Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - บัวผ่อง

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 [9] 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20
81
ส่วนอันนี้ แถม

"อยู่ก่อนแต่ง" หญิง ชาย คิดยังไง ?

http://pantip.com/topic/30374205

อุส่า ไปแจมไว้ใน คห. 17 แต่ดั๊น โดนอุ้ม ซะนี่
เลย เอามาแปะไว้ในอ่านเล่น ๆ

+++++++++++++++++++++++++++


"อยู่ก่อนแต่ง" หญิง ชาย คิดยังไง ?

ขออนุญาตยกความคิดเห็นคุณ 12478B13 มาสานต่อนะครับ จากกระทู้
จะดีมั้ยถ้าจะคบกันจริงๆ ถึงขั้นแต่งงาน ควรรู้จักกันให้หมดเปลือกก่อน
http://pantip.com/topic/30368568


ถ้ารู้จักกันไปจนถึงระดับครอบครัวและวงศาคณาญาติ ชีวิตจะง่ายขึ้นนะเราว่า หลาย ๆ คู่มักมีปัญหาครอบครัวเดิมของแต่ละฝ่าย หรืออย่างปัญหาแม่ผัว-ลูกสะใภ้ ถ้าเลือกผู้หญิงที่เข้ากับแม่ได้ ปัญหาก็ไม่เกิดนะ
เราเป็นพวกสนับสนุนให้อยู่ก่อนแต่ง กล่าวคือ หมั้นหมายกันให้เป็นเรืองเป็นราว แล้วทดลองอยู่ด้วยกัน . . ผ่านไปสักปี ถ้าไปรอดก็ค่อยแต่ง เพราะการหมั้นจะทำให้เราสนิทกับครอบครัวของเขามากขึ้นด้วยนะ

เห็นด้วยกับความคิดนี้ แต่คนไทยมักมองเป็นการเอาเปรียบฝ่ายหญิง

ก็มีของหมั้นประกันเอาไว้อยู่แล้ว . . เราไม่คิดว่าเป็นการเอาเปรียบหรอกนะ เพราะสมัยก่อน ก็มีพิธีหมั้นก่อนพิธีแต่งอยู่แล้ว เพียงแต่คนสมัยนี้ตีความหมายของการหมั้นผิดไปจากเดิมมาก
สำหรับเราแล้ว . .การหมั้นและการอยู่ก่อนแต่งสำคัญมากนะ เพราะมันจะทำให้เราเข้าใจและรู้จักครอบครัวของอีกฝ่ายอย่างจริงจัง เพราะมันแตกต่างจากการเข้าตามตรอก - ออกตามประตูในช่วงเป็นแฟนกันอย่างมาก จริง ๆ แล้วอาจพูดได้ว่าเป็นการแต่งงานกันไปแล้วครึ่งตัวน่ะ ถ้าได้ทดลองอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวก่อนแต่งจริง ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง . . มันก็ดีด้วยกันทั้งสองฝ่ายในระยะยาว เราคิดแบบนี้นะ และครอบครัวเราก็คิดแบบนี้เหมือนกัน ( พ่อบอก )
แบ่บว่า . .
ช่วงที่หมั้นกันอยู่นี้ ต้องไม่ปล่อยให้มีลูกออกมาระหว่างนี้นะ ไม่งั้นจะยิ่งเป็นการเพิ่มปัญหาให้ยุ่งยากขึ้นไปอีก หากอยู่ด้วยกันแล้วมันไม่ลงตัวตามที่ได้วางแผนกันเอาไว้น่ะ

หญิง ชาย รู้สึกไง ? คิดยังไง ? ไม่จำกัดความเห็นครับ โสด ไม่โสด
* เจ้าของความคิดนี้ เค้าจะโกรธผมมั้ย ก๊อบมาหมดเลย เครดิตคุณ 12478B13


อ้างถึง
ความคิดเห็นที่ 17

อืม...โดยหลักการ ก็ โอ อยู่นะ
แต่ โดยเทคนิค แล้วการหอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่ด้วยกันก่อนงี้
มันก็เป็นการลงทุน ที่ค่อนข้างเสี่ยงสำหรับ ฝ่ายหญิง อยู่มากนะ


ถ้า ไปด้วยกันได้ มันก็ จบแบบแฮ่ปปรี้เอนดิ้ง
แต่ ถ้าไป ด้วยกันไม่ได้ ต้องทางใครทางมัน
ฝ่ายหญิง นั่นแหล่ะ ที่จะซรวย
การถูกตีตราว่า เป็นผู้หญิงมือสอง นี่
มันจะทำให้ มูลค่าเพิ่มของคุณถูกลดทอน ลงไปมากมายเลยนะ
ก็คง คล้าย ๆ กับ รถมือ 2 นั่นละมั้ง


อย่าลืมนะ ว่า ในสังคมไทย ไม่เหมือน สังคมฝรั่ง
สังคมไทยค่อนข้างให้ความสำคัญ
กับ คุณค่าผังผืดพรหมจรรย์ ของ ฝ่ายหญิง
มากกว่า เส้นสอง สลึง ของฝ่ายชาย แยะ อ่ะ


ไอ้ครั้น จะกันเหนียว โดยการ ทดลองอยู่ก่อนแต่ง ด้วยกันเฉย ๆ
โดย ตกลงที่จะ ไม่มี Sex ด้วยกัน แบบ ในนิยายน้ำเน่านี่
คงจะทำได้ยากส์นะ เพราะว่า ความหน้ามืด มันไม่เข้าใครออกใคร อิอิ


ฉะนั้น อิฉัน แนะนำว่า เก็บไอ้เจ้า ผังผืด อันนี้ เอาไว้ ล่อเสือล่อไอ้เข้
ให้มัน น้ำลายหกเล่น ๆ น่าจะได้มรรคผล มากกว่า เอามันใส่พาน แล้วไปประเคน
ให้กับผู้ชายที่เรา ยังไม่มั่นใจ 100 % ว่า ไอ้หมอนั่นมันจะมีคุณภาพดี พอที่จะเอา พ่อของลูก เราได้ไหมอ่ะ ?


สรุป

ถ้า เป็นตัวเอง คงไม่อยู่ก่อนแต่ง แหง๋ ๆ
แหม๊ ? อุส่าถือไพ่เหนือกว่าแล้ว
เรื่องไร จะ ยอมเป็น ของตาย
หงายไพ่ให้ ผู้ชายมันดู หมดหน้าตัก
แบบแบบเบอร์ ล่ะคร้าาาาาา

สันดานผู้ชาย อ่ะนะ อะไรที่ได้มาง่าย ๆ มักจะไม่มีค่า เสมอ โดยเฉพาะ ของตาย

ปอลิง




อ้อ แต่ ถ้า อยู่ก่อนแต่ง แล้ว ได้ ปั๋วรวย แบบ อินู๋ตั๊ก บงกช นี่ก็ไม่แน่นะจ๊ะ
อันนี้ ก็อาจจะต้อง พิณา อีกที ( ของงี้ มันอยู่ที่ ผู้ชาย คนนั้น น่าจับเอามาเป็น พ่อของลูกแค่ไหน หุหุ )


4

82
จม.จากญิ๋งแม่

สวัสดีค่ะคุณ สมาชิกหมายเลข 799026

เนื่องจากทีมงานพบว่าการโพสต์ของคุณในกระทู้

http://pantip.com/topic/30373259/comment14

อ้างถึง
"เอ่อ...โดยสรุป จาก ข้อมูล ในกระทู้นี้ ตกลงว่า เนื้อหาใน ใบลาน 3 ตะกร้านั้นน่ะ เราสามารถเอามา ลวกน้ำร้อนขูดขน แล้ว ชำแหละหาเนื้อนาบุญได้ไหม เจ้าคะ ว่า มันมี สาระ สักกี่กิโลขีด ? หรือว่า ถ้า อะไร ที่ขึ้นชื่อ ว่าเป็น ไตร ๆ ไม่ว่าจะ ไตรสรณะ หรือ ว่า ไตรปิฎก ก็ล้วนแล้วแต่ แตะต้อง มิได้ ถึงแม้ สิ่งที่เอามาพูดวิพากษ์วิจารณ์นั้น ก็ล้วนแล้วแต่ อ้างอิงตาม fact ที่มีพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ ที่ยอมรับได้ในระดับสากล ก็ตาม เฮ้อออ ถ้าเป็นงั้น คำว่า ทองแท้ย่อมไม่แพ้ไฟ ก็เอามาใช้ไม่ได้กับ สาวกสมณะโคดม งั้นสิ อิอิ แหม ? ว่าง ๆ ก็อย่าลืม ไปตั้งกระทู้ ถอนคำพูดด้วยนะ ที่บอกว่า ศาสนาพุทธ เป็น ศาสนาแห่งปัญญา อ่ะ เพราะเท่าที่ สังเกตดูแล้ว สาวกสมณะโคดมส่วนใหญ่ ภูมิศีลต่ำ ภูมิธรรมด้อย ภูมิรู้น้อยกันทั้งนั้นเยยยยยย นี่ ก็ยังสงสัยอยู่ เลย ไม่รู้เหมือนกันว่า ศาสดาของพวกคุณ ไม่ได้สั่งได้สอนกันมาหรืออย่างไร ทำไม สาวกของ ศาสนาแห่งปัญญา ถึงกลายเป็นงี้ไปได้นะ ช่างน่าอายขายขี้หน้า แทน คนเป็นศาสดา จริงจริ๊งงงงง เอิ๊ก ๆ





นั้นเป็นการโพสต์กระทู้ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายล่อเป้า/บลั๊ฟ/เกรียน/ชวนทะเลาะ ในหน้าบอร์ดหลักเป็นการรบกวนการใช้งานของเพื่อนสมาชิกซึ่งถือว่าผิดกติกาจึงมีความจำเป็นต้องระงับการโพสต์ของท่านชั่วคราวเพื่อทำการแจ้งให้ท่านรับทราบเงื่อนไขในการใช้งานของเว็บพันทิปเสียก่อน

ทั้งนี้ทีมงานขอความกรุณาท่านสมาชิกตอบกลับมายัง contact.pantip.com เพื่อแจ้งเหตุผลในการโพสต์ข้อ ความลักษณะดังกล่าวค่ะ



83

ผู้ใดจะมีสัมมาทิฏฐิ และ มีวาสนา
เข้าถึง ซึ่ง มรรคผลนิพพาน มากกว่ากันเจ้าคะ ? ระหว่าง...


* กระทู้นี้สามารถใช้งานได้เฉพาะผู้ที่มี Link นี้เท่านั้นค่ะ


อืม...ตะกี้อิฉันไปโพสแพล่ม ๆ แจมในกระทู้ที่ตัวเองตั้งไว้ เมื่อตะวานอ่ะค่ะ
แพล่มไปแพล่มมา ก็นึกครึ้ม เลย ตั้ง กระทู้ นี้ ขึ้นมาถามไถ่ เจ้าค่ะ
แบบว่า อยากรู้จังเลยคร้าาา ว่า....

ผู้ใดจะมีสัมมาทิฏฐิ และ มีวาสนา เข้าถึง ซึ่ง มรรคผลนิพพาน มากกว่ากันเจ้าคะ ? ระหว่าง...


A  ผู้ศรัทธา ใน ไตรสรณะ มากล้น แต่ขัดสนซึ่ง หิริโอตตัปปะ
 
อาทิเช่น พุทธบริษัท 4 ผู้มีศรัทธาในบวรพุทธศาสนามากล้น
จนถึงขั้น ยอมสละชีพเพื่อ ปกป้องพระรัตนตรัย ได้โดยไม่หวั่นเกรงภยันอันตราย
แต่เขาก็ไม่เคยรู้สึกตะขิดตะขวงใจเลย ในเวลาที่ตนนั้นต้องก้าวล่วงศีล 5
( ภูมิศีลต่ำ-ภูมิธรรมด้อย-ภูมิรู้น้อย  แต่มี ศรัทธาพละมาก )



B. เป็น ผู้มีหิริโอตตัปปะ มากล้น แต่ ขัดสน ซึ่งศรัทธา ใน ไตรสรณะ โดยสิ้นเชิง

อาทิเช่น ปัจเจกชนคนไร้ศาสนา ผู้ไม่เคยมีศรัทธาในไตรสรณะเลย
แต่เขาก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจ ในเวลาที่ตนนั้นต้องก้าวล่วงศีล 5
และ มีปฏิปทาในการปฏิบัติ เกี่ยวกับการเจริญสติปัฏฐาน 4 อยู่เสมอเพื่อ รักษา ดุลยภาพของใจ
( ภูมิศีลสูง  ภูมิธรรมมาก ภูมิรู้เยอะ  แต่ไร้ซึ่งศรัทธาพละโดยสิ้นเชิง )


A ก๊ะ B ผู้ใดจะมีสัมมาทิฏฐิ และ มีวาสนา
เข้าถึง ซึ่ง มรรคผลนิพพาน มากกว่ากันเจ้าคะ ?
แล้ว หาก 2 คนนี้ ไปหา กสิยดาบส คุณคิดว่า .....

ใครจะได้รับ สุธาโภชน์ มาไว้ในครอบครอง
และ ได้ เป็นเจ้าของ ดอกปาริชาติสวรรค์ ต่อจาก พระนารทดาบส เจ้าคะ ?


เม่าบัลเล่ต์เม่าบัลเล่ต์เม่าบัลเล่ต์
แก้ไขข้อความเมื่อ 6 ชั่วโมงที่แล้ว

สมาชิกหมายเลข 799026
6 ชั่วโมงที่แล้ว


ความคิดเห็นที่ 1
ใครก็ได้ที่มีดวงตาเห็นธรรมแล้ว
   

What am I?
6 ชั่วโมงที่แล้ว
สมาชิกหมายเลข 799026 ซึ้ง


ความคิดเห็นที่ 2
แล้ว ทั่นว๊อทฯ คิดว่า....
ใครจะมี วาสนาได้เห็น ดวงตาธรรม ได้ก่อนกันล่ะ


A  or  B ?

แก้ไขข้อความเมื่อ 6 ชั่วโมงที่แล้ว
 
สมาชิกหมายเลข 799026
6 ชั่วโมงที่แล้ว  [IP: 110.77.138.136]


ความคิดเห็นที่ 3
อาตมาว่า ผู้ใดมีศรัทธาในพระรัตนตรัย ย่อมมีโอกาสมากกว่า พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
    .......ลำดับนั้น เขา (๑) ปลูกฝัง ศรัทธา ลงไป ในภิกษุนั้น ครั้นมี
สัทธาเกิดแล้ว (๒) ย่อม เข้าไปหา ครั้นเข้าไปหาแล้ว (๓) ย่อม เข้าไปนั่งใกล้
ครั้นเข้าไปนั่งใกล้แล้ว (๔) ย่อม เงี่ยโสตลง ครั้นเงี่ยโสตลง (๕) ย่อม ฟัง
ซึ่งธรรม ครั้นฟังซึ่งธรรมแล้ว (๖) ย่อม ทรงไว้ซึ่งธรรม (๗) ย่อม ใคร่ครวญ
ซึ่งเนื้อความแห่งธรรมทั้งหลาย อันตนทรงไว้แล้ว เมื่อใคร่ครวญซึ่งเนื้อความแห่ง
ธรรมอยู่ (๘) ธรรมทั้งหลายย่อมทนต่อความเพ่งพินิจ, เมื่อการทนต่อการเพ่ง
พินิจของธรรมมีอยู่ (๙) ฉันทะย่อมเกิดขึ้น ผู้มีฉันทะเกิดขึ้นแล้ว (๑๐) ย่อม
มีอุสสาหะ ครั้นมีอุสสาหะแล้ว (๑๑) ย่อม พิจรณาหาความสมดุลย์แห่งธรรม
ครั้นมีความสมดุลย์แห่งธรรมแล้ว (๑๒) ย่อม ตั้งตนไว้ในธรรมนั้น; เขาผู้มี
ตนส่งไปแล้วอย่างนี้อยู่ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปรมัตถสัจจะ ด้วยนามกาย ด้วย,
ย่อม แทงตลอดซึ่งธรรมนั้น แล้วเห็นอยู่ด้วยปัญญา ด้วย. ภารท์วาชะ ! การตาม
รู้ซึ่งความจริง ย่อมมี ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้, บุคคลชื่อว่าย่อมตามรู้ซึ่งความจริง
ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้, และเราบัญญัติการตามรู้ซึ่งความจริง ด้วยการกระทำ
เพียงเท่านี้; แต่ว่า นั่นยังไม่เป็นการตามบรรลุถึงซึ่งความจริง.......ต่อจากนั้นก็เป็นส่วนของการปฎิบัติ
ถ้า  A เคารพพระรัตนตรัยจริง การกระทำแบบที่กล่าวถึงบนนั้นก็จะตามมา แค่หิริโอตตัปปะ เรื่องเล็กมาก เจริญพร
   
สมาชิกหมายเลข 794326
5 ชั่วโมงที่แล้ว
สมาชิกหมายเลข 799026 สยอง


ความคิดเห็นที่ 4
หลวงพี่ จะมาตอบ พวกนี้ทำไม  ปล่อยเขาไป ไม่มีใครสนใจ เดี๋ยวก็เหี่ยวตายไปเอง
 

สมาชิกหมายเลข 723908
5 ชั่วโมงที่แล้ว
สมาชิกหมายเลข 799026 ซึ้ง


ความคิดเห็นที่ 5
อืม...ใจจริงก็อยากให้ พวกคนพุทธ ลง พรหมทัณฑ์ กรวดน้ำคว่ำขัน ก๊ะ อิฉันซะที เหมือนกันนะ
ไม่รู้ มีใจเสน่หา หน้ามืด มาหลงรัก อะไร อิฉัน กันนักกันหนา
ขนาด ที่ว่า หลัง ๆ มานี่ อิฉัน หันไปตั้งกระทู้พูดคุยกระหนุงกระหนิง ก๊ะ เพื่อน ๆ มุสลิม ในบอร์ดนี้
พวกคนพุทธก็ยังไม่วาย เสียมารยาทตามมาหึงหวง เอ๊ย ตามมาราวีจนกระทู้โดนอุ้ม เลยอ่ะ T^T
ด้วยเหตุนี้อิฉัน ก็เลยยังลังเลอยู่เลยนะ ว่า จะ โพสกระทู้

"เมื่ออิฉันเริ่มเห็นความงดงามตามวิถีอิสลาม เมื่อเปลี่ยนใจหันไปปฏิบัติธรรม"

มาให้ กัลยาณมิตร ในนี้ ได้อ่าน ดีไหม ?
ถึงแม้ว่า จะมั่นใจ ว่า สิ่งที่ ตัวเองจะโพสนั้น มันคือ ความจริง ที่อิฉันได้ประสบและพบเจอ
แต่ อิฉันก็กลัวว่า ความ อิจฉาริษยา  และ ฉันทาคติอันมืดบอดของพวกพุทธมามกะหลาย ๆ คน
มันจะ ทำให้ กระทู้ดี ๆ ที่อิฉันสู้อุส่าจะบรรจงเขียนขึ้นมา มันถูกทำให้ดับสูญไป
เพราะ พวกคนพุทธหลาย ๆ คน  ทนที่จะยอมรับ ความเป็นจริง ที่เกิดขึ้น ในสังคม ไม่ได้ อ่ะดิ

แก้ไขข้อความเมื่อ 5 ชั่วโมงที่แล้ว


สมาชิกหมายเลข 799026
5 ชั่วโมงที่แล้ว  [IP: 110.77.138.136]



ความคิดเห็นที่ 6
ถ้าไม่มีศรัทธาในพระรัตนไตร. ก็ไม่มี หิริ โอตตัปปะ

เพราะ หิริโอตตัปปะ. การละอายเกรงกลัวต่อบาป. เกิดจากการรู้ว่าสิ่งใดเป็นบาป จากพระธรรมของพระพุทธเจ้า. ครับ
   


กระบี่นางฟ้า
4 ชั่วโมงที่แล้ว
สมาชิกหมายเลข 799026 สยอง



ความคิดเห็นที่ 7
อ้าง

ความคิดเห็นที่ 6
ถ้าไม่มีศรัทธาในพระรัตนไตร. ก็ไม่มี หิริ โอตตัปปะ

เพราะ หิริโอตตัปปะ. การละอายเกรงกลัวต่อบาป. เกิดจากการรู้ว่าสิ่งใดเป็นบาป จากพระธรรมของพระพุทธเจ้า. ครับ


ปุจฉา !


ท่านนบีฯ ทั้งหลาย มีศรัทธาในพระรัตนตรัย หรือไม่ 
แล้ว คุณคิดว่า ท่านมี หิริ โอตตัปปะ ไหม ?


แม่ชีเทเรซ่า มีศรัทธาในพระรัตนตรัย หรือไม่ 
แล้ว คุณคิดว่า ท่านมี หิริโอตตัปปะ ไหม ?


มหาตมะ คานธี มีศรัทธาในพระรัตนตรัย หรือไม่ 
แล้ว คุณคิดว่า ท่านมี หิริ โอตตัปปะ ไหม ?

มาร์ติน ลูเธอร์ คิง มีศรัทธาในพระรัตนตรัย หรือไม่ 
แล้ว คุณคิดว่า ท่านมี หิริ โอตตัปปะ ไหม ?


อัลเฟรด โนเบล  มีศรัทธาในพระรัตนตรัย หรือไม่ 
แล้ว คุณคิดว่า ท่านมี หิริ โอตตัปปะ ไหม ?


แก้ไขข้อความเมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว



สมาชิกหมายเลข 799026
4 ชั่วโมงที่แล้ว  [IP: 110.77.138.136]



ความคิดเห็นที่ 8
คิดว่าคำถามมันค่อนข้างขัดกันในตัวเองนะครับ

นกไม่สามารถบินขึ้นสูงได้โดยขาดปีกฉันใด มนุษย์ก็จะขึ้นสู่จุดสูงสุดโดยไม่มีครูบาอาจารย์หรือคำสอนเลย ก็ฉันนั้น

การที่คุณอ่านตำราหรือฟังมาแล้วลองปฎิบัติแล้วได้ผล (ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดี) แต่ทำไมกลับไม่ยอมรับหรือเคารพในตัวอาจารย์ผู้ให้ความรู้หละครับ

เจตนาของเจ้าของกระทู้ผมว่า เหมือน "นกโลก" คือรับประทานคำด่า อาการดิ้น ความโกรธของมนุษย์ เป็นอาหาร

(งดให้อาหารนกโลกเถอะครับ)


คนัคเกิ้ล
4 ชั่วโมงที่แล้ว
สมาชิกหมายเลข 799026 ซึ้ง


ความคิดเห็นที่ 8-1
แล้วในอนาคตกาล ชะตากรรมของ อิตาเถรเทวทัต นั้นเป็นไฉน ?
การจะได้เป็น ปัจเจกพุทธะ  ( ในชาตินั้น  ๆ ) จำเป็นจะต้องมี อาจารย์ที่ไหน
มาสอนทั่น เรื่อง อริยมรรค ( ในชาตินั้น ๆ ) หรือไม่ ?
อิตาเถรเทวทัต ต่างจาก พระ อริยะสาวก อย่างไร ?
ได้โปรดช่วยตอบให้อิฉันได้ เห็นดวงตาธรรม หน่อย เถิดเจ้าคะ

ว่า ศาสนาแห่งปัญญา ที่ทั่นภาคภูมิใจ นักหนา
จนต้อง เอาไปใช้ ยกตนข่มท่าน กับ ใคร ๆ อยู่เสมอ ๆ นั้น
มันต่างจาก ศาสนาแห่งศรัทธา   ของ ศาสนิกชนอื่น ๆ อย่างไร ?

แก้ไขข้อความเมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว

สมาชิกหมายเลข 799026
4 ชั่วโมงที่แล้ว  [IP: 110.77.138.136]



ความคิดเห็นที่ 8-2
ถ้าคุณบอกว่าเกิดมา คุณไม่เคยหยิบหนังสือเกี่ยวกับการปฎิบัติธรรม หรือไม่เคยฟังธรรมะข้อใดๆมาเลย

แล้วก็สามารถเริ่มปฎิบัติได้เลย แบบว่ารู้เอง คุณต้องเป็นพระปัจเจกในอนาคตแน่ๆ ยิ้ม

(อ่อ หลวงพี่เทวทัตก็จะบรรลุเช่นเดียวกับที่ผมกล่าวนั้นแหละครับ)

ป.ล.ผมให้ความเคารพกับศาสนาอื่นเสมอ ไม่เคยว่า ไม่เคยติเตียนเลย ช่วยแยกแยะหน่อยนะครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ 3 ชั่วโมงที่แล้ว


คนัคเกิ้ล
3 ชั่วโมงที่แล้ว


ความคิดเห็นที่ 8-3
อืม...ไอ้หนังสือธรรมะสารพัด นั่นน่ะ ทำไมจะไม่เคยอ่านล่ะ
คุณก็รู้นี่หน่า ว่า เมืองไทยนั้นหนา เป็น เมืองพุทธ
สมัยเรียนมัธยม อิฉัน เลยถูกอาจารย์ทั้งหลาย
พยาม ยัดเยียด ตถาคตโพธิสัทธา ให้  เป็นประจำ
เหมิอนกับ เด็กนักเรียนทั้งหลาย อยู่แล้วนิ
ยังได้ ท็อป วิชา พุทธศาสนาอยู่ตลอด ๆ
ก็ท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง นั่นแหล่ะ 5555


แต่ว่า กายานุปัสนา และ เวทนานุปัสนา นั้นน่ะ
อิฉัน ทำเป็น ก่อนที่จะรู้ว่า มันคือ สติปัฏฐาน 4 ด้วยซ้ำ
ส่วน จิตตานุปัสนา และ ธรรมมานุปัสนา เนี่ย
พอถือศีล 5 เพราะ เวทนา สัตว์โลกตาดำ ๆ บ่อย ๆ เข้า
เรื่องพวกนี้ มันก็ เรียนรู้ได้ ด้วยตัวเอง ตามเหตุปัจจัย
โดยที่ไม่ได้ไปให้ คูบาอาจานที่ไหน มาสอน นิ

เอ ? งั้นต่อไป อิฉัน ก็สวมรอยว่า .... อิฉันจะได้เป็น ปัจเจกพุทธะ ได้น่ะสิ ?
แก้ไขข้อความเมื่อ 3 ชั่วโมงที่แล้ว

สมาชิกหมายเลข 799026
3 ชั่วโมงที่แล้ว  [IP: 110.77.138.136]



ความคิดเห็นที่ 9
ไม่รู้นะ แต่ผมมองว่ามันขัดๆกันนะ
คนที่ศรัทธามาก แต่ขาอความกลัวบาป ผมว่ามันเป็นไปไม่ได้ คืออย่างน้อยมันต้องมีบ้าง ถ้าเขาไม่ได้หลงผิด ศรัทธาผิด เหมือนองคุลีมาลในตอนแรกๆที่ตัดนิ้วมนุษย์ เลยหลงเชื่ออาจารย์ ต่อมาพระองคุลีมาลมีศรัทธาในพระพุทธเจ้าก็บรรลุอรหัตผลได้

ส่วนคนที่เกรงกลัวต่อบาป ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เลยที่เขาจะไม่ศรัทธาสิ่งใด ยิ่งเป็นชาวพุทธด้วยแล้ว ถ้าลองได้รู้จักศีลห้า และกลังบาป นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ศรัทธาต่อพุทธศาสนา ยิ่งกลัวบาปมากยิ่งศรัทธามากเรียกได้ว่ามีความสัมพันธ์กันในทางบวก
แก้ไขข้อความเมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว


ธรรมสถิต
4 ชั่วโมงที่แล้ว
สมาชิกหมายเลข 799026 ขำกลิ้ง



ความคิดเห็นที่ 10
ก็อดีต พุทธ (ตามโคตรพ่อโคตรแม่ ) อย่าง อิฉัน ไงจ๊ะ
ที่ ยอม เขี่ย สถานะ พุทธมามกะ ออกจากบัตร ปชช.
เพียงเพราะ ไม่ต้องการ ให้ ศีล ข้อ 4 ว่าด้วย วจีมุสา ต้องมา ถลอกปอกเปิก
เนื่องจาก ต้องทน โกหกคนทั้งโลก ว่า ตนนั้นเป็นคนพุทธ
ทั้ง ๆ ที่ ไม่เคยรู้สึก ศรัทธาในไตรสรณะ สักกระผีก เลย



สมาชิกหมายเลข 799026
3 ชั่วโมงที่แล้ว  [IP: 110.77.138.136]



ความคิดเห็นที่ 11



           ศรัทธา ใน ไตรสรณะ มากล้น แต่ขัดสนซึ่ง หิริโอตตัปปะ
กับ       มีหิริโอตตัปปะ มากล้น แต่ ขัดสน ซึ่งศรัทธา ใน ไตรสรณะ
ไม่เคยเปรียบเทียบอย่างนี้    เคยได้ยินแต่เขา เปรียบ  เจโต กับ ปัญญา  ลองๆเปรียบในแนวทางนี้ดู

เอาอย่างนี้  คือมีนักยิงธนูสองคน  คนหนึ่งกำลัง ดี   ยิงได้แรง  แต่ไม่แม่น     อีกคนยิงได้แม่น  แต่ไม่แรง
มิหนำไอ้คนที่ยิงไม่แม่น กลับชอบจะไปยิงในสิ่งที่ไม่สมควรยิง  ไม่ยิงในสิ่งที่ควรอีก

คงจะยากที่ทั้งสองจะบรรลุเป้าหมาย    ถ้าผู้ไดรู้ข้อบกพร่องของตน  พยายามฝึกฝนแก้ใข
คนที่ยิงไม่แม่น ก็ฝึกยิงให้แม่น  และกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน  ยิงในสิ่งที่ควร
คนยิงไม่แรงก็ไปฝึกยิงให้แรง  เมื่อรู้เป็าหมายชัดแล้ว ศึกษาวิธีเพิ่ม พละกำลัง ให้ยิงถึงเป้าให้ได้

>>        เคยได้ยินมา ว่า   ปัญญาบรรลุช้ากว่าเจโต เพราะรู้ัมากสงสัยมากกำลังเลยอ่อน
             ส่วนพวกเจโต ถ้าไม่เหลาะแหละ อาจารย์เล็งให้แล้ว ยิงให้สุดกำลัง ก็อาจบรรลุได้

>>        แต่เมื่อบรรลุ แล้วจะไปต่อ พวกปัญญาจะไปได้เร็วกว่าพวกเจโตมาก   เพราะเมื่อปัญญาสัมมาทิฐิแล้วเพิ่มเจโตได้ไม่ยาก
             พวกเจโตเมื่อจะเพิ่มปัญญา ก็ต้องสะสมเรียนรู้มาก  แต่สุดท้ายทั้งสองพวกต้องมีเจโต+ปัญญาพอ ดี
             จึงจะได้   เป็นเจ้าของ ดอกปาริชาติสวรรค์ ต่อจาก พระนารทดาบส
 

P2wichai
3 ชั่วโมงที่แล้ว
สมาชิกหมายเลข 799026 ทึ่ง


ความคิดเห็นที่ 12
ไม่มีฌาน. ย่อมไม่มีญาณ


กระบี่นางฟ้า
2 ชั่วโมงที่แล้ว
สมาชิกหมายเลข 799026 ซึ้ง


ความคิดเห็นที่ 12-1
รู้จักคุณกระบี่ จากความเห็นในกระทู้แค่ด้านเดียว(นิดเดียว) อยากรู้จักมากกว่านั้น
>>           อยากให้ลองอธิบาย ขยายความ  ไม่มีฌาน. ย่อมไม่มีญาณ  ให้อ่านสักหน่อย จะขอบคุณมาก


P2wichai
2 ชั่วโมงที่แล้ว



ความคิดเห็นที่ 12-2
อืม...ระหว่างที่คุณป๋า รอ คุณกระบี่ฯ มารำไพ่
อ่านไอ้นี่ไปพลาง ๆ ก่อนป่ะ อิอิ


ฌาณ ไม่เอา ! นู๋จะเอา ชาน( อ้อย ) อิอิ


http://board.palungjit.com/f181/%E0%B8%8C%E0%B8%B2%E0%B8%93-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2-%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B9%8B%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2-%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AD%E0%B8%B4-225986.html

แก้ไขข้อความเมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว

สมาชิกหมายเลข 799026
1 ชั่วโมงที่แล้ว  [IP: 110.77.138.136]



ความคิดเห็นที่ 13
ว้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา
กระทู้นู๋บี โดน ญิ๋งแม่ เฉดหัว มาอยู่ กระท่อมน้อยปลายนา อีกแระ อะซิก...อะซิก...

[Spoil] คลิกเพื่อซ่อนข้อความ

* กระทู้นี้สามารถใช้งานได้เฉพาะผู้ที่มี Link นี้เท่านั้นค่ะ


สมาชิกหมายเลข 799026
1 ชั่วโมงที่แล้ว  [IP: 110.77.138.136]



ความคิดเห็นที่ 14
ถึง แควนขับ ทุกทั่น

อืม...จริง ๆ ประเด็นของ กระทู้นี้นั้นน่ะ
ก็ไม่ได้ต้องการจะเปรียบเทียบ เจโตวิมุต กับ ปัญญาวิมุต หรอกน้าาาา
แต่ อิฉัน ต้องการ จะ ปาหินข้างทาง เพื่อ ถามชาวบ้านชาวช่องว่า

อัน ศรัทธา หรือว่า หิริฯ นั้น สิ่งใดกันแน่หนอ ?
ที่นำมาซึ่ง สัมมาทิฏฐิ ในระดับ สากล
อันเป็นหนทางเริ่มต้นแห่งมรรคผล
และสิ่งใดกันแน่หนอ ที่ ประเสริฐกว่ากัน ?
ที่สำคัญ อันตรายของ การมี ศรัทธามากล้นเกินปัญญา  นั้น
มันจะพาให้เข้ารกเข้าพง ได้อย่างไร ?


เฮ้อออ...จริง ๆ ก็เคยมีคนที่กล่าวเอาไว้ ในใบลาน 3  ตะกร้า แล้ว นิ  อิอิ


ข้อความพิเศษ เพื่อ ซ่อน:

อาสา ศรัทธา สิริ และหิริ อย่างไหนประเสริฐสุด?

 
    ในอดีตกาลนานมาแล้ว เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นท้าวสักกเทวราช
    ในครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงมีพระธิดา ๔ นาง คือ นางอาสา นางศรัทธา นางสิริ และนางหิริ ท้าวสักกะทรงให้พรเทพธิดาทั้งสี่ให้สามารถท่องเที่ยวไปในไตรภพได้โดยปลอดภัย

    ครั้งหนึ่ง เทพธิดาทั้งสี่ไปเที่ยวป่าหิมพานต์ ลงเล่นน้ำในสระอโนดาต แล้วไปนั่งพักบนพื้นมโนศิลาบนเขาคันธมาทน์ ขณะนั้น ดาบสผู้หนึ่งชื่อ นารทะ ถือศีลบำเพ็ญฌานอยู่ในถ้ำกาญจนคูหาในป่าหิมพานต์ ท่านได้ใช้ฤทธิ์อภิญญาไปพักผ่อนในดาวดึงส์สวรรค์ ขากลับท่านได้เก็บดอกปาริฉัตตก์มาด้วยดอกหนึ่งเพื่อใช้บังร่มเงา
เทพธิดาทั้งสี่สรงน้ำมาใหม่ๆ พอเห็นดอกปาริฉัตตก์ในมือดาบสจึงอยากได้มาประดับกาย เข้าไปหากล่าวว่า ข้าแต่พระมหามุนีผู้ประเสริฐ ถ้าดอกปาริฉัตตกะนี้พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว ก็จงให้แก่พวกดิฉันเถิด

    นารทดาบสเห็นนางเทพธิดาทั้งสี่มาขอดอกไม้จึงตอบว่า
    " ดูก่อนเทพธิดา เราไม่ได้ใช้ประโยชน์ดอกไม้นี้แล้ว แต่ดอกไม้มีดอกเดียว เราจะให้แก่เทพธิดาที่ประเสริฐสุด เจริญสุด ในหมู่พวกเธอ "

    เทพนารีทั้งสี่จึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านดาบส ท่านนั่นแลจงดูพวกดิฉัน และพิจารณาว่าจะให้ดอกไม้แก่ผู้ใด
    นารทดาบสตอบว่า ดูก่อนแม่เทพธิดา กิจในการตัดสินไม่พึงเกิดขึ้นเพราะนักบวช เพราะหากเราตัดสินว่าใครเป็นผู้ประเสริฐในหมู่พวกเธอ นางที่เหลือก็จะกลายเป็นคนเลว แล้วเกิดการทะเลาะวิวาทกัน พวกเธอจงกลับไปทูลถามท้าวสักกะบิดาของเธอนั่นแหละจึงจะควร

    เทพธิดาทั้งสี่ฟังท่านดาบสแล้วจึงกลับไปเฝ้าท้าว สักกเทวราช ทูลขอให้พระบิดาทรงตัดสินว่าใครคือผู้ประเสริฐสุดในหมู่เทพธิดาทั้งสี่ แต่ท้าวสักกเทวราชดำริว่า นางทั้งสี่ล้วนเป็นธิดาของเรา ถ้าเราตัดสินว่าใครประเสริฐกว่า นางที่เหลือก็จะโกรธและวิวาทกัน เรื่องนี้เราจะไม่ตัดสินเอง ดำริแล้วท้าวสักกะจึงตรัสบอกเทพธิดาทั้งสี่ว่า ดูก่อนเทพธิดาทั้งสี่ ในป่าใหญ่ริมแม่น้ำคงคาทางด้านทักษิณโน้นมีดาบสอีกรูปหนึ่งชื่อ โกสิยดาบส ท่านบำเพ็ญเพียรเป็นมหามุนี เป็นผู้มีใจรักการให้ทาน วันใดหากท่านยังไม่ได้ให้ทาน วันนั้นท่านดาบสก็จะไม่ฉัน พวกเธอจงไปให้ดาบสนั้นช่วยตัดสินเถิด
    ท้าวสักกเทวราชตรัสแล้วให้เรียกมาตลีเทพบุตรมารับ สั่งว่า ท่านจงพาธิดาของเราไปหาโกสิยดาบส แต่โกสิยดาบสนั้นมีน้ำดื่มและโภชนะหาได้ยาก ท่านจงนำสุธาโภชน์ไปถวายท่านด้วย มาตลีเทพบุตรรับพระบัญชาแล้วจึงพาเทพธิดาทั้งสี่ขึ้นรถเทียมม้าพันตัวไปหาโก สิยดาบสพร้อมด้วยสุธาโภชน์ทิพย์

    มาตลีเทพบุตรนำสุธาโภชน์เข้าไปถวายดาบสโดยวางถาดสุธาโภชน์ไว้บนฝ่ามือ แต่ไม่ได้ปรากฏกายให้เห็น
    โกสิยดาบสลืมตาเห็นมีถาดอาหารทิพย์อยู่ในมือ กล่าวว่า สุธาโภชน์อันวิเศษนี้ขาวสะอาดประดุจสังข์ขาว น่าดูยิ่งกว่าปุยนุ่น และมีกลิ่นหอมเช่นนี้เราไม่เคยเห็นมาก่อน เทวดาองค์ไหนหนอมาวางไว้ในฝ่ามือของเรา
    มาตลีเทพบุตรกล่าวตอบพระดาบสว่า ข้าแต่มหามุนี ข้าพเจ้าคือมาตลีเทพบุตร ได้รับบัญชาจากท้าวสักกเทวราชให้นำสุธาโภชน์นี้มาถวายท่าน เมื่อท่านบริโภคแล้วจะได้ประโยชน์ละธรรมลามกได้ ๑๒ ประการ คือ ความหิว ๑ ความกระหาย ๑ ความกระสัน ๑ ความกระวนกระวาย ๑ ความเหน็ดเหนื่อย ๑ ความโกรธ ๑ ความเข้าไปผูกโกรธ ๑ ความวิวาท ๑ ความส่อเสียด ๑ ความหนาว ๑ ความร้อน ๑ ความเกียจคร้าน ๑

    โกสิยดาบสสดับคำมาตลีเทพบุตรแล้วกล่าวว่า
    ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราถือวัตรว่าหากเรายังไม่ได้ให้ทานก่อน เราจะไม่บริโภคแม้เพียงน้ำ เพราะความตระหนี่เป็นธรรมเลวทราม พระอริยเจ้าทั้งหลายไม่สรรเสริญ เราจึงสมาทานวัตรนี้เพื่อทำลายความตระหนี่ลงให้ได้ แต่การให้ทานของเราจะให้เฉพาะแก่คนที่ผู้รู้สรรเสริญแล้ว ผู้ที่มีศรัทธา ปราศจากความตระหนี่ และเป็นผู้มีความสัตย์เท่านั้น

    มาตลีเทพบุตรสดับคำโกสิยดาบสแล้วจึงแสดงกายให้ ปรากฏพร้อมกับเทพธิดาทั้งสี่ โกสิยดาบสรู้นามมาตลีเทพบุตรแล้ว แต่ยังไม่รู้จักเทพธิดาทั้งสี่ จึงถามว่าพวกเธอเป็นใครกัน

    นางสิริตอบพระดาบสเป็นคนแรกว่า ดิฉันคือ สิริเทวี เป็นผู้คุ้มครองมนุษย์ผู้มีสิริ เป็นผู้ที่หมู่มนุษย์บูชาแล้วทุกเมื่อ เป็นผู้มีคุณสมบัติตามวัตรของท่านดาบส ขอท่านจงแบ่งสุธาโภชน์นั้นให้ดิฉันเถิด
    โกสิยดาบสกล่าวว่า ดูก่อนเทพธิดาสิริ แม้เธอได้ตามรักษาคนผู้มีสิริ ให้สมบูรณ์ด้วยชาติ โภคทรัพย์ และความสุข แต่คนมีสิริบางคนก็ปราศจากซึ่งความเพียร ความประพฤติดี ความรู้ดี การงานดี และปราศจากสัจจะ เทพธิดาเช่นเธอย่อมไม่ชอบใจแก่เรา เธอจงไปเสียเถิด

    นางอาสาตอบพระดาบสเป็นคนต่อไปว่า ดิฉันคือ อาสาเทวี เป็นผู้คุ้มครองอินทรีย์ตนเองและคุ้มครองมนุษย์ผู้มีความหวัง เป็นผู้มีคุณสมบัติตามวัตรของท่านดาบส ขอท่านจงแบ่งสุธาโภชน์นั้นให้ดิฉันเถิด
    โกสิยดาบสกล่าวว่า ดูก่อนเทพธิดาอาสา ชนผู้มีความหวังย่อมมีความเพียรทำการงานของตน บางพวกก็อิ่มเอิบประสบความสำเร็จ แต่บางพวกก็เสื่อมโทรมไม่สำเร็จ บางคนทำความหวังในทางที่ผิด ละทิ้งหมู่ญาติ ทำความเพียรอันเศร้าหมอง เทพธิดาเช่นเธอย่อมไม่ชอบใจแก่เรา เธอจงไปเสียเถิด

    นางศรัทธาเข้าไปหาพระดาบสบ้าง กล่าวว่า ดิฉันคือ ศรัทธาเทวี เป็นผู้คุ้มครองอินทรีย์ตนเองและคุ้มครองมนุษย์ผู้มีผู้มีศรัทธาความเชื่อ เป็นผู้ที่มนุษย์บูชาแล้วทุกเมื่อ ขอท่านจงแบ่งสุธาโภชน์นั้นให้ดิฉันเถิด
    โกสิยดาบสกล่าวว่า ดูก่อนเทพธิดาศรัทธา ศรัทธาคือมีความเชื่อเมื่อมีแล้ว ย่อมทำให้ผู้มีศรัทธาเป็นผู้ให้บ้าง ฝึกฝนบ้าง บริจาคบ้าง สำรวมบ้าง แต่ความศรัทธาบางเรื่องก็ไม่ดี เช่น ศรัทธาในการทำโจรกรรมบ้าง พูดเท็จบ้าง ล่อลวงบ้าง พูดส่อเสียดบ้าง คบชู้บ้าง เทพธิดาเช่นเธอย่อมไม่ชอบใจแก่เรา เธอจงไปเสียเถิด

    ลำดับนั้นนางหิรีได้กล่าวกับพระดาบสบ้างว่า ดิฉันคือ หิรีเทวี เป็นผู้คุ้มครองอินทรีย์ให้มีความละอายต่อความชั่ว ดิฉันไม่อาจกล่าวขอสุธาโภชน์จากท่านดาบสได้ เพราะการขอของหญิง ดูเหมือนจะเป็นของน่าละอาย
    โกสิยดาบสกล่าวว่า ดูก่อนหิรีเทพธิดา ความละอายนั้นเป็นเหมือนทำนบที่กั้นกระแสน้ำเชี่ยว ผู้มีความละอายย่อมห้ามกันจิตไม่ให้คิดทำความชั่วได้ ผู้มีความละอายจึงประเสริฐสุด เราขอเชื้อเชิญท่านผู้มิได้ขอเข้าไปในอาศรมของเรา เราจะบูชาท่านด้วยสุธาโภชน์ ครั้นบูชาท่านแล้วเราจึงจักบริโภค

    หิรีเทพธิดารับคำเชิญของท่านดาบสแล้วจึงเข้าไปใน อาศรม นั่งบนอาสนะรับสุธาโภชน์จากท่านดาบสแล้วกลับไปเฝ้าท้าวสักกเทวราช
    ท้าวสักกเทวราชและหมู่เทวดาเห็นเทพธิดาหิรีได้รับ สุธาโภชน์จากโกสิยดาบสกลับมา จึงพากันสรรเสริญว่านางเป็นเทพธิดาที่ประเสริฐสุด เชิญให้นั่งบนตั่งทองคำ ประนมมือไหว้ และนำดอกปาริฉัตตก์มาบูชา

    ในขณะนั้นเอง โกสิยดาบสได้ถึงอายุขัยทำกาละ บังเกิดเป็นเทพบุตร มาตลีเทพบุตรจึงได้รับโกสิยเทพบุตรไปสู่เทวโลกไปเฝ้าท้าวสักกเทวราช ท้าวสักกะต้อนรับโกสิยเทพบุตรด้วยความยินดี และยกเทพธิดาหิรีให้เป็นพระชายา

ชาดกนี้มีประชุมชาดกว่า
    เทพธิดาหิรี มาเกิดเป็น พระอุบลวรรณาเถรี
    โกสิยดาบส มาเกิดเป็น ภิกษุรูปหนึ่งผู้ยินดีในการให้ทาน
    มาตลีเทพบุตร มาเกิดเป็น พระอานนท์
    นารทดาบส มาเกิดเป็น พระสารีบุตร
    ท้าวสักกเทวราช เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่มา
- สุธาโภชนโภชชาดกและอรรถกถาสุธาโภชนโภชชาดก

https://groups.google.com/forum/?fromgroups=#!msg/saradham/dNve_Kx7nCc/kSRfq3QpETQJ



แต่ดูเหมือน ว่า พอ อิพวกพุทธมามกะจ๋า มันได้ยิน ว่า....
ผู้มีหิริฯ นั้น ไร้ซึ่ง ศรัทธาในไตรสรณะ เฉกเช่นเดียวกับตนมีศรัทธา
มันก็โดนความอิจฉาริษยา กับ ฉันทาคติมา บังตาจนมืดบอด
แล้ว ตะแบง เถียงอยู่นั่นแหล่ะ ว่า มันเป็นไปม่ายด้ายยยยยยยยยยยยยย
ต้องศรัทธาในไตรสรณะเท่าน้านนน จึงจะมีโอกาส เข้าถึง มรรคผลนิพพาน


ปั๊ดโธ่เอ๊ยยย ขนาด อุส่า ยกเคสของตัวเอง มาให้เห็น เป็นเคสสตั๊ดดี้ แล้วแท้ ๆ
ก็ไม่เคยสำเหนียก ไม่เคยรู้จักใช้ สไปนอล คอร์ด มาโยนิโส กันเล๊ยยยยยยยยยย
แล้วงี้ ยังจะมีหน้ามาร้อง บอก ชาวบ้าน อยู่ได้
ว่า ศาสนาของตัวเองนั้น เป็น ศาสนาแห่ง ปัญญา


แต่ เท่าที่เห็น ๆ มา สาวกแต่ละคน ก็ล้วนแล้วแต่...
มี ศรัทธามากล้น จนหาปัญญา ไม่ค่อยจะได้ ด้วยกันทั้งนั้น
เฮ้อออ จะว่าไป บุคคล เช่น นาย A ( ภูมิศีลต่ำ  ภูมิธรรมด้อย  ภูมิรู้น้อย )
นี่ มันก็มีอยู่ดาษดื่นทั่วไป ในห้อง ศาสดา แห่งนี้ นั่นแหล่ะ

แก้ไขข้อความเมื่อ 12 นาทีที่แล้ว
 

สมาชิกหมายเลข 799026
52 นาทีที่แล้ว  [IP: 110.77.138.136]
คนัคเกิ้ล ถูกใจ



ความคิดเห็นที่ 14-1
จากที่อ่านๆ มาผมว่าคุณเป็นคนเก่งนะ เข้าใจในอะไรหลายๆอย่าง น่าจะละๆวางๆบ้างนะครับ

อย่างไหนที่คุณคิดว่าดีคุณก็ทำไป คุณมีความคิดยังไง ก็ไม่มีใครเดือดร้อนเลย

แต่จากคำพูดที่คุณใช้ มันเหมือนเด็กล้อชื่อพ่อแม่กันมากกว่า ยั่วยุให้อีกฝ่ายโกรธแล้วก็หัวเราะชอบใจ ไม่ดีเลยนะ เค้าล้อเล่น

คนัคเกิ้ล
13 นาทีที่แล้ว
สมาชิกหมายเลข 799026 ขำกลิ้ง


ความคิดเห็นที่ 15
เอ้า เอา เดอะลิง 2 ตัว มาฝากอ่ะจร้าาา หุหุ อมยิ้ม16

http://pantip.com/topic/30171758/comment10

http://pantip.com/topic/30178276


สมาชิกหมายเลข 799026
13 วินาทีที่แล้ว  [IP: 110.77.138.136]




84
ทำไมปฏิบัติมา ก็หลายปีอยู๊
แต่ก็ยัง ไม่มีความรู้สึก ศรัทธา ใน ไตรสรณะ เลย ?


* กระทู้นี้สามารถใช้งานได้เฉพาะผู้ที่มี Link นี้เท่านั้นค่ะ

เห็นชาวบ้านชาวช่อง เขาปฏิบัติธรรม
แล้วก็ยิ่งเกิดศรัทธาใน ไตรสรณะ มากขึ้น ตามลำดับ
แต่ไง๋ พอถึงตา อิฉัน ปฏิบัติดูมั่ง กลับ ไม่ยัก กะเกิด ความรู้สึก พวกนี้ เลยก็ไม่รู้แฮะ
แต่ ปฏิบัติไปปฏิบัติมา กลับไพล่ไปมองเห็นความงดงาม ตามวิถีของศาสนาอื่น (อิสลาม) ขึ้นมาซะงั้น - -"


จะว่า ปฏิบัติ มาไม่ถูกทาง หรือ ก็ไม่น่าจะใช่นะ
เพราะ ถ้า สอบทวนสภาวะ เพื่อหาระดับ ภูมิธรรม ของตนแล้ว
ก็พบว่า รัก โลภ โกรธ หลง ในตัว มันก็ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญนะ
ก็ อยู่ในระดับที่ สามารถรักษาถือศีล 6 ได้อย่างชิล ๆ จนเป็นปกติ
เจริญสติปัฏฐาน 4 เล่นเป็นงานอดิเรกได้ แถม ยังเห็น การเกิดดับของไตรลักษณะ
แล้วก็ เกิด สภาวะ ตถตาลงใจ อยู่บ่อยครั้ง ด้วยอ่ะ


เฮ้ออออ แต่สิ่งที่ทำให้ อิฉัน รู้สึก นึกฉงนสนเท่ห์ ก็คือ
ทำไมยิ่งปฏิบัติธรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ อิฉัน กลับรู้สึก ว่า ในเรื่อง ธรรมมะ ก๊ะ อิสลาม นั้น
มันมี ปฏิปทาในการปฏิบัติ(ในแง่ของการฝึกตนเพื่อลดกิเลสตัณหา )
ที่มีความเชื่อมโยงและสอดคล้องต้องกัน มากเลยอ่ะ


เอ่อ...ไม่ทราบว่า มีใคร ปฏิบัติธรรม แล้ว เจอเคสแบบอิฉันมั่งเจ้าคะ
ถ้าปฏิบัติธรรม แล้วกลายเป็นงี้ ถือว่า อิฉันปฏิบัติมา ผิดที่ผิดทาง อ๊ะปล่าวคร้าาา



ความคิดเห็นที่ 1
"ทำไมปฏิบัติมา ก็หลายปีอยู๊ แต่ก็ยัง ไม่มีความรู้สึก ศรัทธา ใน ไตรสรณะ เลย"

chohokun said : อืม อันนั้นมันเรื่องของคุณ
 

chohokun
20 ชั่วโมงที่แล้ว
แมวเก้าแต้ม ถูกใจ, R-Flen ซึ้ง, bigjinbook ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 799026


ความคิดเห็นที่ 1-1
ใช่มันเรื่องของคุณ
คุณดันเกิดมาเป็นบัวใต้น้ำเอง
ตัวใครตัวมัน เค้าไปนิพพานก่อนละนะ


สมาชิกหมายเลข 747199
18 ชั่วโมงที่แล้ว
สมาชิกหมายเลข 799026 ซึ้ง



ความคิดเห็นที่ 2
ศาสนาพุทธ คุณต้องมีเจตนาวิรัต แต่ศาสนาอิสลาม เป็นภาคบังคับ ความรู้สึกมันคนละเรื่องกันเลย ระหว่างคนที่ถือศีลเพื่อปัญญากับ คนที่ถือศีลเพราะศรัทธา
   
Mateo2000
20 ชั่วโมงที่แล้ว
สมาชิกหมายเลข 799026 ขำกลิ้ง, พาระวี ถูกใจ


ความคิดเห็นที่ 3
ไม่เคยได้อ่านได้ยินมาก่อนเลยเคสแบบนี้
ขอฟังความเห็นท่านอื่นก่อนนะครับ
   

HeavenMoon
19 ชั่วโมงที่แล้ว


ความคิดเห็นที่ 4
ไม่ทราบว่าจะ จะถามปัญหาการปฏิบัติพุทธศานา
หรือจะถามปัญหาการปฏิบัติอิสลาม
เเต่จะหา คนที่เหมือนคุณ ละ คงไม่ทราบ
แต่พบว่า รัก โลภ โกรธ หลง ในตัว มันก็ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ เเล้ว ก็ถือว่าไม่ผิดหรอกครับ
ผมไม่มีความรู้เรื่องศาสนาอิสลาม
เเต่สิ่งที่ผมว่าสำคัญที่สุด คือ ถึงจุด 1 คุณจะไปต่อยังไง มากกว่า
ส่วนความรู้สึก ศรัทธา ใน ไตรสรณะ นั้นขึ้นอยู่กับว่าคุณจะสามารถเข้าถึง ไตรสรณะ ได้มากน้อยเเค่ไหนมากกว่า
 

กรณี
19 ชั่วโมงที่แล้ว

พาระวี ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 799026 ทึ่ง


ความคิดเห็นที่ 5
ความรู้สึกที่ว่ามานั้น ก็เป็นความคิด เป็นนามธรรม เกิดขึ้นเองดับไปเองนี่ครับ ยิ้ม
   
Ph.D AEK
19 ชั่วโมงที่แล้ว
สมาชิกหมายเลข 799026 ซึ้ง



ความคิดเห็นที่ 6
อย่างนี้เรียกว่าวิปัสสนึกจนออกทะเล
   

Go2Better
19 ชั่วโมงที่แล้ว
แมวเก้าแต้ม ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 799026 ขำกลิ้ง



ความคิดเห็นที่ 7
แล้วเริ่มเข้ามาปฏิบัติเพราะอะไรครับ ลองกลับไปดูสิ่งนั้น 

สิ่งสำคัญคือสำรวจตัวเองอย่างซื่อตรง ว่าไม่มีกิเลสเพราะอะไร มันแอบซ่อนหรือชินชาหรือติดว่างสบาย ล่อมันออกมาเริ่มนับหนึ่งใหม่

ศรัทธาจะมีเพราะเห็นการเปลื่ยนแปลง จากความมืดบอดไม่รู้ทิศทาง ไปสู่ความสว่างขึ้นเรื่อยๆด้วยตัวเอง
   

lostman
19 ชั่วโมงที่แล้ว
สมาชิกหมายเลข 799026 ซึ้ง


ความคิดเห็นที่ 8
ลองพิจารณาคำว่า  ความจำ  กับ  ความจริง  ครับ 

ว่าสิ่งที่คุณเล่ามาทั้งหมดนั้นมันเป็นอันไหน  สั้น ๆ แค่นี้ล่ะครับ
   

สมาชิกหมายเลข 706667
19 ชั่วโมงที่แล้ว
สมาชิกหมายเลข 799026 ซึ้ง



ความคิดเห็นที่ 9
เมื่อก่อนเคยคิดชวน นู๋บี มาปฏิบัติตามแนวทางที่ผมศรัทธา 
แต่ตรองๆดูลักษณะอย่างนี้พอจะไปเองได้  ศึกษาไป ปฏิบัติไป 
และอีกอย่างในหมู่กลุ่มก็มีอย่างนี้พอควรแล้ว  ไม่ชวนน่าจะดีกว่า

แต่พอมาอ่านกระทู้นี้รู้สึกเปลี่ยนไป  ไม่ใช่รังเกียดอิสลาม
เพราะในกลุ่มเพื่อนบุญเราก็มีสมาชิกคนหนึ่งเป็นมุสลิมที่ดี
แต่เสียดาย  คิดว่าถ้าได้ปรับความเข้าใจอะไรบางอย่างได้  น่าจะก้าวหน้าไปอีกพอสมควร
   

P2wichai
18 ชั่วโมงที่แล้ว
bigjinbook สยอง, สมาชิกหมายเลข 799026 ซึ้ง


ความคิดเห็นที่ 9-1


ว้าาาาา ผิดหวังจังอ่ะ ทำไม เด๋วนี้ คุณป๋ากามนิต อ่านกระทู้ ของคุณหลาน วาสิฏฐี แล้ว ...
เหตุใด ไยไม่เข้าใจ ภาษาดอกไม้ (ที่ปลายปืน ) ของคุณหลานวาสิฏฐี เลยล่ะเจ้าคะ อ่ะซิก...อ่ะซิก...

เม่าโศกเม่าโศกเม่าโศก

แก้ไขข้อความเมื่อ 18 ชั่วโมงที่แล้ว


สมาชิกหมายเลข 799026

18 ชั่วโมงที่แล้ว



ความคิดเห็นที่ 9-2
แล้วถ้าคห.9 เปลี่ยนเป็นแบบนี้ละ
ความคิดเห็นที่ 9
เมื่อก่อนเคยคิดชวน นู๋บี มาปฏิบัติตามแนวทางที่ผมศรัทธา 
แต่ตรองๆดูลักษณะอย่างนี้พอจะไปเองได้  ศึกษาไป ปฏิบัติไป 
และอีกอย่างในหมู่กลุ่มก็มีอย่างนี้พอควรแล้ว  ไม่ชวนน่าจะดีกว่า

แต่พอมาอ่านกระทู้นี้รู้สึกอยากจะชวนมาฟังหรืออ่านหนังสืออย่างเราบ้าง
อาจจะเจอไม้เหมาะๆไว้เขี่ยเศษผงที่ขวางทางน้ำออก น้ำจะได้ไหลสดวกขึ้นแรงขึ้น

พอจะใกล้เคียงไม้


P2wichai
16 ชั่วโมงที่แล้ว
สมาชิกหมายเลข 799026 ซึ้ง



ความคิดเห็นที่ 9-3
อืม...deep meaning จริง ๆ ของกระทู้นี้
มี ความเห็นที่ 14 เป็น บทสรุปสุดท้าย เจ้าค่ะ

เม่าบัลเล่ต์เม่าบัลเล่ต์เม่าบัลเล่ต์


สมาชิกหมายเลข 799026
16 ชั่วโมงที่แล้ว 


ความคิดเห็นที่ 9-4
อ้อ . อย่างนั้น รึ         ความคิดเรานี่ช้า ลงไปมาก  แล้วก็ไม่กว้างอีกตะหาก 

ใช่    ใช่ ไม่ผิด      เมื่อเห็น(รู้-เห็น)อะไร ตามความเป็นจริงแล้ว  มันก็ยิ่งกว่าศรัทธา

แต่เมื่อเริ่ม  มันต้องเริ่มที่ศรัทธาก่อน     เชื่อถือ  เชื่อว่าใช่ ว่าจริง  แต่ยังไม่แรงพอที่จะทำตาม

ต่อเมื่อศรัทธาเพิ่มขึ้น จนมากพอที่จะปฏิบัติตาม ก็เชื่อฟังและปฏิบัติตาม แม้จะยาก จะมีอุปสรรค์ ก็จะพยายามทำให้ได้

และเมื่อทำไปๆๆๆจนเกิดผล สำเร็จ  ทำอีกกี่ครั้งๆๆๆ็เกิดผลสำเร็จไม่แปรเปลี่ยน  จึงเชื่อมั่น

เมื่อเห็น(รู้-เห็น)ว่าสิ่งที่เราทำนั้นดีจริง   เราทำได้จริง     ความศรัทธาก็ไม่จำเป็นอีก


P2wichai
16 ชั่วโมงที่แล้ว
สมาชิกหมายเลข 799026 ซึ้ง



ความคิดเห็นที่ 10
อืม...นี่อ่ะเจ้าค่ะ เหตุปัจจัยที่ทำให้อิฉัน หน้ามืด
เปลี่ยน ฮาเร็ม เป็น โรงชี แล้วเข้ามาสู่ วิถีแห่งการปฏิบัติธรรม



เมื่อ " จิตวิญญาณ " ของเจ้าแม่ฮาเร็ม ( ในตัวอิฉัน ) เริ่ม สึกกร่อน ?...เพราะเจอ....

http://topicstock.pantip.com/writer/topicstock/2009/03/W7583668/W7583668.html

เม่าฝึกจิตเม่าฝึกจิตเม่าฝึกจิต


เม่าบัลเล่ต์เม่าบัลเล่ต์เม่าบัลเล่ต์
 

สมาชิกหมายเลข 799026
18 ชั่วโมงที่แล้ว 



ความคิดเห็นที่ 11
คุณยังปฏิบัติไม่เพียงพอ หรือขาดครูอาจารย์ดีๆ
แนะนำให้ไปวัดป่า หาอาจารย์ดีๆ ปฏิบัติให้ได้มากที่สุด
หรือจะบวชชีเลยก็ได้ สักวันคุณจะเข้าถึงรสพระธรรมแน่นอน
 

สมาชิกหมายเลข 747199
18 ชั่วโมงที่แล้ว
สมาชิกหมายเลข 799026 ซึ้ง




ความคิดเห็นที่ 12
เจริญสติปัฏฐาน 4 เล่นเป็นงานอดิเรกได้ แถม ยังเห็น การเกิดดับของไตรลักษณะ

ที่คุณเห็น อาจจะเห็นจริง แต่ที่เห็นอาจจะไม่จริง(ไม่ใช่เกิดดับ)  และ

ถ้าเห็นเกิดดับของไตรลักษณ์ สงสัยจะมั่วมาแล้ว

เอวัง
 

นายพยายาม
18 ชั่วโมงที่แล้ว
สมาชิกหมายเลข 799026 ขำกลิ้ง



ความคิดเห็นที่ 12-1
อ่ะ เอามาฝาก ลองอ่านดูแระกัน จะได้รู้ว่า
บัวเหล่าที่ 5 นั้นน่ะั มัน ชัวร์ หรือ มั่วนิ่ม อิอิ

http://board.palungjit.com/f4/the-letter-%E0%B8%88-%E0%B8%A1-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B8%81-%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%8A-330944.html

แก้ไขข้อความเมื่อ 18 ชั่วโมงที่แล้ว


สมาชิกหมายเลข 799026
18 ชั่วโมงที่แล้ว



ความคิดเห็นที่ 13
น่าสนใจครับ

แต่ผมไม่รู้จักศีล 6 มันเป็นยังไงครับ


สมาชิกหมายเลข 778626
18 ชั่วโมงที่แล้ว


ความคิดเห็นที่ 13-1
ศีล 5 + ศีลข้อ วิกาลโภชนาฯ ( ฉันมื้อเดว ) = ศีล 6

เอ้า เอา เดอะลิง มาฝากอ่ะจร้าาาาา

http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2012/10/Y12756853/Y12756853.html

เม่าบัลเล่ต์เม่าบัลเล่ต์เม่าบัลเล่ต์


สมาชิกหมายเลข 799026
17 ชั่วโมงที่แล้ว 


ความคิดเห็นที่ 13-2
ครับ


สมาชิกหมายเลข 778626
17 ชั่วโมงที่แล้ว



ความคิดเห็นที่ 14
อืม...คำพูดนึง ในไบเบิ้ล ที่ อิฉันประทับใจ
และ รู้สึกได้ ว่า มันเป็น สัมมาทิฏฐิ อย่างยิ่ง คือ คำพูดที่ว่า....


ผู้เห็นความจริง... ศรัทธาย่อมไม่จำเป็น... !



เม่าหอยทาก
แก้ไขข้อความเมื่อ 17 ชั่วโมงที่แล้ว

สมาชิกหมายเลข 799026
17 ชั่วโมงที่แล้ว  [IP: 110.77.138.136]



ความคิดเห็นที่ 15
แปลกดีครับ จขกท คงไปปฏิบัติธรรมเหมือนไปเล่นโยคะแน่ๆ  คือทำไปอย่างนั้นเอง

คงยังไม่ถึงเวลาที่จะเห็นมังครับ  แต่ก็เป็นเหตุปัจจัยให้บรรลุธรรมในภพถัดๆไปในกาลข้างหน้า
   

x-philes
17 ชั่วโมงที่แล้ว
สมาชิกหมายเลข 799026 ซึ้ง




ความคิดเห็นที่ 16
อืม....ถ้าจะจริงแฮะ  คุณพูดถูก
อิฉัน มัน พวก ปฏิบัติธรรมเล่น ๆ เป็นงานอดิเรก เจ้าค่ะ
ประมาณ ถักนิตติ้ง หรือ เล่น ป๊อกเด้ง แก้หง่อม อะไรเทือกนั้น อ่ะคร้าาาา
อิฉัน เรยมิลู้จะปฏิบัติธรรม เพื่อสอพลอ เอ๊ย บูชาตถาคตทำ 'ติ้ง อะไร นิจ๊ะ
แบ่บว่า ตอนนี้ อิฉัน ปฏิบัติธรรม เพื่อ บูชา เฉพาะตัณหา และ อัตตา ตัวเองฮ่ะ ฮิฮิ

แก้ไขข้อความเมื่อ 17 ชั่วโมงที่แล้ว




สมาชิกหมายเลข 799026
17 ชั่วโมงที่แล้ว 



ความคิดเห็นที่ 17
* กระทู้นี้สามารถใช้งานได้เฉพาะผู้ที่มี Link นี้เท่านั้นค่ะ

เม่าโศกเม่าโศกเม่าโศก


สมาชิกหมายเลข 799026
17 ชั่วโมงที่แล้ว  [IP: 110.77.138.136]


ความคิดเห็นที่ 17-1
โสน้าหน้า 5+


คนัคเกิ้ล
17 ชั่วโมงที่แล้ว


ความคิดเห็นที่ 17-2
ก็ยังดีกว่าหายไปเลยอย่างกระทู้น้ำปานะ


P2wichai
16 ชั่วโมงที่แล้ว
สมาชิกหมายเลข 799026 ซึ้ง



ความคิดเห็นที่ 18

จำเลยรัก- สวลี ผกาพันธุ์


สมาชิกหมายเลข 799026
16 ชั่วโมงที่แล้ว  [IP: 110.77.138.136]




ความคิดเห็นที่ 19
จากที่ผมได้อ่านมาคร่าว ๆ (ก็เกือบทั้งหมด) เป็นเพราะว่าคุณปฏิบัติไม่จริงจัง  เลยไม่ได้เห็นของจริง

แล้วศรัทธาคุณก็เลยเสื่อม

หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า  อินทรีย์ทั้ง 5 ของคุณยังอ่อน  เพราะ....(ขอไล่จากตัวล่าง ๆ ก่อนนะครับ)

ปัญญา  ไม่เกิด  เพราะคุณทำแค่เล่น ๆ ไม่จริงจัง ตามคห.16

สมาธิ   ไม่เกิด  เพราะคุณไม่หนักแน่นพอที่จะปฏิบัติ (ยังไม่หนักแน่นในพระพุทธศาสนา  เห็นได้จากที่คุณไม่ได้พูดถึง ศาสนาพุทธอย่างเดียว)

สติ       ไม่มี  เพราะคุณไม่ได้กำหนดตามความคิดเลย (คุณปล่อยให้ความคิดของคุณไหลไปเรื่อยโดยไม่ได้พิจารณาย้อนเข้ามาหาตัวเอง
                   เลยมัวแต่ไปดูผู้อื่นอยู่)

วิริยะ     มีบ้างแต่พอโรยหน้าให้คนอื่นได้เห็นเท่านั้น  ตามคห.16

ศรัทธา   จึงตกเพราะ......ตามที่ผมเล่ามานั่นล่ะครับ

ขออภัยที่อาจจะตรงไปนิด(หรือทั้งหมดก็ไม่รู้ล่ะ)  ผมมันอ้อมไม่ค่อยเป็นครับ

สมาชิกหมายเลข 706667
6 ชั่วโมงที่แล้ว
สมาชิกหมายเลข 799026 ขำกลิ้ง



ความคิดเห็นที่ 20
แหม๊?...แปลกใจจัง กระทู้นี้ ไม่ยักโดนอุ้มไปนั่งยาง แบบกระทู้น้ำปานะ วุ้ย
( มิน่าล่ะ ฝนถึงได้ตกช่วง สงกรานต์ อิอิ อมยิ้ม16 )
เฮ้ออ แม้ กระทู้นี้จะโดน ญิ๋งเล็กใจร้าย เอาไปฟ้องญิ๋งแม่
ทำให้ถูก อัปเปหิ เฉดหัวออกนอกวงโคจร มาอยู่ใต้ดินแล้ว
แต่กระทู้ก็ยังอยู่ดีมีสุข เรทติ้ง ยังวิ่งได้อยู๊งี้
งั้น อิฉัน แวะมาตัดริบบิ้น ปิดกระทู้ ซะหน่อยดีกว่าแฮะ


อืม....เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดกระทู้นี้
มันเกิดจากอารมณ์ขันพิเรนทร์ของ อิฉัน กระมัง
ไม่รู้สินะ เวลา อ่านกระทู้แล้วเจอ ชาวบ้านชาวช่อง มันร้องบอกว่า
ยิ่งปฏิบัติ ก็ยิ่งซาบซึ้งในรสพระธรรม และ ยิ่งศรัทธา ในไตรสรณะมากมาย เนี่ย
มัน รู้สึก ขบขัน แกม เอ็นดู ยังไง บอกไม่ถูก อ่ะนะ
เพราะว่า ตัวเองไม่เคยเกิดอารมณ์โรแมนติกดราม่า
ประมาณว่า ตกหลุมรักแรกพบ  ทำนองนี้เลยว่ะ เอิ๊ก ๆ


ครั้นพอครึ้ม ๆ ก็เลย งัดเอา ประสบการณ์จริง
ที่พบเห็นและเป็นอยู่ในการปฏิบัติของตัวเอง
มาโพสกวนซ่งติง ชาวบ้านเล่น ๆ น่ะ อิอิ
ก็แค่อยากจะให้ หลาย ๆ คนสำเหนียกไว้บ้างว่า


อะไรกันแน่ คือ เข็มมุ่ง และ ดัชนีชี้วัด ที่สำคัญที่สุด ในการปฏิบัติ
ใช่ ความรู้สึกศรัทธาใน ไตรสรณะ ที่เพิ่มขึ้นทวีคูณ หรือไม่ ?
ที่สำคัญ ศรัทธาพละ และ ศรัทธินทรีย์ ในพละ 5 และ อินทรีย์ 5 นั้น
มันเป็น ปัจจัย ที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด สำหรับ นักปฏิบัติทุกคน จริงหรือ ?
เพราะ หากเอาคนที่ไม่มี ศรัทธาจริตโดยสิ้นเชิงอย่าง อิฉัน มาชำแหละ หาเนื้อนาบุญดูแล้ว
ไป ๆ มา ๆ ภูมิรู้ ภูมิศีล และ ภูมิธรรม ในการปฏิบัติของอิฉัน
มันจะก้าวหน้า กว่า บรรดาศรัทธาจริตจ๋า ด้วยซ้ำ


" อะไร " คือสิ่งที่ ทำให้เกิด ความแตกต่างณ จุดนี้
แล้ว  บัวผ่าเหล่าผ่ากอ ที่ ไม่เคยรู้สึก ศรัทธา ในไตรสรณะเลย อย่าง อิฉัน
ทำไม มันถึงได้ดีมีวาสนา ก้าวหน้าในการปฏิบัติ เกินหน้าเกินตา บรรดาพุทธมามกะจ๋า นักล่ะ ?
" อะไร" คือ สิ่งที่เป็น เสมือน เข็มทิศนำทาง เป็นเหมือนหางเสือเรือ
ที่ช่วยประคับประคอง ให้ พวกนอกรีต อย่างอิฉัน สามารถ รักษา สมดุลโลก สมดุลธรรม สมดุลใจ
ไม่มืดบอด จนหลงทางจนเตลิดเปิดเปิง ได้ล่ะ ?


บางที ถ้าพวกคนพุทธ อ่านกระทู้นี้ โดยมีสัมมาทิฏฐิ
ปราศจาก ฉันทาคติ และ เคารพ ในความเป็นปัจเจก ของบุคคล แล้ว
ถ้าโชคดี เขาอาจจะรู้ก็ได้ ว่า "อะไร"  คือ สิ่งที่ อิฉันต้องการจะบอกในกระทู้นี้


เออจริงดิ ได้ยินคุณป๋ากามนิต
พูดถึง เรื่องความสำคัญของศรัทธา ใน  ความคิดเห็นที่ 9-4
แถมมีคนมาวิพากษ์วิจารณ์ พละ5และอินทรีย์ 5  ของ อิฉัน
ให้ฟังไปแหม่บ ๆ ในความเห็นที่ 19

ฟังแล้ว ก็ให้นึกถึง คำพูดของ คนบางคน ใน ลิ้งค์เนี๊ยะ จัง อ่ะ อิอิ อมยิ้ม16

http://pantip.com/topic/30307892/comment26-1


เฮ้ออ ถ้าตัวหนังสือ ทั้งหลายแหล่ของคุณหลานวาสิฏฐีนั้น
มันทำให้ คุณป๋ากามนิต นึกถึง ท่าไม้ตาย นางฟ้าเอ๋อเมาเหล้า ในนิยายกำลังภายใน
ตัวหนังสือที่คุณป๋าฯเอามาเม้าส์ในกระทู้นี้ ก็ทำให้ อิฉัน นึกถึงตำนานเล่าขาน
เกี่ยวกับการ ช่วงชิง ดอกปาริชาติ สวรรค์ ของ เหล่าเทพธิดา ทั้ง 4   สิริ - อาสา - ศรัทธา และ หิริ ล่ะมั้ง

เคยอ่าน ป่ะ ? อ่ะ เอามาให้อ่านเป็นควันหลงเทศกาล สงกรานต์จร้าา
( อิฉันเคยเขียนถึงเรื่องนี้เอาไว้ ให้เพื่อน ๆ อ่าน เมื่อนานมา แล้ว ^ ^ )


ข้อความพิเศษ เพื่อ ซ่อน:

สมัย เด็ก ๆ นู๋บัว อยาก เป็นนักเขียน มาก
ตอน ม.ต้น เธออยากเขียน นิยาย แนวดราม่า แฟนตาซี
โดยอาศัยตำนานเทพนิยาย ของ พราห์มฮินดู มาเป็น บริบท
เธอจึง ไป คุ้ยเอา หนังสือ เรื่อง กำเนิดเทวดา
ที่ ห้องสมุด ที่ โรงเรียนมานั่งอ่าน ไว้ เป็น วัตถุดิบ
ส่วน ตอน ม.ปลาย เธอ ก็ยังไม่ทิ้งความฝัน
ไป คุ้ยตู้ ที่บ้านคุณย่า แล้วเอา ..หนังสือเรียน
เล่มสีน้ำตาลทึม ๆเก่า ๆ สมัยพระเจ้าเหา
เรื่อง ศาสนาเปรียบเทียบ ? ( ม่ะแน่ใจชื่อ ) มานั่ง อ่าน
เพื่อ จะเก็บข้อมูลตุน ไว้เขียน นิยาย เรื่องนั้น


เชื่อไหม จนบัดนี้ ผ่านไป เป็น สิบปีแล้ว
นิยาย เจ็ดชั่วโคตร นั่น มันก็ยัง เขียน ไม่จบซ้ากกก ที
แต่ สิ่ง หนึ่ง ที่ นู๋บัว ได้มีโอกาส ซึมซับ มาจาก หนังสือที่คุ้ยอ่าน
คือ การเรียนรู้ ทฤษฏี ของ ฟรอยด์ เกี่ยวกับ รากเหง้า
การกำเนิด ของศาสนา ความเป็นมาของ สงครามทุเรศ เอ๊ย ครูเสด
สาเหตุ ที่ แถ ละวาด คว่ำบาตร ก๊ะ มหายาน
หรือ แม้ กระทั่ง การเล่าขานถึง ตำนาน พุทธอวตาร ของชาวฮินดู


อ่านแล้ว นู๋บัวฯ ก็ได้แต่ เกิดความกังขา ว่า
อัน ศรัทธา นั้น มันน่าชื่นชม นิยม ตรงไหน กันเนี่ย ?
ว่า แล้ว เธอ จัดการ เขี่ย เจ้าตัว ศรัทธา ออกไปจากชีวิตตัวเอง
แล้ว ก็ หันมา สถาปนา ตน เป็น คนไร้ซึ่งศรัทธา จริต โดย สิ้นเชิง


เฮ้ออออ น่าเสียดายนะ ที่ หนังสือเรียน เรื่องศาสนา
ของ กระทรวงศึกษา ตั้งแต่ รุ่นนู๋บัว มันมัวซัว มั่วซั่ว
ม่ะแจ่มชัด เท่า หนังสือแบบเรียนสมัยตาหมาน ยังหนุ่ม
เนื้อหา ที่ได้รับรู้ เรยมีแต่การยัด เรื่อง ฟาม ศรัทธา ไร้สาระ
ในตัวสมณะโคดม ให้แทรกซึมเข้าสู่หัว
ทั้งเรื่อง บารมีอันน่าขบขันของ เด็กชายที่มันเดินเจ็ดก้าว บนดอกบัว


หรือ แม้ แต่ เรื่อง อนันตริยกรรม ที่น่าขำ
หากทำ สมณะโคดม ซ่งติงห้อเลือด แล้วชาตินี้
จะหมดวาสนาอดสิทธิ ทะลุธรรม ?
สอนได้ โคตร สร้างสรร มว๊ากกกกกก
ฟังแล้ว อยากจะหัวเราะให้ฟันหัก
แต่หลักสูตรสไตล์นี้ มันก็เหมาะสมกันดี
กับ สติปัญญา ของพุทธแท้ แบบไทย ๆ อย่าง พวกคุณดีออกนะ


เฮ้ออออ ในประเทศไทยจะมี เด็ก ๆ สักกี่ คน กันล่ะ
ที่จะกล้า คิดค้าน ถามหา เหตุผล ที่บ้องตัน มาก กว่า คำตอบตื้นเขินที่ว่า
สิ่งเหล่านั้น เป็น บุญญาธิการ ของสัมมาสัมพุทธะ ?
เพราะ ทั่นเป็น ออระหัน จึงแตะต้องทำให้ระคายผิวไม่ได้ ?
ขืน ถามออกไป เป็น ได้โดน ขี้เถ้ายัดปาก ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด อ่ะจิค๊ะ หุหุ



เออจิงดิ ... นอกจาก หนังสือ แบบเรียนเล่มนั้น
ก็ ยังมี หนังสือ เรื่อง กำเนิดเทวดา ของ เจ้ มาลัย อีกเล่ม นะ
ที่ ปลูกฝัง ค่านิยม บางเรื่องให้หยั่งรากลึกในใจของนู๋บัวฯ
ค่านิยม ของการเป็น ปัจเจกผู้ ไร้ ซึ่ง ศรัทธาจริต อย่างสิ้นเชิง


อืม...ตอนอ่านหนังสือเล่มนั้น
นู๋บัว ได้ตื่นตาตื่นใจกับตำนานเล่าขาน
เกี่ยวกับการ ช่วงชิง ดอกปาริชาติ สวรรค์
ของ เหล่าเทพธิดา ทั้ง 4 สิริ - อาสา - ศรัทธา และ หิริ
โดยมีเงื่อนไขว่า พระนารทดาบส จะ มอบดอกไม้นี้
ให้แก่ นางที่สามารถ ไปขอ สุธาโภชน์จาก กสิยดาบส มาได้ เท่านั้น
แต่ ปัญหาก็คือ กสิยดาบส จะยินยอม ให้ สุธาโภชน์
แก่เฉพาะ สตรีผู้ที่มีความประเสริฐที่สุด เพียงนางเดียว เท่านั้น


เมื่อ นางสิริ เดินทางเข้าไป ขอ สุธาโภชน์นั้น
นางแนะนำ ตัว กับ พระฤาษี ว่า


นางคือ สิริเทวี เป็นผู้คุ้มครองมนุษย์ผู้มีสิริ
เป็นผู้ที่หมู่มนุษย์บูชาแล้วทุกเมื่อ
เป็นผู้มีคุณสมบัติตามวัตรของท่าน จงมอบสุธาโภชน์ แก่นางเถิด


แต่ โกสิยดาบส กลับปฏิเสธ โดยบอกแก่นางว่า
แม้นางได้ตามรักษาคนผู้มีสิริ ให้สมบูรณ์
ด้วยชาติ โภคทรัพย์ และความสุข
แต่คนมีสิริบางคนก็ปราศจากซึ่งความเพียร
ความประพฤติดี ความรู้ดี การงานดี
และปราศจากสัจจะ เทพธิดาเช่นนาง
ย่อมยังมิใช่ ผู้ที่ ประเสริฐที่สุด ที่ควรจะได้ สุธาโภชน์ หรอก



เมื่อ นางอาสา เดินทางเข้าไป ขอ สุธาโภชน์นั้น
นางแนะนำ ตัว กับ พระฤาษี ว่า
นาง คือ อาสาเทวี เป็นผู้คุ้มครองอินทรีย์ตนเอง
และคุ้มครองมนุษย์ผู้มีความหวัง
เป็นผู้มีคุณสมบัติตามวัตรของท่านดาบส
ขอท่านจงแบ่งสุธาโภชน์นั้นให้นางเถิด

แต่ โกสิยดาบส ก็ยังปฏิเสธ ไป
ด้วยเหตุผลว่า ดูก่อนเทพธิดาอาสา
ชนผู้มีความหวังย่อมมีความเพียรทำการงานของตน
บางพวกก็อิ่มเอิบประสบความสำเร็จ
แต่บางพวกก็เสื่อมโทรมไม่สำเร็จ
บางคนทำความหวังในทางที่ผิด ละทิ้งหมู่ญาติ
ทำความเพียรอันเศร้าหมอง
เทพธิดาเช่นเธอย่อมยังไม่ประเสริฐเพียงพอ
ที่จะได้ สุธาโภชน์ ไปจากเรา


ต่อมา นางศรัทธาเข้าไปหาพระดาบสบ้าง
นางกล่าวว่า นางคือ ศรัทธาเทวี
เป็นผู้คุ้มครองอินทรีย์ตนเอง
และคุ้มครองมนุษย์ผู้มีผู้มีศรัทธาความเชื่อ
เป็นผู้ที่มนุษย์บูชาแล้วทุกเมื่อ
ขอท่านจงแบ่งสุธาโภชน์นั้นให้นางเถิด

แต่ โกสิยดาบส ยังปฏิเสธ อยู่
ด้วยเหตุผลที่ว่า ดูก่อนเทพธิดาศรัทธา
ศรัทธาคือมีความเชื่อเมื่อมีแล้ว
ย่อมทำให้ผู้มีศรัทธาเป็นผู้ให้บ้าง
ฝึกฝนบ้าง บริจาคบ้าง สำรวมบ้าง
แต่ความศรัทธาบางเรื่องก็ไม่ดี
เช่น ศรัทธาในการทำโจรกรรมบ้าง
พูดเท็จบ้าง ล่อลวงบ้าง พูดส่อเสียดบ้าง คบชู้บ้าง

เทพธิดาเช่นเธอย่อมยังไม่ถึงพร้อมในประเสริฐ
พอที่จะได้ สุธาโภชน์ ไปจากเรา ขอจงไปเสียเถิด


หลังจาก เทพธิดา ทั้ง 3 นาง ผิดหวังกลับไปมือเปล่า
นางหิรี จึงได้เข้าไปหาพระดาบส บ้าง
แต่ นางกลับ ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากขอ สุธาโภชน์ จาก พระดาบส
นางจึง กล่าวว่า แนะนำตัวกับ พระดาบสว่า
นาง คือ หิรีเทวี เป็นผู้คุ้มครองอินทรีย์
ให้มีความละอายต่อความชั่ว
นางไม่อาจกล่าวขอสุธาโภชน์จากท่านดาบสได้
เพราะการขอของหญิง ดูเหมือนจะเป็นของน่าละอาย


เมื่อ นางหิริ กล่าวจบ โกสิยดาบสกลับเอ่ยปากว่า
ดูก่อนหิรีเทพธิดา ความละอายนั้น
เป็นเหมือนทำนบที่กั้นกระแสน้ำเชี่ยว
ผู้มีความละอายย่อมห้ามกันจิต
ไม่ให้คิดทำความชั่วได้ ผู้มีความละอายจึงประเสริฐสุด
เราขอเชื้อเชิญท่านผู้มิได้ขอ เข้าไปในอาศรมของเรา
เราจะบูชาท่านด้วยสุธาโภชน์ ครั้นบูชาท่านแล้วเราจึงจักบริโภค


ด้วยเหตนี้เอง หิริเทวี จึงถูกยกย่อง
ให้เป็น เทพธิดา ผู้ประเสริฐที่สุด ในบรรดา เทพธดาทั้ง 4


อืม...จำได้ว่า ตอนนั้น อ่าน ตำนานเรื่องนี้จบแล้ว...
นู๋บัว เก๊าะ ตกหลุมรัก แม่นางหิริ เข้าอย่างจัง
ประดุจดัง โกโบริ ตกหลุมร้ากกก อังศุมาลิน ตั้งแต่แรกเห็นเรยอ่ะ
ไม่รู้เหมือนกันนะ ว่า ทำไม แม่เทพธิดานางนี้
ถึง มานั่งจุมปุ๊กสถิตอยู่ ณ กลางหัวใจ หนูบัวฯได้


รู้แต่ว่า ถ้า อินังศรัทธา นี่....
เป็น เทพธิดาที่ นู๋บัว หมั่นไส้ ที่สุด แล้วล่ะก็
เจ้หิฯ ก็เป็น เทพธิดาที่น่าเอ็นดู ที่สุด ในสายตา นู๋บัวง่ะ
ตอนนั้นก็เลยนึกครึ้ม กระเตง มัน ไปไหน มาไหน ด้วยบ่อย ๆ
หลายครั้งเหมือนกันนะ ที่ เจ้หิฯ คอยช่วยฉุดรั้ง
ไม่ให้ นู๋บัวถลำลึกลงสู่ ทางแห่งอบาย
ตามกระแส ของ โทสะ โมหะ และ โลภะ
ที่เกิด ๆ ดับ ๆ เป็น ระยะ ๆ



เฮ้ออออ นี่ยิ่งมาหลวมตัว ถือศีล เนี่ยนะ
เจ้หิฯ มัน เก๊าะเปลี่ยนชื่อ ใหม่ ให้เข้ากับยุคสมัย เป็น แม่นางคิตตี้
แร้วตีขลุม สถาปนา ตัวเอง เป็น ผจก. คอยจัดคิว ให้นู๋บัว เฉยเรยว่ะ
แม้ง ทุกวันนี้ อีนังนี่ มัน เกาะหนึบ ติดหัว อย่างก๊ะผีชัตเตอร์ เยยยยอ่ะ


อืม...ถ้าใคร ยังมีใจอาลัยรัก ในตัวบุคคล
ละทิ้ง เมียหลวง อย่างแม่นางศรัทธา มิได้
ก็ลอง ไป หา อินัง คิตตี้ มาเป็น อนุภรรยา เด่ะ
เผื่อว่า จะเกิด สมดุล ธรรม สมดุลใจ
และ อยู่ใน โลกเบี้ยว ๆ ที่ไม่สมดุล นี้ได้
โดยไม่ต้องหาทางไปทำลาย ศรัทธาของใคร !




ที่มา

ความเห็นที่ 71 ใน ลิ้งค์นี้อ่ะ

http://board.palungjit.com/f181/%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%81-%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B2-%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%99-%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%B0-%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99-285890-4.html#post4664023




เม่าบัลเล่ต์เม่าบัลเล่ต์เม่าบัลเล่ต์


แก้ไขข้อความเมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว
 

สมาชิกหมายเลข 799026
1 ชั่วโมงที่แล้ว





85
ถามผู้ที่ ปรารถนาในนิพพาน ว่า ...
ท่านต้องการจะ กลายสภาพ เป็น "ก้อนหิน" จริง ๆ หรือ ?



มีปรัชญาทางเซน เคยเปรียบเทียบเอาไว้ ประมาณว่า
สภาวะนิพพาน นั้น มันก็เหมือน ๆ กับ ก้อนหินนั่นแหล่ะ
คือ เป็น สภาวะที่จิตปราศจากการปรุงแต่งทางอารมณ์
( สิ้น ราคะ , โทสะ โมหะ. เมื่อมี ผัสสะ มากระทบ  )
เฉกเช่นเดียวกับ ก้อนหินที่ วางระเกะระกะ อยู่ข้างทาง
ยามเมื่อต้องเจอ ฝนตกแดดออก มันก็ไม่ได้รู้สึกรู้สา อะไร


ก็เลย อยากจะถามผู้ที่ ปรารถนาในนิพพาน ว่า
ท่านต้องการจะ กลายสภาพ เป็น "ก้อนหิน" จริง ๆ หรือ?
ไม่รู้สินะ เวลา เห็นหลาย ๆ คน โพส บอกว่า

" ตนนั้น ปรารถนาใน นิพาน มากมาย
จนถึงขั้น ที่ทุกครั้งเมื่อได้ทำบุญสร้างกุศล
ก็จะอธิษฐาน ขอให้ได้ สิ่งนี้ มา ครอบครอง"
[/i]


ฟังแล้ว รู้สึก ขบขันแกมเอ็นดู พิลึก น่ะ
 ครึ้ม ๆ ยังเกิดอารมณ์ ขันพิเรนทร์ แอบนึกเล่น ๆ  อยู่ในใจ อยู่ เลยว่า
ถ้า ปรารถนานิพพาน กันนัก ทำไม ไม่อธิษฐานขอ ไปเกิดเป็น ก้อนหิน เลยฟระ
จะได้เข้าถึงซึ่งนิพพาน แบบสมบูรณ์แบบ

[youtube]
ก้อนหินก้อนนั้น - โรส ศิรินทิพย์
[/youtube]


อ้างถึง

นิพพานนั้นเป็นเรื่องของแต่ละคนเพราะเมื่อใดตรงต่อนิพพาน เมื่อนั้นวัฏฏะของคนๆนั้นก็จะหายไปทันที ไม่เป็นบุคคล เรา เขา ไม่เป็นมนุษย์ ไม่เป็นสัตว์ไม่เป็นจิตทันที ไม่ต่างอะไรกับก้อนหิน น้ำ และธาตุอื่นๆ ส่วนนิพพานนั้นก็คือสภาวะของธาตุทั่วๆไปที่ไม่มีความหมายในบัญญัติใดๆ ยกตัวอย่างเช่นก้อนหินก้อนนี้มันไม่มีความเห็นความหมายอะไรกับต้นไม้ต้นนั้น ดังนั้นมันจึงไม่มีต้นไม้อยู่จริง อย่างนี้แหละเรียกว่านิพพาน คือมันว่าง มันละจากอุปาทานในรู้นั่นเอง

ขอเถอะครับ หากใครบอกว่านิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งน่ะ ไปไกลๆเลย
เพราะนิพพานมันพ้นไปแม้กระทั่งสุข สุขก็ไม่ใช่(โว๊ย)


Ref:

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=615809




ก้อนหินก็ไม่มี ราคะ โทสะ โมหะ ไม่เคยเดือดร้อนไม่ว่าใครอะไรจะไปทำอะไรกับมัน
ถามว่าคนที่ถึงซึ่งนิพพานมีสภาวะดีกว่าก้อนหินอย่างไรบ้างครับ


Ref :
http://2g.pantip.com/cafe/religious/topic/Y13035358/Y13035358.html







86
ถ้าเลือกได้ คุณจะเลือกมีชะตากรรม แบบ องคุลีมาล
หรือ อยากเป็นเพียง ชาวบ้านธรรมดา ๆ


ถ้าเลือกได้ คุณจะเลือกมีชะตากรรม แบบ องคุลีมาล
คือ ถูก โมหะคติ ครอบงำ จนต้องไปก่อกรรมทำเข็ญเข่นฆ่า ผู้อื่น
จนผู้คนเหล่านั้น ต้อง พบกับความทุกข์ทรมาน
แต่ สุดท้าย คุณก็ กลับตัวได้ จนบรรลุอรหันต์
เข้าสู่มรรคผลนิพพาน พ้นทุกข์แบบถาวร
ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิด อีกต่อไป ( มืดมา สว่างไป )


หรือ ถ้าเลือกได้ คุณอยากเป็นเพียง ชาวบ้านธรรมดา ๆ
ที่ใช้ชีวิต เท้งเต้ง เรื่อยเปื่อย ลอยชายไปวัน ๆ  ความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฏ
แต่ก็ไม่เคยทำให้คนรอบข้างที่ไหนต้องเดือดร้อน เพราะการกระทำของคุณ
ชีวิตมีทั้ง สุข และ ทุกข์ ระคนกันไป  ซึ่งคุณก็กล้อมแกล้มรับมือ+ บริหารจัดการได้ ตาม ยถาสภาวะ
และ สุดท้าย ในบั้นปลาย ก็ ไม่ชัวร์ ว่า จะ ได้เห็นดวงตาธรรม พ้นทุกข์ถาวร หรือไม่
 ( ไม่ได้สว่าง มา  และ ก็ ไม่รู้ว่า จะได้ สว่างไป ได้หรือไม่ ? สุดแล้วแต่ ยถากรรมที่ทำไว้  )


ถ้าเลือกได้ คุณจะเลือกมีชะตากรรม แบบ องคุลีมาล
หรือ อยากเป็นเพียง ชาวบ้านธรรมดา ๆ ( ขอเหตุผล ด้วย )





อ้างถึง

เอ่อ... จขกท. นะคะ คือว่า หมายเลข 777019  โดน อุ้มไปแระอ่ะ  - - "
เลยต้อง ถอย หมายเลข 788287 มาสืบทอดวิญญณตะขาบ ต่ออ่ะ แหะ...แหะ... ^ ^
เฮ้อออ ...จริง ๆ คำถามในกระทู้นี้ ไม่มี อะไรผิด อะไรถูก หรอกนะ
แต่ ถ้า ท่านผู้อ่าน ลองย้อนกลับไป ทบทวน ถึง เหตุปัจจัย ตามหลัก อิทัปปจัยตา ให้ถ่องแท้
ท่านก็จะ สามารถ ตีแผ่ รากเหง้าของ กุศล- อกุศล ในอนุสัยของท่าน ได้
ว่า  อะไร คือ แรงขับเคลื่อนพฤติกรรม ที่ทำให้เกิดการเลือก ในครั้งนี้

ใช่... ภวตัณหา  คือ อยากให้ตัวเองได้พ้นทุกข์ ( อยากได้มรรคผลนิพพาน ) หรือไม่ ?

ใช่... วิภวตัณหา คือ ไม่อยากให้ตัวเองต้องตกเวียนว่ายอยู่ในห้วงทุกข์  หรือไม่ ?


และ การตัดสินใจเลือกในครั้งนี้  ลึก ๆ แล้ว มี  อคติ 4 มาเกี่ยวข้องด้วยไหม ?

อาทิเช่น
มี.... ฉันทาคติ   คือ ลำเอียงเพราะรัก ( เนื่องจากเห็น องคุลีมาร เป็น ไอดอลของตน ) ไหม ?
มี... โลภาคติ คือ ลำเอียงเพราะ ความอยากได้ใคร่มี ( เนื่องจากต้องการ มรรคผลนิพพาน ) ไหม ?


อืม...ป๊ะป๋าหมาน เคย เลคเชอร์ให้ฉันฟัง ก่อนที่ ท่านจะเป็น มะเร็งตาย 5 ว่า

"จง พอใจ ในสิ่งที่ตนมี  จง ยินดีในสิ่งที่ตนทำ"

ฉันจึง ขออนุญาต ถามท่านที่ตอบขอเลือกที่จะมีชะตากรรมแบบ องคุลีมาล
เมื่อ ท่าน พอใจ ที่จะมีชะตากรรมแบบ องคุลีมาล
ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มอก  ว่า ชะตากรรมที่ท่านได้เลือกแล้วนั้น
มันนำมาซึ่ง ความทุกขัง กะละมัง ของชีวิตอื่น

เช่นนี้แสดงว่า ท่าน ยินดี  ที่จะ ก้าวล่วงศีลข้อ 1
โดย เต็มใจที่จะ เบียดเบียนประหัตประหาร เข่นฆ่า
นำความทุกข์มาสู่ ชีวิตอื่น ในเบื้องต้น
เพียงเพราะ ท่านมองเห็นโอกาส และ ช่องทาง
ที่ตนนั้นจะได้เข้าถึงซึ่ง มรรคผลนิพพาน ในบั้นปลาย ใช่หรือไม่ ?


และ ขออนุญาต ถามท่านที่ตอบขอเลือกที่จะมีชะตากรรมแบบ ชาวบ้านธรรมดา ๆ ด้วยว่า
คุณเคย ได้ยิน กลอนภาษาประกิต บทนี้ไหม

We may not be able to have all the thing that we want in life.
And we may not be able to do all the thing that we would like to do.
But we can always be the kind of person that we want to be.


และ หาก คุณ เลือกที่จะ ปฏิเสธ นิพานัง ปรมมัง สุขขัง
คุณมั่นใจว่า คุณ เป็น  the kind of person that we want to be. แล้วหรือยัง ?


อืม....ฉันเองก็ไม่เคยอยากมี ชะตากรรม เฉกเช่น องคุลีมาล เหมือนกันคร้าา
เฮ้ออ ฉัน ยินดี ที่จะเป็น ชาวบ้านธรรมดา  ๆ ที่ทุกข์มั่งสุขมั่งตามยถาสภาวะ
ดีกว่าที่จะ เหยียบย่ำ ซากศพของผู้คนนับพัน เพียง เพราะรู้ว่า เส้นทางสายนี้ วันหนึ่ง มันจะหักเห ทำให้ไปถึง ซึ่งนิพพาน นะ
นิพานัง ปรมัง สุขัง  ถ้ามันต้องแลกมาด้วย ทุกขัง กะละมัง ของผู้อื่น เช่นนั้น
ขืนเลือกไป ฉันก็ มิใช่  the kind of person that we want to be. ตามคอนเซปต์ตัวเอง อ่ะดิ
อ่ะโหยยยย ถ้าเป็นงี้ นะ ก็คง เข้าสู่ สุญตาสมาบัติ ด้วย ความตะขิดตะขวงใจพิลึก เรยอ่ะ
ประมาณว่า ถ้าเงยหน้าก็อายฟ้า  ก้มหน้าก็อายดิน ไหว้ตัวเองไม่ได้ ล่ะมั้ง อิอิ





87
เหตุใด " การปฏิเสธในเรื่องภพภูมิ ชาตินี้ชาติหน้า" ของ ท่านพุทธทาส

จึง จัดว่า เป็น มิจฉาทิฏฐิ ?




คือ โดยส่วนตัว จขกท. แม้ว่า ตอนนี้ ตัวเองจะไม่ได้นับถือศาสนาพุทธแล้ว
แต่ก็ ค่อนข้างจะชื่นชมท่านพุทธทาส อยู่มากเลยค่ะ
เพราะ รู้สึกว่า ข้อคิดและคำสอนต่าง ๆ ของท่าน ล้วนแล้วแต่ ให้อุทาหรณ์สอนใจ ได้ดีทีเดียว
แต่พอมาเห็น หลาย ๆ กระทู้ในห้องศาสนา ที่ระบุ ลงไปว่า

" การปฏิเสธในเรื่องภพภูมิชาตินี้ชาติหน้า" ของ ท่านพุทธทาส นั้น จัดว่า เป็น มิจฉาทิฏฐิ ? 

ก็เลยสงสัยน่ะค่ะ ว่า ทำไมถึงมี พุทธบริษัท 4 ออกมาพูดเช่นนี้


จริงอยู่ที่ เคยมีคนแย้งว่า การปฏิเสธเรื่องภพภูมิชาตินี้ชาติหน้า จัดเป็น มิจฉาทิฏฐิ ในทางพุทธศาสนา 
ซึ่งก็เหมือน ๆ  กับที่ ศาสนิกชนบางศาสนา บอกว่า ผู้ไม่ศรัทธาในพระเจ้า จัดเป็น ผู้มี มิจฉาทิฏฐิ ในศาสนาของเขา
แต่ สิ่งหนึ่ง ที่พวกคนพุทธ อย่างคุณ ต้องไม่ลืม ก็คือ
การที่คุณ มักจะบอก คนอื่น ว่า ศาสนาของคุณ เป็นศาสนาแห่งปัญญา
(ซึ่ง แตกต่างจากศาสนาอื่น ๆ ซึ่งเป็น ศานาแห่งศรัทธา)
เพราะว่า พวกคุณมี กาลามสูตร เป็นคำสอนที่บอกให้ใช้ ปัญญามาพิจารณา สิ่งต่าง ๆ  นะคะ


ฉะนั้น การที่จะบอกว่า หากไม่เชื่อเรื่อง ภพภูมิ  แล้ว มันจัดเป็น มิจฉาทิฏฐิ นั้น
พวกคุณ ได้ใช้คำสอนใน กาลามสูตร มาพิจารณา หรือยังคะ
และ ถึงแม้ว่า ตอนนี้ จขกท. จะ ไม่ได้มีสถานะเป็น พุทธมามกะ แล้ว
ก็ ขออนุญาต หยิบยืม หลักคำสอนในเรื่องกาลามสูตร ของพวกคุณ
มาลองใช้ เพื่อพิจารณา ข้อกล่าวหาในเรื่อง มิจฉา ของ ท่านพุทธทาส หน่อย นะคะ
เพราะถึงอย่างไร จขหท. ก็ถือว่า ท่านเป็น อริยสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ คนหนึ่ง
ซึ่ง องค์การ ยูเนสโก ยกย่องให้เป็น บุคคลต้นแบบ


อนึ่ง จาก คำสอนในกาลามสูตร  ที่ว่า

อ้างถึง

ดูกรกาลามชนทั้งหลาย มาเถอะท่านทั้งหลาย
ท่านทั้งหลายอย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา
อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่า สมณะนี้เป็นครูของเรา

เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า
ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ
ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อสุข
เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่


http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?book=1&bookZ=45&name=%E0%A1%CA%BB%D8%B5%B5%CA%D9%B5%C3



อนึ่ง เมื่อ จขกท.  นำมาสอบทวนดู  ก็พบข้อสังเกต ว่า
การปฏิเสธ ที่จะเชื่อ ในเรื่องการมีอยู่จริง ของ ภพภูมิ ชาตินี้ชาติหน้า และ การเวียนว่ายตายเกิด นั้น
โดยตัวความเชื่อนั้น มันก็ยังไม่ได้เป็น อกุศล  ก่อให้เกิดโทษ
หรือ ทำให้ผู้รู้ ( ทั้งที่เป็นพุทธ และ ไม่ใช่พุทธ ) ต้องออกมาตำหนิติเตียน ที่ตรงไหน นี่คะ
( หรือ ถ้าหาก เพื่อน ๆ คนไหน เห็นว่า มันเป็น ความคิดอกุศล  ก่อให้เกิดโทษ
หรือ มี ผู้รู้ ( ทั้งที่เป็นพุทธ และ ไม่ใช่พุทธ ) ต้องออกมาตำหนิติเตียน
ก็รบกวนเพื่อน ๆ ช่วย อธิบายให้ฟัง หน่อยค่ะ ว่า มันเป็น อกุศล ที่ตรงจุดไหน )


เพราะ หากจะ บอกว่า ความเชื่อนี้เป็น อกุศล
ทำให้คนเลิกทำบุญสะสมความดี หันมาทำความชั่วตามใจตัวเองมากขึ้น
เรื่องนี้ จขกท. คิดว่า มันขึ้นอยู่กับ จิตสำนึกของแต่ละบุคคล มากกว่านะคะ
เพราะ ถ้าพิจารณาจากชีวประวัติบุคคลสำคัญที่โลกยกย่องว่าเป็น ผู้มี คุณธรรม
ไม่ว่าจะเป็น  แม่ชีเทเรซ่า / ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล  / วอเรนต์ บัฟเฟต ฯลฯ
ทุกท่านที่กล่าวมา ก็ล้วนแล้วแต่ ปฏิเสธ ที่จะเชื่อ ในเรื่องการมีอยู่จริง ของ ภพภูมิ ชาตินี้ชาติหน้า และ การเวียนว่ายตายเกิด กันทั้งนั้น

ทว่าก็ไม่เห็น ความเชื่อพวกนี้ จะ มีโทษ อะไร  จนทำให้ท่านเหล่านี้
กระทำตนไหลลงสู่ที่ต่ำ แล้วเดินไปสู่ทางแห่งอบายเลยนี่คะ
และ ถ้าจะพูดกันตรง ๆ แล้ว ท่านเหล่านี้ มีจิตสำนึกที่ดีต่อสังคม มากกว่า บางท่านที่เชื่อเรื่องภพภูมิด้วยซ้ำ


แล้วเช่นนี้ การปฏิเสธ ที่จะเชื่อ ในเรื่องการมีอยู่จริง ของ ภพภูมิ ชาตินี้ชาติหน้า และ การเวียนว่ายตายเกิด ของท่านเหล่านี้ จะเป็น อกุศล และ เป็น มิจฉาทิฏฐิ ได้อย่างไรกันคะ ?
รบกวนช่วยชี้แนะให้ผู้ที่มิได้ นับถือศาสนาแห่งปัญญา เหมือนท่าน ให้ได้รับรู้ เป็นวิทยาทาน ด้วยเถิดค่ะ







88
ขออนุญาต ตั้งกระทู้ถามไถ่ เพื่อระบายความในใจ กรณีที่ กระทู้ถูกอุ้ม เจ้าค่ะ T ^ T

* กระทู้นี้สามารถใช้งานได้เฉพาะผู้ที่มี Link นี้เท่านั้นค่ะ

กระทู้คำถาม

ศาสนาพุทธ ปัญหาชีวิต


เมื่อ ตะกี้ ตั้งกระทู้

"ถ้าชาติหน้าปรารถนาจะเกิดเป็น กระเทย 
ชาตินี้ อิฉันจะต้องทำ กรรม เช่นไร สะสมไว้ดีเจ้าคะ ?"


ในกระทู้ ก็พูดคุยสรวลเสเฮฮาเสวนาธรรม กันตามประสา
หาได้มีกลิ่นอายของ ดราม่า  มาปนเปื้อนแต่อย่างใด เลย
แต่ ก็เหมือนเช่นเคยอ่ะ...กระทู้ โดนลบอีกแล้วเจ้าค่ะ
เฮ้อออออออออ รู้สึกเหนื่อยใจจังเน๊าะ
เพราะตั้งกระทู้กี่ที ๆ ก็ ไม่มีโอกาสได้อยู่เกินข้ามคืนเลย


อืม...ก็ไม่ได้ เสียดายที่ กระทู้ ตัวเองถูกลบหรอกนะ
เพราะว่า มันเป็น ปกติวิสัย ในการตั้งกระทู้ของอิฉัน
แต่มันก็อด เสียดาย เนื้อหา สาระดี ๆ ในกระทู้
ที่หลาย ๆ ท่าน สละเวลา มาช่วยกัน โพสถกประเด็น เป็น ธรรมทาน ไม่ได้ อ่ะ
ขอบคุณ สำหรับทุก ๆ ท่าน ที่มาช่วยกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
และ ขอโทษด้วยที่ อิฉัน ไม่สามารถ รักษากระทู้นั้น ไว้ได้


เฮ้อออ คงจะไม่ตัดพ้อต่อว่า อะรัย ใคร ให้มากความแระ หรอกนะ
เพียงแต่ ขอตั้งกระทู้ระบายความรู้สึกเฉย ๆ เท่านั้น
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า มันจะทำให้ ล็อกอินอิฉัน มัน ดับสูญ อีกไหมหนอ ?  T ^ T

สมาชิกหมายเลข 724649
19/2/2556


89

1. ถ้าจำเป็น ต้องเลือก คุณจะเลือก กระทำ กรรม แบบไหน ?
   ระหว่าง....


ก.เหยียบเท้าลูกหมาจนห้อเลือด
ข.เหยียบเท้าพระพุทธเจ้าจนห้อเลือด

2. แล้ว อะไรคือ เหตุผล ที่ทำให้ คุณการตัดสินใจ
เลือกกระทำ กรรม  ในข้อ ก. หรือ ข. ดังกล่าว

รบกวนสอบถามความคิดเห็นเจ้าค่ะ

ขอบคุณค่ะ

หมายเหตุ

อ้างถึง

- แท็ก ห้องจตุจักร
เพราะ อยากได้ มุมมองของผู้ที่มีรักและมีเมตตาต่อสัตว์
ว่า ท่านมีความคิดเห็น อย่างไร ใน สถานการณ์สมมุตินี้

-แท็ก ห้องศาสดา
เพราะ อยากได้ มุมมองของผู้ที่มีศรัทธาในพระพุทธเจ้า
และ มีความเชื่อสืบต่อกันมาในเรื่อง อนันตริยกรรม
ว่า ทั่นมีความคิดเห็น อย่างไร ใน สถานการณ์สมมุตินี้

- แท็ก ปรัชญา
เพราะ อยากได้ มุมมองของผู้ที่มีความรู้เรื่องเชิงปรัชญา
ว่า ท่านมีความคิดเห็น อย่างไร ใน สถานการณ์สมมุตินี้

อ้อ ส่วนศาสนิกชน ศาสนาอื่น ๆ  และ คนไม่มีศาสนา ทั้งหลาย ก็ มาแจม ได้นะเจ้าคะ
อิฉัน อยากได้ เรทติ้งแยะ ๆ...เอ๊ย.... ความ คิดเห็นที่ หลากหลาย แหะ...แหะ..





90
อืม....เคยไปโพส กาทู้นี้ ที่ พันดริฟท์

"http://pantip.com/topic/30159199"

( ทว่า ตัวหนังสือ เก๊าะ ถูกทำให้ถูกดับสูญ
ไปพร้อมกับล็อกอินแระ  แหะ...แหะ...)
แต่ ถึงงั้น ก็  ขอ นุยาด ไปขุดความเห็นของบางท่าน ที่เคยแจมกาทู้นู้น
มาแปะ ไว้ ใน กาทู้นี้ อีกครั้งนะเจ้าคะ
เนื่องจาก อ่าน เม้นต์ ของเขาแร้ว โดนใจ อย่างแรงส์  อิอิ


อ้างถึง

ความคิดเห็นที่ 17

จขกทอย่าไปหลงเชื่อเรื่องงมงายที่มีคนอ้างพระ อ้างตำรามาบอกว่าจะทำยังไงถึงจะเกิดมาเป็นกะเทยเลยครับ ชาติหน้ามีจริงหรือป่าวก็ไม่รู้ ถึงมีจริงจะเกิดมาเป็นอะไรก็ไม่รู้ได้อีก ค่อยไปคิดเอาตอนเกิดใหม่ก็แล้วกัน บางทีความคิด ความชอบก็อาจเปลี่ยนไปแล้วเพราะเป็นคนละคนกัน ทุกอย่างมีทั้งข้อดีข้อเสีย กะเทยก็เช่นกันไม่ได้มีแต่ข้อดีอย่างเดียว ข้อเสียยังมีอีกตั้งเยอะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเกิดมาเป็นแบบไหนก็ต้องพอใจและทำตัวให้มีความสุขให้ได้ครับ

Persimon




เฮ้ออ  ความเห็นของ คุณ Persimon เนี่ย
เป็น คำตอบใน ดวงใจ เรยนะเจ้าคะ
เพราะ ตะแต่ ปาหินข้างทาง..เอ๊ย โยนหินถามทางมา
ก็ เพิ่งจะมี  ตัวหนังสือที่เขาโพสนี่แหล่ะ 
ที่อ่านแร้วน้ำตาหยดติ๋ง ๆ อ่ะซิก.... อ่ะซิก...

อ่านแล้ว นึกถึง ตัวหนังสือ ของตัวเอง  ที่เคยเขียนไว้ ใน กระทู้

เหตุใด ในสังคมปัจจุบันนี้ มีเพศที่สามเยอะขึ้นมาก กว่าสมัยก่อน
เพราะเหตุใดต้องมาชดใช้กรรม ในเรื่องพรรคนี้ด้วย จัง อ่ะ

อ้างถึง
ความคิดเห็นที่ 14

คิดว่าการเกิดเป็นเพศที่ 3 เป็นเพราะ วิบาก นะ
แต่ไม่คิดว่า การเกิดเป็น เพศที่ 3 นั้น เป็นการชดใช้กรรม
การปรุงแต่งจริตของคุณต่อ เพศ ที่คุณถือครองอยู่ ต่างหาก
คือ การชดใช้กรรม ของจริงล่ะ

จะบอกให้นะ ว่า สมัยเรียนมหาลัย
เวลา ครึ้ม ๆ บางที ผู้หญิงทั้งแท่งอย่างอิฉัน
ก็ยังนึกอยากเกิดเป็น กระเทย เลยผับผ่า
นี่ไม่ได้พูดเล่นนะ รู้สึกงั้นจริง ๆ

เพราะรู้สึกว่า โดยสรีระ และค่านิยมทางสังคม มันสบายดี
ได้เป็น สัตว์เพศผู้ ที่มีอัณฑะ
ไม่ต้องมีมดลูก มาเกะกะ เป็นเครื่องถ่วงความเจริญ
แถม สะบัดสะบิ้งได้ตามใจชอบ ไม่ต้องเก๊กแบบผู้ชาย

จากคุณ : นู๋บี - บัวเหล่าที่ 5 - [ 3 มิ.ย. 52 19:27:17 ]




อ่ะอันนี้เคยโพสไว้ ที่ เวบลานธรรม
คิดว่าเกี่ยวกับเรื่องเพศในกระทู้นี้
เลยเอามาแปะ ให้อ่านเล่น ๆเผื่อจะได้ข้อคิด
และ มุมมอง ที่ หลากหลาย มากขึ้น ^ - ^


อ้างถึง

ระหว่างการได้เกิดเป็นหญิง กับ การได้เกิดเป็นชาย
คุณคิดว่าอย่างไหนจะยากกว่ากันครับ

เนื้อความ : (sssboun) อ้างอิง |

ผมสังเกตเห็นปัจจุบันนี้ส่วนมาก
มักจะคลอดลูกออกเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายครับ
ดั่งนั้นผมขอตอบเป็นคนแรกเลยว่าเกิดเป็นชายนั้นย่อมจะยากกว่า
เพราะเหตุผลที่ว่าเกิดเป็นหญิงนั้น

จะมีความทุกข์มากกว่าฝ่ายชายอยู่หลายประการครับ
ส่วนคุณล่ะครับคิดว่าเป็นใครครับ

จากคุณ : sssboun [ ตอบ: 11 ต.ค. 51 15:36 ]



ความคิดเห็นที่ 10 : (บัวเหล่าที่ 5) อ้างอิง |
ถ้า อ่านใน "เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน" ของ ดังตฤณ
เค้าว่า เกิดเป็นชาย ยาก กว่า อ่ะ
แต่ อิฉันเลือก ข้อ 3 อื่น ๆ นะ

เพราะ อดีตเฟมินิสต์สุดขั้ว อย่างอิฉัน คิดว่า
ไม่ว่า จะเกิดมามีต่อมลูกหมาก หรือ ปากมดลูก
ก็เป็นเพียง สังขารที่สมมุติขึ้น มิใช่หรือ
ก็เป็นเพียง ที่ประชุม ของธาตุทั้งสี่ มิใช่หรือ
ก็เป็นเพียง เรือนพักชั่วคราว ให้ตัวเราได้อาศัย มิใช่หรือ


รู้เช่นนี้ แล้ว จะยึดติด กับ เจ้า โครโมโซม คู่ที่ 23 ไปไยให้ปวดหัว ?
มันสำคัญที่ว่าถ้าจำเป็นต้องเกิด...
เมื่อเกิดมาแล้ว คุณ... พอใจ... ในสิ่งที่ตัวเอง...เป็น...หรือเปล่า ? ต่างหาก
อันนี้แหล่ะ ยากกว่า เกิดเป็นหญิงเป็นชาย แยะ เลยแฮะ

เพราะถ้าทำใจกับ สิ่งที่ตน เป็น ไม่ได้
เจ้าตัวความทุกข์ มันจะรี่เข้ามาทักทายคุณ ทันที
อืม...ขอบคุณกรรมเก่าแต่ปางก่อน
ที่ทำให้ อิฉัน ...พอใจ... กับทุกสิ่ง
ที่...ปรุงแต่ง...เป็น... อัตตา... ของตัวเอง^ - ^


จากคุณ : บัวเหล่าที่ 5 [ ตอบ: 12 ต.ค. 51 17:38 ]


ความคิดเห็นที่ 12 : (TheBasic) อ้างอิง |
มันก็ยากทั้ง 2 อย่างแหละ
กว่าจะได้เกิดมาเป็น คน ยากเย็นนักหนา
จะได้ หญิง หรือ ชาย ก็ดีใจไว้เถอะ
อย่างน้อยก็ได้เป็นคนบรรลุธรรมได้ทั้ง 2 อย่าง
แล้วยังคิดอยู่ไหมว่า หญิงหรือชาย อันไหนดีกว่ากัน

สาธุกับ คุณบัวเหล่าที่ 5 ด้วยครับ กล่าวไว้ดีมาก

จากคุณ : TheBasic [ ตอบ: 12 ต.ค. 51 19:33 ]






ส่วน ลิ้งค์เนี๊ยะ เอามาฝาก ทั่นผู้อ่านทู๊กกกทั่น
ขอบคุณ ที่เข้ามาช่วยแจมคร้าาาาา อิอิ





หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 [9] 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham