Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - sasita

หน้า: 1 2 3 4 5 6 [7] 8 9 10 11 12 13 14 15
61


นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เล่าให้ฟังว่า แม้อายุจะเป็นส่วนหนึ่งในการบ่งบอกถึงวัยที่เพิ่มมากขึ้นของคนเรา แต่ในความเป็นจริงแล้วปัจจัยสำคัญ ที่กำหนดให้เราแก่ช้าหรือแก่เร็ว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุเพียงอย่างเดียว คุณหมอมีพฤติกรรมต้องห้าม 8 อย่างที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งเพื่อชะลอความแก่ด้วยตัวคุณเอง ง่ายๆแต่ขอให้ทำอย่างสม่ำเสมอ รับรองคำว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข ยังใช้ได้ผลอย่างแน่นอน

พฤติกรรมต้องห้าม 8 อย่างที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งเพื่อชะลอความแก่

1.ละเลยการดูแลผิว แม้ว่าผิวจะเป็นจุดสำคัญของคุณผู้หญิง แต่ผู้หญิงหลายๆ คนก็มักจะละเลยหรือดูแลผิวอย่างไม่ถูกวิธี เช่น การไม่บำรุงผิวด้วยมอยเจอไรเซอร์ทำให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื่น การขัดถูผิวแรงๆ ทำให้ผิวเกิดริ้วรอย

2.สัมผัสกับแสงแดดต่อเนื่อง แสงแดดมีรังสียูวี เอ บี และซี ถ้าโดนแดดบ่อย โดยไม่ทาครีมกันแดดทำให้สีผิวไม่เรียบเนียนสม่ำเสมอ

3.กินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะเป็นเวลานาน อาหารที่ต้องงดด่วนคือ คาร์โบไฮเดรต ที่ผ่านการขัดสีจนขาวจั๊วะดูเหมือนน่าเจี๊ยะทุกชนิดโดยเฉพาะข้าวสวย และขนมปัง การดื่มน้ำอัดลมและแอลกอฮอลล์ ส่งผลให้ร่างกายดึงน้ำไปทดแทนน้ำตาลในเลือด ทำให้เลือดเข้มข้นขึ้น ทำให้ผิวแห้งหยาบ และควรหันมานิยมกินเนื้อปลา ไข่ขาว อกไก่ เต้าหู้แข็ง กล้วยหอม ลูกเดือย ข้าวเหนียวดำ ข้าวโพดต้มสุก กลอย ที่ขาดไม่ได้คือผักใบเขียวอย่างน้อยวันละ 5 กำมือ เพื่อช่วยระบบขับถ่ายทดแทน  เนื้อปลาจะช่วยต้านอาการสมองเสื่อม ภาวะซึมเศร้า ส่วนผัก อาจเลือกกินคะน้า บล็อกโคลี ผักโขม กะหล่ำปลี เพราะมีสารต้านมะเร็งอยู่มาก การกินอาหารครบ 5 หมู่ จะส่งผลให้ร่างกายสามารถรักษาระดับโกรทฮอร์โมน เอสโตรเจนและเทสโทรสเตอโรน หรือฮอร์โมนหนุ่มสาวให้คงอยู่ยั้งยืนยงยิ่งได้ยาวนานยิ่งขึ้น

4.กินเหล้าสูบบุหรี่  อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับคนที่ต้องการคงความหนุ่มสาว คือ กาแฟ ชา แต่หากจำเป็นต้องกินก็ไม่ควรเกิน 2 ช้อนชาต่อวัน  โดยเฉพาะบุหรี่ที่ทำให้ผิวหนังรอบริมฝีปากแห้ง เหี่ยวย่น

5.นอนดึก เข้านอนให้ได้ช่วง 4 ทุ่มถึง 6 โมงเช้าเป็นประจำ  คนที่นอนไม่หลับ หรือหลับไม่ลึกร่างกายจะหลั่งสารทุกข์ หรือสารอะดีนาสคอร์ติซอล มีผลทำให้ร่างกายหนักอึ้งไม่สบายตัว และเป็นคนหงุดหงิดง่ายอารมณ์ไม่แจ่มใส และทำให้เป็นคนที่ง่วงเหงาหาวนอน หรือเป็นโรคอัลไซเมอร์ในเวลาต่อมาได้

6.น้ำหนักมากเกินไป พอเริ่มอ้วน ร่างกายเริ่มชอบสั่งสมไขมัน และเปลี่ยนเป็นก้อนเนื้อที่ฟิตให้หย่อนคล้อย หากต้องการลดไขมันสามารถกินข้าวโอ๊ต หรือข้าวเม่าทดแทนกัน

7.ไม่ออกกำลังกาย คนที่ไม่เคยออกกำลังกายกระชับกล้ามเนื้อเลย ตั้งแต่วัยหนุ่มสาวมีโอกาสผิวหนังหย่อนคล้อยมากกว่าคนกลุ่มอื่น  การออกกำลังกายสำคัญที่สุด ควรเลือกที่ถนัด เน้นกิจกรรมที่กระชับกล้ามเนื้อ และต้องทำอยู่เป็นประจำ เพื่อป้องกันการหย่อนยานของก้อนไขมั นหรือกล้ามเนื้อตามแรงโน้มถ่วงโลก เช่น ยกดัมเบล ซิทอัพ หรือวิดพื้นก็ได้

8.ช่างคิด ช่างเครียด พยายามดูแล สุขภาพจิตใจ ไม่คิดมากหรือเครียดจนเกินเหตุกับสิ่งที่ร่างกายเป็น หรือเกิดความเปลี่ยนแปลง นั่งสมาธิ และมองโลกในแง่บวก ไม่อิจฉาริษยา ช่วยให้หน้าใสเห็นๆ

หลักง่ายๆ 8 ข้อ คุณคือคนกำหนดค่ะ ใครมีข้อมูล หรือวิธีการชะลอวัยด้วยตัวเองเพิ่มเติม ร่วมแบ่งปันประสบการณ์กันได้เลยค่ะ


ที่มา www.women40plus.com

63
คนเราจะอ้วนก็ต่อเมื่อพุงชายใหญ่เกิน 90 ซม. หญิงเกิน 80 ซม. และดัชนีมวลกาย หรือ body mass index สูงกว่า 23 (BMI คือ น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยความสูงเป็นเมตรกำลังสอง) เราต้องพยายามควบคุมพุงและ BMI ให้ปกติด้วยการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ และการคุมอาหาร


เราจะอ้วนก็ต่อเมื่อเราทานพลังงานเข้าไปมากกว่าที่เราใช้ เราอาจจะทานพอดีกับที่เราใช้ในปัจจุบันนี้ แต่ในอดีตเราอาจทานมากไป น้ำหนักจึงไม่ลด ถึงแม้ในขณะนี้เราทานอาหารไม่มาก

ถ้าออกกำลังกายอย่างเดียวโดยไม่คุมอาหาร ออกกำลังกายแทบตายก็ยังไม่ลดความอ้วนได้ ฉะนั้นควรลดการทาน หรือเลือกทานสารอาหารที่ไม่ค่อยให้พลังงาน เช่น ผัก ปลา เห็ด เต้าหู้ ให้มาก ๆ ด้วย

ทานอย่างไร จึงจะไม่อ้วน? ต้องเข้าใจหลักการ 2 อย่าง

1) ร่างกายกว่าจะรู้ตัวว่าอิ่มจะใช้เวลาประมาณ 20 นาที ฉะนั้นจึงควรค่อย ๆ ทาน อย่ารีบทาน เพราะถ้ารีบทานจะทานได้เยอะมาก ภายใน 20 นาที

2) ควรพยายามทานอาหารที่ไม่ค่อยมีพลังงานก่อน อาหารที่ให้พลังงานมากหน่อยเก็บไว้ทานภายหลัง หรือตอนใกล้จะอิ่มถ้าจะทาน

เช่นในกรณีของผม ในตอนเย็นที่บ้าน ผมจะทานอาหารเย็น – ถ้าเลือกได้ เช่นวันหยุดราชการ – อย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนนอน ร่างกายจะได้เผาผลาญพลังงานไปจนเกือบหมดก่อนนอน จะได้ไม่แน่นท้องตอนนอน จะได้ไม่ทำให้เกิดอาการของโรคกรดไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหาร หรือที่เรียกกันว่าโรค gastroesophageal reflux disease, GERD

ผมจะเริ่มต้นด้วยการทานซุปผักถ้วยใหญ่ ๆ ค่อย ๆ ทาน ค่อย ๆ เคี้ยว อาจดื่มน้ำเปล่าไปด้วย ถ้ามีเพื่อนร่วมทานก็คุยไปด้วยทานไปด้วย เมื่อทานซุปเสร็จก็จะทานสลัดผักเปล่า ๆ ไม่ใส่ไข่ เนื้อ ฯลฯ จะใส่เฉพาะ น้ำส้ม balsamic และน้ำมันมะกอก มีผักต่าง ๆ ชนิด รวมทั้งมะเขือเทศด้วย แล้วผมจะทานปลา 1 ตัว หรือไก่(ไม่ทานหนัง เผอิญผมไม่ค่อยชอบหนังไก่ด้วยจึงโชคดีไป แต่ชอบหนังเป็ด(ปักกิ่ง)และหนังหมู(หัน)) และทานข้าว 1 จาน ผมจะเก็บข้าวไว้ทานหลังสุดเพราะข้าวเป็นแป้ง ทำให้อ้วน ถ้าได้ทานเข้าไปแล้วไม่ค่อยได้ใช้

คนที่สูงอายุจะมีอัตราการเผาผลาญพลังงานที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับตอนที่เราเป็นหนุ่มสาว ซึ่งตอนนั้นทานเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยอ้วน แต่คนที่ใช้พลังงานมาก เช่น ผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ผู้ใช้แรงงาน อาจทานข้าวได้หลายจานโดยไม่อ้วน ถ้าผมเริ่มต้นทานข้าวตั้งแต่แรก จะทำให้ผมทานข้าวมาก ซึ่งจะทำให้อ้วนได้
   
ผมเห็นพวกเราหลาย ๆ คนพอเริ่มทานก็ตักข้าวใส่เต็มจาน โดยทานข้าวเป็นหลัก และทานกับมากบ้าง น้อยบ้าง ควรพยายามหลีกเลี่ยงมันสัตว์ หนังสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง กะทิ ของหวาน น้ำตาล น้ำหวาน ในเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ถึงแม้มองไม่เห็นไขมันก็ยังจะมีไขมันมาก ฉะนั้นผู้ที่ทานเนื้อสัตว์มากจะทานไขมันสัตว์เข้าไปมากโดยปริยาย

เมื่อทานของคาวเรียบร้อยแล้ว ถ้าจะทาน “ของหวาน” ควรทานผลไม้ที่ไม่หวานจัด คือ ที่เขียวและแข็ง ไม่ควรดื่มน้ำหวาน หรือน้ำอัดลมเลย เวลาผมตีกอล์ฟผมยังจะดื่มแต่น้ำเปล่าเท่านั้น

และถ้าเป็นไปได้ควรเดินเพื่อย่อยอาหารหลังอาหารเป็นเวลาประมาณ 30 นาที ผมเองชอบออกกำลังกายด้วยการเดิน 1 ชั่วโมงต่อวัน และชอบเดินหลังอาหาร เพื่อป้องกันการสะสมของอาหาร(พลังงาน)ในร่างกาย

และควรชั่งน้ำหนักตัวเองทุก ๆ วันครับ ในเวลาเดียวกัน ถ้าน้ำหนักเกินควรพยายามค่อย ๆ ลด สัปดาห์ละ ½ กิโลกรัมก็พอแล้วครับ ถ้าค่อย ๆ ทำจะทำได้นานและต่อเนื่อง สัปดาห์ละ ½ กก. เดือนหนึ่งก็ 2 กก.แล้ว ปีหนึ่งก็ 24 กก.! ถ้าอ้วนไม่มาก อาจลด 1 กก.ต่อเดือนก็ได้ครับ

ทราบแล้วคำแนะนำจาก นพ.พินิจ ลองนำไปปฏิบัติตามกันดู ทั้งพุงและน้ำหนักที่เกินพอดีจะได้ลดลงพร้อมกับความเสี่ยงเกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ด้วย.



ที่มา เดลินิวส์ออนไลน์

64




ถ้าคุณเป็นคนหนึ่ง ซึ่งสงสัยอยู่ว่าอกตัญญูไหมที่ไม่รักพ่อ? เนรคุณไหมที่เกลียดแม่? ผิดไหมถ้ารักพ่อมากกว่าแม่? บาปไหมที่ดีใจเมื่อรู้ว่าแม่กำลังจะตาย? วันนี้เรามาดูกันว่าจะสบายใจขึ้นได้อย่างไร หรือดีกว่านั้นคือเปลี่ยนใจตัวเองได้ด้วยวิธีไหน

ก่อนอื่นให้มองตามจริงว่าความรู้สึกเป็นสิ่งที่บังคับไม่ได้ คนเรามีหูตาอยู่อย่างนี้ ถ้ากระทบเข้าภาพแย่ๆ เสียงแย่ๆ ความรู้สึกก็ต้องแย่ตาม มิใช่วิสัยที่จะสั่งห้ามใจไม่ให้แย่ไปด้วย ฉะนั้น ถ้าตัดคำว่าพ่อ ตัดคำว่าแม่ออกไป เหลือแต่ความกระทบกระทั่งระหว่างคนกับคน ก็อย่าแปลกใจถ้าจะมีอารมณ์ต่อกัน เป็นความขัดเคืองบ้าง ความโกรธบ้าง ความแหนงหน่ายไม่อยากรักบ้าง หรือกระทั่งความชิงชัง รังเกียจเดียดฉันท์บ้าง

ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับใครแล้วรักกันนั้นง่าย แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะรักคนให้ทุกข์ให้โทษกับเราถ่ายเดียว!

ถ้าจะกล่าวโทษ ก็ต้องโทษธรรมชาติที่บีบให้คนเราต้องอยู่ร่วมกัน กระทบกระทั่งได้ เกิดความขัดเคืองได้ สะสมความรู้สึกไม่ดีต่อกันได้ ไม่ยอมให้เราเกิดเอง โตเอง สบายเอง มิฉะนั้นก็คงเลือกได้ตามอิสระ เห็นใครอยู่ในฐานะอะไร ควรรักเขามากน้อยแค่ไหน

ขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่ความผิดของสังคม ที่คนส่วนใหญ่พากันชื่นชม รำลึกนึกถึงพระคุณของพ่อแม่ ถึงขนาดที่เกือบทุกชาติทุกภาษา จัดให้มีวันพ่อ วันแม่ เป็นประจำทุกปี สะท้อนให้เห็นว่าโลกของสิ่งมีชีวิตชั้นสูงนั้น เขามองกันว่าพ่อแม่เป็นผู้มีบุญคุณยิ่งใหญ่ ขนาดสมควรที่จะไม่ลืมจัดวันพิเศษเพื่อบูชาพวกท่าน

พ่อแม่มีชีวิตต่อได้ถ้าไม่มีคุณ แต่คุณมีชีวิตขึ้นมาไม่ได้ถ้าขาดพ่อแม่!

กล่าวแบบรวบรัด ถ้าจะถามว่าใครเป็นคนกำหนดให้ต้องนึกถึงบุญคุณพ่อแม่ ก็ต้องตอบว่าธรรมชาตินั่นแหละที่กำหนด และฝังไว้ในสำนึกว่าการรู้คุณพ่อแม่เป็นคุณสมบัติของผู้มีใจสูง คนเราจะทราบว่าตนมีใจสูงหรือใจต่ำ ก็ดูง่ายๆว่าจำได้หรือเปล่าว่าพ่อแม่สำคัญแค่ไหน

ถึงตรงนี้สรุปได้สั้นๆว่า อย่ารู้สึกผิดถ้าไม่รักพ่อแม่ แต่จะแย่มากถ้าไม่คิดตอบแทนบุญคุณพวกท่านเลย!

ต่อให้เป็นโจรชั่ว เมื่อได้รับพระราชทานอภัยโทษประหารจากองค์ราชา ก็ยังสำนึกคุณ ทุ่มกายถวายชีวิตรับใช้องค์ราชาได้ แม้ต่อมาภายหลังจะถูกกดขี่ข่มเหงอย่างไรก็ก้มหน้าก้มตายอมรับ เพราะจดจำอยู่ว่ามีชีวิตต่อก็ด้วยพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม

แล้วใครจะอ้างได้เต็มปากเล่า ว่าตัวเองย่ำแย่แค่ไหน เกินกว่าจะทำใจรับพ่อแม่อย่างไร จึงนึกถึงบุญคุณของพ่อแม่ไม่ออก ที่ให้ชีวิตมาทั้งชีวิตตั้งแต่แรก เห็นได้ชัดเจนว่ายิ่งกว่าพระราชาประทานชีวิตแก่นักโทษประหารไม่รู้กี่ร้อยเท่า

หาค่าของชีวิตให้เจอ แล้วคุณจะได้ตระหนักว่า คุณมีชีวิตขึ้นมาหาค่าของชีวิตไม่ได้ ถ้าปราศจากพ่อแม่

เมื่อเห็นค่าของพ่อแม่ แต่ยังนึกไม่ออกว่าจะตอบแทนอย่างไร อย่างน้อยก็รู้จักความหมายของคำว่า "กตัญญู" ให้ได้ก่อน ความกตัญญูเป็นอาการของใจที่มีความสามารถรู้คุณคน ทราบว่าใครมีอุปการคุณต่อเราไว้อย่างไร กล่าวโดยย่นย่อที่สุดคือนึกออก บอกถูก และทำไว้ในใจว่าผู้นั้นผู้นี้ มีบุญคุณกับเราไว้เมื่อครั้งไหน

ถ้ากตัญญูเป็น ก็เหมือนจุดพลุ จุดชนวนให้เกิด "กตเวที" ตามมาเอง เพราะความมีใจสูงของมนุษย์ ย่อมเกิดแรงดันให้อยากตอบแทนคุณ โดยไม่ต้องมีใครเอาหอกดาบมาบังคับ

สำหรับคนเกลียดพ่อแม่  แค่มีแก่ใจ  ทำความเข้าใจที่มาที่ไปของพ่อแม่ ให้อภัย


ในความร้ายกาจของพวกท่านได้   ก็นับว่าปรับใจเข้ากับความประเสริฐแบบมนุษย์


อันเป็นธาตุแท้ของคุณได้แล้ว

สำหรับคนรักพ่อแม่ไม่เท่ากัน แค่มีแก่ใจ นึกสงสารท่านที่ได้รับความรักจากเราน้อยกว่าอีกท่าน เห็นค่าว่าครึ่งหนึ่งที่ประกอบขึ้นเป็นเรา ได้มาจากท่าน หาใช่รับเต็มตัวมาจากฝ่ายไหน ก็จะก่อให้เกิดกำลังใจในการคิดตอบแทนท่าน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอีกท่านหนึ่ง ความคิดอยากตอบแทนเท่าๆกัน จะค่อยๆปรับความรู้สึกรักไม่ให้ทิ้งระดับห่างจากกันเกินไปนัก



สำหรับคนรักพ่อแม่มากอยู่แล้ว ควรมีแก่ใจ ดูตามจริงว่าพวกท่านมีที่พึ่งให้ตนเองหรือยัง ในทางพุทธ หากชักชวนโดยละม่อม ให้พวกท่านมีใจยินดี ตั้งมั่นในการให้ทาน รักษาศีล ปลูกศรัทธาในสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้หยั่งรากลึกมั่นคงพอ จะนับเป็นการตอบแทนอย่างแท้จริง สมน้ำสมเนื้อ เพราะพวกท่านจะมีหลักประกันให้ตนเองได้ไปดี ไปสว่าง ตลอดจนไปถึงที่สุดทุกข์ได้เป็นแน่แท้

อย่าเค้นใจให้รักพ่อแม่     เพราะจะเหนื่อยเปล่า      และยิ่งทรมานใจขึ้น


แต่เข้าใจ    เพื่อเห็นค่าพ่อแม่    แล้ววันหนึ่งจะเข้าถึงความรู้สึกที่ถูกต้อง


เป็นสุขที่ได้เป็นมนุษย์เต็มตัว สมเกียรติภูมิกัน



ดังตฤณจากบทความ "ทำยังไงดี?"
นิตยสาร Miracle of Life ฉบับ เดือนสิงหาคม ๕๓

65

                     
หวังสิ่งใหม่ที่จะเริ่มต้นอีกครั้งเสมอ  
 
  “ ความผิดหวังทำให้คนบางคนสิ้นหวังท้อใจ จนอาจกลายเป็นเหตุผลของการไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่สำหรับคนบางคน มันอาจกลายเป็นเหตุผลก่อเกิดแรงจูงใจที่ท้าทายให้เกิดความหวังที่จะสู้ ก็เพื่ออยากเห็นความสมหวังและพบความสำเร็จให้ได้”
 
 
 การใช้ชีวิตย่อมควบคู่ไปกับความหวัง แม้สิ่งที่หวังอาจสรุปด้วยความเจ็บปวด ซึ่งทำให้เราพบความผิดหวังก็ตามที ถามว่า .. เป็นความผิดหรือเปล่าที่ต้องผิดหวัง ผิดกฎหมายหรือไม่ มันผิดกฎของพระเจ้าหรือเปล่า เพราะแท้จริงแล้วไม่ได้มีกฎที่ไหนห้ามไว้ว่าอย่าผิดหวัง หรือไม่ได้มีกฎหมายตราไว้ว่า.. ถ้าผิดหวังแล้วจะต้องจบชีวิตไปซะเดี๋ยวนี้....
 
เรายอมรับว่า.. เรามองเรื่องความผิดหวังเป็นออเดิฟในชีวิตไปเสียแล้ว เพราะได้พบกันเป็นประจำ ได้ชิมอยู่เรื่อยๆ ในแต่ละวัน อาจเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือแม้กระทั่งเรื่องใหญ่ๆ ก็ตาม
 
แต่ความผิดหวังในเรื่องต่างๆ กลับเป็นบทพิสูจน์ให้ชีวิตเกิดการท้าทายว่า... ถ้ารสชาติของความผิดหวังเป็นเช่นนี้แล้ว... ความสมหวังล่ะ... จะเป็นอย่างไรหนอ... นี่อาจเป็นเหตุผลง่ายๆสำหรับตัวเราเองที่คิดว่า... “ ยังหวังอยู่เสมอ... ตราบที่ลมหายใจยังมี” เพราะเราเองไม่เชื่อว่า.. ชีวิตของใครบ้างในโลกจะผิดหวังอยู่ตลอดเวลา มันต้องมีบ้างล่ะ... ที่ฉากชีวิตแห่งความสำเร็จความสมหวังจะปรากฏขึ้นอยู่ตรงหน้า
 
คนที่ไม่ยอมหวังในสิ่งใหม่ๆ แต่ยึดติดอยู่กับสิ่งๆ เดียว อาจตึงเกินไปสำหรับชีวิต ควรยืดหยุ่นผ่อนปรน รู้จักปรับเปลี่ยน เรียนรู้ที่จะเลื่อนปุ่มชีวิตบ้าง ไม่ใช่จะซ้ำหรือย้ำอยู่กับที่ จึงไม่แปลกใจเลยที่บางคนทำร้ายตัวเอง เพราะมีแรงจูงใจจากความผิดหวังนั่นเอง แต่ถ้ากดปุ่มเสียใหม่ให้ชีวิตยอมรับ และเออออกันไปบ้าง ก็จะไม่รู้สึกสิ้นหวังเสียทั้งหมด
 
คนที่ผิดหวังแต่ยังหวังสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ.. ไม่แปลกใจเลยเหมือนกันว่า.. ทำไม ? ชีวิตยังดูสดชื่น ยิ้มรับปัญหาได้โดยไม่แยแสว่ามันจะเจ็บปวดเพียงใด.. นั่นเป็นเพราะเหตุผลที่ชี้นำให้ชีวิตก้าวเดินต่อไปเพื่อไขว่คว้าสิ่งใหม่ๆ มาเป็นรางวัล.. ด้วยประโยคที่อยู่ในใจเสมอว่า.. “ ผิดหวังแต่ก็ยังหวัง”
 
“ เพราะเมื่อชีวิตต้องผิดหวัง จำเป็นที่เราเองต้องมีเหตุผลและแรงจูงใจที่ดีต่อตัวเองเสมอๆ ถึงการที่จะก้าวเดินต่อไปโดยไม่ท้อใจสิ้นหวัง และต้องฝังความเชื่อที่ว่า.. มีสิ่งใหม่ๆ ให้เราได้หวังอยู่เสมอตราบที่ยังมีลมหายใจ”

66
หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ / คำถาม 3 ประการ
« เมื่อ: กันยายน 08, 2010, 09:01:08 AM »




ตอนหนึ่งของหนังสือ  ปาฏิหารย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ  มีเรื่องเล่าของ  พระจักรพรรดิองค์หนึ่งที่แสวงหาคำตอบของคำถาม  3  ข้อนี้  คำถามมีอยู่ว่า

1.   เวลาใด   เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด

2.   ใคร ?      คือบุคคลสำคัญที่สุด

3.   อะไร ?    คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรทำตลอดเวลา

แล้วเพื่อนๆ  ล่ะคะ   คิดว่า  เวาลาใด  ที่เหมาะสมที่สุด  และ ใคร  คือบุคคลที่สำคัญที่สุด  แล้วก็อะไร คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรทำตลอดเวลา

67
คุยสบาย นานาสาระ / ทายนิสัยจากสีหน้า
« เมื่อ: กันยายน 04, 2010, 10:31:50 AM »





วันหยุดพักผ่อนมาลองสังเกตลักษณะสีหน้าของตัวเองและคนใกล้ตัวสิว่า จริง ๆ แล้ว ฉัน เขา หรือเธอ เป็นคนแบบไหนกันนะ

- ชอบทำหน้าทะเล้น แสดงว่าเป็นคนขี้เล่น สนุกสนาน มนุษยสัมพันธ์ดี เพื่อนฝูงมากมาย กล้าหาญ ไม่กลัวใคร และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง
- ส่องกระจกแล้วชอบส่งยิ้มให้ตัวเอง แสดงว่าเป็นคนจิตใจดี คอยหยิบยื่นความช่วยเหลือให้คนรอบข้าง
- แต่หากส่องกระจกแล้วชอบตีหน้าเครียด แสดงว่าคุณเป็นคนจริงจังกับชีวิต เอางานเอาการ ไม่ชอบปล่อยให้เวลาสูญเปล่า จะพยายามหาอะไรทำอยู่ตลอดเวลา
- ชอบแอบปลื้มตัวเอง แสดงว่าเป็นคนที่มีอารมณ์ศิลปินสูง เพราะนอกจากช่างคิดช่างฝันแล้ว ยังมีอารมณ์ไม่อยู่กับร่องกับรอยอีกต่างหาก ข้อดีคือมีความทะเยอทะยานและความพยายามที่จะไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้
- ชอบเขินอาย ไม่กล้าสบตา แสดงว่าเป็นคนมีอารมณ์สุนทรีย์ อ่อนโยน ขยันหมั่นเพียร
- ชอบสำรวจตัวเองทุกระเบียดนิ้ว แสดงว่าเป็นคนเจ้าระเบียบ รักสวยรักงาม รักความก้าวหน้า พร้อมพาตัวเองก้าวไปยังจุดสูงสุดอย่างที่ต้องการ

อยากรู้ว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน ลองหยิบกระจกมาทดสอบกันเลย 


ที่มา เดลินิวส์ออนไลน์

68
บทความ (Blog) / Re: มีคนเล่น BB มั้ยนะบอร์ดนี้
« เมื่อ: กันยายน 02, 2010, 06:30:41 PM »
 :45:
^-^  รู้สึกพี่ลิจะเล่นอยู่นา..  ต้องรอแกมาตอบจ้า

ส่วนพี่แป้ง  แกร่แล้ว ไม่มีแรงเล่นแล้วจ้า   

 :36:

69
ศาสตร์สุขภาพแห่งการบำบัด / ผู้ชายวัยทอง
« เมื่อ: กันยายน 02, 2010, 01:25:21 PM »

ผู้หญิงหมดประจำเดือนเขาว่าเข้าวัยทอง แล้วผู้ชายวัยทองไม่มีประจำเดือนจะสังเกตจากอะไร อะไรคือปัจจัยเสี่ยงทำให้วัยทองมาเร็วกว่าวัยอันควร



นพ.ตนุพล วิรุฬหการุณ แพทย์ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการแพทย์การศึกษา ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ ในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บอกว่า แม้ผู้ชายไม่มีประจำเดือนเป็นตัวชี้วัดการย่างเข้าสู่วัยทองเหมือนเพศหญิง ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาทั้งหลายจะไม่มีวัยทองหรือไม่แก่เลย เพียงแต่ธรรมชาติคัดสรรแล้วว่าให้ผู้ชายชราวัยช้ากว่าผู้หญิง ซึ่งในทางกลับกันหากชายคนไหนไม่ดูแลสุขภาพธรรมชาติก็ทำร้ายให้แก่ก่อนวัยได้

 อาการวัยทองของเพศชายขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของเจ้าตัวตั้งแต่วัยหนุ่มทั้งเรื่องของอาหารการกิน เครื่องดื่ม การนอนหลับพักผ่อน และการออกกำลังกาย หากคนไหนดูแลสุขภาพดี ธรรมชาติก็ส่งความชรามาถึงช้าดูแลไม่ดีก็แก่ก่อนวัย

 การย่างเข้าสู่วัยทองสำหรับเพศชายไม่มีช่วงอายุที่แน่นอน หรือแสดงอาการเด่นชัดเหมือนเพศหญิง แต่เป็นการสั่งสมความถดถอยในระยะยาว บางรายอาจเริ่มแสดงอาการตั้งแต่วัย 40 บางคนก็แสดงเมื่อ 60 ก็มี แต่เมื่อถึงเวลาของแต่ละคน อาการก็จะแสดงออกแทบไม่ต่างจากอาการวัยทองในเพศหญิง

 เพศชายที่เข้าสู่วัยทองมีสัญญาณเตือนภัยที่ไม่ต่างจากเพศหญิง สังเกตได้จากความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น ความเครียดรายวัน อาการอ่อนเพลียง่ายที่เกิดขึ้นช่วงเช้าและตอนกลางคืน มีความกระสับกระส่ายหงุดหงิดง่าย เฉื่อยชา ไม่กระฉับกระเฉง นอนไม่หลับ การตัดสินใจไม่เฉียบขาดเหมือนกับช่วยวัยทำงาน

 กล้ามเนื้อที่เคยฟิตเมื่อวัยหนุ่มอาจมีขนาดลดลง รอบเอวหรือพุงเพิ่มขึ้น มีอาการซึมเศร้าเกิดขึ้น ในบางรายอาจมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย ความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอร์เริ่มถามหาของ เช่น ลืมที่เก็บของ หรือลืมเรื่องที่เพิ่งคุย ความต้องการทางเพศลดลง มวลกระดูกในร่างกายบางลง คอเลสเตอรอลคุมยาก เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจเริ่มตามมาในที่สุด

 วัยทองในผู้ชายแม้ไม่มีช่วงอายุเริ่มต้นที่แน่นอน แต่สามารถวิเคราะห์อาการได้จากฮอร์โมนที่ชื่อ เทสโทสเตอร์โรนหรือฮอร์โมนบ่งชี้ความสมบูรณ์เพศของผู้ชาย และไลฟ์สไตล์ในการดำเนินชีวิตของแต่ละคนว่าร่วมมือกับธรรมชาติทำร้ายตัวเองมากแค่ไหน

 ในคนที่สูบบุหรี่ ดื่มสุราเมรัย ท่องราตรีจนร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยทำให้วัยทองวิ่งเข้าหาได้เร็วมากเท่านั้น แต่หากดูแลสุขภาพดีก็จะคงความหนุ่มให้อยู่ได้นานขึ้นเช่นกัน

 ที่ผ่านมาวงการแพทย์ยังไม่สามารถคิดค้นวิธีเอาชนะความเสื่อมถอยของร่างกายได้ไม่ว่าในเพศชายหรือหญิง แต่ก็มีวิธีที่จะยืดเวลาแห่งความเป็นหนุ่มสาวให้ยืนยาวได้ ด้วยการแนะนำให้คนดูแลสุขภาพด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

 แพทย์ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ บอกอีกว่า คนที่อยากคงความหนุ่มทำไม่ยาก เริ่มจากปรับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน นอนพักผ่อนได้ 6-8 ชม.กินอาหารที่มีประโยชน์ เช่น มะเขือเทศจะมีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก เพราะต่อมลูกหมากโตตามอายุที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง และควรงดบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ร่างกายเกิดความเสื่อมถอยได้ไวขึ้น

 เหตุที่หนุ่มฝรั่งจะเข้าถึงวัยทองเร็วกว่าคนเอเชีย เพราะการกินอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ไขมัน มากๆ จะมีผลร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศหรือเทสโทสเตอโรนน้อยลง ขณะที่คนเอเชียนิยมกินน้ำพริกผักจิ้ม และกินฟาสต์ฟู้ดน้อยกว่า

 ไม่เพียงการดูแลทางด้านร่างกายเท่านั้นที่ต้องดูแล ชายวัยทองก็ต้องการดูแลทางด้านจิตใจไม่แพ้จากหญิงวัยทอง ลูกหลานควรเอาใจใส่ให้มากเช่นกัน และหมั่นพาไปตรวจสุขภาพเพื่อเฝ้าระวังการเกิดโรคที่มากับอายุเช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด กระดูกพรุน รวมถึงประสิทธิภาพในการจดจำเพื่อการบำรุงที่ถูกวิธี

 แพทย์ศาสตร์ชะลอวัย กล่าวในตอนท้ายอีกว่า การอ่านบทความมากๆ และนำไปปฏิบัติก็ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยให้ทุกคนสามารถชะลอวัยตัวเองได้เสมอไป ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์เพื่อวิเคราะห์หาจุดที่ร่างกายยังต้องการการเติมเต็มหรือเกินความพอดี เพื่อให้การเสริมสร้างความหนุ่มสาวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพแทนที่จะเสริมจนเกินความต้องการของร่างกาย


ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

70
ไม่ว่ายุคสมัยไหน คนไทยกับความเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลังก็ยังมีความใกล้ชิดผูกติดเป็นเงาตามตัว มุกตลกในหนังสือการ์ตูน 3 ช่อง นวนิยายไทย ละครทีวี หรือหนังใหญ่ในจอภาพยนตร์ ความเข้มขลังของ ตะกรุด ลูกกรอก ควายธนู โดยเฉพาะเลขยันต์ต่างๆ ที่เป็นทั้งเกราะกันเภทภัย และอาวุธป้องกันตัว



เมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพัน โชคลาภพูนทวี...อักขระยอดนิยมบนผืนยันต์ เป็นไปตามดีมานด์คนสมัยใหม่ที่ต้องการอยู่ไม่กี่อย่าง..อยากรวย ไม่อยากตาย

 
บ่อยครั้งที่อำนาจความเชื่อทำนองนี้ถูกตั้งคำถามว่าเป็น อิทธิปาฏิหารย์ ไสยศาสตร์ ความงมงาย หรืออำนาจพุทธคุณ กันแน่

 น้ำหมึกทุกหยดหยาดที่ถูกจารลงเป็นลายยันต์ นอกเหนือจาก "ผลลัพธ์" ที่คาดหมายแล้ว ยังมี "ข้อความ" อะไรเคลือบแฝงให้ค้นหาอีกหรือไม่

 นับแต่บรรทัดนี้ไป จึงเป็นอะไรที่มากกว่า "คำเตือน : นี่เป็นความเชื่อส่วนบุคคล



สืบทอดพระธรรม

 "ยันต์ไทยแท้ตำรับโบราณโดยเฉพาะยันต์ภาคกลางซึ่งสืบทอดมาแต่สมัยบรรพกาลนั้น แท้จริงล้วนแล้วแต่สะท้อนถึงแก่นธรรมด้วยกันแทบจะทั้งสิ้น" คือ คำบอกเล่าของ ณัฐธัญ มณีรัตน์ เจ้าของผลงานหนังสือ "ระบบเลขยันต์: แผนผังอันศักดิ์สิทธิ์" ซึ่งได้อธิบายระหว่างร่วมงานสัมมนาวิชาการเรื่อง "เครื่องราง ของขลัง วัฒนธรรมชาวพุทธในสุวรรณภูมิ" จัดโดยศูนย์คติชนวิทยา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยบอกว่าระบบเลขยันต์ในภาคกลางเกิดจากการบูรณาการแนวคิดทางพระพุทธศาสนาเข้ากับเลขยันต์จนกลายเป็นแบบแผนเฉพาะตัวที่ซ่อนนัยยะอันลึกซึ้ง


 ว่าแล้วคนหนุ่มรุ่นใหม่ วัย 36 อย่างณัฐธัญ ก็ออกตัวช่วยแก้ต่างให้แก่ตำรับยันต์มรดกชาติ ที่ถูกคนหัวสมัยใหม่มองอย่างดูแคลน เต็มไปด้วยคำถามคลางใจในเชิงที่ว่า "ยันต์เป็นเรื่องไร้สาระ เป็นเรื่องของคนที่ขาดปัญญา" โดยเขาขอให้มองเสียใหม่อย่างใจเป็นธรรม ที่สำคัญคือให้ความยุติธรรมกับบูรพาจารย์ที่คิดประดิษฐ์เลขยันต์เอาไว้ เพราะอันที่จริงแล้วเขามองว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในยันต์นั้นลึกซึ้งเกินกว่าที่คนไทยสมัยใหม่จะเข้าใจได้เสียมากกว่า

 ตัวขีดเขียนยึกยือ หรือ อักขระขอมที่เหมือนจะคุ้นตาแต่อ่านไม่ออกนั้น จริงๆ แล้ว คือการย่อหัวใจของพระพุทธศาสนาลงมาใส่ไว้เพื่อสืบทอดมิให้พุทธศาสนาตกหล่นสูญหายไป โดยใช้ความศักดิ์สิทธิ์และอภินิหารมาเป็นสิ่งล่อใจ

 ณัฐธัญ อธิบายว่าสิ่งที่ถูกเรียกว่าเลขยันต์ และคาถาอาคมนั้น แฝงด้วยปรัชญาอันลึกซึ้งที่สะท้อนถึงคำสอนทางพระพุทธศาสนาอย่างชัดเจน เช่น คัมภีร์ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร ในตอนท้าย บทสรุปที่เป็นมนตร์สำหรับใช้ท่อง แท้ที่จริงก็คือ อุบายล่อใจให้ผู้มีศรัทธาสนใจในพระสูตร เพราะพระสูตรกล่าวถึงความศักดิ์สิทธิ์และอภินิหารที่ผู้ท่องนึกว่าเป็นมนต์หรือคาถา แต่หากเข้าใจในเนื้อความของพระสูตรได้ จิตของผู้ท่องบ่นย่อมดำรงอยู่ในกุศลธรรม

 

 การท่องบ่นตามพระสูตรถึงผู้ท่องจะไม่เข้าใจ แต่การ(หลอก)ให้ท่องจนขึ้นใจนั้นอย่างน้อยก็ยังสืบทอดพระสูตรให้ยังคงอยู่และตกทอดไปถึงหูผู้ที่ฟังแล้วเข้าใจไม่วันใดก็วันหนึ่ง

 "เปลือกหุ้มแก่น" คือ คำเปรียบเปรยที่ณัฐธัญใช้อธิบายถึงกุศโลบายเช่นนี้

 

 

สานต่อตำรายันต์

 สำหรับใครที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องเครื่องรางของขลัง ทั้งยังไม่เคยรู้ว่ากว่าจะได้มาซึ่งยันต์นั้น ผู้เขียนยันต์ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างไรจึงจะสามารถจารอักขระเข้มขลังจนเกิดเป็นยันต์ได้ รศ.สุกัญญา สุจฉายา อาจารย์จากศูนย์คติชนวิทยา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมอธิบายโดยสรุปความจากคัมภีร์ปถมัง คัมภีร์อิธะเจ คัมภีร์ตรีนิสิงเห คัมภีร์มหาราช และ คัมภีร์พุทธคุณ อันเป็น 5 ตำรายันต์โบราณซึ่งมีพบเฉพาะภาคกลาง


 "คัมภีร์ปถมัง" คือ ตำราเล่มแรกในการเล่าเรียนเรื่องเลขยันต์ เนื้อความในคัมภีร์กล่าวถึงการอุบัติของพระเจ้าทั้ง 5 พระองค์ การบำเพ็ญบารมี จนถึงสูญนิพพาน โดยผู้ศึกษาจะต้อง "เขียน" และ "ลบ" สัญลักษณ์ต่างๆ เริ่มต้นจาก พินทุ จากนั้นเกิดเป็นส่วนประกอบทั้ง 5 สำเร็จเป็นตัว นะ เรียกกันว่า นะพินทุ จากนั้นก็นมัสการ เสก แล้วลบเป็นอักขระ นะโมพุทธยะ จากนะโมพุทธายะ เป็น องค์พระภควัม เป็น มะอะอุ เป็น อุณาโลม ตามคัมภีร์ปถมังเรื่อยไปตามลำดับจนกว่าจะถึง สูญนิพพาน

 

 ... เป็นอันสิ้นสุดตามตำรา โดยทั้งหมดจะต้องเขียนและลบบนกระดานเรื่อยไปจนจบ ลบครั้งหนึ่งกินเวลาหลายชั่วโมง ได้ผงเพียงไม่เกินหนึ่งช้อนเท่านั้น

 

 ผงปถมังที่ลบเสร็จแล้ว คนโบราณเชื่อว่ามีอานุภาพทางอยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาดกำบังกาย ตลอดจนล่องหนหายตัว เป็นตบะเดชะ จังงังป้องกันภยันตรายทุกประการ

 

 "คัมภีร์อิธะเจ" หรือ อิทธิเจ เป็นการลบผงตามสูตรพระมูลกัจจายน์ ซึ่งเป็นตำราไวยากรณ์บาลีโวราณ ตามวิธีการทำรูปศัพท์ของบาลีไวยากรณ์ อ้างสูตรบริกรรมทำตัวสระ พยัญชนะ มาสมาสสนธิกันจนสำเร็จเป็น อิ ธะ เจ ตะ โส ทัฬ หัง คัณ หา หิ ถา มะ สะ สะ ทำให้ผู้ศึกษามีความเข้าใจในเรื่องสระ พยัญชนะที่มีอยู่ในยันต์ต่างๆ ทำให้สามารถเรียนสูตรอักขระในยันต์ได้ไม่พลาด และยังช่วยให้เข้าใจการออกเสียงในคาถาบทต่างๆ ได้ถูกต้องมากขึ้น

 

 "คัมภีร์ตรีนิสิงเห" มีหลักสำคัญอยู่ที่กลเลข 12 ตัว แบ่งเป็น 4 ชุด ชุดละ 3 ตัวและทุกชุดจะบวกกันได้เท่ากับ 15 ได้แก่ "375, 465, 195, 285" มีความหมายใช้แทนคุณพระตลอดจนเทพยดาในโลกธาตุ ผู้ศึกษาคัมภีร์ตรีนิสิงเหนี้จะสามารถเข้าใจถึงที่มาของตัวเลขต่างๆ ที่มีอยู่ในยันต์

 

 ผงที่ลบจากกลเลขในคัมภีร์ตรีนิสิงเห เชื่อกันว่ามีอานุภาพใช้ป้องกันคุณไสยและภูตผีปีศาจ การกระทำย่ำยีทั้งคุณผีคุณคนได้ทุกประการ ทั้งยังเป็นตบะเดชะมหาอำนาจ คงกระพันชาตรีทั้งคมอาวุธและป้องกันสัตว์ร้าย ผู้ใดสำเร็จผงตรีนิสิงเหจะเป็นสีหนาท สามารถกำราบภูติผี ถอนทำลายอาถรรพ์ต่างๆ ได้

 

 "คัมภีร์มหาราช" เป็นการลบนามของคนทั้งหลายที่กำหนดใช้แทนมนุษย์ทั้งปวง โดยตั้งเป็น เจ้า นาง ออ สัพเพชนา พหูชนา นามทั้ง 5 นี้เป็นสิ่งสมมติใช้แทนมนุษย์หญิงชายทิ้งปวงในโลก จากนั้นลบเป็น นะ โม พุท ธา ยะ ลบเป็น มะ อะ อุ ลงเป็น อุโองการ แล้วลบเป็นยันต์มหาราช ประกอบด้วยอักขระ "งะ ญะ นะ มะ" โบราณเรียกว่า หัวใจสนธิอันเป็นพยัญชนะตัวที่สุดวรรคและตัวพยัญชนะนาสิกในบาลีไวยากรณ์

 

 การฝึกลบผงมหาราชจะทำให้ผู้ศึกษามีความเข้าใจเรื่องวิธีการลากเส้นของยันต์ต่างๆ รวมถึงการนำเอาอักขระเข้าไปไว้ในยันต์ โดยผงที่ได้จากการลบยันต์ตามคัมภีร์มหาราช เชื่อกันว่ามีอานุภาพทางด้านมหานิยม อำนวยความเจริญรุ่งเรือง และเป็นเสน่ห์แก่ชนทั้งหลาย

 

 "คัมภีร์พุทธคุณ" เป็นการลบอักขระจาก อิติปิโส บทต้นห้องพระพุทธคุณโดยใช้ พระอิติปิโสรัตนมาลา 56 บท ตั้งเป็นทีละอักขระ นับแต่ อิ ติ ปิ โส ภะ คะ วา เป็นต้นจนถึง ภะ คะ วา ติ ลบเป็น นะ โม พุ เป็น มะ อะ อุ แล้วลบเป็น อิ สวา สุ และลบเป็น โส ธา ยะ จากนั้นทำเป็นองค์พระ เสกด้วย พระคาถาพุทธนิมิต เรียกว่า "ผงพุทธคุณ"

 

 การฝึกลบอักขระตามคัมภีร์รัตนมาลาจะช่วยให้ผู้ศึกษาเข้าใจถึงอักษรในหมวดพุทธคุณที่ลงในยันต์ต่างๆ ส่วนผงที่ได้จากการลบอักขระในคัมภีร์พุทธคุณเชื่อกันว่ามีอานุภาพครอบจักรวาล ทั้งทางคุ้มครองป้องกัน แล้วยังเป็นเมตตามหานิยมอีกด้วย

 

 "ตำรายันต์ทั้ง 5 เล่มนี้แม้ว่าปัจจุบันจะยังมีวางขายตามท้องตลาด แต่กลับหาคนที่รู้และอ่านตำราได้แตกฉานน้อยนัก ขณะที่พระสงฆ์ซึ่งถูกคาดหวังว่าจะสามารถอ่านบาลีสันสกฤตตลอดจนอักษรขอมโบราณได้ วันนี้ก็แทบจะไม่มีแล้ว ถ้าจะคะเนอย่างคร่าวๆ ยันต์ที่เราพบเห็นในทุกวันนี้ ที่ถูกต้องตามตำราจริงๆ น่าจะมีอยู่ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง" รศ.สุกัญญา กล่าว

 

 


พังเพราะมือคน

 ระบบการสืบทอดพระธรรมผ่านยันต์ที่ถูกคิดค้นชนิดกลซ้อนกลของคนโบราณนั้น สุดท้ายได้กลายเป็นดาบสองคมย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง เพราะแทนที่จะหลอกให้ผู้คนท่องบ่นพระสูตรอย่างกว้างขวางเช่นในแต่ก่อน ทำไปทำมาคนที่ท่องคาถาได้ในวันนี้แทบจะไม่มีเหลือ ยังไม่ต้องพูดถึงคนที่เขียนอักขระได้อย่างรู้จริงนับวันแทบจะหาไม่พบ

 

 ที่สำคัญกว่านั้น ก็คือความจริงที่ว่าอาจารย์ผู้น่าเกรงขามหลายต่อหลายท่านซึ่งตั้งตนเป็นเจ้าสำนักยันต์ แท้ที่จริงน่าจะเรียกว่าเป็น "อาจารย์คาร์บอน" เสียมากกว่า เพราะที่ทำได้คือลอกลายให้เหมือน แต่ไร้ซึ่งแบบแผนของการลงอักขระตามตำรับโบราณแท้ๆ

 

 แต่อะไรก็ไม่น่าเศร้าไปกว่าการที่ได้ยินและได้เห็นความคิดความเชื่อผิดๆ ของคนไทยที่เกิดอาการเห่อบวกฮิตไปกับปรากฏการณ์เฟื่องฟูของ "ตัวช่วยในฝัน" ให้ชีวิตง่ายและดีขึ้นแบบไม่ต้องเหนื่อยแรง

 

 เอ่ยชื่อของ "พระสังข์ทอง" พระเอกในวรรณคดีพื้นบ้านซึ่งมีรูปเงาะเป็นเกราะผู้นี้ เป็นคนที่มี "ของดี" เพราะนอกจากจะกระโดดลงบ่อทองชุบเนื้อตัวจนเป็นสีทองอร่ามแล้วก็ยังมีคาถาอาคมเรียกเนื้อเรียกปลาได้ แล้วยังมีอิทธิฤทธิ์ถึงขนาดเหาะขึ้นไปตีคลีชนะพระอินทร์อีกด้วย ถ้าเป็นสมัยใหม่ก็ต้องเรียกว่าร้อยตำรวจตรีปลอมตัวมา

 

 แล้วก็พระสังข์ทองนี่แหละที่ได้รับมอบหมายบทบาทใหม่ ไปนั่งร่ายมนต์เรียกเนื้อเรียกปลาอยู่บนผืนผ้ายันต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยหวังกันว่าผู้ที่มียันต์พระสังข์ติดตัวจะมีโชคลาภ สมบูรณ์พูนสุข อยากได้รถเป็นได้ อยากได้บ้านเป็นลอยมา เหมือนคาถาที่พระสังข์มี

 

 ส่วน "นางยักษ์พันธุรัต" แม่เลี้ยงของพระสังข์ก็ดังตามมาติดๆ กลายเป็นอีกหนึ่งลายฮิตบนผืนยันต์ ก็เนื่องด้วยนางเป็นต้นตำรับคาถาจินดามณี เรียกเนื้อเรียกปลาที่พระสังข์ชำนิชำนาญ แล้วยังมีบ่อเงินบ่อทองที่นางครอบครองอีก ทำเอาคนไทยตาลุกวาวอยากได้บ้างสักบ่อสองบ่อ ว่าแล้วจึงปรี่เข้าสำนักยันต์ขอให้อาจารย์จัดนางพันธุรัตให้สักหนึ่งลาย

 

 ยังอยู่ในหมวดรรณคดี อีกลายหนึ่งคือ  "ขุนแผนโคโยตี้" ซึ่งในที่นี้คงต้องยกความดี(ที่มิชอบ)ของอาจารย์ท่านหนึ่งที่กลัวว่าลูกศิษย์จะเนื้อหอมน้อยไป คาสโนว่าระดับขุนแผนกลายเป็นจิ๊บๆ เพราะยุคนี้ต้องแนบข้างด้วยโคโยตี้สาวสวยเอ็กซ์ถึงจะสมใจ

 

 นอกตำรากันจนถึงขนาดหันมายกย่องนับถือ "ชูชก" ขอทานจรจัดผู้ซึ่งก่อเวรสร้างกรรมไว้นับไม่ถ้วน หนำซ้ำยังจบชีวิตอย่างน่าสยดสยอง โดยจัดให้ชูชกเป็นตัวแทนของความสมปรารถนา "ขออะไรก็ได้" นัยว่าเรื่องความสบายได้สิ่งที่ต้องการโดยไม่ต้องเปลืองแรงดูจะเป็นที่ถูกอกถูกใจพี่ไทยเป็นพิเศษ จนทำให้ชูชกขึ้นแท่นอีกหนึ่งลายท็อปฮิตด้วยเช่นกัน

 

 เพราะความฝันที่อยากจะเป็นอยากมีเหมือนอย่างตัวละครในนิยาย ก็เลยกลายเป็นว่า คนไทยวันนี้บ้าคลั่งลายยันต์เรียกโชคลาภกันถึงขนาด ไม่รู้เหตุรู้ผล.. ไม่รู้เหนือรู้ใต้.. ไม่รู้ขาวไม่รู้ดำ

 

 ที่สำคัญ ..ไม่รู้ "ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี"

 

 ทั้งๆ ที่หากย้อนกลับไปดูที่จุดเริ่มต้นของการหัดเขียนยันต์แล้วนั้น ไม่ว่าจะเป็นไปตามคัมภีร์โบราณฉบับไหน ต่างก็ต้องมีขั้นตอนสำคัญที่การ "ลบผง" เพื่อสะท้อนถึงพระธรรมขั้นสูงสุด อันเป็นความหมายที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความเชื่อ ความศรัทธาของผู้คนนั่นก็คือ "ความว่างเปล่า"

 

 เพราะในทางธรรมการฝึกลงอักขระยันต์ ก็ได้แก่การบำเพ็ญจิตของผู้ฝึก จนกว่าจะถึง "นิพพาน" เป็นขั้นสุดท้าย


 สะท้อนถึงสัจธรรมที่ว่า... ท้ายสุด ก็คือ "สุญตา" นั่นเอง


ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

หน้า: 1 2 3 4 5 6 [7] 8 9 10 11 12 13 14 15

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham