Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - sasita

หน้า: 1 2 3 4 [5] 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15
41
มีคำถามว่า อายุขัยของคนเราสูงสุดคือเท่าไร บางคนบอกว่าสูงสุด 150 ปี ต่ำสุด 120 ปี ซึ่งไม่ถูก เพราะมนุษย์เรามีระยะเจริญเติบโต 20-25 ปี และอายุขัย เป็น 5-7 เท่าของระยะเจริญเติบโต นั่นคือต่ำสุด 100 ปี สูงสุด 175 ปี ดังนั้น ถ้าจะอยู่ถึงอายุร้อยปี ไม่ใช่ความฝัน อีกแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากอยู่ถึงขนาดนั้นหรือไม่?



       
       ถ้าจะอยู่ร้อยปีก่อนอื่นต้องมีสุขภาพดี ซึ่งมาจากพื้นฐาน 4 ประการในชีวิตประจำวัน
       
       1. อารมณ์ ภาวะจิตที่สงบสุข คือ มีโภชนาการที่สมดุล
       2. อาหาร
       3. ออกกำลังกายพอเหมาะ
       4. พักผ่อนนอนหลับเพียงพอ
       
       โดยปกติแล้ว ประการที่สี่ชักจูงให้งดบุหรี่และเหล้าอีกด้วย
       การแพทย์แผนจีนจัดภาวะจิตใจเป็นอันดับหนึ่งในการบำรุงสุขภาพ กล่าวคือ ภาวะจิตเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม และผลพวงต่างๆ เกิดจากพฤติกรรม มองในแง่สรีระ คนเราอยู่ได้โดยอาศัยอวัยวะทั้ง 5
       
       คือ ตับ หัวใจ ม้าม ปอด และไต ตัวอย่างกรณีโรงพยาบาลออกใบมรณบัตร มักจะระบุสาเหตุการตายว่า หัวใจวาย ตับวาย ไตวาย เป็นต้น
       
       ถ้าผู้ป่วยตายด้วยเส้นเลือดหัวใจอุดตัน เพราะเลือดเข้มข้นและสกปรก แสดงว่าตับหมดสมรรถภาพในการฟอกพิษหรือกลั่นกรองเลือดให้บริสุทธิ์ไหลเวียนไม่คล่องตัว ทำให้เกิดการอุดตันในเส้นเลือด
       
       ผู้ป่วยโรคหัวใจจำนวนมาก ก่อนหัวใจวายมักจะบันดาลโทสะ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำลายการทำงานของตับด้วย ฉะนั้น โปรดจำไว้ว่า อย่าโมโหโทโส เพราะไม่ช่วยแก้ไขปัญหาใดๆ เลย มีแต่ทำลายร่างกายเท่านั้น
       
       ขอฝากคำขวัญให้ทุกท่านว่า “หัวเราะสามเวลา ห่างไกลโรคและยา”
       
       ทีนี้มาพูดเรื่องอาหารการกิน องค์การอนามัยโลกเตือนว่า คนเราเกิดโรคเนื่องจากสาเหตุ (1) รูปแบบการดำรงชีวิตไม่เหมาะสม (2) กินอาหารไม่สมดุล มีทั้งที่กินมากเกินและขาดแคลน นั่นคือ ไขมันมากเกิน แต่แร่ธาตุและวิตามินขาดแคลน
       
       สรุปคือ ไม่รู้จักกิน จึงทำให้เกิดโรค
       
       อยากจะถามว่า เรากินอาหารเพื่ออะไร คำตอบคือ (1) เพื่อดำรงชีพ (2) เพื่อป้องกันโรค (3) เพื่อรักษาโรค ตัวอย่างเช่นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ล้วนเกิดจากการกินทั้งนั้น
       
       ในเมื่อการกินทำให้เกิดโรคได้ ก็ต้องกินเพื่อรักษาโรคได้เช่นกัน
       
       Socrates บิดาแห่งแพทย์แผนปัจจุบัน เคยกล่าวเตือนว่า “จงกินอาหารให้เป็นยา อย่ากินยาเป็นอาหาร” จีนโบราณก็มีคำกล่าวว่า “ใช้อาหารรักษาโรคดีกว่ายา” แต่ทุกวันนี้มันกลับกันหมด
       
       แพทย์แผนจีนใช้วิธีมอง ฟัง ดม ถาม แมะ ก็สามารถ วินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ ตัวอย่างเช่น ตับมีปัญหา สีหน้าจะออกเขียว หัวใจมีปัญหา สีหน้าจะออกแดง ม้ามมีปัญหา สีหน้าจะออกเหลือง คนไข้หอบหืด สีหน้าจะออกขาว คนไข้ไตเสื่อม สีหน้าจะออกดำ
       
       ขอแนะว่าถั่วเขียวเหมาะสำหรับบำรุงตับ เพื่อให้ตับขับพิษออกจากร่างกาย แต่ก็ต้องกินให้ถูกวิธี คนทั่วไปมักจะต้มถั่วเขียวจนเละ ซึ่งไม่ถูกต้อง วิธีที่ถูกคือต้มให้น้ำเดือดประมาณ 5-6 นาทีก่อนที่ถั่วจะแตกเม็ด รินเอาน้ำออกซึ่งจะได้น้ำถั่วเขียวที่มีสีเข้มข้นที่สุด ดื่มแล้วมีสรรพคุณขับพิษสูงสุด จากนั้นเติมน้ำต้มถั่วต่อจนเละกินเป็นอาหาร
       
       หัวใจชอบสีแดงให้กินถั่วแดง ม้ามชอบเหลือง ให้กินถั่วเหลือง ปอดชอบสีขาวให้กินถั่วขาว ไตชอบสีดำให้กินถั่วดำ
       
       ถามว่า ทำไมถึงให้กินแต่ถั่ว? ก็เพราะตำรายาจีนมีคำว่า “คนเรากินถั่วทั้ง 5 จะสมบูรณ์พูนสุข” โภชนาการแผนจีนก็เน้นว่า “กินไม่พ้นถั่ว”
       
       ต่อไปจะพูดถึงรสชาติอาหาร เปรี้ยวบำรุงตับ ขมบำรุงหัวใจ หวานบำรุงม้าม เผ็ดบำรุงปอด เค็มบำรุงไต หมายความว่า ต้องกินให้ครบทุกรสชาติอย่างละนิด ให้เกิดสมดุล เช่นรสเปรี้ยวบำรุงตับ กินมากตับพัง จีนเป็นประเทศที่มีผู้ป่วยโรคตับมาก ในจีนเองต้องยกให้มณฑลชานซีครองแชมป์โรคตับ เพราะคนที่นั่นชอบกินน้ำส้มสายชู รสเผ็ดบำรุงปอด กินมากปอดพังเช่นกัน สถิติกระทรวงสาธารณสุขจีนปีที่แล้วระบุว่า ชาวเสฉวนและชาวหูหนานที่อพยพจากจีนใต้ไปอยู่ภาคเหนือ นำเอานิสัย ชอบกินพริกติดตัวไปด้วย นานวันเข้าเป็นโรคมะเร็งในปอดตามๆ กัน ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ภาคใต้อากาศชื้น กินเผ็ดป้องกันความชื้นได้ แต่ภาคเหนืออากาศแห้ง กินเผ็ดมากจะทำลายปอด
       
       ถ้าถามว่ากินอาหารอย่างไรจึงจะเหมาะ มีหลักจำง่ายๆ ดังนี้ “สีสัน หยาบ-ละเอียด ดิบ-สุก คาว-เจ” หมาย ความว่า กินอาหารต้องคละกันหลากสีและหลายรสชาติ หยาบและแข็งควบคู่กับละเอียดและนิ่ม สุกควบคู่กับดิบ คาวควบคู่กับเจ ขอแนะนำว่า ต่อไปนี้ให้กินผักดิบผลไม้สดแต่ละมื้อ ถ้าเปลือกกินได้ ก็กินทั้งเปลือกจะยิ่งดี เพราะแพทย์แผนจีนถือว่า กินของดิบลดอาการร้อนใน แพทย์แผนปัจจุบันก็ยังถือว่า ผักผลไม้สดดิบให้วิตามินดีกว่า
       
       คนที่อยากได้ยาบำรุงร่างกาย อย่าลืมผักและผลไม้มีวิตามินสูง ถ้ากินให้ถูกวิธี ก็สามารถดูดซึมวิตามินเพียงพอต่อร่างกาย
       
       สิ่งที่ต้องการคือแคลเซียม ผู้หญิงควรกินแคลเซียมวันละ 3,000 มก. ขึ้นไป ผู้ชายกินวันละ 4,000 มก. ขึ้นไป พร้อมกับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
       
       คนทั่วไปมักเข้าใจผิด คิดว่าแคลเซียมใช้สำหรับรักษา โรคไขข้ออักเสบ ที่จริงแล้วแคลเซียมช่วยกระตุ้นให้โลหิต ไหลเวียนด้วย นอกจากนั้น ยังป้องกันเส้นโลหิตแข็งตัว ดังนั้น ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ควรกินแคลเซียมให้เพียงพอ เพื่อให้เส้นโลหิตอ่อนตัว ความดันก็จะลดตาม ยาลดความดันก็ไม่ต้องกินมาก
       
       ขอฝากคำขวัญให้ทุกท่านว่า “อยากให้ร่างกายดี กินอาหารถูกวิธี อยากให้สุขภาพเยี่ยม อย่าลืมกินแคลเซียม”
       
       “อย่าลืม อาหารต้องมาก่อนยา พึงใช้ยาในยามวิกฤติเท่านั้น ขอให้อาหารที่มีคุณค่า การรักษาที่ดีที่สุดคือเวลา”
       
       หมายความว่า ตัวคุณเองต้องรู้จักรักษาตัวเอง ห้องครัวในบ้านเป็นโรงพยาบาลที่ดีที่สุด ยากับอาหารมีความหมายเดียวกัน กินอาหารให้ถูกต้องก็คือยาที่ดีที่สุด การรักษาต้องต่อเนื่อง ไม่ใช่ทดลองแล้วก็หยุด
       
       (เรียบเรียงจากคำบรรยายของแพทย์แผนจีน)
       
       (จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 118 กันยายน 2553 โดย กองบรรณาธิการ) -ผู้จัดการออนไลน์

42
 :19:

นั่นสิ  แต่เอ๊ะ!  ลูกใครหว่า  *-*

43




๑. พระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาเลยว่าร่างกายจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ
( มีโรคภัยไข้เจ็บเป็นธรรมดา )



๒. พระโพธิสัตว์ครองชีพโดยไม่ปรารถนาว่าจะไม่มีภยันตราย
( มีภัยอันตรายเป็นธรรมดา )



๓. พระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาเลยว่าจะไม่มีอุปสรรคในการชำระจิตให้บริสุทธิ์
( ย่อมมีอุปสรรคเป็นธรรมดา )



๔. พระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาเลยว่าจะไม่มีมารขัดขวางการปฏิบัติภารกิจ
( จะต้องมีมารมาขัดขวางการปฏิบัติโพธิจิตเป็นธรรมดา )



๕. พระโพธิสัตว์คิดว่าจะทำงานให้นานที่สุด โดยไม่ปรารถนาจะให้สำเร็จผลเร็ว
( ปล่อยวางเรื่องกาลเวลา ทำงานเพื่องาน )



๖. พระโพธิสัตว์คบเพื่อนโดยไม่ปรารถนาว่าจะได้ผลประโยชน์จากเพื่อน
( รักผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ )



๗. พระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาเลยว่าจะให้คนอื่นตามใจตนเองเสมอไปทุกอย่าง
( ไม่มีความเห็นแก่ตัว )



๘. พระโพธิสัตว์ทำความดีกับคนอื่น ไม่ปรารถนาสิ่งตอบแทน
( ต้องการให้คนอื่นพ้นทุกข์ )



๙. พระโพธิสัตว์เห็นลาภแล้ว ไม่ปรารถนาจะมีหุ้นส่วนด้วย
(ไม่ปรารถนาในลาภและสรรเสริญ)



๑๐. พระโพธิสัตว์ เมื่อถูกใส่ร้ายป้ายสี ติเตียน นินทาแล้ว ไม่ปรารถนาจะได้โต้ตอบหรือฟ้องร้อง
( การใส่ร้ายป้ายสี ติเตียน นินทา เป็นธรรมดาของโลก )



จริยธรรม ทั้ง ๑๐ ประการนี้ เป็นการปฏิบัติธรรมชั้นสูงของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ เรียกว่า "มหาอุปสรรค" ซึ่งถ้าท่านผู้ปฏิบัติธรรม นำมาท่องทุกวัน จะช่วยขัดเกลาจิตใจให้ดีงาม ช่วยให้ง่ายต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน


ที่มา www.bloggang.com/viewblog.php?id=namotasaa&date=08-06-2010&group=3&gblog=17]Bloggang.com : mojaa_lady -

44



1. พระเทวทัต

พระเทวทัต ในสมัยพระพุทธกาลเป็นพี่ของพระนางยโสธรา (พิมพา) พระชายาของเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร ที่มาเป็นพระพุทธเจ้า และเป็นลูกของลุง พระพุทธเจ้าเองพระเทวทัตนั้นตามจองล้างพระพุทธเจ้ามานานหลายชาติ อดีตชาตินานมาแล้วนั้นพระเทวทัตเป็นพ่อค้าวานิช มีจิตละโมบทุจริตและในชาตินั้น พระพุทธองค์ได้เสวยพระชาติเป็นพ่อค้าวานิชด้วยเช่นกันแต่เป็นฝ่ายสุจริต

วันหนึ่ง หญิงชราซึ่งเป็นผู้ดีตกยาก มีถาดทองคำของต้นตระกูลเหลืออยู่ จึงนำออกมาขาย พระเทวทัตเห็นเช่นนั้นจึงลวงด้วยเล่ห์ต่อหญิงชรานั้นว่า ถาดนั้นมิใช่ทองคำแท้เป็นทองปลอม จึงเสนอขอซื้อราคาถูกแต่หญิงชรานั้นรู้ดีว่าถาดที่แกนำออกมาขายนั้นทำด้วยทองคำแท้จึงมิยอมขายให้ ในเวลาเดียวกันนั้น พระพุทธองค์ซึ่งเสวยพระชาติเป็นพ่อค้ามาพบเข้า เห็นเป็นถาดทำด้วยทองคำแท้ก็ให้ราคาตามความเป็นจริง สร้างความโกรธแค้นให้แก่พระเทวทัตเป็นยิ่งนัก ถ้าไม่มีพระพุทธองค์มาซื้อถาดทองคำนั้น ในมิช้าหญิงชราก็จักต้องนำถาดทองคำมาขายแก่ตนเพราะความยากจน ด้วยเหตุนี้พระเทวทัตจึงผูกพยาบาทด้วยการกอบเม็ดทรายขึ้นมา ๑ กำมือหว่านลงกับพื้นดินประกาศว่าเราจะจองล้างจองผลาญท่านต่อไปเท่าเม็ดทรายในกำมือ ๑ เม็ด เท่ากับ ๑ ชาติ จึงตามเบียดเบียนพยาบาทจองเวรกันมานับภพชาติไม่ถ้วน


เรื่อยมาจนกระทั่งพระชาติสุดท้ายก่อนจะที่จะมาตรัสรู้ที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือได้เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร พระเทวทัตได้มาเกิดเป็นพระพราหมณ์นามว่า “ ชูชก ” จนกระทั่งมาถึงพระชาติที่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระเทวทัตมีจิตริษยาพระพุทธเจ้านับตั้งแต่เยาว์วัย ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าทรงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ เจ้าชายเทวทัตได้ออกบวชด้วยเช่นกัน เมื่อบวชแล้วได้โลกีย์ญาณ มีความชำนาญในอภิญญา สามารถนิรมิตกายเหาะเหินเดินอากาศได้ จึงเกิดความกำเริบใจเพราะอกุศลกรรมเข้าสนับสนุน ใช้ฤทธิ์แปลงกายเป็นพระศาสดา กล่าวให้ร้ายในพรหมจรรย์ของพระพุทธองค์ ว่ายังอนุญาตให้สงฆ์สาวกฉันเนื้อสัตว์ที่ถูกนำมาถวายเป็นพระกระยาหาร และก็เริ่มต้นสร้างความเลื่อมใสด้วยการฉันมังสวิรัติ ให้เห็นว่าสิ่งที่พระพุทธองค์ยินยอมให้พุทธสาวกปฏิบัตินั้นคือความเสื่อม

มิเพียงเท่านั้น ยังลวงเจ้าชายอชาติศัตรูให้กบฏต่อพระราชบิดาแล้วตั้งตัวเองเป็นพระราชา พระเจ้าอชาติศัตรูนั้นเคยเลื่อมใสพระพุทธองค์ แต่เมื่อถูกพระเทวทัตลวงก็ตัด อุปนิสัยแห่งมรรคผลเบื้องต้นเสีย ทำตัวเองไปสู่ความพินาศอย่างใหญ่หลวงถึงขั้นทำกรรมหนักปลงพระชนม์พระราชบิดา พระเทวทัตเองก็คิดปลงพระชนม์พระพุทธองค์แล้วจะตั้งตนเป็นพระศาสดาเสียเอง อกุศลกรรมที่พระเทวทัตก่อขึ้นตั้งแต่ต้น คือส่งนายขมังธนูเพื่อปลงพระชนม์พระพุทธองค์ ยุยงให้พระเจ้าอชาติศัตรูมอมเหล้าช้าง “ นาฬาคีรี ” จนมึนเมาดุร้ายแล้วปล่อยออกไปทำร้ายพระพุทธองค์ ตลอดจนกระทั่งยุยงหมู่พระสงฆ์ให้เห็นความมัวหมองในพรหมจรรย์ ของพระพุทธองค์ ขณะเดียวกันพระเทวทัต ได้หันมาฉันมังสวิรัติเป็นการโอ้อวดพรหมจรรย์ที่สูงกว่า ความเลวร้ายของพระเทวทัตนั้นหนักหนา จนแผ่นดินที่รองรับอยู่นั้นทนมิได้ แยกตัวออก และสูบเอาพระเทวทัตตกสู่ขุมนรกอเวจี ยืนเสวยอกุศลวิบากอีกนานเท่านาน จนแทบจะนับกาลเวลาไม่ได้

2.นันทมานพ

นันทมานพมิได้ทำร้ายพระพุทธองค์ แต่ทำร้ายสาวกของพระพุทธองค์ คือพระ “ อุบลวรรณาเถรี ” พระอุบลวรรณาเถรีเป็นพระอรหันต์ขั้นปฏิสัมภิทาญาณ ออกบวชตั้งแต่อายุ ๑๖ มีความสวยงามมาก ซึ่งก่อนนั้นที่เป็นฆราวาสความสวยเป็นที่เลื่องลือ และเป็นที่หมายปองของพระราชาคหบดี และมหาเศรษฐีมากมาย แต่พระอุบลวรรณาเถรีเบื่อหน่ายชีวิตฆราวาส เห็นเป็นทุกข์จึงออกบวชเป็นภิกษุณี เมื่อบวชได้ไม่นานก็บรรลุอรหัตผลมีฤทธิ์มาก แต่ว่านันทมาณพมีความต้องการด้านกามราคะฝังแน่นในใจมาช้านาน

วันหนึ่งนันทมานพทราบว่า พระอุบลวรรณาเถรีจำพรรษาอยู่ในป่า ในกระท่อมเล็ก ๆ ด้วยจิตอันฝังแน่นด้วยราคะตัณหานันทมาณพได้แฝงตัวแอบรออยู่จนถึงเช้า พระอุบลวรรณาเถรีออกบิณฑบาตแล้ว นันทมานพได้หลบเข้าไปแอบซ่อนอยู่ใต้เตียงนอนในกระท่อม เมื่อพระอุบลวรรณาเถรีกลับจากบิณฑบาต ยังมิได้ฉันข้าว นั่งพักสงบอยู่บนเตียง นันทมาณพได้ออกมาจากที่ซ่อนเข้าปลุกปล้ำ พระอุบลวรรณาเถรีแม้นจะร้องหาคนช่วยก็ไม่เป็นผล เพราะไม่มีใครอยู่ใกล้ จึงกล่าวให้สติแก่นันทมาณพว่า “จงอย่าทำเช่นนี้ .. ความหายนะจะมาสู่ท่าน ” นันทมาณพมิได้ฟังกลับปลุกปล้ำพระอุบลวรรณาเถรีจนสำเร็จความใคร่ดังใจปรารถนา พอก้าวลงจากแคร่ก็ถูกแผ่นดินสูบตกลงสู่มหานรกอเวจีด้วยกรรมลามกนั้นหนักมาก

พระอุบลวรรณาเถรี ถูกวิจารณ์ว่าการสัมผัสเช่นนี้ พระอุบลวรรณาเถรีจะไม่มีความยินดีไม่ได้ พระพุทธองค์จึงทรงตรัสบอกต่อพุทธสาวก... “ พระอรหันต์นั้นมิใช่ไม้ผุ ไม่มีกิเลส ไม่มีความยินดีในกิเลส เฉกเช่นตุ๊กตาที่ไม่มีความปรารถนาในการสัมผัสฉันใด พระอรหันต์ก็เป็น เช่นนั้น ..”

3.นันทยักษ์

นันทยักษ์มิได้สร้างกรรมต่อพระพุทธองค์ แต่กระทำเบียดเบียนต่อพระสารีบุตร ผู้บำเพ็ญธรรม .. ครั้งนั้น นันทยักษ์ ผู้มีฤทธิ์เดชเหาะมาบนอากาศพร้อมด้วยเหมตายักษ์ เมื่อเหาะมาถึงตรงที่พระสารีบุตรกำลังเข้านิโรธสมาบัติอยู่ในอากาศธาตุ ในบริเวณนั้นว่างเปล่าจากอากาศธาตุนันทยักษ์เหาะผ่านไม่ได้ จึงเกิดบันดาลโทสะ ด้วยในชาติปางก่อนนั้น นันทยักษ์ได้อาฆาตพยาบาทพระเถระเอาไว้ จึงมีจิตคิดกระทำปาณาติบาตต่อพระสารีบุตรด้วยความพาลในสันดาน เหมตายักษ์ได้ทัดทานให้ละเว้นเสีย แต่นันทยักษ์ก็มิฟัง เหาะขึ้นบนอากาศ ใช้กระบองซึ่งเป็นอาวุธแห่งตนฟาดลงบนศีรษะของพระสารีบุตร ความแรงแห่งการฟาดนั้น สามารถพังภูเขาในคราวเดียวกันได้ถึง ๑๐๐ ลูก แต่พระสารีบุตรซึ่งอยู่ในนิโรธสมาบัตินั้น หาได้รับอันตรายจากการประทุษร้ายของนันทยักษ์ไม่ เมื่อเห็นพระสารีบุตรมิได้รับอันตราย นันทยักษ์ก็บังเกิดเพลิงเร่าร้อนในอารมณ์ กล่าวออกมาด้วยเสียงอันดังว่า “ เราร้อน ... เราร้อน ” แล้วตกลงมาจากอากาศ แผ่นดินเปิดช่องดึงร่างของนันทยักษ์ หายลับตาไปในบัดดลดิ่งลงสู่มหานรกอเวจี อันลึกสุด


4.นางจิญจมาณวิกา

นางจิญจมาณวิกาเบียดเบียนพระพุทธองค์โดยรับอาสาจากพวก “ ปริพาชก ” บุคคลในลัทธิอื่นที่มีจิตริษยาในลาภสักการะของพระพุทธองค์ จึงคิดกลั่นแกล้งด้วยการจ้างนางจิญจมาณวิกา แกล้งทำเป็นคนท้อง ให้เขากลึงไม้นูนผูกรัดไว้ที่เอว แล้วก็ไปร้องบอกสมณะโคดมขณะนั่งประทับเทศนาว่า “ ท่านสมณะโคดม ” จะมัวมานั่งเทศน์หน้านวลอยู่ทำไม นี่เธอทำให้ฉันมีครรภ์เช่นนี้กลับมิดูแล อย่ามัวเทศน์โปรดพุทธบริษัทอยู่เลย จงไปตัดฟืนไว้เพื่อฉันดีกว่า เวลาคลอดแล้วลูกเราจะได้มิลำบาก ”

พระพุทธองค์ได้ทรงสดับ จึงหยุดเทศนาและกล่าวกับนางจิญจมาณวิกาว่า
“ ภัคคินี ดูก่อนน้องหญิง เรื่องที่เธอกล่าวนั้น คนอื่นเขามิได้รู้เรื่องด้วยดอกนะ จะมีเธอกับฉันเพียงสองคนเท่านั้นละที่รู้กัน ”

พระพุทธองค์ทรงกล่าวด้วยความอิ่มเอมใจท่ามกลางความสงสัยของพุทธบริษัท เรื่องนี้เดือดร้อนถึงพระอินทร์ที่ต้องทำหน้าที่รักษาผู้ทรงคุณธรรมสูงส่ง จึงทรงแปลงกายเป็นหนูไปกัดเชือกที่ผูกไม้ ทำให้ไม้ที่ผูกติดไว้เหมือนเช่นคนมีครรภ์นั้นหลุดตกลงมา พุทธบริษัทเห็นมารยากล่าวให้ร้ายที่นางจิญจมานวิกากระทำต่อพระพุทธองค์ ดังนั้นก็ดุด่าไล่ขว้างด้วยก้อนหินและไม้ นางจิญจมาณวิกา ได้วิ่งหลบหนี พอพ้นคลองจักษุของพระพุทธองค์ นางจิญจมาณวิกา ก็ถูกธรณีสูบลงสู่นรกมหาอเวจีด้วยกรรมอันหนักนั้น
นางจิญจมาณวิกาเมื่อชาติก่อนหน้านั้นนางเกิดเป็น นางอมิตตดา ภริยาของชูชกหรือพระเทวทัตในชาติเดียวกัน กับที่พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นพระเวสสันดรนั่นเอง

5พระเจ้าสุปปพุทธะ

พระเจ้าสุปปพุทธะเป็นกษัตริย์โกลิยะวงศ์เป็นพระราชบิดาของพระเทวทัต เมื่อทราบว่าพระเทวทัตถูกธรณีสูบ ลงมหาอเวจีนรกก็มิสำนึกในบาปบุญคุณโทษ กลับมีจิตอาฆาตพยาบาทพระพุทธองค์ เพราะนอกจากจะทำให้พระเทวทัตต้องธรณีสูบ พระพุทธองค์ยังทำให้เจ้าหญิงยโสธราธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะเป็นหม้าย จึงกลั่นแกล้งพระพุทธองค์ด้วยการเกณฑ์อำมาตย์ข้าราชบริพารไปนั่งเสพเมรัยขวางทางที่พระพุทธองค์จะออกบิณฑบาตโปรดเวไนยสัตว์ ซึ่งทางนั้นมีเพียงทางเดียวเท่านั้นที่พระพุทธองค์จะทรงเสด็จดำเนินไปได้ เมื่อเสด็จดำเนินผ่านไม่ได้เพราะพระเจ้าสุปปพุทธะกับบริวารขวางอยู่วันนั้น พระพุทธองค์ทรงอดพระกระยาหาร ๑ วัน พระอานนท์จึงทูลถามอยากจะทราบโทษของพระเจ้าสุปปพุทธะ พระพุทธองค์จึงทรงได้มีพุทธฎีกาตรัสว่า “ อานันทะดูก่อนอานนท์ หลังจากนี้ไปนับได้ ๗ วัน พระเจ้าสุปปพุทธะจะลงอเวจีตามเทวทัตไป ”

เมื่อบริวารของพระเจ้าสุปปพุทธะกลับไปถวายรายงาน พระเจ้าสุปปพุทธะก็มีจิตต้องการให้พุทธฎีกาของพระพุทธองค์มิเป็นความจริง จึงขึ้นประทับ ณ ปราสาท ๗ ชั้น แต่ละชั้นมีนายทวารป้องกันแข็งขัน ทรงตรัสกับนายทวารที่มีร่างกายกำยำนั้นว่า “ ในระหว่าง ๗ วันนี้ ถ้าฉันลงมาละก็ พวกเธอจงขัดขวางเอาไว้ไม่มีใครทำโทษ ” โดยประกาศต่ออำมาตย์ ข้าราชบริพาร และพระบรมวงศานุวงศ์ไว้ดังนั้น เพื่อมิให้นายทวารทั้งหลายต้องโทษ จนกระทั่งถึงวันที่ ๗ วันนั้นปรากฏว่า ม้าแก้ว ซึ่งเป็นม้าทรงศึกที่พระเจ้าสุปปพุทธะโปรดปราน อาละวาดกระทืบโรง ร้องเสียงดังมาก พระเจ้าสุปปพุทธะเกิดเป็นห่วงม้า ด้วยอาการขาดสติจึงทรงลงจากปราสาทชั้น ๗ แต่ปรากฏว่านายทวารมิได้ขัดขวาง ด้วยคิดว่าเลยครบกำหนด ๗ วันแล้ว พอพระเจ้าสุปปพุทธะย่างพระบาทเหยียบแผ่นดิน ก็ถูกพระธรณีสูบหายไปสู่มหานรกอเวจี ตรงตามพุทธะฎีกาที่ตรัสไว้แก่พระอานนท์


ที่มา www.kanlayanatam.com/sara/sara60.htm

45
หลวงพ่อชา สุภทฺโท / ชาติหน้ามีจริงหรือ ?
« เมื่อ: กันยายน 19, 2010, 04:38:14 AM »



" จะต้องให้รู้ด้วยตนเอง ธรรมะที่แท้จริงเหมือนรสของแอ๊ปเปิ้ล เรื่องรสของแอ๊ปเปิ้ล เราฟังดูเฉยๆก็ไม่รู้ จะไม่รู้ว่ามันหวานหรือมันเปรี้ยวอย่างไร? นอกจากเราลองชิมแอ๊ปเปิ้ลนั้นแล้ว นั่นแหละ... จึงจะรู้แจ้งว่า รสของมันเป็นอย่างไร? อร่อยไหม? ไม่ต้องไปถามใครอีกแล้ว ปัญหามันจบที่ตรงนั้นเอง "

ครั้งหนึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งมาถามปัญหาท่านอาจารย์ชา (หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี) เรื่องชาติหน้าภพหน้า เขาสงสัยว่า คนตายแล้วเกิดหรือไม่?

ผู้ถาม : หลวงพ่อครับ ชาติหน้ามีจริงไหม?
ท่านอาจารย์ชา : ถ้าบอกจะเชื่อไหมล่ะ?
ผู้ถาม : เชื่อ
ท่านอาจารย์ชา : ถ้าเชื่อ......คุณก็โง่
ผู้ถาม : คนตายแล้วเกิดไหม?
ท่านอาจารย์ชา : จะเชื่อไหมล่ะ? ถ้าเชื่อ......คุณโง่หรือฉลาด?
แล้วท่านจึงสอนต่อไปว่า

หลายคนมาถามอาตมาเรื่องนี้ อาตมาก็ถามเขาอย่างนี้เหมือนกันว่า ถ้าบอกแล้วคุณจะเชื่อไหม? ถ้าเชื่อคุณก็โง่ เพราะอะไร ก็เพราะมันไม่มีหลักฐาน-พยานอะไรที่จะหยิบมาให้ดูได้ ที่คุณเชื่อเพราะคุณเชื่อตามเขา คนเขาว่าอย่างไร คุณก็เชื่ออย่างนั้น คุณไม่รู้ชัดด้วยปัญญาของคุณเอง คุณก็โง่อยู่ร่ำไป ที่นี้ถ้าอาตมาตอบว่า คนตายแล้วเกิดหรือว่าชาติหน้ามี อันนี้คุณต้องถามต่อไปอีกว่า ถ้ามี พาผมไปดูหน่อยได้ไหม? เรื่องมันเป็นอย่างนี้ มันหาที่จบลงไม่ได้ เป็นเหตุให้ทะเลาะทุ่มเถียงกันไปไม่มีที่สิ้นสุด

ที่นี้ ถ้าคุณถามว่าชาติหน้ามีไหม? อาตมาก็ถามว่า พรุ่งนี้มีไหม? ถ้ามีพาไปดูได้ไหม? อย่างนี้คุณก็พาไปดูไม่ได้ ถึงแม้ว่าพรุ่งนี้จะมีอยู่ แต่ก็พาไปดูไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าวันนี้มี พรุ่งนี้ก็ต้องมี แต่สิ่งนี้เป็นของที่จะหยิบยกเอามาเป็น วัตถุตัวตนให้เห็นไม่ได้

ความจริงแล้ว พระพุทธองค์ท่านไม่ให้เราตามไปดูถึงขนาดนั้น ไม่ต้องสงสัยว่าชาติหน้ามีหรือไม่มี ไม่ต้องไปถามว่า คนตายแล้วจะเกิดหรือไม่เกิด อันนั้นมันไม่ใช่ปัญหา มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา หน้าที่ของเราคือ เราจะต้องรู้จัก เรื่องราวของตัวเองในปัจจุบัน เราต้องรู้ว่า เรามีทุกข์ไหม? ถ้าทุกข์ มันทุกข์เพราะอะไร? นี้คือสิ่งที่เราจะต้องรู้ และเป็นหน้าที่โดยตรงที่เราจะต้องรู้ด้วย พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราถือเอาปัจจุบันเป็นเหตุของทุกอย่าง เพราะว่าปัจจุบันเป็นเหตุของอนาคต คือถ้าวันนี้ผ่านไป วันพรุ่งนี้มันก็กลายมาเป็นวันนี้ นี่เรียกว่าอนาคตคือพรุ่งนี้ มันจะมีได้ก็เพราะวันนี้เป็นเหตุ ทีนี้อดีตก็เป็นไปจากปัจจุบัน หมายความว่า ถ้าวันนี้ผ่านไป มันก็กลายเป็นเมื่อวาน นี้เสียแล้ว นี่คือเหตุที่มันเกี่ยวเนื่องกันอยู่ ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้เราพิจารณาเหตุทั้งหลายในปัจจุบัน เท่านี้ก็พอแล้ว ถ้าปัจจุบันเราสร้างเหตุไว้ดี อนาคตมันก็จะดีด้วย อดีตคือวันนี้ที่ผ่านไป มันย่อมดีด้วย และที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าเราหมดทุกข์ได้ในปัจจุบันนี้แล้ว อนาคตคือชาติหน้าก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดถึง

คนหนึ่งพูดว่า : กลัวว่าชาติหน้าจะไม่ได้เกิด

ท่านอาจารย์ชา : นั่นแหละยิ่งดี กลัวมันจะเกิดเสียด้วยซ้ำไป

ในครั้งพุทธกาล สมัยที่พระพุทธเจ้ายังคงมีชีวิตอยู่ มีพราหม์คนหนึ่งมีความสงสัยว่า คนตายแล้วไปไหน? คนตายแล้วเกิดหรือไม่? ถ้าพระองค์ตอบได้ก็จะมาบวชด้วย แต่ถ้าตอบไม่ได้หรือไม่ตอบ แกก็จะไม่บวช แกว่าของแกอย่างนั้น พระพุทธเจ้าจึงตอบว่า มันเป็นเรื่องอะไรของฉันเล่า พราหม์จะบวชหรือไม่บวช นั่นเป็นเรื่องของพราหม์ ไม่ใช่เรื่องของฉัน พระองค์ตรัสว่า ถ้าตราบใดที่พราหม์ยังมีความเห็นว่า มีคนเกิดหรือมีคนตาย คนตายแล้วเกิดหรือคนตายแล้วไม่เกิด ถ้าพราหม์ยังมีความเห็นอยู่อย่างนี้ พราหม์ก็จะเป็นทุกข์ทรมานอยู่อีกหลายกัลป์ ทางที่ถูกนั้น พราหม์จะต้องถอนลูกศรออกเสียบัดนี้ พระพุทธเจ้าท่านว่า ความจริงแล้วไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย พราหม์คนนั้นฟังไม่รู้เรื่อง และจนกว่าแกจะได้ เรียนรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เข้าใจถ่องแท้เสียแล้วนั่นแหละ จึงจะเข้าใจคำพูดของพระองค์ได้ นั่นจึงจะเรียกว่า การรู้เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญา เป็นการเชื่อด้วยปัญญา พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ ไม่ได้สอนว่า ให้เชื่อว่าคนตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด ชาติหน้ามีหรือไม่มี อย่างนั่นไม่ใช่เรื่องเชื่อหรือไม่เชื่อ จะถือเอาเป็นประมาณไม่ได้ จะถือเอาเป็นหลักเกณฑ์ไม่ได้ ดังนั้น ที่คุณถามว่า ชาติหน้ามีไหมนั้น อาตมาจึงถามคุณว่า ถ้าบอกแล้วคุณจะเชื่อไหม? ถ้าเชื่อ โง่หรือฉลาด? อย่างนี้เข้าใจไหม? ให้เอาไปคิดดูเป็นการบ้านนะ.



ที่มา http://www.wfb-hq.org/specth2.htm

46
ล้างรูป / Re: ~แวะระหว่างทาง..ศาลเจ้าปู่-ย่า
« เมื่อ: กันยายน 19, 2010, 04:18:54 AM »
 :13:

ฝีมือถ่ายภาพ ok จ้า 

แต่ว่า

 :16:  << คนรอทานข้าวแย่แล้วววววว ไปตลาดทีมีแวะด้วยอ่ะบอล  *-*

47
 



       คุณเป็นคนหนึ่งใช่มั้ยที่ตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้ว่า ต้องการประสบความสำเร็จสูงสุด ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนเกิดมาเพื่อเป็นในสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ และใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่ามากที่สุด
       
       อริสโตเติล นักปรัชญากรีกโบราณผู้ยิ่งใหญ่ กล่าวว่า “คุณเป็นในสิ่งที่คุณทำอยู่ซ้ำๆ ความเป็นเลิศ จึงมิใช่แค่การกระทำ แต่มันเป็นนิสัย” นิสัยเหล่านี้ไม่ได้ฝังแน่นในพันธุกรรม แต่เป็นนิสัยที่ไม่ว่าใครก็ตามสามารถฝึกฝนได้ ดังเช่น 8 นิสัยต่อไปนี้ของคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ซึ่งจะช่วยให้คนที่ปฏิบัติตาม สู่ความเป็นเลิศได้
       
       1. มีบทสรุปของเป้าหมายอยู่ในใจ
       
       ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นจากบทสรุป ซึ่งก็คือเป้าหมายหรือมโนภาพที่คุณต้องการทำให้สำเร็จ ถ้าคุณไม่รู้ว่าเป้าหมายคืออะไร ก็ไม่มีทางไปถึงจุดนั้นได้ อยากให้ลองนึกภาพตัวเองเรียกรถแท็กซี่ เมื่อเข้าไปนั่งเรียบร้อยแล้ว สิ่งแรกที่คุณทำคืออะไร คุณบอกคนขับถึงสถานที่ที่คุณต้องการไป เพื่อเขาจะได้ขับไปส่งได้ถูกทาง เช่นเดียวกับที่คุณต้องรู้ถึงเป้าหมายที่ต้องการ เพื่อจะได้ไปให้ถึง
       
       ฉะนั้น จึงจำเป็นที่คุณต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าต้องการอะไร ฝันที่จะทำสิ่งใดให้สำเร็จ คุณอาจติดบอร์ดเล็กๆไว้ข้างเตียงนอน และเขียนข้อ ความหรือติดรูปภาพที่ฝันไว้ เพื่อเป็นสิ่งกระตุ้นเตือนใจให้ทำตามนั้น
       
       2. ทำในสิ่งที่รัก
       
       เมื่อคุณทำในสิ่งที่รัก มันเหมือนคุณมีไฟอยู่ตลอดเวลา สามารถทำงานนั้นไปได้เรื่อยๆโดยไม่เบื่อ และอยากทำให้งานออกมาดีที่สุด เคยสังเกตตัวเองบ้างมั้ยว่า ทำไมงานบางอย่างถึงทำได้ดี บางอย่างก็ทำไม่สำเร็จ อะไรเป็นสาเหตุ คำตอบก็คือ ที่ทำไม่สำเร็จ ไม่ใช่เพราะความโง่หรือขี้เกียจหรอก แต่เป็นเพราะคุณไม่ได้รักไม่ได้ชอบในสิ่งที่กำลังทำอยู่ แค่ทำไปตามหน้าที่เท่านั้นเอง ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม สิ่งแรกที่ต้องมีและถือว่าสำคัญที่สุด ก็คือ คุณต้องมีใจรักในงานนั้น
       
       และถ้ายังไม่แน่ใจว่า คุณรักหรือชอบที่จะทำสิ่งใดละก็ ลองถามตัวเองว่า ตอนนี้อยากลองทำอะไรมากที่สุด หรือถ้าเลือกได้ จะเลือกทำอะไร ความชอบและสนใจที่คุณมีต่องาน คือเชื้อเพลิงอย่างดีที่จะผลักดันให้ทำงานนั้นๆออกมาได้ดีเยี่ยม
       
       แต่ถ้าไม่สามารถเลือกได้จริงๆ ก็ต้องทำใจให้รักในงานที่ทำอยู่ เพราะมันอาจจะมีสักอย่างที่คุณรักแฝงอยู่ในงานนั้น เช่น อยากเป็นนักเขียน มากกว่าเป็นหมอ แต่เพราะพ่อแม่อยากให้เป็นหมอ จึงจำใจต้องเป็นหมอ แต่คุณก็สามารถเป็นนักเขียนได้โดยเขียนเกี่ยวกับงานที่คุณกำลังทำอยู่ ให้ออกมาสนุกสนานอย่างที่คุณอยากเขียน แล้วคุณก็จะรู้สึกเหมือนกับว่าได้ทำในสิ่งที่รัก
       
       3. ทำงานหนักกว่าคนอื่นๆ
       
       ลองอ่านชีวประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จในเรื่องต่างๆดูสิ แต่ละคนล้วนทำงานหนัก เอาจริงเอาจังกับงานที่ทำทั้งนั้น เพราะส่วนประกอบสำคัญของการประสบความสำเร็จ คือ ต้องขยันขันแข็ง ทำงานอย่างจริงจัง แม้ว่าเราจะสามารถปรับปรุงขบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เลือกกลยุทธ์และขั้นตอนการทำงานที่ได้ผล แต่ท้ายที่สุด เราก็ยังต้องอาศัยการทำงานหนักเพื่อให้บรรลุผลอยู่ดี และจะถือว่าเป็นโชคดีอย่างยิ่งถ้าคุณได้ทำงานที่ชอบอยู่ คุณจะรู้สึกเหมือนกำลังทำงานอดิเรกมาก กว่างานในหน้าที่
       
       4. ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า
       
       ทุกช่วงเวลามีความสำคัญ คนที่ประสบความสำเร็จรู้ดีว่า เวลาเป็นของมีค่าอย่างยิ่ง “โดนัลด์ ทรัมป์” มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เคยพูดไว้ว่า “เวลาเป็นสิ่งมีค่ามากกว่าเงิน เพราะคุณสามารถหาเงินใหม่ได้ แต่คุณไม่สามารถดึงเวลากลับมาได้” เป็นคำพูดที่ถูกต้องอย่างแท้จริง
       
       ด้วยเหตุนี้ คุณจึงควรใช้เวลาให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เช่น เมื่อต้องเดินทางไกล ควรติดหนังสือไปอ่านด้วย เพื่อเพิ่มพูนความรู้ หรือแง่คิดมุมมองใหม่ๆ บางคนอาจเลือกทำสมาธิ ซึ่งช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายตลอดการเดินทาง ทั้งนี้ มิได้หมายความว่า คุณต้องหาอะไรทำอยู่ตลอดเวลา เพราะการใช้เวลาอย่างมีค่านั้น คุณควรรู้ว่า เมื่อไรควรหยุดพักและชาร์ตแบต ซึ่งจะช่วยให้คุณมีพลังเดินหน้าสู่หนทางอันยาวไกล เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุด
       
       5. ลงมือทำให้สำเร็จ
       
       การใช้ชีวิตเพื่อให้ประสบความสำเร็จหมายถึง ต้องลงมือทำ มีหลายคนมักพูดเสมอว่า “ท้องฟ้าไม่มีที่สิ้นสุด” จริงๆแล้ว ไม่ใช่ท้องฟ้าหรอก แต่ตัวเราเองนี่แหละ ที่ไม่มีขีดจำกัด เพราะสิ่งที่เราทำหรือไม่ทำ จะเป็นตัวกำหนดว่าเราสามารถทำสำเร็จได้แค่ไหน ดังนั้น ถ้าคุณต้องการเติบโตและประสบความสำเร็จสูง ก็จำเป็นต้องลงมือ ทำ เพื่อจะให้สัมฤทธิ์ผลดังที่ต้องการ
       
       6. พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
       
       การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุดในโลกนี้ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างให้ได้ปฏิบัติหัดทำ เพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ปัจจุบันคุณอาจมีทักษะและความรู้ที่ยอดเยี่ยมแล้ว แต่ไม่ว่าจะดีแค่ไหน ก็จำต้องพัฒนาทักษะความรู้อย่างต่อเนื่อง เพราะคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มักสนใจใฝ่หาความรู้ ชอบอ่านหนังสือ อ้าแขนรับความรู้ใหม่ๆ เพื่อนใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ และพัฒนาทักษะ เพื่อยกระดับตัวเองขึ้นสู่ความสำเร็จ
       
       7. เช็คฟีดแบค
       
       ทุกคนยังคงมีจุดบอดอยู่ แม้ว่าจะพยายามปรับปรุงตัวเองแล้วก็ตาม จุดบอดคือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวตนที่เรายังไม่รู้ และไม่อาจปรับปรุงแก้ไขในสิ่งที่ไม่รู้ไม่เห็นได้ ดังนั้น การเช็คผลสะท้อนกลับจึงเป็นหนึ่งในวิธีที่เร็วที่สุดและให้ผลดีที่สุด เพื่อใช้ปรับปรุงแก้ไขตนเอง
       
       8. เป็นเลิศในสิ่งที่ทำ
       
       นิสัยสุดท้ายซึ่งคนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดจะต้องมีคือ ต้องพยายามเป็นเลิศในสิ่งที่ทำ ไม่มีใครที่จะไปถึงจุดสูงสุดได้ ถ้าหวังผลแค่ปานกลางหรือธรรมดา เพราะการประสบความสำเร็จอย่างสูงเกิดจากความตั้งใจไปให้ถึงขั้นสูงสุด นั่นคือเป็นเลิศ เมื่อมีเป้าหมายเช่นนี้แล้ว มันจะกระตุ้นให้คุณขยันทำงานหนักขึ้น ฉะนั้น คุณต้องวางมาตรฐานตัวเองให้สูง เพื่อจะได้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
       
       (จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 117 สิงหาคม 2553 โดย ประกายรุ้ง)
 โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
 

48
โดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ




     สิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเราแสดงธรรมอยู่ตลอดเวลา หากเราสังเกตสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วพิจารณาสิ่งนั้นตามความเป็นจริงตามธรรมชาติของมัน เราก็จะได้เรียนรู้ธรรมะ เพราะธรรมะคือความจริงตามกฎธรรมชาติ (สัจธรรม) ซึ่งจะสอนใจเราให้คลายจากความทุกข์ลงไปได้

     ดังเช่นเรื่อง ของนรี (นามสมมุติ) สตรีสูงอายุผู้หนึ่ง ผู้มีความทุกข์กับลูกของตน

     นรีมีลูก 5 คน ลูกของนรีโตกันหมดแล้ว มีหน้าที่การงานมั่นคง บางคนรับราชการมีตำแหน่งหน้าที่สูง บางคนประกอบธุรกิจมีฐานะที่ไม่เดือดร้อน เหลือแต่ลูกชายคนเล็กที่นรีห่วงใยเป็นพิเศษ

     ลูกชายคนเล็กของนรีสอบเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาที่สถาบันแห่งหนึ่ง หากเรียนจบก็จะติดยศเข้ารับราชการเลย สถาบันที่ชื่อเสียงแห่งนี้เข้ายาก ต้องสอบแข่งขันกัน เมื่อลูกชายคนเล็กสอบได้ ย่อมนำความปลื้มปีติมาสู่นรีตลอดจนพี่ๆและเครือญาติ ถือว่าเป็นชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล

     แต่ความสุขและความภูมิใจในลูกชายคนเล็กของนรีก็เกิดขึ้นชั่วคราว เนื่องจากนรีปลูกฝังให้ลูกๆเคร่งครัดในศีลธรรม เมื่อลูกต้องอยู่ประจำตามกฎของสถาบัน ต้องใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนๆที่มาจากต่างถิ่นต่างครอบครัว ลูกของนรีจึงปรับตัวเข้ากับเพื่อนๆไม่ได้ เพราะเพื่อนร่วมหอพักสูบบุหรี่ กินเหล้า เที่ยวผู้หญิง ลูกของนรีจึงโดดเดี่ยวจากเพื่อน ทำให้เขารู้สึกไม่มีความสุขกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ ความกดดันดังกล่าวทำให้เขาตัดสินใจลาออก โดยไม่ได้ปรึกษาทางบ้าน

     การตัดสินใจของลูกนำความผิดหวังและความทุกข์มาให้นรีตลอดจนญาติพี่น้องทั้งหลาย ต่างเห็นว่าเขาไม่น่าจะตัดสินใจด้วยอารมณ์เช่นนี้เลย หลายคนเสียดายโอกาสอันหมายถึงอนาคตของเขา

     ความทุกข์ใจของนรีที่มีต่อลูกยังไม่ทันหมดไป ทุกข์ใหม่ก็ซ้ำเติมทับทวียิ่งขึ้นไปอีก เมื่อลูกชายคนเล็กเลือกประกอบอาชีพเกี่ยวกับความงามของสตรี และดูเหมือนว่าใจของเขาจะมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศอีกด้วย

     นรีทั้งเสียใจและอับอายในอาชีพและพฤติกรรมของลูก คิดถึงเรื่องนี้คราวใด ก็ทุกข์ใจคราวนั้น ความเสียใจและความรู้สึกอับอายทำให้นรีเก็บตัวอยู่กับบ้าน ไม่ออกไปสมาคมนอกบ้านเหมือนเช่นเคย ลูกๆเห็นความทุกข์ของแม่ ต่างก็พลอยไม่สบายใจไปด้วย

     เช้าวันหนึ่งเมื่อนรีตื่นขึ้นมา เธอได้เปิดหน้าต่างมองออกไปภายนอก เห็นมะพร้าวทะลายหนึ่ง มะพร้าวทะลายนั้นไม่เพียงแต่กระทบตาของนรีเท่านั้น ยังกระทบเข้าไปในใจของเธออย่างแรง เธอสังเกตว่ามะพร้าวทั้งหลายนั้นมีลูกอยู่หลายลูก แต่ละลูกมีขนาดไม่เท่ากัน สีผิวก็ไม่เหมือนกัน ทั้งๆ ที่เกิดจากมะพร้าวต้นเดียวกัน

     ภาพที่ปรากฏทำให้นรีนึกถึงลูกๆ ของเธอขึ้นมาทันที นรีมีลูกห้าคนนิสัยใจคอตลอดจนอาชีพของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดุจดังผลมะพร้าวในทะลายนั้น แต่ละลูกย่อมต่างกันไปตามคุณสมบัติของมัน จะบังคับให้เหมือนกันได้อย่างไร ในเมื่อธรรมชาติของมันเป็นเช่นกัน

     ความทุกข์ของนรีที่อยากให้ลูกชายคนเล็กเป็นอย่างที่เธอปรารถนาโดยไม่ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็นอยู่ ก็เหมือนกับจะบังคับให้มะพร้าวผลเล็กมีขนาดและสีผิวเหมือนกับมะพร้าวผลใหญ่หรือผลที่เธอถูกใจจะเป็นไปได้อย่างไร

     เมื่อเธอเห็นผลมะพร้าวในทะลายนั้นที่มีขนาดและสีผิวแตกต่างกันได้ โดยเข้าใจธรรมชาติความเป็นจริงของมันว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง เธอจึงไม่ทุกข์ใจกับผลมะพร้าวทะลายนั้น ทำไมเธอจึงไม่ใช้การเห็นตามความเป็นจริงเช่นนี้มาใช้กับลูกของเธอบ้าง

     การเห็นธรรมชาติความเป็นจริงของมะพร้าวทะลายนั้น ช่วยทลายความยึดมั่นสำคัญผิดที่นรีมีต่อลูกชายคนเล็กของเธอ เมื่อเธอยอมรับสถานภาพของเขา ทุกข์ที่เธอมีต่อเขาจึงหลุดออกจากใจของเธอ ณ ที่นั้นเอง

     ตั้งแต่นั้นมานรีรู้สึกสบายใจขึ้น ความปกติสุขได้กลับคืนมาในชีวิตของเธอและครอบครัวอีกครั้ง อันที่จริงแล้วอาชีพที่ลูกชายคนเล็กของเธอทำอยู่สร้างรายได้ให้เขาไม่น้อยเลย ดีกว่ารายได้ของพี่ๆที่รับราชการมานานเสียอีก และเขาก็มีความสุขกับอาชีพของเขา แม้เขาจะมีพฤติกรรมทางเพศที่เบี่ยงเบน แต่เขาก็มีความสุขความพอใจในสิ่งที่เขาเป็นอยู่

     เรื่องของนรีไม่เพียงแต่จะโดนใจพ่อแม่หลายคนที่มีปัญหากับลูกเช่นนี้ แม้กับผู้มีความทุกข์ทั้งหลายก็มีพื้นฐานมาจากความยึดมั่นสำคัญผิดไม่ต่างไปจากนรีเลย

     ความทุกข์ของคนโดยทั่วไปนั้น ทุกข์เพราะไม่ได้ตั้งใจ เพราะเราเห็นว่ากายนี้ ใจนี้ เป็นตัวเรา เป็นของของเรา นอกจากนี้ยังเห็นว่าสิ่งที่เราได้ เรามี เราเป็น ตลอดจนที่เราสัมพันธ์ใกล้ชิด เป็นของของเรา เราจึงเอาความต้องการของเราเป็นใหญ่ที่จะบังคับให้สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นอย่างที่เราปรารถนา ครั้นไม่ได้ตามที่ต้องการก็มีความทุกข์

     ชีวิตของคนเรามีทั้งสมหวังและผิดหวัง คราวใดที่เราสมหวังเราก็คิดว่ามีความสุข แท้จริงแล้วมีทุกข์ติดอยู่กับความสมหวังนั้นด้วย เช่น หากเรามีคู่ครองหรือลูกอันเป็นที่รักที่พอใจ เราก็คิดว่าเรามีความสุข เรามีความสุขอันเกิดจากความรักความพึงพอใจในคู่ครองหรือลูกนั้นอีกด้านหนึ่งเราก็มีความหวง ความห่วงใยเขา ความหวง ความห่วงใย เป็นความทุกข์ อยู่ติดกันกับความสุขนั่นเอง

     นอกจากนี้สิ่งทั้งหลายยังมีความเปลี่ยนแปลง ไม่อาจคงทนอยู่ได้ตลอดไป ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงต้องพลัดพรากจากของรักของหวงด้วยกันทั้งสิ้น การพลัดพรากดังกล่าวเป็นความทุกข์

     พระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า สุข-ทุกข์ เป็นของที่อยู่ด้วยกัน หากเราถือเอาสุข ก็ย่อมถือเอาทุกข์ไว้ก่อน เมื่อไม่วางสุขก็เท่ากับไม่วางทุกข์นั่นเอง

     เหมือนเหรียญมีสองด้าน คือด้านหัวกับด้านก้อย ถือด้านใดด้านหนึ่ง ก็ถืออีกด้านเอาไว้ด้วย จะเอาแต่ด้านเดียวไม่ได้เลย

     การเห็นและเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงตามกฎธรรมชาติและวางใจให้เที่ยงธรรม ไม่มีอคติในเรื่องต่างๆ จะ ช่วยรักษาใจให้พ้นทุกข์ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นทุกข์

 

ที่มา กัลยาณธรรม.คอม

49
พระไพศาล วิสาโล / อานุภาพแห่งความดี
« เมื่อ: กันยายน 18, 2010, 07:51:52 PM »


การทำความดี หมั่นสร้างบุญกุศล ไม่เพียงช่วยให้มีชีวิตทีผาสุกเท่านั้น หากยังอำนวยให้มีความสุขในเวลาละโลกนี้ไป ดังพระพุทธองค์ตรัสว่า “บุญย่อมทำให้เกิดสุขในเวลาสิ้นชีวิต”

คนเป็นอันมากกลัวตายก็เพราะไม่แน่ใจว่าเมื่อตายแล้วจะไปไหนจะไปทุคติหรือไม่ แต่ความกลัวเช่นนี้จะไม่เกิดกับผู้ที่มั่นใจในความดีที่ทำมาทั้งชีวิต เพราะรู้ดีว่าบุญกุศลที่ได้ทำนั้นย่อมส่งผลให้ไปสู่สุคติ

ในชาดกตอนหนึ่ง พระโพธิสัตว์ได้กล่าวอย่างองอาจว่า “ข้าพเจ้าไม่มีความชั่วซึ่งทำไว้ ณ ที่ไหนๆ เลย ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงไม่หวั่นเกรงความตายที่จะมาถึง”

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะมั่นใจในความดีของตนถึงขนาดนั้นเห็นจะมีไม่มาก คนส่วนใหญ่ย่อมมีบ้างที่พลั้งเผลอทำความชั่วหรือทำสิ่งที่ไม่สมควร และหากเป็นคนไกลวัด ใจไม่แนบแน่นกับธรรมะ ก็ย่อมหวั่นไหวเมื่อความตายใกล้เข้ามา ส่วนหนึ่งกลัวว่าจะไปอบาย แต่มีจำนวนไม่น้อยที่กลัวว่าจะต้องพลัดพรากจากทุกอย่างที่รักและหวงแหน รวมทั้งชีวิตนี้

ความกลัวดังกล่าวทำให้ผู้คนเป็นอันมากไม่สามารถตายอย่างสงบได้ มิพักต้องเอ่ยถึงความเจ็บปวดทางกายและความทุกข์ทางใจที่รุมเร้าในยามใกล้ตาย ทำให้จิตใจกระสับกระส่ายและทุรนทุรายจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

ในยามนี้สิ่งหนึ่งที่จะช่วยน้อมใจให้สงบจนสิ้นลมก็คือ การระลึกถึงสิ่งดีงามอันเป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิตใจ สำหรับชาวพุทธ ได้แก่ พระรัตนตรัย หรือ พระโพธิสัตว์ เป็นต้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งเหล่านี้ หากผู้ใดศรัทธานับถืออยู่ก่อนแล้ว เมื่อระลึกถึงคราใดย่อมเกิดความอบอุ่นใจและมั่นใจ ว่าจะได้รับการปกป้องคุ้มครองจนปลอดภัย ความอบอุ่นและมั่นใจดังกล่าวเป็นโอสถอย่างดีที่เยียวยาจิตใจให้หายทุกข์ บรรเทาความกระสับกระส่ายให้คลายไป

ส่วนผู้ไกลวัด ไม่รู้สึกแนบแน่นกับพระรัตนตรัย ก็ใช่ว่าจะหมดโอกาสพบกับความสงบใจในวาระสุดท้าย เพราะอย่างน้อยยังมีสิ่งดีงามอีกอย่างหนึ่งที่ควรแก่การระลึกนึกถึง นั่นคือ ความดีที่ตนได้ทำ มนุษย์ทุกคนย่อมเคยกระทำความดีมาแล้วไม่มากก็น้อย ความดีเหล่านี้ไม่เคยสูญเปล่า ทั้งยังสามารถช่วยเหลือเราได้ในยามใกล้ตาย

อย่างไรก็ตาม เมื่อวาระสุดท้ายใกล้มาถึง ปุถุชนมักถูกบีบคั้นด้วยทุกขเวทนา อีกทั้งถูกครอบงำด้วยความกลัวเพราะอารมณ์อกุศลต่างๆ จนไม่มีสติมากพอที่จะนึกถึงความดีที่ตนเคยทำ จึงจำเป็นที่ญาติมิตรจะช่วยน้อมใจเข้าให้ระลึกถึงความดีงามเหล่านี้ การกระทำดังกล่าวสำคัญไม่น้อยไปกว่าการบรรเทาความเจ็บปวดทางกายหรือการรักษาด้วยยา

ชายชราผู้หนึ่งป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ ในช่วงท้ายของชีวิตเขามีอาการทรุดลงบ่อยครั้ง ทุกครั้งลูกหลานต้องรีบพาไปโรงพยาบาลเมื่ออาการทุเลาจึงพากลับบ้าน สถานการณ์เป็นเช่นนี้อยู่หลายเดือน ทั้งผู้ป่วยและลูกหลานมีความทุกข์ถ้วนหน้า กระทั่งเดือนสุดท้ายมีหลานคนหนึ่งได้ไปเฝ้าไข้ผู้ป่วยแทบทุกวัน หลานได้ชวนผู้ป่วยคุยเรื่องชีวิตในอดีต เขาจึงเล่าเรื่องความภาคภูมิใจในวัยหนุ่ม อาทิ การได้ร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ ๑ และการรับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

หลานสังเกตว่า ตลอดเวลาที่คุยเรื่องเหล่านี้ ผู้ป่วยมีแววตาเป็นประกาย สีหน้าเบิกบาน และดูสงบมากขึ้น ยิ่งเมื่อได้คุยกันเรื่องแก่นธรรมะของพุทธศาสนาในตอนท้ายๆ ผู้ป่วยก็ปล่อยวางได้มากขึ้น หลังจากนั้นไม่นาน ผู้ป่วยก็เรียกลูกหลานมาสั่งเสีย และจากไปอย่างสงบด้วยสีหน้าที่มีรอยยิ้มน้อยๆ

ที่น่าแปลกก็คือ ตลอดหนึ่งเดือนเต็มที่หลานมานั่งคุยกับผู้ป่วย เขาไม่เคยเข้าโรงพยาบาลเลยแม้แต่ครั้งเดียว

การเตือนใจให้ผู้ป่วยนึกถึงความดีของตนนั้น สามารถทำได้แม้ในยามที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะโคม่าหรือไม่รู้สึกตัว หญิงชราผู้หนึ่งใกล้จะสิ้นลมแล้ว ไม่มีอาการตอบสนองใดๆ ลูกๆอยากให้แม่ถวายสังฆทานเป็นครั้งสุดท้าย จึงไปนิมนต์พระรูปหนึ่ง ซึ่งบังเอิญมาอุปัฏฐากครูบาอาจารย์ของท่านที่อาพาธในห้องใกล้ๆ กัน เมื่อท่านรับสังฆทานเสร็จก็สังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการกระตุกไม่หยุด สัญญาณชีพบนจอมอนิเตอร์พุ่งขึ้นลงเร็วมาก ท่านอยากช่วยให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ ดังนั้นเมื่อทราบจากลูกหลานว่าผู้ป่วยชอบใส่บาตรวันพระ และไปกราบพระประธานที่ วัดไตรมิตรฯ ท่านจึงบอกผู้ป่วยว่า โยม วันนี้เป็นวันพระ ให้คดข้าวใส่ขัน เตรียมดอกไม้ธูปเทียนให้พร้อม จะไปใส่บาตรกัน พร้อมแล้วก็ให้ไปที่หน้าบ้าน ทีนี้ท่านถามผู้ป่วยว่า ซ้ายมือมีพระไหมปรากฏว่าผู้ป่วยส่ายหน้าท่านถามต่อว่า ขวามือมีพระไหม ทีนี้ผู้ป่วยพยักหน้าพร้อมกับพนมมือ แล้วท่านก็พูดนำผู้ป่วยให้ใส่บาตรพระทีละรูป จนครบ ๙ รูป ถึงตอนนี้ผู้ป่วยมีอาการสงบอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นท่านก็พูดนำผู้ป่วย ให้ไปกราบหลวงพ่อทอง ที่วัดไตรมิตรฯ พร้อมกับนั่งภาวนาหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ

ระหว่างที่พระนำจิต หญิงชราไม่มีอาการกระตุกอีกเลย ส่วนสัญญาณชีพก็ค่อยๆ ลดลง ในที่สุดก็แบนราบ ลูกๆ ดีใจมากที่แม่จากไปอย่างสงบ

ความดีหรือบุญกุศลนั้น นอกจากจะนำความแช่มชื่นเบิกบานมาสู่จิตใจในขณะกระทำแล้ว ยังอำนวยให้เกิดความอิ่มเอิบปลาบปลื้มใจเมื่อระลึกนึกถึง จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในยามใกล้ตาย


---------------
ขอบคุณที่มา:
http://www.kanlayanatam.com/sara/sara144.htm

50
 :07:

ขอบคณพี่บัวจ้า
จริง ๆ ดอกหญ้าเล็ก ๆ ก็น่ามองนะคะ
ใส ใส สบาย ๆ ดี ไม่ต้องมีใครมาตีราคาค่างวด

แป้งไม่ค่อยขี้อายค่ะพี่บัว  แต่จะออกแนว ๆ จ้อ ๆ หน่อย ๆ ด้วยซ้ำ
พี่ลิ ยังแย่งพูดไม่ทันเลยค่ะ

หน้า: 1 2 3 4 [5] 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham