Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - sasita

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12
1
มีคนเคยบอกว่า ‘ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์’ แต่ในขณะเดียวกันความรักก็เป็นแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครหลายคนทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์ต่อโลกมนุษย์ได้  แน่นอนมันไม่ยากเกินไปหากคุณจะรักให้เป็น ในขณะเดียวกันมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ฝากข้อคิดให้ใครหลายๆ คนที่อย่างน้อยยังมีความอยากที่จะเรียนรู้ว่า หากจะรักให้เป็นนั้นต้องทำอย่างไรบ้างดังนี้นะคะ




    1. รักให้เป็นโดยการไม่คาดหวัง (No Expectation)
        - หากคุณเองยังไม่สามารถคาดหวังในสิ่งต่างๆ ให้ตัวเองเป็นได้อย่างที่ใจหวังทั้งหมดล่ะก็ จงเลิกคิดที่จะคาดหวังในตัวผู้อื่นเช่นเดียวกัน อาทิ คุณไม่สามารถคาดหวังหั้วเองไม่ง่วง ไม่หิว ไม่โกรธ ฯลฯ ฉันใดก็ฉันนั้น...คุณเองก็ไม่สามารถคาดหวังให้คนอื่นเป็นทุกอย่างที่คุณอยาก ให้เป็นได้ทั้งหมดหรอกค่ะ สิ่งที่คุณทำได้คือคุณอาจตั้งความหวังกับสิ่งต่างๆ และทำทุกๆ สิ่งในชีวิตให้ดีที่สุด ผลที่จะออกมาเป็นอย่างไรให้ยอมรับกับผลของมัน เพราะคุณทำดีที่สุดแล้วไม่มีอะไรต้องสียใจ จงอย่าคาดหวังมันต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เพราะเมื่อคุณหวังและมันไม่ได้ดังหวัง คุณก็จะผิดหวัง



    2. รักให้เป็นโดยการรักอย่างไม่มีเงื่อนไข (Uncondlitional Love)
        - คอนเซ็ปต์ของการรักโดยไม่มีเงื่อนไขอธิบายได้ง่ายๆ ว่า จงรักโดยไม่หวังผลตอบแทน คนส่วนใหญ่เมื่อมีความรักและทุ่มเททำสิ่งต่างๆ ให้กับคนที่ตนรักแล้ว มักมีคำถามกับตัวเองต่อจากนั้นเสมอว่า ‘ทำไม?’ เช่น ฉันรักเขา และฉันทำสิ่งที่ฉันควรจะทำแล้ว...แต่ทำไมเขาไม่เห็นทำหน้าที่ของเขาบ้าง หรือแต่การสร้างเงื่อนไขต่างๆ ให้กับความรัก เช่น หากเขาทำกับฉันอย่างไร ฉันก็จะทำกับเขาเช่นเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วความรักของคุณก็คงไม่ต่างอะไรกับคำว่า ‘รักที่ฉันต้องการ’ แทนที่จะเรียกว่า ‘รักนี้มีแต่ให้’



    3. รักให้เป็นด้วยการใจเย็น ประคับประคอง และอดทน
        - อย่างที่กล่าวตอนต้น หากเปรียบเทียบความรักเป็นดังเปลวเทียนแล้ว การทะนุถนอมรักษความรักก็เหมือนดังการรักษาเปลวเทียนท่ามกลางลมที่พัดแรง เปลวเทียนอาจจะดับกลางคัน และยากที่จะจุดติดใหม่ได้ แต่รับรองได้ว่าไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป แต่ต้องอาศัยการใจเย็น การประคับประคอง และความอดทนเท่านั้น



    4. รักให้เป็นโดยการให้อภัย
        - ไม่มีเส้นทางชีวิตใดที่โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ดังนั้นอุปสรรคและความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่มีมนุษย์คนใดที่ไม่เคยทำผิดพลาด คุณเองก็เช่นเดียวกัน หากคนที่คุณรักทำผิดพลาด หน้าที่ของคุณคือชี้มห้เขาเห็นถึงความผิดพลาดนั้น และหยิบยื่นโอกาสในการแก้ไขตัวเองแก่เขาผู้นั้น แค่นี้ก็เรียกได้ว่าคุณรู้จักการใหอภัยแล้ว หากรู้จักการให้อภัย ความรักของคุณจะยั่งยืน เป็นความรักที่สมบูรณ์แบบ เป็นความรักที่มีแต่การให้อย่างแท้จริง



         สุดท้ายแล้วบทสรุปของความรักที่แท้จริงก็สามารถสรุปได้ด้วยคำสั้นๆ ว่า ‘เมตตา’ หากคุณอยากรักให้เป็นหรืออยากมีความรักที่ทำให้ตนเองและคนที่คุณรักเป็นสุข ขอให้คุณมีความเมตตาต่อผู้นั้นอย่างแท้จริงเท่านั้นเองค่ะ



ที่มาจาก นิตยสารเปรียว




2
สาวๆ หลายคนชอบกินขนมเป็นชีวิตจิตใจ แต่จะกินอย่างไรถึงจะรักษารูปร่างได้เพรียวสวย เรามีเคล็ดวิธีเลือกกินของหวาน ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ ที่สามารถทำได้ไม่ยากมาบอกต่อค่ะ

 

       รู้ปริมาณแคลอรี ก่อนกินควรอ่านปริมาณแคลอรีในขนม โดยดูจากฉลากแสดงข้อมูลโภชนาการข้างกล่อง หากเป็นไปได้ควรเลือกกินหรือซื้อชนิดที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบน้อยที่สุด

 

      ลดแคลอรี การตัดน้ำตาล ครีม ออกจากขนมก่อนกิน เช่น เกลี่ยน้ำตาลไอซิ่งที่โรยหน้าขนมปังออก หรือไม่ใส่กะทิในขนมหวาน จะลดพลังงานได้ถึง 81- 150 แคลอรี หรือเกลี่ยครีมหน้าขนมเค้กออก ลดพลังงานได้ถึง 160 แคลอรี

 

     ควบคุมสัดส่วนการกิน กินอย่างละนิดพอให้รู้รสชาติ เช่น คุกกี้ 1-2 ชิ้น เค้ก 1 ส่วน 4/ชิ้นเล็ก ไอศกรีม 1 ลูก คุณจะได้ชิมรสขนมทั้งหมดโดยได้แคลอรีเพียงครึ่งเดียว

 

     ดื่มชาเขียวหรือกาแฟร้อนหลังมื้อขนม กาเฟอีนจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน หากต้องการเพิ่มรสชาติให้ใส่น้ำตาลเทียมแทน

 

     15 นาที หลังกินขนมหวานเสร็จอย่านั่งอยู่กับที่ ออกไปเดินเล่นรอบบ้านๆ ประมาณ 15 นาที วิธีนี้นอกจากจะช่วยย่อยแล้ว ยังป้องกันไม่ให้ไขมันสะสมที่หน้าท้อง ต้นขา และสะโพกได้อีกด้วย

 

     30 นาที หลังกินของหวาน 5 ชั่วโมง ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที เพื่อกำจัดแป้งและน้ำตาลก่อนกลายเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยก่อนและหลังออกกำลังกายควรดื่มชาเขียวร้อนหรือน้ำอุ่นเพื่อเสริมระบบเผา ผลาญควบคู่ไปด้วย

 

     งดแป้งและน้ำตาลในวันรุ่งขึ้น มื้อเช้าและกลางวันเน้นผัก 80% โปรตีน 20% ส่วนมื้อเย็นให้กินผักผลไม้สดและดื่มน้ำเปล่าทั้งวัน

 


ขอบคุณข้อมูลจาก momypedia

 

3


ข้อความในพระสูตรนั้น มีดั่งนี้ :-


"พระตถาคตเจ้าผู้ทรงอรหันต์ ได้ตรัสรู้อย่างถูกถ้วนแล้ว, และได้ตรัสความเป็นกุศลหรืออกุศลแห่งการบริโภคเนื้อสัตว์แก่เรา, เพื่อว่าเราและสาวกอื่นๆ ในพระพุทธศาสนา ทั้งในปัจจุบันและอนาคต จะได้ประกาศสัจธรรมอันนี้ แก่เขาเหล่าโน้นผู้บริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อเป็นการทำลายความอยากในเนื้อสัตว์ของเขานั้นๆ เสีย."


"พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า : โอ, มหาบัณฑิต! ด้วยน้ำหนักแห่งเหตุผลอันมากมายเหลือจะประมวล บ่งแสดงว่าเนื้อทุกชนิดเป็นสิ่งที่ควรปฏิเสธโดยสาวกแห่งพระพุทธศาสนา ผู้มีใจเปี่ยมอยู่ด้วยความกรุณา. สำหรับเขาเหล่านั้น เราจักกล่าวแต่โดยย่อๆ.

โอ, มหาบัณฑิต! ในวัฏฏสงสารอันไม่มีใครทราบที่สุดในเบื้องต้นนี้ สัตว์ผู้มีชีพได้พากันท่องเที่ยวไปในการว่ายเวียนในการเกิดอีกตายอีก. ไม่มีสัตว์แม้แต่ตัวเดียว ที่ในบางสมัย ไม่เคยเป็น แม่ พ่อ พี่น้องชาย พี่น้องหญิง ลูกชาย ลูกหญิง หรือเครือญาติอย่างอื่นๆ แก่กัน. สัตว์ตัวเดียวกัน ย่อมถือปฏิสนธิในภพต่างๆ เป็นกวาง หรือสัตว์สี่เท้าอื่นๆ เป็นนก ฯลฯ ซึ่งยังนับได้ว่าเป็นเครือญาติของเราโดยตรง. สาวกแห่งพระพุทธศาสนา จะทำลงไปได้อย่างไรหนอ, จะเป็นผู้สำเร็จแล้ว หรือยังเป็นสาวกธรรมดาก็ตาม ผู้เห็นอยู่ว่าสัตว์เหล่านี้ทั้งหมด เป็นภราดรของตน, แล้วจะเชือดเถือเนื้อของมัน?

โอ. มหาบัณฑิต
    เรามิได้เคยบัญญัติเนื้อสัตว์ไว้ในสูตรใดๆ หรือกล่าวว่ามันเป็นของควรกิน  หรือนับมันเข้าในประเภทของดีที่ควรกิน...
    โอ. มหาบัณฑิต  เนื้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภค...

    เพราะว่า เนื้อย่อมเกิดจากเลือดและน้ำอสุจิ  ฉะนั้น มัน จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภคสำหรับสาวกแห่งพระพุทธศาสนา ผู้ประสงค์ต่อธรรมอันบริสุทธิ์

โอ. มหาบัณฑิต เนื้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภค...


    เพราะว่าบรรพชิตผู้ประสงค์มิตรภาพในเพื่อนสัตว์ด้วยกัน ทุกถ้วนหน้า  ดั่งเช่น เมื่อสัตว์ได้เห็นนายพราน ชาวประมง หรือคน กินเนื้อเดินมาแม้ในระยะไกล  สัตว์ทั้งหลายก็สะดุ้งกลัวเสียแล้ว  ต่างพากันวิ่งหนีไปไกลพร้อมกับความรู้สึกอยู่ในใจว่า... “ เขาเหล่านั้นเป็น ผี  ยักษ์  อสุรกาย  ผู้ล้างผลาญ ”  นั่นเพราะความกลัวต่อ ความตายของมัน...

    ฉะนั้น เนื้อเป็นสิ่งที่ควรกินสำหรับผู้มีใจดำอำมหิต  เป็น ต้นเหตุแห่งความเสื่อมเสีย และเป็นสิ่งที่จะถูกห้ามกันโดยสัตบุรุษ

โอ. มหาบัณฑิต เนื้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภค...


    เพราะว่า มีกลิ่นที่น่ารังเกียจ  ไม่น่าบริโภคอยู่ในเนื้อสัตว์ เช่นเดียวกับกลิ่นศพ...

    แม้เหตุผลมีเพียงเท่านี้  เนื้อก็เป็นสิ่งไม่ควรบริโภคสำหรับ พุทธศาสนิกชนอยู่แล้ว  ถ้าหากว่าศพถูกเผาและเนื้อสัตว์อย่างใด อย่างหนึ่งก็ถูกเผา  มันก็จะมีกลิ่นอันน่ารังเกียจไม่แตกต่างกันเลย.

โอ. มหาบัณฑิต เนื้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภค...


    เพราะว่า พุทธศาสนิกชนซึ่งเป็นผู้ที่ปรารถนาจะมีสาธุคุณ ในทางจิตทั้งเพื่อตนเองและผู้อื่น...
    คนกินเนื้อย่อมเป็นเหยื่อแห่งโรคหลายชนิด เช่น โรคไส้ เดือน  โรคพยาธิ  โรคเรื้อน  โรคเจ็บในท้อง...
    ( ถ้านับโรคสมัยนี้ที่สองพันปีก่อนยังไม่มีคือ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ  โรคไขข้อ  โรคความดัน... ฯลฯ  ล้วนมาจากเชื้อโรค ในชิ้นเนื้อทั้งสิ้น )    โอ. มหาบัณฑิต เนื้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภค...


    เพราะว่า เขาผู้ฆ่าสัตว์ชนิดใดๆ ก็ตามเพื่อเงิน  และเขาผู้ซึ่งจ่ายเงินซื้อเนื้อนั้น  ทั้งสองพวกชื่อว่าเป็นผู้ประกอบอกุศลกรรม และจักจมสู่โรรุวะนรกและนรกอื่นๆ...    โอ. มหาบัณฑิต เนื้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภค...


    เพราะว่าเขาเหล่านั้นซึ่งเคยชินกับการกินเนื้อ สัตว์  เมื่อความอยากเป็นไปรุนแรงเข้าก็กินเนื้อคนได้
ย่อมจะเป็นผู้ละโมบในการกินและเป็นเหมือนยักษ์ ปีศาจร้าย...

    ครั้นถึงอนาคตกาล  เพราะอำนาจจิตติดฝัง แน่นในการอยากกินเนื้อสัตว์  ย่อมตกไปสู่กำเนิด แหล่งสัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหาร เช่น สิงโต เสือ จระเข้ สุนัขจิ้งจอก  แมว  นกเค้าแมว ฯลฯ...    โอ. มหาบัณฑิต เนื้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภค...


    ผู้ใดพูดว่าพระสมณโคดมตรัสว่า  ผู้บริสุทธิ์แห่งสมัยเพรงกาลย่อมกินอาหารเหมือนคนกินเนื้อ  ย่อมเที่ยวใส่ความทุกข์เจ็บ ปวดให้แก่สัตว์น้อยใหญ่ที่มีชีวิตอยู่บนท้องฟ้า บนบกและในน้ำ เที่ยวรบกวนรังควานมันอยู่เสมอ...

    ดังนี้ ผู้นั้นชื่อว่าไม่พูดตามที่เราพูด  ทั้งกล่าวตู่เราด้วยคำ อันไม่ดีไม่เป็นจริง...  สมณภาพของเขาถูกทำลายย่อยยับเสียแล้ว ถูกทำให้เศร้าหมองเสียแล้ว...  คนชนิดนี้แหละที่กล่าวคำเท็จเทียม มากมายหลายชนิดแด่พระพุทธวจนะ...ต้นกำเนิดพระพุทธเจ้าไม่บริโภคเนื้อสัตว์

    พระมหาเถระ อัมริตนันทะ...ผู้มีชื่อเสียงแห่งประเทศเนปาล  ซึ่งเป็นลูกหลานในตระกูล “ ศากยวงศ์ ” แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ท่านก็ยืนยันให้โลกทราบว่าในราชวงศ์ของท่านนั้นนับตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีใครเสพเนื้อสัตว์เลย...

    แท้จริงแล้ว พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ทั้งหลายอุบัติมาเพื่อ โปรดสัตว์  แล้วพระองค์จะเอาชีวิตสัตว์มากินเสียเองได้อย่างไร...

    ในพระคัมภีร์  ลังกาวตารสูตร  พระพุทธเจ้าตรัสในเกาะ  ลังกาก็มีบอกไว้ชัดเจน    แต่ศิษย์สาวกของท่านในยุคหลังๆ เขา อยากจะกินเนื้อสัตว์กันเอง  เขาไปบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 900 เศษว่าพระองค์เองก็เสวยเนื้อสัตว์...

    โอ!... บาปหนาเหลือเกิน...

    คนในปัจจุบัน จึงบริโภคเนื้อสัตว์โดยไม่เกรงกลัวบาปกรรม เด็กที่เกิดมาใหม่ถูกปลูกฝังให้กินเนื้อสัตว์โดยไม่รู้ผิดชอบชั่วดี พากันบริโภคอย่างคึกคะนอง  เอาชีวิตสัตว์มาเป็นสินค้าซื้อขายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน  ทำลายเมตตาจิตขาดสะบั้น  แล้วชีวิตจะอยู่  สงบสุขได้อย่างไร...    โอ. มหาบัณฑิต เนื้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภค...


    ในวัฏฏสงสารอันไม่มีใครทราบที่สุดในเบื้องต้นนี้  สัตว์ผู้มีชีพได้พากันท่องเที่ยวไปในการเวียนว่ายแห่งการเกิดตาย ไม่มีสัตว์ แม้แต่ตัวเดียวไม่เคยเป็นพ่อ แม่ พี่น้องชาย พี่น้องหญิง ลูกชาย  ลูกหญิง หรือเครือญาติแก่กัน  สัตว์ตัวเดียวกันย่อมถือปฏิสนธิ ในภพต่างๆ เป็นสัตว์สองเท้า สัตว์สี่เท้า สัตว์เลื้อยคลาน เป็นนก   แมลง ฯลฯ  ซึ่งยังนับได้ว่าเป็นเครือญาติของเราโดยตรง...

    ดูก่อน !  สาวกแห่งพระพุทธศาสนาจะทำลงไปได้อย่างไร หนอ  เธอทั้งหลายผู้เห็นอยู่ว่าสัตว์เหล่านี้ล้วนเป็นเครือญาติฉันพี่ น้องของตน  แล้วจะเชือดเนื้อเถือหนังของเขาอีกหรือ...


ที่มา ลังกาวตารสูตร
http://www.96rangjai.com/langka/

4


อาจารย์เซนผู้หนึ่งมีศิษย์ที่ชอบร้องทุกข์คร่ำครวญอยู่คนหนึ่ง และเนื่องจากทัศนะคติที่คับแคบนี้เอง ทำให้ศิษย์ผู้นี้มักจะมีแต่ความทุกข์กังวล จิตใจไม่เป็นสุข
       
       วันหนึ่ง อาจารย์เซนสั่งให้ศิษย์คนดังกล่าวไปตลาดซื้อเกลือมาถุงหนึ่ง เมื่อศิษย์กลับมาจึงสั่งให้นำเกลือมาหยิบมือหนึ่ง โปรยลงไปในแก้วบรรจุน้ำ แล้วให้ศิษย์ดื่มลงไป พลางกล่าวถามว่า “รสชาติของน้ำเป็นอย่างไร?”
       “เค็มจนขม” ศิษย์ตอบด้วยใบหน้าเหยเก
       
       จากนั้น อาจารย์เซนได้พาศิษย์ไปยังริมทะเลสาบ สั่งให้นำเกลือที่เหลือโปรยลงไปในทะเลสาบจนหมดสิ้น แล้วกล่าวว่า “ลองดื่มน้ำจากทะเลสาบดูสิ” ศิษย์จึงก้มตัวลงไปวักน้ำจากทะเลสาบขึ้นมาดื่ม
       
       อาจารย์เซนถามอีกว่า “คราวนี้รสชาติเป็นอย่างไรบ้าง?”
       ศิษย์ตอบว่า “รสชาติหวานสะอาด บริสุทธิ์ยิ่ง”
       “ยังมีรสเค็มหรือไม่?” อาจารย์ถามต่อ
       “ไม่มี” ศิษย์ตอบ
       
       อาจารย์เซนได้ฟัจึงผงกศีรษะเล็กน้อย ยิ้มพลางเอ่ยสืบไปว่า “ความทุกข์ในชีวิตคนเราก็เป็นดั่งเกลือ มันจะมีรสเค็มหรือรสจืด ล้วนขึ้นอยู่กับภาชนะที่รองรับ ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะเป็นน้ำหนึ่งแก้ว หรือเป็นลำน้ำสายหนึ่ง”

 
 
ภาพจาก yanangel.spaces.live.com/
 
 
       ปัญญาเซน : คนเรา หากต้องการใช้ชีวิตบนโลกอย่างมีความสุข ทุกข์น้อย วิธีการคือต้องลดความทุกข์ เปิดใจให้กว้าง เมตตาต่อตนเอง อดกลั้นต่อผู้อื่น จึงจะมีชีวิตที่สุขสบาย ดำเนินชีวิตด้วยความเยือกเย็น นิ่งสงบ ไม่เร่งร้อน
       
       ที่มา : หนังสือ 《禅的故事精华版》, 慕云居 เรียบเรียง, สำนักพิมพ์ 地震出版社, 2006.12, ISBN 7-5028-2995-4
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9530000143525

5


ความรักอาจสร้างปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่
แต่ปาฏิหาริย์...ไม่ว่ายิ่งใหญ่เพียงใด
ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริง
โดยเฉพาะ...

“ความจริง” ที่มีประจำโลก

---000---

โลกมีความจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง และ “ความตาย” ก็เป็นความจริงข้อหนึ่งที่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยง บิดเบือน...แต่น่าแปลกที่คนเรามักคิดว่าความตายเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัว หากเผลอไปใส่ใจ คิดถึง

ยิ่งไปกว่านั้น ก็ยังมีหลายคนคิดฝืน ฉุดรั้งความตาย หวังให้ความตายไม่สามารถยื่นมือมาถึง หรือกระทั่งหวังให้บางคนฟื้นคืน กลับมาจากความตาย...โดยเฉพาะบุคคลที่พวกเขารักอย่างสุดหัวใจ

พวกเขาหวังว่า “ความรัก” และ “ความคิดถึง” จะเป็นสายใย นำพาคนที่พวกเขารัก ให้กลับมาจากความตายได้ พวกเขาหวังให้มีปาฏิหาริย์ใดก็ได้ สามารถนำคนเหล่านี้กลับมาจากมรณะ...บางที ปาฏิหาริย์ที่พวกเขาฝันถึง อาจมีอยู่จริง...ในภาพยนตร์!

---000---

ในเมืองโอโซะบนเกาะคิวชูมีปาฏิหาริย์บางอย่างเกิดขึ้น ผู้คนมากมายฟื้นคืนจากความตาย เป็นปาฏิหาริย์ที่ เฮตะต้องเข้ามาสอบสวนหาสาเหตุ ที่เมืองนี้เขาได้พบอาโออิ เพื่อนสาวที่ตนเองแอบรักมานาน แต่เธอมีชูซูเกะ เพื่อนรักที่เสียชีวิตของเขาอยู่ในหัวใจเสียแล้ว

เฮตะกับอาโออิร่วมสืบหาความลับของปาฏิหาริย์การฟื้นคืนชีวิตครั้งนี้ จนได้พบความจริงว่า ที่กลางป่ามีหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ ได้ปล่อยพลังงานเร้นลับบางอย่างออกมา ทำให้ผู้เสียชีวิตที่ยังมีเศษชิ้นส่วนของร่างกายอยู่ภายในเมือง และมีคนที่รักและคิดถึงพวกเขาอยู่ สามารถกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง

ความรักและความคิดถึงคือกุญแจไขปริศนาครั้งนี้

อาโออิหวังอยากให้ชูซูเกะกลับมาจากความตาย แต่ร่างเขาถูกเผา เถ้ากระดูกโปรยลงทะเล ไม่เหลือชิ้นส่วนใด นอกจากความทรงจำในหัวใจเธอ

เฮตะรู้ว่าชูซูเกะเคยบริจาคกระจกตาไว้อยู่อีกเมืองหนึ่ง แต่ไม่กล้าบอกอาโออิ จนกระทั่งเขาได้รู้ว่าอาโออิก็เสียชีวิตแล้วเช่นกัน...ที่สามารถกลับมามีชีวิตได้ ก็เพราะความรัก ความคิดถึงของเขา ทำให้เฮตะรีบไปหากระจกตาของชูซูเกะ เพื่อให้คนทั้งคู่ได้พบกัน ก่อนเวลาแห่งการฟื้นคืนจะหมดลง

---000---
หลายคนคงยินดีที่คนที่ตนรักสามารถกลับมาจากความตาย ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นลูกชายที่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก ภรรยาผู้จากไปในวัยชรา สามีหนุ่มที่ถูกทำร้ายจนตาย พี่ชายที่จากไปตั้งแต่ตอนวัยรุ่น หรือกระทั่งเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่ด่วนเสียชีวิตโดยที่ยังไม่ทันมีเวลาได้บอกความในใจ

ความรัก” ที่สามารถใช้เรียกบุคคลอันเป็นที่รักให้กลับคืนมาจากความตาย (ในภาพยนตร์เรื่องนี้) เป็นตัวแทนของสายใยความผูกพันที่โยงใยผูกมัดหัวใจผู้คน จนสร้างปาฏิหาริย์ขึ้นมาได้

ปาฏิหาริย์แห่งรัก เปิดโอกาสให้หลายคนได้กลับไปแก้ไข กลับไปเรียนรู้ถึงข้อผิดพลาดต่าง ๆ ของตนเอง...บางคนไม่อาจรู้จักคุณค่าของคนใกล้ตัว จนกระทั่งสูญเสียเขาไป บางคนหมดความเข้มแข็ง เมื่อต้องสูญเสียคนที่คอยให้กำลังใจ บางคนยังไม่ทันที่จะใช้ความกล้าบอกรัก ก็สูญเสียเขาไปแล้ว...

เมื่อมีโอกาสอีกครั้ง พวกเขาจึงใช้มันเพื่อกระทำสิ่งที่ควรทำอย่างเต็มที่ เพราะโอกาสนี้คงอยู่ได้ไม่นานนัก... เหล่าผู้คนที่ฟื้นคืน มีเวลาแค่สามสัปดาห์ ก่อนจะกลับไปสู่ความตายเช่นเดิม...

ด้วยความตายก็คือความตาย ใครก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ หน้าที่ของผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับความตายมีแค่...ยอมรับความจริง

โอกาสฟื้นคืนเช่นนี้...คงมีแต่ในภาพยนตร์

เมื่อยังมีชีวิตและยังมีโอกาส จึงไม่ควรชะล่าใจ ละเลยในสิ่งที่ควรกระทำ ให้ผ่านเลยไปเสีย...

---000---
ชาวพุทธเรา...จะมีสักกี่คนประจักษ์แก่ใจ...การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นมีคุณค่าเพียงใด ยากเย็นแค่ไหน...การได้พบพระพุทธศาสนามีคุณค่าเพียงใด ยากเย็นแค่ไหน...และยิ่งได้มีความศรัทธาต่อการดำเนินรอยตามเส้นทางพ้นทุกข์ ได้พบครูบาอาจารย์ที่ถูกตรง ยิ่งเป็นโอกาสทองที่แทบจะหาไม่ได้อีกแล้วในวัฏสงสาร

เมื่อมีโอกาสที่งดงาม และหาได้ยากยิ่งเช่นนี้แล้ว หากปล่อยให้ผ่านไป โดยไม่ยอมเอาตัวเข้าไปเรียนรู้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ไยไม่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

ชั่วชีวิตมนุษย์ไม่ยาวนัก แต่ก็เพียงพอที่จะใช้มันเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับตนเอง

หากมัวแต่ปล่อยตัว ปล่อยใจตามกระแสโลก กระแสกิเลส โดยไม่ฉุกคิดถึงโอกาสทองที่กองอยู่ตรงหน้า ก็อาจทำให้ต้องหวนมานึกเสียใจ เสียดายวันเวลาทีหลัง เมื่อวันตายมาถึง...

เพราะการเกิดเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ อย่างที่ใคร ๆ คาดคิด และไม่มีปาฏิหาริย์ใด เอาชนะความตายได้...

---000---
ความรักอาจสร้างปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่
แต่ปาฏิหาริย์แห่งรัก...ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริง
ความจริงที่บอกว่า...
โลกนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตนที่จะบังคับควบคุมได้อย่างใจ
“ความตาย” คือการแสดงให้เห็นถึงความไม่เที่ยงทนของทุกสิ่งในโลก

---000---
ความรักอาจสร้างปาฏิหาริย์
แต่ก็เพราะ “ความรัก” นี้มิใช่หรือ
ที่สร้าง “ทุกข์” มหันต์
ยามถูกพราก “ของรัก”




บทความโดย ---ชลนิล---
ที่มา http://dungtrin.com/mag/?36.movie

6
ดูหนัง ดูเรา ดูโลก ( Movie and Wisdom ) / นาคปรก
« เมื่อ: ตุลาคม 13, 2010, 06:53:57 AM »
คอลัมน์ – ดูหนังดูละคร แล้วย้อนมาเล่าให้ฟัง
โดย JayLay

นาคปรก หนังเรื่องนี้เหมาะกับชาวพุทธที่ยังคงมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาและต้องการทำนุบำรุงศาสนาให้สืบเนื่องต่อไป แต่ไม่เหมาะกับคนที่มือถือสากปากถือศีล



เรื่องย่อมีอยู่ว่า โจรสามคนปล้นรถขนเงิน ในระหว่างที่หนีการตามล่าของตำรวจ เกิดทำกระเป๋าใส่เงินตกลงไปในหลุม แต่ด้วยความที่ต้องหนีเอาตัวรอดก่อน จึงจำใจต้องทิ้งกระเป๋าเงินเอาไว้ แล้วย้อนกลับมาเอาในภายหลัง แต่ปรากฏว่า เมื่อกลับมา บริเวณที่เป็นหลุมนั้นกลายเป็นที่ตั้งของโบสถ์ไปแล้ว โจรทั้งสามคนจึงต้องหาวิธีการที่จะเอาเงินออกมาจากใต้ฐานโบสถ์ให้ได้ วิธีที่ดีที่สุดคือการปลอมตัวเป็นพระ เมื่อโจรอยู่ในคราบพระ ลองมาดูกันสิว่า ด้วยพุทธานุภาพจะสามารถเปลี่ยนใจโจรได้หรือไม่

ผู้กำกับ ภวัต พนังคศิริ ให้สัมภาษณ์ถึงชื่อหนังว่า “นาคปรกซึ่งเป็นพระประจำวันเสาร์ อาการของนาคคือปรก ตีความหมายว่า ปกป้องคุ้มครอง ซึ่งพระพุทธเจ้ามีนาคมาช่วยปกป้อง เหมือนกับ แม้จะมีประโยชน์น้อยนิดในการที่ทุกคนจะหันมาช่วยปกป้องศาสนาอย่างที่นาคทำ ก็คงจะดีไม่น้อยสำหรับความคิดส่วนหนึ่ง และนาคเป็นงู   ในศาสนาจะเปรียบเทียบเงินเหมือนเป็นงูพิษ คือจริง ๆ เงินเป็นเหมือนประโยชน์และโทษ ถ้าไม่รู้จักพอ ถ้าเป็นคำพระก็คือต้องกิเลสตัณหา หากยังมีกิเลสกับเงิน คือความอยากได้อยากมี มันก็จะมีโทษเหมือนกับงู ในศาสนาจะเปรียบนาคเป็นสัตว์เดรัจฉานที่บวชไม่ได้  มันก็เหมือนตัวละครในหนังที่จริง ๆ มันบวชไม่ได้ เพราะมันชั่ว ผมคิดว่าคนชั่วประเภทนี้ไม่ควรที่จะบวช ไม่ควรที่จะเข้าไปอยู่ในศาสนา”

นาคปรกเป็นหนังที่แหวกแนวจากหนังทีมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระ และพุทธศาสนาอื่นๆ เพราะเป็นหนังดราม่าแอคชั่น ซึ่งขอยกความดีให้กับผู้กำกับและคนเขียนบทที่กล้าทำหนังที่ฉีกแนวออกมาจากรูปแบบเดิม ๆ เนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาเป็นประเด็นที่อ่อนไหวเป็นอย่างยิ่ง อะไรที่ทำให้ภาพพจน์ของพระ หรือศาสนาเสื่อม ก็จะต้องถูกแบน เช่น ภาพยนตร์เรื่อง “แสงศตวรรษ” ไม่สามารถเข้าฉายในประเทศไทยได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่ยอมตัดฉากที่พระสงฆ์เล่นกีต้าร์ออกไป การกำหนดเรทของหนังตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งกำหนดหมวดหมู่ของภาพยนตร์ให้เหมาะสมกับอายุของผู้ชม “นาคปรก” ได้เรท 20+ แปลว่าหากไม่มีฉากต้องห้าม หนังจะไม่ถูกเซนเซอร์อีกแล้ว และเป็นหนังที่เหมาะกับผู้ชมที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป บางคนเลือกตั้งได้ แต่ดูหนังเรื่องนี้ไม่ได้นะคะ (ฮ่าๆ) นับว่าเป็นบุญอย่างยิ่งที่หนังเรื่องนี้ผ่านตรงนี้มาได้

หนังเรื่องนี้ปูเนื้อเรื่องได้ดีทีเดียวค่ะ ทุกสิ่งดำเนินไปอย่างที่คนดูก็น่าจะคาดเดาได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น ตัวหนังพยายามจะสื่อและแทรกคำสอนต่างๆของพระพุทธเจ้าอยู่เสมอๆ ซึ่งทำได้ดีมากค่ะ ดูแล้วไม่รู้สึกว่า เราถูกยัดเยียดให้มาดูสารคดีพระพุทธศาสนา คำสอนต่างๆนั้นถูกร้อยเรียงผ่านคำพูดของนักแสดง ให้เราพอได้ฉุกคิดนึกตาม พอได้เอะใจบ้าง ค่อยๆสอดแทรกเข้ามาเรื่อยๆ ออกมาจากโรงหนัง น่าจะได้คำศัพท์บาลีติดกันออกมาไม่น้อยเลยทีเดียว เมื่อหนังดำเนินมาถึงจุดไคลแมกซ์ หนังก็เฉลยทุกอย่างออกมา เชื่อได้ว่า ตอนจบต้องมีงงและปลงกันบ้างล่ะ ไม่เฉลยตอนจบนะคะ ตอนจบของหนัง ก็ดำเนินไปตามขนบแหล่ะค่ะ ว่าตัวละครทุกตัวก็มีจุดจบที่แตกต่างกันไป ชี้ให้เราได้ตระหนักถึงคำสอนที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว กัมมุนา วัตตะตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม (สาธุ) นอกจากนี้

บทหนังที่เข้มข้นเมื่อถูกถ่ายทอดผ่านตัวละครหลักๆ 5 คน นั่นคือ โจรทั้ง 3 ได้แก่ เร แมคโดนัลด์, เต๋า สมชาย เข็มกลัด และ เต้ ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์ หลวงตาชื่น แสดงโดย สะอาด เปี่ยมพงศานต์ หรือโสเภณีอย่างทราย เจริญปุระ ก็ทำให้หนังดูสนุกและไหลลื่นมากยิ่งขึ้น นักแสดงทุกท่านเล่นกันเต็มที่และสมบทบาทมาก หนังแสดงให้เห็นลักษณะหนึ่งของตัวละครที่เป็นคนชั่วให้คนดูได้เห็นอย่างชัดเจน แบ่งแยกออกจากกันตั้งแต่ต้นว่าใครดี ใครชั่ว
สิ่งที่ชอบที่สุดของหนังเรื่องนี้ คือ ข้อคิดและคำสอนในพระพุทธศานา ขอนำบางตอนมาให้อ่านกันนะคะ

1.น สิยา โลกวฑฺฒโน ไม่ควรเป็นคนรกโลก

2.ศาสนาไม่มีวันเสื่อม แก่นแท้ของศาสนาก็ยังคงคุณค่าอยู่เสมอ คนเราต่างหากที่เสื่อม

3.เงินทองเป็นแค่สิ่งสมมติ จะเอาปัญญาและความดีไปแลกกับสิ่งสมมติที่จอมปลอม มันคุ้มค่าแล้วหรือ

4.พระพุทธศานาถือว่า เงินเป็นดั่งอสรพิษ ทรัพย์สินเงินทอง มิใช่สาระสำคัญของความสุข ขอเพียงรู้จักคำว่าพอ ชีวิตเราก็จะไม่ร้อนรนไปด้วยกิเลสตัณหา ความอยากมันไม่มีที่สิ้นสุด มีแต่หยุดเท่านั้นจึงจะเป็นได้ ความสุขไม่ได้อยู่ไกลจากตัวเราเลย แท้จริงแล้วอยู่ที่ใจ

5.จิตสำนึกของคนเรา พระพุทธองค์ทรงแบ่งแยกไว้เปรียบเหมือนบัวสี่เหล่า อุคฆฏิตัญญู ดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ วิปจิตัญญู ดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำ เนยย ดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ปทปรม ดอกบัวที่อยู่กับโคลนตม เพื่อจะเลือกขัดเกลาสอนคนให้เป็นคนดี แต่คนบางคนสอนได้ บางคนสอนยาก แต่ยังมีบัวอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งอาจจะยังไม่เคยรู้จักกัน

พี่สาวใจดีน่ารักท่านหนึ่งเคยพูดให้ฟังคือ “บัวเต่าถุย” บัวที่อยู่ต่ำสุดนั้นคือ บัวที่อยู่ในโคลนตม เป็นอาหารของพวกเต่าพวกปลา แต่ลองนึกดูซิคะ ว่าบัวที่แม้กระทั่งเต่ายังถุยคายทิ้ง ไม่ยอมกิน ให้ความรู้สึกที่ต่ำตมมากเพียงใด แล้วคนประเภท ”บัวเต่าถุย” นี่มันจะต้องเป็นคนเยี่ยงไร อย่างที่หลวงตาชื่นถาม “แล้วโยมล่ะ อยากเป็นบัวประเภทไหน”

จาก  DMagaZine

7
ชลนิล


"บทความนี้มีการเฉลยเนื้อหาที่อาจจะทำให้ผู้อ่านเสียอรรถรสในการชมภาพยนตร์"




ข้อความต่อไปนี้ เป็นบทสัมภาษณ์นายโทนี่ ผู้สมัครคัดเลือกตัวแสดง เป็นคู่ต่อสู้กับสไปเดอร์แมน

คำถาม – คุณเป็นแฟนการ์ตูน สไปเดอร์แมนหรือเปล่า

โทนี่ – เปล่าครับ ผมไม่ชอบอ่านการ์ตูน แต่ผมติดตามชมหนัง สไปเดอร์แมนทั้งสามภาค

คำถาม – ถ้าอย่างนั้นคุณชอบ สไปเดอร์แมนภาคไหนมากที่สุด...เพราะอะไร?

โทนี่ – สำหรับผม สไปเดอร์แมนทั้งสามตอนนี้ ผมไม่เคยมีความรู้สึกแยก ว่าเป็นภาคไหน ๆ ผมชอบภาพรวมของหนังทั้งหมด เพราะผมเห็นพัฒนาการของ ปีเตอร์ ปาร์กเกอร์มาตั้งแต่เขายังเป็นเด็กหนุ่มไม่รู้ประสีประสาในตอนแรก มีความสับสนไม่ลงตัวระหว่างชีวิตปกติ กับชีวิตของฮีโร่ในตอนสอง และเริ่มมีความสุข ปรับตัวได้ มีการยอมรับจากคนรอบข้างในตอนสาม

คำถาม – ทำไมคุณถึงอยากรับบทคู่ต่อสู้ของ สไปเดอร์แมน

โทนี่ – เพราะคู่ต่อสู้ของ สไปเดอร์แมนทุกคน ไม่ใช่ผู้ร้ายสุดขั้วแบบหนังการ์ตูน คู่ต่อสู้ของสไปเดอร์แมนจะเป็นตัวละครที่มีมิติ เป็นคนธรรมดา เคยเป็นคนดีมาก่อน แต่มีเหตุบีบคั้นให้เขาต้องแสดงด้านมืดออกมา ซึ่งกระทั่งตอนล่าสุดนี้ ตัวสไปเดอร์แมน ก็ยังมีด้านมืด ให้เขาต้องต่อสู้กับตัวเอง




คำถาม – ในจำนวนคู่ต่อสู้ของ สไปเดอร์แมนภาคสาม คุณชื่นชอบใครเป็นพิเศษ

โทนี่ – ก่อนผมจะตอบคำถามนี้ ขอพูดถึงคู่ต่อสู้ของ สไปเดอร์แมนแต่ละคนก่อน

เริ่มจาก “แฮรี่” อดีตเพื่อนรัก ที่ต้องกลายเป็นคู่ต่อสู้กับ สไปเดอร์แมนเพราะความแค้นที่คิดว่า สไปเดอร์แมนฆ่าพ่อของเขา ทำให้เขาต้องเดินตามรอยพ่อตัวเอง

“ฟลิ้นท์ มาร์โก” หรือมนุษย์ทราย นักโทษแหกคุก ที่เป็นคนฆ่าลุงของปีเตอร์ในภาคแรก แต่เขาก็เป็นโจรด้วยภาวะบีบคั้น ต้องการหาเงินมารักษาลูกสาวที่ป่วยหนัก

“เอ็ดเวิร์ด” ช่างภาพคู่แข่งของปีเตอร์ กลายเป็นผู้ร้ายก็เพราะความคับแค้นใจ อาฆาตที่ถูกปีเตอร์เปิดโปงเรื่องเขาเอารูปเก่าของ สไปเดอร์แมนมารีทัชขายใหม่ ทำให้เจ้าสัตว์ประหลาดต่างดาว มีโอกาสควบคุม กระตุ้นความชั่วร้ายในใจเขาออกมาได้

สุดท้ายคือ “สไปเดอร์แมนชุดดำ” หรือ ด้านมืดของปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ ที่ถูกกระตุ้นความก้าวร้าว อารมณ์ดิบในใจจากสัตว์ประหลาดต่างดาว

ทั้งสี่นี้ คือมนุษย์ธรรมดา ที่ยอมแพ้ต่อกิเลสตัวเอง แฮรี่ตกเป็นทาสความโกรธ ความพยาบาท ฟลิ้นท์ มาร์โกตกเป็นทาสความโลภ แม้จะทำเพื่อลูกสาวก็ตาม เอ็ดเวิร์ดตกเป็นทาสของความโลภและความโกรธ ส่วนปีเตอร์ยอมเป็นทาสทั้งความโลภ ความโกรธ และความหลง...ถ้าถามผมว่า ชอบคู่ต่อสู้ของ สไปเดอร์แมนคนไหนเป็นพิเศษ ผมชอบสไปเดอร์แมนชุดดำครับ

คำถาม – เพราะอะไร?

โทนี่ – เพราะสไปเดอร์แมนชุดดำ สามารถเกิดสำนึกดีได้ด้วยตัวเอง!

เรื่องราวในภาคนี้ เราได้เห็นความหลากหลายอารมณ์ของปีเตอร์ ปาร์กเกอร์มากขึ้น...เขาหลงตัวเอง หลงคำชื่นชม คำยกย่องจากชาวเมือง จนลืมใส่ใจความรู้สึกของแมรี่ เจนผู้หญิงที่เขารัก เขาแสดงความโกรธแค้นจนขาดสติ เมื่อรู้ว่าฟลิ้นท์ มาร์โก ฆาตกรที่ฆ่าลุงเขายังลอยนวล เขาอกหัก เจ็บปวด แค้นใจที่ถูกเพื่อนรักแย่งแฟน จนในที่สุดก็ยอม เปิดโอกาสให้เจ้าสัตว์ต่างดาว กระตุ้นความชั่วร้าย ทำให้ด้านมืดครอบงำจิตใจ

เมื่อถูกด้านมืดควบคุม ปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ก็แสดงความก้าวร้าว อารมณ์ดิบ กิเลสในใจออกมาไม่ต่างจากคนเลวคนหนึ่ง แต่เมื่อเขาพลั้งมือทำร้ายแมรี่ เจนด้วยความไม่ตั้งใจ เขาก็เสียใจ รู้สึกผิด ทำให้ได้สติ เกิดสำนึกด้วยตัวเอง กล้าที่จะลงสนามต่อสู้ ไม่ยอมให้กิเลสด้านมืดครอบงำจิตใจอีก

ปีเตอร์ ปาร์กเกอร์สามารถเอาชนะด้านมืดด้วยจิตใจที่เด็ดเดี่ยว สู้ไม่ถอยของตนเอง ขณะที่แฮรี่ต้องได้รับรู้ความจริงจากเบอร์นาร์ด คนรับใช้เก่าแก่เสียก่อนว่า พ่อของเขาตายด้วยอาวุธตัวเอง ถึงจะยอมละทิ้งความอาฆาต พยาบาท ฟลิ้นท์ มาร์โกก็อาจยังไม่เลิกความคิดที่จะหาเงินมาช่วยลูกสาว ที่แย่สุดคือเอ็ดเวิร์ด ที่ขนาด สไปเดอร์แมนช่วยฉุดเขาออกจากการครอบงำของสัตว์ประหลาดต่างดาวได้แล้ว แต่เขาก็ยังกระโจนกลับไปหามัน ด้วยความลุ่มหลง งมงาย

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ผมชอบ สไปเดอร์แมนชุดดำ…

คำถาม – ถ้าให้คุณคิดถึง สิ่งที่ดีที่สุดในหนัง สไปเดอร์แมน ๓ คุณจะคิดถึงอะไร ระหว่างสเปเชียลเอฟเฟกต์ ที่ทำได้แนบเนียน ตื่นตา ตื่นใจ กับฉากต่อสู้สุดมัน ของสไปเดอร์แมน กับเหล่าคู่ปรับทั้งหลาย

โทนี่ – ผมจะคิดถึง คำพูดของป้าเมย์ ญาติคนเดียวของปีเตอร์

คำถาม – หือ…

โทนี่ – คำพูดที่ป้าเมย์บอกต่อปีเตอร์ ตอนเขามาเล่าว่า สไปเดอร์แมนได้ฆ่า ฟลิ้นท์ มาร์โกแล้ว

คำถาม – คำพูดนั้นว่าอย่างไร?

โทนี่ – “เราไม่มีสิทธิจะพูดว่า ใครสมควรอยู่ หรือตาย...ลุงเบนคงไม่อยากให้เรามีความรู้สึกอยาก แก้แค้นใคร เพราะความแค้น มันก็เหมือน “ยาพิษ” โดยที่ไม่ทันรู้ตัว มันก็เปลี่ยนเรา ให้กลายเป็น สิ่งอัปลักษณ์ไปแล้ว”

คำถาม – อืมม์...ในภาคนี้ คุณคงทราบว่า ที่สุดแล้ว สไปเดอร์แมนก็ยอมให้อภัย ปล่อยฟลิ้นท์ มาร์โกไป...แล้วคุณคิดต่อไหมว่า ฟลิ้นท์ มาร์โก หรือมนุษย์ทรายนี้ อาจไปก่อคดีปล้นเงิน เพื่อไปรักษาลูกสาวอีก

โทนี่ – ถึงตรงนี้ ผมก็อยากจะมองโลกในแง่ดี การที่ฟลิ้นท์ มาร์โกได้รับการให้อภัยจากปีเตอร์ อาจทำให้เขาได้คิด...คนเรามีทั้งพระเอกและผู้ร้ายอยู่ในตัว สำคัญที่ว่าใครจะมีสติตามรู้ให้เท่าทันกิเลสของตัวเอง แล้วเลือกที่จะกระทำในสิ่งที่ถูกต้องสมควรแค่ไหน...เขาเลือกได้!

ปีเตอร์ก็มีความโกรธ ความแค้น แต่เขาก็เลือกที่จะให้อภัย มากกว่าที่จะตามล่าให้ตายตกตามกัน ฟลิ้นท์ มาร์โกก็สามารถเลือกได้เช่นกัน เขาจะปล้น เบียดเบียนเงินของผู้อื่นมารักษาลูกสาวตัวเอง หรือหาวิธีอื่นที่ถูกทำนองคลองธรรมกว่านี้

และหนังก็ให้บทสรุปชัดเจน จนเราสามารถที่จะหวังไปในทางที่ดีได้…

“ความขัดแย้งในใจคนเรา มักจะมีทางออกให้ “เลือก” เสมอ...
“ทางเลือก” ทำให้เราเป็น ในสิ่งที่เป็น
ดังนั้น...เราสามารถที่จะเลือก ทางที่ดี ให้กับตัวเองได้เสมอ!”




Superman ความรักของยอดมนุษย์ การอยู่เพราะรัก และรักที่จะอยู่
aston27

ซุปเปอร์แมนเป็นซุปเปอร์ฮีโร่คนแรกๆ
ที่ทะยานจากหน้ากระดาษของหนังสือการ์ตูน มาอยู่บนแผ่นฟิล์ม

ผมพยายามนึกว่า ปีที่ริชาร์ด ดอนเนอร์ กำกับคริสโตเฟอร์ รีฟ
ให้ใส่กางเกงในสีแดงไว้นอกชุดบอดี้สูทรัดรูปสีฟ้า มีผ้าคลุมเป็นครั้งแรกน่ะ ผมเรียนอยู่ชั้นไหน

นึกไม่ออกแฮะ ... โอ้… นี่ผมแก่ขนาดนี้แล้วเหรอ

ถ้าถามว่าเวลานึกถึงซุปเปอร์แมน นึกถึงอะไร …
นอกจากเรื่องใส่กางเกงในไว้ข้างนอก ก็นึกถึงเพลง If you read my mind
ตอนที่ซุปเปอร์แมนพา โลอิส เลน เหาะเที่ยว

เพลงเพราะน่าดูเชียวล่ะคุณเอ๋ย

ซุปเปอร์แมนในยุคของคริสโตเฟอร์ รีฟ ดำเนินไป ๔ ภาค
แล้วก็หมดมุข แต่เพียงเท่านั้น

ซุปเปอร์แมนกลับมารอบนี้ หลังจากห่างหายไปนาน ทั้งในชีวิตจริง และ ในหนัง
ได้ ไบรอัน ซิงเกอร์ ที่ทำ X-Men ๒ ภาคแรก มากำกับ

หลายคนบ่นว่าไม่ชอบ แต่ผมกลับรู้สึกว่า นี่เป็นซุปเปอร์แมนภาคที่ดีที่สุด
จะว่าไป ยังเป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ ที่ทำได้ดีที่สุดเรื่องนึงด้วย ตั้งแต่เคยดูมา

ผมอาจจะแก่แล้วมั้ง ผมรู้สึกว่า มันไม่จำเป็นต้องมี แอคชั่น ระเบิดภูเขา เผากระท่อม ทุกสองนาที

ที่สำคัญ ความดีของภาคนี้ คือ
ความเป็นคนดีอย่างเป็นเหตุเป็นผลของซุปเปอร์แมน ในฐานะยอดมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ

ถ้าเป็นคุณ คุณเป็นคนที่คนทั้งโลกหลงรัก
แต่คุณมีเหตุจำเป็นต้องห่างหายคนที่คุณ "รักจัง" ไปห้าปี
กลับมาพบว่าเธอยังรักคุณอยู่เหมือนเดิม

เพียงแต่…เธอมีคนรักใหม่แล้ว แต่ถ้าคุณออกปากเธอก็จะโผมาหาคุณทันที

คุณจะทำยังไงครับ?

ซุปเปอร์แมน ทำในสิ่งที่ควรทำ
เขาใช้ความรักที่เขามีต่อโลอิส เลน ไปในทางบริสุทธิ์ โดยไม่ทำร้ายคู่หมั้นของ โลอิส

ในทางตรงข้าม เขาใช้พลังที่มี ช่วยเหลือปกป้องชีวิตของคู่แข่งหัวใจของเขา ในยามคับขัน
เพราะนิยามความรักของซุปเปอร์แมน ไม่ได้เป็นความรักที่ต้องการการแย่งชิง ครอบครอง

ไม่ใช่ ไม่มีความรู้สึก รู้สา นะครับ ผมเชื่อว่า ซุปเปอร์แมนมี
ผมเชื่อว่าเขาก็เสียใจที่ต้องกลับมาพบความจริงข้อนี้
เพียงแต่เขารู้จักรักอย่างไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อน

ที่จริง มันก็ไม่ใช่ความรักที่เกิดกับคนธรรมดาไม่ได้หรอกนะครับ

เราอาจจะเหาะไม่ได้ หนังไม่แข็งเป็นเหล็ก แอ่นอกรับลูกกระสุนไม่ได้

แต่เราก็มีความรัก ด้วยความสร้างสรรค์ได้ ไม่ใช่เพื่อทำร้าย ทำลาย

เพียงแค่เราจะวางใจว่า เราจะรักโดยไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เบียดเบียนคนที่เรารัก
ไม่เอาคำว่ารักของเรา ไปบังคับบีบคอใคร ให้มาสนองความอยากของตัวเอง
ไม่เอาคำว่ารัก เป็นข้ออ้างให้ตัวเอง ทำตามใจปรารถนาโดยไม่คิดถึงผลกระทบที่จะตามมา

ที่สำคัญ… จะรักให้เป็นแบบซุปเปอร์แมน
ไม่จำเป็นต้องใส่กางเกงในสีแดงแปร๊ด ไว้นอกกางเกงทุกครั้งที่ออกนอกบ้านนะครับ

มีบางท่านบอกว่า สงสาร ริชาร์ด
ผมได้ยินอย่างนี้แล้วคิดอะไรขึ้นมาอย่างหนึ่ง

สมมติคุณเป็นริชาร์ด คุณรู้ว่าโลอิส เลนที่อยู่กับคุณน่ะ หัวใจมีแต่ซุปเปอร์แมน
แต่ที่ยังอยู่กับคุณ เป็นเพราะเธอเห็นว่าคุณเป็นคนดี เลยไม่อยากทำให้คุณเสียใจ

คุณจะทำยังไง?

ความรักเป็นอย่างนึงในโลกที่มักจะอยู่เหนือคำว่าถูกหรือผิด
เพราะอะไรที่ถูกต้อง มันมักจะไม่ค่อยถูกใจ
อะไรที่ถูกใจ มันก็จะไม่ค่อยถูกต้อง

เพราะรักของปุถุชน
มักจะเป็นเรื่องของความรู้สึกอยากได้รับ อยากได้ อยากมี
มากกว่าอยากให้โดยไม่หวังอะไร

ได้คำตอบไหมครับ ว่าถ้าคุณเป็น ริชาร์ด จะทำยังไง
ยากใช่ไหมครับ

จากนิตยสารธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ ๐๑๗

8

ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าไม่มีความรู้เกี่ยวกระบวนการผลิตหรือเทคนิคของหนังโดยตรงว่าเหตุผลกลใดจึงต้องได้รางวัล แต่ที่ทำให้ต้องเขียนเรื่องนี้เพราะสนใจประเด็นการกลับชาติมาเกิด อาจรวมถึงการระลึกชาติ ที่ปรากฏผ่านหนัง “ลุงบุญมีระลึกชาติ”  รวมทั้งมีประเด็นชวนให้ติดตามหลายกรณีอาทิ มีคำถามจำนวนมากในหมู่ผู้ชมจากประเด็นเรื่องตัวละครสัตว์พูดได้เรื่อยไปจนถึงวิญญาณที่มีตัวตน ทั้งเรื่องพรมแดนระหว่างโลกนี้กับโลกหน้า คณะกรรมการตัดสิน 2  ท่านอย่าง "ทิม เบอร์ตัน" ผู้กำกับฮอลลีวู้ดชื่อดัง และ "เบนิซิโอ เดล โทโร" นักแสดงเจ้าบทบาท ที่แสดงความเห็นว่า ลุงบุญมีฯได้ทำให้พวกเขาเข้าใจประเด็นเรื่องความตายจากมุมมองใหม่แบบ "ตะวันออก" แต่ในมุมของผู้กำกับเองให้คำนิยามเสริมงานของเขาว่า ความกลัวตายถือเป็นลักษณะร่วมกันของคนทั้งใน "ตะวันออก" และ "ตะวันตก" เพราะลุงบุญมีก็กลัวตายเช่นกัน "ผมต้องการจะสำรวจตรวจสอบว่าอะไรเกิดขึ้นก่อนและหลังความตายของคนเรามากกว่า" หนังอาจเป็นเครื่องมือจากคนสู่คนในฐานะ “ชุด” ความคิด  หนังอาจเป็นสาสน์ที่ส่งถึงกลุ่มการเมืองไทยจากประชาชาติ นัยหนึ่งเป็นการย้อนแย้งสถานการณ์ความรุนแรงที่ฟุ้งไปด้วยเปลวเพลง ควันไฟ รวมทั้งความชิงชังและสิ้นหวัง รวมทั้งหนังยังคงเป็นสาสน์อย่างหนึ่งของมนุษย์ชาติที่อาจเล่าได้เฉพาะเรื่อง ทุกเรื่อง บางเรื่องและเรื่องไม่เป็นเรื่องแต่ “หนัง” คงมีพลังผลักดันในฐานะ “สาสน์” อยู่เสมอ

            สาระสำหรับการเขียนนี้ เพื่อสะท้อนมุมคิดร่วมกับหนัง “ลุงบุญมี” ผู้เขียนต้องขอออกตัวว่าไม่เคยดูหนัง จนจบ แค่ดูเพียงตัวอย่างประกอบในคลิปบางส่วนเท่านั้น แต่อยากสะท้อนทัศนะร่วมกับหนังต่อการกลับมาเกิดและไม่กลับมาเกิดเพื่อยืนยันว่าแนวคิดนี้ อาจสะท้อนความเป็นวิถีธรรมชาติของมนุษย์ที่มีอยู่  ซึ่งในครั้งอดีตแนวคิดนี้ ได้กลายเป็น “สถาบัน” การศึกษาในสังคมอินเดียโบราณ “ครูทั้ง ๖”  รวมทั้งเป็นตัวอธิบายปรากฏการณ์ของการเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนาด้วย  ซึ่งนำมาอธิบายร่วมกับแนวคิดที่ถูกนำถ่ายทอดในหนัง “ลุงบุญมีกลับชาติมาเกิด” ได้

     ๑.หลักฐานการตายแล้วเกิด มีชุดความคิดของการ “ตายแล้วเกิด” ปรากฏในคัมภีร์ทางพุทธศาสนาที่ปรากฏชัดคือแนวคิดใน “ธรรมบท” (พระเจ้า 500 ชาติ) เหตุการณ์ในธรรมบทเป็นประหนึ่งโลกทัศน์เชิงสังคม “ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว” ที่มีผลเป็นการขับเคลื่อนสังคมในองค์รวมด้วย ส่วนในประเทศไทยเรามีเหตุการณ์การกลับมาเกิด รวมทั้งระลึกชาติได้ในหลาย ๆ กรณี จากงานวิจัยของธวัชชัย ขำชะยัน “กรณีศึกษาการจำอดีตชาติหรือระลึกชาติ ของคนในหมู่บ้านตะคร้อ ต.ตะคร้อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์  เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๘”  พบว่า มีผู้จำอดีตชาติได้ที่ยังมีชีวิตอยู่มากกว่า ๕๐ ราย    ศ.นพ.เอียน สตีเวนสัน (Dr. Ian Stevenson) ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ “การจำอดีตชาติได้” และ “การกลับชาติมาเกิด” มากว่า ๔๗ ปี ตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.๒๕๐๓  ในช่วงที่มีชีวิตอยู่ท่านได้พบผู้ที่จำอดีตชาติได้ หรือผู้ที่สืบชาติมาเกิดใหม่ จากชาติและศาสนาต่างๆ ทั่วโลก ทั้งใน ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย แอฟริกา และทวีปเอเชีย (รวมทั้งประเทศไทย) มากกว่า ๓,๐๐๐ ราย หนังสือของเขากว่า ๒๐๐ เล่ม อาทิ Children who remember previous lives (เด็กระลึกชาติ) , Near-Death Experience(ประสบการณ์เฉียดตาย), Out of Body Experiences (การถอดจิตออกจากกาย), Deathbed Visions (เห็นภาพเตียงคนตายในชาติก่อน), Clairvoyance (ตาทิพย์) เป็นต้น นอกจากนี้ในงานวิจัยของเขายังให้ข้อมูลเพิ่มว่านิสัยของคนจากชาติที่แล้วจะเป็นสิ่งที่ติดตามนอนเนื่องมาจากอดีตได้ เหมือนมีผู้ตั้งข้อคำถามว่าทำไมพระสารีบุตร ซึ่งเป็นอัครสาวกเมื่อพบแอ่งน้ำ ทำไมจึงกระโดดข้ามทุกครั้งเมื่อพบเจอ ทำไมไม่เดินอ้อมข้ามไป พุทธวินิจฉัยของพระพุทธเจ้าบอกว่าชาติที่แล้วพระสารีบุตรเคยเกิดเป็น “ลิง” สันดานส่วนนี้จึงติดตัวตามท่าน ดังนั้นเทียบกับแนวคิดพุทธ และงานค้นคว้าของ ศ.นพ.เอียน อาจให้ข้อสรุปคล้ายกันได้ว่า การเกิดและการตายเป็นปรากฏการณ์ของชีวิต รวมทั้งการระลึกชาติได้ สำหรับลุงบุญมีผู้กลับมาเกิด ซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความเป็นจริงทางธรรมชาติ  หนังคงต้องการเพียงเล่าเรื่อง สะท้อนข้อเท็จจริงส่วนนี้ เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ประหนึ่งเป็นการระลึกความทรงจำ และบอกให้รู้ว่าเรื่องนี้เคยเกิดขึ้น มีอยู่จริง และจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต จากคนสู่คน  จากรุ่นสู่รุ่นกระมัง


         ๒.ทัศนะพุทธกับการกลับมาเกิด-ไม่เกิด แนวคิดเกิด ไม่เกิด ปรากฏในอินเดียครั้งพุทธกาล จนมีผู้นำแนวคิดนี้ มาอธิบายต่อสังคมสถาปนาตัวเป็นเจ้าสำนักตายแล้วไม่เกิดก็มี (อุจเฉททิฎฐิ-ทรรศนะของปกุธกัจจายนะ) ตายแล้วเกิดก็มี (อเหตุกวาทะ-ทรรศนะของมักขลิโคศาล) แต่ในส่วนทัศนะของพุทธศาสนามีทั้งที่ตายแล้วเกิด ไม่เกิด โดยมีชุดเหตุผลในการให้คำอธิต่อการเกิดและไม่เกิดต่างกัน (กรรม) นัยหนึ่งยอมรับถึงการกลับมาเกิด ดังปรากฏแนวคิดดังกล่าวใน “ชาดก” ทุกเรื่องล้วนสัมพันธ์กับแนวคิดการกลับมาเกิด การรับรองถึง “บุพพชาติ” ของพระพุทธเจ้า สาวก สาวิกา ในหลายคราวต่างกรรมต่างวาระกัน  สำหรับพุทธศาสนาประเด็นการกลับมาเกิดและการระลึกชาติได้เป็นเรื่องปกติธรรมดา เมื่อเทียบกับวัฒนธรรมแบบตะวันตกที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องประเภทนี้ ต้องการพิสูจน์ ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อหาเหตุผลอ้างอิง นับเป็นสิ่งที่ดี และน่าตื่นเต้น สนใจ  แต่พุทธศาสนาไม่ได้หยุดแค่ การระลึกชาติ (ปุพเพนิวาสานุสติญาณ และจตุปปาตญาณ)  เพราะพระพุทธศาสนามีผลมุ่งหวังที่ไปไกลกว่าการระลึกชาติ  ซึ่งก็คือการปฏิบัติจนเข้าถึงภาวะพ้นทุกข์ก็คือ อาสวักขยญาณ อันหมายถึง “นิพพาน”ด้วยต่างหาก จึงถือเป็นหลักการแห่งพระพุทธศาสนา รวมไปถึงการไม่กลับมาเกิดด้วย   

          ๓.ประเด็นของการ “นำ” แนวคิดโลกนี้ – โลกหน้า มาอธิบายผ่านหนังประหนึ่งเป็นการส่งผานความเชื่อที่เป็นการสะท้อนแนวคิดทางสังคม  พร้อมทั้งยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ของชีวิต ที่ธรรมชาติจัดสรรไว้อย่างนั้น ทั้งยังส่งผลถึงการควบคุมพฤติกรรม “ชีวิต” ในปัจจุบันขณะ รวมทั้งชีวิตหลังความตายแล้วด้วย ดังปรากฏมาเป็นแนวคิดเชิงศีลธรรมของทุก ๆ ศาสนา ที่มีผลเป็นการควบคุมสังคมนั้น ๆ ดังนั้นแนวคิดตายแล้วเกิด และไม่เกิด โลกนี้ โลกหน้า   จึงมีความหมายเป็นตัวควบคุมสังคมในระดับ “ชีวิต” รวมไปถึง “จิตวิญญาณ” ที่จะก้าวไปข้างหน้าแม้จะละสังขารจากชาติสู่ชาติ  ดังปรากฏแนวคิดนี้ในไตรภูมิพระร่วง สมัยสุโขทัย  รวมไปถึงการค้นหาผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุด (ทะไลลามะ) และลามะ (อาจารย์ทางจิตวิญญาณ) ผู้เป็นตุลกุ (นิรมาณกาย) ขององค์ก่อนหน้านี้ ตามแบบฉบับพุทธวัชรยาน “ธิเบต”  ที่ประหนึ่งเป็นการส่งสาสน์อันมีความหมายต่อการควบคุมหลักศีลธรรมทางสังคม รวมไปถึงการอธิบายแนวคิดพุทธว่าตายแล้วเกิดและไม่เกิดเป็นปรากฏการณ์ของชีวิตมนุษย์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ

          ๔.ท่าทีต่อการมองชีวิตหลังความตาย [1]หมายถึงแนวคิดในเรื่องการมองชีวิตหลังความตายว่า จะก้าวย่างหรือเดินไปในทางใด ซึ่งถือว่าเป็นชุดเหตุผลที่น่าสนใจและก่อให้เกิดการขับเคลื่อนในเชิงภาพลักษณ์ต่อศาสนาและกระบวนวนร่วมต่อสังคม  เพราะในทุกศาสนาจะมีคำอธิบายเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายที่แตกต่างกัน บางศาสนาอาจตายเพียงแค่ตาย ส่วนวิญญาณจะไปอยู่ในสภาวะที่สูงสุด(พระเจ้า)ตามหลักความเชื่อในศาสนานั้น ๆ  แต่ในเวลาเดียวกันพระพุทธศาสนามองความตายเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น (ไตรลักษณ์) แต่นัยยะของชีวิต ความตาย มีผลเป็นการควบคุมสังคม ประหนึ่งเป็นดรรชนีชีวัดต่อความไม่ตายที่เกิดในสังคมให้เป็นปรากฏการณ์ร่วมของมนุษย์อยู่ในตัวเอง เป็นชุดเหตุผลที่นัยหนึ่งเพื่อการควบคุม นัยหนึ่งเพื่อเป็นการชี้นำอันมีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ พระพุทธศาสนามองข้ามต่อไปถึงชีวิตหลังตายและการกลับมาเกิด(อาจไม่ใช่มนุษย์)เป็นสมาชิกในสังคม เมื่อเป็นสมาชิกในสังคม“ทำดีและไม่ดี” จึงมีผลเป็นต้นทุนที่อาจสะสมให้เป็นอุปกรณ์สำหรับการก้าวย่างต่อไป แนวคิดนี้จึงมีผลเป็นการควบคุมสังคม และในเวลาเดียวกันจะสามารถสร้างพัฒนาการและกระบวนการขัดเกลาอยู่ในตัวเองด้วย


          หนังเรื่องบุญมีกลับชาติมาเกิด อาจเป็นสาสน์ที่ผู้กำกับต้องการเล่าเรื่องบางอย่างผ่านหนัง ซึ่งมีบางทัศนะว่าเป็นสาสน์จากคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกใช้เป็นเครื่องมือย้อนแย้งถึงความรุนแรงทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองไทยขณะนี้  รวมทั้งเหตุการณ์ของอดีต เป็นความขัดกันในทาง “อุดมการณ์” ที่เคยเกิดขึ้นจริงในช่วงทศวรรษ 2510 แต่ในทัศนะผู้เขียนมองว่านอกเหนือจากการเล่าเรื่องผ่านหนังแล้ว ผู้เขียนมองไปที่การเล่าเรื่อง “ธรรมชาติ” ของมนุษย์ที่อาจมองเป็นปรากฏการณ์ รวมไปถึงการสร้างเงื่อนไขอย่างมีนัยยะก็จะเป็นปรากฏการณ์ที่จะทำให้ชีวิตมีการเปลี่ยนผันไปตามสถานการณ์ การแสวงหาความรู้ด้วยการค้นพบสิ่งใหม่ๆ นำความเจริญก้าวหน้ามาสู่โลก แต่ปราศจากความเข้าใจตัวเอง ด้วยปัญญาแล้ว ก็เป็นเหมือนการวิ่งไล่ตามเงาตัวเองที่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ อย่างแท้จริง หนังลุงบุญมีนัยหนึ่งเป็นการสะท้อนโลกทัศน์แบบวิถีพุทธ วิถีตะวันออกแล้ว สะท้อนวิถีความเชื่อแบบคนไทย ที่ได้รับบุคลิกภาพผ่านทางความเชื่ออยู่พร้อมกับสังคม สาระจึงน่าสนใจที่ว่าหนังดังกล่าวให้คุณค่าในเชิงความรู้ ความรู้สึก จิตวิญญาณ ส่วนการได้รับรางวัลที่นับเป็นความภาคภูมิใจในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ซึ่งก็เป็นความยินดีในแบบวิถีธรรมชาติของมนุษย์เฉพาะโลกนี้ คงนำไปเป็นเกียรติบัตรรางวัลโลกหน้าไม่ได้กระมัง....!!!!

(WB250553) 


--------------------------------------------------------------------------------

[1] แนวคิดเรื่องความตาย แบ่งเป็น ๒ ประเด็นหลัก คือ ตายแล้วศูนย์ และ ตายแล้วเกิดตายแล้วศูนย์ พวกวัตถุนิยม และแนวคิดพุทธในเรื่องการดับนิพพาน แต่แตกต่างกันในแง่ ดับแบบพุทธเป็นการดับกิเลส ดับขันธ์ ตายแล้วเกิดยังแบ่งเป็น ตายแล้วเกิดครั้งเดียว และหลายครั้ง ครั้งเดียวแนวคิดของศาสนายิว คริสเตียน อิสลาม ตายหลายครั้ง ศาสนาอินเดีย มีฮินดู และพุทธ   แต่ในความหมายก็ยังแตกต่างกัน ศาสนาประเภทเทวนิยม ที่เป็นเอกนิยม พหูนิยม หรือ พหุเอกนิยม ตายแล้ววิญญาณเป็นอมตะ ที่เรียกว่า soul  แต่พุทธไม่ถือว่าเช่นนั้นเพราะเน้นอัตตาสลายตัวตน ปราศจากตัวตนตามหลัก อนัตตา และศูนยตาของท่านนาครชุนเป็นต้นก่อน

 

หมายเหตุ ภาพจาก     http://www.amphur.in.th/uncle-boonmee/

9


เมื่อแพทย์ตรวจหาอาการและรักษาไม่ได้ ผู้ป่วยมักนึกไปเองว่าถูกคุณไสยหรือมนต์ดำ หากความจริงแล้ว เป็นความผิดปกติที่เล่นซ่อนแอบกันหมอ

อัญชลี เจียรพฤฒ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัทบัญชีและกฎหมายแห่งหนึ่งต้องทุกข์ทรมานกับอาการปวดหัวมานาน เข้าใจว่าเป็นไมเกรน โรคฮิต แต่หาหมอไม่หาย แต่กลับกระจายไปทั่วเนื้อตัว

 เธอทนมีชีวิตร่วมกับอาการปวดมา 8 ปี ถึงขนาดบางครั้งปวดจนนอนไม่ได้ต่อให้ง่วงหรือเพลียแค่ไหนก็ตาม จนถึงขั้นเป็นคนอารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้า เหนื่อยตลอดเวลา ไม่อยากที่จะออกไปเที่ยวข้างนอกเหมือนทุกครั้ง

 กว่าที่จะตรวจวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคชื่อประหลาดว่า ไฟโบรมัยอัลเจีย อัญชลีต้องไปพบแพทย์ที่เชี่ยชาญด้านต่างๆ ถึง 9 แห่ง ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ด้านประสาทวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝังเข็ม ผู้เชี่ยวชาญการบำบัดโรคด้วยวิธีจับกระดูกสันหลัง แพทย์แผนจีน และแพทย์อายุรเวท แต่ก็ไม่เป็นผล

 ผลการตรวจวินิจฉัยแต่ละสำนักก็แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหนัก ยืนผิดท่า กระดูกเสื่อม และอื่นๆ แม้รักษามาแล้วทุกวิธีแต่ก็ไม่หายขาดจากอาการพิกล

 รศ.นพ.ประดิษฐ์ ประทีปะวณิช นายกสมาคมการศึกษาเรื่องความปวดแห่งประเทศไทยแถลงไขภาวะปวดเรื้อรังหรือไฟโบรมัยอัลเจียว่า เป็นโรคที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แม้กระทั่งในกลุ่มแพทย์เองก็เถอะทำให้การตรวจวินิจฉัยทำได้ยาก

 "ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดลุกลามอย่างเรื้อรังและทำให้ร่างกายอ่อนแอ ขาดความสามารถที่จะใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ บั่นทอนคุณภาพชีวิต" รศ.นพ.ประดิษฐ์กล่าว

 อาการไฟโปรมัยอัลเจียไม่ได้มีอาการปวดอย่างเดียว แต่ยังมีอาการร่วมอย่างอื่น เช่น อ่อนเพลีย นอนกระกสับกระส่าย ปวดข้อ มีรายงานพบว่าผู้ป่วยบางรายมีอาการกลืนลำบาก กระเพาะปัสสาวะผิดปกติ ชา ความจำถดถอย และเริ่มมีข้อมูลพบว่าผู้ป่วยมีอาการทางจิตแทรกอยู่ด้วย เช่น หงุดหงิด  ซึมเศร้า แต่ไม่ใช่ทุกรายต้องมีอาการเหลานี้หมด

 คาดว่ามีประชากรราว 2% มีอาการปวดแบบไฟโปรมัยอัลเจีย ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาที่ยอมรักกันสำหรับอาการดังกล่าว บางครั้งแพทย์ใช้การบำบัดทางจิต และพฤติกรรมบำบัดเข้าช่วย นอกเหนือจากให้ความรู้ผู้ป่วย ยา และให้อออกกำลังกาย

 เนื่องจากเป็นโรคที่ยังไม่อยู่ในสารบบของแพทย์ทำให้ความเห็นเกี่ยวกับต้นเหตุของโรคแตกต่างกันไป การวินิจฉัยก็แตกต่างกันด้วย แพทย์บางรายไม่จัดให้ไฟโปรมัยเอเจียอยู่ในกลุ่มของโรค เพระาไม่มีอาการผิดปกติที่ตรวจสอบได้ทางร่างกาย ไม่มีวิธีทดสอบแบบมาตรฐาน


 อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาผู้ป่วยด้วยเครื่องเอ็มอาร์ไอพบหลักฐานว่า ผู้ป่วยไฟโบรมัยอัลเจียมีการทำงานของสมองต่างจากกลุ่มควบคุม แต่การศึกษาดังกล่าวยังแค่ชี้ให้เหนถึงความสัมพันธุ์กัน แต่ยังไม่ได้ระบุสาเหตุ

 อาการปวดไฟโปรมัยอัลเจียยังเป็นผลมาจากความเครียดสมัยเด็ก หรือเพราะได้รับความเครียดสะสมรุนแรงมานาน นอกเหนือจากความผิดปกติทางสมอง

 หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันพบว่า สาเหตุกลไกพยาธิสภาพความปวดของโรคไฟโบรมัยอัลเจียเกิดจากสมองส่วนที่ทำหน้าที่รับรู้ความปวดและความเครียดอยู่ในสภาวะที่ไวกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการปวดได้ง่าย และรุนแรงกว่าปกติ และมักจะมีอาการได้หลายแห่งทั่วร่างกาย

 จากการสำรวจแพทย์ 941 คนและผู้ป่วย 506 รายจาก 5 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และไทย เกี่ยวกับแนวโน้มสถานการณ์และความรู้ความเข้าใจของโรคไฟโบรมัยอัลเจียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเครือข่ายพันธมิตรเพื่อการรักษาความปวดจากไฟโบรมัยอัลเจียพบว่า โรคดังกล่าวมักพบมากในผู้หญิงวัยทำงานมากกว่าผู้ชาย อัตราส่วนหญิงต่อชายอยู่ที่ 9:1 หรือประมาณ 87% เป็นผู้ป่วยเพศหญิง

 ผู้ป่วยโรคไฟโบรมัยอัลเจียจะเริ่มจากอาการปวดเพียงจุด ๆ เดียว ในระดับที่ไม่ปวดมากนัก ก่อนที่ความปวดจะทวีความรุนแรงและขยายไปสู่จุดอื่น ๆ ทำให้มีอาการปวดเมื่อยตามตัว ฝืดตึงตามข้อต่างๆ และเป็นอาการเรื้อรังทำให้เครียด ส่งผลต่อการนอนหลับ

 "การตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น แพทย์จะสอบประวัติของความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับร่างกายทั้งส่วนบนและส่วนล่าง รวมถึงบริเวณสันหลัง จากนั้นจะดู 18 จุดปวดทั่วร่าง และกดด้วยแรงกดประมาณ 4 กิโลกรัม หากพบว่า มีความเจ็บปวดมากตั้งแต่ 11 จุดขึ้นไป ถือว่า ผู้นั้นเป็นโรคไฟโบรมัยอัลเจีย โดยที่หากเป็นความเจ็บปวดบริเวณที่ติดกันของกระดูกหรือกล้ามเนื้อ ไม่ถือเป็นภาวะโรคนี้" รศ.นพ.ประดิษฐ์กล่าว

 สำหรับการรักษา จำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อบำบัดรักษาภาวะปวดเรื้อรัง ทำให้แผนการรักษาแบบองค์รวมเป็นสิ่งจำเป็น ผู้ป่วยจะได้รับยาเพื่อระงับความเจ็บปวด กลุ่มยากันชักเพื่อรักษาไฟโบรมัยอัลเจีย การออกกำลังกายแบบแอโรบิค การรักษาทางใจเพื่อลดอาการซึมเศร้า และข้อมูลเพื่อความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคที่ตนเองเผชิญอยู่

 "ผู้ป่วยสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบและรักษาตัวได้เร็ว" แพทย์ กล่าว

  สำหรับคนที่สงสัยว่า ตนเองจะเป็นโรคนี้อยู่หรือไม่ สามารถสังเกตได้ 2 ประการหลักคือ ปวดเรื้อรังมาเป็นระยะเวลานานเกิน 3 เดือนและบริเวณที่ปวดนั้น เป็นทั่วร่างกาย โดยเป็นอาการปวดที่เกิดขึ้นหลายจุดพร้อมกัน หากมีอาการข้างต้น ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว


ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

10


อานิสงส์ของการเจริญเมตตาภาวนา

1. หลับเป็นสุข
2. ตื่นเป็นสุข
3. ไม่ฝันร้าย
4. อมนุษย์รักใคร่
5. มนุษย์ทั้งหลายรักใคร่
6. เทวดาทั้งหลายย่อมคุ้มครอง
7. ไฟ ศาสตราวุธ ยาพิษ ไม่อาจกล้ำกลาย
8. ผิวหน้าย่อมผ่องใส
9. จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิเร็ว
10. เมื่อตายเป็นผู้ไม่หลง
11. เมื่อจากโลกนี้ไป ก็ไปบังเกิดในพรหมโลก

เมื่อเจริญเมตตาภาวนาบ่อยๆ จะมีอานิสงส์ช่วงระงับความโกรธได้
ให้เจริญเมตตาให้กับตัวเองก่อนโดยอาศัยสติ สมาธิ และปัญญา
ให้พยายามรักษาใจให้สงบนิ่ง กำหนดรู้ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า สักพักหนึ่ง


การแผ่เมตตาให้กับตัวเอง

อะหังสุขิโตโหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ถึงสุข
ยกขึ้นมาพิจารณาทุกครั้งที่รู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก


ความสุขอยู่ที่ไหน ความสุขไม่ใช่อยู่ที่อารมณ์โกรธ หรือเมื่อเราได้
โกรธคนอื่น เราโกรธเขา เขาก็เป็นทุกข์เหมือนเรา หรือทุกข์มาก
กว่าเรานั่นแหละ เขาก็กำลังแก่ กำลังเจ็บไข้ ป่วย กำลังจะตาย
เหมือนเรานั่นแหละ

เขาก็กำลังประสบกับความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เหมือน
กับเรา เพราะ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ล้วนแต่เกิดขึ้นแล้วดับไป
ในที่สุด ไม่แน่นอน ไม่คงอยู่ได้

ความสุขอยู่ที่การปล่อยวางสิ่งภายนอก และสัญญาอารมณ์ต่างๆ
ระลึกรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ถอนจิต ถอนใจอุปาทาน
จากอารมณ์โกรธ น้อมเข้ามาๆ ให้จิตพักอาศัยอยู่ที่ลมหายใจ

เอาลมหายใจเป็นกัลยาณมิตร
หายใจเข้ายาวๆ สบายๆ หายใจออกช้าๆ ลึกๆ หน่อย
หายใจเข้ายาวๆ สบายๆ หายใจออก สบายๆ ภาวนาว่า
ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ถึงสุข หายใจเข้า
หายใจออก สบายๆ แล้วพิจารณาต่อว่า

นิททุกโข โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไร้ทุกข์
ความชั่วร้ายของเขา เป็นของเขา ไม่ใช่ของเรา เราไม่ต้องไปคิด
ไปเกาะติดยึดมั่นถือมั่น แบกเอาไว้
ความชั่วของใครก็เป็นของร้อนเป็นทุกข์ทั้งนั้น เราไปยึดติดเมื่อไร
ก็เดือดร้อน เป็นทุกข์เมื่อนั้น
ถึงแม้ว่า เขาผิดจริงก็ตาม ผู้มีปัญญา ผู้หวังความสุข ไม่เอามาคิด
เป็นอารมณ์ ให้ระวังๆ แล้วพิจารณาต่อว่า

อะเวโรโหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่มีเวร
ตรวจตราดูความรู้สึกภายในใจตัวเอง หรือสังเกตดูความนึกคิด
ของเรา ว่ามีเวรหรือไม่ จองเวรเขา ก็เหมือนจองเวรตัวเอง ทำให้จิตเศร้าหมอง

“เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร เวรระงับด้วยการไม่จองเวร”
ถ้าเราต้องการความสุข เราต้องเป็นผู้ไม่มีเวร ให้ระงับความรู้สึก
นึกคิดจองเวรใครๆ ออกไปจากภายใจใจของเรา
ให้อภัย อโหสิกรรมแก่ทุกคน ทุกครั้งที่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
ชำระความรู้สึก ความนึกคิดจองเวรให้หมดไปๆ เอาลมหายใจเป็น
กัลยาณมิตร หายใจเข้า หายใจออก สบายๆ แล้วพิจารณาต่อ

อัพยาปัชโฌโหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน
ตรวจตราภายในใจดูว่า มีความรู้สึกนึกคิดเบียดเบียนใครหรือไม่
ถ้าเขาคิดอย่างนี้กับเราพูดอย่างนี้กับเรา ทำอย่างนี้กับเรา เราจะ
รู้สึกอย่างไร ถ้าเราไม่สบายใจ เราก็ไม่น่าคิดกับเขาอย่างนั้น
รักษาใจ ไม่ให้หวั่นไหวต่ออารมณ์พอใจ และไม่พอใจที่มากระทบ

จงสร้างเกาะไว้เป็นที่พึ่งด้วย สติ สัมปชัญญะ ปัญญา สมาธิ
หิริโอตตัปปะ และขันติ คือความอดทน รวมกันไว้ที่ลมหายใจเข้า
ลมหายใจออก ไม่ให้เกิดทุกข์ ไม่ให้มีทุกข์ ไม่ให้เบียดเบียนใคร
ทุกลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

สุขีอัตตานัง ปะริหะรามิ จงรักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด ให้ระลึกถึงปีติสุขทุกลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เรื่อยๆๆๆ รู้เฉพาะปีติสุข หายใจเข้า รู้เฉพาะปีติสุข หายใจออก
ให้หัวใจของเรานี้เต็มไปด้วยปีติสุข แล้วแผ่ความสุขออกไปๆๆๆ

การแผ่เมตตานี้ ต้องแผ่เมตตาให้แก่ตัวเองก่อน จนให้เกิดความสุขใจ
การจะให้เกิดความสุขใจนั้นต้องอาศัย สมาธิ และ ปัญญาสนับสนุนกัน
ด้วยอำนาจสมาธิ จิตสามารถยังปีติสุขให้เกิดได้ และต้องใช้ปัญญา
เห็นโทษของการคิดผิด คิดเบียดเบียน ฯลฯ ให้ระงับความคิด
เหล่านั้นด้วยสติปัญญาจึงจะเกิดเมตตาได้

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham