Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - sasita

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 [11] 12 13 14 15
101
หลวงปู่ดุลย์ อตุโล / พุทโธเป็นอย่างไร
« เมื่อ: สิงหาคม 21, 2010, 09:14:30 AM »



หลวงปู่ได้รับนิมนต์ไปโปรดญาติโยมที่กรุงเทพเมื่อ 31 มีนาคม 2521
ในช่วงสนทนาธรรม ญาติโยมสงสัยว่า
พุทโธเป็นอย่างไร หลวงปู่เมตตาตอบว่า

เวลาภาวนาอย่าส่งจิตออก
ความรู้อะไรทั้งหลายทั่งปวงอย่าไปยึด
ความรู้ที่เราเรียนกับตำราหรือจากครูบาอาจารย์ อย่าเอามายุ่งเลย
ให้ตัดอารมณ์ออกให้หมด แล้วก็ภาวนาให้มันรู้

รู้จากจิตของเรานั่นแหละ จิตของเราสงบจะรู้เอง
ต้องภาวนาให้มากๆ เข้า
เวลามันจะเป็น จะเป็นของมันเอง
ความอะไรๆ ให้มันออกจากจิตของเรา

ความรู้ที่ออกจากจิตที่สงบนี่แหละเป็นความรู้ลึกซึ้งที่สุด
ให้มันรู้ออกจากจิตเองนั่นแหละมันดี
คือจิตมันสงบ ทำจิตให้เกิดอารมณ์อันเดียว

อย่าส่งจิตออกนอก ให้จิตอยู่ที่จิต
แล้วให้จิตภาวนาเอาเอง
ให้จิตเป็นผู้บริกรรมพุทโธอยู่นั่แหละ

แล้วพุทโธนั่นแหละจะผุดขึ้นในจิตของเรา
เราจะได้รู้จักว่าพุทโธ นั้นเป็นอย่างไร แล้วรู้เอง
...เท่านั้นแหละไม่มีอะไรมากมาย

ที่มา http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=14343

102
พระไพศาล วิสาโล / ไม่ยอมแพ้แก่โชคชะตา
« เมื่อ: สิงหาคม 21, 2010, 09:08:27 AM »


โดย พระไพศาล วิสาโล

คุณจะรู้สึกอย่างไร หากทั้งชีวิตมีแต่เรื่องร้ายๆ หนักๆ ประดังประเดเข้ามา ตั้งแต่เกิดก็เกือบจมน้ำตาย โตขึ้นก็สูญเสียแม่ พ่อป่วยหนัก มีน้องๆ ต้องดูแลหลายคนทั้งๆ ที่ยังเรียนไม่จบ ครั้นแต่งงาน ก็มีลูกพิการ สุดท้ายสามีก็ทิ้ง แล้วยังมาเจอเนื้องอดที่มดลูก ผ่าตัดลำไส้เหลือแค่ครึ่งเดียว จากนั้นก็ถูกรถชน กระดูกคอหัก รอดตายแล้วก็ไปเจออุบัติเหตุรถยนต์อีก แขนหักสองท่อน และตับแตก อายุไม่ถึง ๕๐ แต่กระดูกผุราวคน ๘๐ แล้วยังไม่รู้ว่าจะเจออุบัติเหตุอีกกี่ครั้ง เจอแบบนี้แล้ว คุณยังคิดอยากอยู่อยากยิ้มให้กับชีวิตนี้อีกหรือ ?

แต่สำหรับ คุณเกษมสุข ภมรสถิตย์ ชีวิตนี้ไม่เคยเลวร้ายเกินทน เธอยังยิ้มให้กับชีวิตได้เสมอ ไม่รู้สึกท้อแท้สิ้นหวังหรือหวั่นหวาดอนาคต เพราะมั่นใจว่าพรุ่งนี้ย่อมดีกว่าวันนี้

พูดอย่างคนโบราณ ชีวิตของเธอเหมือนกับเกิดมาเพื่อรับกรรม ลืมตาดูโลกได้ไม่ถึง ๒ เดือนพี่เลี้ยงก็ทำหลุดมือตกน้ำ เกือบจะหลุดเข้าไปใต้โป๊ะท่าน้ำ แต่เดชะบุญมีคนคว้าไว้ได้ทัน ทั้งน้ำและน้ำมันเข้าปาก พออายุได้ ๘ ขวบก็จมน้ำอีก ผุดทะลึ่งขึ้นมาครั้งที่ ๓ พ่อถึงเห็นและเกี่ยวขึ้นมาได้ทัน จมน้ำปางตาย ๒ ครั้งทำให้ร่างกายอ่อนแอ เจอแดดร้อนๆ ไม่ได้ มีอันต้องเป็นลม ร้องไห้ประเดี๋ยวเดียวก็เป็นลมสลบ จนใครๆ หาว่าสำออย

เรียนมหาวิทยาลัยแค่ปี ๒ แม่ก็เสีย พ่อทำใจไม่ได้ ช็อคหัวใจวาย กลายเป็นคนป่วยนับแต่นั้น ไม่นานบ้านก็ถูกยึดเพราะเป็นหนี้ อายุแค่ ๑๙ ปีเธอกลายเป็นกำลังหลักคนเดียวของครอบครัวที่ต้องหาเงินมาเลี้ยงพ่อและน้องๆ ทั้ง ๕ คน ไม่ได้หดหู่ท้อใจในชะตากรรม เป็นความรู้สึกของเธอในตอนนั้น โดยหารู้ไม่ว่าเคราะห์กรรมยังจะตามมาอีกมาก

เธอแต่งงานก่อนวัยเบญจเพส เมื่อคลอดลูกก็พบว่าลูกพิการ เพราะหมอใช้คีมคีบหัวออกมาอย่างไม่ถูกต้อง สมองจึงเติบโตได้ไม่เต็มที่ หมอทำนายว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างมาก ๙ ปี แต่เธอก็เลี้ยงดูเอาใจใส่จนลูกอายุ ๒๐ กว่าแล้ว คลอดลูกมาได้ปีกว่า ก็พบว่าเป็นเนื้องอกที่มดลูก ปรากฏว่าหมอตัดส่วนที่ดีทิ้งไป จึงต้องเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง คราวนี้มดลูกที่เหลือถูกตัดทิ้งหมดรวมทั้งรังไข่ด้วย ทำให้ร่างกายขาดฮอร์โมน ครั้นกินฮอร์โมนทดแทน ก็แพ้ เลยเป็นโรคกระดูกผุนับแต่บัดนั้น เท่านั้นยังไม่พอ ระหว่างผ่าตัด โรคกระเพาะเกิดกำเริบ จนตัวบวมเขียว หมอต้องเปิดท้องตัดลำไส้จนเหลือเพียงครึ่งเดียว

อายุไม่ถึง ๒๖ เธอก็มีอวัยวะไม่ครบเหมือนคนปกติ แถมมีลูกพิการที่เสี่ยงต่อความตาย แม้เธอจะรักษาชีวิตของตนและของลูกได้ แต่แล้วก็ต้องสูญเสียเสียสามี ชีวิตครอบครัวที่มีแต่ปัญหาทำให้เธอกับเขาตัดสินใจแยกทางกัน

เจออย่างนี้แล้วเธอยังทำใจได้ ไม่คิดโทษใคร หรือน้อยใจในชีวิต

เคราะห์กรรมยังซ้ำเติมไม่จบ ราวกับจะทดสอบจิตใจของเธอ วันหนึ่งขณะที่รถติดไฟแดง ก็มีรถเมล์เบรกแตกวิ่งมาชนรถของเธอ แรงกระแทกทำให้กระดูกคอของเธอซึ่งผุอยู่แล้วหักทันที และไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาต เดชะบุญที่สามารถรักษาให้หายได้หลังจากนอนแน่นิ่งในโรงพยาบาลเกือบ ๒ เดือน

หลังจากครั้งนั้นแล้ว ก็เจออุบัติเหตุอีก รถของเธอเลี้ยวโค้งแล้วไปชนกับเสาไฟฟ้า กระดูกที่แขนของเธอหักออกจากกัน ห้อยร่องแร่ง แถมยังถูกก้านเกียร์ทิ่มใต้ชายโครงขณะช่วยคนขับหักพวงมาลัยหลบคอสะพาน ผลก็คือตับแตก

เธอยังต้องเจออุบัติเหตุอีกหลายครั้ง แม้แต่วันที่ไปออกรายการ “เจาะใจ” ก็ยังมีรถยนต์มาชนท้าย กระเทือนที่คอและหลัง แต่เธอก็ยังบอกว่าไม่เป็นไร ทนได้ ต่อเมื่อถ่ายทำรายการเสร็จแล้ว จึงไปให้หมอตรวจและรักษาที่โรงพยาบาล

วันนี้เธออายุ ๕๒ และไม่รู้ว่าจะเจออะไรข้างหน้าอีก แต่เธอก็ยังมีขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิต

คงมีไม่กี่คนในโลกนี้ที่เจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดไม่หยุดหย่อนอย่างคุณเกษมสุข ยกเว้นคนที่เจอภัยสงครามหรืออดอยากหิวโหยปางตายแล้ว จะมีสักกี่คนที่ลำบากลำเค็ญเท่าเธอ

แต่แปลกไหมที่เธอไม่รู้สึกเป็นทุกข์เป็น ร้อนกับชีวิตที่เต็มไปด้วยเคราะห์กรรมเลย ถ้าชะตากรรมมีจริง เธอเป็นคนหนึ่งที่ย้ำเตือนว่าเราสามารถเอาชนะชะตากรรมได้ ไม่ได้ชนะที่ไหน หากชนะที่ใจนั่นเอง

ชีวิตของเธอบอกให้เรารู้ว่า คนเราจะทุกข์หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีอะไรมากระทบกับเรา แต่อยู่ตรงที่เรารู้สึกอย่างไรกับสิ่งนั้น หรือทำอย่างไรกับมันต่างหาก แม้จะมีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับเรา แต่ถ้าเราทำใจรับได้ ความทุกข์ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ในทางตรงกันข้าม แม้มีเงินทองไหลมาเทมา แต่ถ้าเราคิดว่ามันน้อยเกินไป ทำให้รวยไม่พอหรือไม่เท่าคนอื่น เมื่อนั้นใจเราก็เป็นทุกข์ทันที หลายครั้งที่ความเดือดร้อนของคุณเกษมสุขเกิดขึ้นจากฝีมือคนอื่นแท้ๆ เช่น หมอที่ใช้คีมคีบหัวลูกแรงเกินไป ตัดมดลูกผิดข้าง แม้แต่รถจอดนิ่งอยู่ ก็ยังมีรถคนอื่นมาชน ข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง แต่เธอไม่เคยเสียเวลาไปโทษคนอื่น เล่นงานเขา หรือก่นด่าชะตากรรม หากคิดเพียงว่าจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร และรักษาใจให้เป็นปกติได้อย่างไร

ตอนที่นอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาลเพราะกระดูกคอหัก หมอเอาเหล็กแหลมเจาะเข้าไปในกระโหลกทั้ง ๒ ข้างเพื่อป้องกันไม่ให้คอเขยื้อนขยับ เธอเจ็บมาก แต่เห็นว่าถ้าตนใจเสีย หมอและน้องๆ ก็ใจเสียไปด้วย เธอเลือกที่จะทำใจให้ปกติ ไม่ตีโพยตีพาย เพราะ “ถ้าต้นตอไม่ตีโพยตีพายเสียก่อน คนรอบข้างก็อยู่ได้ และกำลังใจนั้นมันก็จะถูกส่งกลับมาที่เราอีกที”

ไปๆ มาๆ ปรากฏว่า คนป่วยกลับมีจิตใจสบายกว่าคนมาเยี่ยมเสียอีก จนกลายเป็นที่ปรับทุกข์ให้แก่คนรอบข้าง แต่เธอไม่ใช่พระอิฐพระปูน ฟังเรื่องพวกนี้มากๆ ก็ทุกข์ได้ง่ายๆ ทางออกของเธอก็คือ “จับ (คนมาเยี่ยม) นั่งสมาธิเสียเลย จะได้ไม่มีเวลาพูดเรื่องอะไรที่มันร้อนใจ”

กลายเป็นว่าคนป่วยกลับเป็นที่พึ่งทางจิตใจให้แก่คนปกติ แทนที่จะตรงกันข้าม

สิ่งสำคัญที่ประคองใจไม่ให้ทุกข์ร้อนไป กับเหตุร้ายก็คือ สติ สติอ่อนเมื่อไหร่ ใจก็จะโวยวายตีโพยตีพาย โทษคนโน้นคนนี้ จนลืมจัดการกับตนเอง ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่ต้องทำก่อนอื่นใด น้องๆ คุณเกษมสุขเล่าว่า ตอนเกิดอุบัติเหตุรถชนเสาไฟฟ้า คุณเกษมสุขโทรศัพท์บอกที่บ้านอย่างเรียบๆ ธรรมดาว่า “ไม่เป็นไร แต่คิดว่าตับแตก” สติเท่านั้นที่จะทำให้เรื่องร้ายกลายเป็นเบา อย่างน้อยก็ไม่ทำให้เลวร้ายลงไปอีก ทั้งยังช่วยให้เราแก้ไขสถานการณ์ด้วยปัญญาอย่างสอดคล้องกับความเป็นจริง

ใครที่คิดว่าตัวเองทุกข์หนักหนาสาหัสแล้ว ลองนึกถึงชีวิตของคุณเกษมสุข อาจจะได้คิดว่าตนนั้นยังโชคดีอยู่มากเมื่อเทียบกับเธอ แต่เท่านั้นยังไม่พอ น่าจะได้คิดต่อไปอีกด้วยว่า สุขทุกข์นั้นแท้จริงอยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเรา ถึงจนก็สุขได้ ถึงป่วยก็ยิ้มได้ แม้จะพลัดพรากสูญเสียแค่ไหน ก็ยังมีสิทธิแช่มชื่นแจ่มใสได้ แต่ถ้าทำใจไม่เป็นเสียแล้ว รวยแค่ไหน มีอำนาจมากเพียงใด ทรวดทรงงดงามเพียงใด ก็ยังทุกข์อยู่นั่นเอง

จะเจออะไรมาก็แล้วแต่ ข้อสำคัญประการสุดท้ายก็คือ อย่ายอมแพ้ต่อชะตากรรม อย่าปล่อยใจไปกับ ความลำเค็ญ ความล้มเหลว และความเศร้าโศกท้อแท้ ในยามร้ายไม่มีอะไรดีกว่าการปลุกใจให้อดทน เข้มแข็ง สดชื่น และเปี่ยมด้วยความหวังว่าพรุ่งนี้ย่อมดีกว่าวันนี้


ที่มา www.budpage.com

103



ผลของกรรมดีที่ยิ่งใหญ่กว่ากรรมไม่ดี สามารถตัดรอนผลของกรรมไม่ดีได้ทันเวลา

กรรมดีที่ยิ่งใหญ่กว่ากรรมไม่ดีนั้น สามารถตัดรอนกรรมไม่ดีที่กระทำแล้วได้ทันเวลา เช่นเรื่องของท่านองคุลิมาล

ท่านฆ่าคนเสียเป็นร้อยเป็นพัน นั่นเป็นกรรมไม่ดีที่แรงไม่น้อย แต่เมื่อท่านได้พบพระพุทธเจ้า ได้ฟังพระพุทธเจ้าดำรัสเตือนเพียงประโยคสองประโยค จิตของท่านก็ประกอบพร้อมด้วยมโนกรรมอันดียิ่งทันที่ พร้อมกันนั้นกายกรรม วจีกรรมของท่าน ที่ติดตามมาก็ดีพร้อม เป็นกรรมดีที่ใหญ่ยิ่ง ยิ่งกว่ากรรมไม่ดีที่ท่านได้กระทำแล้ว

ดังนั้น ผลแห่งกรรมไม่ดีของท่านที่ทำแล้วก่อน ก็ถูกตัดรอนขาดสิ้นไป ท่านสามารถหยุดกรรมไม่ดีได้โดยเด็ดขาด และสามารถบรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์สิ้นภพสิ้นชาติ อันนับเป็นผลที่ใหญ่ยิ่งสุดของกรรมดี

: อำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ที่มา : www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=8744

104



ต้นไม้บางชนิดมีรากลึก บางชนิดโค่นง่ายเพราะรากมันตื้น

เหมือนอย่างเช่นคนปฏิบัติพระกรรมฐานจิตใจไม่ลึก จิตใจมันหละหลวมเหลาะแหละ จิตใจมันเหลวไหลจึงล้มได้ง่าย

บ้านสร้างมาแล้ว ไม่ได้ตอกเสาเข็ม คานก็เล็ก เราจะต่อตึกไปหลายๆ ชั้นก็คงจะไม่ได้
ถ้าเราทำคานแน่นหนา ทำหลักฐานแน่นหนา ตอกเข็มให้แน่นให้ลึกลงไป สามารถตอกสร้างตึกได้ถึง ๗ ชั้น ๑๐ ชั้น ๒๐ ชั้น

ได้ตามกำหนดนั้น ฉันใดก็ฉันนั้น

การเจริญพระกรรมฐานก็เช่นเดียวกันดังกล่าวแล้ว เป็นการฝังจิตให้แน่น ทำให้เกิดความอดทน อดกลั้น อดออม ประนีประนอมยอมความ

บุคคลนั้นจะได้มีหลักฐานแน่นอนที่สุด คือ การเจริญพระกรรมฐาน ทำให้ฐานะดี แน่นหนาอดทน ไม่โกรธคนง่ายและไม่เกลียดคนง่าย จะไม่ฝังใจเจ็บกับท่านผู้ใดเลย จะไม่ผูกความโกรธไว้ในใจต่อไป จะไม่อิจฉาริษยาแน่นอน มันฝังแน่นเหมือนเรือนที่เราปลูกไปเช่นนั้น

เหมือนต้นไม้ที่มันเป็นแก่น มันจะมีรากลึกมาก เข้าในหลักพังเพยธรรมชาติ

...ทองคำต้องสู้ไฟ ไม้ใหญ่ต้องสู้ลม...

ท่านทั้งหลายเอ๋ย เอาทองเหลือง ทองแดง ตะกั่ว มารวมกับทองคำแล้ว ท่านลองเอาน้ำกรดราดลงไปสิ มันจะเหลือแต่ทองบริสุทธิ์

ฉันใดก็ฉันนั้น ทองคำเปรียบเหมือนความดี เหลือแต่ความดีเท่านั้น
ความชั่วเปรียบเหมือนทองแดง ทองเหลือง ต้องเผาด้วยน้ำกรด

เทียนที่ท่านจุดมันมีแสงสว่าง เพราะมันร้อนในตัวใช่ไหม ความร้อนในตัวมันเผาให้เกิดแสงสว่าง
น้ำตาเทียนมันไหลเห็นชัดโดยธรรมชาติ ยิ่งเผาน้ำตาเทียนยิ่งหลั่งไหลออกมา

โยมลองไปเห็นธรรมชาติที่อาตมาพูด ธรรมชาติหรือไม่ ถ้าไส้มันใหญ่ เทียนมันใหญ่ มันก็จะเผาหนักทำให้เกิดแสงสว่างมากขึ้น

แต่ถ้าไส้เป็น ๓ ไส้เล็กๆ มันก็ไม่สามารถเผาให้มันเกิดความร้อนในตัว ให้มันเกิดแสงสว่างได้เช่นเดียวกัน ฉันใดก็ฉันนั้น
เรามาเจริญพระกรรมฐาน ต้องการให้เกิดแสงสว่าง เผาโลภะ โทสะ โมหะ เผากิเลส มันเหือดแห้ง คือ ราคะ โทสะ โมหะ กามคุณ ๕ มันสยบลงไปเมื่อใด ปัญญาก็จะเกิดขึ้นเหมือนเทียนฉันนั้น

ท่านทั้งหลายเอ๋ย โปรดพิจารณาโดยธรรมชาติอันนี้เถิด ท่านจะเกิดปัญญา ท่านจะรอบรู้ในกองการสังขารของท่าน ที่จะต้องเผากิเลสเป็นเหตุให้เกิดแสงสว่างนั้น คือ ตัวปัญญา

เหมือนท่านฝังรากจิตให้มันลึก ท่านจะไม่โค่น ท่านจะแผ่กิ่งก้านสาขาให้คนอื่นมีร่มเงาอาศัยได้
ถ้ารากท่านสั้น จิตใจท่านต่ำ ท่านจะไม่ได้เป็นที่พึ่งของใครเขาได้เลย เป็นที่พึ่งพาให้กับลูกก็ไม่ได้ เป็นที่พึ่งพาให้กับญาติพี่น้องก็ไม่ได้

เหมือนต้นตาลที่ไม่มีกิ่งก้านสาขา เลี้ยงลูกโตเหมือนต้นตาล เลี้ยงลูกโตด้วยข้าวสุก หาความสนุกให้กับสังคมแล้วมันจะใช้ได้หรือ

ต้นไม้ธรรมชาตินี่แหละหนอถ้ามันฝังรากลึก โยมโปรดรดน้ำพรวนดินเถิด มันจะออกดอกออกใบให้เราผลิดอกออกผล ให้เขาขายออกสู่ตลาดอย่างงาม เหมือนจิตใจของเรา หมั่นสวดมนต์ไหว้พระ หมั่นตั้งสติปัฏฐาน ๔ เจริญกุศลภาวนา เรียกว่า รดน้ำใส่ปุ๋ย ต้นไม้ท่านจะงดงาม ท่านจะมีปัญญาใช่หรือไม่
ท่านคิดดูตรงนี้ได้หรือไม่ ท่านจะไปเอาญาณ ๑๖ นั่ง ๗ วัน จะเดินระยะ ๖ แล้วให้ได้ญาณ ๑๖ เป็นพระโสดา โสดีก็ยังไม่ได้จะเป็นโสดาไปทำไม

แค่ตรงนี้ยังสกปรก จิตใจยังลามก หาความสกปรก เศร้าหมองใจ ใจก็ไม่เสบย ขาดความสบาย มีทั้งรักทั้งแค้น ทั้งแน่นในทรวง
ทั้งหึงทั้งหวงหนักหน่วงในหัวใจ ไม่มีรักด้วยเมตตาเลย รักกันด้วยกามคุณ หน้าตาสวยๆ ดี ก็จะรักกันดีจนตาย
รักกันอย่างไรเล่า มหานิยมคือเมตตา แปลว่า ความปรารถนาดี ลูกมีวิชาความรู้เป็นการนำวิชาการ นำแนวทางความคิดได้ แล้วก็นำทางปัญญาได้ ท่านถึงจะได้ความรู้ความคิด ความมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดสามารถปฏิบัติการงานขยันถูกต้อง

การเจริญพระกรรมฐาน เป็นการตัดสินใจได้ถูกต้อง แนวสติปัญญาแนวความคิด เป็นการตัดสินใจได้ดีมาก ที่ท่านเจริญพระกรรมฐานนั้น ท่านจะเสียใจต่อเมื่อท่านไร้สาระ ขาดสติสัมปชัญญะ ลดละภาวนา แล้วท่านจะเสียใจ ท่านจะตัดสินใจผิดชีวิตท่านจะแร้นแค้น

ชีวิตท่านจะไม่มีแบบไม่มีแปลนและแผนผัง ชีวิตท่านจะอเนจอนาถ น่าเสียดายที่เกิดมา ในสากลโลกมนุษย์นี้โดยธรรมชาติแท้ๆ


(หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)

105
หยาดฝนแห่งธรรม / มรณานุสติแปดประการ
« เมื่อ: สิงหาคม 20, 2010, 06:18:50 PM »



๏ หนึ่งความตายเหมือนนายเพชฌฆาต
เงื้อผงาดดาบจ้องปองเข่นฆ่า
สรรพชีพเวียนว่ายในโลกา
ให้ล่วงลับมรณาไร้รีรอ

๏ สองความตายย่อมพาให้พลัดพราก
ทรัพย์สินญาติมิตรมากแม้ร้องขอ
ลาภยศสรรเสริญแม้เยินยอ
ก็ไม่พอต่อรองกับความตาย

๏ สามความตายมิได้เห็นแก่หน้า
จะร่ำรวยสูงฟ้าศักดาฉาย
จะยากจนต้อยต่ำย่ำดินราย
ต่างต้องวายชีพวางขวางดินดอน

๏ สี่ความตายรายทั่วทุกสัดส่วน
ภายในภายนอกล้วนมวลเพื่อนหนอน
ร่วมบรรเลงเพลงเชิดเชิญละคร
เริงระบำรำฟ้อนฆาตกรรม

๏ ห้ากายมนุษย์นั้นเป็นสิ่งไม่ยั่งยืน
แต่ที่ฝืนอยู่ได้เพราะข้าวน้ำ
อิริยาบถยืนเดินนั่งนอนนำ
หายใจเข้าออกค้ำความร้อนเย็น

๏ หกความตายนั้นไร้ซึ่งนิมิต
ว่าชีวิตจะยืนยาวให้เราเห็น
เจ็บป่วยด้วยโรคใดไร้เช้าเย็น
สถานที่ตายเป็นไม่รู้ทิศ

๏ เจ็ดอายุมนุษย์นั้นสั้นน้อยนัก
เรียนรู้ให้รู้จักความศักดิ์สิทธิ์
เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปให้เพ่งพิศ
แค่วูบวับดับจิตประเดี๋ยวเดียว

๏ แปดชีพนี้มีอยู่คงอยู่ชั่วขณะ
แค่วับแวบแปลบปละปลายลมเฉี่ยว
วูบวาบวับหลับตาแค่คราเดียว
อาจไม่ได้เหลียวลืมตาอีกคราเลยฯ

สิริมงคล ๐๙/๑๒/๕๒ เรียบเรียงจาก วิสุทธิมรรค(สมาธินิเทศ)มรณานุสติ ๘ ประการ



ที่มาhttp://www.dhammajak.net/

106
 


:13: ถ้าคุณยังมีเวลาหายใจ  ก็อย่าห่วงเลยว่าจะไม่มีเวลาทำบุญ เพราะบุญนั้นทำได้ทุกที่ ทุกเวลา


 :13: แค่หายใจให้เป็น เช่น รู้จักใช้ลมหายใจสะกดกลั้นความโกรธ หรือคลายความเครียด โดยการ
หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกช้า ๆ  นั่นก็เป็นบุญแล้ว



ธรรมจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

107
 :06:

i^-^  รู้ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องของตัวเอง

108
หยาดฝนแห่งธรรม / บุญ-บาปคืออะไร
« เมื่อ: สิงหาคม 20, 2010, 06:31:59 AM »
คอลัมน์ พุทธวิธีแก้ทุกข์



ในตัวคนเรามีธรรมชาติอยู่อย่างหนึ่ง คือ จิตเป็นผู้คิดนึก เช่น คิดจะกิน คิดจะนอน คิดจะพูด คิดจะร้องเพลง คิดจะไปเที่ยว...ครั้นคิดจะทำอะไรแล้วก็สั่งให้มือ เท้า ปาก ทำสิ่งนั้น

เมื่อคิดโน่นคิดนี่ต่างๆ นานา จิตก็ไปประสบกับ "สิ่งเร้า" ต่างๆ ที่ทำให้จิตรักก็มี เกลียดก็มี หลงก็มี สิ่งเหล่านี้ทางพระท่านเรียกว่า "กิเลส" (คือสิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง)

จิตที่ถูกโลภ โกรธ หลง ครอบงำ เป็นจิตที่สกปรก เสื่อมคุณภาพ ส่วนจิตที่ได้รับการขัดเกลาให้โลภ โกรธ หลง เบาบางลง เป็นจิตที่สะอาด มีคุณภาพสูง

ความสะอาดแห่งจิต เรียกว่า บุญ

ความสกปรกแห่งจิต เรียกว่า บาป

บุญ-บาป จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตนั่นเอง เปรียบกับ "ความสะอาด" และ "ความสกปรก" แห่งเสื้อผ้า

ผ้าที่สกปรก เมื่อเราซักฟอกแล้ว เกิดความสะอาดขึ้น "ความสะอาด" ที่เกิดขึ้นนี้ก็อยู่ที่เสื้อผ้านั้นเอง จะยกเอาความสะอาดไปเก็บไว้ในตู้ต่างหากหาได้ไม่

บุญก็เหมือนกัน เกิดที่จิต อยู่กับจิตนั้นเอง

เสื้อผ้าที่สะอาด ย่อมสวยงาม น่าสวมใส่ มีค่ามีราคาสูงขึ้นฉันใด บุญก็ทำให้จิตมีคุณภาพสูงขึ้นเช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้นผู้หวังความสุขความเจริญเพื่อตนจึงควรทำบุญไว้ให้มาก

วิธีทำบุญมีหลายวิธี สรุปวิธีการใหญ่ๆไว้ ๓ วิธี เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ คือ

๑.ให้ทาน ถวายทานแก่ผู้ทรงศีล แบ่งปันสิ่งของแก่คนอื่น เพื่อละความโลภเห็นแก่ได้

๒.รักษาศีล ควบคุมกาย วาจาให้เรียบร้อยเป็นปกติ เพื่อละความโกรธ ความคิดทำร้ายเบียดเบียนเขา

๓.เจริญภาวนา อบรมจิตใจให้มั่นอยู่ในความดีและสร้างความฉลาดแก่จิต เพื่อละความหลงงมงาย ยึดติดในสิ่งผิดๆ

ผู้ต้องการให้เสื้อผ้าสะอาดต้องใช้ผงซักฟอกอย่างดีซักคราบความสกปรกออกฉันใด เมื่อต้องการให้จิตสะอาดเป็น "บุญ" ก็ต้องอาศัยทาน-ศีล-ภาวนาเป็นเครื่องฟอกจิตฉันนั้น

วิธีทำบุญที่หนึ่ง-ให้ทาน

วิเจยฺย ทานํ สุคตปสตฺถํ

การให้ด้วยปัญญาศาสดาทรงสรรเสริญ

คนเรามักจะมีความตระหนี่หวงแหนทรัพย์สมบัติของตนเป็นธรรมดา บางคนมิใช่เพียงตระหนี่หวงแหนของของตัวเท่านั้น ยังโลภอยากได้ของคนอื่นที่ตนไม่มีสิทธิอันชอบธรรมจะได้ด้วย ในใจจึงมีแต่ความคิดที่จะได้ จะเอามาเพื่อตนฝ่ายเดียว

เมื่อคิดแต่จะได้ จะเอา จะกอบโกยมาเพื่อตน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจคนอื่นจึงไม่มี จิตคิดแต่จะได้จะเอาเป็นความเห็นแก่ตัว พระพุทธองค์ตรัสว่า คนเห็นแก่ตัวเป็นคนสกปรก

เพื่อชำระจิตใจให้สะอาด ให้เป็นบุญ ท่านจึงสอนให้บำเพ็ญทาน

การให้ทานมี ๒ อย่างคือ ให้เพื่อทำบุญ กับให้เพื่อสงเคราะห์

การถวายสังฆทาน ใส่บาตร หรือบริจาค สิ่งอันควรใช้สอยต่างๆ แก่พระภิกษุสงฆ์ เรียกว่าให้เพื่อทำบุญ การให้ชนิดนี้จุดประสงค์เพื่อฟอกจิตของตนให้สะอาด หรือ เพื่อลุ ละกิเลส ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น

การให้ข้าวปลาอาหาร ทรัพย์สินเงินทอง แก่คนขอทาน หรือบริจาคเพื่อทำประโยชน์แก่สาธารณะต่างๆ เรียกว่าให้เพื่อสงคราะห์

การให้ไม่ว่าจะให้เพื่อทำบุญ หรือให้เพื่อสงเคราะห์ จะมีผลมากอยู่ที่เจตนาของการให้เป็นสำคัญกว่าอย่างอื่น

ถ้าให้เพื่อเอาหน้า เช่นให้เพื่อให้คนเขาเห็นว่าตนเป็นคนใจบุญ

ให้เพื่อแสดงว่าตนเป็นคนร่ำรวย ทำบุญคราวละมากๆ

ให้เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่างเช่น "เพื่อหาเสียง" เพื่อแลกสวรรค์วิมานในชาติหน้า ถึงของที่ให้นั้นจะมากมาย ราคาแพงๆ การให้ทานชนิดนี้ก็มีผลน้อย พูดง่ายๆ ว่าทำบุญไม่ได้บุญ หรือได้ก็ได้น้อย

แต่ถ้าให้เพราะจิตเลื่อมใส ต้องการให้จริงๆ ก่อนให้ หลังจากให้แล้ว จิตใจเลื่อมใส ไม่คิดเสียดาย การให้อย่างหลังนี้ แม้ของที่ให้จะเล็กน้อย ราคาถูกๆ ก็เป็นบุญกุศลแท้จริง

คนจนก็ทำบุญทำทานได้ และอาจได้บุญมากกว่าคนรวยเสียด้วยซ้ำ

ที่มาข่าวสด

109



หากปล่อยให้ระดับไขมันในเลือดสูง นานวันเข้าต้องระวัง ‘เบาหวาน’ ถามหา ยิ่งถ้าป่วยเรียบร้อยโรงเรียนเบาหวานแล้วล่ะก็ จะรับประทานอะไรก็ต้องระวังเรื่องน้ำตาล หมดสนุกกับการใช้ชีวิตแสนสุข

‘มุมสุขภาพ-กินดี’ เห็นว่าการใส่ใจแก้ไขปัญหาสุขภาพแต่เนิ่น ๆ ย่อมดีกว่าการจัดการที่ปลายเหตุ วันนี้จึงเตรียมสูตรเครื่องดื่มลดไขมันในเลือด อีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงเป็นหวานได้

เครื่องดื่มแก้วนี้อาจมีส่วนผสมมากอย่างสักหน่อย แถมรสชาติอาจไม่ละมุนนุ่มลิ้น แต่เพื่อสุขภาพแล้ว จงอย่าได้ปฏิเสธที่จะรับคุณค่าจาก ‘แครอท’ ที่มีคุณสมบัติขจัดไขมันส่วนเกินจากตับ ดีต่อตับและระบบเลือด ‘พริกหยวก’ เพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบย่อยอาหาร เช่นเดียวกับ ‘มะเขือเทศ’

ขณะที่ ‘แอปเปิ้ล’ จะเข้าไปทำความสะอาดตับ ‘น้ำมะนาว’ ปรับสภาพร่างกายให้เป็นด่าง ช่วยให้ตับผลิตน้ำดีได้อย่างเป็นปกติ ‘น้ำผึ้ง’ นอกจากช่วยแต่งรสชาติให้ดื่มง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ แบคทีเรีย บำรุงเลือด ลดความดันโลหิตสูง

‘น้ำมันมะกอก’ มีไขมันดีที่จะเข้าควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และ ‘พริกไทย’ เป็นส่วนผสมที่ช่วยเสริมระบบการย่อยอาหารนั่นเอง

มีส่วนผสม เตรียมตามปริมาณต่อไปนี้...

•แครอท 1 ถ้วย
•แอปเปิ้ลเขียว 1/2 ถ้วย
•มะเขือเทศ 1/2 ถ้วย
•น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา
•น้ำมันมะกอก 2 ช้อนชา
•มะนาว 1 ผล
•พริกหยวก 1/4 ถ้วย
•พริกไทย 1/4 ถ้วย
•น้ำแร่ 1 ถ้วย

ขั้นตอนในการทำ เริ่มด้วยการล้างผักและผลไม้ให้สะอาด นำมะนาวไปคั้นเอาแต่น้ำ ส่วนมะเขือเทศ แครอท แอปเปิ้ลเขียว ให้เป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า สำหรับพริกหยวกให้ควักไส้ออกแล้วซอยเป็นเส้นเล็ก ๆ เม็ดพริกไทยบุบให้แตก นำส่วนผสมที่เตรียมไปปั่นพร้อมกัน จากนั้นเติมน้ำแร่ น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ปรุงรสชาติให้ดื่มง่ายด้วยน้ำผึ้ง แล้วปั่นรวมกันอีกรอบ เสร็จแล้วควรดื่มทันที.



ที่มา http://www.dailynews.co.th

110





สังฆทานที่ดี ไม่จำเป็นต้องมีของมากมาย ขอเพียงเป็นของจำเป็น และมีคุณภาพก็พอ

การเลือกซื้อของ มาประกอบเป็นสังฆทานเอง จะได้ของดีมีคุณภาพกว่าการไปซื้อ "ถังเหลือง" ตามร้านสังฆภัณฑ์

การจัดสังฆทานให้ได้ประโยชน์ ควรเป็นข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับพระสงฆ์จริงๆ เช่น

สบู่ จัดเป็นเครื่องประทินผิว แต่พระก็ใช้ได้เพื่อทำความสะอาด และระงับกลิ่นกาย

ยาสีฟัน ชนิดผง หรือแบบหลอดก็ได้ ยาสีฟันสมุนไพรก็น่าสนใจ

แปรงสีฟัน เลือกที่เป็นชนิดขนแปรงอ่อนๆ จะได้สบายเหงือก

ยาสระผม เอาไว้ใช้เวลาโกนศีรษะจะได้โกนได้ง่ายขึ้น

ใบมีดโกน เป็นของจำเป็นมาก เพื่อใช้โกนศีรษะ

เครื่องดื่มสมุนไพรพร้อมชง ขิงผง ชารางจืด มะตูม อย่าลืมดูวันหมดอายุก่อนซื้อ

ผ้า อาบน้ำฝน เลือกที่เนื้อหนาๆ หรืออาจเลือกซื้อเป็นสบง (ผ้านุ่ง) หรือจะเป็นอังสะก็ได้ เพราะพระท่านมักจะมีผ้าอาบน้ำฝนอยู่มากแล้ว จะขาดแคลนก็คือสบง อังสะ

หนังสือธรรมะ หนังสือเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หนังสือเกี่ยวกับสุขภาพ หรือหนังสือความรู้ต่างๆ ที่คิดว่าพระสงฆ์ควรรับรู้เพื่อนำไปบอกกล่าวแก่ญาติโยมได้

ยาสมุนไพรต่างๆ รวมทั้งยาแผนปัจจุบัน

เครื่องเขียน สมุด ปากกา ดินสอ

ไฟฉาย ถ่านไฟฉาย วัดชนบทและวัดป่าเป็นสิ่งจำเป็นมาก

จาน ชาม ช้อน ส้อม อาจสอบถามดูว่า วัดนั้นๆ ต้องการจำนวนมากหรือไม่ จะได้จัดเป็นชุดใหญ่ถวายเป็นของสงฆ์ เพื่อให้ชาวบ้านหยิบยืมได้ด้วยในงานบุญประเพณีต่างๆ รวมทั้งเครื่องมืองานช่างต่างๆ เช่น ค้อน ตะปู ไขควง หรืองานเกษตร เช่น จอบ เสียม พลั่ว และงานทำความสะอาด เช่น ไม้กวาดอ่อน ไม้กวาดแข็ง ถังขยะ ที่ตักผง ฯลฯ

ของอื่นๆ ที่มักนิยมใส่ก็มี ข้าวสาร หัวหอม กระเทียม น้ำมันพืช ที่จัดว่าเป็นของแห้งเก็บไว้ได้นาน ของเหล่านี้ถ้าพระท่านใช้ไม่ทัน ท่านก็มักจะเก็บรวบรวมนำไปบริจาคต่างจังหวัดอีกที นับเป็นวงจรบุญไม่มีที่สิ้นสุด

สำหรับของที่ควรลดละเลิกในชุดสังฆทาน ได้แก่ บุหรี่ ยาเสพติด เครื่องดื่มชูกำลังทุกประเภท

ผลิตภัณฑ์อาหารที่บรรจุด้วยโฟม เพื่อหลีกเลี่ยงมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม

อาหาร กระป๋อง ผลไม้กระป๋อง เพราะเป็นอาหารที่มีสารกันบูด สารเคมี ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ ใส่เป็นผลไม้สดจะดีกว่า ถ้าในวัดมีครัวอาจซื้อผักสดเข้าครัวก็ได้

ใบชาคุณภาพต่ำ พระไม่ค่อยได้ชงฉัน ควรเปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรให้ประโยชน์กับสุขภาพดีกว่า

กล่องสบู่ ปกติพระท่านมีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อถวายอีก

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารบิณฑบาตในตอนเช้าเป็นอาหารสด และมีคุณค่ากว่า ไม่ควรส่งเสริมให้ท่านฉันอาหารที่มีคุณค่าน้อย

น้ำอัดลม น้ำที่ผ่านการปรุงแต่งใส่สี
 

ที่มา: ข่าวสด

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 [11] 12 13 14 15

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham