Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - rain....

หน้า: 1 ... 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 [16] 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 ... 88
151
พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo  ถ้ามนุษย์เราไปเอาสิ่งภายนอกมาเป็นที่พึ่งก็ ไม่มีวันที่จะรู้สึกมั่นคงปลอดภัย เพราะชีวิตที่สะดวกสบายมักทำให้เราหลง ทำให้คิดว่าฉันมีสรณะที่แท้แล้ว คือ มีเงิน มีอำนาจ เกียรติยศ แต่สิ่งเหล่านี้ให้ความมั่นคงและความสุขเพียงชั่วคราวเท่านั้น ยามประสบกับความพลัดพรากสูญเสียสิ่งเหล่านี้ก็ช่วยให้หายทุกข์ไม่ได้ - พระไพศาล วิสาโล
15  ชั่วโมงที่แล้ว   ....06.02.2011 / 13.07น.

152
 
จิตอาสาถาม ?
พระไพศาลตอบ...

“จิตที่ไม่นิ่งดูดายต่อสังคม หรือความทุกข์ยากของผู้คน และปรารถนาเข้าไปช่วย ไม่ใช่ด้วยการให้ทานให้เงิน แต่ด้วยการสละเวลา ลงแรงเข้าไปช่วย และด้วยจิตที่เป็นสุขที่ได้ช่วยผู้อื่น...”

วรรคทองที่ถูกหยิบยกมาใช้ขยายความคำว่า ‘จิตอาสา’ มากที่สุดวรรคหนึ่งจาก ‘พระไพศาล วิสาโล’ พระนักวิชาการ นักคิด นักเขียน และนักปฏิบัติธรรมที่ทำงานเพื่อสังคมอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์ป่า ทำแนวกันไฟ ดูแลป้องกันการลักลอบตัดไม้ ฯลฯ นอกจากนั้น ท่านยังมุ่งเผยแผ่ธรรมะผ่านสื่อโทรทัศน์และงานเขียนกว่าร้อยเล่ม โดยเฉพาะเรื่องการนำพุทธธรรมมาใช้พัฒนาสังคมแนวทางสันติวิธี...

ความหมายของ ‘จิตอาสา’ ทางโลกกับทางธรรม แตกต่างกันหรือไม่

พระไพศาล “จิตอาสา”ส่วนใหญ่ใช้ความหมายในทางโลก คือ การเป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือส่วนรวมหรือผู้ทุกข์ อย่างไรก็ตามคำว่า ‘จิตอาสา’ ก็มีมิติในทางธรรมด้วย เพราะเกิดจากความเมตตากรุณา การคิดถึงประโยชน์สุขของผู้อื่น ขณะเดียวกันก็เป็นการลดละตัวตน พูดได้ว่าจิตอาสาเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่งในพุทธศาสนา

จิตอาสาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีความตระหนักว่าเราเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เพราะฉะนั้นจิตอาสาไม่ได้มีความหมายแค่ว่า การช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการช่วยเหลือส่วนรวม ซึ่งเกิดจากความรู้สึกรับผิดชอบต่อสังคมด้วย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คนที่มีจิตอาสานอกจากจะทำงานสังคมสงเคราะห์หรือบำเพ็ญประโยชน์แบบมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งแล้ว ยังทำงานในลักษณะอื่นด้วย เช่นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการปฏิรูปสังคมหรือช่วยให้สังคมดีขึ้น เช่น เป็นอาสาสมัครรณรงค์ส่งเสริมประชาธิปไตย ต่อต้านคอรัปชั่น อย่างนี้ก็เรียกว่าจิตอาสาทั้งสิ้น

หากพูดให้กระชับมากขึ้น จิตอาสา ก็คือ จิตที่ไม่นิ่งดูดายต่อสังคม หรือความทุกข์ยากของผู้คน และปรารถนาเข้าไปช่วย ไม่ใช่ด้วยการให้ทานให้เงิน แต่ด้วยการสละเวลา ลงแรงเข้าไปช่วย และด้วยจิตที่เป็นสุขที่ได้ช่วยผู้อื่น จุดที่ควรเน้นก็คือจิตอาสาไม่ใช่แค่การทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นหรือเพื่อส่วนรวมอย่างเดียว แต่ยังเป็นการพัฒนาจิตวิญญาณของเราด้วย

นั่นหมายความว่าเป็นคนดีแล้วก็ไม่กล้าทำดี ก็อย่าเรียกตัวเองว่าเป็น ‘คนดี’ หรือเปล่า

พระไพศาล ใช่...แต่ต้องขอขยายความว่า เป็นคนดีก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย ไม่ใช่แค่ช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก ขณะเดียวกันก็มีมิติทางธรรมด้วย ประการที่หนึ่ง จิตอาสาต้องเกิดจากจิตที่มีความเมตตากรุณา รวมทั้งมีทัศนคติที่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเรากับสังคม เรากับเพื่อนมนุษย์ คือเห็นว่าความสุขของเราต้องแยกไม่ออกจากความสุขของผู้อื่นด้วย มองในแง่ธรรมะ นั่นก็คือ การลดอัตตาหรือตัวตน ซึ่งจะช่วยทำให้ชีวิตเติมเต็มและมีคุณค่า ฉะนั้น จิตอาสาจึง ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือผู้อื่นเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการทำให้ชีวิตของเรามีประโยชน์และมีคุณค่ามากขึ้น

ปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มักจะเชื่อเรื่องการทำบุญที่วัด มากกว่าการช่วยคน

พระไพศาล นั่นเพราะเดี๋ยวนี้เราเข้าใจคำว่า ‘บุญ’ และ ‘ทาน’ แคบลง หรือเข้าใจคลาดเคลื่อน ปัจจุบันคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการทำบุญ คือ การถวายของให้พระหรือวัดเท่านั้น ความคิดนี้ไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เนื่องจากการถวายของแก่พระสงฆ์นั้น ก็ถือว่าเป็น ‘ทาน’ อย่างหนึ่ง

‘ทาน’ ในพระพุทธศาสนานั้น หมายถึง การสละสิ่งของจะให้ใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นพระ หรือฆราวาส ก็เรียกว่า ‘ทาน’ ทั้งสิ้น อย่างทานที่ถวายพระสงฆ์ก็ เรียกว่า ‘สังฆทาน’ แต่คนมักจะเข้าใจผิดว่า การให้ของแก่ฆราวาส เรียกว่า ‘ทาน’ แต่การให้ของแก่พระ เรียกว่า ‘บุญ’ อันนี้ไม่ใช่...

‘บุญ’ ในพระพุทธศาสนานั้นมี 10 อย่าง โดยมี ‘ทาน’ เป็นหนึ่งในบุญเหล่านั้น นอกจากนี้ ก็จะมีการทำบุญอีก 9 วิธีที่เราไม่จำเป็นต้องใช้เงินเลย เช่น การรักษาศีล การบำเพ็ญภาวนา การบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘เวยยาวัจจมัย’ คือ บุญที่เกิดจากการทำเพื่อส่วนรวม ซึ่งใกล้เคียงกับคำว่า ‘จิตอาสา’

แต่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า ‘บุญ’ เกิดจากการถวายของให้พระ ทำให้คนส่วนใหญ่มุ่งแต่จะถวายสิ่งของ ถวายเงินให้พระอย่างเดียว ไม่สนใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ปฏิเสธที่จะเป็นจิตอาสารักษาสิ่งแวดล้อม มองข้ามการทำงานช่วยเหลือสังคม ฯลฯ

เหตุผลเพราะ ประการที่หนึ่ง เราไปเน้นการให้ด้วยเงิน ทั้ง ๆ ที่สามารถให้อย่างอื่นได้ด้วย เช่น ให้เวลา ให้แรงงาน หรีอให้ความรู้ ประการที่สอง เรามักไปเน้น ‘ผู้รับ’ ที่เป็น ‘พระ’ มากกว่าคนทั่วไป

คนในอดีตจะเข้าใจคำว่า ‘บุญ’ กว้างกว่าคนในปัจจุบัน ยกตัวอย่างง่ายๆ คนเมืองเพชรแตก่อนเวลาเขาจะปลูกต้นไม้สักต้น เขาจะมีคาถาเรียกว่า “คาถากลบดิน”คือ

‘พุทธัง ผลาผล นกเกาะได้บุญ คนกินเป็นทาน
ธัมมัง ผลาผล นกเกาะได้บุญ คนกินเป็นทาน
สังฆัง ผลาผล นกเกาะได้บุญ คนกินเป็นทาน’

จะเห็นได้ว่า การปลูกต้นไม้นั้นก็ถือเป็นการทำบุญ เป็นการให้ทานที่ไม่ต้องใช้เงินเลย แต่เกิดจากจิตที่เมตตาทั้งกับคนและสัตว์

นั่นหมายความ ‘งานอาสา’ นั้น มีบัญญัติไว้ในพระไตรปิฎก

พระไพศาล ใช่ เพียงแต่ในสมัยก่อนนั้น ไม่มีคำว่า ‘อาสา’ แต่โดยแนวคิดก็ไม่แตกต่างจากคำว่า ‘อาสา’ สังเกตได้จากพุทธสุภาษิตมากมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เช่น มีพุทธพจน์ว่า “ชนเหล่าใดปลูกสวน ปลูกป่า สร้างสะพาน จัดที่บริการน้ำดื่ม และบึงบ่อสระน้ำ ให้ที่พักอาศัย บุญของชนเหล่านั้นย่อมเจริญงอกงาม ทั้งคืนทั้งวัน ตลอดทุกเวลา” นอกจากนี้ ในพระไตรปิฎกก ยังมีชาดกซึ่งเป็นเรื่องราวของ ‘มฆมานพ’ เป็นชายหนุ่มธรรมดา ที่อุทิศแรงกายช่วยเหลือส่วนรวม สร้างสะพาน ทำถนน ปลูกต้นไม้ ทำความสะอาดที่สาธารณะ ทำศาลาที่พักคนเดินทาง ฯลฯ เวลากลับบ้านดึกแล้วมีคนมาถามว่า ‘ไปไหนมา มฆมานพก็จะตอบว่า ‘ไปทำบุญมา’ เขาดำเนินชีวิตเรื่อยมา จนกระทั่งเสียชีวิต ผลบุญที่เกิดจากการทำงานอาสาทั้งหมด ทำให้มฆมานพได้กลายเป็นพระอินทร์

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแนวคิดเรื่อง ‘บุญ’ ในพระพุทธศาสนา ที่ไม่ใช่แค่การให้ทานอย่างเดียว คำว่าบุญนั้น มีความหมายกว้างขวางมาก เพียงแต่คนสมัยนี้ต่างหาก ที่เข้าใจคับแคบ และคลาดเคลื่อนไปเอง

การทำงานจิตอาสาที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกป่า สร้างสะพาน ช่วยเหลือเด็ก หรือคนชรา ฯลฯ เหล่านี้ให้ผลบุญที่แตกต่างกันหรือไม่ หากเราพูดในเชิงความเชื่อที่ว่า ชาติหน้านั้นมีจริง...

พระไพศาล ไม่แตกต่างกัน แต่ต้องเข้าใจคำว่า ‘บุญ’ ให้ถูกต้องเสียก่อน หากเราเข้าใจไม่ถูกต้อง แล้วมัวแต่สร้างวัด สร้างโบสถ์ สร้างหอระฆัง เพื่อหวังจะเกิดเป็นเทวดาในชาติหน้าหรือเป็นเศรษฐีในชาตินี้ ถ้าคิดอย่างนี้อาจทำให้เกิดเป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า ‘ชอบทำบุญ แต่ไร้น้ำใจ’ ซึ่งปัจจุบันนี้ มีคนประเภทนี้เป็นจำนวนมาก คือมุ่งทำบุญเฉพาะกับวัด แต่ไม่มีน้ำใจกับคน ไม่มีน้ำใจกับสัตว์ จิตไม่มีเมตตาอย่างแท้จริง เพราะถ้าจิตที่มีเมตตาอย่างแท้จริงแล้ว ต้องพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้คน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นพระ หรือฆราวาส หรือแม้แต่สัตว์

ในอดีต คนไทยส่วนใหญ่มีความเชื่อเรื่องของชาติหน้า แต่เขามีจิตเมตตากรุณา และไม่นิ่งดูดายเมื่อเห็นคนที่เดือดร้อน ซึ่งถือเป็นค่านิยมที่ส่งเสริมและถ่ายทอดกันมา แตกต่างจากปัจจุบัน แม้คนไทยจะมีความเชื่อเรื่องบุญ แต่มักจะทำบุญด้วยจิตที่เจือความโลภ คือ ไม่ได้หวังจะขึ้นสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่หวังอยากถูกหวย อยากมั่งมี อยากประสบความสำเร็จในชาตินี้เลย ซึ่งเป็นการทำเพื่อตัวเองแท้ๆ คือ การทำบุญด้วยจิตที่มีโลภะอยู่

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ‘ทาน’ ที่มีอานิสงส์ไม่มาก ก็คือ ทานที่ให้ด้วยใจที่มีเยื่อใย หวังสั่งสมบุญ หรือหวังเสวยสุขในภพหน้า ถ้าผู้ที่ทำบุญยังมีจิตใจแบบนั้นอยู่ ก็จะไม่ได้อานิสงส์มากเท่าที่ควรจะเป็น

แต่หากเราทำบุญ ไม่ว่าจะให้ทาน หรือช่วยเหลือใครก็ตาม เรามุ่งแต่ประโยชน์สุขของผู้รับ โดยไม่นึกถึงตัวเองว่าเราจะได้อะไร นั่นกลับเป็นบุญยิ่งกว่า นอกจากนี้ยังเป็นการขัดเกลา ลดละความเห็นแก่ตัว และลดละความยึดมั่นในตัวตนด้วย คนไทยควรทำบุญแบบนี้ให้มากขึ้น

แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ การทำบุญด้วยจิตที่ไม่มีความโลภอาจจะยากสักเล็กน้อย จึงอยากให้พระอาจารย์ช่วยชี้แนะแนวทาง

พระไพศาล อันดับแรก เราต้องเชื่อก่อนว่า‘สุขที่แท้นั้น อยู่ที่ใจ...ใจที่ลดละ ไม่ใช่ใจที่คิดจะเอา สอง เราต้องตระหนักว่า ‘บุญ’ ทำได้หลายวิธี โดยไม่ต้องใช้เงินก็ได้ เช่น ร.ต.ต.ตำรวจวิชัย สุริยุทธ ที่อุทิศเวลาในชีวิตร่วม 20 ปี ก้มหน้าก้มตาปลูกต้นไม้ทุกวัน จนทำให้อำเภอปรางค์กู่ ซึ่งเคยเป็นอำเภอที่แห้งแล้งยากจนมาก กลับร่มรื่นเขียวขจีไปด้วยต้นไม้ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านต้น เขาเคยบอกไว้ว่า “เราเป็นคนจน ไม่มีเงินแสนเงินล้านจะบริจาคอย่างใครเขา แต่เราทำบุญด้วยการปลูกต้นไม้ ซึ่งถือเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ เป็นการทำบุญให้โลก ผลบุญจะตกถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน”

จะเห็นได้ว่า ร.ต.ต.วิชัย ไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็สามารถทำบุญได้ ซึ่งเป็นบุญเพื่อส่วนรวม และที่สำคัญเขามีความสุขกับสิ่งที่ทำ ฉะนั้น ไม่ว่าจะเจอวิกฤตเศรษฐกิจหนักหนาแค่ไหนก็ไม่ใช่อุปสรรคในการทำบุญเลย ถ้าเราเข้าใจว่า ‘การทำบุญ ไม่ต้องใช้เงินก็ทำได้’ ความจริงแล้วเศรษฐกิจและสังคมแบบนี้ เปิดโอกาสให้เราทำบุญได้มากขึ้น เพราะคนเดือดร้อนเพิ่มมากขึ้น เราก็มีโอกาสช่วยเหลือคนมากขึ้น ขณะเดียวกันยิ่งมีคนพร้อมจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยให้ทางบ้านเมืองฟื้นฟูเร็วขึ้น และทำให้สังคมไทยน่าอยู่ยิ่งขึ้น ฉะนั้น วิกฤตเศรษฐกิจ ประการแรก คือ มันไม่ได้เป็นอุปสรรค ตรงข้ามมันกลับส่งเสริมและเปิดโอกาสให้คนช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากขึ้นต่างหาก

เริ่มจากหน้าบ้านเราก่อนเลยก็ได้ เราลองคิดดูว่าจะช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นได้อย่างไร เราจะช่วยให้มีมลภาวะน้อยลงได้อย่างไร เช่น ช่วยกวาดขยะ เก็บถุงพลาสติก รวมไปถึงเวลาขับรถก็มีน้ำใจบนท้องถนน หยุดรถ เพื่อให้คนเดินข้าม หรือเวลานั่งรถเมล์ ก็เอื้อเฟื้อที่นั่งแก่เด็ก คนชรา และคนพิการ นี่คือสิ่งที่เราทำได้เลย หรือหากมีกำลังก็ควรรวมกันเป็นกลุ่ม พากันไปสิ่งที่เป็นประโยชน์ เช่น ช่วยเหลือคนทุกข์ยากตามท้องถนน หรือเด็กเร่ร่อน

แม้ แต่เรื่องการเมือง หากเราเข้าใจเรื่องบุญ และมีจิตเมตตากรุณา ก็อย่าสะสมความโกรธความเกลียด อย่ามองคนในแง่ร้าย อย่าเห็นคนที่มีความคิดต่างหรือใส่เสื้อสีต่างจากเราเป็นศัตรู ถ้าเราทำได้อย่างนี้ ก็จะทำให้สังคมไทยน่าอยู่มากขึ้น

จริงๆ แล้ว บุญอยู่ทุกหนทุกแห่ง เราสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา

พระไพศาล ตราบที่เรายังมีลมหายใจ และยังมีหัวจิตหัวใจอยู่ เราสามารถทำบุญได้ตลอดเวลา เช่น การเจริญสมาธิภาวนาด้วยเมตตาจิต นั่นก็ถือเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ใดเจริญเมตตาจิตเพียงชั่วเวลารีดน้ำโค มีผลมากกว่าการให้ทาน ๓ ครั้ง ๆ ละ ๑๐๐ หม้อ ฉะนั้น คนที่ไม่มีเงิน หรือไม่มีเวลาจะไปวัด แต่อยากทำบุญ ก็เพียงเจริญเมตตาจิต ไม่ให้โกรธเกลียดใคร มีแต่ความรักให้แก่เขา วิธีนี้ก็ถือเป็นการทำบุญที่ได้อานิสงส์มากทีเดียว

นอกจากบุญที่เราพูดถึงแล้ว หลายครั้งการทำบุญด้วยจิตเมตตานี้ ยังส่งผลให้ได้รับสิ่งอื่นที่เรานึกไม่ถึง เช่น นักศึกษาคนหนึ่ง กำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่ยังเล็ก รู้สึกว่าตัวเองขาดความรักมาตลอด กระทั่งวันหนึ่งมีคนมาชวนไป ‘นวดเด็ก’ ที่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนบ้านปากเกร็ด ทำให้เขามีโอกาสเจอเด็กที่ขาดความรักความอบอุ่นมากมาย บางคนเดินมาหาเขา มาขอให้อุ้ม ขอให้โอบกอด ตั้งแต่วันนั้นมา เขารู้สึกว่าชีวิตเขามีคุณค่า จากที่เคยรู้สึกว่าตัวเองขาดความรักมาตลอด เขารู้สึกว่าได้รับความรัก และพบว่าตัวเองมีความอ่อนโยนอยู่ในจิตใจ เขาบอกว่า “ชีวิตผมสมบูรณ์ขึ้นได้เพราะเด็ก 7 ขวบ”

ชีวิตของคนเรานั้น สามารถเติมเต็มได้ด้วยการทำความดี ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราคิดถึงตัวเองมากเท่าไหร่ เราก็จะรู้สึกเปล่าเปลี่ยวอ้างว้าง และรู้สึกชีวิตพร่องมากขึ้นเท่านั้น

หากเป็นเช่นนั้น เราจะสร้างแรงบันดาลใจในการทำดีได้อย่างไร ในขณะที่บางคนทำงานหนักทุกวัน จนบางทีก็ลืมไปว่า จริงๆ เราน่าจะให้คนอื่นบ้าง

พระไพศาล ต้องเริ่มจากการเปิดใจ รับรู้สัมผัสคนที่ทุกข์กว่าเรา ไม่ว่าจะเป็นเด็ก คนชรา หรือคนที่ยากไร้ อาตมาเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีความดีอยู่ในตัว แต่บางทีเราถูกครอบงำด้วยกิเลส หรือถูกครอบงำด้วยชีวิตที่เร่งรีบ แต่เมื่อใดก็ตามที่เราได้สัมผัส หรือได้เจอคนที่ทุกข์ยาก ปลุกมโนธรรมสำนึกของเราจะถูกปลุกให้ตื่นตัว และผลักดันให้เราอยู่เฉยไม่ได้ ต้องทำอะไรสักอย่าง ฉะนั้น การที่เราได้เจอคนที่ทุกข์กว่าเรา มันจะช่วยให้จิตใจของเราเกิดความเมตตากรุณาขึ้นมาได้

แต่หากเราทำอยู่คนเดียวก็อาจจะรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง สำหรับคนที่เริ่มต้นขอแนะนำให้ทำดีเป็นกลุ่ม คือ การรวมกลุ่มกันทำความดี นอกจากเราจะทำประโยชน์ได้มากขึ้นแล้ว ยังทำให้เราสนุกด้วย เหมือนกับการออกค่ายอาสาถึงแม้จะยากลำบาก แต่ก็สนุก จึงควรทำงานเป็นกลุ่ม จะได้มีดกำลังใจทำความดีต่อไป

หัวใจสำคัญของ ‘จิตอาสา’ คืออะไร

พระไพศาล จิตที่เต็มไปด้วยความเมตตากรุณา ปรารถนาดีต่อผู้อื่น อยากให้เขาพ้นทุกข์ โดยไม่หวังประโยชน์สุขหรือผลตอบแทนให้แก่ตัวเอง เป็นจิตที่ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ รางวัลของจิตอาสา คือ ความสุขและความภาคภูมิใจในตนเองเท่านั้น

สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค และความล้มเหลว รวมถึงมีความอดทนที่จะรอเห็นผล เนื่องจากการทำงานอาสาส่วนใหญ่นั้น พอเจออุปสรรคนิดหน่อยก็เป็นทุกข์ เช่น มีคนถามว่า ‘ทำ...ทำไม? โง่! บ้า!’ ก็จะหวั่นไหว หรือพอช่วยคนแล้ว เขาไม่ดีขึ้น ก็รู้สึกท้อแท้ นี่คืออุปสรรคอย่างหนึ่ง

อุปสรรคของคนทำจิตอาสานั้น หนึ่ง มักจะหวั่นไหวต่อคำสรรเสริญนินทา สอง หวั่นไหวต่อความสำเร็จและล้มเหลว แต่ถ้าเราสามารถข้ามพ้น 2 ข้อนี้ไปได้ เราไม่หวั่นไหวต่อคำนินทา หรือไม่หลงใหลต่อคำสรรเสริญ จะสำเร็จหรือไม่ เราก็ยังเดินหน้าทำดีต่อไป ถ้าทำอย่างนี้ได้ เราก็จะประสบกับความสุขได้ แต่อาสาสมัครส่วนใหญ่ก็มักจะสะดุดอยู่กับ 2 ข้อนี้แหละ

ถ้าเราสามารถทำด้วยความเห็นแก่ตัวน้อยเท่าไหร่ คำสรรเสริญนินทาใดๆ หรือความล้มเหลวและสำเร็จ ก็จะไม่ทำให้เราหวั่นไหวได้เลย นั่นหมายความว่า ยิ่งทำงานอาสา กิเลส และตัวตน จะยิ่งลดละลง ไม่ใช่ทำงานอาสาแล้ว กิเลสมากขึ้น ตัวตนเพิ่มขึ้น

ฉะนั้น ถ้าเราทำงานอาสา แล้วรู้สึกว่าตัวเองได้บุญ ก็ผิด...

พระไพศาล จริงๆ ก็ไม่ผิด ถ้าทำบุญแล้วเกิดความปีตินั่นดีแล้ว แต่ถ้าเราทำเพราะหวังผลตอบแทนในอนาคตนั่นแสดงว่ายังมีความเห็นแก่ตัวอยู่ ซึ่งก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพียงแต่คำว่า ‘อาสา’ ก็บ่งบอกอยู่แล้วว่า เป็นการอาสาเข้าไปเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ด้วยจิตที่มีความเมตตากรุณา และไม่หวังผลตอบแทน

สุดท้ายนี้ อยากให้พระอาจารย์ฝากถึงคนที่อยากทำดี แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร

พระไพศาล มนุษย์ทุกคนนั้น โหยหาความดี คือ เราอยากเห็นคนดี และอยากทำความดีด้วย เพราะการทำความดีนั้นทำให้จิตใจเราอิ่มเอิบเบิกบาน แม้จะไม่มีใครเห็นก็ตาม ฉะนั้น เราควรทำดีทุกครั้งที่มีโอกาส แม้จะเหนื่อย หรือยากลำบาก แม้จะมีคนที่ไม่เข้าใจ ก็อย่าไปหวั่นไหว

ทุกวันนี้มีคนเป็นจำนวนมากที่ กล้าทำชั่ว กลัวทำดี เราต้องระวังอย่าให้เป็นอย่างนั้น ควรทำตรงข้ามคือ กล้าทำดี และกลัวความชั่ว จงทำดีทุกครั้งที่มีโอกาส อย่าไปกลัว อย่าไปอาย ใครไม่ทำก็ช่างเขา แล้วความสุข ความภาคภูมิใจก็จะมาหาเรา ขอให้ระลึกว่าความดีนั้นทำได้ทุกโอกาส ทุกเวลา และทำได้ตั้งแต่วินาทีนี้เลย...
http://www.visalo.org/columnInterview/jitAsa.htm

153
พระไพศาล วิสาโล / สงบได้เมื่อใจยอมรับ
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2011, 06:03:42 PM »
โพสต์ทูเดย์ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๔

สงบได้เมื่อใจยอมรับ
พระไพศาล วิสาโล
เครือข่ายพุทธิกา
http://www.budnet.org

แบ่งปันบน facebook Share   

คนส่วนใหญ่ทุกข์ก็เพราะ ๒ เรื่อง เรื่องที่เป็นอดีตกับเรื่องที่เป็นอนาคต เวลาเราทุกข์เพราะของหาย ทุกข์เพราะถูกตำหนิ ทุกข์เพราะแฟนตีจาก เหตุการณ์เหล่านั้นล้วนแต่เป็นอดีต แต่พอนึกถึงมันก็ทำให้เราทุกข์ ถ้าไม่ทุกข์เพราะอดีต ก็ทุกข์เพราะอนาคตหรือเรื่องราวที่ยังมาไม่ถึง เวลาเราทุกข์เมื่อเจอรถติด เราไม่ได้ทุกข์เพราะอากาศร้อน เราไม่ได้ทุกข์เพราะที่นั่งมันแข็งกระด้าง แต่เราทุกข์เพราะกำลังกังวลว่าจะไปทำงานสาย ไม่ทันประชุม หรือไม่ก็คอยลุ้นว่า เมื่อไรจะถึง ๆ ๆ ตัวอยู่บนรถ แต่ใจไปอยู่ที่จุดหมายปลายทางแล้ว ก็เลยทุกข์ อันนี้เรียกว่าทุกข์ใจเพราะไปอยู่กับอนาคต แต่ถ้าเรามีสติ รู้ทันจิตใจว่ากำลังอยู่กับอดีตและอนาคต สติจะพาเรากลับมาอยู่กับปัจจุบัน ไม่ทุกข์ร้อนกับเรื่องที่ผ่านไปแล้วหรือเรื่องที่ยังมาไม่ถึง ทำให้ใจเป็นปกติได้

ทุกวันนี้ผู้คนไม่ค่อยมีความสุขก็เพราะใจเผลอคิดเรื่องอดีตกับอนาคต แต่ถ้ามีสติเมื่อใด ใจก็จะหวนกลับมาอยู่กับปัจจุบัน แล้วเป็นทุกข์เพราะอดีตหรืออนาคตน้อยลง มีเหมือนกันที่บางครั้งเราไม่ได้ทุกข์เรื่องอดีตหรืออนาคต แต่ทุกข์อยู่กับปัญหาที่เผชิญหน้าอยู่ในปัจจุบัน เช่นความเจ็บป่วยไข้ อันนี้เป็นเรื่องเฉพาะหน้า แต่ขอให้สังเกต เราไม่ได้ทุกข์เพราะความเจ็บป่วย แต่เป็นเพราะใจที่ปฏิเสธต่อต้านผลักไสความเจ็บป่วยมากกว่า เมื่อใดที่ใจต่อต้าน ผลักไส อะไรก็ตาม ความทุกข์ก็ตามมาทันที กับงานการก็เช่นกัน เราไม่ได้ทุกข์เพราะงาน แต่ทุกข์เพราะใจที่ปฏิเสธต่อต้านงานนั้น เรามักคิดว่าเราทุกข์เพราะสิ่งที่เผชิญอยู่เฉพาะหน้า ที่จริงไม่ใช่ มันเป็นเพราะเราวางใจไม่ถูกต่างหาก พูดง่าย ๆ คือเป็นเพราะใจเรานั่นเอง

เวลาเราเจองานซึ่งไม่ใช่เป็นงานของเรา เรากำลังจะกลับบ้านอยู่แล้ว แต่เจ้านายขอให้เราทำงานชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นของคนอื่น เรารู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเลยใช่ไหม บ่นอุบอิบหรือตีโพยตีพายว่า มันไม่ยุติธรรม ทำไมต้องเป็นฉัน ถ้ามีความรู้สึกแบบนี้เราจะทำงานด้วยความทุกข์ ความทุกข์นั้นไม่ได้เกิดจากงานชิ้นนั้น แต่เป็นเพราะใจของเราเองที่ต่อต้านหรือปฏิเสธงานนั้น ลองมีสติรู้ทัน หรือเลิกบ่นเลิกตีโพยตีพาย ยอมรับงานชิ้นนั้นและทำงานอย่างเต็มที่ เราจะไม่ทุกข์เลย ไม่รู้สึกว่างานนั้นยุ่งยากหรือหนักหนาอะไร ทำได้สบายมาก ความทุกข์ที่เกิดขึ้นเวลาทำงานนั้น มักเกิดจากใจที่บ่นกระปอดกระแปดว่าไม่ไหว ๆ ไม่ยุติธรรม ทำไมต้องเป็นฉัน ทันทีที่คุณมีความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้น คุณจะเป็นทุกข์ ไม่ใช่ทุกข์เพราะงาน แต่ทุกข์เพราะใจที่เป็นลบมากกว่า

มีการศึกษาพบว่าเวลาถูกฉีดยา ถ้าคุณกลัวเข็มฉีดยา ทันทีที่ถูกเข็มแทง ความเจ็บจะเพิ่มเป็น ๓ เท่าของคนที่ไม่กลัว อันนี้เป็นเพราะความกลัวในใจ ทำให้ใจปฏิเสธต่อต้านเข็มนั้น แต่ถ้าเราวางใจให้เป็นกลาง ยอมรับมัน ก็จะไม่รู้สึกปวดเท่าไหร่ รู้สึกว่าพอทนได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ขณะที่เรากำลังนั่งสมาธิอยู่ มียุงมาเกาะที่แขนเรา จะปัดก็ไม่ได้ แต่ถ้าใจเราปฏิเสธยุงตัวนั้น รู้สึกแขยง หรือกลัวเจ็บ ทันทีที่มันกัดเรา เราจะรู้สึกปวดจนอยากจะปัดหรือตบมันด้วยซ้ำ แต่ถ้าเราทำใจยอมรับมัน รู้ทันความกลัวหรือความรู้สึกรังเกียจ พอถูกกัดเราจะไม่ค่อยรู้สึกปวดเท่าไหร่ พูดอีกอย่างหนึ่ง จะปวดมากหรือน้อย อยู่ที่ใจเรานั่นเอง

การทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ใจเราสงบลง ไม่ทุกข์อะไรง่าย ๆ แม้บางครั้งสิ่งที่เผชิญนั้นจะอันตรายหรือดูน่ากลัวก็ตาม

มีผู้หญิงคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เคยไปว่ายน้ำที่เกาะสมุย ว่ายอยู่ดี ๆ ก็พบว่าตัวเองถูกกระแสน้ำพัดไกลจากฝั่งออกไปทุกที เธอพยายามว่ายน้ำเข้าฝั่ง แต่ว่ายเท่าไหร่ก็ยิ่งไกลจากฝั่งมากขึ้น เธอตกใจมากร้องตะโกนขอให้เพื่อนช่วย เพราะถูกพัดออกทะเลไกลขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากอยู่กลางกระแสน้ำที่เชี่ยวแรงมาก เพื่อน ๆ พอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ ก็พยายามว่ายไปช่วยเธอ แต่พอว่ายได้สักพักก็รู้สึกว่ากระแสน้ำแรงมาก จึงเปลี่ยนใจ พยายามว่ายกลับเข้าฝั่ง

ตัว เธอเองยิ่งว่ายเข้าฝั่ง ก็ยิ่งเหนื่อย แถมไกลฝั่งออกไปเรื่อย ๆ จึงรู้ว่าไม่มีประโยชน์ ตอนนั้นรู้เลยว่าคงไม่รอดแล้ว แต่แทนที่จะตื่นตกใจ เธอกลับรู้สึกสงบ เพราะทำใจได้ว่า ถ้าจะตายก็ต้องตาย พอทำใจได้เธอก็ปล่อยวาง อยู่เฉย ๆ ลอยคอนิ่ง ๆ ไม่ฝืนว่ายต่อไป ตอนนั้นเธอรู้สึกสงบมาก ผ่านไปพักใหญ่ก็พบว่าตัวเองถูกคลื่นซัดเข้าหาฝั่งทีละน้อย ๆ เพื่อนเห็นเช่นนั้น ก็ว่ายออกมาช่วยเธอ พาขึ้นฝั่งได้ในที่สุด หลังจากนั้นเธอก็มารู้ว่าตรงที่เธอว่ายน้ำนั้นมีกระแสน้ำเชี่ยวมากที่เกิด จากคลื่นกระทบฝั่ง ไม่มีใครที่สามารถว่ายทวนกระแสน้ำได้ ส่วนใหญ่ตายเพราะหมดแรง ที่เธอรอดมาได้ก็เพราะทำตัวนิ่ง ๆ ไม่ฝืนว่ายด้วยความตื่นตระหนก และที่เธอทำตัวนิ่งได้ก็เพราะยอมรับความตายได้ ไม่ขัดขืนหรือต่อสู้กับมัน

เวลาเจอเหตุร้ายที่หนีไม่พ้น ไม่มีอะไรดีกว่าการยอมรับมันด้วยใจสงบ บ่อยครั้งการทำเช่นนั้นกลับทำให้รอดตายด้วยซ้ำ ตรงกันข้ามการพยายามต่อสู้ขัดขืน กลับทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง จนอาจไม่รอดก็ได้

ผู้หญิงอีกคนหนึ่งเล่าว่า ขณะที่กำลังขับรถบนทางด่วนด้วยความเร็วสูง พอผ่านทางโค้งก็เห็นข้างหน้ามีรถติดเป็นแพ เธอเริ่มชะลอความเร็ว แต่พอมองกระจกหลัง ก็เห็นว่ารถคันหลังไม่ชะลอ กลับแล่นตรงเข้ามาเต็มที่ เธอรู้เลยว่าเธอกำลังถูกอัดก๊อปปี้ ความคิดตอนนั้นบอกเธอว่าคงไม่รอด

ตอนรู้ตัวว่าจะไม่รอดเธอสังเกตว่ามือกำพวงมาลัยอยู่แน่นมาก เธอคิดขึ้นมาว่าเครียดแบบนี้มาทั้งชีวิตแล้ว ถ้าจะตายก็ขอตายแบบผ่อนคลาย เลยปล่อยมือจากพวงมาลัย นั่งอย่างผ่อนคลาย หลับตา แล้วก็มาจดจ่ออยู่กับลมหายใจ จากนั้นก็มีเสียงดังสนั่น แล้วเธอก็หมดความรู้สึกตัว มารู้ตัวอีกทีตอนที่ตำรวจช่วยดึงเธอออกมาจากรถ ตำรวจแปลกใจมากที่เธอรอดมาได้โดยไม่เป็นอันตรายอะไรทั้ง ๆ ที่รถพังยับเยินทั้งหน้าและหลัง แต่หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวของเธอ ตำรวจก็บอกว่าถ้าคุณเกร็งตอนนั้นคุณคงไม่รอด เพราะถ้าเธอตัวเกร็ง ก็จะต้องเจอแรงกระแทกเต็มที่

เธอบอกว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นได้เปลี่ยนชีวิตของเธอ ทำให้เธอกลายเป็นคนที่ผ่อนคลายและปล่อยวางมากขึ้น ไม่เคร่งเครียดหรือเอาเป็นเอาตายกับสิ่งต่าง ๆ เธอได้เห็นคุณค่าของการปล่อยวางมากขึ้น ตัวอย่างจากผู้หญิงคนนี้ชี้ว่า การยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งความตายนั้น ไม่เพียงทำให้ใจสงบเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยให้รอดตายได้ด้วย

ประเด็นที่อยากจะเน้นคือคนเราเมื่อเจอเหตุการณ์ไม่พึงปรารถนา แทนที่จะต่อสู้ขัดขืน อย่างแรกที่ควรทำคือยอมรับมัน ไม่ปฏิเสธหรือต่อสู้ขัดขืน อย่างน้อย ๆ มันช่วยทำให้เราทุกข์ใจน้อยลง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นของหาย งานหนัก หรือความเจ็บป่วย เมื่อเจ็บป่วยแล้วบ่นตีโพยตีพาย คุณจะทุกข์กว่าเดิม ไม่ใช่แค่ทุกข์กายเท่านั้น แต่ทุกข์ใจด้วยแต่ถ้ายอมรับว่าเมื่อความป่วยเกิดขึ้นกับเราแล้ว ป่วยการที่จะตีโพยตีพายหรือปฏิเสธมัน แทนที่จะตีโพยตีพาย ไม่ดีกว่าหรือหากเราจะมาพิจารณาว่าจะรักษาตัวอย่างไรให้หายป่วย

การยอมรับไม่ใช่การยอมจำนน แต่หมายถึงการยอมรับความจริงว่ามันเกิดขึ้นแล้ว ไม่ เสียเวลาหรือเสียอารมณ์ด้วยการตีโพยตีพายโวยวาย แต่เราจะยอมรับความจริงได้ก็ต้องมีสติรู้ทันใจของตัวเอง เพราะปฏิกิริยาแรกของใจก็คือการโวยวาย ต่อสู้ ขัดขืน ผลักไส เป็นธรรมดาของใจเมื่อเจอสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ใจก็จะผลักไสต่อต้านเป็นอย่างแรก ถ้าหนีไม่ได้ก็จะผลักไส แต่ถ้ามีสติรู้ทันอาการดังกล่าว มันก็จะคลายไป ช่วยทำให้ใจเราสงบ เพราะความสงบเกิดจากการยอมรับ แต่ถ้าเราดิ้นขัดขืนเมื่อไหร่ใจจะเป็นทุกข์ เร่าร้อน ทันที
http://www.visalo.org/article/PosttoDay255401.htm

154
พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo พระ พุทธองค์ตรัสไว้ว่า "สิ่งที่รู้ล่วงหน้าไม่ได้ 5 อย่าง คือ ไม่รู้จะตายด้วยเหตุใด ที่ไหน อย่างไร ด้วยอายุเท่าไร และตายแล้วจะไปไหน ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราไม่สามารถจะเลือกได้ แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะตายอย่างไร โดยการเตรียมตัว เรียกว่า "ตายก่อนตาย" หมายถึง ฝึกการตายจากกิเลส หรือตายจากการยึดมั่นในตัวตน คือทำให้ตัวตนตายไปก่อนที่จะหมดลม - พระไพศาล วิสาโล27 มกราคมเวลา 0:03 น.
 :13: :13: :13: :13:
พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo  อะไรทำให้เราไม่สามารถมองเห็นความสุขหรือชื่นชมสิ่งพิเศษที่ "เรามีอยู่" อะไรทำให้ใจของเราไม่สามารถเปิดรับและรู้สึกซาบซึ้งถึงคุณค่าของสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่กับเรา คำตอบก็คือเป็นเพราะใจเรามัวจดจ่อแต่สิ่งที่ "เราไม่มี" - พระไพศาล วิสาโล
01 กุมภาพันธ์เวลา 16:45 น. ·

 :19: :19: :19: :19:
พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo  แม้จะยังปล่อยวางจากความยึดติดในตัวตนไม่ได้เต็มที่ แต่การเห็นโทษของความยึดติดและตระหนักถึงอุบายของตัวตนที่คอยชักนำให้เราไล่ล่ากวาดต้อนสิ่งต่าง ๆ ให้มาเป็นของมัน ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการปลดปล่อยชีวิตสู่ความสุขและอิสรภาพ - พระไพศาล วิสาโล
19 ชั่วโมงที่แล้ว

155
บิดามารดาบุพการี (พระอริยะในบ้าน) / หัวใจแม่
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2011, 05:45:41 PM »
 :19: :19: :19: :19:
  หัวใจแม่       พิมพ์เรื่องนี้
Image
แม่… ลูกเคยได้ยินมาดังนี้
ครั้งหนึ่งยังมี ชายหนุ่มผู้ลุ่มหลงในความรัก เขาสารภาพกับหญิง ผู้เป็นยอดดวงใจของเขาว่า "ข้ารักนางเพียงหญิงเดียว" หญิงนั้นชาญฉลาด พิจารณาคำพูดของเขาอย่างมีเลศนัย นางกล่าวตอบว่า "ท่านโกหก" ... ชายหนุ่มผู้งมงามต่อความงาม ตื่นตระหนกต่อคำกล่าวของนาง

เขาระล่ำระลักวิงวอน
"โปรดเถิด บอกมาซิว่า จะให้ข้าพิสูจน์อย่างไร เพื่อนางจะได้เชื่อว่า ข้ารักนางแต่หญิงเดียว"
นางผู้มีเล่ห์มายา กล่าวตอบทันทีว่า " ข้าต้องการหัวใจของมารดาเจ้า โปรดจงนำมาให้ข้าทันที"

แม่… ลูกเคยได้ยินมาดังนี้
ชายหนุ่มรีบผลุนผลันกลับบ้าน เพื่อพบมารดาชราของเขา
และบอกกับนางว่า "แม่จงให้หัวใจของแม่แก่ฉันเถิด ฉันต้องการเอาไปมอบให้กับหญิงคนรัก"

มารดามองดูบุตรชายอย่างเข้าใจ นางกล่าวว่า "หัวใจแม่สำคัญต่อชีวิตลูกมากนักหรือ?"
"สำคัญที่สุด ฉันจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ถ้าปราศจากความรักจากนาง" บุตรชายตอบ
หญิงชราเชิดหน้ายื่นอกให้บุตรชาย จาบจ้วงทะลวงดาบและควักดวงใจของนางออกมา แลสิ้นใจ

ชายหนุ่มปิติยินดี ถือ "หัวใจมารดา" ไว้ในมือ ระหว่างที่เขาวิ่งจากบ้านไปสู่หญิงคนรัก
จักเป็นด้วยเหตุใดไม่ปรากฏ เขาวิ่งพลาดถลำตกจากหน้าผา ไปแน่นิ่งอยู่กับแง่หิน
แลทันใดนั้น หัวใจมารดาในมือของเขา ก็ตะโกนขึ้นสุดเสียง
" ช่ ว ย ด้ ว ย ช่ ว ย ด้ ว ย ใ ค ร ก็ ไ ด้ โ ป ร ด ช่ ว ย ลู ก ข อ ง ข้ า ที "

-------------------------------------------------
เรื่อง : ฝากไว้ใต้หมอน โดย สันติ เศวตวิมล
http://www.carefor.org/content/view/29/2/

156
บทความ (Blog) / หญิงชราที่ชายหาด
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2011, 05:42:35 PM »
หญิงชราที่ชายหาด       พิมพ์เรื่องนี้
Image
ครอบครัวที่มีสมาชิกอยู่ 5 คน
กำลังสนุกสนานอยู่ที่ชายหาดในยามกลางวัน เด็กๆลงเล่นน้ำทะเลและสร้างประสาททราย

หญิงชราผู้หนึ่งปรากฏกายมาแต่ไกล
ผมสีดอกเลาปลิวสะบัดไปตามสายลม
เสื้อผ้าก็สกปรกและขาดรุ่งริ่ง
หญิงชราบ่นงึมงำอยู่คนเดียว
พลางก้มเก็บอะไรบางอย่างจากชายหาดใส่ลงในย่าม

พ่อแม่จึงเรียกลูกๆของตนเข้ามาใกล้ๆ
และบอกให้อยู่ห่างๆจากหญิงชราคนนี้

ขณะที่นางผ่านไป นางก็ยังคงก้มเก็บอะไรบางอย่างอยู่เรื่อยๆ
เธอยิ้มให้กับครอบครัวนั้น...
แต่ไม่มีใครยิ้มตอบเธอเลย

หลายอาทิตย์ต่อมา พวกเขาจึงได้รู้ว่า
หญิงชราตัวเล็กๆคนนั้น
ได้ใช้เวลาตลอดชีวิตของนางก้มเก็บเศษแก้วจากชายหาด
เพื่อเด็กๆ... จะได้ไม่ถูกแก้วบาด

----------------------
Anthony De Mello, S.J. เขียน หนึ่งบาท แปล คำภาวนาของกบ
นครปฐม:คณะพระมหาไถ่. มปป. หน้า 104
http://www.carefor.org/content/view/54/2/

157
บทความ (Blog) / สองพี่น้อง...ที่แตกต่าง
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2011, 05:27:49 PM »
สองพี่น้อง...ที่แตกต่าง
 :13: :13: :13: :13:
พี่น้องสองคน คนหนึ่งเป็นโสด อีกคนหนึ่งแต่งงานแล้ว
ทั้งสองเป็นเจ้าของไร่ที่มีพื้นดินอุดมสมบูรณ์ผลิตข้าวได้เป็นจำนวนมาก พี่น้องทั้งสองจะแบ่งข้าวที่ได้คนละครึ่ง
ตอนแรกทุกสิ่งทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยดี แต่ต่อมา

คนที่แต่งงานแล้วเริ่มสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนดึกและคิดว่า

"มันไม่ยุติธรรมเลย
น้องชายของข้ายังไม่แต่งงาน แต่เขาได้ข้าวครึ่งหนึ่ง

ส่วนข้าอยู่กับแฟน
มีลูกอีกตั้งห้าคน เวลาข้าแก่ตัวลงก็คงจะมีหลักประกัน

แต่ใครจะดูแลน้องชายข้าตอนที่เขาแก่ตัวลงล่ะ?
เขาน่าจะเก็บเงินไว้สำหรับอนาคตมากกว่าที่เขาทำอยู่ในเวลานี้
ส่วนแบ่งของเขาควรจะมากกว่าของข้า"


ด้วยความคิดดังกล่าว เขาก็ลุกจากเตียงแอบเข้าไปในยุ้งของน้องชาย
แล้วก็เทข้าวลงไปในยุ้งของน้องชายหนึ่งกระสอบ
...............
....................
.........................

ส่วนน้องชายคนที่ยังไม่แต่งงานก็เริ่มสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนดึกเช่นกัน
ทุกครั้งที่เขาตื่นขึ้นมาตอนดึกจะพูดกับตัวเองว่า

"มันไม่ยุติธรรม
พี่ชายของข้ามีภรรยาและลูกอีกห้าคน เขาได้ข้าวแค่ครึ่งหนึ่ง

ตอนนี้ข้าไม่มีใครจะต้องดูแล
ดังนั้นพี่ชายของข้าที่มีความต้องการมากกว่าข้าแน่นอน
ควรจะได้รับผลผลิตเท่าข้าหรือ?"

เขาจึงลุกขึ้นจากเตียงและเทข้าวของตนลงในยุ้งฉางของพี่ชายหนึ่งกระสอบ
............
.......................
...............................

วันหนึ่งพวกเขาลุกออกมาจากเตียงในเวลาเดียวกัน
และเจอกันพอดี
ทั้งสองมีถุงข้าวอยู่คนละกระสอบ
............
.......................
...............................

หลายปีต่อมา หลังจากที่ทั้งสองเสียชีวิตแล้ว
เรื่องนี้ก็ถูกเปิดเผย

ดังนั้นเมื่อชาวเมืองปรารถนาจะสร้างวัด
พวกเขาจึงเลือกจุดที่พี่น้องทั้งสองพบกัน
พวกเขาคิดว่าไม่มีที่ใดที่จะศักดิ์สิทธิ์เท่านี้อีกแล้ว

-----------------------------------------------

ข้อคิดจากผู้เขียน

ความแตกต่างที่สำคัญของศาสนา
มิใช่อยู่ระหว่างผู้ที่นับถือกับผู้ที่ไม่นับถือ
แต่อยู่ระหว่างผู้รักกับผู้ที่ไม่รักต่างหาก

-------------------------------------------------------------
Anthony de Mello,s.j. The prayer of the Frog
คำภาวนาของกบ แปลโดย หนึ่งบาท
http://www.carefor.org/content/view/39/2/

158
บทความ (Blog) / Re: หัดมองดูหัวใจตัวเองซะบ้าง!
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2011, 05:02:38 PM »
:19: :19: :19: :19:
จะมีไหม  ที่หัวใจ  จะได้หยุด...หยุดเพื่อคิด หยุดเพื่อสร้าง ถึงสิ่งใหม่
หยุดเพื่อเติม  สีสัน  และแรงใจ...หยุดเพื่อเติม  สิ่งใหม่  ให้ตัวเอง
หัวใจ  ใช่เป็น  ดั่งเหล็กกล้า…….จึงต้องให้  เวลา  ใจพักบ้าง
ให้เวลา  เพื่อเก็บซึ่ง  ประสบการณ์……….ให้เวลา  สร้างตำนาน  แห่งหัวใจ...
มีบ้างยาม  เหนื่อยล้า  พาโหยไห้…ไม่มีใคร  คอยปลอบใจ  ยามทุกข์เศร้า
อาจเจ็บ แค้นแน่น..อก ใยต้องเป็นเรา   ไม่ใช่เขา  ไม่ใช่เหล่า  คนอื่นเลย..
 :13: :13: :13: :13:

หน้า: 1 ... 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 [16] 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 ... 88

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham