Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - sithiphong

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 177
1
.
.
.
อนามัยโลกใช้ ‘Physical Distancing’ แทน ‘Social Distancing’
โดย PPTV Online
.
เผยแพร่ 31 มี.ค. 2563,09:23น.
.
ปรับปรุงล่าสุด 31 มี.ค. 2563,09:49น.
.
.
องค์การอนามัยโลกหันมาใช้คำว่า ‘Physical Distancing’ แทน ‘Social Distancing’ ในความหมายของการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19
.
30 มี.ค. 63 ผู้เชี่ยวชาญยกย่อง องค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งหันมาใช้คำว่า ‘Physical Distancing (การเว้นระยะห่างทางกายภาพ)’ แทน ‘Social Distancing (การเว้นระยะห่างทางสังคม)’ เนื่องจากเป็นคำที่อาจมีผลลบต่อสุขภาพจิต
.
ในการแถลงข่าวประจำวันในวันที่ 20 มี.ค. 63 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า การรักษาระยะห่างทางกายภาพนั้นเป็น “สิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง” ท่ามกลางการระบาดทั่วโลก แต่ “ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะต้องตัดขาดการเชื่อมต่อกับสังคม ครอบครัว หรือคนที่เรารัก”
.
การแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของโรคโควิด-19 ตั้งแต่ปลายปี 2562 ทำให้หลายประเทศต้องประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ ปิดสนามบิน และคุมเข้มพฤติกรรมของประชาชน
.
มาเรีย แวน เคอร์โคฟ (Maria Van Kerkhove) นักระบาดวิทยาขององค์การอนามัยโลก กล่าวว่า “เทคโนโลยีในปัจจุบันก้าวไกลไปมากจนเราสามารถเชื่อมโยงกับสังคมได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกัน ในห้องเดียวกัน หรือสถานที่เดียวกัน”
.
เธอยังเสริมว่า “เรากำลังเปลี่ยนมาใช้คำว่า ‘การเว้นระยะห่างทางกายภาพ’ แทน ‘การเว้นระยะห่างทางสังคม’ เพราะเรายังคงต้องการให้ผู้คนติดต่อสื่อสารกันอยู่”
.
องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ประชาชนเว้นระยะห่างกันมากกว่า 1 เมตร จากคนข้าง ๆ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนแนะให้เว้นระยะมากกว่า 2 เมตร
.
หลายมาตรการถูกใช้เพื่อสร้างระยะห่างทางกายภาพระหว่างผู้คน รวมถึงการให้อยู่แต่บ้าน ทำงานจากที่พัก คุยกับแฟนทางออนไลน์แทนการพบหน้า จำกัดจำนวนบุคคลที่จะมาเยี่ยมบ้าน หลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มกันในที่สาธารณะหรือในขนส่งสาธารณะ และออกห่างจากคนอื่นในที่สาธารณะ
.
เจเรมี ฟรีส (Jeremy Freese) ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “คำว่า ‘การเว้นระยะห่างทางสังคม’ ฟังแล้วเหมือนต้องการให้ประชาชนต้องการหยุดการติดต่อกับคนอื่น ๆ ในขณะที่ความจริงแล้วเราควรรักษาความสัมพันธ์ในสังคมไว้โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกันทางกาย”
.
เขาเสริมว่า “เราต้องเว้นระยะห่างทางกายภาพ เพื่อปกป้องสุขภาพทางกายของทุกคน แต่สุขภาพใจเองก็สำคัญ และการแยกตัวทางสังคม (Social Isolation) ก็ไม่ดีต่อสุขภาพใจ”
.
มาร์ติน บาวเออร์ (Martin W. Bauer) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาสังคมและระเบียบวิธีวิจัย วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์ลอนดอน กล่าวว่า เขายินดีอย่างยิ่งที่องค์การอนามัยโลกเปลี่ยนคำที่ใช้เสียที
.
“ผมคิดตั้งแต่แรกแล้วว่าคำว่า ‘การเว้นระยะห่างทางสังคม’ ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี เมื่อเราความหมายจริง ๆ ของมันคือ ‘การเว้นระยะห่างทางกายภาพ’” บาวเออร์เสริม
.
“ระยะห่างทางกายภาพคือการวัดด้วยหน่วยเมตริก เมตรหรือเซนติเมตร เป็นระยะห่างทางภูมิศาสตร์ระหว่างคน ๆ หนึ่งกับคนอีกคน ส่วนระยะห่างทางสังคมเป็นการวัดระยะข้ามขอบเขตทางสังคม” ผู้เชี่ยวชาญอธิบาย
.
บาวเออร์บอกว่า เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องแยกคำ 2 ตำนี้ออกจากกัน “เป็นเรื่องดีที่ในที่สุดองค์การอนามัยโลกก็พยายามแก้ไขความผิดพลาด ในช่วงเวลาแบบนี้ เราต้องการการเว้นระยะห่างทางกายภาพอย่างน้อย 2 เมตร แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องการให้ผู้คนยังคงคบค้าสมาคมกันอยู่”
.
ที่มา:  Aljazeera
.
ที่มา:  pptvhd36
.

2
ผมนำการใช้ #โซเชียลเน็ตเวิร์ค มาฝากกัน
.
#เล่นโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างไรให้ปลอดภัย
.
#ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างไรให้ถูกต้อง
.
และระมัดระวังในเรื่องของการ #แชร์ข้อมูล ต่างๆ
ถ้าแชร์ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง  คนที่แชร์จะเป็นผู้กระทำกรรมในเรื่อง #มุสาวาท
#กรรมมุสาวาท เป็นกรรมที่ไปได้เร็ว และ ไกล
โอกาสที่กลับไปแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง  ไม่มีโอกาสทำได้เลย
พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติติชอบหลายๆรูป ท่านสอนเรื่องมุสาวาทมาเยอะ
สำคัญที่สุด มุสาวาท #พิสูจน์ได้ด้วยตนเอง  ว่า #กรรมมุสาวาทมีจริงหรือไม่
.
.
******************************
.
.
10 วิธีใช้ Social Network อย่างปลอดภัย | iT24Hrs
.
https://www.youtube.com/watch?v=BOUQD0GZGd8&feature=emb_logo
.
iT24Hrs
4 ต.ค. 2561
.
การเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์คก็มีคู่มือการเล่นเหมือนกัน เล่นอย่างไรให้ปลอดภัย ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง iT24Hrs มีเทคนิคมาฝากจ้า
.
#iT24Hrs
#ชัวร์ก่อนแชร์
.

3
ทุกวันที่ 18 มกราคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำสงครามยุทธหัตถีชนะสมเด็จพระมหาอุปราชาของพม่า
.
รำลึกนึกถึงพระคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช , สมเด็จพระเอกาทศรถ  , เหล่าวีรชนทหารกล้าทุกท่าน และ พระสงฆ์ รวมถึงประชาชนในประเทศไทยที่รักชาติรักแผ่นดินที่เป็นเบื้องหลังในการปกป้องประเทศไทยทุกท่าน
.
เรื่องของพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นหลังสงครามยุทธหัตถึ  ส่วนตัวมั่นใจอยู่ที่จ.กาญจนบุรี
.
รูปสงวนลิขสิทธิ์
.
.
.**********************************.
.
.


พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

พิกัด
N 14.05883
E 99.67847
.
สถานที่ตั้ง
บ้านดอนเจดีย์ หมู่ที่ 2 ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน
.
ประวัติ-ข้อมูลสถานที่
.
พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชสร้างในวโรกาสมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมายุครบ 6 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542 และเพื่อเป็นการถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสครบ 400 ปี แห่งชัยชนะที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จกรีฑาทัพผ่านกาญจนบุรีไปทรงยึดกรุงหงสาวดี เมื่อปี พ.ศ. 2142 สถานที่ตั้งพระบรมราชนุสาวรีย์เป็นสถานที่เชื่อกันว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำสงครามยุทธหัตถีชนะสมเด็จพระมหาอุปราชาของพม่า หลักฐานที่ค้นพบเต็มไปด้วยวัตถุโบราณที่ใช้ในการทำสงคราม ทั้งเครื่องศาสตราวุธ เครื่องประดับช้างม้า ลูกประคำม้า เครื่องประดับช้าง ตราม้าศึกและกระสุนปืน
.
พระบรมราชานุสาวรีย์เป็นพระบรมรูปประทับช่วงบนพระคชาธาร พระแสงดาบพาดพระเพลา นายควาญช้างและท้ายช้างประกอบขนาดเท่าครึ่งของครึ่งพระองค์จริง น้ำหนักวัสดุทองเหลืองที่ใช้ในการจัดสร้างประมาณ 20 ตัน งบประมาณในการก่อสร้างเป็นเงินประมาณ 50 ล้านบาท สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2543 และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดพระบรมราชนุสาวรีย์ เมื่อวันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ 2546
.
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เปิดให้นักท่องเที่ยวและประชาชนสักการะทุกวันระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น.
.
ที่มา http://kanchanaburi.go.th/au/tourkan2015/kingnaresuan.php
.
.
.--------------------------------------------.
.

สงครามครั้งที่ 10 สงครามยุทธหัตถี
.
            เมื่อพระมหาอุปราชาแตกทัพกลับไปครั้งก่อน  ทำให้พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงทรงพระวิตกยิ่งนัก  เพราะว่าพม่าเสียทั้งรี้พลและอำนาจ  เป็นเหตุให้เมืองขึ้นต่าง ๆ ของพม่าเกิดความเคลื่อนไหวที่จะแข็งเมืองทั่วไป  การที่จะรักษาอำนาจพม่าไว้ได้ ก็ด้วยการเอาชนะไทยให้ได้  พระเจ้าหงสาวดีจึงให้พระมหาอุปราชา  ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีก ในปี พ.ศ. 2135
.
            ตามพงศาวดารกล่าวไว้ว่า  พระเจ้าหงสาวดีได้ตัดพ้อในที่ประชุมเจ้านายและขุนนาง  ถึงการที่ไม่มีใครเจ็บร้อนเรื่องเมืองไทย  สมเด็จพระนเรศวรมีรี้พลเพียงหยิบมือเดียว  ก็ไม่มีใครกล้าไปรบพุ่ง  เมืองหงสาวดีคงสิ้นคนดีเสียแล้ว  ขุนนางคนหนึ่งจึงกราบทูลว่า  กรุงศรีอยุธยานั้น สำคัญอยู่ที่สมเด็จพระนเรศวรพระองค์เดียว  เพราะกำลังหนุ่มรบพุ่งเข้มแข็ง  ทั้งบังคับบัญชาผู้คนก็สิทธิ์ขาด  มีคนน้อยก็เหมือนมีคนมาก  เจ้านายในกรุงหงสาวดีที่ทำสงครามเข้มแข็ง เคยชนะศึกเหมือนอย่างสมเด็จพระนเรศวรก็มีอยู่หลายองค์  ถ้าจัดกองทัพให้เป็นหลายกองทัพ แล้วให้เจ้านายดังกล่าวเป็นแม่ทัพ  ยกไปช่วยรบก็เห็นเอาชัยชนะได้  พระเจ้าหงสาวดีก็ได้ตรัสตอบ ตามที่ปรากฎในพระราชพงศาวดารว่า  ข้อเสนอนั้นก็ดีอยู่  แต่ตัวของพระองค์เป็นคนอาภัพ ไม่เหมือนพระมหาธรรมราชาซึ่งมีลูก  พ่อไม่ต้องพักใช้ให้ไปรบ มีแต่กลับจะต้องห้ามเสียอีก  ตัวของพระองค์เองไม่รู้ว่าจะใช้ใคร  พระมหาอุปราชาได้ยินดังนั้น ก็เกิดความอัปยศอดสู  จึงกราบทูลว่าขอรับอาสามาตีเมืองไทยแก้ตัวใหม่
.
            สงครามคราวนี้ ทางพม่าเกณฑ์กองทัพ 3 เมือง คือ กองทัพเมืองหงสาวดี ให้เจ้าเมืองจาปะโร เป็นกองหน้า  พระมหาอุปราชา เป็นกองหลวง  กองทัพเมืองแปร ให้พระเจ้าแปรลูกเธอที่ไปตีเมืองคังได้เมื่อครั้งหลัง เป็นนายทัพ  กองทัพเมืองตองอู ให้นัดจินหน่อง ลูกพระเจ้าตองอู  ผู้ต้านทานกองทัพไทยไว้ได้เมื่อคราวที่พระเจ้าหงสาวดีล่าทัพจากเมืองไทย  เป็นนายทัพ  รวมกำลังพลทั้งสิ้น 240,000 คน  นอกจากนั้น ยังให้พระเจ้าเชียงใหม่ ยกกองทัพเมืองใหม่ใหม่ ลงมาสมทบด้วยอีกหนึ่งกองทัพ
.
            กองทัพพระมหาอุปราชายกออกจากเมืองหงสาวดี  เมื่อวันพุธ ขึ้น 7 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะโรง พ.ศ. 2135  เดินทัพมาทางด่านเจดีย์สามองค์  เมื่อล่วงเข้าถึงตำบลไทรโยค ก็ให้ตั้งค่ายลง แล้วปรึกษาแผนการที่จะเข้าตีเมืองกาญจนบุรี  และเมื่อล่วงมาถึงลำตะเพินในตำบลลาดหญ้า  ก็ให้พระยาจิตตองคุมพลสร้างสะพานเรือก เพื่อใช้ข้ามลำน้ำสายนี้  เมื่อเข้าเมืองกาญจนบุรีได้ก็พักอยู่หนึ่งคืน  แล้วเคลื่อนทัพมายังตำบลตระพังกรุ  แขวงเมืองกาญจนบุรี  พระมหาอุปราชาก็ทรงให้ตั้งค่ายแบบดาวล้อมเดือน ตรงชัยภูมินาคนาม  ทัพพม่ายกมาครั้งนี้ จนล่วงเข้าเขตกาญจนบุรี ไม่มีทัพไทยไปขัดตาทัพเลย  จึงยกเข้ามาได้ตามลำดับ จนเข้าเขตเมืองสุพรรณบุรี แขวงบ้านพนมทวนเวลาบ่ายสามโมง เกิดลมเวรัมภาพัดหมุนเป็นเกลียว ทำให้เศวตฉัตรของพระมหาอุปราชาหักสะบั้นลง  พระมหาอุปราชาเห็นเป็นลางร้าย มีความหวาดหวั่นพรั่นพระหฤทัยที่จะมาทำสงครามเพิ่มมากขึ้น  กองทัพพม่ายกมาถึงตำบลตระพังกรุ แขวงเมืองสุพรรณบุรี ก็ให้หยุดตั้งทัพอยู่ ณ ที่นั้น  แล้วให้สมิงจอดราน  สมิงเป่อ  สมิงซาม่วน คุมกองทัพม้า ออกลาดตระเวณหาข่าวกองทัพพม่าที่จะยกลงมาทางเหนือ  และสืบข่าวกองทัพฝ่ายไทย ว่าได้ยกออกมาและวางกำลังต่อสู้ไว้ที่ใดบ้าง
.
            กองทัพพม่าที่ยกมาครั้งนี้ ในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า ได้รบกันที่แขวงเมืองสุพรรณบุรี  และกล่าวถึงกองทัพพระมหาอุปราชาเพียงทัพเดียว  ไม่ปรากฎอีกสองกองทัพ คือกองทัพพระเจ้าแปร และกองทัพนัดจินหน่องแต่อย่างใด  เรื่องนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า  กองทัพพม่าที่ยกมาครั้งนี้ น่าจะยกมาสองทาง คือ กองทัพพระมหาอุปราชายกมาทางด่านเจดีย์สามองค์  ส่วนอีกสองกองทัพยกมาทางด่านแม่ละเมา  และให้พระเจ้าเชียงใหม่คุมเรือเป็นกองลงมาเช่นคราวก่อน  กำหนดให้กองทัพที่ยกมาทั้งสองทางนี้ มารวมกันที่กรุงศรีอยุธยา  แต่เมื่อฝ่ายไทย ตีกองทัพพระมหาอุปราชาแตกไปก่อนแล้ว ก็เป็นอันสิ้นสุดสงคราม  ทัพพม่าอีกสองกองทัพที่ยกมาทางเหนือ  เดินทางมาถึงทีหลัง  จึงยังไม่ทันเข้ารบพุ่งเลยต้องถอยกลับไป  ข้อสันนิษฐานนี้น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด  เพราะแม้แต่จะมีหลักฐานบางแห่งกล่าวว่า  ทัพเจ้าเมืองแปรเป็นปีกซ้าย  ทัพเจ้าเมืองตองอูเป็นปีกขวา  เมื่อพิจารณาภูมิประเทศของเส้นทางเดินทัพมาทางด่านเจดีย์สามองค์  ห้องภูมิประเทศจะไม่อำนวยให้จัดทัพเช่นนั้นได้ จะทำได้เมื่อกองทัพเข้าสู่ที่ราบแล้วเท่านั้น และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ควรจะได้ปรากฎการปฏิบัติการของกองทัพทั้งสอง บันทึกไว้แน่นอน
.
            ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวร  ตั้งแต่กองทัพพระมหาอุปราชาแตกกลับไปเมื่อครั้งก่อน พระองค์ก็ทรงประมาณสถานการณ์ว่า ไทยคงจะว่างศึกไปสักปีสองปี  เพราะข้าศึกบอบช้ำมาก ต้องใช้เวลาฟื้นฟูเป็นเวลานาน  ดังนั้นในปีมะโรง พ.ศ. 2135  ทรงวางแผนที่จะไปตีกรุงกัมพูชา  เนื่องจากในระหว่างที่ไทยทำศึกติดพันอยู่กับพม่านั้น  เขมรจะฉวยโอกาสเข้ามาซ้ำเติมไทยอยู่หลายครั้ง  แม้ต่อมาเมื่อเขมรเห็นว่าไทยเข้มแข็งขึ้น  รบชนะพม่าทุกครั้งจะรีบเข้ามาขอเป็นไมตรีกับไทยก็ตาม  แต่ครั้นเห็นพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง ยกกองทัพใหญ่เข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยา  เขมรคาดว่าไทยจะสู้พม่าไม่ได้  ก็หันกลับไปสู่พฤติกรรมเดิม  ฉวยโอกาสยกกำลังเข้ามาโจมตีไทยอีก  พระองค์จึงคอยหาโอกาส ที่จะยกกำลังไปปราบปรามเขมรให้สำนึกตน  ครั้นถึงเดือนอ้าย ปีมะโรง พ.ศ. 2135  พระองค์ได้ทรงให้มีท้องตรา เกณฑ์ทัพเพื่อไปตีเมืองเขมร  กำหนดให้ยกทัพไปในเดือนยี่  พอมีท้องตราไปได้ 6 วัน ถึงวันขึ้น 12 ค่ำ เดือนยี่  ก็ได้รับใบบอกจากเมืองกาญจนบุรีว่า  พระเจ้าหงสาวดีทรงให้พระมหาอุปราชา ยกกองทัพเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์  และได้ข่าวจากหัวเมืองเหนือว่า  มีกองทัพข้าศึกยกลงมาอีกทางหนึ่ง
.
            ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์  ทรงพระราชดำริว่าข้าศึกยกลงมาสองทาง  ถ้าปล่อยให้มาสมทบกันได้ ก็จะทำให้ข้าศึกมีกำลังมาก  เมื่อกองทัพพระมหาอุปราชายกเข้ามาก่อน  จึงจะต้องชิงตีให้แตกเสียก่อน เป็นการรวมกำลังเข้ากระทำการต่อข้าศึกเป็นส่วนๆ ไป  เช่นที่เคยเอาชนะกองทัพพระยาพสิม  ก่อนที่กองทัพพระเจ้าเชียงใหม่จะยกลงมาถึง ในสงครามครั้งแรก   ดังนั้น จากการเตรียมประชุมพลที่ทุ่งบางขวด เพื่อเตรียมยกไปตีกรุงกัมพูชา  ก็เปลี่ยนมาเป็นประชุมพลที่ทุ่งป่าโมก  แขวงเมืองวิเศษไชชาญ  อันเป็นเส้นทางร่วมที่จะยกทัพไปเมืองสุพรรณบุรี  และไปเมืองเหนือได้ทั้งสองทาง
.
            ในระหว่างนั้น พระองค์ก็ทรงให้พระอมรินทรฤาไชย  ผู้ว่าราชการเมืองราชบุรี คุมพล 500 คน  จัดกำลังแบบกองโจร ออกไปปฏิบัติการตีตัดเส้นทางลำเลียง  และรื้อสะพานทางเดินทัพของข้าศึกทางด้านหลัง  จัดทัพหัวเมือง ตรี จัตวา  และหัวเมืองปักษ์ใต้ รวม 23 หัวเมือง  รวมกำลังพลได้ 50,000 คน  ให้พระยาศรีไสยณรงค์เป็นนายทัพ พระยาราชฤทธานนท์เป็นยกกระบัตร คุมกองทัพหัวเมือง ไปตั้งขัดตาทัพสะกัดข้าศึกอยู่ที่ลำน้ำท่าคอย  แขวงเมืองสุพรรณบุรี  เมื่อเตรียมทัพหลวงเสร็จ  สมเด็จพระนเรศวร กับสมเด็จพระเอกาทศรถ ก็เสด็จโดยกระบวนเรือพระที่นั่งจากพระนคร  ไปทำพิธีฟันไม้ข่มนามที่ทุ่งลุมพลี เมื่อวันขึ้น 9 ค่ำ เดือนยี่  แล้วเสด็จไปยังที่ตั้งทัพชัย ที่ตำบลมะม่วงหวาน  หยุดปรับกระบวนทัพอยู่สามคืน  พอวันขึ้น 12 ค่ำ ก็เสด็จยกกองทัพหลวงมีกำลังพล 100,000 คน  ออกจากทุ่งป่าโมกไปเมืองสุพรรณบุรีทางบ้านสามโก้  ข้ามลำน้ำสุพรรณที่ท่าท้าวอู่ทอง  ไปถึงค่ายหลวงที่หนองสาหร่ายริมลำน้ำท่าคอย เมื่อวันขึ้น 14 ค่ำ
.
            มีความในพระราชพงศาวดาร แสดงถึงความอัศจรรย์ตอนหนึ่งว่า  ขณะเมื่อสมเด็จพระนเรศวร ประทับอยู่ที่ค่ายหลวง ตำบลมะขามหวาน  ก่อนวันที่จะเสด็จยกกองทัพไปเมืองสุพรรณบุรี  ในตอนกลางคืน พระองค์ทรงพระสุบินว่า มีน้ำท่วมป่า หลากมาแต่ทางทิศตะวันตก  พระองค์เสด็จลุยน้ำไปพบจรเข้ใหญ่ตัวหนึ่ง ได้เข้าต่อสู้กัน ทรงประหารจรเข้นั้นสิ้นชีวิตด้วยฝีพระหัตถ์ สายน้ำนั้นก็เหือดแห้งไป  ทรงมีรับสั่งให้โหรทำนายพระสุบินนั้น  พระยาโหราธิบดีกราบทูลพยากรณ์ว่า เสด็จไปคราวนี้จะได้รบพุ่งกับข้าศึก เป็นมหายุทธสงคราม ถึงได้ทำยุทธหัตถีและจะมีชัยชนะข้าศึก
.
            มีเรื่องของศุภนิมิตครั้งที่สองที่ได้กล่าวไว้ในที่บางแห่งว่า  เมื่อใกล้ฤกษ์ยกทัพ  สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ  เสด็จไปยังเกยทรงช้างพระที่นั่งตามพิชัยฤกษ์นั้น  พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นพระบรมสารีริกธาตุ ขนาดเท่าผลส้มเกลี้ยง  ส่องแสงเรืองอร่าม ลอยมาในท้องฟ้าทางทิศใต้  แล้วลอยวนรอบกองทัพไทย เป็นทักษิณาวัตรสามรอบ  จากนั้นจึงลอยขึ้นไปทางทิศเหนือ  สมเด็จพระนเรศวร  และพระอนุชาทรงปิติยินดีตื้นตันพระราชหฤทัยยิ่งนัก  ทรงนมัสการและอธิษฐานให้  พระบรมสารีริกธาตุนั้น ปกป้องคุ้มครองกองทัพไทย ให้พ้นอันตรายจากผองภัยทั้งมวล
.
            เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จถึงหนองสาหร่าย  ก็ทรงให้กองทัพพระศรีไสยณรงค์ กับ พระราชฤทธานนท์ ซึ่งออกไปขัดตาทัพอยู่ก่อนที่ลำน้ำท่าคอย  เลื่อนออกไปขัดตาทัพที่ดอนระฆัง  ส่วนกองทัพหลวงก็ทรงให้เตรียมค่ายคู  และกระบวนทัพที่จะรบข้าศึก  ด้วยคาดว่าคงจะได้ปะทะกันในวันสองวันเป็นแน่  เพราะกองทัพของทั้งสองฝ่ายอยู่ใกล้กันมากแล้ว  พระองค์ทรงจัดทัพเป็นขบวน  เบญจเสนา 5 ทัพ  ดังนี้
.
            ทัพที่ 1  เป็นกองหน้า  ให้พระยาสีหราชเดโชชัยเป็นนายทัพ  พระยาพิชัยรณฤทธิ์ เป็นปีกขวา  พระยาวิชิตณรงค์ เป็นปีกซ้าย
.
            ทัพที่ 2  เป็นกองเกียกกาย  ให้พระยาเทพอรชุน เป็นนายทัพ  พระยาพิชัยสงคราม เป็นปีกขวา  พระยารามคำแหง เป็นปีกซ้าย
.
            ทัพที่ 3  เป็นกองหลวง  สมเด็จพระนเรศวร ทรงเป็นจอมทัพ  พร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถ  เจ้าพระยามหาเสนา เป็นปีกขวา  เจ้าพระยาจักรี เป็นปีกซ้าย
.
            ทัพที่ 4  เป็นกองยกกระบัตร  ให้พระยาพระคลัง เป็นนายทัพ  พระราชสงคราม เป็นปีกขวา  พระรามรณภพ เป็นปีกซ้าย
.
            ทัพที่ 5  เป็นกองหลัง  ให้พระยาท้ายน้ำ เป็นนายทัพ  หลวงหฤทัย เป็นปีกขวา  หลวงอภัยสุรินทร์เป็นปีกซ้าย
.
            ค่ายที่หนองสาหร่ายนี้  ทรงให้ตั้งเป็นกระบวนปทุมพยุหะเป็นรูปดอกบัว  และเลือกชัยภูมิครุฑนาม  เพื่อข่มกองทัพข้าศึกซึ่งตั้งในชัยภูมินาคนาม  ตามหลักตำราพิชัยสงคราม
.
            ครั้นถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือนยี่  พระยาศรีไสยณรงค์บอกมากราบทูลว่า  ข้าศึกยกกองทัพใหญ่พ้น บ้านจรเข้สามพันมาแล้ว  สมเด็จพระนเรศวรจึงมีรับสั่งให้กองทัพทั้งปวง เตรียมตัวรบข้าศึกในวันรุ่งขึ้น  แล้วสั่งให้พระยาศรีไสยณรงค์ ยกออกไปหยั่งกำลังข้าศึก แล้วให้ถอยกลับมา
.
            ในวันจันทร์  แรม 2 ค่ำ เดือนยี่  สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถ  ทรงเครื่องพิชัยยุทธ ให้ผูกช้างพระที่นั่งชื่อ พลายภูเขาทอง  ขึ้นระวางเป็นเจ้าพระยาไชยานุภาพ  เป็นพระคชาธารของพระองค์  มีเจ้ารามราฆพเป็นกลางช้าง นายมหานุภาพเป็นควาญ  อีกช้างหนึ่งชื่อพลายบุญเรือง  ขึ้นระวางเป็นเจ้าพระยาปราบไตรจักร  เป็นพระคชาธารสมเด็จพระเอกาทศรถ  มีหมื่นภักดีศวรเป็นกลางช้าง ขุนศรีคชคงเป็นควาญ พร้อมด้วย นายแวง จตุลังคบาท  พวกทหารคู่พระทัยสำหรับรักษาพระองค์
.
            ขณะนั้นเสียงปืนจากการปะทะกัน ระหว่างทัพหน้าของไทย กับทัพหน้าของพม่าดังขึ้น  พระองค์จึงดำรัสให้จมื่นทิพเสนา ปลัดกรมตำรวจ เอาม้าเร็วไปสืบข่าว ได้ความว่า  พระยาศรีไสยณรงค์ได้ยกกำลังออกไป และได้ปะทะกับข้าศึกที่ ตำบลดอนเผาข้าวเมื่อเวลาเช้า  ฝ่ายข้าศึกมีกำลังมากต้านทานไม่ไหว จึงแตกถอยร่นมา  สมเด็จพระนเรศวรจึงปรึกษาแม่ทัพนายกองว่า สถานการณ์เช่นนี้ควรจะทำอย่างไร  บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งหลายกราบทูลว่า ควรให้มีกองทัพหนุน ออกไปช่วยต้านทานข้าศึกไว้ให้อยู่เสียก่อน  แล้วจึงให้ทัพหลวงออกมาตีภายหลัง  สมเด็จพระนเรศวรไม่ทรงเห็นชอบด้วย  มีพระดำรัสว่า กองทัพแตกลงมาเช่นนี้แล้ว  จะให้กองทัพไปหนุน ไหนจะรับไว้อยู่  มาปะทะกันเข้าก็จะพากันแตกลงมาด้วยกัน  ควรที่จะล่าถอยลงมาโดยเร็ว  เพื่อปล่อยให้ข้าศึกยกติดตามมาอย่างไม่เป็นกระบวน พอได้ทีให้ยกกำลังส่วนใหญ่เข้าโจมตีข้าศึก ก็คงจะได้ชัยชนะโดยง่าย  สมเด็จพระนเรศวรจึงมีรับสั่งให้จมื่นทิพเสนา กับ จมื่นราชามาตย์  ขึ้นม้าเร็ว รีบไปประกาศแก่พวกกองทัพหน้าของไทยว่า  อย่าได้รั้งรอข้าศึก ให้รีบล่าถอยหนีไปโดยเร็ว  กองทัพหน้าของพระยาศรีไสยณรงค์ก็พากันถอยหนีไม่เป็นกระบวน ข้าศึกเห็นดังนั้น ก็พากันรุกไล่ลงมาด้วยเห็นได้ที จนไม่เป็นกระบวนเช่นกัน
.
            สมเด็จพระนเรศวรสงบทัพหลวงรออยู่จน 11 นาฬิกา  เห็นข้าศึกตามลงมาไม่เป็นกระบวน ก็สมคะเน ทรงดำรัสสั่งให้บอกสัญญาณกองทัพทั้งปวง ให้ยกออกตีข้าศึก  พระองค์และพระเอกาทศรถ ยกกองทัพหลวงเข้าโอบกองทัพหน้าข้าศึก  ทัพท้าวพระยาอื่น ๆ ได้ทราบกระแสรับสั่งได้เร็วบ้างช้าบ้าง เนื่องจากเหตุการณ์กระทันหัน มีเวลาน้อยมาก  ทำให้ยกไปไม่ทันเสด็จเป็นส่วนมาก  คงมีแต่กองทัพพระยาสีหราชเดโชชัย กับกองทัพเจ้าพระยามหาเสนาซึ่งเป็นปีกขวา  ตามกองทัพหลวงเข้าจู่โจมข้าศึก  กองทัพหน้าของพม่าไม่คาดว่าว่าจะมีกองทัพไทยไปยอทัพ ก็เสียทีแตกหนีอลหม่าน
.
            เหตุการณ์ตอนนี้มีเรื่องบันทึกไว้ในบางแห่งว่า  ขณะที่สมเด็จพระนเรศวรประทับรอฟังข่าวทัพหน้าอยู่นั้น ได้บังเกิดเมฆเยือกเย็น ตั้งเค้ามืดอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ  แล้วกลับกลายเป็นเปิดโล่ง  เห็นดวงตะวันสาดแสงสว่างกระจ่างตา  สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงเคลื่อนทัพตามเกล็ดนาค  ซึ่งตามตำราพิชัยสงครามได้กำหนดไว้ว่า  ในวันใดหัวนาคและหางนาคอยู่ทางทิศใด  ต้องไปตั้งทัพทางหัวนาค  แล้วเคลื่อนทัพไปทางหางนาค  เป็นการเคลื่อนที่ตามเกล็ดนาค  ไม่ให้เคลื่อนที่ย้อนเกล็ดนาค  เมื่อช้างพระที่นั่งของทั้งสองพระองค์ได้ยินเสียงฆ้องกลองรบ  และเสียงปืนที่ทั้งสองฝ่ายยิงต่อสู้กัน  ก็เกิดความคึกคะนองด้วยเหตุที่กำลังตกมัน  แล้ววิ่งถลันเข้าไปในหมู่ข้าศึก  ควาญไม่สามารถคัดท้ายอยู่  บรรดาแม่ทัพนายกองและไพร่พลทั้งปวงตามเสด็จไม่ทัน  ผู้ที่สามารถตามเสด็จไปด้วยได้ คงมีแต่ผู้ที่มีหน้าที่อยู่ประจำช้างพระที่นั่ง  คือกลางช้าง ควาญช้าง และจตุลังคบาท ที่มีหน้าที่รักษาเท้าช้าง  สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ  ทอดพระเนตรเห็นข้าศึกมีกำลังมากมาย  ไม่เป็นทัพเป็นกอง จึงทรงไสช้างพระที่นั่งเข้าชนช้างข้าศึก  เหล่าข้าศึกพากันระดมยิงอาวุธมาดังห่าฝน  แต่ไม่ถูกช้างทรง  ทันใดนั้นก็บังเกิดตะวันตลบมืด ท้องฟ้ามืดมิดราวกับไม่มีแสงตะวัน จนมองไม่เห็นกัน  สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นดังนั้น จึงได้ประกาศแก่เทวดา พระพรหมทุกชั้นฟ้า    ถึงปณิธานของพระองค์ที่ได้มาสืบวงศ์กษัตริย์  และมุ่งหวังที่จะทำนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนา  ทันใดนั้นก็บังเกิดพายุใหญ่พัดปั่นป่วนในท้องฟ้า  สนามรบก็สว่างแจ้ง  พระองค์แลไปเห็นนายทัพข้าศึก นั่งอยู่บนหลังช้างเผือกตัวหนึ่ง  มีฉัตรกั้นอยู่ใต้ร่มต้นข่อย มีพล 4 เหล่า  เรียงรายอยู่มากมาย  ก็ทรงตระหนักแน่พระทัยว่าเป็นพระมหาอุปราชา
.
            เหตุการณ์ในตอนนี้มีอยู่หลายสำนวน  ตามพระราชพงศาวดารกล่าวไว้ว่า ให้เอาพลายภูเขาทอง ขึ้นระวางสะพัด ชื่อเจ้าพระยาไชยานุภาพ  สูง 6 ศอกคืบ 2 นิ้ว  ติดน้ำมันหน้าหลัง  เป็นคชาธารสมเด็จพระนเรศวร  และให้เอาพลายบุญเรืองขึ้นระวางสะพัด ชื่อเจ้าพระยาปราบไตรจักร สูง 6 ศอก 2 คืบ ติดน้ำมันหน้าหลัง เป็นพระคชาธารสมเด็จพระอนุชาธิราชพระเอกาทศรถ  ส่วนพระคชาธารของพระมหาอุปราชานั้น ชื่อพลายพัทธกอ สูง 6 ศอกคืบ  6 นิ้ว  ติดน้ำมันหน้าหลังเช่นเดียวกัน
.
            สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์  ยาตราพระคชาธารเป็นบาทย่างสะเทินมา  บ่ายหน้าต่อข้าศึก  เจ้าพระยาไชยานุภาพ  เจ้าพระยาปราบไตรจักร  ได้ยินเสียงพลและเสียงฆ้องกลองอึงคะนึง ก็เรียกมันครั่นครื้น กางหูชูหางกิริยาป่วนเป็นบาทย่างใหญ่ เร็วไปด้วยกำลังน้ำมัน  ช้างท้าวพระยามุขมนตรี และโยธาหาญซ้ายขวาหลังนั้นตกลง  ไปมิทันเสด็จ  พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ใกล้ทัพหน้าข้าศึก  ทอดพระเนตรเห็นพลพม่ารามัญนั้นยกมาเต็มท้องทุ่ง  เดินดุจคลื่นในมหาสมุทร  พลข้าศึกไล่พลชาวพระนครครั้งนั้น สลับซับซ้อนกันมิได้เป็นกระบวน  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์  ก็ขับพระคชาธารเข้าโจมแทงช้างม้ารี้พลปรปักษ์  ไล่สายเสยถีบฉัดตะลุมบอน  พลพม่ารามัญตายเกลื่อนกลาด  ช้างข้าศึกได้กลิ่นน้ำมันพระคชาธาร ก็หกหันตลบปะกันไปเป็นอลหม่าน  พลพม่ารามัญก็โทรมยิงธนู หน้าไม้ ปืนไฟ ระดมเอาพระคชาธารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์  และธุมาการก็ตรลบมืดเป็นหมอกมัวไป มิได้เห็นกันประจักษ์
.
            สำนวนของวันวลิต ชาวฮอลันดา  ซึ่งเข้ามาที่กรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2176 ได้บรรยายเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า  พระเจ้ากรุงหงสาวดียกทัพอันมีกำลังใหญ่หลวง มายังกรุงศรีอยุธยา  พระนเรศวรยกทัพมาถึงวัดร้างแห่งหนึ่ง เรียกว่า เครง หรือ หนองสาหร่าย  เพื่อปะทะทัพมอญ  เมื่อกองทัพทั้งสองมาประจัญกันเข้า  พระนเรศวรและพระมหาอุปราชา (ซึ่งต่างก็ทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ และประทับบนพระคชาธาร) ต่างทอดพระเนตรเห็นกันเข้า  ต่างองค์ก็มีพระทัยฮึกเหิม  เสด็จออกจากกองทัพ  ขับพระคชาธารโดยปราศจากรี้พลเข้าหากัน  แต่พระคชาธารที่พระนเรศวรทรงอยู่นั้น  เล็กกว่าช้างทรงพระมหาอุปราชามากนัก  เมื่อกษัตริย์ทั้งสองพระองค์มุ่งเข้าหากัน  ช้างที่เล็กกว่าก็ตกใจกลัวช้างที่ใหญ่กว่า ถึงกับเบนหัวจะถอยกลับ  พระนเรศวรทรงเห็นดังนั้น จึงตรัสปลอบพระยาช้างต้นให้มีใจฮึกเหิมกลับมาสู้ช้างข้าศึก และทรงพรมน้ำเทพมนต์ซึ่งพราหมณ์ได้ทำถวายไว้สำหรับโอกาสนี้ ลงบนศีรษะช้าง  พระยาช้างต้นผู้ชาญฉลาดเมื่อได้รับน้ำเทพมนต์  และได้ยินเสียงพระราชดำรัสของวีรกษัตริย์ก็มีใจฮึกเหิม  ชูงวงขึ้นประณตแล้วเบนหัวสู่ข้าศึก  พลันวิ่งพุ่งเข้าสู่กษัตริย์มอญอย่างเมามัน  อำนาจของพระยาช้างต้นในการสู้รบครั้งนี้ แลดูน่าสพึงกลัว และน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
.
            ทั้งหมดที่กล่าวมา  เป็นเหตุการณ์ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่การกระทำยุทธหัตถีของสองกษัตริย์  และสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงได้ชัยชนะอย่างงดงาม  เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทิศานุทิศ  ข้าศึกศัตรูไม่หาญกล้ามาเบียดเบียนราชอาณาจักรไทยอีกเลยถึง 160 ปี
.
            สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงขับช้างพระที่นั่งตรงไปยังพระมหาอุปราชา  แล้วร้องตรัสไปโดยฐานที่คุ้นเคยกันมาแต่ก่อน มีความว่า

            "เจ้าพี่จะยืนช้างอยู่ในที่ร่มไม้ทำไม  เชิญเสด็จมาทำยุทธหัตถีกันให้เป็นเกียรติยศเถิด  กษัตริย์ภายหน้า ที่จะทำยุทธหัตถีได้อย่างเรา จะไม่มีแล้ว"
.
            พระมหาอุปราชา  เมื่อทรงได้ยินดังนั้นก็ขับพลายพัทธกอซึ่งเป็นพระคชาธาร  ออกมาชนกับเจ้าพระยาไชยานุภาพ  พระคชาธารของสมเด็จพระนเรศวร  ในชั้นแรก เจ้าพระยาไชยานุภาพเสียที พลายพัทธกอได้ล่างแบกรุน  พระยาไชยานุภาพเบนจะขวางตัว  พระมหาอุปราชาได้ทีฟันด้วยพระแสงของ้าว  สมเด็จพระนเรศวรเบี่ยงพระองค์หลบทัน  ถูกแต่พระมาลาหนังขาดลิไป  พอพระยาไชยานุภาพสะบัดหลุด แล้วกลับชนได้ล่างแบกถนัดรุนพลายพัทธกอหัวเบนไป  สมเด็จพระนเรศวรก็จ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าว  ถูกพระมหาอุปราชาที่ไหล่ขวาขาด  สิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง
.
ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถก็ได้ชนช้างกับเจ้าเมืองจาปะโร และฟันเจ้าเมืองจาปะโรตายเช่นกัน  ทหารพม่าก็เข้ามากันพระศพพระมหาอุปราชา และเจ้าเมืองจาปะโรออกไป  แล้วเข้าระดมยิงถูกสมเด็จพระนเรศวรที่พระหัตถ์ได้รับบาดเจ็บ  และถูกนายมหานุภาพควาญช้างพระที่นั่ง กับหมื่นภักดีศวรกลางช้างสมเด็จพระเอกาทศรถ ตายทั้งสองคน  ขณะนั้น กองทัพเจ้าพระยามหาเสนา พระยาสีหราชเดโชชัยตามไปทัน  ก็ช่วยกันรบพุ่งแก้กันทั้งสองพระองค์ออกมาได้  สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นว่า  กองทัพข้าศึกแตกเฉพาะทัพหน้า กำลังฝ่ายไทยที่ตามเสด็จไปถึงเวลานั้นมีน้อยนัก  จึงจำต้องเสด็จกลับมาค่ายหลวง  ฝ่ายข้าศึกก็เชิญพระศพพระมหาอุปราชา เลิกทัพกลับไปเมืองหงสาวดี  เหตุการณ์ในตอนนี้ วัน วลิต ได้บรรยายไว้ว่า
.
            ช้างข้าศึกพยายามเอางาเสยพระคชาธารให้ถอยห่างอยู่ตลอดเวลา  แต่ในที่สุดพระคชาธารซึ่งเล็กกว่าก็ได้ทีช้างข้าศึก  โดยช้างข้าศึกไม่ทันรู้ตัว  ขึ้นเสยช้างข้าศึกแล้วเอางวงตีด้วยกำลังแรงยิ่งนัก  จนช้างข้าศึกร้องขึ้น  กษัตริย์มอญก็ตกพระทัย  กษัตริย์ไทยเห็นได้ทีก็เอาพระแสงขอ ตีต้องพระเศียรกษัตริย์มอญ  แล้วใช้พระแสงทวนแทงจนกษัตริย์มอญตกช้างสิ้นพระชนม์  แล้วทรงจับช้างทรงของกษัตริย์มอญนั้นไว้ได้ ทหารรักษาพระองค์ซึ่งตามมาโดยไม่ช้า ก็แทงชาวโปรตุเกส ซึ่งนั่งอยู่เบื้องหลังกษัตริย์มอญนั้นตาย  เมื่อกองทัพมอญเห็นกษัตริย์ของตนสิ้นพระชนม์  ก็พากันล่าถอยไม่เป็นกระบวน  กองทัพไทยก็ไล่ติดตามไปอย่างกล้าหาญ  จับเป็นได้เป็นจำนวนมาก  ฆ่าตายเสียก็มาก ที่เหลือนั้นก็แตกกระจัดกระจายไปประดุจแกลบต้องลม  ทหารมอญหลายพันคนต้องตกค้างอยู่ และเมื่อต้องถอยทัพกลับโดยที่ขาดแคลนเสบียงอาหาร  จึงกลับไปถึงเมืองมอญได้น้อยคนนัก
.
            สมเด็จพระนเรศวรมีชัยในการกระทำยุทธหัตถีครั้งนี้  พระเกียรติยศได้เลื่องลือไปทั่วทุกประเทศในชมพูทวีป  ด้วยถือเป็นคติมาแต่โบราณว่า  การชนช้างเป็นยอดวีรกรรมของนักรบ  เพราะเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว มิได้อาศัยกำลังพล  หรือกลยุทธใดๆ  เป็นการแพ้ชนะกันด้วยฝีไม้ลายมือและความแกล้วกล้า  นอกจากนั้น โอกาสที่จะมีเหตุการณ์ดังกล่าวก็มีน้อย  ดังนั้น ถ้ากษัตริย์พระองค์ใดกระทำยุทธหัตถีได้ชัยชนะ  ก็จะได้รับความยกย่องว่ามีพระเกียรติยศอย่างสูงสุด  ถึงเป็นผู้แพ้ ก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญ ว่าเป็นนักรบแท้
.
            ด้วยเหตุผลดังกล่าว  สมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้สร้างพระเจดีย์ขึ้นองค์หนึ่ง  ตรงที่ได้กระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา  ณ ตำบลท่าคอย  ซึ่งปัจจุบันเป็นตำบลดอนเจดีย์  อยู่ห่างจากหนองสาหร่ายไปประมาณ 100 เส้น  พระเจดีย์ทิ้งร้างมานานหลายร้อยปี  เพิ่งมาพบเมื่อปี พ.ศ.  2456  วัดฐานเจดีย์ได้ด้านละ 10 วา  ความสูงประมาณ 20 วา  ต่อมา ได้มีการบูรณะเป็นรูปแบบที่สมบูรณ์ ตามแบบอย่างเจดีย์ที่วัดใหญ่ชัยมงคล  ซึ่งสันนิษฐานว่า สมเด็จพระนเรศวรทรงให้สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์ แห่งชัยชนะครั้งนั้น  ตามคำกราบทูลแนะนำของสมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้ว  เป็นเจดีย์กลมแบบลังกา  ดังที่ปรากฎอยู่ปัจจุบันนี้
.
            สมเด็จพระนเรศวร  ทรงปูนบำเหน็จความชอบอันเนื่องมาจากการสงครามครั้งนี้โดยทั่วกัน คือ ช้างพระที่นั่งที่ชนชนะข้าศึก  พระราชทานนามว่า  เจ้าพระยาปราบหงสาวดี  พระแสงของ้าวก็ได้นามว่าเจ้าพระยาแสนพลพ่าย  นับถือเป็นพระแสงศักดิ์สิทธิ์ สำหรับพระเจ้าแผ่นดินทรงคชาธารในรัชกาลหลัง ๆ สืบมา  พระมาลาที่พระองค์ทรงในวันนั้น  ก็ปรากฎนามว่าพระมาลาเบี่ยง ดำรงคงอยู่มาถึงปัจจุบันนี้
.
            เมื่อเสร็จศึกแล้ว สมเด็จพระนเรศวรทรงโทมนัส ที่ไม่สามารถจะตีข้าศึกให้แตกยับเยินไปได้เหมือนครั้งก่อน เพราะเหตุที่แม่ทัพนายกองไม่สามารถตามเสด็จให้ทันการรบพุ่งพร้อมกัน พระองค์จึงให้ลูกขุน ประชุมปรึกษาโทษแม่ทัพนายกองเหล่านั้นตามพระอัยการศึก  ลูกขุนปรึกษากันแล้ววางบทว่า
.
            พระยาศรีไสยณรงค์  มีความผิดฐานฝ่าฝืนพระบรมราชโองการ ไปรบพุ่งข้าศึกโดยพละการจนเสียทัพแตกมา
.
            เจ้าพระยาจักรี  พระยาพระคลัง  พระยาเทพอรชุน  พระยาพิชัยสงคราม  พระยารามคำแหง  มีความผิดฐานละเลย มิได้ตามเสด็จให้ทันท่วงทีการพระราชสงคราม
.
            ทั้งหมดนี้ โทษถึงประหารชีวิตด้วยกัน  พระองค์จึงทรงให้เอาตัวคนทั้งหมดดังกล่าวไปจำตรุไว้ พอพ้นวันพระแล้ว  ให้เอาไปประหารชีวิตเสีย  ตามคำพิพากษาของลูกขุน
.
            ครั้นถึงวันแรม 14 ค่ำ เดือนยี่  สมเด็จพระนพรัตน์ วัดป่าแก้ว  กับพระราชาคณะรวม 25 รูป  เข้าไปเฝ้า ถามข่าวถึงการเสด็จพระราชสงครามตามประเพณี  สมเด็จพระนเรศวรจึงตรัสเล่าเหตุการณ์ทั้งปวงให้ฟังทุกประการ  สมเด็จพระพนรัตน์ได้ฟังแล้วจึงถวายพระพรถามว่า  พระองค์มีชัยแก่ข้าศึก  แต่เหตุไฉนข้าราชการทั้งปวงจึงต้องรับราชทัณฑ์
.
สมเด็จพระนเรศวรตรัสตอบว่า  นายทัพนายกองเหล่านี้กลัวข้าศึกมากกว่ากลัวพระองค์  ละให้แต่พระองค์สองคนพี่น้อง ฝ่าเข้าไปท่ามกลางข้าศึก  จนได้ทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา  ต่อมีชัยกลับมาจึงได้เห็นหน้าพวกเหล่านี้  นี่หากว่าพระองค์ยังไม่ถึงที่ตาย  หาไม่แผ่นดินก็จะเป็นของชาวหงสาวดีเสียแล้ว  เหตุนี้พระองค์จึงให้ลงโทษตามอาญาศึก  สมเด็จพระพนรัตน์จึงถวายพระพรว่า  เมื่อพิเคราะห์ดูข้าราชการเหล่านี้ ที่จะไม่กลัวสมเด็จพระนเรศวรนั้นหามิได้  เหตุทั้งนี้เห็นจะเผอิญเป็น เพื่อจะให้พระเกียรติแก่พระองค์เป็นมหัศจรรย์  เหมือนสมเด็จพระสรรเพชญพุทธเจ้า  เมื่อพระองค์เสด็จเหนืออปราชิตบัลลังก์ใต้ควงไม้โพธิ์ครั้งนั้น  เทพเจ้าก็มาเฝ้าพร้อมหมื่นจักรวาล  พระยาวัสวดีมารยกพลเสนามาผจญ  ถ้าพระพุทธเจ้าได้เทพเจ้าเป็นบริวาร มีชัยแก่พระยามารก็หาสู้เป็นอัศจรรย์ไม่  เผอิญให้หมู่เทพเจ้าทั้งปวงปลาศนาการหนีไปสิ้น  เหลือแต่พระองค์เดียวสามารถผจญให้เหล่ามารปราชัยไปได้  จึงได้พระนามว่า  พระพิชิตมาร โมฬีศรีสรรเพชญดาญาณ  เป็นมหาอัศจรรย์บันดาลไปทั่วอนันตโลกธาตุ
.
ก็เหมือนทั้งสองพระองค์ครั้งนี้  ถ้าเสด็จพร้อมด้วยโยธาทวยหาญมาก  และมีชัยชนะแก่พระมหาอุปราชา  ก็จะหาสู้เป็นมหัศจรรย์แผ่พระเกียรติยศ ให้ปรากฎแก่นานาประเทศไม่  อันเหตุที่เป็นทั้งนี้  เพื่อเทพเจ้าทั้งปวงอันรักษาพระองค์ จักสำแดงพระเกียรติยศ  เป็นแน่แท้
.
            สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงฟังแล้วก็ทรงพระปิติโสมนัส ตรัสว่า  พระผู้เป็นเจ้าว่านี้ควรหนักหนา  สมเด็จพระพนรัตน์จึงได้ถวายพระพรว่า  ข้าราชการซึ่งเป็นโทษเหล่านี้ก็ผิดหนักหนาอยู่แล้ว  แต่ทว่าได้ทำราชการมา  แต่ครั้งสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช  และสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง  ตลอดมาจนถึงพระองค์ดุจพุทธบริษัท  สมเด็จพระบรมครู  จึงขอพระราชทานโทษคนเหล่านี้ไว้สักครั้งหนึ่ง จะได้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณสืบไป  สมเด็จพระนเรศวร จึงมีรับสั่งว่าเมื่อสมเด็จพระพนรัตน์ขอแล้ว พระองค์ก็จะถวาย แต่ทว่า จะต้องไปตีเมืองตะนาวศรี  เมืองทวายแก้ตัวก่อน สมเด็จพระพนรัตน์
.
ถวายพระพรว่า  การจะใช้ไปตีบ้านเมืองนั้นสุดแต่พระองค์จะสงเคราะห์  มิใช่กิจของสมณะ  แล้วก็ถวายพระพรลาไป  สมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้นายทัพนายกองที่มีความผิดพ้นจากเวรจำ  แล้วทรงให้พระยาจักรียกกองทัพมีกำลังพล 50,000 คน  ไปตีเมืองตะนาวศรีทัพหนึ่ง ให้พระยาพระคลังคุมกองทัพมีกำลัง 50,000 ไปตีเมืองทวายอีกองทัพหนึ่ง
.
บันทึกเรื่องเจดีย์ยุทธหัตถี
.
            เรื่องเจดีย์ยุทธหัตถีนี้  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือนิทานโบราณคดี มีข้อมูลที่น่ารู้ดังนี้
.
            ในหนังสือพระราชพงศาวดาร  ได้กล่าวถึงเจดีย์ยุทธหัตถีไว้ว่า  เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ทรงชนะยุทธหัตถี แล้ว "ตรัสให้ก่อพระเจดีย์สถาน สวมศพพระมหาอุปราชาไว้ ณ ตำบลตระพังกรุ"
.
            สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ได้ทรงให้พระยากาญจนบุรี (นุช) ไปสืบหา ได้ความว่าบ้านตระพังกรุมีมาแต่โบราณ เป็นที่ดอนต้องอาศัยใช้น้ำบ่อ  มีบ่อน้ำกรุอิฐข้างในซึ่งคำโบราณ เรียกว่า  ตระพังกรุ อยู่หลายบ่อ  แต่ไม่มีเจดีย์ที่สมควรว่าเป็นของพระเจ้าแผ่นดินสร้างอยู่ในบริเวณนั้น
.
            เมื่อได้ประมวลเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ได้ข้อสรุปว่า  สมเด็จพระนเรศวร โปรดให้สร้างพระเจดีย์ยุทธหัตถี ขึ้นตรงที่ชนช้างองค์หนึ่ง  แล้วทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่อีกองค์หนึ่ง  ขนานนามว่า  พระเจดีย์ชัยมงคล ขึ้นที่วัดเจ้าพระยาไทย  อันเป็นที่สถิตของพระสังฆราชฝ่ายขวา  จึงมักเรียกกันว่า วัดป่าแก้ว  ตามนามเดิมของพระสงฆ์คณะนั้น
.
            ในปีแรกรัชกาลที่ 6  พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ  ตาละลักษณ์)  เมื่อยังเป็นหลวงประเสริฐอักษรนิติ ได้พบหนังสือเรื่องพงศาวดารเล่มหนึ่ง  มีหลักฐานว่าเขียน เมื่อปี พ.ศ. 2223  ซึ่งต่อมาให้เรียกว่า  พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ฯ  มีความในเรื่องสงครามยุทธหัตถีว่า
.
            "พระมหาอุปราชามาตั้งประชุมทัพอยู่ที่ตำบลตระพังกรุ  แล้วมาชนช้างกับสมเด็จพระนเรศวร ฯ  ที่ตำบลหนองสาหร่าย  เมื่อวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง จุลศักราช 955  (พ.ศ. 2135)"
.
            สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ จึงทรงให้พระยาสุนทรบุรี (อี่  กรรณสูตร)  สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครไชยศรี ไปสืบหาตำบลหนองสาหร่าย  ได้ความว่า  ตำบลหนองสาหร่ายนั้นอยู่ใกล้ลำน้ำท่าคอย  อยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองสุพรรณ  เป็นลำน้ำเดียวกันกับลำน้ำจรเข้สามพัน ที่ตั้งเมืองอู่ทอง  แต่อยู่เหนือขึ้นไปไกล มีเจดีย์โบราณอยู่  ชาวบ้านเรียกว่า  ดอนเจดีย์  เป็นเจดีย์ฐานทักษิณเป็น 4 เหลี่ยม 3 ชั้น ชั้นล่างกว้าง 8 วา องค์พระเจดีย์เหนือฐานทักษิณ ชั้นที่ 3 ขึ้นไป หักพังหมดแล้ว  ประมาณขนาดสูงเมื่อยังบริบูรณ์ เห็นจะราวเท่า ๆ กับ พระปรางค์ที่วัดราชบูรณะในกรุงเทพ ฯ
.
            ระยะทางระหว่างตำบลสำคัญที่ได้จากเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินโดยสถลมารค ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปสักการบูชา  พระเจดีย์ยุทธหัตถี เมื่อ พ.ศ. 2453  พอประมวลได้ดังนี้
.
                  นครปฐม  ถึง  กำแพงแสน                                            ระยะทาง  568  เส้น      หรือประมาณ  23  กิโลเมตร
.
                  กำแพงแสน ถึง  บ้านบ่อสุพรรณ                                    ระยะทาง  706  เส้น      หรือประมาณ  28  กิโลเมตร
.
                  บ้านบ่อสุพรรณ  ถึง  บ้านตระพังกรุ                                ระยะทาง  125  เส้น      หรือประมาณ  5   กิโลเมตร
.
                  บ้านตระพังกรุ  ถึง  บ้านดอนมะขาม                              ระยะทาง  274  เส้น      หรือประมาณ  11  กิโลเมตร
.
                  บ้านดอนมะขาม  ถึง  บ้านจรเข้สามพัน                            ระยะทาง  411  เส้น      หรือประมาณ  16  กิโลเมตร
.
                บ้านจรเข้สามพัน ถึง  อู่ทอง                                           ระยะทาง  140  เส้น      หรือประมาณ    6  กิโลเมตร
.
                  อู่ทอง  ถึง  บ้านโข้ง                                                        ระยะทาง  510  เส้น      หรือประมาณ  20  กิโลเมตร
.
                  บ้านโข้ง  ถึง  ดอนเจดีย์                                                   ระยะทาง 495  เส้น       หรือประมาณ  20  กิโลเมตร
.
ลำดับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของห้วงเวลานั้นได้ดังนี้
.
            กองทัพพระมหาอุปราชา เดินทัพมาจนเข้าเขตเมืองสุพรรณบุรี  แขวงบ้านพนมทวน  หยุดตั้งกองทัพที่ตำบลตระพังกรุ  แขวงเมืองสุพรรณบุรี  แล้วให้กองกำลังทหารม้าออกลาดตระเวณหาข่าว
.
            สมเด็จพระนเรศวร ยกกองทัพมาตั้งค่ายหลวงอยู่ที่หนองสาหร่าย ริมแม่น้ำท่าคอย  เมื่อวันขึ้น 14 ค่ำ เดือนยี่  และทรงให้กองทัพพระยาศรีไสยณรงค์ กับพระราชฤทธานนท์  ที่ออกไปขัดตาทัพอยู่ที่ลำน้ำท่าคอย  เลื่อนออกไปขัดตาทัพที่ดอนระฆัง
.
            พระยาศรีไสยณรงค์  แจ้งข่าวข้าศึกว่า  กองทัพใหญ่ข้าศึกเคลื่อนที่พ้นบ้านจรเข้สามพันมาแล้ว  เมื่อวันแรม 1 ค่ำ เดือนยี่  สมเด็จพระนเรศวรมีรับสั่งให้กองทัพทั้งปวง  เตรียมตัวรบข้าศึกในวันรุ่งขึ้น
.
            วันจันทร์แรม 2 ค่ำ เดือนยี่  สมเด็จพระนเรศวร กับสมเด็จพระเอกาทศรถ  ทรงเครื่องพิชัยยุทธ  ขณะนั้นได้ยินเสียงปืน จากการปะทะกันของทัพหน้าไทยกับทัพหน้าพม่า  ได้ความว่าปะทะกันที่ดอนเผาข้าว  เมื่อเวลาเช้าจึงมีรับสั่งให้ กองทัพหน้าล่าถอยลงมาโดยเร็ว  ทรงให้สงบทัพหลวงรออยู่จน 11 นาฬิกา  เห็นข้าศึกรุกไล่ลงมาไม่เป็นกระบวน  จึงทรงให้สัญญาณกองทัพทั้งปวงยกออกตีข้าศึก
.
            จากเหตุการณ์ดังกล่าว จะพบว่าพระมหาอุปราชาเคลื่อนทัพจากตระพังกรุ มาถึงบ้านจรเข้สามพันเมื่อวันแรม 1 ค่ำ เดือนยี่ เป็นระยะทาง 685 เส้น หรือ  28 กิโลเมตร  ซึ่งต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 วัน  ณ จุดนี้จะอยู่ห่างจากหนองสาหร่าย ที่ตั้งค่ายหลวงของไทย เป็นระยะทาง 1145 เส้น หรือ 46 กิโลเมตร  สมเด็จพระนเรศวรจึงมีรับสั่งให้เตรียมตัวรบข้าศึกในวันรุ่งขึ้น
.
            ในวันรุ่งขึ้นซึ่งข้าศึกจะเคลื่อนทัพมาได้อีกประมาณ 30 กิโลเมตร  ซึ่งจะอยู่ห่างจากค่ายหลวงของไทยประมาณ 20 กิโลเมตร  ซึ่งจะใช้ระยะเวลาเดินทางอีกไม่เกิน 1 วัน
.
            วันต่อมาคือวันแรม 2 ค่ำ เดือนยี่  เวลาเช้าได้ยินเสียงปืนจากการปะทะกัน  ได้ความว่าปะทะกันที่ดอนเผาข้าว ซึ่งน่าจะอยู่ห่างจากหนองสาหร่ายไม่เกิน 15 กิโลเมตร  เพราะเป็นเวลาเช้าเสียงปืนใหญ่ได้ยินไปได้ไกล  และพระองค์ทรงรออยู่จน 11 นาฬิกา ข้าศึกจึงรุกไล่ทัพหน้าของไทยมาถึงทัพหลวง
.
            เมื่อสมเด็จพระนเรศวร กับพระเอกาทศรถ  ยกกำลังทั้งปวงเข้าตีข้าศึก  ช้างศึกของทั้งสองพระองค์เร่งรุดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จนกองทัพตามไม่ทัน  ผงคลีจากกองทัพทั้งสองฝ่ายที่สู้รบติดพันกันมาปลิวคลุ้งจนมืดมิด  และเมื่อฝุ่นจางจึงทอดพระเนตรเห็น พระมหาอุปราชายืนอยู่ช้างอยู่ใต้ร่มไม้  ระยะทางที่ช้างทรงของทั้งสองพระองค์ตลุยข้าศึกมานี้เป็นระยะทาง 100 เส้น หรือ 4 กิโลเมตร  เนื่องจากพระเจดีย์ยุทธหัตถีอยู่ห่างจากหนองสาหร่ายไปประมาณ 100 เส้น
.
            เหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ชาติไทยครั้งนั้น ก็สมจริงตามได้บันทึกกันไว้สืบต่อมาทุกประการ
.
ที่มา http://thaiheritage.net/king/naresuan/naresuan3.htm
.
.
.--------------------------------------------.
.
.
“หลักฐานพม่า” พลิกความเข้าใจเรื่อง “สงครามยุทธหัตถี”!!!
.
เผยแพร่ วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ.2562
.
“หลักฐานพม่า” พลิกความเข้าใจเรื่อง “สงครามยุทธหัตถี” ข้อความส่วนนี้คัดบางส่วนจากบทความของ ศ. ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ เรื่อง “ประวัติศาสตร์ไทยในหลักฐานพม่า” ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม ๒๕๖๑ ดังนี้
.
“…แต่เรื่องที่พลิกความเข้าใจยิ่งไปกว่า คือ เรื่องสงครามยุทธหัตถี ความที่มีระบุในพงศาวดารพม่าฉบับอูกาลาจะเล่าว่า “ทัพของพระมหาอุปราชาเคลื่อนมาถึงชานกรุงศรีอยุธยาในวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ ตรงกับเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๕๙๒” และเล่าต่อว่า สมเด็จพระมหาอุปราชาทรงคชาธารชื่อ “งะเยโซง” ซึ่งเป็นชื่อที่ได้จากพงศาวดารพม่า ส่วนพงศาวดารไทยระบุชื่อช้างว่าชื่อ “พลายพัทธกอ” เบื้องขวาของพระองค์ยืนด้วยพระคชาธาร และกำลังไพร่พลของเจ้าเมืองแปรชื่อ “ตะโดธรรมราชา” ส่วนเบื้องซ้ายยืนด้วยพระคชาธาร และไพร่พลของนัดจินหน่อง โอรสของเจ้าเมืองตองอู และถัดไปทางเบื้องขวาไม่ใกล้ไม่ไกล ยืนด้วยคชาธารของเจ้าเมืองชามะโร ไทยเรียกมังจาปโร เป็นพระพี่เลี้ยง
.
หลักฐานพม่าระบุว่าช้างของชามะโรกำลังตกน้ำมันหนักถึงกลับต้องใช้ผ้าคลุมหน้าช้างเอาไว้ไม่ให้ช้างตื่น ในขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงคชาธารชื่อพระลโปง นำไพร่พลทแกล้วทหารจำนวนมากออกมาจากพระนครหมายจะเผด็จศึก พระองค์ทอดพระเนตรเห็นสมเด็จพระมหาอุปราชาแล้วก็ไสช้างตรงไปยังตำแหน่งที่จอมทัพพม่าประทับอยู่โดยแรงเร็ว ฝ่ายเจ้าเมืองชามะโร เมื่อเห็นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชขับพระคชาธารตรงรี่หมายชิงชนกับช้างประทับ ชามะโรซึ่งเป็นราชองครักษ์ก็เปิดผ้าคลุมหน้าช้างพาหนะของตนออก หมายมุ่งที่จะนำช้างของตนออกสกัดช้างของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แต่ช้างนั้นเป็นช้างตกน้ำมันหนักยากที่จะบังคับ ช้างที่ไสออกไปแทนที่จะเข้าชิงชนกับช้างของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มันก็หันรีหันขวาง และกลับตัวมาแทงโดนเอาช้างของสมเด็จพระมหาอุปราชาโดยกำลังแรง หลักฐานพม่าอธิบายว่าแรงขนาดช้างของสมเด็จพระมหาอุปราชาจามสนั่นด้วยความเจ็บปวด
.
ขณะนั้นทหารองครักษ์ที่ล้อมช้างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ระดมยิงปืนสวนใส่เข้ามาและมีกระสุนพลัดถูกเอาสมเด็จพระมหาอุปราชาโดยถนัดถึงสิ้นพระชนม์ซบกับคอช้าง ควาญช้างพอเห็นพระองค์สิ้นพระชนม์เพราะต้องปืน ก็บังคับช้างเข้ามาหลบที่พุ่มไม้แห่งหนึ่ง ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเองก็ยังไม่ทรงทราบว่าสมเด็จพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ยังยืนพระคชาธารอยู่ ณ ที่เดิม เป็นจังหวะให้นัดจินหน่องซึ่งทรงพระคชาธารนามว่า “อูดอตะกะ” ไสช้างเข้าชนช้างของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ช้างทรงก็ถอยร่นลงไปซ้ำ ตะโดธรรมราชาพอเห็นช้างทรงถอยร่นจึงไสช้างตนสำทับเข้าไปอีก ทำให้ทางฝ่ายอยุธยาต้องถอยร่นเข้ามาสู่พระนคร อาศัยกำแพงพระนครเป็นที่มั่นในการต่อสู้ ไม่ออกมาทำสงครามกลางแปลงอีก
.
เรื่องตามแสดงมามีปรากฏอยู่ในหลักฐานทางฝ่ายพม่า การที่หลักฐานพม่าให้ข้อมูลที่แตกต่างไปจากเรื่องสงครามยุทธหัตถีที่มีอยู่ในหลักฐานของไทย ทำให้วงวิชาการต่างชาติเกิดการตีความต่างกันไป วิคเตอร์ ลิเบอร์แมน (Victor Lieberman) นักประวัติศาสตร์สำคัญคนหนึ่งระบุว่า ครั้งนั้นสมเด็จพระมหาอุปราชาต้องปืนสวรรคต โดยนำหลักฐานพม่าไปเปรียบเทียบกับหลักฐานเยซูอิตร่วมสมัย อย่างไรก็ดีเรื่องนี้ไม่ใช่วิสัยที่จะมาตัดสินเอากันง่ายๆ และก็ไม่ใช่ว่าหลักฐานของพม่าและหลักฐานของฝรั่งจะเชื่อถือไปได้หมด หลักฐานฝรั่งที่เก่าแก่ไม่แพ้กันกับหลักฐานที่ลิเบอร์แมนกล่าวถึงการทำคชยุทธ์ครั้งนั้นอย่างมโหฬาร แสดงว่าหลักฐานฝรั่งก็มีขัดกันเอง
.
ภาพความขัดแย้งที่ปรากฏในหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับสงคราม คือภาพสะท้อนการเผชิญหน้าระหว่างจารีตอันเป็นธรรมเนียมนิยมของการทำสงครามรูปแบบเก่า คือการรบแบบตัวต่อตัวบนหลังช้าง กับการแพร่กระจายของอาวุธสมัยใหม่คือ ปืนไฟ (อ่านเพิ่มเติมประเด็น ปืนไฟ)
.
ถึงแม้ท้ายที่สุดปืนไฟจะทำให้ธรรมเนียมนิยมของการยุทธหัตถีหมดไป แต่ยืนยันได้ว่าในช่วงหลังสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ธรรมเนียมนิยมในการทำยุทธหัตถียังไม่ได้หมดไป มีหลักฐานปรากฏในพงศาวดารพม่าเองว่าพระเจ้านันทบุเรงเมื่อยกทัพไปปราบกบฏที่เมืองอังวะก็ได้มีการท้าทายพระเจ้าอังวะให้กระทำยุทธหัตถี และกระทำยุทธหัตถีต่อหน้ารี้พล กระทั่งพระเจ้าอังวะพ่ายแพ้ ถึงกลับต้องหลบหนีไป
.
เพราะฉะนั้นเรื่องยุทธหัตถีนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะหาข้อยุติกันได้โดยง่าย ยังจะต้องศึกษากันต่อไปในรายละเอียด นอกจากหลักฐานพม่าจะเสนอภาพที่พลิกตามความเข้าใจในเรื่องสงครามยุทธหัตถีแล้ว ยังมีหลักฐานอื่นๆ อีกมากที่พลิกความเข้าใจซึ่งตกทอดกันมา เช่น กรณีสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๓๑๐…”
.
ที่มา https://www.silpa-mag.com/history/article_17774
.

4
รีบอ่านจะได้ไม่เสียเหลี่ยม !!! "ทนายสงกานต์" แนะ เมื่อถูก"ตำรวจ"ค้น ทำได้ไหม ถ่ายรูป-วิดีโอ ...ใช้ยามคับขันได้!(รายละเอียด)
.
Publish 2017-07-25 13:24:26
.
วันที่ 25 ก.ค. 2560 บนเฟซบุ๊กของทนาย สงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์  ได้โพสต์ข้อปฏิบัติเมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกค้น เราจะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อไม่ให้ตกเป็นผู้เสียเปรียบ หากรู้สึกว่าเกิดความไม่เป็นธรรม
.
เคล็ด(ไม่)ลับ"รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม"ใช้ยามคับขันได้!!!
.
...ในสังคมไทยเรานั้น"เชื่อว่ามีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันไปทุกสาขาวิชาชีพ"ใช่หรือไม่???
.
...ฉะนั้นต้องรู้หลักแบบเท่าทันกันและหลักกฏหมายไว้ป้องกันตัวได้ในระดับหนึ่ง!!!
.
"..กระผมมิได้มีเจตนาที่จะชี้โพรงให้กระรอกใดๆแต่กระผมจะให้ความรู้กับประชา ชนทางด้านกฏหมายไว้ป้องกันตัวตามสถานะการณ์ที่เกิดขึ้น!!!.."
.
.. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 บัญญัติว่า" ผู้ใดจำต้อง กระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิ์ของตน หรือ ของผู้อื่นให้พ้นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้าย อันละเมิดต่อกฎหมาย และ เป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้น เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย "!!!
.
... ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 บัญญัติว่า" ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์ สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทด แทนเพื่อการนั้น "!!!
.
"...กลายเป็นประเด็นร้อนที่สุดในsocial ถามมากันมากว่า"สมมติว่าถ้าถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้นนั้นเราสามารถทำอะไรได้บ้าง?และเรามีสิทธิ์ที่จะถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอไว้ได้หรือไม่?...."!!!
.
แนะ... ข้อ 1.ถ้าเราถ่ายภาพหรือบันทึกวิดี โอไว้โดยไม่เป็นการขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่นั้นต้องขอเรียนว่าเราสามารถกระทำได้โดยชอบเพราะถือว่าเป็นการป้องกันสิทธิ์ของตนได้โดยชอบด้วยกฎหมาย!!!
.
แนะ....ข้อ 2. การถ่ายภาพหรือบันทึกวิดี โอขณะตรวจค้นนั้นจะมีทั้งผลดีและผลเสียก็ให้เราจดแจ้งแก่ เจ้าหน้าที่ให้ ทราบเลยว่าถ้าเรามีสิ่งของผิดกฎหมายก็จะได้เป็นพยานหลักฐานดำเนินคดีกับตัวของเราเอง แต่ถ้าไม่มีก็จะเป็น หลักฐานในการยืนยันความบริสุทธิ์ของตนจริงหรือไม่!!!
.
แนะ....ข้อ 3. ก่อนการตรวจค้นเราก็ต้องขอให้เจ้าหน้าที่แสดงความบริสุทธิ์ใจเช่นเดียวกันเช่นแสดงบัตรประจำตัว,ข้าราช การถลกแขนเสื้อแขนยาวขึ้น,ล้วงกระเป๋าเสื้อควักออกมา,ล้วง กระ เป๋า กางเกงสองข้างควักออกมาเพื่อให้เห็นว่าไม่มีสิ่งซุกซ่อนอยู่ และขอให้เจ้าหน้าที่ที่ตรวจค้นและเราต่างร่วมกันถ่ายภาพวิดีโอไว้พร้อมกัน เพื่อเป็นหลักฐานทั้งสองฝ่าย!!!
.
แนะ....ข้อ 4. เจ้าหน้าที่ที่ตรวจค้นจะต้องแสดงตนโดยเปิดเผย มิใช่ใส่หน้ากากคุมหน้าหรือสวมหมวกไอ้โม่ง อันเป็นข้อพิรุธหรือข้อสงสัยของผู้สัญจรไปมา อันไปสู่การวิตกหรือกังวลใดใดต่อการตรวจค้นในครั้งนั้น
.
แนะ...ข้อ 5.อย่าอาย ให้ร้องดังๆ "ช่วยด้วยๆๆ" ให้คนมอง แล้วเอาวิกฤต เป็นโอกาส ให้ ไทยมุง ใครก็ได้ ช่วยถ่ายวีดีโอไว้ขณะนัน
.
แนะ....6 ให้บุคคลที่แสดงตัวเป็นเจ้าพนัก งาน หรือผู้ช่วยเจ้าพนักงานฯ นั้น ต้องแสดง บัตรประจำตัว ทุกคน แล้วให้ไทยมุง ช่วยๆกัน ถ่ายภาพหรือถ่ายคลิปส์ไว้ พร้อมอ่านชื่อ-สกุล ดังๆ และ สังกัด ของแต่ละคนดังๆๆ!!!
.
แนะ....7 ตัวเรา หรือร้องขอให้ไทยมุงช่วยโทร แจ้ง191หรือ ตำรวจท้องที่ หรือนักข่าว, มายังที่เกิดเหตุ
.
แนะ....8. ให้เจ้าพนักงาน ที่จะทำการตรวจค้น เรานั้น โดยเราขอให้แต่ละบุคคล ถลกแขนเสื้อ ขึ้นให้หมด ทุกคน และถลกกระ เป๋ากางเกงออกให้ดูด้วย พร้อม ให้ไทยมุง ช่วยบันทึกภาพหรือบันทึกวิดีโอไว้!!!
.
แนะ.....9 ตัวเรา ก็ต้อง แสดงความบริสุทธิ์ใจ เช่นกัน เช่น ถลก กระเป๋ากางเกง ทั้งสองข้าง ออก ให้เจ้า พนักงานดู!!!
.
....แนะ....10. หาทางรีบติดต่อญาติหรือคนใกล้ชิดให้ได้เร็วที่สุดให้มาหาเราณที่เกิดเหตุ หรือณ จุดเกิดเหตุ สมมติว่าถ้าเราอยู่ตัวคนเดียวตะโกนดังว่า ขอให้พี่ๆไทยมุงอย่าเพิ่งไปไหนอยู่กันเยอะๆ ได้โปรดอยู่ เป็นเพื่อนก่อน,
.
แนะ.....11. ถ้าเรา ถูกควบคุมตัว ถ้าของกลาง มิใช่ ของๆเราห้ามหยิบ ห้ามจับ ห้ามแตะ เด็ดขาดขอย้ำๆๆ,
.
แนะ....12 อย่าไปกลัว ถูกซ้อม, อย่าไปกลัว ถูก ข่มขู่ ,ถ้าเราไม่ผิด นั้น อย่าลงชื่อใดๆในเอกสารทั้งสิ้นและถ้าจำต้องลงชื่อในเอกสารใดๆและมีหลายแผ่นนั้นขอให้อ่านช้าๆและอ่านให้เข้าใจแต่ละหน้าซึ่งถ้าถ้อยคำหรือข้อความไม่ใช่หรือไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงแล้วนั้นต้องขอให้แก้ไขให้เสร็จสิ้นเสียก่อนแล้วจึงลงชื่อย่อๆแต่ละหน้าๆเพื่อป้องกันการแก้ไขหรือเพิ่มเติม!!!
.
แนะ.....13. ถ้าเรา ไม่ได้กระทำความผิดอย่าชี้จุด เกิดเหตุให้ถ่ายภาพหรืออย่าชี้ของกลาง ถ้าไม่ใช่ของเราอย่าชี้เด็ดขาด
.
แนะ.....14. ขณะถูกควบคุมให้ญาติ,พี่น้อง,คนไว้วางใจ นั่งเฝ้าจนกว่าจะนำตัวส่งศาล
.
แนะ.....15. ขณะให้การใดๆ ร้องขอให้จนท.ติด ตามผู้ซึ่งไว้วางใจ หรือ ทนาย ความ เข้าฟังการสอบสวนจนกว่าจะแล้วเสร็จ!!!
. แนะ....16. ถ้าเราไม่ผิดให้สวมวิญญาณนักร้อง (เรียน)เพื่อร้องขอความเป็นธรรมต่อสื่อมวลชน และหน่วยงานของรัฐหรือใช้สิทธิ์ทางศาลตามกระบวนการยุติธรรม!!!
.
สรุป... กรณีอุทธาหรณ์ดังกล่าวข้างต้นนั้นท่านสามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสมหรือพฤติการณ์แต่ละเหตุการณ์หรือแล้วแต่สถานะการณ์เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านหรือผู้ใช้ facebookได้บ้างไม่มากก็น้อยใช่หรือไม่!!!
.
ขอขอบพระคุณทุกๆท่าน ..อย่าลืม"กดติดตามเพจ" และ" กดติดดาว"เพื่อรับข้อมูลข่าวสารใหม่ๆอย่างฉับไวทันเหตุการณ์!!
.
แชร์ๆๆ
.
หมายเหตุ ขอขอบพระคุณ(เจ้า ของภาพทุกภาพ)ที่นำมาใช้ประกอบการให้ความรู้ต่อประชาชน!!!!
.
อ้างอิง
.
สงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์
.
ที่มา tnews.co.th
.
.
***************************************
.
.
ไว้ใช้ยามคับขัน! ทนาย “สงกานต์” เตือน 11 วิธีรับมือเมื่อโดนตรวจค้นรถ
.
ช่วงนี้จะเห็นได้ว่ามีเหล่าคนดังออกมาเสนอวิธีผู้ใช้รถใช้ถนนเมื่อเจอเจ้าหน้าที่ตำรวจขอตรวจค้นรถ ล่าสุด เฟซบุ๊กของทนาย “สงกานต์ อัจฉริ ยะทรัพย์” ได้โพสต์ข้อปฏิบัติเมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกค้น เราจะสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อไม่ให้ตกเป็นผู้เสียเปรียบ หากรู้สึกว่า เกิดความไม่เป็นธรรม โดยระบุข้อความว่า
.
เคล็ด(ไม่)ลั บ “รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม” ใช้ยามคับขันได้
.
ในสังคมไทยเรานั้น “เชื่อว่ามีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันไปทุกสาขาวิชาชีพ” ใช่หรือไม่???
.
ฉะนั้น ต้องรู้หลักแบบเท่าทันกันและหลักกฏหมายไว้ป้อ งกันตัวได้ในระดับหนึ่ง

“กระผมมิได้มีเจตนาที่จะชี้โพรงให้กระรอกใดๆ แต่กระผมจะให้ความรู้กับประชาชนทางด้านกฏหมายไว้ป้องกันตัวตามสถานะการณ์ที่เกิดขึ้น”
.
ตามประมวลก ฎหมายอาญามาตรา 68 บัญญัติว่า

“ผู้ใดจำต้อง กระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิ์ของตน หรือ ของผู้อื่นให้พ้นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้าย อันละเมิดต่อก ฎหมาย และ เป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้น เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย”

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 บัญญัติว่า

“ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”

พล.ต.ท. ประวุฒิ ถาวรศิริ อดีตโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เคยออกมากล่าวว่า การบันทึกวีดีโอ ในขณะเจ้าพนักงานตำรวจปฎิบัติหน้าที่ตรวจค้นรถ สามารถทำได้ หากไม่ได้ขัดขวางการปฎิบัติงานของ จนท.ตำรวจ ไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด

1 ขอบันทึกวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน

ในระหว่างการตรวจค้น เราสามารถขอบันทึกวิดีโอไว้เป็นหลักฐานได้ โดยไม่เป็นการขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะถือว่าเป็นการป้องกันสิทธิ์ของตนได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

2 ก่อนการตรวจค้น

หากเราไม่ได้มี สิ่งผิดกฎหมาย ให้เราแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ให้ทราบเลยว่า ขอบันทึกวีดิโอไว้เป็นหลักฐานขณะตรวจค้น ถ้าเรามีสิ่งของผิดกฎหมายก็จะได้เป็นพยานหลักฐานดำเนินคดีกับตัวของเราเอง แต่ถ้าไม่มีก็จะเป็นหลักฐานในการยืนยันความบริสุทธิ์ของตน

3 ตัวเราเองก็ต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจ

เราเองหากมั่นใจว่าไม่ได้มีสิ่ งผิดกฎหมาย ก็ต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจ ด้วยการดึงกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้างออกให้เจ้าพนักงานดูเปิดกระเป๋าให้ดู (แนะนำให้ทำด้วยตนเอง ห้ามให้เจ้าหน้าที่มาค้น)

4 ให้เจ้าหน้าที่แสดงความบริสุทธิ์ใจเช่นเดียวกัน

ก่อนการตรวจค้นเราก็ต้องขอให้เจ้าหน้าที่แสดงความบริสุท ธิ์ใ จเช่นเดียวกัน โดยให้เจ้าหน้าที่ที่จะทำการตรวจค้นแสดงตนโดยเปิดเผย ไ ม่ใส่หน้ากา กคุมหน้า ให้บอก ชื่อ ย ศ ตำแหน่ง , แสดงบัต รประจำตั ว , ตรว จดูมือ , ดึงเสื้อแขนยาวขึ้น, ล้ว งกระเป๋าค วักออกมาเพื่อให้เห็นว่าไ ม่มีสิ่งซุ กซ่ อนอยู่ และ โดยขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นเพียงคนเดียว และ ทำการบันทึกวีดิโอไปพร้อมๆกันในการตรวจค้นแต่ละจุดไปพร้อมกัน เพื่อเป็นหลักฐานทั้งสองฝ่าย

5 อย่าอายให้ตะโกนดังๆ “ ช่วยด้วยๆๆ ”

ขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติในการตรวจค้น เพื่อให้คนอื่นที่ผ่านไปมามองเห็น แล้วใช้วิกฤ ตเป็นโอกาส ให้คนที่มามุงใครก็ได้ช่วยถ่ายวีดีโอไว้ขณะนั้น หรือ ร้องขอให้ไทยมุงช่วยโทรแจ้งนักข่าวมายังที่เกิดเหตุ

6 หากเกิดปัญหาขึ้น

หากเกิดปัญหาขึ้นให้รีบติดต่อญาติ หรือ คนใกล้ชิดให้ได้เร็วที่สุดให้มาหาเรา ณ จุดเกิดเหตุ สมมติว่าถ้าเราอยู่ตัวคนเดียวตะโกนดังว่าขอให้พี่ๆไทยมุงอย่าเพิ่งไปไหนอยู่กันเยอะๆได้โปรดอยู่เป็นเพื่อนก่อน

7 ถ้าเราถูกควบคุมตัว

สำคัญมากๆ ถ้าเราถูกควบคุมตัว แล้วของกลางมิใช่ของๆ เรา ห้ามหยิบ ห้ามจับ ห้ามแตะเป็นอันขาด ขอย้ำ เพราะจะทำให้มีลายนิ้วมือเราไปปรากฎอยู่บนของกลาง

9 อย่าชี้ตามที่เจ้าหน้าที่บอก

10 ขณะถูกควบคุมตัว

ขณะถูกควบคุมตัวให้ญาติ,พี่น้อง,คนไว้วางใ จ นั่งเฝ้าจนกว่าจะนำตัวส่งศาล และทำการร้องขอให้จนท.ติดตามผู้ซึ่งไว้วางใจหรือทนายความ เข้าฟังการสอบสวนจนกว่าจะแล้วเสร็จ

11 ถ้าเราไ ม่ผิดให้สวมวิญญาณนักร้อง (เรียน)

ถ้าเราไม่ผิดควรเข้าร้องเรียนเพื่อร้องขอความเป็นธรรมต่อสื่อมวลชน และสื่อตามโซเชียลต่างๆ ซึ่งสามารถเป็นกระแสได้ไวมากกับข่าวแบบนี้

บทความดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาพาดพิงถึงบุคคลใด หรือ องค์กรใดๆ ทั้งสิ้น นำเสนอเพื่อเป็นวิทยาทานความรู้ และรักษาสิทธิที่เราทุกคนควรจะได้รับ

ขอบคุณข้อมูลจาก สงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์
.
ที่มา  bizpromptinfo.com

5
พบข่าวปลอม แจ้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม Anti-Fake News Center ยังไง?
.
https://www.antifakenewscenter.com/
.
https://www.facebook.com/AntiFakeNewsCenter/
.

6
สูตรน้ำซุปต้มเลือดหมู ทำอย่างไรให้หอม อร่อย น้ำซุปเข้มข้น ทำกินเองอร่อยสุดๆ

แจกสูตรน้ำซุปต้มเลือดหมู ทำอย่างไรให้หอม อร่อย น้ำซุปเข้มข้น ทำกินเองอร่อยสุดๆ

เทคนิคการทำน้ำซุปต้องใสและกลมกล่อม ธุรกิจการขายต้มเลือดหมู ที่ทำให้อร่อยสามารถสร้างรายได้มากมายถึงขั้นรวยๆ เป็นเศรษฐี!


การทำน้ำซุป ให้เตรียมส่วนผสมดังนี้

1. กระดูกหมู 2 ข้อ

2. พริกไทยเม็ด 2 ช้อนชา

3. รากผักชีทุบ 10 ราก

4. กระเทียม 3 หัว

5. น้ำสะอาด

6. น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ

7. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

8. เกลือ 1 ช้อนชา

ขั้นตอนการทำน้ำซุป

1. ใส่กระดูกหมูลงไปในหม้อต้ม แล้วเติมน้ำสะอาดลงไปให้ท่วมกระดูกหมู เปิดไฟแรง เมื่อเดือดแล้วก็นำเครื่องปรุงที่เตรียมไว้ใส่ลงไป

2. เมื่อเดือดแล้วจะมีฟองเกิดขึ้น ให้คอยตักฟองออกไป เมื่อเดือดสักพักก็ดับเตาแก๊สได้

3. ยกหม้อลงจากเตา ตักส่วนที่เป็นกระดูกออก กรองน้ำซุปให้มีความใส

การเตรียมส่วนผสมเพื่อประกอบเมนู ต้มเลือดหมู

1. เลือดหมูต้มสุก 1 ก้อน

2. ตับหมู 100 กรัม

3. กระเพาะหมู 100 กรัม

4. เนื้อหมูสับ 100 กรัม

5. ใบคื่นช่าย 1 ต้น

6. ใบตำลึงหรือปวยเล้ง ½ ถ้วย

7. พริกไทยป่น

8. กระเทียมเจียว

9. ตังฉ่าย 1 ช้อนชา

ต่อไปก็มาถึงตอนสำคัญแล้ว สิ่งที่ต้องมีคือต้องมีหม้ออยู่ 3 ใบ คือหม้อที่ต้มน้ำซุป หม้อลวกเครื่อง หม้อปรุง

วิธีการทำ ต้มเลือดหมู ให้ทำตามลำดับดังนี้ครับ

1. ตั้งหม้อต้มน้ำให้เดือด แล้วใส่หมูสับ กระเพาะหมู ตับหมู ลงไปลวกด้วยกระชอนเพื่อให้สุก แล้วตักขึ้นมาพักไว้ในจานหรือชาม

2. นำปวยเล้งและใบตำลึงลงไปลวก แล้วก็ตักมาพักไว้

3. ใช้หม้อปรุงอีกใบหนึ่ง ตักน้ำซุปที่เตรียมไว้ลงไป แล้วตั้งไฟกลาง นำเลือดหมูลงไปต้มในน้ำซุปแล้วตักใส่ชาม นำเครื่องที่พักไว้ตามข้อ 1 และ 2 ใส่ตามลงไป

4. ใส่ตังฉ่ายโรยหน้าแล้วตักน้ำซุปราดลงไปให้ท่วม ตักกระเทียมเจียวโรยหน้า และใบคื่นช่ายสด 3-4 ใบ โรยพริกไทยทั่ว ๆ เท่านี้ก็พร้อมเสิร์ฟแล้ว

แม้ว่ากระบวนการทำนั้นจะดูว่ามีขั้นตอนมาก แต่ถ้าทุกอย่างลงตัว เตรียมพร้อมแล้ว ขั้นตอนการทำก็ไม่ยากเลย สังเกตจากร้านที่ขายต้มเลือดหมูจะมีหม้อลวก หม้อน้ำซุปและหม้อสำหรับปรุง ถ้าทำเองก็ควรจะทำให้กินกันได้ทั้งครอบครัว จะเป็นการคุ้มค่ากว่าเพราะลงมือทำทีเดียวกินได้หลายคน

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : sharesod

ที่มา kubkhao

ที่มา https://www.kubkhao.com/2019/10/blog-post_950.html?fbclid=IwAR38iWvNVyUaZ63n9roQo-hoQ-1gZcijCxj-vBuGr84MqXx6iJf6bHi9Ejg

7
Shade มัลแวร์เรียกค่าไถ่ ระบาดใหม่อีกรอบในไทย ติดไปแล้ว 700 ราย
.
Shade มัลแวร์เรียกค่าไถ่ กลับมาระบาดใหม่อีกครั้ง แพร่ผ่านไฟล์แนบในอีเมล ในไทยตกเป็นเหยื่อแล้วกว่า 700 ราย โดยหลังมัลแวร์ติดตั้งบนเครื่องคอม จะเปลี่ยนนามสกุลไฟล์เป็น .crypted000007 พร้อมทั้งเปลี่ยนพื้นหลังหน้าจอให้เป็นสีดำแสดงข้อความเป็นภาษารัสเซียและภาษาอังกฤษ รวมถึงสร้างไฟล์ README(ตัวเลข 1 – 10).txt เพื่อแจ้งเหยื่อส่งอีเมลติดต่อกลับเพื่อขอข้อมูลวิธีกู้ไฟล์กลับคืน
.
Shade มัลแวร์เรียกค่าไถ่ สายพันธุ์ใหม่แพร่กระจายผ่านอีเมล โดยมีลักษณะส่งลิงก์เพื่อให้กดเข้าไปดาวน์โหลดไฟล์ หรือแนบไฟล์ PDF หรือไฟล์ Zip ที่ข้างในจะมีไฟล์ JavaScript อันตรายฝังอยู่ ซึ่งหากเหยื่อหลงเชื่อคลิกเปิดไฟล์ดังกล่าวก็จะถูกดาวน์โหลดมัลแวร์เรียกค่าไถ่มาติดตั้งลงในเครื่อง เนื่องจากไฟล์ที่แนบมากับอีเมลนั้นไม่ได้เป็นไฟล์มัลแวร์จริงๆ แต่เป็นไฟล์ประเภท downloader ที่ใช้สำหรับดาวน์โหลดมัลแวร์จากเว็บไซต์ภายนอกมาติดตั้ง (ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ถูกเจาะระบบเพื่อนำไฟล์มัลแวร์ไปวางไว้อีกทีหนึ่ง)
.
ทาง Palo Alto Networks ได้วิเคราะห์การเข้าถึง URL ของเว็บไซต์ที่ถูกใช้แพร่กระจายมัลแวร์ พบว่า URL เหล่านั้นถูกเรียกจากประเทศไทยจำนวน 723 ครั้ง เป็นไปได้ว่าอาจมีเครื่องคอมพิวเตอร์ในไทยตกเป็นเหยื่อมัลแวร์เรียกค่าไถ่ดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 700 เครื่องด้วย
วิธีป้องกันมัลแวร์เรียกค่าไถ่
.

    ควรสำรองข้อมูลสำคัญอย่างสม่ำเสมอ
    หมั่นอัปเดตระบบปฏิบัติการ ซอฟต์แวร์ และฐานข้อมูลแอนติไวรัสให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด
    ระมัดระวังการเปิดไฟล์แนบในอีเมล

.
ข้อมูลจาก Palo Alto Networks ,  ThaiCERT
.
https://www.it24hrs.com/2019/shade-ransomware-effect-thai/?fbclid=IwAR1Ek7liElRX0aXN5O5i2bLOOXSk1OcrOju5lxW5YTvxphvT7LnhI0_whz4
.

8
อย่าริคิดเป็นหัวหน้า “แจ๊ค หม่า” เผย เพราะว่าชีวิตจะไม่มีความสุข
.
ถือเป็นอีกหนึ่งบทความสร้างแรงบรรดาลใจและให้แง่คิดกับตัวเอง และเชื่อได้ว่าหลายๆคนคงจะคุ้นหน้าคุณตา และคุณชื่อกับชายที่มีนามว่า “แจ๊ค หม่า” เป็นอย่างดี เพราะเขาได้เป็นมหาเศรษฐี ระดับโลก ในหลายๆครั้งแจ๊ค หม่า ได้ถูกเชิญให้เดินทางไปตามประเทศต่างๆ เพื่อไปพูดคุยทางด้านการค้าการลงทุน รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการธุรกิจให้ผู้คนมากมายได้ฟัง และนำไปปรับใช้ให้ได้เกิดประโยชน์มากที่สุด
.
แจ๊ค หม่า ในครั้งหนึ่งได้ให้บรรยายเกี่ยวกับในเรื่องของการ เป็นผู้นำหรือการเป็นหัวหน้า ว่าการเป็นผู้นำและการเป็นหัวหน้านั้นแท้จริงแล้วควรมีบุคลิกและบทบาทหน้าที่ที่สำคัญอย่างไร มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง คุณเหมาะสมที่จะเป็นหรือไม่
.
1. คุณต้องมีความรัก
.
การเป็นหัวหน้าควรมี 3 สิ่งด้วยกันประกอบด้วย IQ EQ และ LQ เชื่อว่า ณ ที่นี้คงรู้จัก IQ กับ EQ เป็นอย่างดี
.
ส่วน LQ นั้นคือ “ความรัก” การที่เราเป็นหัวหน้าคนนั้น คุณจะต้องมีความรักให้กับลูกทีมให้กับพนักงานของคุณ พร้อมที่จะทำงานร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพและผลประโยชน์มากที่สุด เพราะพวกเขาเหล่านี้จะอยู่ภายใต้การควบคุมของตัวคุณเอง เพราะฉะนั้นการที่มีความรักเป็นสิ่งที่สำคัญ
.
ในหลายๆครั้งหัวหน้ามักไม่ได้เป็นที่ยอมรับจากคนภายในทีม เนื่องจากขาดความรักความใส่ใจและความเข้าใจ จึงทำให้การทำงานเป็นไปอย่างยากลำบาก ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จและความราบรื่นก็เป็นไปได้ยาก
.
2. การเป็นผู้นำไม่ได้สนุกอย่างที่คิด
.
แจ๊ค หม่า มีพนักงานในบริษัทนับหมื่นๆ คน แม้ว่าเขาจะมีการบริหารที่ดูเหมือนง่ายในสายตาคนทั่วไป แต่ชีวิตของเขาไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด จนมีประโยคเด็ดออกมาว่า “หากอยากมีชีวิตที่มีความสุข อย่าริคิดเป็นหัวหน้า
.
เพราะชีวิตเต็มไปด้วยความกดดัน หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา คุณต้องรีบแก้ไขโดยทันทีแม้ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ก็ตาม”
.
3. คุณต้องคอยผลักดันผู้คน
.
เมื่อถึงเวลาที่ต้องแก้ปัญหาที่มีความยากลำบาก แจ๊ค หม่า มีคำแนะนำ ให้กำลังใจว่า “แม้วันนี้มันจะแย่ และพรุ่งนี้จะยิ่งแย่ลงไปอีก แต่วันข้างหน้ามันจะกลายเป็นสิ่งสวยงาม ทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้นจากวันเวลาที่ผ่านมา
.
และที่สำคัญการเป็นผู้นำ คุณต้องสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกทีมเพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาอัน เ ล ว ร้ า ย ไปได้ โดยการไม่ยึดติด ทำให้รู้ว่าพรุ่งนี้ก็สามารถทำให้เป็นวันที่ดีสำหรับเราได้”
.
การเป็นหัวหน้าคนไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ไม่ใช่แค่เดินไปวันๆชี้นิ้วสั่งลูกน้องไปวันๆ แต่คุณต้องมีความรู้และความสามารถ มีความใส่ใจกับลูกทีมของคุณทุกคน เพื่อที่จะให้งานของคุณนั้นทำงานให้เกิดผลประโยชน์และประสิทธิภาพมากที่สุด
.
http://ruangjringwannee.net/archives/19507
.

9
ช่วงหน้าร้อน ระมัดระวังสุขภาพกันด้วย
#กินร้อน #ช้อนกลาง #ล้างมือ
#กินร้อนช้อนกลางล้างมือ
.
.****************************
.
กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ป้องกัน 5 โรค ฤดูแล้ง
.
โดย Prawpan Suriwong|วันที่ 21 มกราคม 2559
.
แพทย์หญิงวันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ช่วงฤดูแล้งมีการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน กรุงเทพมหานครห่วงใยสุขภาพอนามัยของประชาชน แจ้งเตือนระมัดระวังสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เด็กเล็ก 0-4 ปี ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเรื้อรัง
.
แนะนำประชาชนป้องกันโรคโดยยึดหลักปฏิบัติ "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ปราศจากโรค" ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ ทั้งก่อน รับประทานอาหาร ก่อนเตรียมอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง กินอาหารที่ปรุงสุกสะอาดใหม่ และอุ่นอาหารให้ร้อนก่อน รับประทาน ดื่มน้ำสะอาดและเลือกซื้อน้ำแข็งที่สะอาด รวมถึง กำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลให้ถูกต้องในที่เหมาะสมเพื่อป้องกัน ไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์นำโรค
.
โดยกองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย แนะนำข้อมูล 5 โรคติดต่อที่มากับภัยแล้ง ได้แก่
.
1.โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน ผู้ป่วยอาจมีไข้หรืออาเจียนร่วมด้วย
.
2.โรคอาหารเป็นพิษ เกิดจาก รับประทานอาหารหรือน้ำที่มีสิ่งปนเปื้อนของสารพิษจากเชื้อโรค มักพบในอาหารปรุงสุกๆ ดิบๆ อาหารกระป๋อง อาหารทะเล น้ำนมที่ยังไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ อาหารที่ทำล่วงหน้าไว้นานและไม่ได้อุ่นร้อนก่อน ผู้ป่วยจะมีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง อ่อนเพลีย
.
3.โรคอหิวาตกโรค เกิดจากรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้ออหิวาตกโรคปนเปื้อน ผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระเป็น น้ำซาวข้าวไม่มีอาการปวดท้อง อาเจียน หากเสียน้ำมากอาจหมดสติและเสียชีวิตได้
.
4.โรคบิด เกิดจากรับประทานอาหาร ผักดิบ หรือน้ำที่มีเชื้อบิดปนเปื้อน
.
5.โรคไข้ รากสาดน้อยหรือไทฟอยด์ เกิดจาก รับประทานอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน เชื้อไทฟอยด์จากอุจจาระหรือปัสสาวะของ ผู้ป่วยหรือผู้ที่เป็นพาหะ ผู้ป่วยหรือพาหะควรหลีกเลี่ยงการประกอบอาหารให้ผู้อื่นรับประทานอาจทำให้เกิดการระบาดได้ ซึ่งหากพบผู้ป่วย กองควบคุมโรคจะส่งทีมสอบสวนไปหาต้นตอของอาการป่วย หากพบว่าเป็นสถานที่ใดก็จะเร่งทำความสะอาดแก้ไขปรับปรุง ซึ่งหากร้านค้าใด ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบความสะอาดและสารปนเปื้อน ก็จะดำเนินการตามกฎหมายตามอำนาจหน้าที่อย่าง เคร่งครัดต่อไป
.
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข คาดการณ์ว่าในปี 2559 อหิวาตกโรค จะเป็นโรคที่ยังพบผู้ป่วยต่อเนื่องโดยแบ่งความเสี่ยงเป็น 3 กลุ่มจังหวัด ได้แก่ 1.จังหวัดที่พบการเกิดโรค ต่อเนื่อง คือ สงขลา ตาก และระยอง 2.จังหวัดเสี่ยงสูง คือ จังหวัดชายแดนไทย-ตอนกลางและตอนล่างของพม่า, จังหวัดชายฝั่งทะเล และจังหวัดใหญ่ที่ เป็นจุดกระจายอาหารทะเล และ 3.จังหวัด อื่นๆ ที่อาจเกิดโรคได้หากประชาชน ยังรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ โดยใน ปี 2558 พบผู้ป่วยอหิวาตกโรค 166 ราย เสียชีวิต 2 ราย โดยพบผู้ป่วยใน 13 จังหวัด ส่วนใหญ่เป็นจังหวัดชายฝั่งทะเลและ จังหวัดชายแดน
.
ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.thaihealth.or.th/…/30519-%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%…
.
.*******************************
.
“กินร้อน...ช้อนกลาง...ล้างมือ” ป้องกันโรคที่เกิดจากอาหารและน้ำเป็นสื่อ
.
อาหารและน้ำเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง หากรับประทานอาหารและน้ำที่ไม่สะอาด มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคหรือสารเคมีเข้าไป ก็จะทำให้เป็นโรคที่เกิดจากอาหารและน้ำเป็นสื่อ เช่น อุจจาระร่วงเฉียบพลัน อหิวาตกโรค บิด ไข้ไทฟอยด์ โรคตับอักเสบเอ เป็นต้น

การป้องกันโรคที่เกิดจากอาหารและน้ำเป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง ก็คือการมีพฤติกรรมในการบริโภคที่ถูกต้อง คือ “กินร้อน...ช้อนกลาง...ล้างมือ”
.
“กินร้อน...กินอย่างไร”
.
1) กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่
กินอาหารทันทีหลังจากปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อน
.
2) ปรุงอาหารด้วยความร้อนให้สุกอย่างทั่วถึง
อาหารประเภทเนื้อสัตว์ ต้องใช้ความร้อนเพื่อทำให้อาหารสุกทั่วถึงทุกส่วน ไม่ปรุงอาหารแบบสุกๆ ดิบๆ
.
3) เก็บอาหารปรุงสุกอย่างเหมาะสม
อาหารที่เหลือจากการกิน เก็บไว้นานเกินกว่า 4 ชั่วโมง ต้องนำมาอุ่นให้ร้อนอย่างทั่วถึงก่อนนำมากินอีกครั้ง
“ช้อนกลาง...สำคัญอย่างไร”
.
ช้อนกลาง เป็นช้อนที่มีไว้ในสำรับกับข้าว เพื่อใช้ตักแบ่งอาหารมาใส่จานของผู้กิน โดยอาจเป็นอุปกรณ์อื่นที่เหมาะสมกับประเภทของอาหารนั้นๆ ก็ได้ เช่น ส้อม ที่คีบ ซึ่งต้องมีการจัดวางไว้ในจานของอาหารทุกจาน
.
ช้อนกลาง ช่วยป้องกันโรคที่ติดต่อผ่านทางน้ำลาย ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ คอตีบ คางทูม วัณโรค โปลิโอ ไวรัสตับอักเสบ ไม่ให้แพร่กระจายระหว่างบุคคลได้ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันน้ำลายของผู้กินไม่ให้ลงไปปนเปื้อนอาหารทำให้บูดเสียง่ายอีกด้วย ทั้งยังเป็นการสร้างพฤติกรรมอนามัยที่ถูกต้องให้เป็นวัฒนธรรมที่ดีงามในการกินอาหารร่วมกัน
.
“ล้างมือ...ทำไมต้องล้างมือ”
.
มือ เป็นอวัยวะที่ใช้ทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย เรามีโอกาสที่จะใช้มือสัมผัสสิ่งของรอบๆ ตัว ที่อาจปนเปื้อนน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย เช่น ลูกบิดประตู แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า โทรศัพท์ ราวบันได ซึ่งจะทำให้มือสกปรก และได้รับเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายได้ โดยเชื้อจะเข้าทางเยื่อบุจมูก ตาและปาก
.
ฉะนั้น จึงต้องดูแลมือให้สะอาด เพื่อไม่ให้มือเป็นสื่อนำเชื้อโรค โดยการล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้ง
.
ก่อนรับประทานอาหาร
ก่อนและหลังการเตรียมปรุงอาหาร
หลังเข้าห้องส้วม
หลังสัมผัสสิ่งสกปรก เช่น หลังการไอ จาม สั่งน้ำมูก จับต้องขยะ
หลังการสัมผัสสัตว์ทุกชนิด
.
การล้างมือให้สะอาด ต้องล้างด้วยน้ำและสบู่ โดยวิธีการ 7 ขั้นตอน ทุกขั้นตอนทำ 5 ครั้ง สลับกันทั้ง 2 ข้าง คือ
.
1. ฝ่ามือถูกัน
.
2. ฝ่ามือถูหลังมือและนิ้วถูซอกนิ้ว
.
3. ฝ่ามือถูฝ่ามือและนิ้วถูซอกนิ้ว
.
4. หลังนิ้วถูฝ่ามือ
.
5. ถูนิ้วหัวแม่มือโดยรอบด้วยฝ่ามือ
.
6. ปลายนิ้วมือถูขวางฝ่ามือ
.
7. ถูรอบข้อมือ
.

นอกจากการมีพฤติกรรมในการบริโภคที่ถูกต้องแล้ว ควรมีการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ และมีการจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมให้ถูกต้อง (ส้วม ขยะ สัตว์แมลงนำโรค) ร่วมด้วย ซึ่งจะสามารถป้องกันโรคที่เกิดจากอาหารและน้ำเป็นสื่อได้อย่างยั่งยืน
.
วัน/เดือน/ปี : 16 ก.พ. 2560
.
เจ้าของข้อมูล : สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย
.
หน่วยงาน : กรมอนามัย
.
ประเภท : ความรู้สุขภาพ
.
หมวด : การป้องกันและดูแลรักษาสุขภาพ
.
http://healthydee.moph.go.th/blog?HTID=48
.

10
ที่มาของ "นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ"
.
1. ณ แดนหิมวันตประเทศ มีเทือกเขาชื่อว่า สาตาคิรี เป็นที่ร่มรื่น รมณียสถาน เป็นที่อยู่ของพวกยักษ์ที่เป็นภุมมเทพยดา อันมีนามตามที่อยู่ว่า สาตาคิรียักษ์
.
มีหน้าที่เฝ้าทางเข้าป่าหิมวันต์ ทางทิศเหนือ เป็นบริวารของท้าวเวสสุวัณ สาตาคิรียักษ์ได้มีโอกาสสดับพระสัทธรรมจากพระบรมศาสดา จนมีจิตเลื่อมใสศรัทธา เปล่งคำยกย่องบูชาด้วยคำว่า
.
"นะโม" หมายถึง ขอบูชา ขอนอบน้อม ขอนมัสการ
.
2. กล่าวฝ่ายอสุรินทราหู เมื่อได้สดับพระกิตติศัพท์ของพระบรมศาสดา ก็มีจิตปรารถนา ที่จะได้ฟังธรรมของพระบรมศาสดาบ้าง แต่ด้วยกายของตนใหญ่โตเท่ากับโลก จึงคิดดูแคลนพระบรมศาสดาว่า มีพระวรกายเล็กดังมด จึงอดใจรั้งรออยู่ พอนานวันเข้า พระเกียรติคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ยิ่งขจรขจายไปทั้งสามโลก จนทำให้อสุรินทราหูอดรนทนอยู่มิได้ จึงเหาะมาในอากาศ ตั้งใจว่าจะร่ายเวทย่อกาย เพื่อเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอฟังธรรม แต่พอมาถึงที่ประทับ อสุรินทราหู กลับต้องแหงนหน้าคอตั้งบ่า เพื่อจะได้ทัศนาพระพักตร์พระบรมศาสดา
.
พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงพระสัทธรรม ชำระจิตอันหยาบกระด้าง ของอสุรินทราหู ให้มีความเลื่อมใสศรัทธา แสดงตนเป็นอุบาสกผู้ถือพระรัตนตรัยตลอดชีวิต แล้วกล่าวสรรเสริญพระบรมศาสดาว่า
.
"ตัสสะ" แปลว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงเป็นใหญ่กว่า มนุษย์ เทพยดา พราหมณ์ มาร ยักษ์ และสัตว์ทั้งปวง
.
3. เมื่อครั้งที่ท้าวจาตุมหาราช ทั้ง ๔ ผู้ดูแลปกครองสวรรค์ชั้นแรก มีชื่อเรียกว่า ชั้น กามาวจร มีหน้าที่ปกครองดูแลประตูสวรรค์ทั้ง ๔ ทิศ พร้อมบริวาร ได้พากันเข้ามาเฝ้าพระบรมศาสดา แล้วทูลถามปัญหา พระบรมศาสดา ทรงแสดงธรรมตอบปัญหา แก่มหาราชทั้งสี่พร้อมบริวาร จนยังให้เกิดธรรมจักษุแก่มหาราชทั้งสี่ และบริวาร ท่านทั้ง ๔ นั้น จึงเปล่งคำบูชาสาธุขึ้นว่า
.
"ภะคะวะโต" แปลว่า พระผู้มีพระภาค ทรงเป็นผู้จำแนกธรรมอันยิ่ง อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า
.
4. ท้าวสักกเทวราชหรือพระอินทร์ เจ้าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ชั้นที่ ๒ ท่านสถิตอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท้าวสักกเทวราชได้ทูลถามปัญหาแด่พระผู้มีพระภาค พระพุทธองค์ทรงตรัสปริยายธรรม และ ทรงตอบปัญหา จนทำให้ท้าวสักกเทวราช ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นพระโสดาปัตติผล จึงเปล่งอุทานคำบูชาขึ้นว่า
.
"อะระหะโต" แปลเป็นใจความว่า อรหันต์ เป็นผู้ไกลจากกิเลส ไกลจากเครื่องข้องทั้งปวง
.
5. "สัมมาสัมพุทธัสสะ" เป็นคำกล่าวยกย่องสรรเสริญ ของท้าวมหาพรหม หลังจากได้ฟังธรรม จนบังเกิดธรรมจักษุ จึงเปล่งคำสาธุการ
.
"สัมมาสัมพุทธัสสะ" หมายถึง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
.
ดังนั้น การตั้งนะโมจึงเป็นการไหว้ครู สรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระบรมครูของสามโลก จึงขอนำคาถาฎีกานะโมมาไว้ให้ท่านทั้งหลายได้สวดท่องป้องกันภัยในทุกทิศ ประสิทธิทุกศาสตร์ ดังคำกล่าวที่ว่า "ท่องนะโมโตเต็มโลก"
.
นะโม สาตาคิริยักโข ตัสสะ อะสุรินโท ปะวุจจะติ
ภะคะวะโต จาตุมมะหาราชา อะระหะโต สักโก ตะถา
สัมมาสัมพุทธัสสาติ มะหาพรัหเมหิ ปะวุจจะติ ฯ
.
การเปล่งวาจาว่าบทนมัสการ ต้องว่า ๓ จบเสมอ มีเหตุผลดังนี้
.
จบที่ ๑ เพื่อนมัสการพระวิริยาธิกพุทธเจ้า ระยะกาลบำเพ็ญพระบารมี ๑๖ อสงไขย ๑ แสนกัป
.
จบที่ ๒ เพื่อนมัสการพระสัทธาธิกพุทธเจ้า ระยะกาลบำเพ็ญพระบารมี ๘ อสงไขย ๑ แสนกัป
.
จบที่ ๓ เพื่อนมัสการพระปัญญาธิกพุทธเจ้า ระยะกาลบำเพ็ญพระบารมี ๔ อสงไขย ๑ แสนกัป
.
อีกมติหนึ่งให้เหตุผลว่า.-
.
จบที่ ๑ เป็นบริกรรม
.
จบที่ ๒ เป็นอุปจาร
.
จบที่ ๓ เป็นอัปปนา
.
ที่มา คำสอน พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก
https://www.facebook.com/paputtajaw/?__tn__=kC-R&eid=ARA0YMXVcuZt_zWngMg1V9GenLH6I3YnXBmrUiaEZn22TeiDE5JmLZ_rW9ZnhmlGt2BjLXrt3VXfK-qa&hc_ref=ARRo_bo31KJSL_4joxb2iIAmZKrEyVggxBHFzrveOrFGGbfKvkuWAocw60iktNAxR2o&fref=nf

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 177

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham