Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - sasita

หน้า: 1 2 [3] 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15
21
การแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์

สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ
ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้ถึงความสุข
เมื่อใจเรามีความสุข มีเมตตา มีความรู้สึกรักใคร่ ปรารถนาดี
มีความรักที่บริสุทธิ์ ให้แผ่ความรัก ความเมตตาที่บริสุทธิ์กระจาย ออกไปจากหัวใจของเราไปยังสรรพสัตว์


วิธีแผ่เมตตา มี 2 วิธี คือ

วิธีที่ 1. อาศัยนิมิต
วิธีที่ 2. ไม่มีนิมิต

อาศัยนิมิต เมื่อใจเราเต็มไปด้วยความสุขแล้ว ขณะที่ลมหายใจออก
ลมหายใจเข้า ให้นึกมโนภาพถึงคนที่เราตั้งใจจะแผ่เมตตาไปให้ไว้เฉพาะ
หน้าหรือไว้ที่หัวใจ นึกมโนภาพ ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส กำลังมีความสุข
ของเขาและส่งกระแสเมตตาจิตไป ทุกลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
เริ่มต้นจากคนใกล้ชิดตัวเราที่รักกันอยู่ก่อน เช่น พ่อ แม่ ลูก ภรรยา
เพื่อนรัก เพื่อนร่วมงาน เป็นต้น ต่อไปก็คนที่เป็นกลางๆ ไม่รัก ไม่ชัง
ค่อยๆ แผ่ไปๆ ทีละคน ทีละกลุ่ม

ต่อไปก็ถึงคนที่เรากำลังมีปัญหาอยู่กับเขา ตั้งใจ หวังดีต่อเขา
ปรารถนาดีต่อเขา ขอให้เขาจงมีความสุขเถิด ขอให้ไม่มีเวรซึ่งกัน
และกันเถิด ขอให้เราอย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

ไม่มีนิมิต เมื่อเราพร้อมแล้ว เรามีปีติและสุข ทุกลมหายใจออก ลมหายใจเข้าแล้ว สัพเพสัตตา สุขิตาโหนตุ ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นผู้ถึงความสุข พยายามทำความรู้สึกที่ดี
ความปรารถนาดี ความรักที่บริสุทธิ์ แผ่ออกไปรอบๆ ตัวเรา
ทุกลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

พยายามนึกไปกว้างๆ ไกลๆ คลุมไปทั่วโลก ทั่วจักรวาล มีแต่ความสุข
ทุกลมหายใจออก - เข้า สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ
หายใจออกเต็มไปด้วยความสุข หายใจเข้าเต็มไปด้วยความสุข

กามวิตก พยาบาทวิตก หิงสาวิตก เป็นศัตรูต่อการเกิดเมตตาจิต
เมื่อใจเรามีเมตตา จิตใจก็จะสงบ มีความสุข ไม่ต้องคิดเรียกร้อง
ความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจ ความรัก จากใครอีกต่อไป
พ่อแม่ไม่รักเรา ลูกหลานไม่รักเรา สามีภรรยาไม่รักเรา ปัญหาเหล่านี้ก็หมดไป เพราะหัวใจของเราเต็มไปด้วยความสุขและความรัก เรามีแต่ให้ๆๆๆๆ

คัดลอกจาก: อานาปานสติ : วิถีแห่งความสุข ๑
ชีวิตทั้งหมดให้อยู่ด้วยอานาปานสติ
โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก


22


อานิสงส์ของการเจริญเมตตาภาวนา

1. หลับเป็นสุข
2. ตื่นเป็นสุข
3. ไม่ฝันร้าย
4. อมนุษย์รักใคร่
5. มนุษย์ทั้งหลายรักใคร่
6. เทวดาทั้งหลายย่อมคุ้มครอง
7. ไฟ ศาสตราวุธ ยาพิษ ไม่อาจกล้ำกลาย
8. ผิวหน้าย่อมผ่องใส
9. จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิเร็ว
10. เมื่อตายเป็นผู้ไม่หลง
11. เมื่อจากโลกนี้ไป ก็ไปบังเกิดในพรหมโลก

เมื่อเจริญเมตตาภาวนาบ่อยๆ จะมีอานิสงส์ช่วงระงับความโกรธได้
ให้เจริญเมตตาให้กับตัวเองก่อนโดยอาศัยสติ สมาธิ และปัญญา
ให้พยายามรักษาใจให้สงบนิ่ง กำหนดรู้ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า สักพักหนึ่ง


การแผ่เมตตาให้กับตัวเอง

อะหังสุขิโตโหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ถึงสุข
ยกขึ้นมาพิจารณาทุกครั้งที่รู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก


ความสุขอยู่ที่ไหน ความสุขไม่ใช่อยู่ที่อารมณ์โกรธ หรือเมื่อเราได้
โกรธคนอื่น เราโกรธเขา เขาก็เป็นทุกข์เหมือนเรา หรือทุกข์มาก
กว่าเรานั่นแหละ เขาก็กำลังแก่ กำลังเจ็บไข้ ป่วย กำลังจะตาย
เหมือนเรานั่นแหละ

เขาก็กำลังประสบกับความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เหมือน
กับเรา เพราะ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ล้วนแต่เกิดขึ้นแล้วดับไป
ในที่สุด ไม่แน่นอน ไม่คงอยู่ได้

ความสุขอยู่ที่การปล่อยวางสิ่งภายนอก และสัญญาอารมณ์ต่างๆ
ระลึกรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ถอนจิต ถอนใจอุปาทาน
จากอารมณ์โกรธ น้อมเข้ามาๆ ให้จิตพักอาศัยอยู่ที่ลมหายใจ

เอาลมหายใจเป็นกัลยาณมิตร
หายใจเข้ายาวๆ สบายๆ หายใจออกช้าๆ ลึกๆ หน่อย
หายใจเข้ายาวๆ สบายๆ หายใจออก สบายๆ ภาวนาว่า
ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ถึงสุข หายใจเข้า
หายใจออก สบายๆ แล้วพิจารณาต่อว่า

นิททุกโข โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไร้ทุกข์
ความชั่วร้ายของเขา เป็นของเขา ไม่ใช่ของเรา เราไม่ต้องไปคิด
ไปเกาะติดยึดมั่นถือมั่น แบกเอาไว้
ความชั่วของใครก็เป็นของร้อนเป็นทุกข์ทั้งนั้น เราไปยึดติดเมื่อไร
ก็เดือดร้อน เป็นทุกข์เมื่อนั้น
ถึงแม้ว่า เขาผิดจริงก็ตาม ผู้มีปัญญา ผู้หวังความสุข ไม่เอามาคิด
เป็นอารมณ์ ให้ระวังๆ แล้วพิจารณาต่อว่า

อะเวโรโหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่มีเวร
ตรวจตราดูความรู้สึกภายในใจตัวเอง หรือสังเกตดูความนึกคิด
ของเรา ว่ามีเวรหรือไม่ จองเวรเขา ก็เหมือนจองเวรตัวเอง ทำให้จิตเศร้าหมอง

“เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร เวรระงับด้วยการไม่จองเวร”
ถ้าเราต้องการความสุข เราต้องเป็นผู้ไม่มีเวร ให้ระงับความรู้สึก
นึกคิดจองเวรใครๆ ออกไปจากภายใจใจของเรา
ให้อภัย อโหสิกรรมแก่ทุกคน ทุกครั้งที่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
ชำระความรู้สึก ความนึกคิดจองเวรให้หมดไปๆ เอาลมหายใจเป็น
กัลยาณมิตร หายใจเข้า หายใจออก สบายๆ แล้วพิจารณาต่อ

อัพยาปัชโฌโหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน
ตรวจตราภายในใจดูว่า มีความรู้สึกนึกคิดเบียดเบียนใครหรือไม่
ถ้าเขาคิดอย่างนี้กับเราพูดอย่างนี้กับเรา ทำอย่างนี้กับเรา เราจะ
รู้สึกอย่างไร ถ้าเราไม่สบายใจ เราก็ไม่น่าคิดกับเขาอย่างนั้น
รักษาใจ ไม่ให้หวั่นไหวต่ออารมณ์พอใจ และไม่พอใจที่มากระทบ

จงสร้างเกาะไว้เป็นที่พึ่งด้วย สติ สัมปชัญญะ ปัญญา สมาธิ
หิริโอตตัปปะ และขันติ คือความอดทน รวมกันไว้ที่ลมหายใจเข้า
ลมหายใจออก ไม่ให้เกิดทุกข์ ไม่ให้มีทุกข์ ไม่ให้เบียดเบียนใคร
ทุกลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

สุขีอัตตานัง ปะริหะรามิ จงรักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด ให้ระลึกถึงปีติสุขทุกลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เรื่อยๆๆๆ รู้เฉพาะปีติสุข หายใจเข้า รู้เฉพาะปีติสุข หายใจออก
ให้หัวใจของเรานี้เต็มไปด้วยปีติสุข แล้วแผ่ความสุขออกไปๆๆๆ

การแผ่เมตตานี้ ต้องแผ่เมตตาให้แก่ตัวเองก่อน จนให้เกิดความสุขใจ
การจะให้เกิดความสุขใจนั้นต้องอาศัย สมาธิ และ ปัญญาสนับสนุนกัน
ด้วยอำนาจสมาธิ จิตสามารถยังปีติสุขให้เกิดได้ และต้องใช้ปัญญา
เห็นโทษของการคิดผิด คิดเบียดเบียน ฯลฯ ให้ระงับความคิด
เหล่านั้นด้วยสติปัญญาจึงจะเกิดเมตตาได้

23
 :13:

ศีล 
สมาธิ
ปัญญา

จะเห็นว่าเราจะเลือกเอาการกลั่นกรองโดยวิธีใดวิธีหนึ่งไม่ได้ ต้องผสมกันผนวกเข้าด้วยกันจึงจะได้ผลเต็มที่ เพราะเหตุว่าการกรองทั้ง ๓ ขั้นเกี่ยวข้องอาศัยกันอยู่ ปัญญาจะเกิดขึ้นก็เพราะสมาธิหนักแน่น สมาธิที่จะหนักแน่นได้ก็เพราะมีศีลบริสุทธิ์เสียก่อน สมาธิก็ต้องอาศัยปัญญาคอยช่วยด้วยเหมือนกัน ต้องมีอุบายแยบคายสำหรับที่จะชำระจิตใจ ของตนให้จิตปล่อยวางอารมณ์ทั้งปวงลงได้ และศีลจะบริสุทธิ์ ได้เพราะปัญญาเห็นชัดตามเป็นจริงคือ เห็นโทษเห็นภัยในการที่ไม่รักษาศีล เมื่อเห็นโทษแล้วจึงรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้ ไม่ใช่คุมให้รักษาหรือบังคับให้รักษาแบบนั้นรักษาศีลให้บริสุทธิ์ไม่ได้ ถ้าไม่เห็นชัดด้วยตนเองแล้วรักษาให้บริสุทธิ์ไม่ได้เลย ปัญญาเป็นยาดำแทรกไปได้ทุกแห่ง คือในศีลในสมาธิ นี่มันผนวกกันอย่างนี้

******

โมทนาสาธุจ้า

24
บทสวดมนต์ (ภาษาไทย) / Re: Hatsune Miku - นะโมก่อนนอน
« เมื่อ: ตุลาคม 06, 2010, 05:25:26 AM »
คนทำเก่งมากเลย เสียงใกล้เคียงภาษาไทยมาก แถมมีเสียงลมหายใจด้วย


 :45: อืมมม เนอะ  วันก่อนเห็นมิกกี้นั่งเล่นเกมนี้แล้วหัวเราะคนเดียวแหละ
เค้าแปลงเสียงได้หลากหลายมาก  ทั้งผู้หญิงผู้ชายเด็ก คนแก่ โรบอทก็มี
เลยลองเล่นบ้างก็สนุกดีนะพี่  น่าจะลองเอาบทสวดมนต์ให้น้องลองอ่านดูก็คงดีเหมือนกันแฮะ
........เริ่มได้ไอเดียอีกแล้ว  *-* ...

25



มีคุณนายคนหนึ่ง…..
ใจบุญสุนทาน…ตักบาตรทุกเช้า
ตักบาตรเสร็จ.. ก็แต่งสำรับกับข้าว…อย่างบรรจงประณีต ..
เพื่อเอาไปถวาย…..ท่านเจ้าประคุณสมเด็จ…ผู้เป็นเจ้าอาวาส
ด้วยความเคารพนับถือ..ในจริยวัตรของท่าน
และชอบฟังท่านคุย….เล่าเรื่องต่าง ๆ…
เรียกว่า….ตักบาตรเสร็จ…
คุณนายต้องมาวัดทุกวัน…
ถวายอาหารเสร็จ…ก็คุยกับพระสมเด็จ…

วันหนึ่ง…
หลังจากคุณนายกลับแล้ว….
พระหนุ่มรูปหนึ่ง….ซึ่งเป็นศิษย์ก้นกุฏิของสมเด็จ
เข้าไปกราบเรียนว่า…
คุณนายคนนี้…ใจบุญสุนทานจริง ๆ….
แต่เคยได้ยินว่า…เป็นคนใจแคบ…
เหลือแม่อยู่คนเดียว..
ปล่อยให้อดๆ..อยากๆ…ไม่เอาใจใส่…..
ปล่อยให้อยู่ห้องแคบ ๆ…หลังบ้าน
ส่วนตัวเองและลูก ๆ ..
อยู่ตึกใหญ่โต…สะดวกสบาย….

เวลาพูดจากับแม่…ก็ฟังไม่ได้..
หยาบคาย….ขู่ตะคอก…กระแทกกระทั้น…
ผิดกับตอนมาคุยกับสมเด็จที่วัด…
ชนิดหน้ามือ..เป็นหลังมือ…
แม่…จะออกมาเดินเล่นหน้าบ้าน..ก็ไม่ได้…
ไม่ยอมให้ออก…
มีแม่แก่…หลงๆ ลืม ๆ..สติไม่สมประกอบ..
อายเขา…
มีคนเขาเล่าให้ฟัง…หลายรายแล้ว…
เท็จจริงอย่างไร….ไม่ทราบได้…

สมเด็จ….นั่งฟังเฉย…ไม่พูดว่าอะไร
วันหนึ่งมีกิจนิมนต์…ไปทำบุญบ้าน
ขากลับ….เดินผ่านหน้าบ้านคุณนาย…
ท่านก็แวะบ้านคุณนายก่อน…
คุณนายดีใจมาก…ที่สมเด็จมาเยี่ยมถึงบ้าน..
ถือเป็นมงคลอย่างสูง…
ที่พระขั้นสมเด็จ…มาเยี่ยมบ้าน…
จึงเรียกลูกหลาน…มากราบเท้าท่าน…เป็นการใหญ่..
แล้วก็คุยกันเรื่องต่างๆ ..มากมาย..

ในตอนหนึ่ง…
สมเด็จท่าน…ถามคุณนายว่า..
พระในบ้าน…มีไหม…?
มีเจ้าค่ะ…
พระในบ้าน..มีหลายองค์…
เป็นพระเก่า ๆ ทั้งนั้น
สมัยสุโขทัยก็มี…เชียงแสนก็มี…
อาราธนาท่านสมเด็จ….ขึ้นไปดูข้างบน…..
สมเด็จท่าน….เฉย….แล้วถามต่อว่า
ได้ทราบข่าวว่า…
คุณนายมีแม่อีกคน….เดี๋ยวนี้อยู่เสียที่ไหน…?
คุณนายสะอึก…เสียวแปลบเข้าไปในหัวใจ…

จะตอบตามตรง…ก็กลัวว่า..
สมเด็จจะเดินไปดู…
เห็นสภาพความเป็นอยู่ของแม่…
แล้วท่านจะติเตียน…
อึกๆ …อักๆ …อยู่ครู่หนึ่ง….แล้วจึงตอบว่า…..
ตอนนี้ท่านไม่อยู่เจ้าค่ะ….
ออกไปเยี่ยมญาติ…อีกนานจึงจะกลับ….
สมเด็จท่านนั่งนิ่งอยู่สักครู่….แล้วจึงลากลับ…
คุณนายก็ยังคงไปวัด…เป็นปกติ……

วันหนึ่ง….
สมเด็จ….ท่านเห็นว่า..วันนี้…
คุณนายยิ้มแย้มแจ่มใส…พูดจาร่าเริง…
อารมณ์ดีหลังการทำบุญทำทาน…
สมเด็จจึงถามว่า…
พระในบ้านของโยม….โยมดูแลเรียบร้อยแล้วหรือยัง…?
เรียบร้อยเจ้าค่ะ….
ดิฉันจุดธูปเทียน…ถวายอาหาร….
บูชาเสร็จแล้ว…จึงมาที่วัด…
ท่านไม่ต้องเป็นห่วง….

อาตมา..ไม่ได้หมายถึง…พระพุทธรูป…
พระในบ้านที่อาตมาถามถึงนี่…
เป็นพระที่ยังมีลมหายใจ….
คือ…แม่พระ….ผู้มีพระคุณสูงสุดแก่โยม…
แม่..ให้ชีวิตเรามา…โดยเอาชีวิตตัวเองเขาแลก…
เลี้ยงดูเรามา..ตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย….จนได้ดิบได้ดีทุกวันนี้…

แม่เหน็ดเหนื่อย….ทุกข์ทรมาน…แสนสาหัส…
แม่…ทนหิว…เพื่อให้ลูกอิ่ม….
แม่…ทนหนาว..เพื่อให้ลูกอุ่น…
แม่..ไม่เคยนอน..ถ้าลูกของแม่…ยังไม่หลับ…
ยามลูกเจ็บป่วย…..ร้องไห้
หัวใจแม่ก็เจ็บปวด…และร้องไห้พร้อมกับลูกด้วย…..
แม่อยากเอาความเจ็บปวดทั้งหมด…ของลูก…มาไว้ที่แม่…
ถ้าทำได้……
แม่…ยอมตายเพื่อลูกได้….

พระคุณของแม่นี้…..ใหญ่หลวงเกินกว่าจะคณานับ…..
เราต้องตอบแทนบุญคุณท่านบ้างน่ะโยม….
เอาตาดู…หูใส่….เอาใจใส่ท่านบ้าง….
ไม่ใช่ปล่อยให้ท่าน …อด ๆ…อยากๆ……
เจ็บไข้ได้ป่วย….ก็ดูแลท่านบ้าง….
อาตมาได้ข่าวว่า….
คุณโยมเหลือแม่อยู่คนเดียว……
และ…ไม่ค่อยสนใจความเป็นอยู่ของท่าน….
ปล่อยให้อยู่ในห้องแคบๆ อดๆ อยาก ๆ
ไม่สงสารท่านบ้างหรือ….โยม….?

โยมจัดอาหารมาถวายพระได้ทุกวัน….
แต่พระในบ้านอีกองค์…..โยมไม่เคยจัดให้….
และตอนที่โยมจัดมาให้อาตมา…..
สังเกตดู….โยมจัดมาให้อย่างดี…..ประณีตบรรจง…
แต่ก่อน…..
อาตมาไม่รู้ว่า…อะไรเป็นอะไร…
ก็ฉันของโยมตามปกติ….
แต่ตอนนี้…บอกตรงๆ…เลยว่า…
กลืนไม่ค่อยลง…มาหลายวันแล้ว…..
อาตมาเป็นพระในวัด…
ไม่ควรเอาเปรียบพระในบ้าน….ของโยมเกินไป….

ถ้าพระในบ้าน…ยังอด…
พระในวัด…ก็…กลืนไม่ลง…
การทำบุญให้ได้บุญมากนะโยม…
เลี้ยงพ่อแม่…ให้อิ่มหนำสำราญเสียก่อน…
แล้วจึงถวายพระ……
คุณนาย….ไม่พูดอะไร…. นั่งน้ำตาไหล….
ลูกๆที่รักทุกคน…
ได้ดูแลพระในบ้านของลูกๆ…แล้วหรือยัง…?
ถึงแม้ว่า…จะเพียงเล็กน้อย….ก็ยังดี….
บางคน…..
กว่าจะรู้…พ่อแม่เป็นพระในบ้านผู้ประเสริฐ…
ก็สายเสียแล้ว…
คือ..รู้เมื่อท่านทั้งสอง…..ไม่มีตัวตนอยู่ในโลกนี้แล้ว…....

**********************************
อมตะธรรม สมเด็จโต

26



วิธีตกกระไดพลอยกระโจน (สู่สุคติภพหรืออริยภูมิ)

ของพระราชวุฒาจารย์หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม สุรินทร์ ก็คือ…

ปล่อยวางทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน
อยู่กับความไม่มีไม่เป็น
ว่าง สว่าง บริสุทธิ์
หยุดการปรุงแต่ง
หยุดการแสวงหา
หยุดกิริยาจิต
ไม่มีอะไรเลย
ไม่ยึดถืออะไรสักอย่าง
พระอริยเจ้ามีจิตไม่ส่งออกนอก
จิตไม่หวั่นไหว จิตไม่กระเพื่อม
มีสติอย่างสมบูรณ์เป็น วิหารธรรม
มีสติอย่างสมบูรณ์ เป็นเครื่องอยู่


วิธีทำ
หยุดคิด อย่าส่งจิตออกนอก
มีสติอย่างสมบูรณ์เป็นเครื่องอยู่


แต่เรื่องของการ"พลิกจิต" ช่วงสุดท้ายนี้ หลวงปู่ดูลย์ท่านว่า
บุคคลนั้นๆต้องเคย"ฝึก"มาก่อน จึงจะทำได้จริง พอดี


 ******************************************
http://gotoknow.org

27




เสียงจากท่าน ว.วชิรเมธี
เลี้ยงลูกให้เป็นโจรหรือพระอรหันต์อยู่ที่พ่อแม่

บทความโดย...สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน


สวัสดีปีใหม่ค่ะ

และแล้ว.....ก็ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งปี
ท่ามกลางความวุ่นวายทางด้านการเมือง
ที่มันช่างตรงข้ามกับความรู้สึกของผู้คน
ที่อยู่ในช่วงแห่งการฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
แต่ไม่ต้องเป็นกังวลไปค่ะ เพราะชีวิตต้องดำเนินต่อไป

สำหรับคนเป็นพ่อแม่ก็น่าจะถือโอกาสนี้
พูดคุยกับลูกถึงช่วงเวลาที่ผ่านไปหนึ่งปี
มีอะไรที่ลูกทำสิ่งดีๆ แล้วประทับใจ
หรือมีบางสิ่งที่ทำแล้วไม่สบายใจหรือทำไม่ดี
ก็ถือโอกาสได้พูดคุยและหันหน้าคุยกัน
ในครอบครัวซะเลยก็ไม่เลวค่ะ

ไหนๆ ก็ปีใหม่ที่เป็นปีของหนู ก็เลยอยากฝากสิ่งดีๆ
ของ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือท่าน ว. วชิรเมธี
ที่ท่านเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Mother&Care
ก็เลยขออนุญาตนำมาฝากเพื่อนผู้อ่าน
เพื่อเป็นข้อคิดและสิริมงคลให้แก่ชีวิตช่วงปีใหม่นี้ค่ะ

“พระพุทธเจ้าตรัสไว้คำหนึ่งว่า การเกิดเป็นทุกข์
แต่ประโยคนี้ไม่จบนะ มีต่อว่า เกิดดีมีสุข
การเกิดเป็นทุกข์เป็นการยอมรับความจริงตามธรรมชาติ
ของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า คน
แต่ความจริงไม่ได้มีแค่นี้
ถ้าเกิดดีก็มีความสุขได้
การเกิดเป็นทุกข์นั้นเป็นความทุกข์ทางกาย
เช่น มนุษย์เกิดมาแล้วต้องกิน ต้องดื่ม ป่วยไข้ต้องรักษา
อันนี้ เป็นความทุกข์ตามธรรมชาติ
เป็นคำอธิบายของการเกิดเป็นทุกข์
แต่ถ้าเราเรียนรู้ที่จะบำบัดความทุกข์ทางกาย
เช่น หิวก็กิน ป่วยก็รักษา
เจ็บปวดกล้ามเนื้อก็เปลี่ยนอิริยาบถ

พระพุทธเจ้าจึงตรัสต่อไปว่า การเกิดนั้นเป็นทุกข์ทางกาย
แต่ทางจิตใจ เราไม่ได้แบกทุกข์มาตั้งแต่เกิด
มีคำอยู่คำหนึ่ง พระองค์ตรัสเอาไว้ว่า
ธรรมชาติเดิมแท้ของจิตนั้นเป็นประภัสสร
คือ ธรรมชาติของจิตตั้งแต่แรกเกิดมีความบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่แล้ว
ฉะนั้น ที่บอกว่าทุกข์นั้นเป็นทุกข์ของกาย
ถ้าเราสามารถฝึกจิตให้แยกความจริงของกายไว้กองหนึ่ง
ความจริงของใจไว้กองหนึ่ง
ก็จะเห็นชัดว่าที่ทุกข์นั้น กายทุกข์
แต่ถ้าใจมีปัญญา สามารถแก้ปัญหาทางกายได้
การเกิดนั้นก็เป็นสุข

ผู้ที่จะได้ชื่อว่า เป็นพ่อเป็นแม่นั้น
ลำพังให้กำเนิดลูกยังไม่ได้ชื่อว่า เป็นพ่อเป็นแม่
แต่เป็นได้แค่ผู้ให้กำเนิด
หลายคนอาจคิดว่าแค่ให้กำเนิดก็เป็นพ่อเป็นแม่แล้ว
ทางพุทธยังไม่ยอมรับ
ถ้าเพียงแค่ให้กำเนิดแล้วได้ชื่อว่า เป็นพ่อเป็นแม่
มนุษย์ก็ไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน หมู หมา กา ไก่
มันให้กำเนิดปุ๊บ มันก็ได้ชื่อว่าเป็นพ่อเป็นแม่แล้ว

ถ้าคนทำแค่นี้ก็ไม่ประเสริฐไปกว่าสัตว์เดรัจฉานเลย
ดังนั้น ถ้าให้กำเนิดมาแล้วจะได้ชื่อว่า
เป็นพ่อเป็นแม่ต้องทำหน้าที่อย่างน้อย 5 ประการ
หนึ่ง ห้ามปรามลูกจากความชั่ว
สอง แนะนำลูกให้ตั้งอยู่ในความดี
สาม ให้ลูกได้รับการศึกษา
สี่ เป็นธุระดูแลเรื่องคู่ครองของลูก
ห้า เมื่อถึงเวลาอันสมควรก็มอบมรดกให้ลูก
ถ้าพ่อแม่ทำหน้าที่ 5 ประการนี้แล้ว
พ่อแม่ก็เลื่อนสถานะจากผู้ให้กำเนิดเป็นพ่อเป็นแม่

ถ้าคุณไม่ได้ทำหน้าที่ 5 ประการนี้
ก็เป็นเพียงแค่ผู้ให้กำเนิดเท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้น ลองย้อนกลับไปที่พ่อแม่ทุกวันนี้สิ
เป็นพ่อเป็นแม่กันหรือเปล่า
คุณห้ามลูกจากความชั่วไหม
หรือปล่อยลูกไปอยู่ในแหล่งอบายมุข
ในทางพุทธศาสนายกย่องคนเป็นพ่อเป็นแม่เอาไว้ว่า
หนึ่งเท่ากับเป็นพระพรหม
สองเท่ากับเป็นบุรพาจารย์ คือ ครูคนแรก
สามเท่ากับเป็นพระอรหันต์

ชะตากรรมของลูกจะเป็นอย่างไร ขึ้นกับพ่อกับแม่
ฉะนั้น ช่วง 0-6 ขวบ จึงเป็นช่วงที่อันตราย
และช่วงที่ดีที่สุดที่พ่อแม่จะใส่อะไรให้กับลูก
ถ้าในระหว่างนี้ พ่อแม่ไม่สามารถใส่สิ่งที่ดีให้กับลูกได้
พ่อแม่ก็จะกลายเป็นศัตรูกับลูก
แต่ถ้าพ่อแม่ใส่สิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก
ก็จะเป็นพระพรหมของลูก คือ เป็นผู้ลิขิตชะตากรรมให้กับลูก

สอง เป็นครูคนแรกของลูก
พ่อแม่ต้องสอนลูก ตั้งแต่การเอาตัวรอดในโลก
สอนความรู้ มารยาท หัดให้เข้าโรงเรียน
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกที่ลูกได้เรียนรู้
ล้วนแต่ได้อิทธิพลมาจากพ่อแม่
ฉะนั้น พ่อแม่จึงเป็นเบ้าหลอมของลูก เป็นครูคนแรกของลูก
ถามว่า ทุกวันนี้ พ่อแม่ให้กำเนิดลูกแล้วเป็นครูของลูกไหม
หรือให้พี่เลี้ยงทำแทน

สาม พ่อแม่เป็นพระอรหันต์
นั่นคือ คุณต้องรักลูกด้วยความบริสุทธิ์ใจ
ไม่หวังผลอะไรตอบแทนทั้งสิ้น
ไม่ใช่มีลูกแล้วแต่ลูกเป็นหมากตัวหนึ่ง
เป็นหุ้นตัวหนึ่งที่พ่อแม่ส่งไปลงทุนกับบริษัทนั้น บริษัทนี้
ดันไปแต่งงานกับคนนั้นคนนี้ แล้วคอยเรียกทุนคืน
พ่อแม่แบบนี้ ไม่ได้ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์
ฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่า
ฐานะของพ่อแม่ในทางพุทธศาสนานั้นสำคัญมาก
ถามว่าทำไมสถาบันครอบครัวทุกวันนี้จึงมีปัญหา
นั่นเป็นเพราะพ่อแม่เริ่มทอดทิ้งหน้าที่ของตนเอง

ถ้าเรากังวลว่า ลูกจะลำบากในอนาคต
ก็แก้ปัญหาให้ลูกตั้งแต่ตอนนี้
ก็คือ ควรจะสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก
หนึ่ง ให้ลูกเป็นคนที่มีความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล
เพื่อจะได้อยู่ในสังคมที่มีความซับซ้อนได้อย่างอยู่รอดปลอดภัย

สอง ให้ลูกใฝ่เรียนใฝ่รู้ใฝ่สู้งานหนักเตรียมไว้เนิ่นๆ
ความใฝ่เรียนใฝ่รู้จะทำให้เขามีปัญญา
ใฝ่สู้งานหนักจะทำให้เขาอยู่ท่ามกลางสังคม
ที่แก่งแย่งแข่งขันสูงได้ตลอด
สาม ให้ลูกใฝ่ดีและใฝ่สูง
คือ ให้เขาใฝ่ธรรมะไว้ตั้งแต่ต้นๆ
เพื่อว่าวันหนึ่ง เมื่อเจอวิกฤตการณ์หนักๆ ในชีวิต
เขาจะได้มีภูมิคุ้มกันในการกำเนิดชีวิต
เจอทุกข์จะได้ไม่พรั่น เจออุปสรรคจะได้ไม่กลัว
ผิดหวังจะได้ไม่ทำร้ายตนเอง
แล้วก็มองเห็นปัญหาทั้งหลายเป็นที่มาของปัญญา

ทำได้ทั้ง 3 ประการนี้ก็ถือว่า
พ่อแม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแล้ว
สำหรับภาวะโลกร้อนที่จะตามมาในอนาคต
เราต้องเรียนรู้ว่า เด็กทุกคนมีศักยภาพที่จะเป็นโจรก็ได้
มีศักยภาพที่จะเป็นพระอรหันต์ก็ได้
ลูกจะเป็นโจรหรือพระอรหันต์ก็ขึ้นอยู่กับสองมือของพ่อและแม่
เพราะเด็ก คือ บุตรธิดาของสิ่งแวดล้อม
พ่อแม่ คือ สิ่งแวดล้อมที่ใกล้ชิดที่สุดของลูก
ถ้าพ่อแม่เป็นสิ่งแวดล้อมที่ดี ก็ได้ลูกที่ดี เป็นพระอรหันต์
ถ้าพ่อแม่ทำตัวสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี ลูกก็เป็นโจร
ฉะนั้น ลูกจะเป็นโจรหรือเป็นพระอรหันต์
พ่อแม่มีส่วนในคุณสมบัติของลูกด้วยเสมอไป”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเสียงส่วนหนึ่งจากท่าน ว.วชิรเมธี
ที่น่าจะทำให้เราคนเป็นพ่อแม่ได้ข้อคิดดีๆ ในปีของหนูนะคะ

มีความสุขกับการเป็นพ่อแม่ในทุกวันค่ะ


ที่มาhttp://www.dhammajak.net/board/

28
ต้องยอมรับความจริงว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่นิยมดื่มนม โดยเฉพาะคนวัยทำงานและผู้สูงอายุ ที่แทบจะจำไม่ได้ว่าครั้งล่าสุดยกแก้วซดนมกันเมื่อไร ทั้งๆ ที่นมนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย นม 1 แก้วให้พลังงาน 80 แคลอรีพร้อมด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกเพียบ หรือโดดเด่นที่สุดคงหนีไม้พ้น แคลเซียมช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง และรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับพอเหมาะ




สาเหตุที่คนไทยดื่มนมน้อย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่านิยมและความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับนม ผู้เชี่ยวชาญจากผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ได้รวบรวมและไขข้อข้องใจ 6 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการดื่มนม

1. ดื่มนมเป็นประจำทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม
ข้อเท็จจริง : ปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน "ไม่ได้" มาจากสาเหตุการดื่มนมเป็นประจำ แต่มาจากการบริโภคอาหารที่ไม่ได้สัดส่วนที่สมดุลกัน

น้ำหนักของคนเราเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณอาหารที่บริโภคเข้าไปมีมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ ทำให้ไม่สามารถนำไปใช้ได้หมด ปริมาณส่วนเกินเหล่านี้ ร่างกายจะเก็บไว้ในรูปแบบของไขมัน ปัจจุบัน มีผล
งานวิจัยยืนยันแล้วว่า การบริโภคอาหารที่ให้พลังงานต่ำควบคู่กับการดื่มนมพร่องมันเนยให้มากขึ้น มีความสัมพันธ์กันและมีส่วนทำให้น้ำหนักลดลงได้

2. เราสามารถรับประทานอาหารอื่นแทนการดื่มนม
ข้อเท็จจริง : ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดๆ ให้คุณประโยชน์และสารอาหารสำคัญต่อร่างกายได้เท่ากับนม

นมเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม และยังมีส่วนประกอบอื่นๆ อาทิเช่น โปรตีน สังกะสีและวิตามิน บี ล้วนแล้วแต่เป็นสารอาหารที่จำเป็นกับร่างกาย การดื่มนมเป็นประจำทุกวัน วันละ 2 แก้ว (แก้วละ 300 มิลลิลิตร) จะให้ปริมาณแคลเซียมกว่า 35% ของปริมาณทั้งหมดที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน

3. น้ำนมวัวไม่เหมาะแก่การนำมาบริโภค
ข้อเท็จจริง : มนุษย์สามารถบริโภคนมวัวได้อย่างไม่มีปัญหา

ตลอดชีวิตของเราสามารถบริโภคนมได้ เนื่องจากในลำไส้ของเรามีเอนไซม์แลตเตส ที่ย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม หากคุณลดการบริโภคนมลง ร่างกายก็จะค่อยๆ ลดการผลิตเอนไซม์แลคเตสลงไปด้วย ซึ่งจะทำให้ร่างกายต่อต้านแลคโตส การดื่มนมเป็ประจำอย่างต่อเนื่องจะทำให้การผลิตเอนไซม์ตัวนี้เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้สามารถบริโภคนมได้ตลอด

ในบางคนที่เอนไซม์แลคเตสผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการนั้น ควรบริโภคโยเกิร์ตและชีส แทน เพราะผลิตภัณฑ์จำพวกนี้มีปริมาณแลคโตสต่ำ

4. การดื่มนมอาจทำให้เกิดอาการแพ้
ข้อเท็จจริง : อาการแพ้นมสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ความเป็นจริง อาการแพ้โปรตีนในนมวัวนั้นเกิดในคนจำนวนน้อยมากหรือเฉพาะในทารกเท่านั้น

ตามสถิติ 2 - 4% ของเด็กเล็กเท่านั้นที่จะเกิดอาการแพ้ และอาการแพ้ต่างๆ จะหายไปเองเมื่อเด็กมีอายุ 2 ขวบขึ้นไป สำหรับอาการแพ้ที่เกิดขึ้นบ่อยในผู้ใหญ่นั้น จะเป็นลักษณะของอาการท้องเสียเมื่อดื่มนมขณะท้องว่าง อาการเช่นนี้เกิดขึ้นเพราะร่างกายไม่คุ้นเคยกับการดื่มนม และไม่มีน้ำย่อยสำหรับย่อยน้ำตาลแลคโตสในน้ำนม

แก้ไขได้โดยการแบ่งน้ำนมออกเป็นส่วนๆ ทยอยดื่มครั้งละน้อย วันละหลายเวลา แล้วระยะหนึ่งร่างกายจะค่อยๆ สร้างน้ำย่อยแลคเตสสำหรับย่อยแลคโตสขึ้นมาเอง

5. การดื่มนมเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
ข้อเท็จจริง : นมและผลิตภัณฑ์จากนม "ไม่" เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ
อาหารที่ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ คือ อาหารที่ประกอบด้วยไขมันสูง ส่วนการบริโภคนมและโยเกิร์ตพร่องไขมัน จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์เหมือนการบริโภคนม โดยที่ไม่ต้องกังวลกับปริมาณไขมันอีกด้วย

6. การดื่มนมจำเป็นสำหรับเด็กๆ เท่านั้น
ข้อเท็จจริง : นอกจากจะเสริมสร้างการเจริญเติบโตในเด็กแล้ว นมยังป้องกันโรคกระดูกพรุนในผู้ใหญ่ด้วย

หลายคนคิดว่านมเป็นเครื่องดื่มสำหรับเสริมสร้างการเจริญเติบโตในวัยเด็กเท่านั้น เมื่อเติบโตขึ้นแล้วจึงไม่จำเป็นต้องดื่มนมอีก ซึ่งในความเป็นจริงนั้น ร่างกายของเรายังคงมีความต้องการสารอาหารตลอดเวลาในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะแคลเซียมเพื่อเสริมสร้างกระดูก ซึ่งมีการสลายตัวและสร้างใหม่อยู่ตลอดเวลา วัยเด็กจะมีสัดส่วนการสร้างมวลกระดูกมากกว่าการสลายจนถึงอายุ 20 ปี โดยในช่วงอายุ 25-40 ปี สัดส่วนการสร้างและสลายกระดูกจะสมดุลกัน และเมื่ออายุมากขึ้น การสลายกระดูกจะมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้มวลกระดูกลดน้อยลง และเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน

ืที่มา กรุงเทพธุรกิจ

29





โรคหลงผิด (Delusional disorder) เป็นโรคจิตชนิดหนึ่งซึ่งมีอาการหลงผิดเป็นอาการเด่น เดิมเรียกว่า โรคหวาดระแวง (Paranoia หรือ Paranoid disorder) ซึ่งเป็นชื่อที่ไม่เหมาะสม เพราะทำให้เข้าใจผิดว่าโรคนี้มีอาการหวาดระแวงแบบเดียวเท่านั้น แต่ความจริงแล้วอาจมีอาการหลงผิดได้หลายแบบ

อาการหลงผิด (delusion) คือความผิดปกติของความคิด ซึ่งผู้ป่วยมีความเชื่ออย่าสนิทใจ ในเรื่องที่ไม่เป็นความจริง ไม่สมกับเชาวน์ปัญญา และภูมิหลังทางวัฒนธรรม และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้เหตุผล

โรคหลงผิด เป็นโรคที่พบน้อย ประมาณ 0.025 ถึง 0.03 เปอร์เซ็นต์ของประชากรเท่านั้น ผู้ป่วยมักเริ่มเป็นในวัยผู้ใหญ่ เพศหญิงมากกว่าเพศชายเล็กน้อย โรคนี้มีความสัมพันธ์กับการอพยพย้ายถิ่นฐาน และระดับเศรษฐฐานะต่ำ

สาเหตุของโรคหลงผิด

ยังไม่เป็นที่ทราบชัด ผู้ป่วยโรคนี้หลายรายใช้ชีวิตที่ค่อนข้างแยกตัวเองออกจากสังคมและประสบความ สำเร็จในชีวิตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ผู้ป่วยบางรายเป็นคนอ่อนไหวง่ายหรือเป็นคนขี้ระแวงสงสัยอยู่ก่อนแล้ว

โรคทางกายบางอย่าง เช่นโรคสมองเสื่อม เนื้องอกในสมองและการใช้สารเสพติดบางชนิด อาจทำให้เกิดอาการแบบเดียวกับโรคหลงผิด แต่จัดเป็นโรคจิตที่เกิดจากพยาธิสภาพทางกายหรือสารเสพติด

อาการของโรคหลงผิด

คืออาการหลงผิดซึ่งอาจเป็นเรื่องเดียวหรือหลายเรื่องที่ เกี่ยวข้องกัน อาการหลงผิดในโรคนี้ไม่มีลักษณะแปลกประหลาดอย่างที่พบในโรคจิตเภท เรื่องราวอาจไม่น่าจะเป็น แต่ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้ อาการมักคงอยู่นานเป็นเดือนเป็นปีหรือบางรายเป็นอยู่ตลอดชีวิต โดยทั่วไปผู้ป่วยไม่มีประสาทหลอน ยังพูดคุยรู้เรื่อง และหลายรายยังทำงานทำการได้ อารมณ์ไม่ผิดปกติอย่างในโรคจิตเภทหรือโรคอารมณ์แปรปรวน พฤติกรรมทั่วไปยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ยกเว้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาการหลงผิด

โรคหลงผิดแบ่งออกเป็นหลายชนิดตามลักษณะของอาการหลงผิดดังนี้

1. Erotomanic type หลงผิดว่าบุคคลอื่นหลงรักตนหรือเป็นคู่รักของตน ส่วนใหญ่มักเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง และมีฐานะทางสังคมสูงกว่า เช่นเป็นผู้นำประเทศ ผู้บังคับบัญชาหรือดารา ผู้ป่วยอาจเก็บอาการหลงผิดนี้ไว้เป็นความลับหรืออาจแสดงออกต่อสาธารณชน ขึ้นกับบุคลิกภาพเดิมของผู้ป่วย บางรายก็ไปก่อกวนหรือทำให้คนอื่นหลงเชื่อก็มี

2. Grandiose type หลงผิดว่ามีความสามารถเกินความเป็นจริง มีคุณค่า มีอำนาจ มีความรู้สูง มีทรัพย์สินเงินทองมาก หรือมีความสัมพันธ์พิเศษกับบุคคลสำคัญหรือหลงผิดว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ บางรายหลงผิดว่าเป็นพระอรหันต์หรือบรรลุโสดาบันก็มี

3. Jealous type หลงผิดว่าคู่ของตนนอกใจ อาการนี้พบบ่อยและบางครั้งอาจแยกได้ยากว่าเป็นเรื่องจริงหรืออาการหลงผิด

4. Pdrsecutory type หลงผิดว่าถูกปองร้าย ผู้ป่วยอาจมีอาการหลงผิดว่าตนเองหรือบุคคลใกล้ชิดถูกปองร้าย ถูกติดตาม ถูกหมายเอาชีวิตหรือถูกใส่ร้ายในทางใดทางหนึ่ง

5. Somatic type หลงผิดว่าร่างกายมีความผิดปกติหรือป่วยเป็นโรคบางอย่าง เช่น มะเร็ง ผู้ป่วยบางรายหลงผิดว่าอวัยวะของตนมีรูปร่างผิดปกติหรือพิกลพิการ บางทีเชื่อว่าลิ้นไก่ของตนเองยาวผิดปกติ และไปขอให้แพทย์ผ่าตัดให้ก็มี

ผู้ป่วยโรคหลงผิดมักไม่ค่อยไปพบแพทย์ ทำให้ได้รับการวินิจฉัยเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วยที่มีอยู่จริง ผู้ที่ไปหาแพทย์เองมักเป็นกลุ่มที่หลงผิดว่ามีโรคทางร่างกาย นอกนั้นส่วนใหญ่มักถูกผู้อื่นพาไปพบจิตแพทย์

การวินิจฉัยโรคนี้อาจทำได้ยากในเบื้องต้น โดยเฉพาะถ้าอาการหลงผิดนั้นเป็นเรื่องที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริงได้บ่อย เช่น เรื่องสามีไปมีเมียน้อย บางครั้งก็ต้องแยกอาการหลงผิดจากการหลอกลวงให้คนอื่นเข้าใจผิดเพื่อหวังผล ประโยชน์ เช่น หลอกลวงว่าตนเป็นพระอรหันต์หรือเป็นผู้วิเศษ เป็นต้น

จิตแพทย์ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ ประกอบกับข้อมูลโดยละเอียดจนแน่ใจได้ว่าอาการของผู้ป่วยเป็นอาการหลงผิดจริง มิใช่กระทำไปโดยมีแผนการณ์เพื่อหวังผลประโยชน์ จึงสามารถวินิจฉัยได้ว่าผู้ป่วยเป็นโรคหลงผิด

ในระยะที่ผ่านมาอาจมีผู้ป่วยหลายรายที่แสดงอาการจนเป็นข่าวคราวทางสื่อมวลชนแต่ไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยจากจิตแพทย์ ซึ่งโดยจรรยาบรรณแล้วคงไม่สามารถไปเที่ยววินิจฉัยบุคคลตามข่าวหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์ เพราะอาจไปล่วงละเมิดสิทธิของเขาได้

การรักษาผู้ป่วยโรคหลงผิด

ควรเริ่มต้นด้วยการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้ป่วยกับ ผู้รักษา การใช้จิตบำบัดเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยยอมรับว่ามีปัญหาในระดับหนึ่งเป็นจุด เริ่มต้นที่ดี ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยยอมกินยาและรับการรักษาต่อไป

ยารักษาโรคจิตช่วยลดอาการหลงผิดของผู้ป่วยได้ และเมื่อใช้ร่วมกับจิตบำบัดเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลที่สุดในปัจจุบัน

การให้ครอบครัวบำบัด (family therapy) ช่วยให้คนในครอบครัวเกิดความเข้าใจในตัวผู้ป่วยและยอมรับผู้ป่วยมากขึ้น ทำให้สภาพจิตใจของผู้ป่วยดีขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยด้วย

ดูข่าวในบ้านเราแล้วจะเห็นได้ว่าโรคหลงผิดมีปรากฏมาให้เห็นประปรายทุกยุคทุก สมัย แต่ถ้าดูผลการเลือกตั้งแต่ละครั้งแล้ว ก็น่าสงสัยว่าคนไทยที่หลงผิด มีมากกว่าที่คิดหลายเท่านัก


ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 24 ฉบับ 8 สิงหาคม 2543]
โดย : นพ.เกษม ตันติผลาชีวะ

30

จิตที่มีสุขภาพดีย่อมส่งผลให้กายมีสุขภาพดีตามไปด้วย ผู้ที่ฉุนเฉียว โกรธง่าย มีโอกาสเสียชีวิตเพราะโรคหัวใจมากกว่าคนทั่วไปถึงร้อยละ 29 ยิ่งคนที่มีความวิตกกังวลด้วยแล้ว จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากกว่าคนทั่วไปถึง 4 เท่า ความวิตกกังวล ความเครียด ความซึมเศร้า และความฉุนเฉียวนั้น เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่จะทำให้เกิดโรคและปัญหาสุขภาพตามมาไม่ว่าจะเป็น ปัญหาสุขภาพกายหรือปัญหาสุขภาพจิต


สำหรับคนไทยแล้วปัญหาสุขภาพจิตที่กำลังคุกคามคนไทยในปัจจุบันพบว่า อันดับแรก คือ ความเครียด รองลงมา คือ ซึมเศร้า ซึ่งสาเหตุของปัญหามักจะเกี่ยวข้องกับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก สูญเสียทรัพย์สิน หรือแม้แต่เสียหน้า ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อความรู้สึกว่าสูญเสียเช่นกัน


เมื่อมีปัญหาสุขภาพจิต จึงมีผู้ป่วยหลายรายที่เลือกหันหน้าเข้าหาสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ด้วยการยึดหลักคำสอนทางศาสนา เพื่อช่วยทำให้จิตใจเกิดความเข้มแข็งสามารถยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นใน ต่อมาแวดวงจิตแพทย์จึงได้เริ่มนำหลักพุทธธรรมมาใช้ในการบำบัดจิตใจให้กับผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิต หรือที่เรียกว่า "ธรรมะบำบัด"


เรื่องนี้ นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต บอกว่า การนำธรรมะมาประยุกต์ใช้ในการบำบัดผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต ทั่วโลกจะเน้นเรื่องการปรับอารมณ์ ความคิดเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ช่วยทำให้ผู้ป่วยมีความสุขมากขึ้น ในปัจจุบันจิตแพทย์หลายๆ ท่านก็ได้ประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาบำบัดผู้ป่วยทางจิตควบคู่ไป กับแนวทางการรักษาตามหลักจิตเวชศาสตร์ โดยมองว่าพระพุทธเจ้าเป็นนักจิตวิทยาที่ยิ่งใหญ่ของโลก เนื่องจากแนวทางจิตบำบัดจะเน้นในเรื่องการปรับความคิด ซึ่งสอดคล้องกับหลักพระพุทธศาสนาที่เน้นในเรื่องการปรับความคิด เรื่องสติปัญญา และเรื่องฝึกจิตสมาธิเช่นกัน


อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดอยู่ที่การเลือกผู้ป่วยซึ่งจะต้องอยู่ในกลุ่มของคนที่มีความ พร้อม เช่น เป็นผู้ที่ได้รับการบำบัดรักษาแล้วอาการดีขึ้นในระดับหนึ่ง ไม่มีอาการหลงผิดมีการรับรู้เรื่องราวของตัวเอง เป็นคนที่มีความคิดวิเคราะห์ที่จะประมวลเรื่องราวต่างๆ เพื่อนำมาสู่การพัฒนาตัวเอง ควรเป็นผู้ป่วยที่มีความสนใจในเรื่องธรรมะ มีความเต็มใจหรือสมัครใจที่จะรับการรักษาด้วยวิธีดังกล่าว หากไม่เต็มใจหรือเป็นคนที่จิตใจฟุ้งซ่านไม่ยอมรับรู้เรื่องราวต่างๆ ก็ยากที่จะใช้ธรรมะบำบัดได้


สำหรับ "ธรรมะบำบัด" ในพระพุทธศาสนา นั้นมีหลักอยู่ 3 ประการคือ ทำความดี ละความชั่ว ทำจิตใจให้ปลอดโปร่งและสงบ


หลักธรรมทั้ง 3 ประการเป็นวิธีคิดง่ายๆ ที่เป็นเหตุเป็นผลกันเมื่อเราทำความดีคุณค่าในตัวเราก็สูงขึ้น เราจะมีความรู้สึกภาคภูมิใจ ความยอมรับนับถือในตัวเองก็จะเพิ่มมากขึ้น การละความชั่วจะทำให้คนอื่นรักและนับถือเรามากขึ้นด้วย คนที่มีคุณค่าในตัวเองนับถือตัวเองจะเป็นคนที่มีสุขภาพจิตดี เมื่อเรารักตัวเองเป็นแล้วก็ต้องรู้จักรักคนอื่นด้วยซึ่งหลักธรรมในทุกๆ ศาสนาสามารถนำมาใช้ในการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตได้โดยเฉพาะหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ถ้าเราได้ฝึกปฏิบัติธรรมให้รู้จักปล่อยวาง จะช่วยทำให้จิตใจดีขึ้นเราก็จะพ้นจากความทุกข์มีความสุขมากขึ้น


ถ้าเป็นศาสนาคริสต์ธรรมะบำบัดก็จะเป็นเรื่องของการไถ่บาป การให้อภัย หรือแม้แต่ศาสนาอิสลามเมื่อเราเกิดความทุกข์ทางใจหรือเกิดความยุ่งยากใน ชีวิต ธรรมะบำบัดก็จะเป็นในเรื่องความเชื่อในพระเจ้า ซึ่งมีความเชื่อว่าจะต้องก้าวผ่านด่านทดสอบให้ได้ ความเชื่อและความศรัทธาตามหลักศาสนาทุกๆ ศาสนา สามารถใช้เป็นหลักคิดให้เราเชื่อและนำไปปฏิบัติตาม ซึ่งก็จะช่วยให้สามารถป้องกันปัญหาสุขภาพจิตได้


สำหรับการนำหลักศาสนามาประยุกต์ใช้กับปัญหาสุขภาพจิตนั้นสามารถทำได้ 2 ทาง ทางแรกนำมาเป็นแนวทางฝึกคิดฝึกปฏิบัติเพื่อที่จะไม่ให้เรายึดติด เช่น อาการซึมเศร้า ที่เกิดจากเราสูญเสียอะไรบางอย่างในชีวิตแสดงว่าเรายึดติดถ้าเราฝึกคิดอย่าง เป็นระบบมีเหตุผลเราก็จะสามารถปล่อยวางและเป็นสุขขึ้นได้ แต่ถ้าเราทุกข์ใจมากๆ ทางเลือกอีกทางหนึ่งที่จะช่วยได้ก็คือการไปพบทีมสุขภาพจิต จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะช่วยเป็นกระจกสะท้อนปัญหาให้เราได้


ธรรมะบำบัดยังสามารถใช้ได้ดีกับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต เบาหวาน มะเร็ง หรือแม้กระทั่งเอดส์ เนื่องจากผู้ป่วยจะมีความทุกข์ใจเกี่ยวกับปัญหาของการเจ็บป่วยของตัวเองอยู่แล้ว กรณีเช่นนี้ ธรรมะบำบัดจะช่วยให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้ความจริงของชีวิต เรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์จากการเจ็บป่วยได้อย่างมีความสุข เรียนรู้ที่จะทำสมาธิหรือสติบำบัด ผู้ป่วยโรคทางกายต้องทำให้ใจไม่ป่วยไปตามกาย เมื่อมีจิตใจที่เข้มแข็งร่างกายก็จะไม่ทรุด ซึ่งในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้มีโครงการที่จะทำเรื่องสมาธิหรือจิตบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคทางกายด้วย


อย่าปล่อยให้กายป่วยไปพร้อมๆ กับใจป่วยลองบำบัดด้วย “ธรรมะ” หลักใจใกล้ตัวที่ใครๆ ก็ทำได้.


ที่มา http://www.dmh.go.th

หน้า: 1 2 [3] 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham