Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - sasita

หน้า: 1 ... 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 [15]
141



(๑) ถาม การทำบุญอุทิศให้ผู้มีพระคุณทั้งหลายมีมารดาบิดาเป็นต้น
ทำอย่างไรจึงจะทราบได้ว่าผู้นั้นได้รับหรือเปล่า ถ้าผู้นั้นไม่ได้รับบุญเหล่านั้นจะเป็นของใคร

(๑) ตอบ ปัญหาเรื่องนี้กินความกว้างขวางมาก มีผู้ถามปัญหาข้อนี้กับผู้เขียนตั้งแต่ครั้งยังเป็นสามเณรอยู่
จนมาได้บวชพระนับเป็นเวลา ๖๐ กว่าปี แล้วก็ยังมีคนถามอยู่

นี่แหละผู้เขียนหวังว่าถึงผู้เขียนตายไปแล้ว ถ้ายังมีการทำบุญให้ผู้ตายไปแล้วอยู่
คงจะมีปัญหาอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด

ผู้เขียนจะตั้งประเด็นไว้เป็นข้อๆ เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย และกันความหลงลืมดังนี้
๑.๑ ทำบุญให้แก่ผู้ที่ตายไปแล้ว
๑.๒ ทำอย่างไรจึงจะทราบได้ว่าผู้นั้นได้รับหรือเปล่า
๑.๓ ถ้าผู้นั้นไม่ได้รับ บุญอันนั้นจะเป็นของใคร

๑.๑ ทำบุญให้แก่ผู้ที่ตายไปแล้ว
๑.๑ ผู้ทำบุญโดยส่วนมาก ๙๙ เปอร์เซ็นต์ เพื่ออุทิศแก่ผู้มีพระคุณทั้งหลายมีบิดามารดาเป็นต้น

ชาวพุทธมีดีตรงนี้แหละ พุทธศาสนาสอนให้รู้จักบุญคุณของผู้ที่มีพระคุณทั้งหลาย
แล้วทำดีเพื่อสนองพระคุณของท่านเหล่านั้น

ถ้าไม่รู้จักบุญคุณของผู้มีพระคุณแล้ว คนเราก็จะกลายเป็นเดรัจฉานไปหมด
การทำความดี คือ บุญกุศลนี้ย่อมทำสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์
ไม่ทำสิ่งที่เป็นโทษแก่ตนและคนอื่น ทำในที่เปิดเผย ไม่ทำในที่ลับด้วยและทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ

ไม่เหมือนกับคนที่ทำความชั่ว ทำความชั่วนั้นทำด้วยความเศร้าหมอง
ไม่ผ่องใส และก็ทำในที่ลับไม่เปิดเผยด้วย
ทั้งไม่อุทิศส่วนบาปนั้นให้แก่ผู้มีพระคุณทั้งหลาย
ถึงแม้อุทิศให้แก่ใครก็ไม่มีใครอยากรับ เพราะเป็นของเศร้าหมอง

ทำบุญให้แก่ผู้มีพระคุณที่ตายไปแล้วนี้ จงทำด้วยของบริสุทธิ์
อย่าไปฆ่าเป็ด ไก่ ฆ่าวัว ฆ่าควายมาทำ จะบาปหนักเข้าไป

อีกทำเล็กๆ น้อยๆ ด้วยใจผ่องใสบริสุทธิ์ เป็นต้นว่าตักบาตรถวายอาหารพระสงฆ์ บุญก็มากเอง
บุญมิใช่เกิดเพราะไทยทานมากๆแต่เกิดขึ้นจากใจเลื่อมใสศรัทธาต่างหาก
เปรียบเหมือนเทียนที่เรามีอยู่แล้วไปขอต่อจากคนอื่น เทียนของคนอื่นก็ไม่ดับ ของเราก็ได้ไฟสว่างมา
เหตุนั้นบุญในพุทธศาสนาจึงหมดไม่เป็น

คนมากี่ร้อยกี่พัน เอาหัวใจของตนมาตักตวงเอา บุญในพุทธศาสนานี้ก็ไม่มีหมด
บุญยังเต็มเปี่ยมอยู่ตามเดิม ถ้าทำด้วยความเลื่อมใสแล้ว วัตถุทานมีน้อยก็กลายเป็นของมากเอง


๑.๒ ทำอย่างไรจึงจะทราบได้ว่าผู้นั้นได้รับหรือเปล่า
เรื่องนี้เป็นของพูดยาก เพราะผู้ที่ตายไปแล้วก็ไม่ได้ตอบรับเหมือนเราส่งจดหมายไปหากัน
อนึ่ง บุญนั้นก็มิใช่จะส่งไปได้อย่างพัสดุไปรษณีย์เพราะเป็นของไม่มีตัวตน

เป็นความรู้สึกภายในใจว่าบุญที่ตนทำนี้ต้องถึงผู้ตายไปแน่
และเราเชื่อตามคำสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่า
ทำบุญให้แก่ผู้ตายไปแล้วต้องทำในพระภิกษุผู้มีศีลและเมื่อต้องการอยากจะให้เขาได้บริโภคอาหาร ก็
ต้องทำบุญถวายอาหารเมื่อต้องการอยากจะให้เขาได้เครื่องนุ่งของห่ม ก็ถวายผ้าผ่อนเครื่องนุ่งของห่ม แล้วอุทิศ
กุศลนั้นไปให้แก่เขาเหล่านั้น แล้วของเหล่านั้นก็จะปรากฏแก่เขาเหล่านั้นเองโดยที่ไม่มีใครนำไปให้เขา

๑.๓ ถ้าผู้นั้นไม่ได้รับ บุญอันนั้นจะเป็นของใคร
เรื่องนี้บอกได้ชัดเลยว่า บุญเป็นของผู้ทำแน่นอนเพราะผู้ทำเกิดศรัทธาเลื่อมใสพอใจในการกระทำบุญ
บุญก็ต้องเกิดในหัวใจของผู้นั้นเสียก่อนแล้วอุทิศส่วนบุญนั้นให้แก่ผู้มีอุปการะคุณที่ตายไปแล้ว
ได้ชื่อว่าทำบุญสองต่อ คือเราได้ทำบุญแล้วเพราะศรัทธาเลื่อมใสจึงทำบุญ
แล้วเราอุทิศส่วนบุญนั้นไปให้แก่ผู้ตายไปอีก เป็นอีกต่อหนึ่ง

ทำบุญให้ผู้ตายนี้ท่านแสดงไว้ว่ายากนักผู้ที่ตายจะได้รับ เหมือนกับงมเข็มอยู่ในก้นบ่อ
แต่ผู้ยังมีชีวิตอยู่ก็ชอบทำ นับว่าเป็นความดีของผู้นั้นอย่างยิ่ง

ท่านเปรียบไว้ สมมุติว่าบุญที่ทำลงไปนั้นแบ่งออกเป็น ๑๖ ส่วน
แล้วเอาส่วนที่ ๑๖ นั้นมาแบ่งอีก ๑๖ ส่วน
ผู้ตายไปจะได้รับเพียง ๑ ส่วน เท่านั้น

ฟังดูแล้วน่าใจหาย เพราะฉะนั้นเราทั้งหลายจึงไม่ควรประมาท
ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่นี้มีสิ่งใดควรจะทำก็ให้รีบทำเสียตายไปแล้วเขาทำบุญไปให้ไม่ทราบว่าจะได้รับหรือไม่
ถึงแม้ได้รับก็น้อยเหลือเกิน เพราะคนตายแล้ว เขาเรียกว่าเปรต ไม่ได้เรียกว่า บิดา
มารดา ป้า น้า อาว์ ครูบาอาจารย์ อย่างเมื่อเป็นมนุษย์อยู่นี้หรอก

ในบรรดาเปรตเหล่านั้นมี ๑๑ พวก
มีจำพวกเดียวที่จะได้รับส่วนบุญที่คนยังมีชีวิตอยู่อุทิศไปให้ เรียกว่า ชีวิตูปรัตตเปรต เปรตจำพวกนี้ได้รับทุกข์ร้อนลำบากมาก

เพราะในเปรตโลกนั้นไม่มีการทำนาค้าขาย แม้แต่ขอทานก็ไม่มี
เสวยผลกรรมของตนๆที่ทำไว้ เมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่นี้เท่านั้น
ฉะนั้นเปรตจำพวกนี้แหละมนุษย์คนที่ยังเป็นอยู่ทำบุญอุทิศไปให้จึงจะได้รับ
เปรตนอกนั้นแล้วไม่ได้รับเลย เช่น ตายไปเกิดเป็นมนุษย์ก็ไม่ได้รับ นับประสาอะไร

บางทีสามีภรรยานอนอยู่ด้วยกันแท้ๆ ฝ่ายหนึ่งทำบุญขอให้อีกฝ่ายหนึ่งอนุโมทนาด้วย ก็ไม่รับ
พวกที่ไปเกิดเป็นเดรัจฉานยิ่งไม่รู้กันใหญ่
ไปเกิดในนรกหมกไหม้ทุกขเวทนามาก ทำบุญอุทิศไปให้ก็ไม่รู้อะไร เพราะกำลังเสวยผลกรรมอันนั้นอยู่

หรือไปเกิดเป็นเทวดาชั้นใดชั้นหนึ่งก็เหมือนกัน เขากำลังเสวยผลบุญของเขาอยู่
เขาจะมาเอากุศลผลบุญของเราได้อย่างไร

ชีวิตูปรัตตเปรต ดังเปรตญาติของพระเจ้าพิมพิสาร
มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่พระเจ้าพิมพิสารเกิดอาเพทตอนกลางคืน
มีเสียงดัง ขลุกๆ ขลักๆ ทั่วไปหมดในห้องพระตำหนัก พระเจ้าพิมพิสารกลัวจะเกิดเหตุเป็นอันตรายแก่ราชบัลลังก์
จึงเข้าไปกราบทูลเหตุอันนั้นแก่พระพุทธเจ้า

พระองค์ตรัสว่า ไม่มีอันใดเลย
พวกเปรตที่เป็นญาติของพระองค์แต่ครั้งพระพุทธเจ้าชื่อว่า พระวิปัสสี โน่น เขามาขอส่วนบุญกับพระองค์
ขอมหาบพิตรจงทำบุญให้เขาแล้วอุทิศส่วนบุญนั้นให้เขาเสีย เสียงนั้นก็จะหายไป

พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงกระทำ ทักษิณานุประทาน ทำบุญอุทิศให้แก่เปรตเหล่านั้นแล้ว
พวกเปรตเหล่านั้นได้รับส่วนบุญแล้วก็มีกายอ้วนท้วนสมบูรณ์ แต่ยังไม่มีผ้าเครื่องนุ่งห่ม

ทีหลังก็มาปรากฏให้พระเจ้าพิมพิสารเห็นอีก พระเจ้าพิมพิสารก็นำเอาเรื่องพฤติการณ์อันเปรตมาแสดงนั้น
ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าอีก

พระองค์จึงตรัสว่า เพราะมหาบพิตรไม่ได้ทำบุญผ้า
พระเจ้าพิมพิสารจึงทรงทำบุญถวายผ้าแก่พระสงฆ์ และอุทิศส่วนกุศลไปให้แก่เปรตเหล่านั้น
พอเปรตเหล่านั้นได้รับแล้วก็ไปเกิดในสุคติภพในสวรรค์

ที่มาเล่าสู่กันฟังพอเป็นทัศนคติที่ว่า ทำบุญให้แก่ผู้ที่ตายไปแล้วจะได้รับหรือไม่
เพราะผู้เขียนก็ไม่สามารถจะไปล่วงรู้เขาได้ และผู้ตายไปแล้ว
แม้แต่โยมบิดามารดาของผู้เขียนก็ไม่เคยบอกว่า บุญที่ทำแล้วอุทิศไปให้ได้รับหรือเปล่า
แต่ผู้เขียนก็ทำบุญอุทิศไปให้เสมอเป็นแต่ได้ฟังมาจากตำรา จะหาว่าเล่านิทานหลอกเด็กให้กลัวเฉยๆ
แต่ถ้าผู้ใหญ่กลัวอย่างเด็กๆแล้ว บ้านเมืองก็ไม่เป็นอย่างทุกวันนี้ เด็กเชื่อง่ายหัวอ่อน สั่งสอนน้อมใจเชื่อเร็ว
ผู้ใหญ่จึงชอบสอนเด็กๆ แต่เมื่อโตขึ้นมาแล้ว ถือว่าเรามีสิทธิเสรีเต็มที่ไม่ต้องเชื่อความคิดของคนอื่น
เชื่อความคิดของตนเอง หรือเข้าสมาคมกับผู้ใหญ่เลยเป็นผู้ใหญ่ไปหมด
ความเชื่อและความคิดเมื่อยังเด็กอยู่ที่อบรมไว้เลยหายหมดเลย
กลายมาเป็นผู้ใหญ่อย่างผู้ใหญ่ทั้งหลายที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้

อนึ่ง เรื่องการทำบุญใช้หนี้เจ้ากรรมนายเวร เรื่องนี้ผู้เขียนไม่รู้จริงๆ จึงตอบไม่ได้ ขอผู้รู้ทั้งหลายได้
เมตตาแนะแนวให้ผู้เขียนได้ทราบบ้างก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
กรรมที่ตนกระทำไว้แล้ว ไม่ว่ากรรมดีและกรรมชั่ว ผลของกรรมนั้นย่อมเกิดที่ใจของตนเอง
มิิใช่ผู้ทำกรรมผู้หนึ่ง เจ้ากรรมนายเวรอีกผู้หนึ่ง
คล้ายๆ กับว่ามีเจ้ากรรมนายเวรเป็นผู้บัญชาการอยู่
ทำบุญอุทิศกุศลไปให้เจ้ากรรมนายเวรผู้บัญชาการเพื่อให้เป็นสินน้ำใจ
แล้วเจ้ากรรมนายเวรก็จะลดหย่อนผ่อนผันให้อย่างนี้เป็นต้น

หรือกรรมเวรที่เราทำแก่คนอื่นนั้น คนนั้นเองเป็นเจ้ากรรมนายเวรเราเห็นโทษความผิดแล้วทำบุญอุทิศไปให้แก่
เขาเพื่อเขาจะลดโทษผ่อนผันให้ อันนี้ก็ไม่ถูก เพราะเขาตายไปแล้ว ไม่ทราบไปเกิดในที่ใด และกำเนิดภูมิใด ดังได้อธิบายมาแล้วในข้างต้น

คนที่ทำกรรมทำเวรแก่กันแล้วเมื่อยังเป็นคนอยู่นี้ จะพ้นจากกรรมจากเวรได้ก็เมื่ออโหสิกรรมให้แก่กันและกัน
ในเมื่อยังเป็นคนอยู่นี่แหละตายไปแล้วจะอโหสิกรรมให้แก่กันและกันไม่ได้เด็ดขาด

มิใช่ว่าเราได้ทำกรรมชั่วทุจริตด้วยจิตที่เป็นบาปมีอกุศลมูลเป็นพื้น
มาภายหลัง ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๔๐ ปี หรือเท่าไรก็ตาม ระลึกถึงกรรมอันนั้นแล้วกลัวบาป
จึงทำบุญอุทิศไปให้แก่ผู้ที่เราได้กระทำแก่เขานั้นเพื่อให้เขาอโหสิกรรมให้
ดังนี้ เป็นการไม่ยุติธรรม

เป็นการตัดสินคดีภายหลังจากเหตุการณ์ ถ้าถือว่าเราระลึกถึงความชั่วของตนแล้ว
ทำความดีเพื่อแก้ตัวหรือปลอบใจของตัวเอง เป็นการสมควรแท้

การทำบุญให้แก่ผู้ตายไปแล้วจะได้หรือไม่ มีอรรถาธิบายกว้างขวางมาก
อธิบายมาก็มากพอสมควร พอที่ผู้ฟังจะเข้าใจบ้างตามสมควร
จึงขอยุติไว้เพียงแค่นี้เสียก่อนเพื่อจะได้ตอบปัญหาคนอื่นต่อไป

http://www.hinmarkpeng.org/dhamma01.html

--------------------------------------------------------------

142


สมัยที่กรรมเอาไปทำอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะสแกน แก้ หรือ ตัดให้หายทิ้งไป เคยถามตัวเองหรือไม่ ว่าเราก็กำลังอยู่กับอะไร เชื่อในสิ่งไหน ใช่หรือลวง

“ในชีวิตนี้คุณคิดว่าเรามีเวลาอยู่กันคนละกี่ปี ไม่ถึงร้อย ครึ่งหนึ่งทะเลาะกับเพื่อนบ้าน ครึ่งหนึ่งติดละครน้ำเน่า ครึ่งหนึ่งอิจฉาริษยา ครึ่งหนึ่งก็ไปเล่นการเมือง และอีกครึ่งหนึ่งก็คุ้มดีคุ้มร้าย เล่นคุณไสยฯ แล้วคุณจะเหลือช่วงชีวิตดีๆ สักกี่ปี คุณคิดตัวเองว่ามีเวลาบ้าได้นานขนาดนั้นเชียวหรือ”   

มาทำอะไรที่เป็น “ประโยชน์สูง และประหยัดสุด” ให้คุ้มค่ากับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ดีกว่า

“อย่ามัวแต่ไปตีอก ชกตัว กอดรัด อยู่กับสิ่งที่มันจบไปแล้วเลย”

เหล่านี้คือคำท้าทาย คำถาม และคำชี้ชวน จากท่าน พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) ผู้ก่อตั้งสถาบันวิมุตยาลัย, พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสถฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง และ แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ผู้ก่อตั้งสาวิกา สิกขาลัย จากวงสนทนาธรรมเรื่อง รู้เช่น เห็นชาติ รู้แจ้งเห็นจริง ซึ่งจัดขึ้นที่เสถียรธรรมสถาน เพื่อไขข้อข้องใจเรื่องเกี่ยวกับ กรรมเก่า กรรมใหม่ ให้ทุกคนรู้เรื่องกรรมให้ถูกต้องแล้วจะได้กลับมามีชีวิตในปัจจุบันที่เป็นอิสระ ไม่ถูกพันธนาการจากความทุกข์ในอดีตอีกต่อไป

๑. รู้เช่น  เห็นชาติ

แม่ชีศันสนีย์ อธิบายว่า “รู้เช่น” ก็คือรู้ ว่าทุกสิ่งมันเป็นเช่นนั้นเอง ทุกอย่างไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้ "เห็นชาติ" ก็คือเห็นชาติของความทุกข์จากการยึดมั่นในอัตตาของเรา ส่วน “รู้แจ้ง” หมายถึง การเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎของไตรลักษณ์ คือ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา (เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป) และ "เห็นจริง" คือ เห็นการเกิด-ดับ อารมณ์ต่างๆ อันเป็นเหตุแห่งทุกข์นั่นเอง

พระอาจารย์คึกฤทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องคำสอนจากพระโอษฐ์ ของพระพุทธเจ้า ตอบคำถามของ ช่อผกา วิริยานนท์ ผู้ดำเนินรายการ เป็นท่านแรกว่า "พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับกรรม คือต้องเข้าใจว่า “กรรม คือการกระทำของจิต” และ “เรากล่าวซึ่งเจตนาว่าเป็นกรรม”

และเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ช่อผกาได้ขอให้ ท่าน ว.วชิรเมธี  อธิบายเพิ่มเติมแบบที่ทำให้ดูมีสีสันน่าตื่นเต้นและร่วมสมัยมากขึ้นว่าเป็นอย่างไร ท่านก็อธิบาย ว่ากรรมแบ่งเป็น ๒ ระดับ คือ

๑) ระดับศีลธรรม เป็นการสอนเรื่องกรรม เพื่อให้เราหันมาทำความดีและหนีความชั่ว "ระดับนี้สนุกมากเหมือนหนังแฟนตาซี" ท่านบอก "มันจะมีคนทำกรรมแล้วก็มีคนรับผลแห่งกรรมนั้น เช่น มีคนหนึ่งทำอะไรไม่ดีไว้ ก็จะมีคนมาลุ้นว่าเดี๋ยวเถอะทำกรรมไม่ดีไว้... เดี๋ยวจะโดน"

๒) ระดับปรมัตถ์ อันนี้เป็นความเข้าใจในระดับที่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น ท่านสอนให้เราถอดถอนอัตตาหรือความสำคัญว่าเป็นตัวเรา ตัวเขา ตัวฉัน ทิ้งไป

ทั้งสองส่วนนี้ ถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่ต้องเข้าใจก่อนว่า จะพูดกันถึงเรื่องกรรมระดับไหน เพราะถ้าเอามาปนกัน จะทำให้คนสับสน และ “คนเราถ้าเข้าใจเรื่องกรรมผิดเพี้ยนไป ก็อาจมีผลให้ชีวิตของเราเพี้ยนไปด้วย”

ท่านบอกว่า "ที่เทศน์ สอนกันทั่วไปอยู่ในปัจจุบันนี้ก็เป็นกรรมระดับศีลธรรม" ว่าแล้วท่านก็อธิบายต่อไปว่า อีกอย่างเราต้องรู้จักแยกแยะเป็นว่ากรรมแบบไหนเป็นแบบพุทธ กรรมแบบไหนไม่ใช่พุทธเสียก่อนด้วย

พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่ามีอยู่ ๓ ลัทธิที่สวนทางกับพระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง คือ

๑) ลัทธิกรรมเก่า ที่เชื่อว่า ความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี การเป็นไปในวิถีชีวิตคนเราแต่ละคนทั้งหลายนั้นเป็นผลพวงของกรรมเก่าที่เราทำเอาไว้  ผลก็คือทำให้เรายอมจำนนต่อปัญหาชีวิตโดยสิ้นเชิง

๒) ลัทธิเทพเจ้าบันดาล ลัทธินี้เชื่อว่า ทุกอย่างจะดีขึ้นและผ่านพ้นไปเพราะอำนาจการดลบันดาลของเหล่าเทพเจ้าต่างๆ กลุ่มนี้ก็จะงอมืองอเท้าและยอมจำนนต่อสถานการณ์ เหมือนแบบแรก “ประเทศไทยเข้าสู่กลียุคในทุกวันนี้ คำถามของอาตมาก็คือ เทพมากมายแต่ทำไมไทยไม่เคยพ้นวิกฤติเห็นไหมตรรกง่าย ๆ แค่นี้” ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นแหล่งที่ชุมนุมของเทพเจ้าต่างๆ มากที่สุดในโลกก็มีแค่บางเมืองเท่านั้นที่เจริญ

๓) ลัทธิว่าด้วยความบังเอิญ ลัทธินี้จะเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลก เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย อย่างมีคนพูดว่า “ประเทศไทยเข้าสู่วิกฤติ มาดูแล้วดวงนายกฯ กับดวงกรุงเทพฯ มันทับกัน ลัคนาไม่ตรงกัน อธิบายได้แบบมั่ว ๆ อันนี้ก็น่าตกใจแล้วนะ แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือมีคนเชื่อด้วย”

“ทีนี้รู้ตัวหรือยัง ว่าเราเชื่อแบบไหน” ท่าน ว. วชิรเมธี กล่าวเพื่อให้เราแยกเอาเรื่องที่ไม่เป็นพุทธออกมา เพื่อจะได้เห็นทัศนะที่เป็นพุทธชัดเจนขึ้น 

๒. รู้แจ้ง ให้เห็นจริง

แม่ชีศันสนีย์ อธิบายเพิ่มเติมว่า “ความเชื่อเรื่องความบังเอิญ นั้นไม่ใช่พระพุทธศาสนาเลย  พระพุทธองค์ท่านสอนแต่ว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเหตุมีเหตุปัจจัย แต่ใครที่มีปัจจุบันขณะที่รู้ทันการกระทบอย่างไม่เผลอ ไม่เพลิน ก็จะรู้ว่าอิสรภาพในกฎแห่งกรรมมีอยู่  แต่ท่านบอกว่าต้องระวังอีกอย่างคือ "ความดีกับของดีมันก็คนละเรื่องนะ  รู้ว่าทำดีก็ดีแล้ว  ไม่ใช่ทำดีแล้วต้องได้ของดีด้วย ใครที่คิดอย่างนั้น...งมงายนะ” ท่านแม่ชีฯ บอก

ท่าน ว.วชิรเมธี เพิ่มเติมว่า "ถ้าเราจะสอน ต้องสอนเพื่อกระตุ้นจริยธรรมในหัวใจคน ให้หันมาทำความดีหลีกหนีความชั่ว แต่ทุกวันนี้ต้องบอกว่า "เป็นกรรม" ของกฎแห่งกรรม เพราะมันถูกใช้เพื่อต่อยอดสู่กรรมพาณิชย์ ทำกำไรจากคนที่ถูกข่มขู่ว่ามีกรรมหนักทั้งหลาย

"พวกที่มีกรรมหนักทั้งหลาย ชาติที่แล้วฆ่าเขามาชาตินี้ลำบากอายุไม่ถึง ๗๐ นะแก้กรรมซะ ค่าแก้กรรมก็สัก ๓,๐๐๐ มีไหม" ท่านเล่าให้ฟังแบบขำๆ "ทุกวันนี้ไม่ใช่กรรมของพระพุทธเจ้าแล้วมันเป็นกรรมพาณิชย์ เราจะต้องถอดถอนเรื่องนี้ออกไป"

ถึงกระนั้น "คนกลัวกรรม" ทั้งหลายก็ยังอยากรู้อยู่ดีว่า แล้วเราจะมีวิธีดับกรรม ได้จริงๆ ไหม ท่านคึกฤทธิ์ จึงบอกว่า  เคยมีคนถามพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ท่านก็ทรงตอบว่า “มี”  แต่ท่านบอกว่า ความดับของกรรม  ต้องดับที่ผัสสะ คือ รู้ตัวว่าคิด ก็ละความคิดนั้นก่อน มโนกรรม (ความคิด) นั้นก็ “ดับ” ไปก่อน ไม่เป็นวจีกรรม (คำพูด) หรือ กายกรรม (การกระทำ) เป็นต้น

ทั้งนี้ กรรมมี ๓ ระดับ คือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบันภพ (ในภพนี้) กรรมที่ให้ผลในภพหน้า และ กรรมให้ผลในภพต่อๆ ไป แต่เวลาแค่ไหน ไม่รู้ว่า ๑๐ ปี ๒๐ ปี หรือชาติหน้าหรือนานเท่าไหร่ ก็แล้วแต่เหตุปัจจัย  ท่านคึกฤทธิ์ อธิบายต่อ  "เรื่องนี้สอดคล้องกันกับมุมมองที่ว่าคนเราเกิดดับกันมาคนละไม่รู้กี่ครั้งกี่หนกันแล้ว

"เราไม่มีทางตามรู้ได้หมดหรอกว่า แต่ละภพแต่ละชาติ หรือ หนึ่งการเกิดไปจนถึงตายในแต่ละครั้ง เราทำ(กรรม)อะไร กับใครไว้บ้าง แล้วจะไปตามแก้กรรมทั้งหลายหมดได้อย่างไรกัน  เพราะแก้อันนี้ อันโน้นก็โผล่มาใหม่  แก้อันนั้นก็จะต้องโผล่ออกมาอยู่ดี แล้วเมื่อไรจะแก้กันได้หมดสิ้น" ดังนั้นจึงไม่ควรไปเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้

๓. ตัดกรรมได้ด้วยมรรคมีองค์ ๘

ขณะที่ ท่าน ว.วชิรเมธี บอกว่า  “กรรม ตามแนวพุทธ ไม่ใช่เฉพาะแค่กรรมเก่าและไม่ใช่กรรมใหม่ล้วนๆ แต่ให้ความสำคัญทั้งกรรมเก่า กรรมปัจจุบัน และกรรมที่จะเกิดในอนาคต และชีวิตของเรานั้นก็อยู่ในกาลทั้ง ๓ นี้ตลอดเวลานั่นแหละ"

แม่ชีศันสนีย์ ก็บอกอีกว่า “อดีตเป็นสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ แต่เราตั้งรับอดีตได้ที่ปัจจุบัน”

ท่านหมายความว่า เราต้องกลับมาอยู่กับการกระทำในปัจจุบันของเราให้ดี เพื่อเป็นผลให้อนาคตของเราดี ส่วนอดีตเป็นเรื่องผ่านมาแล้วกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ให้ผลในปัจจุบันและอนาคตได้  ดังนั้นหากปัจจุบันเราไม่ดี ก็ยากจะมีอนาคตที่ดี และตรงนี้ก็จะกลายเป็นอดีตที่ไม่ดี ให้ผลที่ไม่ดีต่อเนื่องกันไป

"ทำปัจจุบันกรรมให้ดี เพื่ออนาคตเราไม่ต้องแก้ตัวอีก ไม่ต้องโทษนั่น โทษนี่ ตรงนี้สำคัญ ไม่ว่าอดีตคุณจะทำกรรมอะไรมา แต่กรรมปัจจุบันนี่แหละจะพาให้คุณรอด" ท่านบอก ซึ่งน่าจะหมายถึง รอดจากการตกนรก

พระอาจารย์คึกฤทธิ์  บอกต่อไปว่า วิธีแก้กรรม ที่เด็ดขาด ถาวร แบบฉบับพระพุทธองค์ ก็คือให้เจริญ อริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อลงก็เหลือ ศีล สมาธิ ปัญญา และถ้าย่อลงไปอีกเหลือ ๒ พระองค์ก็ตรัสว่า สมถะ และวิปัสสนา ท่าน ว.วชิรเมธี  ย้ำว่า “ปฏิบัติตามหนทางแห่งอริยมรรค ซึ่งมีองค์ ๘ แล้วไม่ต้องถามเลยแค่เรื่องลดกรรม มันตัดกรรมได้หมดแน่นอน แม้แต่เจ้ากรรมนายเวรก็ไม่ต้องมาขอให้เหลือน้อยๆ ตัดไปได้หมดเลย”

แม่ชีศันสนีย์ เสริมว่า กฎแห่งกรรมก็คือกฎของความจริง ถ้าเราเข้าใจความจริง ก็จะเผชิญกับทุกสิ่งได้ด้วยปัญญา"

แล้วก็มาถึง อีกคำถามยอดฮิต "ผีมีจริงไหม"

ท่านคึกฤทธิ์ อธิบายว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าภพเรานั้นก็ไม่ได้อยู่อย่างเดี่ยวๆ ยังมีอีกหลายภพภูมิ เหมือนโลกของเรายังมีหมู หมา กา ไก่ ที่ก็ไม่เหมือนเรา แต่เราไม่เห็นกลัวเลย ไม่เห็นเอาธูปไปจุดหน้าไก่ สาธุ! อย่าหลอกลูกเลย...

แล้วเราก็ไม่แปลกใจเวลาเจอคลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ธรรมชาติ ซึ่งก็มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ ส่วนผีจะว่าไปก็ตายเหมือนกัน ฉะนั้น "มันก็ผี เราก็ผี จะไปกลัวอะไร" ท่านบอก...พร้อมกับเสียงถอนหายใจบ้าง เสียงฮือฮาบ้างจากรอบศาลา

นั่นหมายความว่า ถ้าเชื่อท่านต่อไปอีกกี่สิบผีก็ไม่ต้องกลัวแล้ว เพราะความกลัวเป็นแค่ความคิด ไม่คิดก็หายกลัวแล้ว

"ทีนี้ เรื่องเจ็บป่วยหาสาเหตุไม่ได้ เป็นเพราะกรรมเก่าหรือเปล่าคะ" ผู้ดำเนินรายการ ยิงคำถามต่อ

"ถ้าบอกว่าหาสาเหตุไม่ได้มันก็เหลือทางเดียวคือต้องกรรม ฉะนั้นกรรมก็เป็นจำเลย เรียกว่า โรคที่เกิดแต่กรรม จริงๆ แล้ว สาเหตุของโรคนั้น ถ้าจะหากันจริงๆ ไม่พบวันนี้ อาจจะพบวันพรุ่ง หรือพบอีก ๑๐๐  ปีข้างหน้าก็ได้ เหมือนเขาหานิวตรอน นิวเคลียส หลายร้อยปีถึงจะค้นพบ

แต่เป็นเพราะเรามีความเชื่ออยู่ชุดหนึ่งว่า โรคบางโรคเกิดแต่กรรมก็ได้ ฉะนั้นถ้าพูดอย่างเป็นธรรมนะ  ถ้าหาแล้วเธอรอได้ เธออาจจะค้นพบคำอธิบายก็เป็นได้  แต่ถ้าเราขี้เกียจรอ โรคเกิดแต่กรรมเป็นได้ไหม ถ้าตอบในระดับศีลธรรมก็เป็นไปได้เหมือนกัน" ท่าน ว.วชิรเมธี ให้คำตอบ

๔. ใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือ

พระอาจารย์คึกฤทธิ์ กล่าวถึงวิธีการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ที่ย่อเหลือสอง คือ สมถะกับวิปัสสนา เพื่อแก้กรรมว่า ให้เริ่มจากการนั่งรู้ลมหายใจเข้า-ออก สบายๆ อยู่บ้าน ไม่ต้องไปเซ่นไหว้ ไม่ต้องไปหามีดหมอที่ไหน ไม่ต้องไปเสียค่ายกครู ไม่ต้องไปทำอะไรใดๆ ทั้งสิ้น

"แค่กลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ ตระหนักรู้ ทุกครั้งที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด และทุกครั้งที่เคลื่อนไหว ทำแค่นี้เราก็จะเป็นคนใหม่อยู่ทุกขณะจิต แก้กรรมได้แล้ว เรียกว่าประโยชน์สูง ประหยัดสุด" ท่านสรุปสั้นๆ ซึ่งก็เหมาะกับยุคสมัยที่เศรษฐกิจฝืดเคือง

นอกจากนี้ ท่าน ว.วชิรเมธี ย้ำว่า ให้หมั่นฝึกทำอานาปานัสสติให้ดี ฝึกให้รู้ลมหายใจเข้า-ลมหายใจออกให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลุดไปก็กลับมารู้ใหม่  เผลอไปก็กลับมารู้ใหม่

"ฝึกตามดูรู้เท่าทันกาย คือลมหายใจ เวทนาคือความรู้สึก จิตคือความคิด และธรรมก็คือสภาวธรรมที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป...

ใครมาฝึกแล้วรู้ของพวกนี้ อาตมากล้าการันตีได้ว่า ไม่เกิน ๗ วันคุณจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ การที่คุณเปลี่ยนเป็นคนใหม่ กลายเป็นคนที่มีสติมากขึ้น เป็นอันว่าคุณตัดกรรมได้แล้ว ไม่ต้องใช้เงินใช้ทองอะไร ใช้ต้นทุนต่ำที่สุดเลย ใช้กายกับใจของเราเท่านั้นเป็นเครื่องมือ" ท่านประกาศอย่างมั่นใจ ด้วยรอยยิ้มเมตตา

•มรรคมีองค์ ๘ ประกอบด้วย
๑. สัมมาทิฏฐิ คือ ความเข้าใจถูกต้อง
๒. สัมมาสังกัปปะ คือ ความใฝ่ใจถูกต้อง
๓. สัมมาวาจา คือ การพูดจาถูกต้อง
๔. สัมมากัมมันตะ คือ การกระทำถูกต้อง
๕. สัมมาอาชีวะ คือ การดำรงชีพถูกต้อง
๖. สัมมาวายามะ คือ ความพากเพียรถูกต้อง
๗. สัมมาสติ คือ การระลึกประจำใจถูกต้อง
๘. สัมมาสมาธิ คือ การตั้งใจมั่นถูกต้อง

การปฏิบัติธรรมทุกขั้นตอน รวมลงในมรรคอันประกอบด้วยองค์แปดนี้ เมื่อรวมกันแล้วเหลือเพียง ๓ คือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา และย่อเหลือ ๒ คือ สมถะและวิปัสสนา สรุป คือ การปฏิบัติธรรมก็คือการเดินตามหนทางแห่งมรรค ๘

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

143



ไม่มีแม่ ไม่มีเรา ความรักของแม่ไม่ใช่แค่เรากลับไปรักแม่ แต่แม่สอนให้เรารักคนทั้งโลก นี่แสดงว่าแม่รักเรา เพื่อให้เรารักโลก

"ไม่มีแม่ ไม่มีเรา ความรักของแม่ไม่ใช่แค่เรากลับไปรักแม่ แต่แม่สอนให้เรารักคนทั้งโลก นี่แสดงว่าแม่รักเรา เพื่อให้เรารักโลก" แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต จากเสถียรธรรมสถาน กล่าวถึงความรักที่แม่มีต่อลูก เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ในฐานะนักบวชที่ทำงานเพื่อผู้หญิงมาหลายสิบปี ล่าสุดท่านได้จัดงานมหากุศลสร้างสถูปมนต์สีทองเพื่อใช้ประดิษฐานพระอารยาตารา มหาโพธิสัตว์เพศหญิงที่มีหัวใจ 3 ดวงที่ถูกฝังไว้ในดินที่ประเทศมองโกเลียเป็นพันๆ ปี
 

องค์พระอารยาตารา มหาโพธิสัตว์องค์นี้ ได้รับมาจากนางฮง แซ ซึ่งเป็นอดีตผู้อำนวยการหน่วยบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยแห่งสหประชาชาติ เมื่อครั้งที่แม่ชีเดินทางไปเป็นผู้นำการภาวนาในเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา โดยมหาโพธิสัตว์องค์นี้เป็นเทวรูปที่ถูกฝังไว้ในดินที่ประเทศมองโกลเลีย และวันหนึ่งได้มีผู้ไปขุดค้นพบและนำมามอบให้นางฮง แซ ก่อนที่จะนำมาประดิษฐานในประเทศไทย ทั้งนี้องค์พระอารยาตาราสร้างจากสำริดสีดำ มีขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว สูง 15 นิ้ว

"วันที่ได้รับมอบองค์พระอารยาตารา มหาโพธิสัตว์ แม้ฮง แซ จะพูดภาษาไทยไม่ได้ แต่เธอพูดประโยคหนึ่งว่า "ทารากลับบ้าน" เธอร้องไห้พร้อมรอยยิ้มแม่ไม่ได้คิดว่าเธอจะมอบองค์พระอารยาตาราให้ แต่แม่เอาคุณธรรมของพระอารยาตารากลับมาอยู่ในหัวใจ เหมือนใจเรากำลังปฏิบัติ น้อมรับสิ่งนี้"แม่ชีศันสนีย์ เล่า
 

องค์พระอารยาตาราคือ พระโพธิสัตว์ที่จะนำพามนุษยชาติไปสู่การหลุดพ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งเป็นหนึ่งในพระพุทธคุณของพระพุทธเจ้า การกราบไหว้ก็เพื่อที่จะให้มนุษย์ได้นำหัวใจแห่งความกรุณาของท่านเข้ามาอยู่ในใจ เพราะการมีกรุณาอย่างลึกซึ้งต่อกันจะช่วยแก้ปัญหาที่กำลังสับสนวุ่นวายได้
 

แม่ชีศันสนีย์ บอกถึงการสร้างสถูปมนต์สีทองว่า เป็นสถูปมนต์ประภัสสร สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธชยันตี 2600 ปีแห่งการตรัสรู้ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยสถูปมนต์นี้เกี่ยวข้องกับองค์พระอารยาตารา คือสถูปนี้จะใช้ผืนธงมนต์สีทอง ประทับภาพองค์พระอารยาตารา มหาโพธิสัตว์ 1,600 องค์เป็นสัญลักษณ์ของความยั่งยืนพุทธศาสนา

"เราทำงานด้วยหัวใจโพธิสัตว์ เฉกเช่นองค์พระอารยาตารา ซึ่งมีคุณสมบัติของความเป็นผู้หญิง ความเป็นแม่ และความเป็นโพธิสัตว์ที่จะนำพาชีวิตของเราให้รอดพ้นจากความทุกข์ เราสร้างสถูปภายในเก้าวัน แต่เราจะมีพิธีอัญเชิญผืนธงมนต์ขึ้นบนสถูปภายในเก้านาที (ในวันที่ 8 สิงหาคมนี้) สถูปนี้สร้างขึ้นเพื่อที่จะให้ส่งเสริมการศึกษาธรรม รู้ธรรมอันเป็นเครื่องออกจากทุกข์ เวลาเข้าไปอยู่ในสถูปจะรู้สึกถึงหัวใจของแม่และหัวใจโพธิสัตว์ เราอยากให้คนมีความกรุณาอย่างลึกซึ้งเพราะสังคมมีความหวาดระแวง ไม่ปรองดอง เราต้องเปลี่ยนสังคมให้ทำงานด้วยหัวใจของแม่ หัวใจโพธิสัตว์ให้อภัยอย่างลึกซึ้ง งานนี้เพื่อช่วยสังคมที่กำลังหวาดระแวง "
 

ส่วนกิจกรรมในวันนั้นทั้งวันจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายทิเบต ทั้งกลิ่นกำยาน ขนมทิเบต และขบวนแห่แบบทิเบต แม่ชี บอกว่า วันนั้นเราจะเชิญองค์พระอารยาตาราจากห้องพระบรมสารีริกธาตุเข้ามาสู่ธรรมศาลา จะมีผู้หญิงท้องมากกว่าร้อยคู่ที่อยู่ในโครงการจิตประภัสสรตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์มาร่วมงาน
 

"ผู้หญิงที่คลอดลูกในโครงการจิตประภัสสรสามร้อยคนจากการอธิษฐานจิต คลอดลูกออกมาไม่มีพิการเลย" แม่ชี เล่าถึงการทำงานเพื่อผู้หญิง
 

นอกจากนี้ในวันงาน ยังมีคอนเสิร์ตเพื่อแม่ ผู้หญิงที่สร้างลูก เพื่อโลก โดยผู้ชายจะมากล่อมแม่ และทุกบทเพลงคือความกตัญญู มีศิลปินหลายคนร่วมงาน อาทิ ธนชัย อุชชิน ,ภูสมิง หน่อสวรรค์ และไท ธนาวุฒิ ฯลฯ รวมถึงมานพ มีจำรัส จะมาแสดงการเต้นหัวใจ และตีกลอง ทิเบต
 

สำหรับงานอัญเชิญผืนธงมนต์ขึ้นบนสถูปจัดวันที่ 8 สิงหาคมนี้ จัดตลอดทั้งวัน โดยมีพิธีการเวลา 16.59 น. ณ เสถียรธรรมสถาน สอบถามที่เบอร์ โทร.02-5092237 และ 086-3030299

 : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


144




ขนมไทยมีมากมายและตามเทศกาล พิธีต่างๆ โดยส่วนใหญ่ขนมมักมีส่วนผสมหลัก ได้แก่ น้ำตาล แป้ง และกะทิ ความหวานจากน้ำตาลจะเป็นตัวเสริมรสชาติได้ดี และยังสามารถใช้ถนอมอาหารได้เป็นอย่างดี  ส่วนแป้ง     ที่เป็นส่วนผสมหลักในการปรุงก็กินขาดชาติไหนๆ เพราะเรามีแป้งต่างๆมากมาย ทั้งแป้งข้าวจ้าว , แป้งข้าวเหนียว , แป้งมันสำประหลัง , แป้งท้าวยายม่อม , แป้งถั่วเขียว ที่ช่วยทำให้เนื้อขนมแต่ละชนิดมีลักษณะและรสชาติที่ไม่เหมือนกัน  นอกจากนี้ คนโบราณนิยมรับประทานขนมหลังอาหาร เนื่องจากน้ำตาลในขนม  ซึ่งเป็นแป้งที่มีโมเลกุลเชิงเดี่ยวจะสามารถช่วยย่อยอาหารที่รับประทานเข้าไปได้เป็นอย่างดี เป็นภูมิปัญญาของคนโบราณที่ควรสืบทอดต่อไป

แต่หากเราเพิ่มความใส่ใจกับการเลือกรับประทานขนมไทยเข้าไปสักนิดนอกจากเน้นเรื่องความอร่อย โดยเลือกรับประทานตามธาตุของตนเอง ซึ่งธาตุของแต่ละคนจะแตกต่างกันและบ่งบอกออกมาตามลักษณะเด่นทางด้านร่างกาย ตลอดจนนิสัยใจคอของคนเราที่แตกต่างกัน ซึ่งการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงนั้นจำเป็นที่จะต้องดูแลจากภายในสู่ภายนอก ดังนั้นการเลือกรับประทานให้ถูกกับธาตุและช่วยส่งเสริมธาตุในร่างกาย จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ ยิ่งเดี๋ยวนี้ มีขนมไทยอร่อยๆ สีสันน่ารับประทานให้เลือกตั้งมากมาย จนสาวๆหลายคนอาจต้องขอเบรกโปรแกรมลดน้ำหนักไว้ชั่วคราว ... แต่จะเลือกรับประทานอย่างไรให้ทั้งอิ่มอร่อยและสุขภาพดี

เรามีคำตอบของการเลือกอร่อยกับขนมไทยตามธาตุ มาฝากกันตามลักษณะธาตุ สามารถแบ่งออกเป็น 4 ธาตุ โดยแบ่งตามเดือนเกิด ซึ่งเป็นหลักกว้างๆ  เช่น

ธาตุดิน  ประกอบด้วยเดือน  มกราคม, พฤษภาคม และกันยายน

ธาตุลม  ประกอบด้วยเดือน  กุมภาพันธ์, มิถุนายน และตุลาคม

ธาตุน้ำ  ประกอบด้วยเดือน  มีนาคม, กรกฎาคม, พฤศจิกายน และธันวาคม

ธาตุไฟ  ประกอบด้วยเดือน  เมษายน  และ สิงหาคม

 

กินขนมไทย...ตามธาตุดิน

ธาตุดิน มักจะมีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับระบบน้ำย่อย  เนื่องจากธาตุดินเป็นธาตุที่หนักแน่น ระบบ       เผาผลาญและน้ำย่อยไม่ค่อยดี ควรเลือกรับประทานอาหารและขนมที่มีเส้นใยและไฟเบอร์สูง

ขนมไทยที่เหมาะกับคนธาตุดิน ได้แก่  สาคูไส้หมู , ข้าวเกรียบปากหม้อ , ขนมจีบไทยตัวนกที่รับประทานคู่กับผักสดๆ เป็นการเพิ่มเส้นใยอาหารให้กับร่างกาย หรือเลือกรับประทานขนมไทยที่มีส่วนผสมของผลไม้และธัญพืชเป็นหลักก็ดีต่อสุขภาพของคนธาตุดินด้วยเช่นกัน อาทิ ถั่วเขียวหรือถั่วแดง   ต้มน้ำตาล ฯลฯ

กินขนมไทย...ตามธาตุลม

ธาตุลม ระบบภายในร่างกายมีความเป็นกรดมาก ซึ่งทำให้ร่างกายมีช่องว่างของอากาศ ควรเลี่ยงรับประทานขนมที่มีส่วนผสมของกะทิ อย่าง บัวลอย , ปลากริมไข่เต่า และขนมหวานประเภทแกงบวชต่างๆ ที่มักใช้กะทิในปริมาณมาก

กินขนมไทย...ตามธาตุน้ำ

ธาตุน้ำ ร่างกายจะมีความชื้นและเย็น ควรเลือกรับประทานขนมจำพวกให้ความร้อนแก่ร่างกาย    ขนมไทยที่เหมาะกับคนธาตุน้ำ  ได้แก่ มันเทศต้มน้ำขิง , ไข่ต้มน้ำขิง ฯลฯ หรือขนมไทยที่ให้รสชาติเผ็ด ร้อน  เพราะความเผ็ดร้อนในขนมจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย , ช่วยขับเหงื่อ ขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้อาการจุก เสียด แน่น เฟ้อ ได้ด้วย

กินขนมไทย...ตามธาตุไฟ

ธาตุไฟ ร่างกายจะมีระบบเผาผลาญในร่างกายดีมาก สำหรับคนที่มีธาตุไฟจึงสามารถเลือกอร่อยกับขนมไทยได้หลากหลาย จึงเป็นที่น่าอิจฉาของคนธาตุอื่นๆเป็นที่สุด

แต่ถ้าจะเลือกรับประทานขนมไทยเพื่อช่วยลดความร้อนภายในร่างกาย ขนมไทยที่เหมาะกับคนธาตุไฟ ได้แก่  ขนมไทยแสนอร่อยที่รับประทานคู่กับน้ำแข็ง ขนมลอดช่อง , กระท้อนลอยแก้ว ฯลฯ

ที่เล่ามาเป็นเพียงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ให้คุณได้เลือกอร่อยกับขนมไทยไปพร้อมๆกับการมีสุขภาพที่ดี แต่ถ้าอยากรู้ลึก รู้จริง และได้สัมผัสถึงรสชาติของขนมไทยกันอย่างเต็มอิ่ม ต้องแวะมาที่งาน Amazing Thailand Grand Sale Fair 2010 กับกิจกรรมพิเศษ “อะเมซิ่งขนมและผลไม้ไทย” ในวันที่ 29 กรกฎาคม  – 1 สิงหาคม  นี้  ภายในงานรวบรวมขนมไทยเลื่องชื่อและผลไม้สดจากไร่มาไว้     ให้เลือกซื้อเป็นของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้าน , สนุกสนานกับกิจกรรมเวิร์คช้อปขนมไทยที่ให้คุณได้ลงมือทำขนมไทยหรือแกะสลักผลไม้ด้วยตัวเองในวันเสาร์และวันอาทิตย์ , สาธิตการทำขนมไทยสไตล์ฟิวชั่นกับ เชฟอิ๊ก – บรรณ บริบูรณ์ อิ่มอร่อยไม่อั้นกับโซนบุฟเฟ่ต์ขนมและผลไม้ไทย ในราคาประหยัดเพียง 59 บาท, ชมนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับตำนานความอร่อยของขนมไทย ขนมไทยโบราณซึ่งอาจจะเคยได้ยินชื่อแต่ไม่เคยเห็นและลิ้มรสมาก่อน ทั้ง สามเกลอ , โพรงแสม , ขนมกง , หันตรา , ขนมจีบไทยตัวนก  เกสรลำเจียก , มัสกอด ฯลฯ  ก็มีในงานนี้เช่นกัน

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน Amazing Thailand Grand Sale Fair 2010 ได้ในระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2553 เวลา 10.00 – 20.00 น. ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สอบถามเพิ่มเติม  โทร 0 2203 4232  หรือติดตามรายละเอียดภายในงานได้ที่ www.amazinggrandsale.com


ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

145





เข้าพรรษาแล้ว... นอกจากชวนเลิกเหล้า ละเว้นเครื่องดื่มมึนเมาแล้ว ควรตั้งตนอยู่ในศีลในธรรมให้ "มากกว่าปกติ" ไม่ใช่เป็นคนดีแค่ 3

นอกจากเทศกาลตั้งหน้าตั้งตาเป็นคนดี ยังต้องดำรงตนให้แข็งแรง เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวเจ็บไข้ไม่สบายจะวุ่นวาย และใช่ว่าคนไทยอยู่เมืองฝน สายลมสะบัดหนาวสะบัดร้อนพาลเจ็บป่วย ชาวตะวันตกเองก็อยู่กับอากาศหนาวมาตลอด มีอากาศอบอุ่นอยู่ไม่กี่เดือน เดี๋ยวก็หนาวและหนาวยิ่งกว่าบ้านเรา นักเขียนเรื่องอาหารกับสุขภาพ  Lynn Grieger เขียนเรื่อง "7 healing foods to fight colds and flu" หรือ "อาหาร 7 อย่าง แก้หวัดและไข้" มีอะไรบ้าง ซึ่งหาไม่ยากเลยในบ้านเราที่เต็มไปด้วย Tropical food อยู่แล้ว อาทิ
 

ซุปไก่ ชาวตะวันตกเชื่อว่าเป็น "เพนิซิลลิน ธรรมชาติ" ซุปไก่ร้อน ๆ (ซุปใส) ช่วยเพิ่มพลัง ความอบอุ่นจากน้ำซุปร้อน ๆ ช่วยให้ท้องสบาย อิ่มด้วย เพิ่มหอมใหญ่หรือผักที่ชอบ อาหารอุ่น ๆ จะช่วยไล่ความเย็นชื้นจากกระเพาะอาหารและร่างกาย
 

อาหารเผ็ดร้อน มีหลายอย่างโดยเฉพาะที่ใส่กระเทียม ฮอร์สแรดิช พริก หรือส่วนผสมซอสสมุนไพร นึกถึงอาหารอินเดียที่เต็มไปด้วยเครื่องเทศ หรือแค่ทำดิปปิ้งที่ใส่สมุนไพรเครื่องเทศเยอะ ๆ จิ้มกับผักสด
 

กระเทียม สาร alliin เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ ต้านเชื้อไวรัส แบคทีเรีย ที่มุ่งมาทำร้ายเซลล์ในร่างกาย ใส่กระเทียมในอาหารที่นึกได้ (ที่ไม่ทำให้เสียรสชาติ) ซึ่งในอาหารเอเชียใช้กระเทียมมากอยู่แล้ว
 

อาหารอ่อน ๆ และเครื่องดื่มร้อน ๆ ไม่ใช่กาแฟหรือแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มหวาน ๆ น้ำตาลสูง ควรเป็นน้ำผลไม้ น้ำผัก คั้นสด ๆ หรือชาคาโมมายล์ ชาเปปเปอร์มิ้นท์ ชาเขียว กระทั่งน้ำร้อน ๆ อุ่น ๆ กับมะนาว 1 ซีก อยู่เฉย ๆ ยังไม่ป่วยก็กินอาหารอ่อน ๆ ได้ เช่น ก่อนนอน หรือกินเป็นอาหารว่าง ไม่ให้กระเพาะทำงานหนักเกินไป
 

ผลไม้พวกส้ม หรือมะนาว เกรพฟรุต สับปะรดที่มีรสเปรี้ยว มีวิตามินซีสูง น้ำส้มสดจบท้ายมื้อเช้าหรือส้มชนิดไหนก็ได้ 1-2 ลูก เหมาะมากในหน้าฝน โดยเฉพาะคนสูบบุหรี่ที่เมื่อร่างกายกระทบความเย็นจะเป็นหวัดง่าย
 

อาหารที่มีวิตามินซีสูง ไม่เพียงเป็นอาหารตระกูลส้ม มะนาว แต่ผักใบเขียวก็มีวิตามินซี มันฝรั่ง สับปะรด สตรอว์เบอร์รี่ พริกระฆัง แคนตาลูป ฝรั่ง ผักใบเขียวกลิ่นฉุน ๆ แรง ๆ นี่ก็เป็นยาชนิดหนึ่ง เช่น ใบสะระแหน่ใบโหระพา ใบแมงลัก และผักหลาย ๆ ชนิด คิดไม่ออกว่ากินยังไงก็ต้มเป็นซุปผักอิตาเลี่ยนหรือจับฉ่ายแบบจีนก็ได้ กินเป็นอาหารว่างหรือตอนหิว ๆ ที่ไม่อยากกินจนอิ่มเกินไป
 

ขิง เป็นสมุนไพรที่รักษาสารพัดโรค กินไว้ก่อนก็ใช้ป้องกัน ตั้งแต่หวัด ไข้หัวลม ท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะเป็นไข้ กินน้ำขิงร้อน ๆ หรือซอยขิงใส่ในอาหารร้อน ๆ หรือชงชาแล้วเติมขิงแก่ ๆ ฝานเป็นแว่นใส่ลงไป แช่น้ำร้อนสัก 5-10 นาที แล้วดื่ม
 

อย่าลืมรักษาอนามัยส่วนบุคคล เช่น ล้างมือบ่อย ๆ หรือถ้ารู้ตัวว่าโดนฝนมา เป็นหวัดง่าย ฝรั่งมักให้กินอาหารเสริมหรือวิตามินเม็ดป้องกันตัวเองไว้ก่อนโลกตะวันตกมีสมุนไพร echinacea อยู่บ้านเราไม่มีต้นไม้แบบฝรั่ง แต่มี "ฟ้าทะลายโจร" สมุนไพรชั้นหนึ่งเลยนะ และพืชผักบ้านเราล้วนเป็นสมุนไพรในครัวเรือน ซื้อไว้ติดตู้เย็น คิดอะไรไม่ออกก็ใช้กินยามยาก ปรุงรสให้อร่อยขึ้นได้ด้วย เช่น พริกขี้หนู มะนาว กระเทียม ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด เหมือนเป็นตู้ยาสามัญประจำบ้านที่ไปอยู่ในตู้เย็น อาหารเหล่านี้กินป้องกันโรคไข้พื้นฐานได้เกือบ 100%
 

โดยเฉพาะคนที่เสี่ยงกับโรคหวัดหรือมักเป็นไข้บ่อย ๆ ขี้ปวดหัว เครียดง่าย ขี้กังวล และคนที่กินอาหารไร้คุณภาพอยู่แล้ว เช่น ดื่มกาแฟมากไป สูบบุหรี่จัด ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กินอาหารไขมันสูง น้ำตาลเยอะ กินอาหารไม่เป็นเวลา ไม่มีสีเขียวในจาน กินคาร์โบไฮเดรตไร้คุณภาพ กินโปรตีนน้อยหรือไม่ก็กินเนื้อที่มีไขมันติด (นุ่มอร่อย) ถ้ามีพฤติกรรมการบริโภคอย่างนี้ คุณย่อมเป็นหวัดง่าย เดี๋ยวก็ปวดหัวตัวร้อน
 

อย่าลืมนะ ไข้หวัด 2009 ร้ายแรงเอาการ ปีหน้าอาจมีหวัด 2011 แรงกว่าเก่า ดังนั้นกินไว้ก่อนป้องกันได้...


ที่มา กรุงเทพธุรกิจอนไลน์

146


ปัจจุบันคนไทยเรามีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับความจริงที่ว่า ประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุส่วนใหญ่ มักจะพบอุบัติการณ์เช่นนี้ จากตัวเลขของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส) ประมาณการว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยทางจิตกว่า 12 ล้านคน ซึ่งจากรายงานสำมโนประชากรเมื่อเดือนธันวาคม 2552 ประเทศไทยมีจำนวนประชากร 63 ล้านคน นั่นก็หมายความว่า คนไทย 1 ใน 5 ป่วยทางจิต และมีจำนวนกว่าแสนรายที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

พูดถึงตัวเลขผู้ป่วยทางจิตแล้ว มีเรื่องที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือ จากสถิติของคณะกรรมการอาหารและยาพบว่า ในปี 2544 คนกรุงเทพฯ และภาคกลางใช้ยาคลายเคลียดรวมกันทั้งสิ้น 167 ล้านเม็ด ถัดมาเพียงแค่ 2 ปี คือในปี 2546 ปริมาณการใช้ยาคลายเครียดเพิ่มขึ้นเป็น 705 ล้านเม็ด จากแนวโน้มดังกล่าวเชื่อแน่ว่า อัตราการใช้ยาคลาดเครียดในคนกรุงเทพฯ และภาคกลาง ณ ปัจจุบันจะต้องเพิ่มขึ้นมากกว่านี้อีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว

นอกจากความทุกข์ใจที่ได้รับจากการป่วยทางจิตแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพร่างกายอีก อันเนื่องมาจากความเชื่อมโยงของการทำงานระหว่างกายและจิต โดยจิตที่ป่วยจะส่งคลื่นกระแสจิตที่เป็นลบไปยังสมอง สมองเมื่อถูกกระตุ้นด้วยคลื่นจิตที่เป็นลบ ก็จะส่งคลื่นกระแสประสาทที่เป็นลบออกมาด้วย ส่งผลให้เซลล์สมองหลั่งสารเคมีสมองที่ไม่ดีออกมา มีผลกระทบต่อความสมดุลย์ของร่างกาย ระบบฮอร์โมนแปรปรวน ระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคลดลง ส่งผลให้เจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆ ได้

ดังนั้น ถ้าเรามีวิธีหรือเครื่องมือที่จะช่วยในการผ่อนคลายความเครียด ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ก็เท่ากับว่าเรามีหมออยู่ใกล้ๆ ตัวแล้ว วันนี้จะขอแนะนำเคล็ดลับการผ่อนคลายทางจิตอย่างง่ายๆ 10 ประการ ที่คุณก็สามารถทำได้ ได้แก่

1.การใช้ชีวิตให้ช้าลง ความเร่งรีบของชีวิตเป็นสาเหตุใหญ่ของความเครียดในปัจจุบัน ถ้าสามารถวางแผนตารางชีวิตได้เหมาะสม ความเร่งรีบก็จะลดลง ความเครียดก็จะลดลงตามไปด้วย

2.ออกกำลังกายแบบแอโรบิคเป็นประจำ เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หากทำเป็นประจำจะช่วยเพิ่มปริมาณเลือดไปเลี้ยงสมอง สมองจะหลั่งฮอร์โมนความสุข ส่งผลให้จิตใจโปร่ง เบา สบาย และมีความสุข

3.การเข้านอนหัวค่ำตื่นแต่เช้า ช่วงแรกจะต้องใช้จิตตนเองกล่อมให้หลับ และปลุกให้ตื่น ตรงตามเวลาก่อน หลังจากนั้นฮอร์โมนภายในร่างกายจะช่วยให้การหลับตื่นเป็นไปเองตามอัตโนมัติ ส่งผลให้จิตใจและสมอง สดชื่น แจ่มใสอยู่เสมอ

4.ฝึกหายใจลึกและช้า โดยหายใจเข้า ท้องจะพองออก หายใจออก ท้องจะยุบลง หากอัตราการหายใจไม่เกิน 10 ครั้งต่อนาที จะช่วยให้จิตผ่อนคลายลงได้มากทีเดียว

5.การฝึกชี่กง ไท้เก๊ก โยคะ โดยจิตจับจ้องจดจ่อไปที่ท่าทางการเคลื่อนไหว สอดคล้องกับช่วงจังหวะการหายใจ จะทำให้จิตนิ่ง สงบและผ่อนคลาย

6.การฝึก ยิ้ม หัวเราะ มีอารมณ์ขันจะช่วยให้เรามีอารมณ์ดีในทันที แถมจะได้รอยยิ้ม หัวเราะ และอารมณ์ขันจากคนรอบข้างกลับมาอีกด้วย ช่วยให้ผ่อนคลายความเครียดได้

7.การฝึกทำสมาธิ ซึ่งมีหลายอารมณ์ หลายวิธีการ จะช่วยทำให้จิตสงบ คลื่นสมองจะช้าลง และมีระเบียบมากขึ้น จิตผ่อนคลาย ร่างกายเป็นสุข

8.การใช้ศิลปะบำบัด เช่น การร้องเพลง เล่นดนตรี การเต้นรำ การวาดรูป ทำงานศิลปะ จิตจะจดจ่อกับกิจกรรมที่ผ่อนคลาย ลืมความทุกข์ความวิตกกังวลได้ดีทีเดียว

9.การรับพลังธรรมชาติ การได้เปลี่ยนบรรยากาศจากที่จำเจไปสู่ธรรมชาติ เช่น ภูเขา ต้นไม้ ทะเล สายลม แสงแดด จะช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย เป็นสุข และยังเป็นการรับพลังจากธรรมชาติเข้าสู่ตัวเราอีกด้วย

10.การสวดมนต์ อธิษฐานจิต จิตน้อมไปในคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคารพ รวมทั้งคุณงามความดีที่เราได้กระทำมาในอดีต จะเป็นพลังจิตอย่างมหาศาลให้กับเรา ช่วยให้จิตเราสงบ เย็นและเป็นสุข

เห็นหรือยังครับว่า 10 เคล็ดลับที่จะช่วยในการผ่อนคลายความเครียดที่กล่าวมานั้น ไม่ยากเลย ขอให้เราตั้งใจทำและทำบ่อยๆ ให้ติดเป็นนิสัย จะทำให้จิตสบาย กายแข็งแรง พึ่งพาตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร แถมไม่ต้องลงทุนด้วยครับ สุดท้ายก็ขอให้ทุกท่านเริ่มต้นดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวีที่เป็นสุขในวันหน้านะครับ


ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

147
กว่าประเทศไทยจะมีความสวยงามอย่างในวันนี้ ต้องเผชิญปัญหามากมายตั้งแต่สมัยอดีต แหล่งท่องเที่ยวบางแห่งเคยเป็นสมรภูมิของทหารกล้า ที่ช่วยปกป้องแผ่นดินจากผู้รุกราน แต่คนรุ่นหลังอาจไม่เคยรู้ถึงวีรกรรมของผู้กล้าเหล่านั้น เพราะไม่ได้มีโอกาสได้ศึกษาและค้นคว้าหาข้อมูล


 
วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์พาผู้อ่านไปรู้จัก อนุสรณ์สถานแห่งชาติ สถานที่เชิดชูเกียรติ์วีรชนผู้เสียสละเพื่อชาติและบอกเล่าเรื่องราวความกล้าสมัยสงครามในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ เพราะเชื่อว่ามีคนจำนวนมากที่ต้องเดินทางผ่านสถานที่แห่งนี้ทุกวัน แต่คงมีน้อยคนที่เคยแวะเวียนเข้ามาชมความงามของพิพิธภัณฑ์ด้านใน

ก้าวแรกที่เข้ามาทุกคนจะเห็นลานกว้างด้านหน้าอาคารประกอบพิธี เรียกว่า ลานประกอบพิธี ประดับด้วยธงกองบัญชาการกองทัพไทย และธงของกองทหารต่างๆ

ถัดเข้ามาใน อาคารประกอบพิธี จะรวมไว้ซึ่งสิ่งน่าสนใจทั้ง ดวงโคมนิรันดร์ประภา ประติมากรรมรัตนชาติที่ทำด้วยแก้วผลึกที่มีในประเทศไทย ใกล้กันยังมีภาชนะที่บรรจุดินสมรภูมิ 10 แห่งบอกเล่าเรื่องราวความกล้าของเหล่าวีรบุรุษ

การเดินชมความงามมาเรื่อยๆ ทุกคนคงต้องสะดุดตากับ พระบรมรูปมหาราช 9 พระองค์ หล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์รมดำ อีกทั้งยังมีภาพเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ภาพมงคลแปด บทโคลงพระราชนิพนธ์ และภาพการก่อตั้งราชธานี

ออกจากอาคารประกอบพิธีเข้ามาด้านในก็จะพบ อาคารประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร ที่ภายในรวบรวมเรื่องราวและวีรกรรมในสงครามแต่ละสมัย แบ่งส่วนการแสดงเป็น 4 ชั้น ด้านหน้าประดิษฐานพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 แกะสลักด้วยหินอ่อนจากประเทศอิตาลี

ชั้นที่ 1 เป็นโซนจัดแสดงหุ่นจำลองเหตุการณ์สงครามที่กองทัพไทยได้ปฎิบัติการรบ 5 เหตุการณ์ ทั้ง สงครามโลกครั้งที่ 1 กรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส สงครามมหาเอเชียบรูพา สงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม

เดินขึ้นมายังชั้นที่ 2 เป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติจอมทัพไทย จัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติพระราชกรณียกิจด้านการทหาร ด้านยุทธศาสตร์การพัฒนา และพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่ทหาร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

และที่เป็นไฮไลท์ต้องยกให้ ฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารทั้งสามเหล่าทัพ เครื่องแบบฝึก และสิ่งของส่วนพระองค์หลายอย่างที่จัดมาแสดงโชว์

ถัดขึ้นมาที่ชั้น 3 จะพบกับห้องจัดแสดงหุ่นจำลองเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทย 14 เหตุการณ์ เช่น วีรกรรมสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วีรกรรมสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ฯลฯ เมื่อกดปุ่มด้านหน้าของแต่ละตู้ ก็จะมีเสียงบรรยาย บอกเล่าความเป็นมาของเหตุการณ์นั้น

ชั้นที่ 4 จัดแสดงวิวัฒนาการเครื่องแบบ เครื่องหมายยศ ของทหารในแต่ละสมัยตั้งแต่สมัยก่อนสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน

ในส่วนสุดท้าย อาคารปริทัศน์ น่าจะเป็นจุดที่ทำให้นักท่องเที่ยวทุกคนต้องทึ่ง เพราะภายในอาคารทรงแปดเหลี่ยมนี้ จะมีจิตกรรมฝาผนังแสนสวยงามรอบอาคารที่ถูกสรรค์สร้างโดยฝีมือจิตกรมือฉมัง แสดงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาทิ การก่อตั้งบ้านเมือง การเสียกรุงศรีอยุธยา สงครามเก้าทัพ การก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นต้น

ใครที่สนใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และอยากเป็นหนึ่งคนที่ร่วมเชิดชูเกียรติเหล่าวีรชนผู้เสียสละเพื่อบ้านเมือง ลองเดินเข้ามาชมและร่วมรำลึกถึงวีรกรรมเหล่านั้นได้ เพราะความรู้ที่จะได้รับกลับไปจากอนุสรณ์สถานแห่งนี้ มีมากกว่าที่จะค้นหาเจอในหนังสือหรือแม้แต่ในโลกออนไลน์เสียอีก…

อนุสรณ์สถานเปิดให้เข้าชม ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-15.00 น.ไม่เสียค่าบริการเข้าชม สอบถามรายละเอียดโทร 0 2532 1021.


ที่มา http://www.dailynews.co.th

148
หากไม่อยากป่วยด้วยโรคทางสมอง ลองปฏิบัติตามเคล็ดลับเติมพลังสมองด้วยวิธีง่าย ๆ แค่อย่าละเลยการรับประทานอาหารมื้อเช้า เพราะมีผลต่อความจำที่ดี ทั้งยังป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ


สำหรับอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสมองด้านความจำคืออาหารที่มีโอเมก้า 3 วิตามินบี1 บี6 และบี12 รวมทั้งวิตามินซีเพื่อความกระปรี้กระเปร่า น้ำมันพริมโรสเติมความชุ่มชื่นให้เซลล์ และดื่มน้ำมาก ๆ แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด

อีกทั้งขณะหลับร่างกายจะหลั่งสารเมลาโทนิน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสมอง ดังนั้นในแต่ละวันควรหลับพักผ่อนไม่ต่ำกว่า 6-7 ชั่วโมง ที่สำคัญต้องไม่นอนดึก

ในเรื่องความคิดควรคิดในเชิงบวก นับตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า หากมีจิตใจที่แจ่มใส ตลอดทั้งวันอารมณ์ความรู้สึกก็จะเบิกบาน ทั้งยังต้องหมั่นหัวเราะเพื่อผ่อนคลายกังวล

ถึงแม้จะเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับบางคน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า การนั่งสมาธิเพียงวันละ 10 นาที ให้สมองเข้าสมาธิแบบลึก จัดเป็นการผ่อนคลายสมองที่ดี เสริมสร้างจินตนาการ ไม่ทำให้หลงลืมอะไรง่าย ๆ

ส่วนเรื่องใกล้ตัวอยู่แค่ปลายจมูก อย่าง การหายใจก็ช่วยเพิ่มพลังให้สมองได้ แค่สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และผ่อนออกช้า ๆ เพียง 15 นาทีต่อวัน จะทำให้สมองได้ถ่ายเทออกซิเจนได้เต็มที่สมองต้องการ 20-25%

สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น ฝึกเขียนหนังสือด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด เพื่อการบริหารสมองทั้งซีกซ้ายและขวา หรือฝึกคิดคำนวณ แก่ปริศนาบ่อย ๆ นอกจากนี้ยังต้องออกกำลังกายเป็นประจำ และควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานด้วย.



ที่มาhttp://www.dailynews.co.th

หน้า: 1 ... 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 [15]

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham