน้ำในคนโทให้เต็มอยู่เสมอ และปัดกวาดทำความสะอาด

     ถ้าวัดมีงาน ผู้ดูแลหอศาลจะเป็นคนนำพานข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียน ไปบอกกล่าวให้ผีเสื้อวัดได้รับรู้ เพื่อขอให้ช่วยดูแลงานให้เรียบร้อย ไม่ให้เกิดเรื่องร้าย หรืออย่าให้มีอุปสรรคใดๆ ระหว่างที่วัดมีงาน เช่น งานปอยหลวง (งานฉลอง) จะกี่วันก็ตาม ผู้ดูแลจะเป็นผู้จัดสำรับอาหารคาวหวานจากวัดไปถวาย โดยตั้งไว้บนหอศาลทุกวัน ช่วงพรรษา เมื่อถึงวันพระ ศรัทธาชาวบ้านจะนำข้าว และอาหารมาทำบุญตักบาตรที่วัด ทางวัดจะตั้งภาชนะเพื่อใส่ข้าว อาหาร และขนมสำหรับถวายผีเสื้อวัดไว้ ๑ ชุด หลังจากที่ชาวบ้านใส่ข้าวและอาหารพระพุทธ พระสงฆ์แล้ว จะกันส่วนหนึ่งไว้เพื่อใส่ในภาชนะของผีเสื้อวัด เมื่อยกไปถวายพระพุทธ พระสงฆ์แล้ว ผู้ดูแลหอศาลจะเอาข้าวและอาหารไปถวายผีเสื้อวัด และจะทำทุกวันพระ หรือเมื่อมีงานในวัด.

Cr : เรื่องเล่าชาวล้านนา.
มหากรุณาพุทธาลัย โรงเจวัดสว่างอารมณ์ แคเเถว นครปฐม 。 佛統三王阿隆大佛禪寺。大悲佛殿
6


พระอจลนาถวิทยราชา

     ปัจจุบันมีการสร้างเทวรูปมากมาย ที่แตกแยกออกไปจากต้นตอค่อนข้างมาก..จากรูปลักษณ์เดิม แต่ไม่ได้เข้าใจพื้นฐานที่มีมาแต่ก่อน และส่วนใหญ่ก็สักแต่ทำเพื่อความสวยงาม... โดยไม่อิงปรัชญาใดๆ

     สิ่งที่รวบรวมนี้ได้จากความรู้หลายแหล่ง ในเรื่องวิทยราช เพื่อให้เห็นภาพทั้งหมดของวิทยราช ในแง่มุมที่คนไทยรู้จักน้อย...ในความเชื่อของประเทศต่างๆ

     ข้อมูลต่างๆ ที่เขียนนี้ได้จากการอ่าน.. และรวบรวมสรุปขึ้นมาอีกที ไม่ใช่ความรู้ทั้งหมดของผู้เขียน...แต่จะสรุปให้อ่านเพื่อความบันเทิงและธรรมทาน

     วิทยราช... คำนี้อาจไม่คุ้นหูสำหรับคนไทย และส่วนใหญ่ก็ไม่รู้จัก เพราะท่านเป็นเทพธรรมบาลในพุทธมหายาน..ปนชินโต ปนพุทธ ปนวัชรยาน...พบได้ใน จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และธิเบต คือจะพบในประเทศที่นับถือพุทธศาสนามหายาน หรือพุทธวัชรยาน...ที่เป็นแนวรหัสธรรม...

     วิทยราชา หรือธรรมบาล หรือเรียกแบบญี่ปุ่นก็เรียกว่า เมียวโอ...หน้าที่ท่านคือ...คุ้มครองพระพุทธศาสนา

     ชื่อในภาษาสันสกฤตแปลว่า "จ้าวแห่งความรู้" ภาษาจีนแปลชื่อดังกล่าวด้วยคำว่า 明 (หมิง) ซึ่งมีความหมายได้ทั้งแสงสว่าง และความรอบรู้ ศาสนาพุทธแบบทิเบตเรียกว่า "เหรุกะ"

     ปฏิมากรรมเทพเจ้ากลุ่มนี้ มักมีเปลวเพลิงอยู่ด้านหลัง .....มีนัยยะถึง ไฟแห่งกิเลส และไฟที่เผากิเลส ที่วิทยราชมีหน้าที่ใช้ วิทยา (วิชชา) ขจัดอวิชชา คือความไม่รู้

     เมื่อกล่าวถึง วิทยราช...ก็จะต้องกล่าวถึงเทพเจ้าทั้ง ๕ ที่เป็นตัวแทนเทพผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนา หรือพิทักษ์พระพุทธเจ้าทั้ง ๕ แท้จริงแล้วก็มีมากกว่า ๕ แต่ส่วนใหญ่จะนึกถึง ๕ เพราะโยงถึงพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ โคตร หรือตระกูล

     บางที่กล่าวว่าเทพเจ้ากลุ่มนี้ เป็นนิรมาณกายของพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ หรือ "พระธยานิพุทธ" ที่แสดงปางพิโรธเพื่อปราบพวกมิจฉาทิฏฐิ และจัดท่านว่าเป็นธรรมาธิษฐาน..

พระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ มีรายพระนามดังนี้
พระพุทธไวโรจนตถาคตเจ้า
พระพุทธอักโษภยตถาคตเจ้า
พระพุทธรัตนสัมภวตถาคตเจ้า
พระพุทธอโมฆสิทธิตถาคตเจ้า
พระพุทธอมิตาภตถาคตเจ้า ....

     ซึ่งจะพบว่ามีความต่างกับไทย ที่เมื่อกล่าวถึงพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ จะคิดถึง พระพุทธเจ้ากกุสันโธ พระพุทธเจ้ากัสสโป พระพุทธเจ้าโกนาคม พระพุทธเจ้าโคตม และ พระพุทธศรีอริยเมตไตรย

มีทฤษฎีวงล้อทั้ง ๓ ในลัทธิพุทธตันตระ กล่าวว่า..

๑. พระพุทธเจ้าเป็นตัวแทนของมโนทัศน์ แห่งธรรมอันบริสุทธิ์
๒. พระโพธิสัตตว์เป็นผู้นำมโนทัศน์เหล่านั้น มาสั่งสอนด้วยความกรุณา
๓. วิทยราช เป็นการแปลงรูปของวงล้อแห่งอาณัติ และสั่งสอนธรรมด้วยความน่าสะพรึงกลัว เพื่อกระตุ้นให้บรรดาผู้ไม่ศรัทธาทั้งหลาย กลับใจเชื่อถือในพุทธศาสนา

     และแนวคิดที่เขานับถือทางมหายานนั้นเอง
เขานับถือธาตุทั้ง ๕ ก็เลยกำเนิดเป็น ๕  เมียวโอ
(ปัญจมหาวิทยราช)... ได้แก่

๑. วัชรยักษ์ (ทิศเหนือ)
๒. ยมานตกะ (ทิศตะวันตก)
๓. อาจละ (ศูนย์กลาง)
๔. ไตรโลกยวิชยะ (ทิศตะวันออก)
๕. กุณฑลี (ทิศใต้)

กล่าวถึงวิทยราช ฟุโดเมียวโอ....วิทยราชที่อยู่ในภาพ ...ท่านมีนามอันไพเราะว่า...อาจละ

     อาจละ (สันสกฤต: अचल; อ่านว่า /อา - จะ - ละ/, จีน : 不動明王 ; Bùdòng Míngwáng,
ญี่ปุ่น : 不動明王 ; Fudō myō-ō ...ฟุโดเมียวโอ )....

     ในภาษาจีนกลางจะเรียกว่า “ปู้ต้งหมิงหวาง” ส่วนภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่า “ปุกต๋งเม้งอ๊วง” ที่แปลว่า ราชาผู้มีปัญญาอันแจ่มแจ้ง และไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ที่ตกกระทบ เป็นวิทยราชองค์หนึ่งในลัทธิพุทธตันตระวัชรยาน หรือในศาสนาพุทธนิกายชินงอน เป็นสัญลักษณ์ของผู้ทำลายสิ่งลวงตา และปกป้องพุทธศาสนา

.    อจล (不動 ,अचल - Acala ) แปลว่า ไม่เคลื่อนไหว ไม่หวั่นไหว หมายถึง ตั้งอยู่อย่างมั่นคงแล้ว
วิทยราช (明王) แปลว่าราชาแห่งปัญญา

มีพระนามเต็มอีกว่า “อจลนาถ (अचलनाथ - Acalanatha)” ที่แปลว่า ผู้ควบคุมมิให้หวั่นไหวจากอารมณ์ที่ตกกระทบ

     รูปลักษณ์ของ อาจละ แสดงถึงการอยู่นิ่ง การไม่เคลื่อนที่ ในขณะที่เกิดอารมณ์โกรธ แต่นำความโกรธนั้นมาช่วยเหลือเหล่ามนุษย์ และใช้เป็นสัญลักษณ์ของการควบคุมตนเอง ...ตามนัยของคำว่า "อาจละ" ในภาษาสันสกฤต ที่แปลว่า "ไม่เคลื่อนไหว"

โคตรหรือตระกูลของ วิทยราชองค์นี้คือ "ไวโรจนะ"

     อาจละ...นับเป็นวิทยราชที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางที่สุดในบรรดาวิทยราชทั้ง ๕ ผู้สถิตในครรภ์โกษธาตุ นามอื่นๆ ของอาจละในภาษาสันสกฤตได้แก่
"อาจลวิทยราช", "อาจลนาถ", "อารยาจลนาถ" และ "จัณฑมหาโรศนะ"

     รูปลักษณ์ของ "อาจละ" ในภาพวาดหรือเทวรูป มีลักษณะเป็นรูปเทพเจ้าถือดาบ ซึ่งมีด้ามที่จับเป็นรูปวัชระในหัตถ์ขวา...วัชระนี้แทนปัญญา ใช้ในการปราบสิ่งชั่วร้าย หรืออวิชชา

     ทางนิกายชินงอน เรียกดาบวัชระนี้ว่า ดาบคุริกะระ (倶利加羅 / Kurikara) หรือมังกรพันดาบนี้ มังกรที่พันเป็นมังกรดำชื่อ "คุริการะ" ที่สร้างไฟรอบๆ ดาบของ อจละ ใช้ในการกำจัดสิ่งที่ชั่วร้าย ๓ สิ่งของมนุษย์อันได้แก่ ความโง่เขลา การผูกติด และความเกลียดชัง
ส่วนหัตถ์ซ้ายถือเชือก เพื่อการจับมัดสิ่งชั่วร้าย

     ด้านหลังล้อมรอบด้วยรัศมีเปลวเพลิง เป็นประภามณฑล และท่าทางที่ปรากฏ มักอยู่ในท่ายืน หรือนั่งบนหินแสดงถึงการไม่เคลื่อนไหว

     ทรงผมมัดเป็นเปียและพาดบนบ่าด้านซ้าย โดยมัดเป็นปม ๗ ปม และวางปลายผมบนไหล่ซ้าย แทนสัญลักษณ์ของผู้รับใช้ของพระพุทธเจ้า

     ที่มุมโอษฐ์ (ปาก) มีเขี้ยว ๒ เขี้ยว... ด้านหนึ่งชี้ลงแสดงถึงการปฏิบัติตัวบนโลก (หน้าที่) และเขี้ยวอีกข้างชี้ขึ้นแสดงถึงการค้นหาความจริง

เราจะเห็นรูปลักษณ์ของ ฟุโดเมียวโอได้ ๓ แบบคือ

๑. แบบที่เป็นฟุโดองค์เดียว
๒. แบบที่มีเทพบริวาร ๒ ตน ซ้ายขวา
๓. แบบสัญลักษณ์ตัวแทน เช่น คุริการะ ..ดาบพันมังกร

     อจละ หรือ ฟุโดเมียวโอ ในแบบมีเทพบริวารนั้น..จะเห็นเด็ก ๒ คน อยู่ขนาบข้างซ้ายและขวา มีนามว่า
คงงาระ (矜羯羅 / Kongara) และ เซทากะ (制た迦 / Seitaka)
.
     คงงาระ รูปร่างสันทัด ผิวกายขาวสว่าง สวมเสื้อผ้าคล้ายพระซ้อนกันหลายชิ้น มือมักอยู่ด้านหน้าประกบในท่าไหว้ เปรียบได้กับตัวแทนด้านสว่างของฟุโด ...ส่วนเซทากะ ผิวกายสีแดง มือซ้ายถือวัชระ มือขวาถือไม้เท้า ท่าทางดูกร่างๆ เปรียบได้กับด้านมืดของ ฟุโด

     ฟุโดเมียวโอ ถูกจัดเป็นเทพเจ้าประจำองค์ พระไวโรจนพุทธเจ้า (๑ ใน ๕ พระธยานิพุทธเจ้า) ของพุทธตันตระวัชรยาน ประทับอยู่ในครรภ์โกษธาตุ ตรงทิศศูนย์กลางแห่งมลฑล

     พระธรรมาจารย์อันเน็น (安然) บูรพาจารย์นิกายเทนได เมื่อศตวรรษที่ ๙ ได้บรรยายคุณลักษณะเป็นอุปมาธรรมที่โบราณาจารย์พรรณนาไว้ เรียกว่า "ลักษณะทั้ง ๑๙ แห่งอจลวิทยราช"
(不動明王の十九観) มีดังนี้

๑. คือนิรมาณกายของพระไวโรจนพุทธเจ้า

๒. มีมนต์ ๔ อักขระคือ ▪阿路喚蔓▪

๓. สถิตในเปลวเพลิงเป็นนิตย์

๔. มีรูปร่างดั่งกุมารพุงท้วม

๕. มีมวยผม ๗ มวย มวยบนมีบัวบาน

๖. ทิ้งมัดผมไว้ที่อังสา (ไหล่ซ้าย)

๗. รอยย่นที่ นลาฏ (หน้าผาก) ดั่งระลอกคลื่น

๘. เนตรซ้ายปิด เนตรขวาเบิกโพลง

๑๐. ฟันล่างขบริมฝีปากขวาด้านบน ด้านซ้ายอ้า

๑๑. หัตถ์ขวาถือพระขรรค์วัชระ

๑๒. หัตถ์ซ้ายถือบ่วงบาศ

๑๓. เสวยภัตตาหารเหลือเดนของภิกษุ

๑๔. ยืน และนั่งบนบัลลังก์ศิลา

๑๕. สีวรกายดำเหลือบครามดั่งนีลุบล

๑๖. ดวงพักต์พิโรธโกรธเคือง

๑๗. ประภามณฑลคือเพลิงครุฑ

๑๘. พญากุลิกนาคราช พันพระขรรค์

๑๙. มี ๒ กุมารคอยรับใช้

     บางความเชื่อก็ว่า ฟุโด คือความลักลั่นอย่างหนึ่ง เพราะมีคุณลักษณ์ตรงข้ามมาอยู่ด้วยกัน ..เหมือนมีทั้งดีและชั่วในคนเดียวกัน เหมือน ‘จักรวาล’ ที่มีทั้่งดีและชั่วในหนึ่งเดียว

     บ้างก็เปรียบ ฟุโดเมียวโอว่า ท่านคือเงาแห่งพระพุทธมหาไวโรจนตถาคตเจ้า ท่านกับพระมหาไวโรจนพุทธว่า เป็นสิ่งเดียวกัน แต่แสดงออกตรงกันข้าม เหมือนท้องฟ้าในยามกลางวัน (พระมหาไวโรจนพุทธ) และ กลางคืน (ฟุโดเมียวโอ)

บ้างก็เรียกท่านว่า.. ยูไลดำ
บ้างก็ว่า ตาถมึงทึง เขี้ยว รัศมีเปลวเพลิง วรกายสีเข้ม แสดงให้เห็นด้านความแข็งแกร่ง และกระด้าง
อันหมายถึงอวิชชา (Fundamental ignorance) และร่างกายที่อวบและดูเยาว์วัย แสดงให้เห็นด้านที่เหมือนมนุษย์ ที่พร้อมจะพัฒนาเข้าสู่การตรัสรู้  (Enlightenment) สะท้อนถึง ๒ สิ่งที่ตรงกันข้ามสุดขั้ว

     บางความเชื่อของญี่ปุ่น ฟุโดเมียวโอ ได้รับการนับรวมเข้าไปอยู่ในกลุ่ม ๑๓ พระพุทธเจ้า ที่อยู่ในการประกอบพิธีศพ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ deities ในลำดับพระพุทธเจ้า

     บ้างก็ว่า ฟุโดเป็น Seitaka ที่แปลว่า ทาส เป็นคำพ้องเสียงกับสันสกฤต เพราะท่านก็เป็นเทพบริวารของพระไวโรจนพุทธ..แต่มีฐานะที่สูงกว่าคือมี seitaka หรือทาสติดตามของตัวเอง

บ้างก็ถือว่าท่านเป็นเทพเจ้า ผู้ดูแลคนปีระกา

อจลวิทยราช : 不動明王. มนตรา กล่าวดังนี้

"นมฺห์ สมนฺตวชฺรา ณํ จณฺฑ มหาโรษณ โส ผฏฺ ย หู (ฮ) ม ตรฏฺ ห (ฮ) าม มาม"

     เป็นมนตราที่ปรากฎอยู่ใน พระคัมภีร์
มหาไวโรจน อภิสัมฺโพธิตันตระ เป็นมนตราที่มีอานุภาพ ใช้ขจัดอุปสรรค ภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง

     ดังที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นภาพรวมทั้งหมดของ ฟูโอ และเห็นรหัสธรรมที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
ธรรมชาติล้วนมี ๒ สิ่ง ใน ๑ เดียว แต่จริงแล้วมักมีหลายสิ่ง มากกว่า ๒ สิ่งที่เราเห็น และในเวลาเดียวกัน คำว่า ๒ สิ่ง และหลายๆ สิ่ง .....จริงแล้วก็คือสิ่งเดียวเดียวกัน.

ขอบคุณข้อมูลเพื่อการเผยแพร่ : Chiba Kumiko.

มหากรุณาพุทธาลัย โรงเจวัดสว่างอารมณ์ แคเเถว นครปฐม 。 佛統三王阿隆大佛禪寺。大悲佛殿
7


Aghori อโกรี  ฤๅษีกินศพคน ที่อินเดีย

เคยเล่าไปแล้วว่า ที่อินเดีย มีนักบวชฮินดูแนวหนึ่งที่กินศพคน   กลุ่มคนพวกนี้เรียกว่า อโกรี (Aghori) ซึ่งพวกเขาถือว่าตัวเองเป็น"ฤๅษี" ที่ประทังชีวิตโดยการกิน"เนื้อคนตาย" ในเมืองพาราณสี ซึ่งเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของอินเดีย และมีแม่น้ำคงคาไหลผ่าน  ที่ทำให้พวกเขามี"ศพ" มาเป็นอาหารสม่ำเสมอ เพราะคนอินเดียยังนิยมเผาและปล่อยร่างคนตายไปตามแม่น้ำคงคา

นักบวชฮินดูแนวอโกรีนี้ จะบำเพ็ญสมาธิ กิน นอน เสพกามท่ามกลางศพที่เผาไหม้อยู่บนเชิงตะกอน ไปไหนมาไหนด้วยร่างกายอันเปลือยเปล่า กินเนื้อมนุษย์  พวกเขากินเนื้อคนตาย โดยเฉพาะที่เน่าเปื่อย พวกเขาจะชื่นชอบมาก และชอบเคี้ยว "หัวสัตว์เป็นๆ" เป็นของว่าง ส่วนกระดูกคนที่พวกเขากินเนื้อ ก็นำมาเป็นส่วนหนึ่งของแท่นบูชาที่พวกเขาทำเพื่อบูชาพระศิวะ  นอกจากนี้ยังใช้หัวกะโหลกแทนถ้วยชามตักน้ำดื่ม และสูบกัญชา

พวกเขาเหล่านี้มักบำเพ็ญเพียรซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอก  จะออกมาต่อเมื่อถึงเทศกาล "กุมภเมลา"(Kumbh Mela) ซึ่งเป็นเทศกาลแสวงบุญอันยิ่งใหญ่ของชาวฮินดูเพื่ออาบน้ำชำระบาปและสักการะแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ในอินเดีย

เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังหลักปฏิบัติสำคัญของนักบวชกลุ่มนี้คือ การก้าวข้ามกฎเกณฑ์แห่งความสะอาดบริสุทธิ์ เพื่อบรรลุถึงการตรัสรู้ และความเป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า

และเพราะพฤติกรรม "กินเนื้อคน" ของอโกรีนี้เอง ทำให้บรรดาชาวอโกรี ถูกชาวบ้านรวมตัวกันเรียกร้องและสุดท้ายต้องออกจากเขตเมืองไปอยู่ตามป่า เนื่องจากชาวบ้านหวาดกลัวพฤติกรรมของคนพวกนี้ ที่ว่ากันว่ามีคาถาอาคมและกินเนื้อคน

อย่างไรก็ก็ตาม วันนี้ผู้เขียนก็ขอเล่าเพิ่มเติมว่า ตอนนี้สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปบ้าง เพราะมีอโกรีบางคนเกิดมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ในเรื่องความเป็นผู้รู้ และคาถาอาคม ทำให้คนหายโรค ได้โชคลาภ ได้ข้อคิด ผู้คนเลื่อมใสก็เลยมาหากันและทำบุญให้ จนถึงขนาดเปิดสถานที่เป็นสำนักหรือตำหนักใหญ่โต ผู้คนไปหาไปพึ่งกันมากมาย  ผู้เขียนเองก็ยังอดไปเยือนไม่ได้

 ਗ਼মᒏర౬ ഽరๅݎ᪒নਭலᣅᢅᡇ

Cr. ดร ศาสนวิทยา
8


ผู้คนรู้จัก"พระถังซัมจั๋ง"เป็นอย่างดี ผ่านวีรกรรมการเดินทางจาก"จีน"ไปสู่"ชมพูทวีป"เพื่ออัญเชิญ"พระไตรปิฎก"

พระถังซัมจั๋ง มีชื่อจริงว่า “ภิกษุเสวียนจั้ง”   เมื่อเกิดมานั้นชื่อว่าเฉินหุยหรือเฉินยี่ เป็นคนมณฑลเหอหนาน มีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณ ปี พ.ศ. 1143-1207    ช่วงชีวิตของเสวียนจั้งคาบเกี่ยวกับสมัยราชวงศ์สุยกับสมัยราชวงศ์ถัง  (ยุคเดียวกับพระนางจามเทวี แห่งหริภุญชัย)

เสวียนจั้งเกิดมาในตระกูลขุนนางเดิม และเป็นตระกูลที่ทรงความรู้และให้ความสำคัญกับการเล่าเรียนอ่านเขียน เสวียนจั้งเป็นน้องเล็กสุดในบรรดาพี่น้องทั้งหมด 4 คน ทวดของเสวียนจั้งรับราชการเป็นนายอำเภอ ส่วนปู่ของเสวียนจั้งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นปราชญ์ ส่วนบิดาของเสวียนจั้งเป็นนักคิดนักปราชญ์ขงจื้อตามแบบดั้งเดิมที่ลาออกจากตำแหน่งหน้าที่และมาปลีกตัวอยู่อย่างเงียบๆ เพราะเกิดความวุ่นวายทางการเมือง

ในวัยเยาว์ เสวียนจั้งเป็นเด็กที่มีความเฉลียวฉลาดมากและฉายแววทางภูมิปัญญามาตั้งแต่เด็กๆ ขยันขันแข็งและกระตือรือร้นในอ่านตำรับตำราทางศาสนา ส่วนใหญ่เป็นตำราเก่าแก่ของจีนและงานเขียนของนักปราชญ์ยุคโบราณของจีน ถึงแม้ว่าในวัยต้นๆ จะได้รับการศึกษาตามแบบขงจื้อก็ตาม ผู้ที่ให้การศึกษาตามแบบขงจื้อให้แก่เสวียนจั้งและพี่น้องชายหญิงก็คือบิดาของพวกเขานั่นเอง แต่เสวียนจั้งนั้นมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีพี่ชายคนหนึ่งอุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา

เมื่อบิดาของเสวียนจั้งเสียชีวิตลงในปี พ.ศ.1154  เสวียนจั้งไปอาศัยอยู่กับพี่ชายที่ที่วัดชิงตู (Jingtu Monastery – 淨土寺) ตั้งอยู่ในเมืองลั่วหยัง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของมลฑลเหอหนาน อันเป็นเมืองในอาณัติของราชวงศ์สุย โดยเสวียนจั้งอาศัยอยู่ที่วัดแห่งนั้นนาน 5 ปี โดยระหว่างนั้นก็ศึกษาหาความรู้ทางศาสนาพุทธแบบมหายาน เมื่อมีอายุได้เพียง 11 ปีเสวียนจั้งสามารถสวดพระคัมภีร์ได้ พอมีอายุได้เพียง 13 ปีจึงทำการบรรพชาเป็นสามเณร

เมื่อมีอายุได้ 18 พรรษาท่านจึงกลายเป็นสามเณรที่มีชื่อเสียงมาก ได้รับการยกย่องว่าเป็น “อาจารย์แห่งพระไตรปิฎก” เพราะเป็นผู้มีความแตกฉานในสุตตันตปิฎก วินัยปิฎก และอภิธรรมปิฎก และยึดมั่นในปรัชญาของพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังสามารถแสดงธรรมเทศนาที่เข้าใจง่าย

ในปี พ.ศ.1161 เมื่อเกิดความวุ่นวายและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของจีน เพราะเวลานั้นเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัชสมัยจากราชวงศ์สุยไปเป็นราชวงศ์ถัง ซึ่งราชวงศ์สุยล่มสลายลง สามเณรเสวียนจั้งกับพระภิกษุพี่ชายจึงหนีไปอยู่ที่เมืองเฉิงตูที่ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวนและในขณะที่บรรพชาเป็นสามเณร สามเณรเสวียนจั้งก็ออกเดินทางเพื่อไปกราบไหว้พระภิกษุสงฆ์ที่มีชื่อเสียงตามที่ต่างๆ ทั่วอาณาจักรจีน และเพื่อไปศึกษาหาความรู้จากตำราทางศาสนาพุทธที่กระจัดกระจายกันอยู่ตามที่ต่างๆ โดยได้หมั่นศึกษาพระธรรมคัมภีร์จนท่านกลายเป็นสามเณรที่มีความสามารถในการแสดงธรรมเป็นอย่างมาก

ในปี พ.ศ.1175 มีอายุได้ 20 ปี ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่เมืองเฉิงตู แล้วเที่ยวเดินทางศึกษาพระธรรมไปทั่ว   จนไปถึงเมืองฉางอานของพระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้องค์ที่ 2 ของราชวงศ์ถัง  (ฉางอาน เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน   เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของโลกเมืองหนึ่ง เป็นเมืองหลวงของมณฑลส่านซี ในประเทศจีน และเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญในประวัติศาสตร์จีน ได้เป็นเมืองหลวงของ 13 ราชวงศ์ รวมทั้ง โจว ฉิน ฮั่น และ ถัง  ซีอานยังเป็นเมืองปลายทางของเส้นทางสายไหม ซีอานมีประวัติอันยาวนานมากกว่า 3,100 ปี โดยชื่อเดิมว่า ฉางอาน )

 พอเรียนรู้พระคัมภีร์มากเข้า พระภิกษุเสวียนจั้งก็รู้สึกว่าพระคัมภีร์ที่มีอยู่ในจีนเวลานั้นไม่ค่อยเพียงพอ เนื้อความแปลได้ไม่ครบถ้วนและตีความไม่ถูกต้อง
ท่านสังเกตเห็นว่าแม้คัมภีร์เพียงหนึ่งเล่ม กลับมีคนแปลไปในความหมายที่แตกต่างส่วนใหญ่ เนื้อหามักจะขัดแย้งซึ่งกันและกัน ไม่มีตำราเล่มไหนจะเป็นมาตรฐานในการศึกษาได้เลย ท่านจึงปรารถนาที่จะศึกษาพระพุทธศาสนาให้ถ่องแท้ลึกซึ้งและถูกต้องมากกว่านี้ จึงเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเดินทางไปศึกษาพระธรรมที่อินเดียอันเป็นแหล่งต้นกำเนิดดั้งเดิมของพระพุทธศาสนา

ที่เมืองฉางอัน ภิกษุเสวียนจั้งพยายามเล่าเรียนภาษาสันสกฤตและศึกษาพระธรรมมากขึ้น เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมที่จะเดินทางไปศึกษาพระธรรมที่อินเดีย พอปี พ.ศ.1179 ก็เรียนรู้จนเกิดความเชี่ยวชาญชำนาญในภาษาสันสกฤต
ในปี พ.ศ.1180 พระภิกษุเสวียนจั้งตัดสินใจออกเดินทางไปแสวงธรรมและศึกษาพระธรรมที่มหาวิทยาลัยนาลันทา ที่อินเดีย จุดที่ท่านเริ่มออกเดินทางคือเมืองฉางอาน

ขณะนั้นมหาวิทยาลัยนาลันทาถือว่าเป็นแหล่งศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงและกิตติศัพท์อันเลื่องลือมาก เหมือนชะตากรรมได้ชักนำไว้แล้ว พระศีลภัทร ซึ่งเป็นพระอธิการบดีของมหาวิทยาลัยนาลันทา เสด็จมาเยือนฉางอัน และได้พบกับพระถังซัมจั๋ง เมื่อทราบถึงความตั้งใจของพระถังซัมจั๋งแล้ว ท่านจึงกล่าวเอาไว้ว่า “การที่ท่านจะได้เรียนรู้ความหมายของพระธรรมอันศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง ท่านควรจะมาเรียนที่มหาวิทยาลัยนาลันทาแห่งนี้ โดยเราจะเป็นพระอาจารย์ผู้ฝึกสอนท่านด้วยตัวเราเอง”

พระภิกษุเสวียนจั้งมีผู้คุ้มกันพระภิกษุเดินทางไปด้วย ณ เวลานั้นพระเจ้าถังไท่จงห้ามมิให้ผู้คนในอาณาจักรเดินทางไปดินแดนภายนอก เพราะเวลานั้นราชวงศ์ถังกำลังทำสงครามกับพวกเติร์กตะวันออกอยู่ และทรงมีราชโองการให้ปิดเส้นทางการเดินทางสู่ตะวันตกเอาไว้ โดยอนุญาตให้ชาวต่างชาติและขบวนสินค้าผ่านได้เท่านั้น [โดยบัญญัติไว้ว่า หากผู้ใดฝ่าฝืนกฏนี้ จะต้องโทษถึงขั้นประหารชีวิต]   กฎนี้ทำให้พระสงฆ์มากมายที่ต้องการจะเดินทางสู่ตะวันตกต้องหยุดความตั้งใจเอาไว้ แต่พระถังซัมจั๋งท่านเห็นว่า อุปสรรคเพียงเท่านี้ไม่สามารถจะเปลี่ยนความตั้งใจท่านได้

พระภิกษุเสวียนจั้งและคณะลอบเดินทางออกจากอาณาจักรผ่านทางเมืองเหลียงโจวของ มณฑลกานซู่และผ่านไปทางมณฑลชิงไห่ ต่อจากนั้นก็เดินทางผ่านทะเลทรายโกบีไปที่เมืองคูมุลหรือเมืองฮามิที่ปัจจุบันอยู่ในมณฑลซินเจียง ทะเลทรายโกบีขึ้นชื่อในเรื่องที่เป็นแหล่งที่ฝังร่างของนักเดินทางจำนวนมากมาย เนื่องจากในเวลากลางวันทะเลทรายแห่งนี้จะมีอุณหภูมิสูงมาก แต่พอในเวลากลางคืนกลับหนาวมาก และนอกจากอากาศที่เลวร้ายอยู่แล้วยังเป็นแหล่งที่ขาดแหล่งน้ำและแหล่งอาหาร

[เล่ากันว่า ระหว่างทางท่านก็เกือบจะถูกทางการจับไปลงโทษแต่ก็มีญาติธรรมคอยช่วยเหลือท่านอยู่เสมอ อย่างเช่นที่เมืองหนึ่งที่ท่านเดินทางผ่าน หมายจับจากทางการก็มาถึงพร้อม ๆ กัน แต่เจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในเมืองนั้นเป็นผู้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก จึงแกล้งทำเป็นไม่เห็นท่าน ปล่อยให้ท่านสามารถเดินทางต่อไปโดยไม่ถูกจับกุมเสียก่อน]
แม้ท่านจะสามารถรอดพ้นอันตรายจากทางการมาได้ แต่อันตรายอีกมากก็ยังคงรอท่านอยู่เบื้องหน้า ซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่ปีศาจที่จ้องจะกินเนื้อท่านเพื่อความเป็นอมตะตามนิยาย “ไซอิ๋ว” ก็ตาม แต่อันตรายเหล่านั้นก็อันตรายถึงชีวิตท่านโดยไม่แตกต่างกัน อุปสรรคแรกที่รอท่านอยู่คือทะเลทรายโกบีที่มีอุณหภูมิสูงมากในเวลากลางวัน และหนาวจับขั้วหัวใจในยามค่ำคืน อากาศที่เลวร้ายอยู่แล้ว รวมกับการขาดแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร ทำให้ทะเลทรายแห่งนี้เป็นที่ฝังร่างของนักเดินทางจำนวนมากมาย กลิ่นอายแห่งความตายอบอวลตลอดทางเดินสู่ตะวันตก

 ระหว่างทาง ท่านพบเห็นโครงกระดูก ซากพระพุทธรูปมากมาย ซึ่งท่านก็ทราบดีแก่ใจว่า เขาเหล่านี้คือผู้ที่ต้องการจะแสวงบุญไปยังดินแดนตะวันตกเช่นเดียวกับท่านนั่นเองระหว่างทะเลทรายก็มีป้อมตรวจการของทางการอยู่อีก ซึ่งพวกทหารได้รับคำสั่งมาว่า ใครก็ตามที่ผ่านมาโดยไม่มีใบผ่าน อนุญาตจากทางการแล้ว ให้ทำการปลิดชีวิตเสีย ซึ่งพระถังซัมจั๋งก็เกือบจะต้องเสียชีวิตลงจากลูกธนูของป้อมเหล่านี้ ท่านทำได้เพียงแต่หนีอย่างสุดชีวิต จนท่านหลงทางกลางทะเลทรายโดยไม่มีอาหารและน้ำดื่ม ในขณะที่ท่านใกล้จะสิ้นลมในวันที่ 5 นั้น ม้าของท่านก็พาท่านไปพบกับโอเอซิสกลางทะเลทรายซึ่งทำให้ท่านมีชีวิตรอดต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม ในเหตุการณ์นี้ พระลูกศิษย์ของท่านในภายหลังได้ทำการจดบันทึกไว้ว่า ในวันที่ 5 นั้น พระถังซัมจั๋ง นอนจมอยู่กับทรายรอความตายมาเยือนจากการขาดน้ำ ได้มีชายคนหนึ่งซึ่งมีขนาดเท่ากับยักษ์ มาเรียกท่าน แล้วบอกให้ท่านฝืนใจเดินต่อไปตามทางที่ชายผู้นี้บอก ซึ่งต่อมาก็ได้นำไปพบกับโอเอซิสนี่เอง ซึ่งชายคนนี้ถูกเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งทราย

เมื่อผ่านทะเลทรายโกบีแล้วไปถึงเมืองฮามิ ต่อจากนั้นท่านก็เดินทางผ่านเทือกเขาเทียนซานที่อยู่ทางด้านตะวันตก และพระภิกษุเสวียนจั้งและคณะเดินทางไปถึงเมืองทูร์ฟาน (Turfan) (ปัจจุบันอยู่ในมณฑลซินเจียงในเขตปกครองตนเองของอุยกูร์) เมืองทูร์ฟาน พระภิกษุเสวียนจั้งได้พบกับผู้เจ้าเมืองนี้ที่นับถือศาสนาพุทธ  จึงได้สั่งให้สามเณรจำนวน 4 รูปพร้อมทั้งพุทธบริษัทอีก 25 คนร่วมทางเพื่อคอยอำนวยความสะดวกให้ท่านด้วย  ซึ่งได้จัดหาเสบียงให้ท่านสามารถเดินทางต่อไปได้ รวมทั้งยังทรงมอบสาส์นรับรอง ทรงมีรับสั่งไว้ว่า ไม่ว่าท่านเดินทางผ่านเมืองใด ให้แสดงสาส์นนี้ แล้วชาวเมืองกับข้าราชการในเมืองนั้นจะรับรองดูแลท่านเป็นอย่างดีอีกด้วย และของมีค่าเพื่อใช้เป็นทุนรอนในการเดินทางให้ติดตัวไปด้วย

ท่านเดินทางต่อไปโดยมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ระหว่างเส้นทางนั้นย่อมมีโจรผู้ร้ายคอยปล้นสะดมผู้เดินทางผ่านไปผ่านมา ท่านและคณะต้องใช้เส้นทางเลี่ยงโจรผู้ร้าย โดยในระหว่างนั้นท่านได้เดินทางท่องไปตามวัดที่อาณาจักรคูชา (Kucha) ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณที่นับถือศาสนาพุทธและอยู่ในเส้นทางสาขาของเส้นทางสายไหม ท่านและคณะเดินทางผ่านเมืองอักสู (Aksu อยู่ในซินเจียงปัจจุบัน) และวกขึ้นไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อข้ามช่องเขาเทียนซานที่ปกคลุมไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง เพื่อเดินทางเข้าเขตที่เป็นประเทศคีร์กีซสถานในปัจจุบัน

ในระหว่างการเดินทางนั้น มีอยู่ระยะหนึ่งที่ท่านต้องนำคณะเดินทางผ่านเขาที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง ซึ่งที่นี่นั้น คณะเดินทางของท่านส่วนหนึ่งได้เสียชีวิตลงจากเหตุการณ์หิมะถล่ม บ้างถูกแท่งหิมะแทงจนเสียชีวิต บ้างก็โดนหิมะกลบฝังทั้งเป็น บ้างก็พลัดตกเหว บ้างก็หนาวตาย แต่ท่านมุ่งมั่นว่าไม่ว่าอุปสรรคจะยากเย็น ยิ่งใหญ่เพียงใด ความตั้งใจของท่านก็ไม่อาจจะสั่นคลอนได้

ปราการด่านต่อไปคือทะเลสาบอิสซิก กูล (Issyk Kul) ที่อยู่ทางตอนเหนือของเทือกเขาเทียนซาน ท่านและคณะเดินทางเลียบทะเลสาบนี้ไปจนไปถึงเมืองต็อกมัก (Tokmak ปัจจุบันอยู่ในประเทศอุซเบกิสถาน) ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบ และได้พบกับข่านแห่งเติร์กตะวันตกที่มีความสัมพันธ์อันดีกับฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ถัง ข่านได้จัดงานเลี้ยงรับรองให้กับท่านและคณะหลังจากนั้นก็เดินทางต่อไปทางทิศตะวันตกและจากนั้นก็วกลงไปที่ทิศตะวันตกเฉียงใต้มุ่งหน้าไปที่เมืองทาสเคนท์ (Tashkent ซึ่งปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของประเทศอุซเบกิสถาน) จากจุดนี้ไปนั้น ท่านต้องเดินทางข้ามทะเลทรายเพื่อเดินทางไปต่อที่สมาร์คานด์ (Samarkand ปัจจุบันเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของอุซเบกิซถาน) ที่ตอนนั้นตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรเปอร์เซีย และได้พบกับวัดร้างมากมาย และท่านได้เทศน์ผู้ปกครองของดินแดนนั้นจนผู้ปกครองอาณาจักรนั้นเกิดความรู้สึกประทับใจมาก

ต่อไปคือการมุ่งหน้าลงใต้ คณะของท่านต้องเดินทางข้ามแหลมของเทือกเขาพามีร์ (Pamirs) แล้วเดินทางไปที่แม่น้ำอาร์มู ดาร์ยา (Amu Darya) และเมืองเตเมซ (Termez ปัจจุบันเป็นเมืองทางตอนใต้ของอุซเบกิสถานติดกับชายแดนอัฟกานิสถาน) ท่านได้พบชุมชนที่มีพระสงฆ์มากกว่าพันคนอยู่ในชุมชนแห่งนั้น และต่อไปก็คือการเดินทางไปทางทิศตะวันออกเพื่อผ่านเมืองคุนดุซ (Kunduz ปัจจุบันเป็นเมืองที่อยู่ทางตอนเหนือของอัฟกานิสถาน) และได้รับคำแนะนำให้เดินทางไปต่อยังเมืองบาคห์ (Balkh ในอดีตเป็นเมืองที่มีความสำคัญมากแต่ถูกทำลายลง และกลายเป็นเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในอัฟกานิสถาน) เพื่อไปเยี่ยมชมพุทธสถานและพระสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่อยู่ในเมืองนั้น และท่านก็ได้พบกับพระสงฆ์จำนวนมาก และได้ทำการศึกษาพระคัมภีร์ที่มีอยู่ที่นี่และรวบรวมคัมภีร์สำคัญไว้มากมายที่เวลาต่อมาท่านได้แปลไปเป็นภาษาจีน

ท่านเดินทางผ่านเมืองบามยาน (Bamyan ปัจจุบันอยู่ในอัฟกานิสถาน) ตลอดทางท่านได้พบปะกับเหล่าภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ได้แลกเปลี่ยนความรู้ โต้วาที และได้เยี่ยมชมวัดวาอารามของดินแดนแห่งนั้น แสดงให้เห็นว่าศาสนาพุทธมีความรุ่งเรือง และได้ขยายตัวมีผู้นับมือเป็นจำนวนมากในดินแดนที่เป็นประเทศอัฟกานิสถานในอดีต

คณะของพระภิกษุเสวียนจั้งเดินทางไปถึงเมืองจาลาลาบัด (Jalalabad) และลาห์มาน (Laghman) ซึ่งทั้งสองเมืองอยู่ในเขตของประเทศอัฟกานิสถานในปัจจุบัน และการเดินทางมาถึงเมืองลาห์มานนั้นพระภิกษุเสวียนจั้งถือว่าท่านได้เดินทางมาถึงอินเดียแล้ว

พระถังซัมจั๋ง เดินทางมาถึงนาลันทา พ.ศ. ๑๓๐๐ (ค.ศ. ๗๕๗) ได้บันทึกไว้ว่า พระเจ้าหรรษวรรธนะ แห่งราชวงศ์คุปตะ พ.ศ. ๑๑๔๙–๑๑๙๑ (ค.ศ. ๖๐๖–๖๔๘) ทรงให้ความอุปถัมภ์อย่างแข็งแรง โดยทรงสร้างกุฏิเป็นโลหะทั้งหลัง ถวายราชทรัพย์ที่ได้จากภาษีหมู่บ้าน ๑๐๐ หมู่ ให้แก่มหาวิทยาลัยทั้งหมด และทรงกำหนดให้ชาวบ้าน ๒๐๐ ครัวเรือน ในหมู่บ้าน คอยดูแลจัดหาข้าวสาร นมเนย ถวายพระภิกษุในมหาวิทยาลัยไม่ให้บกพร่อง

พระเสวียนจั้งใช้เวลาศึกษาพระไตรปิฎกที่มหาวิทยาลัยนาลันทา เป็นเวลา 6 ปีก่อนออกเดินทางไปทั่วประเทศอินเดียเพื่อเปิดโลกทัศน์ให้กับตนเอง ก่อนจะออกเดินทางกลับประเทศจีนพร้อมกับพระไตรปิฎกที่คัดลอกมาจากต้นฉบับในปี พ.ศ.1186

ในเส้นทางขากลับจากอินเดีย พระเสวียนจั้งใช้เวลาเดินทางน้อยกว่าขาไปครึ่งหนึ่ง คือ ใช้เวลา 2 ปี โดยกลับถึงนครฉางอานเมื่อ ปี พ.ศ.1188 พร้อมกับอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 150 องค์ พระไตรปิฎกจำนวน 257 เล่มสมุด บรรทุกด้วยม้าจำนวน 20 ตัว รวมระยะเวลาที่ท่านจากบ้านไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่อินเดียนานถึง 19 ปี รวมระยะการเดินทางกว่า 50,000 ลี้

“ระหว่างเส้นทางของการเดินทางกลับของพระเสวียนจั้ง ในบางช่วงท่านอาศัยเดินทางกับคณะพ่อค้าที่กำลังเดินทางมาค้าขายที่ฉางอาน แต่ก็โชคไม่ดีนักที่ คณะรวม 24 คนถูกโจรปล้นฆ่าเอาสินค้าไปไม่น้อย โดย สุดท้ายเมื่อมาถึงเมืองฉางอาน จากจำนวน 24 คน ต้องเสียชีวิตไปเสีย สองในสาม เหลือรอดมาได้เพียง 8 คน โดย พระเสวียนจั้งต้องขอร้องให้โจรละเว้นตัวท่านกับพระไตรปิฎกที่อุตสาหะไปนำมาจากอินเดีย”

“เมื่อกลับมาถึงเมืองจีน การเผยแพร่ศาสนาพุทธของ พระเสวียนจั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากในราชสำนักขณะนั้นฮ่องเต้ยังคงยึดถือลัทธิและคำสอนของขงจื๊อเป็นหลัก โดย กว่าที่จะกล่อมองค์ฮ่องเต้ให้หันมานับถือศาสนาพุทธได้นั้น พระเสวียนจั้งก็ต้องใช้เวลากว่า 20 ปี ตั้งแต่ ฮ่องเต้ถังไท่จง เรื่อยมาจนถึงพระราชโอรส ฮ่องเต้ถังเกาจง”

(ในยุคของถังเกาจงผู้ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการบำรุงพระพุทธศาสนาคือพระนางบูเช็กเทียน  เพราะพระนางเคยบวชเป็นแม่ชี เป็นผู้แสวงหาความรู้ อ่านเขียนได้เหมือนผู้ชาย  ทำให้พระนางเลื่อมใสในพุทธศาสนามาก เมื่อทรงมีอำนาจขึ้นจนเป็นจักพรรดินีของจีนจึงทุ่มเททุกอย่างเพื่อพุทธศาสนา จนถึงกับให้ช่างแกะสลักภูเขาหินเป็นถ้ำและพระพุทธรูปที่มีพระพักตรเหมือนพระนาง และพุทธศาสนาก็กลายเป็นศาสนาประจำชาติของจีนในยุคนี้นี่เอง  ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ศาสนิกของขงจื้อซึ่งเป็นผู้ชายและผู้คงแก่เรียนจำนวนมากไม่พอใจ การบันทึกประวัติของพระนางบูเช็กเทียนจึงออกมาทางเลวร้าย  เป็นคนโหดร้าย กิเลสหนาตัณหาจัด เลี้ยงชายหนุ่มไว้บำเรอกาม เป็นต้น  ซึ่งก็เป็นธรรมดาของโลก เมื่อถือว่าเป็นศัตรูกันก็ย่อมต้องทำลายกัน เหมือนทักษิณและยิ่งลักษณ์ถูกพวกสลิ่มและ ปชป.เขียนด่าว่าอยู่ทุกวี่วัน  เหมือนคสช.ก็ถูกฝ่ายเสื้อแดงเขียนด่าอยู่ทุกวี่วัน  ไม่ว่ายุคไหนก็เป็นเช่นนี้  แต่ในประวัติศาสตร์จีนได้ระบุไว้ว่ายุคพระนางบูเช็กเทียนบริหารประเทศนี่เองประเทศจีนและประชาชนมีความเจริญรุ่งเรือง อยู่กันอย่างมีความสุข ยกเว้นพวกเสนาบดีที่หาทางโค่นอำนาจพระนางเท่านั้นที่ถูกกำจัด ก็ถือเป็นเรื่องปกติของการแก่งแย่งอำนาจ  ถ้าพระนางไม่เข้มแข็งจะปกครองพวกบุรุษผู้ร้ายกาจได้อย่างไร)

ในเวลาต่อมาด้วยการอุทิศตนของ พระเสวียนจั้ง ท่านได้แปลพระไตรปิฎกฉบับดั้งเดิมให้เป็นภาษาจีน จำนวนมากถึง 75 เล่มสมุด 1,335 ม้วน ซึ่งในปัจจุบัน พระไตรปิฎกฉบับแปลโดย พระเสวียนจั้ง ดังกล่าวก็ยังคงใช้กันอย่างแพร่หลายในวงพุทธศาสนาของประเทศจีน

นอกจากพระไตรปิฎกฉบับแปลเป็นภาษาจีน ที่พระเสวียนจั้งได้ทิ้งไว้เป็นมรดกอันล้ำค่าสำหรับชาวจีนและชาวเอเชียตะวันออกแล้ว ท่านยังได้ทิ้ง ‘บันทึกดินแดนตะวันตกในสมัยถัง (大唐西域记)’ บันทึกประวัติศาสตร์อันมีค่ามหาศาลไว้เป็นมรดกทาง วัฒนธรรม สำหรับชาวโลกรุ่นหลังอีกด้วย

โดย https/somdejwangna blogspot.com
9
ล้างรูป / เวลามีค่า
« กระทู้ล่าสุด โดย ดอกโศก เมื่อ ตุลาคม 26, 2019, 09:07:00 PM »
 :13:



 :13: :13: :13:
10
สูตรน้ำซุปต้มเลือดหมู ทำอย่างไรให้หอม อร่อย น้ำซุปเข้มข้น ทำกินเองอร่อยสุดๆ

แจกสูตรน้ำซุปต้มเลือดหมู ทำอย่างไรให้หอม อร่อย น้ำซุปเข้มข้น ทำกินเองอร่อยสุดๆ

เทคนิคการทำน้ำซุปต้องใสและกลมกล่อม ธุรกิจการขายต้มเลือดหมู ที่ทำให้อร่อยสามารถสร้างรายได้มากมายถึงขั้นรวยๆ เป็นเศรษฐี!


การทำน้ำซุป ให้เตรียมส่วนผสมดังนี้

1. กระดูกหมู 2 ข้อ

2. พริกไทยเม็ด 2 ช้อนชา

3. รากผักชีทุบ 10 ราก

4. กระเทียม 3 หัว

5. น้ำสะอาด

6. น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ

7. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

8. เกลือ 1 ช้อนชา

ขั้นตอนการทำน้ำซุป

1. ใส่กระดูกหมูลงไปในหม้อต้ม แล้วเติมน้ำสะอาดลงไปให้ท่วมกระดูกหมู เปิดไฟแรง เมื่อเดือดแล้วก็นำเครื่องปรุงที่เตรียมไว้ใส่ลงไป

2. เมื่อเดือดแล้วจะมีฟองเกิดขึ้น ให้คอยตักฟองออกไป เมื่อเดือดสักพักก็ดับเตาแก๊สได้

3. ยกหม้อลงจากเตา ตักส่วนที่เป็นกระดูกออก กรองน้ำซุปให้มีความใส

การเตรียมส่วนผสมเพื่อประกอบเมนู ต้มเลือดหมู

1. เลือดหมูต้มสุก 1 ก้อน

2. ตับหมู 100 กรัม

3. กระเพาะหมู 100 กรัม

4. เนื้อหมูสับ 100 กรัม

5. ใบคื่นช่าย 1 ต้น

6. ใบตำลึงหรือปวยเล้ง ½ ถ้วย

7. พริกไทยป่น

8. กระเทียมเจียว

9. ตังฉ่าย 1 ช้อนชา

ต่อไปก็มาถึงตอนสำคัญแล้ว สิ่งที่ต้องมีคือต้องมีหม้ออยู่ 3 ใบ คือหม้อที่ต้มน้ำซุป หม้อลวกเครื่อง หม้อปรุง

วิธีการทำ ต้มเลือดหมู ให้ทำตามลำดับดังนี้ครับ

1. ตั้งหม้อต้มน้ำให้เดือด แล้วใส่หมูสับ กระเพาะหมู ตับหมู ลงไปลวกด้วยกระชอนเพื่อให้สุก แล้วตักขึ้นมาพักไว้ในจานหรือชาม

2. นำปวยเล้งและใบตำลึงลงไปลวก แล้วก็ตักมาพักไว้

3. ใช้หม้อปรุงอีกใบหนึ่ง ตักน้ำซุปที่เตรียมไว้ลงไป แล้วตั้งไฟกลาง นำเลือดหมูลงไปต้มในน้ำซุปแล้วตักใส่ชาม นำเครื่องที่พักไว้ตามข้อ 1 และ 2 ใส่ตามลงไป

4. ใส่ตังฉ่ายโรยหน้าแล้วตักน้ำซุปราดลงไปให้ท่วม ตักกระเทียมเจียวโรยหน้า และใบคื่นช่ายสด 3-4 ใบ โรยพริกไทยทั่ว ๆ เท่านี้ก็พร้อมเสิร์ฟแล้ว

แม้ว่ากระบวนการทำนั้นจะดูว่ามีขั้นตอนมาก แต่ถ้าทุกอย่างลงตัว เตรียมพร้อมแล้ว ขั้นตอนการทำก็ไม่ยากเลย สังเกตจากร้านที่ขายต้มเลือดหมูจะมีหม้อลวก หม้อน้ำซุปและหม้อสำหรับปรุง ถ้าทำเองก็ควรจะทำให้กินกันได้ทั้งครอบครัว จะเป็นการคุ้มค่ากว่าเพราะลงมือทำทีเดียวกินได้หลายคน

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : sharesod

ที่มา kubkhao

ที่มา https://www.kubkhao.com/2019/10/blog-post_950.html?fbclid=IwAR38iWvNVyUaZ63n9roQo-hoQ-1gZcijCxj-vBuGr84MqXx6iJf6bHi9Ejg
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham