Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - มดเอ๊กซ

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 439
1


<a href="https://www.youtube.com/v/btipzJa1Hrw" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/btipzJa1Hrw</a>

พุทธทาสภิกขุกับสหายมหายาน : ในความทรงจำของ ธีรทาส

โครงการจัดทำประวัติศาสตร์บอกเล่า กลุ่มงานจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ
บทความโดย อัครวิทย์ ชูเกียรติศิริชัย ภาพโดย ณัฐชนน บางแค
สัมภาษณ์ ๙ ตุลาคม ๒๕๖๑

หนึ่งอุบาสกจากสำนักเส้าหลินใต้ ต้องลี้ภัยทางการเมืองในยุคสมัยของเฉียนหลงฮ่องเต้มาพร้อมกับคัมภีร์พุทธศาสนานิกาย ฌาน หรือ เซ็น โดยใช้เวลาหลบซ่อนตัวอยู่หลายสิบปีด้วยอาชีพซินแส พะแมะหมอจีน รักษาโรคให้กับคนเจ็บป่วยบนผืนแผ่นดินสยาม ก่อนจะถ่ายทอดเนื้อหาในคัมภีร์นั้นให้แก่ทายาท ด้วยหวังว่าวันหนึ่ง เมื่อมีโอกาส พุทธธรรมแบบเซ็นจะได้รับการเผยแผ่ออกไปไม่ขาดตอน นี่มิใช่นวนิยายกำลังภายในที่แต่งขึ้นเพื่อความสนุกสนาน หากแต่เป็นเรื่องราวของ ‘เล่ากิมเช็ง’ ผู้เป็นบิดาของ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ หรือเจ้าของนามปากกา ธีรทาส ผู้ตรวจสอบและจัดพิมพ์ หนังสือชุด ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น และศิษย์เต๋า-เซียน-เซ็น ออกแจกจ่ายเป็นธรรมทานมาตั้งแต่อายุ ๓๔ ปี โดยอาศัยพื้นที่ของ พุทธสมาคมเป้าเก็งเต๊ง บ่อนไก่ กรุงเทพฯ เป็นสถานที่ทำงานร่วมกับ เสาวนีย์ ธโนฆาภรณ์

นอกจากเรื่องเล่าอันน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับการเดินทางของศิษย์สำนักเส้าหลินใต้สู่ดินแดนสยาม เจ้าของนามปากกา ธีรทาส ยังเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยสัมผัสและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ พุทธทาสภิกขุ ผู้ได้รับการขนานนามว่า ‘นาคารชุนแห่งเถรวาท’ และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ โครงการประวัติศาสตร์บอกเล่าบุคคลที่เคยสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการของหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ จำต้องโคจรมาพบกับหนึ่งในสหายมหายานเพื่อบันทึกความทรงจำในวัย ๙๐ ปี

เมื่อถามถึงความประทับใจที่สหายมหายานมีต่อพุทธทาสภิกขุ ธีรทาส ได้กล่าวอย่างสั้นๆ แต่ชัดเจนในความทรงจำว่า “พระไทยที่มีความรู้เรื่องมหายาน เรื่องเซ็น ดีที่สุด คือองค์นี้”

กำเนิดคัมภีร์ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น
ธีระ วงศ์โพธิ์พระ บอกเล่าถึงความเป็นมาของ กิมเช็ง แซ่เล้า ผู้เป็นบิดาให้พอเข้าใจในความเป็นมาของตนเอง และความสำคัญของหนังสือชุด ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ว่า “เตี่ยเก่งยาจีนพะแมะ สูตรวิชาเส้าหลิน อายุ ๑๕ ไปอยู่เส้าหลิน อายุ ๒๐ ก็เป็นครูดังแล้ว เป็นครูคนแรกเลย ใครจะเข้าที่นี่ (เส้าหลินใต้) ต้องผ่านแกก่อน ศิษย์โง่ (ไปเรียนเซ็น) แกเขียน เป็นวิธีเรียน วิธีพูด ต้องให้รู้ ๓ อย่างก่อน โลภะ โทสะ โมหะ สามอย่าง ต่อไปรู้ขันธ์ ๕ ห้าอย่าง ต่อไปถึงโพชฌงค์ ๗ ไม่งั้นจะสับสน ต้องให้รู้ให้แตก เหมือนกับเด็กเรียน ก.ไก่ เข้าเรียนใหม่ๆ ต้องรู้ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก ก่อน บวกลบคูณหารอย่าเพิ่งพูด ต้องรู้อันนี้ต่อไปมันไม่สับสน”

ส่วนสาเหตุที่ซินแสเล่ากิมเช็ง ต้องหลบลี้หนีภัยจากบ้านเกิดเมืองนอนมาอาศัยบนแผ่นดินสยาม สืบเนื่องมาจากเหตุผลทางการเมืองในสมัยฮ่องเต้เฉียนหลง แห่งราชวงศ์ชิงหรือเช็ง “เขาจะปราบพวก หวงเช็งฮกหมิง (ต้านชิงกู้หมิง) เกี่ยวกับการเมืองเมืองจีน เส้าหลินแม้จะเป็นกลางทางศาสนา แต่เขาอิงไปทางเก่า จึงเกิดการปราบ แผนทางนู้น (สำนักเส้าหลินใต้) มองการณ์ไกล คัดครูสำคัญส่งไม่ให้สูญพันธุ์ให้ออกโพ้นทะเลไป พม่า เวียดนาม ไทย ปลอดภัย เตี่ยฉันมาชุดนั้น อยู่เมืองจีนแกได้รับรายงานภาคเอเชีย เมืองไทยหมด ใครอยู่ที่ไหนยังไง แกเป็นคนอ่านรายงาน ก็รู้เรื่องนี้ดี มาปุ๊บรู้เลย มึงอยู่จังหวัดไหน ยังไง” ซึ่งหนึ่งในรายชื่อของศิษย์รุ่นพี่คนสำคัญที่อพยพเข้ามายังแผ่นดินสยามก่อนหน้า ก็คือ ‘เซียนแปะโค้ว’ แห่งหัวตะเข้ ที่ดับสังขารไปในอิริยาบถนั่งสมาธิ จนเป็นที่โจษจันกันทั่วไปในฐานะหนึ่งในตำนานผู้วิเศษ

“สำหรับฉัน แกให้ถ่ายทอดอธิบายสรุป แล้วก็แปล มีคนช่วยหลายคน อย่างพระมหาเอี่ยมมหารุ่นเก่า ความรู้ดีคนท่าม่วง (จังหวัดกาญจนบุรี) รู้จักพวกนั่งไม่เน่าเยอะเชียว” ธีรทาส เล่าถึงความรับผิดชอบต่อคัมภีร์ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น

ลูกศิษย์ของหมอตันม่อเซี้ยง
สำหรับผู้ที่สนใจในผลงานแปลของท่านพุทธทาสอย่าง ‘คำสอนของฮวงโป’ คงจะพอทราบว่า ท่านพุทธทาสจำต้องอาศัยความร่วมมือในการตรวจสอบเทียบเคียงกับต้นฉบับภาษาจีนเพื่อรักษาความถูกต้องของเนื้อหา โดยหนึ่งในบุคคลที่เข้ามามีส่วนช่วยเหลือในการเทียบเคียงระหว่างภาษาอังกฤษ ภาษาจีน สู่คำแปลในภาษาไทยได้แก่ ‘หมอตันม่อเซี้ยง’ ซึ่งถือเป็นปราชญ์สายมหายานคนสำคัญในยุคนั้น และเป็นอาจารย์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวในพระสูตรมหายาน คัมภีร์นิกายเซ็น ให้แก่ เสถียร โพธินันทะ และ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ชักนำให้ทั้งสองท่านมีโอกาสพบ พุทธทาสภิกขุ เป็นครั้งแรก โดยธีรทาส ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของ หมอตันม่อเซี้ยง ว่า

“มีอาชีพพะแมะหมอจีน เมื่อก่อนทำงานโรงพยาบาลเทียนฟ้า เป็นหมอรักษาโรค...เป็นอาจารย์ฝ่ายมหายานออกเสียงตามสายเรื่องทั่วไป แต่มาบรรยายสูตรเว่ยหล่างที่นี่ เป้าเก็งเต๊ง บรรยายสูตรเว่ยหล่างเป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แล้วเขาก็เอาไปออกเสียงตามสาย แล้วบรรยายวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร หรือกิมกังเกง ที่นี่ เจ้าคุณพุทธทาสเคยมาสองครั้ง ท่านพักวัดปทุมคงคา หมอตันม่อเซี้ยง พาฉันกับ เสถียร (โพธินันทะ) ไปรู้จักท่านครั้งแรก ฉันอายุเข้าใจว่า ๑๙ หรือ ๒๐ แถวเนี่ย หมอตันม่อเซี้ยงพาไป พอเอ่ยชื่อฉันบอกลูกซินแสกิมเช็ง เจ้าคุณรู้จัก เจ้าคุณบอกดีแล้วฉันคอยมานานแล้ว ดีแล้วเสถียร โพธินันทะ มา ดี ทั้งคู่ฉันคอยมานานแล้ว” ธีรทาส ย้อนความทรงจำเมื่อแรกพบพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเขาเรียกขานว่า เจ้าคุณ

พุทธทาสภิกขุกับสหายมหายาน
ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพบกันระหว่าง พุทธทาสภิกขุ กับหมอตันม่อเซี้ยง, เสถียร โพธินันทะ และ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ อยู่ที่พุทธทาสภิกขุรับรู้ว่าผู้ที่กำลังจะมาพบและสนทนากับท่านนั้นเป็นใคร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความเปิดกว้างในการแสวงหาสหายทางปัญญาที่จะมาช่วยเหลืองานต่างๆ ให้สมบูรณ์ เช่น ในกรณีที่พุทธทาสภิกขุรู้จักซินแสเล่ากิมเช็ง บิดาของธีรทาสเป็นอย่างดี “รู้จากคนจีนรุ่นก่อนๆ รุ่นมีความรู้ดีๆ ไปคุยกับท่านมาก ท่านก็ถาม คนที่มาอยู่เมืองไทยที่เก่งๆ มีกี่คน รู้หมด รู้ก่อนรู้จักลูกอีก” ธีระ ให้ข้อมูลเคล้าเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ขณะที่ความสนใจในปรัชญาและพุทธศาสนามหายาน โดยเฉพาะนิกายเซ็น ธีรทาส ให้ความเห็นว่าน่าจะเป็นเพราะพุทธทาสภิกขุได้อ่านหนังสือเหล่านี้มามาก “อาจารย์กรุณา กุศลาสัย เป็นคนส่งคัมภีร์เซ็นเก่าๆ ขงจื๊อ เหล่าจื๊อ มาให้อ่านเป็นพื้น แล้วคนนู้นพูด คนนี้พูด รุ่นเก่า แกก็ถาม รู้จักภูมิปัญญาเตี่ยฉันดีกว่าลูกชายรู้จักอีก”

ในเรื่องของความคิดเห็นระหว่างพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเป็นภิกษุในพุทธศาสนาเถรวาท กับอีกสามอุบาสกมหายาน ธีรทาส มีความเห็นว่า “เบื้องสูงไม่ต่าง เป้าหมายเดียวกัน สนับสนุนโพธิสัตวธรรม เพราะว่ามันกว้าง โพธิสัตว์ไปจนจบเกมเป็นพระพุทธเจ้า เขาสอนแบบนี้ เธอมุ่งพุทธภูมิเธอก็ต้องจบอยู่ดีวันหนึ่ง เกิดทุกชาติสร้างบารมีทุกชาติขาดทุนเหรอ ไม่ขาดทุน มีแต่กำไร อันนี้เจ้าคุณพอใจที่ฉันพูด เตี่ยฉันสอน ตันม่อเซี้ยงก็สอน เสถียร (โพธินันทะ) ก็สอน เกิดทุกชาติสร้างบารมีทุกชาติ ขาดทุนเหรอ อรหัตตภูมิมีจริง แล้วคุณได้หรือยัง มุ่งไว้ก่อน วันหนึ่งข้างหน้าจบของมันเอง ไม่ต้องไปคิดว่ากี่ชาติ เกิดทุกชาติสร้างบารมีทุกชาติ ขาดทุนเหรอ ไม่ขาดทุน”

เมื่อถามถึงความประทับใจที่สหายมหายานมีต่อพุทธทาสภิกขุ ธีรทาส ได้กล่าวอย่างสั้นๆ แต่ชัดเจนในความทรงจำว่า “พระไทยที่มีความรู้เรื่องมหายาน เรื่องเซ็น ดีที่สุด คือองค์นี้”

แม้จะมีความแตกต่างในการดำเนินชีวิตและรายละเอียดในความเชื่อ แต่ท้ายที่สุดกว่า ๕๐ ปี กับปริมาณหนังสือที่มีน้ำหนักรวมกว่า ๗๐ ตัน ที่จัดพิมพ์และแจกจ่ายเป็นธรรมทาน ภายใต้ร่มเงาของพุทธสมาคมเป้าเก็งเต๊ง ก็สะท้อนให้เห็นถึงความแนบสนิทของศรัทธาระหว่างภิกษุเถรวาท และอุบาสกมหายานที่ “เบื้องสูงไม่ต่าง เป้าหมายเดียวกัน”

จาก คลิป บทสัมภาษณ์ที่ https://youtu.be/btipzJa1Hrw

เพิ่มเติม จักรวาล ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค ต่าง ๆ


ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาคแรก เซียนท้ออายุยืน

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,12334.0.html

http://www.sookjai.com/index.php?topic=181206.0

ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค เต๋า-เซียน-เซ็น (อ.ธีระ วงศ์โพธิ์พระ)

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,12852.0.html

ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค อริยโพธิสัตว์ ตำนานศาลเจ้า - โรงเจ 100 ปี เมืองสยาม

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,14932.0.html

พระคัมภีร์ (ปริศนาธรรม) 18 พระอรหันต์ และ ตัวตาย ชื่อไม่ตาย

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,14931.0.html

2
ผลงานพระธรรมทูตไทยดึง“มหาเศรษฐีหัวหน้าเผ่าอินเดียแดง”หันมานับถือพระพุทธศาสนา




ผลงานพระธรรมทูตไทยดึง“มหาเศรษฐีหัวหน้าเผ่าอินเดียแดง”หันมานับถือพระพุทธศาสนา

พระธรรมทูตไทยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย นำโดย พระครูรัตนปัญญาวิเทศ โชว์ผลงานในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในต่างแดน ด้วยการชักชวน “ เศรษฐีหัวหน้าเผ่าอินแดง ที่มีชื่อว่า ลุงวินเซ็นท์  ผู้ถือหุ้นใหญ่กาสิโนที่ลาสเวกัส หันมานับถือศาสนาพุทธ

          พระครูรัตนปัญญาวิเทศ (อ.กุ๊กไก่)  เจ้าอาวาสวัดรัตนปัญญา เมืองวิลโดมาร์  ริเวอร์ไซด์ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ลุงวินเซ็นท์  มักจะมาทำบุญที่วัดเป็นประจำ ตามภรรยาที่ได้เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนาแล้วก่อนหน้านี้ เนื่องจากชอบบรรยากาศแห่งความร่วมรื่น และสงบ ของวัด และที่สำคัญได้รับฟังธรรมและหลักความจริงตามคำสอนในพระพุทธศาสนาจึงเกิดศรัทธา ซึ่งลุงวินเซ็นท์ ได้เป็นผู้ให้การอุปถัมภ์วัดรัตนปัญญา อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด  คณะสงฆ์วัดรัตนปัญญา นำโดย พระครูรัตนปัญญาวิเทศ เจ้าอาวาส ได้รับกิจนิมนต์ไปเจริญพุทธมนต์งานคล้ายวันเกิดคุณลุงวินเซนท์ ในอากาศครบรอบ 85 ปี  ที่คฤหาสถ์ในเมืองปาเชนก้า รัฐแคลิฟอร์เนีย  ท่ามกลางญาติ พี่น้อง ภรรยา และลูก หลาน ร่วมงานอย่างคับคั่ง ด้วยความศรัทธา ในการนี้ พระครูรัตนปัญญาวิเทศ ได้มอบพระพุทธรูปสีขาว ให้ลุงวิเซนท์ ไว้บูชา ด้วย พร้อมทั้ง อำนวยพรให้ ลุงวิเซนท์ มีความสุข สุขภาพพลานามัยแข็งแรง เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูกหลาน ต่อไป




 ขณะที่ พระอาจารย์ศรีทอง ศรีบุญเพ็ง  พระภิกษุจากวัดรัตนปัญญา  กล่าวว่า ลุงวินเซ็นท์  ได้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ไทย ซึ่งเป็นพระธรรมทูตเผยแพร่พระพุทธศาสนาในประเทศสหรัฐฯ ไปทำบุญ ที่บ้านในวาระพิเศษต่างๆ  ส่วนสาเหตุที่ลุงวินเซ็นท์ หันมานับถือศาสนาพุทธ ซึ่งก่อนหน้านั้นได้นับถือศาสนาคริสต์แบบกลางๆ ระหว่างกึ่งชนเผ่า ที่บูชาเทพเจ้า และจิตวิญญาณ ภายหลังมีโยมเป็นสุภาพสตรีท่านหนึ่ง ได้ชักชวนมาเที่ยวที่วัดไทย ที่แคลิฟอร์เนีย นานเข้าก็เกิดศรัทธา จึงหันมานับถือพุทธศาสนาอย่างจริงจัง รวมทั้งภรรยาได้เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนาแล้วด้วย และได้รับมอบพระพุทธรูปไปบูชาที่บ้าน  และพระไว้ห้อยคอ ซึ่งลุงวินเซ็นท์ แขวนคออยู่ทุกวันนี้ เป็นเวลากว่า 15 ปีแล้ว

สำหรับ ลุงวินเซ็นช์  มีลักษณะนิสัยเป็นคนใจบุญ เคยบริจาคเงินสร้างศาลาทรงไทยกว่า 6 หมื่นเหรียญสหรัฐฯ มาแล้ว และมาช่วยกิจกรรมที่วัดเป็นประจำ และการปรับปรุงภูมิทัศน์ เลี้ยงอาหารในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ซึ่งบ้านของลุงวินเซ็นช์ใหญ่โตมาก เนื่องจากมีรายได้เป็นจำนวนมากจากการถือหุ้นกาสิโนในลาสเวกัส




ปัจจุบัน วัดรัตนปัญญา มีพระครูรัตนปัญญาวิเทศ (อ.กุ๊กไก่ ปธ.6) เป็นเจ้าอาวาส ตั้งอยู่ที่เมืองวิลโดมาร์  ริเวอร์ไซด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา อยู่ห่างจากเมืองลอสแองเจลีส ประมาณ 76 ไมล์ ทามกลางบรรยากาศร่วมรื่น สงบ เหมาะแก่การปฏิบัติ จึงมีคณะศรัทธาของญาติโยมทั้งชาวไทย และต่างประเทศเดินทางมาทำบุญอย่างต่อเนื่อง เป็นจำนวนมาก รวมทั้ง ยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐฯด้วย



จาก สยามธุรกิจ


3







หนังสือเสียงนี้ ตำนานศาลเจ้า - โรงเจ - ที่มีอายุ 100 ปีขึ้นไปในกรุงสยาม (ไทย) ต่างๆ และมีอริยครูบา หรืออริยโพธิสัตว์ สาธุคุณท่าน ได้ธุดงค์แอบมาแบ่งปันวิชาการสูตรศาสตร์ที่ลึกลับให้เข้าถึงธรรมชาติบางอย่าง และจาริกไปสอนชี้แนะบอกทางให้แก่ผู้เริ่มฝึกหัดเจริญสมาธิจิต จนเจริญรูปฌาน 4. ตามแบบสายตรงนิกายเซ็น (ฌาน) ที่ต้นตออินเดียเก็บผลงานนี้ไว้ แล้วพระสังฆราชโพธิธรรมมหาครูบา ได้นำเข้ามาเมืองจีน พ.ศ. 1067 สมัยแผ่นดิน พระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ ตำนานศาลเจ้า - โรงเจอายุ 100 ปีเมืองไทย อริยโพธิสัตว์

<a href="https://www.youtube.com/v/H6RxDHABFvs" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/H6RxDHABFvs</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/c1UpGlVx9zk" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/c1UpGlVx9zk</a>

ดูแบบ ลิ้ง
ตอนแรก https://youtu.be/H6RxDHABFvs
ตอนจบ https://youtu.be/c1UpGlVx9zk

เพิ่มเติม http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2011/09/D11129344/D11129344.html

ภาพ ท่าน ธีรทาส ผู้เรียบเรียง




4


ภาพพระอรหันต์ 18 องค์ แสดงปริศนาธรรมในพุทธวิหาร-โรงเจ เป้าเก็งเต๊ง บ่อนไก่ กทม. (ความเห็นของหลวงจีนชื่อดังนักปราชญ์ต่าง ๆ ที่มรณภาพไปแล้ว)

ความเห็นของ 3 นักปราชญ์. อาจารย์ตันม่อเซี้ยง. อาจารย์เสถียร โพธินันทะ. พระหลวงจีนคณาณัติ เย็นบุญภิกขุ.

ประวัติพิธีกรรมกงเต๊ก-เมืองจีนและไทย สมัยต่างๆ -- บ่อเกิดโรงเจ-เป้าเก็งเต๊ง เขาช้าง. และบ่อนไก่. กทม.

พิธีกรรมกงเต๊ก-นำวิญญาณข้ามสะพานดอกบัวเทวดา. 7 ตอน (ไน่ฮวยเซียงเกี้ย-ฉิกจิว) ความลับที่ปกปิดมานานปี

<a href="https://www.youtube.com/v/SskB5f5K59s" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/SskB5f5K59s</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/kXr8Ca2ltJ4" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/kXr8Ca2ltJ4</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/gXJli8IPD3A" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/gXJli8IPD3A</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/DSRwid3BY2o" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/DSRwid3BY2o</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/PWM1eK4q7GM" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/PWM1eK4q7GM</a>

ดูแบบ ลิ้ง

ตอน 1) https://youtu.be/SskB5f5K59s
ตอน 2) https://youtu.be/kXr8Ca2ltJ4
ตอน 3) https://youtu.be/gXJli8IPD3A
ตอน 4) https://youtu.be/DSRwid3BY2o
ตอน 5) https://youtu.be/PWM1eK4q7GM


5
หนอนหนังสือ / Man Meets Dog ( กฤษดาวรรณ 28 พ.ย. 61 )
« เมื่อ: ธันวาคม 09, 2018, 04:38:10 PM »


ช่วงนี้ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ในป่า เรื่องราวเหล่านี้สำคัญเพราะนอกจากจะปลุกเร้าความกรุณาให้เกิดขึ้นในใจ ยังเตือนใจเราให้นึกถึงสัตว์เดรัจฉานที่เป็นเพื่อนร่วมโลกกับเรา

ในหมู่สัตว์โลกหกภพภูมิ (เทวดา อสูร มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน เปรต สัตว์นรก) เฉพาะสัตว์เดรัจฉานเท่านั้นที่เราเห็น สัมผัส เชื่อมโยง ให้อาหารด้วยความรัก หรือผลักไสด้วยความเกลียด โอบกอดด้วยความเอ็นดู หรือสังหารด้วยโลภะ ตลอดจนใช้แรงงานเยี่ยงทาส

สัตว์โลกในภูมิอื่นแม้ชาวพุทธเราเชื่อว่ามีอยู่โดยบ้างเสวยสุข (แต่ก็เพียงเวลาชั่วคราว) บ้างทุกข์อย่างแสนสาหัส บ้างสุขและทุกข์คละเคล้ากันไป แต่เราไม่สามารถเชื่อมโยงกับพวกเขาได้โดยตรงดังสัตว์เดรัจฉานจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในสวน ใต้ชายคาบ้าน หรือแม้แต่ในห้องนอนของเรา

เมื่อตอนเป็นเด็ก ครูมีลูกหมาอยู่ตัวหนึ่งที่คุณป้านำมาให้จากกรุงเทพ จำไม่ได้ว่า คุณอาคนใดหรือใครเป็นผู้ตั้งชื่อลูกหมาตัวนี้ มันมีชื่อที่หรูเลิศว่า อเลน เดอลอง ซึ่งเป็นชื่อของพระเอกหนังชาวฝรั่งเศสที่โด่งดังในขณะนั้น   

เพราะเจ้าอเลนน้อยตัวนี้ ครูจึงกลายเป็นเด็กดี ไม่เที่ยวเล่นนอกบ้านอีกต่อไป ไม่อย่างนั้น ทุกช่วงที่มีโอกาส ครูจะไปขลุกตัวอยู่แถวกองทรายที่ก่อสร้าง เดินเล่นตามถนน บางทีก็ไปเดินหาเศษสตางค์ที่ตกหล่นอยู่ตามถนนเพื่อจะได้ไม่ต้องขอเงินคุณพ่อ เพราะเมื่อขอ คุณพ่อมักพูดว่า ไม่เห็นต้องซื้อขนมเลย ขนมที่บ้านมีอยู่เยอะแยะ

วันหนึ่ง ขณะที่กำลังเล่นอยู่บนกองทรายใกล้บ้าน ป้าจากกรุงเทพก็มาเรียกให้ไปดูลูกหมาที่ป้าเอามาให้ เมื่อเห็นเจ้าลูกหมาตัวนี้ เด็กน้อยลิงโลดอย่างที่สุด จากนั้น เด็กน้อยเที่ยวเล่นน้อยลง กองทรายก่อสร้างที่เคยเป็นสวนสนุกและสถานสร้างฝันก็หายไปจากความทรงจำ มีเพียงการวิ่งเล่นของเด็กน้อยกับอเลนในสวนหลังบ้าน เธอออมเงินค่าอาหารกลางวันด้วยการเดินกลับจากโรงเรียนมากินข้าวบ้านเพื่อให้มีเงินเหลือซื้อขนมให้อเลน หลายครั้งที่เธออธิษฐานให้อเลนพูดได้ แต่คำอธิษฐานนั้นก็ไร้ผล

เราเลี้ยงอเลนด้วยความรักอย่างที่สุดและมันก็อ้วนท้วนหลังทำหมัน จนเหมือนลูกหมูตัวย่อมตัวหนึ่ง แต่วันหนึ่ง มีการจุดพลุใหญ่ในหัวหิน เสียงดังสนั่นหวั่นไหวของพลุทำให้อเลนตกใจและวิ่งหายไปจากบ้าน 10 วัน

ช่วงเวลานั้น พวกเราโศกเศร้ากัน โดยเฉพาะคุณย่า มักจะยืนเช็ดน้ำตาอยู่บ่อยๆ เมื่อมีการพูดถึงอเลน พี่ๆ น้องๆ ของครูต่างเสียใจกัน เราคิดว่ามันหลงทางหรืออาจตายจากไป บ่อยครั้งที่พวกเราเห็นคุณพ่อยืนพนมมืออยู่หน้าหิ้งพระ ท่านอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้ช่วยให้อเลนกลับมา

แล้วคำอ้อนวอนนั้นก็ได้รับการขานตอบในเช้าตรู่วันหนึ่ง เราได้ยินเสียงคุ้ยที่ประตูบ้าน เมื่อคุณพ่อไปเปิดดู จึงพบอเลนที่มอมแมมและดูผอมลงกำลังพยายามเข้าบ้าน คงไม่ต้องบอกว่า วินาทีนั้นพวกเรามีความสุขเพียงไร เด็กๆ ทุกคนในบ้านถูกปลุกด้วยเสียงแห่งความยินดี อเลนกลับมาแล้ว อเลนกลับมาแล้ว เราทุกคนต่างสวมกอดอเลน สำรวจรอยแผลตามเนื้อตัวของมัน แล้วคิดกันไปต่างๆ นานา ว่ามันไปเผชิญอะไรมาบ้างตลอด 10 วันที่มันหายไป

จากนั้น อเลนก็ไม่เคยหายไปไหนอีกเลย พลุยังคงจุดอยู่บ่อยๆ กลางเมืองหัวหินเมื่อมีงานรื่นเริงหรืองานศพ แต่เราเรียนรู้ที่จะปกป้องอเลนและอยู่เป็นเพื่อนมันในยามที่มันหวาดกลัว

จนถึงเวลาที่ครูต้องไปเรียนต่อระดับมัธยมปลายในกรุงเทพ ครูกับอเลนแยกจากกัน ด้วยการเรียนอย่างหนักหน่วงที่เด็กจากต่างจังหวัดคนหนึ่งจะพึงต้องทำ ครูจึงลืมอเลนไปเป็นเวลาหลายเดือน จนเมื่อปิดเทอมใหญ่จึงกลับมาบ้าน แล้วได้เล่นกับอเลนอีก มันจะดีใจจนฉี่ราดทุกครั้งที่เห็นพวกเราพี่ๆ น้องๆ กลับมาเยี่ยม

ในปีสุดท้ายก่อนจะขึ้นมหาวิทยาลัย ครูเตรียมตัวอย่างหนักเพื่อสอบเอ็นทรานซ์ ปิดเทอมนั้นจึงกลับมาบ้านช้าเพราะต้องรอสอบให้เสร็จเสียก่อน เมื่อกลับมา บ้านดูเงียบเหงา ไม่มีเสียงร้องที่คุ้นหูต้อนรับ อเลน สัตว์เลี้ยงผู้ชราภาพ ได้จากโลกนี้ไปหลายเดือนก่อนหน้านั้น เมื่อถามคุณพ่อว่า อเลนหายไปไหน ท่านบอกว่า อเลนตายแล้ว ครูในวัย 15 ปี ใจหาย ทำไมคุณพ่อไม่บอกตอนมันตายใหม่ๆ ท่านพูดว่า บอกได้ยังไงล่ะ เดี๋ยวไม่มีกำลังใจเรียนหนังสือ

คุณพ่อมีเหตุผลเสมอและเหตุผลของคุณพ่อทุกครั้งได้ช่วยให้เด็กขี้เกียจ ชอบเล่น กลายมาเป็นเด็กขยันเรียนและเรียนสำเร็จมาโดยตลอด คุณพ่อเล่าว่าได้นำอเลนไปฝังที่ที่ดินหลังเขา ที่ๆ ซึ่งครอบครัวของเราได้ฝังหมาที่เราเลี้ยงอีกหลายตัวในช่วงที่อเลนมีชีวิตอยู่แต่พวกมันก็ถูกรถทับตายกันหมดเพราะบ้านเราติดถนนใหญ่

ในตอนนั้น ครูไม่รู้ความสำคัญของการฝังสัตว์หลังมันตายจากไป จนกระทั่งมาศึกษาเรื่องความตายแบบทิเบตจึงรู้ว่าความสำคัญอยู่ที่เราไม่เห็นการตายของสัตว์ที่เราเลี้ยงเป็นเหมือนกับการผุพังของวัตถุชิ้นหนึ่งแล้วเราโยนมันทิ้งไปเหมือนเราทิ้งขยะ แต่เราเห็นคุณค่าของมัน ให้การฝังศพเป็นพิธีกรรมเล็กๆ ที่เราได้แสดงออกว่าเราไม่เห็นมันเหมือนของเก่าที่ไร้ค่า และในฝ่ายทิเบต เราไม่เพียงแต่ฝัง แต่ยังสวดมนต์ให้ ภาวนาให้มันได้เดินทางต่อในชีวิตหลังตายอย่างเข้มแข็งจนกระทั่งได้เกิดใหม่ในภูมิที่ประเสริฐและได้ปฏิบัติธรรมจนถึงการหลุดพ้น แม้เป็นหมา เราก็ใช้คำอธิษฐานเช่นนี้ ทุกๆ ก้อนดินที่เราหยิบขึ้นมากลบร่างของสัตว์เลี้ยงของเราจะมีคำภาวนาอยู่ เป็นมนตราขอให้มันได้ไปเกิดดี

หลังจากอเลนตาย บ้านเราก็ไม่มีสัตว์เลี้ยงอีกเลย จนกระทั่งเวลาผ่านไปกว่า 20 ปี จนแมวเข้ามาในชีวิต

เรื่องของอเลนสอนครูให้ได้ฟูมฟักความรักแบบพิเศษที่เราจะมีได้ต่อสัตว์เลี้ยง ให้ได้รู้จักการเสียสละ ได้เห็นความงดงามอย่างที่สุดจากมิตรภาพระหว่างมนุษย์กับสัตว์เดรัจฉาน และได้เรียนรู้เรื่องความเที่ยงแท้ของความตายและการจากพราก

เมื่อเรียนจบ จนลาออกจากงาน จนมาใช้ชีวิตเป็นนักภาวนาและเป็นครูสอนธรรมะ ความรักที่ได้บ่มเพาะในวัยเด็กต่อสัตว์เลี้ยงของตนได้ขยายกว้างขึ้นให้รวมสัตว์เลี้ยงอื่นๆ และสัตว์ที่ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง ความรักนั้นกว้างขึ้น แผ่ขยายไปครอบคลุมชีวิตมากมายโดยไม่เลือกสายพันธุ์ เราไม่ต้องเรียกร้องผลประโยชน์กลับมา มีแต่ความรักที่เป็นดังสายใยถักทอจนหัวใจของเรากับสัตว์เหล่านั้นหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

กฤษดาวรรณ
28 พ.ย. 61

Photo credit : Man Meets Dog
https://en.wikipedia.org/w/index.php?curid=49131481

จาก https://m.facebook.com/graphsearch/str/มูลนิธิพันดารา+the+thousand+stars+foundation/keywords_search?tsid=0.4671316464160564&source=result

6


เล่มที่ 182:
“The Spontaneous Fulfillment of Desire”
“โชค ดวง ความบังเอิญ คุณกำหนดได้!”

.
วันที่อ่านจบ: 22 พ.ย. 61 (242 หน้า)
ผู้เขียน: ดีพัค โชปรา
ผู้แปล: คุณอัญชลี วิทยะ
สนพ: ต้นไม้
หมวด: จิตวิญญาณ

แท็กไลน์: “ความบังเอิญ คือ เรื่องธรรมดา”
 
=============
.
.
สิ่งที่ผมเองรู้มาสักพักแล้ว ก็คือ “ความบังเอิญ” ไม่มีอยู่จริง
 
โลกนี้เขาน่ารักครับ เขาไม่ตัดสินใดๆ เลยว่าสิ่งที่เราคิดนั้นดี หรือไม่ดี ดังนั้นเขาจะดึงดูดสิ่งที่เราคิดถึงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความมั่งคั่ง ขาดแคลน ความสัมพันธ์ที่ดี หรือไม่ดี
 
.
“ดีพัค โชปรา” เขียนหนังสือเล่มนี้ได้แบบละเอียดละออ ทั้งอธิบายทุกเรื่องได้แบบลึกซึ้ง เนื่องจากเขาเป็นทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางฟิสิกส์ควอนตัม และกูรูทางจิตวิญญาณที่ตั้งคำถามในทุกๆ ประสบการณ์ที่เขาพอเจอ
 
ขอแบ่งปันข้อคิดบางส่วน จากหนังสือเล่มนี้ ที่ว่าด้วยเรื่องของ “ความบังเอิญ” หรือ “การลิขิตชีวิตแบบประจวบเหมาะ” หรือ Synchrodestiny ตามนี้ครับ
.
.
======================
.
1.โลกเราแบ่งออกเป็น 3 ระดับ
.
.
ระดับที่ 1 โลกทางกายภาพ
 
ประกอบด้วยวัตถุ สิ่งต่างๆ ที่คุณเชื่อว่ามีรูปร่าง มีขอบเขตแน่ชัด สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ มองเห็น ได้ยิน รู้สึก ลิ้มรส และดมกลิ่น นั่นเองครับ
 
.
ระดับที่ 2 โลกแห่งควอนตัม
 
คือ จิตใจ ความคิด อัตตา เป็นกลุ่มของพลังงานที่สั่นสะเทือนในความถี่ที่แตกต่างกัน
 
พลังงานในสิ่งแวดล้อมเป็นกลุ่มก้อนของสนามพลังงาน (Collective Energy Filed) โดยตัวเราเองก็เป็นเพียง “พลังงานกลุ่มหนึ่ง” ที่อยู่ในสนามพลังงานนั้นๆ และ เราสามารถเชื่อมต่อกับพลังงานของบุคคลอื่นๆ และสิ่งต่างๆ รอบกายได้อีกด้วย
.
.
ระดับที่ 3 โลกแห่งความจริงสูงสุด
 
เหตุการณ์ในอดีตที่คุณคิดว่า เป็น “ต้นเหตุ” ของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ณ ตอนนี้ อันที่จริงแล้ว ไม่ใช่
 
หากแต่มันเป็นเหตุการณ์เดียวกันนี่แหละ ที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ผ่าน “การเชื่อมต่อ สร้างสรรค์ และเป็นหนึ่งเดียวกัน”
 
.
โลกแห่งความจริงสูงสุดจะไม่มีข้อจำกัดทางเวลา ระยะทาง หรือดำเนินไปแบบพร้อมกัน

นั่นคือ เมื่อไหร่ที่คุณคิด คุณเริ่ม “สร้าง” แล้ว “บางสิ่ง” หรือ “หลายสิ่ง” ที่อยู่รอบตัวคุณจะเปลี่ยนแปลงไปในทันที!
 
.
ดังนั้นจึงหมายถึงว่า คุณสามารถเปลี่ยน “อนาคตในโลกกายภาพ” ด้วยการเข้าถึง “โลกแห่งความจริงสูงสุด” ได้ตั้งแต่วินาทีนี้เลย
 
ผมนำการทดลองบางอย่าง เกี่ยวกับการเชื่อมต่อ ของมนุษย์กับต้นไม้ และ เซลล์เม็ดเลือดขาว ไว้ให้ชมในช่องคอมเม้นด้านล่างนะครับ ลองดูนะครับ น่าตื่นตะลึงสุดๆ
.
.
===============
.
 
2.ความประจวบเหมาะในธรรมชาติ
.
.
มีความประจวบเหมาะ หรือสอดประสานกันได้อย่างกลมกลืนทุกๆ แห่งในโลกใบนี้
 
คุณเคยสงสัยเวลาที่เห็นนกบินมาเป็นฝูง และพวกมันหลบหลีกกันได้อย่างคล่องแคล่ว หรือปลาฝูงใหญ่ในท้องทะเล ที่ไม่เคยว่ายชนกันบ้างรึเปล่าครับ?
.
.
สิ่งที่ใกล้ตัวและชัดเจนที่สุด ก็คือ การทำงานในร่างกายของเรา
 
หากคุณไม่ได้กินอะไรทั้งวัน จนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง อวัยวะทุกอย่างจะทำงานสอดประสานกันอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ร่างกายกลับมาทำงานได้แบบเดิม กระทั่งเหวี่ยงวีน ด้วยความก้าวร้าว โดยให้ความสำคัญกับอาหารเป็นอันดับแรก
 
ในร่างกายที่แข็งแรง ทุกๆ ระบบจะทำงานไปพร้อมกันได้อย่างยอดเยี่ยม ต่อเมื่อร่างกายเจ็บป่วย จึงจะแสดงสิ่งผิดปกติออกมาให้เห็น

.
ความเครียด ความโกรธ หรือเจตนาร้าย ล้วนส่งผลให้การสอดประสานถูกรบกวน และเพิ่มโอกาสของการเกิดโรคร้ายแรงแก่คุณด้วย
 
การทำงานไปพร้อมๆ กัน ล้วนมีอยู่ในธรรมชาติทั่วไป ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ต้นไม้ และทุกสิ่งรอบตัวเรา หากคุณลองสังเกต เงี่ยหูฟัง สัมผัสความรุ็สึก คุณจะเห็นสิ่งอัศจรรย์รอบกายได้อย่างไม่ยากเย็นเลยครับ
.
.
====================
 
.
3.เหตุบังเอิญคืออะไร
.
.
เหตุบังเอิญ ในภาษาอังกฤษคือ Coincidence (อ่านว่า โคอินซิเดนซ์) คือคำผสมของ Co (ร่วมกัน) และ incidence (เหตุการณ์) จึงแปลว่า “เหตุการณ์ที่มากกว่า 1 เกิดขึ้นร่วมกัน” ไม่ใช่อุบัติเหตุ หรือ ปาฏิหาริย์ที่นานๆ จะเกิดขึ้น เพราะคุณสามารถกำหนดเองได้
 
อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถทำได้ เพราะคุณต้องมีความมุ่งมั่น และสัมผัสตัวตนทางจิตวิญญาณของคุณเองก่อน แล้วจึงจะค้นพบวิธีในการนำเหตุบังเอิญมาใช้เพื่อบรรลุทุก “เจตนารมณ์” ของคุณเองนั่นแหละครับ
.
.
================
.
4.ความสนใจ และเจตนารมณ์
.
.
“จิตใต้สำนึก” สร้างกิจกรรมที่ตอบสนองต่อความสนใจ และเจตนารมณ์ของตนเอง
และมีพลังเหนือ “จิตสำนึก” ของคุณเสมอ
 
สิ่งใดที่คุณสนใจ ใส่ใจ และนึกถึงอยู่บ่อยๆ (ไม่ว่าคุณจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม) จึงจะมี “พลังมากที่สุด” ในชีวิตของคุณ

.
ทุกครั้งที่คุณรู้สึก พูด บ่น คิดถึง โพสต์สเตตัส อ่าน หรือ ดู ล้วนสร้างพลังงานที่เชื่อมโยงสู่จิตใต้สำนึกของคุณ จึงควรระมัดระวังในทุกสิ่งที่คุณรับเข้ามา และส่งออกไป เพราะจิตใต้สำนึกไม่สนใจหรอกว่า สิ่งนั้นจะดี หรือไม่ดีต่อคุณ เขาแค่ดึงดูดสิ่งที่คุณคิดถึงบ่อยๆ แค่นั้นเอง
 

อีกอย่างให้คุณหมั่นสังเกตเหตุบังเอิญรอบตัวคุณให้บ่อยๆ
 
ยิ่งคุณใส่ใจในเหตุบังเอิญ และตั้งคำถามว่า “สิ่งนี้หมายความว่าอะไร” มากเท่าไหร่ จะช่วยให้คุณดึงดูดพลังงาน ช่วยตอบคำถาม ทั้งบอกใบ้เพื่อชี้ช่องทางบางอย่าง แล้วคุณจะเห็น “ความสำเร็จ” (ตามนิยามของคุณ) ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างแน่นอน
.
.
====================
.
5.วิธีหล่อเลี้ยงเหตุบังเอิญ
.
.
อย่างแรก

ให้คุณเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็น “อุปกรณ์ที่ไวต่อการรับสาร”
 
โดยการหลับตาลงสักครู่ รับรู้สิ่งแวดล้อมที่คุณอยู่ขณะนี้
 
คุณกำลังเห็นอะไรในความมืด ได้ยินเสียงอะไร ได้กลิ่นอะไร รู้สึกอะไรบ้าง ร่างกายคุณกำลังสัมผัสสิ่งใด หรือลิ้มรสอะไรในปาก สภาวะรอบกายคุณเป็นอย่างไร มีสายลมอ่อนๆ หรือไม่ อุณหภูมิเป็นอย่างไร เป็นต้น ใช้เวลาสักชั่วขณะ และรับรู้ทุกอย่างให้ครบทุกส่วน
 
ยิ่งคุณไวต่อเหตุการณ์รอบตัวเท่าไหร่ คุณก็จะไว จนมองเห็นเหตุบังเอิญได้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น
.
.
อย่างที่สอง
 
เมื่อคุณรู้สึกว่ามีเหตุบังเอิญกำลังเกิดขึ้น อย่าเมินเฉย ให้คุณตั้งคำถามว่าสิ่งนี้คือ ข่าวสารอะไร แต่ไม่จำเป็นต้องใช้การขบคิดอย่างเคร่งเครียด แค่ปล่อยวาง แล้วคำตอบจะปรากฏขึ้นเหมือนการ “รู้แจ้ง” หรือ “ลางสังหรณ์” ขึ้นมาได้เอง
.
.
อย่างที่สาม
 
จดบันทึกเกี่ยวกับเหตุบังเอิญที่เกิดขึ้นในชีวิตของคุณ แล้วลองย้อนรำลึกไปในแต่ละเหตุการณ์เหมือนคุณกำลังดูภาพยนตร์ อาจเป็นก่อนนอนก็ได้ แล้วคุณจะยิ่งได้คำใบ้เพิ่มเติมจากในฝันอีก คุณจะเห็นโอกาสมากขึ้น และเห็น “โชคดี” ได้มากขึ้นเช่นเดียวกัน
.
.
====================
 
บทส่งท้าย...
 
ในหนังสือเล่มนี้มีกระบวนการที่ “ละเอียดยิบ” มากๆ ในแต่ละบทเลยครับ
 
และยังมี “มนตรา” ที่เป็นคล้ายๆ คำสวดมนต์ ของทางศาสนาพุทธ เพื่อแก้ไขปมต่างๆ ในตัวคุณ ทั้งดึงดูดสิ่งที่คุณปรารถนา โดยหลักๆ จะเป็นการที่คุณต้องระบุสิ่งที่ต้องการด้วยการจดบันทึก

.
หนังสือเล่มนี้เนื้อหาอาจเข้าใจไม่ง่ายนัก แต่หากคุณสามารถใช้เวลาอย่างเต็มที่ จะได้รับสารที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แน่นอนครับ
 
.
สิ่งที่อยากแบ่งปันอีกสักนิดก็คือ….
 
ทุกคน ทุกเหตุการณ์ ทุกเรื่องราว ที่เข้ามาในชีวิตของคุณ ล้วนมีข่าวสาร หรือมีบางสิ่งมามอบให้คุณเสมอ สิ่งที่คุณควรทำคือ “ให้” พวกเขาก่อน…
 
ที่ง่ายที่สุด คือ “ให้ความสนใจ” ทุกอย่างครับ

อย่าตัดสินสิ่งใดว่าถูก หรือผิด ดี หรือไม่ดี ไปก่อนที่จะลองกลับมาถามตนเองว่า…
 
“พวกเขามา เพื่อมอบอะไร (หรือสอนอะไร) ให้แก่คุณนะครับ”
.
.
แล้วพบกันใหม่เล่มต่อไปคร้าบ…
.
.
ซิม
7 ธ.ค. 61
.
.

จาก https://m.facebook.com/story/graphql_permalink/?graphql_id=UzpfSTM0NjAyNDgwODgxODE2NjoxOTExNzQ5ODQ1NTc4OTgw

7


#อะไรคือแผนการใหญ่?

จำเรื่องเล่า☀#วิญญาณน้อยกับดวงตะวัน ในเล่ม 1 ได้ไหม

เรื่องนั้นมีอีกครึ่งที่เหลือ ดังนี้

God :
เธออาจเลือกเป็นส่วนไหนของฉันก็ได้อย่างที่ใจอยาก

เธอคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดที่กำลังมีประสบการณ์ถึงตัวเอง

#ตอนนี้ความศักดิ์สิทธิ์ด้านไหนละ
#ที่เธออยากมีประสบการณ์ว่าเป็นตัวเธอ

soul :
หมายความว่าผมเลือกได้เหรอครับ

God :
ใช่สิ เธออาจเลือกมีประสบการณ์ถึงความศักดิ์สิทธิ์ด้านไหนก็ได้ในตัวเธอ ในฐานะที่เป็นเธอ และผ่านทางเธอ

soul :
โอเค ถ้าอย่างนั้นผมเลือกที่จะเป็น #การให้อภัย
ผมอยากมีประสบการณ์ถึงตัวเองว่าเป็นด้านนั้นของพระเจ้า ที่เรียกว่า "การให้อภัยแท้จริง" ครับ

God :
นี่ก่อให้เกิดความท้าทายขึ้นมานิดหน่อย
อย่างที่เธอพอจะจินตนาการได้
ไม่มีใครให้เธอให้อภัยหรอก
ทุกอย่างที่ฉันสร้างขึ้น
คือความสมบูรณ์แบบและความรัก

soul :
ไม่มีใครให้ผมให้อภัยเหรอครับ

God :
ไม่มีหรอก มองไปรอบๆ สิ
เธอเห็นวิญญาณดวงไหนที่หมดจดงดงามน้อยกว่าเธอมั๊ย

เวลานี้วิญญาณน้อยหันไปรอบๆ แล้วก็ต้องประหลาดใจที่เห็นวิญญาณทั้งหมดในสรวงสวรรค์ห้อมล้อมเขาอยู่ พวกเขามาจากทุกสารทิศใกล้ไกลทั่วทั้งอาณาจักร เพราะข่าวได้สะพัดไปว่า
วิญญาณน้อยดวงหนึ่งกำลังมีการพูดคุยที่ไม่ธรรมดากับพระเจ้า

soul :
ผมไม่เห็นใครจะหมดจดงดงามน้อยกว่าตัวผมเลย
แล้วอย่างนี้ผมจะให้อภัยใครได้

ห้วงนั้นเอง วิญญาณอีกดวงก็ก้าวเท้าออกมา

วิญญาณเปี่ยมรัก :
"เธอให้อภัยฉันได้นะ"

soul :
ทำไมล่ะ

วิญญาณเปี่ยมรัก :
#ฉันจะเข้าสู่ชีวิตในชาติต่อไปของเธอ
#และจะทำอะไรบางอย่างเพื่อให้เธอให้อภัย

soul :
แต่อะไรล่ะ เธอผู้เป็นองค์แสงเจิดจ้า
จะทำอะไรที่ทำให้ฉันอยากให้อภัยเธอ

วิญญาณเปี่ยมรัก :
โอ เดี๋ยวเรามาคิดกันอีกทีนะ ว่าจะเป็นอะไร

soul :
แต่ทำไมเธอถึงอยากทำแบบนั้นด้วยล่ะ
(ทำไมสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์หมดจดเช่นนั้น ถึงจะยอมลดระดับการสั่นสะเทือนของตัวเองลงมามากจนสามารถทำอะไรบางอย่างที่ "ไม่ดี" ได้)

วิญญาณเปี่ยมรัก :
????เหตุผลง่ายนิดเดียว
ฉันจะทำอย่างนั้น #เพราะฉันรักเธอไง!

เธออยากมีประสบการณ์ถึงตัวเองว่าเป็นการให้อภัยไม่ใช่เหรอ

แล้วอีกอย่างนะ เธอก็เคยทำให้ฉันเหมือนกัน

soul :
จริงเหรอ ฉันเคยเหรอ

วิญญาณเปี่ยมรัก :
แน่นอน เธอจำไม่ได้เหรอ
เราเป็นมาหมดแล้ว เธอกับฉันนะ
ทั้งสูงและต่ำ
ทั้งซ้ายและขวา
ทั้งที่นี่และที่อื่น
ทั้งเวลานี้และเวลาอื่น

#เราเป็นมาหมดแล้ว
ทั้งใหญ่และเล็ก
ทั้งชายและหญิง
ทั้งดีและเลว
เราต่างเป็นมาหมดแล้ว

????เราตกลงทำแบบนี้กัน
เพื่อให้เราแต่ละคนได้มีประสบการณ์ถึงตัวเอง
ว่าเป็นส่วนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้า
เพราะเราได้เข้าใจว่า...

หากไร้ซึ่งสิ่งที่ #ไม่ใช่ สิ่งที่ #ใช่ ย่อมไม่ปรากฎ
ถ้าไม่มี #เย็น เธอก็ไม่อาจเป็น #อุ่น
ถ้าไม่มี #เศร้า เธอก็ไม่อาจเป็น #สุข
ถ้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า #ชั่วร้าย
ประสบการณ์ที่เธอเรียกว่า #ดีงาม ก็จะไม่มี

ถ้าเธอเลือกจะเป็นสิ่งใด
บางสิ่งหรือบางคนที่ตรงข้ามกับสิ่งนั้นจะต้องปรากฏขึ้นที่ไหนสักแห่งในจักรวาลของเธอ
เพื่อให้การนั้นเป็นไปได้!!!

คนเหล่านั้นคือ #ทูตสวรรค์พิเศษของพระเจ้า
และสภาวะนี้คือ #ของขวัญจากพระเจ้า❗

มีเรื่องเดียวที่ฉันอยากจะขอเธอ

soul :
อะไรก็ได้ ว่ามาเลย อะไรก็ได้ทั้งนั้น

(เวลานี้เขาตื่นเต้นที่ได้รู้ว่าตนสามารถมีประสบการณ์ถึงทุกด้านอันศักดิ์สิทธิ์ของประเจ้า เวลานี้วิญญาณน้อยเข้าใจแผนการแล้ว)

วิญญาณเปี่ยมรัก :
????ในห้วงที่ฉันทำร้ายและทำลายเธอ
ในห้วงที่ฉันทำสิ่งเลวร้ายกับเธอ
เกินกว่าที่เธอจะจินตนาการถึง
ในห้วงนั้น..

????ขอเธออย่าลืมว่า
#ตัวตนที่แท้จริงของฉันคือใคร!!!

soul :
โอ ฉันจะไม่ลืมแน่นอน! วิญญาณน้อยให้สัญญา
ฉันจะเห็นความงดงามของเธอในแบบที่ฉันเห็นเธอตอนนี้ และจะจำตัวตนที่แท้จริงของเธอไว้ตลอดไป.

???? #สนทนากับพระเจ้าเล่ม3
???? สั่งซื้อได้ที่ Wake Up : สื่อปลุกใจ

มนุษย์ส่วนใหญ่ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด เพราะจำแผนการใหญ่นี้ไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤตชีวิต จึงไม่รู้ว่านั่นคือแผนการของตัวเอง ที่จะต้องเลือกเป็นตัวตนสูงสุด ผ่านบททดสอบไปให้ได้ด้วยความรัก อย่ามัวหลงสร้างภพชาติต่อไปอีกเลย

วิกฤตชีวิต = ของขวัญจากพระเจ้า
ศัตรู = ฑูตสวรรค์

จาก https://m.facebook.com/WakeUpBooks/photos/a.730669600353683/1914394398647858/?type=3&source=48

8


กาลครั้งหนึ่ง มีวิญญาณดวงหนึ่งรู้ว่า
#ตนคือแสงสว่าง

มันเป็นวิญญาณใหม่
จึงร้อนรนกระวนกระวายที่จะมีประสบการณ์
ฉันคือแสงสว่าง

วิญญาณดวงนั้นพูด #ฉันคือแสงสว่าง

แต่สิ่งที่มันรู้และพูดมาทั้งหมดก็ไม่อาจทดแทนประสบการณ์ได้

จากโลกที่วิญญาณผุดขึ้นนั้น
ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากแสงสว่าง
ทุกดวงวิญญาณล้วนงามสง่า
ทุกดวงวิญญาณล้วนมหัศจรรย์
ทุกดวงวิญญาณเรืองรองด้วยแสงอันน่าเกรงขามของฉัน

ดังนั้น วิญญาณน้อยดวงนี้จึงเปรียบเสมือนเทียนเล่มหนึ่งในดวงอาทิตย์
ณ ใจกลางของแสงสว่างอันโอฬาร
ในฐานะที่เป็นส่วนเสี้ยวเล็ก ๆ
มันไม่อาจแลเห็นตัวเอง
#ไม่อาจมีประสบการณ์ถึงตนเองได้
#ว่าแท้จริงตนคือใครและเป็นอะไร

วิญญาณดวงนี้ร่ำร้องจะรู้จักตนเอง
ความปรารถนานั้นแรงกล้าจนฉันพูดขึ้นในวันหนึ่งว่า

God
"เจ้าตัวเล็ก เจ้ารู้ไหมว่าอะไรที่จะตอบสนองเสียงร่ำร้องนี้ของเจ้าได้?"

soul
"โอ พระเจ้า! ข้าต้องทำอะไรบ้าง ข้าพร้อมจะทำทุกอย่าง"

God
"เจ้าต้องแยกตัวเองออกไปจากพวกเราที่เหลือ"
"แล้วเจ้าก็ต้องเรียกตัวเองว่า #ความมืด"

soul
"อะไรคือ ความมืด พระองค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์"

God
"คือสิ่งที่เจ้าไม่ได้เป็นนั่นล่ะ"

วิญญาณดวงน้อยจึงได้แยกตัวเองออกจากทั้งหมดเพื่อไปยังอีกโลกหนึ่ง

ในโลกนั้นวิญญาณ มีอำนาจที่จะมีประสบการณ์ทุกอย่างเกี่ยวกับความมืด และมันก็ทำอย่างนั้น

ท่ามกลางความมืดนั้นเอง มันได้ร้องออกมาว่า

"พระบิดา พระบิดาเจ้าข้า #เหตุใดจึงทอดทิ้งข้าพระองค์"

???? แม้จะอยู่ในช่วงเวลามืดมิดที่สุด
ฉันก็ไม่เคยทิ้งเธอเลย
แต่อยู่เคียงข้างเธอเสมอ
และพร้อมจะย้ำเตือนให้เธอระลึกว่า
#แท้จริงเธอคือใคร!

ฉันพร้อมและพร้อมอยู่ตลอดเวลา
ที่จะเรียกเธอ #กลับบ้าน!

???? ดังนั้น
#จงเป็นแสงสว่างท่ามกลางความมืด
#และอย่าสาปแช่งเลย

จงอย่าลืม! ว่าเธอคือใคร
ในโมงยามที่ถูกห้อมล้อมด้วยสิ่งที่ไม่ใช่เธอ

จงสรรเสริญการสร้างนั้น
แม้เธอจะพยายามหาทางเปลี่ยนแปลงก็ตาม

และขอให้รู้ว่าสิ่งที่เธอได้ทำในช่วงแห่งบททดสอบอันยิ่งใหญ่จะเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ได้ด้วยเช่นกัน

#เพราะทุกประสบการณ์ที่เธอสร้าง
#คือสิ่งบ่งบอกว่าเธอคือใคร❗
#และใครที่เธอปรารถนาจะเป็น

???? #สนทนากับพระเจ้า เล่ม 1
???? Wake Up : สื่อปลุกใจ

จาก https://m.facebook.com/WakeUpBooks/

9


.......... ~;~  ฝรั่งถาม ฉันตอบ  ~;~ ..........
ตอน พุทธ อิสลาม คริสต์ ศาสนาไหนดีที่สุด

-:- ฝรั่ง : ซ๋ามลิด พุทธศาสนา อิสลาม และคริสต์ ศาสนาไหนดีเยี่ยม ที่สุด

-:- พระอาจารย์ : ดีด้วยกันทั้งนั้น จิ๊บ แล้วแต่จิ๊บจะชอบศาสนาไหน

-:- ฝรั่ง : ฉันคิดว่า คริสต์ศาสนา เข้าใจง่ายที่สุด ส่วนพุทธเข้าใจ “ยากที่สุด”

-:- พระอาจารย์ : พุทธศาสนาที่เข้าใจยาก “เพราะไม่รู้จักจริง” และรู้จากผู้สอน “ที่ไม่รู้จริง” แล้วทําตัว
“อวดรู้” เขียนให้มันยากๆ เข้าไว้ ใช้คํา แปลกๆ เข้าไว้ ฉันเองเป็นสงฆ์แท้ๆ “ยังงงๆ อยู่ เหมือนกัน”

-:- ฝรั่ง : ซ๋ามลิด อธิบายย่อๆ ให้ฉันทราบ แนวทางได้มั้ย.! อย่างเช่นคําว่า “ศาสนา”

-:- พระอาจารย์ : คําว่า “ศาสนา” ในความเข้าใจของฉันนะจิ๊บ น่าจะแปลว่า “ที่พึ่ง” หรือความศรัทธาต่อสิ่งนั้นๆ คนเราจําเป็นต้องมีศาสนาไหม ในเมื่อฉันเองก็ไม่เคยสนใจ ที่จะมีหรือไม่มี และฉันรู้สึกว่าเป็นอิสระ

ไม่ต้องตกอยู่ในกรอบของ ประเพณี โดนชี้นําอย่างนั้นอย่างนี้ จากคนรุ่นเก่าๆ จําเป็นมากๆ จิ๊บ คนเราทุกคนต้องมี “ที่พึ่ง” ซึ่งก็คือ ที่ยึดเหนี่ยวใจ ไม่ให้โดดเดี่ยว เมื่อยามเกิด สภาวะความ “กลัว” อันเกิดจากสัญชาตญาณของ ทุกๆ เหล่าสัตว์

-:- ฝรั่ง : ไม่จริงซ๋ามลิด ฉันเองและเพื่อนๆ ฉัน เติบโตมาขนาดนี้แล้ว ไม่เห็นจําเป็นต้องกลัวอะไร ทุกอย่างมีเหตุมีผลในตัวมันเองทั้งสิ้น สังคม องค์กร ต่างก็ดูแลซึ่งกันและกันอยู่แล้ว หมดยุคความเชื่อแบบโบราณ มนุษย์เราสามารถต้านทานธรรมชาติต่างๆ ได้

ไม่จําเป็นต้องให้พระเจ้าช่วย หรือฝากความหวังไว้กับพระเจ้า อย่างเช่นพวกโง่ๆ ที่ยึดมั่นใน ศาสนาอย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น แม้แต่พุทธศาสนาก็เช่นกัน เชื่อแต่ในคัมภีร์ โดยไม่มองย้อนถึงความจริงในปัจจุบัน เอะอะอะไรก็พระเจ้า พระเจ้าเป็นผู้สร้าง เป็นผู้ชี้แนะชี้ทาง ทุกสิ่งทุก อย่างมันล้วนเกิดขึ้นเองและเป็นไปตามธรรมชาติ

-:- พระอาจารย์ : จิ๊บ ถ้าพูดไปมันจะยาว หากแกคิดว่าธรรมชาติมันเกิดขึ้นเอง และเป็นไปตามธรรมชาติ “แล้วธรรมชาติมันเกิดมาจากอะไรล่ะ”

-:- ฝรั่ง : ก็จากธรรมชาติของตัวมันเองไง

-:- พระอาจารย์ : อย่างนี้มันตอบแบบกวนตีน จิ๊บ แกจะตอบว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมชาติในตัวมันเอง และเกิดขึ้นเอง มันเป็นการพูดแบบพิสูจน์ถึงที่มาแห่งการกําเนิดใดๆ ไม่ได้เลย ในทางพุทธถือว่า ทุกอย่าง
“เกิดจากเหตุ”

ส่วนของแกคิด มันเป็น “ผลเกิดจากผล” มันขัดแย้งความจริงตามหลักธรรมชาติ เพราะหาเหตุไม่เจอ ไปตันอยู่ตรงผลที่มี คือ ธรรมชาติ “ทางพุทธศาสนา” ถือว่า “เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี” หรือเรียกว่า
“อิทัปปัจจยตา” อธิบายว่า เพราะ “เหตุมี ผลจึงมี”

โลกใบนี้ไม่มีอะไร จู่ๆ จะเกิดขึ้นมาเองโดยตัวของมัน ตามที่แกเข้าใจ แต่เพราะมนุษย์หาข้อสรุปไม่ได้ จึงไปฝากต้นกําเนิดไว้ที่ “พระเจ้า” ฉะนั้น ศาสนาต่างๆ จึงมี “พระเจ้า” เป็นเหตุ ความเชื่ออันเกิด จากพระเจ้าจึงเป็น “ผล” ว่าพระเจ้าสร้างอย่างนั้น พระเจ้าสร้างอย่างนี้ อันเป็นเหตุ

เกิดจากความไม่รู้ต้นตอ ต้นกําเนิด แห่งการเกิด นั่นเอง เพราะพอทุกคนเกิดมา “ทุกอย่างมันก็มี อยู่แล้ว” จึงพากันสรุปว่าต้นเหตุต้นตอทุกอย่าง บนโลกใบนี้ “เกิดจากพระเจ้า”

-:- ฝรั่ง : ซ๋ามลิด พูดได้น่าฟัง งั้นพระเจ้าของพุทธศาสนา คือใคร “พระพุทธรูปหรือ”

-:- พระอาจารย์ : ไม่ใช่

-:- ฝรั่ง : พระพุทธเจ้าหรือ ไม่ใช่ อ้าว.. เมื่อไม่มีพระเจ้า ทางพุทธศาสนา จะหาข้ออ้างอะไร ในการกําเนิดของโลกล่ะ

-:- พระอาจารย์ : พูดไปแกก็ไม่เข้าใจ แต่ฉันจะอธิบายอย่างย่อๆ ให้ฟัง พระเจ้าในความหมายของทุกศาสนา ทางพุทธศาสนาไม่ถือว่า เป็นพระเจ้าพระเจ้าในพุทธศาสนา “ไม่มี”

-:- ฝรั่ง : ถ้าไม่มี แล้วโลกเกิดขึ้นได้อย่างไร เช่น คน สัตว์ สิ่งของต่างๆ ในธรรมชาติ

-:- พระอาจารย์ : แกฟังเฉยๆ เพราะภาษาอังกฤษของฉันกับแกก็ยังมั่วๆ อยู่ อย่าเพิ่งแย้ง พระเจ้าตัวนี้ ทางพุทธถือว่าเป็น “สสาร” อย่างหนึ่ง ที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ามันกําเนิดมาจากไหน เมื่อไหร่ ว่ากันอีกอย่าง ภาษาทางพุทธ เรียกกันว่า “อวิชชา”

-:- ฝรั่ง : งั้น “อวิชชา” ก็เป็นชื่อของพระเจ้า

-:- พระอาจารย์ : ไอ้เปรต ฟังเฉยๆ

-:- ฝรั่ง : โอ.เคๆ

-:- พระอาจารย์ : เพราะอวิชชาตัวนี้ มันมีอยู่นี่แหละ จึงเกิดการวิวัฒนาการ มาไม่รู้จบ อันเกิดจากพลังงานที่รวมกันจากอะตอมต่างๆ มีการ เคลื่อนไหวด้วยโปรตอนและอิเลคตรอน ซึ่งก็เป็น “สสาร” อยู่แล้วเป็น ปฏิกิริยา เพราะสสารตัวนี้มี เป็นปัจจัยให้เกิดพลังงานอีกตัวเรียกว่า “วิญญาณ”

และเพราะเหตุวิญญาณมี  จึงเป็นปัจจัยให้เกิดรูปทรง ความรู้สึกนึกคิด อย่างเช่นสัตว์ บุคคล ต้นไม้ วัตถุต่างๆ ล้วนแต่อาศัย “สสาร” จากอะตอม เรียงตัวกันเป็นโมเลกุล

มีการขับเคลื่อนทางฟิสิกส์ ของโปรตรอนและอิเลคตรอน เคลื่อนไหวอยู่ ตลอดเวลา เกาะกลุ่มรวมกันเป็น “ธาตุ” และ เพราะมีธาตุต่างๆ นั่นแหละ มารวมตัวกันเป็นแก เป็นฉัน เป็นสัตว์ เป็นวัตถุสิ่งของต่างๆ ใน ธรรมชาติ แล้วก็สืบเนื่องติดต่อกันไปไม่รู้จบสิ้น

หากจะร่ายกันยาวๆ แกก็งง ภาษาทางพุทธเขาเรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท” เป็นห่วงโซ่แห่งการกําเนิด วนเวียนไม่มีเบื้องต้นและที่สุด แห่งปลาย เป็นวงกลมวนอยู่อย่างนั้น

อย่างเช่น ต้นไม้ต้นหนึ่ง กําเนิดจากเมล็ด เป็นลําต้น มีกิ่ง มีก้าน มีใบ แล้วกําเนิดดอกผลตกลงมา สลายและตายไป แต่ผลที่มีนั้นก็ สืบเนื่องเป็นต้นไม้ต้นใหม่ เป็นการอาศัยจุดใดจุดหนึ่งเริ่มต้น แล้ว สืบเนื่องต่อๆ กันไป ไม่มีที่สิ้นสุด

แล้วอยากถามว่า มันไปเอาดอกผล เอาใบมาจากไหน ในเมื่อมันเกิดตรงไหน ก็อยู่ตรงนั้น นั่นเพราะว่า มันอาศัยแร่ธาตุจากดิน จากน้ำ จากความร้อน และอากาศ ในการเจริญเติบโต ตรงนี้ที่เขาเรียกกันว่า ธาตุมันมารวมกัน มาประชุมกันด้วยเหตุและปัจจัย เป็นใบ เป็นดอก เป็นผล

ตามรหัสของ ยีนส์ในโมเลกุล และเป็นตัวแก มีผม ขน เล็บ ฟัน และหนังห่อหุ้ม ขี้ เหม็นๆ พร้อมเยี่ยว รวมๆ อยู่ในร่างแก จิ๊บ พุทธศาสนา อธิบายมาในแนวนี้ แต่ไม่ใช่อย่างที่ฉัน ยกตัวอย่างมาพูดให้แกฟังแบบนี้

-:- ฝรั่ง : ซ๋ามลิด เป็นนักวิทยาศาสตร์หรือเปล่า ถึงได้เข้าใจ ขบวนการพวกนี้

-:- พระอาจารย์ : ฉันมันเป็นหมอผี ผีมันมาสอน ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์มาสอน แต่พยายามอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อให้แกเข้าใจ จะเป็นอย่างที่ พูดรึเปล่าก็ไม่รู้

-:- ฝรั่ง : อ้าวแล้วกัน นี่ไม่ได้รู้จริงๆ รึ

-:- พระอาจารย์ : จริงไม่จริง ฉันไม่รู้ เพราะไม่ได้เป็นผู้ทดลอง เพียงแต่จํา แนวทางมาพูด ให้แกเข้าใจ และตัวแกเองก็เข้าใจดี ไม่ใช่รึ นี่มันแค่ แนวทาง ทางด้านความคิด

-:- ฝรั่ง : ฉันเข้าใจ..ใช่..ฉันเข้าใจ แล้วฉันจะรู้จริงๆ ได้ยังไง ว่ามัน จะเป็นจริงอย่างที่คิด

-:- พระอาจารย์ : มึงอย่าไปรู้เลย กูล่ะเบื่อ แม่งอยากไม่มีที่สิ้นสุด สงสัยอยู่ ร่ำไป ไอ้ฝรั่งไร้เม็ด.!

-:- ฝรั่ง : ซ๋ามลิด พูดภาษาอังกฤษสิ หยั่งงี้ฉันจะเข้าใจได้ไง

-:- พระอาจารย์ : ไปถามหาความจริง จากพ่อแกเหอะ

-:- ฝรั่ง : อ้าวซ๋ามลิด ล่อถึงพ่อซะแล้ว.!

-:- พระอาจารย์ : เออ.! เอาเป็นว่า “พระเจ้า” ในศาสนาของฉัน “ไม่มี” มีแต่ตัว “อวิชชา” ที่มันมีมาจากไหน หนใด เริ่มเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้ แม้แต่พระศาสดาของฉัน ท่านก็บอกว่า “ไม่รู้จุดเริ่ม” แต่ท่านสามารถอธิบายขบวนการของ การเกิดจนจบได้

-:- ฝรั่ง : อะไรกัน.! ฟังเข้าใจยาก “ไม่รู้จุดเริ่มต้น” แต่สามารถอธิบาย ขบวนการของการกําเนิดไปจนจบได้ ฟังยากๆ คําพูดมันแย้งกัน

-:- พระอาจารย์ : ถ้าฉันพูด แกก็ยิ่งไม่เข้าใจ และใช่ว่าชาวพุทธทุกคนจะ เข้าใจหลักการนี้

-:- ฝรั่ง : แต่สรุปง่ายๆ ให้แกฟังเข้าใจก็คือ “เพราะสิ่งหนึ่งมี จึงเป็น ปัจจัยให้เกิดมีอีกสิ่งหนึ่งได้” ต้นเหตุไม่มี ผลมันก็ไม่มี

-:- พระอาจารย์ : อย่างเช่น เพราะเมื่อวานมี วันนี้ถึงมี และเพราะวันนี้มี อนาคตจึงจะมี

-:- ฝรั่ง : ฉันยัง งง

-:- พระอาจารย์ : อย่างเช่น เพราะอดีตแกทํางานเก็บเงิน ปัจจุบันนี้ แกถึงมีเงินเที่ยว เข้าใจไหม

-:- ฝรั่ง : พอเข้าใจ แล้วไงต่อ

-:- พระอาจารย์ : ถ้าหากอดีตแกไม่ทํางาน วันนี้ คือ ปัจจุบันนี้ แกจะมีเงินมา เจอฉันไหม

-:- ฝรั่ง : คงไม่เจอ เพราะไม่มีเงินมา

-:- พระอาจารย์ : นั่นแหละ จิ๊บ เพราะในอดีตแกทํางาน จึงมีเงินมาวันนี้ หากแกไม่ทํางาน วันนี้ที่แกนั่งอยู่ตรงนี้ ก็คงไม่มี ทุกอย่างอาศัยเหตุและปัจจัย จึงจะมี ไม่ใช่ว่าจู่ๆ แกก็มีเงิน ขึ้นมาเฉยๆ

-:- ฝรั่ง : แล้วถ้าฉัน “ถูกล๊อตโต้” ล่ะ ฉันก็มีเงิน โดยไม่ต้องทํางาน จริงไม๊

-:- พระอาจารย์ : แต่แกก็อาศัยเงินจากการทํางาน ไปซื้อล๊อตโต้ ไม่ใช่หรือ

-:- ฝรั่ง : เออใช่ ซ๋ามลิดพูดถูก ขอโทษๆ ฉันเข้าใจแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ต้องอาศัย “เหตุ” มาก่อน “ผล” ทั้งนั้น จริงอย่างซ๋ามลิดว่า แล้วเหตุที่มันเริ่มต้น อย่างเช่น กําเนิดโลกนี้ มันอาศัยเหตุอะไร

-:- พระอาจารย์ : แกนี่ จริงๆ เลย อธิบายขนาดนี้แล้ว..ในศาสนาอื่นๆ เขา “ยัดเยียด” ให้มาจาก “พระเจ้า” ไง พระเจ้าเป็นผู้ให้กําเนิดโลก แต่ไม่มี ใครบอกว่า “#พระเจ้ากําเนิดมาจากช่องคลอดไหน” พระเจ้ามีได้ ก็ต้องมี แม่ของพระเจ้าด้วยเช่นกัน

-:- ฝรั่ง : เออจริง งั้นถามหน่อย ถ้างั้นใครมันเป็นแม่ของ “อวิชชา” ล่ะ ซ๋ามลิด

-:- พระอาจารย์ : แม่ของอวิชชา ก็คือ สสาร พลังงาน ที่มันปรุงแต่งมาแต่ก่อนเก่า

-:- ฝรั่ง : แล้วใครเป็นแม่ของ สสารพลังงาน ที่มันปรุงแต่งมาแต่ก่อนเก่าล่ะ.!

-:- พระอาจารย์ : เฮ้ยนี่แกจะไล่เบี้ยหรือลองภูมิฉันว่ะ ไอ้จิ๊บ

-:- ฝรั่ง : ก็ตอบมาสิ ไม่ใช่พูดอยู่ข้างเดียว พอฉันถามดันไม่รู้ จะได้ ไม่ต้องเชื่อและจะได้ทราบว่า ความรู้ที่ซ๋ามลิดพูดมามันงมงาย ไม่มีที่มา ที่ไป อย่างที่มานั่งโม้เหมือนๆ กับทุกศาสนา ที่ซ๋ามลิดบอกว่ายัดเยียดให้ ต้นกําเนิดอยู่ใน “พระเจ้า” พอฉันตอบว่าเกิดจาก “ธรรมชาติ” ซ๋ามลิดก็บอกว่า ธรรมชาติก็ต้องมี เหตุ มีแม่กําเนิดให้มัน อาศัยต่อเนื่องกัน ไม่ใช่ว่า “ธรรมชาติเกิดมาจากธรรมชาติ”

ฉันเองพอฟังซ๋ามลิดอธิบาย ก็พอจะเข้าใจ ว่ามวลมนุษย์ มีความคิดต่อต้นกําเนิดไปตันอยู่ตรง “ธรรมชาติ” ไม่มียิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว และกําลังจะเห็นด้วยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องมีเหตุ จึงจะมีผล และไอ้ตัว “เริ่มต้นแรกสุดตัวนี้นี่แหละ ซ๋ามลิดต้องตอบมา” ถ้าซ๋ามลิดตอบไม่ได้ ซ๋ามลิดเป็นมนุษย์ฉลาด อย่าไปนับถือเลย ศาสนาพุทธของซ๋ามลิด สู้ไม่มีศาสนาอย่างตัวฉันและครอบครัวฉัน ดีกว่า เพราะมันจะเป็นแค่  “#สักแต่ว่าผู้อื่นโง่”

-:- พระอาจารย์ : จิ๊บ ปากแกร้ายมากนะ วิญญาณครูเข้าสิงหรือไง ถ้าแกคิดว่าฉันฉลาด แล้วแกคิดว่า “ฉันโง่หรือไง ถึงได้มา นับถือเป็นพระหรือสงฆ์อยู่ในศาสนานี้” ตกลงฉันสับสนในคําพูดแก ว่าเป็นคนโง่หรือฉลาดกันแน่ มันแย้งกันจังเลย

-:- ฝรั่ง : ซ๋ามลิด ชี้แนะอะไรให้ฉันมากมาย ฉันเองก็ฟังและถามหาเหตุผล ซ๋ามลิดก็ตอบได้ ฉันเองก็เข้าใจ คราวนี้ ฉันชี้ให้ซ๋ามลิดฟังในเหตุในผลที่ฉันมี ซ๋ามลิดก็ต้อง ฟังและตอบมาสิ จะมาหาว่าฉันทดสอบลองภูมิได้ยังไง ในเมื่อเราต่างมี ความคิด “ไม่เหมือนกัน” เหตุที่มาของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน หรือฉัน ไม่มีสิทธิ์ที่จะถาม

-:- พระอาจารย์ : โอเค จิ๊บ แกพูดได้ดีมาก ฉันขอโทษ ฉันวู่วามไป เพราะ อธิบายให้แกมามาก เลยเข้าข้างตัวเองว่าเป็น “ผู้ใหญ่” กําลังอธิบายให้ “ลูก” ฟัง แต่ลูกคนนี้มันเป็นคน “แก่” ชนิดที่เรียกว่า “ปราชญ์” ไม่ใช่ชนิด “เปรต” จึงมีการ “เบรค” ชนิดหัวทิ่มหัวตํา ตอบไม่ได้จริงของแก ฉันไม่ควร “บวช” เป็นสงฆ์อยู่อย่างนี้ ไม่เช่นนั้น สงฆ์อย่างฉันจะเปลี่ยนเป็น เส็ง และเรียกได้เต็มๆ ว่า “เส็งเคร็ง” ในที่สุดอย่างที่แกรู้และเรียกอยู่

-:- ฝรั่ง : งั้นตอบมาหน่อยว่า ใครเป็นแม่ให้กําเนิดตัวปรุงแต่ง

-:- พระอาจารย์ : “วิญญาณ.!”

-:- ฝรั่ง : วิญญาณที่เรียกว่า “ผี” น่ะหรือ

-:- พระอาจารย์ : วิญญาณตัวนี้ เป็นพลังงานแห่ง ความรู้สึก แต่ยังอาจจะไม่มีเครื่องมือรับรู้ในความรู้สึกนั้น ที่จริงมันก็ อาศัยไอ้พลังงานตัวปรุงแต่งหรือวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ นั่นแหละเป็นแม่ เพียงแต่ว่า นี่เราพูดถึงกัน อีกสถานะหนึ่ง เพื่อทําความเข้าใจเหตุและปัจจัย

อย่างเช่น   ตอนนี้เรากําลังพูดถึงพ่อ จะมีพ่อได้ก็ต้องมีปู่  มีปู่ ได้ก็ต้องมี พ่อของปู่ มันเชื่อมโยงกันมา แต่เรื่องของปู่ เราจะไม่พูดถึง เราจะพูดถึงแต่เรื่องของพ่อ เพื่อทําความเข้าใจ เพราะอีกไม่นาน พ่อ ก็ต้องมีสภาพกลายเป็น ปู่ อยู่ดี แกเข้าใจไหม

-:- ฝรั่ง : โอเค พอเข้าใจ งั้นวิญญาณอาศัยอะไรเป็นตัวเกิด เป็นตัว ให้กําเนิด

-:- พระอาจารย์ : ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ นาๆ และรูปทรง ตัวแก ตัวฉัน สัตว์ สิ่งของ ที่มันเติบโตเกาะรวมกันเป็นรูปเป็นร่างนี่ไง หรือแกไม่มีวิญญาณ ความรู้สึก

-:- ฝรั่ง : ก็.. มีอยู่  แล้วความรู้สึกนึกคิดนี้กําเนิดมาจากอะไร

-:- พระอาจารย์ : “สัมผัส.!”

-:- ฝรั่ง : สัมผัส ไอ้การแตะๆ กันอย่างนี้น่ะหรือ

-:- พระอาจารย์ : เออ.. แต่มันมีหลายทาง คือ ถ้ามนุษย์เราก็มี สัมผัสทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางร่างกาย และความรู้สึกทางใจของแกไงจิ๊บ

-:- ฝรั่ง : แล้วไอ้ตัวสัมผัสนี้เกิดมาจากไหน ใครเป็นแม่มัน

-:- พระอาจารย์ : เกิดจากกายที่มีความคิด เช่นคนหรือสัตว์ทั่วไป

-:- ฝรั่ง : แล้ว กาย เกิดจากไหน

-:- พระอาจารย์ : จาก วิญญาณ

-:- ฝรั่ง : อ้าว.. ทําไมกลับมาเป็นวิญญาณอีกล่ะ

-:- พระอาจารย์ : ก็อธิบายแล้วไงว่าเราพูดกันอีกสถานะหนึ่ง จากตอนแรก เป็น พ่อ ตอนนี้ เริ่มเลื่อนฐานะมาเป็นปู่แล้วไง แม้จะเป็นปู่ แต่ก็เคยเป็นพ่อมาก่อนไม่ใช่หรือ

-:- ฝรั่ง : อ้อเข้าใจแล้วมันเป็นวิญญาณ อีกรอบหนึ่ง ที่ไม่ใช่รอบเดิม แล้วแม่ของวิญญาณตัวนี้ล่ะ

-:- พระอาจารย์ : ก็มาจากจิตปรุงแต่ง ที่มาจากความรู้สึกนึกคิดเดิมๆ นั่น แหละ แต่ตอนนี้มันไม่มีรูปทรงแล้ว

-:- ฝรั่ง : ยังไม่ค่อยเข้าใจ แล้วไอ้ตัวปรุงแต่งมันมาจากไหน

-:- พระอาจารย์ : กําเนิดมาจาก “อวิชชา”

-:- ฝรั่ง : แล้วตกลงว่า “อวิชชา” เกิดมาจากไหน

-:- พระอาจารย์ : ก็มาจาก จิตปรุงแต่ง

-:- ฝรั่ง : อ้าวชักงง นี่ทําไมจึงกลับมาที่เดิมอีกล่ะ อย่างนี้ซ๋ามลิดก็ ตอบวนเวียนไปมาอยู่อย่างนี้อีกน่ะสิ

-:- พระอาจารย์ : ใช่แล้ว เพราะมันเป็นเช่นนั้น

-:- ฝรั่ง : แล้วฉันจะถามไปทําไม ในเมื่อมันก็วนเวียนไม่มีจุดจบ ไม่มี ที่สิ้นสุด

-:- พระอาจารย์ : นั่นแหละจิ๊บ แกตอบของแกด้วยปัญญาของตัวเองแล้วว่า “มันไม่มีจุดจบ ไม่มีที่สิ้นสุด”

-:- ฝรั่ง : แต่ฉันต้องการทราบ “ต้นกําเนิด”

-:- พระอาจารย์ : ก็  “อวิชชา” ไง

-:- ฝรั่ง : งั้น อวิชชา ก็เป็นตัวแรกเริ่มต้นกําเนิด

-:- พระอาจารย์ : ไม่ใช่ จิ๊บ

-:- ฝรั่ง : (ชักเกาหัว) ก็ถ้าไม่ใช่เริ่มต้น เราจะไปพูดถึง อวิชชา ก่อนใครอื่นได้ยังไง

-:- พระอาจารย์ : ก็แกอยากรู้ขบวนการแห่งการกําเนิด และแกก็ตอบเองว่า มันวนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด   อวิชชามันก็อาศัยขบวนการเหล่านี้ นี่แหละ เป็นตัวเกิด เป็นตัวกําเนิด เป็นแม่ของมัน ในทางพุทธเขาเรียกว่า “ตัวรู้ ไม่จริง”

-:- ฝรั่ง : อ้อชัดแล้วๆ พระเจ้าในพุทธศาสนานี้ก็คือ “ไอ้ตัวรู้ไม่จริง” แม่ของไอ้ตัวรู้ไม่จริงก็คือ ตัวปรุงแต่งความนึกคิดที่วิวัฒนาการ ต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ซ๋ามลิดจะบอกฉันว่า “พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า”

เพราะพระเจ้าในความหมายของศาสนาอื่นๆ ก็คือ “ไอ้ตัวรู้ไม่จริง” หรือไอ้ตัว “อวิชชา” ตัวนี้นี่เองยอดเยี่ยมมากๆ ถ้าไอ้ตัว “รู้ไม่จริง” มันมีอยู่ แล้วเราจะทํา ยังไง จึงจะ “รู้จริง”

-:- พระอาจารย์ : ฉันก็ต้องใช้ปัญญาหาทางให้รู้จริงสิ จิ๊บ

-:- ฝรั่ง : ฉันเองก็มีปัญญา และพระเจ้าฉันก็ไม่มี นี่ฉันรู้จริงรึยัง

-:- พระอาจารย์ : นั่นมันรู้จริงอย่าง “โง่ๆ” ถ้าแกรู้จริง แกจะร้องไห้เสียใจคิดถึงลูกแกทําไม

-:- ฝรั่ง : ก็ฉันเป็น พ่อ นี่  ใครเป็นพ่อเป็นแม่ ต่างก็คิดถึงและรักลูก ด้วยกันทั้งนั้น

-:- พระอาจารย์ : นั่นแหละ คือรู้จริงอย่างโง่ๆ ทางพุทธฉันเรียกว่า “รู้ไม่จริง” ถ้ารู้จริงแกจะไม่เศร้าอย่างที่แกคิดถึงลูกๆ อย่างนั้น ฉันเองก็มีลูกๆ อย่างแกเช่นกัน เดี๋ยวนี้ฉันไม่มีอาการร้องไห้ หรือคิดถึงลูกๆ หรือใครๆ เพราะฉันพอจะเข้าใจในความรู้จริงของ สรรพสิ่งบนโลกนี้ ว่ามันเป็นเรื่อง “ธรรมดา”

-:- ฝรั่ง : งั้น แล้วเราจะทํายังไงถึงจะรู้จริง หรือว่าซ๋ามลิดรู้จริงแล้ว

-:- พระอาจารย์ : ฉันเองก็ยังรู้ไม่จริง แต่ฉันมีพระพุทธเจ้าของฉันเป็นที่พึ่ง ท่านได้ประทานคําสั่งสอนชี้แนะธรรมชาติต่างๆ ให้เราได้รับรู้ ว่าอะไรจริง อะไรสมมุติ ด้วยปัญญาของเราเอง เห็นด้วยตัวเราเอง อาศัยพระพุทธองค์เป็นผู้ชี้ทางให้เดิน

พระพุทธองค์ ชี้ให้เห็นเหตุและปัจจัย ของชีวิต ที่เรามีความ “ทุกข์สุข” มันไม่ได้มาจาก พระเจ้าหรืออะไรทั้งสิ้น มันเป็นธรรมชาติของเหตุ สิ่งหนึ่งมาอีกสิ่งหนึ่ง ทั้งหลายทั้งปวงเป็นเช่นนี้เสมอ เรา "สุข" ก็เพราะเรานั่นแหละเป็นผู้ทํา

เรา "ทุกข์" ก็เพราะเราอีกนั่นแหละเป็นผู้ก่อ ไม่มีผี เทวดา พระเจ้าองค์ไหนบันดาลให้เป็นไป อย่างที่เรา นึกคิดกัน อย่างที่จําๆ กันมา แบบแต่ก่อนเก่า ฉันเองบวชอยู่อย่างนี้ ก็เพราะต้องการหนีออกจากความ หลง เหตุเพราะมีสตินึกคิดและรู้สึกแล้วว่า “ฉันมันหลง”

เมื่อความรู้สึกว่า “กําลังหลง” มันเกิด ก็เลยมาบวชเพื่อศึกษาหาทางออกมาจาก “ความหลง” นั้นอยู่ขณะที่ฉันหาทางออกจากการวนเวียนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  อย่างที่แกพูดเมื่อกี้ ตัวแกเอง “ยังไม่รู้ตัวเลย ว่ากําลังหลงอยู่” แกยังเพลินอยู่กับวังวนไม่รู้จบอย่างที่แกพูด แกออกจากวังวน

วงกลมตรงนั้นไม่ได้ แล้วแกก็เศร้า และแกก็ทุกข์ จากความพลัดพราก ความเจ็บ ความป่วย ความแก่ และความตาย เพราะแกไม่มีที่พึ่ง ไม่มีศาสนา แกคงลืมไปว่า ตอนเด็กๆ แกมีใครเป็นที่พึ่ง

-:- ฝรั่ง : ฉันไม่ลืมหรอก พ่อแม่ฉันไง

-:- พระอาจารย์ : แล้วตอนนี้ ทําไมแกจึงไม่เอาพ่อแม่เป็นที่พึ่งอีกล่ะ

-:- ฝรั่ง : ฉันโตแล้ว พึ่งตัวเองได้

-:- พระอาจารย์ : โตแล้วพึ่งตัวเองได้ แล้วแกร้องไห้ เศร้าใจอีกทําไม

-:- ฝรั่ง : เพราะคิดถึงลูก

-:- พระอาจารย์ : แล้วลูกๆ แก เป็นที่พึ่งของแกหรือ

-:- ฝรั่ง : เป็นที่พึ่งทางใจเมื่อยามคิดถึง

-:- พระอาจารย์ : นั่นแหละ จิ๊บ  แกกลัว กลัวอยู่คนเดียว กลัวการจาก พลัดพราก แกจึงโหยหาสิ่งที่ยึดเกาะของจิตใจ เนื่องด้วยความกลัวไม่มีใคร แกลืมไปว่า แกต้องตายหรือจากโลกนี้ไป หรือไม่ลูกแกก็อาจต้องตาย จากโลกนี้ไปก่อนแกได้เช่นกัน

มันไม่แน่นอน นี่คือความ “ธรรมดา” ที่แกไม่รู้ แกจึงร้องไห้เสียใจเมื่อต้องพลัดพราก มันยังมีความเศร้าโศก เสียใจในเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย รวมๆ แล้วทางศาสนาพุทธ ถือว่า “ทุกข์” ทั้งสิ้น

แต่นี่เป็นทุกข์ภายนอก มันยังมีทุกข์ภายใน ที่แกยังนึกไม่ถึง อีกเยอะ สภาวะอย่างนี้นี่แหละ เขาเรียกว่า “หลง” หลงเพราะไม่รู้จริง จึงต้องวนเวียนวกวนอยู่กับความทุกข์และเศร้าโศกเสียใจ พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นและแนะนําการสร้าง จิตใจให้ออกไปเสียจากวังวนความ “ทุกข์” ที่ไม่มี ที่สิ้นสุดอย่างนี้

ด้วยหนทางแห่งความพ้นทุกข์ และการปฏิบัติได้ก็มีเฉพาะแต่ในศานาพุทธนี้ เท่านั้น พ้นทุกข์ตัวนี้ มันคนละพ้นทุกข์ กับ ศาสนาอื่นที่เขาเข้าใจกัน แกยังไม่เข้าใจหรอก มันละเอียดลึกซึ้งเข้าใจยาก สําหรับคนฉลาดอย่างโง่ๆ แต่มันจะไม่ยากเย็นอะไรเลยในการ เข้าใจของคนที่ยอมโง่ เพื่อหาความฉลาดใส่ตามคําชี้แนะจากพระพุทธองค์ ฉันเองยังเรียนไม่จบ จิ๊บ แต่ไตร่ตรองและใคร่ครวญแล้ว ด้วยปัญญาว่า

ฉันจะเรียนรู้ไปจน “ตาย” นี่แหละคือตัวโง่ที่ฉันมี ตัวแกเอง ความหมายแห่งการไม่มีทุกข์ ก็คือ การมีเงิน มี อาชีพดี ครอบครัว ทรัพย์สิน อุปกรณ์เครื่องใช้สมบูรณ์ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มนุษย์อย่างเราๆ คิดเช่นนี้ แต่ในทางพุทธศานาถือว่า มันไม่สุขจริง ถ้ามันสุขจริง มันก็คงไม่มีการร้องไห้เสียใจ

ทะเลาะตบตีระหว่างคนรวยๆ หรือผู้มั่งมี ความโกรธ ความแค้น อาฆาตพยาบาท ย่อมไม่มี แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่ หรือจิ๊บ พุทธศาสนาถือว่า นี่เป็นต้นเหตุแห่งความอยาก ที่เกิดขึ้นใน ใจไม่มีที่สิ้นสุด มนุษย์เราพอเพียงกับมันไม่เป็น แสวงหาไปเรื่อยๆ ไม่มีที่ สิ้นสุด พ้นจากความทุกข์ไม่ได้ ทั้งๆ ที่บอกว่าสิ่งเหล่านั้น

ที่มี ที่เป็น นั่นแหละ ความสุข  ซึ่งเป็นทุกข์ชัดๆ ฉันเห็นจริงตรงนี้ จึงได้มา ประพฤติปฏิบัติอย่างที่แกเห็น โดยไม่อยาก เกี่ยวข้องทางโลก ทั้งวัตถุและบุคคล ไม่ต้องการสะสมและโหยหา  ใช้ชีวิตอย่างง่ายๆ และเป็นธรรมดาจนกว่า จะตาย โดยไม่ยอมทุกข์ใจ

-:- ฝรั่ง : จริงอย่างที่ซ๋ามลิดพูด การอยู่คนเดียวผู้เดียวในสถานที่ แบบนี้ มันช่างมีความสุขอย่างที่สุด มันห่างไกลผู้คน เสียงรบกวน เพลิน อยู่กับธรรมชาติที่มีที่เป็น ยากที่จะหาสถานที่ใดเปรียบได้

-:- พระอาจารย์ : มันไม่ใช่อย่างนั้น จิ๊บ นั่น สุข อย่างโลกๆ ตามที่จิ๊บคิด เรียกว่า หลง แต่ฉันอยู่ตรงนี้ มันเป็นสถานที่ฝึกจิตใจให้ออกจากความหลง ฉันมีลายแทงในการเดินทางออก แต่แกยังไม่มี จิ๊บ ต่อให้แกอยู่ที่นี่ อีกกี่ล้านปี

แกก็ยังหลง เพราะมันเป็นความรู้สึก กันคนละตัว ฉันดําเนินเรียนรู้ตามรอยตามทาง พระพุทธศาสนา ฉันมีที่พึ่งแน่นอน แต่แกไม่มี และไม่มีวันเข้าใจในสิ่งที่ฉันเป็น

แกแค่นึกคิดตรึกตรองไปตามอาการที่แกเห็นฉันเท่านั้น ว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น น่าจะเป็นอย่างนี้ ไม่เกิดประโยชน์ ให้เกิดความรู้จริง แกยังหลงวนเวียนอยู่กับอาการทางความคิดที่เรียกกันว่า “สมมุติ” มันยัง เป็นของปลอม รู้ไม่จริง เป็นตัว “อวิชชา”

ตามที่แกเข้าใจ หลุดพ้นไม่ได้ และมันก็วนเวียนอยู่เช่นนั้นอย่างไม่รู้จบ จิ๊บ คนเราทุกๆ คนในโลกนี้ เมื่อเกิดมา ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก มันก็มีอยู่แต่ก่อนเก่าแล้ว ฉะนั้น ความรู้ที่มีก็เป็นการเรียนรู้จาก ตํารับตํารา สืบๆ กัน ต่อๆ กันมา แล้วเราจะไปทึกทักว่าต้องเป็นจริงอย่างนั้น ต้องเป็นจริงอย่างนี้ ตามตํารามันบอก ได้ยังไง

ในเมื่อมนุษย์เองเป็นผู้เขียนตําราขึ้นมา และมนุษย์ผู้เขียน ตําราเอง ย้อนไปเล่มแรกๆ ก่อนที่จะมีตํารา โลกเราก็มีมาแต่ก่อนพวก เขียนตํารารุ่นแรกๆ จะเกิดเสียอีก

และพวกเราเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่า คนที่ เขียนมัน “โง่” หรือ “ฉลาด” แต่เราก็ ยอมรับและยึดถือสืบๆ ต่อๆ กันมา หากเกิดตํารานั้น เขียนจากคนที่ไม่รู้จริง พวกคนหลังๆ ที่ไปศึกษาเรียนรู้ ต่างไม่ โง่กันเป็นแถบๆ เลยหรือ มันอาจจะโง่ กันมารุ่นต่อรุ่น เนื่องจากยึดมั่นจากตําราเป็นเหตุ โดยไม่รู้ตัวเลยก็ได้ เพราะฉลาดยึดมั่นในมันสมองอย่างควายๆ

จิ๊บ ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางคร่าวๆ ในทางพุทธศาสนาที่ฉัน ยืนอยู่ ไม่ใช่ว่าพุทธที่ฉันศึกษาจะดีกว่าหรือด้อยกว่า #จะเป็นศาสนาไหนมันก็ดีด้วยกันทั้งนั้นตามกําลังของปัญญา

แม้แต่แกเอง ผู้ไม่มีศาสนา ฉันก็เห็นว่าดี และมันก็ดีพอๆ กับ ผู้ที่มีศาสนานั่นแหละ ฉันมีศาสนาเป็นที่พึ่ง คือ อาศัยหลักการของ ศาสนา ไม่ใช่อาศัย “หลักคนที่อยู่ในศาสนา” แกอาศัยหลักการและไม่มี ศาสนา ย่อมเป็นที่พึ่งตนเองที่เยี่ยมยอด

จิตใจของแกย่อมแข็งแกร่งกว่าฉัน เพราะฉันต้องมีที่พึ่งอยู่ ส่วนแก ที่พึ่งหรือศาสนาไม่จําเป็น อย่างงี้ต้อง ยกนิ้วให้ เพียงแต่รักษาใจอย่าไป “ทําระยํา” ก็แล้วกัน หากแกทําระยําขึ้นมาเมื่อไหร่ แกก็  “เลวยิ่งกว่าสัตว์” ที่มันไม่มีศาสนา

แกอย่าไปสนใจการกําเนิดธรรมชาติ เพราะธรรมชาติ กําเนิดมาก่อนแก เรียนไปเท่าไหร่ย่อมไม่อาจรู้ตามความเป็นจริงเท่านั้น  หากไม่มีผู้รู้จริงคอยชี้แนะ มนุษย์เราจะไม่มีวันรู้ พวกมีศาสนาก็จะไปยัด เยียดให้ “พระเจ้า” เป็นผู้รู้ เราเป็นผู้ตามรู้ ฉะนั้น ความรู้ในแต่ละศาสนา จึงไม่เท่ากัน

ตามแต่ตําราที่อ้างกันว่า พระเจ้าเป็นผู้รู้ผู้บอก พุทธศาสนา ไม่มีพระเจ้าเป็นผู้บอก เพราะไม่มีพระเจ้า มัน เป็นเรื่องของมวลมนุษยชาติ ของบุคคลๆ หนึ่งที่มีปัญญารู้ยิ่ง แต่ไม่ใช่ เป็นเพียงแค่รู้อย่าง “รูปธรรม” อย่างนักวิทยาศาสตร์ เป็นการรู้ยิ่งถึง  “นามธรรม” ที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ด้วยความหมายแห่งวัตถุ

เป็นเรื่องของ “จิต” ปฏิบัติจนเกิดการรู้เห็นตรงตามความเป็นจริง จึงได้มาประกาศบอกกล่าว และไม่ใช่เป็นความรู้ยิ่งที่เกิดมาจาก ปัญญาหรือว่ามันสมอง แต่เป็นความรู้ยิ่งที่เกิดมาจากการศึกษาพิจารณา จนเกิดความเข้าใจในสิ่งที่มีที่เป็นในธรรมชาติของโลกใบนี้ แม้พุทธศาสนาจะมีหรือไม่มีในโลกใบนี้

ความเป็นจริง ที่ได้เข้าไปรู้ยิ่ง มันก็มีอยู่แล้วเพียงแต่ไม่เคยมีมนุษย์คนไหนเข้าไปสู่ความ “รู้ยิ่ง” ในธรรมชาตินั้นๆ เท่านั้นเอง ความรู้ยิ่ง และรู้ตรงตามความเป็นจริงใน สรรพสิ่งทุกๆ อย่างในโลกเรานี้ ศาสดาของฉัน ได้แนะนํา ชี้แนะ ให้เราทําตามด้วยการคิดเองทําเอง แล้วจะรู้เอง เพียงแต่อาศัยลายแทงเข้าไป

ตามที่พระพุทธองค์ ชี้แนะเท่านั้น จึงนับว่าไม่ต่างจากแกเท่าไหร่ เพราะต้องทําด้วยตัวเอง มันแตกต่างกันตรงที่ฉันมีลายแทงไปหาความรู้ยิ่ง แต่แกไม่ มีลายแทงในการเดินเข้าไปหา มิหนําซ้ำ แกยังหลงทางหลงป่า โดยไม่รู้ตัวอีกว่า “กําลังหลง” ศาสนาไหนดี ไม่ดี อยู่ที่แกตัดสินใจ ไม่ได้ขึ้นอยู่ กับใครชี้นําให้ตัดสิน แกคิดดูเอาเองก็แล้วกัน นี่แกฟังฉันตั้งนาน แกซึ้งถึงกับร้องไห้ ไปเลยหรือนี่

-:- ฝรั่ง : เปล่า

-:- พระอาจารย์ : อ้าวแล้วแกร้องไห้น้ำตาไหลทําไมขณะที่ฉันพูด

-:- ฝรั่ง : ไม่นึกว่าแกงถ้วยนี้มันจะเผ็ด .!!

พระธรรมเทศนา โดย พระอาจารย์ ธรรมกะ บุญญพลัง  ณ วัดป่าบุญญพลัง  จ.กาญจนบุรี

จาก https://m.facebook.com/photo.php?fbid=2704579752889403&id=100000122153986&set=a.1880040248676695&source=48

10


#คนดีกับความรัก

เธอที่รัก การเป็นคนดี เป็นเรื่องของความสามารถที่จะทำความดีให้แก่ตนเอง และประจักษ์แก่ผู้อื่น เพราะฉะนั้นการเป็น”คนดี”จึงเป็น”งาน”ที่จะท้อแท้ไม่ได้ ความท้อแท้มักจะเกิดขึ้นมาจากความอ่อนแอ มาจากการถูกบั่นทอนพลังทางจิตใจ ที่จะมุมานะพยายาม เพื่อปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม

การเป็นคนดีนั้น จึงมีสองด้าน ด้านหนึ่งเป็นคนดีเพื่อตนเองและได้กับตนเอง อีกด้านหนึ่ง เป็นคนดีเพื่อคนอื่น ในคติของชาวตะวันออกนั้น การเป็นคนดีหรือการทำความดีให้กับตนเองเพื่อตนเองนั้น มีความสำคัญมากเป็นอันดับแรกสุด

เพราะมีแต่บุคคลที่ถึงพร้อมซึ่งการทำความดี หรือได้มาซึ่งความสามารถที่จะทำความดีให้มีขึ้นกับตัวเองแล้วในระดับหนึ่งเท่านั้น ถึงจะสามารถส่งผลสะเทือนในว้างต่อผู้อื่น ต่อสังคมภายนอก และต่อมนุษยชาติ ไม่เฉพาะแต่ในยุคปัจจุบันเท่านั้น ยังรวมไปถึงอนาคตสมัยอีกด้วย

ถ้ามองในอีกแง่มุมหนึ่ง การทำความดีหรือการเป็นคนดี จึงไม่อาจขาดได้ซึ่งคุณธรรมประจำตนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความถ่อมตน ความกล้าหาญ ความเป็นผู้มีศรัทธา ความเป็นผู้มีวินัยในตนเอง ความมีขันติ ความมีศักดิ์ศรี ความองอาจ ความเป็นผู้มีใจเมตตา ความเป็นผู้มีจิตใจเข้มแข็ง ความเป็นผู้ทระนงเชื่อมั่นในตัวเอง ความเยือกเย็น ความตรงไปตรงมา ความซื่อสัตย์ ความจริงใจ ความเอาใจใส่ต่อผู้อื่น เหล่านี้เป็นต้น

การทำความดี หรือการเป็นคนดี ด้วยการสร้างคุณธรรมประจำตนหลายประการดังที่ยกมาข้างต้นนี้ ตามคติของชาวตะวันออกนั้น เรียกว่า เป็นการปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการสร้าง”บารมี”ซึ่งถ้าหากสะสมไว้มากจนถึงระดับหนึ่งแล้วจะทำให้ผู้นั้นสามารถประสบความสำเร็จทางบุคลิกภาพในระดับที่สูงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ต่อเนื่องกันไปจนกว่าจะสามารถหลุดพ้นได้ในที่สุด

ถ้าพิจารณาจาก จุดยืนอย่างตะวันออกเช่นนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า คนเราจะเลิกทำความดีไม่ได้เลย คนเราจะท้อแท้ในการทำความดีไม่ได้ และคนเราจะนิ่งดูดายปล่อยให้ความดีถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้ เพราะถ้าทำเช่นนั้นแล้ว ผลแห่งอกุศลกรรมจากการทอดทิ้งความดีเช่นนั้น ในที่สุดก็จะย้อนกลับมาสู่ตนเอง ในรูปกรรมแบบใดแบบหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว ไม่ในภพนี้ก็ภพหน้า

แต่เหตุไฉน”คนดี”จึงมักถูกรังแก ทำให้เกิดความท้อแท้ขึ้นภายในจิตใจของผู้คนเล่า?
ใช่ เป็นเพราะว่า สังคมนี้ขาดแคลน”ความรัก”กันหรือไม่?
ใช่ เป็นเพราะว่า สังคมสมัยนี้ขาดความเชื่อมั่น ขาดความศรัทธาใน”พลังแห่งความรัก”กันหรือไม่?
ในวิถีชีวิตที่มนุษย์ทุกคนจะต้องเดินกันไปนั้น เรายังไม่เห็นเลยว่า จะมีสิ่งใดที่สำคัญไปกว่า ที่สุขสว่างไปกว่า”ความรัก”

ความรักเป็นสายใยที่เชื่อมร้อยคุณธรรมต่างๆในตัวมนุษย์ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้”คน”กับ”ฟ้า”สามารถผนึกหลอมรวมตัวเป็นสิ่งเดียวกันได้

จาก ฟ้า ไปสู่ ความรัก ไปสู่ ความกล้าหาญ ไปสู่ ปัญญาญาณ ไปสู่ ความดี ไปสู่ ความอ่อนโยน ไปสู่ ความงาม ไปสู่ ความปรองดอง ไปสู่ ความเมตตากรุณา ไปสู่ สัจจธรรมความจริงใจ ไปสู่ ความไร้อัตตา ไปสู่ สุญตา หรือ ความว่าง

ตะวันออกกับตะวันตก  มาเชื่อมกันได้ด้วย “ความรัก”
ความไม่มีอะไรกับความมีอะไร มาเชื่อมกันได้ด้วย “ความรัก”

ผู้ลดแสงกับผู้เพิ่มแสง มาเชื่อมกันได้ด้วย “ความรัก”
สิ่งใหม่กับสิ่งเก่า ก็มาเชื่อมกันได้ด้วย “ความรัก”
ความรัก เป็นสิ่งที่มีพลัง ก็เพราะความรักเป็นสิ่งที่สามารถเชื่อมหลอมรวมสิ่งที่เป็นคู่ตรงข้ามของความขัดแย้งได้ ด้วยเหตุนี้ ความรักที่แท้จริงจึงไม่มีการแย่งชิง ความรักที่แท้จริง ย่อมไม่มีศัตรู

ความรัก คือ รถศึกที่เป็นพาหนะพาเราฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆในชีวิตทั้งปวง

ความรัก คือ แสงสว่างที่ส่องทางหัวใจของผู้คน ขับไล่ความมืดมิดให้ออกไปจากจิตใจ นำพาเราไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ความรัก คือ ชีวิต เป็นอาหารสำหรับหล่อเลี้ยงชีวิตให้สมบรูณ์

ความรัก คือ ความกล้าหาญที่จะยืนหยัดต่อสู้กับความยากลำบากต่างๆทั้งปวง

ความรัก คือ การตั้งปณิธานว่าจะใช้ชีวิตร่วมกัน ก้าวไปพร้อมๆกันในสังคมเดียวกันอย่างสันติ

ความรัก คือ วาจา คำพูด ภาษาที่ส่อให้เห็นถึงความงดงามภายในจิตใจของพวกเรา

ความรัก คือความปรองดอง การให้อภัยแก่และกัน เพื่อร่วมกันสร้างโลกใหม่ที่น่าอยู่กว่าเก่า

และความรัก คือ การเจริญภาวนา เพื่อเพิ่มพลังแห่งความรัก เพื่อยกระดับจิตวิญญาณของตัวเองให้สูงขึ้นเรื่อยๆ คนเราทุกคนล้วนมีความสามารถที่จะรักได้ทั้งนั้น

จาก https://m.facebook.com/taichiforimmortals/photos/a.245389489204926/528589490884923/?type=3&source=48

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 439

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham