Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - มดเอ๊กซ

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 440
1


The Review | Parasite ชนชั้นปรสิต ภาพยนตร์ที่เสียดสีสังคมมนุษย์ได้สนุกอย่างเหลือเชื่อ

เราอยากให้คุณลบความเชื่อที่ว่าหนังรางวัลปาล์มทองคำต้องดูยากไปเลย สำหรับหนังเรื่อง Parasite (2019) หรือ ชนชั้นปรสิต ผู้ชมสามารถเสพความบันเทิงได้โดยที่ไม่ต้องอาศัยการตีความ หรือกะเทาะประเด็นปัญหาทางสังคมให้ปวดหัวเพื่อทำความเข้าใจอะไรให้ยุ่งยาก หากพูดกันแบบหยาบๆ อาจจะรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่สมศักดิ์ศรีที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ เพราะหนังไม่ได้ดูยาก ไม่ต้องปีนบันไดดูเหมือนกับหนังรางวัลอีกเป็นร้อยๆ เรื่องที่เคยมีมา



  แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง บองจุนโฮ ผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ ได้เคลือบภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยประเด็นความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นได้อย่างไม่น่าระแคะระคาย ขนาดที่ทำให้คนดูผู้ถูกกระทำจากอิทธิพลของลัทธิทุนนิยมบางคนสามารถแค่นหัวเราะได้อย่างน่าทึ่ง หากใครเคยชมภาพยนตร์ของผู้กำกับคนนี้มาบ้างอย่าง Okja, The Host หรือ Snowpiercer ก็คงพอสัมผัสได้ถึงลายเซ็นความเป็นภาพยนตร์ตลกร้ายและเสียดสีประเด็นทางการเมืองและสังคมยุคปัจจุบันกันได้ ด้วยความเก่งกาจของผู้กำกับผสมกับฝีไม้ลายมือของนักแสดง Parasite จึงเป็นหนังที่จะทำให้ลุ้นจนนั่งไม่ติดเบาะตลอดทั้งเรื่อง



Synopsis

     เรื่องราวกล่าวถึงครอบครัวชนชั้นล่างฐานะยากจนที่อาศัยอยู่ใต้ถุนบ้านใจกลางมหานครโซล พ่อและแม่ตกงาน ลูกชายและลูกสาวสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ เรื่องราวอันหฤหรรษ์ได้เริ่มต้นขึ้นทันทีหลังจากเพื่อนมัธยมของ คิมกีวู (ชเวอูชิก) ลูกชายคนโต มาทาบทามให้เขาสวมบทบาทเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้กับลูกสาวครอบครัวมหาเศรษฐีตระกูลปาร์กแทน กระทั่งเขาเห็นช่องทางในการเกาะครอบครัวเศรษฐีนี้ จึงได้พา คิมคิจอง (พัคโซดัม) น้องสาว มาสวมรอยเป็นนักเรียนนอกสอนศิลปะให้ลูกชายคนเล็ก คิมกีแท็ก (ซงคังโฮ) ให้พ่อของเขามาเป็นคนขับรถ และให้ คิมชุงซุค (จัง ฮเยจิน) ผู้เป็นแม่ เข้ามาเป็นแม่บ้าน เมื่อสิ่งแปลกปลอมทั้งหมดได้เข้ามาอยู่ในครอบครัวของคนชั้นสูงอย่างเต็มตัว เรื่องราวก็ดำเนินไปสู่บทสรุปที่คาดไม่ถึง

     เนื่องด้วยปัญหาความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นเป็นประเด็นปัญหาสากลที่คนทั่วทั้งโลกต่างพบเจอในปัจจุบัน ซึ่งนั่นอาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ บองจุนโฮ คว้ารางวัลปาล์มทองคำมาครอบครอง หากพูดถึงประเด็นนี้ ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ก็มักจะนำเสนอภาพที่เป็นสูตรสำเร็จ คนจนก็มักจะถูกลิดรอนสิทธิและเสรีภาพจากคนรวยเสมอ กระทั่งผู้ชมรู้สึกสงสารชีวิตอันเส็งเคร็งของผู้ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ






รังแกคนจน คนหาเช้ากินค่ำ ลูกก็ต้องเลี้ยง เห็นใจกันบ้างสิ

     จริงอยู่ที่ประเด็นหลักของ Parasite คือการแสดงความแตกต่างของบ้านที่มีฐานะกับบ้านที่ยากจน แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ผลิตซ้ำด้วยภาพจำดังกล่าว ภาพยนตร์เร่งเร้าให้คนดูรู้สึกสะใจไปกับการเอาใจช่วยคนจนที่ทำผิด แม้จะขัดต่อหลักศีลธรรมที่ควรค่าแก่การยึดถือเพียงใดก็ตาม จนท้ายที่สุดแล้วก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่าเรากำลังเก็บกดจากแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่กดขี่ข่มเหงเราอยู่หรือเปล่า และเมื่อเราเห็นภาพผู้คนที่สามารถลุกฮือตอบโต้กับสิ่งเหล่านั้นได้ เราก็เผลอเอาตัวเองลงไปเป็นตัวละครตัวนั้น ปลดปล่อยสำนึกคิดจากจิตใจอันมืดบอดของตนเองออกมา

     โลกของคนรวยกับคนจนที่เป็นเหมือนกับจักรวาลคู่ขนาน ไม่มีทางหลอมรวมเข้ากันเป็นหนึ่งได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเหตุจำเป็นบางประการที่ทำให้คนสองโลกมาพบพานมาเจอกัน ในโลกใบเดียวกันของครอบครัวคนจนที่ใช้ชีวิตในห้องเช่ารูหนูชั้นใต้ดินแสนสกปรก เสาะหา Wi-Fi ฟรีจากเพื่อนบ้าน ก็เป็นโลกใบเดียวกับครอบครัวที่ใช้ชีวิตในบ้านที่ใหญ่โต หรูหรา โอ่อ่า ยกตัวสูงขึ้นมาจากพื้นถนน

     Global Wealth Report 2018 เผยว่า ในขณะที่ความมั่งคั่งของโลกโดยรวมเพิ่มสูงขึ้น ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนกลับถ่างขยายไปทุกพื้นที่ทั่วโลก และมีแนวโน้มว่าช่องว่างนี้จะถูกถ่างขยายเพิ่มขึ้นไปอีกอย่างต่อเนื่องในอนาคต การกระจายรายได้จึงถูกนำเสนอขึ้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ผู้คนจำนวนมากสนับสนุนให้คนรวยช่วยเหลือคนจนด้วยวิธีการง่ายๆ เช่น การบริจาค พวกเราเองในฐานะเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกที่ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ก็เป็นเหตุผลที่ควรค่าในการช่วยเหลือกัน




ก็เรานั้นมันคนละชั้น

     ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริง ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการกระจายรายได้อย่างง่ายดายขนาดนั้น การ์เร็ตต์ ฮาร์ดิน แนะนำว่า ให้ลองนึกภาพว่าคนรวยทุกคนมีอภิสิทธิ์ในการอยู่บนเรือลำหรู ส่วนคนจนทั้งหลายก็ถูกลอยแพค้างเติ่งอยู่กลางทะเล ตามหลักศีลธรรมแล้ว คนรวยก็สมควรที่จะช่วยชีวิตให้คนจนได้มีโอกาสหายใจหายคอบนเรือลำหรูบ้าง แต่ด้วยความสามารถในการบรรจุที่จำกัด ไม่สามารถช่วยเหลือคนได้ทั้งหมด เพราะจะทำให้เรือบรรทุกคนเกินน้ำหนักและจมดิ่งลงในท้ายที่สุด ครั้นจะช่วยเหลือเพียงแค่คนเพียงบางกลุ่มก็จะเป็นข้อครหาที่น่าตั้งคำถามถึงความชอบธรรม หรือหลักเกณฑ์การเลือกว่าจะรับใครขึ้นหรือไม่ขึ้นเรือ กลับกลายเป็นว่าเลือกที่จะไม่ช่วยเหลือใครเลยสักคนจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

     นั่นเป็นเรื่องจริง หรือเป็นเพียงแค่ข้ออ้าง?

     แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อชนชั้นล่างไม่อาจพึ่งพาคนร่ำคนรวยให้ยกระดับคุณภาพชีวิตตนได้ เพราะนั่นไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิตไปแขวนไว้บนเส้นด้าย แต่กระแสบริโภคนิยม (consumerism) ก็ทำให้ผู้คนไม่อาจใช้ชีวิตโดยปราศจากเงินได้ แผนการเกาะคนรวยกินก็เป็นหนทางหนึ่งที่ครอบครัวชนชั้นปรสิตนี้เลือกใช้ และพวกเขาก็สามารถใช้มันได้อย่างดีเสียด้วย

<a href="https://www.youtube.com/v/SEUXfv87Wpk" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/SEUXfv87Wpk</a>

   เราไม่อยากจะเล่าเรื่องราวของหนังไปมากกว่านี้ เพราะเกรงว่าจะเป็นการสปอยล์จนคุณหมดสนุกไปเสียก่อน แต่ขอพูดเลยว่า เนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนี้เข้มข้น ทำให้คนดูลุ้นและต้องติดตามอย่างนั่งไม่ติดเบาะ มีการหักมุมตลอดทั้งเรื่องจนไม่สามารถคาดเดาอะไรได้อีก และยอมแพ้ที่จะคาดเดาสิ่งที่ตัวละครกำลังจะทำ แล้วปล่อยใจรอดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในหนังบ้างอย่างใจจดใจจ่อ โดยเฉพาะการเสียดสีประเด็นชนชั้นได้อย่างเฉียบคมของผู้กำกับและคนเขียนบทที่สร้างความตลกร้ายไปกับชีวิตอันหฤหรรษ์ของตัวละครตลอดทั้งเรื่อง จนกระทั่งคุณเองก็ไม่อาจถูกต้านทานด้วยหลักจริยธรรมอันดีงาม จมดิ่งเข้าสู่ดาร์กไซด์ คอยลุ้นเอาใจช่วยไปกับตัวละครไปด้วยจิตใจอันมืดบอด

     หลังจากที่ชมภาพยนตร์เรื่องนี้จบ นอกจากรอยยิ้มแห้งๆ ที่หนังสะท้อนถึงความจริงของชีวิตในวันที่ทุนนิยมกลืนกินจนเกือบหมดโลกแล้ว สิ่งหนึ่งที่ตามมาก็คือเราจะเสียดายมาก ถ้าหากคุณพลาดหนังเรื่องนี้


จาก https://adaybulletin.com/article-review-movie-parasite/38242

2

<a href="https://www.youtube.com/v/Z4LFnjs9FRI" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/Z4LFnjs9FRI</a>

3


ศาสนาพุทธ กำลังเบ่งบานในรัสเซีย โดยเฉพาะในหมู่ปัญญาชน


พระสงฆ์ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ชื่อ Chatree Hemapandha  หรือ พระชาตรี เจ้าอาวาสวัดไทยในรัฐเซีย ท่านได้เผยแพร่คลิปชาวรัสเซียที่หันหน้ามานัถือศาสนาพุทธ ได้สวดสัพพมงคลคาถาให้คนไทยที่ส่งเสริสศสานาพุทธในประเทศรัสเซีย ที่กำลังเบ่งบานและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพมะกลุ่้มคนปัญญาชนและคนชั้นสูง

โดยได้โพสท์ระบุว่า วัดไทยในรัสเซีย New Russian Generation and Meditationชาวพุทธในรัสเซีย สวด สัพพมงคลคาถา หรือบท ภะวะตุสัพพ์ เป็นของขวัญแก่คนไทยทุกคนที่ส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศรัสเซียศาสนาพุทธ กำลังเบ่งบานในรัสเซีย โดยเฉพาะในหมู่ปัญญาชน คนชั้นสูงและคนที่มีศักยภาพในสังคม(ข้อมูลจากhttps://board.postjung.com/1089301.html)

บรรยากาศดังกล่าวคือที่วัดพุทธวิหารวิปัสสนา แห่งเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบอร์กภายใต้การบุกเบิกของลูกศิษย์หลวงพ่อปัญญาคือพระมหาชาตรี เหมพันธ์ เจ้าอาวาสวัดพุทธปัญญาสอนฝึกการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานให้กับชาวรัสเซียเดียวนี้มีชาวรัสเซียหันมานับถือพระพุทธศาสนามากถึง 2 ล้านคนแล้วอย่างไรก็ตามขณะนี้ทางวัดทางวัดาแบกรับค่าใช้จ่ายภายในวัดและค้างจ่ายซื้อที่ดินขยายวัดจึงได้บอกผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวคือChatree Hemapandha ระบุสามารถโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาห้าแยกปากเกร็ด ชื่อบัญชีวัดอภิธรรมพุทธวิหารเซนต์ปิเตอร์ส้บอร์ก หมายเลข 207-4-17990-0 โดยบอกว่า "ถ้าอยากช่วยพระพุทธศาสนาในรัสเซีย โปรดช่วยอาตมาอีกสักครั้ง"


และได้แจ้งว่า "ปีนี้โชคดีมีพระวิปัสสนาจารย์ใหญ่ พระภาวนาพิศาลเมธี หรือ เจ้าคุณประเสริฐ มันตเสวี แห่ง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มาช่วยสอนกรรมฐาน นอกจากนี้ พระธรรมทูต พระวิทยา สิริสาโร จากวัดศาลาเย็น จังหวัดสุรินทร์ มาช่วยงานสอนกรรมฐานและช่วยดูแลเรื่องสื่อการสอน และ Public Relation ของวัดไทยในรัสเซียอีกรูปส่วนอีกรูปพระฝรั่งลูกศิษย์ชาวรัสเซีย เรียนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รับปริญญาล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 พระ ดร.อเล็กซานเดอร์ เบเรซิน หรือ ฉายา ธัมมาวุโธ ท่านเป็นความหวังของพระพุทธศาสนาในรัสเซีย อาตมาเบาใจขึ้นมาก"

ขณะเดียวกันเพจ"เพื่อธรรมเพื่อชีวิต" ได้แสดงความเห็นโดยอ้างอิงข้อมูลข้างต้นความว่า
 
#พระพุทธศาสนากำลังรุ่งเรือง
อยากมากมายทั้งในจีนและรัสเซีย

ขณะที่พุทธศาสนาในบ้านเรา
กำลังถูกทำให้ถดถอยโดยกลุ่มคน
ที่อ้างว่า "รักพระพุทธศาสนา"
แต่ไม่เคยผ่านการบวช แม้ครึ่งวัน
และไม่มีผลงานใด ในอดีต ที่เป็น
เครื่องการันตี ว่าเคยทำอะไรเพื่อ
พุทธศาสนา ตามที่กล่าวอ้าง
ว่ารักและห่วงใยพุทธศาสนาบ้าง

แต่ศาสนาพุทธกำลังเบ่งบาน
ในประเทศรัสเซียโดยเฉพาะในหมู่
ปัญญาชนคนชั้นสูง
และคนที่มีศักยภาพในสังคม
ได้พากันหันมาสนใจ การทำสมาธิ
ให้จิตสงบมากขึ้น แบบไม่เคยเป็น
มาก่อนในรอบหลายร้อยปี

ในขณะเดียวกัน เมื่อเหลือบมอง
ไปที่ประเทศจีนกลับพบว่า
จีนก็เริ่มพลิกตัว ในเรื่องศาสนา
แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเช่นกัน

จากที่ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม
คอมมิวนิสต์จีน เคยมองว่าศาสนา
คือยาเสพติด ที่จะต้องถูกทำลาย
ให้หมดสิ้น แต่ปัจจุบันผู้นำจีน
กลับมองว่าประเทศจีนไม่สามารถ
ทนเป็นรัฐที่ไร้ศาสนาได้อีกต่อไป

จำเป็นต้องฟื้นฟูศาสนาโดยด่วน
เพราะปัญหาสังคมที่ถาโถมเข้ามา
ในปัจจุบันนั้นเกินกำลัง
ที่จะจัดการให้เรียบร้อยด้วยอาศัย
กฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว
จำเป็นต้องมีศาสนามาช่วย
กล่อมเกลาจิตใจเพื่อช่วยป้องกัน
และช่วยลดทอนปัญหาสังคม
อีกทางหนึ่งควบคู่กันไปด้วย

โดยศาสนาที่ถูกจีนเลือกเฟ้น
มาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนา
จิตใจประชาชนในประเทศ
ก็คือไตรภาคีศาสนาหรือศาสนา
ดั้งเดิมที่เคยเจริญรุ่งเรือง
ในแผ่นดินจีนมาก่อนอัน ได้แก่
ศาสนาที่เรียกว่าไตรภาคีศาสนา
คือศาสนาพุทธนิกายมหายาน
ศาสนาขงจื้อ และศาสนาเต๋า

เป็นเรื่องแปลกอยู่ไม่น้อย
ที่ประเทศคอมมิวนิสต์เบอร์ต้น
ของโลกที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น
ปฏิปักษ์กับศาสนาอย่างรุนแรง
ถึงขั้นที่ต้องกำจัดและกวาดล้าง

แต่มาวันนี้กลับเห็นว่าศาสนา
เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ถ้าจะต้องรับมือ
กับปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น
และได้ลุกลามไปในทุกองคาพยพ
ของสังคมมากขึ้นทุกขณะ

ผู้รู้หลายท่านคาดการณ์กันไว้ว่า
ในอนาคตอันใกล้นี้
ดุลอำนาจของโลกจะเปลี่ยนไป
จากโลกตะวันตกจะกลับมาเป็น
ประเทศ "รัสเซีย" และ "จีน"
ที่จะผงาดขึ้นมาเป็นประเทศ
มหาอำนาจอันดับ1และ2ของโลก

และสิ่งที่น่าจับตามองอย่างมี
นัยยะสำคัญก็คือศาสนาที่กำลัง
มีแนวโน้มสูงมากที่จะรุ่งเรือง
ในประเทศนั้นก็คือพุทธศาสนา
และจะเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วแบบ
ก้าวกระโดดในสองประเทศนี้ด้วย

พุทธศาสนาจะเจริญในประเทศ
ที่ผู้นำมีความซื่อสัตย์ และตั้งใจทำ
เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
อย่างแท้จริงเท่านั้น
ถ้ารักประชาชน บอกได้คำเดียวว่า
ไม่มีของขวัญชิ้นใดเลยจะมีคุณค่า
เท่ากับของขวัญ "คือพุทธศาสนา"

ถ้าเปรียบประเทศเหมือนแผ่นดิน
ศาสนาก็เปรียบเหมือนต้นไม้
ผู้นำและประชาชนคนในประเทศ
เป็นอย่างไร ก็เหมาะกับศาสนา
อย่างนั้นศาสนานั้น ก็จะรุ่งเรือง

#ศาสนาที่ดีจะไม่สามารถรุ่งเรือง
ในดินแดน ที่มีแต่คนเลวๆ ได้เลย
ไม่ว่าจะในยุคใด หรือในกาลไหน

..........เพื่อธรรมเพื่อชีวิต..........
....เพื่อความสุขและสันติภาพ....

จาก https://siampongsnews.blogspot.com/2018/07/blog-post_993.html

4
<a href="https://www.youtube.com/v/Ot3-F6Uq16M" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/Ot3-F6Uq16M</a>

5


นี่คือการเดินทางสืบค้นเรื่องราวของศิษย์เส้าหลินผู้เดินทางมายังแผ่นดินสยามเมื่อกว่าร้อยปีก่อน ด้วยภารกิจเผยแผ่เซ็นและกอบกู้ราชวงศ์หมิง พิสูจน์หลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงกับหนังสือชุด "ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น" รวมทั้งหนังสือ "เว่ยหล่าง-ฮวงโป" ของท่านพุทธทาสภิกขุ


<a href="https://www.youtube.com/v/dH5VuqobTCg" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/dH5VuqobTCg</a>


พุทธทาสภิกขุกับสหายมหายาน : ในความทรงจำของ ธีรทาส

โครงการจัดทำประวัติศาสตร์บอกเล่า กลุ่มงานจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ
บทความโดย อัครวิทย์ ชูเกียรติศิริชัย ภาพโดย ณัฐชนน บางแค
สัมภาษณ์ ๙ ตุลาคม ๒๕๖๑

หนึ่งอุบาสกจากสำนักเส้าหลินใต้ ต้องลี้ภัยทางการเมืองในยุคสมัยของเฉียนหลงฮ่องเต้มาพร้อมกับคัมภีร์พุทธศาสนานิกาย ฌาน หรือ เซ็น โดยใช้เวลาหลบซ่อนตัวอยู่หลายสิบปีด้วยอาชีพซินแส พะแมะหมอจีน รักษาโรคให้กับคนเจ็บป่วยบนผืนแผ่นดินสยาม ก่อนจะถ่ายทอดเนื้อหาในคัมภีร์นั้นให้แก่ทายาท ด้วยหวังว่าวันหนึ่ง เมื่อมีโอกาส พุทธธรรมแบบเซ็นจะได้รับการเผยแผ่ออกไปไม่ขาดตอน นี่มิใช่นวนิยายกำลังภายในที่แต่งขึ้นเพื่อความสนุกสนาน หากแต่เป็นเรื่องราวของ ‘เล่ากิมเช็ง’ ผู้เป็นบิดาของ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ หรือเจ้าของนามปากกา ธีรทาส ผู้ตรวจสอบและจัดพิมพ์ หนังสือชุด ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น และศิษย์เต๋า-เซียน-เซ็น ออกแจกจ่ายเป็นธรรมทานมาตั้งแต่อายุ ๓๔ ปี โดยอาศัยพื้นที่ของ พุทธสมาคมเป้าเก็งเต๊ง บ่อนไก่ กรุงเทพฯ เป็นสถานที่ทำงานร่วมกับ เสาวนีย์ ธโนฆาภรณ์

นอกจากเรื่องเล่าอันน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับการเดินทางของศิษย์สำนักเส้าหลินใต้สู่ดินแดนสยาม เจ้าของนามปากกา ธีรทาส ยังเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยสัมผัสและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ พุทธทาสภิกขุ ผู้ได้รับการขนานนามว่า ‘นาคารชุนแห่งเถรวาท’ และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ โครงการประวัติศาสตร์บอกเล่าบุคคลที่เคยสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการของหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ จำต้องโคจรมาพบกับหนึ่งในสหายมหายานเพื่อบันทึกความทรงจำในวัย ๙๐ ปี

เมื่อถามถึงความประทับใจที่สหายมหายานมีต่อพุทธทาสภิกขุ ธีรทาส ได้กล่าวอย่างสั้นๆ แต่ชัดเจนในความทรงจำว่า “พระไทยที่มีความรู้เรื่องมหายาน เรื่องเซ็น ดีที่สุด คือองค์นี้”

กำเนิดคัมภีร์ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น
ธีระ วงศ์โพธิ์พระ บอกเล่าถึงความเป็นมาของ กิมเช็ง แซ่เล้า ผู้เป็นบิดาให้พอเข้าใจในความเป็นมาของตนเอง และความสำคัญของหนังสือชุด ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ว่า “เตี่ยเก่งยาจีนพะแมะ สูตรวิชาเส้าหลิน อายุ ๑๕ ไปอยู่เส้าหลิน อายุ ๒๐ ก็เป็นครูดังแล้ว เป็นครูคนแรกเลย ใครจะเข้าที่นี่ (เส้าหลินใต้) ต้องผ่านแกก่อน ศิษย์โง่ (ไปเรียนเซ็น) แกเขียน เป็นวิธีเรียน วิธีพูด ต้องให้รู้ ๓ อย่างก่อน โลภะ โทสะ โมหะ สามอย่าง ต่อไปรู้ขันธ์ ๕ ห้าอย่าง ต่อไปถึงโพชฌงค์ ๗ ไม่งั้นจะสับสน ต้องให้รู้ให้แตก เหมือนกับเด็กเรียน ก.ไก่ เข้าเรียนใหม่ๆ ต้องรู้ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก ก่อน บวกลบคูณหารอย่าเพิ่งพูด ต้องรู้อันนี้ต่อไปมันไม่สับสน”

ส่วนสาเหตุที่ซินแสเล่ากิมเช็ง ต้องหลบลี้หนีภัยจากบ้านเกิดเมืองนอนมาอาศัยบนแผ่นดินสยาม สืบเนื่องมาจากเหตุผลทางการเมืองในสมัยฮ่องเต้เฉียนหลง แห่งราชวงศ์ชิงหรือเช็ง “เขาจะปราบพวก หวงเช็งฮกหมิง (ต้านชิงกู้หมิง) เกี่ยวกับการเมืองเมืองจีน เส้าหลินแม้จะเป็นกลางทางศาสนา แต่เขาอิงไปทางเก่า จึงเกิดการปราบ แผนทางนู้น (สำนักเส้าหลินใต้) มองการณ์ไกล คัดครูสำคัญส่งไม่ให้สูญพันธุ์ให้ออกโพ้นทะเลไป พม่า เวียดนาม ไทย ปลอดภัย เตี่ยฉันมาชุดนั้น อยู่เมืองจีนแกได้รับรายงานภาคเอเชีย เมืองไทยหมด ใครอยู่ที่ไหนยังไง แกเป็นคนอ่านรายงาน ก็รู้เรื่องนี้ดี มาปุ๊บรู้เลย มึงอยู่จังหวัดไหน ยังไง” ซึ่งหนึ่งในรายชื่อของศิษย์รุ่นพี่คนสำคัญที่อพยพเข้ามายังแผ่นดินสยามก่อนหน้า ก็คือ ‘เซียนแปะโค้ว’ แห่งหัวตะเข้ ที่ดับสังขารไปในอิริยาบถนั่งสมาธิ จนเป็นที่โจษจันกันทั่วไปในฐานะหนึ่งในตำนานผู้วิเศษ

“สำหรับฉัน แกให้ถ่ายทอดอธิบายสรุป แล้วก็แปล มีคนช่วยหลายคน อย่างพระมหาเอี่ยมมหารุ่นเก่า ความรู้ดีคนท่าม่วง (จังหวัดกาญจนบุรี) รู้จักพวกนั่งไม่เน่าเยอะเชียว” ธีรทาส เล่าถึงความรับผิดชอบต่อคัมภีร์ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น

ลูกศิษย์ของหมอตันม่อเซี้ยง
สำหรับผู้ที่สนใจในผลงานแปลของท่านพุทธทาสอย่าง ‘คำสอนของฮวงโป’ คงจะพอทราบว่า ท่านพุทธทาสจำต้องอาศัยความร่วมมือในการตรวจสอบเทียบเคียงกับต้นฉบับภาษาจีนเพื่อรักษาความถูกต้องของเนื้อหา โดยหนึ่งในบุคคลที่เข้ามามีส่วนช่วยเหลือในการเทียบเคียงระหว่างภาษาอังกฤษ ภาษาจีน สู่คำแปลในภาษาไทยได้แก่ ‘หมอตันม่อเซี้ยง’ ซึ่งถือเป็นปราชญ์สายมหายานคนสำคัญในยุคนั้น และเป็นอาจารย์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวในพระสูตรมหายาน คัมภีร์นิกายเซ็น ให้แก่ เสถียร โพธินันทะ และ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ชักนำให้ทั้งสองท่านมีโอกาสพบ พุทธทาสภิกขุ เป็นครั้งแรก โดยธีรทาส ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของ หมอตันม่อเซี้ยง ว่า

“มีอาชีพพะแมะหมอจีน เมื่อก่อนทำงานโรงพยาบาลเทียนฟ้า เป็นหมอรักษาโรค...เป็นอาจารย์ฝ่ายมหายานออกเสียงตามสายเรื่องทั่วไป แต่มาบรรยายสูตรเว่ยหล่างที่นี่ เป้าเก็งเต๊ง บรรยายสูตรเว่ยหล่างเป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แล้วเขาก็เอาไปออกเสียงตามสาย แล้วบรรยายวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร หรือกิมกังเกง ที่นี่ เจ้าคุณพุทธทาสเคยมาสองครั้ง ท่านพักวัดปทุมคงคา หมอตันม่อเซี้ยง พาฉันกับ เสถียร (โพธินันทะ) ไปรู้จักท่านครั้งแรก ฉันอายุเข้าใจว่า ๑๙ หรือ ๒๐ แถวเนี่ย หมอตันม่อเซี้ยงพาไป พอเอ่ยชื่อฉันบอกลูกซินแสกิมเช็ง เจ้าคุณรู้จัก เจ้าคุณบอกดีแล้วฉันคอยมานานแล้ว ดีแล้วเสถียร โพธินันทะ มา ดี ทั้งคู่ฉันคอยมานานแล้ว” ธีรทาส ย้อนความทรงจำเมื่อแรกพบพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเขาเรียกขานว่า เจ้าคุณ

พุทธทาสภิกขุกับสหายมหายาน
ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพบกันระหว่าง พุทธทาสภิกขุ กับหมอตันม่อเซี้ยง, เสถียร โพธินันทะ และ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ อยู่ที่พุทธทาสภิกขุรับรู้ว่าผู้ที่กำลังจะมาพบและสนทนากับท่านนั้นเป็นใคร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความเปิดกว้างในการแสวงหาสหายทางปัญญาที่จะมาช่วยเหลืองานต่างๆ ให้สมบูรณ์ เช่น ในกรณีที่พุทธทาสภิกขุรู้จักซินแสเล่ากิมเช็ง บิดาของธีรทาสเป็นอย่างดี “รู้จากคนจีนรุ่นก่อนๆ รุ่นมีความรู้ดีๆ ไปคุยกับท่านมาก ท่านก็ถาม คนที่มาอยู่เมืองไทยที่เก่งๆ มีกี่คน รู้หมด รู้ก่อนรู้จักลูกอีก” ธีระ ให้ข้อมูลเคล้าเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ขณะที่ความสนใจในปรัชญาและพุทธศาสนามหายาน โดยเฉพาะนิกายเซ็น ธีรทาส ให้ความเห็นว่าน่าจะเป็นเพราะพุทธทาสภิกขุได้อ่านหนังสือเหล่านี้มามาก “อาจารย์กรุณา กุศลาสัย เป็นคนส่งคัมภีร์เซ็นเก่าๆ ขงจื๊อ เหล่าจื๊อ มาให้อ่านเป็นพื้น แล้วคนนู้นพูด คนนี้พูด รุ่นเก่า แกก็ถาม รู้จักภูมิปัญญาเตี่ยฉันดีกว่าลูกชายรู้จักอีก”

ในเรื่องของความคิดเห็นระหว่างพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเป็นภิกษุในพุทธศาสนาเถรวาท กับอีกสามอุบาสกมหายาน ธีรทาส มีความเห็นว่า “เบื้องสูงไม่ต่าง เป้าหมายเดียวกัน สนับสนุนโพธิสัตวธรรม เพราะว่ามันกว้าง โพธิสัตว์ไปจนจบเกมเป็นพระพุทธเจ้า เขาสอนแบบนี้ เธอมุ่งพุทธภูมิเธอก็ต้องจบอยู่ดีวันหนึ่ง เกิดทุกชาติสร้างบารมีทุกชาติขาดทุนเหรอ ไม่ขาดทุน มีแต่กำไร อันนี้เจ้าคุณพอใจที่ฉันพูด เตี่ยฉันสอน ตันม่อเซี้ยงก็สอน เสถียร (โพธินันทะ) ก็สอน เกิดทุกชาติสร้างบารมีทุกชาติ ขาดทุนเหรอ อรหัตตภูมิมีจริง แล้วคุณได้หรือยัง มุ่งไว้ก่อน วันหนึ่งข้างหน้าจบของมันเอง ไม่ต้องไปคิดว่ากี่ชาติ เกิดทุกชาติสร้างบารมีทุกชาติ ขาดทุนเหรอ ไม่ขาดทุน”

เมื่อถามถึงความประทับใจที่สหายมหายานมีต่อพุทธทาสภิกขุ ธีรทาส ได้กล่าวอย่างสั้นๆ แต่ชัดเจนในความทรงจำว่า “พระไทยที่มีความรู้เรื่องมหายาน เรื่องเซ็น ดีที่สุด คือองค์นี้”

แม้จะมีความแตกต่างในการดำเนินชีวิตและรายละเอียดในความเชื่อ แต่ท้ายที่สุดกว่า ๕๐ ปี กับปริมาณหนังสือที่มีน้ำหนักรวมกว่า ๗๐ ตัน ที่จัดพิมพ์และแจกจ่ายเป็นธรรมทาน ภายใต้ร่มเงาของพุทธสมาคมเป้าเก็งเต๊ง ก็สะท้อนให้เห็นถึงความแนบสนิทของศรัทธาระหว่างภิกษุเถรวาท และอุบาสกมหายานที่ “เบื้องสูงไม่ต่าง เป้าหมายเดียวกัน”




<a href="https://www.youtube.com/v/btipzJa1Hrw" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/btipzJa1Hrw</a>

จาก คลิป บทสัมภาษณ์ที่ https://youtu.be/btipzJa1Hrw

เพิ่มเติม จักรวาล ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค ต่าง ๆ


ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาคแรก เซียนท้ออายุยืน

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,12334.0.html

http://www.sookjai.com/index.php?topic=181206.0

ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค เต๋า-เซียน-เซ็น (อ.ธีระ วงศ์โพธิ์พระ)

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,12852.0.html

ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค อริยโพธิสัตว์ ตำนานศาลเจ้า - โรงเจ 100 ปี เมืองสยาม

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,14932.0.html

พระคัมภีร์ (ปริศนาธรรม) 18 พระอรหันต์ และ ตัวตาย ชื่อไม่ตาย

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,14931.0.html

6


นี่คือการเดินทางสืบค้นเรื่องราวของศิษย์เส้าหลินผู้เดินทางมายังแผ่นดินสยามเมื่อกว่าร้อยปีก่อน ด้วยภารกิจเผยแผ่เซ็นและกอบกู้ราชวงศ์หมิง พิสูจน์หลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงกับหนังสือชุด "ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น" รวมทั้งหนังสือ "เว่ยหล่าง-ฮวงโป" ของท่านพุทธทาสภิกขุ


<a href="https://www.youtube.com/v/dH5VuqobTCg" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/dH5VuqobTCg</a>

7


ภิกษุณีนิรามิสา | แง่งามแห่งสติ เกื้อกูลและขัดเกลาใจเราให้อยู่กับความจริง ณ ปัจจุบัน


ก่อนเริ่มสัมภาษณ์ เราบอกท่าน ภิกษุณีนิรามิสา ไปตรงๆ ว่ารู้สึกประหม่าและตื่นเต้นมากๆ ที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับนักบวช โดยที่เราแทบไม่เคยย่างกรายเข้าไปเฉียดธรรมะในรูปแบบไหนเลย บทสนทนาครั้งนี้จึงอาจเต็มไปด้วยคำถามแบบคนหนุ่มสาวใจร้อน ที่มีความสัมพันธ์แบบห่างเหินกับพุทธศาสนามาตลอดชีวิต

“ไม่เป็นไร คุยได้ตามสบายเลย” ภิกษุณีบอกกับเราด้วยน้ำเสียงแจ่มใส ใบหน้าเจือรอยยิ้มจางๆ บนหน้าจอวิดีโอคอลล์ ท่านสนทนากับเราผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพราะตอนนี้ท่านจำวัดและปฏิบัติธรรมอยู่ที่ประเทศเวียดนาม

     นิรามิสา แปลว่าผู้ไม่ติดในเหยื่อล่อของวัตถุทางโลก ท่านมีชื่อเดิมว่า สมพร พันธจารุนิธิ เป็นภิกษุณีชาวไทยรูปแรกที่บวชในประเพณีพุทธแบบมหายานกับ ติช นัท ฮันห์ พระอาจารย์เซน ผู้นำเสนอแนวคิดว่าพุทธศาสนาต้องเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และพุทธธรรมเป็นสิ่งที่สามารถประยุกต์ใช้ให้เข้ากับวิธีชีวิตยุคปัจจุบันได้ (Engaged Buddhism)

     ก่อนหน้านี้ ท่านเคยทำงานเป็นพยาบาล ผู้แทนผู้อำนวยการองค์กรช่วยเหลือผู้หญิง เด็ก ชนกลุ่มน้อย และคนชนบท รวมทั้งที่ปรึกษาขององค์การ UNICEF ในท้องถิ่นทุรกันดาร สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งล้วนเป็นงานที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นทั้งนั้น และแน่นอนว่าเจตนารมณ์ดังกล่าวยังคงดำเนินต่อเรื่อยมา จนถึงวันนี้ที่ท่านได้เติมเต็มชีวิตทางจิตวิญญาณในหมู่บ้านพลัมมาเกือบจะยี่สิบปีแล้ว

     ในโลกสมัยใหม่ที่ใครต่อใครต่างเร่งรุดมุ่งหน้าไปสู่ความสุขความสำเร็จ คิดว่าเป้าหมายข้างหน้าคือสิ่งสำคัญ คิดว่าชีวิตที่ผ่านมานั้นยังไม่ใช่ ไม่ดี ไม่พอ จนดูเหมือนว่าเราลืมสนใจเวลาปัจจุบันไปโดยไม่รู้ตัว แต่หากเราลองนั่งนิ่งๆ หายใจเข้า หายใจออก ความสุขความสำเร็จอาจไม่ใช่เรื่องอนาคต ความเศร้าและความล้มเหลวอาจไม่ใช่เรื่องอดีต ไม่ต้องย้อนกลับ ไม่ต้องคิดไกล เพราะเรารู้ได้เองว่าความจริงมีแค่ตรงนี้ ตอนนี้



ท่านสนใจคำสอนของท่านติช นัท ฮันห์ ในเรื่องใด จึงมาบวชเป็นภิกษุณี

     เราได้เจอท่านครั้งแรก เพราะไปเรื่องงานที่ประเทศเยอรมนี แล้วมีโอกาสเข้าร่วมงานภาวนาของท่าน ซึ่งนับว่าเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนชีวิต เราประทับใจคำสอนเพราะรู้สึกว่ามันง่าย เข้าถึงได้ทุกคน เช่น เรื่อง I have arrived, I’m home. กลับมาแล้ว ถึงบ้านแล้ว ที่ทำให้ตระหนักอยู่เสมอว่าที่นี่ ขณะนี้ แม้จะเป็นเรื่องที่เราเคยเรียนรู้มาบ้าง แต่ด้วยความที่คำสอนของท่านได้ประยุกต์ให้เรียบง่าย ทำให้รู้สึกว่าได้อยู่กับปัจจุบันจริงๆ และสัมผัสกับความสุขที่ลึกซึ้ง พบว่าการปฏิบัติไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เราไม่ได้ไปเข้าวัดเพราะเราเศร้าหมอง แต่เราไปเพราะมีความสุข ยิ่งไปก็ยิ่งมีความสุข ทำให้กลับมาฝึกปฏิบัติต่อเนื่องเรื่อยๆ จนถึงวันหนึ่งก็ตัดสินใจว่าอยากใช้ชีวิตแบบนี้แหละ เพราะเป็นวิถีชีวิตที่ทำให้เราเข้าถึงความหมายของชีวิตที่แท้จริง

     การเข้าถึงความสุขนี้ ไม่ใช่ว่าเราเอาแต่ลั้นลา ลั้นลา โลกเป็นสีชมพู แต่หมายความว่าเราเข้าถึงการฝึกปฏิบัติที่เรียบง่าย และสัมผัสกับความสุขที่อยู่ในปัจจุบันขณะ ไม่พยายามวิ่งตามเพื่อให้ได้อะไรมาสักอย่างหนึ่งอยู่ตลอดเวลา ทั้งชื่อเสียง เงินทอง หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เราคิดว่ามันจะทำให้เรามีความสุข แล้วก็ได้เยียวยาอะไรก็ตามที่ติดมาจากอดีต ทั้งบาดแผล ความเสียใจ ด้วยการฝึกให้ตัวเองอยู่ในขณะนี้ ทั้งยังทำให้เราเข้าใจความทุกข์ และสามารถแปรเปลี่ยนให้เป็นความสุขที่หอมหวานและงดงามมาก

 

บางคนอาจจะคิดแบบเหมารวมว่าคนที่ไปปฏิบัติธรรม เพราะเขาเจอเรื่องร้ายๆ ในอดีตและต้องการจะหลีกหนี

     ความทุกข์ของพวกเราก็มีกันทุกคน แต่สำหรับเรา การมาบวช คือการได้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่คิดว่าอยากจะดำเนินชีวิตแบบนี้ไปทุกวัน เป็นอีกก้าวที่อยากพัฒนาไป เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักบวชหรือฆราวาส เราก็สามารถปฏิบัติได้ เพียงแต่หลายคนในคณะสงฆ์ออกบวชเพราะอยากจะสละทุกอย่างและอยู่ตรงนี้อย่างเต็มที่ 24 ชั่วโมง ปล่อยวางเรื่องที่ยึดติดทางโลก ทุ่มกำลังกายและเวลาทั้งหมดให้กับการเดินตามทางของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น นักบวชจึงเป็นเส้นทางอาชีพอย่างหนึ่ง เป็นวิชาชีพแห่งพระพุทธองค์ ไม่ใช่การหนีเข้าวัดเพราะอกหัก หรือหนีเข้าวัดเพราะมีความทุกข์ เพราะเราเป็นพุทธที่เน้นการปฏิบัติ ต่อให้คุณอยากหนีเข้ามาในหมู่บ้านพลัม คุณก็ต้องปฏิบัติก่อน จนมีจิตที่ตื่นรู้และมีปัญญาอย่างชัดเจน ว่าทำไมอยากจะบวช ไม่ใช่จิตที่หมองเศร้าแล้วอยากเข้ามาอยู่ในชีวิตนักบวช

     ถ้าเรามองว่าพุทธศาสนาเป็นการหลีกหนีบางสิ่งบางอย่าง หรือเพียงแค่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น นั่นคือเพียงแค่ระดับหนึ่ง เพียงแค่ผิวเผิน การฝึกปฏิบัติเท่านั้นที่จะทำให้เราแปรเปลี่ยนอย่างแท้จริงได้ และไม่ว่าเราจะบวชหรือเป็นฆราวาส เราก็สามารถอยู่ในวิถีชีวิตที่ตื่นรู้เบิกบาน สามารถช่วยเหลือตัวเองและผู้อื่นได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าพอเป็นนักบวชแล้วก็อาจจะมีความพร้อมมากขึ้น เพราะเราไม่มีลูก ไม่มีบ้านที่ต้องคอยผ่อน เรามีบ้านเดียวกันที่ช่วยกันดูแล แล้วเราก็ไม่มีสามีภรรยาที่ต้องเกาะไปด้วยกัน เราเกาะกันไปเป็นสังฆะ ทำอะไรก็ทำไปด้วยกัน ทำให้สะดวก มีเวลา มีอิสระ และมีพลังงานที่จะทุ่มเทให้กับวิชาชีพของพระพุทธองค์ได้เต็มร้อยเท่านั้นเอง

     แปลว่าการปฏิบัติธรรมนั้นไม่ใช่การหลีกหนีเลย แต่เป็นการเผชิญหน้ากับตัวเองเสียด้วยซ้ำ หลวงปู่เองก็เคยบอกว่าคนที่มาร่วมปฏิบัติ คือนักปฏิวัติ คือเราเข้าสู่สนามรบของตัวเอง แล้วกล้าเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่ในตัวเราและสิ่งรอบข้าง กล้าเผชิญ กล้ายอมรับ และแปรเปลี่ยน เขาเรียกว่าทวนกระแส

 

ในฐานะคนวัยทำงาน นึกไม่ออกเลยว่าคนคนหนึ่งจะสามารถฝึกปฏิบัติธรรม ไปพร้อมกับการทำงานและใช้ชีวิตอันแสนวุ่นวายได้อย่างไร

     มีนักบวชหลายท่านที่เข้ามาแล้วก็ยังคิดถึงเรื่องข้างนอก เช่น คิดถึงไก่ทอดเคเอฟซี เพราะเรากินแต่อาหารเจ โดยเฉพาะตอนที่ร่างกายป่วยหรือจิตตก แต่พอเราตระหนักรู้ว่านี่คือกิเลส แล้วพยายามตามลมหายใจ ยิ้มให้กับความคิดนั้น สักพักเดียว เดี๋ยวมันก็เริ่มอ่อนตัวลงไปเอง ฆราวาสก็ฝึกแบบนี้ได้เหมือนกัน เพียงแต่ต้องจัดเวลา จัดสิ่งแวดล้อม เพื่อเข้าถึงวิถีปฏิบัติได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ทุกๆ วัน เราสามารถเข้าถึงสิ่งที่อยู่รอบตัวด้วยสายตาที่แจ่มใสเต็มร้อย สัมผัสกับความสดชื่นของดอกไม้ สัมผัสกับความมั่นคงของขุนเขาอย่างที่มันเป็นอยู่ สิ่งเหล่านี้หล่อเลี้ยงจิตใจของเราได้ ซึ่งถ้าเราปฏิบัติไป ก็จะเห็นว่าชีวิตนั้นเรียบง่าย ลึกซึ้ง และสงบสุข

     ในชีวิตประจำวัน มันเหมือนว่าในมือข้างนี้ได้จับของที่งดงาม ดั่งเช่นเพชรที่มีคุณค่า มันให้ความจริงของชีวิต ให้ความสุขสันติอย่างมหาศาล แล้วในมืออีกข้างหนึ่ง เราก็จับอะไรที่ทำให้ร้อน กระวนกระวาย ทำให้หนักใจ พอเรารู้สึกแบบนี้ ถ้าที่ผ่านมา เราไม่เคยได้สัมผัสกับอะไรที่เป็นความสุข เบา เย็นสบายแบบนี้ เราก็จะไปยึดอยู่กับแต่ความร้อน ความหนักอึ้ง แล้วคิดไปเองว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เรามีความสุข ความสำเร็จ ได้นู่นได้นี่ และนั่นแหละทำให้เราเป็นทุกข์ในชีวิตประจำวัน

     เมื่อก่อนเราเคยพยายามแกะความทุกข์ออกจากมือ แต่ทำไม่ได้สักที เพราะต่อให้พยายามแกะออกเท่าไร แต่ในใจก็ยังอยากดึงไว้ เพราะเราไม่เข้าถึงความหมายที่แท้จริงว่าที่ทุกข์คืออะไร แต่เมื่อเราค้นพบสิ่งนี้ด้วยตัวเอง มันทำให้รู้สึกว่าชีวิตนั้นเรียบง่ายมากๆ ถ้าคนหนุ่มสาวได้ฝึกปฏิบัติมาบ้าง เราก็ปล่อยของที่ร้อนไปโดยธรรมชาติเลย ทำไมต้องไปจับอะไรที่มันนำความทุกข์มาให้เรา ในเมื่อเราค้นพบสิ่งที่มันเบาสบาย และเข้าถึงความสุขที่ลึกซึ้งแล้ว



ก่อนหน้านี้ ท่านเคยทำงานเป็นพยาบาลและอยู่ในองค์กรการกุศล ซึ่งน่าจะเป็นงานที่ให้ความสุขและได้ช่วยเหลือคนอยู่แล้ว อยากรู้ว่าความสุขในงานนั้น กับการบวชภิกษุณี ให้ความสุขที่แตกต่างกันอย่างไร

     ก่อนจะช่วยเหลือคนอื่น เราก็ควรจะช่วยเหลือตัวเองได้ด้วย เราอาจจะได้ทำงานช่วยเหลือคนจน ทำโครงการอะไรเยอะแยะมากมาย แต่ถ้าไม่ระวัง เมื่อเราประสบความสำเร็จ ก็เกิดมีความหยิ่งทะนงตัว ภูมิใจในตัวเองมากจนเกินไป โดยเฉพาะประเทศเราที่มักจะชื่นชมคนแบบนี้อยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้อัตตาของเราสูง แต่พอกลับมาทบทวนดูก็จะเห็นว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุด คือการเปลี่ยนแปลงที่จิตวิญญาณรากฐานของเราทุกคน ในฐานะที่เรากำลังช่วยคนมากมาย เราอาจจะกำลังเอาเปรียบพวกเขาโดยไม่รู้ตัวก็ได้ เพราะฉะนั้น ต่อให้เราไปช่วยใคร แต่ถ้าไม่ได้แปรเปลี่ยนตัวเองที่รากฐานจิตวิญญาณจริงๆ มันก็ไม่ใช่การช่วยเหลืออย่างแท้จริง ในทางกลับกัน พอเราเข้าใจตัวเอง เราก็จะเริ่มเข้าใจโลก เข้าใจคนรอบข้าง และก็สามารถช่วยเขาได้อย่างสมบูรณ์

 

ในโลกที่หนุ่มสาวแสวงหาความสำเร็จ การอยู่กับตัวเองในปัจจุบันขณะ จะทำให้เราคิดวางแผน หรือตั้งเป้าหมายในการทำงานได้อย่างไร

     สิ่งสำคัญที่เราควรเข้าใจ คือเวลาที่เราฝึกสติและอยู่กับปัจจุบันขณะ ไม่ได้หมายความเราวางแผนอนาคตไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าต้องห้ามคิดทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งทำไม่ได้หรอก มันฝืนธรรมชาติของมนุษย์โดยทั่วไป เพียงแต่เมื่อเราคิด เราต้องรู้ตัวว่ากำลังคิดอยู่ หายใจเข้า… เรากำลังคิดเรื่องนี้อยู่… หายใจออก… เราคิดเรื่องนี้อยู่… รู้ว่าตัวเองอยู่กับขณะนี้เพื่อการทำงานและมีชีวิตอย่างดีที่สุด

     ยกตัวอย่างการทำงานของเรา ตอนที่วัดมีประชุมกันเรื่องแผนงานกิจกรรมในอนาคต เรามีแผนเยอะแยะมากมาย และเราก็ต้องอยู่กับปัจจุบันไปด้วย โดยในที่ประชุม เราจะมีนาฬิกาปลุกที่ดังทุกๆ 15 นาที เพื่อเตือนให้ทุกคนหยุดและทบทวนลมหายใจ เพราะบางทีเราประชุมกันแล้วคิดนู่นคิดนี่ คนนู้นจะเอาอย่างนั้น คนนี้จะเอาอย่างนี้ จนเราไม่ได้รับฟังกันอย่างเต็มร้อย พอมีนาฬิกาปลุกแล้วทุกคนก็กลับมาตามลมหายใจ กลับมาฟังกัน คิดทบทวน ดังนั้น เวลาประชุม เวลาทำงาน ก็คือการฝึกปฏิบัติเหมือนกัน เมื่อเรามีสติและสมาธิอยู่ตรงนั้นเต็มร้อย จะช่วยทำให้เกิดปัญญาและความเข้าใจ เมื่อนิ่งพอจะทำให้เราเห็นชัดว่า ในอดีตที่ผ่านมาเราทำแบบนี้ มีเหตุปัจจัยเหล่านี้ แล้วมันทำให้ได้ผลลัพธ์ออกมาดี หรืออีกแง่คือถ้าทำอะไรไม่ดี สติจะช่วยทำให้ระลึกได้ว่าอย่าไปทำอีก

     สิ่งสำคัญอีกประการ ด้วยความที่เราอยู่กับปัจจุบันขณะ เราจะไม่วิตกกังวล ไม่เช่นนั้น ถ้าเราไปอยู่แต่ในอนาคตตลอดเวลา เราก็คิดว่า เราจะได้ผลกี่เปอร์เซ็นต์ ได้ผลตามที่คาดไหม เดี๋ยวเจ้านายจะว่าไหม คนจะไม่ชอบเราไหม นี่แหละคือภาวะที่เราหลุดเข้าไปในอนาคต อยู่ในความวิตกกังวล สงสัย ลังเล แล้วมันก็จะทำให้เราวางแผนได้ไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้น เมื่อเราอยู่ในปัจจุบันขณะ ก็จะทำให้เราเห็นเหตุปัจจัยต่างๆ ของทั้งอดีตและอนาคตอย่างชัดเจน รวมทั้งมองว่าในปัจจุบันมันมีเงื่อนไขเหตุปัจจัยอะไรอีก ที่จะประกอบกันและทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตนั้นดีที่สุด นี่คือการวางแผนอย่างมีสติ และจะส่งผลดีในอนาคต

     ปัญหาของคนเราตอนนี้คือ ส่วนใหญ่เวลาวางแผน เราไม่ได้อยู่กับปัจจุบันขณะ ไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่เรามุ่งไปอยู่ในอนาคตแล้ว มีแต่การคุยกันว่าอีก 5 ปีต้องได้แบบนี้ อีก 10 ปีต้องได้แบบนั้น แต่ทำอย่างไรให้ได้แบบนี้ล่ะ เรามุ่งไปอยู่แต่ตรงนั้น และไขว่คว้ามันอยู่ตลอดเวลา แต่เราก็ไปไม่ถึง เพราะวิ่งตามอยู่ตลอดเวลา แล้วหลงเข้าไปในอนาคต โดยที่ไม่ได้วางแผนเพื่ออยู่กับความเป็นจริงในขณะนี้ เราจึงจำเป็นต้องมีสติ และมีความสามารถในการอยู่กับปัจจุบันขณะ เพื่อเกิดการประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

 

แล้วมันจะผิดไหม ถ้าเรานึกถึงอดีตที่หอมหวานแล้วมีความสุข นึกอนาคตที่เต็มไปด้วยความหวังแล้วมีความสุข บางทีการนึกย้อนกลับหรือนึกไปไกลก็ทำให้เราเป็นสุข

     ถ้านึกถึงอย่างมีสติก็ไม่ผิดอะไร เพราะไม่ใช่ว่าห้ามคิด แต่ขอให้รู้ตัวว่ากำลังคิดอยู่ อย่างตอนที่หลวงพี่ไปอยู่ฝรั่งเศสใหม่ๆ หลวงพี่ก็คิดถึงเมืองไทยนะ พอเห็นต้นไม้ต้นนี้ก็คิดว่าเราเคยเห็นตอนอยู่ในวัดที่โคราช เห็นต้นนั้นก็คิดว่าเหมือนที่นั่นที่นี่ คนนี้เหมือนคนที่เราเคยเจอที่เมืองไทย ก็คิดถึงเมืองไทยขึ้นมา ซึ่งมันไม่ได้ทำให้หลวงพี่เป็นทุกข์ เพราะพอคิดแล้วก็หายใจเข้า ต้นไม้ต้นนี้เหมือนที่เมืองไทยเลย พอคิดแล้วหายใจออก เมืองไทยอยู่กับฉันตรงนี้แล้ว ดังนั้น ก็ไม่ต้องซื้อตั๋วบินกลับบ้าน บ้านอยู่ตรงนี้ คือถ้าเราคิดอย่างมีสติ ความงดงามเหล่านี้ก็ช่วยหล่อเลี้ยงปัจจุบันของเรา

     แต่ถ้าเราไม่มีสติ คิดถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้ด้วยความยึดติด โอยๆ ฉันไม่มีสิ่งนั้นอีกแล้ว ฉันไม่ได้อยู่ในบรรยากาศนั้นอีกแล้ว เสียดายที่ตอนนี้ฉันไม่ได้อยู่ตรงนั้น นี่เป็นตัวอย่างของการคิดอย่างไม่มีสติ แต่ถ้าเรารู้ว่าทุกอย่างยังอยู่ในเราเสมอ เพียงแค่ตามลมหายใจและอยู่กับปัจจุบัน เราก็กลับไปเยี่ยมอดีตได้ โดยอยู่ในปัจจุบันนะ (เน้นเสียง) เหมือนเรือในมหาสมุทรที่มีสมอเรือหย่อนลงไป มันก็จะยึดเรือไว้ตรงนั้น ถ้ามีมรสุมก็อาจจะแค่โคลงเคลง แต่จะไม่ถูกพัดลอยไปกับมรสุม สติก็เช่นกัน เรื่องอนาคตก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่มีสติอยู่กับปัจจุบัน เราก็อาจจะคิดไปไกลๆ ด้วยความหวังแบบลมๆ แล้งๆ แต่ถ้าเรามองปัจจุบันอย่างมีสติ เราก็จะมองอนาคตอย่างสมเหตุสมผล อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง


.....มีต่อ

8




“แอตลาส” ไททัน จากเทพผู้แบกโลกา ...สู่ยักษาผู้แบกพระเจดีย์

         หลายท่านที่ชอบเป็นนักเดินทาง ท่องเที่ยวและถ่ายภาพไปตามวัดวาอาราม หรือโบราณศาสนสถาน หากเคยไปเที่ยวชม “วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว” ในกรุงเทพ ฯ ท่านก็คงจะเคยพบเห็น และมักจะนิยม คลิก คลิก เพื่อ “ถ่ายภาพ” เหล่า “ยักษ์ – ยักษา” ตัวละครฝ่ายอธรรมในมหาวรรณกรรม “รามเกียรติ์” ที่ต่างกำลังทำท่าแยกกางขา ยกแขนขึ้นทำท่า “แบก” พระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองสีทองอร่ามตา ที่ตั้งเป็นคู่อยู่ด้านหน้า “ปราสาทพระเทพบิดร” ปราสาทผังจัตุรมุขทางทิศตะวันออก

มีอีก เพิ่มเติม http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai/2010/03/23/entry-1

9


<a href="https://www.youtube.com/v/btipzJa1Hrw" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/btipzJa1Hrw</a>

พุทธทาสภิกขุกับสหายมหายาน : ในความทรงจำของ ธีรทาส

โครงการจัดทำประวัติศาสตร์บอกเล่า กลุ่มงานจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ
บทความโดย อัครวิทย์ ชูเกียรติศิริชัย ภาพโดย ณัฐชนน บางแค
สัมภาษณ์ ๙ ตุลาคม ๒๕๖๑

หนึ่งอุบาสกจากสำนักเส้าหลินใต้ ต้องลี้ภัยทางการเมืองในยุคสมัยของเฉียนหลงฮ่องเต้มาพร้อมกับคัมภีร์พุทธศาสนานิกาย ฌาน หรือ เซ็น โดยใช้เวลาหลบซ่อนตัวอยู่หลายสิบปีด้วยอาชีพซินแส พะแมะหมอจีน รักษาโรคให้กับคนเจ็บป่วยบนผืนแผ่นดินสยาม ก่อนจะถ่ายทอดเนื้อหาในคัมภีร์นั้นให้แก่ทายาท ด้วยหวังว่าวันหนึ่ง เมื่อมีโอกาส พุทธธรรมแบบเซ็นจะได้รับการเผยแผ่ออกไปไม่ขาดตอน นี่มิใช่นวนิยายกำลังภายในที่แต่งขึ้นเพื่อความสนุกสนาน หากแต่เป็นเรื่องราวของ ‘เล่ากิมเช็ง’ ผู้เป็นบิดาของ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ หรือเจ้าของนามปากกา ธีรทาส ผู้ตรวจสอบและจัดพิมพ์ หนังสือชุด ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น และศิษย์เต๋า-เซียน-เซ็น ออกแจกจ่ายเป็นธรรมทานมาตั้งแต่อายุ ๓๔ ปี โดยอาศัยพื้นที่ของ พุทธสมาคมเป้าเก็งเต๊ง บ่อนไก่ กรุงเทพฯ เป็นสถานที่ทำงานร่วมกับ เสาวนีย์ ธโนฆาภรณ์

นอกจากเรื่องเล่าอันน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับการเดินทางของศิษย์สำนักเส้าหลินใต้สู่ดินแดนสยาม เจ้าของนามปากกา ธีรทาส ยังเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยสัมผัสและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ พุทธทาสภิกขุ ผู้ได้รับการขนานนามว่า ‘นาคารชุนแห่งเถรวาท’ และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ โครงการประวัติศาสตร์บอกเล่าบุคคลที่เคยสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการของหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ จำต้องโคจรมาพบกับหนึ่งในสหายมหายานเพื่อบันทึกความทรงจำในวัย ๙๐ ปี

เมื่อถามถึงความประทับใจที่สหายมหายานมีต่อพุทธทาสภิกขุ ธีรทาส ได้กล่าวอย่างสั้นๆ แต่ชัดเจนในความทรงจำว่า “พระไทยที่มีความรู้เรื่องมหายาน เรื่องเซ็น ดีที่สุด คือองค์นี้”

กำเนิดคัมภีร์ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น
ธีระ วงศ์โพธิ์พระ บอกเล่าถึงความเป็นมาของ กิมเช็ง แซ่เล้า ผู้เป็นบิดาให้พอเข้าใจในความเป็นมาของตนเอง และความสำคัญของหนังสือชุด ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ว่า “เตี่ยเก่งยาจีนพะแมะ สูตรวิชาเส้าหลิน อายุ ๑๕ ไปอยู่เส้าหลิน อายุ ๒๐ ก็เป็นครูดังแล้ว เป็นครูคนแรกเลย ใครจะเข้าที่นี่ (เส้าหลินใต้) ต้องผ่านแกก่อน ศิษย์โง่ (ไปเรียนเซ็น) แกเขียน เป็นวิธีเรียน วิธีพูด ต้องให้รู้ ๓ อย่างก่อน โลภะ โทสะ โมหะ สามอย่าง ต่อไปรู้ขันธ์ ๕ ห้าอย่าง ต่อไปถึงโพชฌงค์ ๗ ไม่งั้นจะสับสน ต้องให้รู้ให้แตก เหมือนกับเด็กเรียน ก.ไก่ เข้าเรียนใหม่ๆ ต้องรู้ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก ก่อน บวกลบคูณหารอย่าเพิ่งพูด ต้องรู้อันนี้ต่อไปมันไม่สับสน”

ส่วนสาเหตุที่ซินแสเล่ากิมเช็ง ต้องหลบลี้หนีภัยจากบ้านเกิดเมืองนอนมาอาศัยบนแผ่นดินสยาม สืบเนื่องมาจากเหตุผลทางการเมืองในสมัยฮ่องเต้เฉียนหลง แห่งราชวงศ์ชิงหรือเช็ง “เขาจะปราบพวก หวงเช็งฮกหมิง (ต้านชิงกู้หมิง) เกี่ยวกับการเมืองเมืองจีน เส้าหลินแม้จะเป็นกลางทางศาสนา แต่เขาอิงไปทางเก่า จึงเกิดการปราบ แผนทางนู้น (สำนักเส้าหลินใต้) มองการณ์ไกล คัดครูสำคัญส่งไม่ให้สูญพันธุ์ให้ออกโพ้นทะเลไป พม่า เวียดนาม ไทย ปลอดภัย เตี่ยฉันมาชุดนั้น อยู่เมืองจีนแกได้รับรายงานภาคเอเชีย เมืองไทยหมด ใครอยู่ที่ไหนยังไง แกเป็นคนอ่านรายงาน ก็รู้เรื่องนี้ดี มาปุ๊บรู้เลย มึงอยู่จังหวัดไหน ยังไง” ซึ่งหนึ่งในรายชื่อของศิษย์รุ่นพี่คนสำคัญที่อพยพเข้ามายังแผ่นดินสยามก่อนหน้า ก็คือ ‘เซียนแปะโค้ว’ แห่งหัวตะเข้ ที่ดับสังขารไปในอิริยาบถนั่งสมาธิ จนเป็นที่โจษจันกันทั่วไปในฐานะหนึ่งในตำนานผู้วิเศษ

“สำหรับฉัน แกให้ถ่ายทอดอธิบายสรุป แล้วก็แปล มีคนช่วยหลายคน อย่างพระมหาเอี่ยมมหารุ่นเก่า ความรู้ดีคนท่าม่วง (จังหวัดกาญจนบุรี) รู้จักพวกนั่งไม่เน่าเยอะเชียว” ธีรทาส เล่าถึงความรับผิดชอบต่อคัมภีร์ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น

ลูกศิษย์ของหมอตันม่อเซี้ยง
สำหรับผู้ที่สนใจในผลงานแปลของท่านพุทธทาสอย่าง ‘คำสอนของฮวงโป’ คงจะพอทราบว่า ท่านพุทธทาสจำต้องอาศัยความร่วมมือในการตรวจสอบเทียบเคียงกับต้นฉบับภาษาจีนเพื่อรักษาความถูกต้องของเนื้อหา โดยหนึ่งในบุคคลที่เข้ามามีส่วนช่วยเหลือในการเทียบเคียงระหว่างภาษาอังกฤษ ภาษาจีน สู่คำแปลในภาษาไทยได้แก่ ‘หมอตันม่อเซี้ยง’ ซึ่งถือเป็นปราชญ์สายมหายานคนสำคัญในยุคนั้น และเป็นอาจารย์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวในพระสูตรมหายาน คัมภีร์นิกายเซ็น ให้แก่ เสถียร โพธินันทะ และ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ชักนำให้ทั้งสองท่านมีโอกาสพบ พุทธทาสภิกขุ เป็นครั้งแรก โดยธีรทาส ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของ หมอตันม่อเซี้ยง ว่า

“มีอาชีพพะแมะหมอจีน เมื่อก่อนทำงานโรงพยาบาลเทียนฟ้า เป็นหมอรักษาโรค...เป็นอาจารย์ฝ่ายมหายานออกเสียงตามสายเรื่องทั่วไป แต่มาบรรยายสูตรเว่ยหล่างที่นี่ เป้าเก็งเต๊ง บรรยายสูตรเว่ยหล่างเป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แล้วเขาก็เอาไปออกเสียงตามสาย แล้วบรรยายวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร หรือกิมกังเกง ที่นี่ เจ้าคุณพุทธทาสเคยมาสองครั้ง ท่านพักวัดปทุมคงคา หมอตันม่อเซี้ยง พาฉันกับ เสถียร (โพธินันทะ) ไปรู้จักท่านครั้งแรก ฉันอายุเข้าใจว่า ๑๙ หรือ ๒๐ แถวเนี่ย หมอตันม่อเซี้ยงพาไป พอเอ่ยชื่อฉันบอกลูกซินแสกิมเช็ง เจ้าคุณรู้จัก เจ้าคุณบอกดีแล้วฉันคอยมานานแล้ว ดีแล้วเสถียร โพธินันทะ มา ดี ทั้งคู่ฉันคอยมานานแล้ว” ธีรทาส ย้อนความทรงจำเมื่อแรกพบพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเขาเรียกขานว่า เจ้าคุณ

พุทธทาสภิกขุกับสหายมหายาน
ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพบกันระหว่าง พุทธทาสภิกขุ กับหมอตันม่อเซี้ยง, เสถียร โพธินันทะ และ ธีระ วงศ์โพธิ์พระ อยู่ที่พุทธทาสภิกขุรับรู้ว่าผู้ที่กำลังจะมาพบและสนทนากับท่านนั้นเป็นใคร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความเปิดกว้างในการแสวงหาสหายทางปัญญาที่จะมาช่วยเหลืองานต่างๆ ให้สมบูรณ์ เช่น ในกรณีที่พุทธทาสภิกขุรู้จักซินแสเล่ากิมเช็ง บิดาของธีรทาสเป็นอย่างดี “รู้จากคนจีนรุ่นก่อนๆ รุ่นมีความรู้ดีๆ ไปคุยกับท่านมาก ท่านก็ถาม คนที่มาอยู่เมืองไทยที่เก่งๆ มีกี่คน รู้หมด รู้ก่อนรู้จักลูกอีก” ธีระ ให้ข้อมูลเคล้าเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ขณะที่ความสนใจในปรัชญาและพุทธศาสนามหายาน โดยเฉพาะนิกายเซ็น ธีรทาส ให้ความเห็นว่าน่าจะเป็นเพราะพุทธทาสภิกขุได้อ่านหนังสือเหล่านี้มามาก “อาจารย์กรุณา กุศลาสัย เป็นคนส่งคัมภีร์เซ็นเก่าๆ ขงจื๊อ เหล่าจื๊อ มาให้อ่านเป็นพื้น แล้วคนนู้นพูด คนนี้พูด รุ่นเก่า แกก็ถาม รู้จักภูมิปัญญาเตี่ยฉันดีกว่าลูกชายรู้จักอีก”

ในเรื่องของความคิดเห็นระหว่างพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเป็นภิกษุในพุทธศาสนาเถรวาท กับอีกสามอุบาสกมหายาน ธีรทาส มีความเห็นว่า “เบื้องสูงไม่ต่าง เป้าหมายเดียวกัน สนับสนุนโพธิสัตวธรรม เพราะว่ามันกว้าง โพธิสัตว์ไปจนจบเกมเป็นพระพุทธเจ้า เขาสอนแบบนี้ เธอมุ่งพุทธภูมิเธอก็ต้องจบอยู่ดีวันหนึ่ง เกิดทุกชาติสร้างบารมีทุกชาติขาดทุนเหรอ ไม่ขาดทุน มีแต่กำไร อันนี้เจ้าคุณพอใจที่ฉันพูด เตี่ยฉันสอน ตันม่อเซี้ยงก็สอน เสถียร (โพธินันทะ) ก็สอน เกิดทุกชาติสร้างบารมีทุกชาติ ขาดทุนเหรอ อรหัตตภูมิมีจริง แล้วคุณได้หรือยัง มุ่งไว้ก่อน วันหนึ่งข้างหน้าจบของมันเอง ไม่ต้องไปคิดว่ากี่ชาติ เกิดทุกชาติสร้างบารมีทุกชาติ ขาดทุนเหรอ ไม่ขาดทุน”

เมื่อถามถึงความประทับใจที่สหายมหายานมีต่อพุทธทาสภิกขุ ธีรทาส ได้กล่าวอย่างสั้นๆ แต่ชัดเจนในความทรงจำว่า “พระไทยที่มีความรู้เรื่องมหายาน เรื่องเซ็น ดีที่สุด คือองค์นี้”

แม้จะมีความแตกต่างในการดำเนินชีวิตและรายละเอียดในความเชื่อ แต่ท้ายที่สุดกว่า ๕๐ ปี กับปริมาณหนังสือที่มีน้ำหนักรวมกว่า ๗๐ ตัน ที่จัดพิมพ์และแจกจ่ายเป็นธรรมทาน ภายใต้ร่มเงาของพุทธสมาคมเป้าเก็งเต๊ง ก็สะท้อนให้เห็นถึงความแนบสนิทของศรัทธาระหว่างภิกษุเถรวาท และอุบาสกมหายานที่ “เบื้องสูงไม่ต่าง เป้าหมายเดียวกัน”

จาก คลิป บทสัมภาษณ์ที่ https://youtu.be/btipzJa1Hrw

เพิ่มเติม จักรวาล ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค ต่าง ๆ


ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาคแรก เซียนท้ออายุยืน

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,12334.0.html

http://www.sookjai.com/index.php?topic=181206.0

ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค เต๋า-เซียน-เซ็น (อ.ธีระ วงศ์โพธิ์พระ)

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,12852.0.html

ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ภาค อริยโพธิสัตว์ ตำนานศาลเจ้า - โรงเจ 100 ปี เมืองสยาม

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,14932.0.html

พระคัมภีร์ (ปริศนาธรรม) 18 พระอรหันต์ และ ตัวตาย ชื่อไม่ตาย

http://www.tairomdham.net/index.php/topic,14931.0.html

10
ผลงานพระธรรมทูตไทยดึง“มหาเศรษฐีหัวหน้าเผ่าอินเดียแดง”หันมานับถือพระพุทธศาสนา




ผลงานพระธรรมทูตไทยดึง“มหาเศรษฐีหัวหน้าเผ่าอินเดียแดง”หันมานับถือพระพุทธศาสนา

พระธรรมทูตไทยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย นำโดย พระครูรัตนปัญญาวิเทศ โชว์ผลงานในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในต่างแดน ด้วยการชักชวน “ เศรษฐีหัวหน้าเผ่าอินแดง ที่มีชื่อว่า ลุงวินเซ็นท์  ผู้ถือหุ้นใหญ่กาสิโนที่ลาสเวกัส หันมานับถือศาสนาพุทธ

          พระครูรัตนปัญญาวิเทศ (อ.กุ๊กไก่)  เจ้าอาวาสวัดรัตนปัญญา เมืองวิลโดมาร์  ริเวอร์ไซด์ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ลุงวินเซ็นท์  มักจะมาทำบุญที่วัดเป็นประจำ ตามภรรยาที่ได้เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนาแล้วก่อนหน้านี้ เนื่องจากชอบบรรยากาศแห่งความร่วมรื่น และสงบ ของวัด และที่สำคัญได้รับฟังธรรมและหลักความจริงตามคำสอนในพระพุทธศาสนาจึงเกิดศรัทธา ซึ่งลุงวินเซ็นท์ ได้เป็นผู้ให้การอุปถัมภ์วัดรัตนปัญญา อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด  คณะสงฆ์วัดรัตนปัญญา นำโดย พระครูรัตนปัญญาวิเทศ เจ้าอาวาส ได้รับกิจนิมนต์ไปเจริญพุทธมนต์งานคล้ายวันเกิดคุณลุงวินเซนท์ ในอากาศครบรอบ 85 ปี  ที่คฤหาสถ์ในเมืองปาเชนก้า รัฐแคลิฟอร์เนีย  ท่ามกลางญาติ พี่น้อง ภรรยา และลูก หลาน ร่วมงานอย่างคับคั่ง ด้วยความศรัทธา ในการนี้ พระครูรัตนปัญญาวิเทศ ได้มอบพระพุทธรูปสีขาว ให้ลุงวิเซนท์ ไว้บูชา ด้วย พร้อมทั้ง อำนวยพรให้ ลุงวิเซนท์ มีความสุข สุขภาพพลานามัยแข็งแรง เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูกหลาน ต่อไป




 ขณะที่ พระอาจารย์ศรีทอง ศรีบุญเพ็ง  พระภิกษุจากวัดรัตนปัญญา  กล่าวว่า ลุงวินเซ็นท์  ได้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ไทย ซึ่งเป็นพระธรรมทูตเผยแพร่พระพุทธศาสนาในประเทศสหรัฐฯ ไปทำบุญ ที่บ้านในวาระพิเศษต่างๆ  ส่วนสาเหตุที่ลุงวินเซ็นท์ หันมานับถือศาสนาพุทธ ซึ่งก่อนหน้านั้นได้นับถือศาสนาคริสต์แบบกลางๆ ระหว่างกึ่งชนเผ่า ที่บูชาเทพเจ้า และจิตวิญญาณ ภายหลังมีโยมเป็นสุภาพสตรีท่านหนึ่ง ได้ชักชวนมาเที่ยวที่วัดไทย ที่แคลิฟอร์เนีย นานเข้าก็เกิดศรัทธา จึงหันมานับถือพุทธศาสนาอย่างจริงจัง รวมทั้งภรรยาได้เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนาแล้วด้วย และได้รับมอบพระพุทธรูปไปบูชาที่บ้าน  และพระไว้ห้อยคอ ซึ่งลุงวินเซ็นท์ แขวนคออยู่ทุกวันนี้ เป็นเวลากว่า 15 ปีแล้ว

สำหรับ ลุงวินเซ็นช์  มีลักษณะนิสัยเป็นคนใจบุญ เคยบริจาคเงินสร้างศาลาทรงไทยกว่า 6 หมื่นเหรียญสหรัฐฯ มาแล้ว และมาช่วยกิจกรรมที่วัดเป็นประจำ และการปรับปรุงภูมิทัศน์ เลี้ยงอาหารในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ซึ่งบ้านของลุงวินเซ็นช์ใหญ่โตมาก เนื่องจากมีรายได้เป็นจำนวนมากจากการถือหุ้นกาสิโนในลาสเวกัส




ปัจจุบัน วัดรัตนปัญญา มีพระครูรัตนปัญญาวิเทศ (อ.กุ๊กไก่ ปธ.6) เป็นเจ้าอาวาส ตั้งอยู่ที่เมืองวิลโดมาร์  ริเวอร์ไซด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา อยู่ห่างจากเมืองลอสแองเจลีส ประมาณ 76 ไมล์ ทามกลางบรรยากาศร่วมรื่น สงบ เหมาะแก่การปฏิบัติ จึงมีคณะศรัทธาของญาติโยมทั้งชาวไทย และต่างประเทศเดินทางมาทำบุญอย่างต่อเนื่อง เป็นจำนวนมาก รวมทั้ง ยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐฯด้วย



จาก สยามธุรกิจ


หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 440

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham