Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - sasita

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 [10] 11 12 13 14 15
91
กฏแห่งกรรม-ชาติภพ / รู้ทันกรรม
« เมื่อ: สิงหาคม 26, 2010, 09:00:52 AM »



คำถามที่ว่า “กรรมเวรแก้ไขได้หรือไม่” เป็นปัญหาหนึ่งที่หลายคนสงสัยและอยากรู้ สำหรับผู้ที่ยังศึกษาทางธรรมยังไม่ถึงขั้น ย่อมจะสงสัยในคำตอบเสมอ ไม่ว่าตอบว่าแก้ได้หรือแก้ไม่ได้ก็ตาม เนื่องจากมองไม่เห็นสภาพชัดเจนว่า ลักษณะอย่างไรแก้ได้ทันที ลักษณะอย่างไรการแก้ไขทันทีไม่ได้เนื่องจากยังไม่พร้อม หรือเลยขั้นตอนของการแก้ไขมาแล้ว ถ้าจะแก้ต้องแก้ก่อนหน้านี้ อะไรเช่นนี้เป็นต้น

หลักการทั่วไปมีอยู่ว่า ทุกอย่างแก้ไขได้เมื่อปัจจัยต่าง ๆ พร้อม คือไม่มีความประมาทหรือความเห็นผิดครอบงำอยู่ กรรมบางอย่างแก้ไขได้ กรรมบางอย่างแก้ไขไม่ได้ กรรมบางอย่างแก้ไขไม่ได้หรือแก้ไขได้ยาก หากจะแก้ไขต้องใช้เวลายาวนาน อย่างเช่น ครุกรรม ๕ หรือกรรมหนัก ๕ อย่าง นั้น จะแก้ไขในชาตินี้ไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นกรรมหนักหรือกรรมเบาก็ตาม การจะแก้ไขได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ๔ อย่าง ต่อไปนี้

๑. การศึกษา คือ การแสวงหาความรอบรู้เพื่อกำจัดอวิชชา หรือความไม่รู้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าความรู้มีสองลักษณะ คือ “ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ” (สุวิชาโน ภวัง โหติ) กับ “ผู้รู้ชั่วทำชั่วก็เป็นผู้เสื่อมผู้ฉิบหาย” (ทุวิชาโน ภวัง โหติ) ความหมายก็คือ ผู้ที่สามารถรู้วิธีแก้กรรมชั่วหรือกรรมไม่ดีที่กระทำเพราะอวิชชานั้น จะต้องศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ให้รู้ ให้เข้าใจ ในระดับที่ทำให้เกิดศรัทธาต่อพระรัตนตรัยให้ได้เสียก่อน

๒. ศรัทธา คือ ความเชื่อความเลื่อมใส ผู้ที่สามารถจะแก้กรรมให้ตนเองได้จะต้องมี “ศรัทธาปสาทะ” คือมีความเชื่อ ความเลื่อมใสต่อพระพุทธศาสนา มี “คารวธรรม” อันไม่เศร้าหมองเสียก่อน คือมี “พุทธคารวตา” อันหมายถึงการเคารพนับถือพระพุทธเจ้าเป็นนายกของโลก มี “ธรรมคารวตา” อันหมายถึงการเคารพนับถือพระธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าว่าถูกต้องเป็นจริงเสมอ ปฏิบัติตามแล้วพ้นกรรม พ้นเวร พ้นทุกข์ได้จริง มี “สังฆคารวตา” อันหมายถึงการเคารพนับถือพระอริยสงฆ์สาวก ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ สมควรแก่ธรรม ปฏิบัติออกจากทุกข์ได้แล้ว เป็นครู เป็นอาจารย์ มี “สิกขาคารวตา” อันหมายถึง การเคารพในการศึกษาปฏิบัติธรรม ทำตนให้มีศีล สมาธิ ปัญญา พร้อมกันทุกขณะจิต

๓. ความไม่ประมาท คือ ความไม่ดูถูก ดูหมิ่น เลินเล่อ ละเลย หรือไม่ใส่ใจในเรื่องของตนเอง ปล่อยให้ชีวิตของตนเองเป็นไปตามยถากรรม เป็นอย่างไรก็ช่างมัน ตายเมื่อไหร่ก็ช่างมัน ตายแล้วจะไปไหนก็ช่างมัน นี่คือ ความไม่ใส่ใจในตนเอง ไม่มี “อปามาทคารวตา” อันหมายถึงการไม่เคารพในความไม่ประมาท ผู้ไม่ประมาทต้องรู้จักพึ่งตัวเอง ดังที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน” (อัตตา หิ อัตตโน นาโถ) ถ้าไม่ใส่ใจในตนเองแล้ว จะเป็นที่พึ่งของตนได้อย่างไร เกิดเป็นคนจะต้องใส่ใจเรื่องของตนเองให้มาก

๔. ความเพียรพยายาม เป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง ที่ทำให้บุคคลประสบผลสำเร็จสมความปรารถนา เนื่องจากกิจการงานต่าง ๆ ทางโลก เราไม่สามารถทำให้เสร็จในขณะเดียวหรือวันเดียว กว่าจะสำเร็จได้ต้องใช้เวลายาวนานเป็นเดือน เป็นปี บางครั้งก็เป็นตลอดชาติ ผู้ต้องการความสำเร็จจะต้องมีความเพียรพยายาม ทำแล้วทำอีก ทำอย่างต่อเนื่องยาวนาน หากหมดความเพียร ละทิ้งความพยายามเสียกลางครัน งานนั้นก็ไม่สำเร็จ ผู้ที่ประสบความสำเร็จล้วนแต่เป็นผู้มีความเพียรพยายามไม่รู้ถอย เหมือนสุภาษิตที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” การแก้กรรม แก้เวร ก็ต้องอาศัยความเพียรพยายามเหมือนกัน


92
คุยสบาย นานาสาระ / Re: ยาดี 3 ห่อ
« เมื่อ: สิงหาคม 26, 2010, 08:32:45 AM »
 :19:

ขอบคุณค่ะต้อง  ส่วนตัวพี่พี่ว่าพี่ต้องการยาอีกตัวคือ กำลังใจ มั้งนะ
เหมือนเวลาท้อๆ  ถ้าได้กำลังใจดีดีอาการเหนื่อยล้าก็จะหายเป็นปลิดทิ้งเลยล่ะ

 :46:

93





          พระมหาสมปอง บรรยายธรรมพิเศษหัวข้อ "ธรรมะลดเครียด สนุกกับชีวิตและงาน" จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ น.ส.พ.ข่าวสด ที่อาคารข่าวสด ท่ามกลางผู้ฟังจำนวนมาก
 
 
          เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 23 ส.ค. ที่ห้องประชุมอาคารข่าวสด หนังสือพิมพ์ข่าวสด ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดบรรยายธรรมพิเศษ ฮาอย่างมีสาระกับ พระมหาสมปอง ตาลปุตโต หัวข้อ "ธรรมะลดเครียด สนุกกับชีวิตและงาน" มีประชาชน นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก
 
          น.พ.ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะองค์กรภาคเอกชน สสส.กล่าวบรรยายนำ ในหัวข้อ "สุขภาวะองค์กร" จากนั้น พระมหาสมปอง บรรยายธรรมว่า ความสุขเกิดขึ้นได้ต้องอยู่ที่ตัวเรา ความสุขของตัวเราอยู่บนใบหน้า เราจะมีความสุขได้ต้องเริ่มต้นจากการยิ้ม
 
เริ่มยิ้มให้กับตัวเอง ก่อนยิ้มให้คนอื่นและคนรอบข้าง เมื่อใดที่เรายิ้มได้ก็จะลืมทุกข์ได้ ดังนั้น ความวุ่นวายที่เกิดในบ้านเมืองของเรา จะแก้ไขได้เริ่มแรกต้องไม่แบ่งสี ไม่แบ่งข้าง และต้องรู้จักยิ้มให้กัน อีกทั้งเวลาทำอะไรเราต้องตั้งสติให้ดี เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าเรื่องตึกล้มเราสร้างใหม่ได้ เศรษฐกิจล้มเราสร้างใหม่ได้ แต่ชีวิตที่เสียไปเราสร้างใหม่ไม่ได้ เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดของชีวิตเราคือการมีลมหายใจ
 
          ส่วนการนำธรรมะมาใช้ในการทำงานให้สนุก เราต้องรู้จักเรื่องการครองตน ครองคนและครองงาน การครองตนคือการตั้งอยู่บนความซื่อสัตย์สุจริตยุติธรรม ตั้งอยู่บนขันติหรือความอดทน และต้องรู้จักจาคะคือ เสียสละ เพื่อเกิดประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น ส่วนการครองคน เราต้องนำหลักธรรมะสังคหวัตถุ 4 คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตตา มาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวกับผู้ร่วมงาน การเอื้อเฟื้อแบ่งปันผู้อื่น การไม่พูดเท็จ การทำงานให้เกิดประโยชน์แก่องค์กร และการทำงานด้วยความเสมอต้นเสมอปลาย
 
ส่วนการครองงาน ที่จะนำเราไปสู่ความสำเร็จ ต้องนำหลักธรรมอิทธิบาท 4 มาเป็นหลัก คือ ฉันทะ ความพอใจ วิริยะ ความพยายามในการทำงาน จิตตะ การใส่ใจในงานที่ทำ และวิมังสา การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หากนำมาใช้ชีวิตการทำงานจะมีแต่ความสุข
 
          "การใช้ชีวิตให้มีความสุขต้องเอาธรรมะมาเป็นเครื่องนำจิตใจ ชีวิตคนเรานั้นไม่แน่นอน อย่าเสียเวลามัวแต่ทะเลาะกัน ควรทำประโยชน์ให้บ้านเมืองให้เกิดความสุขมากที่สุด หากต้องการให้ความสุขอยู่กับเราตลอดไป เราต้องแยกแยะว่าอะไรคือสิ่งที่ดีหรือไม่ดี อะไรคือสิ่งที่ถูกหรือไม่ถูก หากแยกแยะได้เราจะเจอสิ่งที่ดีทั้งวัน เพราะสิ่งไม่ดีเราได้นำมาพัฒนาให้เป็นสิ่งที่ดีให้กับตัวเองได้แล้ว เราต้องรู้จักใช้ความคิดในการแก้ปัญหาให้มากกว่าใช้กำลัง หากเราคิดดีแล้ว ความสุขจะอยู่กับตัวเราตลอดไป" พระมหาสมปองกล่าว
 
 
 
 
 
ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

95








 :06: โดนๆ  ขอบคุณ จขกท. มากมายจ้า ....
ที่หาอะไรดีดีมาเตือนสติ   ....ชอบกระทู้แบบนี้เหมือนกันแหละ 
สบายตาดีเนอะ

96
"การล้างพิษ" นับเป็นวิธีสำหรับคนที่อยากลดความอ้วน ต้องการควบคุมน้ำหนัก และใส่ใจดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ วันนี้จึงขอแนะนำทางเลือกในการล้างพิษแบบง่ายๆ ที่ทำได้ด้วยตัวคุณเอง

 



          การล้างพิษ หรือ Detoxify ในภาษาอังกฤษ แปลว่า การขับเอาสารที่เป็นพิษออกจากร่างกาย ซึ่งมีหลายวิธี มีวิธีหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การอด ในที่นี้หมายถึง กินให้น้อยกว่า 800 แคลอรี่ต่อวัน ดังนั้นไม่ว่าจะกินผลไม้ทั้งวัน ดื่มน้ำผลไม้ทั้งวัน หรือทั้งกินทั้งดื่ม หรือดื่มแต่น้ำเปล่า โดยไม่กินอะไรเลยทั้งวันก็ได้ ี้ก็ถือว่าเป็นการอดเพื่อล้างพิษแล้วล่ะค่ะ


 
          แต่ถ้าคุณจะเริ่มอด ขอแนะนำให้ใช้วิธีกินผลไม้อย่างเดียว และอดเพียงวันเดียว (24 ชั่วโมง) เท่านั้น เริ่มจากให้เลือกผลไม้ที่ชอบมาอย่างใดอย่างหนึ่ง ยกเว้นทุเรียน น้อยหน่า ลำไย ลิ้นจี่ ขนุน เพราะผลไม้เหล่านี้มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูง จะทำให้ระบบย่อยไม่ได้พักอย่างเพียงพอ มิหนำซ้ำยังทำให้อ้วนอีกด้วย เมื่อเลือกแล้วก็ให้กินผลไม้นั้นเป็นอาหารเช้า กลางวัน และเย็น ถ้าคุณหิวก็ให้ดื่มน้ำผลไม้ชนิดนั้นเป็นมื้อเบรกได้

 

            หากคุณตั้งใจจะล้างพิษด้วยการอดแล้วล่ะก็ ควรเป็นวันที่อยู่กับบ้าน และเริ่มต้นอดตั้งแต่มื้อเช้าไปเรื่อยๆ จนถึงเช้าของอีกวัน ก่อนเลิกอดให้ดื่มน้ำ 2 ลิตร แต่ละลิตรให้บีบน้ำมะนาวลงไป 2 ลูก ใส่เกลือลงไปลิตรละ 2 ช้อนชาพูนๆ ดื่มให้หมด จากนั้นคุณจะถ่ายออกมาเป็นน้ำ (ที่คุณดื่มเข้าไปนั่นแหละ) เป็นการทำความสะอาดล้างท่อลำไส้ เมื่อถ่ายแล้วก็เริ่มกินอาหารเช้าได้ตามปกติ และถ้าคุณอยากจะอดอีกครั้ง ก็ให้ทำแบบเดิมทุก 2 สัปดาห์

 

          สำหรับตัวอย่างการอด อาทิ เช่น คุณเลือกฝรั่ง ก็ทานฝรั่งเฉพาะในมื้อเช้าและเย็น กลางวันให้กินส้มตำฝรั่งได้ มื้อเบรกช่วงเช้าและบ่ายให้คั้นน้ำฝรั่ง หรือถ้าคุณเลือกแอปเปิล ก็ทานแอปเปิลปอกทั้งเช้าและเย็น โดยมื้อแรกอาจดื่มน้ำแอปเปิลสด กลางวันกินสลัดแอปเปิล ซึ่งถ้าเป็นไปได้ควรซื้อแอปเปิลทั้ง 2 ชนิด (แอปเปิลเขียวและแอปเปิลแดง) และใช้ประมาณ 7-9 ลูก

 

          ผลที่คาดว่าจะได้ก็คือ น้ำหนักจะลดลง ควบคุมน้ำหนักตัวได้ดีขึ้น ไขมันในเลือดลดลง ความดันเลือดต่ำลง กระปรี้กระเปร่ามากขึ้น ผู้ที่เป็นเบาหวานจะควบคุมเบาหวานได้ง่ายขึ้น การอด 24 ชั่วโมงนี้ถ้าคุณไม่เป็นโรคหัวใจ เบาหวาน หรืออ่อนเพลียมากๆ ก็สามารถทำได้ด้วยตัวเองที่บ้านได้เลยค่ะ

 

            แต่ข้อควรตระหนักประการหนึ่งคือ คนท้องและเด็กที่อายุไม่ถึง 18 ปี ห้ามอดโดยเด็ดขาด และถ้าคุณมีปัญหาเรื่องโรคหัวใจ เบาหวานหรือมีอาการอ่อนเพลียมาก ควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาPเท่านั้นนะค่ะ

 

ที่มาจาก bkkmenu.com

 

97












ขอบคุณสำหรับเรื่องและภาพโดย : ก๋าเอ๊ย ช่างมันช่างเผือกทุกข์มากก็กระเดือกลงคอไปเลย (Tamdee.net)



98



ลักษณะของ “คู่สร้างคู่สม”
โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก


สามีภรรยาที่ครองรัก ครองเรือนกันยาวนานและมีความสุขตามประสาผู้อยู่ในโลกียวิสัย นอกจากเรื่องความสมดุลทางกามารมณ์ที่ผู้รู้สมัยนี้ให้ความสำคัญมากนั้น ยังต้องมีคุณสมบัติภายในซึ่งนับว่าเป็น “ความดีภายใน” ประกอบด้วย สามีภรรยาที่ต่างก็มี “ความดีภายใน” เหมาะสมกลมกลืนกันเรียกว่า “คู่สร้างคู่สม” มีลักษณะดังต่อไปนี้ คือ

1. มีศรัทธาสมกัน คือ มีความเชื่อในลัทธิศาสนาอย่างเดียวกัน หรือถ้านับถือศาสนาต่างกัน ก็ต้องรู้จักให้เกียรติและเคารพลัทธิความเชื่อของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย ไม่ก้าวก่ายดูถูกเหยียดหยาม ความเชื่อถือของอีกฝ่ายหนึ่ง อีกความหมายหนึ่ง การมีศรัทธาสมกัน หมายถึง มีแนวคิด ความเชื่อในเรื่องทั่วๆ ไปลงรอยกันได้ มีค่านิยม มีเจตคติไปในทางเดียวกัน หรือปรับเข้าหากันได้ ไม่ดึงดันเอาแต่ความคิดความเชื่อของตนว่าถูกต้องฝ่ายเดียว

2. มีศีลสมกัน คือ มีความประพฤติ มีศีลธรรมจรรยาไม่ลักลั่นกัน ถึงขนาดคนหนึ่งเป็นคนไร้ศีลไร้ธรรม อีกคนก็มีศีลธรรม อีกความหมายหนึ่ง การมีศีลสมกัน หมายเอาเพียงการปรับความประพฤติให้เข้ากันได้ในเรื่องดี เช่น ฝ่ายหนึ่งชอบเข้าวัดฟังธรรม ทำบุญตักบาตรประจำ อีกฝ่ายก็ทำด้วยหรือไม่ทำก็ไม่ถึงกับขัดขวาง ส่วนในเรื่องไม่ดีเป็นเรื่องต่างฝ่ายต่างต้อง “ปรับปรุงตัวเอง” ให้ดีขึ้น

เช่น สามีเคยเที่ยวดึกๆ ดื่นๆ ดื่มเหล้าเมายา ก็ปรับให้ลดลงบ้าง ไม่ใช่เห็นฝ่ายหนึ่งไม่ดีแล้วปรับตนให้เลวตาม อย่างเช่น สามีเล่นม้า ภรรยาก็เล่นตาม อย่างนี้เรียกว่าปรับความประพฤติให้ชั่วเหมือนกัน ถึงจะไปกันได้ดี แต่ก็จะพากันลงนรก ไม่ถือว่าเป็น “คู่สร้างคู่สม”

3. มีน้ำใจสมกัน คือ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ เสียสละเหมือนๆ กัน ถ้าฝ่ายหนึ่งงกเห็นแก่ได้ อีกฝ่ายใจกว้างเป็นมหาสมุทร เรียกว่าน้ำใจยังไม่สมกัน ควรปรับให้พอเหมาะพอสมกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งคิดเล็กคิดน้อย ไม่เคยให้อะไรใครเปล่าๆ ทุกอย่างจะต้องได้คืนหรือมีผลตอบแทนหมด แม้กระทั่งกับคนในครอบครัว อย่างนี้ก็ยากที่จะอยู่กันยืด

4. มีปัญญาสมกัน คือ มีความรู้ความเข้าใจไปกันได้ในเรื่องหลักๆ ไม่ใช่ต่างกันหรือสวนทางกันชนิดขาวกับดำ ความรู้ในที่นี้เน้นความมีเหตุมีผล ยอมรับฟังกันมากกว่า “ปริญญาบัตร” โดยนัยนี้ คนที่จบแค่มัธยมศึกษา ถ้ามีความรู้ มีเหตุมีผลเข้ากันได้ทางด้านความคิดกับคนระดับปริญญาเอก ก็สามารถเป็น “คู่สร้างคู่สม” กันทางความรู้ได้

สามีภรรยาที่ปรับศรัทธา-ความประพฤติ-น้ำใจ และปัญญาให้กลมกลืน ชีวิตคู่ก็จะราบรื่นชั่วกาลนาน

เป็นภรรยาแบบไหนดี

คนโบราณว่า ชายหนุ่มจะเลือกสตรีมาเป็นคู่ครอง ควรดูให้ครบ ทั้งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และคุณสมบัติ ถ้าหาได้ไม่ครบก็ควรเลือกเอาคุณสมบัติ คือ ถึงจะไม่ได้เมียสวย เมียรวย ก็ขอให้ได้เมียดี ดีแค่ไหน อย่างไรนั้นพูดยาก แล้วแต่ความเหมาะสมและความชอบส่วนตัว หญิงบางคนจู้จี้ ขี้บ่น ขี้นินทา ชายบางคนอาจเห็นว่าเหมาะสมจะเป็นภรรยาตน เพราะอยู่ด้วยกันจะได้ไม่เหงาปาก ฟังเธอนินทาคนอื่นเพลินไป อย่างนี้ก็มี

คัมภีร์พระไตรปิฎก พูดถึงภรรยาไว้ 7 ประเภท คือ

(1) ภรรยาเยี่ยงเพชฌฆาต ได้แก่ ภรรยาล้างผลาญประเภทคู่เวรคู่กรรม คิดแต่จะทำลายสามีให้ย่อยยับ จนกระทั่งทำลายชีวิต

(2) ภรรยาเยี่ยงโจร ได้แก่ ภรรยาปล้นทรัพย์ประเภท “กะเชอก้นรั่ว” หามาได้เท่าใดไม่พอใช้จ่าย ใครมีภรรยาชนิดนี้ ต่อไปให้ร่ำรวยขนาดไหน ไม่ช้าก็หมดตัว

(3) ภรรยาเยี่ยงนาย ได้แก่ ภรรยาที่ทำตนเหนือสามี ดูถูกสามีว่าด้อยกว่าตน ภูมิใจนักหนาที่ได้แสดงตนให้คนอื่นเห็นว่าสามีเสมือนลูกไก่ในกำมือตน จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด

(4) ภรรยาเยี่ยงแม่ ได้แก่ ภรรยาที่รักเอ็นดูสามีเสมือนแม่รักและเอ็นดูลูก ปรนนิบัติและเป็นห่วงสามีสารพัด ไม่ทอดทิ้งสามีไม่ว่ากรณีใดๆ

(5) ภรรยาเยี่ยงน้องสาว ได้แก่ ภรรยาที่ทำตนดุจน้องสาว สามีภรรยาเช่นนี้มักทะเลาะเบาะแว้งกระทบกระทั่งกันเรื่อยด้วยสาเหตุเล็กๆ น้อยๆ แบบพี่ทะเลาะกับน้อง แต่ก็ตัดไม่ตายขายไม่ขาด

(6) ภรรยาเยี่ยงเพื่อน ได้แก่ ภรรยาที่เป็นเพื่อนคู่คิดของสามีเหมือนเพื่อนรัก คอยปรึกษาหารือกันและกัน ให้เกียรติกัน ช่วยงานกันและกัน เช่นสามีภรรยาเป็นครูด้วยกัน ช่วยกันตรวจการบ้านเด็ก หรือสามีเป็นนักเขียน ภรรยาช่วยค้นข้อมูล ช่วยตรวจทานต้นฉบับให้ เป็นต้น

(7) ภรรยาเยี่ยงทาสี ได้แก่ ภรรยาที่ยอมให้สามีดุด่าสับโขกตบต่อยทุบตี ยอมทนเพราะ “รัก” สามีสุดหัวใจ ภรรยาบางคนได้สามีเป็นปีศาจสุรา ต้องวิ่งซื้อน้ำแข็ง โซดา ทำกับแกล้มเลี้ยงปีศาจและเพื่อนปีศาจไม่เว้นแต่ละวันก็มี

สามีพึงทราบว่ามี 7 ประเภทเหมือนกัน สามีภรรยาทั้ง 7 ประเภทนี้มีอยู่ทั่วไป ใครเป็นคู่ครองแบบไหนก็โปรดพิจารณาเอา ถ้าที่เป็นอยู่แล้วเห็นว่าไม่เหมาะสม ไม่ดี ก็อาจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ดีขึ้นตามต้องการ ไม่มีอะไรสายเกินแก้ ถ้าแน่วแน่แก้ไขจริงจัง


หนังสือข่าวสด รายวัน หน้า 29
คอลัมน์ ธรรมะใต้ธรรมาสน์ โดย ไต้ ตามทาง

ที่มาhttp://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=14647

99





ความทุกข์ยากกำลัง ครองโลก กำลังครองไทยแม้รู้สึกเช่นนี้ ก็ควรถือเป็นโอกาสดีที่จะได้อธิษฐานใจเป็นบุญเป็นกุศลช่วยตนเอง และช่วยประเทศชาติบุญมีจริง ผลบุญมีจริง กุศลมีจริง ผลแห่งกุศลมีจริง ก่อนอื่นขอให้พยายามทำใจให้เชื่อเสียก่อน

เชื่อเพื่อประโยชน์ของตนเอง อย่าไปห่วงว่าจะเป็นการงมงายโง่เขลาในการมาเชื่อสิ่งที่แลไม่เห็นด้วยสายตา เชื่อ แล้วก็ทำ ทำบุญทำกุศล ด้วยวิธีที่สบายมาก คือทำใจให้ยินดีในการจะไม่เบียดเบียนชีวิตทั้งหลายหมด ที่เรียกว่าเป็นการปฏิบัติศีลข้อที่ ๑ นั่นเอง ศีลที่เป็นกำลังไม่มีที่เปรียบจริง.

ในสมัยพุทธกาลมีเรื่องเล่า ที่มีผู้เคยได้ยินได้ฟังได้รับรู้มาแล้วเป็นจำนวนมาก เป็นเรื่องกำลังยิ่งใหญ่น่าอัศจรรย์ของศีลข้อที่ ๑ นี้ คือข้อละเว้นไม่ทำลายชีวิตสัตว์การให้ชีวิตสัตว์นี้แหละ

เรื่องก็คือ สามเณรรูปหนึ่งที่อยู่ปฏิบัติธรรมกับครูอาจารย์ มีความประสงค์จะไปเยี่ยมบ้าน ที่อยู่ห่างไกลออกไป ได้ไปกราบลาอาจารย์ท่านผู้เป็นอาจารย์นั้นปฏิบัติธรรมจริงจนได้อำนาจจิต อัศจรรย์ สามารถล่วงรู้เหตุการณ์ที่จะเกิดแก่ชีวิตของศิษย์สามเณรได้ เมื่อสามเณรมาขออนุญาต ก็อนุญาตด้วยดี ด้วยความรู้ด้วยว่าสามเณรจะไม่ได้กลับมาอีกแล้ว เพราะหมดอายุแล้ว

แต่วันหนึ่งสามเณรก็กลับมาท่านผู้เป็นอาจารย์แปลกใจที่สิ่งที่รู้เห็นว่าจะ จากไปไม่กลับมิได้เป็นความจริง จึงขอให้สามเณรเล่าเรื่องระหว่างการเดินทางกลับบ้านโดยตลอด สามเณรเล่าถึงเหตุการณ์ตอนหนึ่งว่า ขณะเดินไปนั้นพบปลาตัวหนึ่งเกยแห้งกำลังใกล้ตาย สามเณรได้ซ้อนไปปล่อยในน้ำ ปลาก็มีกำลัง มีชีวิตรอดอยู่ได้ และสามเณรเองก็พ้นจากความตาย

การให้ชีวิตจึงมีผลอัศจรรย์ทันที ถ้าเป็นการให้ชีวิต โดยไม่เป็นผู้ทำลายเสียเอง ผลย่อมยิ่งใหญ่กว่า กำลังของศีลย่อมปรากฏให้เห็นเป็นอัศจรรย์ยิ่งกว่าแน่นอน โดยเฉพาะการทำให้ชีวิตตนเองยืนยาวอยู่

: แสงส่องใจ ส.ค.ส. ๒๕๔๑
: สมเด็จพระญารสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ที่มาhttp://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=14508

100
คุยสบาย นานาสาระ / Re: ขำๆ มาดูกันค่ะ
« เมื่อ: สิงหาคม 21, 2010, 09:28:20 AM »
 :06:

555+ ดูแล้วนึกถึงพี่ลิเนอะ  สงสัยถ้ามาดูคงต้องเอาไปฝึกทำตามแน่ๆ เลย

****



พี่บัวคะ   จริงๆ แล้วเรื่องตลกที่ไม่ลามกอนาจาร  ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเวปธรรมะนะคะ
เพราะธรรมะคือธรรมชาติ  เพียงแค่ขอให้เราดำรงตนอยู่ในศีล..อย่างน้อย 5 ข้อ
ก็เป็นเรื่องที่ดีแล้วค่ะ  ส่วนจะตลกโปกฮา  ทะลึ่งตึงตังไปบ้าง ก็เป็นธรรมดาค่ะ

เอามาเล่า  เอามาแบ่งกันฮาได้ตามสะดวกเลย  โดยไม่ต้องเกรงใจแอดมิน และทีมงานเพราะเจ้าแอดมิน
และทีมงานหลายๆ ท่าน ก็บ๊องส์ เพี้ยน ซ่าส์  มากกว่านี้อีกเยอะค่ะ   

ฮาวันละนิดจิตแจ่มใสจ้า


โมทนาค่ะ
 

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 [10] 11 12 13 14 15

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham