Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - sasita

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 [12] 13 14 15
111





เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ

ท่านเจ้าประคุณสมเด็จ พระพุฒาจารย์ (โต) กล่าวว่า เคล็ดลับสู่ความสำเร็จสุดยอดในทางธรรม คือ จะต้องมีสัจจะอันแน่วแน่และมีขันติธรรมอันมั่นคง จึงจะฝ่าฟันอุปสรรค บรรลุความสำเร็จได้

อาตมามีกฎอยู่ว่า เช้าตีห้าไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง อากาศจะหนาว ต้องตื่นทันที ไม่มีการผัดเวลา แล้วเข้าสรงน้ำ ชำระกายให้สะอาด แล้วจึงได้สวดมนต์และปฏิบัติสมถกรรมฐานหนึ่งชั่วโมง พอหกโมงตรงก็ออกบิณฑบาต เพื่อปฏิบัติตามปฏิปทาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ฝึกจิตให้ ได้ผลต้องตรงต่อเวลา กลับจากบิณฑบาตแล้ว ก็เอาอาหารตั้งไว้ ตักน้ำใส่ตุ่ม เสร็จแล้วฉันอาหารเช้า โดยปกติอาตมาฉันมื้อเดียวเว้นไว้มีกิจนิมนต์ จึงฉันสองมื้อ สี่โมงเช้าถึงเที่ยง ถ้ามีรายการไปเทศน์ ก็ไปเทศน์ตามที่นัดไว้ วันไหนไม่ติดเทศน์ก็จะปิดประตูกุฏิทันที ไม่ให้ใครๆเข้าไป ในช่วงเวลานั้นเป็นเวลาศึกษาตำรา เวลาบ่ายโมงจึงออกรับแขก บ่ายสามโมงไม่ว่าใครจะมาอาตมาจะให้ออกจากกุฏิไปหมด เพราะถึงเวลาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ฉะนั้น จุดสำคัญจงจำไว้ เราจะปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น ต้องมีสัจจะเพื่อตน โดยไม่เห็นแก่หน้าใคร ถึงเวลาทำสมาธิต้องทำ ไม่มีการผัดผ่อนใดๆ ทั้งสิ้น

หลักการ ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

1. จะต้องมีสัจจะต่อตนเอง
2. จะต้องไม่คล้อยตามอารมณ์ของมนุษย์
3. พยายามตัดงานในด้านสังคมออก และไม่นัดหมายใครในเวลาปฏิบัติกรรมฐาน

ดังนั้นเมื่อจะเป็นนักปฏิบัติ ธรรมจำเป็นจะต้องมีกฎเกณฑ์ของเราเพื่อฝึกจิตให้เข้มแข็ง

ทางแห่ง ความหลุดพ้น

เจ้าประคุณสมเด็จฯ มักจะกล่าวกับสานุศิษย์ทั้งหลายอยู่เสมอว่าชีวิตมนุษย์อยู่ได้ไม่ถึงหนึ่ง ร้อยปีก็ต้องตายและถูกหามเข้าป่าช้า ดังนั้นจึงควรประพฤติปฏิบัติอยู่ใน ศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏท่านเปรียบเทียบว่า มนุษย์อาบน้ำ ชำระกายวันละสองครั้งเพื่อกำจัดเหงื่อไคลสิ่งโสโครกที่เกาะร่างกาย แต่ไม่เคยคิดจะชำระจิตให้สะอาดแม้เพียงนาที ด้วยเหตุนี้ ทำให้จิตใจของมนุษย์ ยุคปัจจุบันเศร้าหมองเคร่งเครียดและดุดัน ก่อให้เกิดปัญหาความพิการในสังคมความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน จนกระทั่งเกิดความขัดแย้ง และกลายเป็นสงครามมนุษย์ฆ่ามนุษย์ด้วยกัน

แต่ง ใจ
ขอให้ท่านได้พิจารณาไตร่ตรองให้จงดีเถิดว่า ร่างกายของเรานี้ไฉนจึงต้องชำระทุกวันทั้งเช้าและเย็นจะขาดเสียไม่ได้ทั้ง ที่หมั่นทำความสะอาดอยู่เป็นนิจ แต่ยังมีกลิ่นไม่น่าอภิรมย์ออกมา แม้จะพยายามหาของหอมมาทาทับ ก็ปกปิดกลิ่นนั้นไม่ได้ ...ใจของเราล่ะ ซึ่งเป็นใหญ่กว่าร่างกายเป็นผู้สั่งบัญชางาน ให้กายแท้ๆ มีใครเอาใจใส่ชำระสิ่งสกปรกออกบ้าง ตั้งแต่เล็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มันสั่งสมสิ่งไม่ดีไว้มากเพียงใด หรือว่ามองไม่เห็นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง ทำความสะอาดหรือ

กรรม ลิขิต

เราทั้งหลายเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติแล้ว ล้วนแต่มีกรรมผูกพันกันมาทั้งสิ้น ผูกพันในความเป็นมิตรบ้างเป็นศัตรูบ้าง แต่ละชีวิตก็ย่อมที่จะเดินไปตามกรรมวิบากของตนที่ได้กระทำไว้ ทุกชีวิตล้วนมีกรรมเป็นเครื่องลิขิต

อดีตกรรม ถ้ากรรมดี เสวยอยู่
ปัจจุบัน กรรม สร้างกรรมชั่ว ย่อมลบล้าง
อดีตกรรม กรรมแห่งอกุศล วิบากตน
ปัจจุบัน สร้างกรรมดี ย่อมผดุง

เรื่องกฎแห่งกรรม ถ้าเป็นชาวพุทธแล้ว เขาถือว่าเป็นกฎแห่งปัจจังตัง ผู้ที่ต้องการรู้ ต้องทำเอง รู้เอง ถึงเอง แล้วจึงจะเข้าใจ

นักบุญ

การทำบุญก็ดี การทำสิ่งใดก็ดี ถ้าเป็นการทำตนให้ละทิฏฐิมานะทำเพื่อให้จิตเบิกบาน ย่อมเสวยบุญนั้นในปรภพ มนุษย์ทุกวันนี้ทำแบบมีกิเลส ดังนั้น บางคนนึกว่าเข้าสร้างโบสถ์เป็นหลังๆ แล้วเขาจะไปสวรรค์หรือเปล่า เขาตายไปอาจจะต้องตกนรก เพราะอะไรเล่า เพราะถ้าเขาสร้างด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ เป็นการทำเพื่อเอาบุญบังหน้าในการเสวยความสุขส่วนตัวก็มี บางคนอาจเรียกได้ว่าหน้าเนื้อใจเสือ คือข้างหน้าเป็นนักบุญ ข้างหลังเป็นนักปล้น

ละความตระหนี่มีสุข

ดังนั้นบุญ ที่เขาทำนี้ถือว่า ไม่เป็นสุข หากมาจากการก่อกรรม บุญนั้นจึงมีกระแสคลื่นน้อยกว่าบาปที่เขาทำเอาไว้หากมีใครเข้าใจคำว่า บุญ นี้ดีแล้ว การทำบุญนี้จุดแรกในการทำก็เพื่อไม่ให้เรานี้เป็นคนตระหนี่ รู้จักเสียสละเพื่อความสุขของผู้อื่น ธรรมดาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เมื่อมีทุกข์ก็ควรจะทุกข์ด้วย เมื่อมีความสุขก็ควรสุขด้วยกัน

อย่า เอาเปรียบเทวดา

ในการทำบุญ สิ่งที่จะได้ก็คือ ระหว่างเราผู้เป็นมนุษย์เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำนี้จะเป็นมงคล ทำให้จิตใจเบิกบานดีนี่คือการเสวยผลแห่งบุญในปัจจุบัน ทีนี้การทำบุญเพื่อจะเอาผลตอบแทนนั้น มนุษย์นี้ออกจะเอาเปรียบเทวดา ทำบุญครั้งใด ก็ปรารถนาเอาวิมานหนึ่งหลังสองหลัง การทำบุญแบบนี้เรียกว่า ทำเพราะหวังผลตอบแทนด้วยความโลภ บุญนั้นก็ย่อมจะไม่มีผล ท่านอย่าลืมว่า ในโลกวิญญาณเขามีกระแสทิพย์รับทราบในการทำของมนุษย์แต่ละคนเขามีห้องเก็บบุญ และบาปแห่งหนึ่งอันเป็นที่เก็บบุญและบาปของใครต่อใครและของเรื่องราวนั้นๆ กรรมของใครก็จะติดตามความเคลื่อนไหวของตนๆนั้น ไปตลอดระหว่างที่เขายังไม่สิ้นอายุขัย

บุญบริสุทธิ์

การ ที่สอนให้ทำบุญโดยไม่ปรารถนานั้นก็เพื่อให้กระแสบุญนั้นบริสุทธิ์เป็นขั้น ที่นึ่ง จะได้ตามให้ผลทันในปัจจุบันชาติ แต่ถ้าตามไม่ทันในปัจจุบันชาติ ก็ติดตามไปให้เสวยผลในปรภพ คือ เมื่อสิ้นอายุขัยจากโลกมนุษย์ไปแล้ว ฉะนั้น เขาจึงสอนไม่ให้ทำบุญเอาหน้า ทำบุญอย่าหวังผลตอบแทน สิ่งดีที่ท่านทำไปย่อมได้รับสนองดีแน่นอน

สั่งสมบารมี

โดย เฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับนักปฏิบัติธรรมแล้ว การทำบุญทำทานย่อมเป็นการส่งเสริมการปฏิบัติจิตให้บรรลุธรรมได้เร็วขึ้นเป็น บารมีอย่างหนึ่ง ในบารมีสิบทัศที่ต้องสั่งสม เพื่อให้สำเร็จมรรคผลนิพพาน

เมตตา บารมี

การทำบุญให้ทานเพียงแต่เรียกว่า ทานบารมี หากบำเพ็ญสมาธิจิตจนได้ญาณบารมี และโดยเฉพาะการบำเพ็ญทุกอย่างนั้น ถ้าท่านให้โดยไม่มีเจตนาแห่งการให้ ให้สักแต่ว่าให้เขาท่านก็ย่อมได้กุศลเรียกว่าไม่มากและทัศนคติของอาตมาว่า การบำเพ็ญเมตตาบารมีในภาวนาบารมีนั้นได้กุศลกรรมกว่าการให้ทาน

แผ่ เมตตาจิต

ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะสัมฤทธิ์ผลนั้น เกิดจากกรรม 3 อย่าง คือ มโนกรรม เป็นใหญ่ แล้วค่อยแสดงออกมาทางวจีกรรม หรือกายกรรมที่เป็นรูป การบำเพ็ญสมาธิจิตเป็นกุศลดีกว่า เพราะว่า การแผ่เมตตา 1 ครั้ง ได้กุศลมากกว่าสร้างโบสถ์ 1 หลัง ขณะจิตที่แผ่เมตตานั้น จะเกิดอารมณ์แจ่มใส สรรพสัตว์ไม่มีโทษภัย ตัวท่านก็ไม่มีโทษภัย ฉะนั้น เขาจึงว่านามธรรมมีความสำคัญกว่า
อานิสงส์ การแผ่เมตตา

ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ต้องรู้จักคำว่า แผ่เมตตา คือต้องเข้าใจว่า ความวิเวกวังเวงแห่งการคิดนึกของเราแต่ละบุคคลนั้น มีกระแสแห่งธาตุไฟผสมอยู่ในจิตและวิญญาณกระจายออกไปเมื่อจิตของเรามี เจตนาบริสุทธิ์ เมื่อจิตของเราเป็นมิตรกับทุกคน เมื่อนั้นเขาก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา เสมือนหนึ่งเราให้เขากินอาหาร คนที่กินอาหารนั้นย่อมคิดถึงคุณของเรา หรืออีกนัยหนึ่งว่าเราผูกมิตรกับเขาๆก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา แม้แต่คนอันธพาล เราแผ่เมตตาจิตให้ทุกๆวัน สักวันหนึ่งเขาก็ต้องเป็นมิตรกับเราจนได้ เมื่อจิตเรามีเจตนาดีต่อดวงวิญญาณทุกๆดวง ดวงวิญญาณทุกๆดวงย่อมรู้กระแสแห่งจิตของเรา เรียกว่ามนุษย์เรานี้มีกระแสธาตุไฟออกจากสังขาร เพราะเป็นพลังแห่งการนั่งสมาธิจิต วิญญาณจะสงบ ธาตุทั้ง 4 นั้น จะเสมอแล้วจะเปล่งเป็นพลังงานออกไป ฉะนั้น ผู้ที่นั่งสมาธิปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จิตแน่วแน่แล้ว โรคที่เป็นอยู่มันจะหายไป ถ้าสังขารนั้นไม่ใช่จะพังเต็มทีแล้ว คือไม่ถึงวาระสิ้นอายุขัย หรือว่าสังขารนั้นร่วงโรยเกินไปแล้ว ก็จะรักษาให้มันกระชุ่มกระชวยได้หรือจะให้มันสบายหายเป็นปกติดั่งเดิมได้

ประโยชน์ จากการฝึกจิต

ผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนมีสมาธิแน่วแน่ เมื่อจิตนิ่งก็รู้ตน เริ่มพิจารณาตน รู้ตนเองได้ ปัญญาก็เกิดขึ้น ปัญญานี้เรียกว่า ปัญญาภายในจากจิตวิญญาณ ซึ่งเราจะใช้ปัญญานี้ได้แน่นอน เมื่อเกิดมีปัญหาขึ้นในชีวิตตลอดระยะเวลาอันยาวนานข้างหน้า นี่คือประโยชน์ของการฝึกจิตแล้ว คุณของสมาธิยังเป็นพลังป้องกันไม่ให้เกิดโรคภัย เจ็บป่วยได้ กล่าวคือ การบำเพ็ญจิต จนจิตสงบนิ่งแล้ว ระบบต่างๆทางประสาทจะได้รับการพักผ่อน เป็นการปรับธาตุในกายให้เกิดพลังจิตเข้มแข็ง กายเนื้อก็จะแข็งแรงกระชุ่มกระชวยด้วย โลหิตในร่างกายจะหมุนเวียนสะดวกขึ้น ความตึงเครียดตามร่างกายและประสาทต่างๆ จะผ่อนคลายเป็นปกติ โรคต่างๆจะลดน้อยลงโดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง หายป่วยได้ด้วยการฝึกจิตและเดินจงกรม

คัดลอกจากหนังสือ เรียน ธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน เล่มของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ โตพรหมรังสี

112
มีเรื่องดีๆ ที่ท่าน ว. วชิรเมธี นำมาฝากอีกครั้ง




เรื่องนี้ท่านเก็บเกี่ยวมาจากยอดศิลปินเอกของโลก "ลีโอนาร์โด ดาวินชี" เจ้าของ ผลงาน "โมนาลิซา" ศิลปะชิ้นงามอันลือลั่นเป็นเอก ที่ได้รับการดูแลรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์

เบื้องหลังความเป็นเอกของชิ้นงานนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและการดำเนินชีวิตของศิลปินเอกดาวินชีคนนี้

ดาวินชีเป็นชาวอิตาลี ที่เกิด เติบโต และทำงานอยู่ที่อิตาลี เขาอยู่อย่างลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอดชีวิต ยิ่งในช่วงตอนปลายของชีวิตยิ่งลำบากหนัก ถึงขนาดต้องทำงาน ทุกชนิด ไปเป็นสถาปนิกบ้าง วิศวกรบ้าง หรือบางทีก็ไปอยู่แนวหน้ากับทหารในสงครามบ้าง กระทั่งกษัตริย์ ฟรังซัวส์ที่ 1 ของฝรั่งเศส ขึ้นครองราชย์และได้เห็นความสามารถพิเศษของเขา จึงเชื้อเชิญให้มาอยู่ที่ฝรั่งเศส ในฐานะจิตรกรเอกแห่งราชสำนัก สถาปนิกหลวง และพระสหายของกษัตริย์

ผลงานชิ้นเอกของเขาจึงถูกสร้างสรรค์มาในช่วงเวลานี้ ดังนั้น เมื่อเขาสิ้นชีวิตลง ผลงานของเขาจึงตกเป็นสมบัติของฝรั่งเศสไปโดยปริยาย แม้รัฐบาลอิตาลีพยายามที่จะขอภาพคืนหลายครั้ง แต่ก็ไม่บรรลุผลเลยสักครั้ง

กระทั่งสุดท้าย คำตอบที่ฝรั่งเศสตอกกลับไป

"ช่วยไม่ได้ ผู้นำของคุณไม่มีวิสัยทัศน์เอง" ทำเอาอิตาลีเลิกทวงโดยบัดดล

ท่าน ว. วชิรเมธี กล่าวไว้อีกด้วยว่า การที่ดาวินชีประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงนั้น ไม่ใช่เพียงเพราะผลงานระดับอัจฉริยะของเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะเขารู้จักเลือกที่จะอยู่ในที่ "ที่มีคนเห็นคุณค่า" ของเขา

การได้อยู่ในที่มีคนเห็นคุณค่า นับว่าเป็นเคล็ดลับแห่งความสำเร็จที่สำคัญมาก พระพุทธองค์ถึงกับตรัสเรื่องนี้ไว้ในมงคลสูตร (พระสูตรที่ว่าด้วยเคล็ดลับแห่ง ความสุขแลความสำเร็จ 38 ประการ) ว่า "การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี เป็นมงคลอันสูงสุด"

เรื่องนี้สะท้อนมาได้ถึงโลกของการทำงาน

มีคนทำงานมากมายที่เป็นคนเก่ง มีอัจฉริยภาพขั้นเทพ แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ ทำงานหนักแทบล้มประดาตาย แต่เงินเดือนน้อยนิดเดียว ตำแหน่งไม่ขยับ เจ้านายไม่รัก คนแวดล้อมริษยา เรียกว่า ยิ่งทำงาน คุณภาพชีวิตยิ่งตกต่ำลง

นั่นอาจเป็นไปได้ว่า เพราะเขาเหล่านั้นไม่ได้ทำงาน อยู่ในที่มีคนเห็นคุณค่าเหมือนกับดาวินชี

แต่การที่เราแต่ละคนจะได้อยู่ในที่มีคนเห็นคุณค่า ได้นั้น มีเหตุปัจจัย 2 ประการ

1.เราเป็นฝ่ายถูกเลือกโดยคนที่เห็นคุณค่า ประการนี้ เราสามารถเลือกและปฏิบัติได้เลย ถ้าเราค้นพบว่า การอยู่ในที่เดิมรังแต่จะไม่มีอนาคต เหมือนดาวินชีอยู่ในอิตาลีแล้ว มีแต่ความลุ่มๆ ดอนๆ

2.จะมีคนที่เห็นคุณค่าของเราเมื่อไร ถ้ามีก็ดีไป ถ้าไม่มี ก็ต้องก้มหน้ารับชะตากรรมของชีวิตไป

ดังนั้น คนทำงานทุกคน คงต้องย้อนกลับมา ถามตัวเองว่า เราเป็นมนุษย์ทำงานที่มีความสามารถเพียงใด และความสามารถของเรานั้นได้รับการยกย่องส่งเสริมให้เต็มภาคภูมิอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่

ถ้าเราเก่ง เราเป็นเลิศ แต่เรายังคงแป้กอยู่กับที่ ไม่มีอนาคต หากรู้สึกว่ากำลังเป็นเช่นนั้น ก็ควรจะรีบมองหา "ที่มีคนเห็นคุณค่า" ให้ตัวเองได้แล้ว

แต่ถ้ามองหาแล้วไม่เจอ

เราก็ต้องสร้าง "ที่มีคุณค่าเช่นนั้น" ขึ้นมาด้วยตัวเอง


ที่มา...ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4136 

113




ปุจฉา

                  เวลาดูรายการโทรทัศน์ที่ผู้หญิงบางคนรับสารภาพว่าเคยทำแท้ง เห็นคนที่เป็นทุกข์มีแต่ฝ่ายหญิงเท่านั้น ทั้งๆ ที่เวลาก่อกรรมก็ทำร่วมกันทั้งฝ่ายหญิงฝ่ายชาย ในความเป็นจริง เวลากรรมส่งผล ผู้ชายได้รับผลกรรมเหมือนที่ผู้หญิงได้รับหรือไม่    หรือว่าผู้ชายไม่ต้องรับกรรมอะไรเลย

วิสัชนา


                  การทำแท้งเป็นกระบวนการสุดท้ายของโศกนาฏกรรมแห่งชีวิตคู่ ความจริงก่อนหน้านั้นจะต้องมีกิจกรรม “ทับ-ท้อง” แล้วจึงค่อย “แท้ง” เหตุที่คุณมักจะพบว่า เวลามีทุกข์เห็นแต่ภาพผู้หญิงเท่านั้นที่ก้มหน้ารับกรรมอยู่ฝ่ายเดียว ก็เพราะการทำแท้งกิจกรรมหลักขึ้นอยู่กับผู้หญิงเป็นสำคัญ เนื่องจากเด็กหรือลูกนั้นอยู่ในท้องของเธอ เธอเป็นผู้อุ้มท้อง เป็นผู้เอาลูกออกจากท้อง เป็นผู้เจ็บปวดทางกาย และทางใจโดยตรงจากกิจกรรมนี้ ส่วนผู้ชายนั้น ถ้ารักกันอย่างดีก็แค่พาไปส่งถึงหน้าคลีนิค คอยดูต้นทาง หลังจากนั้นก็อาจกลับมาคบกันต่อ หรือต่างคนต่างไป หรือที่ร้ายหน่อยก็คือขู่ บังคับ ให้คนรัก หรือบางทีคู่นอนไปทำแท้ง หลังจากนั้นก็สลัดผู้หญิงทิ้ง ไปทำอะไรต่อมิอะไรได้อีกโดยไม่สนใจว่าหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น

                  ความทุกข์ที่เกิดกับผู้หญิงนั้น เป็นความทุกข์ที่เข้มข้น เพราะเหตุต้นผลกรรมส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับเธอ ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงที่มีมโนธรรมในใจสูง เธอจะยิ่งทุกข์หนักหนาสาหัสเป็นทวีตรีคูณ เพราะการทำแท้ง กล่าวอย่างถึงที่สุดก็คือการฆ่าคนดีๆ นี่เอง

                  ความจริงการที่แม่ฆ่าลูกด้วยการทำแท้ง ก็คือ การที่แม่กำลังฆ่าตัวเองให้ตายไปจากความดีงามนั่นเอง แล้วรอยบาปนี้จะถูกบันทึกไว้ในกล่องดำแห่งความทรงจำไปตราบจนชีวิตจะหาไม่  นี่แหละ จึงทำให้คนเป็นแม่เจ็บปวดหนักหนาสาหัสยิ่งนัก

                  พระวิปัสสนาจารย์คนหนึ่งเล่าว่า เคยมีผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยทำแท้งไปปฏิบัติธรรม ปรากฏว่า ตลอดเวลาหลายวันเธอไม่อาจข่มจิตให้นิ่งได้เลย วันหนึ่งเมื่อถึงเวลารายงานผลการปฏิบัติธรรม เธอจึงเล่าให้พระวิปัสสนาจารย์ฟังว่า จิตของเธอไม่เคยนิ่งเลย เพราะพอหลับตาลงเท่านั้นลูกของเธอก็จะมาหาเพื่อขอส่วนบุญทันที  พระวิปัสสนาจารย์ฟังแล้วก็ยิ้มอย่างเข้าใจ ท่านจึงปลดปล่อยเธอจากโซ่ตรวนแห่งความทุกข์ด้วยการสอนว่า

“ความจริงลูกไม่เคยมาหาคุณเลย ลูกนั้น เมื่อคุณทำแท้งเขา เขาก็ได้แตกดับไปแล้วตั้งแต่ตอนนั้น ส่วนที่เหลืออยู่ก็คือความทรงจำในใจของคุณเท่านั้น  ที่คุณบอกว่าลูกมาหานั้น ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของคุณหรอก หากแต่เป็นเพียง “ความทรงจำ” อันเจ็บปวดของคุณที่ยังคงมีตัวตนอยู่ในจิตส่วนลึกเท่านั้น ถ้าคุณฝึกปฏิบัติจนสามารถยกจิตให้อยู่กับ “ปัจจุบันขณะ” ได้ ลูกของคุณก็จะหายไป...”

                  หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา เธอจึงตั้งใจฝึกวิปัสสนาอย่างเข้มข้น พอผลแห่งการเจริญสติสุกงอม เธอก็สามารถเห็น “ความคิด” และ “อดีต” ที่คอยผุดพรายมาทำร้ายเธอผ่านเครื่องมือที่ชื่อ “ความทรงจำ” และความ “รู้สึกผิด” ได้อย่างชัดเจน จนในที่สุด เมื่อเธอสามารถยกจิตให้ลอยพ้นอดีตได้ ความทุกข์จากอดีตก็หายไป เธอกลายเป็นคนไม่มีอนาคต ไม่มีอดีต หากเหลืออยู่แต่เธอที่เป็น “คนของปัจจุบัน” เท่านั้น

                  พลันที่สามารถยกจิตให้อยู่กับปัจจุบันได้ ความทุกข์จากการทำแท้ง ก็ไม่มีตัวตนอีกต่อไป ลูกที่เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ ของเธอก็หายไป เธอจึงลอยอยู่เหนือกรรมที่ก่อได้สำเร็จนับแต่ต่นั้นเป็นต้นมา

                  ส่วนสามีที่เคยสมรู้ร่วมคิด สมรู้ร่วมทำนั้น คุณไม่ต้องเป็นห่วงดอกว่ากฎแห่งกรรมจะไม่ส่งผล กฎแห่งกรรมจะตามผลิดอกออกผลแน่นอนไม่เร็วก็ช้า หลักการในเรื่องนี้มีอยู่ว่า เมื่อสมรู้ร่วมคิด สมรู้ร่วมทำ ก็ต้องเป็นผู้สมรู้ร่วม (รับ) กรรมอย่างไม่มีทางปฏิเสธ จริงอยู่ วันที่ผู้หญิงทุกข์ ผู้ชายอาจจะยังไม่ทุกข์ แต่ขอให้รู้ไว้เถิดว่า เขาหนีกรรมไม่พ้นแน่ อุปมาดั่งผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งที่ไม่รู้ว่าตัวเองป่วย เขาก็จึงมีชีวิตรื่นเริงอยู่ได้ การที่เขารื่นเริงไม่ได้หมายความว่าโรคมะเร็งทำอะไรเขาไม่ได้ มะเร็งกำลังเล่นงานเขาอยู่ทีเดียว ปัญหามีแต่เพียงว่า เขายังไม่รู้สึกตัวเท่านั้นเอง วันไหนที่เขารู้สึกตัวขึ้นมา วันนั้นเขาจะรู้เองว่า ความทุกข์นั้นหนักหนาสาหัสเพียงไหน การให้ผลของกฎแห่งกรรมก็เป็นเช่นนั้น

       

:::ว.วชิรเมธี:::

114




พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี เปิดตัวหนังสือใหม่ “รู้ก่อนตาย ไม่เสียดายชาติเกิด” หนังสือที่ตอบทุกคำถามที่สงสัยเกี่ยวกับอดีตชาติ และชีวิตหลังความตาย พร้อมแนะวิธีการแก้กรรมแบบพุทธแท้ และการก้าวไปอยู่เหนือ “กรรม” ด้วยวิถีแห่งพุทธ

กระแสสังคมปัจจุบัน ต่างตั้งคำถามมากมายถึงชีวิตหลังความตาย และอดีตชาติที่ส่งผลถึงกรรมเก่าที่แต่ละคนต่างต้องเผชิญต่างกรรมต่างวาระกันไป แต่ในวิถีแห่งพุทธะ หรือ วิถีแห่งผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานที่นำทางด้วยปัญญาแล้วนั้น “กรรม” คืออะไร “วัฏสงสาร” คืออะไร เราจะสามารถแก้กรรมได้อย่างไร ชีวิตหลังความตายเราจะไปไหน และก่อนที่เรามาเกิดเราเป็นใคร ได้รับการเฉลยให้คลายข้อสงสัยแบบรวมเล่มในหนังสือ “รู้ก่อนตาย ไม่เสียดายชาติเกิด” ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยได้พิธีกรสาวคนเก่ง หนูแหม่ม – สุริวิภา กุลตังวัฒนา มาร่วมไขข้อสงสัย


 
พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี เปิดตัวหนังสือใหม่ “รู้ก่อนตาย ไม่เสียดายชาติเกิด”

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการเขียนหนังสือเล่มนี้ว่า ถึงแม้หนังสือเล่มนี้จะได้รับการตีพิมพ์หลายครั้งด้วยกัน โดยมีชื่อเรื่องที่แตกต่างกันไป แต่ในครั้งนี้ได้ทำการปรับปรุงเนื้อหาใหม่เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน และข้อคำถามที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้กรรมที่เป็นกระแสสังคมในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งการพูดคุยกับ “ผี” โดยผ่านรายการโทรทัศน์ ซึ่งแต่ละข้อคำถามที่เกิดขึ้นนั้น ได้รับการเฉลยโดยพระพุทธเจ้าพระบรมศาสดาอย่างไม่มีข้อสงสัย ซึ่งเมื่อแต่ละท่านได้อ่านแล้ว จะสามารถดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องได้อีกด้วย

“มนุษย์เรารู้สารพัดรู้ เช่น รู้ว่าบิ๊กแบงค์คืออะไร แสงเดินทางเป็นเส้นตรงหรือเส้นโค้ง สุริยุปราคาจะเกิดขึ้นวันที่นั้น วันที่นี้ เวลากี่นาที กี่วินาที แต่ถ้าถามว่ามนุษย์ก่อนมาเกิดเป็นคน เราเป็นอะไรมาก่อน มึนนะ แล้วเมื่อเราตายเราจะไปไหนต่อ ก็มึนอีก หลังจากเป็นเถ้าเป็นถ่านแล้วจะเป็นยังไง เรื่องของตัวเองแท้ ๆ ไม่รู้ แต่รู้เรื่องของคนอื่นหมดว่าจักรวาลเป็นยังไง เอกภพคืออะไร แสงเป็นยังไง แต่ถ้าถามเรื่องของตัวเองกลับไม่รู้ ซึ่งจริง ๆ แล้วทุกคนอยากรู้เรื่องของตนเอง อย่างอาตมาถามลูกศิษย์ว่า วันนึงเธออ่านหนังสือพิมพ์มั้ย เขาตอบว่าอ่าน อาตมาถามต่อว่าอ่านคอลัมน์อะไร เขาตอบว่า ดวงรายวัน เพราะว่าคอลัมน์ดวงสะท้อนถึงสิ่งที่ตัวเองเป็น ดังนั้น ในหนังสือเล่มนี้ จะตอบทุกคำถามที่เกี่ยวกับตัวเราเอง คือ 1. ก่อนมาเกิดเราอยู่ที่ไหน ไม่มีใครตอบได้ หนังสือเล่มนี้จะบอกว่า ก่อนมาเกิดเราอยู่ที่ไหน และ 2. ถ้าตายแล้วจะไปไหน คนไทยจะบอกว่า เวลาไปงานศพจะขอให้ไปสู่ที่ชอบ ๆ เถิด เพราะฉะนั้นแปลว่ามันต้องมีที่เราไม่ชอบ แล้วเรารู้ไหมว่า “ที่ชอบ” คือที่ไหน หรือ “ทุคติ” หรือที่ ๆ เราไม่ชอบคือที่ไหน

พุทธศาสนามีคำอยู่คำหนึ่งว่า “นิกกังโข” แปลว่า หมดความสงสัย มนุษย์จำนวนมากพอตายไป จะตายไปพร้อมกับความสงสัยทั้งนั้น แต่พุทธเราจะสอนอยู่อย่างหนึ่งว่าก่อนจะตาย ตายไปโดยไม่ต้องมีความสงสัยในชีวิตได้มั้ย หนังสือเล่มนี้จะตอบให้ว่า ทำอย่างไรก่อนที่เราจะตาย เราจะไม่ต้องตายไปโดยที่แบกความสงสัยข้ามภพข้ามชาติไป ถ้าเราตายไปโดยที่คำตอบต่าง ๆ ในชีวิตไม่ได้ถูกคลี่คลาย เราเกิดมาปุ๊บเราหน้ายุ่งเลยนะ สังเกตมั้ยมันยุ่งเพราะอะไร เพราะว่างงตั้งแต่ชาตินี้ ชาติหน้าก็ยังงงอยู่”

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ยังได้กล่าวถึงกระแสธรรมะในกระแสโลกอีกว่า ปัจจุบันกระแสของโลกเป็นกระแสธรรมะ ที่ผ่านมาได้ไปเรียนวิปัสสนากับท่านติช นัท ฮันน์  ที่ประเทศฝรั่งเศส พบว่ามีชาวต่างประเทศที่สนใจเรียนวิปัสสนาประมาณ 700 กว่าคนจากทั่วโลก ที่สำคัญคือเขาเหล่านั้นไม่ใช่ชาวพุทธทั้งหมด สิ่งนี้เป็นตัวชี้วัดว่า โลกกำลังโหยหาธรรมะ และโหยหาในลักษณะเชิงลึกด้วย

“ลูกศิษย์อาตมาคนหนึ่ง ที่อาตมาเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เขาทำวิจัยเรื่องสันติภาพในญี่ปุ่น เขาค้นคำว่า “วิปัสสนา” พบว่ามีประมาณ 9 แสนเว็บไซต์ที่เขียนเรื่องวิปัสสนา และประมาณ 99% ของเว็บไซต์เหล่านั้นเขียนโดยฝรั่ง นี่คือดัชนีที่ชี้วัดว่าโลกทั้งโลกกำลังตื่นธรรมะ แล้วก็โหยหาธรรมะเป็นอย่างยิ่ง”

“สังคมไทยเปรียบเหมือนเป็นสวนหย่อมบนแผนที่โลก ถ้ากระแสโลกโหยหาธรรมะ แล้วทำไมคนไทยจะไม่โหยหา ในขณะที่ข้อดีของสังคมไทย คือ ธรรมะอยู่ที่นี่ เรารักษาขุมกลางทางปัญญามาให้กับชาวโลกมาตั้งนาน ปัญหาของเรามีเพียงแต่ว่า เมื่อไรเราจะหันมาแล้วหยิบธรรมะที่เป็นตัวจริงตัวแท้ออกมาศึกษากันเสียที เราคนไทยจะต้องตระหนักรู้แล้วว่า ของดีที่เรามีอยู่แล้วเรารักษาเอาไว้ และควรจะภูมิใจกับเรื่องนี้ให้มาก”

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ปิดท้ายพร้อมฝากข้อธรรมให้กับคนไทยว่า “ทุกวันนี้ที่คนพากันมาสนใจธรรมะ สิ่งนี้สะท้อนว่า สังคมกำลังวิกฤติ พอสังคมวิกฤติมาก ๆ สังคมกำลังแสวงหาอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วย นั่นไม่ใช่ทางของพุทธศาสนา พุทธศาสนาไม่สอนให้เรามองออกไปข้างนอก แล้วเขาก็รอกว่าใครจะช่วยเรา แต่พุทธจะบอกว่า มองเข้ามาข้างในสิ ถ้ามองเข้ามาข้างไน คำตอบจะอยู่ตรงนั้น อยู่ตรงไหน ใจของเราถ้ามันตื่นรู้ มันจะมีปัญญาที่สากล และปัญญาที่สากลมันจะคอยบอกเราว่าอันนี้ทำได้ อันนี้ทำไม่ได้ ในชีวิตนี้คุณโยมไม่ต้องรู้อะไรมากนะ อาตมาขอให้รู้สองอย่างพอ รู้ว่าอันนี้ทำได้ และอันนี้ทำไม่ได้ ที่เหลือชีวิตคุณโยมถูกทางหมดเลย ตั้งแต่ต้นจนจบ คนส่วนใหญ่มันรู้สารพัดรู้ แต่มันไม่รู้ว่า อันนี้ทำไม่ได้ แล้วฝืนทำ อันนี้ทำได้ ดันไม่ทำ ที่มันยุ่ง ๆ กันทุกวันนี้เพราะอะไร ที่ควรรู้ ไม่รู้ ที่ไม่ควรรู้ ไปรู้ ที่ไม่ควรทำไปทำ แต่ที่ควรทำ กลับพากันละเลยเพิกเฉย พุทธศาสนาสอนแค่นี้ คือสอนว่าอันนี้ควรทำ และอันนี้ไม่ควรทำ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มีสองเรื่องเท่านั้น ข้อ 1 ข้อ 2 บอกอะไร บอกว่า นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหาไม่ควรทำ ข้อ 3 ข้อ 4 นี่คือวิธีแก้ปัญหา เป็นสิ่งที่ควรทำ พุทธศาสนาสอนเราแค่นี้ ถ้าเราจับหลักพุทธศาสนาได้ เราก็รู้ว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำ รู้สองเรื่องพอแล้วสำหรับชีวิตนี้ แล้วคุณโยมก็จะมีความสุข มีความเจริญ”

อ่านหนังสือ “รู้ก่อนตาย ไม่เสียดายชาติเกิด” แล้ว คุณจะพบคำตอบของชีวิต และแนวทางการดำเนินชีวิต ก่อนที่จะสายเกินไป

จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ ออนไลน์

115
....เติมพลังชีวิตจากเมล็ดข้าว มากประโยชน์ต่อร่างกาย




เรียนรู้วิธีการง่ายๆ ในการทำ "ข้าวงอก" ทานด้วยตัวเอง เผยประโยชน์ต่อร่ายกายครบครัน ช่วยชะลอความแก่ นอนหลับสบาย ควบคุมน้ำตาลและคลอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ช่วยขับสารแห่งความสุข แถมยังป้องกันมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย

กระแสการรับประทาน "ข้าวงอก" ได้หวนกลับมาอีกครั้ง จึงมีโอกาสได้ทดลองทำข้าวงอกทานเองอีกหน เพื่อนำประสบการณ์และวิธีการทำข้าวงอก ซึ่งเรียนรู้มาจากมูลนิธิขวัญข้าวและโรงเรียนชาวนาแห่งสุพรรณบุรี มาถ่ายทอดให้แก่ผู้อ่านต่อไป

นายเดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิขวัญข้าว ให้ความรู้เกี่ยวกับข้าวงอกว่า การรับประทานข้าวงอกเกิดขึ้นที่ประเทศจีนเมื่อนานมาแล้ว แต่ได้รับความนิยมมากที่ประเทศญี่ปุ่น เพราะชาวแดนอาทิตย์อุทัยเชื่อว่า "ข้าวงอกให้พลังแห่งชีวิต"

วิธีการทำ "ข้าวงอก" สามารถทำได้ด้วยตนเองอย่างไม่ลำบาก และไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อแพงๆ มารับประทาน เริ่มจากการเลือก "ข้าวกล้อง" เป็นอันดับแรก โดยต้องเน้นเลือกข้าวกล้องที่สดใหม่และเมล็ดสมบูรณ์มาเพาะ เนื่องจากจะสามารถงอกได้ดี โดยเมล็ดข้าวกล้องต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี เพราะมี "จมูกข้าว" และ "เปลือกหุ้มเมล็ด" อยู่ ทำให้มีพลังชีวิตค่อนข้างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ข้าวกล้องต้องไม่บรรจุในถุงสุญญากาศ ไม่มีแมลงรบกวน และถ้าเป็น "ข้าวกล้อง อินทรีย์" ได้ ก็ยิ่งดีเข้าไปอีก

จากนั้น นำข้าวกล้องไปซาวน้ำและแช่น้ำไว้อย่างน้อย 6 ชั่วโมง ต่อมาก็เทข้าวที่อุ้มน้ำใส่ผ้าสะอาดและมีความหนานุ่ม โดยอาจเลือกใช้เสื้อยืดเก่าหรือผ้าขนหนูเก่าก็ได้ แล้วใช้ผ้าห่อคลุมให้มิดชิด แต่พอมีอากาศให้เมล็ดข้างหายใจ พรมน้ำแค่พอชุ่ม แต่อย่าให้แฉะ ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง

ถ้าเตรียมแช่ข้าวไว้เย็นวันศุกร์ นำมาบ่มในผ้าเช้าวันเสาร์ พอถึงเช้าวันอาทิตย์ก็สามารถหุงข้าวรับประทานได้ เพราะแค่เพียงข้ามคืน เราจะสามารถสังเกตเห็นจมูกข้าวสีขาว โผล่ขึ้นมาชัดเจน

เมล็ดข้าวที่ถูกบ่มแล้วสามารถนำไปหุงให้สุกได้เลย แต่มีเคล็บลับในการหุง คือ ต้องใส่น้ำน้อยกว่าการหุงตามปกติเกือบครึ่งหนึ่ง

ข้าวงอกที่หุงสุกจะมีกลิ่นหอมแปลกจากข้าวธรรมดา เมล็ดข้าวจะไม่จับเป็นก้อน กินหอมนุ่มอร่อยลิ้น หากค่อยๆ เคี้ยวจะสามารถรับรสนุ่มหวานที่แปลกไปจากเดิม

ประโยชน์ของข้าวงอก


พลังชีวิตในข้าวงอก คือ สารกาบ้า (Gamma - Aminobutyric Acia หรือ GABA) ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นในกระบวนการฟื้นชีวิตของเมล็ดข้าว ทั้งนี้ สารกาบ้ามีอยู่ในเมล็ดข้าวและจะมีเพิ่มขึ้นเมื่อเป็นข้าวงอก อายุ 1 - 2 วัน เมื่อเข้าสู่วันที่ 3 สารกาบ้าจะลดลงเรื่อยๆ

"สารกาบ้า" เป็นกรดอะมิโน ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง และเป็นสารสื่อประสาทประเภทยับยั้ง ทำหน้าที่รักษาสมดุลในสมอง ทำให้ผ่อนคลายและนอนหลับสบาย นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นต่อมไร้ท่อ ซึ่งผลิตฮอร์โมนที่ช่วยการเจริญเติบโตและเกิดสารป้องกันไขมัน ชื่อ "Lipotropic" สารกาบ้ายังช่วยทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายสม่ำเสมอ ชะลอความชรา ความคุมระดับน้ำตาลและพลาสมาคลอเลสเตอรอลในกระแสเลือก รวมทั้งขับเอ็นไซม์ เพื่อขจัดสารพิษออกจากร่ายการ แถมยังช่วยกระตุ้นการขับน้ำดีสู่ลำไส้ เพื่อย่อยสลายไขมัน ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ และช่วยขับสารแห่งความสุข

ส่วนในวงการแพทย์มีการใช้ "สารกาบ้า" รักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาท เช่น โรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับ โรคลมชัก

เห็นไหมละว่า ประโยชน์เพียบจริงๆ !!!



ที่มา: มติชนออนไลน์

116
 :07:

อ่ะนะ พี่มะลิ ยืด ๆ  หดๆ  ซะงั้น..*-*

117



• ถ้าเกิดอาการเครียด : โยเกิร์ตไขมันต่ำหนึ่งถ้วย หรือ 2 ช้อนโต๊ะ จะช่วยคลายเครียดได้  ซึ่งในงานวิจัยจากประเทศสโลวาเกียพบว่าการกินอาหารที่อุดมไปด้วยกรดอะมิโนอย่างโยเกิร์ตและถั่วจะทำให้สภาวะความเครียดของคนที่ต้องไปพูดท่ามกลางสาธารณชนมีน้อยลงเมื่อเทียบกับคนที่ไมได้กินอาหารจำพวกกรดอะมิโน ฉะนั้นลองกินโยเกิร์ตกับถั่วบ้างก็จะช่วยได้เหมือนกันนะคะ

• ถ้าเกิดพลังงานถดถอย: ลูกเกดและถั่ว รวมทั้งธัญพืช สามารถช่วยให้เรามีพลังวังชาขึ้นมาได้ เพราะลูกเกดอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ซึ่งรางกายจะใช้เปลี่ยนจากน้ำตาลไปเป็นพลังงาน ส่วนถั่วอุดมไปด้วยแมกนีเซียมที่ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญได้ดียิ่งขึ้น แถมยังช่วยให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อแข็งแรง ในทางกลับกันถ้าร่างกายมีระดับแม็กนีเซียมในระดับต่ำจะทำให้เกิดกรดแล็กติก  ซึ่งทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนแอได้

• ถ้าสมองอ่อนล้า : กินบลูเบอรี่ ซึ่งมีสารป้องกันมิให้สมองของเราเกิดอนุมูลอิสระอันนำไปสู่ความเสื่อมของเซลล์สมอง  ที่อาจส่งผลให้เกิดโรคอัลไซเมอร์และพาร์กินสันได้

• ถ้างัวเงีย...ลุกไปทำงานไม่ไหว : ไข่และขนมปังโฮลสวีตสำหรับมื้อเช้าจะช่วยให้กระปรี้กระเปร่ายิ่งขึ้น  เพราะไข่อุดมไปด้วยโปรตีน  ซึ่งถ้าได้กินเป็นอาหารเช้าแล้ว นอกจากจะให้พลังงานแก่เรา  ยังช่วยให้เรากินอาหารมื้ออื่นๆ ลดน้อยลงไป ฉะนั้น ใครที่กำลังรักษาหุ่นอยู่ก็ลองเลือกไข่และขนมปังโฮลสวีตเป็นอาหารเช้าได้นะคะ

• ถ้าอารมณ์เสียหรือหงุดหงิดอยู่ : ช็อคโกแลต ซึ่งตามหลักงานวิจัยของประเทศอิตาลีแล้วพบว่าผู้หญิงที่กินช็อคโกแลตบ่อยๆ มักจะมีแรงขับเคลื่อนทางเพศสูงและกระตือรือร้นอยู่เสมอ

 

ที่มา : นิตยสาร Lisa


118

   

    กรรมใดใครก่อ ก็ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้นคืนสนอง นี่เป็นกฎธรรมชาติที่ตรงไปตรงมาที่สุด ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร จะร่ำรวยขนาดไหนก็ตาม กฎแห่งกรรมย่อมทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีข้อยกเว้นหรือลำเอียงใดๆ ทั้งสิ้น หลายครั้งหลายคราที่ผู้คนจำนวนไม่น้อย ทำกรรมลงไปอย่างไม่ยั้งคิดว่า สิ่งเหล่านั้นมันจะย้อนกลับมาหาตัว
       
       เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อสองปีที่แล้ว ที่จังหวัดมหาสารคาม ในครอบครัวชาวนาที่มีลูกสาวเล็กๆ คนหนึ่งชื่อ ปภาวรินทร์ อายุ 9 ปี เด็กหญิงปภาวรินทร์ เป็นเด็กดี ขยันขันแข็ง ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน และเรียนหนังสือเก่ง ผู้คนทั่วไปจึงรักใคร่เมตตาเธอมาก
       
       เป็นปกติธรรมดาของชาวนาที่เมื่อถึงหน้าฝนจะต้องออกไปจับปลามาเป็นอาหาร แม้ปภาวรินทร์จะอายุยังไม่มาก แต่เธอก็ได้เรียนรู้วิธีการจับปลาจากพ่อแม่บ้าง จากเพื่อนๆบ้าง ซึ่งทุกคนก็ล้วนแต่มีความชำนาญในการจับปลา
       
       หากวันไหนได้ปลามาก ก็จะเอามาทำอาหารที่มีรสชาติอร่อย เช่น ต้มปลา นึ่งปลา และย่างเก็บไว้ทำอาหารในวันต่อๆ ไป แต่หากวันไหนได้น้อย ก็จะเอาปลามาตำน้ำพริก กินกับผักต่างๆ เพื่อประทังชีวิตไป
       
       วันหนึ่งปภาวรินทร์ หาปลาได้มากทั้งตัวใหญ่ตัวเล็ก ส่วนใหญ่เป็นปลาช่อน เมื่อกลับมาถึงบ้านแม่ก็บอกว่า วันนี้ได้ปลาเยอะ ยิ่งเป็นปลาช่อนด้วยแล้ว เนื้อค่อนข้างจะดี ต้มร้อนๆตอนเป็นๆ จะอร่อยมาก แล้วแม่ก็บอกให้เธอนำปลาช่อนไปต้ม
       
       เด็กหญิงก็รีบก่อกองไฟขึ้น เพื่อตระเตรียมทำอาหารเย็นทันที พอไฟลุกได้ที่ก็เอาหม้อใส่น้ำมาตั้ง ขณะที่รอน้ำเดือดอยู่นั้น เธอก็นำปลาไปล้างจนสะอาด เมื่อล้างปลาเสร็จเรียบร้อย น้ำในหม้อก็เดือดเต็มที่ เธอจึงหยิบปลาตัวโตที่สุดขึ้นมา พร้อมกับเปิดฝาหม้อที่ร้อนระอุนั้นออก ปลาช่อนซึ่งยังเป็นๆ เหมือนรู้ตัวว่า กำลังจะโดนอะไร มันจึงพยายามดิ้นอย่างสุดชีวิต แต่แรงของปลาก็หาสู้แรงของปภาวรินทร์ได้ไม่ เพราะเธอกำปลาตัวนั้นแน่น แล้วก็โยนมันลงในหม้อทันที!!
       
       ปลาช่อนเมื่อถูกน้ำร้อน มันก็ดิ้นพล่าน จนน้ำร้อน กระเด็นไปทั่ว เด็กหญิงต้องเอาฝาหม้อปิดไว้ รอจนกระทั่งมันหมดฤทธิ์แล้ว จึงค่อยเปิดฝาหม้อ พอเห็นว่ามันตายแล้ว เธอก็จับปลาตัวที่สอง ที่สาม ที่สี่ ที่ห้า โยนลงไปแบบเดียวกัน ปลาทุกตัวดิ้นอย่างทุกข์ ทรมานเมื่อถูกน้ำร้อน!!
       
       เมื่อต้มปลาจนได้ที่จึงใส่เครื่องปรุง และนำมากินกันอย่างอเร็ดอร่อยในเย็นวันนั้น แต่เธอหารู้ไม่ว่า ปลาที่โยนลงไปในหม้อนั้น มันฝากความแค้นอาฆาตไว้อย่างไรบ้าง
       
       สองปีผ่านไป ปภาวรินทร์ดำเนินชีวิตตามปกติเธอไม่รู้เลยว่า ผลกรรมที่เธอเคยทำไว้นั้น มันกำลังคืบคลานมาให้ผลกับเธอแล้ว
       
       เพราะวันหนึ่ง ในช่วงหน้าหนาว ยายของเธอได้ต้มน้ำร้อนเต็มหม้อมาตั้งไว้หน้าบ้าน เพื่อเตรียมไว้อาบ ซึ่งแกทำเป็นประจำยามที่อากาศหนาวเย็น และก็ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
       
       แต่เมื่อเวลากรรมชั่วจะให้ผล อะไรก็เกิดขึ้นได้ เพราะมันเป็นกฎแห่งกรรม เมื่อถึงเวลาแรงกรรมย่อม ส่งผลของมันเอง
       
       ระหว่างที่ยายรอผสมน้ำเดือดๆที่เพิ่งยกลงจากเตาไฟ หลานสาวก็เดินมาตรงหม้อน้ำพอดี และบังเอิญไปสะดุดท่อนไม้ที่ยายตั้งน้ำร้อนไว้ จนหน้าคว่ำลงกับพื้น และหม้อน้ำร้อนก็ล้มลง น้ำร้อนจัดๆ จึงหกราดเธอตั้งแต่โคนขาลงไปจนถึงฝ่าเท้า ปภาวรินทร์ปวดแสบปวดร้อนมาก เธอดิ้นอย่างทุรนทุราย และร้องดังสนั่นเหมือนใจจะขาด!!
       
       คนในบ้านได้ยินเสียงจึงวิ่งมาดู และรีบนำตัวเด็กหญิงส่งโรงพยาบาล หมอจัดแจงทำแผล และให้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ตกกลางคืนปภาวรินทร์รู้สึกปวดแสบปวดร้อนมากกับแผลที่โดนไฟลวก บางครั้งก็รู้สึกคันด้วย จะเกาก็เกาไม่ได้ ยิ่งอากาศหนาวมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งทั้งเจ็บทั้งปวดแสบไปหมด เด็กหญิงจึงนอนร้องไห้ตลอดทั้งคืน
       
       แล้วคืนหนึ่ง ภาพของปลาช่อนที่เธอเคยโยนลงไปในหม้อน้ำเดือดๆ ก็มาปรากฎในมโนภาพ เธอจึงคิดว่าการที่ตัวเองต้องโดนน้ำร้อนลวก คงเป็นเพราะเคยโยนปลาลงในหม้อน้ำเดือดอย่างแน่นอน เธอจึงเล่าเรื่องนี้ให้แม่ที่มานอนเฝ้าที่โรงพยาบาลฟัง แม่จึงรู้ ว่านี่เป็นกรรมของลูก จึงได้บอกลูกให้ขออโหสิกรรม กับปลาช่อนตัวนั้นไป
       
       วันเวลาผ่านไปหลายเดือน เด็กหญิงจึงหายเป็นปกติ เหลือไว้เพียงรอยแผลเป็นที่ขา ซึ่งช่วยเตือนใจ เธอตั้งใจไว้ว่า ต่อไปนี้จะไม่ทำชั่ว ไม่ฆ่าสัตว์ และไม่เบียดเบียนใครอีก เพราะเธอได้ประสบกับผลแห่งกรรมชั่วมาด้วยตัวเองแล้ว
       
       ผลแห่งกรรมชั่ว เมื่อถึงเวลามันย่อมให้ผลเอง ไม่มีทางที่คนชั่วจะหลีกหนีจากกฎแห่งกรรมนี้ได้ ไม่ว่าจะหนีไปอยู่ที่ไหน ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด กรรมชั่วก็ย่อมตามให้ผลอยู่นั่นเอง ผู้มีปัญญาจึงควรละเว้นจากความชั่วทั้งปวง หันหน้ามาทำความดี รักษาศีล ปฏิบัติสมาธิ และเจริญภาวนา ชำระกิเลสให้หมดไปจากดวงจิต ชีวิตจะได้พบแต่ความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป
       
       (จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 112 มีนาคม 2553 โดย มาลาวชิโร)
 

119
     


  “ท่านครับ ใครเป็นแม่ที่ประเสริฐที่สุดในโลกครับ?”
       
       “โยมว่าใครล่ะ?”
       
       “ผมว่าพระนางสิริมหามายาครับ”
       
       “ทำไมจึงเป็นพระนางสิริมหามายาล่ะ? “
       
       “เพราะพระนางทรงเป็นพระราชมารดาของพระพุทธเจ้าน่ะครับ”
       
       “เหตุผลแค่นี้หรือ?”
       
       “ผมคิดว่าแค่นี้ก็พอแล้วครับ เพราะถ้าไม่มีพระนางสิริมหามายา เราก็ไม่มีพระพุทธเจ้าน่ะสิครับ”
       
       “ถ้าโยมมีเหตุผลเพียงนี้ ก็ยากที่จะบอกได้ว่า พระนางสิริมหามายา เป็นแม่ที่ประเสริฐที่สุดในโลก คนที่ไม่เลื่อมใสก็มีอยู่ คนเลื่อมใสแล้วก็มีอยู่ เมื่อฟังความเห็นของโยม อาจจะหมดศรัทธาก็ได้ เพราะคิดว่าโยมมีอคติในการยกย่องนี้”
       
       “อ้าว.. หลวงพ่อทำไมพูดเช่นนี้ล่ะครับ เราเป็นพุทธศาสนิกชน ก็ควรจะยกย่องพระนางสิริมหามายาสิครับ หลวงพ่อก็ยอมรับว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐในโลกไม่ใช่หรือครับ?”
       
       “โยม.. การยกย่องพระพุทธเจ้าเช่นนั้น เพราะว่าเราสามารถปฏิบัติตนให้ได้ผลตามคำสั่งสอนที่พระพุทธองค์ ทรงวางไว้เป็นหลักพุทธศาสนา สำนึกในความกตัญญูกตเวทีที่มีอยู่ในจิตใจของเรา อันเป็นผลจากการประพฤติตนตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ทำให้เราเห็นพระมหากรุณาธิคุณอันแผ่ไพศาล สามารถสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในมวลหมู่มนุษยชาติ นี่เป็นพระคุณในส่วนพระพุทธองค์นะ โยมต้องแยกให้ถูก”
       
       “แล้วทำไมหลวงพ่อจึงไม่ยอมรับว่าพระนางสิริมหามายา เป็นแม่ที่ประเสริฐที่สุดในโลกล่ะครับ”
       
       “การจะยกย่องใครนั้น จะต้องกอปรด้วยเหตุผลที่ควรแก่ความศรัทธาของผู้ได้ฟัง ซึ่งจะก่อให้เกิดความเคารพยกย่องโดยไม่มีความขัดแย้งใดๆ ถ้าเพียงเท่าที่โยมกล่าวมา ก็ไม่สามารถทำให้คนฟังเกิดศรัทธาได้ โยมควรศึกษาพุทธประวัติให้ละเอียด จะทำให้ได้เหตุผลที่พอจูงใจผู้ฟังเกิดความศรัทธาคล้อยตามความเห็นของโยมได้”
       
       “ถ้าเป็นหลวงพ่อ หลวงพ่อจะอธิบายว่าอย่างไรครับ?”
       
       “ใจเย็นๆ โยม... อาตมายังไม่ได้แสดงความเห็นใดเลยนะ ที่พูดมานี้เพื่อจะแนะนำให้โยมได้ใช้วิจารณญาณ ตรึกตรองพุทธประวัติให้มากขึ้น จะได้มีเหตุผลสนับสนุน ความเห็นของโยมไงล่ะ”
       
       “แล้วหลวงพ่อจะอธิบายอย่างไรล่ะครับ?”
       
       “อาตมาจำได้ว่า เมื่อครั้งที่พระบรมโพธิสัตว์จุติเป็นสันตุสิตเทวราช เสวยทิพยสมบัติอยู่ในรัตนวิมานสวรรค์ ชั้นดุสิตเทวโลก ในกาลที่ควรแก่การเสด็จลงมาจุติ ท้าวมหาพรหมและเหล่าเทวราชในสวรรค์ได้ไปกราบทูลอัญเชิญพระองค์ให้มาจุติยังมนุษยโลก เพื่อบำเพ็ญมหาบารมีเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในชาติสุดท้าย สันตุสิตเทวราชทรงพิจารณาถึงสิ่งสำคัญ ๕ ประการที่เรียกว่า ปัญจมหาวิโลกนะ ซึ่งได้แก่ ๑. กาลเวลา ๒. ทวีป ๓. ประเทศ ๔. ราชตระกูล ๕. พระมารดา
       
       ในที่นี้จะกล่าวเพียงเรื่องพระมารดาเท่านั้น พระองค์ได้พิจารณาด้วยทิพยญาณอันบริสุทธิไปในมนุษยโลก พบว่า พระนางสิริมหามายา ผู้เป็นพระมเหสีแห่งพระเจ้าสุทโธทนะ กรุงกบิลพัสดุ์ มีศีลและบารมีธรรมที่ได้ทรงอบรมบ่มบำเพ็ญสั่งสมมาเป็นเวลา ๑ อสงไขย และนับแต่นี้จะมีพระชนม์ชีพเหลืออีกเพียง ๑๐ เดือนกับอีก ๗ วัน ซึ่งสมควรเป็นพระมารดาได้ ทั้งจะมีพระชนม์สืบไปจากเวลาที่พระโอรสประสูติเพียง ๗ วัน สัตว์อื่นไม่อาจอาศัยคัพโภทร(ครรภ์)บังเกิดได้อีก อีกทั้งพระนางสิริมหามายาเทวีก็เป็นผู้รักษาเบญจศีลาจารวัตรอันบริสุทธิ์ พระองค์จึงทรงจุติมาในพระครรภ์ของพระนางสิริมหามายา และทรงประสูติในวันวิสาขบูชาปีนั้นนั่นเอง นี่เป็นเหตุผลเบื้องต้นนะ”
       
       “ยังมีอีกหรือครับเนี่ยะ”
       
       “ในเวสสันดรชาดก มีความตอนหนึ่งกล่าวถึงบุพกรรม ของพระนางสิริมหามายาไว้ว่า ในที่สุดแห่งกัปที่ ๙๑ นับแต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์ทรงประทับอยู่ ณ เขมมฤคทายวัน ในพันธุมดีนคร พระนางสิริมหามายาได้เกิดมาเป็นพระราชธิดาองค์โตของพระเจ้าพันธุมราช ผู้ครองพันธุมดีนคร พระนางได้นำแก่นจันทน์อันมีค่ามากที่ได้รับพระราชทานมาจากพระราชบิดามาบดจนละเอียดเป็นจุณและบรรจุในผอบทองคำ พระราชธิดาองค์เล็กทำมาลาปิดทรวงอกจากสุวรรณมาลาที่ได้รับพระราชทานมา แล้วนำไปทำการบูชาพุทธสรีระของพระพุทธเจ้าวิปัสสี ณ พระวิหารที่ประทับ ทั้งทรงโปรยจุณแก่นจันทน์ที่เหลือในพระคันธกุฎี ทำให้มีกลิ่นหอมไปทั่วอาราม
       
       เมื่อเสร็จกิจอันควรแก่การบูชาแล้ว พระนางได้นั่งพิจารณาพระวรกายของพระพุทธเจ้าวิปัสสี ด้วยความสุขในพระหฤทัยอันเกิดจากบุญที่ทรงกระทำแล้ว พระนางเกิดพระดำริขึ้นในพระหฤทัยว่าหญิงผู้เป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ต้องเป็นหญิงงามและได้ลักษณะเบญจกัลยาณี ยิ่งกว่าหญิงใดๆในโลก จึงทำให้มีบุญได้เป็นพระมารดาของบุคคลผู้เลิศเช่นพระพุทธเจ้า เมื่อดำริเช่นนั้น แม้จะไม่เคยเห็นพระมารดาของพระพุทธเจ้าวิปัสสี มาก่อน ด้วยความเชื่อมั่นว่าพระพุทธมารดาต้องเป็นยอดแห่งอิตถีรัตนะ พระนางจึงตั้งความปรารถนาต่อหน้าพระพักตร์พระพุทธเจ้าวิปัสสีว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยบุญที่หม่อมฉันได้บูชาพระองค์ด้วยจุณแห่งแก่นจันทน์นี้ ขอให้หม่อมฉันได้เป็นพุทธมารดา ผู้เช่นพระมารดาของพระองค์ ในอนาคตกาลด้วยเถิด”
       
       พระพุทธเจ้าวิปัสสีทรงทำการอนุโมทนาแก่พระนางว่า “เธอทั้งสองได้ประดิษฐานการบูชาอันใดแก่เราในภพนี้ วิบากแห่งการบูชานั้น จงสำเร็จแก่เธอทั้งสองตามความปรารถนาที่ตั้งไว้อย่างดีแล้วเถิด” ราชธิดาทั้งสองได้ฟังพุทธพยากรณ์เช่นนั้น บังเกิดมหาปีติท่วมท้น ต่างตั้งใจสั่งสมบุญอย่างเต็มที่เรื่อยมา ครั้นเคลื่อนจากมนุษยโลกได้ไปบังเกิดในเทวโลก พระราชธิดาองค์โตเมื่อหมดกำลังบุญในเทวโลก ก็ได้ท่องเที่ยวอยู่ในมนุษยโลกพร้อมกับสร้างบารมี เพื่อเป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้าตามที่ตั้งปรารถนาไว้ พระนางท่องเที่ยวอยู่ในสองภพภูมิเป็นเวลายาวนาน มาภพชาตินี้พระนางได้เป็นพุทธมารดา มีพระนามว่า พระนางสิริมหามายา สมดังความปรารถนาทุกประการ นี่คือเหตุผลที่สำคัญของการเป็นพุทธมารดานะ”
       
       “แล้วหลวงพ่อยอมรับว่าพระนางสิริมหามายา เป็นแม่ที่ประเสริฐที่สุดในโลกได้หรือยังครับ”
       
       “โยม.. แม่ของผู้เป็นศาสดาในแต่ละลัทธิศาสนา ก็มีความสำคัญต่อศาสนิกชนเหมือนกับที่โยมคิดนะ โยมไม่คิดบ้างหรือว่า พระแม่มารีอา พระมารดาของพระเยซู ก็เป็นแม่ที่ประเสริฐที่สุดในโลกได้”
       
       “ผมไม่ได้คิดเช่นนั้นเลยครับ”
       
       “นี่ไง.. ที่อาตมาพูดว่าโยมจะถูกว่าเป็นคนมีอคติ ลำเอียงเพราะรักใคร่ ชอบเป็นการเฉพาะได้”
       
       “หลวงพ่อมีเหตุผลอะไรมาแย้งผมอีกล่ะครับ”
       
       “ไม่ได้แย้งหรอก เพียงแต่ชวนให้โยมได้คิดกว้างขวาง ออกไป คนที่ไม่นับถือพระพุทธเจ้าก็อาจจะกล่าวว่า พระนางสิริมหามายาสวรรคตไปตั้งแต่เจ้าชายสิทธัตถะพระชนมายุได้ ๗ วัน ไม่ได้มีส่วนในการถวายอภิบาลเจ้าชายเลย พระนางมหาปชาบดี พระน้านางต่างหากที่เป็นผู้เลี้ยงดูอบรมสั่งสอนเจ้าชายมา จนสามารถบำเพ็ญบารมีได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
       
       สู้พระแม่มารีอาไม่ได้ ที่ได้อบรมเลี้ยงดูพระเยซูจนเติบใหญ่ สามารถศึกษาธรรมจนมีผู้เลื่อมใสนับถือเป็นศาสดา พระแม่มารีอาได้เห็นการเกิดและการตายของพระเยซู ได้ทำหน้าที่มารดามากกว่าพระนางสิริมหามายาเสียอีก โยมจะตอบเขาว่าอย่างไรล่ะ?”
       
       “ไม่เกี่ยวกันครับหลวงพ่อ เขาว่าพระแม่มารีอา เป็นแม่ที่ประเสริฐที่สุดในโลก ก็ช่างเขา ผมก็ยืนยันว่า พระนางสิริมหามายา เป็นแม่ที่ประเสริฐที่สุดในโลกเหมือนเดิม”
       
       “โยม..พระนางสิริมหามายา พุทธมารดา ผู้สวรรคตเมื่อพระโอรสอายุได้ ๗ วัน, พระแม่มารีอา มารดาแห่งพระเยซู ผู้อยู่ดูแลจนพระเยซูสิ้นพระชนม์, พระแม่อะมีนะฮฺ มารดาของท่านนบีมูฮัมหมัด ผู้ถึงแก่กรรมเมื่อบุตรอายุได้ ๖ ปี, หรือมารดาของคุรุทั้ง ๑๐ ของซิกข์ ใครเป็นแม่ที่ประเสริฐที่สุดในโลก?”
       
       “อ้าว..หลวงพ่อถามอย่างนี้ ผมจะตอบอย่างไรล่ะครับ”
       
       “แล้วโยมรู้หรือยังว่าใครเป็นแม่ที่ประเสริฐที่สุดในโลก?”
       
       “ยังครับ.. หลวงพ่อทำผมสับสนไปหมดแล้วครับ”
       
       “ที่อาตมายกมารดาของศาสดาในแต่ละศาสนามากล่าว ก็เพื่อบอกให้รู้ว่า แม่ของเราเป็นแม่ที่ประเสริฐที่สุด ในโลก โยมจะเถียงไหม?”
       
       “ทำไมกล่าวอย่างนี้ล่ะครับ”
       
       “โยมคิดดูเถิดว่า ที่โยมได้มานั่งคุยกับอาตมานี้ได้ เพราะใครเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนมา”
       
       “แม่ผมครับ”
       
       “แล้วตอนนี้โยมจะบอกได้หรือยังว่าใครเป็นแม่ที่ประเสริฐที่สุดในโลก?”
       
       “ได้แล้วครับ ผมไม่กล้าแย้งหลวงพ่อเลย แม่ผมก็ต้องเป็นแม่ที่ประเสริฐที่สุดในโลก แม่ของหลวงพ่อก็เป็นแม่ที่ประเสริฐที่สุดในโลก? บอกใครๆในโลก ก็ไม่มีใครแย้งหรอกครับ เขากลับจะยกย่องอีกว่าเป็นคนมีกตัญญูกตเวที”
       
       “เมื่อรู้ว่าแม่ของตนเป็นแม่ที่ประเสริฐที่สุดในโลกโยมเคยทำคุณตอบแทนท่านบ้างไหม?”
       
       “ทำครับ ผมทำตามหน้าที่ที่บุตรพึงต่อพ่อแม่ครับ เอาตามทิศ ๖ เลยครับ ที่ว่า ๑. ท่านเลี้ยงเรามาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ ๒. ช่วยทำธุรกิจการงานของท่าน ๓. ดำรงวงศ์สกุล ๔. ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความเป็นทายาท ๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน ทำทุกวันเลยครับ”
       
       “โยมโชคดีมากนะที่ได้อุปถัมภ์พ่อแม่ขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ พระพุทธเจ้าท่านต้องใช้พุทธานุภาพเสด็จไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ พระสารีบุตร ต้องใช้เวลาสุดท้ายของชีวิตไปโปรดมารดาให้มีความคิดเห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม พระโมคคัลลานะต้องไปโปรดมารดาในนรก และยังอีกหลายองค์นะ คิดดูซิโยม ทุกท่านนั้นต้องบำเพ็ญบารมีมากเพียงใดจึงสามารถแทน คุณมารดาบิดาได้ปานนั้น”
       
       “จริงครับหลวงพ่อ ลมหายใจช่วงสุดท้ายบั้นปลายชีวิตของพ่อแม่ผม ผมต้องทำให้ท่านสุขสราญใจไปตลอด จนถึงที่สุดครับ”
       
       “ดีแล้วโยม แม่ที่ทำหน้าที่แม่อย่างสมบูรณ์ ก็ควรได้รับผลของการทำหน้าที่แม่ตอบแทนจากบุตรผู้ประเสริฐ แม่ที่ไม่ได้ทำหน้าที่แม่ ยามแก่เฒ่าชราลงก็ต้องรับวิบากกรรมชั่วของตนให้อยู่แบบลำบาก เต็มไปด้วยทุกข์สารพัด ลูกที่ได้บุญคุณจากแม่ แต่ไม่เหลียวแลตอบแทนคุณท่าน ก็ได้รับวิบากกรรมชั่วมากกว่าหลายเท่า ทั้งได้รับการรังเกียจจากสังคม ได้รับการไม่แทนคุณของลูกตน ก็ต้องทนมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างทุกข์ทรมาน นี่ล่ะกรรมของคน ที่ไม่มีใครแก้ไขได้เลย”
       
       “ขอบพระคุณหลวงพ่อมากนะครับ ที่ช่วยให้ผมได้ตระหนักว่า แม่ของผมเป็นแม่ที่ประเสริฐที่สุดในโลก”
       
       “โยมมีสิ่งที่ประเสริฐอยู่ในบ้าน ต้องหมั่นดูแลกราบไหว้อยู่เสมอนะ ก่อนจะมากราบไหว้อาตมาหรือพระที่วัด ควรจะกราบไหว้พระอรหันต์เจ้าชีวิตที่บ้านก่อนทุกเช้าค่ำ ดูแลปรนนิบัติท่านตามกำลังสามารถ อย่าให้ท่านมีความ ทุกข์ตรอมตรมใจเลย ครานี้ไปวัดไหนไหว้พระพุทธหรือ พระสงฆ์ ก็จะมีความรู้สึกมั่นคง มีอานิสงส์มาก หน้าตาก็ผ่องใส มีความสุข เป็นมหานิยมของสังคมได้เลย”
       
       “จริงหรือครับหลวงพ่อ”
       
       “จริงซิ ถ้าโยมทำได้อย่างที่อาตมาพูดนี่ โยมได้รับผลอานิสงส์หมดเลย”
       
       “เพราะอะไรครับ?”
       
       “เพราะทุกคนที่รู้จักกับโยม ล้วนต้องรู้ถึงคุณงามความดีที่เกิดจากความกตัญญูกตเวทีของโยม ทุกคนก็ยอมรับโดยสนิทใจว่าโยมเป็นลูกที่ดีของแม่พ่อ โยมต้องไม่ทำความชั่วให้ท่านทุกข์ใจ โยมต้องทำแต่ความดีให้ท่านสุขใจ พ่อแม่ของโยมจึงผ่องใสแช่มชื่นได้ตลอดเวลา ทุกคนต่างยอมรับโยมว่าเป็นคนดีของสังคม สมดังคำที่ว่า ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี นะ”
       
       “ขอบพระคุณหลวงพ่อมากครับ ได้เวลาต้องลากลับไปทำกิจของตนแล้วครับ ขอกราบลาก่อนนะครับ”
       
       “ขออนุโมทนากับโยมด้วยนะ ที่มีแม่เป็นคนที่ประเสริฐที่สุดในโลก เจริญพร”
       
       (จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 117 สิงหาคม 2553 โดย พระพจนารถ ปภาโส วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม)

 

120




เป็นที่ทราบกันดีว่า การดูแลรักษาสุขภาพช่องปากและฟันอย่างเคร่งครัดจะช่วยลดปัญหาฟันผุได้ ซึ่งทันตแพทย์สาวสวย อย่าง ‘พอลลีน ล่ำซำ’ กล่าวถึงวิธีดูแลสุขภาพช่องปากและฟันไว้ในงานเปิดตัวหมากฝรั่งลอตเต้ ไซลิทอล ว่า เพียงแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง คือ หลังตื่นนอนและก่อนเข้านอน ถ้าจะให้ดีควรแปรงฟันทุกครั้งหลังมื้ออาหาร

อีกทั้งยังต้องใช้น้ำยาบ้วนปากที่ผสมฟลูออไรด์ช่วยขจัดคราบและลดกลิ่น รวมทั้งใช้ไหมขัดฟันเพื่อทำความสะอาดซอกฟันที่ขนแปรงไม่สามารถซอกซอนเข้าถึงได้ ที่สำคัญทุกคนควรเข้าพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟัน ปีละ 2 ครั้ง

ทพญ.พอลลีน ยังแนะนำวิธีดูแลสุขภาพฟันเพิ่มเติมด้วยว่า ในชีวิตประจำวัน หลายคนอาจไม่สะดวกพกแปรงสีฟันไปทำความสะอาดฟันหลังมื้ออาหาร แต่ก็สามารถขจัดสิ่งสกปรกในช่องปากได้ด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่งที่มีส่วนผสมของสารไซลิทอล อย่างน้อย 50% เพราะสารดังกล่าวสามารถลดปริมาณแบคทีเรียตัวร้ายในช่องปากได้

หมากฝรั่งที่มีส่วนผสมของสารไซลิทอล เมื่อเคี้ยวบ่อย ๆ ยังสามารถลดการเกิดแผ่นคราบจุลินทรีย์หรือคราบหินปูน ซึ่งเกาะติดตามฟัน โดยสารไซลิทอลจะเข้าไปลดจำนวนคาร์โบไฮเดรตที่ไม่สามารถละลายน้ำได้ และเพิ่มจำนวนคาร์โบไฮเดรตที่สามารถละลายน้ำได้ ส่งผลให้คราบจุลินทรีย์หรือหินปูนน้อยลง กำจัดออกได้ง่ายด้วยการแปรงฟัน

นอกจากนี้สารไซลิทอลยังกระตุ้นการเกิดกระบวนการสะสมแร่ธาตุคืนกลับ มีการหลั่งน้ำลายมากขึ้น ลดความเป็นกรดในช่องปาก และลดการสูญเสียแร่ธาตุที่เป็นองค์ประกอบของเนื้อฟัน อย่าง แคลเซียม ฟอตเฟส

อย่างไรก็ตาม สารให้ความหวานไซลิทอล ยังเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะการสันดาปหรือย่อยสลายของไซลิทอล ไม่ขึ้นอยู่กับฮอร์โมนอินซูลิน.

ที่มา เดลินิวส์ออนไลน์

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 [12] 13 14 15

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham