Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - บัวผ่อง

หน้า: 1 2 [3] 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ... 20
21
เมื่อไม่นานมานี้ นึก ครึ้ม เลยโพสถาม ไอ้เด็กกฏหมายคนหนึ่งว่า

อ้างถึง


เรื่องที่ 4 ที่อยากจะคุยด้วย


อันนี้ไม่เกี่ยวกับ เรื่องการ ปฏิบัติ แต่ อยากรู้
ฝากถาม ไอ้เด็ก กฏหมายแถวบ้านลื้อ ให้ทีดิ๊ว่า
ถ้า เจ้ เข้าคูหา กาบัตรเสีย ในวันเลือกตั้ง 2 กพ. นี้
( โดย กา โหวตโน แล้ว เขียนว่า Respect My Vote )

แถม ยังไปตั้งกระทู้ ชวนชาวบ้าน ทำด้วย
เพราะ ไม่อยากให้ ลุงกำนันฉวยโอกาส
หาประโยชน์จาก การโหวต ของเจ้ ว่าเป็น มวลมหาประชาคุย ของมันเนี่ย

มันจะผิด กม. มาตราไหน ไหมฟระ ขี้เกียจไป เดินจงกรม ทำ วิปัสนาส ในคุกว่ะ
ไอ้ครั้นจะ ไปโพสถาม หนุ่ม ๆ ที่ห้อง ศาลา ฯ ที่ พาลถีบ
ก็ยัง ไม่พ้นช่วง งดพาลถีบ เข้าพรรษา 365 วัน ตามที่ตั้งใจไว้ เลย โพสไม่ได้  s006 




ไอ้หมอนั่น ก็ ตอบกลับมาว่า

อ้างถึง


อย่าไปฉีกบัตรเป็นใช่ได้ เจ้จะเขียนด่าบรรพบุรุษกกตด้วย ก็ไม่มีใครรู้หรอก
แต่บัตรเจ้เขาจะนับเป็นบัตรเสีย เจ้ดีแล้วล่ะไปใช่สิทธิของเรา

นี่ดีไม่ดีจะเขียนในบัตรว่า กกตหมายถึง คณะกรรมการเลือกตั้ง
มันไม่ใช่คณะกรรมการไม่อยากให้เลือกตั้ง เสียดายภาษี
ไม่อยากทำหน้าที่ดันสมัครมาเป็นทำไม

ที่มา
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=47096&p=345074#p345074




แหม๊ ? ฟังมัน เสี้ยม งี้แล้วก็เลย เกิด ไอเดีย บรรเจิด ว่ะ
ประมาณว่า เออ เฮ้ยย ไหน ๆ ก็ เข้าคูหา กาบัตรเสีย แล้วทั้งที
หาเรื่อง เอา บัตรเลือกตั้ง เป็น กระโถนท้องพระโรง
เขียน ด่าโคตรพ่อโคตรแม่ กปปส. ของ ทั่น กำนัน ด้วย ก็ไม่เลวแฮะ  :02:


แถม ไอ้ข้อความเดิม ที่เคยตั้งใจไว้
อ่านแล้วมันก็ เยิ่นเย้อ บรรลัย ขืนเขียนพิรี้พิไร ว่า

" อยาก ใช้สิทธิกา  โหวต  โน แต่ก็ไม่ต้องการให้ กปปส. ฉกฉวยโอกาส
แล้วแอบอ้าง เอาสิทธิของฉัน ไปใช้ประโยชน์ จึงขออนุญาต ทำบัตรเสีย อ่ะ ! "

มันก็ อ่านแล้ว ไม่ฟิน เลย อ่ะ
นี่ก็เลย ตั้งใจว่า พอ กา โหวตโน เสร็จ
จะเอา ปากกาแดง เขียนใน บัตรเลือกตั้ง ด้วยว่า

To กปปส.

Respect  My  Vote
( โปรดเห็นหัว กรูบ้าง ! )  :29:










22
อนึ่ง เนื่องจากมี คนสวยใจดี มาแจก โมทนา ให้ ในกระทู้นี้
เลย แวะเอา กระทู้ที่เคยตั้งขึ้น มาแปะเพิ่ม เพราะ กระทู้ที่จะโพสนี้
ก็มี เหตุปัจจัย มาจาก กระทู้

"ศาสนา นี่มันเป็น ปัจจัยที่ 5 ในการดำรงชีวิตหรือไม่เจ้าคะ ?" เช่นกัน  :12:



หากเลือกศาสนาด้วยตนเองได้
คุณอยากนับถือศาสนาไหน เพราะอะไร ?


1.หากเลือกศาสนาด้วยตนเอง ได้
คุณอยากนับถือศาสนาไหน เพราะอะไร
และคุณได้นำ คำสอนใด ในศาสนาที่คุณนับถือ
มาใช้ในการดำเนินชีวิตบ้าง

2.คุณคิดว่ามีคำสอนใดบ้างในศาสนาอื่น
ที่จะเอามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้บ้าง

3.ถ้าหากคุณไม่คิดนับถือศาสนาใดๆ เลย เป็นเพราะอะไร
แล้วคุณจะใช้หลักการอะไรมาใช้ในการดำเนินชีวิต
เมื่อพบเจอกับปัญหา อุปสรรค และ ทุกขังกาละมัง ?

ที่มา...

วันก่อนนู้น มีโอกาส อ่าน คอมเม๊นต์ เนี๊ยะ เจ้าค่ะ

http://pantip.com/topic/30086741/comment56

เห็น คุณnoneasy2go ตั้งถามไว้ได้เข้าท่าดี
เลยนึกครึ้ม แอบหลอย คำถามจากไอเดีย ของเจ้แก
มาตั้ง กาทู้ถาม  อ่ะเจ้าค่ะ ( แหม๊ ? จะโดนฟ้อง ข้อหาละเมิดลิขสิทธิไหมเนี่ย หุหุ )  :25:



อ้อ ...ขอ อนุยาด ใช้สิทธิ ของการเป็น จขกท.
มาตอบ คำถาม เอาฤกษ์ เอาชัย
เป็น การประเดิมเพิ่มเรทติ้งหน่อย นะเจ้าคะ


เนื่องจาก ถ้าเลือกได้ 
ก็จะขอเป็น คนไม่มีศาสนา ยังเงี๊ยะแหล่ะคร้าา
( เพราะ ว่า มัน เท่ห์ดี 555555555555555555 )
ฉะนั้น จึงไม่จำเป็นต้องตอบ คำถามข้อ 1 , 2
ขอ นุยาด ข้ามมาตอบข้อ 3 เลย แระกัน อิอิ

3.ถ้าหากคุณไม่คิดนับถือศาสนาใดๆ เลย เป็นเพราะอะไร
แล้วคุณจะใช้หลักการอะไรมาใช้ในการดำเนินชีวิต
เมื่อพบเจอกับปัญหา อุปสรรค และ ทุกขังกาละมัง ?

ตอบ

ที่ไม่นับถือศาสนาใดเลย
ก็เพราะ คิดว่า ศาสนา ไม่ได้จำเป็น
ถึง ขนาดที่ว่า ต้องสถาปนา
ให้เป็น ปัจจัยที่ 5 ในการดำรง ชีวิต อ่ะค่ะ
ก็อย่างที่เคยแพล่มไว้ในกาทู้นี้ อ่ะคะ

http://pantip.com/topic/30102390

ว่าศาสนา เหมือน หนังสือฮาวทู สักเล่ม
ใช้สอยประโยชน์ เสร็จ ก็ต้องโล๊ะทิ้ง
ด้วยการชั่งโลขาย จะได้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศษสาด



ที่สำคัญ อิฉันไม่ชอบพึงพาสิ่งใดเป็น สรณะ
ไม่ว่า จะ พระรัตนตรัย หรือว่า พระเจ้าองค์ใดก็ตาม
เนื่องจากมี ความเชื่อว่า การยื้มจมูกคนอื่นหายใจ มันไม่ค่อยสะดวกอ่ะ
อีกอย่างพวกคุณไม่เกรงใจพระรัตนตรัย หรือว่า พระเจ้า กันเลยหรือคะ
ถึงได้ต้องไปคอยแต่จะพึ่งพาพระองค์ เป็นเด็กไม่รู้จักโตอยู่นั่นแหล่ะ

เฮ้อออิฉันเป็นกุลสตรี มีมารยาท อ่ะค่ะ
ป๊ะป๋า จึงมักจะสอน ประมาณ ว่า

ความเกรงใจ เป็นสมบัติของผู้ดี นะนู๋บี
ฉะนั้นอย่ามัวอ่อนแอเหลาะแหละ
คิดแต่ จะพึ่งพาขอให้ใครมาลำบากลำบน
คอยช่วยเหลือกระเตงเราข้ามห้วงทุกข์เลยอ่ะ
ไม่ว่าจะเป็น พระรัตนตรัย  หรือว่า พระเจ้าก็ตามที

อัตตาหิ  อัตตาโน นาโถ  ดีที่สุดนะ

นู๋ต้องเป็นคนมีจิตใจที่เข้มแข็ง และ กล้าแกร่ง
พอที่จะ สามารถยืนอยู้ได้ด้วยขาตัวเอง นะลูก

ด้วยเหตุนี้ อิฉันจึงใช้ หลักการดำรงชีวิต
ในแบบ โพสโมเดิร์น สไตล์ มิกซ์ แอน แมทช์
โดยพยามทำไงก็ได้ เพื่อรักษา สมดุลโลก สมดุลใจ
เพื่อ ให้เกิดสมดุลในชีวิต อ่ะเจ้าค่ะ


ซึ่งสมดุลในชีวิต นี้ก็คือ
สามารถยืนหยัดอยู่บนโลกนี้ได้ แบบชิลๆ
และ เมื่อเจอ ทุกขังกาละมัง อะรัย
ก็สามารถบริหารจัดการความทุกข์
ใน ยถาสภาวะนั้นได้ ณ ปัจจุบัน ขณะ อ่ะ เจ้าค่ะ



อนึ่ง ตัวอย่างหลักการและแนวคิด
ที่เอามาใช้เพื่อใช้สร้างสมดุลใจ และ สมดุลชีวิต
เวลาที่ในประสบปัญหา ( ทุกข์ )ก็มี หลากหลาย
ซึ่งก็หยิบ เอามาใช้สอยตาม โอกาส อ่ะนะ อาทิเช่น

1.อิฉันใช้แนวคิด และ คอนเซ๊ปต์ แบบชาวเยอรมัน ในการดำเนินชีวิต อ่ะ ที่ บอก ว่า ...

กรูจะไม่เอาเปรียบใคร และ ก็จะไม่ยอมให้ใคร มาเอาเปรียบกรู !
ช่วยเหลือชาวบ้าน ตามพื้นฐานของหลักมุษยธรรม ( และอารมณ์ดราม่า ณ ขณะนั้น )

หรือ ถ้าจะพูดให้ไพเราะ แลดูธรรมมะธรรโม
ก็คงคล้าย ๆ การรักษา ศีล 5 ของพวกพุทธมามะกะจ๋า
ก๊ะหลักการ ทำความดี ,ละเว้นความชั่ว (งดการเบียดเบียนผู้อื่น)
และ พยายาม ปรับสภาวะจิตให้คืนสู่สภาวะสมดุล ( ไม่เกิดทุกข์ )ล่ะมั้ง

เพราะอิฉันเคารพสิทธิของชีวิตอื่น
เพราะอิฉันไม่ชอบเบียดเบียนชีวิตใคร
เพราะอิฉันชอบที่จะแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้คนอื่น
เพราะอิฉันชอบเรียนรู้ที่จะจัดระเบียบสติสตัง ให้คืนสู่ดุลยภาพ

( สรุปสั้น ๆ  สารพัด คิว ของอิฉัน มันมีคุณภาพดี )



2. แนวคิดเชิงบริหาร แบบ SWOT ( มุ่งหาจุดอ่อนจุดแข็ง )

http://bds.dip.go.th/Portals/0/SWOT.pdf

แนวคิดแบบนี้ มันทำให้ฉันพยายามมองว่า " ปัญหามีไว้แก้ไม่ได้มีไว้กลุ้ม "
และเรียนรู้ที่จะรับมือกับปัญหาทุกอย่างที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต
โดยวางแผน 1 แผน 2  เอาไว้รับมือเสมอ ราวกับใช้ยุทธวิธีทางทหาร

แถมจริตของฉันมันก็ร่ำรวยอารมณ์ขันเป็นพิเศษนะ
เวลาเจ้าตัวทุกข์มันมารังแกฉันจนร้องไห้แง ๆ
เจ้าจริตแสนดี ก็ปรุงแต่งให้กลายเป็นเรื่องขบขันได้ในเวลาไม่นาน
นาทีหนึ่ง ความทุกข์ทำให้ฉันร้องไห้
แต่อีกนาทีฉันก็เรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากน้ำตาที่เกิดจากมัน
เผลอ ๆ ยังปรุงแต่งความคิดให้ขบขัน
กับสารรูปตัวเองตอนร้องไห้ได้ด้วยนั่นแหล่ะ ฉันล่ะ


3. หลักการ PDCA ( Plan-Do-Check-Act )

http://onknow.blogspot.com/2008/04/plan-do-check-act-pdca.html

อันนี้ ใช้ เอาไว้ เวลา ทวนศีล ทวนจิต ปรับ สมดุลใจ
ก็คงคล้าย ๆ หลัก สัมมัปปทาน 4 ใน วิถีพุทธ มั้ง


ซึ่งเท่าที่ เชค ๆ ดู ดุลยภาพในชีวิต ก็เป็นปกติสุขดี
และเมื่อมีความทุกขังกาละมัง ก็ มีสติ สตางค์
และ มีกำลังใจในการบริหารจัดการความทุกข์
ที่มันบุกรุก เข้ามา สร้างปัญหาชัวิต ให้อิฉัน เสมอนะ
ถึงไม่ได้ นับถือศาสนา ก็มีชีวิตชีวาลั้ลลา ตาม อัตภาพ คร้าาา อิอิ











23
อ้าง จากที่ นู๋บีถาม

งั้น รบกวนสอบถาม ทั่น จขกท. และผู้รู้ ในห้องนี้
เกี่ยวกับเรื่อง ศีล 5 ของโสดาบัน ที่ อ่านแล้ว คาใจ มานานแล้ว หน่อยค่ะ
ก็ ไอ้เรื่อง โสดาบัน เมียนายพราน ที่ยื่นธนู ให้ผัว เอาไปล่าสัตว์ อ่ะค่ะ s006

ตกลง ไอ้ที่ เจ้าหล่อนทำอยู่ นั้น
มันเป็นการสนับสนุน การฆ่าการเบียดเบียน ชีวิตอื่นไหมคะ ?
แล้ว การกระทำเช่นนี้ จัดเป็น สัมมาฯ หรือคะ ?
แล้วงี้ ศีลของ โสดาบัน นางนี้ จะไม่ ถลอก หรอคะ


คือ ถ้า ไม่รู้ว่า เอาไป ล่าสัตว์ แล้ว ยื่นให้ ก็ว่าไปอย่าง
แต่นี่ ดูจาก อายุสมองแล้ว เจ้าหล่อน ก็ คงไม่ ไร้เดียงสา
จนไม่รู้ว่า ผัวตัวเอง จะเอาอาวุธไปทำอะไร หรอกนะ
และ หากเอา หลัก สัมมัปปทาน 4 มาจับ มันก็ แม้ง ๆ อยู่นะ

เนี่ย ขนาดอิฉัน ภูมิศีล น่าจะ ต่ำกว่ายายโสดาบัน คนนั้น มากมาย
แต่ แค่คิดจะซื้อ หุ้นเกี่ยวกับการทำธุรกิจเบางประเภท
ที่เกี่ยวข้องกับ การเลี้ยงสัตว์แล้วฆ่ามาขายเป็นอาหาร
หรือ เดินเหยียบหญ้า เบียดเบียนชีวิตสัตว์ตัวเล็กตัวน้อย
อิฉันยังตะขิดตะขวงใจที่จะทำเลย

แล้วทำไมยัยโสดาบันนั่น ถึง ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยล่ะ
(หรือว่า เค้า สะกดคำว่า หิริโอตตัปปะ ไม่เป็น คะ ? :b21: )


อ้างถึง


วิริยะ ว่า

เหมือนแม่ให้เงินลูก ..

รู้อยู่ว่าลูกเอาไปซื้อเหล้า บุหรี่ ยาเสพติด ถามว่า
แม่เป็นใจสนับสนุนลูก ให้เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ..

แม่คงหวังว่า วันหนึ่งลูกจะกลับตัวกลับใจ
เป็นคนดีได้ ฉันนั้นก็เหมือนกัน ..





นู๋บีว่า

จะเล่า อะไร ให้ฟังน้าาาาา

พี่คนขับรถที่โรงบาล ไปส่งเรา กับ จนท. ไปประชุม สหกรณ์ฯ
เขา เห็น พวกเราหลาย ๆ คน จับฉลาก ได้รางวัลเป็น เงินสดหลายบาท
เขาจึง พยายาม มาเทียวไล้เทียวขื่อ พูดทีเล่นทีจริง

ประมาณ ว่า

เฮ้ยยย ไอ้พวกที่มันได้รางวัล เป็นเงินตั้งหลายบาท เนี่ย
พวกเอ็ง จะไม่เลี้ยงเบียร์พี่ซักหน่อย สักคนละกระป๋อง หรออออออออ
พี่อุส่า ขับรถมาส่งพวกเอ็งน้าาาาาาาา ฯลฯ

บางคนฟังแกพูดเซ้าซี้มาก ๆ แล้ว ก็รีบ ควักเงิน
เอาไป  ซื้อเบียร์ กระป๋อง ให้แกทันที

ตานี้ แกนึกไงก็ไม่รู้ พยาม มาพูดจา เซ้าซี้
จะตะล่อม ให้เรา ควักตังค์ ซื้อ เบียร์ ให้แก ให้ได้เหมือน คนก่อนหน้านี้

ไอ้เราหรือ ก็อยากจะแสดงน้ำใจ ก็เลย
ได้แต่ หัวเราะแหะ ๆ แล้ว ยิ้มแหย ๆ บอก พี่แกไปว่า

" ขอเป็นเลี้ยงอย่างอื่น แทนได้ไหมคะพี่
เบียร์ มันเป็น สุราเมรัยยะ มัชชะ ฯลฯ
บัวก็ไม่ได้ ต่อต้าน หรือ ห้าม ใครกิน หรอกนะพี่
แต่บัว ไม่สนับสนุน ค่ะ ! :b20:


น่าขำ ก็พูดแค่นี้ อะนะ แทนที่ จะโดน แอบด่าโคตรพ่อโคตรแม่ในใจ
แต่ดันกลายเป็นว่า พี่แก ฟังแล้ว หัวเราะชอบใจ
แล้ว สรรเสริญเรา ให้ชาวบ้านฟังซะใหญ่โต ที่เราไม่สนับสนุนแกไปทางอบาย
แก บอกว่า ไอ้เบียร์ แค่กระป๋องละไม่กี่บาทเนี่ย แกซื้อกินเองก็ได้
แต่ที่ เซ้าซี้งี้เนี่ย ก็แค่ อยากลองใจ ว่าจะตอบไง 
ฟังแล้ว ก็ เซอร์ไพร๊ซ์ มากมาย
เพราะ ไม่คิดว่า คนปากจัด อย่างพี่แก จะ ชมเราให้คนอื่นฟัง
( ปกติ เห็นแกชอบ ดุ+ด่ากราด ใส่ชาวบ้าน เวลาไม่สบอารมณ์์ ไม่ค่อยชมใครหร็อก )

ที่สำคัญ เกรงใจ๊ เกรงใจ พี่คนที่ซื้อ เบียร์ให้แกกิน ก่อนหน้าเราจัง
เสียเงินซื้อ เบียร์ให้ พี่แกกิน แต่ ดันโดน เรา ขโมยซีน แย่งความดีความชอบไปซะงั้น 


เฮ้ออ บางที ถ้า คนเรา มันมี ไหวพริบ และ ปฏิภาณ กึ๋น อ่ะนะ
การ รักษา ศีล ไม่ให้มันถลอกนี่ ก็ ไม่ได้ยากเย็น อะไรเลย
มันเหมือน การเล่นเกมส์ เพื่อ ฝึกสมอง เสริมสร้างทักษะ ในเรื่อง สัมมาสติ ด้วยซ้ำ
ไม่จำเป็น ต้อง เป็น โสดาบัน หรอกนะ ถึงจะ รักษา ศีล 5 ได้ บริบูรณ์
ขอแค่มี สามัญสำนึก เฉกเช่น วิญญูชน พึงมี ก็ น่าจะ เอาอยู๊  :47:



24
เมื่อไม่นานมานี้ เห็น มีคนเขียน กระทู้นี้ ขึ้นมา ที่ ลานธรรมจก

ศีล 5 โสดาบัน

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=47124


ไอ้เรา อ่านแล้วก็นึกครึ้ม เลยโพสถาม ในกระทู้ นู้น ไปว่า

อ้างถึง

งั้น รบกวนสอบถาม ทั่น จขกท. และผู้รู้ ในห้องนี้
เกี่ยวกับเรื่อง ศีล 5 ของโสดาบัน ที่ อ่านแล้ว คาใจ มานานแล้ว หน่อยค่ะ
ก็ ไอ้เรื่อง โสดาบัน เมียนายพราน ที่ยื่นธนู ให้ผัว เอาไปล่าสัตว์ อ่ะค่ะ  s006

ตกลง ไอ้ที่ เจ้าหล่อนทำอยู่ นั้น
มันเป็นการสนับสนุน การฆ่าการเบียดเบียน ชีวิตอื่นไหมคะ ?
แล้ว การกระทำเช่นนี้ จัดเป็น สัมมาฯ หรือคะ ?
แล้วงี้ ศีลของ โสดาบัน นางนี้ จะไม่ ถลอก หรอคะ


คือ ถ้า ไม่รู้ว่า เอาไป ล่าสัตว์ แล้ว ยื่นให้ ก็ว่าไปอย่าง
แต่นี่ ดูจาก อายุสมองแล้ว เจ้าหล่อน ก็  คงไม่ ไร้เดียงสา
จนไม่รู้ว่า ผัวตัวเอง จะเอาอาวุธไปทำอะไร หรอกนะ
และ หากเอา หลัก สัมมัปปทาน 4 มาจับ มันก็ แม้ง ๆ อยู่นะ 

เนี่ย ขนาดอิฉัน ภูมิศีล น่าจะ ต่ำกว่ายายโสดาบัน คนนั้น มากมาย
แต่ แค่คิดจะซื้อ หุ้นเกี่ยวกับการทำธุรกิจเบางประเภท
ที่เกี่ยวข้องกับ การเลี้ยงสัตว์แล้วฆ่ามาขายเป็นอาหาร
หรือ เดินเหยียบหญ้า เบียดเบียนชีวิตสัตว์ตัวเล็กตัวน้อย
อิฉันยังตะขิดตะขวงใจที่จะทำเลย

แล้วทำไมยัยโสดาบันนั่น ถึง ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยล่ะ
(หรือว่า เค้า สะกดคำว่า หิริโอตตัปปะ ไม่เป็น คะ  :b21: )






อนึ่งหลังจากโพส ไปได้ไม่นาน
เก๊าะ มี เจ้ากรรมนายเวร มาทวงหนี้ร้ากกก ทันที
เก๊าะ เลยต้องมีการตบตีกัน ไปตามเรื่อง
ว่าแล้วก็ เอา วิวาทะ เหล่านั้น มาแปะไว้ ให้อ่านเล่น แระกัน
แบ่บว่า เสียดาย ตัวหนังสือ อ่ะ  เขียนตั้งนาน อยู่ได้ไม่เท่าไรเล๊ยย  :24:


อ้างถึง



asoka ว่า

เจอกับแม่ช้อยนางรำเข้าแล้วงานนี้

มีคำถามที่ดีและคมคายด้วย

พอจะยกเรื่องนี้ที่มีแสดงในพระสูตรหรือที่ใดมาให้พิจารณากันก่อนสักหน่อยดีไหมครับก่อนที่จะวิตกวิจารณ์กันต่อไป

แต่ถ้าจะว่าตามธรรม

นางพราหมณี....ทำหน้าที่ของภรรยาที่ดีให้ถึงพร้อม........ไม่มีองค์ 3 ของการฆ่าอยู่ในจิตของนาง จึงมิได้ล่วงศีลข้อที่ 1

กรรมของนายพรานคือ ฆ่าสัตว์มาเลียงชีพ ผิดศีลข้อที่ 1 แน่นอน

กรรมของภรรยาคือ ทำหน้าที่ภรรยาให้ดีที่สุด......

ที่อ้างว่าเป็นการสนับสนุนการฆ่านั้น มันก็จะเหมือนกับที่ทุกวันนี้มีคนถกเถียงกันว่า คนที่กินเนื้อสัตว์นั่นแหละสนับสนุนการทำผิดศีลข้อที่ 1 ถ้าไม่มีคนกินเนื้อสัตว์ ก็จะไม่มีคนฆ่าสัตว์มาขาย แล้วก็โมเมว่า คนที่กินเนื้อสัตว์ก็ผิดศีลข้อที่ 1 ด้วยเพราะเป็นผู้มีส่วนร่วม.....ถ้าอย่างนั้นพระอริยเจ้าที่กินหรือฉันเนื้อสัตว์ที่หามาหรือบิณฑบาตมาได้ ก็ผิดศีลข้อที่ 1 ด้วยนะซิ

คิดอย่างนี้ก็จะพากันวุ่นไปใหญ่ มีข้อถกเถียงกันอีกเยอะและชักชวนกันให้หลงทาง

เรื่องของศีลนี่สำคัญที่ เจตนา

ถ้าไม่มีเจตนาที่จะฆ่า .......ไม่ประกอบกรรมเพื่อจะฆ่า....สัตว์นั้นมิได้ตายเพราะเจตนานั้น ก็ไม่นับว่าผิดศีลข้อที่ 1 ใครค้นพระสูตรเก่งลองไปค้นอ่านดูเรื่องพระอรหันต์ตาบอดเดินจงกรมเหยียบมดปลวกตาย......แล้วมีผู้ไปโจทย์ฟ้องพระพุทธเจ้า.....คำตอบน่าจะอยู่ในนั้น

เรื่องนางพราหมณี โสดาบัน ภรรยานายพรานก็น่าจะมีคำตอบในพระสูตรหรือคัมภีร์อัตถกถาจารย์ ลองถามผู้เชี่ยวชาญด้านคัมภีร์ดูนะครับ
:b16: :b16: :b16: :b16:
เตือนสติ สัมปชัญญะแม่ช้อยหน่อยนะครับว่า

อริยุวาตันตราย........การประมาทจ้วงจาบพระอริยเจ้า แม้แต่พระโสดาบัน ก็อาจกั้นมรรค ผลนิพพาน ของตน ปฏิบัติธรรมเจริญธรรมไม่ขึ้นนะครับ แก้ไขได้ด้วยการน้อมใจ จริงใจขอขมา จึงจะหลุดได้
:b43: :b43:







นู๋บี ว่า

ขอบคุณเจ้าค่ะ ที่(อุส่า) เตือน อิฉันต้องกลัวดีไหมน๊อออ  :b9:
เอ่อ...อิฉันขอ อนุญาต ไปปรึกษา กูรู้ประจำบอร์ด อย่าง ไอ้ตี๋โฮฮับ ก่อนนะเจ้าคะ
ว่า ควรจะมี ท่าทีไงดี ไอ้ตี๋ นี่มันเป็น ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ของอิฉันอ่ะเจ้าค่ะ

เฮ้ย ๆๆๆ นี่ ๆๆๆๆ ไอ้ตี๋โฮ ถ้าลื้อโผล่หัวมาแถวนี้
ไงก็ ช่วยชี้แนะทางสว่าง ต่อข้อกังขา ของเจ้ ในกระทู้นี้ ให้ทีดิ
เผื่อฟังแล้ว เจ้จะ เงิบ... เอ๊ย...จะเงยหน้าอ้าปากมองเห็นดวงตาธรรมขึ้นมามั่ง 
แล้วลื้อเองก็จะได้ สำแดงภูมิศีล ภูมิธรรม ให้ชาวบ้านได้เห็นชัด ๆ แจ่ม ๆ
ลื้อ จะได้หลุดจากข้อครหาที่โดนชาวบ้านเขา มันนินทา
หาว่า  เป็นไอ้ตี๋โตหื่น ด้วยไงจ๊ะ :b9:





อ้างถึง

โฮฮับ ว่า

ศีล๕เป็นข้อห้าม  นั้นหมายความว่า  ห้ามไม่ให้เกิดการกระทำทาง...กายและวาจา
พระโสดาบันท่านไม่ได้รักษาศีล๕หรือสมาทานศีล๕  ศีลของท่านเรียกว่า...ศีลพรหมจรรย์
ศีลพรหมจรรย์ เป็นหลักในการปฏิบัติของเหล่าอริยชน  ในศีลพรหมจรรย์ยังมีส่วยย่อยอีก
นั้นก็คือ  สัมมัปปทาน๔
 
ถ้าเราเอาพุทธพจน์ที่ว่าด้วย"ศีล"  มาอธิบายความ  ศีลหมายถึงความปกติของกายและวาจา
พระพุทธองค์ไม่ได้สอนในเรื่องของศีลข้อห้าม  แต่พระพุทธองค์สอนแต่ศีลที่เป็นการปฏิบัติ

เรื่องที่พระพุทธองค์ทรงสอน  ล้วนเป็นเรื่องของจิตใจ 
การกระทางกายและวาจา  มันเกิดจากใจ  ดังนั้นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงเน้นก็คือ
การปฏิบัติเพื่อละอกุศลและกุศลให้เกิด  กุศลและอกุศลเป็นเรื่องของจิตใจ

การทำให้จิตใจให้เป็นกุศล  การกระทำทางกายและวาจา
ย่อมต้องเป็นกุศลไม่ว่าจะเกิดในลักษณะใด   
จิตใจที่เป็นอกุศลก็เช่นกัน เมื่อจิตเป็นอกุศลกายและวาจาย่อมเป็นอกุศล
นี่แหล่ะจึงเรียกศีลว่า..."ความปกติ"  ทางจิตอกุศล กายและใจก็อกุศล
ถ้าจิตเป็นกุศลกายและใจก็เป็นกุศล  ท่านเรียกว่าความปกติของเหตุปัจจัย
:b13:

 การเอาเรื่องของเมียนายพรานที่เป็นโสดาบัน  ไปพิจารณาว่าผิดศีลในข้อปาณาฯหรือไม่
มันเป็นเรื่องที่บ่งบอกถึงระดับความเข้าใจธรรม 
นั้นหมายความว่า.....มันไม่ได้รู้เรื่องอะไรเล้ย   ยิ่งถ้าใครบอกว่า....เมียนายพรานผิดศีลข้อห้าม
ได้ยินแล้วอยากเอาพระไตรปิฎกฟาดกระบาลจริงๆ

โสดาบันจะกระทำใดๆ  การกระทำย่อมต้องเกิดจาก จิตที่เป็นกุศล
เพราะท่านยึดความเพียรในเรื่องสัมมัปปทาน๔ 
ถ้ายังไม่เข้าใจว่า จิตของเมียนายพรานเป็นกุศลอย่างไร  ก็ดูจากการที่นาง
หยิบธธนูหน้าไม้ส่งให้สามี  ในฐานะที่เป็นภรรยา  ภรรยามีหน้าที่ช่วยเหลือสามี
จิตของนางเป็นเพียงการทำหน้าที่ของภรรยา  คนที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่นายพรานแต่เป็นสามี






นู๋บี ว่า


เกริ่นนำก่อนเดี๋ยวจะงง สมุฐานความเป็นมา
มันก็เป็นเรื่องของ ญาติธรรม ท่านหนึ่ง
ที่เข้าไปสนทนาธรรมในเว็บแห่งหนึ่ง แต่การสนทนาเป็นไปอย่างติดขัด
และด้วยเหตุผลบางประการ (ก็จะอะไรซะอีก ก็ไม่ถูกกับผู้ดูแล)
จึงได้ไหว้วานให้เรา รับหน้าเสื่อ เป็น นอมินีให้

เราเห็นว่า ไหน ๆ เราก็ หลับนอนเตียงเดียวกับนาง
กินข้าวโต๊ะเดียวกับนาง แถมยังใช้ คอมพ์ เครื่องเดียวกับนาง อีกตะหาก
ฉะนั้น จึงไม่ปฏิเสธ ที่จะ เป็น นอมินี ให้นาง
เพราะยังไงเสีย นางก็เป็น สหายร่วมจิตวิญญาณ ของเรา มาทั้งชีวิต นินะ  s007



เอาเป็นว่า ถ้าเรา พูดอะไร ออกไป ก็ถือเสียว่า
เราเป็นบุคคลที่ คุณโฮฯ มีเหตุกับเขาก็แล้วกัน.................  :b20:

อนึ่ง ก่อนที่จะ สนทนาธรรมตามกาล ขอ อนุญาต แปะ ลิงค์ สัก หน่อย
เห็นคุณโฮฯ เคยไป แร่ด แถว ลานดำ มาบ้าง
เลย อยากจะทราบว่า คุณโฮ ฯ เคยได้ อ่านกระทู้นี้ไหม ?

http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/002330.htm

เราชอบ ความเห็นนี้ ของคุณ ปอ นะ


อ้างถึง

ผมคิดว่าคำถามนี้มีลักษณะคล้ายกับ  กฏหมายในปัจจุบันนี้มากครับ
เช่นว่า นักการเมืองฟ้องร้องถึงศาล  ศาลรับฟ้องว่ามีมูล
ดั้งนั้นสังคมก็ว่าเขาผิด  แต่ในด้านกฏหมายยังว่าเข้ายังบริสุทธิ์อยู่
ดังนั้นนางที่ฆ่าสัตว์ให้สามี  พูดหลักหน้าที่ที่ควรกระทำ ก็ไม่ผิด
แต่หากไปมองสิทธิการอยู่ด้วยกันก็ผิด
เป็นทหารผมก็คิดว่าเหมือนกัน 


ดังนั้นควรประพฤติอย่างไรผมว่าคนดีจริง ๆ ย่อมนำไปสู่ความสว่างเสมอครับ





แล้ว ไอ้ที่พล่ามมาเนี่ย มัน โอเค แล้วจริงอ๊ะ ?
ไม่รู้ดิ อ่านแล้ว เหมือน ฉี่ไม่สุด ไงก็ไม่รู้ ว่ะ
เหมือน ไอ้พวกหัวหมอจ้อความ ที่พยาม หาประโยชน์ ช่องว่าง ทางกฏหมาย เลยว่ะs004


อืม.....ถ้าเราเป็น อาจารย์ที่สอน วิชากฏหมาย ให้ คุณโฮฯ
หาก คุณโฮฯ ตอบ งี้ เราก็คงจะให้ D ด๊อก อะนะ เพราะตอบได้ไม่ตรงประเด็นกับคำถาม
แต่ถ้า เราเป็นหลงตาไต๋ อ่ะนะ ถ้าไอ้ลูกศิษย์คิดล้างครู มาตอบงี้ กรูถีบตกกุฏิ !  Onion_R


เฮ้อออ จริงอยู่ ถ้า พิณา เรื่อง "ผิดศีล"
เมียนายพราน มันก็ไม่ผิดศีล อยู่แระ
เพราะถึง เรื่องนี้ จะมีมูล แต่หากไต่สวนแล้ว
องค์ประกอบของการกระทำความผิด ในเรื่อง ศีลข้อ 1
มันไม่ครบ องค์ประชุม นี่หว่า

แต่อย่าลืมว่า แม่ช้อย แก ถาม ในประเด็น "ศีลถลอก" หรือ หรือว่า ศีลขาด ?
และ ถ้า เอา คำว่า ศีลถลอก ไปให้ ตลก. เอ๊ย แม่ช้อย ตีความ
แม่ช้อย มันก็จะให้ คำนิยาม ของ คำว่า "ศีลถลอก" ในมุมมองของมัน
โดยไม่ใช่ ประเมิน แค่ SQ (Spiritual Quotient) ว่า
ทำด้วยจิตอันเป็น กุศล เป็น ปกติ ( มีสมดุลใจ ) เท่านั้น
แต่ แม่ช้อย มัน ดูลึก ถึงระดับ MQ (Moral Quotient) ของโสดาบัน คนนั้นด้วย

ดูที่ สมควรกระทำ หรือไม่ ไม่ใช่ ผิดศีล หรือไม่


เฮ้ย ! ถาม ไอ้เด็กกฏหมาย ที่ มืดมา แล้ว ตะเกียกตะกาย จะ สว่างไป หน่อย ดิ
ว่า ระหว่าง สัจจะ หน้าที่ และ ความ ยุติธรรม ถ้าจำเป็นต้องเลือก

อะไร คือ สิ่ง ที่คุณ สมควร เลือก มากที่สุด เพราะอะไร ?

ไหนลอง ใช้ สามัญสำนึกเฉกเช่น วิญญูชนพึงมี มาตอบให้ฟัง หน่อยเด๊ะ


จริงอยู่ การรักษาสัจจะ การรับผิดชอบต่อหน้าที่ มันเป็นเรื่องที่ดี
แต่ มันต้องมี ความ ยุติธรรม กำกับ ด้วย

ยุติธรรม ในที่นี้ คือ การรักษาสิทธิอันพึงมีพึงได้โดยชอบธรรม ของทุกชีวิต
คือ การ ไม่เบียดเบียน ละเมิดหรือ ไป สนับสนุน ให้ ใคร เบียดเบียน หรือ ละเมิด สิทธิ อันพึงมีพึงได้โดยชอบธรรม ของทุกชีวิต


บ่องตง ว่า ผิดหวัง กับ คำตอบของคุณโฮฯ มากว่ะ
เสียแรงที่ เมื่อก่อน ไอ้เรา หรือ ก็แอบปลื้ม  s007
เนี่ ตอนที่ ไอ้ทึ้งเมียทิ้ง มัน ไป คุยกับชาวบ้านเรื่อง หนอนกับแมงมุม
แล้วก็ตอนที่ ไอ้ตี๋บุญพิลึก ไปตบตีกับ อิเจ้บัวหลวง ที่ เวบพลังบิด ด้วย
ตอนนั้น คุณตอบ ด้วย มุมมองที่ ละเอียดละออมาก
ถ้าเป็น วงปฏิจฯ ก็เรียกว่า อธิบาย ในลักษณะของ วงปฏิจฯ ในหลายระนาบ
ไม่ใช่ ตอบแบบกาก ๆ อธิบายเฉพาะ วงปฏิจ ระนาบเดียวเช่นนี้
นี่ คุณ เห็น ปูชนียบุคคล อย่างแม่ช้อยฯ เป็น นักปฏิบัติ ชั้น ธรรมานุบาล หรือไงกันยะ


เฮ้ออ แต่จะว่าไป จะโทษ ว่า เป็นความชุ่ย ของคุณโฮ แต่เพียง ฝ่ายเดียว คงไม่ถูก
เอา เป็นว่า คงต้องโทษ ความเป็น เปอร์เฟคชั่นนิสต์ แบบ นาร์ซิซัส ของ แม่ช้อยมันด้วย
สรุปง่าย ๆ สั้น ๆ ก็คือ มาตรฐานของภูมิศีล (MQ) ที่สมควรจะเป็น ของแม่ช้อยนั้น
มันสูงจนสุดสอย เกินกว่า ที่ หยุดอยู่ที่ ภูมิศีล ระดับกระจอก ๆ อย่าง ภูมิศีลของโสดาบัน ในวิถีพุทธ อ่ะ


ที่สำคัญ สัมมา - กุศล ในความหมายของแม่ช้อยนั้น
มันไม่ใช่ ดูเพียง ลักษณะ ของ สภาวะจิต ของตน เท่านั้น
แต่ มันดูไป ถึง ผลกระทบในแง่ของ การให้คุณให้โทษ ต่อตนเองและผู้อื่นด้วย

ให้คุณ ในที่นี้ คือ สนับสนุนสิ่งที่เป็น กุศล
ให้โทษ คือ ไปละเมิดผู้อื่น

ถ้าโสดาบัน คนไหน มัน หยิบอาวุธ ให้ ผัว ไปล่าสัตว์
โดยที่ รู้ดีว่า ผัวมันจะเอาไปทำอะไร แต่ก็ยังทำตัวเป็นเมียที่ดี หยิบให้อยู่

เราก็รู้สึกว่า โสดาบันนางนี้ มันตื้นเขินเกินไปนะ
จริงอยู่ นางกำลังทำหน้าที่ของ เมียที่ดี ตามหลักทิศ 6
แต่ ในโลกนี้ มัน ยึดหลักทิศ 6 อย่างเดียวได้ หรือไงกันวะ
ทำไมนางโสฯ นี่ ถึงไม่รู้จักใช้ สติปัญญา
และ สามัญสำนึก เฉกเช่น วิญญูชนพึงมี มาโยนิโส วะ
สงสัย จะหลงผัวจนลืมศีลธรรม และ ขาดสติ ไม่รู้จักคิด
ว่า สิ่งใดสมควรกระทำ สิ่งใดไม่สมควรกระทำ
( แมร่ง ขาดแคลนสัมมาสติ  สิ้นดี ! )


เฮ้ออ จะว่าไป มันก็เหมือน เรื่อง ขงเบ้ง รักษา สัจจะ
เหมือนเรื่อง ทหาร เข่นฆ่า อริราชศัตรู นั่นแหล่ะ
ถ้ามองแบบโลก ๆ ก็ย่อม บอกได้ว่า ถูกต้องทางโลก เพราะ รักษาสัจจะ
เพราะ ทำตามหน้าที่ ที่โลก ยอมรับให้กระทำได้

แต่ถามว่า ถ้ามองให้ลึก ถึงทางธรรม นั้น
การละเมิด สิทธิ ในการมีชีวิตอยู่โดยปกติสุข โดยชอบธรรม  ของผู้อื่น นั้น
มันเป็นเรื่องที่ สมควร หรือไม่ เราถึงได้ถามไง
ว่า  สัจะ หน้าที่ และ ความ ยุติธรรม สิ่งไหน สำคัญกว่ากัน




อ้างถึง
มันเป็นคนล่ะเรื่องว่อย! ผัวเมียมันเป็นคนล่ะคนกัน การกระทำที่เกิดจากจิตมันก็เป็นคนล่ะจิต
การกระทำของผัวเป็นปุถุชน นั้นคือการฆ่า มันผิดศีล
แต่การกระทำของเมียเป็นโสดาบัน นั้นคือการปรนนิบัติสามี
เป็นสัมมาศีล(สัมมาอาชีวะและสัมมากัมมันตะ)

มองในมุมกลับกัน ถ้าสามีที่เป็นปุถุชนยื่นหน้าไม้ ให้ใครก็ได้เพื่อให้เขาไปล่าสัตว์
สามีก็ผิดศีลในข้อปาณาฯ


อันนี้ ก็อีก อ่านแล้ว ดับเบิ้ลสแตนดราด ชิบเป๋ง
นึก ถึง ตอนที่ แม่ช้อย มันโดนไอ้ตี๋ปากหมา มัน ด่า
หาว่า แม่ช้อย สงสาร อิเจ้วิ่งสู้ฟัดกัดไม่ปล่อย ที่ ไป ฟ้อง หมอ
เพียงเพราะว่า เอาความรู้สึกของคนเป็นแม่ ที่มีต่อลูก มาดราม่า

งั้น กับเรื่อง โสดาบัน ยื่นอาวุธให้ผัว นี่
แม่ช้อยมันก็ฝากบอกว่า ที่ไอ้โซ๊ยตี๋ มันชื่นชม นางโสฯ นี่
ก็เพราะว่า มันเอา ความรู้สึก ของคนเป็นผัว มาดราม่า เหมือนกัน
เฮ้ย ถามจริงเหอะ สนับสนุนให้ผัว ตัวเองไปสู่ทางแห่งอบาย ด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
นี่มัน เป็นกุศล เป็น สัมมา 5เหว ที่ตรงไหนวะ ไอ้มหาแหวนทองเก๊ เอ๊ยยยย


เคยได้ยินเรื่อง การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว แบบลอจิสติก ของ ฮิตเลอร์ ป่ะ
คนงาน ที่ทำงานในแต่ละขั้นตอน ในกระบวนการฆ่าล้าโคตร ไม่เคยรู้เลย
ว่า ตนเป็นส่วนหนึ่ง ในวงจรการเข่นฆ่านั่น

ถ้า พิณา คดีนี้ใน ศาล คนงานพวกนี้ ก็ คงหลุด จาก ข้อหาสมรู้ร่วมคิด
เพราะ ทำตามหน้าที่ โดยไม่รู้ไม่เห็น ว่า อะไรเป็น อะไร
อารมณ์ ประมาณ มีส่วนสนับสนุนให้เกิดการฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา ไงก็ไม่ติดคุก
แต่ เราว่า ไง การกระทำของคนงานเหล่านี้
ก็จัดเป็น การประมาทเลินเล่อ ที่ไม่สมควรจะเกิด นะ
ถ้าคนงานเหล่านี้ มีสัมมาสติ รู้จักฉุกคิด ไม่ใช่สักแต่ว่า ทำตามหน้าที่


เอาล่ะ ตานี้ มาถึง นางโสฯ นั่นบ้าง
ถามว่า นางโสฯ นั่น รู้ไหม ว่า อาวุธที่ ยื่นให้ผัว นั่น มันจะเอาไปล่าสัตว์
แน่นอน ถ้าไม่รู้ ก็ ปัญญาอ่อน เกินไปล่ะ
อันนี้ ถ้า นางโสฯ นั่นขึ้นศาล ก็ คงโดนข้อหา สมรู้ร่วมคิด
ฆ่าผู้อื่น โดยไตร่ตรองเอาไว้ล่วงหน้า ว่ะ

เป็นถึงโสดาบัน ทำไมไม่รู้จักคิด
แทนที่จะสนับสนุนผัวตัวเอง ให้ ประกอบสัมมาอาชีวะ
ดั๊น หลงผัวจนหน้ามืด ปรนนิบัติกัน ตะพืดตะพือ
แทนที่จะ ตะล่อม ชวนผัวไปปลูกผักปลูกหญ้ากิน
ดัน เห็นดีเห็นงาม ช่วยกัน ประกอบ มิจฉาอาชีพ ซะงั้น


อืม...บางที โจทย์ เรื่อง นางโสฯหยิบอาวุธให้ผัว ไปฆ่าสัตว์ นี่
อาจจะ ยากไป สำหรับไ้อ้เด็กกฏหมาย ชั้นปลายแถว อย่าง คุณโฮ กระมัง
งั้น เอางี้ ถ้าเปลี่ยนจาก เคส ผัวนายพราน ให้นางโสฯ หยิบอาวุธให้ เพื่อ เอาไปฆ่าสัตว์
ไปเป็น เคสผัวขี้เมา ให้ นางโสฯ หยิบ ขวดเหล้า ให้ เอาไปก๊ง ก็แล้วกัน
เฮ้ย ถามหน่อยดิ ว่า นางโสฯ มันจะผิดศีล ข้อ 5 ป่ะ ?
แน่นอน ไม่ผิดอยู่แระ เพราะ ไม่ได้นั่งก๊งเป็นเพื่อนผัว


แต่ถามว่า ในกรณีนี้ นางโสฯ นั่น สมควร กระทำเช่นไร จึงจะเรียกว่า เป็นสัมมา
ระหว่าง

A.รินเหล้าใส่แก้ว พร้อม เตรียมสำรับคับค้อน ให้ผัว ตามหน้าที่ศรีภรรยา ที่ดี


B.รินเหล้า ทิ้ง ต่อหน้า ผัวตัวเอง พร้อมกับร้องเพลง เหล้าจ๋า ให้ผัวฟัง


เฮ้ออออ จะบอก อะไรให้นะ ที่ แม่ช้อย มันหมั่นไส้ กระทู้ นี้น่ะ
มันก็เป็น เพราะ มัน เห็น อะไร บางอย่าง
แพลมออกมา จาก ตัวหนังสือ ที่ชาวบ้านโพส ในกระทู้ มั้ง
ก็เลยอดไม่ได้ ต้องรี่เข้ามาหาเรื่อง ชำแหละหาเนื้อนาบุญ ซะหน่อย อิอิ


ไม่รู้ดิ รู้สึกคันปาก ยิบ ๆ นะ  ไอ้เรื่อง การเอาคุณงามความดีของโสดาบัน มาโปรโมท เนี่ย
ฟังทีไร ก็รู้สึกว่า พวกคนพุทธ อย่างคุณโฮ มีธงในใจ อยู่แล้ว ว่า จะตัดสินไง
โดยไม่ได้ใช้ สามัญสำนึกเฉกเช่นวิญญูชนพึงมี เลยสงสัยจะไม่เคยอ่าน กาลามสูตร กระมัง
เลย เชื่อ แต่ ถ้อยคำที่สั่งสอนไว้ใน ตะกร้า 3 ใบ
ไว้ใจกับ คำสอน ของ สมณโคดม จนไม่รู้จักโยนิโส
สมณะโคดม บอกว่าไง ก็พร้อมจะเอออวย ตามทั้งหมด
แบบนี้ มันไม่ผิด กับ ลิงในห้องแคบ นั่นแหล่ะว้าาาา


ก็ไม่ใช่ว่า คำสอนของ สมณะโคดม ในเรื่อง นางโสฯ นี่ จะไม่ถูก นะ
แต่ มันถูกต้อง เฉพาะ กับบางบริบท เท่านั้น มันไม่ได้ถูกต้อง ในทุกสถานะการณ์
และที่ มักจะเจอบ่อย ๆ ก็คือ การเอาคำสอนเหล่านี้ มาเลี่ยงบาลี
เอาธรรมมะ มาใช้แบบศรีธนนชัย มาเป็นข้ออ้าง เพื่อ สร้างความรู้สึก ชอบธรรมให้กับตัวเอง


เวลา ที่มีคนถาม ว่า กินเนื้อสัตว์ บาปไหม ?
ทำงานใน อุตสาหกรรม ปศุสัตว์ บาปไหม ? ก็จะมีคนเฮโล
หยิบยก เรื่องนางโสฯ คนนี้ มาเป็น ไม้กันหมา
มาพูด ปลอบใจ ให้ การกระทำของคนถาม มีความถูกต้องชอบธรรม มากขึ้น
ซึ่ง ลึก ๆ ตามหลักจิตวิทยา คนตอบมันก็ต้องการจะเยียวยา ความรู้สึกผิด ลึก ๆ ในใจตัวเอง ด้วยมั้ง ก็ตามประสา พวกมืดมา แต่ ตะเกียกตะกาย จะสว่างไป
ที่มักจะมี ปมในใจ หรือ ชนักติดหลัง นั่นแหล่ะ


เห็นแล้วก็ขำ ตลกดี อยากจะเอา มะเหงก มาเขกหัวไอ้พวกนี้ เจง ๆ
แล้วก็อยากจะถามกลับไปเหมือนกัน ว่า
ก็ในเมื่อ เวลา ทำงานในอุตสาหกรรมการฆ่าสัตว์ แล้ว มีกำไร
ก็จะขอ แบ่งเอา โบนัส แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย
แต่ไง๋ เวลา มีบาป เกิดขึ้น จากอุตสาหกรรมการฆ่าสัตว์ บ้าง
ทำไม กระมิดกระเมี้ยน ไม่แอ่นอกรับ อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
เหมือน ตอนแจกโบนัส  มั่งฟระ ?





อ้างถึง

โฮฮับ ว่า

อิเจ้! เป็นเพราะเอาสิ่งที่ห้ามทำและสิ่งที่ต้องทำ มาปนกัน

ก่อนอื่นเจ้ต้องรู้เสียก่อนว่า....การกระทำทางกายมันเกิดจาก จิตเป็นผู้สั่ง
อย่างที่ว่า....จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ดังนั้นความดีความชั่ว...ในพุทธศาสนาไม่ให้ค่า
เพราะมันให้ไม่ได้ มันเป็นเรื่องของความพอใจส่วนบุคคล

แต่ในพุทธศาสนา ท่านเน้นเรื่องจิตใจที่เป็นกุศลและอกุศล
การกระทำบางอย่าง ทำไปด้วยใจที่เป็นกุศล แต่คนส่วนใหญ่เขาไม่ชอบ
เขาก็บอกว่า...เป็นความชั่ว
ตรงข้ามการกระทำที่มาจากจิตที่เป็นอกุศล แต่คนเขาพอใจ เขาก็บอกว่า เป็นความดี

ตัวอย่างก็มีให้เห็นในลานธรรมนี้ พูดจาหวานหู แต่โดนจี้ใจดำหน่อย แช่งชักหักกระดูกเขาเสียแล้ว
หรือบางคน พูดธรรมะกับเด็กสาวๆในนี้ แต่ลับหลังแสดงอาการโคแก่อยากกินหญ้าอ่อน :b32:

อิเจ้กลับมาดูที่ว่า ห้ามทำกับให้ทำ.....มันมีสองสิ่งที่เป็นธรรมปัจจุบันของโสดาบัน
นั้นคือการฆ่าสัตว์และการปรนนิบัติสามี....ถ้าท่านปรนนิบัติสามี ศีลที่เป็นข้อห้าม
มันก็เป็นแค่ความปกติของจิตท่านโสดาบัน ท่านไม่ได้ไปคิดเรื่องการฆ่า ท่านคิดแต่เรื่อง
การปรนนิบัติสามีเท่านั้น.....

อิเจ้บี ผมขี้เกียจคุยกับเจ้แล้ว ผมไม่ได้ว่าอะไรน่ะครับ
แต่อยากจะอธิบาย.. เจ้เปลี่ยนศาสนาไปแล้ว ผมให้เกียรติ์ศาสนาทุกศาสนาครับ
ผมมีคติว่าจะไม่คุยกับคนศาสนาอื่น เพราะเห็นว่ามันไม่เกิดประโยชน์อะไร
และเพื่อเป็นการไม่ให้ไปกระทบกับศาสนาของคนอื่น
วันหลังถ้าจะคุยเรื่องสัพเพเหระกับผมได้ครับ แต่เรื่องศาสนาผมไม่คุยด้วยครับ
หวังว่าคงเข้าใจ :b13:



25
อ้างถึง

คุณ noneasy2go ว่า


ถ้าคุณมีคุณสมบัติที่แสนวิเศษ มี Q ทั้ง 6 ที่พร้อมตั้งแต่เกิดก็ยินดีด้วยค่ะ

มาดูคำถามกันก่อน "ศาสนาเป็นปัจจัยที่ 5 ในการดำรงชีวิต ใช่หรือไม่"
คำว่า "ปัจจัย" อีก 4 อย่างที่เหลือ คือ 1 อาหาร 2 ที่อยู่อาศัย 3 เครื่องนุ่งห่ม 4 ยารักษาโรค
ล้วนแต่เป็นปัจจัย ในการรักษาความเป็นปกติของ ชีวิต
ดังนั้น คำว่า "ชีวิต" ในที่นี้หมายถึง ร่างกาย และธาตุต่างๆ ที่ประกอบเป็นร่างกาย
ฉะนัันตอบแบบง่ายๆ เลย ว่า "ไม่ใช่" ศาสนาไม่ใช่ปัจจัยที่ 5 เพราะร่างกายสามารถดำรงอยู่ได้ โดยไม่ต้องการศาสนา

แต่มาดู argument ที่คุณนำมาสนับสนุน แนวคิดกัน
...ศาสนาสำหรับบางคนมีไว้พยุงคนจิตใจอ่อนแอง่อนแง่น ราวกับ ไม้เท้า ก็ไม่ปาน
ดังนั้นศาสนาเป็นปัจจัยที่ 5 สำหรับบางคน เพราะบางคนทำราวกับว่าชีวิตขาดมันไม่ได้...

จริงๆ แล้ว คนมองศาสนาต่างกัน หากมองว่าเป็นความเชื่อเหลวไหลไร้สาระ
มันก็ไม่แปลกที่จะมีคนมองคนมีศาสนาว่าเป็นคนอ่อนแอ อยู่ไม่ได้ด้วยจิตวิญญาณของตัวเอง

แต่สำหรับดิฉันแล้ว ศาสนาเป็นแค่ช่องทางในถ่ายทอด หลักการต่างๆ ในการดำรงชีวิต ตั้งแต่ไร้สาระอย่างที่สุดจนถึงมีเหตุผลอย่างที่สุด
ดังนั้น หลักการที่ศาสนามอบให้ ก็ไม่ต่างกับ บรรดาหลักการอื่นๆ ของโลกที่มีอยู่มากมาย เพียงแต่มีชื่อเรียกว่าศาสนา
และในบรรดาหลักการอื่นๆ ที่โลกมอบให้ ก็ทับซ้อนกันอยู่กับหลักการทางศาสนา เพราะเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเหมือนกัน
และแน่นอนว่า บรรดาหลักการนอกศาสนานั้นๆ ก็ประกอบไปด้วยส่ิงที่เหลวไหลที่สุด ไปจนถึงสิ่งที่มีเหตุผลที่สุด

คำตอบก็คือ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่นับถือศาสนาไหนเลย คุณย่อมมีความเชื่อหรือหลักการที่โลกมนุษย์ให้คุณ
ซึ่งมันอาจจะเหลวไหลที่สุด หรือมีสาระที่สุดก็ได้
อาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนกับหลักการของศาสนาใดก็ได้

สรุป ปัจจัยที่ 5 ที่คุณว่า แท้จริงแล้วไม่ใช่ศาสนา
แต่คุณหมายถึง จิตวิญญาณ ที่อาศัยความเชื่อและหลักการ เพื่อดำรงอยู่

เลือกจะทิ้งหลักการใดๆ ที่ให้คุณประโยชน์ เพียงเพราะคำว่าศาสนา
หรือเลือกที่มองข้ามหลักการใดๆ ที่มีเหตุผล เพียงเพราะอยู่นอกศาสนา
มันก็กะลาพอๆ กัน





นู๋บี ว่า

อืม...ถึงอิฉัน จะไม่ได้ มี คุณสมบัติที่แสนวิเศษ
มี Q ทั้ง 6 ที่พร้อมตั้งแต่แรกเกิด แต่ Q ทั้งหลาย ในตัวอิฉัน
มันก็มีวิวัฒนาการที่ดีขึ้นตามลำดับ อ่ะเจ้าคะ
ก็ตามประสาคนวาสนาดี มีปัญญา นั่นแหล่ะคร้าาาาา
ถึงได้มีคนตั้งฉายาให้ว่า บัวผ่องเป็นยองเป็นใย ไงค๊ะ
แหม๊ พูดแล้วจะหาว่า คุย เนี่ย แจ่มไม่แจ่มไม่รู้
แต่ ถึง ขนาด มีอิป่วนท็อป ทรี ที่ลานธรรมจก
สถาปนาให้เป็น ปูชะนียะบุคคล ด้วยนะเจ้าคะ หุหุ



ส่วน รุ่นน้องที่ ทำงาน ก็ยัง ชมเปาะ เรยอ่ะ
มัน บอกประมาณว่า


ไม่ต้องไปหาพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบที่ไหนไกล
ถ้า อยากเจอคนที่รู้แจ้งเห็นจริง ในเรื่องการปฏิบัติ
ในโรงบาลนี้ก็มี เก๊าะ อิตั้วเจ้นู๋บี นี่แหล่ะ
เป็นผู้ที่ปฏิบัติ แล้ว รู้แจ้งเห็นจริง
พี่เค้า ภูมิสูง กว่า เรา และ พระบ้าน ๆ หลาย ๆ รูป แถวนี้ซะอีก


อิอิ เอามาแพล่ม อวดให้ฟังอ่ะคะ 
เพราะนาน ๆ ที ถึงจะเจอ ผู้ที่มีมุทิตาจิต
คิดมาแสดงความยินดี กับ สารพัดคิว อันสูงส่ง ของอิฉัน ด้วยความจริงใจ อิอิ



อืม.... อิฉันเห็นเหมือนคุณ ในประเด็นที่ว่า
ศาสนาเป็นแค่ช่องทางในถ่ายทอด หลักการต่างๆ ในการดำรงชีวิต
ตั้งแต่ไร้สาระอย่างที่สุดจนถึงมีเหตุผลอย่างที่สุด นะ
ประมาณว่า สาดหนา คือหนังสือ ฮาวทู เล่มนึง ที่เหมือน ดาบสองคมมั้ง
เราจึงควรสำเหนียก สำนึก  และ หมั่นตั้งคำถามกับตัวเองเสมอ ว่า
ที่เรา ซื้อหา หนังสือเล่มนี้ เอาไว้ในครอบครองนั้น
เราจะสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้คุ้มค่ากับการลงทุนไหม
และ เนื้อหาในหนังสือนั่น มันมีโทษอะไร
ที่แอบแฝงปนเปื้อน เข้ามาในหนังสือเล่มนี้  หรือเปล่า ?
ที่สำคัญ ถ้าเรา ตกผลึกความคิด กลั่นกรองเอาสาระ จากมัน
คั้นเอาแต่หัวกะทิจนเหลือแต่กากเสร็จแล้ว
เราจะจัดการยังไงกับมันดี เอาเก็บไว้ใส่หิ้งบูชา
หรือว่า เอาไปชั่งโล ขายให้ซาเล้ง  ดีล่ะ


หรือว่า ถ้าจะให้เจ๋งกว่านั้น หลังตกผลึกทางความคิด
เห็นทั้ง ส่วนที่เป็น สัมมาทิฏฐิ แล มิจฉาทิฏฐิ ในหนังสือนั้นแล้ว
เราก็มาทำการ คิดล้างครู  โดย เขียนหนังสือ อีกเล่ม
มาชำแหละ เอ๊ย วิแคะแกะเกา ไอ้เจ้า หนังสือ ฮาวทู  ที่เราเคยอ่าน
เพื่อเป็นการชี้โพรงให้กระรอกดีล่ะ



สรุป ปัจจัยที่ 5 ที่อิฉันว่า แท้จริงแล้วอิฉัน ต้องการจะเจาะลึก
ในประเด็น ของศาสนา ( เน้นเรื่องของศรัทธาจริต ) นั่นแหล่ะคร้าาาา
ไม่ใช่ เน้นเรื่อง จิตวิญญาณ ( ขันธสันดาน )
ที่อาศัยความเชื่อและหลักการ เพื่อดำรงอยู่ ( ทิฏฐิ )
อิฉันถึงได้ต้องลากเอาเรื่อง สารพัดคิว มาเอี่ยวไง
เพราะ ทุกครั้งที่เห็น มีคนมาตั้งกาทู้ ถาม ประมาณว่า ทำไมต้องนับถือศาสนา
เหล่าศรัทธาจริตจ๋า ก็มักจะออกมาเต้นแร้งเต้นการ้อง เย้ว ๆ
แล้วบอกว่า ถ้าพวกเมิงไม่นับถือศาสนา คุณจะเป็นคนดีศรีสังคม ได้ไง
แล้ว ไอ้คำถามที่ น่าขำมากกว่านั้น คือ ไอ้คำถามกลับ ประเภท

ถ้าคุณไม่นับถือศาสนา
เมื่อคุณต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ มาก ๆ
คุณจะทำอย่างไร จะใช้ วิธีไหน ในการ รับมือกับมัน


ดูคนเหล่านั้น มันจะภาคภูมิใจเสียนี่กระไร
กับความมีศาสนา ของตัวเองน่ะ
ส่วน อิพวก จขกท. นี่ก็ โคตรแหย มากมาย
ไม่ยักกะสวนกลับสักแอะ แต่ก็นั่นแหล่ะนะ
บางครั้งด้วย ภูมิรู้ ภูมิศีล  ภูมิธรรม ที่ยังไม่มากพอ
คนตั้งกาทู้ มันก็เลย ไม่กล้าที่จะไปต่อกร
ก๊ะ บรรดาศรัทธาจริตจ๋า เขี้ยวโง้งเหล่านั้น
แต่บังเอิญ อิฉัน มันไม่ใช่พวกอิอ่อนสอนขัน แต่เป็น ตัวแม่นี่คร้าาา
ก็เลยกล้าที่จะ ตั้งกะทู้ถาม และ ก็กล้าที่จะงัดภูมิกึ๋น
และ สารพัดคิว ของตัวเองมาอวดไง


ก็คนมัน เจ๋งจิง อะไรจริง นิ จะมีอะไรต้องกลัวล่ะ
นี่ยังขำอยู่เลยนะ ที่ในกระทู้อิฉัน ไม่มี ชาวบ้านที่ไหน มาโพส
อ้างว่า ศาสนาทำให้เป็นคนดี มีศีลธรรม  หรือ ว่า ทำให้พ้นทุกข์เลย
ก็แหง๋ละนะ จะทำได้ไงล่ะ ในเมื่อ อิฉัน งัดเรื่อง ๖ คิว มาอ้างดักคอไว้แล้วนิ
ตราบใดที่ ยังมีสารพัดคิว และ ภูมิศีลภูมิธรรม ไม่เลิศเลอเปอร์เฟค เช่นอิฉัน
ใครหน้าไหน ก็ไม่สามารถ มาดีเบต ชนะ อิฉัน หรอกนะ
เพราะ เหตุผล และ ตรรกะ ของอิฉัน ค่อนข้าง เอาอยู่ อิอิ



อ้อ แต่จริงๆ แล้ว อิฉันไม่ได้มองว่า
ศาสนาเป็นความเชื่อเหลวไหลไร้สาระ หรอกนะ
สาดหนามันก็มีทั้งส่วนที่เป็นโคลนตม
และ ส่วนที่เป็น ดวงดาวอันพราวพราย นั่นแหล่ะ
เพียงแต่ว่า อิฉันแปลกใจ ที่ทำไม หลายคน
ถึงไม่เคยตั้งคำถามกับตัวเอง เลยว่า
แท้จริงแล้ว ตนนั้นนับถือศาสนา ไปทำติ้งอะไร
สาดหนามันมีประโยชน์จริงไหม ?
หรือว่า ที่ถือ ๆ กันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย
มันเป็นไปในสไตล์ ตัวถ่วงความเจริญกันแน่
ทำไมไม่ร้จัก ทำอะไรให้มัน บูรณาการ เอาซะเรย
มัวแต่เชื่อตามโคตรพ่อโคตรแม่อยู่ได้
ใช้สไปนอลคอร์ด มาโยนิโส ไม่เป็นหรือไงฟระ ฯลฯ



แต่ไอ้เรื่อง คนมีศาสนา เป็นคนอ่อนแอ
อยู่ไม่ได้ด้วยจิตวิญญาณของตัวเอง นี่มันก็เรื่องจริงนี่
เพียงแต่บางครั้ง การยอมรับ ว่าตัวเอง มีข้อด้อย นี่
ลึก ๆ แล้ว มันก็เป็นปมด้อยทำให้รู้สึกเจ็บปวด และ อับอายขายขี้หน้ามั้ง
ศาสนิกชนทั้งหลายก็เลยทำใจลำบาก พิลึก
ที่จะเชิดหน้า ยอมรับความจริง ว่าตัวเอง เป็นคนอ่อนแอ


ฉะนั้น อิฉัน ไม่ได้เลือกจะทิ้งหลักการใดๆ
ที่ให้คุณประโยชน์ เพียงเพราะคำว่าศาสนา
หรือเลือกที่มองข้ามหลักการใดๆ ที่มีเหตุผล เพียงเพราะอยู่นอกศาสนา
อันไหน เข้าท่า อิฉัน ก็หยิบเอามาใช้ ( อาทิเช่น เรื่องของการถือศีลหก)
เพียงแต่ อิฉัน เอามันมาใช้ แบบ หนังสือฮาวทู อ่ะ
ครึ้ม ๆ ก็ต่อยอดเอาเอง หนังสือมันเขียนไม่เข้าท่า
ก็มีด่าคนเขียนออกอากาศ เพื่อช่วยเตือนชาวบ้านทางอ้อม5555


คืออิฉันไม่ได้ นับถือศรัทธาอะไร ในหนังสือ เล่มนี้ นักหนา
จน ถึงขั้นที่จะ จุดธูปเทียนไปไหว้บูชา
หรือ ต้องเอามันมาเป็นสรณะ
ทำละหมาด  วันละ ห้าเวลา เพื่อ เพิ่มความขลัง นิ
สาดหนา จึงไม่ใช่ ปัจจัยที่ ๕ ในการดำรงชีวิตของอิฉัน
และถึงไม่มีมัน อิฉันก็อยู่ได้ อย่างชิล ๆ
เจริญดี ทั้งภูมิศีล ภูมิธรรม อ่ะค่ะ
ถึงได้ ขบขันแกมเวทนาเสมอ
เวลาที่ เห็น พวกศาสนิกชน
เอา หนังสือฮาวทู มาใส่พานวางไว้บนหิ้ง
แล้ว ทิ้งไว้ให้หยากไหย่ ขึ้นไง


แล้วก็สงสัยอีกว่า ทำไม ต้องมานั่งชาบู ๆ
ไอ้หนังสือฮาวทู เล่มนี้กันนักวะ
ก็แค่ อ่านเสร็จ วิเคราะห์ สังเคราะห์ เอาไปใช้
แล้วพอมันหมดประโยชน์ เก๊าะ โล๊ะทิ้งเอาไปชั่งโลขาย ก็เท่านั้น
อะไรคือเหตุปัจจัยที่ทำให้ พวกคุณทำไม่ได้ล่ะ ?
ถ้ามันไม่ใช่ความอ่อนแอทางใจ ( หรืออีกนัยหนึ่ง เก๊าคือ ความพิการทางจิต นั่นแหล่ะ )


อืม...จะให้ ทั่นด๊อคเตอร์ เลคเว่ตอร์ มาใช้ ทฤษฎี จิตวิเคราะห์ ค้นหาให้ไหม
บางทีมันอาจจะเป็นเพราะว่า ลึก ๆ แล้ว พวกคุณยังไม่มีมั่นใจในคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตัวเอง
และ ยังไม่ นับถือตัวเอง เพียงพอใง พวกคุณก็เลย ต้อง อาศัย สิ่งสมมุติ อะไรสักอย่าง
ที่เป็นตัวแทนด้านสว่าง ซึ่งสามารถให้คุณ ให้โทษ กับตัวเอง ได้
เช่น พระเจ้า  พระพุทธเจ้า  มาเป็น หลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจ เป็นศูนย์รวมความคาดหวัง
แถมยังอาศัย ความเชื่อเรื่อง นรกสวรรค์ บาปบุญคุณโทษ 
การเวียนว่ายต่ายเกิด เพื่อเป็นราวเกาะ ให้คุณมีความคาดหวัง
ที่จะปฏิบัติตามแนวทางที่คุณคิดว่า มันดีงาม


แต่ถามหน่อยเหอะ  ถ้า สมมุติว่า หากนรกไม่มี สวรรค์ไม่มี
ตายแล้วก็สูญ กินหมู ก็ไม่ตกนรก  ผิดศีลก็เจ้ากันไป ตายแล้วก็จบ ฯลลฯ
ถ้า ความจริง  base on fact  มันเป็นงี้จะมีคน อกแตกตายป่ะ
แหม ? น่าเวทนาจังเน๊าะ  อุส่า ทำตัวเป็น เด็กดี มาทั้งชีวิต
กลับต้องผิดหวัง เพราะความฝันอันยิ่งใหญ่ ดับสูญ ไปซะแระ อนิจจัง วัฏฏะสังขารัง  อิอิ


อ้างถึง



noneasy2go ว่า


มนุษย์อ่อนแอเป็นเรืองปกติ ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ก็ดีแล้ว ถ้าคุณชอบตั้งคำถามก็ดีแล้ว 
ดิฉันไม่รู้ว่าคุณเป็นคนอย่างไรในชีวิตจริง แต่พิจารณาจากอัตลักษณ์ที่คุณสร้างขึ้นมาผ่านการเขียน
คุณยังไม่ใช่คนที่ดีที่สุดหรอก คุณยังดีกว่านี้ได้อีก ดิฉันก็เหมือนกันติดนิสัยอย่างหนึ่งเลิกยากมาก
ศาสนาพุทธเค้าเรียกว่า การเพ่งโทษผู้อื่น การติดดี จิตวิทยาทั่วไปเค้าว่า egocentric คุณน่าจะรู้จัก

ในมุมมองของดิฉัน คำว่า ศรัทธา ไม่ได้แฝงนัยเพียงด้านมืดบอดเพียงอย่างเดียว
แต่ก็แฝงด้วยคุณธรรมข้อหนึ่ง คือ ความกตัญญูกตเวที

ลองพิจารณาดังนี้
ความอ่อนแอ ทำให้เกิดความกลัว ความกลัวทำให้หาสิ่งยึดเหนี่ยว กลายเป็นความเชื่อ
เมื่อปฏิบัติตามความเชื่อแล้วทำให้รุ้สึกดี ได้ผลดี จึงเกิดความศรัทธาในเจ้าของความคิดนั้นๆ
ถ้ามองตามนี้ ศรัทธา มีความหมายใกล้เคียงกับ ความกตัญญูกตเวที ไม่น้อย
เมื่อเจ้าของความคิดนั้นได้ล่วงลับไปแล้ว การแสดงความกตเวทีจึงทำได้ผ่านการสวดมนต์และการกราบไหว้บูชา
เหมือนที่เราศรัทธาในตัวพ่อแม่ ในคำสั่งสอนของท่าน เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ยังคงกราบไหว้และระลึกถึงอยู่เสมอ
ซึ่งการแสดงออกเช่นนี้ มันไปพ้องกับ การสวดมนต์ การกราบไหว้ ผีสางเทวดา สิ่งที่มองไม่เห็น ซึ่งมีรากที่มืดบอด
การมองแต่เพียงรูปแบบภายนอกที่เหมือนกัน ศรัทธาจึงมักถูกผูกกับความงมงายอยู่เสมอ

แต่ความศรัทธาและความกตัญญูกตเวทีเช่นนี้ก็มีผลเสียมหาศาล หากเกิดการกลายพันธุ์ไปเป็น ลัทธิบูชาตัวบุคคล
ทำให้ยึดมั่นทุกสิ่งอย่างที่ ตัวบุคคลที่เราศรัทธานั้นบอก โดยมองข้ามการพิจารณาเนื้อหาสาระ
การแยกแยะไม่ออกถึงผลดีผลเสียและความถูกต้อง กลายเป็นต่อต้านความคิดที่แย้งกับตัวบุคคลนั้น
ปลายทางกลายเป็นความชั่วร้าย เช่น สงครามศาสนา การลงโทษพวกนอกรีต






นู๋บีว่า

อืม...ก่อนอื่น อิฉัน ต้องบอกว่า เซอร์ไพร๊ซ์ มากมายอ่ะนะ
ที่ คุณ มาคลิ๊ก ถูกใจ คห. 31 ของอิฉัน
ตอนแรกนึกว่า อ่านแร้วจะ เต้นดิสโก้ผาง ๆ เป็นเพื่อน อินังญิ๋งเล็กซะแระ
เพราะว่าที่โพส ๆ ไป นั้น มันค่อนข้างจะ กวนซ่งติง มากมาย  แหะ ๆ
เฮ้ออ แต่จะว่าไป ระบบแท็ก นี่มันก็ดีงี้นี่เอง ทำให้เราได้เปิดหูเปิดตา
และพบว่า ถึงในห้องศาสดาจะมีแต่พวกศรัทธามากล้นเกินปัญญา
แต่ คนจากห้องอื่นนี่ก็มี พุทธจริต ยอมรับความเห็นต่าง อยู่แยะเหมือนกันแฮะ
แลกเปลี่ยนความเห็นด้วย แล้ว เซลสมองมันมีพัฒนาการ ลื่นปื้ดๆ ดี
งี้ค่อยสมกับเป็น พันติ๊ปเวอร์ชั่นใหม่ สังคมอุดมปัญญาหน่อย อิอิ


เออนี่ ๆ คุณ เข้าใจความหมาย ของ การเป็น ปัจเจกชน ไหมล่ะ
คุณสมบัติอย่างหนึ่งของ ปัจเจก คือ เขาเหล่านั้น มักจะไร้ ศรัทธาจริตโดย สิ้นเชิงนะ
เฮ้อออ รู้ป่ะ นอกจากอิฉันจะเป็น เปอร์เฟคชันนิสต์ ที่มี ปมเขื่องแบบนาร์ซิซัส แล้ว
อิฉัน ค่อนข้างจะเป็น ปัจเจก นะ นั่นก็คือ ไร้ซึ่งศรัทธาจริต อย่างสิ้นเชิง
มองทุกสิ่งทุกอย่างจาก ประโยชน์ใช้สอยเท่านั้น
และนั่น คือ เหตุปัจจัย ที่ทำให้ อิฉัน นับถือศาสนา ไม่ลงไง
เฮ้ออ ความเลื่อมใสศรัทธา นี่ มันก็ เป็น สภาวะจิตชนิดหนึ่ง
ที่มันบังคับกันไม่ได้ แบบเดียวกับ ความรัก ซะด้วย อ่ะดิ
ก็คนมันไม่ศรัทธา จะให้มันเห็น สากหนาเป็นสิ่งจำเป็น ได้ไงฟระ ยัดเยียดกันอยู่นั่นแหล่ะ


ที่รู้ว่า ไม่ได้เลื่อมใส เพราะสมัยเด็ก ๆ
เคยมีความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธา มาก่อนไง
ก็ ศรัทธาประสาสะ ตามโคตรพ่อโคตรแม่ นั่นแหล่ะ
เห็นพ่อเห็นแม่ศรัทธา ก็เลย เชื่อตามกัน
แต่พอถึง ป.๓ - ป.๔ คงเริ่มใช้สมองคิดเองเป็น มั้ง
เลยชักจะ ตั้งคำถามมากมาย


แล้วก็ ขบขันแกมสมเพช
ก๊ะปาฏิหารย์งี่เง่า ของพระพุทธเจ้า
ทั้ง เกิดมาเดินได้เจ็ดเก้า  และ นิทานชาดกปัญญาอ่อน
ว่าด้วยสารพัดสัตว์พูดได้กับ การ อวยศาสดาตัวเอง
ที่อ่านแล้วเลี่ยนจนแทบอ้วก 
หนำซ้ำยังพิสูจน์ ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้
แต่ก็ยังตะแบงเอามายัดเยียดให้ตรูเรียนอยู่นั่นแหล่ะ


ไหนจะยัง พิธีกรรมอันน่าเบื่อ
ที่ต้องมาแหกปากสวดมนต์หน้าเสาธงอีก
วันหยุดทางศาสนา คุณครูก็ยังทะลึ่งมาบังคับ
ให้ไปเวียนเทียนอี๊ก จุกจิกไร้สาระจิง ๆ  ฯลฯ
สุดท้าย ก็เลยจนเกิดความขัดแย้ง ระหว่าง ความจริงที่เห็น
กับ ความเชื่อ ที่อาจานพยามกรอกหู
( บวกกับความเซ็งเรื่องหยุมหยิมที่ เกะกะน่ารำคาญ  ด้วยมั้ง )
พอ ทำใจเชื่อไม่ได้ ก็เลยค่อย ๆ เลิกเลื่อมใสศรัทธา ไปเอง


เลิกแขวนพระ ตะแต่ อยู่ ป.๔
พอขึ้น มัธยมต้น ก็ค้นพบความจริง ว่า
ตัวเองนั้น มันไม่ได้นับถือ ศาสนาอะไรเลย
เพราะ เคยถามตัวเองแล้วว่า มีใคร หรือ อะไร ในโลกนี้บ้าง
ที่ทำให้ รู้สึกเลื่อมใส ศรัทธา แต่ว่า ก็ไม่มีคำตอบ อ่ะนะ
มันเป็นของมันเองโดยกมลสันดาน ที่สะสมมามั้ง



ลองพิจารณาดังนี้
ความเข็มแข็งในดวงจิต ที่มี ทำให้เป็นคนที่ไม่อ่อนแอ
สามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยขาตัวเองและ ไม่เกิดความกลัว
จึงไม่คิดจะไปหาสิ่งยึดเหนี่ยว
ประกอบกับมี AQ ในระดับดีมาดถึงมากที่สุด
จึงลอยตัวอยู่เหนือปัญหาได้ อย่าง ชิล ๆ มาตลอดทั้งชีวิต
เชื่อ ป่ะ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยเจอ ทุกขังกาละมัง แบบหนัก ๆ
ที่ทำให้รู้สึก ท้อแท้ หมดอาลัยตายอยากเลยนะ
ถึงจะเจอเรื่องแย่ ๆมาตามยถาสภาวะ
แต่ก็งัด สารพัดคิว และ อารมณ์ขันพิเรนทร์
มาแก้ปัญหาได้อย่าง ชิล ๆ



และ ด้วย MQ และ SQ ที่มีคุณภาพ
ก็เลยนึกครึ้ม ถือศีล ๕ เพราะรู้สึกเวทนาสัตว์โลกตาดำ ๆ
แถมตอนหลัง เริ่มกรึ่ม ๆ เลยเพิ่ม ศีลข้อ ๖ ไปอีกข้อ
เพื่อ ทดสอบศักยภาพในการรับมือกับตัณหาและเวทนา
ว่า สวยแจ่มเจ๋ง อย่างตรู จะ เอาอยู่ใหม
ซึ่งก็ทำได้อย่าง สบาย ๆ ผ่านฉลุย
ก็ตามประสาคนเกิดวันที่ 12 ผู้ได้รับพรจากพระเจ้ามั้ง
เรยสนใจหยิบจับเรื่องอะไร จึงมีพรสวรรค์ทำได้ทู๊กอย่าง 5555


ส่วน ไอ้สติปัฏฐาน ทั้งหลาย มันก็ต่อยอดเจริญไปเรื่อย
ตามเหตุปัจจัยโดยเริ่มจากการ รักษาศีลนั่นแหล่ะ
แต่ก็ไม่ได้ มีคูบาอาจานที่ไหน มาสอนหรอกนะ
แทบจะพูดได้อย่างเต็ม ๆ ปากเต็มคำเลยด้วยซ้ำ
ว่า ในส่วนของ กาย และ เวทนา นี่ เกิดเอง ก่อนจะคิดฝึกปฏิบัติด้วยซ้ำ
ไม่ได้ไปจำขี้ปากสมณโคดม มาสักแอะ
แต่อาศัยว่า วันหนึ่ง ไปฟัง อิตาหมอสม สุจิรา พูด
ใน รายการ สุริวิภามั้ง เกี่ยวกับเรื่อง สติปัฏฐาน มั้ง
เรยรู้สึกว่า เฮ้ย ไม สิ่งที่ สมณะโคดม เลคเชอร์ไว้
มันถึงได้ เหมือนก๊ะ เทคนิกที่ กรูใช้ฟระ
ก็เลย ลองไปซื้อ หนังสือของ อิตาสมมาอ่านดู
( ไอสไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น กับ เดอะ ท็อป ซีเคร็ต )
อ่านไปเช่นเคย อ่านแบบหนังสือฮาวทู สูบเอา ความรู้เฉย ๆ
แถมยัง ต้องทนเลี่ยนแทบอ้วก กับ สำนวนอวยสมณโคดม ของ อิตาสม


ส่วน ตอนที่ขึ้น จิตตา และ ธรรมมานุปัสนา
นี่มันก็บังเอิญ ขึ้นได้ อย่างฟลุ๊ค ๆ
จากการสังเกต สภาวะจิต ในเรื่อง เวทนานุปัสนา มั้ง
ซึ่งทั้งหลายทั้งปวง เหล่านี้ ก็แทบจะเรียกได้ว่า เรียนรู้ด้วยตัวเอง แทบทั้งหมด
ก็เลย ไม่รู้สึกว่า จะต้องไปเลื่อมใสศรัทธา อะไร ก๊ะ สมณะโคดม มั้ง
จึงไม่รู้สึกว่า จะต้องไป กตัญญูกตเวทิตา ทำไม ( ก็ ตรูทำได้ด้วยตัวเองนี่หว่า )
ถึงได้บอกว่า ศาสนา เหมือน หนังสือ ฮาวทู ไง อิอิ


หรือ ไม่งั้น ศาสนา ก็เหมือน หลอดไฟ มั้ง
ส่วนพระพุทธเจ้า ก็ คือ เอดิสัน
การที่เรา เห็น ผลงานของเอดิสัน
แล้วมันปิ๊งว่า เฮ้ย ไอ้แนวคิดเรื่องหลอดไฟเนี่ย
ไอเดียบางอย่าง มันคล้าย ๆ กับ ของเราจัง
อย่ากระนั้นเลย ไปลองซื้อหลอดไฟของเอดิสัน
มารื้อแผงวงจรไฟฟ้าดูดีกว่า
เผื่อว่าเจออะไรเจ๋ง ๆ แหล่ม ๆ
จะได้ เอามาต่อยอด ใช้สอย



สรุปก็คือ อิฉันรู้สึกกับ เอดิสันไง
อิฉันก็มอง พระพุทธเจ้าแบบนั้นแหล่ะ
ส่วน ไอ้หลอดไฟ มันก็แค่ อุปกรณ์ชิ้นนึงที่เอามาใช้สอย
ไม่เคยคิดจะ ดราม่า ไปยกระดับ อัพเกรด
ให้มันกลายเป็น สิ่งวิเศษวิโสที่ต้องมาตั้ง นโมวันทามิ ซะทีนะ



อ้อ ส่วน ไอ้เรื่องแนวคิดที่ว่า
ศรัทธา มีความหมายใกล้เคียงกับ ความกตัญญูกตเวที นั้นน่ะ
มันก็เป็นไปได้ ตามเหตุปัจจัย ในหลักปฏิจสมุปบาท ล่ะมั้ง
แต่ บางครั้ง ถ้า คนเรา มี MQ ,SQ แหล่ม ๆ
มันก็สามารถเกิด กตัญญูกตเวทิตาได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีศรัทธา อ่ะ
จะยกตัวอย่าง ให้ดูนะ อาทิเช่น ตัวอิฉัน เอง เนี่ย
มองพ่อมองแม่เป็นเหมือนเพื่อนมาตลอด
ไม่เคยรู้สึกทำนองเลื่อมใสศรัทธาอะไรเลย
แถมหลัง ๆ มานี่ ออกแนวอ่อนเพลียระเหี่ยใจ
เผลอๆ ก็เอาป๊ะป๋ามะหม๋า มาเม้าส์มอยให้ชาวบ้านฟังด้วยซ้ำ เอิ๊ก ๆ
แต่ก็ยังคงปฏิบัติวัตรถาน ในสไตล์ ชวนป๋วยปี่แป่กอ อยู่ดี
ในฐานะผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูปูเสื่อกันมาตั้งแต่ ตรีนเท่าฝาหอย อิอิ




อ้อ  เห็นด้วย กับ คุณ ในประเด็น ที่ว่า

เรื่อง ความศรัทธาและความกตัญญูกตเวทีก็มีผลเสียมหาศาล
หากเกิดการกลายพันธุ์ไปเป็น ลัทธิบูชาตัวบุคคล
ทำให้ยึดมั่นทุกสิ่งอย่างที่ ตัวบุคคลที่เราศรัทธานั้นบอก
โดยมองข้ามการพิจารณาเนื้อหาสาระ
การแยกแยะไม่ออกถึงผลดีผลเสียและความถูกต้อง
กลายเป็นต่อต้านความคิดที่แย้งกับตัวบุคคลนั้น
ปลายทางกลายเป็นความชั่วร้าย
เช่น สงครามศาสนา การลงโทษพวกนอกรีต


นั่นแหล่ะ ที่น่ากลัวล่ะ
และที่พบเห็นและเป็น อยู่ ในบ้านทรายทอง เอ๊ย ห้องศาสดาแห่งนี้
มันก็เป็นเช่นนั้นแล ไม่เชื่อไปอ่านใน กาทู้นี้ดิ



http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2012/10/Y12789559/Y12789559.html


น่ากั๊ว น่ากัวววววววววว  เสียวถูกลัทธิล่าแม่มด จับนั่งยาง จังเรย อะซิก...อะซิก....


อิอิ ว่าแต่ คุณเห็น นัยยะแฝงอะรัย ในกาทู้นู้น บ้างล่ะ
แล้วรู้ไหมว่า อะไร คือ สาระ ที่ จขกท.นู้น ต้องการจะสื่อ
ไงก็ลองไปขูดหาเลขดูน้าาาาา  บางทีผู้หญิงปัญญาดี อย่างคุณ
อาจจะเจอ เลขท้าย สามตัวที่ อิฉันซ่อนไว้ ในปริศนาธรรม ก็ได้อ่ะ
แต่ก็ซ่อนไว้ ค่อนข้างจะสลับซับซ้อน ทีเดียว
แบบว่า ไม่อยากให้ อิพวกพุทธมามกะจ๋า มันหาเจอ
อ้อ ใบ้หน่อยก็ได้ว่า  มันเกี่ยวข้องกับเรื่อง ลัทธิบูชาตัวบุคคล ที่คุณพูดถึงนั่นแหล่ะ อิอิ


อ้อ และ เนื่องจาก เห็น คุณ พูดเรื่อง ศรัทธา
ก็เลยอยากจะแนะนำให้ไปอ่านนิทานหลอกเด็ก
เรื่อง ปฏิบัติการช่วงชิง ดอกปาริชาติ ของเหล่านางฟ้าทั้ง ๔ จังเรยอ่ะ
คุณรู้ไหม เพราะอะไร นารถดาบส จึงยกดอกไม้นี้
ให้แก่ นางหิริ แทนที่ จะยกให้แก่ นางศรัทธา นางสิริ หรือว่า นางอาสา ?


ปอลิง ส่วนอันนี้ แถม จร้าาาาา

ทั่นจะยัง ปักใจ เชื่อ น้ำลาย เอ๊ยยย คำสอนนั้น ลงไหมเอ่ย ? ถ้า......

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=bsonjb&month=09-2010&date=19&group=2&gblog=4


นี่ก็เป็นอีกลิ้งค์ อ่ะนะ ที่ตอกย้ำว่า
อย่าไป ยึดติดกับ ลัทธิบูชาตัวบุคคล
อย่าไปสนใจ ว่า ใครเป็นคนสอน
แต่งจงใช้โยนิโส มาพิณา ดูเนื้อหาสาระที่เขาพูด
ว่ามีประโยชน์อะไรให้เรา นำไปใช้สอย ได้ไหม ?

และต่อให้เป็น คนบ้ามาพล่ามธรรมะ
เราก็ต้องฉกฉวยเอาเนื้อหาสาระดีๆ ที่เขาพูดไปใช้ประโยชน์
แม้ว่า ไอ้คนบ้าคนนั้นมันจะเป็นจวักห่อนรู้รสแกงก็ตาม


อ้างถึง



noneasy2go ว่า

จริงๆ ดิฉันก็มีอารมณ์ขึ้นมาบ้าง เพราะมีอคติกับคนเขียนหนังสือไม่รู้เรื่อง
แต่ก็พยายามแกะเปลือกออกมา ว่าคุณหมายถึงอะไร

ห้องศาสนา ดิฉันไม่ค่อยนิยมเข้ามากนัก 
ดิฉันเหนื่อยดูคนเถียงกันเอาผิดเอาถูก (คนอื่นผิดตัวเองถูก)

เรื่องชาดก และลิงค์ที่คุณให้มาดิฉันจะลองอ่านและพิจารณาดู
ปล.
1. ดิฉันก็ชอบระบบ tag
2. ดิฉันเคยออกความเห็นในเรื่องการสอนศาสนาใว้ ใน http://pantip.com/topic/30086741 ความเห็นที่ 56
สำหรับ คำถามในบรรทัดรองสุดท้าย คำตอบของคุณ ดิฉันให้ A (ถ้าไม่นับเรื่องภาษาวิบัติและเรื่อง Q นานับประการ)










26
อืม...สมัยเรียน คูบาอาจาน เคยบอกไว้ว่า
อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค
ล้วนแล้วแต่เป็น 4 ปัจจัย ที่มีความจำเป็นต่อการ ดำรงชีวิต


ก็เลยสงสัยอ่ะเจ้าค่ะ  ว่า
ศาสนา นี่มันเป็น ปัจจัยที่ 5
ในการดำรงชีวิตหรือไม่เจ้าคะ ?
เพราะเห็นหลายคนทำท่าเหมือนกับว่า
จะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ ถ้าปราศจากมัน


โดยส่วนตัวแล้ว อิฉันคิดว่า
ถ้า นิยามของศาสนา คือ ที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ
ศาสนา มันก็ไม่ต่างอะไรกับ ไม้เท้า ละมั้ง
เคยเห็น ไม้เท้า ป่ะ ? มัน เป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์
แค่เพียง เอาไว้เป็นหลักยึด คอยช่วยพยุง
สำหรับพวกคนเฒ่าคนแก่ และพวกพิการ เท่านั้น

และถ้าเราไม่ใช่คนอ่อนแอ
หรือว่าเป็นพวกพิการทางใจเหมือนชาวบ้านเขา
ศาสนาก็ไม่มีความจำเป็น สำหรับ เรา ใช่ไหมคะ

ถ้าบังเอิญว่า เราเกิดมา วาสนาดีมีปัญญา
เพียบพร้อม ไปด้วย 6 Q 

ยกตัวอย่าง อาทิเช่น  ตัวอิฉันเอง ก็ได้อ่ะ

ถ้าใช้โยนิโส ฯ มา พิณา ดูแล้ว ก็พบว่า ตนนั้น

มีเชาว์ปัญญา หรือ IQ (Intelligence Quotient)
ถึงจะไม่ถึงขั้น อัจฉริยะ แต่ก็อยู่ในระดับที่ใช้สมอง
มาตรึกตรองช่วยเหลือตัวเองได้สบาย ๆ



มีเชาว์ทางอารมณ์ หรือ EQ (Emotional Quotient)
ในระดับที่ สามารถอยู่ร่วมในสังคม กับคนอื่น ได้ แบบชิล ๆ


มีเชาว์ความอึดหรือความสามารถในการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส หรือ AQ (Adversity Quotient)
ในระดับที่ เอาตัวรอดในสังคมได้ ในระดับที่ ดีมาก ถึงมากที่สุด


มีเชาว์ด้านจริยธรรม หรือ MQ (Moral Quotient)
ในระดับที่ รักษาศีล 6 เล่น ๆ ได้ อย่างเป็นปกติ
ครึ้ม ๆ ก็บริจาคทรัพย์เพื่อเป็นทาน อยู่เป็นประจำ
ปีนึง ๆ ก็เกือบ ๆ ครึ่งหนึ่งของเงินที่เสียภาษี ละมั้ง



มีเชาว์สุขภาพ หรือ HQ (Health Quotient)
ที่สร้างความเข็งแรง ไม่มีปัญหาอะไร
และ ถึงมีปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บก็ คิดว่า เอา อยู่ อ่ะ
เพราะ ค่อนข้างเชี่ยวฯ เรื่องการ แยกเวทนาทางกาย ออกจากเวทนา ทางใจ

ส่วน เชาว์ด้านจิตวิญญาณ หรือ SQ (Spiritual Quotient)
ที่เป็นอัจฉริยภาพสูงสุดที่พัฒนาจิตวิญญาณ เพื่อเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ที่เป็นการพัฒนาความสมดุลให้กับชีวิต เข้าใจตัวเองและใช้สมองทุกส่วนในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

นี่ในชีวิตประจำวัน ก็เจริญสติปัฏฐาน 4 เล่นเป็นงานอดิเรก สามารถ รับมือกับความทุกข์ อันเป็น ยถาสภาวะ ณ ปัจจุบันขณะ ได้แบบชิล ๆ
ถ้าเป็น หมาดกาย กับ เวทนา นุปัสนา นี่ ชำนาญมาก
ส่วน ในระดับ จิต-ธรรมานุปัสนา ก็เข้าถึง อนิจจังลงใจ
และ ตถตาลงใจ ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ
และ คิดว่า ตัวเอง มีศักยภาพในเรื่องแนวนี้
มากกว่าบรรดาพวกพุทธมามกะจ๋า แบบไทย ๆ หลาย ๆ คนด้วยอ่ะ


อืม...ถ้าเกิดมาโชคดีมีชีวิตที่เปอร์เฟค ขนาดนี้แล้ว
ศาสนา มีความจำเป็น อะไร ที่อิฉันจะต้อง รับมันไว้
เป็น ปัจจัยที่ 5 ให้เกะกะรุงรัง ในการดำรงชีวิต ไหม เจ้าคะ ?  :12:



หมายเหตุ

เอา กระทู้ ที่เคยโพส ไว้ มาแปะ ในนี้ เล่น ๆ
เผื่อ ชาวบ้านจะได้รู้ได้เห็น ว่า "อะไร " เป็น "อะไร" ซ้าาาา ที  :12:

http://webcache.googleusercontent.com/search?q=










27
อ้อ อันนี้ ก็แถม บทสนทนาที่เคยคุยกับเพื่อนๆมุสลิม ในห้องศาสดา  :06:

อ้างถึง

ความคิดเห็นที่ 7

เจ้าของกระทู้นี่เป็นมุสลิมรึเปล่าครับ
ที่ถามนี่ไม่ใช่อะไรครับ  ถ้าไม่ใช่มุสลิม ก็อยากจะให้มารับนับถืออิสลามครับ เป็นการเรียกร้องเชิญชวนนะครับ มิได้บังคับ

สมาชิกหมายเลข 878677



นู๋บี ตอบ

อืม...ตอนนี้ยังไม่ได้เป็น มุสลิม หรอกเจ้าค่ะ
( ส่วนในอนาคต ก็คงต้องแล้วแต่ พระประสงค์ขององค์อัลลอฮฺ แหะ...แหะ... )
แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้ กาเฟรอย่างอิฉัน คิดว่า ....

ตนนั้น ยังไม่มี คุณสมบัติเพียงพอ
ที่ คู่ควร ต่อการเป็น มุสลิมมะ ที่ดี ได้ดอกเจ้าค่ะ
เพราะ อิฉันรู้ตัวดีว่า ทิฏฐิยังหนา มานะยังจัด สารพัด
จึงยังคงไม่สามารถเป็น ผู้ยอมศิโรราบต่อ พระผู้เป็นเจ้าโดยสิ้นเชิงได้อ่ะ
ขืน ทะลึ้งไป รับอิสลามตอนนี้ ก็รังแต่จะกลายเป็น มุนาฟิก ไปซะเปล่า ๆ
อยู่เป็น บัวเหล่าที่ 5 ขวางหูขวางตา ชาวบ้านเล่น งี้แหล่ะ สมควรแก่กาล ที่สุดแล้ว

เอ้า เอามาฝาก อิอิ  :12:

http://pantip.com/topic/30516565






28
อะโหยยยยย เซอร์ไพร๊ซ์มว๊ากกกกกกกกกกก
ไม่น่าเชื่อแฮะ ว่า กระทู้นี้จะมีคนแจกโมทนา หั้ย
เพราะ อิตอนเอาไปโพส ที่ลานธรรมจก ก่อนหน้านั้นไม่นาน
อิฉัน ดั๊นโดน ม็อดเวบใจร้าย ที่โน่น แบน ล็อกอินซะงั้น   :27:


เอาล่ะ ก่อนที่จะมีคนเข้าใจอะไรผิด กับ มหกรรมการอำระดับโลกของ อิช้านนนน
ขอ อนุญาต เอ่ยถึง เหตุปัจจัย อันเป็น ที่มาที่ไป ของ กระทู้ นี้ ก็แระกัน

เรื่องมันก็ไม่มี อะรัยมากหรอก คร้าาาาาาา
แค่ ก่อนหน้านี้ มี ไอ้กบในกะลาตัว นึง มัน มาร้องอ๊บ ๆ บอก อิช้าน ว่า

อ้างถึง

ยัยเปรต....

รู้เรื่องนี้ได้.....ก็ต้องรู้เรื่องที่พระพุทธองค์...วิสัชนาเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน...
เมื่อรู้แล้ว....ยังไม่เชื่อ....
และ...ไม่เชื่อ..ไม่พอ....ยังไม่พิจารณา..ไม่ทำให้ถึงด้วยตัวเอง...กลับมาแสดงทางกาย..วาจา..ของเปรต..ซะเนี้ย

ภพของเปรต....เป็นของสากล...เป้นได้ทุกศาสนา....
อย่าคิดว่าอยู่ศาสนาอื่นแล้ว..จะรอดนะ...

นางเปรต....

ที่มา

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=47124&p=345110#p345110




แหม๊ ? อ่านแล้วก็ ครึ้มวุ้ย อุ๊ยต๊ายยยย
เออแฮะ โดนยัดเยียด ให้เป็น สาว มุสลิมมะ โดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวงี้
เก๊าะ ลองเล่นกับ ไอ้หมอนี่ดูสักตั้ง ก็ด้าย 5555
ว่าแล้ว ก็เลย จัดแจง สวม ฮิญาบ แล้ว ถลกชายอะบายะห์
ให้มันได้มี วาสนา ได้ มุดรูดู ซะหน่อย  :25:


แต่ ตั้งกระทู้ที่เวบฟากกระโน้น ได้ไม่นาน
กระทู้ก็ดัน สำแดงไตรลักษณ์ หายวับไปพร้อม ก๊ะ ล๊อคอิน ไปแว้ววว  :24:
นี่ล็อกอินล่าสุด ที่แสนจะเชยโคตร ๆ ( บัวอุบล )
ก็เพิ่งจะมีอันเป็นไป ถูกอัปเปหิ ออกจาก ลานธรรมจก ไปหมาด ๆ เมื่อเช้านี้
เล่นเอา เก๊กซิม จน เมื่อตอนเงิน ต้อง หาเรื่อง แหกศีล 6
ไปปาร์ตี้หมูเต๊ะ แก้ช้ำใน เลยอ่า  :06:


เฮ้อออ แต่ก็ช่างแมงมัน เหอะนะ ไว้ครึ้ม ๆ ค่อยไปสมัครใหม่ ก็ยังไม่สาย   :25:

เอาล่ะ ก่อนจรลี ออกไปจากกระทู้นี้
ขอฝาก คำพูดหนึ่ง ในไบเบิ้ล ที่ อิฉันชอบมาก
แปะ เอาไว้ ในนี้ เพื่อเป็น สิริมงคล ด้วยก็แระกัน  :12:


ผู้ที่เห็นความจริง ศรัทธา ย่อมไม่จำเป็น !


อ้อ ส่วน 2 ลิ้งค์ นี้แถม  :06:

http://webcache.googleusercontent.com


http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=47176



29
ทำไมปฏิบัติมา ก็หลายปีอยู๊
แต่ก็ยัง ไม่มีความรู้สึก ศรัทธา ใน ไตรสรณะ เลย ?





ขอความสันติสุข จงมีแด่ท่าน




เห็นชาวบ้านชาวช่อง เขาปฏิบัติธรรม
แล้วก็ยิ่งเกิดศรัทธาใน ไตรสรณะ มากขึ้น ตามลำดับ
ไง๋ พอถึงตา อิฉัน ปฏิบัติดูมั่ง กลับ ไม่ยัก กะเกิด ความรู้สึก พวกนี้ เลยก็ไม่รู้แฮะ
แต่ ปฏิบัติไปปฏิบัติมา กลับไพล่ไปมองเห็นความงดงาม ตามวิถีของศาสนาอื่น (อิสลาม) ขึ้นมาซะงั้น - -"


จะว่า ปฏิบัติ มาไม่ถูกทาง หรือ ก็ไม่น่าจะใช่นะ
เพราะ ถ้า สอบทวนสภาวะ เพื่อหาระดับ ภูมิธรรม ของตนแล้ว
ก็พบว่า รัก โลภ โกรธ หลง ในตัว มันก็ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญนะ
ก็ อยู่ในระดับที่ สามารถรักษาถือศีล 6 ได้อย่างชิล ๆ จนเป็นปกติ
เจริญสติปัฏฐาน 4 เล่นเป็นงานอดิเรกได้ แถม ยังเห็น การเกิดดับของไตรลักษณะ
แล้วก็ เกิด สภาวะ ตถตาลงใจ อยู่บ่อยครั้ง ด้วยอ่ะ


เฮ้ออออ แต่สิ่งที่ทำให้ อิฉัน รู้สึก นึกฉงนสนเท่ห์ ก็คือ
ทำไมยิ่งปฏิบัติธรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ อิฉัน กลับรู้สึก ว่า ในเรื่อง ธรรมมะ ก๊ะ อิสลาม นั้น
มันมี ปฏิปทาในการปฏิบัติ(ในแง่ของการฝึกตนเพื่อลดกิเลสตัณหา )
ที่มีความเชื่อมโยงและสอดคล้องต้องกัน มากเลยอ่ะ


เอ่อ...ไม่ทราบว่า มีใคร ปฏิบัติธรรม แล้ว เจอเคสแบบอิฉันมั่งเจ้าคะ
ถ้าปฏิบัติธรรม แล้วกลายเป็นงี้ ถือว่า อิฉันปฏิบัติมา ผิดที่ผิดทาง อ๊ะปล่าวคร้าาา  Kiss


30
ถ้า จำเป็น ต้องเลือก เราจะเลือกรักษาสิ่งใดไว้ ระหว่าง....

สัจจะ กะ ความถูกต้อง ยุติธรรม...






กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว.... อาจารย์ป้า เคย เสวนาธรรม
และ มีปุจฉาถาม ดช.ก้วยยี้ ไอ้ลูกศิษย์ไม่รักดี ประมาณว่า

อ้างจาก: อาจารย์ป้า

อ้อ จิงดิ ถึงเจ้จะชื่นชม กับการรักษาสัจจะลูกผู้ชาย ของป๋าหมัก นะ
แต่กับ การรักษาสัจจะ ของ ขงเบ้ง นี่มันต่างออกไปนะ
กรณีของป๋า มันเป็นการไม่ยอมกลืนน้ำลายตัวเอง
แต่ยอมเสียประโยชน์ลดตัวลงไปเป็นฝ่ายค้าน
ทว่า ในกรณีของขงเบ้ง มันมีอะไรที่ทำให้เจ้ รู้สึกทะแม่ง ๆ ว่ะ


ถามหน่อยเหอะ ถ้าลื้อเป็น ขงเบ้ง ลื้อจะรักษาสัจจะจนตัวตาย
สนับสนุนอาเต๊าลูกชายไม่เอาถ่าน ของเล่าปี่
ให้ขึ้นมาปกครองบ้านเมืองหรือวะ


และ ถ้าลื้อ แบกสัจจะไว้บนหัว ขนาดนั้นนะ
งั้นถ้า แม่นางก๊วยเซียง ใช้เข็มทองเล่มสุดท้าย
บอกหั้ยลื้อไปกำจัดมารหัวใจ อย่าง อิเจ้เหล่งนึ่ง
ลื้อก็จะรักษา สัจจะลูกผู้ชาย
แล้วกระโดดเข้าไปขย้ำคอหอย
อาจานตัวเองจนตาย 5 ทำไหมล่ะ


แล้วเพื่อให้ โจทย์ข้อนี้ มันซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากขึ้น
ถ้า เปลี่ยนจากให้ กำจัดอิเจ้เหล่งนึ่ง
เป็นการ ให้ไป ถลกหนังหัว อินังก๊วยพู
ผู้หญิงที่ทำให้ลื้อเป็น ไอ้ด้วน แทนล่ะ
ลื้อจะรักษา สัจจะ นั้นไหม ?


อิอิ ถามทิ้งถามขว้างไปงั้นแหล่ะ ไม่ต้องตอบก็ได้จร้าาาาาา
แค่นึกครึ้ม อยากรู้อยากเห็น เฉย ๆ
ว่า ระหว่าง สัจจะ กับ ศีลธรรม
ไอ้ก้วยยี้ มันจะให้ความสำคัญกับ อะไรมากกว่ากัน อิอิ



มาถึงตอนนี้ ไอ้ตี๋ก้วยยี้  ก็ยังไม่มีคำตอบให้ อาจารย์ป้าเลยอ่ะ
แต่นั่นไม่ใช่ ประเด็นสำคัญ อะไรหรอกนะ
เพราะ ประเด็นที่สำคัญ กว่าตอนนี้ ก็คือ ...
ตัวอาจารย์ป้า กำลังติดบ่วงพันธะของสัจจะ
แบบเดียวกับที่ไอ้เด็กก้วยยี้มันเคยติด อ่ะดิ  s002

เฮ้อออ ก่อนหน้านี้ ดั๊นนึกครึ้มไป ป่าวประกาศบอกชาวบ้านว่า
จะ งด พาลถีบ เข้าพรรษา เป็น เวลา 3 เดือน
แต่ไป ๆ มา ๆ ดั๊นชะล่าใจ ไปหน่อย คิดว่า ไหน ๆ ก็ งดแระ
ล่อซ้า 365 วันมันไปเล๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยย  rolleyes


เนี่ย ที่ผ่านมาก็ทำได้ แบบชิล ๆ ไม่มีปัญหา อะรัย หรอกนะ
จนมาถึงตอนนี้อ่ะดิ เก้าอี้เริ่ม ร้อนนนนนนนนน แหะ ๆ s002
เปล่าหรอกนะ ก็ไม่ได้กระริกระรี้ อยากจะเข้าไปแร่ด ในเวบพาลถีบ จนตัวสั่นหรอก
ก็แค่ นึกครึ้ม อยากจะ ไปตั้งกระทู้ ชักชวนหนุ่ม ๆ ที่ พาลถีบ ห้องราชดำเนิน
"เข้าคูหา กาบัตรเสีย" เป็นเพื่อนกัน อ่ะคร้าาาาาาาาาาาาาาาาาา  :b19:


คือ อยากไปจุดประเด็น เสนอแคมเปญทางเลือก
เป็น ไอเดียให้พวก ไทยเฉย ไทยอดทน ที่ต้องการ ใช้สิทธิ  กา โหวต โน
มีทางเลือกในการ แสดงความคิดเห็น และจุดยืน ของตน ในการเลือกตั้งมากขึ้น น่ะ
จะได้ไม่ต้อง ถูกมัดมือชก ถูกแอบอ้าง เอาไปเป็น มวลมหาประชาคุย ของใคร อย่างไม่ยุติธรรม


แต่ด้วยเงื่อนของเวลาที่ อ้าปากให้สัจจะไว้ มันเลยยังไปแร่ดแถวนั้นไม่ได้
จะไปโพสได้ก็โน่นนนนนน  เข้าพรรษาปลายปีนี้ โน่นแหล่ะ
ทว่า ปัญหาก็คือ เลือกตั้งล่วงหน้า มันก็ วันที่ 27 ม.ค.57 นี้แล้วอ่ะดิ
ขืน สะแหล๋นแจ๋นไปโพส ช่วงใกล้ ๆ นั้น มันก็โดนข้อหา
" เสียสัตย์เพื่อชาติ" แบบ นายตะหาน บางคน ดิ๊ 
ขืนเป็นงั้น คงเสียหน้า แอนด์เสียฟอร์มตายหอง เลย s002


อืม...เรื่องนี้ มันก็เลยทำให้ ฉุกคิด อ่ะนะว่า

ถ้าจำเป็นต้องเลือก เราจะเลือกรักษาสิ่งใดไว้ ระหว่าง....

สัจจะ กะ ความถูกต้อง ยุติธรรม


การรักษา สัจจะ ( คำพูดที่ให้คำมั่นสัญญาไว้ ) นั้น
หาก บุคคลใดทำได้ ก็ย่อม ให้ คุณ สร้างความน่าเชื่อถือ ความภาคภูมิใจ ให้กับ บุคคลนั้น
แต่หากใคร รักษา มันไว้ไม่ได้ ก็ย่อมเกิดโทษ สูญเสียเครดิต และ ศักดิ์ศรีแห่งตน

ส่วน การรักษาความถูกต้องยุติธรรม นั้น
มันก็หมายรวมถึง การสนับสนุน ปกป้องรักษาสิทธิอันพึงมีพึงได้ ของปวงชน
ไม่ให้ถูกใคร ละเมิด  ปล้นชิง หรือ แอบอ้างเอาไป โดยที่เจ้าตัวไม่ได้ยินยอมพร้อมใจ

เฮ้ออ ก็เพราะอย่างนี้แหล่ะ ก็เลย ต้องมานั่งกุมขมับ
ว่า กรูจะเอาไงดีว้าาาา จะเลือกรักษาสัจจะ รักษาเครดิตของตัวเอง
หรือว่า จะช่วยรักษาความถูกต้องยุติธรรมดี

บนทางสองแพร่งของชีวิต บางที มันก็ถึงทางแยกที่ต้องเลือกเสมอ แหล่ะเน๊อะ

We may not be able to have all the thing that we want in life.
And we may not be able to do all the thing that we would like to do.

But we can always be the kind of person that we want to be.









หมายเหตุ

ตะคืน โพสกระทู้นี้ที่ ลานธรรมจกแล้วโดนอุ้ม
ครึ้ม ๆ ก็เลยโคลนนิ่ง มาแปะไว้ ให้ชาวบ้านชาวช่องอ่าน  :12:

หน้า: 1 2 [3] 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ... 20

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham