Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - มดเอ๊กซ

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 656
2


ศึกอสูร ณ เทือกเขาหิมาลัย

ตำนานตั๊กซัง [รังของเสือ] มหาวิหารแห่งหิมาลัย


ท่านกูรู ริมโปเช ลามะศักดิ์สิทธิ์ กำลังบำเพ็ญตบะบนยอดเขาแห่งหนึ่งในธิเบต พลังอันแกร่งกล้าของท่านทำให้ท่านกูรูเล็งเห็นว่า ในดินแดนอันห่างไกล มีปีศาจตนหนึ่งกำลังทำร้ายมนุษย์ หมอผีของชนเผ่าแถบนั้นไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ ท่านกูรูจึงไม่สามารถจะปล่อยให้ชาวบ้านทนทุกข์อีกต่อไป ท่านจึงได้เปล่งวาจาบัญชา

“ลูกศิษย์ข้า จงเชิญสักติแม่นางผู้เป็นภรรยาของข้าให้เข้ามา ณ บัดนี้”
เมื่อนางเดินเข้ามา ท่านกูรูได้เอ่ยต่อไปว่า

“เราจำเป็นต้องลงไปทางใต้ ข้ามหิมาลัยสูงเสียดฟ้าภารกิจครั้งนี้ใหญ่หลวง เราจำเป็นต้องสงวนแรงสร้างตบะ ท่านจงแปลงร่างเป็นพาหนะพาข้าไป “
ทันทีที่แม่นางผู้เป็นภรรยาฟังจบ พื้นถ้ำในตำแหน่งที่สตรีผู้นั้นเคยยืนอยู่ตอนนี้กลับมีร่างเสือตัวมหึมา พญาเสือค่อยๆเดินมาสยบแทบเท้าทรุดกายให้ท่านกูรูขึ้นยืนบนหลังและเหาะเหินผ่านฟ้ามุ่งหน้าลงใต้
 
ริมแม่น้ำพาโรในเวลาต่อมา
เกียริง เด็กสาวผู้เติมโตมาในหุบเขาแคบๆติดแม่น้ำสีฟ้ากำลังเกี่ยวข้าวแปลงสุดท้าย เธอเหลือบเห็นดูดวงตะวันที่ใกล้จะลับขอบฟ้าซึ่งเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาของอสูร ไม่มีใครบอกได้ว่าอสูรหน้าตาเช่นใด เพราะไม่มีใครรอดมาบอก พ่อมดทุกหมู่บ้านเคยรวมตัวกันไปปราบอสูรแต่ก็กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เช่นเดียวกับพี่สาวและอาของเธอที่สาบสูญไปในค่ำคืนหนึ่ง

ส่วนหมอผีที่ไม่ได้ไปปราบได้กล่าวไว้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปเจ้าอสูรจะย้ายไปอยู่ถิ่นอื่นเอง ต่อมาเธอได้ยินคำบอกเล่าของชาวนาผู้อยู่ถัดไปจากเขตต้นน้ำเล่าว่าวันหนึ่งเขาได้ออกไปตรวจตราฝูงสัตว์ของตนว่ายังอยู่ครบหรือไม่ เขาบังเอิญเงยหน้าขึ้นมองฟ้า มีแสงสีทองเหลืองเรืองรอง เขาเห็นร่างมนุษย์ยืนหยัดอยู่บนร่างเสือตัวใหญ่ ในเวลาเดียวกันนั้น ภรรยาของชาวนาก็ได้ฝันถึงท่านกูรูผู้วิเศษบนหลังเสือได้กล่าวบอกเธอว่า ภายในสามเดือนข้าจะจัดการกับอสูร วันเวลากำลังจะผ่านพ้นไปสามเดือนในวันนี้แต่ก็ยังไม่เห็นมีผู้วิเศษปรากฏกายเลยสักรายชาวนาทั้งสามีภรรยาผู้นั้นก็ถูกเสือร้ายทำร้ายจนสิ้น หลายครอบครัวเริ่มย้ายถิ่นฐานอพยพไปอยู่บนแผ่นดินใหม่ แต่ครอบครัวของสาวน้อยไม่ทำเช่นนั้นเพราะพ่อของเธอได้กล่าวว่า

“เราจะไม่ละทิ้งแผ่นดินบรรพชนให้เสื่อมเสียไปถึงวันหน้า”
ตอนนี้เธออยู่ปลายนาก้มตัวต่ำจนเพื่อนบ้านไม่ทันสังเกตและต่างพากันคิดไปว่าเธอกลับบ้านไปแล้ว จึงพากันรีบกลับบ้านก่อนแสงตะวันจะลับขอบฟ้า ปล่อยสาวน้อยไว้เพียงคนเดียวกลางไพรพนากว้างใหญ่

สาวน้อยเพิ่งจะรู้ตัวว่าทั้งท้องทุ่งเหลือเพียงตัวเธอ จากตรงนี้ไปถึงบ้านเธอใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสิบนาที ทางที่เธอจะต้องผ่านก็ล้วนเป็นป่าเขาที่มืดมิด เด็กสาวเริ่มรีบเร่งฝีเท้าเดินกลับบ้าน อากาศรอบตัวเธอเริ่มเย็นลง เสียงลมและสนภูเขาที่เอนเอียง ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความน่ากลัวในยามค่ำคืน เกียริงเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยความสะพรึงกลัว เมฆสีดำทะมึนปกคลุมทั่ว ระหว่างรอยแยกของก้อนเมฆมีร่างเงาใหญ่ลอยเคว้งลงมาก่อนแผ่นดินจะสะเทือน สาวน้อยตัวสั่นด้วยความกลัวน้ำตาเริ่มไหลอาบแก้มเพราะตอนนี้ตรงหน้าของสาวน้อยนั้นเป็นร่างของอสูร แต่ไม่มีเสียงใดๆออกมาจากตัวอสูร มีเพียงร่างดำทมิฬ ผิวหนังหยาบกร้าน สูงกว่าคนปรกติสี่ห้าเท่า พุงหลามพลุ้ยเต็มไปด้วยขนรุงรัง สวมสร้อยคอเป็นกะโหลกมนุษย์

แต่ภาพที่น่ากลัวที่เธอเห็นยิ่งกว่านั้นคือใบหน้าของมันที่ผีนรกยังต้องแสยะ เขี้ยวงุ้มโง้งออกมาจากปาก ฟันสีเหลืองเหยเก เมื่อเธอเพ่งในปากดีดีสาวน้อยก็ต้องตกตะลึงร้องกรี๊ดจนลมหายใจขาดช่วง หัวใจเต้นแรง เพราะสิ่งที่อยู่ในปากของอสูรคือ ใบหน้าเสี้ยวหนึ่งของพ่อของเธอ อีกไม่กี่วินาทีพ่อลูกได้พบกันครั้งสุดท้ายในปากของอสูรแต่ก่อนทุกอย่างจะจบ ฟ้ากลับส่งเสียงสนั่น ดุจมังกรกู่ก้องคำราม เกิดแสงแปลบปลาบเป็นฉากหลังของหมู่เมฆ คล้ายนภาจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ร่างใหญ่ของคนที่ยืนอยู่บนหลังเสือเหาะเหินลงมาคล้ายเทวาจุติ ชายในชุดลามะนั้นก้าวลงจากหลังสัตว์พาหนะ ก่อนเสือจะเผ่นโผนโจรเข้าใส่อสูร เสียงคำรามดังกึกก้อง ฝุ่นตลกอบอวน เกิดอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เหนือเหตุการณ์ใดๆที่สาวน้อยเกียริงได้พบพาน สาวน้อยยิ้มทั้งน้ำตา และคอยเอาใจเจ้าเสืออย่าใจจดใจจ่อ“เสือจ๋าอย่ายอมแพ้นะ”

แต่แล้วสวรรค์กลับเล่นตลก อสูรที่เคยมีเพียงตัวเดียวตอนนี้กลับกลายเป็นสองตัวแต่แปลกไปกว่านั้น บนร่างอสูรตนใหม่ กลับมีนวลนางเกาะห้อยคอ หันร่างเข้าหาในท่วงท่าเสพสังวาส ก่อนที่ฝุ่นจะตลบ ทั้งร่างของอสูรถูกตรึงไว้ด้วยมือทั้งสิบ เสียงร้องโหยหวนดังออกจากปากของมันเป็นครั้งแรก ยามร่างถูกฉีกกระชากแยกจากกันเป็นห้าส่วน หัวไปทาง แขนขาไปอีกทาง เกียริงที่หลุดออกมาจากปากอสูรนั้นตอนที่มันกำลังต่อสู้กับเสือที่แปลงร่างคล้ายเป็นอสูรอีกตัว ทันใดนั้นเองมีมือมาแตะไหล่เธอ เธอหลับตาปี๋เตรียมพร้อมจะตายแต่เสียงที่ที่ทำให้เธอลืมตามานั้นแว่วดุจเสียงระฆังทิพย์ กล่าวปลอบประโลมเธอด้วยภาษาที่เธอไม่เคยได้ยินแต่กลับเข้าใจได้อย่างน่าประหลาด

“แม่นาง เจ้าจงสบายใจเถิด อสูรถูกข้ากำจัดสิ้นแล้ว แม้มันจะมีอิทธิฤทธิ์มากมายเหนือกว่าอสูรใดๆที่ข้าเคยเจอะเจอมาแต่ผลแห่งการบำเพ็ญตบะ และมนตราสักติสตรีผู้เป็นภรรยาของข้า ทำให้วิญญาณร้ายต้องแพ้พ่าย แม่นางปลอดภัยแล้ว”

เกียริงเหลือบเห็นสาวงามเคียงข้างลามะก่อนเอะใจหันไปมองหาเสือตัวนั้น ร่างของเสือได้อันตธารหายไปแล้ว เธอจึงเริ่มเข้าใจ เมื่อนำคำบอกเล่าของชาวนามาปะติดปะต่อ ลามะผู้นี้คือผู้บำเพ็ญบุญเหนือขุนเขา 3 เดือน เพื่อลงมาปราบอสูร เสือศักดิ์สิทธิ์นั้นคือภรรยาของท่าน อสูรตนใหม่ที่เธอเห็นนั้นก็ร่างแปลงของท่านลามะ เกียริงเมื่อเข้าใจทุกอย่างแล้วเธอก็พูดไม่ออก ท่านลามะเห็นเช่นนั้นจึงพูดขึ้นมาว่า

“เราคือ กูรู ริมโปเช คุรุปัทมสัมภวะ ผู้ถือกำเนิดจากดอกบัวมีหน้าที่เผยแผ่พระธรรมคำสอนแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เรามีอิทธิฤทธิ์แต่เราไม่อาจฝืนกฏแห่งกรรม พ่อของเจ้าเสียชีวิตไปเพราะอสูร ไม่อาจจจะฟื้นคืน ด้วยเป็นกรรมแต่ปางก่อน แต่เจ้าอย่าเศร้าโศกจนเกินเหตุ ขอเพียงเจ้าประกอบกรรมดีผลบุญจะช่วยให้พ่อของเจ้าไปสู่สุขคติ ขีวิตในโลกหน้าของเขาจะดียิ่งๆขึ้นไป”

“บำเพ็ญอย่างไรคะ ?” สาวน้อยถามทั้งน้ำตา

เธอพร้อมจะอุทิศชีวิตที่เหลือให้กับความเชื่อใหม่ของท่านลามะ ผู้วิเศษชี้นิ้วไปทางที่ดงดอยเหนือหุบเขา ดวงไฟส่องประกายสีทองปรากฏอยู่บนหน้าผา
“นั่นคือถ้ำที่ข้าเข้าไปบำเพ็ญตบะจากนี้อีกไม่นานจะมีลูกศิษย์ข้ามาบำเพ็ญบุญอยู่ที่นั่น เจ้าจงนำเรื่องของข้าไปบอกชาวบ้าน ขึ้นไปเตรียมการแต่งเติมถ้ำเมื่อลูกศิษย์ของข้ามาถึงให้เจ้าปวารณาตัวเป็นข้ารับใช้ จะอยู่นานแค่ไหนสุดแต่ใจเจ้าเป็นที่ตั้ง”

เมื่อจบคำ ท่านกูรูยิ้มให้เกียริงก่อนท่านจะก้าวขึ้นหลังเสือ เผ่นโผนไปในนภากาศ นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่เกียริงได้มีโอกาสพบท่านกูรูผู้ให้กำเนิดนิกาย หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือน ท่านเปคยิ ซิงเย 1 ในศิษย์ 25 รูปของท่านกูรู เดินธุดงผ่านหิมาลัยมาจนถึงถ้ำในภูผา

เกียริงสาวน้อยได้ทุ่มเททั้งใจกายปรนนิบัติท่านจวบจนสิ้นชีวิต แต่ถ้ำกลับไม่เคยร้าง ลามะและผู้แสวงบุญจากทั่วทิศ ล้วนหมายมั่นเดินทางมาให้ถึงถ้ำ เพื่อน้อมรำลึกถึงบุญคุณยิ่งใหญ่ของท่านคุรุปัทมสัมภวะจวบจนเกือนหนึ่งพันปีให้หลัง งาวังนัมเกล หรือท่านซับดรุง ได้รวบรวมอาณาจักรภูฎาน

ท่านประสงค์จะสร้างวิหารไว้บนเหลี่ยมผาหน้าถ้ำ น่าเสียดายที่ท่านได้จากโลกนี้ไปเสียก่อน แต่เจ้าผู้ครองภูฎานพระองค์ต่อๆมาได้รวบรวมผู้มีจิตศรัทธา สร้างมหาวิหารไว้บนนั้นจนกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในภูฎาน เป็นมหาวิหารแห่งหิมาลัย ในชื่อ ตั๊กซัง รังของเสือ

ที่มา Bhutan-Thai FanClub

http://bhutanthaifc.tumblr.com/post/105329571386

3


อานุภาพธิดามังกร​ ผู้บรรลุโพธิญาณโดยฉับพลัน

จากพระสัทธรรมปุณฑริกสูตร

ในขณะนั้นพระมัญชูศรีโพธิสัตว์ เสด็จขึ้นมาจากใจกลางมหาสมุทรอันเป็นที่ประทับของพระสาครนาคราช และตรงมายังเขาคิชฌกูฏ

เมื่อมาถึงพระปรัชญากูฏ จึงถามพระมัญชุศรีว่า

"ท่านสอนพระสูตรใด ในใจกลางมหาสมุทร
มีสรรพสัตว์ใดที่เข้าใจพระสูตรนี้"

พระมัญชุศรีกล่าวว่า

"เราสอนสัทธรรมปุณฑริกสูตร   ไม่มีอื่นใด  ในใจกลางมหาสมุทรนั่น พระธิดาของท้าวสาครนาคราชนั้นมี พระชันษา 8 ขวบ มีความฉับพลันในความคิด การพูด และการกระทำ เป็นผู้ที่เข้าใจและรักษาพระสูตรไว้และลุถึงโพธิญาณในบัดดล"

พระปรัชญากูฏกล่าวว่า

" ใครเล่าจะเชื่อว่ากุมารีน้อย วัยแปดขวบจะบรรลุถึงโพธิญาณ แม้แต่พระตถาคตยังต้องสร้างสมบารมีนานหนักหนา"

เวลานั้นพระสารีบุตรยังกล่าวว่า

"อาจเป็นไปได้ที่จะมีผู้หญิง อันไม่ถดถอยจากการสร้างกุศลกรรม เป็นเวลาหลายพันกัลป์แต่ไม่มีผู้ใด ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ในอิสตรีเพศก็หาไม่"

ขณะนั้นพระธิดาแห่งสาครนาคราช ก็ปรากฏพระวรกายขึ้นเบื้องหน้า ถวายบังคมแทบพระบาทพระศาสดาเจ้าแล้วประทับในที่ระยะห่างพอควรจึงตรัสว่า

" ข้าได้ตรัสรู้ตามความปรารถนาของข้า พระตถาคตเจ้าเป็นพยานได้"

ธิดามังกรทรงมีแก้วมณีอันมีค่าเหนือจักรวาล
ขณะนั้นเองทรงถวายมณีนี้แก่พระศากยมุนี พระผู้มีพระภาค ทรงรับไว้ด้วยดีแล้ว​ ธิดามังกรจึงทรงตรัสกับพระปรัชญากูฎโพธิสัตว์และพระสารีบุตรมหาเถระว่า

"ถ้าข้ามิได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณแล้วไซร้ มิเช่นนี้แล้วพระตถาคตจะรับแก้วนี้ไว้ได้เช่นใดเล่า  ถ้าหากข้าทรงอภิญญา​ พวกท่านทั้งหลายคงน้อมใจเชื่อ"

ทันใดนั้นต่อหน้าผู้คนทั้งปวง  และพระสารีบุตร
เพศสตรีของพระธิดาแห่งพระสาครนาคราช ก็เปลี่ยนไป เป็นเพศชายปรากฏขึ้นมาแทน ทรงปรากฏพระองค์เป็นพระโพธิสัตว์ แล้วเสด็จไปยังทิศใต้

ประทับยังโคนสัปรัตนพฤกษ์ ในวิมลโลกธาตุ ได้ทรงบรรลุการตรัสรู้และประกาศพระธรรมอยู่ ขณะที่ทรงประกาศพระธรรมนั้น สรรพสัตว์ผู้ได้รับคำสอนของพระตถาคตองค์นั้น ได้บรรลุเป็นผู้ที่ไม่หวนกลับในพระโพธิญาณ

วิมลโลกธาตุและสหโลกธาตุ พสุธาต่างสนั่นหวั่นไหวสรรพสัตว์สามพันคนในธรรมสภาของพระศากยมุนีแล้วได้บรรลุถึงธรรมอันนำมาซึ่งความอดทนทั้งหลาย​ แลในขณะที่อีกสามแสนคนได้รับพยากรณ์ว่าจะสำเร็จพระโพธิญาณ

ค้นธรรมใต้ร่มไผ่ม่วง

ศักดิ์สิทธิ์​ เรียบเรียง

ภาพ​ พระมหาโพธิสัตว์กวนอิม​ สุธนกุมารและธิดามังกร​ อัครสาวก

4






- สัญลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ในวัชระ -

สันสกฤตเรียกว่า วัชระ, ทิเบตเรียกว่า ดอร์เจ
สัญลักษณ์ที่ต่างๆ ที่อยู่ในวัชระ

วัชระ น่าจะเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของพุทธศาสนาในทิเบต คำนี้หมายถึง "เพชร" และหมายถึงธรรมชาติที่ทำลายไม่ได้ของจิตใจ การตื่นรู้ของตนเอง คทาเล็กๆ นี้ดูเหมือนว่าจะเป็นต้นกำเนิดของสายฟ้าแห่งพระอินทร์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสูงส่ง และพลังอำนาจ

เมื่อรวมเข้ากับระฆัง วัชระ เป็นสัญลักษณ์ของความทักษะ และความกรุณาปราณี ในขณะที่ระฆังแสดงถึงความรู้และความว่าง ถ่ายแยกออกเป็นส่วนๆ จะอุดมไปด้วยสัญลักษณ์ที่พรั่งพร้อมดังต่อไปนี้:

* แยกย่อยได้เป็น 5 ประเภท (1) เป็นตัวแทนของ ปัญญาญาณทั้ง แง่มุมทั้งห้าของเพชรซึ่งเป็นจิตแห่งความความรู้แจ้ง:

- ปัญญาญาณคล้ายกับกระจก ซึ่งหมายความว่าจิตที่ตื่นขึ้น เหมือนกระจกขัดเงาอย่างสมบูรณ์ สะท้อนทุกสิ่งอย่างชัดเจน มีความสามารถในการรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง;

- ปัญญาญาณแห่งความเสมอภาคซึ่งตระหนักรู้ว่าปรากฏการณ์ทั้งหมดของสังสารวัฏ และนิพพานนั้นเท่าเทียมกันในธรรมชาติ หรือเป็นสาระสำคัญหนึ่งเดียว: ความว่าง;

- ปัญญาญาณแห่งความแตกต่าง ซึ่งบ่งชี้ว่าจิตใจที่ตื่นขึ้นนั้นรับรู้ไม่เพียง แต่ความว่างของปรากฏการณ์ทั้งหลาย แต่ยังดำรงอยู่ร่วมกันโดยไม่มีความสับสน ต่อปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น;

- ปัญญาญาณแห่งการเติมเต็ม ทำให้พระพุทธเจ้าสามารถสร้างพุทธเกษตรอันบริสุทธิ์ และก่อกำเนิดกิจเพื่อผลประโยชน์ของสรรพชีวิต

- ปัญญาญาณความว่างอันเป็นสากลครอบคลุมทั่วจักรวาล (ธรรมธาตุ) แสดงให้เห็นว่าปรากฏการณ์ทั้งหมด เกินกว่าทวิลักาณ์ทั้งหมด ยังคงอยู่ในความรู้บริสุทธิ์ของจิตใจ

ในเวลาเดียวกันกับปัญญาญาณทั้งห้า ห้าก้านบนยอดวัชระ สัญลักษณ์แห่งพระผู้มีชัยทั้งห้า หรือพระพุทธเจ้าทั้งห้าตระกูลหลักในระดับลึกลับ: พระไวโรจนพุทธะ, พระอักโษภยพุทธะ, พระรัตนสัมภวพุทธะ, พระอามิตาภะพุทธะ, พระอโมฆสิทธิพุทธะ

* ห้าก้านด้านล่าง (2) เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์ที่เป็นสตรีห้าพระองค์

โดยรวมแล้ว ทั้งสิบกิ่งก้านนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ทั้งสิบ (ความเอื้ออาทร, จริยธรรม, ความขยัน, สมาธิความรู้, ทักษะฝีมือ, ปณิธาน, พลัง, จิตสำนึกแต่บางบรรพ์) หรือ ภูมิทั้งสิบแห่งพระโพธิสัตว์ (โพธิสัตว์ทศภูมิ)

* ปากของมกร (ดเป็นสัตว์ประหลาดในทะเลชนิดหนึ่ง) (3) / กิ่งก้านย่อย แสดงถึงการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากวัฏจักรแห่งการดำรงอยู่

* กลีบด้านบนทั้งแปด (4) เป็นตัวแทนของโพธิสัตว์บุรุษแปดท่าน อาศัยอยู่ในภพภูมิสวรรค์

* กลีบล่างทั้งแปด (5) เป็นพระโพธิสัตว์สตรีแปดท่าน
เมื่อนำทั้งหมดมารวมกัน เป็นสิบหกกลีบยังเป็นสัญลักษณ์ของความว่างทั้งสิบหก

* เหนือกลีบขึ้นไปเป็นวงจันทร์สองวง (6)

(มีด้านละวง) เป็นสัญลักษณ์ของหัวใจที่เปิดรับทุกสิ่งทั้งสอง / อนุโลมและสัมบูรณ์

* ระหว่างฐานของกลีบทั้งแปด และวงกลมตรงกลางจะสลับกัน 3 วงกลม (7) แสดงถึงลักษณะสามประการของความสุขที่ตื่นขึ้นนั่น คือ ความว่าง ไร้รูปแบบ และไม่ต้องพยายาม

* ส่วนที่อยู่ตรงกลาง (8) หมายถึงความว่าง

-------------------------------------------------

- The symbolism in the Vajra -

VAJRA ( Skt. ) DORJE ( Tib. ) DIAMOND

In its symbolism we find the Vajra .

The vajra is probably the most important symbol of Tibetan Buddhism. The term means "diamond" and refers to the indestructible nature of the mind itself ,/ of awakening. / This small scepter seems to be, at the origin, the diamond thunderbolt of Indra, a symbol of royalty and power.

When combined with the bell, the vajra symbolizes skillful means and compassion, while the bell represents knowledge and emptiness. Taken separately, it has a complete symbolism which is as follows:

* The 5 top branches (1) represent the 5 wisdoms, five facets of the diamond which is the enlightened mind :

- Wisdom similar to the mirror, which means that the awakened mind, like a perfectly polished mirror, clearly reflecting all things, has the ability to know everything ;

- The wisdom of equality, which recognizes that all phenomena of samsara and nirvana are equal in nature , or of a single essence : emptiness ;

- the wisdom of distinction , which indicates that the awakened mind perceives not only the emptiness of all phenomena but also, in simultaneity without confusion, all phenomena as they occur ;

- fulfilling wisdom, which allows Buddhas to create pure fields and emanations working for the benefit of beings ;

- the wisdom of the universal space ( dharmadatou ), indicating that all phenomena, beyond all duality, remain in the pure knowledge of the mind.

At the same time as the five wisdoms , the five upper branches symbolize the 5 Victorious Ones or five principal male Buddhas on a mystical level : Vairocana , Akshobya , Ratnasambhava , Amitabha , Amoghasiddhi .

* 5 The lower branches (2) symbolize the five female Buddhas.

Taken as a whole , the 10 branches also symbolize the ten perfections (generosity, ethics, diligence , concentration, knowledge , skillful means , wishes , force, primordial consciousness) or the 10 lands of bodhisattvas.

* The mouths of makara ( sea monster ) (3) , from which emerge branches, denote liberation from the cycle of existences.

* The top 8 petals (4 ) represent the eight male bodhisattvas, residing in the celestial realms.

* The 8 lower petals ( 5) are the 8 female bodhisattvas. Taken together , the 16 petals also symbolize the 16 emptinesses .

* Above the petals, two moon discs (6)

( one on each side ) symbolize the two openings of the heart, relative and absolute .

* Between the base of the 8 petals and the center circle are interspersed 3 circles (7) representing the three characteristics of awakened bliss : emptiness, featureless and effortless.

* The round part in the middle ( ???? refers to emptiness

Cr: https://www.facebook.com/…/a.417960228348…/417960241682002/…

5





+++ สาส์นพยากรณ์ +++

เดือนธันวาคม ปี ๑๙๘๐ “องค์กรรมาปะที่ ๑๖” ได้มอบเครื่องรางป้องกันตัวให้กับ “ไทซิทู” เป็นถุงผ้าปักดิ้น ภายในมีกระดาษสี่เหลี่ยมพับเป็นรูปมณฑลผ่านการปลุกเสก และผูกด้วยด้ายบรรจุเอาไว้

ปี ๑๙๘๙ ระหว่างอยู่ในห้องปฏิบัติภาวนาที่”เซรับลิง” ไทซิทูหวนคิดไปถึงเรื่องนี้และสงสัย จึงเปิดถุงเครื่องรางดู ข้างในนั้นมีซองกระดาษที่เขียนด้วยลายมือขององค์กรรมาปะสั่งเอาไว้ว่า "สาส์นฉบับนี้ควรเปิดออกอ่านในปีม้าธาตุเหล็ก" ซึ่งก็คือ ปี ๑๙๙๐

สาส์นพยากรณ์มีใจความดังนี้

"...อีมาโฮ
การตระหนักรู้แห่งตนนำมาซึ่งปีติสุขมิรู้คลาย
ธรรมธาตุ (๑) ไม่มีกลาง ไม่มีริม
จากที่นี่มุ่งไปสู่ทิศเหนือ (ใน) ทิศ
ตะวันออกของ (ดินแดนแห่ง) หิมะ
คือดินแดนซึ่งสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์
พลันฟาดสายเจิดจ้า (๒)
(ใน) ที่พำนักอันงดงามของผู้เร่ร่อน
พร้อมด้วยแม่วัวอันเป็นหมาย (๓)
อุบายคือดนดรุปและปัญญาคือโลลากา (๔)
(ถือกำเนิดใน) ปีของสิ่งที่ใช้กับผืนดิน (๕)
(พร้อมด้วย) แว่นเสียงสำเนียงอัศจรรย์
ของสิ่งซึ่งมีสีขาว (๖)
(นี่) คือผู้ซึ่งรู้จักกันในนามกรรมาปะ
ผู้ได้รับการอุปถัมภ์ค้ำจุนโดยองค์ดนโย ดรุปปะ (๗)

พระผู้เปล่งรัศมีธรรมไปทั่วทิศ
ดวงจิตมิคิดแบ่งแยกนิกาย
มิแบ่งฝักฝ่ายแห่งรักและชัง
ผู้ปกปักรักษาสรรพสัตว์
ดั่งสุริยะแห่งพุทธธรรม
ทรงคุณล้ำเพื่อผู้อื่น
ส่องสว่างนำทางมิรู้ดับลับหาย..."

มีการตีความสาส์นพยากรณ์ดังนี้

(๑) “โช ยี ดยิง” การแผ่ออกของปรากฎการณ์ทั้งปวง ซึ่งเทียบเท่ากับสุญญตาหรือความว่าง
(๒) ในภาษาธิเบต คำว่า ศักดิ์สิทธิ์ คือ คำว่า ลา และสายฟ้า (ในเนื้อความใช้ภาษากวีว่า "งัมชัก" หรือ "ท้องฟ้าเหล็ก") คือ ต็อก "สายฟ้าศักดิ์สิทธิ์" จึงตีความว่าเป็น “ลาต็อก” สถานที่เกิดขององค์กรรมาปะ
(๓) ชื่อชุมชนเผ่าเร่ร่อนที่องค์กรรมาปะถือกำเนิดขึ้น คือ “บากอร์” บา แปลว่า "วัวตัวเมีย" (ภาษาในทางธรรมสำหรับคำว่าวัวซึ่งใช้ในสาส์นคือ ดอดโจ)
(๔) อุบายหมายถึงบิดา และปัญญาหมายถึงมารดา
(๕) "สิ่งใช้กับผืนดิน" ถูกตีความว่า ปีที่องค์กรรมาปะถือกำเนิดคือ “ปีวัวธาตุไม้” พืชเติบโตขึ้นมาจากผืนดินและวัวใช้ในการไถพรวน
(๖) "สิ่งที่เป็นสีขาว" คือ หอยสังข์ มักใช้เป่าในโอกาสมงคล
(๗) หมายถึง ไทซิทู

Cr. ร่ายรำชีวิต ๑๗ ภพแห่งองค์กรรมาปะ

ภาพ : องค์รังจุง ริกเป ดอร์เจ กรรมาปะที่ ๑๖ (บน) และ องค์ออกเยน ทรินเลย์ ดอร์เจ กรรมาปะที่ ๑๗ (ล่าง)

6


งานอบรมภาวนาของเทอร์การ์ เอเชีย ประจำปี 2562 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
คำสอนเรื่องบาร์โด
วันที่หก – 27/12/19

[จงชื่นชมยินดีที่คุณยังมีชีวิตอยู่ มาฝึกภาวนาก่อนตายกัน]
ขณะนี้เรากำลังจะฝึกเตรียมความพร้อมในบาร์โดของชั่วขณะแห่งความตายร่วมกัน

1. ปล่อยวาง
วันนี้เป็นวันที่ยิ่งใหญ่ ลองจินตนาการดูว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต ทุกสิ่งไม่เที่ยงแท้ ตอนนี้เป็นวันที่สำคัญแล้ว โปรดหลับตาของคุณ อีกไม่นานคุณจะจากโลกนี้ไป

อย่างแรก ให้คิดว่ายังมีอะไรที่ฉันยึดติดอยู่บ้าง 5 สิ่งนี้ (คอนโด รถ เงินสด บัตรเครดิต และอาชีพ) เพื่อนและครอบครัวของฉัน ลูกของฉัน สามีหรือภรรยา พ่อหรือแม่ หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนแสนวิเศษ รองเท้าคู่ใจ เสื้อผ้า บ้าน ชื่อเสียง อำนาจ หรือความรับผิดชอบ

ขณะนี้ให้คิดว่าพระอมิตาภพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้าทั้งปวงอยู่เหนือคุณ พระอมิตาภพุทธเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกับคุรุของคุณ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ โปรดถวายมัณฑละแห่งความยึดติดในวัตถุทั้งปวงแด่พระอมิตาภพุทธเจ้า ในตอนนี้เมื่อได้ถวายทุกสิ่งแล้ว จากนี้คุณไม่ต้องกังวลเพราะสิ่งของเหล่านี้ทั้งหมดไม่ได้เป็นของคุณแล้ว ณ ขณะนี้ ทั้งหมดอยู่ภายใต้พรแห่งพระอมิตาภะ

2. การอุทิศ
ต่อไปคือการอุทิศ มองย้อนกลับไปในชีวิตของคุณ คุณได้ฝึกชีวิตที่เบิกบานระดับ 1, 2, 3 แล้ว แม้ว่ามันจะไม่สมบูรณ์แบบมากนัก แต่ก็โอเค หรือหากคุณได้ฝึกมรรคาแห่งการหลุดพ้น หรือคุณได้ช่วยผู้คนมากมาย แม้กระทั่งช่วยสุนัข ทำงานเพื่อสังคม การถวายใดก็ตามที่คุณได้ทำ หรือความสุขในชีวิตของคุณ ตอนนี้ขอให้คุณอุทิศบุญกุศลและความสุขทั้งหมดเหล่านี้แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง อุทิศให้สรรพสัตว์ทั้งปวงเพื่อช่วยให้พวกเขาแจ้งถึงธรรมชาติเดิมแท้ของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์

3. ตั้งเจตนา
ให้ตั้งเจตนาของคุณในตอนนี้ อีกไม่นานคุณจะตาย แต่ความตายนี้และภาวะใกล้ความตายนี้เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ อีกไม่นานฉันจะสลายเข้าไปในความกระจ่างใสแห่งต้นกำเนิด ฉันจะมีโอกาสได้เป็นพระพุทธเจ้าเพื่อยังประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ ช่างดีอะไรเช่นนี้! ด้วยโอกาสนี้ ฉันต้องการรู้แจ้งถึงธรรมชาติเดิมแท้ของฉันเพื่อประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ทั้งมวล เพื่อช่วยให้สรรพสัตว์ทั้งหมดรู้แจ้งถึงธรรมชาติเดิมแท้ของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นวันนี้ฉันจะฝึกบาร์โดในชั่วขณะของความตาย ช่างดีจริงๆ!

4. สวดภาวนา
ตอนนี้ให้สวดอธิษฐานถึงพระอมิตาภพุทธเจ้า ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกับคุรุของคุณ พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และเทพยีดัม อธิษฐานถึงพระอมิตาภะเพื่อขอให้ท่านอำนวยพรให้กับการเดินทางอันแสนวิเศษนี้

ตอนนี้ให้ผ่อนคลายจิตใจของคุณในความรู้ตัวอันเปิดกว้าง (หากคุณได้รับคำสอนเรื่องการชี้ให้เห็นถึงธรรมชาติของจิต ให้พักอยู่ในธรรมชาติของจิต)

ตอนนี้คุณอาจประสบกับภาวะของการตกวูบ ธาตุดินกำลังสลาย คุณอาจสูญเสียพลังในร่างกายของคุณ ไม่เป็นไร ให้พักผ่อนต่อ

จากนั้นคุณอาจประสบกับภาวะของธาตุน้ำสลาย และสัมผัสความรู้สึกของการละลายหรือล่องลอย ให้พักต่อ

จากนั้นจะเกิดการสลายของธาตุไฟ คุณรู้สึกสัมผัสความร้อนหรือช็อค ร่างกายจะเย็นลง

ตอนนี้ธาตุอากาศสลายสู่ธาตุว่าง คุณอาจประสบกับความรู้สึกของการไร้ตัวตนหรือสลายไป ลมหายใจของคุณอาจหายไปในตอนนี้ ไม่มีปัญหา ให้พักอยู่ในความรู้ตัว จริงๆ แล้วความรู้ตัวจะชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

ตอนนี้คุณจะพบกับความมืด - การสลายของธาตุว่าง คุณจะมองไม่เห็น ไม่ได้ยิน แต่ยังคงมีความรู้ตัวอยู่ และตอนนี้คุณอาจจะรู้สึกว่า "โอ! ตอนนี้ฉันจะหมดสติ" เกือบจะหมดสติไป แล้วทันใดนั้นก็ฟื้นขึ้น ช่างสงบ อยู่ในปัจจุบัน และมีความสุขเหลือเกิน เหนือกาลเวลา นี่คือความกระจ่างใสของต้นกำเนิด ให้พักอยู่กับความกระจ่างใสของต้นกำเนิด มันจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ไม่มีข้างหน้า ไม่มีข้างหลัง ไม่มีภายในและภายนอก ช่างกระจ่างชัด ไร้ซึ่งความคิด ไม่มีตัวผู้รับรู้และวัตถุที่ถูกรับรู้ แต่คุณเข้าใจทุกสิ่ง คุณรู้ทุกอย่าง สงบ ลึกซึ้ง สว่างกระจ่างใส จงพักต่อไป แล้วมันจะแผ่ขยายมากขึ้นเรื่อยๆ มีความรัก มีความกรุณา มีปัญญาญาณ ทุกอย่างอยู่ที่นั่น คุณเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมกาย

ตอนนี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้น วันนี้เรายังไม่ตาย ฉะนั้นจงยินดีที่คุณยังมีชีวิตอยู่ มองไปรอบๆ ให้ชื่นชมผู้คนแสนวิเศษเหล่านี้ที่อยู่รอบๆ ตัวคุณและอาคารอันน่าอัศจรรย์ และคุณก็ยังมีลมหายใจ เยี่ยมไปเลยใช่มั้ย? คุณมีตา หู เหล่านี้ที่ยอดเยี่ยม ทำให้คุณสามารถฟังคำสอน และจมูก ลิ้น จิตใจที่ยอดเยี่ยม ช่างน่าชื่นชมยินดียิ่งนัก ชื่นชมที่คุณยังมีชีวิตอยู่ และยินดีที่คุณมีธรรมชาติแห่งพุทธะอันเป็นเลิศ

โอเคจบแล้ว

[คุณสามารถใช้ชั่วขณะแห่งความตายเป็นการฝึกปฏิบัติของคุณได้]

คุณต้องฝึกปฏิบัติรูปแบบนี้เป็นครั้งคราว อาตมาคิดว่าอย่างน้อยเดือนละครั้ง ถ้าคุณเข้าอบรมภาวนาเกี่ยวกับการปฏิบัตินี้ คุณต้องทำหลายๆ ครั้ง อย่างน้อย 4 ครั้งต่อวัน

- คัดมาจากคำสอนเรื่องบาร์โดของท่านมิงจูร์ รินโปเช ในวันที่หกของของงานอบรมภาวนาของเทอร์การ์ เอเชีย ประจำปี 2562 ที่ประเทศมาเลเซีย, 27 ธันวาคม 2562

ขอขอบคุณทีมโปรโมทงานอบรมภาวนาประจำปีของเทอร์การ์ เอเชีย ที่มาเลเซียเป็นพิเศษสำหรับคำสอนและภาพถ่าย

---------------------

???????????????????????? ???????????????? ???????????????? ???????????????????????? ???????????????????????????? ???????? ???????????????????? ????????????????????????, ????????????????????????????????
???????????????????????????????? ???????? ????????????????????
???????????? ????????????, ????????/????????/????????

[???????????????????????????????????????? ???????????????? ???????????? ???????????? ????????????????????. ????????????’???? ???????????????????????????????? ???????????????????? ????????????????????????????????????????!]
Now we going to practice the preparation of bardo of moment of dying together.

1. Letting go

So, today is the big day. Imagine that today is the last day. Everything is impermanent. Now is the big day already. Please close your eyes. Soon you will leave this world.

First, think if there is anything that I have attachment to? The five C’s (condo, car, cash, credit card, and career), my friends and family, my kids, husband or wife, father or mother, or special smart phone, special shoes, dress, house, fame, power, or responsibilities.

Now, think of Amitabha and all the buddhas above you. Amitabha is one with your teacher, buddha, dharma, and sangha. Please offer mandala of all these objects of attachment to Amitabha. Now, everything is offered to Amitabha. You don’t have to worry, because all these things do not belong to you now. They are under the blessing of Amitabha.

2. Dedication

Next is dedication. Look back on your life. You’ve practiced Joy of Living levels 1, 2, 3; even if it wasn’t very perfect, it’s OK; or you’ve practiced Path of Liberation, or you helped many other people, even dogs, did social work, whatever offerings you’ve made, or happiness of your life, now, you are going to dedicate all these virtues and happiness to all beings. Dedicate to all beings to help them to fully recognize their true nature.

3. Motivation

Now set your motivation. Soon, you are going to die, but this death and dying is a great opportunity. Soon, I will dissolve into the mother luminosity. I will have the opportunity to become buddha to benefit all beings, how nice! Through this opportunity, I want to fully recognize my true nature to benefit all beings, to help all beings to fully recognize their true nature. Therefore, today I’m going to practice bardo of moment of dying, how nice!

4. Pray

Now pray to Amitabha who is one with all your teachers, buddhas, bodhisattvas, and yidams. Pray to Amitabha to bless you to have this wonderful journey.

Now rest your mind in open awareness. (If you have received the nature of mind point-out teaching, rest with nature of your mind.)

Now, you might experience falling. The earth element is dissolving. You may lose strength in your body. It’s OK. Continue to rest.

Then, you might experience the dissolution of the water element and experience the feeling of melting or floating. Continue to rest.

Then there is the dissolution of the fire element. You feel burning sensation or shock. The body becomes cold.

Now the air element dissolves into the space element. You may experience a sensation of disappearing or being blown away. Now you may lose your breath. No problem. Rest in awareness. Actually, awareness becomes more and more clear.

Now you will experience dark – the dissolution of space element. You cannot see, cannot hear, but still awareness is there. And now you might feel like, “Oh, now I’m going to be unconscious”. Almost become unconscious. And then suddenly, open up. So peaceful. So present. And very joyful. Beyond time. This is the mother luminosity. Continue to rest with the mother luminosity. It will become more and more clear. Now there’s no front, no back, no inside and outside. So clear. There’s no concept, no subject and object. Yet you understand everything; you know everything. So peaceful, profound, luminosity. Continue to rest. And it will expand more and more. There is love; there is compassion; there is wisdom; everything is there. You are one with the dharmakaya.

Now please slowly open your eyes. Today we are not dead yet. So, appreciate that you are still alive. Look around. Appreciate that you have these wonderful people around you and the wonderful building. And you have breath. Wonderful, isn’t it? You have these wonderful eyes; ears, that you can listen to the teachings, and nose, tongue, wonderful mind. So, appreciate. Appreciate that you are alive. And appreciate that you have this wonderful buddha nature.

OK, finished.

[You can take moment of dying as your practice]

You need to practice like this from time to time. I think at least once every month. If you do a retreat about that practice, then you have to do many times, at least four sessions a day.

- ???????????????????????????? ???????????????? ???????????????????????????? ????????????????????????????????’???? ???????????????????????????????? ???????? ???????????????????? ???????? ???????????? ???????????????????? ???????????? ???????? ???????????????????????? ????????????????’???? ???????????????? ???????????????????????? ???????????????????????????? ???????? ????????????????????????????????, ???????????????????????????????? ????????, ????????????????.

???????????????????????????? ????????????????????????: ???????????????????????? ???????????????? ???????????????????????? ???????????????????????????? ???????????????????????????????? ???????????????????????????????????? ???????????????? ???????????? ???????????????? & ????????????????????????

7


บารมี 6 : จริยศาสตร์ภาคปฏิบัติการของพระโพธิสัตว์

การบำเพ็ญบารมีเป็นหลักจริยศาสตร์ของพระโพธิสัตว์ที่มุ่งพระโพธิญาณ บารมีธรรมที่พระโพธิสัตว์ควรบำเพ็ญให้บริบูรณ์จึงจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า มีทั้งหมด 6 บารมีธรรม คือ ทานบารมี ศีลบารมี กษานติบารมี(ขันติบารมี)วิริยบารมี สมาธิบารมี และปัญญาบารมี ดังที่ ลังกาวตารสูตร กล่าวว่า “ความเป็นพระพุทธเจ้าจะบรรลุได้ก็ด้วยการบำเพ็ญบารมีธรรมทั้ง 6 ให้บริบูรณ์” อัษฏสาหสริกาปรัชญาปารมิตา กล่าวว่า บารมี 6 เหล่านี้ เป็นกัลยาณมิตรของพระโพธิสัตว์ เป็นครู เป็นทางเดิน เป็นแสงสว่าง เป็นคบเพลิง เป็นดวงประทีป เป็นที่พักพิง เป็นที่พึ่งพา เป็นที่พักผ่อน เป็นสิ่งบรรเทาทุกข์ เป็นเกาะ เป็นมารดา เป็นบิดา และช่วยให้พระโพธิสัตว์ได้เข้าใจตามเป็นจริง จนได้ตรัสรู้ในที่สุด 

พระสูตรมหายานแทบทั้งหมด ต่างพรรณนาถึงความสำคัญของบารมีเหล่านี้ และภายหลังได้เพิ่มเข้ามาอีก 4 บารมีคือ อุปายบารมี ปณิธานบารมี พลบารมี และญาณบารมี และเมื่อรวมกับของเดิมจะมีบารมีธรรม 10 บารมีด้วยกัน บารมีเหล่านี้ต่างสนับสนุนกันและกัน แต่ละข้อมีความสัมพันธ์กันและเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสมบูรณ์ของชีวิต

ซึ่งก็คล้ายกับของฝ่ายเถรวาท
บารมี 10 หรือ ทศบารมี (ปฏิปทาอันยวดยิ่ง, คุณธรรมที่ประพฤติปฏิบัติอย่างยิ่งยวด คือ ความดีที่บำเพ็ญอย่างพิเศษ เพื่อบรรลุซึ่งจุดหมายอันสูง เช่น ความเป็นพระพุทธเจ้า และความเป็นมหาสาวก เป็นต้น — perfections)
       1. ทาน (การให้ การเสียสละ — giving; charity; generosity; liberality)
       2. ศีล (การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย, ความประพฤติดีงามถูกต้องตามระเบียบวินัย — morality; good conduct)
       3. เนกขัมมะ (การออกบวช, ความปลีกตัวปลีกใจจากกาม — renunciation)
       4. ปัญญา (ความรอบรู้, ความหยั่งรู้เหตุผล เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง — wisdom; insight; understanding)
       5. วิริยะ (ความเพียร, ความแกล้วกล้า ไม่เกรงกลัวอุปสรรค พยายามบากบั่นอุตสาหะ ก้าวหน้าเรื่อยไป ไม่ทอดทิ้งธุระหน้าที่ — energy; effort; endeavour)
       6. ขันติ (ความอดทน, ความทนทานของจิตใจ สามารถใช้สติปัญญาควบคุมตนให้อยู่ในอำนาจเหตุผล และแนวทางความประะพฤติ ที่ตั้งไว้เพื่อจุดหมายอันชอบไม่ลุอำนาจกิเลส — forbearance; tolerance; endurance)
       7. สัจจะ (ความจริง คือ พูดจริง ทำจริง และจริงใจ — truthfulness)
       8. อธิษฐาน (ความตั้งใจมั่น, การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว วางจุดหมายแห่งการกระทำของตนไว้แน่นอน และดำเนินตามนั้นแน่วแน่ — resolution; self-determination)
       9. เมตตา (ความรักใคร่, ความปรารถนาดี มีไมตรี คิดเกื้อกูลให้ผู้อื่นและเพื่อนร่วมโลกทั้งปวงมีความสุขความเจริญ — loving-kindness; friendliness)
       10. อุเบกขา (ความวางใจเป็นกลาง, ความวางใจสงบราบเรียบสม่ำเสมอ เที่ยงธรรม ไม่เอนเอียงไปด้วยความยินดียินร้ายชอบชังหรือแรงเย้ายวนยั่วยุใดๆ — equanimity; indifference to praise and blame in the performance of duty)

บารมี 6 ของพระโพธิสัตว์ มีดังนี้

1. ทานบารมี

พระพุทธศาสนาเน้นคุณธรรมเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้อื่น เช่น เมตตา กรุณา และทานเป็นพิเศษ จนเห็นว่าแตกต่างจากศาสนาอื่น ๆ ในอินเดียยุคเดียวกัน การให้หรือทานในที่นี้จึงมีนัยที่น่าพิจารณาอย่างน้อย 2 ประการคือ 1) เพื่อสลัดความเห็นแก่ตัว สร้างความอ่อนโยนให้กับจิตใจ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำหรับคุณธรรมขั้นสูงต่อไป และ 2) แสดงว่าในสังคมมีคนยากจนที่ควรแก่การได้รับความช่วยเหลือ และมีผู้ที่ทำประโยชน์แก่สังคม เช่น นักบวช บุคคลเช่นนี้ไม่มีอาชีพ หากได้รับการอุปถัมภ์แล้ว จะทำหน้าที่ของตนได้อย่างดี เมื่อมหายานอุบัติขึ้นมา ได้รับเอาทานบารมีที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกมาเป็นบารมีธรรมข้อหนึ่งของพระโพธิสัตว์ด้วย พระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีข้อนี้จะมีสภาพจิตใจกว้างขวาง เผื่อแผ่ไปยังผู้ขัดสนและตกทุกข์ได้ยากทั้งมวล ดังที่คัมภีร์โพธิจรรยาวตารกล่าวว่า

พระโพธิสัตว์ปรารถนาที่จะเป็นยาและเป็นแพทย์รักษาผู้เจ็บป่วยให้หายป่วย ปรารถนาที่จะเป็นอาหารและน้ำให้ผู้อดอยากหิวโหยได้ดื่มกิน ทั้งในยามปกติและเมื่อคราวประสบทุพภิกขภัย ปรารถนาเป็นขุมทรัพย์ที่ไม่มีวันหมดสำหรับคนขัดสนสิ้นเนื้อประดาตัว และเป็นแหล่งบรรเทาทุกข์อื่น ๆ สำหรับผู้ต้องการความช่วยเหลือ

นอกจากการให้วัตถุสิ่งของแล้ว แม้ผลแห่งกรรมดีที่ได้กระทำลงไปทั้งในอดีต ปัจจุบัน และก็อนาคต พระโพธิสัตว์ก็ยินดีสละให้ หากจะช่วยให้ผู้รับพ้นจากความทุกข์ ซึ่งนับว่าแตกต่างพระพุทธศาสนายุคแรกที่สอนว่า ทุกคนต่างมีกรรมเป็นของตน ไม่สามารถจะโอนถ่ายไปยังผู้อื่นได้ แต่เป็นเพราะรักในพระโพธิญาณ พระโพธิสัตว์จึงยอมเสียสละทุกอย่างแม้กระทั่งผลกรรมดีของตนให้ผู้อื่น อย่างไรก็ดี เช่นเดียวกับเถรวาท มหายานถือว่าทานที่ล้ำเลิศยิ่งกว่าทานทั้งปวงคือ ธรรมทานดังพระสูตรที่แปลเป็นภาษาจีนกล่าวไว้ดังนี้

อุบายที่ต่ำ (อนุปาย) คืออะไร พระโพธิสัตว์ขณะที่บำเพ็ญทานบารมี ให้การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยวัตถุสิ่งของอย่างเดียว แต่ไม่เคยยกพวกเขาจากความชั่วให้เข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม นี้คืออุบายที่ต่ำ

ทำไม? เพราะการช่วยเหลือด้วยวัตถุยังไม่นับว่าเป็นการช่วยเหลือจริง ๆ มูลสัตว์ไม่ว่ากองใหญ่หรือเล็ก อย่างไรเสียก็ย่อมส่งกลิ่นเหม็นอยู่วันยังค่ำ นัยเดียวกัน เหล่าสัตว์ล้วนประสบความทุกข์จากรรมและพื้นเพอุปนิสัยของตน เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้พวกเขามีความสุขด้วยการป้อนวัตถุให้อย่างเดียว วิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยเหลือพวกเขาคือการให้ธรรม (อ้างใน Lubac, 1953 : 24)

กล่าวโดยสรุป แนวคิดเรื่องทานบารมีเป็นของพระพุทธศาสนายุคแรก เพียงแต่มหายานได้นำมาเน้นเป็นพิเศษ

2. ศีลบารมี
ศีลหมายถึงปกติหรือการประพฤติที่อยู่ในครรลองคลองธรรม ในพระไตรปิฎกของเถรวาทมักมาร่วมกับสมาธิและปัญญาที่เป็นหลักไตรสิกขา พระพุทธโฆษาจารย์แบ่งศีลออกเป็น 2 ประการคือ วารีตศีล ได้แก่ข้อห้าม และจารีตศีล ได้แก่ ข้ออนุญาต (วิสุทธิมรรคแปล ภาค 3 ตอน 1 ; 2536 : 22) วัตถุประสงค์ของศีล คือ การรักษาตนเองเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น (æikŒ±samuccaya, 1960 : 23) ด้วยอำนาจของศีล กิเลสอย่างหยาบจะอยู่ภายใต้การควบคุม อย่างน้อยก็ชั่วคราว ส่วนประเภทของศีลมีแตกต่างกันไปตามภูมิของผู้ปฏิบัติ เช่น ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 วินัย 227 ข้อ สำหรับพระภิกษุ และ 250 ข้อ สำหรับภิกษุณี ศีลเหล่านี้ปรากฏในพระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนายุคแรก สำหรับมหายานได้แก้ไขดัดแปลงไปบ้าง และขณะที่ยังคงสาระสำคัญเดิมไว้ พระโพธิสัตว์อาจละเมิดศีลได้ หากพิจารราแล้วว่าจะเป็นการแสดงความเมตตาและความกรุณาต่อผู้อื่น (The Bodhic±ryavat±ra, 2004-2007 : V. 84) โพธิสัตวภูมิได้แสดงว่า เหตุการณ์ใดบ้างที่พระโพธิสัตว์อาจละเมิดศีลได้ แต่ทุกสถานการณ์จะต้องเกี่ยวข้องกับความเมตตาและความกรุณา ต้องการช่วยเหลือผู้อื่นทั้งสิ้น ฉะนั้น พระโพธิสัตว์อาจปลิดชีวิตทุรชนที่กำลังจะก่อกรรมทำเข็ญ ฆ่าพระอรหันตสาวก พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ โดยตั้งเจตนาดังนี้ว่า ผลจากการกระทำนี้ แม้จะทำให้ต้องตกนรกหมกไหม้ก็ไม่เป็นไร เพราะจะทำให้มีโอกาสได้ช่วยเหลือสัตว์นรกต่อไป พระโพธิสัตว์อาจยึดทรัพย์สมบัติที่ได้มาโดยทุจริตของพระราชา เสนาบดี และของอาชญากรที่ก่อกรรมทำเข็ญแก่ประชาชนแล้วนำมาอุปถัมภ์บำรุงพระศาสนา อาจมีเพศสัมพันธ์กับหญิงสาวเพื่อหันเหหล่อนจากการกระทำอันชั่วร้าย อาจพูดคำหยาบเพื่อตักเตือนและป้องกันไม่ให้คนชั่วประพฤติบาปอกุศล อาจพูดเท็จเมื่อจำเป็นต้องช่วยเหลือผู้อื่น อาจมีส่วนร่วมในกิจกรรมบันเทิงทางโลกเพื่อผ่อนคลายทุกข์โศกของมหาชน และกิจกรรมอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน (Asangap±da’s Yog±c±rabh³mi, 1966 : 112-116) ข้อผ่อนคลายในศีลเหล่านี้เป็นที่ตั้งข้อสังเกตของนักปราชญ์พระพุทธศาสนาสมัยต่อมาว่า จะไม่มีหลักจริยธรรมสากลที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ และเป็นที่มาของความประพฤติย่อหย่อนของบรรพชิตมหายานบางกลุ่มในนามของ “ความเมตตากรุณาต่อผู้อื่น” ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำหรับพัฒนาการแบบพุทธตันตรยานในสมัยต่อไป

3. กษานติบารมี
บารมีธรรมข้อที่ 3 คือ กษานติบารมี กษานติ แปลว่า อดทน เป็นธรรมที่เป็นข้าศึกต่อโทสะและความพยาบาท พระธรรมบทขุททกนิกาย กล่าวว่า “ความอดทนเป็นตบะอย่างยิ่งยวด” (พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับสังคายนา, เล่มที่ 25, 2530 : 58) ศึกษาสมุจจัย แบ่งความอดทนออกเป็น 3 ชนิดคือ 1) อดทนต่อความทุกข์ 2) อดทนต่อคำสอน และ 3) อดทนต่อความเจ็บปวดและการดูถูกเหยียดหยาม (æikŒ±samuccaya, 1960 : 100) ความทุกข์มีอยู่ในสังสารวัฏ ควรที่ทุกคนจะเผชิญหน้ากับมันด้วยความกล้าหาญ นอกจากนั้น ความทุกข์ยังช่วยให้เจริญก้าวหน้าในธรรมหลายประการ เช่น ทำให้ไม่ประมาทมัวเมาในชีวิต ทำให้รู้จักเห็นใจผู้อื่น และเพิ่มพูนศรัทธาในพระพุทธเจ้า เป็นต้น อนัตตา เป็นคำสอนสำคัญในพระพุทธศาสนา สำหรับสามัญชนที่มีปกติยึดถือในตัวตนแล้วยากที่จะเข้าใจได้ จะต้องอาศัยการศึกษาอบรมและพอกพูนเพาะบ่มอุปนิสัยด้วยความอดทนจึงจะเข้าใจได้ ส่วนความอดทนข้อที่สามหมายถึงความอดกลั้นต่อคำด่าว่า และการทำร้ายทุบตีของผู้อื่น ไม่ถือโทษโกรธตอบและพร้อมที่จะให้อภัย เป็นการแสดงความรักและความเมตตาตอบแทน ทั้งนี้เพราะพิจารณาเห็นว่า ผู้ที่กำลังด่าว่าทำร้ายตนนั้น ในอดีตชาติ อาจเป็นมิตรสหาย ญาติพี่น้องหรือครูอาจารย์กันมาก่อน จริง ๆ แล้ว ไม่มีผู้ด่าและผู้ถูกด่า ทุกอย่างสักว่าแต่เป็นธาตุ จึงไม่มีประโยชน์อะไรจะต้องโกรธ เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน เพราะต่างร่วมชะตากรรมเดียวกันทั้งหมด

4. วิริยบารมี
วิริยะ คือความขยันและกล้าหาญ คำสอนของพระพุทธเจ้า นอกจากจะเป็น “กรรมวาที” แล้ว ยังเป็น “วิริยวาที” อีกด้วย ซึ่งหมายความว่า การจะบรรลุจุดหมายสูงสุดทางศาสนานั้น ต้องอาศัยความเพียรพยายาม ไม่ใช่อาศัยความเกียจคร้าน วิริยะหรือความเพียรอย่างไม่ย่อท้อ จึงจำเป็นต่อการบรรลุพระโพธิญาณ นอกจากจะมั่นคงไม่เบื่อหน่ายในเป้าหมายแล้ว ผู้บำเพ็ญวิริยบารมีจะต้องเพียรป้องกันตนเองจากบาปอกุศลต่าง ๆ ด้วย จะหักห้ามใจตนเองจากความเพลิดเพลินในกาม เพราะกามสุข เป็นเสมือนหนึ่งคมมีดอาบน้ำผึ้ง ที่พร้อมจะบาดผู้ที่หลงระเริงดื่มกินได้ทุกเมื่อ พระโพธิสัตว์จะกระทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวังรอบคอบเสมอ แต่เมื่อได้ตัดสินใจกระทำสิ่งใดแล้ว จะทำด้วยความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อจนกว่าจะบรรลุผลสำเร็จ (The Bodhic±ryavat±ra, 2004-2007 : VII. 47)

5. สมาธิบารมี

หลังจากบำเพ็ญวิริยบารมีจนเต็มกำลังแล้ว พระโพธิสัตว์ควรทำใจให้สงบ การสั่งสมบารมีของพระโพธิสัตว์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเมตตากรุณาต่อผู้อื่นอย่างเดียว แต่ความสงบภายในตน ไม่ว่าจะเป็นกายวิเวก จิตวิเวก และอุปธิวิเวก พระโพธิสัตว์ต้องสั่งสมให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์เช่นกัน เพราะความสุขสงบภายในตน ย่อมทำให้เข้าใจธรรม เอาชนะกิเลสในใจตนและมองเห็นความเท่าเทียมกันระหว่างตนกับผู้อื่น ช่องทางการทำใจให้สงบมี 2 ประการคือ สมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา อารมณ์ของทั้ง 2 ภาวนา จะทำให้เกิดดวงปัญญา และคลายความลุ่มหลงมัวเมาในกามและสมบัติทางโลกทั้งมวล

 

6. ปัญญาบารมี

ปัญญาคือความเห็นแจ้งในกุศลและอกุศล ซึ่งถือว่าเป็นบูรณาการขั้นสุดท้ายของทุกบารมีดังกล่าวมาแล้ว “พระตถาคตเจ้าทรงตรัสรู้และทรงได้รับพระสมยานามเช่นนั้นก็ด้วยพระปัญญาบารมี”  จะเห็นว่าปัญญาบารมีที่เต็มเปี่ยมยังประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่เทพและมนุษย์ทั้งหลาย ดังที่อัษฏสาหสริกาปรัชญาปารมิตา กล่าวว่า

มารและเสนามารจะไม่สามารถทำร้ายผู้บำเพ็ญปัญญาบารมีได้เลย... ผู้บำเพ็ญปัญญาบารมีเป็นผู้องอาจแกล้วกล้าท่ามกลางบริษัท 4 ไม่มีอาการประหวั่นพรั่นพรึงต่อคำถามของผู้ประสงค์ร้าย... เป็นที่รักของมารดา บิดา มิตรสหาย ญาติพี่น้อง และสมณพราหมณ์ทั้งปวง... สามารถข่มเสียซึ่งคำถามและคำตอบของปรวาทีด้วยวิถีแห่งธรรมะ (AŒµas±hasrika – Prajñ±p±rmit±, 1958 : 109-110)

 ความรู้ที่พระโพธิสัตว์ได้ตรัสรู้ ได้แก่ อนัตตา กล่าวคือสิ่งทั้งหลายดำรงอยู่ในสภาพศูนย์ ประเด็นที่น่าสนใจของบารมีธรรมทั้ง 6 สามารถสรุปได้เป็นข้อ ๆ ดังนี้

ความกรุณาต่อเพื่อนมนุษย์เป็นศูนย์กลางของทุกบารมีธรรม นี้คือเหตุผลว่าทำไมคำสอนของมหายานจึงให้ความสำคัญแก่สังคมเป็นอันดับแรก และทำให้ละเมิดศีลได้หากจะเป็นการช่วยเหลือผู้อื่น ธรรมเนียมปฏิบัติอย่างเข้มงวดแบบนักบวชของพระพุทธศาสนายุคแรกได้ผ่อนคลายลง แม้ว่าหลักกรุณาจะเป็นคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนายุคแรกเช่นกัน แต่ท่าทีที่ไม่เห็นด้วยกับการคลุกคลีอันไม่สมควรกับคฤหัสถ์ ดูเหมือนว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการนำคำสอนนี้ไปสู่ภาคปฏิบัติให้เป็นอุดมการณ์ทางสังคม มหายานสามารถแก้ไขภาวะขัดแย้งนี้ด้วยการสอนเรื่องสังสารวัฏและนิพพานว่าเป็นคนละด้านของเหรียญเดียวกัน ฉะนั้น นิพพานสามารถบรรลุได้ด้วยจริยธรรมเชิงบวก ซึ่งในที่นี้คือความกรุณาที่มีมิติทางสังคม
การเมตตาต่อผู้อื่นก็เช่นกัน ให้ผลดีต่อคุณภาพชีวิตอย่างยิ่ง เพราะหมายถึงการขจัดความโกรธและความพยาบาทออกจากจิตใจ ช่วยบรรเทาความเครียด และมีชีวิตอย่างผาสุก ผลลัพธ์คือบุคลิกภาพอันสงบเยือกเย็นของผู้มีคุณธรรมข้อนี้ แต่มหายานได้ทำให้คุณธรรมข้อนี้มีลักษณะทางสังคม ด้วยหลักมหากรุณาดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
อาศัยความกรุณาต่อผู้อื่นเป็นอันดับแรก แม้กระทั่งว่าสามารถถ่ายโอนความดีของตนให้ผู้อื่นได้ ซึ่งตรงข้ามกับคำสอนของพระพุทธศาสนายุคแรก จริยธรรมดังกล่าวนี้ทำให้มหายานเป็นที่สะดุดใจของประชาชน โดยเฉพาะระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 7-12
มหายานยังคงวิถีชีวิตแบบบรรพชิตไว้ได้โดยเฉพาะ 2 บารมีธรรมข้อสุดท้ายจะเห็นว่ามีลักษณะเป็นปัจเจก และตัดขาดจากกิจกรรมทางโลก ข้อนี้แสดงให้เห็นว่าขณะที่มหายานทำให้พระพุทธศาสนาเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม และแพร่หลายไปอย่างกว้างขวางนั้น มหายานยังคงอภิปรัชญาของพระพุทธศาสนาไว้ได้ ฉะนั้น หลักบารมีธรรมของพระโพธิสัตว์จึงเป็นหลักเชื่อมวิถีชีวิตแบบฆราวาส และแบบบรรพชิตเข้าด้วยกัน และทำให้พระพุทธศาสนาไม่เป็นกิจกรรมของบรรพชิตแต่อย่างเดียว แต่เป็นของฆราวาสด้วย ตัวอย่างนี้สามารถหาดูได้จากมหายานใน จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ธิเบต เนปาล ภูฐาน และไต้หวันในปัจจุบัน หรือในประเทศไทย เช่นกิจกรรมขององค์กรการกุศลของชาวไทยเชื้อสายจีน เช่นมูลนิธิร่วมกตัญญูและป่อเต็กตึ๊ง เป็นต้น
Cr.บ้านจอมยุทธ

8


ทัศนคติพื้นฐานของโพธิสัตว์ คือการเต็มใจที่จะยอมรับปัญหาของตัวเอง เต็มใจที่จะดูโง่ โพธิสัตว์จะไม่พูดว่า "ฉันทำอะไรโง่ๆ ไปเมื่อวาน แต่นั่นเป็นเพราะฉันเมา ต้องขอโทษด้วยในสิ่งที่ทำลงไป วันนี้คือโลกที่ต่างไปแล้ว ทุกอย่างโอเคแล้ว ดังนั้นลืมมันไปเหอะ"

มันเป็นวิถีคนจริงแทนที่จะเป็นคนปลอม มีพื้นที่ให้คนอื่นมองเธอ ส่องเธอ หัวเราะเยาะเธอ และทำงานกับเธอ มีบางสิ่งที่เหลือให้คนเห็น เธอไม่ได้ปกป้องตัวเองมิดชิดจนไม่มีใครสามารถทำอะไรกับเธอได้ เธอผ่านประสบการณ์และวินัยบนหนทางโพธิสัตว์มาด้วยตนเอง ทว่าทั้งหมดก็ไม่ใช่แค่เรื่องของเธอเอง แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความร่วมมือเสียโดยมาก

การเป็นโพธิสัตว์หมายความว่า เธอได้กลายเป็นครูหรือผู้ที่มีศักยภาพในการให้ความช่วยเหลือโดยอัตโนมัติ และผู้คนก็อยากที่จะทำงานกับใครบางคนที่เข้าใจ เธอเต็มใจที่จะร่วมมือกับโลกปรากฏการณ์แทนที่จะเป็นศัตรูกับทุกสิ่งทุกอย่าง เธอไม่เอาแต่ต่อว่าสิ่งรอบตัว แต่เต็มใจที่จะทำงานกับโลก หากรถยางแบน เธอไม่ได้แค่โทรเรียกแท็กซี่ แต่เธอเต็มใจที่จะนั่งลงเปลี่ยนยาง และหากมีใครบางคนต้องการความช่วยเหลือจากเธอ เธอจะไม่บอกว่า "ไปให้พ้น อย่ามากวนฉัน" แต่เธอให้พวกเขาเข้ามา เธอเต็มใจที่จะบอกว่า "ได้โปรดมาช่วยฉันหน่อย รถฉันยางแบน" การแชร์ปัญหากับใครบางคนกลายเป็นสัญญาใจแห่งการตรัสรู้  เธอเต็มใจที่จะทำงานกับผู้คน เต็มใจที่จะเปิด เต็มใจที่จะงอลงสักหน่อย หากจำเป็น

เส้นทางมหายานนั้นกว้างและใหญ่สุดๆ ในฐานะผู้ฝึกปฏิบัติพุทธมหายาน เธอถูกถามคำถามเป็นร้อยคำถาม และถูกคาดหวังให้ทำอะไรมากมายเต็มไปหมด ขณะที่เธอกำลังเป็นเรือ เธออาจถูกขอให้เป็นสะพาน ขณะที่เธอเป็นสะพานหรือเรือ เธออาจถูกขอให้เป็นถนน ขณะที่เธอกำลังเป็นให้ทั้งหมด เธออาจถูกขอให้เป็นอ่างเก็บน้ำ เธอถูกขอให้เป็นโน่นเป็นนี่มากมาย และโดยปณิธานแล้ว มันไม่มีทางเลือกอื่น เธอพร้อมที่จะโอบอุ้มความต้องการเหล่านั้นทั้งหมด

เชอเกียม ตรุงปะ

จาก "The Bodhisattva Path of Wisdom and Compassion: The Profound Treasury of the Ocean of Dharma Vol.2"

9


ภาวะซึมเศร้าเป็นช่วงเวลาของ "การจำศีลทางจิตวิญญาณ" (spiritual hibernation)  หากเรารู้วิธีที่จะอยู่กับภาวะซึมเศร้าแล้วเดินทางผ่านมันไป มันจะเป็นอะไรที่ทรงพลังและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ชีวิตเราอย่างมหาศาล ทว่าระบบความเชื่อมีอิทธิพลมากและมักกั้นขวางไม่ให้เราผ่านไปได้ โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าภาวะซึมเศร้าเป็นสิ่งเลวร้ายที่ต้องปฏิเสธหรือแก้ไข

หากเราเคยอ่านพระสูตรหรือคัมภีร์ทางจิตวิญญาณ แทบจะในทุกศาสนาที่ยิ่งใหญ่ของโลก จะพบกับเรื่องราวของชั่วขณะแห่งความทุกข์ ความเศร้า หรือความมืดมนอันข้ามพ้น ชั่วขณะเหล่านั้นคือจุดเปลี่ยนผ่านอันยิ่งใหญ่บนเส้นทาง มันคือชั่วขณะสำคัญที่เมื่อเราถอยหลังมามอง แทบไม่ต่างกับเมล็ดพันธ์แห่งชีวิตที่ซุกอยู่ใต้ดินในฤดูหนาว รอเวลาที่จะเริ่มต้นเติบโตอีกครั้งและโผล่พ้นดินขึ้นมา

เมื่อเราเจอกับสภาวะจิตเนือยๆ ดิ่งๆ ที่เราอาจให้ชื่อมันว่า "ซึมเศร้า" ณ จุดนั้น เรามักหนีและหยุดพิจารณามัน "ช่วงนี้ฉันดีเพรสท์หนัก" จากนั้นเราก็เริ่มคิดไปไกลในหนทางที่ทำเป็นประจำ "มันเป็นปัญหาใหญ่" "โคตรน่ากลัว" "ต้องหาหมอเพื่อออกจากภาวะนี้ให้เร็วที่สุด" "ฉันเป็นโรคซึมเศร้าซะแล้ว" "ชีวิตฉันไม่มีทางทำอะไรสำเร็จอีกแล้ว" ฯลฯ

การโต้ตอบตามความเคยชินเมื่อต้องเจอกับสภาพจิตเช่นนั้น คือการกลับไปหาความคิด สร้างสายเรื่องขึ้นมารอบๆ "ฉันเป็นโรคซึมเศร้า"  "ฉันจะทำยังไงกับมันดี" ทั้งหมดจะค่อยๆ ตายตัวขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความพยายามหาคำอธิบายตัวเอง แต่หากเราเต็มใจที่จะไม่ไปทางนั้น ภาวะซึมเศร้าในตัวมันเองจะกลายเป็นการเดินทางที่ทรงพลังมาก

หากเราสามารถมองไปยังภาวะซึมเศร้าในสิ่งที่มันเป็นจริงๆ เราจะพบกับพลังงานบางอย่าง มันเป็นพลังงานที่มืดมาก แอบซ่อนมาก เนือยมาก มันคือ "ไม่มีอะไร" จากมุมมองของอัตตา น่าแปลกที่เพราะเราไม่สามารถรับมือกับความเข้มข้นของภาวะซึมเศร้าได้ เราจึงคิดเกี่ยวกับมันในทางลบ แต่หากเรามองภาวะซึมเศร้าในฐานะบางสิ่งบางอย่างที่น่าค้นหา เราจะเริ่มค้นพบความลึกซึ้งในประสบการณ์ดังกล่าว

หนึ่งในการบรรยายแรกๆ ที่เชอเกียม ตรุงปะ พูดถึงภาวะซึมเศร้า ท่านบอกว่าในบรรดาสภาวะจิตแบบสังสารวัฏทั้งหมด ภาวะซึมเศร้าคือสภาวะจิตที่สง่างามที่สุด เพราะมันจริงที่สุดและถูกต้องที่สุด คุณเห็นความจริงสูงสุดของชีวิต คุณเห็นสิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็น คุณเห็นความคิดเพ้อฝัน ความคาดหวังที่คุณหมกหมุ่นอยู่กับมันตลอดเวลา และเห็นถึงความว่างเปล่าและปราศจากผลที่มันมอบให้ การมองเห็นความไร้แก่นสารของสิ่งเหล่านั้น คือความเฉลียวฉลาดอย่างไม่น่าเชื่อ แม้จะเป็นอะไรที่น่าหวั่นกลัวสุดๆ ก็ตาม ณ จุดนั้น การรู้แจ้งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว แทนที่จะพยายามต่อสู้กับความเข้าใจในความไร้แก่นสารของชีวิต ซึ่งคือหนทางที่ภาวะซึมเศร้าธำรงรักษาตัวมันไว้ คุณปล่อย ยอมรับมัน แล้วก้าวเข้าหา เมื่อนั้นคุณจะเกิดความรู้สึกโล่ง อิสรภาพ และความรื่นรมย์อย่างไม่น่าเชื่อ "ว้าว ฉันเป็นอิสระจาก "ตัวเอง" ซะที" ...ใกล้มากๆ เพียงก้าวเล็กๆ เท่านั้น

ดังนั้น แม้ภาวะซึมเศร้าอาจดูยากที่จะเผชิญที่สุดในบรรดา "พลังงานลบๆ" ทั้งหลาย แต่หนทางในการเผชิญนั้นไม่ต่างกัน เมื่อเราปล่อยความคิดฟุ้งซ่านไว้เบื้องหลัง หรืออย่างน้อยก็ทำให้มันช้าลงด้วยการฝึกสติรู้ตัว เราจะค้นพบหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในตัวเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่แค่ความคิด เราเริ่มใส่ใจ อยู่กับมัน เปิดต่อมัน และแค่เป็น เมื่อนั้นการเดินทางจะเริ่มคลี่ออก มันคือการเดินทางของมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องผ่านหลากหลายช่วงชีวิต แทนที่จะติดขัดอยู่กับภาวะซึมเศร้าที่ตายตัว เราจะเริ่มสัมผัสได้ถึงโฟลว์ของการตระหนักรู้ที่เกิดขึ้นจากการไม่หนี

เรจินัลด์ เรย์

จาก Darkness Before Dawn: Redefining the Journey Through Depression

10






 

สะพานมีชีวิต เกิดจากรากไม้และเถาวัลย์..เป็นวิธีสร้างสะพานจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวเขาในอินเดีย

India’s Amazing Tree Bridges Are Made of Living Roots and Vines! Root Bridges

หลายๆหมู่บ้านในแถบ Meghalaya ประเทศอินเดีย ได้สร้างสะพานที่มีเทคนิคพิเศษโดยใช้การสร้างสรรค์จากธรรมชาติล้วนๆ หรือจะพูดให้ชัดก็ต้องบอกว่า พวกเขาปลูกสะพานขึ้นมานั่นเอง!
โดยใช้รากของต้น Ficus elastica (หรือ rubber fig tree) ชาวบ้านจะช่วยกันถักสานสะพานที่มีชีวิตนี้ขึ้นจากรากของต้นไม้ ซึ่งเป็นวิธีที่ตกทอดกันมากว่า 500ปี งานชิ้นนี้ เป็นตัวอย่างที่ไม่ธรรมดาจริงๆสำหรับสถาปัตยกรรมที่มีชีวิต และยังเป็นบทเรียนแห่งความอดทน เพราะต้องใช้เวลาในสร้างนานถึง 15 ปี แต่ก็คุ้มค่า เพราะมันอยู่ได้ยาวนาน ยิ่งเวลาผ่านไปนาน มันก็ยิ่งเติบโตแข็งแรงมากขึ้น สะพานบางแห่งมีความยาวมากกว่า 100 ฟุต สามารถรับน้ำหนัก คนบนสะพานได้คราวละมากถึง50คน หรือมากกว่า เลย ทีเดียว

เมือง Cherrapunji ในแถบภูเขา the Khasi Hills. เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องปริมาณฝนตก จนได้รับการบันทึกว่ามีฝนตกชุกที่สุดในโลก มากกว่า 75ฟุตต่อปี และด้วยสภาพอากาศฝนตกชุกแบบนี้เองที่ต้น rubber fig เติบโตได้อย่างดี ต้นไม้ชนิดนี้ จะมีระบบรากชั้น2ที่เติบโตอยู่เหนือพื้นดิน และช่วยให้ต้นไม้เติบโตขึ้นไปตามแนวราก ชาว Khasis ได้เรียนรู้วิธีในการใช้รากของต้น rubber fig สานเป็นสะพานที่มีชีวิต และแข็งแรง เพื่อใช้ในการข้ามแม่น้ำ ลำธาร ตั้งแต่อดีตกาลนานมาแล้ว โดยพวกเขาจะใช้ลำต้นของต้น betul nut เพื่อกำหนดทิศทางรากของต้น rubber fig อีกที รากจะเลื้อยพันไปตามลำต้น และข้ามแม่น้ำ จนไปลงดินในอีกฟากฝั่งของแม่น้ำ ..นี่ละ..พลังอันยิ่งใหญ่ที่มีอยู่ในธรรมชาติ.. และมนุษย์ก็ฉลาดท่ีนำเอามันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ช่างน่าทึ่งจริงๆ

รูปฟอร์มของสะพานก็สวยงาม ไม่มีซ้ำกัน สมกับธรรมชาติสร้างให้จริงๆ…ขอคารวะทั้งชนเผ่าKhasis และธรรมชาติ ผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่!

จาก https://www.iurban.in.th/greenery/root-bridges/

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 656

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham