Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - lek

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 36
1
ธรรมะวันละนิด ชีวิตจะสดใส
แชร์กับสาธารณะ  -  6 ก.พ. 2013
 
ธรรมะก่อนนอน
กลางคืนเป็นควัน นี้ หมายความว่า

ธรรมชาติของควันที่มันเกิดจากไฟที่สุมขอน ฤดูนี้เป็นฤดูที่ชาวนา กำลังเผานากัน บางทีก็เผาป่า เราจะพบว่า ขอนไม้ที่ชาวนาโค่นลงมาแล้วก็ ถูกเผานากัน บางทีก็ เผาป่า เราจะพบว่า ขอนไม้ที่ชาวนาโค่นลงมาแล้วก็ถูกไฟเผานั้น ตอนกลางคืนมันจะคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ที่ใดมีควันปรากฏเกิดขึ้น ก็แสดงให้เห็นว่า ที่นั่นจะต้องมีไฟ

คำว่า กลางคืนเป็นควันนี้ ท่านไม่ใช่ หมายถึงไฟมาลุกขึ้น

ไม่ใช่ หมายถึง ไฟภายนอกที่ไหม้ไม้หรอก แต่ท่าน หมายถึง ไฟ คือ กิเลส มันเผารนจิตใจของเราให้เร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา คือ ตอนนอนนี้ ก็ อดที่จะคิดคุกรุ่นถึงเรื่องต่างๆ สาระพัดอย่างไม่ได้

เช่น อาจจะคิดว่า

เมื่อเช้านี้เราทำอะไรไปบ้างอะไรต่างๆ สารพัดอาจจะคิดว่า เมื่อเช้านี้เราทำอะไรไปบ้างอะไรต่างๆ สาระพัดอาจจะ คิดถึงเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่ในอดีต แล้วก็คิดถึงเรื่องอนาคต ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ว่าเราจะต้องไปทำอะไรมีกิจมีหน้าที่ๆ เราจะต้องปฏิบัติอย่างไร เอามาคิดตอนที่ก่อนเราจะนอนได้อย่างไร บางคนคิดเกือบสว่างก็มี

ลักษณะของจิตที่คิดอย่างนี้

เป็นลักษณะของจิตที่เป็นอกุศลเป็นเหตุทำให้จิตเกิดความเร่าร้อนขึ้น คุกรุ่นอยู่ในในเสมอ เหมือนกับไฟที่ทำให้เกิดควันแต่ว่าต่างกันตรงที่ไฟที่เผารนจิตใจของเราอยู่นี่น่ะ เป็นกิเลสอาจจะเป็นความโลภ อาจจะเป็นความโกรธ อาจจะเป็นความหลง หรือความริษยาพยาบาทอะไรต่างๆ ก็ ได้ แต่ว่า เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ทำให้จิตใจที่หมกมุ่นครุ่นคิดอยู่ เหมือนกับควันที่มันคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา


ที่ว่า กลางวันเป็นไฟ นั้น คือกลางวัน

พอรุ่งขึ้นเช้า ชีวิตของคนเราก็ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนกันไม่สิ้นสุดเราอยู่นิ่งไม่ได้แล้ว จะต้องดิ้นรนในการทำมาหากิน ประกอบกิจการงานต่างๆ สารพัดอย่างที่เราจะต้องกระทำ ระหว่างที่เราดิ้นรนขวนขวายกันอยู่นี้ เหมือนกับมีไฟมันมาเผาเราอยู่ ถ้าหากว่าเราจะนั่งเก้าอี้ ก็เหมือนกับมีไฟมาเผารนเก้าอี้ ที่เรานั่งให้เกิดความเร่าร้อนนั่งไม่ติดที่ จะต้องลุกพลุกพล่านไปมาวิ่งไปมาทางโน้นวิ่งมาทางนี้ อย่างนี้เรียกว่า กลางวันเป็นไฟ เหมือนกับไฟมาเผารนเรา มิให้เรานี้นั่งอย่างสงบหรือว่าเกิดความเยือกเย็นขึ้น

ชีวิตปุถุชนธรรมดา

ที่เป็นอยู่ในโลกปัจจุบันมักจะเป็นอย่างนี้แหล่ะ อยู่ในฐานะที่กลางคืนเป็นควันกลางวันเป็นไฟ เกิดความดิ้นรนขวนขวายกันอยู่ไม่สิ้นสุด ถ้าหากว่าเราไม่รู้จักปรับปรุงชีวิตของเราให้เข้าจังหวะ หรือการจักควรและไม่ควรแล้ว บางทีตลอดชีวิตนี่ก็หาความสุขไม่ได้เหมือนกัน

ธรรมดาก่อนนอนนี้

แม้ว่าจิตนี้จะต้องนึกถึงสิ่งใดก็ตาม เราควรจะนึกถึงสิ่งที่เป็นกุศลนั้น เป็นเหตุทำให้จิตใจของเรานี้เกิดความเยือกเย็นลง ไม่เร่าร้อนดังที่ได้กล่าวมา ถ้าหากว่าเราไม่คิดถึงเรื่องกุศลแล้ว จิตใจก้อาจจะเกิดความเร่าร้อน เกิดความเศร้าหมองขึ้นก็ได้

เพราะฉะนั้น ก่อนนอนคืนนี้

แม้ความรู้สึกนึกคิด จะประดังเข้ามาสู่ความนึกคิด ของเรามากมาย สักเพียงใดก็ตาม เราต้องกำจัดออกไปว่าเวลานี้ เป็นเวลาที่เราจะต้องทำใจของเราให้เป็นสุข เราจะหลับอย่างคนที่มีสติ เพื่อตื่นขึ้นอย่างคนทีมีสติต่อไป


การที่หลับอย่างมีสติก็คือ

ใช้สติระลึกนึกถึงคุณงามความดีบุญกุศลที่เราท่านทั้งหลาย ได้ประกอบมาวันนี้ ถ้าเป็นจาคานุสติ นึกถึงทานที่พวกเราบริจาค นึกถึงคุณงามความดีที่พวกเราได้ทำ

แม้แต่นิดหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นความดีในครอบครัวในเพื่อนบ้าน

ในหน้าที่การงาน ที่พวกเราได้กระทำอยู่หรือในศาสนา ในประเทศชาติ พวกเราก็นึกถึงความดีที่เราทำไว้ ให้เราหลับเป็นสุขโดยทั่วกัน อันนี้เป็นสิ่งที่ควรนึกควรคิดแล้ว พวกเราจะมีความรู้สึกว่าแม้เราจะหลับแม้แต่เราจะตื่น พวกเราก็จะเยือกเย็นใจได้ มีความสุขใจได้แม้ชั่วขณะหนึ่ง
ที่มา... ลานธรรมจักร

3
อาหาเรปฏิกูลสัญญา


          อาหาเรปฏิกูลสัญญา  แปลว่า  พิจารณาอาหารให้เป็นของน่าเกลียด อาหารถือเป็น
สิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตก็จริง แต่ทว่าอาหารนี้เป็นภัยแก่นักนิยมบำเพ็ญความเพียรเพื่อเผาผลาญกิเลส
ให้เร่าร้อนไม่น้อยเหมือนกัน ถ้าจะพูดกันให้ตรงแล้ว อาหารนั้นไม่เป็นภัยเลย แต่ความรู้สึกของคนเอง
สร้างความเป็นภัยให้เกิดแก่ตัว ทราบกันอยู่เป็นปกติแล้วว่า สัตว์ทุกประเภทต้องการอาหาร แต่ความ
ต้องการอาหารของร่างกายนี้ ร่างกายต้องการเพียงยังอัตภาพให้เป็นอยู่ชั่วคราว ร่างกายมิได้มีความ
ต้องการสีสันของอาหาร มิได้ต้องการรสเลิศของอาหาร  ร่างกายไม่เคยบัญชาว่าต้องการ อาหารที่มี
ราคาแพง ไม่เคยบอกว่า อาหารที่ทำด้วยสัตว์ตายเองมีรสไม่อร่อย และอะไรอีกนับไม่ไหวที่มวลหมู่นักกิน
ทั้งหลายต้องการ ล้วนแล้วแต่เสกสรรเพื่อความเร่าร้อนด้วยการกินทั้งสิ้น มีไม่น้อยรายที่ต้องยากจน
เพราะเรื่องกินที่เกินพอเหมาะพอดี หลายรายที่ต้องตายเพราะการกินที่เกินพอเหมาะพอดี เรื่องอาหาร
ความจริงแล้วไม่มีอะไรน่าหนักใจเลย ที่หนักหนักในการแสวงหาอาหารมาบำรุงบำเรอเพื่อความเหมาะ-
สมด้วยสีของอาหาร รสของอาหาร  ประเภทของอาหาร และสถานที่ทำอาหารจนต้องล้มละลายตายจาก
กันและยากจนเข็ญใจเพราะอาหาร ความสลายตัวและความเร่าร้อนทั้งหลายเหล่านี้ เกิดจากอำนาจของ
กิเลสและตัณหาที่สิงใจอยู่นั่นเอง กิเลสคอยบัญชาการให้เกิดความต้องการล่อลวงให้ล้มละลายจาก
ความดี สร้างความทุกข์ให้เกิดด้วยการยั่วเย้ายุแหย่ ให้เกิดความพอใจในอาหารที่เกินควร อาหารนั้น
จะเป็นอาหารประเภทใดก็ตาม อาหารราคาถูกหรือราคาแพงก็เป็นอาหารที่กินแล้วหิวใหม่ทั้งสิ้น อาหาร
จานละหนึ่งบาทหรืออาหารจานละหนึ่งร้อย หรือหลายแสนบาท  กินแล้วก็กลับหิวใหม่เหมือนกัน ไม่มี
อะไรวิเศษกว่ากัน ความที่ไม่รู้จักความพอดีในการอาหาร เป็นการถ่วงความดีทั้งในการทรงความเป็น
อยู่ในด้านฐานะ และทั้งความเป็นผู้รู้เท่าถึงการณ์ คนเลือกในอาหารเกินพอดี เป็นคนไร้ความดี คนที่
รู้จักบริโภคอาหารตามความพอเหมาะพอดี เป็นคนดีที่รู้เท่าถึงการณ์เรื่องการกินของชาวโลกที่
เสกสรรกิน เพราะกิเลสตัณหาสนับสนุนและเจ้าตัวเองก็ยังมัวเมาอยู่ จะขอยกไว้ไม่นำมากล่าว ในโลก
วิสัยคนที่ควรจะพูดกันได้ก็คือ คนประเภท พระโยคาวจร คำว่า โยคาวจร หมายถึง ท่านที่เริ่มเจริญ
สมถกรรมฐาน และเจริญวิปัสสนากรรมฐานท่านเรียกว่า พระ หมายถึง เริ่มเข้าถึงความเป็นผู้
ประเสริฐ โยคาวจร แปลว่า ผู้มีความประพฤติที่ประกอบด้วยความเพียร รวมความแล้วได้
ความว่า ท่านผู้มีความประพฤติประกอบความเพียรเพื่อให้ถึงความเป็นผู้ประเสริฐ ท่านที่เริ่มกรรมฐาน
ท่านเรียกว่า พระ ดูเหมือนจะได้เปรียบกว่าพวกพระที่บวช ท่านเรียกว่า สมมติสงฆ์ ท่านยังไม่ยอม
เรียกว่า พระ เพราะเพียงแต่เอาตัวมาเข้าพวกยังไม่เอาใจมาเข้าเป็นพวก ต่อเมื่อเริ่มปฏิบัติกรรมฐาน
นั้นแหละ ท่านจึงเรียกว่าพระโยคาวจร ต่อเมื่อได้สำเร็จมรรคผล จึงยอมรับถือว่าเป็นพระแท้
พระโยคาวจร หมายถึง การฝึกเพื่อความเป็นพระแท้ แต่ก็เริ่มเป็นพระจากเล็กน้อยไปหามาก จนเป็น
พระเต็มตัว คำว่าพระโยคาวจรนี้ ท่านเรียกทั้งท่านที่บวชเป็นพระและอุบาสกอุบาสิกาที่เริ่มทำ
ความเพียรเพื่อเผาผลาญกิเลสด้วยการเจริญพระกรรมฐาน ท่านพวกนี้เท่านั้นควรที่จะพูดกันเรื่อง
อาหารในที่นี้

พิจารณาอาหาร

          นักปฏิบัติต้องเว้นจากอาหารที่เป็นโทษทางร่างกายทุกชนิด   อาหารทุกประเภทที่บริโภค
แล้วเป็นโทษเป็นพิษแก่ร่างกาย พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้จำและเว้นอย่างเด็ดขาด เพราะการเจริญ
สมาธิหรือวิปัสสนา  ถ้าสุขภาพไม่ปกติ โดยเฉพาะถ้ามีอาการไม่ปกติทางท้องแล้ว การเจริญสมาธิ
หรือพิจารณาวิปัสสนาญาณจะไร้ผล เพราะอาการวิปริตทางอุทรเป็นสมุฏฐาน ฉะนั้น อาหารประเภทใด
ที่เคยบริโภคแล้วทำให้ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ท่านให้เว้นเด็ดขาด ไม่ควรเกรงใจผู้ให้ การเกรงใจ
จนตนเองเป็นโทษ เป็นการเกรงใจที่ไม่พอเหมาะพอดี
          อาหารที่ยั่วราคะ คือเมื่อกินเข้าไปแล้วเป็นเหตุให้เกิดอารมณ์ในกามารมณ์ ควรเว้นเด็ดขาด
          อาหารที่เป็นภัยแก่ชีวิตของผู้อื่น โดยการทำด้วยการเจาะจงให้ เมื่อรู้แล้วไม่ควรบริโภค ไม่ควร
เกรงใจผู้ให้ เพราะจะเป็นไปเพื่อสนับสนุนให้เขาทำบาปมากขึ้น
          ก่อนบริโภคอาหารทุกครั้ง ควรพิจารณาอาหารก่อนว่า
         
๑. จะบริโภคเพื่อความเป็นอยู่

          ท่านสอนว่า ควรคิดว่า เราจะบริโภคอาหารเพื่อความเป็นอยู่ของร่างกาย เพราะร่างกาย
ต้องการอาหาร เรายังต้องอาศัยร่างกายประกอบความดี เราจะกินเพื่อให้ร่างกายมีกำลังเท่านั้น  เรา
ไม่กินเพื่อความผ่องใสของผิวพรรณ เพื่อเป็นการยั่วเย้ากิเลสให้เกิดเพราะความผ่องใสนั้น  เราจะไม่
สรรหาอาหารที่ไม่จำเป็น   เพราะรสในอาหาร เพราะสีสันในอาหาร   หรือเพราะความโอ้อวดในการ
บริโภคอาหาร  คือ  กินอวดชาวบ้านว่า  ฉันมีอาหารที่หาได้ยากมากินดังนี้เป็นต้น
         
๒. พิจารณาให้เห็นว่าปฏิกูล

          ก่อนบริโภค ท่านให้พิจารณาว่า อาหารนี้จะทำด้วยฝีมือของใครก็ตามที่นิยมว่ารสเลิศ หรือ
เป็นอาหารมีราคาสูง  อาหารนี้มีความสำคัญเสมอกันอย่างหนึ่ง  คือมีพื้นเพเป็นของสกปรกมาในกาล
ก่อน  เพราะอาหารที่เป็นพืช ย่อมสกปรกมาตั้งแต่ก่อกำเนิดของพืช  โสโครกเพราะอาหารของพืชที่
เจือด้วยของโสโครก  เช่น ปุ๋ยจากอุจจาระของสัตว์และมนุษย์ และปุ๋ยอินทรีย์ที่ทำด้วยมูลขยะที่เต็ม
ไปด้วยของสกปรก  และสกปรกด้วยการทอดทิ้งไว้ในที่สาธารณะ มีที่วางไม่เลือกที่ของผู้ขาย พืชมี
ความโสโครกดังนี้
          อาหารที่เป็นเนื้อสัตว์   สัตว์ประเภทนั้นต้องมีเลือด   คาว   น้ำเหลือง  น้ำหนอง อุจจาระ
ปัสสาวะ เป็นสิ่งที่มนุษย์เกลียดชังว่าเป็นของสกปรกโสโครก เมื่อบริโภคเข้าไปแล้วไม่ว่าจะเป็นเนื้อที่
นิยมกันว่าประเสริฐเพียงใด  ในที่สุดผู้บริโภคที่เลือกแต่อาหารชั้นเลิศต่างก็ต้องบริโภคใหม่  เพราะ
ไม่อิ่มตลอดกาล และก็ถ่ายเทกากอาหารออกมาเป็นสิ่งโสโครก แล้วกากเหล่านั้นก็ไปเป็นอาหาร ของ
สัตว์และพืช รวมความแล้วอาหารที่เรากินทั้งมวลเป็นอาหารสกปรก ไม่ใช่ของเลิศประเสริฐตามที่คิด
          ท่านสอนให้พิจารณาว่าโสโครกตามความเป็นจริง จากการเกิดของพืชและสัตว์ ต่อมาให้
พิจารณาให้เห็นว่าโสโครก ในเมื่อเข้าไปรวมกันในปาก โดยท่านให้ข้อคิดว่า  อาหารที่จัดสรรว่าเลิศ
ราคาแพง คนปรุงจะมาจากโลกไหนก็ตาม เมื่อเอาอาหารมารวมกัน แล้วทำเป็นคำเพื่อบริโภค พอเอา
อาหารที่สรรแล้วใส่ปาก   แล้วก็คายออกมาเราไม่กล้าที่จะเอาอาหารนั้นใส่เข้าไปในปากใหม่   เพราะ
รังเกียจว่าเป็นของโสโครก
          อีกนัยหนึ่งท่านให้พิจารณาว่า อาหารที่บริโภคนี้ห้ามความตายไม่ได้ คนที่มีอาหารเลิศ เช่น
พระราชา พระเจ้าจักรพรรดิ์ ที่ครองโลก หรือมหาเศรษฐีท่านใดก็ตาม ท่านทั้งหมดนี้ล้วนแต่มีอาหาร
เลิศที่มวลมนุษย์ที่มีฐานะปานกลาง  ไม่สามารถจะหามาบริโภคได้  ท่านเหล่านั้นมีอาหารดีเพียงใด
ท่านก็ตายนับไม่ถ้วนแล้ว ชื่อว่าอาหารที่เลิศห้ามความตายไม่ได้
          อาหารเลิศห้ามความเสื่อมไม่ได้   อาหารชั้นเลิศที่ท่านดังกล่าวมาแล้วบริโภคห้ามมิให้
ท่านแก่  คือ เป็นคนหนุ่มสาวตลอดกาล หรือห้ามมิให้เจ็บไข้ได้ป่วยไม่ได้ท่านเหล่านั้น ท่านมีอาหาร
เลิศ  แต่ท่านก็ต้องเป็นคนแก่ เป็นคนมีโรค มีทุกข์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
          รวมความว่า  อาหารนั้น  ห้ามอนิจจังความเที่ยงไม่ได้  จะกินอย่างไรก็ต้องเป็นผู้ไม่เที่ยง
ตลอดเวลา
          อาหารห้ามความทุกข์ไม่ได้  กินดีเท่าไร  ก็ยังมีทุกข์เป็นธรรมดา ต้องป่วย  ต้องแก่ หูหนัก
ตามืด  ร่างกายอ่อนแอ  เหมือนกับคนที่บริโภคอาหารตามปกติ  คือ อาหารที่ไม่ผิดศีลธรรมและเป็น
อาหารที่มีราคาไม่แพง
          อาหารห้ามอนัตตาไม่ได้ ความทุกข์เป็นอนัตตาของผู้แสวงหาความสุข เมื่อคนทุกคนต้องการ
แต่ความสุข เมื่อความต้องการทุกข์ไม่มี ไม่ว่าใคร ทำทุกอย่างเพื่อความไม่มีทุกข์ แต่ทุกคนก็ต้องมี
ทุกข์ ทั้ง ๆ ที่ตนไม่ปรารถนา ฉะนั้น ทุกข์จึงเป็นอนัตตาของผู้แสวงสุข เพราะบังคับไม่ให้ทุกข์เกิดไม่ได้
ในที่สุดก็ต้องสลายกันจนสิ้นซาก แม้แต่กระดูกก็ไม่เหลือไว้เป็นพยาน เขาเหล่านั้นมีอาหารเป็นที่พึ่ง
ทั้งนั้น แต่อาหารก็ห้ามอนัตตาไม่ได้  รวมความว่าอาหารไม่ใช่เครื่องจรรโลงชีวิตให้อยู่ตลอดกาล
อาหารเป็นเพียงเครื่องค้ำจุนชั่วคราว ท่านจึงสอนไม่ให้เลือกอาหาร เพราะติดในรส สี และฝีมือ สถานที่
อันเป็นการมัวเมาในอาหารที่เกินควร เพราะเป็นการส่งเสริมกิเลสเกินพอดี

อาหารพระอริยะ

          พระอริยะตัวอย่าง ขอยกเอาพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงเป็นผู้ประกาศพระศาสนามาพูดให้
ทราบ สมัยหนึ่งในหลายสิบสมัย พระองค์ทรงเดินทางร่วมกับพระอานนท์ไปบิณฑบาต ทรงพบ
นางบุญทาสีในระหว่างทาง นางบุญเป็นคนจน เป็นทาสของเศรษฐี นางเห็นพระพุทธเจ้านางก็ดีใจ
คิดว่า วันก่อน ๆเราเห็นพระอยากจะทำบุญแต่เราก็ไม่มีของ บางวันเรามีของ เราก็ไม่พบพระ วันนี้
โชคดี  เรามีแป้งจี่ผสมรำห่อพกมาเพื่อบริโภค  เราพบพระพอดี เป็นอันว่าเรามีของและพบพระ
พร้อมกัน  เราจะทำบุญให้สมใจนึก นางจึงเอาแป้งจี่เข้าไปถวายพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงรับแป้งจี่
จากนางแล้วนั่งฉันข้างทางนั่นเอง เป็นเหตุให้นางเลื่อมใส พอพระองค์อนุโมทนา นางก็ได้สำเร็จ
พระโสดาบัน

พระรัฐบาลฉันอาหารทิ้ง

          พระรัฐบาลเป็นพุทธสาวก เป็นพระอรหันต์ ท่านไปเยี่ยมบ้าน ไม่มีใครจำท่านได้ ไม่มีใคร
เขาใส่บาตร ท่านยืนอยู่ใกล้บ้าน บังเอิญหญิงสาวใช้เอาอาหารเหลือบริโภคออกมาเทนอกบ้าน ท่าน
เห็นเข้า ท่านจึงพูดว่า  ดูก่อนน้องหญิง ถ้าของนั้นเป็นของที่ทิ้งแล้ว ขอน้องหญิงจงเทลงในบาตร
ของเรา เมื่อนางเทของลงในบาตร ท่านก็นั่งฉันตรงนั้น
          เรื่องอาหารนี้  ดูแล้วจะเห็นว่า พระอริยะแม้แต่พระพุทธเจ้า ท่านไม่พิถีพิถันอะไรนัก นอก
จากอาหารที่เป็นโทษ เช่น  อาหารที่เขาบอกว่าจะแกงปลา แกงไก่  แกงสัตว์อะไรก็ตามที่เจ้าภาพ
บอกชื่อก่อนถวาย อาหารประเภทนี้ท่านไม่รับ  เพราะเป็นโทษทางก่อให้เกิดกิเลสและตัณหา  และ
อาหารที่เกินพอดี  เช่น  เนื้อมนุษย์ เนื้อเสือ เป็นต้น ท่านเว้นเด็ดขาด เพราะมีรสดีเกินไป ทำให้ก่อ
กิเลสและตัณหา  นอกนั้นไม่เป็นโทษต่อร่างกาย  ไม่ผิดธรรมวินัย ท่านฉันเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไป
ไม่ฉันเพื่อยั่วกิเลสและตัณหา  ไม่ฉันเพื่อรส  และเพื่อสีสันวรรณะของอาหาร ไม่ติดร้าน   หรือผู้ปรุง
รวมความแล้ว ท่านสอนให้บริโภคอาหารเพื่ออยู่ ไม่ให้เมาในรส ในสี  และให้พิจารณาให้เห็นว่าเป็น
ของโสโครก  ไม่ใช่ของวิเศษที่สร้างผู้บริโภคเป็นผู้วิเศษ ถ้ากินดี  โดยการพิจารณาก็มีผลเป็นญาณ
และได้มรรคผลเพราะอาหาร  ถ้ากินด้วยความมัวเมาในรส  ในสี  ในคนปรุง  ก็มีทุกข์เพราะอาหาร
ขอนักปฏิบัติจงสังวรณ์ในเรื่องบริโภคให้มาก ถ้าท่านปลงอาหารตก ไม่เมาในรสอาหาร ท่านมีหวังเห็น
ฝั่งพระนิพพานในอนาคตอันไม่ไกลนัก  เพราะผู้ที่ไม่เมาในรสอาหาร ก็เป็นผู้ไม่เมาในชีวิต ผู้ไม่เมา
ชีวิตก็เป็นคนเห็นไตรลักษณะ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คนเห็นพระไตรลักษณะ ก็เป็นผู้เห็นอริยสัจ
คนเห็นอริยสัจ  ก็เป็นผู้ถึงความเป็นพระอริยะ ท่านที่เป็นพระอริยะ ก็เป็นผู้เข้าถึงพระนิพพาน ขอท่าน
ที่เจริญกรรมฐานข้อว่าอาหาเรปฏิกูลสัญญานี้ จงตั้งใจปฏิบัติด้วยดีโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน คือยอมตาย
ดีกว่าที่จะมีจิตใจติดในรสอาหาร  เท่านี้ความหวังของท่านก็ได้รับผลตามที่ตั้งใจทุกประการ

(ขอยุติอาหาเรปฏิกูลสัญญาไว้เพียงเท่านี้)
 

4
อัตตา - อนัตตา เป็นหลักทางปัญญาที่สำคัญยิ่ง

พระพุทธศาสนาสอนเรื่องนี้ไว้ ถ้าพูดเป็นภาษาธรรมดา ก็ว่าอัตตาที่ไม่มีนั้น ใช้มันไปเถอะ ได้ประโยชน์ดีจริงๆ ท่านสอนให้พัฒนาไปจนถึงที่สุด แล้วจะประสบพบสิ่งที่เลิศประเสริฐยิ่ง แต่อัตตามีขึ้นเมื่อไรเป็นปัญหาทุกที เกิดอัตตาขึ้นมาเมื่อไรก็ยุ่งเมื่อนั้น มีปัญหา เกิดทุกข์ เกิดการกระทบกระทั่งอะไรต่างๆ

พระพุทธศาสนามีคำสอนว่าด้วยอัตตา หรือตัวตนนี้มากมาย เช่น

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นทีพึ่งของตน

อตฺตทีปา อตฺตสรณา จงมีตนเป็นเกาะ จงมีตนเป็นที่พึ่ง

อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน

สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ ความบริสุทธิ์ ไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตัว

อตฺตานญฺจ ปิยํ ชญฺญา น นํ ปาเปน สํยุเช หากรู้ว่าตัวนี้เป็นที่รัก ก็ไม่ควรเอาตัวนั้นไปเกลือกกลั้วกับความชั่ว

ฯลฯ

เรื่องตัวเรื่องตนนี้ พระพุทธศาสนาสอนไว้มากมาย ในระดับตัวตนสมมตินี้ ที่มันไม่มีนี่แหละ พระพุทธศาสนาพูดเต็มที่เลย ให้ใช้ ให้ปฏิบัติ ให้พัฒนามัน จะเป็นประโยชน์ดีเหลือเกิน ท่านไม่มาเที่ยวพูดยุ่งในระดับสมมติ ว่าไม่มีอัตตา

แต่ในระดับปรมัตถ์ ท่านให้รู้เท่าทันว่าอัตตามันไม่ใช่เป็นของจริง ถ้ามันมีขึ้นมาเมื่อไร เกิดยึดถือขึ้นเมื่อไร เป็นเกิดโทษทุกที ปัญหาจะมา

จึงบอกว่า อัตตาที่ไม่มีนั้น พัฒนาไปเถิด จะประสบสิ่งที่เลิศประเสริฐยิ่ง แต่อัตตามีเมื่อไร เกิดปัญหาทุกที

อัตตาที่ไม่มีนั้น ใช้มันไปเถิดอย่างรู้กันและรู้ทัน ส่วนอัตตาที่จะมีก็ให้รู้แจ้งรู้ทัน มันจะได้ไม่เกิดขึ้นมา

ยิ่งพัฒนาอัตตาที่ไม่มีขึ้นไป อัตตาที่จะมีก็ยิ่งไม่เกิดขึ้นมา อันนี้ ก็ตีให้แตกด้วย

.....................................................
http://group.wunjun.com/meditation http://group.wunjun.com/whatisnippana

ขอบพระคุณที่มาhttp://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=52454

5
มาลาบูชาครู / รวมธรรมะ
« เมื่อ: ธันวาคม 30, 2014, 04:52:51 AM »
จิตที่ได้รับการอบรมที่ถูกต้องแล้ว ปัญญาย่อมเกิดขึ้น จะมองดูอะไรก็เป็น “นิยายนิกธรรม” ทั้งสิ้น ส่วนผู้ไม่ได้รับการอบรมจิตที่ถูกต้อง ปัญญาแท้จริงก็ไม่เกิด แม้ผู้นั้นกำลังจับพระไตรปิฎกอ่านอยู่ก็ไม่เป็นผล ยิ่งทำให้เกิดความลังเลสงสัยตลอดไป
ส่วนผู้มีปัญญาอบรมมาด้วยจิตที่ถูกต้อง แม้จะไม่ต้องจับพระไตรปิฎก แต่ก็น้อมเอาสิ่งต่างๆ มาเป็นธรรม เป็นยอดพระไตรปิฎกได้..
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต


อยากไปพระนิพพาน ก็ต้องไม่ติดอะไรทั้งนั้น ดี-เลว,ติดกลิ่น, ติดสี,ติดรส,ติดสถานที่, ติดร่างกายของครูบาอาจารย์ซึ่งไม่เที่ยงทั้งสิ้น อะไรที่เข้ามากระทบทางทวารทั้ง ๖ หรืออายตนะ ๖ ต้องวางให้ได้ รู้อารมณ์ตามจริตที่เกิดให้ได้ ศึกษากรรมฐานแก้ให้ดีๆ ต้องคล่องจริงๆ จึงจะชนะอารมณ์ตามจริตได้
หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม



ดูจิต ดูธรรมที่เกิดกับจิต
**************************

สิ่งที่มาเป็นอารมณ์ชักจิตให้เกิดนิวรณ์นั้นแหละ เป็นรูป


ความที่จิตน้อมไปรู้ แล้วเกิดนิวรณ์ข้อหนึ่งขึ้นนั้นแหละ เป็นนาม

ถ้าไม่มีอารมณ์เป็นเครื่องชักนำ
และจิตไม่น้อมออกไปรับรู้อารมณ์นั้น
คือ ไม่มีรูป ไม่มีนาม นิวรณ์ก็ไม่เกิด

เพราะฉะนั้น เมื่อกำหนดดูตัวนิวรณ์
ก็ต้องมากำหนดดูตัวรูปตัวนาม
คือดูอารมณ์ กับ ดูจิตที่น้อมออกไปรับอารมณ์

อารมณ์นั้นเข้ามาทางไหน
อารมณ์นั้นก็เข้ามาทางตา ทางหู 
ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางมนะคือใจ

จิตก็น้อมออกไปรับรู้อารมณ์ทางทวารทั้ง ๖นี้

อาการที่จิตน้อมออกไปรับรู้
ทางทวารทั้ง ๖ นี้ พลุ่งพล่านอยู่เสมอ
ออกไปรับอารมณ์ทางตาบ้าง
ออกไปรับอารมณ์ทางหูบ้าง
ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง
ทางกายบ้าง ทางมนะบ้าง

ลักษณะของจิตที่เป็นสามัญนี้
จึงเป็นเหมือนไฟพะเนียง
ที่พลุ่งพล่านขึ้นมาเป็นสาย
นี่แหละเรียกว่าเป็นลักษณะที่ฟุ้งซ่าน

แต่ถ้าไม่กำหนด ก็ไม่รู้
เพราะฉะนั้น จึงต้องกำหนด
ให้รู้จักทางเข้าของอารมณ์
ให้รู้จักจิตที่น้อมออกไปรับรู้อารมณ์

ทำไมจิตจึงเป็นเช่นนี้
ก็เพราะว่าจิตนี้
เมื่อน้อมออกไปรับรู้อารมณ์
ก็มีความประกอบผูกพันอยู่กับอารมณ์ด้วย
อารมณ์ก็เข้ามาผูกพันอยู่กับจิตด้วย
อันนี้แหละเรียกว่า สังโญชน์
เครื่องผูกจิต ประกอบจิต

ถ้าจิตไม่ไปผูกและไปประกอบอยู่กับอารมณ์
อารมณ์ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป
ไม่ติดไม่ข้องอยู่
เหมือนอย่างน้ำที่หยดลงบนใบบัว
ผ่านตกลงไปไม่ข้องติด

แต่เพราะเหตุที่อารมณ์
เข้ามาข้องติดอยู่ในจิต
ฉะนั้นจึงเกิดนิวรณ์ขึ้นในจิต

ลักษณะที่อารมณ์เข้ามาข้องมาติดอยู่ที่จิต
นี้แหละเรียกว่าสังโญชน์ดังกล่าว

เพราะฉะนั้น ก็ให้กำหนดดูสังโญชน์ที่จิต
ให้รู้ตามความเป็นจริง

สมเด็จพระญาณสังวรฯ



เมื่อผู้วางภาระ คือว่าง ไม่ยึดถือว่าขันธ์ห้านี้เป็นตัวเป็นตนแล้ว ไม่ยึดถือแล้ว ปลงเป็นผู้วางภาระ ก็มีความสุข จะยืน เดิน นั่ง ก็มีความสุข ไม่ยึดถือ เพราะรู้ตามความเป็นจริงของมันแล้ว..
หลวงปู่ขาว อนาลโย..



“การได้ทำบุญมาในอดีตนี้เป็นมงคลอย่างยิ่ง”

ถ้าเราทำทาน ติดไปเป็นนิสัยทานนี้ก็จะติดไปกับใจของเรา ถ้าเรายังไม่ถึงการสิ้นสุดของการเวียนว่ายตายเกิด ทุกภพทุกชาติที่เราจะเกิดนี้ เราจะเกิดด้วยทาน จะมีทานอยู่คู่กับใจของเรา เราจะชอบทำบุญทำทาน ถ้าเรารักษาศีลจนติดเป็นนิสัยไปกับเราได้ ทุกภพทุกชาติ เราก็จะรักษาศีล เวลาที่เราได้ไปเกิดใหม่ ถ้าเรานั่งสมาธิได้ เจริญปัญญาได้ ภาวนาได้ เราก็จะบำเพ็ญจิตตภาวนานั่งสมาธิเจริญปัญญาไปทุกภพทุกชาติ จนกว่าเราจะไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป และภพชาติของเราก็จะ มีความสุขเพิ่มมากขึ้นไปตามลำดับ มีความทุกข์น้อยลงไปตามลำดับ ด้วยอำนาจของทาน ศีล ภาวนานี่แล 


นี่แหละคือกิจของเรา กิจที่เราพึงกระทำ ดังที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ก่อนที่จะทรงจากพวกเราไป ที่เป็นพระปัจฉิมโอวาท ที่ทรงตรัสไว้ว่า สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง มีเกิดย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา จงยังประโยชน์ของตนและของผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด นี่แหละการยังประโยชน์ ก็คือการทำกิจกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรากระทำกัน ขอให้เราทำทานกันให้มากๆ รักษาศีลกันให้มากๆ ภาวนากันให้มากๆ แล้วเราก็จะได้ผลอันเลิศอันประเสริฐก็คือมรรคผลนิพพานนี่เอง มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ 

ดังนั้นเราควรที่จะสอนคอยสอดส่องดูการกระทำของเราอยู่อย่างต่อเนื่องว่าวันเวลาผ่านไปๆ เรากำลังทำอะไรกันอยู่ เรากำลังทำทานกันหรือเปล่า กำลังรักษาศีลกันหรือเปล่า กำลังภาวนากันหรือเปล่า เรากำลังทำอย่างอื่นหรือเปล่า เรากำลังหาเงินหาทองหาลาภหายศ หาสรรเสริญ หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายอยู่หรือเปล่า ถ้าเราหาเราก็ควรที่จะหยุดหาได้แล้ว ถ้าจะหาก็หาเท่าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ถ้าเรายังไม่มีทรัพย์พอที่จะเลี้ยงดูร่างกายของเราด้วยปัจจัย ๔ เราก็หาทรัพย์มาเพื่อมาเลี้ยงดูร่างกายของเรา แต่เราไม่หามากจนเกินต่อความต้องการของร่างกาย เราจะไม่ไปหายศถาบรรดาศักดิ์ เราจะไม่ไปหาสรรเสริญการยกย่องเยินยอ เราจะไม่ไปหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย แต่เราจะมาหาความสุขทางใจกัน ด้วยการทำทาน ด้วยการรักษาศีล ด้วยการภาวนา 

ถ้าเราหมั่นสอดส่องดูแลพฤติกรรมของเราทุกวันทุกเวลา เราจะได้ไม่หลงทางกัน เหมือนกับถ้าเราเปิดเเผนที่ดู เวลาที่เราเดินทางไปในที่ที่เราไม่เคยไป ทุกครั้งที่เรามาเจอสี่แยก ทางเลี้ยวเราก็เปิดเเผนที่ดูว่าเราต้องไปทางไหน ถ้าเราไม่เปิดเราอาจจะเลี้ยวผิดทางไป แล้วเเทนที่จะไปถึงจุดหมายปลายทาง เราจะไปไม่ถึง เราจะต้องเสียเวลาวกกลับมาใหม่มาเริ่มต้นใหม่ หรือบางทีเราอาจจะไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่าเรากำลังไปผิดทาง อย่างนี้ยิ่งยากต่อการกลับมาสู่ทางที่ถูกได้ อย่างคนที่ไม่เคยฟังเทศน์ฟังธรรม ไม่สนใจที่จะศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจะไม่รู้เลยว่า ภารกิจของตนที่เป็นประโยชน์กับตนอย่างแท้จริงนั้นเป็นอะไร ก็จะหลงคิดว่าสิ่งที่ควรจะหากันในโลกก็คือ ลาภยศสรรเสริญ หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายกัน อย่างที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ คนส่วนใหญ่นี้จะทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการหาสภยศสรรเสริญ หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย โดยไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องสูญเสียสิ่งต่างๆ ที่หามาได้นี้ไปหมด เมื่อเวลาที่ร่างกายนี้ตายไปแล้ว เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาไม่ได้เป็นร่างกาย เขาเป็นใจ เขาคิดว่าเขาเป็นร่างกาย พอร่างกายนี้ตายแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็หมด ตัวเขาเองก็หมดไปกับร่างกาย จึงทำให้เขาต้องทุ่มเทชีวิตจิตใจ ให้กับการหาลาภยศสรรเสริญ หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย เพราะเป็นความสุขทางเดียว ที่เขาสามารถจับต้องได้เห็นได้ เพราะเขาไม่เคยได้สัมผัสจับต้อง กับความสุขทางใจนั่นเอง 

แต่สำหรับผู้ที่มีอดีตที่ดีที่ผ่านมา คือในอดีตชาติต่างๆ ได้มีโอกาสทำบุญ ทำทาน ได้มีโอกาสรักษาศีล ได้มีโอกาสภาวนา ได้มีโอกาสได้สัมผัสกับความสุขทางใจ พวกนี้ก็ถือว่าเป็นพวกที่มีบุญ อย่างที่ในมงคลสูตรที่พระองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า “การได้ทำบุญมาในอดีตนี้เป็นมงคลอย่างยิ่ง” เพราะจะทำให้เรานี้ได้สัมผัสกับความสุขอีกแบบหนึ่ง ความสุขทางใจแล้วก็จะเป็นเหตุ ที่จะทำให้เราได้มาสร้างความสุขทางใจต่อไป ถ้าเราไม่เคยได้สัมผัสรับรู้กับความสุขทางใจ ไม่รู้ว่าการทำบุญให้ทานนี้ให้ความสุขกับเรา ไม่รู้ว่าการรักษาศีลให้ความสุขกับเรา ไม่รู้ว่าการภาวนาให้ความสุขกับเรา เราก็จะทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการแสวงหาลาภยศสรรเสริญ แสวงหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย โดยที่ไม่ใช้ปัญญาพินิจพิจารณาเลยว่าเป็นความสุขอย่างไร ถ้าใช้ปัญญาพินิจพิจารณาก็จะเห็นเลยว่ามันเป็นความสุขของเสพติดดีๆ นี่เอง.


ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ 
“เวลา”
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต




คำสอนของพระพุทธเจ้า
ทรงเปรียบสติเหมือนหนทางไว้เหมือนกัน
ว่ามรรคก็คือสติ 
มรรคทั้งแปดก็รวมอยู่ที่สติองค์เดียวนี้
ในเมื่อสติคอยระวังรักษาใจ
เราก็เดินไปตามทางที่พระพุทธเจ้า
ท่านทรงแนะนำบอกสอน
หรือชี้ทางเอาไว้นั้น 
ไม่ออกนอกลู่นอกทาง 
ผลของการไม่ออกนอกลู่นอกทางก็คือ 
ได้รับความสงบร่มเย็นใจ

หลวงปู่แบน ธนากาโร




ต่างคนต่างเกิด ต่างคนต่างตาย 
นิพพาน ไม่ได้พ่วงกันไปเช่นเรือหาง
ความตายนั้นแก้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงให้
แก้ "ใจตัวเอง" ให้สงบนิ่ง อยู่ภายใน


โลก คือ รูป นาม กาย ใจของเรา 
ไม่มีสิ่งใด เที่ยงแท้แน่นอน ความไม่เที่ยง มีอยู่ที่ไหน 
ความเป็นทุกข์ ก็มีอยู่ที่นั้น และ ความตาย ก็ไม่มียกเว้น 
แก่คนใดคนหนึ่ง เรามีสิทธิ์ตาย ได้ทุกเวลา

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร




ถ้ามีสติกำหนดเข้ามา จะรู้ทุกเวลา 
ว่าจิตของเรามีราคะไหม หรือหายแล้วไม่มี
ดูโทสะ มีอยู่ หรือหายโทสะแล้ว 
ดูโมหะ ความโง่เขลาความหลง ยังมีอยู่ก็จะรู้ 
หรือจิตของเรา มันหายโทสะ หายโมหะแล้วก็จะรู้ 
พระพุทธองค์จึงให้พิจารณาเข้ามาให้เห็น 
เห็นอันนี้เรียกว่า..เห็นธรรม

หลวงปู่ขาว อนาลโย..



ให้เรามั่นในการประพฤติปฏิบัติธรรมของเรา
ให้มันดีจะเกิดประโยชน์ อย่าไปคิดอะไรมันมากมายกว่านั้น
สงสัยเกิดขึ้นมาก็ดูในจิตเรานี้ ดูในร่างกายของเรานี้
ดูในจิตใจของเรานี้ อันนี้จะได้เป็นประโยชน์แก่พวกเราทั้งหลาย
ซึ่งตั้งอกตั้งใจเดินจงกรม นั่งสมาธิ เที่ยววิเวกสัญจรไป


ความรู้อันนี้จะเป็นเครื่องคุ้มครองตัวของเราเสมอ
เป็นเหตุไม่ให้ลืมตัว ความผิดเกิดมาก็รู้ว่ามันผิด
ถูกเกิดขึ้นมาก็รู้ว่ามันถูก ถ้าเรารู้จักอนิจจังจริงๆแล้ว
มันจะไม่วิ่งไปสองข้าง สุขเกิดมา มันก็ไม่วิ่งไปออกจากทาง
ทุกข์เกิดขึ้นมา มันก็ไม่วิ่งไปออกจากทาง 
ความรักเกิดขึ้นมา มันก็รู้ มันก็ไม่วิ่งออกจากทาง
ความเกลียดเกิดขึ้นมา มันก็ไม่วิ่งไปออกจากทาง ตรงไปเรื่อยๆ

อันนั้นท่านเรียกว่า เป็นสัมมาปฏิปทาของผู้ประพฤติปฏิบัติ
ไม่มีสองทางหรอก มีแค่ทางเดียว เอโกธัมโม

หลวงพ่อชา สุภัทโท
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี

ขอบพระคุณลานธรรมจักร

6
หลวงปู่จันทา ถาวโร
วัดป่าเขาน้อย
ต.วังทรายพูน อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร 


ที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่แสดงไว้หลายบทบาท
เช่น สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน
อันนี้ก็เป็นบทบาททางดำเนินของเราทุกท่านจะต้องเดินทางนี้
ปฏิบัติทางนี้เพื่อว่าจะนำจิตเข้าสู่ความสงบ
ถ้าจะไปเดินทางอื่นนั้นก็ไม่ใช่ทางที่รู้ธรรมเห็นธรรม
เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ได้..ต้องเดินทางนี้

หลายวิธีที่จะเดินนั้น เช่น อนุสติ ๑๐ 
อันนี้เป็นธรรมที่ให้เราประพฤติปฏิบัติพิจารณาเท่านั้น
เพื่อว่าจะแก้จริตจิตใจของเรา
ที่มันข้อง มันคาอยู่ในสิ่งใดทั้งปวงนั้น
เมื่อรู้ว่ามันข้องคาอะไร เราก็จะได้แก้จริตจิตใจนั้น
ออกจากสิ่งที่พัวพันทำจิตให้เศร้าหมอง
ยึดภพยึดชาติอยู่ จะได้ชำระด้วยปัญญา..
ด้วยสติด้วยปัญญาอันนี้ข้อสำคัญ 

เช่น พุทธานุสติ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ของสติ
ธัมมานุสติ ระลึกถึงคุณพระธรรมเป็นอารมณ์ของสติ
สังฆานุสติ ระลึกถึงพระอริยสงฆ์สาวกเจ้าทั้งหลายเป็นอารมณ์ของสติ
อันนี้ก็เป็นอารมณ์กรรมฐานที่เราจะยับยั้งจิต อยู่กับทั้งสามฐานนี้นั้น 

เมื่อเราระลึกถึงฐานทั้งสามฐานนี้มั่นคงในจิตใจเหล่านั้น
ทีนี้เป็นหลักพึ่งพิงอิงอาศัยที่มั่นคงแล้ว
เราจะเจริญสมถกรรมฐานหรือจะเจริญในทุกสิ่งอย่าง
ก็ต้องไม่ผละหลักทั้งสามนี้ 

เพราะหลักทั้งสามนี้เป็นหลักของศาสนา 
ศาสนาทุกประเภทน้อยใหญ่ก็รวมอยู่ที่หลักสามนี้
หลักทั้งสามนี้เป็นผู้นำและเป็นผู้ส่ง
เป็นผู้บอกทางให้ออกจากวัฏทุกข์
ไปถึงปรมัตถสุข คือ นิพพานเป็นที่แล้ว

ขอบพระคุณที่มาลานธรรมจักร

7
บทความ (Blog) / นิทานกับคติธรรมคำสอน
« เมื่อ: ธันวาคม 20, 2014, 04:39:44 AM »
เรื่อง จุลกาล

ความว่า โจรได้ลักทรัพย์ของตระกูลหนึ่งไป เมื่อเจ้าของติดตาม
ก็ทิ้งห่อของไว้ข้างหน้าอุบาสกผู้ฟังธรรมในเชตวันวิหารตลอดราตรี
แล้วเดินออกมาในเวลาเช้า โจรหลบหนีไป เจ้าของทรัพย์ตามมาเห็น
ดังนั้น เข้าใจว่าจุลกาลอุบาสกลักทรัพย์จึงจับเขาไว้และโบย


หมู่คนใช้ทูนหม้อไปตักน้ำในเวลาเช้า ได้เห็นเหตุการณ์นั้น 
จึงช่วยห้ามและช่วยพูดให้คนเหล่านั้นเข้าใจว่าจุลกาลอุบาสก
เป็นคนเช่นไร ย่อมไม่ประกอบกรรมชั่วเช่นนั้น พวกมนุษย์เชื่อ
จึงปล่อย

เขากลับไปวิหาร เล่าเรื่องทั้งปวงให้ภิกษุทั้งหลายทราบ
ภิกษุทั้งหลายทูลความนั้นแด่พระศาสดา

พระทศพลเจ้าจึงตรัสว่า..
"จุลกาลอุบาสกได้ชีวิตเพราะพวกกุมภทาสีและเพราะเหตุที่ตนมิได้ทำ
อนึ่ง สัตว์ทั้งหลายเมื่อทำบาปเองย่อมเศร้าหมองเอง เมื่อทำกุศล
ย่อมไปสู่สุคติและนิพพาน ชื่อว่าย่อมบริสุทธิ์ด้วยตนเอง"

พระศาสดาตรัสต่อไปว่า..
"บุคคลทำบาปเองย่อมเศร้าหมองเอง ไม่ทำบาปเองย่อมบริสุทธิ์เอง
ความบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตน คนหนึ่งจะทำให้อีก
คนหนึ่งบริสุทธิ์หาได้ไม่"

จบเทศนา จุลกาลอุบาสกดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล

ตัณหา 
ตัณหา แปลว่า ความทะยานอยาก อยากมีทรัพย์สิน อยากร่ำรวย อยากจะเกิดใหม่ให้มีีศักดิ์ผศรีดีกว่าเดิม รวมความว่าเรายังติดอยู่ในความอยาก ความอยากเป็นปัจจัยให้เกิด ทีนี้การให้ทานเป็นการตีดความอยาก เพราะตัดความ อยากได้เข้ามา แล้วก็เป็นการตัเอารมณ์ที่ติดในขันธ์5

ในเมื่อคนเราหมดกิเลส อารมณ์ใจก็หมดจากทุกข์ ถ้าอารมณ์ใจหมดจากทุกข์ ถ้วยังมีชีวิตอยู่ ร่างกายมันจัเป็น " อนิจจัง " ก็ไม่ทุกข์ร่างกายจะทุรุดโทรมที่เรียกกันว่าอยู่กับสภาพเหมือนกับ " ทุกข์ขัง " แต่มันไม่ทุกข์ ปล่อยให้กายคือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ มันทุกข์ของมันเอง ใจเราไม่รับทราบ มันแก่มันโทรม มันป่วยไข้ไม่สบาย มันจะตายก็เป็นเรื่องของมัน อารมณ์ใจก็มีความสุข อย่างนี้เป็น " อารมณ์ใจของพระอรหันต์ ".....

ขอบพระคุณที่มา ลานธรรมจักร

8


เมื่อความชรา คือ ธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง 
เป็นขบวนการซึ่งมีความต่อเนื่องมาตั้งแต่วัยหนุ่มสาว 
เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้นนั้น หมายความว่า 
มนุษย์ผู้นั้นต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาตินั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความเปลี่ยนแปลงที่พบได้ในวัยชรานั้น พบได้หลายด้านอาทิ เช่น

๑. การเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพอนามัย

ด้วยอวัยวะที่เสื่อมสลายประสิทธิภาพการทำงานย่อมลดลง 
ผู้สูงอายุจึงอาจมีโรคต่างๆ ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป 
โรคเหล่านี้ล้วนมีสาเหตุมาจากความเสื่อมเสียเป็นส่วนใหญ่ 
ทั้งป้องกันได้และป้องกันไม่ได้ เช่น โรคสมองเสื่อม ข้อเสื่อม 
ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง 
แม้ไม่เป็นโรคประสิทธิภาพในการด้านอื่นๆ อาจลดลง 
เช่น ขี้หลงขี้ลืม คิดช้า ความต้านทานโรคลดลง 
การย่อยอาหารลดลง ทำให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ

๒. การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ

ผู้สูงอายุจะพบกับการสูญเสียในสิ่งต่างๆ มากขึ้น 
ซึ่งล้วนแต่เป็นขบวนการทางธรรมชาติเกือบทั้งสิ้น 
เช่น การสูญเสียสมรรถภาพความแข็งแรงของร่างกาย 
สูญเสียคู่ครอง เพื่อนสนิท ญาติ ผู้ใกล้ชิด สูญเสียความเชื่อถือจากผู้อื่น 
จากการเกษียณอายุ ญาติมิตร คู่ครอง ลูกหลาน แยกครอบครัวไปอยู่ต่างหาก 
บางรายพึ่งตนไม่ได้ ภาวะต่างๆ เหล่านี้ ต้องการปรับตัวอย่างมาก 
รายที่ไม่สามารถปรับตัวได้ดี จะเกิดโรคต่างๆ 
เช่น วิตกกังวล หวาดระแวง ซึมเศร้า เป็นต้น 
รายที่ปรับตัวได้พอสมควร อาจแสดงด้วยการจู้จี้ขี้บ่น อารมณ์แปรปรวนง่าย

๓. การเปลี่ยนแปลงด้านสังคม

การเกษียณอายุจากงานที่ทำประจำ ความแข็งแรงของร่างกายที่ลดลง 
ความเจ็บป่วยจากโรคทางกายและใจ ล้วนทำให้ผู้สูงอายุพึ่งตัวเองได้น้อยลง 
การสูญเสียคู่ครอง เพื่อนฝูงในวัยเดียวกัน ทำให้ต้องพึ่งอาศัยลูกหลานมากยิ่งขึ้น 
ในภาวะสังคมปัจจุบันซึ่งครอบครัวไทยจำนวนมาก 
ต่างแยกเป็นครอบครัวเดียวที่มีขนาดเล็กลง 
ทำให้ผู้สูงอายุมีโอกาสถูกทอดทิ้งได้ง่าย

๔. การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ

ความสามารถในการหารายได้ลดลง ทำให้ผู้สูงอายุต้องอาศัยเงินทอง
หรือทรัพย์สินที่สะสมมาตั้งแต่วัยหนุ่มสาวเพื่อการดำรงชีวิต 
ผู้ที่สะสมทรัพย์สินไว้น้อยหรือไม่ได้สะสม จึงจำเป็นต้องพึ่งพาผู้อื่น 
เช่น บุตรหลาน ญาติมิตร โอกาสจะประสพปัญหาจึงมีมาก

การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ 
ซึ่งมนุษย์สามารถเรียนรู้และคาดการณ์ได้ 
การเตรียมตัวเตรียมใจไว้เผชิญความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว 
ต้องการเรียนรู้และศึกษาจากประสบการณ์ และแหล่งความรู้ต่างๆ 
จึงเป็นการเตรียมตัวเพื่อการเป็นผู้สูงอายุที่อยู่ดีมีสุข

ธรรมะกับผู้สูงอายุ

ธรรมะรักษา คำว่า ธรรม ในที่นี้ ขอให้ความหมายตามความเห็น 
ของท่านพันเอกปิ่น มุทุกันต์ ว่าความถูก และความดี 
ใครก็ตามปฏิบัติตนถูกต้องและดีงามก็ถือว่า ผู้นั้นมีธรรมะหรือปฏิบัติตามธรรมะแล้ว

“คำว่าผู้สูงอายุ” ในที่นี้ ให้หมายเอาบุคคลที่มีอายุตัวหน้าเลข ๕ นำไปแล้ว 
แม้ว่าบางคนจะดูไม่แก่ไม่ชรา เพราะเหตุว่าบริหารร่างกายและจิตใจดีก็ตาม

คนสูงอายุ ๓ ประเภท

ก. สูงอายุทางร่างกาย

ได้แก่ บุคคลที่ร่างกายเจริญเติบโตไปตามวัยหรือตามธรรมชาติ 
พร้อมทั้งอายุสมองก็เจริญตามไปด้วย 
ถ้าเกิดว่ามีใครอายุสมองเจริญไม่ทันร่างกายก็จะได้ชื่อว่า เฒ่าทารก 
กล่าวคือ มีอายุร่างกายมากแล้ว 
ไปทำอะไรๆ ให้ลูก ๆ หลานๆ อับอายหรือหัวเราะเยาะเอาได้

ข. สูงอายุทางสมอง

ได้แก่ บุคคลที่สมองเจริญเติบโตไปตามวัย ไม่เป็นคนปัญญาอ่อน 
หรือประเภทที่เรียกว่า “เลี้ยงไม่รู้จักโต” 
ถ้าสมองเจริญกว่าร่างกายเขาก็เรียกว่า แก่แดด 
เรามักจะว่าเด็กที่รู้อะไรเกินวัยว่าเป็นเด็กแก่แดด 
แต่ถ้าใครเกิดว่าอายุสมองเจริญมากเกินไป ก็เรียกว่า “อัจฉริยะ”

ค. สูงอายุทางคุณธรรม

ได้แก่ บุคคลที่ดำเนินชีวิตด้วยปัญญามีคุณธรรมประจำจิต 
จัดว่าเป็นบุคคลที่มีแก่น หรือมีสาระแห่งชีวิต เป็นคนสูงอายุที่มีค่าและประเสริฐ 
ยิ่งมีอายุมากเท่าไรก็ยิ่งจะมีค่ามากขึ้นเท่านั้น 
เพราะย่อมจะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูกๆ หลานๆ ได้พึ่งพิง 
ถ้าเป็นมะพร้าวก็เรียกว่า ยิ่งแก่ยิ่งมัน

บุคคลที่สมบูรณ์จะต้องผนวกเอาทั้ง ๓ สิ่งที่กล่าวมาไว้ในตนให้ครบ 
แต่ถ้าเกิดว่าใน ๓ สิ่งนี้มันจะขาดไปสัก ๑ หรือ ๒ ก็ตาม 
ก็ควรจะเป็นข้อ ก. และข้อ ข. ตามลำดับ 
ถ้าขาดข้อ ค. ไปเพียงข้อเดียวก็จะทำให้ทุกคน มิใช่เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้นที่ไร้ค่า 
หรือจะเรียกว่า เสียชาติเกิดก็คงจะไม่ผิดความจริงไปนักมิใช่หรือ 
เพราะตามหลักธรรมะนั้น มิได้วัดค่าของคนที่ร่างกายหรือสมอง 
แต่ท่านวัดคนที่คุณธรรม เพราะค่าของคนมิได้อยู่ที่ร่างกายหรือสมอง 
แต่อยู่ที่สาระแห่งชีวิตหรือคุณธรรมที่มีอยู่ประจำอยู่ที่จิตใจ 
สมกับค่าของคนสมัยก่อนที่ว่า 
“คนเรามิได้แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะเกิดนาน” เท่านั้นดอก 
แต่จะต้องเป็นคนสูงอายุเพราะมีสาระและคุณธรรมต่างหาก 
ที่ยิ่งมีอายุมากขึ้นก็ยิ่งจะเป็นที่ภาคภูมิใจ 
หรือเป็นหลักให้เกิดความอบอุ่นใจแก่ลูกหลาน หรือคนทั่วไป

ธรรมะให้ความสุขแก่ผู้สูงอายุ

คนสูงอายุนั้น เมื่ออนุสรณ์ถึงชีวิตของตนเองว่า 
ได้ทำดีไว้ให้ลูก ทำถูกไว้ให้หลานอย่างครบถ้วนแล้ว 
ก็ย่อมจะเกิดปีติหล่อเลี้ยงจิตใจให้เกิดความสุขทางจิตใจได้

คนสูงอายุที่ไม่มีธรรมะนั้นมักจะรู้สึกว้าเหว่และสิ้นหวัง 
เพราะยิ่งเมื่อสูงอายุมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งจะพึ่งตัวเองได้น้อยลงเท่านั้น 
แม้ว่าจะมีเงินจ้างคนอื่นช่วย แต่ถ้าเราขาดคุณธรรมหรือไม่มีน้ำใจ 
ก็จะหาคนรับจ้างยาก หรือไม่ทำด้วยน้ำใจ 
ทำพอให้พ้นๆ หน้าที่ไปเท่านั้น 
หรือถ้าเป็นผู้สูงอายุที่โหดร้ายด้วยเงินก็จะไร้ค่าไปทันที

ในทางตรงกันข้าม ผู้สูงอายุที่มีคุณธรรม 
มีเมตตาอารีต่อลูกหลานและบุคคลทั่วไป 
ใคร ๆ ก็อยากเข้าใกล้ เพราะมันทำให้เขาสงบและอบอุ่น

สติและสมาธิของผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุทั่วไปมักจะหลงลืมง่าย แม้กระทั่งกินอาหารแล้วก็ว่ายังไม่กิน 
เหตุเพราะขาดสติ หรือไม่เจริญสติอยู่เป็นประจำวันไว้ก่อน 
แม้ว่าจะมาเจริญในเมื่อสูงอายุก็มักจะไม่ทันใช้ คือมักจะไม่ได้ผล

ผู้สูงอายุทั่วไปมักมีจิตใจฟุ้งซ่าน ด่าหรือบ่นเก่ง จนลูกหลานไม่อยากเข้าใกล้ 
เพราะเบื่อระอาในความจู้จี้ขี้บ่น เหตุเพราะจิตขาดสมาธิและไม่มีสติควบคุม

สติและสมาธิจึงเป็นยอดธรรมะที่คนสูงอายุต้องมีประจำใจ 
จึงจะเป็นคนสูงอายุที่น่าเคารพรักเป็นหลักให้ลูกหลานได้มีที่พึ่งทางใจ 
และการที่ผู้สูงอายุจะทำตนให้เป็นที่พึ่งของผู้อ่อนอายุได้ 
ตนเองต้องเริ่มทำตนเองให้มีที่พึ่งเสียแต่บัดนี้ 
ด้วยการสละหรือแบ่งเวลาให้แก่ธรรมะบ้าง 
หมั่นศึกษาค้นคว้า ฟัง อ่านธรรมะให้มากตั้งแต่บัดนี้ 
ที่ควรสังวรก็คืออย่ามัวแต่อ่านหรือฟังอย่างเดียว 
ควรจะมีการปฏิบัติควบคู่กันไปด้วย

การปลงอายุ

ผู้สูงอายุควรหัดปลงอายุไว้เป็นประจำ 
จะได้ไม่เกิดการสะดุ้งกลัวต่อความตาย 
ที่จะต้องมาถึงในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน 
ถึงเราจะเกลียดและกลัวความตายอย่างไร ทุกคนก็ไม่อาจหลีกหนีความตายได้พ้น 
ถ้าใครกลัวความตายก็จะต้องทำให้ไม่เกิด “นั่นแหละจึงจะพ้นได้อย่างแท้จริง” 
นั่นก็คือ จงรีบปฏิบัติธรรมเสียในบัดนี้และตลอดไป

คนที่ไม่มีที่พึ่งย่อมกลัวความตาย

การที่ทุกคนจะปฏิบัติตนให้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน นั้น 
ดูออกจะไกลเกิดเอื้อมไปมาเอากันที่ง่ายๆ และสามารถทำกันได้ทุกคนกันดีกว่าดังนี้

๑) จงงดเว้นความชั่วต่างๆ โดยสิ้นเชิง

๒) จงหมั่นให้ทาน มีการใส่บาตรประจำวัน 
บำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ต่างๆ และรักษาศีลอยู่เป็นประจำชีวิต โดยเฉพาะศีล ๕

๓) หมั่นเจริญสติอยู่เป็นประจำ เพื่อให้เกิดกับความคุ้นความตาย 
จะช่วยต้านทานความกลัวตายได้วิเศษนัก

๔) ทาน ศีล ภาวนา (รวมทั้งมรณสติ) 
นี่แหละย่อมจะเป็นหลักและเป็นที่พึ่งของผู้สูงอายุอย่างแท้จริง 
ทรัพย์สมบัติต่างๆ อันมากมาย ลูกหลานบริวารรอบข้างก็ไม่อาจที่จะติดตามเราไปได้ 
มีแต่บาปกับบุญเท่านั้น ที่เป็นของเราอย่างแท้จริง

๕) ผู้สูงอายุที่มีปัญญา จึงควรจะเว้นจากบาปและบำเพ็ญกุศลทุกระดับชั้น 
เพราะบุญเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งของผู้สูงอายุและทุกคนอย่างแท้จริง


คัดลอกจาก... http://jarun.org







ขอบคุณที่มาจาก http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=18453

9
ศาสตร์สุขภาพแห่งการบำบัด / สุขภาพดีๆ
« เมื่อ: กันยายน 15, 2014, 04:26:04 AM »
การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม คือ การมีสุขภาวะและมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ดี อยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข  โดยหมายรวมถึง ร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ  เปรียบเหมือนการสร้างสุขภาพและการรักษาโรค ซึ่งประกอบไปด้วยองค์ประกอบทุกอย่างของมนุษย์  เน้นการดูแลสุขภาพที่บูรนาการความรู้ดั้งเดิมพร้อมเสริมให้เข้ากับการบำบัด  รวมถึงการป้องกันรักษาโรค โดยพิจารณาจากความสัมพันธ์ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจและจิตวิญาณ สภาพแวดล้อมทางสังคม ที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้  ความสัมพันธ์ดังกล่าวต้องอยู่ในสภาวะที่สมดุลในตัวเราแต่ละคนทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ

ด้วยการดำเนินชีวิตในด้านต่างๆอย่างเหมาะสม มีพฤติกรรมที่โน้มนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีและทำให้จิตใจเกิดความผ่อนคลาย  เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการมีสุขภาวะที่ดี สุขภาพที่ปราศจากโรคภัย คือการดำรงอยู่ใน

“สุขภาวะ”  ( Well Being ) Holistic Health จึงให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงร่างกาย อารมณ์ จิตใจ หากส่วนหนึ่งส่วนใดมีปัญหา จะส่งผลกระทบถึงส่วนอื่นที่เหลือ

การเจ็บป่วยจากวิถีชีวิตของมนุษย์ ไม่ได้แสดงผลในทันที แต่จะสะสมไปเรื่อยๆ จนเมื่ออาการแสดงออก

การปฏิบัติตนที่อาจจะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้

1.การเลือกทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทานผักน้อย ทานแต่เนื้อสัตว์ แป้ง ไขมัน

2. ดื่มน้ำน้อยหรือดื่มน้ำระหว่างมื้ออาหาร ดื่มน้ำอัดลม ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

3.ไม่ทานอาหารเช้า และทานอาหารไม่ตรงเวลา

4.การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึกสะสมมาเป็นเวลานาน

5.ออกกำลังกายน้อยลงหรือออกกำลังกายผิดวิธี อยู่ใสภาวะอากาศที่เป็นพิษ

6.มีความเครียด โมโหง่ายหรืออารมณ์ฉุนเฉียวบ่อย มีจิตคิดอิจฉาริษยา

7.มีอาการเบื่อหน่ายต่อสิ่งรอบข้าง ฯลฯ

 

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 36

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham