Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - มดเอ๊กซ

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 ... 441
31


อ่านเรื่องเซนทีไร ก็มีคำว่า 'ซาโตริ' ปนมาอยู่เรื่อย

มันคืออันหยัง?

คงต้องเริ่มที่คำถามว่า อะไรคือเป้าหมายหลักของปรัชญาพุทธ

คอนเส็ปต์หลักน่าจะคือ 'การปลดปล่อยตนให้เป็นอิสระ'

ในทางพุทธก็คือการบรรลุนิพพาน (nirvana) ในทางเซนคือการบรรลุพุทธภาวะ เรียกว่า ซาโตริ (satori)

ทั้งสองอย่างก็คือการกำจัดความคิดปรุงแต่ง (delusive thinking) ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ เมื่อขจัดมันไปได้ ก็ทำให้โลภ โกรธ หลง หายไปด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือการทำลายอุปาทานในขันธ์ เพื่อให้อัตตาสิ้นไป เมื่อไม่มีอัตตา ก็เป็นอิสระ

เจ้าชายสิทธัตถะทรงละทิิ้งชีวิตฆราวาสไปเป็นดาบส ทรงหาทุกวิถีทางที่จะปลดปล่อยพระองค์เป็นอิสระ แต่ทรงไม่สามารถบรรลุจุดหมายนั้นด้วยหนทางแห่งความสุดโต่ง จนกระทั่งหลังจากเจ็ดปีของการค้นหาแบบสุดโต่ง ก็ทรงละทิ้งวิถีนั้น และเมื่อนั้นเองที่ทรง 'ตื่น' และเข้าสู่สภาวะแห่งการเข้าใจหรือที่เรียกว่า การตรัสรู้ (enlightenment) โดยการพิจารณาสิ่งที่เป็นไปในโลกใต้ต้นโพธิ์ ผ่านทั้งราตรีจนแสงสว่างของเช้าวันใหม่มาถึง ก็ทรงเข้าพระทัยทุกสิ่งอย่างแจ่มแจ้ง หลุดพ้นโดยสิ้นเชิงจากมายาและวงจรการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) เป็นสภาวะที่เรียกว่า อนุตตรสัมมาสัมโพธิ ซึ่งถือเป็นปัญญาสูงสุดที่ไม่มีสิ่งใดมาเทียบเคียงได้ (unexcelled, complete awakening)

การหลุดพ้นก็คือการตื่น นี่คือที่มาของคำว่า พุทธะ แปลว่า ผู้ตื่นแล้ว (บางครั้งใช้คำว่า โพธิ ในความหมายของการตื่นเช่นกัน)

ตื่นจากอะไร?

ตื่นจากมายา ปลดปล่อยตัวเองจากมายาและสิ่งห่อหุ้มธรรมชาติเดิมของเรา

แล้วซาโตริต่างจากนิพพานหรือไม่? อย่างไร?

มีการให้ความหมายของนิพพานและซาโตริต่างกันออกไป บางตำราใช้คำนิพพานกับซาโตริในความหมายเดียวกัน บางตำราว่าภาวะการรู้แจ้ง (enlightenment) มาก่อนภาวะนิพพาน (nirvana) บางตำราก็แบ่งการบรรลุธรรมออกเป็นหลายระดับ เช่น นิพพาน, ซาโตริ, เคนโซ

คำว่า ซาโตริ แปลตรงตัวว่า การเข้าใจ บางทีก็ใช้สลับกับคำว่า เคนโซ (kensho) ซึ่งมักหมายถึงการบรรลุธรรมในขอบเขตของเซน

เคนโซ แปลตรงตัวว่า การมองเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของตนเอง เคนโซจึงไม่ได้มีความหมายถึงการตื่นอย่างสมบูรณ์ในความหมายของนิพพาน

มีผู้เปรียบว่า การบรรลุเคนโซก็เช่นการเตะลูกบอลวิถีไกลโค้งข้ามสนามเข้าประตูอย่างสวยงามเพียงครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าคุณคือ เดวิด เบคคัม หรือการขว้างลูกบาสเก็ตบอลเข้าห่วงในทีเดียว ก็ไม่ได้ทำให้คุณเป็น ไมเคิล จอร์แดน คุณจะเป็น เดวิด เบคคัม หรือ ไมเคิล จอร์แดน ก็เมื่อคุณทำประตูได้มากพอ นานพอจนสามารถคุมลูกบอลได้ดั่งใจ หรือหากใช้สำนวนนิยายจีนกำลังภายในก็คือ คุณเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกับลูกบอลจนไม่เหลือตัวตนของลูกบอล!

ผู้รู้ด้านเซนหลายท่านอธิบายว่า ซาโตริมักมีความหมายของการตื่นเล็ก นิพพานมีความหมายของการตื่นใหญ่ นั่นคือนิพพานเป็นผลรวมของการบรรลุซาโตริ สรุปแบบหยาบ ๆ ได้ว่า คนเราสามารถบรรลุซาโตริได้หลายครั้ง แต่บรรลุนิพพานได้ครั้งเดียว

ตัวอย่างที่ดีที่สุดน่าจะเป็นกรณีของอาจารย์ฮาคุอิน ปรมาจารย์เซนคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของญี่ปุ่นสมัยศตวรรษที่ 15 ว่ากันว่าท่านมีประสบการณ์ซาโตริหลายครั้ง เช่นครั้งหนึ่งขณะที่เดินฝ่าฝน น้ำท่วมขึ้นมาถึงหัวเข่า ขณะจิตนั้นท่านนึกถึงบทธรรมที่เคยอ่านนานมาแล้ว พลันท่านก็ตื่น ส่งเสียงหัวเราะก้องกังวาน อาจารย์ฮาคุอินมักตื่นกะทันหันและหัวเราะก้องเช่นนี้เสมอ เป็นตัวอย่างว่าการตื่นมีหลายระดับ และเกิดขึ้นซ้ำได้

ชาวพุทธไม่น้อยตีความคำว่า วงจรการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) ตรงตามคำว่าเป็นการเกิดใหม่โดยพลัง (หรือพลังงาน) ที่เรียกว่า กรรม และกรรมนี้เองเป็นตัวกำหนดคุณลักษณ์และบทบาทของชีวิตที่เกิดใหม่ จนกว่าจะสามารถ 'ตื่น' เมื่อนั้นวงจรนี้ก็จะสิ้นสุด เรียกจุดหมายปลายทางนี้ว่า นิพพาน

แต่ในทางเซนและมหายานบางสายตีความคำว่า สังสารวัฏ แตกต่างออกไป เซนชี้ว่ากระบวนการเกิดใหม่นี้เกิดขึ้นเป็นช่วงขณะจิต เพราะตัวตนของเราทุกคนเกิดใหม่เรื่อย ๆ ทีละชั่วขณะจิต อันเป็นการกระทบกันของปัจจัยหนึ่งสู่อีกปัจจัยหนึ่งตามหลัก ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งใช้อธิบายสภาวะของจิตของฝ่ายเถรวาท

จะเห็นว่าในเรื่องเดียวกันแท้ ๆ ก็มีการตีความไปต่าง ๆ นานา

อ่านแล้วง่วงหรือเปล่า?

ไม่แปลกถ้าง่วงนะ ก็เหมือนเรื่องเสือดำ เรื่องนาฬิกา และอื่นๆ นั่นแหละ ตีความได้หลายอย่าง ตีความไปตีความมา ก็ง่วงนอนได้

คำว่าเซนจึงต้องเขียน Zen ไง ZZZZ เป็นสัญลักษณ์ของความง่วง

.……………...

วินทร์ เลียววาริณ
เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/winlyovarin/

32
 ดูหนังหาแก่นธรรม เรื่อง มิลาเรปา กับ อ.กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล

"มิลาเรปา"  มหากาพย์ที่ตรึงใจคนธิเบตมานับพันปี ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของนักบุญ กวีและโยคี ผู้เป็นตำนานจากศตวรรษที่ 11 กลายมาเป็นภาพยนตร์ยื่งใหญ่

ชวนชมการเสวนาเกี่ยวกับข้อคิดในภาพยนตร์

เรื่องราวในครึ่งหลังของชีวิต (ที่ไม่ได้อยู่ในภาพยนตร์) และคำสอนจากธรรมคีตาที่ท่านแสดง

ชวนคุยโดย อ้อม สุนิสา สุขบุญสังข์
ชวนหาแก่นธรรมโดย อาจารย์ กฤษดาวรรณ (มูลนิธิพันดารา)

ในกิจกรรมดูหนังหาแก่นธรรม ซึ่งจัดขึ้นที่สวนโมกข์กรุงเทพ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓ กันยายน 2560

<a href="https://www.youtube.com/v/VIzjnIwS0Hs" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/VIzjnIwS0Hs</a>

33


ว่ากันว่าแก่นคำสอนของ "ท่านโพธิธรรม" หรือ "ตั๊กม้อ" คือการชี้ตรงไปที่จิตใจ เพื่อให้เห็นธรรมชาติเดิมแท้ และบรรลุถึงพุทธภาวะ ตามตำนานกล่าวว่าท่านเป็นเจ้าชายจากอินเดียตอนใต้ที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปเผยแผ่คำสอนที่ไม่ใช่เพียงแค่เปลี่ยนแปลง แต่เป็นการปฏิวัติสังคมวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ ทั้งในจีน ญี่ปุ่น รวมถึงอีกหลายประเทศทั่วโลกที่เซ็นแพร่ไปถึง แน่นอนว่าหากปราศจากท่านโพธิธรรม โฉมหน้าของอารยธรรมตะวันออกจะต่างจากที่เราเห็นทุกวันนี้อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

ออกเดินทางจากอินเดียตอนใต้ ไปยังจีน และญี่ปุ่น รวมระยะทางกว่า 20,000 กิโลเมตร เพื่อไขปริศนา และตามรอยการเดินทางของปรมาจารย์เซนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้

ลิ้งแรก https://youtu.be/s6sU65VVLdc


<a href="https://www.youtube.com/v/s6sU65VVLdc" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/s6sU65VVLdc</a>

34


AVENGERS: INFINITY WAR | เสียสละ, เมตตา หรือไร้ความปราณี?

(***บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของเรื่อง***)
 
ถึงแม้จะไม่ได้เป็นแฟนคอมมิค MARVEL หรือติดตามจักรวาล MCU (Marvel Cinematic Universe) อย่างใกล้ชิด แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับอย่างปฏิเสธไม่ได้คือ Avengers: Infinity War นั่นเป็นหลักไมล์สำคัญครั้งหนึ่งของโลกภาพยนตร์
 
การเดินทางมานับทศวรรษของจักรวาลซูเปอร์ฮีโร่ครั้งนี้มันยิ่งใหญ่ และแม้จะไม่รักมันสุดๆ ก็แอบตื่นเต้นไม่น้อยที่มันมาได้ถึงขนาดนี้ จากหนังฮีโร่เล็กน้อยที่มีเรื่องของตัวเองมาโคจรพบกันใน The Avengers (2012) เมื่อ 6 ปีก่อนก็ว่าน่าตื่นตาแล้ว แต่ในครั้งนี้ปี 2018 เส้นทางของจักรวาลมาไกลและสเกลใหญ่สุดๆ การที่ทุกคน (และไม่ใช่คน) เดินทางลัดฟ้าข้ามอวกาศมาเจอกันเพื่อเป้าหมายเดียวอย่างการเอาชนะ “ธานอส” ศัตรูตัวฉกาจ ถือว่าควรค่าแก่การลิ้มลองและเป็นสักขีพยานอย่างแท้จริง
.
นี่เป็นหนังของธานอส - ความคิดแรกหลังจากรับชม Infinity War ที่แม้จะรวมเหล่าฮีโร่จากเรื่องต่างๆมาฟอร์มทีมต่อสู้ด้วยกัน แต่ตัวละครเดียวที่เฉิดฉายและมีพื้นที่ให้ชีวิตและจิตใจมากที่สุดกลับเป็น ธานอส วายร้ายผู้มีเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างจักรวาลด้วยการลดประชากรทุกดาวให้เหลือครึ่งเดียว
 
แต่ก่อนที่เขาจะทำแบบนั้นได้แบบชิลล์ๆ ด้วยการดีดนิ้ว ธานอส ต้องรวบรวมอัญมณีเทพทั้ง 6 ให้ครบเสียก่อน นำมาซึ่งภารกิจตามล่าที่เป็นดั่งบททดสอบสำคัญให้ชีวิตตัวเขาเองในเวลาเดียวกัน
.
ประเด็นที่น่าสนใจคือพวกเขา (ไม่ว่าจะทั้งผู้สร้าง ทีมบท หรือผู้กำกับก็ตามที) เลือกจะปั้นตัวละคร ธานอส ให้ออกมามีเลือดเนื้อและจิตใจมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยให้ตัวละครฮีโร่มีพื้นที่เหลือเพียงการต่อสู้เท่านั้น ซึ่งก็เข้าใจได้ในฐานะที่ทุกคนต่างมีข้อมูลที่ถูกสร้างตามรายทาง และเก็บมาใช้งานในเรื่องนี้จนเกือบหมด (ซึ่งส่วนมากเป็นเรื่องความรักความสัมพันธ์) เราเลยแอบประทับใจที่ ธานอส เป็นตัวละครที่ดูมีชีวิตชีวาที่สุดในเรื่อง ทั้งที่มันจะถูกทำให้เป็นแค่ตัวร้ายบ้าๆดาดๆก็ยังได้ (แต่ไม่ทำ)
.
อย่างที่เกริ่นไปก่อนหน้า หากฝั่ง Avengers ศึกครั้งนี้คือการปกป้องมนุษยชาติจากภัยอันตรายด้วยการปกป้องอัญมณี แต่สำหรับ ธานอส นี่คือการเดินทางยากลำบากบนเส้นทางอุดมการณ์ที่แข็งแกร่ง และมั่นคง ความคิดที่ว่าประชากรของจักรวาลควรถูกลดเหลือเพียงครึ่งหนึ่งเพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้นี่น่าสนใจมากๆ แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ก็ตามที แต่การที่ ธานอส คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำไปก็เพราะ ‘ความเมตตา’ มันทำให้เราสนใจในเบื้องลึกจิตใจของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
ภายใต้ความคิดของเหล่า Avengers ที่มองเขาว่าช่าง ‘ไร้ความปราณี’ แต่สำหรับ ธานอส เขาคิดว่าตัวเองนั้นเป็น ‘ผู้เสียสละ’ ที่ยอมสูญเสียทุกอย่างเพื่อประชากรจักรวาลทั้งหมด ไม่ว่าจะการเดินทางทำลายดวงดาวต่างๆ หรือตามล่าหาอัญมณี เขาได้สูญเสียบางอย่างไปด้วยเสมอ แต่ที่ไม่เคยหายไปนั่นคือ ‘อุดมการณ์’ อันแข็งแกร่งที่แม้กระทั่งหนึ่งเดียวที่เขารักอย่าง ‘กามอร่า’ เขาก็ยอมเสียสละเพื่อให้ได้มาซึ่งจุดมุ่งหมายสูงสุดอยู่ดี
.
แนวคิดของ ธานอส ที่ต้องการทำลายประชากรให้เหลือครึ่งเดียว (คำว่าครึ่งเดียวมันเจ๋งมากๆ สำหรับเรา มันดูไม่เสียสติ มีการไตร่ตรอง และน่ากลัวในเวลาเดียวกัน) คือการที่เขามองว่าหากมีประชากรเยอะเกิน ทรัพยากรก็จะหมดไป และทำให้ดวงดาวหรือกลุ่มประชากรเหล่านั้นถึงกาลอวสาน การที่เขาอาสา (แบบที่ไม่มีใครต้องการ) กำจัดประชากรแต่ละดาวให้เหลือครึ่งเดียวจึงเป็นความเมตตากรุณาในมุมมองของเขา ที่ต้องการรักษาสมดุลจักรวาลให้คงที่ และเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งสุดท้ายจะจริงแท้แค่ไหนก็ไม่มีใครรู้ (รวมถึงตัวธานอส เองก็ตาม)
.
ฉากที่ชอบที่สุดในช่วงท้ายของเรากลับไม่ใช่การ ‘ล้างกระดาน’ กำจัดฮีโร่ให้เหลือเพียงครึ่งเดียว แต่เป็นภาพนิมิตของธานอส (ที่ถูกใส่เข้ามาเรื่อยๆ ในหนัง) ที่เขากลับไปเจอ กามอร่า วัยเด็กอีกครั้งหลังจากได้อัญมณีครบทั้ง 6
 
“คุณทำสำเร็จมั้ย?’
“ใช่”
“แล้วสูญเสียไปเท่าไหร่?”
“ทุกอย่าง”
 
ชัยชนะในครั้งนี้ของธานอส มาพร้อมกับสิ่งที่เขาต้องสูญเสียและสละทิ้งมากมาย
 
เราชอบมากๆ ที่หนังจบลงด้วยภาพของเขาอยู่บนดาวสงบสุข (จากแวดล้อมที่เห็นอย่างเผินๆ) นั่งยิ้มอย่างมีความสุขในภารกิจที่ตัวเองทำสำเร็จ
 
ขณะที่ประชากรมหาศาลล้มตายหายกลายเป็นฝุ่นอย่างเยือกเย็น นี่ไม่เพียงแต่เป็นภาพความย้อนแย้งที่ทำให้ใครหลายคนอยู่ในระดับ ‘ช็อก’ แต่กลายเป็นทิศทางที่น่าสนใจให้กับจักรวาล MCU ได้อย่างน่าชื่นชมด้วยเช่นเดียวกัน (พอเล่นแบบนี้ก็นึกไม่ออกเลยว่าจะยังไงอะไรต่ออะนะ)
 
นอกเหนือจากวิธีคิดที่น่าสนใจแล้ว สิ่งที่ทำให้เราชอบในตัวธานอส คือบุคลิกภายนอกของเขา เราชอบในความน่าเกรงขาม ความไม่ล่อกแล่กหรือแปรไปตามอารมณ์ และจดจ่อกับเป้าหมายโดยไม่สนใจอุปสรรคตามรายทางที่เข้ามาขัดขวาง (แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัวก็ตาม) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากแนวคิดหรือจุดเริ่มต้นการเป็นวายร้ายของเขาไม่ได้สืบเนื่องมาจากเรื่องอารมณ์หรือปมจิตใจแต่อย่างใด ยิ่งมาบวกกับความตลกเฮฮาของเหล่าฮีโร่ในหนัง (ที่เป็นธรรมเนียมไปแล้ว) เราเลยมองได้อย่างชัดเจนว่าธานอส คือตัวละครที่เอาจริงสุดๆ และไม่มีทีท่าจะอ่อนข้อให้เลย
.
เอาเข้าจริงหนังของ MCU ช่วงหลังๆ เราค่อนข้างชอบ ‘ตัวร้าย’ มากกว่าตัวละครฮีโร่มาตลอดเลย ตั้งแต่ บารอน ซีโม่ใน Captain America: Civil War (2016) , เอเดรียนใน Spider-Man: Homecoming (2017), เฮล่า ใน Thor: Ragnarok และล่าสุด คิลมอนเกอร์ ใน Black Panther (2018) อาจจะเพราะที่มาที่ไปของตัวละครล้วนมีตัวแปรมาจากผลพวงบางสิ่งที่พวกเขาต้องรับชะตากรรม (โดยเฉพาะการสูญเสีย) และหลายๆครั้งที่เราเผลอเอาใจช่วยโดยไม่รู้ตัว ซึ่งถึงแม้ว่า ธานอส จะไม่ใช่ตัวละครในหมวดหมู่ที่เราอยากจะเชียร์นัก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความร้ายกาจของเขามีน้ำหนักที่รองรับอย่างน่าสนใจ และเป็นวัตถุดิบที่น่าเอาไปเล่นต่อเป็นอย่างยิ่ง
.
นอกเหนือจากประเด็น ธานอส ที่เราสนใจ ยังมีส่วนหนึ่งที่เราอยากชื่นชมใน Avengers: Infinity War คือการจัดแจงแบ่งกลุ่มตัวละครฮีโร่ในแต่ละส่วน แม้ว่าเราจะไม่ค่อยชอบการจัดพื้นที่เวลาในหนังนัก (และที่สำคัญ เราไม่ค่อยชอบท่าทีตลกโปกฮาภายใต้ความตึงเครียดเท่าไหร่ - แต่เข้าใจได้แหละ)
 
แต่เราว่าหนังเก่งมากๆที่จับคู่ตัวละครได้ถูกกลุ่ม ถูกคนมากๆ เหมือนฮีโร่แบบนี้ต้องไปลุยกับอีกฮีโร่แบบนี้เท่านั้น ซึ่งพอเคมีมันถูก ไม่เพียงแต่แอ็กชั่นซีนจะเวิร์คแล้ว แต่ยังช่วยการดำเนินเรื่องให้ลื่นไหลไม่ต้องเสียเวลาในการเข้าขาของตัวละครมากเท่าไหร่ (นี่ชอบคู่โทนี่ สตาร์ค, ด็อกเตอร์ สเตรนจ์ และสตาร์ลอรด์ มาก คือมาเจอกันแล้วสนุกเลย อีโก้จัดแบบนี้)
.
โดยรวม Avengers: Infinity War แม้จะไม่ใช่หนังฮีโร่ที่เราชอบสุดๆ (และแน่นอนว่ามีอีกหลายเรื่องใน MCU ที่เราเอนจอยและชอบมากกว่า) เพราะภายใต้ฉากต่อสู้ในสเกลที่ใหญ่ยักษ์ หนังก็มีแผลและบางอย่างขาดตกบกพร่องอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะบทภาพยนตร์ที่เป็นหัวใจหลักของหนัง
 
กระนั้น ก็ต้องยอมรับว่าการนั่งดูเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่หนัง Blockbuster ทั่วไป แต่ยังชวนให้นึกย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้วที่เรา (ในช่วงเด็กๆ) กำลังนั่งดู Iron Man (2008) ในบนจอทีวีอย่างสนุกสุดๆ ตอนนั้นแค่โทนี่ สตาร์ค สร้างชุดเกราะ MARK II ตัวเองก็ตื่นเต้นแล้ว (ฮา) ซึ่งมันทำให้เห็นว่าในระยะเวลา 10 ปี จักรวาลนี้เติบโตแและเดินทางมาไกลเกินกว่าจะจินตนาการได้จริงๆ และเชื่อว่าใครหลายคนก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกัน

นักเขียน : Kanin The Movie


จาก https://www.facebook.com/gmliveonline/

35


ปีแอร์ ปรูโฐ ชาวฝรั่งเศส เลื่อมใสพระพุทธศาสนา ขออุปสมบท
ณ วัดพัทธสีมาวัดศรีจันทราราม
เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าประทับใจ กับพิธีบวช

เมื่อมีเพจที่ชื่อว่า “ข่าวความรู้” ได้โพสคลิปพร้อมระบุข้อความว่า …..

“คลิปตอนจบ พิธีสู่ขวัญ-แห่นาค (ปีแอร์ ปรูโฐ) ชาวฝรั่งเศส อุปสมบท ณ วัดพัทธสีมาวัดศรีจันทราราม วัดบ้านปากดุก อย่างงดงามและสมบูรณ์แบบครับ”

<a href="https://www.youtube.com/v/GAS9S1z70KA" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/GAS9S1z70KA</a>











จาก http://goodlifeupdate.com/healthy-mind/83335.html



36
<a href="https://www.youtube.com/v/bTmR0IfsTHI" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/bTmR0IfsTHI</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/2lHASS79mdc" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/2lHASS79mdc</a>

คนค้นฅน : ฅนบนทางก้าว

โครงการ “ก้าวคนละก้าว” เกิดขึ้นโดย อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน บอดี้สแลม ที่ได้ร่วมมือกับมูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จัดกิจกรรมวิ่งการกุศล เพื่อระดมทุนจากผู้มีจิตศรัทธาจากทั่วประเทศ มาช่วยเหลือโรงพยาบาลในประเทศที่เป็นโรงพยาบาลศูนย์ เพื่อนำเงินมาพัฒนาและเพิ่มศักยภาพด้านเครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์ และด้านบุคลากรต่างๆ ให้มีคุณภาพที่ดี เพื่อจะรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป โดยการวิ่งเริ่มต้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ใต้สุดแดนสยามที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา รอดอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ มุ่งหน้าจังหวัดยะลา ผ่านปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก ลำปาง พะเยา และสิ้นสุดที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย รวม 20 จังหวัด ในวันที่ 25 ธันวาคม 2560 รวมการวิ่ง 55 วัน ระยะทางทั้งสิ้น 2,215 กิโลเมตร โดยมียอดเงินบริจาคที่สูงทะลุเป้ากว่า 1,200 ล้านบาท แต่การวิ่งครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของ ตูน - อาทิวราห์ คงมาลัย จะสำเร็จถึงจุดหมายปลายทางไม่ได้เลย ถ้าไม่มีทีมงานเบื้องหลังในส่วนต่างๆ ของโครงการ “ก้าวคนละก้าว” หรือเหล่าอาสาสมัครที่มาร่วมวิ่งก้าวตามไปกับเขา รวมไปถึงผู้คนตามรายทางที่เขาได้ก้าวผ่านในครั้งนี้ ทุกคนมากันด้วยหัวใจที่เห็นถึง “พลังความดี” ของเขา พลังของการลุกขึ้นมาทำความดีโดยที่ไม่มีใครบอก และทำด้วยหัวจิตหัวใจที่ใสสะอาด เอาความมานะ อดทน ความเหนื่อยยากของตนมาแลก เพื่อให้คนอื่นในสังคมได้ร่วมกันทำความดีด้วยกัน และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนหลายๆ คนบนรายทางที่เขาวิ่งผ่าน

ติดตามข่าวสารทีวีบูรพาเพิ่มเติมได้ที่
http://tvburabha.com/
https://www.facebook.com/tvburabha
https://www.instagram.com/tvburabha/
https://www.facebook.com/kontvburabha

37
<a href="https://www.youtube.com/v/iwsAgEAiE8s" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/iwsAgEAiE8s</a>

พื้นที่ชีวิต : เส้นทางจาริกแห่งหุบเขาโคยะซัง (25 ม.ค. 61)

โคยะซัง เมืองเล็กๆ ตั้งอยู่บนภูเขาที่มีความสูงกว่า 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล เมื่อปี 2547 ยูเนสโกได้ประกาศให้เป็นมรดกโลกลำดับที่ 12 ของญี่ปุ่น เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายชินงอนในประเทศญี่ปุ่น ที่มีอายุกว่า 1200 ปี เคยมีวัดตั้งอยู่กว่า 1,000 แห่ง

ปัจจุบันเส้นทางจาริกบนหุบเขาโคยะซัง ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางที่ชาวพุทธนิกายชินงอนในญี่ปุ่นต้องมาเดิน มีวัดนับร้อยแห่ง ทีเปิดเป็นที่พักให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพัก เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตและคำสอนของพุทธศาสนา ติดตามนิ้วกลมเดินทางขึ้นสู่หุบเขาโคยะซัง เพื่อค้นหาคุณค่าและความสำคัญของการจาริกแสวงบุญในมุมมองของชาวพุทธนิกายชินงอน

ติดตามชมรายการพื้นที่ชีวิต วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม 2561 เวลา 22.00 - 22.55 น. ทางไทยพีบีเอส หรือรับชมผ่านทีวีออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live
-------------------------------------------------------

กด Subscribe
ติดตามรายการดีๆของช่อง ได้ที่  : http://goo.gl/hdy2ye
และ ติดตามไทยพีบีเอสออนไลน์ ได้ที่

Website       : http://www.thaipbs.or.th
Facebook     : http://www.fb.com/ThaiPBSFan
Twitter          : http://www.twitter.com/ThaiPBS 
Instagram    : http://www.instagram.com/ThaiPBS
Google Plus : www.thaipbs.or.th/GooglePlus
LINE              : @ThaiPBS
Youtube        : http://www.youtube.com/user/ThaiPBS



38


มีคำกล่าวว่า จิตวิทยาของคนอินเดียมักจะมองขึ้นไปบนฟ้า แล้วก็ขบคิดถึงอนันตภาวะบางอย่าง ขณะที่คนจีนนั้นจะแตกต่างออกไป นั้นคือ คนจีนมักมองลงมายังพื้นดิน แทนที่จะมองขึ้นไปบนท้องฟ้า และ จินตนาการถึงอะไรบางอย่างแบบคนอินเดีย พูดอีกอย่างก็คือ คนจีนชอบอะไรที่เป็นไปในเชิงปฏิบัติการ และ เป็นคนติดดินยิ่งกว่าคนอินเดีย  นี่จึงเป็นสาเหตุให้เมื่อพุทธศาสนาแบบที่เป็นนามธรรมลึกซึ้ง อย่างนิกายสรวาสติวาทิน ของหินยาน กับ นิกายมาธยมิกะ และ โยคาจาระ ของมหายาน ได้เข้าไปในจีน สำนักคิดเหล่านี้ ถึงได้ดำรงอยู่และรุ่งเรืองได้ไม่นานก็หายไปจากประเทศจีน แม้ว่าพุทธธรรมคำสอนที่ลึกซึ้งเหล่านี้ จะจับใจบรรดาบัณฑิตและปัญญาชนของจีนก็ตาม แต่สำหรับชาวบ้านร้านตลาดแล้ว ปรัชญาเหล่านี้ดูไม่มีผลกระทบหรือเกี่ยวข้องอะไร กับชีวิตประจำวันของพวกเขามากนัก ถ้าเราเคยอ่านพระอภิธรรมของนิกายเถรวาท เราจะพบว่า พระอภิธรรมเป็นปรัชญาเชิงวิเคราะห์ ซึ่งยากที่ตาสีตาสาจะเข้าใจได้ ต้องอาศัยนักศึกษาชั้นที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดจริงๆ ในขณะที่นิกายมหายานอย่างเซน ก็ล้วนเต็มไปด้วยข้อปริศนาธรรมซึ่งชวนพิศวงและยากแก่การเข้าใจ แม้การปฏิบัติธรรมเชิงพุทธธรรมดาๆ เราก็เชื่อกันว่า มันยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่าจะเป็นพระอรหันต์ หรือ พระอริยบุคคลลำดับชั้นรองๆลงมา 

ดังนั้นคณาจารย์มหายานของจีนจึงพยายามที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว กล่าวคือ จะทำอย่างไรให้พุทธศาสนา ที่เป็นอะไรที่ " ยาก "และ "ห่างไกลชีวิต"เสียเหลือเกิน เป็นเรื่องของปราชญ์ บัณฑิต หรือ บุคคลพิเศษบางพวกซึ่งมุ่งเน้นการปฏิบัติที่เคร่งครัดตามวิถีของผู้สละโลก เป็นของที่จับต้องได้ สำหรับชาวบ้านร้านตลาด ผู้ซึ่งอาจจะแม้อ่านหนังสือไม่ออก และ มีชีวิตไปกับการทำไร่ไถ่นา รีดนมวัวไปวันๆ สามารถเข้าถึงและได้รับประโยชน์ได้ และ นั้นคือที่มาของนิกายสุขาวดี กล่าวคือ คณาจารย์มหายานชาวจีนได้พยายาม หาทางออกของปัญหาดังกล่าว และ พบว่าบรรดาคณาจารย์ชาวอินเดียในอดีต นั้นมีคำตอบ และ ได้ให้คำตอบเอาไว้ ในพระสูตรจำนวนหนึ่ง กล่าวคือ  มหาสุขาวดีวยูหสูตร , อมิตายุรธยานสูตร, จุลสุขาวดีวยูหสูตร และอมิตายุอุปเทศสูตร ซึ่งพระสูตรเหล่านี้ ได้กล่าวถึงเรื่องราวของสุขาวดี ของพระพุทธเจ้าผู้มีนามว่า อมิตาภะ ซึ่งพระสูตรบรรยายเอาไว้ว่า ด้วยการสั่งสมบารมีที่ยากลำบากและยาวนานของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ส่งผลให้พุทธเกษตรของพระองค์นั้นรุ่งเรือง งดงาม ยิ่งกว่าพุทธเกษตรของพระพุทธเจ้าองค์ใดๆ และ เพียงแค่การทำบุญทำทาน มีเมตตาจิต รักษาศีล ทำสมาธิชำระจิตให้บริสุทธ์ โดยหมั่นระลึกหรือออกนามพระอามิตาภะเท่านั้น ! มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเคยทำบาปกรรมอะไรมากก็ตาม ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เพศไหน มีฐานะทางสังคมยังไง ก็ย่อมสามารถไปเกิดบนพุทธเกษตรของพระพุทธเจ้าองค์นี้ได้ (ไปเกิดแบบโอปปาติกะ บนดอกบัว) เมื่อไปเกิดแล้วจะไม่ตกต่ำมาสู่อบายภูมิอีก และ เที่ยงแท้ต่อการบรรลุนิพพาน เพราะ พระอมิตาภะเจ้า เป็นผู้หยั่งรู้วาระจิตสรรพสัตว์ เฉลียวฉลาดในการใช้อุบายต่างๆ ในการสอนสัตว์ ดังนั้นบุคคลผู้ได้ไปเกิดในสุขาวดี ย่อมเที่ยงแม้แต่ความหลุดพ้น (ในขณะที่พุทธเกษตรอื่น งดงามไม่เท่า รุ่งเรืองไม่เท่า และ ไม่การันตีว่าเที่ยงต่อควาใหลุดพ้นทุกคนแบบสุขาวดี)
ฝ ซึ่งด้วยความง่ายของมัน และ ความรู้สึกว่าพุทธศาสนาสามารถปฏิบัติได้จริง และ ไม่ไกลเกินเอื้อมก็ได้ทำให้พุทธศาสนานิกายนี้ กลายเป็นอะไรที่คนจีนยอมรับได้ และ กลายเป็นหนึ่งในนิกายหลักที่ชาวประเทศมหายานที่ได้รับอิทธิพลจากประเทศจีน ยังคงยอมรับและปฏิบัติกัน

ในที่นี้เราจะไม่ลงรายละเอียดของสุขาวดี ว่าเป็นอย่างไร วิเศษมหัศจรรย์เพียงใด เพราะ รายละเอียดดังกล่าวย่อมมีผู้กล่าวถึงมามากแล้ว แต่ในที่นี้ เราจะนำเสนอในลักษณะ ของการวิเคราะห์ พุทธศาสนาแบบสุขาวดีกัน ปกติแล้วคติของสุขาวดีมักถูกมองอย่างดูถูกจากชาวพุทธนิกายอื่น ทั้งเถรวาท และ มหายาน โดยมองว่าความคิดของสุขาวดี นั้นเป็นความคิดราคาถูก หรือ เป็นปรัชญาชั้นต่ำๆ และ ดูเหมือนจะทำให้พุทธศาสนาถอยหลังเข้าคลอง กลายเป็นปรัชญาแบบเทวนิยมไป กล่าวคือ นิกายนี้เน้นย้ำว่า การพ้นทุกข์ของสรรพสัตว์ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกเข้ามาช่วย ซึ่งดูแล้วเป็นอะไรที่ขัดกับคติพุทธแบบดั้งเดิมที่เน้นพึ่งตนเองเป็นหลัก อย่างไรก็ตามหากพิจารณาอย่างลึกซึ้ง จะพบว่าคติเรื่องสุขาวดี แม้เราจะพูดว่าข้อปฏิบัติของลัทธินี้ "ง่าย" แต่ คำว่า"ง่าย" ก็ไม่ได้หมายความว่า "ไม่ลึกซึ้ง" และคติของนิกายนี้ ก็ไม่ได้ขัดกับคติเรื่องโลกธาตุของพุทธศาสนาทั้วๆไปเลย เพราะ พุทธศาสนาทั่วๆไปก็ยอมรับการมีอยู่ของโลกธาตุอื่น นอกเหนือไปจากโลกนี้โดยระบุว่ามีมากมาย ดุจเม็ดทรายในแม่น้ำคงคามหานที และ เนื่องจากสุขาวดี เป็นเพียงพุทธเกษตร ซึ่งเกิดจากอำนาจทางจิตของพระพุทธเจ้า เป็นเพียงโลกธาตุหนึ่ง ซึ่งมีอยู่อย่างชั่วคราว สำหรับผู้ปรารถนาจะบรรลุนิพพาน จึงไม่ได้ขัดกับคติพุทธศาสนาเลย

สุขาวดีเป็นอะไรที่คล้ายๆกับ สุทธาวาสภูมิ ของคติพุทธแบบดั้งเดิม ที่เป็นเสมือนภพภูมิของพระพรหมอนาคามี ผู้เที่ยงแท้แต่พระนิพพาน กล่าวคือสุทธาวาสภูมิเป็นภพภูมิสำหรับ พระอนาคามี บำเพ็ญบารมีต่อเพื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์และดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพาน กล่าวกันว่าในสุขาวดี สรรพสิ่งล้วนสำแดงธรรม แม้แต่นกในสุขาวดีก็ร้องเป็นเสียงธรรมเทศนา (นกเหล่านี้ไม่ใช่เดรัจฉาน หากแต่เกิดจากอำนาจของพระอมิตาภะ เพื่อขับกล่อมและแสดงธรรมแก่ชาวสุขาวดี)  ดังนั้นสุขาวดี จึงเป็นคนและสิ่งกับพระนิพพาน และ ไม่ได้ขัดกับคติของเถรวาท หรือ นิกายมหายานอื่น ซึ่งไม่ได้ตีความว่า นิพพานเป็นบ้านเป็นเมือง หรือ เป็นภพๆหนึ่ง ซึ่งคล้ายๆดินแดนอมตะ ซึ่งเป็นที่อยู่ของบรรดาผู้บรรลุธรรมแล้วแต่อย่างใด คติสุขาวดีสะท้อนความคิดฝันของมนุษย์ ซึ่งฝันถึงโลกที่ดีกว่า โลกใบนี้เต็มไปด้วยปัญหานานับประการ และ ความทุกข์ยาก ดังนั้นมันคงจะดีกว่า ถ้าจะมีโลกในอุดมคติที่เป็นสุขชั่วนิรันดร์ ความคิดแบบนี้ ยังสะท้อนอยู่ในกรอบของศาสนาต่างๆบนโลก ซึ่งบรรยายถึงสรวงสวรรค์ของพระเป็นเจ้า หรือ โลกหน้าที่ใกล้จะมาถึงในฐานะรางวัลของผู้ประพฤติดี เช่น โลกพระศรี ในทางปรัชญาการเมือง นับตั้งแต่อุดมรัฐของเปลโต้ ไปจนถึงยูโทเปีย ของสาธุคุณโทมัส มอร์ ก็สะท้อนความพยายามที่จะจัดระเบียบโลกนี้ให้กลายเป็นโลกในฝัน หากจะต่างกันก็เพียงแค่ นักการศาสนามุ่งโลกอื่น แต่นักปรัชญาการเมืองมุ่งโลกนี้

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะพบความคิดของบ้านเรา ที่มีความพยายามจะตีความนิพพานเป็นบ้านเป็นเมือง เช่น สำนักฤาษีลิงดำ ,สำนักธรรมกายเป็นต้น ซึ่งสะท้อนความพยายามที่จะตีความหรือผลิตชุดความเชื่อ เพื่อเอาใจมวลชน ที่ลึกๆในใจก็ฝันถึงโลกใหม่ที่ดีกว่า นอกจากนี้ คติของความคิดแบบนี้ยังสะท้อนความกลัวการดับสูญของ ตัวตน ของปุถุชนทั้งๆไป อีกด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ  เมื่อได้ยินว่า พระนิพพานในมติคัมภีร์เถรวาท ระบุว่า พระนิพพานเป็นอนัตตา เพราะ เขาเข้าใจผิดคิดว่า อนันตาหมายถึงไม่มีอะไร ? ดังนั้นเขาจึงอยากจะให้พระนิพพานเป็นอะไรบางอย่างที่เป็น สิ่งๆหนึ่งที่มีอยู่ แต่ครั้นจะยอมรับมติว่าพระนิพพานเป็นอัตตา เขาก็ได้เรียนรู้มาว่า ความคิดแบบนี้ คือ ยึดถือเรื่องการมีอัตตา เป็นทัศนะของศาสนาพราหมณ์ ที่เขาดูถูก ดังนั้นเขาจึงเลี่ยงไปในทัศนะที่ส่ายไปมา คือ ไม่ใช่อัตตา  แต่ก็ไม่ใช่อนัตตา ซึ่งเกิดจากความเข้าใจที่ผิดว่า อนัตตาหมายถึง ไม่มีอะไร?  นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่ว่า ในคัมภีร์เถรวาทไม่ได้ระบุว่า หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน หรือ พระอรหันต์นิพพาน นั้นสภาวะหลังจากนั้นเป็นยังไง หรืออยู่ในสภาพใด ดังนั้นพวกเขาจึงจินตนาการไปว่า บางทีอาจจะไปอยู่ในดินแดนบรมสุขใดสักแห่ง ซึ่งท่านเหล่านั้นยังคงอยู่ และ ยังคงเฝ้ามองจับตาดูโลก และ วันดีคืนดีก็อาจจะกลับมาปรากฏอีกครั้ง เพื่อสั่งสอนผู้คน ซึ่งสะท้อนความซุกซนของจิตที่ชอบคิดนั้นนี่ ความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์

ดั่งที่มีความเชื่อว่า เมื่ออ.ชั้นสูงปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้า หรือ พระสาวกของพระองค์สามารถมาปรากฏพระองค์ หรือ ตัว เพื่อให้คำแนะนำได้ ซึ่งลึกๆก็สะท้อนความคิดแบบปุถุชนที่กลัวว่าตัวเอง หรือ บุคลิกภาพของตัวเองจะหายไปหลังความตาย (สมมติท่านเกิดใหม่เป็นคนอีกครั้ง ท่านก็จะจำอดีตชาติไม่ได้ ท่านจะกลายเป็นคนใหม่ ที่มีบุคลิกภาพใหม่ ซึ่งไม่เหมือนตัวเองในชาติที่แล้ว)  ดังนั้นจึงจินตนาการถึงการดำรงอยู่ของท่านเหล่านี้ ในแบบตัวตน หรือ จิตที่ดำรงอยู่อย่างเที่ยง หรือ ยังคงมีบุคลิกภาพแบบเดิมอยู่หลังท่านเหล่านี้ตายจากไป คือ ความตายไม่สามารถทำลายหรือกวาดบุคลิกภาพของท่านเหล่านี้ให้หายไปได้    อันที่จริงหากเราใคร่ครวญเพิ่มเติม โดยเอาเกณฑ์แบบประโยชน์นิยมที่ว่า คำสอนใดก็ตามที่เป็นประโยชน์มากที่สุดต่อคนหมู่มากที่สุดในสังคม นั้นก็สามารถยอมรับได้  ก็ดูนิกายสุขาวดี จะชนะขนาดในแง่นี้ เพราะ นิกายสุขาวดี กลับเป็นนิกายที่มีคนในโลกยอมรับนับถือ และ ปฏิบัติมากที่สุด (ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศมหายาน อาทิ จีน,ญี่ปุ่น,เวียดนาม,เกาหลี  ล้วนนับถือนิกายนี้ ) เพราะ ข้อปฏิบัติของนิกายที่ง่าย ทั้งง่ายต่อการเรียนรู้ ง่ายต่อการเอาไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน สุขาวดีจึงเป็นมรรคที่ใช้การได้ ต่อคนกลุ่มใหญ่ของสังคม ลองมองไปรอบๆ เราจะเห็นคนธรรมดาๆ ปากกัดตีนถีบเอาชีวิตรอด มีภาระครอบครัว น้อยคนนักจะมีเวลามานั่งครุ่นคิดความหมายของชีวิตเยี่ยงนักปราชญ์ น้อยคนนักจะมั่งคั่ง แบบไร้ภาระความรับผิดชอบ ชนิดมีเวลาว่างมากๆ พอที่จะมานั่งใคร่ครวญ หรือ ปฏิบัติธรรม โดยไม่ต้องห่วงเรื่องปากท้อง ,ธุรกิจ ,ประเทศชาติ หรือ ความรับผิดชอบอื่นๆ น้อยคนนักที่มีความกล้าพอที่จะสละโลก ละทิ้งภาระ ครอบครัว และ สามารถพาตัวเองไปอยู่ภายใต้ระเบียบวินัยที่เคร่งครัดของชีวิตนักบวช และ ประพฤติพรหมจรรย์ ดังนั้นความง่ายของสุขาวดี จึงต้องการให้แม้แต่คนกลุ่มนี้ก็พอได้รับประโยชน์อะไรบ้างจากพุทธศาสนา คือ แม้จะมีเวลาน้อย แต่ถ้าแบ่งมาสักนิดมาระลึกถึงพระอมิตาภะบ้างนั้นก็อาจจะเพียงพอแล้ว

พุทธศาสนามีมรรควิธีมากมาย ก็ถ้าเป้าหมายมันคือแบบเดียวกัน คือลุถึง นิพพาน ทำไมเราจึงไม่เลือกทางง่ายล่ะ ทำไมเราต้องเลือกทางยาก หากสุขาวดีเป็นอีกทางที่ง่ายที่สุด ก็แล้วทำไมเราจึงไม่เลือกสุขาวดีล่ะ
  เราอาจจะคิดว่า สุขาวดีเป็นแนวคิดที่ไม่จริง?  เป็นเรื่องแต่งขึ้นมาลอยๆ ของคณาจารย์มหายาน แต่ถ้าเรามองในแง่ประโยชน์นิยมล่ะ คือ แนวคิดนี้ซึ่งอาจจะไม่จริง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีประโยชน์ เราจะยอมรับได้ไหม? ยกตัวอย่าง ความเชื่อว่ามีผีสางนางไม้สถิตในป่า สมมติความเชื่อนี้ทำให้คนเกิดขาดกลัว จึงไม่คิดบุกรุกป่า และ ป่าก็ยังคงอุดมสมบรูณ์ ในขณะที่ถ้าวันหนึ่งผู้คนเกิดมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ความเชื่อเรื่องผีสางนางไม้สถิตในต้นไม้ เป็นแค่นิยาย และ พวกเขาก็ไม่เกรงกลัวอาถรรพ์ป่าอีกต่อไป และ ตัดไม้ทำลายป่า แบบนี้ แม้จะมีความเข้าใจที่ถูก ก็ไม่เป็นประโยชน์เลย ดังนั้น แม้สุขาวดีอาจจะเป็นเรื่องหลอกลวง แต่ถ้าทำให้คนเราผู้นับถือ ทำตัวดีขึ้นน่ารักขึ้น (เพราะกลัวจะไม่ได้ไปสุขาวดี) ,หรือมีจิตปรุงแต่งวุ่นวาย ฟุ้งซ่านน้อยลงเป็นสมาธิมากขึ้น เพราะ ได้ภาวนาโดยยึดพระอามิตาภะเป็นอารมณ์อยู่ แม้ยามตายจิตก็มีพระอามิตาภะเป็นอารมณ์ไม่กลัวความตาย เพราะ เชื่อว่า ตัวเองไม่มีทางลงนรก หรือ อบายภูมิอื่นๆ แน่นอน  โดยเชื่อว่า ตนจะมีพระอามิตาภะมารับไปยังแดนสุขาวดี เพื่อปฏิบัติต่อจวบจนลุถึงพระนิพพาน  แบบนี้เราจะสามารถยอมรับ ความคิดสุขาวดีได้หรือไม่ (ภาวะจิตที่จะดับลงก่อนตายนั้นสำคัญมาก ตามคติพุทธถ้าจิตหน่วงอารมณ์ที่เป็นกุศลก่อนตาย แม้คนที่ทำบาปกรรมมามากก็อาจจะไปสู่สุคติภูมิได้ ในทางกลับกันเกิดก่อนตายจิตไปหน่วงเอาอารมณ์ที่เป็นอกุศลเข้า แม้ในชีวิตจะทำกุศลมามากก็อาจจะหน่วงให้เราตกสู่อบายได้ ดังนั้นการที่นิดายสุขาวดี ให้ระลึกถึงพระอามิตาภะเป็นอารมณ์ก่อนที่จะตาย ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้จิตเป็นกุศลตอนจะดับจิตลง ผู้ตายก็อาจจะไปสู่สุคติได้ ซึ่งก็เป็นไปตามทฤษฏีดั้งเดิม ซึ่งมีพุทธวจนะตรัสรับรองไว้ )

นอกจากนี้แม้พุทธศาสนาจะให้ความสำคัญกับการพึ่งตนเองมากกว่าสิ่งภายนอก เพราะ ตนย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน แต่ในชีวิตจริงจะมีมนุษย์กี่คนที่สามารถพึ่งตนเองได้จริงๆ หรือ เรายังจำเป็นต้องหาที่เกาะหรือพึ่งสิ่งอื่นอยู่ร่ำไป เพราะ เรายังไม่เข้มแข็งพอที่จะพึ่งตนเอง ดังนั้นการที่สุขาวดีสอนให้พึ่งอำนาจภายนอกอย่างพระอามิตาภะ จึงไม่ใช่ไร้เหตุผล แต่เกิดจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของคณาจารย์ นิกายสุขาวดี ถึงธรรมชาติของมนุษย์ และ ลึกๆ การสอนว่าเรานั้นไม่มีพลังแม้แต่จะพึ่งตนเองในการปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากความทุกข์ ก็มีนัยยะลดอหังการ มมังการ(ตัวกู ของกู)  ด้วย คือ เรานี้ช่างอ่อนแอยิ่ง และ ไม่ได้วิเศษวิโสเลย แม้จะพึ่งตนเองก็ยังไม่มีพลังพอ ซึ่งสะท้อนถึงการลดอีโก้ของเราลง อีกด้วย พระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงพระพุทธเจ้า แบบต่างๆ อาทิ ปัญญาธิกะ ,ศรัทธาธิกะ, วิริยะธิกะ ซึ่งสื่อถึงการยอมรับ ว่าการใช้ศรัทธานำแบบนิกายสุขาวดี ก็เป็นอะไรที่ทรงรับรองว่า เป็นมรรควิธีที่ใช้การได้เข้าถึงผลสำเร็จเหมือนกัน

ในสูตรของเว่ยหลาง ท่านเว่ยหลางสังฆปริณายกนิกายเซน ตีความสุขาวดีว่า คือ สภาวะจิตที่ว่างจากกิเลส ดังนั้นหากเราสามารถละมิจฉาทิฏฐิ ตั้งมั่นในศีล มีความเพียร อบรมจิตให้บริสุทธิ์ ได้ เราก็สามารถลุถึงแดนสุขาวดีได้ที่นี่เดี๋ยวนี้ โดยไม่ต้องรอให้ตายลงเสียก่อนเพื่อไปอุบัติในแดนสุขาวดี เพราะ ทุกๆขณะเราก็ล้วนแล้วแต่ตายลงอยู่แล้ว แม้พระอมิตาภะ จะเป็นอะไรที่คล้ายๆ คติแบบพระเจ้าของศาสนาเทวนิยม แต่พระองค์ก็ไม่ได้ถูกมองจากชาวมหายานว่าพระองค์เป็นอะไรที่คล้ายๆ แบบนั้น พวกเขามองพระองค์คล้ายๆเป็นบุคลาธิษฐาน ของกฏบางอย่างของสากลจักรวาล นั้นคือ กฏของอิทัปปัจจยตา กฏของตถตา(ความเป็นเช่นนั้นเอง) แทนที่จะเป็นเสมือนพลังอำนาจบางอย่างเหนือธรรมชาติ แบบพระเจ้า ท่านติช นัท ฮันห์ พระเถระนิกายเซนร่วมสมัย ตีความสุขาวดีว่า ทุกๆครั้งที่เรามีสติตระหนักรู้ และ สามารถข้ามพ้นความทุกข์ ความเกลียดชัง ความเศร้าหมอง เมื่อนั้นเราก็ได้สัมผัสกับแดนสุขาวดีแล้ว ความสุขสงบ ที่เกิดจากการมีสติระลึกรู้ถึงลมหายใจ ในปัจจุบันขณะ นั้นแหละ คือ แดนสุขาวดี ท่านกล่าวว่า เมื่อเราค้นพบความสุขสงบสันติในจิตใจของเรา เราสามารถทำให้มิติดังกล่าวได้เติบโต แผ่กว้างออกไป ยังคนรอบข้าง สังคม ชุมชน  ประเทศ เมื่อนั้นเราก็ยกแดนสุขาวดี มาอยู่ ณ โลกจริงๆ ที่ตรงนี้ เดี๋ยวนี้ อย่างเป็นรูปธรรม ในทัศนะของท่านนัท ฮันห์  สุขาวดีจึงเป็นอะไรที่มากไปกว่า แค่ท่องบ่น และ รอคอย ท่านกล่าวว่า เราทุกคน มีเมล็ดพันธ์แห่งพระอมิตาภะ , พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ,พระโพธิสัตว์มหาสถามปราปต์ อยู่ในตัวเรานั้นคือ ความเมตตากรุณา และ ความต้องการที่จะสร้างสันติสุขให้กับผู้อื่น เราบรรลุถึงสุขาวดีอยู่แล้ว หรือ อยู่ในสุขาวดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปแสวงหาหรือรอหลังเราตาย เราเพียงแต่ต้องเรียนรู้ที่จะกลับมาสัมผัสความจริงแท้ที่มีอยู่ในตัวเอง ตระหนักรู้ตัวเรา (ผ่านการเจริญสติ) ก็แค่นั้น

39
<a href="https://www.youtube.com/v/dm349QppADE" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/dm349QppADE</a>

40
<a href="https://www.youtube.com/v/-mhLEv2lqoU" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/-mhLEv2lqoU</a>

ชื่นชม ชาวต่างประเทศกลุ่มนี้ รวมกลุ่มกันสวดยอดพระกัณฑ์ พระไตรปิฎกเคยตุ้มเสียงสำเนียง จังหวะท่ีเหมือนคนไทยสวด แสดงความเคารพ ศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างเต็มกำลัง เต็มความใจเต็มความสามารถ พระพุทธศาสนากำลังเจริญรุ่งเรืองในประเทศตะวันตก สวนทางกับกระแสโลกาภิวัตน์ ขอให้ลูกหลานชาวไทยอย่าได้ลืมเลือนไปเลียนแบบวัฒนธรรมของชาติทุนนิยมทั้งหลาย จนเกินงาม... ..


หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 ... 441

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham