Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - sithiphong

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 699
1
.
พ่อแม่ไม่ใช่อรหันต์ของลูก
.
มารดาบิดาเปรียบดังพรหมของบุตรทั้งหลาย วันที่ 18/08/2012   20:35:40
ที่มา watsaladaeng
.
พรหมสูตร ว่าด้วย มารดาบิดาเปรียบดังพรหมของบุตร   
.
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกกนิบาต ปฐมปัณณาสก เทวทูตวัคควัณณา
.
พระศาสดา ตรัสว่า
.
         ดูกรภิกษุทั้งหลาย สกุลใดบุตรบูชามารดาบิดาในเรือนของตน สกุลนั้นมีพรหม
สกุลใดบุตรบูชามารดาบิดาในเรือนของตน สกุลนั้นมีบุรพาจารย์
สกุลใดบุตรบูชามารดาบิดาในเรือนของตน สกุลนั้นมีอาหุไนยบุคคล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่าพรหมนี้ เป็นชื่อของมารดาและบิดา
คำว่าบุรพาจารย์นี้ เป็นชื่อของมารดาและบิดา
คำว่าอาหุไนยบุคคลนี้ เป็นชื่อของมารดาและบิดา
.
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมารดาบิดาเป็นผู้มีอุปการะมาก บำรุงเลี้ยง และแสดงโลกนี้แก่บุตร ฯ
ดังนี้แล้วได้ตรัสคาถาเหล่านี้ว่า
.
 มารดาบิดาผู้อนุเคราะห์บุตร ท่านเรียกว่าพรหม
 ท่านเรียกว่าบุรพาจารย์ และท่านเรียกว่าอาหุไนยบุคคล
  เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงนมัสการและสักการะมารดาบิดานั้น
  ด้วยข้าว ด้วยน้ำ ด้วยผ้า ด้วยที่นอน ด้วยการอบกลิ่น ด้วยการให้อาบน้ำ
  และด้วยการล้างเท้าทั้งสอง เพราะการปรนนิบัติในมารดาบิดา นั้นแล
  บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญเขาในโลกนี้เอง เขาละไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ ฯ(ปฐยาวัตร)
.
อรรถาธิบาย1
.
         คำว่า มารดาบิดานั้น ได้แก่ ผู้ให้กำเนิดแก่บุตร หรือผู้ยังบุตรให้เกิด คือผู้ให้ดื่มเลือดอันเกิดแต่อก ก็หรือว่าเป็นผู้แสดงอ้างอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ และน่าพอใจอันเป็นไปในโลกนี้แก่บุตร ชื่อว่าเป็นผู้แสดงโลกนี้แก่บุตร
.
         คำว่า ผู้อนุเคราะห์บุตร ได้แก่ เป็นผู้บำรุงเลียง คือเฝ้าประคบประหงมบุตร  จำเดิมแต่กาลที่บุตรยังอยู่ในครรภ์ ย่อมให้เครื่องบริหารครรภ์ตลอดเดือนทั้งหลาย ๑๐
.
         คำว่า พรหม ได้แก่ มารดาบิดานั้น ท่านเปรียบดังพรหมของบุตร ด้วยว่าท้าวมหาพรหมย่อมไม่ละภาวนา ๔  คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาอันเป็นไปในสัตว์ทั้งหลายฉันใด มารดาบิดาทั้งหลายย่อมเป็นผู้ไม่ละจากภาวนาทั้ง ๔ อันเป็นไปในบุตรทั้งหลายฉันนั้นเหมือนกัน ก็เพราะเหตุใดเล่า มีอรรถาธิบายดังนี้
.
         ในกาลที่บุตรยังอยู่ในท้อง มารดาบิดาย่อมเกิดเมตตาจิตอย่างนี้ว่า เมื่อไรหนอ เราจักได้เห็นบุตรน้อยปลอดภัย มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบบริบูรณ์ ดังนี้ชื่อว่ามารดาบิดาทั้งหลายประกอบด้วยเมตตาจิตอันเป็นไปในบุตรทั้งหลาย
.
         ในกาลใดบุตรน้อยนั้นยังเยาว์ นอนแบเบาะ มีเลือดไรไต่ตอมหรือนอนกระสับกระส่าย ส่งเสียงร้องจ้าอยู่ ในกาลนั้น มารดาบิดาครั้นได้ยินเสียงบุตรนั้นย่อมเกิดความกรุณาที่จะปกป้องปัดเป่าความไม่สะบายกายความไม่สะบายใจนั้นแก่บุตร ดังนี้ชื่อว่ามารดาบิดาทั้งหลายประกอบด้วยกรุณาจิตอันเป็นไปในบุตรทั้งหลาย
.
         ในกาลใดบุตรไปได้ด้วยเท้าวิ่งเล่นไปมาอยู่บ้าง ก็หรือว่าในกาลใดบุตรทั้งหลายตั้งอยู่ในวัยหนุ่มวัยสาวท่องเที่ยวไปอยู่บ้าง ในกาลนั้นมารดาบิดามองดูบุตรทั้งหลายแล้ว ย่อมมีจิตอ่อนไหว บันเทิง รื่นเริงใจ เหมือนกับสำลีและปุยนุ่นที่เขายีตั้ง ๑๐๐ ครั้ง หย่อนลงในฟองเนยใส ดังนี้ชื่อว่ามารดาบิดาทั้งหลายประกอบด้วยมุทิตาจิตอันเป็นไปในบุตรทั้งหลาย
.
         อีกอย่างหนึ่ง ในกาลใดแลบุตรทั้งหลายเป็นผู้มีครอบครัวแล้ว แยกเรือนออกไปอยู่  ในกาลนั้นมารดาบิดาทั้งหลายย่อมเกิดความวางใจว่าอย่างนี้ว่า บุตรของเราอาจจะสามารถเพื่ออันจักเป็นอยู่ได้ตามลำพังตามธรรมดาแห่งตนแล้ว ดังนี้ ชื่อว่ามารดาบิดาเป็นผู้ประกอบด้วยอุเบกขาในบุตรทั้งหลาย
.
         คำว่าบุรพาจารย์นั้น อธิบายความว่า แท้จริง คือความจริง มารดาบิดาทั้งหลาย จำเดิมแต่บุตรเกิดแล้ว ย่อมให้บุตรเล่าเรียนบ้าง ให้บุตรสำเหนียกบ้าง อย่างนี้ว่า เจ้าจงนั่งอย่างนี้ จงยืนอย่างนี้ จงเดินอย่างนี้ จงนอนอย่างนี้ จงเคี้ยวอย่างนี้ จงกินอย่างนี้ คนนี้เจ้าควรเรียกว่าพ่อ คนนี้ควรเรียกว่าพี่ คนนี้ควรเรียกว่าน้อง เจ้าควรทำสิ่งนี้ ไม่ควรทำสิ่งนี้ ควรเข้าไปหาคนชื่อโน้น คนชื่อโน้นไม่ควรเข้าไปหาเป็นต้น
.
         แต่นั้นในกาลอันเป็นส่วนอื่นอีก อาจารย์ทั้งหลายแม้เหล่าอื่นจึงให้ศึกษาศิลปะในเพราะเรื่องช้าง เรื่องม้า เรื่องรถ เรื่องธนูและการนับด้วยนิ้วมือเป็นต้น แต่นั้นอาจารย์เหล่าอื่นจึงให้สรณะ ให้ตั้งใจอยู่ในศีล ให้บรรพชา ให้เรียนพุทธพจน์ ให้อุปสมบท ให้บรรลุโสดาปัตติมรรคเป็นต้น  ก็แล อาจารย์เหล่านั้นแม้ทั้งหมดนี้ จึงได้ชื่อว่าเป็นปัจฉาจารย์  ส่วนมารดาบิดาย่อมเป็นอาจารย์ก่อนกว่าอาจารย์เหล่าอื่นนี้ทั้งหมด จึงได้ชื่อว่า บุรพาจารย์ของบุตรทั้งหลาย
.
         คำว่าอาหุเนยยบุคคลนั้น อธิบายความว่า มารดาบิดาย่อมเป็นผู้สมควร แก่วัตถุสิ่งของมีข้าวและน้ำเป็นต้นที่บุตรจัดมาเพื่อบูชา เพื่อต้อนรับ เช่นเดียวกับพระอรหันต์ทั้งหลาย ที่เป็นผู้สมควรแก่วัตถุสิ่งของที่บุคคลทั้งหลายพึงนำมาบูชา พึงนำมาสักการะ เป็นต้น ดังนี้ จึงได้ชื่อว่า อาหุเนยยบุคคลแห่งบุตรทั้งหลาย
.
         คำว่าเพราะฉะนั้น ได้แก่ การแสดงเหตุผลยืดยาว
         คำว่าบัณฑิต ได้แก่ บุตรผู้ฉลาด คือรู้เหตุอันเจริญ และเหตุอันไม่เจริญ หรือผู้ประกอบด้วยกตเวทีบุคคล คือผู้เป็นดังสัตตบุรุษ
         คำว่านมัสการ ได้แก่ การอ่อนน้อมเคารพโดยธรรมอันเป็นไปในโลกนี้
         คำว่าสักการะ ได้แก่ การให้วัตถุสิ่งของเช่น ข้าวบ้าง น้ำบ้าง ผ้าบ้าง ที่นอนอันดีบ้าง ให้อบกลิ่นบ้าง ให้อาบบ้าง เป็นต้น
         คำว่าข้าวเป็นต้นนั้น คือวัตถุสิ่งของที่บุตรพึงนำมาสักการะมารดาบิดาด้วยความเคารพโดยธรรมตามธรรม
         คำว่าการปรนนิบัติ หมายถึง การบำรุงเลียงท่านตราบเท่าที่ท่านยังไม่สิ้นชีวิต คือ ยังมีชีวิตดำรงอยู่ คือเที่ยวไปได้ด้วยตาบ้าง ด้วยหูบ้าง ด้วยเท้าทั้งสองบ้าง เป็นต้น
         คำว่าแล เป็นเพียงนิบาต ทำเนื้อความให้ไพเราะ คือให้เต็ม อธิบายว่า กระทำให้ไม่มีช่อง
         คำว่าบัณฑิตทั้งหลาย หมายถึง พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย  และพระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นต้น
         คำว่าย่อมสรรเสริญ ได้แก่ ยกย่อง คือชมเชย ได้แก่แสดงคุณให้ปรากฎ คือให้ทราบชัด ให้เป็นดังทองอันไหลออกจากเบ่า
         คำว่าเขา ได้แก่ บุคคลผู้บำรุงเลี้ยงปรนนิบัติ คือ บุตรผู้บำรุงเลี้ยงปรนนิบัติ ในมารดาบิดา คือผู้เช่นนั้น กล่าวคือ กตัญญูกตเวทีบุคคลนั้น
         คำว่าในโลกนี้ ได้แก่ มนุษย์โลก ทั้งเป็นไปกับด้วยสัตว์ทั้งหลาย ที่มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด คือผู้เกิดจากครรภ์บ้าง คือผู้เกิดจากไข่บ้าง ชื่อว่าในโลกนี้
         คำว่าละไปแล้ว ได้แก่ ถึงแก่มรณาภัย คือ มีชีวิตออกแล้ว กล่าวคือมีตนดำรงอยู่ด้วยทั้งอัตตภาพในโลกหามิได้
         คำว่าย่อมบันเทิง ได้แก่ เพลิดเพลิน ยินดี พอใจด้วย ฐานะอันเป็นทิพย์ทั้งสิบประการคือ ด้วย อายุอันเป็นทิพย์ วรรณะอันเป็นทิพย์ สุขอันเป็นทิพทย์ ยศอันเป็นทิพย์ ความเป็นใหญ่อันเป็นทิพย์  รูปอันเป็นทิพย์ เสียงอันเป็นทิพย์  กลิ่นอันเป็นทิพย์ รสอันเป็นทิพย์  และโผฏฐัพพะอันเป็นทิพย์ ชื่อว่าย่อมบันเทิง คือ เพลิดเพลิน
         คำว่าในสวรรค์ ได้แก่ เทวโลกทั้ง หก ชั้นอันได้แก่ จาตุมมหาราชิกา ดาวดึง ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัสตี ชื่อว่าเป็นสถานที่อันไม่ปราศจากความสุข เพราะเปรียบด้วยสุขอันเป็นของมีอยู่ในโลก เป็นเช่นเดียวกับหยาดน้ำค้าง แต่สุขอันเป็นไปในทิพย์โลก ย่อมเปลียบได้ด้วยน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่
.
พระคุณของพ่อแม่
.
          พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอุปมาว่าถ้าบุตรจะพึงวางบิดามารดาไว้บนบ่าทั้งสองของตน ประคับประคองท่านอยู่บนบ่านนั้นป้อนข้าวป้อนน้ำและให้ท่านถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่านั้นเสร็จ แม้บุตรจะมีอายุถึง ๑๐๐ปี และปรนนิบัติท่านไปจนตลอดชีวิต ก็ยังนับว่าตอบแทนพระคุณท่านไม่หมด (ลูกไม่สามารถตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ให้หมดสิ้นได้ ด้วยการทำในลักษณะเช่นนี้)
.
         ยังมีผู้อุปมาไว้ว่า หากเราใช้ท้องฟ้าแทนกระดาษยอดเขาพระสุเมรุแทนปากกาน้ำในมหาสมุทรแทนหมึก เขียนบรรยายคุณของพ่อแม่จนท้องฟ้าเต็มไปด้วยอักษร ภูเขาสึกกร่อนจนหมดน้ำในมหาสมุทรเหือดแห้งก็ยังบรรยายคุณของพ่อแม่ไม่หมด((เพราะการตอบแทนคุณมารดาบิดาไม่สามารถให้สำเร็จได้ด้วยการทำในลักษณะเช่นนี้) คือด้วยการเขียนดังกล่าวแล้ว)(อุปมาข้อนี้เป็นบัญญัติของมนุษย์โลก ไม่ได้เกิดแต่คำสอนในพระศาสนา
.
ความหมายของอุปมาข้อนี้ หมายถึง ถ้าบุตร หรือลูกคนใดใช้ความพยามตามอุปมาข้อนี้เพื่อแสดงคุณของมารดาบิดา ด้วยความคิดว่า เราจะตอบแทนบุญคุณของท่านให้หมดสิ้นด้วยการทำลักษณะดังนี้ ความพยายามถึงเพียงนั้น แห่งบุตร หรือลูกคนนั้นเป็นอันไม่ตอบแทนบุญคุณแห่งมารดาบิดาให้หมดสิ้นได้เลย) (เพราะคุณแห่งมารดาบิดาไม่สามารถทำให้หมดสิ้นไปได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ แล้วเท่าไหนถึงจะหมดสิ้น)อย่างนี้คือ ทำมารดาบิดา ผู้มีความเห็นผิด ให้เห็นถูก ไม่มีศีล ให้มีศีล ไม่เลื่อมใส่ในพระพุทธศาสนา ให้เลื่อมใส่ในพระพุทธศาสนา ทำมารดาบิดาผู้มีความตระหนี่ ให้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยการบริจาค ผู้ยังไม่ถึงมรรค ให้ถึงทางแห่งอริยมรรค เป็นต้น ในเหตุทั้งหลายเหล่านี้ แม้อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็นอันบุตร คือว่าลูกทั้งหลาย อาจทำ อาจสามารถ ตอบแทนบุญคุณท่านให้หมดสิ้นได้  การตอบแทนบุญคุณมารดาบิดาทั้งหลาย ย่อมเป็นอันบุตรทั้งหลาย ตอบแทนแล้ว และตอบแทนแล้ว ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล ด้วยเหตุอื่นนอกจากนี้ ใคร ๆ อย่าชอบใจเลยที่จะทำหรือจะจัด ด้วยความคิดว่า เราจักอาจหาญโดยประการอื่นจากนี้
.
บิดามารดาเป็นผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ของบุตร สรุปโดยย่อคือ
.
         ๑. เป็นต้นฉบับทางกาย แบบเป็นสิ่งที่จำเป็นในการทำให้ของทั้งหลายในโลกมีค่าสูงขึ้นตัวอย่างเช่นก้อนดินเหนียวธรรมดาถ้าหากนำมาใส่แบบพิมพ์แล้วพิมพ์เป็นตุ๊กตาก็ทำให้ดินก้อนนั้นมีค่าขึ้นมาเป็นเครื่องประดับบ้านเรือนได้ดินเหนียวก้อนเดียวกันนี้หากได้แบบที่ดีกว่าขึ้นมาอีกเช่นแบบเป็นพระพุทธรูปก็จะเห็นได้ว่าคุณค่าของดินเหนียวก้อนนี้ทรงคุณค่ามากยิ่งขึ้นผู้คนได้กราบไหว้บูชา จะเห็นได้ว่าคุณค่าของดินเหนียวก้อนนี้ขึ้นอยู่กับแแบบที่พิมพ์นั่นเอง ในทำนองเดียวกัน การเกิดของสัตว์ เช่นเป็นช้าง มัา วัว ควาย ฯลฯแม้จะมีปัญญาติดตัวมามากสักปานใดก็ไม่สามารถทำความดีได้เต็มที่โชคดีที่เราได้แบบเป็นคน ซึ่งเป็นโครงร่างที่ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหลายเหมาะในการทำความดีทุกประการ พระคุณขงอพ่อแม่ในการเป็นต้นแบบทางกายให้เราก็นับว่ามีมากเหลือหลายแล้วยิ่งท่านอบรม เลี้ยงดูเรามาเป็นต้นแบบทางใจให้ด้วยก็ยิ่งมีพระคุณมากเป็นอเนกนันต์
.
         ๒. เป็นต้นแบบทางใจให้ความอุปการะเลี้ยงดู ฟูมฟัก ทะนุถนอมอบรมสั่งสอน ปลูกฝังกิริยามารยาทให้ความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมแก่ลูก
.

สมญานามของพ่อแม่
.
         สมญานามของพ่อแม่นั้น กล่าวกันว่าท่านเป็นทั้งพรหมของลูก เป็นเทวดาคนแรกของลูก เป็นครูคนแรกของลูก และเป็นพระอรหันต์ของลูก ซึ่งอธิบายได้ดังนี้
.
         -พ่อแม่เป็นพรหมของลูก เพราะเหตุที่มีพรหมธรรม ๙ ประการได้แก่
             ๑. มีเมตตาคือมีความปรารถนาดีต่อลูกไม่มีที่สิ้นสุด
             ๒. มีความกรุณาคือ หวั่นใจในความทุกข์ของลูกและคอยช่วยเหลือเสมอไม่ทอดทิ้ง
             ๓. มีมุทิตาคือ เมื่อลูกมีความสุขสบาย ก็มีความปลาบปลื้มยินดีด้วยความจริงใจ
             ๔. มีอุเบกขา คือ เมื่อลูกมีครอบครัวสามารถเลี้ยงตนเองได้แล้วก็ไม่วุ่นวายกับชีวิตครอบครัวลูกจนเกินงาม และหากลูกผิดพลาดก็ไม่ซ้ำเติมแต่กลับคอยเป็นที่ปรึกษา ให้เมื่อลูกต้องการ
         -พ่อแม่เป็นเทวดาคนแรกของลูกเพราะคอยปกป้องคุ้มกันภัยเลี้ยงดูลูกมาก่อนผู้มีความปรารถนาดีคนอื่น ๆ
         -พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก เพราะสั่งสอนอบรม คำพูดและกิริยามารยาทให้ลูกก่อนคนอื่นๆ
         -พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูกเพราะมีคุณธรรม ๔ ประการได้แก่
             ๑. เป็นผู้มีอุปการะมากแก่ลูก ท่านได้ทำภารกิจอันทำได้แสนยากได้แก่การอุปการะเลี้ยงดูลูก ซึ่งยากที่จะหาคนอื่นทำแก่เราได้อย่างท่าน
             ๒. เป็นพระเดชพระคุณมาก ปกป้องอันตราย ให้ความอบอุ่นแก่ลูกมาก่อน
             ๓. เป็นเนื้อนาบุญของลูกมีความบริสุทธิ์ใจต่อลูกอย่างแท้จริงเป็นผู้ที่ลูกควรทำบุญต่อตัวท่าน
             ๔. เป็นอาหุไนยบุคคล เป็นผู้ควรแก่การรับของคำนับ และการนมัสการของลูก
.
คุณธรรมของลูก
.
         เมื่อพ่อแม่มีพระคุณมากมายปานนี้ลูกจึงควรมีคุณธรรมต่อท่านคุณธรรมของลูกเริ่มที่รู้จักคุณพ่อแม่คือรู้ว่าท่านดีต่อเราอย่างไร สูงขึ้นไปอีกคือตอบแทนคุณท่านในทางศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสบรรยายคุณธรรมของลูกไว้อย่างสั้นๆแต่จับความไว้ได้อย่างครบถ้วน คือคำว่า "กตัญญูกตเวที"คุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นลูกรวมอยู่ใน ๒คำนี้
.
         กตัญญูหมายถึงเห็นคุณท่านคือเห็นด้วยใจ ด้วยปัญญาว่าท่านเป็นผู้มีพระคุณต่อเราอย่างแท้จริง ไม่ใช่สักแต่ว่าปากท่องพระคุณพ่อแม่ปาวๆไปเท่านั้น
.
          คุณของงพ่อแม่ดูได้จากอุปการะคือประโยชน์ที่ท่านทำแก่เรามีอะไรบ้างที่แตกต่างจากคนอื่น ตามธรรมดาของคนทั่ว ๆ ไปเมื่อจะอุปกาะใครเขาต้องเห็นทางได้ เช่น เห็นหลักทรัพย์ หรือดูนิสัยใจคอต่อเมื่อแน่ใจแล้วว่าอุปการคุณของเขาจะไม่สูญเปล่า จึงลงมือช่วยเหลือแต่ที่พ่อแม่อุปการะเรานั้นเป็นการอุปการะโดยบริสุทธิ์ใจจริง ๆไม่ได้มองถึงหลักประกันใด ๆ เลยเราเองก็เกิดมาตัวเปล่าไม่มีหลักทรัพย์แม้แต่เข็เล่มเดียวยังไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าอวัยวะร่างกายจะใช้ได้ครบถ้วนหรือไม่ยิ่งนิสัยใจคอแล้วยิ่งรู้ไม่ได้เอาทีเดียวโตขึ้นมาจะเป็นอย่างไรจะเป็นคนอกตัญญูหรือไม่ไม่รู้ทั้งนั้นหนังสือสัญญาการรับปากสักคำเดียวระหว่างเรากับท่านก็ไม่มีแต่ทั้ง ๆที่ไม่มีท่านทั้งสองก็ได้โถมตัวเข้าช่วยเหลือเราจนสุดชีวิตที่ยากจนก็ถึงกับกู้หนี้ยืมสินคนอื่นมาช่วยเรื่องเหล่านี้ต้องคิดดูด้วยเหตุผลอย่าสักแต่คิดด้วยอารมณ์เท่านั้นการพิจารณาให้เห็นคุณของพ่อแม่ด้วยใจอย่างนี้แหละเรียกว่า"กตัญญู"เป็นคุณธรรมเบื้องต้นของผู้เป็นลูก ยิ่งพิจารณาเห็นคุณท่านมากเท่าไรแสดงว่าใจของเราเริ่มใสและสว่างมากขึ้นเท่านั้น
.
         กตเวทีหมายถึงการทดแทนพระคุณของท่าน ซึ่งมีงานที่ต้องทำ ๒ ประการ คือ
         ๑. ประกาศคุณท่าน
         ๒. ตอบแทนคุณท่าน
.
         การประกาศคุณท่านหมายถึงการทำให้ผู้อื่นรู้ว่า พ่อแม่มีคุณแก่เราอย่างไรบ้าง มากน้อยเพียงใดเรื่องนี้มีคนคิดทำอยู่มากเหมือนกัน แต่ส่วนมากไปทำตอนงานศพคือเขียนประวัติสรรเสริญคุณพ่อแม่ในหนังสือแจกการกระทำเช่นนี้ก็ถูกแต่ถูกเพียงเปลือกนอกผิวเผินนักถ้าเป็นการกินผลไม้ก็แค่เคี้ยวเปลือกเท่านั้นยังมีทำเลที่จะประกาศคุณพ่อแม่ที่สำคัญกว่านี้ คือ ที่ตัวเรานี่เอง
.
คนเราทุกคนคือตัวแทน ของพ่อแม่ตนทั้งนั้นเลือดก็แบ่งมาจากท่านเนื้อก็แบ่งมาจาท่านตลอดจนนิสัยใจคอก็ได้รับการอบรมถ่ายทอดมาจากท่านความประพฤติของตัวเรานี่แหละจะเป็นเครื่องประกาศคุณพ่อแม่อย่างโจ่งแจ้งที่สุดหากพิมพ์ข้อความไว้ในหนังสือแจกว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นคนตั้งอยู่ในศีลในธรรมแต่ตัวเราเองประพฤติสำมะเลเทเมาคอร์รัปชั่นทุกครั้งที่มีโอกาสศีลข้อเดียวก็ไม่สนใจรักษา ก็ผิดที่ไปสดุดีคุณพ่อแม่ว่าเป็นคนดีสุภาพเรียบร้อยแต่ตัวเราผู้เป็นลูกกลับประพฤติตัวเป็นนักเลงอันธพาลอย่างนี้คุณค่าของการสรรเสริญพ่อแม่ก็ลดน้ำหนักลงกลายเป็นว่ามอบหน้าที่ในการกตเวทีประกาศคุณพ่อแม่ให้หนังสือทำแทน ให้กระดาษให้เครื่องพิมพ์ ให้ช่างเรียงพิมพ์แสดงกตเวทีแทนแล้วตัวเรากลับประจานพ่อแม่ของตัวเองอย่างน้อยที่สุดก็ประจานแก่ชาวบ้านว่าพ่อแม่ของเราเลี้ยงลูกไม่เป็นประสา
.
          พ่อแม่ของใครใครก็รักเมื่อรัท่านก็ประกาศคุณความดีของท่านซิประกาศด้วยความดีของตัวเราเองตั้งแต่เดี๋ยวนี้ยิ่งท่านยังมีชีวิตอยู่ การประกาศคุณของเราจะทำให้ท่านมีความสุขใจอย่างยิ่งส่วนใครจะประพันธ์สรรเสริญคุณพ่อแม่พิมพ์แจกเวลาท่านตายแล้วนั่นเป็นประเด็นเบ็ดเตล็ดจะทำก็ได้ไม่ทำก็ไม่เสียหายอะไร
.
ไม่ว่าเราจะตั้งใจประกาศคุณท่านหรือไม่ความประพฤติของเราก็เป็นตัวประกาศคุณท่านหรือประจานท่านอยู่ตลอดเวลาคิดเอาเองก็แล้วกันว่าเราจะประกาศคุณพ่อแม่ของเราด้วยเกียรติยศชื่อเสียงหรือจะใจดำถึงกับประจานผู้บังเกิดเกล้าด้วยการทำตัวเป็นพาลเกเรและประพฤติต่ำทราม
.
การตอบแทนคุณท่าน แบ่งเป็น ๒ ช่วงคือ
.
         ๑. เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ก็ช่วยเหลือกิจการงานของท่านเลี้ยงดูท่านตอนเมื่อยามท่านชราดูแลปรนนิบัติการกินอยู่ของท่านให้สะดวกสบายและเอาใจใส่ช่วยเหลือเมื่อท่านเจ็บป่วย
         ๒. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ก็จัดพิธีศพให้ท่านและทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่านอย่างสม่ำเสมอ
แม้เราจะตอบแทนพระคุณท่านถึงเพียงนี้แล้วก็ยังนับว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับพระคุณอันยิ่งใหญที่ท่านมีต่อเรา ดังนั้นผู้ที่มีความ
.
กตัญญูกตเวทีต้องการจะสนองพระคุณท่านให้ได้ทั้งหมดพึงกระทำดังนี้       
         ๑. ถ้าท่านยังไม่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาก็พยายามชักนำให้ท่านตั้งอยู่ในศรัทธาให้ได้
         ๒. ถ้าท่านยังไม่ถึงพร้อมด้วยการให้ทานก็พยายามชักนำให้ท่านยินดีในการบริจาคทานให้ได้
         ๓. ถ้าท่านยังไม่มีศีลก็พยายามชักนำให้ท่านรักษาศีลให้ได้
         ๔. ถ้าท่านยังไม่ทำสมาธิภาวนาก็พยายามชักนำให้ท่านทำสมาธิภาวนาให้ได้
.
         เพราะว่าการตั้งอยู่ในศรัทธาการให้ท่าน การรักษาศีล การทำสมาธิภาวนาเป็นประโยชน์โดยตรงและเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่ตัวบิดามารดาผู้ประพฤติปฏิบัติเองทั้งในภพนี้ ภพหน้าและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งคือ เป็นหนทางไปสู่พระนิพพาน
.
อานิสงส์การบำรุงบิดามารดา
          ๑. ทำให้เป็นคนมีความอดทน (อดทนต่ออักโกสกวัตถุ 10 อย่าง)
          ๒. ทำให้เป็นคนมีสติรอบคอบ (ถึงพร้อมด้วย สติ และ สัมปัชชัญญะ)
          ๓. ทำให้เป็นคนมีเหตุผล (เป็นสัมมาทิฎฐิบุคคล)
          ๔. ทำให้พ้นทุกข์ (หาทุกข์ในภพเสียดแทงไม่ได้ อีกนัยหนึ่ง ทำให้ถึงฝั่ง)
          ๕. ทำให้พ้นภัย (หาภัยแต่ที่ไหน ๆ ในภพไม่ได้ อีกนัยหนึ่ง ย่อมพ้นจากภัยในที่ทุกสถานตลอดกาลทุกเมื่อในที่ ที่เที่ยวไปแล้วและดำรงอยู่แล้ว)
          ๖. ทำให้ได้ลาภโดยง่าย (เป็นผู้ไม่ลำบากในโภชนาหาร ย่อมหาได้โดยง่าย แม้ในน้ำ บนดิน และในป่า หรือในที่มิใช้บ่เกิดทั้งหลาย)
          ๗. ทำให้แคล้วคลาดภัยในยามคับขัน (เมื่อมรณาภัยแห่งชีวิตยังไม่มาถึง ความผิดเพี้ยนแห่งเหตุย่อมเกิดมี)
          ๘. ทำให้เทวดารักษา (หมายถึง ค่อยปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีให้ออกไปห่าง ๆ หรือ ไม่ให้ไปพบเจอ)
          ๙. ทำให้ได้รับการยกย่องสรรเสริญ (บัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมยกย่องสรรเสริญ เหตุเป็น ปุราณธรรม ของสัตตบุรุษ และ ของพระมหาบุรุษทั้งหลายได้อบรมมา)
        ๑๐. ทำให้มีความเจริญก้าวหน้า (ไม่ตกต่ำ เที่ยวไปในสถานที่ใด  ๆ ย่อมมีคนเคารพนับถือ หรือต้อนรับเป็นต้น)
        ๑๑. ถ้ามีลูกก็จะได้ลูกที่ดี (เป็น อภิชาตบุตร หรือ เป็นอนุชาตบุตร คือไม่เป็น อวชาตบุตร (ลูกที่มีคุณเลวกว่ามารดาบิดา)
        ๑๒. ทำให้มีความสุข (ดำรงชีวิต อยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่ ปัญจกามรสในมนุษย์โลก)
        ๑๓. ทำให้เป็นตัวอย่างอันดีแก่อนุชนรุ่นหลัง (เป็นสิ่งที่ควรทำตาม คือน่าเอาเป็นแบบอย่าง)
.
อีกโสตหนึ่ง (ยังไม่ได้ชำระข้อความ)
.
ขยายความมงคลข้อที่ ๑๑  การบำรุงมารดาเป็นอุดมมงคล  และ  ๑๒  การบำรุงบิดา  เป็นอุดมมงคล
.
         ในอรรถกถาท่านแยกการบำรุงมารดาออกจากการบำรุงบิดา  เพื่อให้ครบมงคล  ๓๘  แต่ตามความเป็นจริงแล้ว  บุตรพึงบำรุงมารดาบิดาให้เป็นสุขเท่าเทียมกัน  เพราะมารดาบิดาเป็นผู้ให้ชีวิตแก่บุตร  ให้บุตรได้มีโอกาสเกิดมาดูโลกนี้  ถ้าปราศจากมารดาบิดาแล้ว  บุตรจะมีโอกาสเกิดขึ้นมาดูโลกนี้ได้อย่างไร  เพียงเท่านี้ก็นับว่าท่านทั้งสองมีบุญคุณแก่ลูกอย่างล้นเหลือแล้ว  ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงการให้การอุ้มชู  อุปการะ  เลี้ยงดู  ป้อนนม  ป้อนข้าว  ป้อนน้ำ  มาตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่  อบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี  ให้มีการศึกษา  มีการงานเป็นหลักฐาน  ช่วยตนเอง
ได้  บางครั้งก็ยังหาสามีและภรรยาที่เหมาะสมให้ด้วย  เพียงเท่านี้ก็นับเป็นพระคุณล้นฟ้า   ยากที่ลูกจะตอบแทนคุณได้หมด  ยิ่งกว่านั้นบางท่านยังต้องเลี้ยงดูหลานๆ  อันเป็นลูกของลูกชายลูกหญิงของท่านอีกด้วย
.
  พระพุทธองค์ตรัสว่า  การที่บุตรจะตอบแทนบุญคุณของมารดาบิดา  นั้นไม่ใช่ง่าย  คือ  ยากที่จะตอบแทนให้หมดสิ้นได้  หากว่าจะประคองมารดาไว้บนบ่าข้างหนึ่ง  ประคองบิดาไว้บนบ่าอีกข้างหนึ่ง  ตลอดเวลา  ๑๐๐  ปีที่ลูกมีชีวิตอยู่  ปรนนิบัติท่านด้วยความรัก  ความเอาใจใส่  ยอมให้มารดาบิดาถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่าทั้งสองของเขานั่นแหละ  ถึงกระนั้นก็ยังไม่ชื่อว่าอันบุตรทำแล้วหรือทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย  หรือ แม้บุตรจะสถาปนาแต่งตั้งมารดาบิดาไว้ในตำแหน่งพระเจ้าจักรพรรดิ   เป็นใหญ่ในแผ่นดิน   บุตรก็ยังไม่ได้ชื่อว่าทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย   เพราะมารดาบิดามีอุปการะมากแก่บุตร   แต่ถ้าบุตรคนใดได้กระทำมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธา  ให้มีศรัทธา  ไม่มีศีล  ให้มีศีล  ไม่มีจาคะ  ให้มีจาคะ  ไม่มีปัญญา  ให้มีปัญญา  การกระทำอย่างนี้เท่านั้นจึงจะได้ชื่อว่า  บุตรได้ทำตอบแทนมารดาบิดาแล้วอย่างแท้จริง
 พระพุทธเจ้าตรัสว่า  มารดาบิดาเป็นพรหมของบุตร  เพราะประกอบไปด้วยคุณธรรมของพรหม
คือเมตตา  กรุณา  มุทิตา  และอุเบกขา
.
          มารดาบิดาเป็นบุรพเทพ  คือเป็นเทวดาก่อนกว่าเทวดาทั้งปวง  ก็เทวดาหรือเทพนั้นมี  ๓  พวกคือ
.
สมมติเทพ  เทวดาโดยสมมติ  ได้แก่พระราชา  พระราชินี  พระราชโอรส  และพระราชธิดา ๑  อุปปัตติเทพ
.
เทวดาโดยอุบัติ  คือเกิดป็นเทวดาโดยกำเนิดในเทวโลก  ๖  ชั้นมีจาตุมหาราชิกา  เป็นต้น  กับพรหมโลกอีก  ๒๐  ชั้นรวมเป็น  ๒๖ ชั้นที่จัดเป็นเทวดาโดยกำเนิด ๑  วิสุทธิเทพ  เทวดาผู้บริสุทธิ์หมดจดจากอาสวะกิเลสทั้งปวงซึ่งได้แก่พระอรหันตขีณาสพพวกเดียวอีก ๑
.
          วิสุทธิเทพคือพระอรหันต์นั้นประเสริฐกว่าเทวดาทั้งปวง  เพราะปฏิบัติตนเพื่อประโยชน์สุขแก่ชนทั้งปวง  เป็นผู้ประกอบด้วยพรหมวิหาร ๔  ควรแก่การเคารพสักการะบูชา  มารดาบิดาก็เช่นกัน  เป็นเทวดาประจำบ้าน  ที่บุตรควรให้ความเคารพสักการะก่อนผู้อื่น  ด้วยเหตุนั้นมารดาบิดาจึงชื่อว่าบุรพเทพหรือบุรพเทวดา  คือเป็นเทวดาก่อนกว่าเทวดาทั้งปวง  บุตรรู้จักเทพอย่างอื่นได้   ก็เพราะรู้จักบุรพเทพ  คือมารดาบิดาก่อนนั่นเอง  เทวดาประเภทอื่นจึงชื่อว่า  มาทีหลังมารดาบิดา
.
          มารดาบิดาชื่อว่าบุรพาจารย์  เพราะเป็นครู  เป็นอาจารย์ก่อนกว่าครูอาจารย์ทั้งปวง  เริ่มแต่ลูกยังเล็กก็สอนให้รู้จัก  พ่อแม่  พี่ ป้า น้า อา  สิ่งโน้นสิ่งนี้  ชื่อโน้นชื่อนี้  คนโน้นคนนี้ ตลอดจนแนะนำสั่งสอนในสิ่งที่ควรรู้  ควรทำและไม่ควรทำ  นานาประการ  เพราะฉะนั้นมารดาบิดา จึงชื่อว่าบุรพาจารย์  อาจารย์คนแรกของลูก มารดาบิดาชื่อว่าอาหุเนยยบุคคล  คือบุคคลผู้ควรรับของที่บุตรนำมาให้  แม้จากที่ไกล  มีข้าว  น้ำ อาหาร  เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น  ทั้งนี้เพราะมารดาบิดาเป็นผู้มีอุปการคุณแก่บุตร  มีการให้อาหาร เป็นต้น  เป็นผู้มุ่งประโยชน์แก่บุตรเทียบเท่ากับพระอรหันต์ทั้งหลาย  กล่าวคือพระอรหันต์ท่านเป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาบูชา  เคารพสักการะ  ฉันใด  มารดาบิดาก็เป็นผู้ควรแก่ของที่บุตรนำมาบูชา  มาเคารพสักการะ  ฉันนั้น
.
มารดาบิดาจึง เป็นพระอรหันต์ประจำบ้านที่บุตรควรให้การอุปการะเลี้ยงดูด้วยข้าวน้ำ  เป็นต้น ด้วยเหตุนั้นมารดาบิดาจึงชื่อว่าอาหุเนยยบุคคล  บุคคลผู้ควรแก่ของที่เขาคือบุตรนำมาบูชา นอกจากนั้นพระพุทธเจ้ายังตรัสว่า  มารดาเป็นมิตรในเรือนตน   ซึ่งรวมทั้งบิดาด้วย   เพราะมารดาบิดาเป็นคู่คิดของบุตร  เป็นที่ปรึกษาของบุตร  เป็นที่บำบัดทุกข์ของบุตร  ขอเพียงให้บุตรได้ไว้ใจท่านปรึกษาหารือท่านเท่านั้น
.
           มารดาบิดาพร้อมอยู่เสมอที่จะช่วยลูกทั้งในด้านความคิดและโภคทรัพย์  หากเกินกำลังของท่าน  ท่านก็เสาะหาผู้ที่มีกำลังกว่าให้ช่วยแทน  ท่านไม่เคยทอดทิ้งลูกแม้ในยามยาก  ท่านจึงเป็นมิตรแท้ของลูกยิ่งกว่ามิตรคนใด  มารดาบิดาจึงเป็นผู้มีอุปการะมาก  หาผู้เสมอเหมือนมิได้  เป็นผู้สมควรที่ลูกๆ  จะได้อุปการะตอบแทนคุณท่านจนถึงที่สุด  โดยเฉพาะในเวลาแก่เฒ่า ดูแลเอาใจใส่รักษาพยาบาลท่านในยามเจ็บไข้  แม้ท่านล่วงลับไปแล้ว  ก็ยังเพิ่มบุญให้ด้วยการทำบุญอุทิศให้ท่านได้ชื่นชมอนุโมทนา
.
           การเลี้ยงดูมารดาบิดา  ตลอดจนตอบแทนคุณท่านโดยประการอื่น  มีการช่วยทำกิจการงานแทนท่าน  ช่วยรักษาวงศ์ตระกูลไว้ให้ดี   ประพฤติตนให้สมควรที่จะรับทรัพย์มรดกต่อจากท่าน   ตลอดจนทำบุญอุทิศไปให้ท่านเมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว  เหล่านี้ล้วนเป็นหน้าที่ของบุตรที่ดีจะพึงกระทำต่อมารดาบิดา  บุตรคนใดทำได้อย่างนี้  บุตรคนนั้นชื่อว่าได้ตอบแทนคุณมารดาบิดาที่ท่านให้ชีวิตมา  จัดเป็นกตัญญูกตเวทีบุคคล  ผู้หาได้ยากในโลก  และเป็นผู้ที่บัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นสรรเสริญ  แม้ละโลกนี้ไปแล้ว  ก็ย่อมบันเทิงในสวรรค์
.
  ลูกที่ดูแลเลี้ยงดูมารดาบิดาด้วยความรักความเมตตา  กตัญญูกตเวที  ย่อมได้รับผลที่น่าพอใจทั้งในโลกนี้และโลกหน้า  ฉันใด   ลูกที่ประพฤติผิดในมารดาบิดา   ก็ย่อมได้รับผลที่ตรงกันข้าม  ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า  ถึงความเป็นผู้ถูกนินทาในโลกนี้  เป็นผู้เกิดในอบายในโลกหน้า  ยิ่งทำผิดร้ายแรงถึงกับฆ่ามารดาบิดา  ยิ่งโทษหนักมาก  เทียบเท่ากับฆ่าพระอรหันต์ทีเดียว  เพราะการฆ่าพระอรหันต์เป็นอนันตริยกรรม ให้ผลนำเกิดในอเวจีนรกทันทีที่ตายลง  ฉันใด  การฆ่ามารดาบิดาก็จัดป็นอนันตริยกรรม  ที่ให้ผลนำเกิดในอเวจีนรกทันทีที่ตายลง ฉันนั้น ไม่มีกรรมอื่นจะสามารถแซงให้ผลก่อนได้  แม้จะสำนึกผิดและทำกุศลมหาศาลเพื่อทดแทนความผิดนั้น  ก็ไม่อาจปิดกั้นอนันตริยกรรมที่จะให้ผลก่อนได้
.
           การเลี้ยงดูมารดาบิดา  เป็นคุณธรรมข้อหนึ่งใน  ๗  ข้อที่ทำให้เกิดเป็นพระอินทร์เป็นใหญ่กว่าเทวดาทั้งปวงในภพดาวดึงส์   เป็นพระราชาของเทวดาในภพนั้น  เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า  การบำรุงเลี้ยงดูมารดาบิดาเป็นอุดมมงคล  เป็นเหตุให้เกิดความเจริญ  ลองสังเกตุดูเถิดลูกคนใดที่กตัญญู  รู้คุณมารดาบิดา  ลูกคนนั้นย่อมมีความสุขความเจริญไม่ตกต่ำจนตลอดชีวิต
.
           พระพุทธเจ้าตรัสว่า  ธรรมะ  ๔  ประการคือ  อายุ  วรรณะ  สุขะ  พละย่อมเจริญแก่ผู้มีปกติกราบไหว้  อ่อนน้อมต่อผู้เจริญคือผู้ใหญ่เป็นนิตย์  ผู้ที่กระทำการกราบไหว้  อ่อนน้อมต่อมารดาบิดาเป็นนิตย์ก็ย่อมได้รับพร  ๔  ประการนี้เช่นกัน
.
1 อรรถาธิบายโดย เว็บมาสเตอร์ปรับปรุงเพิ่มเติมแก้ไขให้เข้าใจยิ่ง ๆ ขึ้นไป ให้ต่างจากที่อื่นบ้าง ผู้อ่านจะได้เข้าใจเพิ่มเติมอีก
.

2
.
7 เทคนิคใช้ 'บัตรเครดิต' ไม่ติดกับดัก 'หนี้บัตรเครดิต'
.
2 มกราคม 2564
.
โพสโดย กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
.
เปิด 7 วิธีใช้ "บัตรเครดิต" ให้ไม่ติดกับดักวังวน "หนี้" และ "ดอกเบี้ย" แถมยังทำให้คุณ "รวย" ขึ้น!
.

"บัตรเครดิต" จะเป็นเพื่อนรักหรือศัตรูตัวฉกาจ ขึ้นอยู่กับการใช้งานของเรา บางครั้งบัตรเครดิตทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง และมีสิทธิประโยชน์ แต่บางครั้งถ้าใช้ไม่เป็น ขาดความรู้ความเข้าใจจะติดกับดักที่หอมหวาน และอาจกลายเป็นผู้ที่มีหนี้สินที่ไม่ควรจะมีได้ง่ายๆ
.
"กรุงเทพธุรกิจออนไลน์" ชวนไปดูวิธีใช้บัตรเครดิตที่ควรทำ 7 ข้อ ที่จะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ติดกับดักหนี้ และทำให้คุณสนุกกับการบริหารเงินในฐานะ "ลูกหนี้ชั้นดี"
.
.
 1. ไม่จ่ายแค่ "ขั้นต่ำ" เด็ดขาด!
.
การใช้บัตรเครดิตแบบผิดๆ คือ การให้บัตรเครดิตเป็น "เจ้าหนี้เงินกู้" คือใช้รูดสินค้าจำนวนมากในคราวเดียว หรือรูดรวมภายในยอดบิลเดียวกัน ยอดหนี้จะกองเพนินเป็นกองใหญ่ แล้วมาทยอยจ่ายขั้นต่ำทีหลัง
.
เช่น ยอดเต็ม 20,000 บาท จ่ายขั้นต่ำที่ 10% ของยอดที่ใช้ คือ 2,000 บาท บัตรเครดิตจะคิดดอกเบี้ยขั้นต่ำ 18-20% ต่อปีทันที ซึ่งหากจ่ายขั้นต่ำไปจนเรื่อยๆ ทุกๆ เดือนดอกเบี้ยจะพอกพูนเป็นเงินต้นและคิดดอกเบี้ยทับอีกตลบจนกลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่ได้
.
สาเหตุที่ควรจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำโดยเด็ดขาดคือ เพราะหลังจากที่มีการจ่ายขั้นต่ำ ผู้ให้บริการจะคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิตแบบ 2 เด้ง ดังตัวอย่างต่อไปนี้
.
ดอกเบี้ยเด้งที่ 1 .วิธีการคิดดอกเบี้ยเด้งที่ 1 : ยอดที่ใช้จ่ายทั้งหมด x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวันจากวันที่ทำรายการถึงวันที่สรุปยอดบัญชี / จำนวนวันใน 1 ปี
.
ดังนั้นดอกเบี้ยเด้งที่ 1 คือ 20,000 x 18% x 22 / 365 = 216.99 บาท
.
ดอกเบี้ยเด้งที่ 2
.
วิธีการคิดดอกเบี้ยเด้งที่ 2 : ยอดคงค้าง x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวันจากวันที่ชำระคืนบางส่วน ถึงวันสรุปยอดบัญชีครั้งถัดไป / จำนวนวันใน 1 ปี
.
ดังนั้นดอกเบี้ยเด้งที่ 2 คือ 18,000 x 18% x 12 /365 = 168.66 บาท
.
เพราะฉะนั้น วันสรุปบัญชีรอบใหม่ จะต้องจ่าย 216.99 (ดอกเบี้ยเด้งที่ 1) + 168.66 (ดอกเบี้ยเด้งที่ 2) และ 18,000 (ยอดคงค้าง) รวมเป็น 18,385.65 บาท .
โดยจะถูกคิดดอกเบี้ยในลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจ่ายครบทั้งต้นทั้งดอก ยิ่งไปกว่านั้น ถ้ายังจ่ายยอดเก่าไม่หมดแล้วรูดยอดใหญ่เพิ่มขึ้นไปอีก หนี้บัตรเครดิตเหล่านี้จะกระชากคุณลงสู่วังวนหนี้ในทันที และแน่นอนว่าถ้าไม่สามารถชำระได้หมดตามระยะเวลา คุณจะถูกตราหน้าเป็นลูกหนี้ชั้นแย่ และส่งผลกระทบต่อการขอสินเชื่อที่จำเป็นในอนาคตได้
.
2. จำกัดวงเงิน ต่อรอบบิล
.
ปกติวงเงินในบัตรเครดิตมักจะอนุมัติประมาณ 1.5 ของเงินเดือนขึ้นไป ซึ่งแน่นอนว่าการมีบัตรเครดิต ทำให้เราเหมือนมีเงินสำรองก้อนหนึ่งอยู่ในมือ แต่ถ้ารูดเต็มวงเปรี๊ยะตั้งแต่รอบแรก โดยไม่มีเงินสำรองจ่าย แล้วรอเงินเดือนที่จำนวนพอๆ กับเงินที่ใช้ไปล่วงหน้าไปจ่ายบัตรเครดิต ชีวิตคุณจะเปลี่ยนเป็นคนทำงานเพื่อถวายตัวให้หนี้บัตรเครดิตไม่รู้จบ
.
ฉะนั้น ก่อนใช้บัตรเครดิตในแต่ละเดือนจึงควร "จำกัดวงเงินที่จะใช้แต่ละเดือนให้ชัดเจน" โดยประเมินตามกำลังการจ่ายของตัวเอง เช่น วงเงินทั้งหมด 30,000 บาท จำกัดการใช้ต่อเดือน 10,000 บาท เพื่อเป็นกรอบเตือนสติไม่ให้ใช้เงินเกินกำลังในการชำระคืนในแต่ละเดือน ซึ่งวิธีนี้จะช่วยป้องกันการรูดเพลินเกินห้ามใจ และกลายเป็นภาระหนักอึ้งที่ตามมา
.
3. รูดเท่าไร จ่ายเท่านั้น
.
“จ่ายเต็มจำนวนทุกครั้ง” เป็นวิถีของลูกหนี้ชั้นดี ที่ทำให้บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีประโยชน์ เพราะการชำระเต็มจำนวนตามเวลาที่กำหนด หรือจ่ายภายในระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย (แต่ละบัตรมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน) จะไม่ถูกคิดดอกเบี้ยใดๆ เลย ในทางตรงกันข้าม หากจ่ายแค่ยอดขั้นต่ำจะถูกคิดดอกเบี้ยแบบ 2 เด้งตามวิธีการคิดเบื้องต้นในข้อที่ 1 ด้วย
.
นอกจากการจ่ายเต็มวงเงินที่ใช้จะช่วยให้เป็นกันชนไม่ให้เราหลุดเข้าไปในกับดักของหนี้บัตรเครดิตที่ดอกเบี้ยโตเร็วมากๆ แล้ว ยังทำให้คุณกลายเป็นลูกหนี้ชั้นดีที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากการใช้บัตรเครดิตตามมาไม่หวาดไม่ไหวได้ในอนาคตอีกด้วย
.
4. ไม่มีเงินไม่รูด หรือเก็บเงินก่อนรูด
.
หลายคนเข้าใจว่า บัตรเครดิตทำหน้าที่เป็น "เงินอนาคต" ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วในอนาคตเราอาจจะไม่เงินก้อนนั้น และการรูดซื้อของไปล่วงหน้า เท่ากับเรากำลังมีเงินติดลบเสียด้วยซ้ำ
.
การเก็บเงินก่อนรูดเป็นการสร้างเงินสำรองขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าเรามีกำลังที่จะชำระเงินคืนได้อย่างแน่นอน อย่างน้อยที่สุดควรมีเงินสดสำรอง 50% ของสินค้าที่จะซื้อผ่านบัตรเครดิต เพื่อเตรียมสะสมสำหรับจ่ายเต็มจำนวนในเดือนถัดไป
.
หรืออีกหนึ่งวิธีคือการ "ซ้อมเป็นหนี้" ก่อนผ่อนชำระจริง เช่น ต้องการซื้อสินค้าราคา 30,000 บาท โดยใช้สิทธิประโยชน์ผ่อน 0% เป็นเงิน 3,000 เป็นเวลา 10 เดือน จะต้องมีการหักเงินเข้าบัญชีเพื่อซ้อมผ่อน ก่อนจ่ายจริงอย่างน้อย 3-5 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินทางการเงินเกิดขึ้นระหว่างที่อยู่ในโปรแกรมผ่อนชำระ เราจะยังสามารถผ่อนชำระได้ตรงตามเวลา แบบปลอดดอกเบี้ยได้สบายๆ
.
แม้จะดูเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก แต่เป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะเกินครึ่งของคนที่ติดกับดักหนี้บัตรเครดิต คือคนที่เชื่อมั่นในตัวเองว่าจะสามารถหาเงินมาจ่ายได้ในอนาคต ทั้งๆ ที่ไม่มีเงินในมือ และปราศจากการวางแผนในจุดนี้กันทั้งนั้น
.
 5. จ่ายตรงตามเวลาทุกเดือน
.
จ่ายตรงตามเวลาทุกเดือน การจ่ายเงินคืนบัตรเครดิตตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดทันทีที่สรุปยอดบิล หรือจ่ายก่อนวันครบกำหนดชำระ นอกจากเราจะไม่ต้องเสียดอกเบี้ยที่ไม่ควรเสียแล้ว การจ่ายเงินตามเวลาที่กำหนดยังช่วยรักษาสถานะลูกหนี้ชั้นดี ที่อาจส่งผลต่อการขอสินเชื่อในอนาคตด้วย
.
6. ทำความเข้าใจ "ใบแจ้งหนี้"
.
เอกสารแจ้งหนี้ หรือใบแจ้งหนี้แบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม และไม่ยอมศึกษาอย่างละเอียด ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วการตรวจสอบใบแจ้งหนี้อย่างละเอียดทั้งวันที่สรุปยอด วันครบกำหนดชำระ โดยเฉพาะช่วงที่มีการผ่อนจ่าย ที่อาจมีการคำนวณดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น หากไม่ตรวจสอบและทำความเข้าใจการคิดอัตราดอกเบี้ย หรือรอบการจ่ายในแต่ละเดือนอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด จนนำไปสู่การวางแผนชำระหนี้ผิด อาจส่งผลกระทบด้านการเงินอื่นๆ ที่ตามมาได้
.
สำหรับผู้ให้บริการบัตรเครดิตในปัจจุบันสามารถตรวจสอบยอดเงินที่ใช้ ยอดเงินที่ชำระ ที่อัพเดทแบบเรียลไทม์ ผ่านแอพพลิเคชั่นของแต่ละธนาคาร ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวของการใช้จ่ายของตัวเองได้อย่างละเอียด และสามารถระงับการใช้งานได้ทันท่วงทีเมื่อมีแจ้งเตือนการใช้บัตรที่ผิดปกติ
.
 7. ใช้สิทธิพิเศษของบัตรให้เป็นประโยชน์
.
ข้อดีของการใช้เครดิตที่แตกต่างจากการใช้เงินสด คือ สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ "เงินสดให้ไม่ได้" ซึ่งการใช้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เหล่านี้จะตามมาอัตโนมัติ ถ้าใช้เราสามารถบริหารจัดการบัตรเครดิตได้ 6 ข้อด้านบน หรือรักษาสถานะลูกค้าชั้นดีมาอย่างต่อเนื่อง โดยบัตรเครดิตแต่ละธนาคาร หรือบัตรแต่ละประเภทย่อมให้สิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป
.
ฉะนั้นก่อนเลือกสมัครบัตรเครดิต ลองเลือกบัตรที่มีคุณสมบัติที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ตัวเองมากที่สุด เช่น สายช้อปปิ้ง เลือกบัตรที่ให้สิทธิประโยชน์ร่วมกับร้านรีเทล ศูนย์การค้า หรือร้านที่ใช้บริการเป็นประจำ เป็นต้น
.
สำหรับสิทธิพิเศษของบัตรมีหลายรูปแบบ ขอยก 3 ตัวอย่างที่มีให้ในบัตรเครดิตส่วนใหญ่ อย่าง การใช้แต้มบัตรเครดิต การผ่อน 0% และการรับเครดิตเงินคืน
.
ใช้แต้ม : ทุกครั้งที่มีการใช้และจ่ายคืนผ่านบริการผ่านบัตรเครดิตจะได้รับแต้มสะสมตามข้อกำหนดของแต่ละบัตร ซึ่งบรรดาแต้มเหล่านี้จะผุดขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อใช้จ่ายอย่างมีวินัย แต้มเหล่านี้สามารถสะสม เพื่อแลกรับของกำนัลรูปแบบต่างๆ ได้ ตั้งแต่ของเล็กๆ น้อยๆ อย่างชานมไข่มุก ไต่ขึ้นไปเป็นของใช้ เช่น กระเป๋า เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้แต่ส่วนลดค่าบริการร้านอาหาร โรงแรมชั้นนำ ฯลฯ ซึ่งแต้มเหล่านี้คือกำไรที่สามารถลดต้นทุนการใช้เงินของเราในครั้งต่อๆ ไปได้
.
ผ่อน 0% : โปรโมชั่นยอดฮิตที่มีประโยชน์มากๆ สำหรับคนที่ต้องการซื้อสินค้าบางอย่างที่มีมูลค่าสูงได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในคราวเดียว สามารถทยอยจ่ายเป็นก้อนเล็กๆ โดยไม่มีเสียดอกเบี้ยใดๆ เลย
.
อย่างไรก็ตาม การผ่อน 0% มีข้อควรระวัง คือการเลือกการผ่อนเป็นระยะเวลานาน พร้อมกันหลายๆ สินค้า ซึ่งทำให้ต้องแบกภาระต่อไปเป็นเวลานาน และอาจมีเงินไม่เพียงพอต่อการผ่อนจ่าย ซึ่งเป็นกับดักให้หลายต่อหลายคนเดินทางไปสู่วังวนของการชำระหนี้ไม่ตรงเวลาเพราะชักหน้าไม่ถึงหลัง และโดนหนี้ล้มทับได้เช่นกัน
.
เครดิตเงินคืน : หรือที่เรียกกันติดปากว่า Cashback เป็นสิทธิประโยชน์ของผู้ใช้ได้เงินคืนเข้าสู่บัญชีบัตรเครดิตทุกครั้งที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต เสมือนได้ส่วนลดในการใช้จ่ายแต่ละรอบ ทั้งนี้ เงื่อนไขของการให้เครดิตเงินคืนแต่ละครั้ง มักจะมีเงื่อนไขกำหนดอยู่ เพราะฉะนั้นอย่ารูดเพื่อหวังเงินคืนจนลืมมองดอกจันตัวเล็กๆ ที่ระบุเงื่อนไขอยู่ด้วย
.
ที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายคนเผลอใช้บัตรเครดิตหละหลวมไปจาก 7 ข้อที่กล่าวถึงบ้าง บางข้ออาจไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตมาก แต่หากเกิดขึ้นต่อเนื่อง หรือบ่อยครั้งขึ้น ผลของการใช้บัตรเครดิตแบบไม่ระมัดระวังเหล่านี้จะกลับมาเล่นงานในระยาวได้เช่นกัน
.
เพราะเจ้าหนี้ในอนาคตของคุณจะสามารถตรวจสอบพฤติกรรมการชำระหนี้ย้อนหลังที่ปรากฏในเครดิตบูโร หรือ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (National Credit Bureau) เป็นเวลา 36 เดือนหรือ 3 ปี ซึ่งหากประวัติการชำระหนี้ไม่น่ารักอย่างที่ควรจะเป็น ก็มีส่วนทำให้โอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อที่มีความจำเป็นหลุดลอย (ในระยะเวลาหนึ่ง) ได้เช่นกัน
.
ฉะนั้น ก่อนที่จะสมัครบัตรเครดิต หรือก่อนหยิบบัตรเครดิตมาใช้ทุกครั้ง อย่าลืมทบทวนถึงวิธีการใช้บัตรเครดิตทั้ง 7 ข้อนี้ เพื่อสุขภาพการเงินที่ดีของตัวเอง
.
.
.



3
สวัสดีปีใหม่
ไม่มีทุกข์ ไม่มีโศก
ไม่มีโรค ไม่มีภัย
เงินทองเหลือใช้ ร่างกายแข็งแรง
กันทุกท่าน ครับ
ด้วยรัก
Sithiphong
----------------------------------------------------------------
เพลงพระราชนิพนธ์ พรปีใหม่ - ธงไชย แมคอินไตย์ และ วิโอเลต วอเทียร์ Ost.พรจากฟ้า【Official MV】
https://www.youtube.com/watch?v=-ZoRz7bkd_Q
GDH
เผยแพร่เมื่อ 14 ธ.ค. 2016
----------------------------------------------------------------
เก่าไปใหม่มา - สุนทราภรณ์【Karaoke : คาราโอเกะ】
https://www.youtube.com/watch?v=QfU2lwmClwk
Metro Records
เผยแพร่เมื่อ 24 พ.ย. 2014
----------------------------------------------------------------
ส.ค.ส. - สุนทราภรณ์【Karaoke : คาราโอเกะ】
https://www.youtube.com/watch?v=tfjcV9RMTUI
Metro Records
เผยแพร่เมื่อ 24 พ.ย. 2014

4
คุยสบาย นานาสาระ / คิด วิเคราะห์ แยกแยะ
« เมื่อ: ธันวาคม 31, 2020, 10:06:02 AM »
.
มาเล่าเรื่องให้ฟังกัน  พอได้รับทราบเรื่องราว  ต้องนำมาโพสให้ได้มีความเห็นที่ถูกต้อง
.
ว่าด้วยเรื่อง ค.ว.ย.
.
ค. คือ คิด
ว. คือ วิเคราะห์
ย. คือ แยกแยะ
.
มีสถานที่ทำงานที่หนึ่ง คือ บริษัท เกรียงไกร จำกัด(มหาชน)
.
ในที่ทำงานแห่งนี้ มี 3 แผนก  คือ
1.แผนกถีบหัว
2.แผนกเกื้อกูล
3.แผนกบักบื้อ
.
แต่เนื่องจากเกิด  Covid19  ทางบริษัทฯ ก็เลยมีการจัดทำแผนการทำงานขึ้น  โดยแบ่งคนไปทำงานอีกสถานที่หนึ่ง  หากเกิดการระบาดที่บริษัทฯ   ก็ยังคงมีพนักงานที่ทำงานอีกสถานที่หนึ่ง  ยังสามารถทำงานได้
.
วันที่  30 ธันวาคม 2563  เป็นวันที่มีการเลี้ยงปีใหม่  แต่เนื่องจากเกิด Covid19  ขึ้นมา ก็เลยมีการสั่งอาหาร โดยสั่งมาเป็นกล่องแล้วนำไปแจกเป็นรายคน   โดยมีการเลี้ยงกลางวัน
.
ปรากฎว่า  มีการนำอาหาร(กล่อง) ไปส่งยังสถานที่ทำงานอีกแห่งหนึ่ง  โดยไปถึงตอน 13.00  น.  (ย้ำว่า เลี้ยงอาหารกลางวัน)   แต่เนื่องด้วยทางแผนกถีบหัว  ต้องมีการนำส่งเอกสารไปยังอีกบริษัทฯ จึงทำให้ส่งอาหารไปช้า
.
มีพนักงานคนหนึ่งที่ทำงาน(อีกสถานที่หนึ่ง) โยนอาหารกล่องที่ทางสำนักงานใหญ่ทิ้งลงถังขยะ
.
โดยทั่วๆไป   น่าด่าพนักงานคนที่โยนอาหารกล่องลงถังขยะ  คนนี้นิสัยไม่ดี หรือ โมโหหิว   แต่ที่ทราบมา อยากจะบอกว่า พนักงานที่โยนอาหารกล่องลงถังขยะ    มีตังหากินอาหารอร่อยๆ กินเองได้
.
มาขยายความ
.
แผนกถีบหัว   ที่ต้องส่งเอกสารไปยังอีกบริษัทฯ  เอกสารชุดนี้ทางแผนกถีบหัว  ทราบอย่างละเอียดด้วยว่า ต้องส่งเอกสารชุดนี้ไปยังอีกบริษัท  ที่ถูกต้อง   ต้องจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อวาน หรือในตอนเช้า   พอบริษัทฯเปิดทำงาน หรืออาจจะเป็นเวลาไม่เกิน 9 โมงเช้า  ก็สามารถให้พนักงานไปส่งเอกสารได้ทันที  และพนักงานสามารถกลับมารับอาหารกล่อง ไปส่งให้พนักงานอีกแห่งหนึ่งได้  จะได้เป็นขวัญและกำลังใจให้กับพนักงานที่เสียสละ ?????
.
และรู้ทั้งรู้ว่า  วันนี้มีการเลี้ยงอาหารกลางวัน  ที่ต้องมีการส่งอาหาร(กล่อง)  ที่บริษัทฯเลี้ยง ไปให้กับพนักงานที่อยู่อีกสถานที่ ในเวลา 12.00 น.  ไม่ควรเกิน 12.30 น. และต้องมีการสื่อสารกันโดยผ่านไลน์กลุ่ม
.
อีกทั้งพนักงานที่ต้องไปทำงานยังสถานที่อีกแห่ง  ต้องนับว่า เป็นคนที่เสียสละเพื่อบริษัทฯ ,  เป็นคนที่มีความสำคัญมากกว่าคนที่อยู่ที่บริษัทฯ  เพราะต้องเดินทางไกลขึ้น ,  มีค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น  ถ้าไม่ ค. ว. ย. ( คือ คิด , วิเคราะห์ , แยกแยะ)  แล้ว  สับเปลี่ยนตัวคนทำงานได้
.
แต่ไม่ว่าจะเป็นการส่งเอกสารก็ตาม  หรือ การสื่อสารในเรื่องต่างๆผ่านไลน์ ไม่ได้มีการ ค. ว. ย. (คือ คิด ,  วิเคราะห์ และ แยกแยะ)  ตามที่บอกไปข้างต้น
.
ดังนั้น  การทำงานกันเป็นทีม  ต้องใช้มาก  ยิ่งมีตำแหน่งที่สูงมากเท่าไหร่   ต้องมองรอบด้านมากเท่านั้น  อีกอย่าง  แค่เก่งงาน ยังไม่พอ  ต้องเก่งคนด้วย
.
ที่ว่าเก่งงาน ก็คือ มีความรอบรู้ในงานที่ทำอย่างชำนาญ , การทำงานถูกต้องตามระเบียบของบริษัท
.
ที่ว่าเก่งคน เรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือ ต้องปกป้องลูกน้องที่ทำงานอย่างทุ่มเท ไม่ให้ใครมาระราน
.
ค. คือ คิด  หมายถึง การเริ่มคิดวางแผนในการทำงานให้ดี  ไม่ให้กระทบกับบุคคลอื่น ให้เป็นไปตามธรรม
ว. คือ วิเคราะห์ หมายถึง การเริ่มต้นการวิเคราะห์ความสำคัญต่างๆ ให้ถูกต้องตามธรรม
ย. คือ แยกแยะ หมายถึง การเริ่มต้นการแยกแยะ ในหัวโขนที่สวมไว้  หัวโขนไม่สามารถนำไปในนรกได้
.
จบแล้วสำหรับนิทานในวันนี้ ที่ผมได้รับทราบมา
.
ไม่มีที่มา แต่มีที่ไปเสมอ สำหรับคนที่กระทำถูกต้องกับ กฎระเบียบ , กฎหมาย และ กฎแห่งกรรม
.
#ต่อให้ไปไหว้พระพุทธรูปทั่วโลก
#ต่อให้ไปไหว้พระสงฆ์ทั่วโลก
#ต่อให้ไปไหว้รูปปั้นองค์เทพเทวาทั่วโลก
#แต่กระทำผิดหลักกฎแห่งกรรมต้องรับกรรมเสมอ
.
#ไม่ว่าใหญ่แค่ไหน  #ไม่ว่ารวยล้นฟ้าเพียงใด #ไม่มีใครหนีกรรมพ้น
#แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังหนีกรรมไม่พ้น
.

5
.
โคธชาดก คบคนชั่ว ไม่มีความสุข
.
โพสโดย ธรรมะที่แท้จริงจากพระไตรปิฎก
วันที่ 26 ธันวาคม 2563
.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 561
.
๑๕. กกัณฏกวรรค
.
๑. โคธชาดก
คบคนชั่ว ไม่มีความสุข
[๑๔๑] "ผู้คบคนชั่ว ย่อมไม่ได้ความสุข โดย
ส่วนเดียว เขาย่อมทำตนให้ถึงความพินาศ
เหมือนอย่างตระกูลเหี้ย พาตนและหมู่คณะถึง
ความวอดวาย เพราะกิ้งก่า ฉะนั้น"
จบ โคธชาดกที่ ๑
อรรถกถากกัณฏกวรรคที่ ๑๕
อรรถกถาโคธชาดกที่ ๑
.
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน
ทรงปรารภภิกษุคบหาฝ่ายผิดรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า น ปาปชนสํเสวี ดังนี้.
.

เรื่องปัจจุบัน ก็เช่นเดียวกับเรื่องที่กล่าวแล้วใน มหิฬามุข๑- ชาดก นั้นแล.
.

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดเหี้ย ครั้น (๑. ขุ. ชา ๒๗/๒๖.) เติบใหญ่แล้ว มีเหี้ยหลายร้อยเป็นบริวาร พำนักอยู่ในโพรงใหญ่ ใกล้ฝั่งแม่น้ำ บุตรของพระโพธิสัตว์นั้น ชื่อว่าโคธปิลลิกะ ทำความสนิทสนมเป็นเพื่อนเกลอกันกับกิ้งก่า (ป่อมข่าง) ตัวหนึ่ง เย้าหยอกกันกับมัน ขึ้นทับมันไว้ด้วยคิดว่า เราจักกอดกิ้งก่า
.
ฝูงเหี้ยพากันบอกความสนิทสนม ระหว่างโคธปิลลิกะกับกิ้งก่านั้น ให้พญาเหี้ยทราบ
.
พญาเหี้ยจึงเรียกบุตรมาหา กล่าวว่า ลูกเอ๋ย เจ้าทำความสนิทสนมกันในที่ไม่บังควรเลย ธรรมดากิ้งก่าทั้งหลาย มีกำเนิดต่ำ ไม่ควรทำความสนิทสนมกับมัน ถ้าเจ้าขืนทำความสนิทสนมกับมัน สกุลเหี้ยแม้ทั้งหมด จักต้องพินาศเพราะอาศัยมันแน่นอน
.
ต่อแต่นี้ไปเจ้าอย่าได้ทำความสนิทสนมกับมันเลย โคธปิลลิกะ ก็คงยังทำอยู่เช่นนั้น แม้ถึงพระโพธิสัตว์จะพูดอยู่บ่อย ๆ ก็ไม่สามารถจะห้ามความสนิทสนมระหว่างเขากับมันได้ จึงดำริว่า อาศัยกิ้งก่าตัวหนึ่ง ภัยต้องบังเกิดแก่พวกเราเป็นแน่ ควรจัดเตรียมทางหนีไว้ ในเมื่อภัยนั้นบังเกิด แล้วให้ทำปล่องลมไว้ข้างหนึ่ง ฝ่ายบุตรของพญาเหี้ยนั้น ก็มีร่างกายใหญ่โตขึ้นโดยลำดับ ส่วนกิ้งก่าคงตัวเท่าเดิม โคธปิลลิกะ คิดว่าจักสวมกอดกิ้งก่า (เวลาใด) ก็โถมทับอยู่เรื่อย ๆ(เวลานั้น) เวลาที่โคธปิลลิกะโถมทับกิ้งก่า เป็นเหมือนเวลาที่ถูกยอดเขาทับฉะนั้น เมื่อกิ้งก่าได้รับความลำบาก จึงคิดว่า ถ้าเหี้ยตัวนี้ กอดเราอย่างนี้สัก สอง-สามวันติดต่อกัน เราเป็นตายแน่ เราจักร่วมมือกับพรานคนหนึ่ง ล้างตระกูลเหี้ยนี้เสียให้จงได้.
.
ครั้นวันหนึ่งในฤดูแล้ง เมื่อฝนตกแล้ว ฝูงแมลงเม่าพากัน บินออกจากจอมปลวก ฝูงเหี้ยพากันออกจากที่นั้น ๆ กินฝูงแมลงเม่า พรานเหี้ยผู้หนึ่งถือจอบไปป่ากับฝูงหมา เพื่อขุดโพรงเหี้ย
.
กิ้งก่าเห็นเขาแล้ว คิดว่า วันนี้ความหวังของเราสำเร็จแน่ ดังนี้แล้วเข้าไปหาเขา. หมอบอยู่ในที่ไม่ห่าง ถามว่า ท่านผู้เจริญ ท่านเที่ยวไปในป่าทำไม ? พรานตอบว่า เที่ยวหาฝูงเหี้ย กิ้งก่ากล่าวว่า ฉันรู้จักที่อาศัยของเหี้ยหลายร้อยตัว ท่านจงหาไฟและฟางมาเถิด แล้วนำเขาไปที่นั้น ชี้แจงว่า ท่านจงใส่ไฟตรงนี้แล้วจุดไฟ ทำให้เป็นควัน วางหมาล้อมไว้ ตนเอง ออกไปคอยตีฝูงเหี้ยให้ตาย แล้วเอากองไว้
.
ครั้นบอกอย่างนี้แล้ว ก็คิดว่า วันนี้เป็นได้เห็นหลังศัตรูละ แล้วนอนผงกหัวอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง แม้นายพรานก็จัดการสุมไฟฟาง ควันเข้าไปในโพรง ฝูงเหี้ยพากันสำลักควัน ถูกมรณภัยคุกคาม ต่างรีบออกพากันหนี รนราน พรานก็จ้องตีตัวที่ออกมา ๆ ให้ตาย ที่รอดพ้นมือพรานไปได้ก็ถูกฝูงหมากัด ความพินาศอย่างใหญ่หลวงเกิดแก่ฝูงเหี้ย
.
พระโพธิสัตว์รู้ว่า เพราะอาศัยกิ้งก่าภัยจึงบังเกิดขึ้น ตัวนี้แล้ว กล่าวว่า ขึ้นชื่อว่าการคลุกคลีกับคนชั่ว ไม่พึงกระทำ ขึ้นชื่อว่า ประโยชน์ย่อมไม่มีเพราะอาศัยคนชั่ว ด้วยอำนาจของกิ้งก่าชั่วตัวเดียว ความพินาศจึงเกิดแก่ฝูงเหี้ย มีประมาณเท่านี้ เมื่อจะหนี ไปทางช่องลม กล่าวคาถานี้ความว่า :-
.

" ผู้คบคนชั่ว ย่อมไม่ได้ความสุข โดย
ส่วนเดียว เขาย่อมทำตนให้ถึงความพินาศ
เหมือนอย่างตระกูลเหี้ยให้ตนถึงความวอดวาย
เพราะกิ้งก่า ฉะนั้น" ดังนี้.
.

ในคาถานั้น มีความสังเขปดังนี้ บุคคลผู้สร้องเสพกับ
คนชั่ว ย่อมไม่บรรลุ คือไม่ประสบ ไม่ได้รับความสุขที่ยั่งยืน คือความสุขที่ชื่อว่า สุขชั่วนิรันดร เหมือนอย่างอะไร ? เหมือนตระกูลเหี้ยไม่ได้ความสุข เพราะกิ้งก่าฉันใด คนที่สร้องเสพกับคนชั่ว ย่อมไม่ได้ความสุขฉันนั้น มีแต่จะพาตนให้ถึงความวอดวายกับคนชั่ว ย่อมพาตนและคนอื่น ๆ ที่อยู่กับตน ให้ถึงความพินาศไปถ่ายเดียวเท่านั้น แต่ในพระบาลีท่านเขียนไว้ว่า "กลึ ปาเปยฺย" พึงพาตนให้ถึงความวอดวาย พยัญชนะ (คือข้อความ)อย่างนั้น ไม่มีในอรรถกถา ทั้งเนื้อความของพยัญชนะนั้น ก็ไม่ถูกต้อง เหตุนั้น พึงถือเอาคำตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.
.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า กิ้งก่าในครั้งนั้น ได้มาเป็นเทวทัต บุตรพระโพธิสัตว์ ชื่อโคธปิลลิกะผู้ไม่เชื่อโอวาท ได้มาเป็นภิกษุผู้คบหาฝ่ายผิด
ส่วนพญาเหี้ย ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
.
จบ อรรถกถาโคธชาดกที่ ๑
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 564
.

6
.
#นันทิวิสาลชาดก - #โคนันทิวิสาล
.
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วันเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภการพูดเสียดแทงให้เจ็บใจของพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า
.
.
.
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยของพระเจ้าคันธาระครองเมืองตักกศิลา แคว้นคันธาระ พระโพธิสัตว์เกิดเป็นโคนามว่า นันทิวิสาล เป็นโคมีรูปร่างสวยงาม มีพละกำลังมาก
.
มีพราหมณ์คนหนึ่งได้เลี้ยงและรักโคนั้นเหมือนลูกชาย
โคนั้นคิดจะตอบแทนบุญคุณการเลี้ยงดูของพราหมณ์
ในวันหนึ่ง ได้พูดกะพราหมณ์ว่า
.
"พ่อ จงไปท้าพนันกับโควินทกเศรษฐีว่า โคของเราสามารถลากเกวียนหนึ่งร้อยเล่ม ที่ผูกติดกันให้เคลื่อนไหวได้ พนันด้วยเงินหนึ่งพันกหาปณะเถิด"
.
พราหมณ์ได้ไปที่บ้านเศรษฐีและตกลงกันตามนั้น
.
นัดเดิมพันกันในวันรุ่งขึ้น
.
ในวันเดิมพัน พราหมณ์ได้เทียมโคนันทิวิสาลเข้าที่เกวียนเล่มแรก เพื่อลากเกวียนหนึ่งร้อยเล่มผูกติดกันซึ่งบรรทุกทราย กรวดและหินเต็มลำ แล้วขึ้นไปนั่งบนเกวียน เงื้อปฏักขึ้นพร้อมกับตวาดว่า
.
"ไอ้โคโกง โคโง่ เจ้าจงลากเกวียนไปเดี๋ยวนี้"
.
ฝ่ายโคนันทิวิสาลเมื่อได้ยินพราหมณ์พูดเช่นนั้น ก็คิดน้อยใจว่า
.
"พราหมณ์เรียกเราผู้ไม่โกง ว่าโกง ผู้ไม่โง่ ว่าโง่"
.
จึงยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว โควินทกเศรษฐีจึงเรียกให้พราหมณ์นำเงินหนึ่งพันกหาปณะมาให้แล้วกลับบ้านไปฝ่ายพราหมณ์ผู้แพ้พนันเงินหนึ่งพันกหาปณะ ปลดโคแล้วก็เข้าไปนอนเศร้าโศกเสียใจอยู่ในบ้าน
.
ส่วนโคนันทิวิสาลเห็นพราหมณ์เศร้าโศกเสียใจเช่นนั้น จึงเข้าไปปลอบและกล่าวว่า
.
"พ่อ ฉันอยู่ในเรือนของท่านตลอดมา เคยทำภาชนะอะไรแตกไหม เคยเหยียบใครๆ เคยถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะในที่อันไม่ควรหรือไม่
เพราะเหตุใด ท่านจึงเรียกเราว่า โคโกง โคโง่
ครั้งนี้เป็นความผิดของท่านเอง ไม่ใช่ความผิดของฉัน
.
บัดนี้ ขอให้ท่านไปเดิมพันกับโควินทกเศรษฐีใหม่ด้วยเงินสองพันกหาปณะ
ขออย่างเดียว ท่านอย่าได้เรียกฉันว่า โคโกง โคโง่ ท่านจะได้ทรัพย์ตามที่ท่านปรารถนา ฉันจะไม่ทำให้ท่านเศร้าเสียใจ"
.
พราหมณ์ได้ทำตามที่โคนันทิวิสาลบอก
.
ในวันเดิมพัน พราหมณ์จึงพูดหวานว่า."นันทิวิสาลลูกรัก เจ้าจงลากเกวียนทั้งร้อยเล่มนี้ไปเถิด"
.
โคนันทวิสาลได้ลากเกวียนร้อยเล่มที่ผูกติดกัน
ด้วยการออกแรงลากเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ทำให้เกวียนเล่มสุดท้ายไปตั้งอยู่ที่เกวียนเล่มแรกอยู่
ทำให้พราหมณ์ชนะพนัน ด้วยเงินสองพันกหาปณะ
.
พระพุทธองค์เมื่อนำอดีตนิทานมาสาธกแล้วตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่า คำหยาบ ไม่เป็นที่ชอบใจของใครๆ แม้กระทั่งสัตว์เดียรัจฉาน"
.
แล้วได้ตรัสพระคาถาว่า."บุคคลควรพูดแต่คำที่น่าพอใจเท่านั้น
ไม่ควรพูดคำที่ไม่น่าพอใจในกาลใดๆ เมื่อพราหมณ์พูดคำที่น่าพอใจ
โคนันทิวิสาลได้ลากสัมภาระอันหนักได้
ทั้งยังทำให้หราหมณ์ผู้นั้นได้ทรัพย์อีกด้วย
ส่วนตนเองก็เป็นผู้ปลื้มใจ เพราะการช่วยเหลือนั้นด้วย"
.
.
.
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
.
พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปากมีสี
.
ที่มา : หนังสือ ชาดกและประวัติพุทธสาวก-พุทธสาวิกา
โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม
ขุ.ชา.อ.(ไทย) ๓/๑/๓๐๙-๓๑๑
.
.
.
ที่มา dhammathai
.

7
กฏแห่งกรรม-ชาติภพ / องค์พยามัจจุราชเจ้า
« เมื่อ: ธันวาคม 12, 2020, 05:05:32 PM »
.
มีลูกค้าท่านหนึ่งที่เคยขอรูปหล่อลอยองค์พยามัจจุราชจากผม  ไปบูชาที่บ้าน
วันนี้ แจ้งมาว่า ขอวิธีการบูชาอีกครั้ง  ผมก็เลยเขียนเรื่องราวการบูชาองค์พยามัจจุราชเจ้าให้อีกครั้ง ครับ
.
.
.
การบูชาองค์พยามัจจุราชเจ้า
.
จุดธูป 9 ดอก
.
คำบูชา
.
นโม 3 จบ
.
ปะโตเมตัง ปะระชีวินัง สุขะโตจุติ จิตตะเมตะ นิพพานัง สุขะโตจุติ
.
ขอให้สัตว์โลกทั้งหลายใน 3 ภพ จงพ้นจากภัยพิบัติและเคราะห์กรรมทั้งปวงเถิด สาธุ สาธุ สาธุ
(พระคาถาพญายม ประชุมกับ พระอินทร์ พระพรหม ให้มีคาถาบทนี้ ไว้ช่วยคนให้รอดพ้นจากความทุกข์ยาก ลำบาก และภัยพิบัติทั้งปวง)
.
น้ำที่ใช้ถวาย  ขอให้เป็นน้ำเปล่าก็ได้ หรือ เป็นน้ำชาก็ได้ แต่เป็นน้ำเปล่าเย็นๆ หรือ น้ำชาเย็นๆ  ใส่น้ำแข็งได้ยิ่งดี
.
พวงมาลัย หรือ ดอกไม้ที่ถวาย  ขอให้เป็นดอกมะลิ , ดอกรัก , ดอกกุหลาบ หรือดอกไม้อื่นๆ ก็ได้
ยกเว้น ดอกดาวเรือง  เพราะว่า ดอกไม้ชนิดเดียวที่ขึ้นอยู่ในนรก  มีลักษณะเหมือนกับดอกดาวเรือง
.
ส่วนตัว  ไม่เคยใช้ดอกดาวเรืองไหว้พระมาสิบกว่าปีแล้ว
.
พยามัจจุราชเจ้า ชื่อนี้เป็นตำแหน่ง ที่ผู้ที่จะไปเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต จะต้องมาดำรงตำแหน่งนี้เสมอ
.
เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ผมได้รู้จักกับบุคคลญาณลาภีท่านนึง ผมขอเรียกชื่อท่านในที่นี้ว่า พี่ใหญ่ (ปัจจุบันนี้ ผมเคารพท่านเป็นครูบาอาจารย์) ท่านเป็นผู้ที่ปฎิบัติสมาธิมาเป็นอย่างดี กระทั่งสามารถถอดจิตออกไปยังที่ต่างๆไป แม้แต่ไปที่นรก ในเรื่องนี้ มีผู้ที่ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบ ไม่ว่าจะเป็นฆารวาส หรือ พระภิกษุ ท่านรับรองในเรื่องนี้
.
หลังจากนั้น ผมเองมีความรู้สึกว่า อยากบูชาองค์พยามัจจุราชเจ้า ผมจึงไปเดินหารูปหล่อลอยองค์พยามัจจุราชเจ้าที่ท่าพระจันทร์ ปรากฎว่า ผมได้มาหลายองค์ ผมจึงนำรูปหล่อลอยองค์พยามัจจุราชเจ้า ไปขอให้พี่ใหญ่ อาราธนาองค์พยามัจจุราชเจ้า มาอธิษฐานจิตรูปหล่อลอยองค์พยามัจจุราชเจ้า
.
ต่อมา ผมไปรับรูปหล่อลอยองค์พยามัจจุราชเจ้า พี่ใหญ่เล่าให้ฟังว่า องค์พยามัจจุราชเจ้า ท่านมาบอกกับพี่ใหญ่ว่า ของๆท่านกันผีกะวะราดได้ แต่กันคนของท่านไม่ได้ และ หากมีรูปหล่อลอยองค์ขององค์พยามัจจุราชเจ้า เหมือนกับมีโทรศัพท์ส่วนตัวที่สามารถโทร.(บอก)ท่านได้ตลอดเวลา เพียงแต่ถ้าเราไม่ได้ฝึกฝนและนั่งสมาธิมาอย่างดีแล้ว เราไม่สามารถที่จะรับรู้และติดต่อกับองค์พยามัจจุราชเจ้าได้
.
รูปหล่อลอยองค์พยามัจจุราชเจ้า ในชุดนี้  จะมีท่านยมทูตมาอยู่ประจำในองค์ท่านเสมอ แต่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา
.
สำหรับท่านใดที่มีรูปหล่อลอยองค์พยามัจจุราชเจ้าชุดนี้ เวลาที่ทำบุญ สามารถอาราธนา องค์พยามัจจุราชเจ้า , นายนิริยบาลทั้ง 8 ท่าน และ ท่านยมทูตทุกๆท่าน มาเป็นสักขีพยานบุญ และร่วมโมทนาบุญในการที่หลายๆท่านได้ทำบุญในวาระต่างๆ
.
อีกเรื่อง หากไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องใดๆก็ตาม  ก็สามารถขอความเป็นธรรมต่อองค์พยามัจจุราชได้เช่นกัน  ขอให้ท่านมาเป็นสักขีพยานในการกระทำของบุคคลต่างๆที่กระทำไม่ดีต่อตัวเรา และขอองค์พยามัจจุราชเจ้าตัดสินในการกระทำของบุคคลต่างๆตามหลักกฎแห่งกรรม ตามหลักของธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
.
ในการทำบุญทุกครั้ง  หากเรามีรูปหล่อลอยองค์พยามัจจุราชเจ้าที่ผมให้ไปแล้วนั้น  เราสามารถที่จะอัญเชิญพระองค์ท่านมาร่วมโมทนาบุญและเป็นพยานบุญให้กับเรา ในบุญที่เรากระทำในทุกๆครั้งได้
.
สาเหตุที่จำเป็นต้องอัญเชิญพระองค์ท่านมาร่วมโมทนาบุญและเป็นพยานบุญให้กับเรา  เนื่องจากว่า  หากเราเสียชีวิตไป  ไม่ว่าการเสียชีวิตจะเสียชีวิตอย่างไร  วิญญาณของเราไม่สามารถจดจำบุญต่างๆที่เราได้เคยกระทำไว้ได้เลย
.
การเสียชีวิตโดยปกติแล้ว  จิตก่อนที่จะเสียชีวิต  จะนำเรื่องราวต่างๆที่เราได้เคยกระทำไว้  นำกลับมาให้เราได้เห็น  เหมือนกับเราดูภาพยนต์  หากจิตของเรานำเรื่องที่ไม่ดี  นำมาให้เราได้เห็น  เราจะไปอบายภูมิทันที
.
หรือ หากเราเสียชีวิต(ที่ถึงเวลาที่ต้องเสียชีวิต) เราต้องไปตามผลของบุญและกรรมที่เราได้กระทำไว้  โดยอาจจะไปยังนรกภูมิ  ไปพบกับองค์พยามัจจุราชเจ้า พระองค์ท่านมีคำถามที่มาถามเรา  ซึ่งในเวลานั้น หากจิตที่ไม่ได้มีการนั่งวิปัสนากรรมฐานมา  จิตไม่สามารถจดจำในบุญต่างๆที่เราทำได้  หากเมื่อก่อนที่เราได้เคยอัญเชิญพระองค์ท่านมาร่วมโมทนาบุญ และ เป็นพยานบุญ  พระองค์ท่านจะเป็นพยานให้กับเราได้ว่า เราเคยทำบุญอะไรมาบ้าง  ก่อนที่พระองค์ท่านจะเป็นผู้ที่พิจารณาในบุญและกรรมของเราอีกครั้ง
.
ที่สำคัญ  วิญญาณไม่สามารถโกหกในเรื่องของบุญและ่บาป ต่อหน้าองค์พยามัจจุราชเจ้าได้เลย
.
ขอเพิ่มเติม  หากท่านใดที่ได้รับรูปหล่อลอยองค์พระยามัจจุราชเจ้า (ที่ผมได้นำก้อนดิน และ เม็ดข้าว ใส่ใต้ฐานไปด้วย)
.
การบูชา พระแม่ธรณี , พระแม่คงคา และ พระแม่โพสพ
.
จุดธูป 9 ดอก
.
คำบูชา (บทสวดและการอธิษฐานขอในเรื่องต่างๆ)
ผมใช้ภาษาไทย  ที่เป็นเรื่องของการมีกตัญญูกตเวทิตา หรือเรื่องอื่นๆ ต่อ พระแม่ธรณี , พระแม่คงคา และ พระแม่โพสพ (การขอในเรื่องต่างๆ ต้องไม่เกินกรรมของตนเอง)
.
ส่วนตัวผมเอง  ผมถวายน้ำชา(จีน)ร้อนๆ ครับ
.
แต่สำหรับรูปหล่อลอยองค์พยามัจจุราชชุดนี้บางส่วน  ผมบรรจุก้อนดินเล็กๆ และ เม็ดข้าวสาร  (ที่ผมได้เคยขอให้พระภิกษุรูปหนึ่ง  อาราธนา พระแม่ธรณี , พระแม่คงคา และ พระแม่โพสพ อธิษฐานจิต) ใส่ในใต้ฐานรูปหล่อลอยองค์พยามัจจุราชเจ้า ด้วย
.
ดังนั้น หากท่านใดที่มีรูปหล่อลอยองค์พยามัจจุราชเจ้าที่ผมได้บรรจุก้อนดิน และเม็ดข้าวสาร ในชุดนี้  นอกเหนือจากการอาราธนาองค์พยามัจจุราชเจ้า , นายนิริยบาลทั้ง 8 ท่าน และ ท่านยมทูตทุกๆท่านแล้ว  ยังสามารถอาราธนา พระแม่ธรณี , พระแม่คงคา และ พระแม่โพสพ มาเป็นสักขีพยานได้เช่นกัน
.
เขียนเมื่อ 12 ธันวาคม 2563
.

ขอนำเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท่านเคยเทศนาสอนไว้  นำมาให้อ่านกัน
.
.
.
'บุญชายผ้าเหลืองลูกชายทำให้พ่อแม่ตายไปไม่ตกนรก' โอวาทธรรม 'หลวงพ่อฤาษีลิงดำ'
.
วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2563, 19.40 น.
.
ตัวอย่างในพระสูตรที่มีมาในเรื่องของเณรสุบิน ท่านกล่าวว่า เณรสุบินคนนี้ปรากฏว่า บิดามารดาเป็นพราน แต่ว่าลูกชายมีจิตเลื่อมใสในศาสนาขององค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า มีคติไม่ตรงกัน
.
พ่อชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แม่ก็มีอารมณ์จิตเหมือนกันพ่อ แต่ว่าสำหรับลูกชายกลับเป็นคนที่มีจิตน้อมไปในกุศล ในพระพุทธศาสนา หนีพ่อหนีแม่ไปบรรพชาเป็นสามเณร
.
เป็นอันว่าพ่อแม่สามเณรไม่มีโอกาสจะพบกัน... ต่อมาเมื่อกาลเวลาเข้ามาถึง พ่อและแม่ก็ตายจากความเป็นคน ด้วยอำนาจกรรมที่เป็นอกุศล พระยายมก็สั่งคนมาเชิญไปเป็นแขกรับเชิญ คือ เชิญไปในขุมนรก เชิญไปในสำนักพระยายม ก็สอบสวนตามความเป็นจริงว่า ทำกรรมที่เป็นอกุศลอะไรบ้าง
.
แกก็รับทุกอย่างว่า ได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตั้งแต่สัตว์เล็กถึงสัตว์ใหญ่ อาศัยกฎของกรรมอันนี้ ก็ปรากฏว่า ท่านทั้งสองต้องลงนรก เขาจึงนำไป เมื่อนำไปแล้ว ตามธรรมดาสัตว์นรกที่มีกรรมที่เป็นอกุศลทั้งหมด เมื่อเข้าเขตของนรกแล้วก็ต้องลงขุมได้ทันที
.
แต่ว่าบิดาและมารดาของสามเณรนี้ลงไม่ได้ นายนิรยบาลจึงจับโยนลงไปเข้าขุมนรก ก็ปรากฏว่า มีหวายใหญ่มารองรับ เป็นหวายร่างแหรองรับเข้าไว้ ไม่ตกลงไปในนรก
.
ทำอย่างนี้ถึง ๓ วาระ คนทั้งสองคนลงนรกไม่ได้ เพราะอะไร...เพราะว่าในเมื่อพ่อและแม่เห็นแสงไฟก็คิดขึ้นมาในใจว่า แสงไฟนี้คล้ายจีวรของพ่อเณรน้อย เพราะว่าเณรไปบวช ทราบว่าบวช ก็ไปทวงให้สึก เณรไม่สึกเห็นภาพเณรเพียงนิดเดียวเท่านั้น จิตใจนึกขึ้นมาได้ว่า เณรลูกชายของเรามีสีจีวรคล้ายเปลวไฟ เพราะไฟบางตอนมันมีสีเหลือง จิตคิดเป็นอย่างนี้ เป็นอันว่าบิดามารดาทั้งสองศรีลงนรกไม่ได้ นายนิรยบาลก็กลับนำมาสำนักพระยายม
.
พระยายมก็สอบถามว่า "กรรมใดที่เป็นกุศลน่ะ ท่านไม่เคยทำบ้างเลยหรือ?" สำหรับบิดามารดาของสามเณรก็กล่าวว่า "กรรมใดๆ ที่เป็นกุศล ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งถึงตาย ไม่เคยทำมีอย่างเดียว คือ มีลูกชายอยู่คนหนึ่งชื่อ สุบิน เธอไม่พอใจในการทำอกุศลกรรมความชั่ว สอนให้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเธอก็ไม่ทำ ในที่สุดเธอก็หนีไปบวชเป็นสามเณรน้อยในพระพุทธศาสนา"
.
เป็นอันว่าพระยายมก็ทราบว่า นี่บุญลูกชายบวชเณร ท่านจึงกล่าวว่า "ในเมื่อลูกชายบวชเณร เราสอบสวนในตอนก่อน ทำไมเจ้าจึงไม่บอก?" บิดามารดาของสามเณรบอกว่า "นึกไม่ออก เพราะกรรมที่เป็นอกุศลบัง มันกดปากเข้าไว้ บังใจไม่ให้นึกถึง"
.
เป็นอันว่าในเมื่อพระยายมทราบอย่างนั้น จึงได้กล่าวว่า เพราะอำนาจกุศล ที่ลูกชายของท่านบวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา จึงเป็นเหตุบันดาลให้ลงในขุมนรกไม่ได้ ฉะนั้น ท่านจงได้รับผลของกรรม คือ ความดีต่อไป
.
ก็หมายความว่า ไปเกิดบนสวรรค์ นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ที่องค์สมเด็จสวัสดิโสภาคย์แสดงให้เห็นว่า ท่านทั้งหลายที่มีบุตรชายบวชเป็นสามเณรก็ดีบวชเป็นพระก็ดี ในพระพุทธศาสนา แม้แต่ว่าท่านจะไม่ยินดีหรือไม่ทราบ ท่านก็มีอานิสงส์มาก
.
คัดลอกเนื้อหามาจาก หนังสือ การอุทิศส่วนกุศล หน้า ๒๙-๓๑ โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (พระมหาวีระ ถาวโร) (ลานธรรมจักร)
.
ที่มาของบทความ naewna
.


8
กฏแห่งกรรม-ชาติภพ / Re: กรรม
« เมื่อ: ธันวาคม 12, 2020, 08:30:20 AM »
.
โพสโดย พุทธวจน (เปิดธรรมที่ถูกปิด)
.
24 ก.พ. เวลา 12:32
.
"ภพของเปรตวิสัย"
.
-บาลี มหาวิ. วิ. ๑/๒๑๐/๒๙๕.
.
๑. อัฏฐิสังขลิกเปรต
.
ท่านพระโมคคัลลานะกล่าวว่า :-
อาวุโส ! ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นอัฏฐิสังขลิกเปรต มีแต่ร่างกระดูก ลอยไปในเวหาส์ ฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุม พากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกสับโดยแรง จิกทึ้ง ยื้อแย่งตามช่องซี่โครง สะบัดซึ่งเปรตนั้นอยู่ไปมา เปรตนั้นร้องครวญคราง.
อาวุโส ! ผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่สัตว์แม้เห็นปานนี้ ยักษ์แม้เห็นปานนี้ เปรตแม้เห็นปานนี้ การได้อัตภาพแม้เห็นปานนี้ ก็มีอยู่.
ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ท่านพระโมคคัลลานะอวดอุตริมนุสธรรม.
.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! สาวกทั้งหลายย่อมเป็นผู้มีจักษุอยู่ ย่อมเป็นผู้มีญาณอยู่ เพราะสาวกได้รู้ได้เห็น หรือได้ทำสัตว์เช่นนี้ให้เป็นพยานแล้ว.
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อกาลก่อนเราก็ได้เห็นสัตว์นั้น แต่เราไม่ได้พยากรณ์ ถ้าเราพยากรณ์สัตว์นั้นและคนอื่นไม่เชื่อเรา ข้อนั้นก็จะพึงเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลเพื่อทุกข์แก่เขาเหล่านั้นสิ้นกาลนาน
ภิกษุทั้งหลาย ! สัตว์นั้นเคยเป็นคนฆ่าโคอยู่ในพระนครราชคฤห์นี่เอง ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เขาหมกไหม้อยู่ในนรกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี แล้วได้ประสบอัตภาพเช่นนี้ ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้นแหละที่ยังเป็นส่วนเหลืออยู่.
ภิกษุทั้งหลาย ! โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ.
... ... ... ...
.
๒. มังสเปสิเปรต
.
...ได้เห็นมังสเปสิเปรต มีแต่ชิ้นเนื้อลอยไปในเวหาส์ ฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุมพากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกสับโดยแรง จิกทึ้ง ยื้อแย่ง สะบัดซึ่งเปรตนั้นอยู่ไปมา เปรตนั้นร้องครวญคราง ... .
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! ... สัตว์นั้นเคยเป็นคนฆ่าโค อยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... .
... ... ... ...
.
๓. มังสปิณฑเปรต
.
...ได้เห็นมังสปิณฑเปรต มีแต่ก้อนเนื้อ ลอยไปในเวหาส์ ฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุมพากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกสับโดยแรง จิกทึ้ง ยื้อแย่ง สะบัดซึ่งเปรตนั้นอยู่ไปมา เปรตนั้นร้องครวญคราง ... .
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! ... สัตว์นั้นเคยเป็นคนฆ่านกอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... .
... ... ... ...
.
๔. นิจฉวิเปรต
.
...ได้เห็นนิจฉวิเปรตชาย ไม่มีผิวหนัง ลอยไปในเวหาส์ ฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุมพากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกสับโดยแรง จิกทึ้ง ยื้อแย่ง สะบัดซึ่งเปรตนั้นอยู่ไปมา เปรตนั้นร้องครวญคราง ... .
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! ... สัตว์นั้นเคยเป็นคนฆ่าแกะอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... .
... ... ... ...
.
๕. อสิโลมเปรต
.
...ได้เห็นอสิโลมเปรตชาย มีขนเป็นดาบ ลอยไปในเวหาส์ ดาบเหล่านั้นของมันหลุดลอยขึ้นไปแล้วตกลงที่กายของมันเอง เปรตนั้นร้องครวญคราง ... .`
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! ... สัตว์นั้นเคยเป็นคนฆ่าสุกรอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... .
... ... ... ...
.
๖. สัตติโลมเปรต
.
...ได้เห็นสัตติโลมเปรตชาย มีขนเป็นหอกลอยไปในเวหาส์ หอกเหล่านั้นของมัน หลุดลอยขึ้นไปแล้ว ตกลงที่กายของมันเอง เปรตนั้นร้องครวญคราง ... .
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! ... สัตว์นั้นเคยเป็นคนฆ่าเนื้ออยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... .
... ... ... ...
.
๗. อุสุโลมเปรต
.
...ได้เห็นอุสุโลมเปรตชาย มีขนเป็นลูกศรลอยไปในเวหาส์ ลูกศรนั้นของมัน หลุดลอยขึ้นไปแล้ว ตกลงที่กายของมันเอง เปรตนั้นร้องครวญคราง ... .
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! ... สัตว์นั้นเคยเป็นเพชฌฆาตอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... .
... ... ... ...
.
๘. สูจิโลมเปรต
.
...ได้เห็นสูจิโลมเปรตชาย มีขนเป็นเข็มลอยไปในเวหาส์ เข็มเหล่านั้นของมัน หลุดลอยขึ้นไปแล้ว ตกลงที่กายของมันเอง เปรตนั้นร้องครวญคราง ... .
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! ... สัตว์นั้นเคยเป็นคนฝึกม้าอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... .
... ... ... ...
.
๙ สูจกเปรต
.
...ได้เห็นสูจกโลมเปรตชาย มีขนเป็นเข็ม ลอยไปในเวหาส์ เข็มเหล่านั้นของมันทิ่มเข้าไปในศีรษะ แล้วออกทางปาก ทิ่มเข้าไปในปาก แล้วออกทางอก เข็มออกทางอก ทิ่มเข้าไปในอก แล้วออกทางปาก ทิ่มเข้าไปในปาก แล้วออกทางอก ทิ่มเข้าไปในอก แล้วออกทางท้อง ทิ่มเข้าไปในท้อง แล้วออกทางขาทั้งสอง ทิ่มเข้าไปในขาทั้งสอง แล้วออกทางแข้งทั้งสอง ทิ่มเข้าไปในแข้งทั้งสอง แล้วออกทางเท้าทั้งสอง เปรตนั้นร้องครวญคราง ... .
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! ... สัตว์นั้นเคยเป็นคนชอบพูดจาส่อเสียด อยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... .
... ... ... ...
.
๑๐. กุมภัณฑเปรต
.
...ได้เห็นกุมภัณฑเปรตชาย มีอัณฑะโตเท่าหม้อ ลอยไปในเวหาส์ เปรตนั้นแม้เมื่อเดินไปย่อมยกอัณฑะเหล่านั้นแหละขึ้นพาดบ่าเดินไป แม้เมื่อนั่งก็ย่อมนั่งบนอัณฑะเหล่านั้นแหละ ฝูงแร้งเหยี่ยว และนกตะกรุม พากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกสับโดยแรง จิกทึ้ง ยื้อแย่ง สะบัดซึ่งเปรตนั้นอยู่ไปมา เปรตนั้นร้องครวญคราง ... .
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! ... สัตว์นั้นเคยเป็นผู้พิพากษาตัดสินคดีไม่เป็นธรรม อยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... .
... ... ... ...
.
๑๑. คูถนิมุคคเปรต
.
...ได้เห็นคูถนิมุคคเปรตชาย ผู้จมอยู่ในหลุมคูถท่วมศีรษะ ... .
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! ... สัตว์นั้นเคยเป็นชู้กับภรรยาของผู้อื่น อยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... .
... ... ... ...
.
๑๒. คูถขาทิเปรต
.
...ได้เห็นคูถขาทิเปรตชาย ผู้จมอยู่ในหลุมคูถท่วมศีรษะ กำลังเอามือทั้งสองกอบคูถกินอยู่ ... .
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! ... สัตว์นั้นเคยเป็นพราหมณ์ผู้ชั่วช้า อยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ครั้งศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า พราหมณ์นั้นนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ด้วยภัตตาหารแล้ว เทคูถลงในรางจนเต็ม สั่งคนให้ไปบอกภัตตกาล แล้วได้กล่าวคำนี้ว่า “ขอท่านผู้เจริญทั้งหลาย ! จงฉันอาหารและนำไปให้พอแก่ความต้องการจากสถานที่นี้” ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เขาหมกไหม้ในนรก หลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี แล้วได้ประสบอัตภาพเช่นนี้ ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้นแหละซึ่งยังเป็นส่วนเหลืออยู่ ... .
... ... ... ...
.
๑๓. นิจฉวิตถีเปรต
.
...ได้เห็นนิจฉวิตถีเปรตหญิง ไม่มีผิวหนัง ลอยไปในเวหาส์ ฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุม พากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกสับโดยแรง จิกทึ้ง ยื้อแย่ง สะบัดซึ่งเปรตหญิงนั้นอยู่ไปมา เปรตหญิงนั้นร้องครวญคราง ... .
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! ... เปรตหญิงนั้นเคยเป็นหญิงประพฤตินอกใจสามี อยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เขาหมกไหม้อยู่ในนรกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี แล้วได้ประสบอัตภาพเช่นนี้ ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้นแหละที่ยังเป็นส่วนเหลืออยู่. .
... ... ... ...
.
๑๔. มังคุลิตถีเปรต
.
...ได้เห็นมังคุลิตถีเปรตหญิง มีรูปร่างน่าเกลียด มีกลิ่นเหม็น ลอยไปในเวหาส์ ฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุม พากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกสับโดยแรง จิกทึ้ง ยื้อแย่ง สะบัดซึ่งเปรตหญิงนั้นอยู่ไปมา เปรตหญิงนั้นร้องครวญคราง ... .
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! ... เปรตหญิงนั้นเคยเป็นหญิงหมอดู (อิกฺขณิกา) อยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... .
... ... ... ...
.
๑๕. โอกิลินีเปรต
.
...ได้เห็นโอกิลินีเปรตหญิง มีร่างกายถูกไฟลวก มีหยาดเหงื่อไหลหยด มีถ่านเพลิงโปรยลง ลอยไปในเวหาส์ เปรตหญิงนั้นร้องครวญคราง ... .
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! ... เปรตหญิงนั้นเคยเป็นอัครมเหสีของพระเจ้ากาลิงคะ นางเป็นคนขี้หึง ได้เอากระทะเต็มด้วยถ่านเพลิงคลอกสตรีร่วมพระสวามี ... .
... ... ... ...
.
๑๖. อสีสกพันธเปรต
.
...ได้เห็นอสีสกพันธเปรต มีศีรษะขาดลอยไปในเวหาส์ ตาและปากของมันอยู่ที่อก ฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุม พากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกสับโดยแรง จิกทึ้ง ยื้อแย่ง สะบัดซึ่งเปรตนั้นอยู่ไปมา เปรตนั้นร้องครวญคราง ... .
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! ... สัตว์นั้นเคยเป็นเพชฌฆาตผู้ฆ่าโจร ชื่อทามริกะ อยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... .
... ... ... ...
.
๑๗. ภิกษุเปรต
.
...ได้เห็นภิกษุเปรต ลอยไปในเวหาส์ สังฆาฏิ บาตร ประคตเอว และร่างกายของมันถูกไฟติดลุกโชน เปรตนั้นร้องครวญคราง ... .
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! ... ภิกษุเปรตนั้นเคยเป็นภิกษุผู้ชั่วช้า ในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ... .
... ... ... ...
.
๑๘. ภิกษุณีเปรต
.
...ได้เห็นภิกษุณีเปรต ลอยไปในเวหาส์ สังฆาฏิ บาตร ประคตเอว และร่างกายของมันถูกไฟติดลุกโชน เปรตนั้นร้องครวญคราง ... .
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! ... ภิกษุณีเปรตนั้นเคยเป็นภิกษุณีผู้ชั่วช้า ในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ... .
... ... ... ...
.
๑๙. สิกขมานาเปรต
.
...ได้เห็นสิกขมานาเปรต ลอยไปในเวหาส์ สังฆาฏิ บาตร ประคตเอว และร่างกายของมันถูกไฟติดลุกโชนเปรตนั้นร้องครวญคราง ... .
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! ... สิกขมานาเปรตนั้นเคยเป็นสิกขมานาผู้ชั่วช้า ในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ... .
... ... ... ...
.
๒๐. สามเณรเปรต
.
...ได้เห็นสามเณรเปรต ลอยไปในเวหาส์ สังฆาฏิ บาตร ประคตเอว และร่างกายของมันถูกไฟติดลุกโชน เปรตนั้นร้องครวญคราง ... .
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! ... สามเณรเปรตนั้น เคยเป็นสามเณรผู้ชั่วช้า ในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ... .
... ... ... ...
.
๒๑. สามเณรีเปรต
.
...ได้เห็นสามเณรีเปรตลอยไปในเวหาส์ สังฆาฏิ บาตร ประคตเอว และร่างกายของมันถูกไฟติดลุกโชน เปรตนั้นร้องครวญคราง ... .
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! ... สามเณรีเปรตนั้น เคยเป็นสามเณรีผู้ชั่วช้า ในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ... .
(ในสูตรอื่นก็มีตรัสถึงเรื่องนี้เช่นกัน แต่มีต่างกันตรงที่ในบาลีไม่มีคำว่า เปโต (เปรต) นิทาน. สํ.๑๖/๒๙๘/๖๓๗.)
.
.
.
อ้างอิงจาก : พุทธวจนหมวดธรรม เล่มที่ ๑๑
พุทธวจน ภพภูมิ
หน้าที่ ๑๓๖ - ๑๔๘
พุทธวจน (ธรรมะจากพระโอษฐ์)
เว็บไซต์ข้อมูลเพิ่มเติม : watnapp
ศึกษาดูพระสูตรเพิ่มเติม : etipitaka
ฟังเสียงธรรมะพระสูตรเพิ่มเติม : m.soundcloud
.
.
.
ที่มา blockdit
.
.-----------------------------------------------------
.
เรื่องนี้ ผมอยากบอกว่า
.
แม้กระทำตามหน้าที่ในทางโลก ที่ตนเองรับผิดชอบ
.
ถึงแม้ว่า กระทำถูกต้องตามกฎหมาย
.
แต่การกระทำนั้นๆ #ผิดหลักกฎแห่งกรรม
.
ต้องไปชดใช้กรรมเสมอ
.
.
.
นรก ยังมีพื้นที่ว่างอีกมากมาย ที่รองรับคนกระทำชั่วได้อีกเยอะแยะ
.
.
.
#ไม่ว่าใหญ่แค่ไหน #ไม่ว่ารวยล้นฟ้าเพียงใด #ไม่มีใครหนีกรรมพ้น
.
#แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังหนีกรรมไม่พ้น
.
#บุพกรรมพระพุทธเจ้า
.

9
ชีวิตต้องสู้  ต้องเดินหน้า

ทิ้งความหลังไว้เป็นบทเรียน และ เป็นฐานให้เราก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง

เป็นกำลังใจให้ ครับอิ๋ม

ที่สำคัญ  ลองสวดมนต์ไหว้พระ อย่างน้อยวันละ 5 - 10 นาที  ก็จะดีขึ้น ครับ

10
.
วันเทคโนโลยีของไทย
วันที่ 19 ตุลาคม
.
ฝนหลวง
.
โพสโดย Thin Thin Chinnapha
วันที่ 19 ตุลาคม 2563 เวลา 9.49 น.
.
โพสต์นี้จะว่าด้วยคำกล่าวหาที่ว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ “ก๊อป” ฝนเทียมนะครับ
.
“ฝนหลวง” คือกรรมวิธีในการทำให้ฝนตก
สิทธิบัตรคือ “กรรมวิธี” ไม่ได้บอกว่าเป็นผู้คิดค้น “ฝนเทียม” คนแรก
แปลสั้น ๆ คือโมเดลของพระองค์เพิ่มประสิทธิภาพครับ
.
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศมาขอศึกษาและนำไปใช้เพราะวิธีของพระองค์ท่านค่อนข้างมีประสิทธิภาพ เช่น จอร์แดน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แอฟริกา เป็นต้น
.
การพูดว่า “ก๊อป” คือคิดไปเองครับ
.
................
.
1. ต้องเล่าที่มาก่อนว่าผู้ที่คิดค้น “ฝนเทียม” คือ ฝรั่งสองคนที่ชื่อวินเซนต์ เชฟเฟอร์ และเออร์วิง ลองมัวร์ โดยเริ่มในปี ค.ศ.1946/2489
.
2. โดยพวกเขาเชื่อว่าสามารถกระตุ้นให้เกิดฝนได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ พวกเขาเติม Silver Iodide แทนน้ำแข็งแห้งซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กทำให้เมฆเย็นเหนือจุดเยือกแข็งและโปรยอนุภาคนี้ลงมาจากเครื่องบินหรือปล่อยให้ลมหอบขึ้นไปซึ่งสารนี้ก็จะไปทำให้เกิดการควบแน่นขึ้นและหนักมากพอจนตกลงมาเป็นฝน
.
3. ซึ่งย่อยอย่างง่าย ๆ ก็คือเป็นการระหว่าง “ปล่อยให้ลมหอบไป” กับ “ลงไปปล่อยลงมา” ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้เข้มาเป็นกษัตริย์ในระบอบใหม่อย่างเต็มตัวและโตแล้ว ในระหว่างที่เสด็จเยือนที่ภาคอีสานตอนปี พ.ศ.2498 จึงเกิดความคิดว่าจะทำอย่างไรให้ “ฝนตกลงสู่พื้นที่แห้งแล้ง” แต่ไม่ใช่นึกแล้วทำปุ๊บจดสิทธิบัตรปั๊บนะครับ เพราะการทดลองครั้งแรกของการทำ “ฝนหลวง” คือในปี พ.ศ.2512 โดยเริ่มที่นครราชสีมาโดยการโรยน้ำแข็งแห้งก็ปรากฏว่ามีฝนตก ต่อมาเปลี่ยนที่ทดลองไปที่ประจวบฯ
.
4. โดยการพ่นละอองน้ำพร่อมโปรยน้ำแข็งแห้งและใช้เครื่องบินอีกชุดพ่นจากพื้นดิน สังเกตนะครับว่าใช้วิธีแบบที่ผมกล่าวไปข้างบนตอนแรกร่วมกัน ต่อมาพระองค์ยังได้ทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสูตรที่ใช้อีกหลายครั้งจนในปี พ.ศ. 2516 พระองค์ก็คิดค้นวิธีการทำ “แซนด์วิช” ได้สำเร็จ มันคือ คือ ก่อกวน เลี้ยงอ้วน และโจมตี เป็นสามขั้นตอนในการทำให้ฝนไปตกในพื้นที่เป้าหมายอย่างหวังผลแม่นยำ แต่อย่างไรก็ตามพระองค์มีพระราชกระแสต่อว่าจำเป็นต้องพัฒนาต่อไปอีก เพราะการพัฒนาไม่มีที่สิ้นสุด
.
5. ซึ่งตรงนี้ควรกล่าวด้วยว่าประเทศไทยเราโชคดีที่สภาพภูมิอากาศมีความชื้นสูงและจะกลายเป็นเหตุผลอีกอย่างที่ทำให้เกิดการจดสิทธิบัตรสำเร็จเพราะมันทำได้ผลกว่า
.
6. ต่อมาหลังจากใช้เวลาพัฒนากว่า 40 ปี ในปีพ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดภาวะแล้งอย่างหนักพระองค์จึงกลับมาปัดฝุ่นเรื่อง “ฝนหลวง” อีกรอบโดยครั้งนี้ปรับปรุงจากการที่ ก่อกวน เลี้ยงอ้วน และโจมตีขึ้นมาอีกเป็น 6 ขั้นตอน คือเพิ่ม การเสริมโจมตี โจมตีแบบเมฆเย็น และโจมตีแบบซูเปอร์แซนด์วิช (ผมขอละเว้นเรื่องทางเทคนิคไว้นะครับ) ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือ Super Sandwich อันสุดท้ายนี่แหละครับ ซึ่งตรงนี้ให้ประสิทธิภาพสูงกว่าอย่างมีนัยยะสำคัญไม่ใช่การโปรยสารอย่างเดียว
.
7. มันคือเทคนิคการโจมตีเมฆอุ่นและเมฆเย็นพร้อมกันในกลุ่มเมฆเดียวกัน (เดิมทีทำกับเมฆอุ่นอย่างเดียว) หลังจาก “ฝนหลวง”ถูกใช้ช่วยภัยแล้งในปี พ.ศ. 2542 พระองค์จึงเห็นว่าการพัฒนามาเกือบ 50 ปี นี้เอาไปจดสิทธิบัตรดีกว่า ซึ่ง Super Sandwich คือสิ่งที่พระองค์คิดนะครับ ไม่ได้มีใครทำมาก่อนหน้า
.
8. ดังนั้นการยื่นจดสิทธิบัตรจึงเริ่มในช่วงนั้น และได้รับในปี พ.ศ.2545 ทีนี้แล้วทำไมถึงจดได้ในเมื่อมีคนทำมาก่อนนี่นา? คำตอบก็คือมันเป็น “กรรมวิธี” ครับ และกรรมวิธีนี้คือกรรมวิธีใหม่ ผมจะขอเล่าถึงกระบวนการจดสิทธิบัตรก่อน ในการจดสิทธิบัตรนั้นจะมีอยู่สามแบบ คือ ผลิตภันฑ์ (product) กรรมวิธี (process) และการทำให้อย่างใดอย่างหนึ่งดีขึ้น (improvement of known product or process) ซึ่งจะแบ่งออกเป็น “สิทธิบัตร” และ “อนุสิทธิบัตร” แบบสิทธิบัตรมีเงื่อนไขคือต้องประดิษฐ์ขึ้นใหม่ มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น
.
9. และสามารถปรยุกต์ใช้ทางอุตสาหกรรม ส่วนอนุสิทธิบัตรนั้นก็เหมือนกันแต่ตัดขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นออกไป สิ่งที่พระองค์คิดมาเป็น “กรรมวิธี” ซึ่งยื่นจดได้ โดยในตอนแรกพระองค์จดกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาในไทย ต่อมาพระองค์ได้จดทะเบียในสหรัฐฯ ด้วย
.
10. หมายเลขการจัดสิทธิบัตรในไทยคือ 13898 การดัดแปรสภาพอากาศเพื่อให้เกิดฝน (ฝนหลวง) จดในสหรัฐฯ คือ Weather modification by royal rainmaking technology (รหัส US20050056705A1) และต่อมาสำนักสิทธิบัตรยุโรปก็ถวายสิทธิบัตรให้ (ไม่ได้ไปจดนะครับ ยุโรปถวายให้) รหัส EP1491088B1 เทคนิคของพระองค์ได้รับการเผยแพร่และเป็นที่ยอมรับในหมู่นักวิทยาศาสตร์ องค์กรและสถาบันที่มีกิจกรรมการดัดแปรสภาพอากาศวิทยาศาสตร์และอุตุนิยมวิทยาทั้งในระดับนานาชาติและระดับโลก และร่วมจัดแสดงในงานนิทรรศการ Brussels Eureka 2001
.
11. การยื่นคำขอจดสิทธิบัตรต่อสำนักงานสิทธิบัตรทั้งใน และต่างประเทศดังกล่าวต่างมีขั้นตอนและกระบวนการตรวจสอบ และค้นหากับสำนักงานสิทธิบัตรทั่วโลกว่ามีการซ้ำซ้อนหรือมีการจดสิทธิบัตรมาก่อนหรือไม่ เป็นนวัตกรรมใหม่หรือเป็นแนวคิดใหม่หรือไม่
.
12. ฉะนั้นสิทธิบัตรที่ได้รับจากสำนักงานสิทธิบัตรต่างประเทศ จึงได้รับการกลั่นกรองและเผยแพร่สู่การรับรู้ของสำนักงานสิทธิบัตรทั่วโลกโดยปริยาย โดยเฉพาะประเทศสมาชิกขององค์กรการอุตุตนิยมวิทยาโลก 181 ประเทศ
.
13. สหรัฐฯ เองก็มีความสนใจในสิ่งที่พระองค์ทำนะครับ โดยกระทรวงมหาดไทยสหรัฐฯ จัดทำรายงาน Thailand Applied Atmospheric Research Program ขึ้นมาศึกษาอย่างจริงและยังมีงานวิจัย เช่น Results of the Thailand Warm-Cloud Hygroscopic Particle Seeding Experiment ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ เช่น Journal of Applied Meteorology and Climatology ซึ่งระบุว่า “ The evaluation of the Thailand warm-rain enhancement experiment has provided statistically significant evidence and supporting physical evidence that the seeding of warm convective clouds with calcium chloride particles produced more rain than was produced by their unseeded counterparts. An exploratory analysis of the time evolution of the seeding effects resulted in a significant revision to the seeding conceptual model.”
.
ที่มา Jitta O. Tunho
.


หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 699

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham