ใต้ร่มธรรม

ประชาสัมพันธ์ => 108 โทรโข่ง => การเตือนภัยสังคมและกลุ่มมิจฉาชีพต่างๆ => ข้อความที่เริ่มโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 01, 2013, 11:53:03 AM

หัวข้อ: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 01, 2013, 11:53:03 AM
ทุกวันนี้ การไปทำบุญ  ตามวัดต่างๆ  ต้องพิจารณาให้ดีว่า วัดที่เราไปทำบุญ  เป็นวัดที่ดีหรือไม่ 

หากวัดไหนที่ไม่ดี  ก็อย่าไปทำบุญ 

เพื่อเป็นการไม่ส่งเสริมพระภิกษุที่ประพฤติผิดวินัยสงฆ์  ซึ่งพระภิกษุเหล่านี้ทำลายพระพุทธศาสนาโดยตรง

.

ผมจะทยอยนำลงให้ได้ทราบกัน


.

 รู้จักพระวินัย รู้จักพระ รู้จักอลัชชี
พุทธศาสนา ดำรงอยู่ได้ ด้วยพุทธบริษัททั้งสี่
-http://www.oknation.net/blog/maijea/2010/03/03/entry-1-


อาบัติ คืออะไร

อาบัติ คือกิริยาที่ล่วงละเมิดสิกขาบท และต้องได้รับโทษต่อตน กล่าวโดยชื่ออาบัติมี ๗ อย่าง คือ ๑ ปาราชิก ๒ สังฆาทิเสส ๓ ถุลลัจจัย ๔ ปาจิตตีย์ ๕ ปาฏิเทสนียะ ๖ ทุกกฏ ๗ ทุพภาสิต กล่าวโดยโทษมี ๓ สถานคือ

๑.อาบัติอย่างหนัก ทำให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้นขาดจากความเป็นภิกษุ อันหมายถึงอาบัติปาราชิก

๒.อาบัติอย่างกลาง ทำให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้นต้องอยู่กรรม โดยประพฤติวัตรอย่างหนึ่งเพื่อทรมานตน อันหมายถึงอาบัติสังฆาทิเสส

๓.อาบัติอย่างเบา ทำให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้นต้องประจานตนต่อหน้าภิกษุด้วยกัน แล้วจึงจะพ้นโทษนั้นได้ อันได้แก่อาบัติถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ และทุพภาสิต โดยอาบัติ

ปาราชิก โทษประหารชีวิต ของพระภิกษุ

ภิกษุล่วงอาบัติปาราชิกเพียงข้อใดข้อหนึ่งแล้ว ย่อมไม่สามารถอยู่กับภิกษุทั้งหลายเหมือนก่อนได้อีก เป็นปาราชิกหาสังวาสมิได้ แม้จะอุปสมบทอีก ก็ไม่เป็นภิกษุโดยชอบด้วยพระวินัยตลอดชาติ อาบัติในสิกขาบทนี้ จึงเป็น อเตกิจฉา คือแก้ไขไม่ได้  เป็น อนวเสสา คือหาส่วนเหลือมิได้ เป็น มูลเฉท คือตัดรากเหง้า ภิกษุจะล่วงมิได้เลยเด็ดขาด

 

สิกขาบทที่ ๑ ภิกษุใด ถึงพร้อมซึ่งสิกขาและสาชีพของภิกษุทั้งหลาย แล้วไม่บอกคืนสิกขา ไม่ทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง เสพเมถุนธรรม โดยที่สุดแม้ในสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้

สิกขาบทที่ ๒ ภิกษุใด ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ เป็นส่วนแห่งโจรกรรม จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี ในเพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานใด ภิกษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานนั้น แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้

สิกขาบทที่ ๓ ภิกษุใด จงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือแสวงหาศัสตราอันจะปลิดชีวิต ให้แก่กายมนุษย์นั้น หรือพรรณนาคุณแห่งความตาย หรือชักชวนเพื่ออันตาย โดยหลายนัย แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้

สิกขาบทที่ ๔ ภิกษุใด ไม่รู้เฉพาะ [คือไม่รู้จริง] กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม อันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้ามาในตน อันผู้ใดผู้หนึ่งถือเอาตามก็ตาม ไม่ถือเอาตามก็ตาม [คือเชื่อก็ตาม ไม่เชื่อก็ตาม ถูกซักถามก็ตาม ไม่ถูกซักถามก็ตาม] เป็นอันต้องอาบัติแล้ว แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้ เว้นไว้แต่สำคัญว่าได้บรรลุ
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 01, 2013, 11:55:16 AM
สำหรับผมเอง  ตั้งไว้ในเรื่องของการเคารพและกราบพระภิกษุ

ประเภทที่ 1 กราบได้เต็มหัวใจ

ประเภทที่ 2 เป็นพระภิกษุที่พอไหว้ได้

ประเภทที่ 3 ไม่สมควรไหว้  ไม่ต้องไหว้


------------------------------------------------------------


ศีล 227 ข้อของพระสงฆ์

ปาราชิก
๑ ห้ามภิกษุเสพเมถุนกับมนุษย์ อมุนษย์(เช่นสัตว์ดิรัจฉาน เปรต เป็นต้นไม่ว่าตายหรือยังมี ชีวิต อยู่ หรือแม้แต่ศพเมื่อมีจิตรับจะทำเมถุนกับสิ่งนั้น
๒.ห้ามลักทรัพย์ ตั้งแต่ ๕ มาสก(หรือประมาณ ๑ บาทใน สมัยนี้)ขึ้นไป ถ้าลักทรัพย์ต่ำกว่าเป็นอาบัติข้ออื่น โดยมีจิตคิดจะเอาและได้ทรัพย์นั้นแล้ว
๓. ห้ามฆ่ามนุษย์และทำแท้งกับหญิงที่มีครรภ์ ( มีเจตนากระทำให้มนุษย์ตายหรือเด็กในครรภ์ตาย)
๔. ห้ามอวดอุตตริมนุษสธรรม คือไม่มีฌานก็ว่ามี ไม่มี ฌานก็ว่ามี ไม่ได้มรรคไม่ได้ผล ก็อ้างว่ามี ( ถ้ามีอยู่หรือถึงแล้วแสดงเพื่อประโยชน์ ก็ต้องห้ามเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ผลของการอาบัติปาราชิก ปรับอาบัติไม่ได้ ถือขาดจากการครองสมณเพศไม่จำต้องบอกกล่าวหรือแจ้งแก่ผู้กระทำ เป็นเหตุปิดการทำมรรคผลนิพพานในชาตินี้
ถ้าครองสมณเพศอยู่ถือว่าเป็นโจรปล้นพระศาสนาทำลายตนเองให้ถึงทุคติมีอบายภูมิเป็นที่เกิดอย่างแน่นอน เปรียบเสมือนต้นตาลที่ยอดด้วนย่อมไม่เกิดผลได้ )

สังฆาทิเสส
๕. ห้ามทำน้ำอสุจิ ให้เคลื่อนด้วยความจงใจ (ยกเว้นฝัน)
๖ . ห้ามถูกต้องเคล้าคลึงกายหญิงด้วยความจงใจ
๗ . ห้ามพูดสอนความ พูดพาดพิงถึงทวารหนักทวารเบาแก่สตรี
๘. ห้ามพูดล่อหญิงให้บำเรอตนด้วยเมถุนธรรม
๙. ห้ามเป็นพ่อสื่อให้คนแต่งงานกัน
๑๐.ภิกษุขอให้สร้างกุฎิแก่ตนต้องมีขนาดกว้าง ๗ คืบยาว ๑๒ คืบด้วยคืบของพระพุทธเจ้า
๑๑.ห้ามสร้างวิหารใหญ่โดยสงฆ์มิได้กำหนดที่
๑๒.ห้ามโจทอาบัติปาราชิกไม่มีมูล
๑๓.ห้ามอ้างเลสโจทอาบัติปาราชิก
๑๔.ทำสังฆ์ให้แตกกัน(สงฆเภท)
๑๕.ห้ามเป็นพรรคพวกของผู้ทำสงฆ์ให้แตกกัน
๑๖.ห้ามเป็นคนว่ายากสอนยาก
๑๗.ห้ามเป็นผู้มีความประพฤติเลวทรามและประจบ คฤหัสถ์อนิยตะ
๑๘. ห้ามนั่งในที่ลับตากับหญิงสองต่อสอง(อาบัติ ปาราชิก, สงฆาทิเสส,หรือปาจิตตีย์ )
๑๙ ห้ามนั่งในที่ลับหูกับหญิงสองต่อสอง (อาบัติ สังฆาทิเสส , หรือปาจิตตีย์นิสสัคคีย์
๒๐. ห้ามเก็บจีวรเกินจำเป็นไว้เกิน ๑๐ วัน (ยกเว้นทำเป็น สองเจ้าของ)
๒๑.ห้ามอยู่ปราศจากไตรจีวร แม้คืนหนึ่ง(ยกเว้น ภิกษุ(ได้รับสมมติ)
๒๒.ห้ามเก็บผ้าที่จะทำจีวรไว้เกิน ๑ เดือน(ยกเว้นทำเป็นสองเจ้าของ)
๒๓.ห้ามใช้นางภิกษุณีชักจีวรเก่า(จีวรที่ใช้แล้ว)
๒๔.ห้ามรับจีวรจากมือของภิกษุณี
๒๕.ห้ามขอจีวรต่อคฤหัสถ์ที่มิใช่ญาติ(ยกเว้นขอต่อคนปวารณา)
๒๖.ห้ามรับจีวรเกินกำหนดเมื่อจีวรถูกชิงหรือ หายไป
๒๗.ห้ามพูดให้เขาซื้อจีวรที่ดีกว่าเขากำหนดไว้เดิมถวาย
๒๘.ห้ามไปพูดให้เขารวมกันซื้อจีวรที่ดีถวาย
๒๙.ห้ามทวงจีวรเอาแก่คนที่รับฝากผู้อื่นเพื่อซื้อ จีวรถวายเกินกว่า ๓ ครั้ง
๓๐.ห้ามหล่อเครื่องปูนั่งพรมเจือด้วยไหม
๓๑.ห้ามหล่อเครื่องปูนั่งด้วยขนเจียม(ขนสัตว์) ดำล้วน
๓๒.ห้ามใช้ขนเจียมดำเกิน ๒ ส่วนใน ๔ ส่วนเมื่อหล่อเครื่องปูนั่ง
๓๓.ห้ามหล่อเครื่องปูนั่งให้ตัดของเก่าปนลงใน ของใหม่
๓๔.ห้ามการทำเครื่องปูนั่งให้ตัดของเก่าปนลงในของใหม่
๓๕.ห้ามนำขนเจียมไปด้วยตนเองเกิน ๓ โยชน์
๓๖.ห้ามใช้นางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติทำการซักย้อมซึ่งขนเจียม
๓๗.ห้ามรับทองเงิน( ชาตะ รูปรชตะ)
๓๘.ห้ามทำการซื้อขายของด้วยเงินทอง
๓๙.ห้ามซื้อขายโดยใช้ของแลก
๔๐.ห้ามเก็บบาตรเกิน ๑ ลูกไว้เกิน ๓๐ วัน
๔๑.ห้ามขอบาตรเมื่อบาตรเป็นแผลงไม่เกิน ๕ แห่ง
๔๒.ห้ามเก็บเภสัช ๕(เนยใส, เนยข้น,น้ำมัน, น้ำผึ้ง ,น้ำอ้อย)เกิน ๗ วัน
๔๓.ห้ามแสวงและทำผ้าอาบน้ำฝนเกินกำหนด
๔๔.ให้จีวรภิกษุอื่นแล้วห้ามชิงคืนในภายหลัง
๔๕.ห้ามขอด้ายเอามาทอเป็นจีวร
๔๖.ห้ามไปกำหนดให้ช่างหูกทอจีวรให้ดีขึ้นเพื่อตน (ยกเว้นขอต่อคนปวารณา)
๔๗.ห้ามเก็บผ้าจำนำพรรษาไว้เกินกำหนด
๔๘.ห้ามภิกษุอยู่ป่าเก็บจีวรไว้ในบ้านเกิน ๖ คืน (ยกเว้นภิกษุได้รับสมมุติ)
๔๙.ห้ามน้อมลาภสงฆ์มาเพื่อตน

ปาจิตตีย์
๕๐.ห้ามพูดปด(มุสาวาท)
๕๑.ห้ามด่า(ผรุสวาท)
๕๒.ห้ามพูดส่อเสียด(ปิสุณาวาท)
๕๓.ห้ามกล่าวธรรมพร้อมกับอนุปสัมบัน(ผู้ไม่ใช่ภิกษุ เช่นภิกษุณีสามเณรเป็นต้น)ในขณะสอน)
๕๔.ห้ามนอนร่วมกับอนุปสัมบันเกิน ๓ คืน
๕๕.ห้ามนอนร่วมกับหญิง
๕๖ห้ามแสดงธรรมสองต่อสองกับผู้หญิงเกิน ๖ คำ(ยกเว้นเมื่อมีผู้ชายที่รู้เดียงสาอยู่ด้วย)
๕๗.ห้ามบอกคุณวิเศษที่มีจริงแก่อนุปสัมบัน
๕๘.ห้ามบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่อนุปสัมบัน
๕๙.ห้ามขุดดินหรือใช้ให้ขุด
๖๐.ห้ามทำลายต้นไม้
๖๑.ห้ามพูดไฉไลหรือทำให้ยุ่งยากเมื่อถูกสอบสวน
๖๒.ห้ามติเตียนภิกษุผู้ทำการสงฆ์ไว้กลางแจ้ง
๖๓.ห้ามทิ้งเตียงตั่งของสงฆ์ไว้กลางแจ้ง
๖๔.ห้ามปล่อยที่นอนไว้ไม่เก็บงำ
๖๕.ห้ามนอนแทรกภิกษุผู้เข้าไปอยู่ก่อนเพื่อทำให้ภิกษุนั้นลุกหนีไป
๖๖.ห้ามฉุดคร่าภิกษุออกจากวิหารของสงฆ์ เพราะขัดใจ(ยกเว้นภิกษุอลัชชี)
๖๗.ห้ามนั่งนอนบนเตียงหรือตั่งโดยแรงที่อยู่ชั้นบน
ซึ่งมีผู้นอนอยู่ชั้นล่าง(เป็นเตียง ๒ ชั้น)
๖๘.ห้ามโบกฉาบวิหารใหญ่เกิน ๓ ชั้น
๖๙.ห้ามเอาน้ำมีตัวสัตว์รดหญ้าหรือดิน
๗๐.ห้ามสอนนางภิกษุณีเมื่อมิได้รับมอบหมายจากสงฆ์
๗๑.ห้ามสอนนางภิกษุณีตั้งแต่อาทิตย์ตกแล้ว
๗๒.ห้ามสอนนางภิกษุณีถึงที่อยู่
๗๓.ห้ามติเตียนภิกษุอื่นว่าสอนนางภิกษุณีเพราะเห็นแก่ลาภ
๗๔.ห้ามให้จีวรแก่นางภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ แต่ให้แลก เปลี่ยนจีวรกันได้
๗๕.ห้ามเย็บจีวรให้นางภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ
๗๖.ห้ามเดินทางไกลร่วมกับนางภิกษุณี เว้นไว้แต่หนทาง ที่จะไปมีอันตราย
๗๗.ห้ามชวนนางภิกษุณีเดินทางเรือร่วมกัน เว้นไว้แต่โดยสารหรือข้ามฟาก
๗๘.ห้ามฉันอาหารที่นางภิกษุณีไปแนะให้เขาถวาย
๗๙.ห้ามนั่งในที่ลับสองต่อสองกับนางภิกษุณี
๘๐.ห้ามฉันอาหารในที่ทานเกิน ๑ มื้อ(ยกเว้นแต่ป่วย)
๘๑.ห้ามขออาหารชาวบ้านเพื่อมาฉันรวมกลุ่มกับพวกของตน
๘๒.ห้ามนิมนต์แล้วไปฉันอาหารที่อื่น
๘๓.ห้ามรับบิณฑบาตเกิน ๓ บาตร
๘๔.ห้ามฉันอีกเมื่อฉันในที่นิมนต์เสร็จแล้ว
๘๕.ห้ามพูดให้ภิกษุที่ฉันอีกเพื่อจับผิด
๘๖.ห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล(วิกาลโภชนา)
๘๗.ห้ามฉันอาหารที่เก็บไว้ค้างคืน
๘๘.ห้ามขออาหารประณีตมาเพื่อฉันเอง(ยกเว้นขอต่อผู้ปวารณา)
๘๙.ห้ามฉันอาหารที่มิได้รับประเคน(ยกเว้นน้ำ)
๙๐.ห้ามยื่นอาหารด้วยมือให้ชีเปลือยและนักบวชอื่น
๙๑.ห้ามชวนภิกษุไปบิณฑบาตด้วยแล้วไล่กลับ
๙๒.ห้ามเข้าไปนั่งกีดขวางในห้องนอนของหญิงกับ
ชายที่มีราคะ(เข้าไปขัดจังหวะชายหญิง)
๙๓.ห้ามนั่งในที่ลับมีที่กำบังกับหญิง
๙๔.ห้ามนั่งในที่ลับหูสองต่อสองกับหญิง
๙๕.ห้ามรับนิมนต์แล้วไปที่อื่นไม่บอกลาภิกษุซึ่งมีอยู่
๙๖.ห้ามขอปัจจัยเภสัชเกินกำหนดชนิดและเวลาที่เขาปวารณาไว้
๙๗..ห้ามไปดูกองทัพที่ยกออกไป
๙๘.ห้ามภิกษุมีกิจจำเป็นพักอยู่ในกองทัพเกิน ๓ คืน
๙๙.ห้ามดูเขารบกันเป็นต้นเมื่อมีกิจจำเป็นไปในกองทัพ
๑๐๐.ห้ามดื่มสุราเมรัย รวมของมึนเมาต่างๆ
๑๐๑.ห้ามจี้ภิกษุให้หัวเราะ
๑๐๒.ห้ามว่ายน้ำเล่น
๑๐๓.ห้ามแสดงความไม่เอื้อเฟื้อในวินัย ขืนประพฤติอนาจารอยู่
๑๐๔.ห้ามหลอกภิกษุให้กลัว(หรือตกใจ)
๑๐๕.ห้ามก่อกองไฟเพื่อผิง(ยกเว้นผิงถ่านไฟที่ปราศจากเปลวไฟ )
๑๐๖.ห้ามอาบน้ำบ่อย เว้นแต่มีเหตุ
๑๐๗.ห้ามทำเครื่องหมายจีวรที่ได้มาใหม่
๑๐๘.วิกัปจีวรไว้แล้วจะใช้ถอนก่อน
๑๐๙.ห้ามเล่นซ่อนบริขารของภิกษุอื่น
๑๑๐.ห้ามฆ่าสัตว์
๑๑๑.ห้ามดื่มน้ำมีตัวสัตว์
๑๑๒.ห้ามรื้อฟื้นอธิกรณ์ที่ตัดสินเป็นธรรมแล้ว
๑๑๓.ห้ามปกปิดอาบัติชั่วหยาบ(อาบัติปาราชิก,อาบัติสังฆาทิเสส)ของภิกษุอื่น
๑๑๔.ห้ามบวชบุคคลอายุไม่ถึง ๒๐ ปี
๑๑๕.ห้ามเดินทางร่วมกับโจรหรือพ่อค้าผู้หนีภาษี
๑๑๖.ห้ามชวนผู้หญิงเดินทางร่วมกัน
๑๑๗.ห้ามกล่าวตู่พระธรรมวินัย
๑๑๘.ห้ามคบหากินอยู่ร่วมกับภิกษุผู้กล่าวตู่พระธรรมวินัย
๑๑๙.ห้ามคบหาให้อุปัฏฐากกินอยู่ร่วมกับสามเณรผู้กล่าวตู่พระธรรมวินัย
๑๒๐.ห้ามพูดเลี่ยงเพื่อหวังจะไม่ศึกษาในสิกขาบท
๑๒๑.ห้ามกล่าวย่ำยีดูแคลนพระวินัย
๑๒๒.ห้ามพูดแก้ตัวว่าเพิ่งรู้ว่ามีในปาติโมกข์
๑๒๓.ห้ามทำร้ายร่างกายภิกษุ
๑๒๔.ห้ามเงื้อมือจะทำร้ายภิกษุ
๑๒๕.ห้ามโจทอาบัติสังฆาทิเสสไม่มีมูล
๑๒๖.ห้ามก่อความรำคาญแก่ภิกษุอื่น
๑๒๗.ห้ามแอบฟังความของภิกษุผู้ทะเลาะกัน
๑๒๘.มอบฉันทะให้ทำการแทนแล้วห้ามพูดติเตียน
๑๒๙.ในที่ประชุมสงฆ์ตั้งญัตติแล้วกำลังทำการวินิจฉัยห้ามลุกไปโดยไม่ให้ความยินยอมต่อสงฆ์(เว้นไปสุขา)
๑๓๐.ร่วมกับสงฆ์ให้จีวรแก่ภิกษุแล้วห้ามติเตียนภายหลัง
๑๓๑.ห้ามน้อมลาภสงฆ์มาเพื่อบุคคล
๑๓๒.ห้ามเข้าไปในพระราชฐานชั้นในโดยไม่ได้ รับราชานุญาต
๑๓๓.ห้ามเก็บของมีค่า(รัตนะ)ที่ตกอยู่(เว้นตกในวัดเก็บไว้คืน)
๑๓๔.ห้ามเข้าบ้านยามวิกาลต้องลาภิกษุก่อน(เว้นมีธุระด่วน)
๑๓๕.ห้ามทำหล่อมเข็มด้วย กระดูก,งา,เขาสัตว์
๑๓๖.ห้ามใช้เตียงตั่งมีเท้าสูงกว่า ๘ นิ้ว ด้วยนิ้วสุคต
๑๓๗.ห้ามใช้เตียงตั่งหุ้มด้วยนุ่น
๑๓๘.ห้ามใช้ผ้าปูนั่งมีขนาดเกินกว่าขนาดยาว ๒ คืบกว้าง ๑ คืบ ชาย ๑ คืบด้วยคืบสุคต
๑๓๙.ห้ามใช้ผ้าปิดฝีมีขนาดเกินกว่าขนาดยาว ๔ คืบ กว้าง ๒ คืบ ด้วยคืบสุคต
๑๔๐.ห้ามใช้ผ้าอาบน้ำฝนมีขนาดเกินกว่าขนาด ยาว ๖ คืบ กว้าง ๒ คืบด้วยคืบสุคต
๑๔๑.ห้ามใช้จีวรมีขนาดเท่ากับขนาดยาว ๙ คืบ กว้าง ๖ คืบ ด้วยคืบสุคต

ปาฎิเทสนียะ
๑๔๒.ห้ามรับของเคี้ยวของฉันจากมือนางภิกษุณี
๑๔๓.ให้ไล่นางภิกษุณีที่มายุ่งให้เขาถวายอาหาร
๑๔๔.ห้ามรับอาหารในสกุลที่สงฆ์สมมุติว่าเป็นเสขะ(ตระกูลที่ยากจน)นอกจากป่วยหรือเขานิมนต์แล้ว
๑๔๕..ห้ามรับอาหารที่เขาไม่ได้บอกไว้ก่อนเมื่ออยู่ป่า
๑๕๙.เราจักไม่พูดเสียงดัง นั่งในบ้าน
๑๖๐.เราจักไม่เดินโคลงกาย ไปในบ้าน
๑๖๑.เราจักไม่นั่งโคลงกายในบ้าน
๑๖๒.เราจักไม่ไกวแขน ไปในบ้าน
๑๖๓.เราจักไม่ไกวแขน นั่งในบ้าน
๑๖๔.เราจักไม่สั่นศรีษะ ไปในบ้าน
๑๖๕.เราจักไม่สั่นศีรษะ นั่งในบ้าน
๑๖๖.เราจักไม่เอามือค้ำกาย ไปในบ้าน(เดินเท้าเอว)
๑๖๗.เราจักไม่เอามือค้ำกาย นั่งในบ้าน
๑๖๘.เราจักไม่เอาผ้าคลุมศีรษะ ไปในบ้าน
๑๖๙.เราจักไม่เอาผ้าคลุมศีรษะ นั่งในบ้าน
๑๗๐.เราจักไม่เดินกระโหย่งเท้า ไปในเท้า
๑๗๑.เราจักไม่นั่งรัดเข่า ในบ้าน(กอดเข่า)
๑๗๒เราจักรับบิณฑบาตโดยเคารพ
๑๗๓.เราจักดูแลแต่ในบาตร รับบิณฑบาต
๑๗๔.เราจักรับบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง(ไม่รับมาก)
๑๔๖.เราจักนุ่งให้เป็นปริมณฑล(เบื้องล่างปิดเข่า
เบื้องบนปิดสะดือไม่ห้อยไปข้างหน้าข้างหลัง)
๑๔๗.เราจักห่มให้เป็นปริมณฑล(ให้ชายผ้าเสมอกัน ไม่ห้อยไปข้างหน้าข้างหลัง)
๑๔๘.เราจักปกปิดกายด้วยดีไปในบ้าน
๑๔๙.เราจักปกปิดกายด้วยดีนั่งในบ้าน
๑๕๐.เราจักสำรวมด้วยดีไปในบ้าน (คือไม่คะนองมือคะนองเท้าหรือค้นหาอะไร)
๑๕๑.เราจักสำรวมด้วยดีนั่งในบ้าน
๑๕๒.เราจักมีตาทอดลงไปในบ้าน(อินทรียสังวร)
๑๕๓.เราจักมีตาทอดลง นั่งในบ้าน(เพื่อป้องกันกิเลส)
๑๕๔.เราจักไม่เวิกผ้าไปในบ้าน
๑๕๕.เราจักไม่เวิกผ้า นั่งในบ้าน
๑๕๖.เราจักไม่หัวเราะดัง ไปในบ้าน
๑๕๗.เราจักไม่หัวเราะดัง นั่งในบ้าน
๑๕๘.เราจักไม่พูดเสียงดัง ไปในบ้าน
๑๗๕.เราจักรับบิณฑบาตพอเสมอขอบปากบาตร
๑๗๖.เราจักฉันบิณฑบาตโดยเคารพ ไม่รังเกียจ
๑๗๗.เราจักดูแต่ในบาตร เวลาฉัน(ถ้าฉันในบาตร)
๑๗๘.เราจักฉันบิณฑบาตไปตามลำดับ(ไม่ขุดให้แหว่ง).
๑๗๙.เราจักฉันบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง(ไม่ฉันกับมากเกินไป)
๑๘๐.เราจักฉันบิณฑบาต ไม่ขยุ้มแต่ยอดลงไป
๑๘๑.เราจักไม่เอาข้าวสุกปิดแกงและกับด้วยจะได้มาก
๑๘๒.เราไม่เจ็บไข้ จักไม่ขอแกงหรือข้าวสุกเพื่อ ประโยชน์แก่ตนมาฉัน
๑๘๓.เราจักไม่มองดูบาตรของผู้อื่นด้วยคิดจะเพ่งโทษ
๑๘๔.เราจักไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่เกินไป
๑๘๕.เราจักทำคำข้าวให้กลมกล่อม
๑๘๖.เราจักไม่อ้าปากในเมื่อคำข้าวยังไม่มาถึง(อ้าค้าง)
๑๘๗.เราจักไม่เอานิ้วมือทั้งหมดใส่ปากในขณะฉัน
๑๘๘.เราจักไม่พูดทั้งที่ปากยังมีคำข้าว
๑๘๙.เราจักไม่ฉันโยนคำข้าวเข้าปาก
๑๙๐.เราจักไม่ฉันกัดคำข้าว
๑๙๑.เราจักไม่ฉันทำกระพุ้งแก้มให้ตุ่ย
๑๙๒.เราจักไม่ฉันพลางสลัดมือพลาง
๑๙๓.เราจักไม่ฉันโปรยเมล็ดข้าว(ทำข้าวเรี่ยราด)
๑๙๔.เราจักไม่ฉันแลบลิ้น
๑๙๕.เราจักไม่ฉันดังจับๆ(ไม่สำรวม)
๑๙๖.เราจักไม่ฉันดังซูดๆ(ไม่สำรวม)
๑๙๗.เราจักไม่ฉันเลียมือ
๑๙๘.เราจักไม่ฉันขอดบาตร(เว้นเหลือน้อยต้องขอด)
๑๙๙.เราจักไม่ฉันเลียริมฝีปาก
๒๐๐.เราจักไม่เอามือเปื้อนจับภาชนะน้ำ
๒๐๑.เราจักไม่เอาน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวเทลงในละแวกบ้าน(ดูสกปรกเป็นที่รังเกียจ)
๒๐๒.เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีร่มในมือ
๒๐๓.เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีไม้พลองในมือ
๒๑๘.เราไม่เป็นไข้จักไม่ยืนถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
๒๑๙.เราไม่เป็นไข้จักไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือ
บ้วนน้ำลายลงในของเขียว(พืชต้นไม้)
๒๒๐.เราไม่เป็นไข้จักไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือ บ้วนน้ำลายลงในน้ำ

อธิกาณะ
๒๒๑.การระงับอธิกรณ์ในที่พร้อมหน้า(บุคคล,วัตถุ,ธรรม)
๒๒๒.การระงับอธิกรณ์ด้วยยกให้ว่าพระอรหันต์ เป็นผู้มีสติ)
๒๒๓.การระงับอธิกรณ์ด้วยยกประโยชน์ให้ ในขณะเป็นบ้า
๒๒๔.การระงับอธิกรณ์ด้วยถือตามคำรับของจำเลย
๒๒๕.การระงับอธิกรณ์ด้วยถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ
๒๒๖.การระงับอธิกรณ์ด้วยการลงโทษแก่ผู้ผิด
๒๒๗.การระงับอธิกรณ์ด้วยให้ประนีประนอมหรือ เลิกแล้วกันไป

-https://www.facebook.com/permalink.php?id=285914271525116&story_fbid=285926294857247-





.
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 08, 2013, 05:49:53 PM
สึกเจ้าอาวาส มั่วสีกา ผงะรูปเปลือย
-http://www.youtube.com/watch?v=erQ8IOWQa-c-

สึกเจ้าอาวาส มั่วสีกา ผงะรูปเปลือย (http://www.youtube.com/watch?v=erQ8IOWQa-c#)

สึกเจ้าอาวาส มั่วสีกา ผงะรูปเปลือย (http://www.youtube.com/watch?v=erQ8IOWQa-c#)



จับพระพาสีการ่วมประเวณีในห้องน้ำ
-http://www.youtube.com/watch?v=eK-AIjzWBfM-

จับพระพาสีการ่วมประเวณีในห้องน้ำ (http://www.youtube.com/watch?v=eK-AIjzWBfM#)

จับพระพาสีการ่วมประเวณีในห้องน้ำ (http://www.youtube.com/watch?v=eK-AIjzWBfM#)



จับพระเมาเหล้า หวังข่มขืนดญ. 21 Mar 2012
-http://www.youtube.com/watch?v=f7e7OH0VcNw-

จับพระเมาเหล้า หวังข่มขืนดญ. 21 Mar 2012 (http://www.youtube.com/watch?v=f7e7OH0VcNw#)

จับพระเมาเหล้า หวังข่มขืนดญ. 21 Mar 2012 (http://www.youtube.com/watch?v=f7e7OH0VcNw#)



พระเมาคลั่ง
-http://www.youtube.com/watch?v=uC-XiO1vBqc-

พระเมาคลั่ง (http://www.youtube.com/watch?v=uC-XiO1vBqc#ws)

พระเมาคลั่ง (http://www.youtube.com/watch?v=uC-XiO1vBqc#ws)



เสื่อม! พระเมาชกต่อยกันไม่เลิก
-http://www.youtube.com/watch?v=EfVMcnpOVho-

เสื่อม! พระเมาชกต่อยกันไม่เลิก (http://www.youtube.com/watch?v=EfVMcnpOVho#)

เสื่อม! พระเมาชกต่อยกันไม่เลิก (http://www.youtube.com/watch?v=EfVMcnpOVho#)



จับพระ+ชี ขับกระบะเรี่ยไรเงิน 13 Jun 2012
-http://www.youtube.com/watch?v=FTFvZobhUJU-

จับพระ+ชี ขับกระบะเรี่ยไรเงิน 13 Jun 2012 (http://www.youtube.com/watch?v=FTFvZobhUJU#)

จับพระ+ชี ขับกระบะเรี่ยไรเงิน 13 Jun 2012 (http://www.youtube.com/watch?v=FTFvZobhUJU#)



.






หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 08, 2013, 05:54:24 PM
จับพระเรี่ยไร
-http://www.youtube.com/watch?v=piMXvwmI0h0-

จับพระเรี่ยไร (http://www.youtube.com/watch?v=piMXvwmI0h0#ws)

จับพระเรี่ยไร (http://www.youtube.com/watch?v=piMXvwmI0h0#ws)




18 01 54 พระเมายาบ้าใช้มีดฟักัน
-http://www.youtube.com/watch?v=SYFYl9NmK6o-

18 01 54 พระเมายาบ้าใช้มีดฟักัน (http://www.youtube.com/watch?v=SYFYl9NmK6o#)

18 01 54 พระเมายาบ้าใช้มีดฟักัน (http://www.youtube.com/watch?v=SYFYl9NmK6o#)




ข่าว จับพระข่มขืนเณร
-http://www.youtube.com/watch?v=as1tyQ8xrok-

ข่าว จับพระข่มขืนเณร (http://www.youtube.com/watch?v=as1tyQ8xrok#ws)

ข่าว จับพระข่มขืนเณร (http://www.youtube.com/watch?v=as1tyQ8xrok#ws)


.

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 15, 2013, 09:59:34 AM

ฉาวอีกภาพหลุดชายหัวโล้นนุ่งผ้าเหลืองโอบแหม่มสาว
-http://www.dailynews.co.th/thailand/212033-

(http://www.dailynews.co.th/sites/default/files/imagecache/620x245/cover/212033.jpg)
ภาพหลุดชายหัวโล้น 2 คน เปลือยท่อนบน นุ่งผ้าเหลืองเหมือนพระสงฆ์นั่งโอบไหล่แหม่มสาวหุ่นเซ็กซี่ใส่เสื้อสายเดี่ยวปลิวว่อนในสังคมออนไลน์ จี้ หน่วยงานเกี่ยวข้องทางพุทธศาสนาตรวจสอบด่วน



วันนี้ (14 มิ.ย.) ผู้คนในโลกออนไลน์พากันวิจารณ์กันอย่างหนักอีกครั้งหลังมีการแชร์ภาพรูปชายหัวโล้น 2 คน นุ่งห่มผ้าเหลืองเหมือนสบงพระสงฆ์กำลังนั่งเคียงข้างโอบไหล่หญิงสาวชาวต่างชาติผมทอง ซึ่งไม่สามารถทราบได้ว่าพวกเขามีความสัมพันธ์ทางเพศกันหรือไม่อย่างไร ภาพดังกล่าวหญิงสาวฝรั่งอยู่ในชุดสายเดี่ยวสีดำสุดเซ็กซี่ เคียงข้างหนุ่มหัวโล้นที่เปลือยท่อนบนลงมา ทั้งนี้หลังจากที่ภาพดังกล่าวเเพร่สะพัดในโลกออนไลน์ ผู้คนในโลกออนไลน์พากันออกมาวิจารณ์กันไปต่างๆนานาในเชิงลบ พร้อมทั้งรีบเร่งให้องค์กรที่สำคัญทางพระพุทธศาสนารีบตรวจสอบว่าชายหนุ่มดังกล่าวเป็นพระสงฆ์จริงหรือไม่ และเป็นพระลูกวัดแห่งไหนจะได้เร่งนำตัวมาสึก เพื่อไม่ให้พระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติเสื่อมถอยลงกว่านี้

ขณะที่ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงภาพหลุดดังกล่าวว่า  ตนได้ฝากถึงเจ้าคณะปกครองให้เน้นย้ำ พระสงฆ์ สามเณร ที่อยู่ในการปกครองว่า ให้ช่วยกวดขันดูแล การประพฤติตนที่เหมาะสม โดยเฉพาะการนำภาพต่างๆเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งจะเกิดผลกระทบต่อศรัทธาประชาชนได้ ที่สำคัญ พระสงฆ์ สามเณร จะต้องรู้ว่าอยู่ในเพศบรรชิต ต้องสำรวมกาย วาจา เพื่อให้เป็นที่เคารพต่อพุทธศาสนิกชน หากมีการนำภาพมาเผยแพร่ต่อประชาชนเช่นนี้ จะเกิดผลกระทบต่อ พระพุทธศาสนา โดยภาพรวมได้ อย่างไรก็ตาม พศ.คงจะต้องมีการตรวจสอบว่า ภาพดังกล่าวมาจากวัดไหน หรือสถานที่ใด เพื่อแจ้งให้เจ้าคณะปกครอง เจ้าอาวาส ดำเนินการตักเตือนในพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวต่อ การนำภาพที่ไม่เหมาะสมของพระสงฆ์ สามเณร มาโพสต์บนโซเชียลมีเดีย พบเห็นบ่อยขึ้น ดังนั้น อยากฝากถึงพระสงฆ์ สามเณร ทั่วประเทศ ที่ใช้โซเชียลควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา นำหลักธรรม ไปสู่ประชาชน จะดีกว่านำมาโพสต์ภาพต่างๆที่อาจจะทำให้ประชาชนมองว่า เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมได้

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 16, 2013, 07:27:46 AM
จับพระค้ายาบ้า
-http://www.youtube.com/watch?v=VfwIilcOtDk-

จับพระค้ายาบ้า (http://www.youtube.com/watch?v=VfwIilcOtDk#)

จับพระค้ายาบ้า (http://www.youtube.com/watch?v=VfwIilcOtDk#)




จับพระค้ายาไซ์
-http://www.youtube.com/watch?v=iKeS6MLAeXA-

จับพระค้ายาไซ์ (http://www.youtube.com/watch?v=iKeS6MLAeXA#)

จับพระค้ายาไซ์ (http://www.youtube.com/watch?v=iKeS6MLAeXA#)




รวบพระเสพยาบ้าคากุฏิพร้อมเอเย่นต์
-http://www.youtube.com/watch?v=dze6AmqMOe4-

รวบพระเสพยาบ้าคากุฏิพร้อมเอเย่นต์ (http://www.youtube.com/watch?v=dze6AmqMOe4#)

รวบพระเสพยาบ้าคากุฏิพร้อมเอเย่นต์ (http://www.youtube.com/watch?v=dze6AmqMOe4#)




ข่าว จับพระข่มขืนเณร
-http://www.youtube.com/watch?v=as1tyQ8xrok-

ข่าว จับพระข่มขืนเณร (http://www.youtube.com/watch?v=as1tyQ8xrok#ws)

ข่าว จับพระข่มขืนเณร (http://www.youtube.com/watch?v=as1tyQ8xrok#ws)




18 01 54 พระเมายาบ้าใช้มีดฟันกัน
-http://www.youtube.com/watch?v=SYFYl9NmK6o-

18 01 54 พระเมายาบ้าใช้มีดฟักัน (http://www.youtube.com/watch?v=SYFYl9NmK6o#)

18 01 54 พระเมายาบ้าใช้มีดฟักัน (http://www.youtube.com/watch?v=SYFYl9NmK6o#)




พระนักเลงเมาวางมวย
-http://www.youtube.com/watch?v=-fYwqrhCPpE-

พระนักเลงเมาวางมวย (http://www.youtube.com/watch?v=-fYwqrhCPpE#)

พระนักเลงเมาวางมวย (http://www.youtube.com/watch?v=-fYwqrhCPpE#)




จับพระเมาเหล้า หวังข่มขืนดญ. 21 Mar 2012
-http://www.youtube.com/watch?v=f7e7OH0VcNw-

จับพระเมาเหล้า หวังข่มขืนดญ. 21 Mar 2012 (http://www.youtube.com/watch?v=f7e7OH0VcNw#)

จับพระเมาเหล้า หวังข่มขืนดญ. 21 Mar 2012 (http://www.youtube.com/watch?v=f7e7OH0VcNw#)


.



หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 16, 2013, 01:48:31 PM
พศ.อึ้งพระวัดดังสะสมรถหรู
-http://www.dailynews.co.th/education/212304-

(http://www.dailynews.co.th/sites/default/files/imagecache/620x245/cover/212304.jpg)
สำนักพุทธฯอึ้งพระวัดดังสะสมรถหรู-นั่งเครื่องบินส่วนตัว-เผยแพร่ศาสนาผิดๆ ฟุ้งเฟ้อเกินความเป็นพระสงฆ์ จนชาวบ้านติเตียน ด้าน"นพรัตน์" เร่งส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพร้อมจับตาพระกลุ่มดังกล่าวแล้ว



เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.  นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากในเชิงตำหนิติเตียนว่าปัจจุบันพบเห็นพระสงฆ์บางรูปมีการสะสมยานพาหนะการเดินทาง มีรถหรู เครื่องใช้ไม้สอยราคาแพง ฟุ่มเฟือยมาก ผิดอาจาระของความเป็นสงฆ์ โดยเมื่อเร็วๆนี้ได้มีภาพคลิปพระสงฆ์ประพฤติผิดให้ทางโลกติเตียนเผยแพร่ผ่านทางอินเทอร์เนต เว็บไซด์ชื่อดังว่า เป็นภาพจากเฟซบุ๊คส่วนตัวของพระรูปดังกล่าวแล้วมีคนกดไลท์เป็นหมื่นๆ ซึ่งชาวออนไลน์ได้ส่งต่อคลิปนี้ที่เขียนว่าเป็นเครื่องบินเจตประจำองค์ 2 เผยแพร่โดยสมาชิกเว็บไซด์ยูทูบรายหนึ่ง โดยภายในคลิปเป็นคณะสงฆ์ 3 รูปนั่งอยู่บนเครื่องบินส่วนตัว หูเสียบหูฟังโทรศัพท์มือถือไอโฟน สวมแว่นตาดำและกระเป๋าแบรนด์ดัง โดยเครื่องบินลำดังกล่าวลงจอดที่สนามบินอุบลราชธานี ซึ่งทราบข้อมูลเบื้องต้นว่าเป็นหลวงพ่อชื่อดังรูปหนึ่งในจ.ศรีษะเกษ

ผอ.พศ. กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวแล้ว พบว่าเป็นภาพพระสงฆ์ 3 รูปจากวัดแห่งหนึ่ง  จึงได้ให้เจ้าหน้าที่จับตาพระสงฆ์กลุ่มดังกล่าวว่ายังปฎิบัติตนผิดโลกวัชชะ หรือให้ทางโลกติเตียนอีกหรือไม่ หากพบว่าได้กระทำผิดจริง จะประสานไปยังเจ้าคณะผู้ปกครองพิจารณาลงโทษทันที อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีกระแสของประชาชนที่พบเห็นพระสงฆ์อีกหลายรูปประพฤติตนไม่เหมาะสม อาทิ วัดดังหลายแห่งชอบสะสมรถหรู   มีของใช้แพงๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่ว่าลูกศิษย์ลูกหาจัดซื้อถวายหรือไม่ก็ตาม หากพระสงฆ์รูปนั้นตั้งอยู่ในความสมถะแล้ว คงไม่มีภาพที่มีรถหรูจอดอยู่ในกุฎิหลายสิบคัน เป็นภาพที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังมีพระสงฆ์บางรูปเผยแพร่พระพุทธศาสนาในทางที่ผิดๆ จากที่เน้นคำสอนกลายเป็นการทรงเจ้าเข้าผีเป็นพุทธพาณิชย์มากเกินไปเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ มีลูกศิษย์เป็นดารานักร้องชื่อดังจำนวนมาก ทั้งนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อวัดหรือพระสงฆ์ดังกล่าวได้ แต่ได้ตักเตือนไปด้วยวาจาแล้ว.




--------------------------------------------------------------------------------------------


สำหรับพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย หากไปทำบุญ ควรทราบว่า เจ้าอาวาสมีรถยนต์หรู สะสมไว้หรือไม่  หากมีผมแนะนำไม่ต้องไปทำบุญ เพราะว่า ท่านทำบุญไป ก็ไม่ได้บุญเท่าที่ควร  ทำไป 100 อาจจะได้ไม่ถึง 5 ครับ

พุทธศาสนาสอนให้ ละ วาง  ไม่ได้ให้สะสม

.
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 16, 2013, 08:30:03 PM
พศ. เตรียมลงดาบ พระนั่งเครื่องบินเจ็ท - หิ้วหลุยส์ - ใส่เรย์แบน
-http://hilight.kapook.com/view/87339-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/thitima/kumkom/Untitled-2.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/thitima/kumkom/Untitled-3_3.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/thitima/Politics/Untitled-4_9.jpg)


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ chaaimg9 สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

          สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สั่งตรวจสอบคลิปพระสงฆ์นั่งเครื่องบินเจ็ท พร้อมลงโทษหากกระทำผิดจริง

          เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน มีรายงานว่า นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ. ) เผยว่า หลังจากที่ประชาชนได้ร้องเรียนเรื่องที่มีคลิปพระสงฆ์สองรูป นั่งเครื่องบินเจ็ทสุดหรู ใช้กระเป๋ามียี่ห้อราคาแพง และสวมแว่นตาราคาหลายหมื่น ซึ่งผิดอาจาระของสงฆ์ และคลิปดังกล่าว ก็เผยแพร่ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของพระรูปดังกล่าวอีกด้วย โดยทาง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มีคำสั่งให้ตรวจสอบพระสงฆ์รูปนั้น และจะลงโทษทันทีหากมีการกระทำผิดอีก

          ทั้งนี้ เบื้องต้นทราบว่า พระดังกล่าวเป็นหลวงพ่อรูปหนึ่งในจังหวัดศรีษะเกษ และจากการตรวจสอบกับทางวัด ก็พบว่ามีพระรูปดังกล่าวอยู่ในวัดนั้นจริง จึงได้ให้มีการติดตามข้อมูลว่า พระสงฆ์กลุ่มนั้นยังปฏิบัติตนผิดทางโลกหรือไม่ หากพบว่ายังกระทำผิดก็จะประสานไปยังคณะผู้ปกครองเพื่อพิจารณาลงโทษทันที

          นอกจากนี้ ยังมีรายงานอีกว่า ยังมีพระสงฆ์หลายรูปที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทั้งสะสมรถหรู ใช้ของราคาแพง หรือเผยแพร่พระพุทธศาสนาในทางที่ผิด เบื้องต้นยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อวัดและชื่อพระสงฆ์รูปดังกล่าวได้ แต่ได้ตักเตือนทางวาจาแล้ว


เครื่องบินเจ็ทประจำองค์ หลวงปู่เณรคำ (ฉัตติโก) ๑ (http://www.youtube.com/watch?v=sANFgwoJeic#ws)
คลิป เครื่องบินเจ็ทประจำองค์ หลวงปู่เณรคำ (ฉัตติโก) ๑  โพสต์โดย คุณ chaaimg9 สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

เครื่องบินเจ็ทประจำองค์ หลวงปู่เณรคำ (ฉัตติโก) ๑ (http://www.youtube.com/watch?v=sANFgwoJeic#ws)
-http://www.youtube.com/watch?v=sANFgwoJeic&feature=player_embedded-


.


หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 22, 2013, 07:55:09 AM
ปล่อยว่อนภาพพระไฮโซ โชว์ทั้งอัลบั้ม พฤติกรรมโอเวอร์ ยกคณะทัวร์-แบ๊ว-ขับรถ พศ.ระบุวัดป่าไร้ทะเบียน

-http://news.sanook.com/1192152/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%AE%E0%B9%82%E0%B8%8B-%E0%B9%82%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%A1-%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B9%81/-



ผอ.พศ.ชี้นั่งเครื่องบินผิดอาจาระ-พฤติกรรมโอเวอร์ ไม่เหมาะกับความเป็นพระ สั่ง พศจ.ศรีสะเกษตรวจพระหน้าคล้าย′หลวงปู่เณรคำ′ เบื้องต้นพบที่พำนักไม่ใช่วัดหรือสำนักสงฆ์ที่ พศ.รับรอง

จากกรณีประชาชนร้องเรียนมีพระสงฆ์บางรูปสะสมพาหนะการเดินทาง มีรถหรู เครื่องใช้ไม้สอยราคาแพง ฟุ่มเฟือยมาก รวมถึงคลิปภาพพระสงฆ์นั่งเครื่องบินส่วนตัว เสียบหูฟังไอโฟน สวมแว่นตาดำ สะพายกระเป๋าหลุยส์วิตตอง โดยเครื่องบินลำดังกล่าวลงจอดที่สนามบิน จ.อุบลราชธานี และจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นหลวงพ่อชื่อดังรูปหนึ่งใน จ.ศรีสะเกษ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ศรีสะเกษตรวจสอบที่มาที่ไปแล้ว ขณะนี้มีคนจำนวนมากมาสอบถามว่าใช่ หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก พระสงฆ์ชื่อวัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษหรือไม่ ตนยังบอกไม่ได้ว่าเป็นหลวงปูเณรคำหรือพระสงฆ์รูปใด ต้องรอรายงานจาก พศจ.ศรีสะเกษก่อน

"กรณีที่ถามว่าพระรูปดังกล่าวเป็นเจ้าของเครื่องบินหรือไม่ ส่วนตัวมองแง่ดีว่าพระสงฆ์ทุกรูปคงไม่สามารถเป็นเจ้าของเครื่องบินส่วนตัวได้ เพราะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบฐานะทางการเงิน มีใบอนุญาตการบิน ดังนั้น อาจจะเป็นเครื่องบินญาติโยม หรือลูกศิษย์ก็ได้ แต่หากถามว่าท่านผิดตรงไหน ก็ผิดอาจาร พฤติกรรมโอเวอร์ สวมแว่นตา มีกิริยามารยาทความประพฤติไม่เหมาะสม ไม่สอดคล้องกับสถานะความเป็นพระสงฆ์ ทำให้ผู้ประสบพบเห็นเสื่อมศรัทธาความเชื่อความเลื่อมใสในบุคคลเหล่านั้น คนที่เคยศรัทธาเลื่อมใสอยู่ก่อนแล้ว ก็จะจืดจางเสื่อมความเคารพนับถือลงโดยลำดับ พุทธศาสนิกชนดูแล้วหดหู่" นายนพรัตน์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องจัดระเบียบการถวายของให้พระสงฆ์หรือไม่ นายนพรัตน์กล่าวว่า การถวายสิ่งของให้กับพระสามารถทำได้ ไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่ต้องดูความเหมาะสมด้วย

นายวิรอด ไชยพรรณา ผู้อำนวยการ พศจ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ได้รับคำสั่งจากนายนพรัตน์ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ 2 ประเด็น 1.ตรวจสอบประวัติ ที่พักสงฆ์ หรือที่พำนักของหลวงปู่เณรคำในปัจจุบันว่าถูกต้องหรือไม่ เบื้องต้นตรวจสอบพบว่าที่พำนักดังกล่าวเป็นที่พักสงฆ์ทั่วไป ไม่มีสถานะเป็นวัด หรือสำนักสงฆ์ที่ขึ้นทะเบียนกับ พศ. และ 2.สั่งให้ตรวจสอบประวัติหลวงปู่เณรคำว่าสังกัดวัดใด เจ้าคณะปกครองคือใคร แต่เท่าที่ทราบขณะนี้สังกัดเดิมคือวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ จ.อุบลราชธานี แต่ปัจจุบันสังกัดวัดไหนหรือไม่นั้น เรื่องนี้ต้องหาคำตอบอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหลวงปู่เณรคำค่อนข้างยาก เพราะเป็นพระธรรมยุตมักไม่เปิดเผยว่าปัจจุบันอยู่ในสังกัดที่ไหน และเจ้าหน้าที่ พศ.ถูกกีดกันออกมา โดยไม่ให้ความร่วมมือ

"จากการตรวจสอบรูปภาพที่นั่งเครื่องบินเจ็ต ซึ่งเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ไม่ใช่มุมภาพที่เป็นการแอบถ่ายแต่อย่างใด เป็นการเปิดให้ถ่ายภาพโปรโมตตัวเอง ดูแล้วไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ส่วนที่มีภาพเก่าๆ ที่มีคนที่หน้าเหมือนพระชื่อดังรูปหนึ่งนอนหลับอยู่กับสีกาสาวคนหนึ่งนั้น โดยอ้างว่าเป็นภาพตัดต่อนั้น ชาวบ้านแถวนั้นจะรู้ว่าคนในภาพเป็นใคร เพราะมีเค้าโครงเหมือนกับสีกาคนใกล้ชิด หากมีการตัดต่อจริงก็ควรเป็นภาพผู้หญิงสวย ๆ เลยจะดีกว่า" นายวิรอดกล่าว

นายวิรอด กล่าวว่า ชาวบ้านแถวนั้นรู้ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ดี จึงไม่ได้พากันไปทำบุญ ทั้งนี้ เวลาที่จัดกิจกรรมทำพิธีกรรมทางศาสนา แล้วมีคนไปร่วมนับพันคนนั้น ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่อยู่ไกลๆ มากกว่า คนในพื้นที่ไม่เข้า เพราะรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร หากจะทำบุญจะไปทำบุญที่วัดในพื้นที่

จากนั้นในเวลา 14.00 น. นายวิรอด พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพระพุทธศาสนา จ.ศรีสะเกษ ลงพื้นที่วัดป่าขันติธรรมเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง จากการตรวจสอบภายในบริเวณวัดพบว่าบรรยากาศเป็นไปด้วยความเงียบเหงา แตกต่างจากในช่วงปกติที่วัดแห่งนี้จะมีพุทธศาสนิกชนและลูกศิษย์วัดเป็นจำนวนมากอยู่ตามบริเวณวัด

นายวิรอดกล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่มีคำยืนยันจากบุคคลใดว่าคลิปวิดีโอที่เห็นดังกล่าวเป็นพระดัง แต่เป็นเพราะสาเหตุของหน้าตาที่มีลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกันเท่านั้น ในขณะนี้ตนและเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงกับทางคณะกรรมการของวัดป่าขันติธรรม แต่ยังไม่ได้รับคำตอบในเรื่องนี้ จากการสอบถามพระสงฆ์ที่จำวัดอยู่ภายในบริเวณวัดแห่งนี้ เปิดเผยว่าเบื้องต้นได้ให้ข้อมูลว่าหลวงปู่เณรคำเดินทางไปต่างประเทศเป็นระยะเวลานานหลายเดือน ปกติหลวงปู่เณรคำจะเดินทางกลับมาที่วัดแห่งนี้ เฉพาะช่วงที่มีการจัดงานเท่านั้น โดยทางวัดได้มีกำหนดการจัดงานมหาพิธีห่มผ้าฤดูฝนพระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลกขึ้น ระหว่างวันที่ 27-30 มิถุนายนนี้ คาดว่าหลวงปู่เณรคำจะเดินทางกลับมาในช่วงนี้

"ในช่วงที่ผ่านมามีประชาชนในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษร้องเรียนมายังสำนักงานพระพุทธศาสนา จ.ศรีสะเกษ เกี่ยวกับภาพหลุดที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยเฉพาะรูปถ่ายที่มีสีกาอยู่ด้วย ขณะนี้อยู่ในขั้นดำเนินการตรวจสอบ และหากพบว่ามีการกระทำผิดอาจมีบทลงโทษขั้นรุนแรง คือการปาราชิก หรือจับสึกนั่นเอง" นายวิรอดกล่าว

พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ในฐานะกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) กล่าวว่า การถวายสิ่งของให้พระสงฆ์ในปัจจุบัน พระวินัยและ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ไม่มีข้อกำหนดไว้ชัดเจน แต่ญาติโยมต้องดูความเหมาะสมกับสถานภาพของพระด้วย ดูประโยชน์การใช้สอยไม่ให้เกินฐานะ เกินความพอดี เนื่องจากจะทำให้สังคมติเตียนถึงความไม่เหมาะสมได้ เช่น การถวายรถสปอร์ตถือว่าไม่เหมาะกับพระสงฆ์ ขณะเดียวกันผู้ถวายต้องกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนว่าถวายให้เป็นประโยชน์ต่อพระศาสนาในด้านใด ไม่ว่าจะเป็นการเผยแผ่ การศึกษา ค่าน้ำค่าไฟ แต่หากพระสงฆ์นำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ อาจมีความผิดได้

"กรณีพระนั่งเครื่องบินเจ็ตนั้น ถ้าประชาชนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นว่าไม่เหมาะสม สามารถทำหนังสือถึงเจ้าคณะปกครองให้สอบข้อเท็จจริง โดยต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนที่อ้างว่าพระซื้อเครื่องบิน ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่านำเงินส่วนไหนไปซื้อ เพราะเครื่องบินมีราคาสูง หากพบว่านำเงินที่ญาติโยมบริจาคเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาไปซื้อ ถือว่ามีความผิด ต้องดำเนินการทั้งทางกฎหมายสงฆ์ และกฎหมายบ้านเมือง หากกฎหมายบ้านเมืองพิจารณาเป็นที่สุดแล้วว่า พระรูปนั้นกระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง โดยเฉพาะกรณีคดีอาญาต้องดำเนินการสึกเพื่อไปรับโทษทางบ้านเมือง อาตมาอยากให้สืบสวนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ สังคมต้องให้ความเป็นกลางกับทางพระด้วย อย่าเพิ่งด่วนไปตัดสิน" พระพรหมดิลกกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบในเว็บไซต์ต่างๆ อาทิ เว็บไซต์พันทิป ปรากฏว่า มีการนำภาพของพระสงฆ์รูปหนึ่งมาโพสต์ อาทิ ภาพแอ๊บแบ๊ว ซึ่งถ่ายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ในภาพดังกล่าวเป็นภาพพระสงฆ์ชูสองนิ้วพร้อมด้วยสีหน้าแอ๊บแบ๊ว และภาพที่ชื่อว่า เบนซ์อาตมา ใครอย่าแตะนะโยม เป็นภาพที่ถ่ายคู่กับรถเบนซ์ป้ายทะเบียนต่างประเทศ รวมถึงภาพพระสงฆ์กำลัง

นั่งอยู่ในห้องนักบิน นอกจากนี้ ในเว็บไซต์ดังกล่าวยังมีการนำภาพของคนที่หน้าเหมือนพระชื่อดัง โดยอ้างว่าเป็นพระสงฆ์กำลังนอนกับผู้หญิงมาเผยแพร่ด้วย อย่างไรก็ตาม มีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นตำหนิ และวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับภาพต่างๆ จำนวนมาก โดยเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสอบสวนข้อเท็จจริง

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 11.30 น. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่วัดป่าขันติธรรม บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นวัดของพระวิระพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ปรากฏว่า บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงามาก ภายในบริเวณวัดมีป้ายชื่อหลวงปู่เณรคำ บริษัท ขันติธรรม ก้าวหน้า จำกัด ซึ่งจำหน่ายวัตถุมงคลติดอยู่ และมีตู้รับบริจาคเงินจำนวนมากวางตั้งอยู่ทั่วบริเวณ ส่วนภายในกุฏิของวัดนั้นจะปูด้วยพรมสีเขียว มีรูปภาพของหลวงปู่เณรคำขนาดใหญ่ติดอยู่หลายภาพ และไม่มีบรรดาชาวบ้านหรือนักท่องเที่ยวเข้ามากราบไหว้พระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลกที่ตั้งอยู่ในบริเวณวัดแต่อย่างใด มีเพียงคนงานหญิงจำนวน 2-3 คน ที่เฝ้าอยู่ในบริเวณวัด

คนงานหญิงคนหนึ่งเปิดเผยว่า หลวงปู่เณรคำไม่ได้อยู่ที่วัด ทราบเพียงว่าเดินทางไปที่ประเทศฝรั่งเศส พร้อมด้วยพระสงฆ์ ประมาณ 10 รูป ส่วนเรื่องเกี่ยวกับรูปภาพต่างๆ รวมทั้งการนั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวนั้น ไม่ทราบเรื่องแต่อย่างใด ทราบเพียงว่าหลวงปู่เณรคำจะนั่งเฮลิคอปเตอร์มาที่วัดป่าขันติธรรมเป็นประจำเท่านั้น โดยจะมีสนาม ฮ.อยู่บริเวณถนนเข้าวัด เป็นรูปเครื่องหมาย H อยู่บนถนนด้วย

ชาวบ้านคนหนึ่งที่อยู่ใกล้วัดป่าขันติธรรม เปิดเผยว่า ปกติแล้วชาวบ้านที่อยู่แถวนี้ จะไม่พากันเข้ามาทำบุญที่วัดป่าขันติธรรม เนื่องจากทราบข่าวมานานแล้ว แต่ว่าไม่กล้าพูดออกมา เพราะเกรงว่าอาจจะได้รับอันตรายจากอิทธิพลมืด เนื่องจากมีนายตำรวจและนายทหารชั้นผู้ใหญ่เข้ามาที่วัดนี้บ่อยมาก และหลวงปู่เณรคำจะมีรถตำรวจทางหลวงนำขบวนตลอดเวลา ชาวบ้านจึงพากันเชื่อว่าจะต้องมีนายตำรวจและนายทหารชั้นผู้ใหญ่หนุนหลังอยู่


http://news.sanook.com/1192152/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%AE%E0%B9%82%E0%B8%8B-%E0%B9%82%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%A1-%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B9%81/ (http://news.sanook.com/1192152/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%AE%E0%B9%82%E0%B8%8B-%E0%B9%82%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%A1-%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B9%81/)

.


หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 23, 2013, 07:02:31 AM
แม่ลอน ถูกลูกศิษย์ หลวงปู่เณรคำ ข่มขู่เอาชีวิต ปมไล่ออกจากวัด
-http://hilight.kapook.com/view/87585-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc3/Untitled-2_6.jpg)
หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pattamaporn/News/c295db0eb9ff254cd905e06033e.jpg)
นางลอน มนัส



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ chaaimg9 สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม, สปริงนิวส์

         แม่ลอน ถูกลูกศิษย์ หลวงปู่เณรคำ ข่มขู่เอาชีวิต หลังจากแฉ หลวงปู่เณร คำไม่ยอมสร้างวัดตามสัญญา และจะขับไล่ออกจากวัด จี้ให้แก้ข่าว
 
         จากกรณีที่ วานนี้ (21 มิถุนายน) นางลอน มนัส อายุ 68 ปี ชาวศรีสะเกษ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน 15 ไร่ ได้มอบที่ดินให้ "หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก" เพื่อให้ดำเนินการสร้างวัดป่าขันติธรรม แต่ปรากฏว่าเวลาล่วงผ่านร่วม 10 ปี ก็ยังไม่มีการสร้างวัดดังกล่าว แต่จะเปลี่ยนเป็นไปสร้างวิหารหลวงแทน เนื่องจากเกรงว่าจะถูกตรวจสอบเกี่ยวกับเงินบริจาค ทำให้นางลอนประกาศว่า จะไม่ให้หลวงปู่เณรคำอยู่ในวัด และจะสร้างวัดเอง ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

         ล่าสุด นางลอน ได้ร้องเรียนกับผู้สื่อข่าวว่า ถูกผู้หญิงคนหนึ่ง ทราบชื่อคือ  นางลลิตา ลูกศิษย์คนสนิทของหลวงปู่เณรคำ พร้อมพวกอีก 2 คน ขับรถยนต์มาจอดที่หน้าบ้าน และได้บุกเข้ามาหาตนในบ้าน พร้อมกับต่อว่าเรื่องที่ตนไปให้ข่าวกับนักข่าวเรื่องหลวงปู่เณรคำไม่ยอมสร้างวัด และได้ด่าทอนักข่าวที่นำเสนอข่าวว่าเป็นพวกมารศาสนาหวังทำลายหลวงปู่เณรคำ ซึ่งพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อีกทั้งยังได้ให้ตนไปแก้ข่าวใหม่ ว่าจะไม่ไล่หลวงปู่เณรคำออกจากวัดแล้ว และหากตนยังไม่ยอมแก้ข่าว ก็อาจจะได้รับอันตรายถึงเสียชีวิตได้

         นางลอน กล่าวต่อว่า ขณะที่นางลลิตาพูดจาข่มขู่ตนอยู่นั้น สามีและลูกของตน รวมทั้งญาติพี่น้องเห็นเหตุการณ์และรับทราบเรื่องทั้งหมด ส่วนเรื่องที่หลวงปู่เณรคำไม่สร้างวัดก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน ตนกับครอบครัวไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าขันติธรรมเป็นประจำ และสังเกตได้ว่าระยะหลังหลวงปู่เณรคำไม่เคยอยู่วัด จะมาเฉพาะมีงานวัด และก็นำเอาเงินจากการจัดงานไปทั้งหมด โดยกรรมที่วัดตั้งขึ้นมาไม่มีส่วนรับรู้ว่าเงินของวัดใช้จ่ายอะไรบ้าง เห็นได้ว่าการเงินของวัดไม่โปร่งใส

          สำหรับเหตุการณ์ที่ นางลอน ถูก นางลลิตา ข่มขู่นั้น ทางญาติพี่น้องได้พาตนออกจากบ้านไปซ่อนตัว เนื่องจากเกรงว่า จะถูกแก๊งอิทธิพลทำร้ายถึงชีวิตได้ และตนก็รู้สึกหวาดกลัวมาก ตนไม่คิดว่าการสร้างที่จะสร้างวัดป่าขันติธรรมให้ถูกต้องนั้น กลับมาทำให้ตนต้องเดือดร้อน และถูกข่มขู่เอาชีวิตแบบนี้ อย่างไรก็ตาม ตนจะได้หารือกับญาติพี่น้อง เพื่อแจ้งความกับพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/rungtip/jubjib/460891-01.jpg)
พระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต


พระลูกวัดป่าขันติธรรม แจง ภาพหลวงปู่เณรคำอยู่กับผู้หญิง ถูกตัดต่อ

            พระลูกวัดป่าขันติธรรม แจง ภาพหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก อยู่กับผู้หญิง เป็นภาพตัดต่อ ระบุ หลวงปู่เณรคำ จะกลับมาชี้แจงเรื่องภาพนั่งเครื่องบินเจ็ทเอง วันที่ 30 มิถุนายน ด้าน กมธ.ศาสนา เตรียมเชิญชี้แจงสัปดาห์หน้า

            เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2556 พระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต พร้อมด้วย พระครูวัชรสิทธิคุณ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ พระครูกิตติวรโสภณ รักษาการเจ้าคณะอำเภอกันทรารมย์ และคณะ เดินทางมายังวัดป่าขันติธรรม จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อตรวจสอบข้อมูลของวัดในเบื้องต้น หลังจากได้รับรายงานเรื่องของ หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก โดยมีพระประยูร ตะปะคุโณ และพระเกตุโอภาโส พระลูกวัด ให้การต้อนรับ

            ทั้งนี้ ทางพระลูกวัดได้ชี้แจงต่อพระครูวิสุทธิญาณ ว่า ภาพผู้ชายที่ดูคล้ายหลวงปู่เณรคำอยู่กับผู้หญิงนั้น เป็นภาพตัดต่อ ส่วนภาพหลุด กับภาพบนเครื่องบินเจ็ทนั้น ทางหลวงปู่เณรคำจะกลับมาเปิดแถลงข่าวชี้แจงเองในวันที่ 30 มิถุนายนนี้

            ด้าน พระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า อาตมาเดินทางมาวันนี้ เนื่องจากรู้สึกเป็นห่วงที่มีข่าวออกมาอย่างนี้ เป็นการทำลายกัน จึงอยากให้รู้เรื่องกันไว ๆ อยากให้เรื่องจบลงเร็ว ๆ เลยมาเยี่ยมมาฟังเรื่องราวเพื่อที่จะได้ช่วยกันปรับปรุงแก้ไข ถ้ามีสิ่งใดที่พอจะอนุโลม ก็อนุโลมกัน สิ่งไหนควรแก้ไขก็ช่วยกันแก้ไขไป อย่างไรก็ตาม ได้ฝากบอกพระลูกวัดว่า หากหลวงปู่เณรคำกลับมาแล้วก็ขอให้พากันไปพบอาตมาจะเป็นการดี เพื่อที่จะได้แจ้งให้เจ้าตัวท่านได้เข้าใจชัด ๆ ไม่อยากจะให้เป็นข่าวเหมือนที่ผ่านมา

            ขณะที่ทางด้าน นายภาณุ สุขวัลลิ โฆษกฝ่ายฆราวาสประจำองค์หลวงปู่เณรคำ กล่าวถึงบัญชีเงินฝากของวัดป่าขันติธรรมที่เป็นชื่อของหลวงปู่เณรคำว่า ที่ทำเช่นนี้เพื่อให้หลวงปู่สามารถดำเนินการเรื่องเบิกจ่ายได้ทันที ซึ่งหากกองเลขานุการของหลวงปู่จะเบิกเงินไปทำอะไรก็ต้องชี้แจงให้หลวงปู่ทราบเสียก่อน ส่วนเรื่องการจัดตั้งบริษัทขันติธรรมก้าวหน้านั้น ยอมรับว่าหลวงปู่ให้มีการจัดตั้งบริษัทขึ้นจริง แต่ท่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยจะให้ลูกศิษย์เป็นผู้บริหารดำเนินการเอง

            อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องของหลวงปู่เณรคำที่ตกเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้นั้น ทางฝั่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา ก็เตรียมจะเชิญสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) รวมทั้งกลุ่มลูกศิษย์ของหลวงปู่เณรคำเข้ามาสอบถามในเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้วในสัปดาห์หน้า




อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก INN
-http://www.mcot.net/site/content?id=51c447da150ba00a26000406#.UcY6y5x-X_a-
-http://www.komchadluek.net/index.php-
-http://news.springnewstv.tv/31001/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%86%E0%B9%88%E0%B8%B2-%E0%B8%9B%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B3-%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%9B-

.



หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 23, 2013, 07:48:07 AM
พระท่านให้ใช้ปัญญา‘ศรัทธาสงฆ์’‘สมณสารูป’สำคัญ!
วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2556 เวลา 00:00 น.
-http://www.dailynews.co.th/article/223/213528-


อาจเพราะยุคปัจจุบันเป็นยุคที่ผู้คนเข้าถึงและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้มากมายหลายทาง กรณีบุคคล แฝงตัวห่มผ้าเหลืองแล้วทำให้ภาพลักษณ์พระภิกษุสงฆ์ต้องเสื่อมเสีย รวมถึงกรณี ผู้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์มีพฤติกรรมเป็นที่กังขาของพุทธศาสนิกชนโดยรวม จึงมีปรากฏออกมาสู่สังคมมากขึ้นกว่าในอดีต

การมีกรณีแบบนี้ปรากฏออกมาสู่สังคมมาก ๆ ในมุมหนึ่งมีการมองว่าเป็นผลลบต่อพระพุทธศาสนา แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีการมองว่านี่ก็เป็นผลบวกได้ เพราะเป็นการช่วยกันเป็นหูเป็นตาเป็นปากเป็นเสียงให้พระพุทธศาสนา

เป็นผลบวกได้หากมีการจัดการให้ถูกให้ควร

และชาวพุทธตระหนักถึงความถูกความควร...

ทั้งนี้ กับกรณีครึกโครมเกี่ยวกับพฤติกรรมพระภิกษุสงฆ์ที่มีออกมาสู่สังคม ทำไม? อย่างไรแน่? นั่นก็คงต้องว่ากันไปตามกระบวนการ และก็ย่อมจะสุดแท้แต่วิจารณญาณของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม กับประเด็น ’ความถูกความควรของพฤติกรรมผู้ที่เป็นพระภิกษุสงฆ์“ ในภาพรวมนั้น ชาวพุทธยุคปัจจุบันยิ่งควรตระหนัก

“ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากยุคเกษตรกรรมมาเป็นยุคอุตสาหกรรม ก็ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนกับวัดมากขึ้น ทำให้มีพระปลอมบวช หรือพระที่ไม่มีความรู้ เข้ามาสร้างความเสื่อมเสียได้ง่าย ที่สำคัญยังมีกลุ่มผู้มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ มองเห็นช่องทาง โดยดึงเอาความศรัทธามาแปรเป็นทุน”...พระสงฆ์นักเผยแผ่หลักธรรมบางรูปเคยสะท้อนผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ไว้ ซึ่งนับว่าควรพิจารณา เพราะประเด็นปัญหาในเรื่องนี้แม้จะเป็นเพียงบางจุดบางส่วนในวงการพระพุทธศาสนา-วงการพระสงฆ์ในไทย แต่บางจุดบางส่วนนี่ก็เป็นเหตุให้เกิดความ ’มัวหมอง“ ต่อพระพุทธศาสนา และยังอาจมีการ ’หลอกลวง“ ชาวพุทธ

อันสืบเนื่องกรณีครึกโครมเกี่ยวกับพฤติกรรมพระภิกษุสงฆ์ พระผู้ใหญ่บางรูปในมหาเถรสมาคม ระบุไว้บางช่วงบางตอนว่า...พระวินัยได้กำหนดให้พระหรือวัดอยู่ในความพอดีพอเพียง พระสงฆ์และวัดต้องยึดพระธรรมวินัยเป็นตัวตั้ง ดำรงตนสำรวมอยู่ในสมณสารูป ซึ่งกับคำว่า “สมณสารูป” นั้น จากข้อมูลบทความในเว็บไซต์ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระบุไว้ว่า... หมายถึง ที่สมควรแก่พระ, กิริยามารยาทที่สมควรแก่สมณะ ขณะที่มงคลที่ 29 ในมงคลชีวิต 38 ข้อ หรือมงคล 38 ประการ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ก็มีเนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวกับลักษณะของสมณะ หรือการดำรงตนของพระภิกษุสงฆ์ให้เหมาะสมกับสมณสารูป

โดยสังเขป-โดยสรุปคือ...สงบกาย สำรวม ไม่มีกิริยาร้าย เช่น แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น พกอาวุธ วิวาท เป็นต้น, สงบวาจา มีวาจาเป็นธรรม ไม่ปากร้าย ไม่ว่าร้าย ไม่ยุยง เป็นต้น, สงบใจ มีจิตใจที่นึกถึงธรรมเป็นสำคัญ มีจิตใจที่สงบจากบาปกรรม มีจิตใจที่เต็มไปด้วยความเมตตากรุณา เป็นต้น ...นี่จึงถือว่าเหมาะสมกับสมณสารูป

หรือในบางเว็บไซต์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาก็ระบุถึง “สมณสารูป” ไว้ประมาณว่า...หมายถึง การประพฤติปฏิบัติ กิริยามารยาทที่เหมาะสมของพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติที่ทำให้มีระเบียบวินัย มีมารยาทในเรื่องต่าง ๆ ที่เรียบร้อยงดงาม โดยสมณสารูปนี้ ถือเป็นพระวินัยหมวดหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้

พระสงฆ์ที่ด้อยสมณสารูปก็เสมือนด้อยวินัยสงฆ์

ถ้าไม่มีสมณสารูปเสียเลยนี่ก็คงจะไม่ต้องพูดถึง!!

ทั้งนี้ ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุที่โลกเปลี่ยนไปไม่เหมือนอดีตกาล-พุทธกาล สำหรับพระภิกษุสงฆ์ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถปรับ “วัตรปฏิบัติ” ตามหน้าที่-ตามวินัยสงฆ์ ซึ่งในทางสงฆ์เองก็ดูจะมีการอนุโลมไม่น้อยเลย โดยในที่นี้ก็รวมถึงการมีการใช้ ทรัพย์สินต่าง ๆ สิ่งของต่าง ๆ เครื่องใช้ต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการมีการใช้ก็ยังต้องตั้งอยู่บน ’ความเหมาะสม-ความถูกความควร“ กับสถานะพระสงฆ์

กับเรื่องสิ่งของเครื่องใช้นี้ ทางพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งก็เคยระบุไว้ว่า...“ของแบบนี้มันเหมือนกับเหรียญ 2 ด้าน ที่ออกนอกลู่นอกทางตามนิสัยเดิมก็มี ทุกอย่างขึ้นอยู่กับจิตสำนึกและความรับผิดชอบของบุคคลนั้น ๆ ซึ่งหนทางแก้ไขที่ทำได้คือทุกคนต้องช่วยกันเฝ้าระวังดูแล อย่าให้เกิดสิ่งไม่ดีไม่งามขึ้น”

และกับประเด็น ’ช่วยกันเฝ้าระวังดูแลพระภิกษุสงฆ์“ ก็น่าจะต้องหมายรวมถึงเฝ้าระวังดูแลโดย ส่งเสริม สนับสนุน ’พระภิกษุสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ“ เพื่อให้มีกำลังกายกำลังใจในการสืบสานพระพุทธศาสนา พร้อม ๆ ไปกับเฝ้าระวังดูแล เป็นหูเป็นตาเป็นปากเป็นเสียงเพื่อให้มีการจัดการกับผู้ที่แฝงในผ้าเหลืองเพื่อทำสิ่งไม่ดีหรือแสวงหาประโยชน์อย่างไม่ถูกต้อง โดยกับกลุ่มหลังนี่ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และในแวดวงสงฆ์เอง มีการใช้คำเรียกว่า ’พระปลอมบวช“ ซึ่งสร้างปัญหาให้กับผู้คน ให้กับสังคม และการจะรู้ว่าใช่-ไม่ใช่ พระจริง-พระปลอม ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากอะไรนักสำหรับชาวพุทธทั่วไป

การดูแลเรื่องนี้...ก็ต้องทั้งพระสงฆ์และฆราวาส

ในส่วนฆราวาส...สำคัญที่ ’ศรัทธาและปัญญา“

พระท่านว่า...’ศรัทธาและปัญญาต้องไปคู่กัน“.
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 28, 2013, 10:26:02 PM
หลวงปู่พุทธะอิสระ แฉเณรคำไม่ได้เป็นพระ

-http://news.sanook.com/1193944/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B0-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B9%81%E0%B8%89%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%87/-


(http://p3.s1sf.com/ns/0/ud/238/1193944/1.jpg)

(25 มิ.ย.) หลวงปู่พุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย แฉเณรคำที่กำลังตกเป็นข่าวครึกโครมกรณีนั่งเครื่องบิน หิ้วกระเป๋าหลุยส์ นอกจากนี้ได้มีการต่อโทรศัพท์และเปิดสปีกเกอร์สนทนากับหญิงสาวนักธุรกิจรายหนึ่งที่บอกว่าเป็นคนซื้อกระเป๋าหลุยส์และพาพระชื่อดังไปเที่ยวฝรั่งเศส ท่ามกลางสื่อมวลชนที่มาร่วมทำข่าวด้วย

ทั้งนี้ นักธุรกิจท่านนี้รับว่าเคยบริจาคทรัพย์จำนวนมากให้กับเณรคำ มีการนิมนต์ไปที่บ้านและไปเที่ยวต่างประเทศ และมีการจ่ายเช็คเงินสดค่าเครื่องบินลำเล็กมูลค่า 17 ล้านบาท นอกจากนี้ยังบอกอีกว่าการซื้อเครื่องบินลำใหญ่มีการเจรจาดูโปชัวร์ โดยบอกว่าเณรคำเอามาให้ดูมีมูลค่ากว่า 80 ล้านบาท

โดยนักธุรกิจหญิงรายนี้บอกว่า เณรคำ อ้างว่าจะใช้เป็นพาหนะแต่ถ้าไม่ได้เดินทางไปไหนจะได้ให้คนอื่นเช่า นอกจากนี้ครอบครัวยังเคยเดินทางไปเที่ยวฝรั่งเศสร่วมคณะกับเณรคำ โดยลูกสาวเป็นคนซื้อกระเป๋าหลุยส์วิตตองถวายให้เอง เนื่องจากเณรคำอยากได้จริง ๆ และนักธุรกิจท่านนี้บอกว่าเคยอยากจะยกมรดกให้ผ่านพินัยกรรมอีกด้วย

หลวงปู่พุทธะอิสระได้พูดคุยกับนักธุรกิจรายนี้ผ่านทางโทรศัพท์โดยบอกว่า ในเมื่อเขาเรียกเราว่าแม่และเมื่อแม่รู้ว่าลูกกำลังหลอกลวงก็ต้องทำให้ถูกต้อง

หลวงปู่พุทธะอิสระ ระบุว่าเณรคำลวงโลกที่สำคัญลูกศิษย์ของเณรคำยังให้ร้ายคนที่เรียกว่าแม่อีกด้วย โดยบอกว่านักธุรกิจหญิงคนนี้เป็นคนเก็บเงินทั้งหมด และที่บอกว่าเป็นคนจัดคิวสาว ๆ ให้นั้นความจริงแล้วเป็นเพียงการจัดคิวนิมนต์เท่านั้น

นอกจากนี้ หลวงปู่พุทธะอิสระ ยังพูดถึงดอกเตอร์ท่านหนึ่งที่อยากให้ออกมาขอโทษพระรัตนตรัยที่ได้สร้างโจรมาเป็นอรหันต์ ทรัพย์สินที่ได้มาแทนที่จะเอาช่วยเหลือบริจาคต่อกลับเอาไปใช้ส่วนตัว อย่าไปช่วยเหลือขอให้ย้อนกลับไปดูว่าเมื่อก่อนเณรคำมีอะไร ที่นายังต้องเช่าเขาทำเดี๋ยวนี้กลายเป็นมีเครื่องบิน บ้านหรู วันนี้ไม่ต้องตรวจสอบแล้วเพราะไม่มีอะไรจะให้ตรวจสอบที่เขาไม่สร้างวัดเพราะไม่อยากให้มีการตรวจสอบ บวชจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ใครเป็นพระอุปัชฌาไม่มีใครรู้เลย

ขอบคุณข้อมูลจากเรื่องเล่าเช้านี้ ช่อง 3

http://news.sanook.com/1193944/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B0-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B9%81%E0%B8%89%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%87/ (http://news.sanook.com/1193944/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B0-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B9%81%E0%B8%89%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%87/)

.

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 29, 2013, 09:39:54 AM
เณรคำรวยรักปริศนา !? กับพ่อยกแม่ยกผู้ศรัทธาและร่ำรวย
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน    29 มิถุนายน 2556 06:00 น.
-http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9560000078918-


(http://pics.manager.co.th/Images/556000008281801.JPEG)
ภาพสีกากับพระดังที่กำลังถูกขยายความอย่างหนัก เพราะไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่งคน หากแต่มีถึง 2 คนด้วยกัน

(http://pics.manager.co.th/Images/556000008281802.JPEG)
บ้านหลังมหึมาที่ว่ากันว่า หลวงปู่เณรคำซื้อให้หญิงสาว เพียงแต่มีปัญหาเลิกรากันไปทำให้การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ แต่คณะลูกศิษย์และพ่อของผู้หญิงอ้างว่าเป็นน้องชายของหลวงปู่เณรคำ

(http://pics.manager.co.th/Images/556000008281803.JPEG)
คณะลูกศิษย์ของหลวงปู่เณรคำ (ซ้าย) ดร.สุขุม วงประสิทธิ (ขวา)นายภัทรเดช โสพรรณพานิชกุล หรือเสี่ยก้าวหน้า

(http://pics.manager.co.th/Images/556000008281804.JPEG)
นายดำรงชัย ปานจุ้ย

(http://pics.manager.co.th/Images/556000008281805.JPEG)
นายเทพพนม นามลี ประธาน นปช.แดงสุรินทร์



ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์-ยังคงรักษาระดับความฉาวโฉ่เอาไว้ได้อย่างคงเส้นคงวาทีเดียวสำหรับ ข่าว “หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก” หรือพระวิรพล ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ หลังจากเปิดหน้าม่านด้วยความหรูหราระดับเซเลบริตี้นั่งเครื่องบินเจ็ต เฮลิคอปเตอร์ พร้อมสะพายกระเป๋าหลุยส์วิต ตองไปรับกิจนิมนต์
       
       ทั้งนี้ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นของความฉาวโฉ่ที่สำคัญของหลวงปู่เณรคำพุ่งเป้าไปที่ 4 เรื่องใหญ่ๆ ด้วยกันคือ
       
       หนึ่ง-ผู้หญิง
       
       สอง-ที่ดินสร้างวัดป่าขันติธรรม
       
       สาม-การสร้างพระแก้วมรกตจำลองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากรและสำนักพระราชวัง
       
       และสี่-กลุ่มลูกศิษย์ที่ออกโรงมาปกป้องอย่างสุดชีวิตจนสังคมกระหายใคร่รู้ว่าพวกเขาเป็นใครมาจากไหน
       
       เริ่มจากประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดคือ ผู้หญิง เพราะนอกจากจะได้ชื่อว่าเป็น พระดังร่ำรวยอู้ฟู่รายล่าสุดในยุคนี้แล้ว “พระวิรพล สุขผล” หรือ “หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก” ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรมยังกำลังถูกจัดขึ้นชั้นทำเนียบพระรวยรักปริศนา ? ของเมืองไทยอีกรูปหนึ่ง
       
       ในความเป็นจริงแล้ว คงต้องบอกว่ากรณีนี้ตกเป็นข่าววิพากษ์วิจารณ์ในโลกอินเตอร์เน็ตไล่เลี่ยกับเครื่องบินเจ็ตและกระเป๋าหลุยส์วิตตอง เพียงแต่ข้อมูลยังไม่ได้รับการขยายความมากนักว่า ภาพผู้หญิงที่นอนข้างๆ พระ ซึ่งกลุ่มลูกศิษย์อ้างว่าถูกตัดต่อภาพนั้นเป็นลูกเต้าเหล่าใคร จากนั้นในเวลาต่อมาก็มีการเปิดเผยเรื่องราวของหญิงสาวอีกรายหนึ่ง และว่ากันว่าเป็นต้นเหตุให้ปรากฏภาพฉาวออกมา
       
       ทั้งนี้ เมื่อไล่เลียงจากข่าวบนสื่อทุกแขนงในขณะนี้ จะเห็นได้ว่ามีสีกามาข้องเกี่ยวแล้วอย่างน้อย 2 นาง รายแรกถูกเปิดเผยออกมาจากโลกออนไลน์ ในรูปภาพนิ่งบุคคลหน้าตาคล้ายพระชื่อดังนอนอยู่กับสีกา ซึ่งเป็นภาพที่บังเอิญไปตรงเรื่องราวอันเป็นที่โจษจันของชาวบ้านหนองพะแนง คุ้ง 10 โนนม่วง ต.รุ่งระวี อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ หมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดป่าขันติธรรมมานานนับ 10 ปีแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ
       
       เสียงลือเสียงเล่าอ้างและเสียงโจษจันของชาวบ้านมีอยู่ว่า มีพระหนุ่มขับรถเบนซ์คันหรูกระจกติดฟิล์มดำมืดแวะเวียนมาหาสาวน้อย ชื่ออักษรย่อ “พ” ถึงในบ้านอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะในยามค่ำคืนดึกดื่นที่ผู้คนส่วนใหญ่นอน หลับใหลหลังเหน็ดเหนื่อยจากการงานในไร่นา
       
       การคบหาไปมาหาสู่กันระหว่างพระหนุ่มกับสาวน้อยปริศนา นามอักษรย่อ “พ” ดังกล่าว เป็นที่รับรู้และอยู่ในสายตาของพ่อและครอบครัวมาโดยตลอด โดยพระหนุ่มได้เริ่มมาติดพันตั้งแต่สาวน้อยเรียนอยู่ ม. 4
       
       ในขณะนั้นพระหนุ่มที่เพิ่งมาเปิดที่พักสงฆ์เจอฤทธิ์ของกามเทพที่แผลงศรทั้งๆ ที่อยู่ในผ้าเหลืองกับสาว “พ” และได้นำเอาเงินจำนวน 20,000 บาท พร้อมสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท มาหมั้นเอาไว้ จากนั้นได้อยู่กินกันฉันสามีภรรยาแบบลับๆ พร้อมซื้อรถยนต์มิตซูบิชิ สีแดงกลางเก่ากลางใหม่ให้ขับไปโรงเรียน
       
       และเมื่อความรักของคู่ผัวตัวเมียข้าวใหม่ปลามันถึงขนาดพระหนุ่มก็ทุ่มเงินสร้างบ้านให้ 1 หลัง มูลค่าประมาณ 2 ล้านบาท แต่ยังสร้างไม่เสร็จตามที่เป็นข่าวอื้อฉาวอยู่ในขณะนี้
       
       โดยล่าสุดกลุ่มลูกศิษย์ต้องยกก๊วนลงพื้นที่บุกไปเคลียร์กับพ่อเจ้าตัวถึงบ้าน ก่อนจะออกมาแถกับสื่อมวลชนว่า เรือนหอดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับพระดัง แต่เป็นน้องชายพระดังที่หน้าตาคล้ายกันมาก เคยบวชเป็นพระในช่วงเวลาสั้นๆ และมาจีบลูกสาวบ้านนี้ ทว่า อยู่ไม่นานก็เลิกรากันไป
       
       ส่วนเบื้องหลังภาพพระดังนอนอยู่กับสีกาว่อนเน็ตจนกลายเป็นข่าวฉาว นั้น เล่าลือกันว่า เกิดจากสาวน้อยเริ่มไม่มั่นใจหลังพยายามเรียกร้องให้สึกออกมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาอย่างเปิดเผยหลายต่อหลายครั้งแต่ถูกปฏิเสธโดยอ้างว่าขออยู่เพื่อหาเงินไปก่อน อีกทั้งรับรู้ว่าพระหนุ่มมีกิ๊กอยู่หลายคน เที่ยวไปหยอดไข่ไว้หลายแห่ง จึงตัดสินใจนำรูปภาพโพสต์ในเฟซบุ๊กเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้วก่อนที่สื่อจะนำมาขยายความ ซึ่งเป็นภาพถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือ ในคืนอันเร่าร้อนหลังพระดังร่วมวงดวดเมรัยยี่ห้อ รีเจนซี่ ที่หิ้วขึ้นรถเบนซ์มาหาที่บ้าน 3 ขวด จนหมดเกลี้ยงและเมาได้ที่
       
       อย่างไรก็ตาม ก่อนตัดสินใจโพสต์ภาพฉาวดังกล่าว “พ” ได้ยื่นคำขาดเป็นครั้งสุดท้ายให้พระหนุ่มสึกออกมาอยู่ร่วมกันแต่พระหนุ่มไม่ยอม จึงยื่นข้อเสนอขอเงิน 30 ล้านบาท เพื่อนำเอามาสร้างบ้านให้เสร็จและใช้จ่ายในการดำรงชีวิตต่อไป แต่ถูกปฏิเสธอีก จึงเป็นที่มาของรูปภาพในเฟซบุ๊กฉาว โดยใช้ชื่อว่า “แด่สาธุชน” และมีการนำภาพไปถ่ายเอกสาร เขียนข้อความว่า “นี่หรือ พระที่พวกคุณเคารพนับถือ” ไปโปรยหน้าบ้านพระหนุ่มที่บ้านเกิด จังหวัดอุบลราชธานีด้วย
       
       จากนั้น พระหนุ่มได้มาขอเคลียร์ โดยจ่ายเงินให้ 5 ล้านบาท แลกกับการให้ลบรูปภาพออกจากเฟซบุ๊ก และเลิกแล้วต่อกัน ซึ่งปัจจุบัน “พ” ได้แต่งงานไปอยู่กับสามีใหม่ที่จังหวัดทางภาคเหนือ เหลือเพียงผู้เป็นพ่อกับภรรยาใหม่ของพ่อเฝ้าดูแลบ้านอยู่ที่บ้านโนนม่วง
       
       สำหรับสาวสวยรายที่ 2 เพิ่งถูกเปิดโปงออกมาตีแผ่หราบนหน้าสื่อเป็นรายล่าสุด โดย นายทองวรรณ จิตโชติ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนสัง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ระบุว่า เมื่อประมาณปี 2551 ป้าของนายกอบต. ได้เข้าไปถวายสำรับพระรูปหนึ่งที่สำนักสงฆ์แห่งนี้ ปรากฏว่าได้เจอสาวสวยคนหนึ่งแต่งชุดนอนเดินออกมาจากห้องของพระหนุ่มรูปหนึ่ง ซึ่งป้าของนายกอบต.รู้จักผู้หญิงคนดังกล่าวดีว่า ชื่ออักษรย่อ “ม” อายุ 25 ปี เป็นสาวสวยมีบ้านอยู่ไม่ไกลจากสำนักสงฆ์อื้อฉาว และเรื่องนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มชาวบ้านใกล้สำนักสงฆ์แห่งนี้อย่างกว้างขวาง
       
       ที่สำคัญ สาวสวยคนดังกล่าวยังไม่ได้แต่งงาน แต่มีลูกชาย 1 คน ปัจจุบันเรียนอยู่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 (ป.2) โรงเรียนระดับประถมศึกษาแห่งหนึ่ง และสาวสวยคนนี้มีฐานะดีขึ้นอย่างรวดเร็วราวติดจรวด ทั้งที่ไม่ได้มีอาชีพการงานอะไร แต่กลับมีเงินสดซื้อที่ดิน 7 ไร่ ใกล้กับสำนักสงฆ์และมีบ้านขนาดใหญ่มูลค่าประมาณ 15 ล้านบาทในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง ที่กรุงเทพฯ
       
       แต่ไม่ต้องแปลกใจอะไรถึงสาเหตุความรวย เพราะสืบไปสืบมาก็ได้ความว่าเนื่องจากพระหนุ่มได้พา “ม” ไปอยู่กรุงเทพฯ จึงซื้อบ้านจัดสรรหรูหราราคา 15 ล้านบาทดังกล่าวให้อยู่กับลูก พร้อมรถยนต์เก๋งฮอนด้า แอคคอร์ด 1 คัน ไว้ใช้งาน และส่งเสียเดือนละ 50,000 บาท
       
       เรื่องราวโจษจันเหล่านี้ ได้กลายเป็นตำนานรักปริศนาที่ยังไม่มีข้อสรุปชัดแจ้งว่าเกี่ยวข้องกับหลวงปู่คนดังหรือไม่ ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วก็อาจไม่เป็นธรรมนัก ยกเว้นเสียแต่ว่าถูกจับได้คาหนังคาเขาและมีภาพถ่ายเป็นประจักษ์พยานมากกว่านี้
       
       ขณะที่ประเด็นเรื่องที่ดินก็วุ่นวายและฉาวโฉ่ไม่แพ้กัน เนื่องจากยายลอน มนัส อายุ 68 ปี ผู้อ้างตัวว่าเป็นเจ้าของที่ดินวัดป่าขันติธรรมออกมาเรียกร้องให้ก่อตั้งวัดป่าขันติธรรมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งจะไม่ให้หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก เข้ามาบริหารวัดอีก เพราะบริจาคที่ดินให้สร้างวัด แต่หลวงปู่เณรคำไม่ได้ดำเนินการก่อตั้งวัดแต่อย่างใด จนกระทั่งใบอนุญาตจากกรมการศาสนาหมดอายุลง
       
       ส่วนที่กลุ่มลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำ โดยนายภาณุ สุขวัลลิ โฆษกฝ่ายฆราวาสของหลวงปู่เณรคำ ชี้แจงว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของนางทองมี วุฒิยาสาร ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วเป็นผู้บริจาคให้หลวงปู่เณรคำ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ตามเอกสารการสร้างวัดป่าขันติธรรมและคลิปวิดีโอที่ปรากฏบนยูทิวบ์เรื่องความเป็นมาของวัดป่าขันติธรรมนั้น ยายลอนประกาศและยืนยันชัดเจนว่า ความจริงก็คือ นางทองมี ถวายที่ดิน จำนวน 9 ไร่ เพื่อให้ตั้งวัด และตอนนั้นนางทองมีป่วยจึงได้เรียกตนเองเข้าไปคุยด้วย บอกว่า จะคุยเรื่องดี ๆ ให้ฟัง โดยบอกว่า ให้ทำการเรื่องที่ดินตั้งวัดแทนนางทองมี ที่มอบที่ดิน จำนวน 9 ไร่ ให้เป็นวัดให้ได้
       
       “นางทองมี บอกว่า ไม่สบาย คงจะอยู่ไม่ถึงตอนมอบถวายหรอกนะ ให้แม่ใหญ่ ทำการแทนด้วย จากนั้น นางทองมีจึงได้นำเอาชื่อของชั้นไปใส่กับชื่อของนางทองมี ในหลักฐานที่ดิน พอดีนางทองมีตาย จึงเหลือชั้นเพียงคนเดียว ชั้นจึงจะทำวัดป่าขันติธรรมให้เป็นวัดให้ได้ตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคที่ดิน”นางลอนอธิบาย
       
       จากนั้นอีกไม่กี่วันยายลอนก็งัดเอกสารเป็นสำเนาโฉนดที่ดิน 5 แปลง ที่เป็นชื่อของตัวเอง มาแสดงให้ผู้สื่อข่าวได้ตรวจพิสูจน์ว่า ตนเองเป็นเจ้าของที่ดินตั้งวัดป่าขันติธรรมอย่างแท้จริง พร้อมเดินทางไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาอำเภอกันทรารมย์ เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นที่ตั้งวัดป่าขันติธรรมให้ใหม่ แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถออกให้ได้ เพราะตามกฎหมายต้องรอให้ถึง 30 วัน ตั้งแต่วันที่ได้ยื่นคำร้องขอ และจะนำเอาไปประกอบหลักฐานในการขออนุญาตสร้างวัดป่าขันติธรรมต่อไป
       
       ซ้ำร้ายสำนักสงฆ์สาขาของหลวงปู่เณรคำหลายต่อหลายแห่งยังเป็นการรสร้างโดยบุกรุกป่าสงวน เช่น สำนักสงฆ์ซำติกา อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ส่วนสำนักสงฆ์ตาเสก ตำบลบังดอง จังหวัดศรีสะเกษ หรือสำนักสงฆ์สาขาที่ 89 บนยอดเขาอำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลกเป็นที่ ส.ปก.4-01 เป็นต้น
       
       ด้านกรณีการสร้างพระแก้วมรกตจำลองนั้น ชัดเจนว่าวัดป่าขันติธรรมแบะหลวงปู่เณรคำไม่ได้ขออนุญาตอย่างถูกต้อง โดยนายสหวัฒน์ แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากร ระบุว่า พระพุทธมณีมหารัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปสำคัญ 1 ใน 61 รายการ ที่มีระเบียบว่าการจำลองจะต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากร และจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักพระราชวัง แต่จากการตรวจสอบไปยังทะเบียนของสำนักช่างสิบหมู่ ทราบว่าวัดป่าขันติธรรมไม่ได้ดำเนินการขออนุญาตเข้ามา ขณะเดียวกันสำนักพระราชวังยังหารือมายังกรมศิลปากรว่าให้ช่วยดูแลการจำลองพระพุทธรูปสำคัญ เพราะปัจจุบันมีผู้นำไปจัดสร้างโดยไม่ได้ผ่านการอนุญาตมากขึ้น
       
       เช่นเดียวกับ น.ส.มาลีภรณ์ คุ้มเกษม หัวหน้ากลุ่มนิติการ กรมศิลปากร ที่ให้ข้อมูลเสริมว่า การจำลองพระพุทธรูปสำคัญมีระเบียบกระทรวงศึกษา ธิการ พ.ศ.2520 ตามมติครม.ในขณะนั้น กำหนดไว้ว่าการจำลองพระพุทธรูปสำคัญ 61 รายการ เช่น พระแก้วมรกต จะต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากร เพื่อกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาต ส่วนระเบียบดังกล่าวนั้นไม่มีข้อกำหนดโทษ เนื่องจากไม่ได้เป็นข้อกำหนดในพ.ร.บ.
       
       กระนั้นก็ดี นอกจากทั้งสามเรื่องข้างต้นแล้วคำถามที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ ใครเป็นโยมอุปัฏฐากหรือพ่อยกแม่ยก หรือลูกศิษย์ใกล้ชิดของหลวงปู่เณรคำกันบ้าง ซึ่งเชื่อว่าในจำนวนนี้บริจาคทั้งเงินและข้าวของเครื่องใช้อันหรูหราฟุ่มเฟือยให้หลวงปู่เณรคำทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ
       
       แน่นอน กลุ่มลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่เณรคำมากที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้น กลุ่มลูกศิษย์ที่ออกมาแถลงข่าวปกป้องหลวงปู่สุดกำลัง กลุ่มนี้ประกอบไปด้วย เสี่ยก้าวหน้า-นายภัทรเดชและนางกุลระวี โสพรรณพานิชกุล สองผัวเมียแห่ง บริษัท ก้าวหน้าอิเลคทริค แอนด์ บิสสิเนส จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในย่านพุทธมณฑลสาย 5 อำเภออ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร และมีกิจการในเหลือหลายบริษัทด้วยกัน โดยประกอบกิจการรับซ่อมแซมเครื่องจักร หรือผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า เช่น ซ่อมมอเตอร์ไฟฟ้า
       
       นายเทพพนม นามลี ประธาน นปช.แดงสุรินทร์ นายดำรงชัย ปานจุ้ย นายกสมาคมวิชาชีพผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทย เจ้าของร้านทองดำรงชัย 9 ในตลาดศูนย์การค้าบางใหญ่ซิตี้
       
       นายสุขุม วงประสิทธิ ประธานที่ปรึกษาเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม อดีตผู้สมัครอิสระผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า นายสุขุมเป็นอดีตแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงในฐานะกลุ่มคนรักประชาธิปไตยสนามหลวง เคยเรียกร้องให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะยุบสภา คืนอำนาจสู่ประชาชน เมื่อปี พ.ศ. 2553 แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ได้แยกตัวออกมาเหตุเพราะถือว่าตัวเองเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงที่รักสถาบันฯ
       
       นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบข้อมูลในเว็บไซต์ http://www.luangpunenkham.com/ (http://www.luangpunenkham.com/) ก็ได้ภาพและชื่อของบรรดาลูกศิษย์ที่นิมนต์หลวงปู่เณรคำไปร่วมงานอีกจำนวนไม่น้อย
       
       ยกตัวอย่างเช่น ดร.ธำมรงค์ ประกอบบุญ อดีตอธิบดีกรมประมง และอดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางธัชสุมนต์ สุทธิสาร พ.ต.อ.ดร.เดชชาติ-นางดาราธร วัฒนพนม นางดรุณี เกษศิลป์ พลตำรวจตรีสุรพล ทองประเสริฐ นางสุนันทา ลีเลิศพันธ์เจ้าของยาสีฟันดอกบัวคู่ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนสถานีวิทยุเสียงธรรมดอกบัวคู่
       
       ในจำนวนนี้จากการเช็กข้อมูลวงในทำให้ทราบว่า หลายคนยังคงเชื่อมั่นในตัวหลวงปู่เณรคำอย่างเหนียวแน่น ขณะที่อีกหลายคนได้ถอนตัวออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
       
       ขณะเดียวกันก็มีรายงานข่าวด้วยว่า มีนายตำรวจระดับสูงในตำแหน่งรองผู้บัญชาการเป็นลูกศิษย์เอก ทำให้คณะของของหลวงปู่เณรคำมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยคุ้มกันถึง 5 คน
       
       นอกจากนั้นยังมีเสียงร่ำลืออีกด้วยว่า มีพระรูปหนึ่งเอ่ยปากขอยืมเงินสีกาเจ้าของธุรกิจใหญ่ระดับประเทศจำนวนถึง 20 ล้านบาท กระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังไม่นำเงินที่ยืมไปมาคืนแม้กระทั่งถูกทวงถามมาแล้วหลายครั้งหลายครา ทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยดำเนินมาด้วยดีในอดีตสะบั้นลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
       
       ขณะที่หลวงปู่พุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย ได้ต่อโทรศัพท์และเปิดเสียงสนทนากับหญิงสาวนักธุรกิจรายหนึ่งที่บอกว่าเป็นคนซื้อกระเป๋าหลุยส์และพาพระชื่อดังไปเที่ยวฝรั่งเศส โดยนักธุรกิจรับว่าเคยบริจาคทรัพย์จำนวนมากให้กับหลวงปู่เณรคำ มีการนิมนต์ไปที่บ้านและไปเที่ยวต่างประเทศ และมีการจ่ายเช็คเงินสดค่าเครื่องบินลำเล็กมูลค่า 17 ล้านบาท นอกจากนี้ยังบอกอีกว่าการซื้อเครื่องบินลำใหญ่มีการเจรจาดูโบชัวร์ โดยบอกว่าหลวงปู่เณรคำเอามาให้ดูมีมูลค่ากว่า 80 ล้านบาท
       
       โดยนักธุรกิจหญิงรายนี้บอกว่า หลวงปู่เณรคำอ้างว่าจะใช้เป็นพาหนะแต่ถ้าไม่ได้เดินทางไปไหนจะได้ให้คนอื่นเช่า นอกจากนี้ครอบครัวยังเคยเดินทางไปเที่ยวฝรั่งเศสร่วมคณะกับหลวงปู่เณรคำ โดยลูกสาวเป็นคนซื้อกระเป๋าหลุยส์วิตตองถวายให้เอง เนื่องจากหลวงปู่เณรคำอยากได้จริงๆ และนักธุรกิจรายนี้บอกว่าเคยอยากจะยกมรดกให้ผ่านพินัยกรรมอีกด้วย
       
       แต่ที่หนักหนาสาหัสไม่แพ้กันก็คือกรณีที่มีการนำคลิปวิดีโอเทศนาของหลวงปู่เณรคำมาตรวจสอบและพบว่า มีหลายครั้งที่หลวงปู่เณรคำมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายอวดอุตริมนุสธรรม ทั้งการอ้างว่าในอดีตชาติเคยเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า หรือการอ้างว่าเป็นเพื่อนกับพระอินทร์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีคลิปที่หลวงปู่เณรคำโฆษณาขายเครื่องฟอกอากาศออกมาอีกต่างหาก
       
       ขณะที่ตัวหลวงปู่เณรคำเองก็ยังคงเงียบและปล่อยให้ลูกศิษย์ออกมาแถลงข่าวตอบโต้รายวัน แถมกำหนดการเดินทางกลับจากฝรั่งเศสก็เลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด พร้อมแต่งตั้งให้พระครูภาวนาวรธรรมวิเทศ หรือหลวงพ่อปานขาว เจ้าอาวาสวัดโพธิญาณราม ประเทศฝรั่งเศสเป็นรักษาการประธานที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรม
       
       แต่ดูเหมือนว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่หลวงปู่เณรคำจะใช้วิธีนี้ในการแก้ปัญหา เนื่องเพราะถูกบีบหนักเข้ามาทุกที เนื่องเพราะทางคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษได้มีคำสั่งให้หลวงปู่เณรคำปฏิบัติตามคำสั่ง 3 ข้อคือ
       
       1.ให้พระวิรพล แจ้งให้จังหวัดทราบวันที่จะเดินทางกลับมาให้การสอบสวนชัดเจนแน่นอน ให้แจ้งสังกัดของตนเองว่า สังกัดวัดใด ให้เจ้าคณะจังหวัดทราบแน่ชัด ให้พระวิรพล กลับมาให้การสอบสวนข้อเท็จจริงด้วยตนเองให้เร็วที่สุด โดยไม่เกินวันที่ 30 มิ.ย.56
       
       2.ให้พระวิรพล สั่งให้ศิษย์ฆราวาสงดการโต้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องพระธรรมวินัยสงฆ์ ซึ่งมิใช่วิสัยของฆราวาส จะเป็นเหตุทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดคลาดเคลื่อนในหลักธรรมวินัย
       
       3.ให้พระวิรพล สั่งให้ศิษย์นำข้อมูลหลักฐานที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงของเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไปมอบให้เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต เพื่อจะประมวลข้อมูลในการสอบหาข้อเท็จจริง ให้เกิดความกระจ่างต่อพุทธศาสนิกชนให้ทราบต่อไป
       
       งานนี้ จับยามสามตาดูแล้ว ถ้าหลวงปู่เณรคำคิดสะระตะแล้วกลับมาได้ไม่คุ้มเสีย ดีไม่ดี อาจต้องระเห่เร่ร่อนอยู่ในต่างประเทศยาวก็เป็นได้

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 29, 2013, 09:56:09 AM
ดอกบัวคู่ โต้ข่าว ซื้อเครื่องบินเจ็ท-รถหรู ถวายหลวงปู่เณรคำ
-http://www.kapook.com/-
-http://hilight.kapook.com/view/87899-

(http://www.kapook.com/)

 เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก  คุณ CiNNtv3 สมาชิกเว็บไวต์ยูทูบดอทคอม

             ลูกชายเจ้าของดอกบัวคู่ ยัน แม่ไม่เคยซื้อเครื่องบินเจ็ท-เฮลิคอปเตอร์-รถหรู ถวายหลวงปู่เณรคำ ปัดหาผู้หญิงให้ ย้ำ ไม่เคยยุ่งกับเงินบริจาค

             จากกรณีที่มีข่าวว่า นางสุนันทา ลีเลิศพันธ์ ประธานกรรมการ บริษัท ดอกบัวคู่ เจ้าของผลิตภัณฑ์ตราดอกบัวคู่ ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์ และเป็นโยมอุปัฏฐากหลวงปู่เณรคำ เป็นผู้ถวายเครื่องบินเจ็ท เฮลิคอปเตอร์ และรถหรู ให้กับหลวงปู่เณรคำ จนนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมนั้น

             เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2556 นายปิติ ลีเลิศพันธุ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทดอกบัวคู่ ลูกชายนางสุนันทา ลีเลิศพันธุ์ ได้เปิดแถลงข่าวชี้แจงเรื่องนี้แล้ว โดยยืนยันว่า นางสุนันทา มารดา ไม่เคยซื้อเครื่องบินเจ็ท เฮลิคอปเตอร์ หรือรถหรูให้กับหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก อย่างแน่นอน มีแต่ทางพี่สาวที่เคยซื้อรองเท้าหลุยส์ วิตตอง ให้กับหลวงปู่เณรคำและพระภิกษุที่เดินทางไปฝรั่งเศส ขณะเดียวกัน มารดาก็ไม่เคยทำพินัยกรรมว่าจะยกทรัพย์สินของดอกบัวคู่ให้กับหลวงปู่เณรคำด้วย รวมทั้งยังไม่เคยจัดหาผู้หญิงให้กับหลวงปู่เณรคำตามที่มีข่าวออกมา

             นายปิติ กล่าวต่อว่า เมื่อหลายปีก่อนตั้งแต่เริ่มศรัทธาหลวงปู่เณรคำ ทางบริษัทได้เคยบริจาคเงินให้ไปเกือบ 10 ล้านบาท แต่เพิ่งจะห่างออกมาในช่วง 2 ปีหลัง พร้อมยืนยันว่าไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเงินบริจาคที่หลวงปู่เคยมาบรรยายที่ดอกบัวคู่ เพราะทุกครั้งที่หลวงปู่มาบรรยาย ทางบริษัทจะแยกตู้บริจาคเป็นประเภทชัดเจน เมื่อบรรยายธรรมเสร็จก็จะประกาศจำนวนเงินบริจาคที่ได้มาให้ญาติโยมทราบ หลังจากนั้นทางวัดก็จะมาเก็บเงินไปเอง

             อย่างไรก็ตาม นายปิติ ระบุว่าหลังจากนี้จะไม่ออกมาให้ตอบโต้ข่าวใด ๆ อีกแล้ว เพราะไม่อยากให้เรื่องบานปลาย และเสื่อมเสียต่อพุทธศาสนา

หลวงปู่พุทธะอิสระ พูดถึง หลวงปู่เณรคำ (http://www.youtube.com/watch?v=Rk6-4aqucPM#)

หลวงปู่พุทธะอิสระ พูดถึง หลวงปู่เณรคำ (http://www.youtube.com/watch?v=Rk6-4aqucPM#)
คลิป หลวงปู่พุทธะอิสระ พูดถึง หลวงปู่เณรคำ เครดิต คุณ CiNNtv3

-http://www.youtube.com/watch?v=Rk6-4aqucPM&feature=player_embedded-


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
ประชาชาติธุรกิจ
สำนักข่าวไทย
tnnthailand.com


http://hilight.kapook.com/view/87899 (http://hilight.kapook.com/view/87899)
.
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 30, 2013, 08:29:18 AM
แกนนำศิษย์ "เณรคำ" ม.สันติภาพโลกเจอแฉ ไม่ใช่สถาบันศึกษาไทย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    29 มิถุนายน 2556 16:35 น.
-http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000079135-


(http://pics.manager.co.th/Images/556000008303702.JPEG)
นายสุขุม วงประสิทธิ ศิษย์เอก "เณรคำ" ประกาศเป็น ด็อกเตอร์จากมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก

(http://pics.manager.co.th/Images/556000008303701.JPEG)

ลากไส้กันยาว! จาก "เณรคำ" ยันลูกศิษย์ สกอ.แฉ "ดร.สุขุม" จากมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก แกนนำลูกศิษย์ป้องหลวงปู่เหินฟ้าปารีสไม่กลับไทย ไม่ได้เป็นสถาบันอุดมศึกษาในไทย ไม่มีสิทธิให้ปริญญา เล็งตรวจสอบดำเนินการกับสถาบัน ด้าน ผอ.สำนักพุทธฯ ส่งหนังสือเวียนเตือนเจ้าคณะภาค ระวังถูกเรียกเก็บเงินแลกปริญญาให้พระ
       
       นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีสังคมเกิดข้อสงสัยและตรวจสอบกลุ่มลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำที่ออกมาปกป้อง ภายหลังหลวงปู่เณรคำถูกสังคมตรวจสอบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะนายสุขุม วงศ์ประสิทธิ์ แกนนำลูกศิษย์ ที่ประกาศตนเป็นด็อกเตอร์จากมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ซึ่งอาจเป็นมหาวิทยาลัยที่เข้าข่ายยังไม่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า พศ.ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนให้ตรวจสอบมหาวิทยาลัยดังกล่าว เพราะอาจมีพฤติกรรมเข้าข่ายหลอกลวงประชาชนและพระสงฆ์ เนื่องจากมีการเรียกรับเงินประชาชนและพระสงฆ์เข้ารับปริญญาและตำแหน่งทางวิชาการประมาณ 15,000 - 300,000 บาท
       
       "ผมทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) แล้วว่าขอให้ตรวจสอบมหาวิทยาลัยดังกล่าว ว่าได้มีการขอนุญาตจัดตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และเมื่อเร็วๆนี้ สกอ.ก็ได้ทำหนังสือตอบกลับมาแล้วว่า มหาวิทยาลัยสันติภาพโลกไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษา จึงไม่มีอำนาจให้ปริญญาบัตรแก่บุคคลใด" ผอ.สำนักพุทธฯ กล่าว
       
       นายนพรัตน์ กล่าวอีกว่า ในหนังสือตอบกลับยังระบุอีกว่า การใช้คำว่ามหาวิทยาลัยโดยไม่ได้รับอนุญาตถือว่าผิดกฎหมาย ดังนั้น การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก อาจเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญาได้ แต่พฤติกรรมของสถาบันดังกล่าว ตนยังไม่อยากระบุว่าเป็นการหลอกลวง ต้องดูว่าได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งที่ต่างประเทศหรือไม่ หากจดทะเบียนถูกต้อง การให้ปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ก็ไม่ขัดต่อกฎหมาย และที่ผ่านมาก็มีพระสงฆ์มีชื่อเสียงหลายรูปเข้ารับปริญญากิตติมศักดิ์กับมหาวิทยาลัยดังกล่าว
       
       นายนพรัตน์ กล่าวด้วยว่า ขณนี้ตนได้ทำหนังสือเวียนไปยังเจ้าคณะภาค เพื่อแจ้งถึงสถานภาพของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกว่าไม่ได้อยู่ในกำกับของ ศธ. ดังนั้นหากมีการติดต่อมาขอเรียกรับเงิน เพื่อแลกกับปริญญากิตติมศักดิ์ก็ขอเป็นดุลพินิจของแต่ละบุคคล
       
       รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า มหาวิทยาลัยสันติภาพโลกไม่ได้อยู่ในสังกัดของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย หากมีการนำชื่อของมหาวิทยาลัยมาโฆษณาให้ทุกคนหลงเชื่อแล้วจ่ายเงิน เพื่อให้ได้ปริญญาถือว่าเป็นการฉ้อโกงประชาชน หากผู้ใดนำตำแหน่งทางวิชาที่ได้รับจากสถาบันนี้มาใช้หาประโยชน์ใส่ตัว เช่น ด็อกเตอร์หรือปริญญาเอกถือว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าถูกจับได้จะไม่มีใครเชื่อถือหรือเสื่อมศรัทธาคนที่นำไปใช้เอง เรื่องนี้ สกอ.กำลังตรวจสอบ เพื่อดำเนินการกับสถาบันแห่งนี้ต่อไป

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 30, 2013, 09:22:08 AM
ประสบการณ์ หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก

ประสบการณ์ หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก (http://www.youtube.com/watch?v=1ENh-07uuA8#)

ประสบการณ์ หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก (http://www.youtube.com/watch?v=1ENh-07uuA8#)

-http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=1ENh-07uuA8-

---------------------------------------------------------------------------------------------------

โผล่อีกคลิป เณรคำพรีเซ็นเตอร์
-http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdOREkxTURZMU5nPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBeE15MHdOaTB5TlE9PQ==-

ขาย"เครื่องฟอกอากาศ" กรมศิลป์จี้ชะลอพระแก้ว ศิษย์รุดกราบ"ยายลอน" สมเด็จพระวันรัตลั่นฟัน


(http://www.khaosod.co.th/view_resizing_images.php?filename=news-photo/khaosod/2013/06/p0104250656p1.jpg&width=360&height=360)
พรีเซ็นเตอร์ - คลิปภาพหลวงปู่เณรคำ ขณะทำหน้าที่เป็นพรีเซ็นเตอร์แนะนำสินค้าเครื่องฟอกอากาศยี่ห้อหนึ่ง เผยแพร่ทางเว็บไซต์ในยูทูบ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่เหมาะสมกับสมณเพศ

"สมเด็จพระวันรัต"เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ระบุคณะสงฆ์กำลังดำเนินการสอบสวนพฤติกรรม-ข้อร้องเรียนกรณีหลวงปู่เณรคำเจออีกคลิปพิลึกพระดังเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาเครื่องฟอกอากาศ ชักชวนญาติโยม ให้ซื้อไปถวายพระ โผล่อีกชุดว่อนเน็ตกลุ่ม พระไทยทัวร์โรงถ่ายยูนิเวอร์แซล ด้าน "ยายลอน"ประกาศลั่นไม่ยอมรับเงินแค่สองพันห้าที่กลุ่มลูกศิษย์จะนำมามอบให้ สวนกลับถ้าจะให้จริงก็ต้อง 2.5 พันล้านจะนำมา สร้างพระแก้วองค์ใหญ่จำลอง-สร้างวัดป่าขันติธรรมให้เสร็จที่เหลือทุกบาทจะนำไปบริจาควัด อธิบดีกรมศิลป์เตรียมสั่งชะลอสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่วัดป่าขันติธรรม



เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตจี้จัดการ

ความคืบหน้ากรณีรูปถ่ายพฤติกรรมไม่เหมาะสม ขาดสมณสารูป และปัญหาการจัดการทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาค ซึ่งส่อเค้าไม่โปร่งใส จนหลายฝ่ายเรียกร้องคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตตรวจสอบพระวิรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ อ้างตัวเป็นประธานสงฆ์ วัดป่าขันติธรรม อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ นั้น ขณะเดียวกันก็มีการยื่นเรื่องร้องทุกข์ต่อกองปราบปรามให้ตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีด้วยอีกทางนั้น

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. สมเด็จพระวันรัต กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะรักษาการเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงหลวงปู่เณรคำเพียงสั้นๆว่า "มาสนใจอะไรกับเรื่องนี้ เขากำลังจัดการกันอยู่"

เมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามกรณีหลวงปู่เณรคำในเรื่องอื่นๆ ปรากฏว่าสมเด็จพระวันรัตไม่ยอมตอบข้อซักถามแต่อย่างใด

ด้านพระครูวัชรสิทธิคุณ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต กล่าวถึงความคืบหน้าในการสอบสวนว่า ขอยืนยันการสอบข้อเท็จจริงต่างๆ คงต้องรอหลวงปู่เณรคำเดินทางกลับประเทศไทยก่อน



ผช.เลขาฯสังฆราชโพสต์ติง

ด้านพระอนิลมาน ธัมมสากิโย ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช โพสต์ผ่าน ทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ในยุคที่กำลังโจษจันพระภิกษุประเภทหรูหรานิยมนั้น มาทำความรู้จักความเป็นผู้มักน้อยสันโดษของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ผู้ทรงปฏิบัติพระองค์อย่างเรียบง่าย แม้ที่อยู่อาศัยก็ไม่โปรดให้ประดับตกแต่ง ทรงเตือนพระภิกษุสามเณรอยู่เสมอว่า "พระเณรไม่ควรอยู่อย่างหรูหรา" และพระองค์ไม่ทรงสะสมวัตถุสิ่งของที่มี ผู้ถวายมา ทรงแจกจ่ายไปตามโอกาส

พระอนิลมานระบุต่อว่า ครั้งหนึ่งมีผู้แสดงความประสงค์ถวายรถยนต์สำหรับทรงใช้สอยประจำพระองค์ เพื่อความสะดวกในการที่จะเสด็จไปทรงปฏิบัติภารกิจในที่ต่างๆ พระองค์ทรงตอบผู้ที่จะมาถวายรถยนต์ไปว่า "ไม่รู้จะเอาเก็บไว้ที่ไหน" จึงเป็นอันว่าไม่ทรงรับถวาย และเมื่อในวโรกาสทรงบำเพ็ญพระกุศลฉลองพระชันษา 80 ปี เมื่อพ.ศ.2536 หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ทูลถวายจตุปัจจัยร่วมบำเพ็ญพระกุศล 7 ล้านบาท สมเด็จพระสังฆราชทรงอนุโมทนาขอบคุณหลวงพ่อคูณ แล้วรับสั่งกับหลวงพ่อคูณว่า "ขอถวายคืนร่วมทำบุญกับหลวงพ่อด้วยก็แล้วกัน" ก็เป็นอันว่าทรงรับถวาย แล้วก็ถวายคืนกลับไป ถือเป็นพระปฏิทาที่ควรแก่การยึดถือเป็นแบบอย่างเป็นที่สุด



เผยสาขาของวัดป่าสันติธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า www.luangpunenkham.com/wat-pa-kuntitum/branch/ (http://www.luangpunenkham.com/wat-pa-kuntitum/branch/) ระบุรายชื่อสาขาของวัดป่าขันติธรรม มีดังนี้ 1.วัดป่าขันติบารมีสาขาที่ 1 บ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี พระวัฒนา เตชธโร ประธานสงฆ์ 2.วัดป่าขันติบารมีสาขาที่ 2 บ้านตาเส็ด ต.บักดอง อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ พระยิน สันตจิตโต ประธานสงฆ์ 3.วัดป่าขันติบารมีสาขาที่ 4 บ้านคำมันปลา ต.คำเขื่อนแก้ว อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี พระเสียน ติกขวีโร ประธานสงฆ์ 4.วัดป่าขันติบารมีสาขาที่ 5 บ้านโนนคำพัฒนา ต.เจริญศิลป์ อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร พระอภิรักษ์ อภิฉันโท ประธานสงฆ์ 5.วัดป่าขันติบารมีสาขาที่ 6 บ้านหนองฝาง ต.โพธิ์ใหญ่ อ.วารินชำราบ จ.อุบล ราชธานี พระเกษชัย โอภาโส ประธานสงฆ์



ที่แคลิฟอร์เนีย-สหรัฐก็มีด้วย

6.วัดป่าขันติบารมีสาขาที่ 8 บ้านห้วยเกตุ ต.วะตะแบก อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ พระสุ่น กันตสีโล ประธานสงฆ์ 7.วัดป่าขันติบารมีสาขาที่ 9 บ้านไร่ ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ พระจำรัส ถาวโร ประธานสงฆ์ 8.วัดป่าขันติบารมีสาขาที่ 18 บ้านห้วยเป้า ต.ปากชม อ.ปากชม จ.เลย พระถวิล ยโสธโร ประธานสงฆ์ 9.วัดป่าขันติบารมีสาขาที่ 19 บ.ตลาด ต.กุดน้ำใส อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ พระอิสระชัย เมธิโก ประธานสงฆ์ 10.วัดป่าขันติบารมีสาขาที่ 88 บ.เขาคีรี ต.หัวเขา อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี พระสมใจ สุจิตโต ประธานสงฆ์

11.วัดป่าขันติบารมีสาขาที่ 89 อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก 12.วัดป่าขันติบารมีสาขาที่ 101 บ้านเขาคีรี ต.หัวเขา อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี พระไพบูลย์ ฐิตปุญโญ ประธานสงฆ์ 13.วัดป่าขันติบารมีสาขาที่ 201 บ้านแสนสุข ต.ทุ่งมหาเจริญ อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว พระสุทธิ ปัญญาธโร ประธานสงฆ์ 14.วัดป่าขันติบารมีสาขาเลคเอลซินอร์ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา พระสวอน บัตรประโคน ประธานสงฆ์



"ยายลอน"สวน-เอามา2.5พันล้าน

ที่บ้านหนองถ่ม ต.ดู่ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ นางลอน มนัส อายุ 68 ปี เจ้าของที่ดินตั้งวัดป่าขันติธรรม ประกาศจะสร้างวัดป่าขันติธรรมให้ถูกต้องตามกฎหมาย และจะไม่อนุญาตให้หลวงปู่เณรคำเข้ามาดำเนินการอีก เนื่องจากว่ามีชื่อเสียงมัวหมอง โดยจะขอให้พระผู้ใหญ่สายธรรมยุตส่งพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาแทนนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยังคงมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสภ.กันทรารมย์ มาเฝ้ารักษาความปลอดภัยให้นางลอนและครอบครัวทั้งกลางวันและกลางคืน โดยในวันเดียวกันนี้ นางลอนพร้อมด้วยญาติพี่น้องและกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งได้เดินทางไปที่ อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี เพื่อกราบนมัสการพระป่าสายปฏิบัติรูปหนึ่ง

นางลอนกล่าวถึงกรณีมีบุคคลอ้างว่าเป็นโฆษกประจำตัวหลวงปู่เณรคำได้นำภาพถ่ายนางทองมี วุฒิยาสาร ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วเป็นเจ้าของที่ดินจำนวนดังกล่าวและเป็นผู้มอบให้ทางวัดเองนั้น และกลุ่มลูกศิษย์จะรวบรวมเงินซื้อที่ดินต่อจากตนเพื่อความสบายใจนั้น ตนขอบอกว่าจะไม่เอาเงินที่จะนำเอามาให้ ต้องการที่จะสร้างวัดอย่างเดียว ถ้าจะเอาเงินมาให้ก็จะนำเอาเงินไปสร้างพระแก้วมรกตจำลองให้เสร็จ จะต้องให้เงินจำนวน 2,500 ล้านบาท ถึงจะเอา เงินที่ได้มาก็จะบำรุงวัดทุกบาททุกสตางค์

ด้านนายถวิล มนัส อายุ 72 ปี สามีของนางลอน กล่าวว่า เขาคิดว่าพวกเรายากจนแล้วจะเอาเงินมาฟาดหัว อย่าคิดว่าพวกตนจะเอาเงินของพวกกลุ่มลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำ หากจะให้เงินพวกตนจะต้องให้เงินจำนวน 2,500 ล้านบาท พวกตนจะนำเอาเงินไปสร้างพระแก้วมรกตจำลองและสร้างวัดให้เสร็จ



นายกอบต.แฉพฤติกรรมพระดัง

ที่ สภ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ นายทองวรรณ จิตโชติ นายก อบต.โนนสัง ได้เข้ามาให้กำลังใจแก่นางลอนที่ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.กันทรารมย์ หลังถูกโทรศัพท์ข่มขู่อุ้มฆ่า

นายทองวรรณแจ้งว่า กลุ่มประชาชนชาว อ.กันทรารมย์ และบรรดาผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกคนพร้อมให้การสนับสนุนและช่วยเหลือนางลอนอย่างเต็มที่ หากว่าได้รับความไม่เป็นธรรมและถูกข่มเหงรังแกจากกลุ่มลูกศิษย์พระดังรูปหนึ่งของ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งนางลอนก็ยกมือไหว้ขอบคุณที่ผู้นำท้องถิ่นจะได้ให้การช่วยเหลือ

นายทองวรรณกล่าวว่า ชาวบ้านในเขต อ.กันทรารมย์ รับไม่ได้เนื่องจากปกติในการจัดงานต่างๆ ของวัดทุกแห่ง จะปักธงชาติและธงธรรมจักร แต่ว่าพระดังรูปดังกล่าวปักธงที่มีตราสัญลักษณ์ของตนเอง เมื่อประมาณปี 2551 ป้าของตนได้เข้าไปถวายสำรับพระรูปหนึ่งที่สำนักสงฆ์แห่งนี้ ปรากฏว่าได้เจอสาวสวยคนหนึ่งแต่งชุดนอนเดินออกมาจากห้องของพระชื่อดังรูปหนึ่ง ซึ่งป้าของตนรู้จัก ผู้หญิงคนดังกล่าวดีว่าชื่อ "ม" เป็นสาวสวยที่มีบ้านอยู่ไม่ไกลจากสำนักสงฆ์ขันติธรรมมากนัก และเรื่องนี้เป็นที่วิพากย์วิจารณ์ในกลุ่มชาวบ้านใกล้สำนักสงฆ์แห่งนี้อย่างกว้างขวาง และขณะนี้สาวสวยคนดังกล่าวยังไม่ได้แต่งงาน แต่มีลูกชาย 1 คน ขณะนี้เรียนอยู่ระดับชั้น ป.2 แล้ว สาวสวยคนนี้จะมีฐานะดีขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ทั้งที่ไม่ได้มีอาชีพการงานอะไร แต่ว่ามีเงินสดซื้อที่ดิน 7 ไร่ใกล้กับสำนักสงฆ์ และมีบ้านขนาดใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ



พรีเซ็นเตอร์เครื่องฟอกอากาศ

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากคลิป "ประสบการณ์ หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก" ที่เผยแพร่โดยผู้ใช้ชื่อ "thaiunovus" ในเว็บไซต์ยูทูบ เมื่อวันที่ 30 มี.ค. ความยาว 6.28 นาที ปรากฏภาพหลวงปู่เณรคำ แนะนำเครื่องฟอกอากาศ วอลลาราที่มีลูกศิษย์นำมาถวาย โดยหลวงปู่เณรคำกล่าวถึงเครื่องฟอกอากาศดังกล่าวในลักษณะพึงพอใจ อาทิ เมื่อใช้แล้วหายใจไม่ติดขัด ตื่นเช้ามาไม่เหนื่อย ไม่เพลีย รู้สึกว่าอากาศในกุฏิมีความสดชื่น ไม่มีละอองฝุ่น ไม่มีหวัดมารบกวน สุขภาพร่างกายแข็งแรง ถือเป็นเทคโนโลยีที่สุดยอดมาก

ทั้งนี้ หลวงปู่เณรคำยังได้อธิบายถึงรูปลักษณ์ของเครื่องปรับอากาศที่มีลักษณะคล้ายรังผึ้ง มีปุ่มคอนโทรลแบบสัมผัส ด้านข้างเป็นลายไม้ ซึ่งเหมือนกับภายในรถโรลส-รอยซ์ของหลวงปู่ที่ลูกศิษย์ถวายมาให้ใช้ พร้อมกับแนะนำให้ญาติโยมที่สนใจทำบุญเพื่อรักษาสุขภาพอนามัยให้พระสงฆ์ทั่วประเทศ ซื้อเครื่องฟอกอากาศยี่ห้อดังกล่าวถวายพระสงฆ์ เพราะการถวายเครื่องฟอกอากาศก็เปรียบเสมือนการถวายยารักษาโรค

เมื่อผู้สื่อข่าวติดต่อไปยังตัวแทนจำหน่ายเครื่องฟอกอากาศดังกล่าว ทราบว่า เมื่อประมาณเกือบ 1 ปีก่อน บริษัทในฐานะลูกศิษย์ถวายเครื่องฟอกอากาศให้แก่หลวงปู่เณรคำจริง โดยไม่มีการให้ค่าตอบแทนใดๆ แก่วัดหรือหลวงปู่ ต่อมาทางบริษัทได้เข้าไปสัมภาษณ์หลวงปู่ถึงความรู้สึกจากการใช้งานเครื่องฟอกอากาศ และนำคลิปวิดีโอมาตัดต่อ เพื่อเผยแพร่ลงในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กดังกล่าว



เตรียมแจ้งจับอดีตกก.มูลนิธิด้วย

ที่ จ.สุรินทร์ นายเทพพนม นามลี ประธาน นปช.แดงสุรินทร์ กล่าวว่า วันที่ 25 มิ.ย.นี้ เวลา 13.00 น. จะพาแม่ของตนคือนางจิตนภา นามลี อายุ 81 ปี ขรก.ครูบำนาญ ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ที่ สภ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ดำเนินคดีกับ 2 อดีตกรรมการมูลนิธิวัดป่าขันติธรรมที่ร่วมกันยักยอกเงินมูลนิธิ เพราะในจำนวนเงินที่บริจาคให้มูลนิธิ ก็มีเงินของครอบครัวตนอยู่ด้วย โดยมีหลักฐานการประชุมของคณะกรรมการมูลนิธิครั้งสุดท้าย ไปมอบให้พนักงานสอบสวนด้วย

นายเทพพนมกล่าวว่า ตนอยู่ที่วัดป่าขันติธรรมมานาน รู้ความเป็นมาทั้งหมด ว่าใครทำอะไรอย่างไร ส่วนสำนักสงฆ์ที่ครอบครัวของตนมอบถวายที่ดิน จำนวน 7 ไร่ ให้หลวงปู่เณรคำเมื่อปี 2540 ตั้งเป็นสำนักสงฆ์ชื่อว่า สำนักสงฆ์รัตนพุทธิคุณ ตั้งอยู่ที่บ้านดู่ ต.ธาตุ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ โดยหลวงปู่เณรคำอ้างว่าจะส่งปัจจัยมาช่วยในรูปของผ้าป่าและกฐิน แล้วแต่จำนวนพระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่



โฉ่อีก-ซื้อของหรูดูยูนิเวอร์แซล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊กมีการเผยแพร่และ แชร์ส่งต่อภาพพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา โดยเป็นรูปพระกลุ่มนี้เข้าไปเลือกซื้อสินค้าตามร้านหรูแบรนด์เนม นั่งเล่นมือถือและเลือกซื้อไอโฟน ไปเที่ยวชมยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ และเข้าไปกดไอศกรีมกินในร้านค้าด้วย

วันเดียวกัน นายสหวัฒน์ แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวถึงกรณีการก่อสร้าง พระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลกของสำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ซึ่งมีพระ วีรพลหรือหลวงปู่เณรคำ เป็นประธานสงฆ์ ว่า จากการตรวจสอบบัญชีขออนุญาตจำลองพระพุทธรูปสำคัญของสำนักช่างสิบหมู่ พบว่าการก่อสร้างพระพุทธมณีมหารัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกตของวัดป่าขันติธรรม ดำเนินการไม่ถูกต้องตามระเบียบ เนื่องจากไม่ได้ขออนุญาตก่อนจัดสร้าง เพราะตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการก่อสร้างอนุสาวรีย์แห่งชาติและการจำลองพระพุทธรูปสำคัญ พ.ศ.2520 กำหนดไว้ว่าการจำลองพระพุทธรูปสำคัญ 60 รายการ ต้องขออนุญาตมายังกรมศิลปากร เพื่อกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาต และจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักพระราชวัง ขณะนี้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งทำหนังสือแจ้งให้วัดป่าขันติธรรมรับทราบว่าการดำเนินการไม่ถูกต้องตามขั้นตอน



เตรียมสั่งชะลอ-ขออนุญาตก่อน

นายสหวัฒน์กล่าวว่า ตนมอบให้สำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี ซึ่งกำกับดูแลพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ จ.อำนาจเจริญ จ.มุกดาหาร และ จ.ยโสธร นำหนังสือฉบับดังกล่าวแจ้งให้กับวัดป่าขันติธรรม ภายในวันที่ 26 มิ.ย.นี้ ส่วนจะสั่งให้ชะลอหรือว่าหยุดการก่อสร้างพระแก้วมรกตนั้น กรมศิลปากรไม่มีอำนาจ เพราะไม่ได้กำหนดบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนทำได้แค่ขอให้วัดเร่งดำเนินการขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งตนจะแจ้งให้สำนักศิลปากร 15 แห่งทั่วประเทศ ไปตรวจสอบด้วยว่าในพื้นที่แต่ละจังหวัดตอนนี้มีที่ไหนบ้างก่อสร้างหรือว่าจำลองพระพุทธรูปสำคัญๆ โดยไม่ขออนุญาตบ้าง เพราะจากรายงานเบื้องต้นทราบว่าตอนนี้มีจำนวนมากที่จำลองพระพุทธรูปสำคัญแต่ไม่ได้ขออนุญาต

ด้านนายขจร มุกมีค่า ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี ซึ่งดูแลพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ จ.อำนาจเจริญ จ.มุกดาหาร และ จ.ยโสธร กล่าวว่า การดำเนินการก่อสร้างพระแก้วมรกตจำลองของวัดป่าขันติธรรมนั้น สำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และไม่ได้มาขออนุญาตหรือปรึกษาเรื่องการก่อสร้าง เพิ่งมาทราบเรื่องตอนเป็นข่าว ทั้งนี้ จะให้เจ้าหน้าที่เร่งรวบรวมข้อมูล อยากให้ไปสอบถามเรื่องนี้จากอธิบดีกรมศิลปากรเอง ซึ่งหลังจากนี้ต้องรออธิบดีกรมศิลปากรสั่งการมาว่าจะให้สำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานีทำอย่างไรต่อ



เผย 60 พระสำคัญต้องขออนุญาต

สำหรับรายชื่อพระพุทธรูปสำคัญ 60 รายการที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนการจำลอง ได้แก่ 1.พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (แก้วมรกต) 2.พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก 3.พระพุทธเลิศหล้านภาลัย 4.พระสัมพุทธพรรณี (วัดพระศรีรัตนศาสดาราม) 5.พระพุทธบุษยรัตน จักรพรรดิพิมลมณีมัย 6.พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (แก้วมรกตน้อย) 7.พระพุทธบุษยรัตนน้อย 8.พระนิรันตราย 9.พระพุทธเพชรญาณ 10.พระพุทธนรสีห์ 11.พระชัยนวรัตน 12.พระพุทธสิหิงค์ 13.พระพุทธเทวปฏิมากร 14.พระพุทธศาสดาฯ 15.พระพุทธมารวิชัย 16.พระพุทธโลกนาถ 17.พระพุทธชินราช (วัดพระเชตุพนฯ) 18.พระพุทธชินสีห์ (วัดพระเชตุพนฯ) 19.พระพุทธปาลิไลยก์

20.พระศรีศากยมุนี 21.พระพุทธตรีโลกเชษฐ 22.พระพุทธรรมิสรราช 23.พระพุทธนฤมิตร 24.พระพุทธชินสีห์ (วัดบวรนิเวศวิหาร) 25.พระศาสดา (วัดบวรนิเวศวิหาร) 26.พระโต 27.พระไสยา 28.พระพุทธวชิรญาณ 29.พระพุทธปัญญาอัคคะ 30.พระสมุทรนินนาท 31.พระพุทธอนันตคุณ อดุลยบพิตร 32.พระพุทธสิหิงคปฏิมากร 33.พระพุทธอังคีรส 34.พระพุทธชินราช (วัดเบญจมบพิตร) 35.พระสักยสิงห์ 36.พระหริภุญชัยโพธิสัตว์ 37.พระพุทธนรสีห์น้อย 38.พระอัฏฐารส ศรีสุคตทศพลญาณบพิตร 39.พระพุทธไตรรัตนนายก (วัดกัลยาณมิตร)

40.พระศาสดา (วัดสุวรรณาราม) 41.พระสัมพุทธพรรณี (วัดราชาธิวาส) 42.พระทศพลญาณ ปางมารวิชัย 43.พระสิทธารถ 44.พระเศรษฐตมมุนี 45.พระสุรภีพุทธพิมพ์ 46. พระสิหิงค์ (วัดพระปฐมเจดีย์) 47.พระพุทธ ชินราช (วัดพระมหาธาตุฯ จังหวัดพิษณุโลก) 48.พระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ธรรโมภาส มหาวชิราวุธราชปูชนียบพิตร 49.พระ สัมพุทธมุนี 50.พระพุทธนฤมลธรรโมภาส 51.พระพุทธมหาโลกาภินันท์ 52.พระพุทธไตรรัตนนายก (วัดพนัญเชิง) 53.พระเสริม 54.พระแซกดำ 55.พระฉันสมอ 56.พระใส 57.พระแสนเมืองมหาชัย 58.พระแสนเมืองเชียงแตง 59.พระอินทร์แปลง และ 60.พระอรุณ



ศิษย์เณรคำรุดเคลียร์ยายลอน

เมื่อเวลา 11.00 น.วันเดียวกัน นายสุขุม วงประสิทธิ์ ประธานที่ปรึกษาเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม พร้อมด้วยกลุ่มลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำ ได้ลงพื้นที่สำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรมบ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อกราบไหว้พระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลก อธิษฐานขอให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นพลิกหวนกลับมาเป็นเรื่องดี พร้อมกล่าวว่าจะมาคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น เชื่อเหลือเกินว่าชาวพุทธที่ติดตามข่าวสารรอฟังอยู่ว่าเรื่องราวความจริงจะคลี่คลายอย่างไร

ต่อมานายสุขุมพร้อมลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำ ได้เดินทางไปพบกับนางลอน เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงกรณีเรื่องที่ดิน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีคอยดูแลอยู่

นางลอนกล่าวว่า จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของตน คือต้องการสร้างวัดให้สมบูรณ์แบบ ตนไม่ได้บอกว่าจะเอาที่ดินคืน แต่จะเอาที่ดินถวายวัด และจะสร้างวัดให้สมบูรณ์เอง ที่ผ่านมาตนโดนขู่ฆ่า ซึ่งมีศิษย์หลวงปู่เณรคำมาบอกตนระวังให้ดี จะโดนอุ้ม ทำให้ตนเสียขวัญ และหวาดกลัว



อ้างคนที่แต่งงาน-น้องชายเณรคำ

จากนั้นนายสุขุมได้เดินทางไปที่บ้านโนนม่วง ต.รุ่งระวี อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ เพื่อไปสอบถามข้อเท็จจริงกับนายถวิล จันทะวา ซึ่งกล่าวว่า ตอนแรกที่ตนบอกกับสื่อไปว่าเป็นหลวงปู่เณรคำ ตนเข้าใจผิด เพราะหลวงปู่เณรคำมีน้องชายที่หน้าตาคล้ายคลึงกัน และหลวงปู่เณรคำบวชมานาน แต่ว่าน้องหลวงปู่เณรคำบวชเพียงระยะสั้นๆ ซึ่งขอสรุปว่าคนที่เคยเป็นแฟนกับลูกสาวตนคือน้องชายของหลวงปู่เณรคำที่เคยบวชเมื่อหลายปีก่อน

ด้านนายทินกรณ์ จันพะวา ลูกชายของนายถวิล กล่าวว่า ความจริงในเรื่องนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวกับหลวงปู่เณรคำ ซึ่งที่ตนเข้าใจคือ อาจจะเป็นน้องชายของหลวงปู่เณรคำ ซึ่งตนเห็นชอบมายามกลางคืน ตนเห็นว่าเป็นสิ่งไม่ดี หากรักชอบน้องสาวตนก็สึกมาแต่งงานกัน หลังจากนั้นน้องชายของหลวงปู่เณรคำก็ได้สึกออกมาแล้วคบหากันสักพักและก็เลิกกันไป โดยในช่วงที่คบกันนั้นหลวงปู่เณรคำสร้างบ้านไว้ให้เพื่อเป็นเรือนหอสำหรับน้องชาย โดยให้เงินทยอยสร้างมาเรื่อยๆ ไม่ได้ให้เงินเป็นก้อนแต่อย่างใด
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 30, 2013, 09:40:05 AM
ฉาว! ภาพพระปาร์ตี้หมูกระทะ ว่อนเน็ต ยังไม่ทราบจากวัดไหน
-http://hilight.kapook.com/view/86723-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/jumjim/70e7c995f80d14e29941c63fcae.jpg)




เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก สปริงนิวส์

        ภาพพระปาร์ตี้หมูกระทะ แชร์ว่อนเน็ต โดนวิจารณ์ยับ แต่ยังไม่ทราบเป็นภาพพระจากวัดไหน

        เกิดกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์อีกครั้ง เมื่อมีการแชร์ภาพพระและสามเณรกำลังล้อมวงฉันหมูกระทะกันอย่างเอร็ดอร่อย โดยดูจากภาพแล้วคาดว่าเป็นช่วงเวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระสงฆ์หรือสามเณรไม่สามารถฉันอาหารใด ๆ ได้นอกจากน้ำปานะเท่านั้น โดยภาพดังกล่าว สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากจากชาวเน็ต ถึงความไม่เหมาะสมในพฤติกรรมของภิกษุและสามเณรเหล่านี้

        อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลระบุได้ว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพของพระและเณรวัดใด โดยหากมีความคืบหน้าใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทาง กระปุกดอทคอม จะนำมารายงานให้ทราบกันต่อไป


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
-http://news.springnewstv.tv/29844/%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B0-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%99-

-http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNM01EQXlPVEEwT1E9PQ==&sectionid=-

.

http://hilight.kapook.com/view/86723 (http://hilight.kapook.com/view/86723)

.
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 30, 2013, 09:44:23 AM
คนไทยรับไม่ได้! พระสงฆ์เดินช็อปปิ้งย่านช็องเซลีเซ
-http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNM01qUTVOVGMzTXc9PQ==&sectionid=-


(http://www.khaosod.co.th/view_resizing_images.php?filename=online/2013/06/13724957731372495790l.jpg&width=260&height=260)
S! News
ขอขอบคุณกระทู้ "เจอพระสงฆ์สะพายหลุยฯที่ร้านหลุยวิตตอง บนถนน Champs Elysees ...ไปกับสีกาด้วยง่ะ" จากเว็บไซต์พันทิป

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. มีรายงานว่าคนไทยในต่างแดนพบพระสงฆ์ไทยสะพายกระเป๋าหรู เดินช็อปปิ้งย่านช็องเซลีเซ, ฝรั่งเศส เอะอะโวยวาย ซื้อกระเป๋าแต่บัตรเครดิตรูดไม่ผ่าน!?
คนไทยรับไม่ได้! พระสงฆ์เดินช้อปปิ้งย่านช็องเซลีเซ

คนไทยในต่างแดนทนไม่ได้! บังเอิญเห็นกับตา พระสงฆ์ไทยสะพายกระเป๋าหรู เดินช้อปปิ้งย่านช็องเซลีเซ, ฝรั่งเศส เอะอะโวยวาย ซื้อกระเป๋าแต่บัตรเครดิตรูดไม่ผ่าน!?


กรณีอื้อฉาวในแวดวงพระสงฆ์และศาสนายังคงมีการตีแผ่และนำเสนอในสื่อทุกแขนงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดผู้ใช้อินเตอร์เน็ตรายหนึ่ง ได้โพสต์และแชร์ประสบการณ์การพบเห็นพระสงฆ์ในต่างประเทศ ผ่านทางเว็บบอร์ดชื่อดัง พันทิป ซึ่งอ้างว่าพบพฤติกรรมที่ขัดต่อพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง


ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตชื่อ คุณ Tenny Mommy ได้โพสต์เรื่องราวและแชร์ประสบการณ์ที่บังเอิญไปพบกับพระสงฆ์ไทยในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ลงในเว็บบอร์ดเว็บไซต์พันทิป ในกระทู้ "เจอพระสงฆ์สะพายหลุยฯที่ร้านหลุยวิตตอง บนถนน Champs Elysees ...ไปกับสีกาด้วยง่ะ" โพสต์เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้คนเข้ามาอ่านและโหวตให้เป็นกระทู้แนะนำประจำสัปดาห์


เนื้อหาใจความในกระทู้ดังกล่าว เจ้าของเรื่องราวโพสต์อธิบาย ตัดสินใจอยู่นานว่าจะแชร์เรื่องราวนี้ดีหรือไม่ เนื่องจากช่วงนี้เห็นข่าวพฤติกรรมของพระสงฆ์ไทยที่ไม่เหมาะสมออกตามสื่อต่างประเทศดังๆ แต่ไปพบเหตุการณ์นี้โดยบังเอิญ ช่วงที่แวะไปที่ ย่านช็องเซลีเซ กรุงปารีส แหล่งช้อปปิ้งชื่อดังก้องโลก


กระทู้ดังกล่าวโพสต์ข้อความเอาไว้ว่า "วันเสาร์ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 10 โมงเช้า ดิฉันกับสามีไปเดินเล่นแถวนั้น (ย่านช็องเซลีเซ) และแวะเข้าร้านกระเป๋าแบรนด์ชื่อดัง เดินๆ อยู่ก็ได้ยินเสียงภาษาไทยโหวกเหวกโวยวายดังลั่น! พอหันไปดูก็เจอพระสงฆ์รูปหนึ่งมากับสีกาคนนึง กำลังมีปัญหากับพนักงานในร้าน เรื่องบัตรเครดิตไม่ผ่าน พระสงฆ์โวยวายดังลั่นว่าเป็นไปไม่ได้ โดยมีสีกาคอยเป็นล่ามภาษาอังกฤษให้"


"สุดท้ายก็เห็นเดินออกไปกด ATM มาจ่าย...ภาพที่เห็น ดิฉันกับสามีทั้งจุก ทั้งโกรธ ทั้งหดหู่สุดบรรยาย สามีดิฉันโกรธมาก จนอยากจะเข้าไปด่า แต่ดิฉันห้ามไว้เพราะเห็นเค้าก็เถียงกันอย่างดุเดือดอยู่ อีกทั้งไม่อยากให้คนไทยทะเลาะกันเองให้ฝรั่งที่ไม่เข้าใจมาฟัง เดี๋ยวเค้าจะยิ่งดูเราแย่ไปกว่านี้ สามีก็เลยขอแอบถ่ายรูปไว้ซะหน่อยนี่แหละค่ะ"


อย่างไรก็ตาม เจ้าของกระทู้ดังกล่าวยังโพสต์ภาพเหตุการณ์ที่่ถ่ายเอาไว้ลงแนบมาด้วย สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาแก่ผู้ที่ได้เข้าอ่านประสบการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้ เจ้าของกระทู้ยังบอกอีกว่า อยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดูแลเรื่องนี้กันให้มากขึ้น เนื่องจากมักจะเห็นพระสงฆ์ นุ่งเหลืองห่มเหลืองเดินตามห้างหรือสถานที่ท่องเที่ยวในต่างประเทศอยู่บ่อยๆ
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 01, 2013, 03:16:11 AM
พุทธศาสนาศรีสะเกษ ชี้ หลวงปู่เณรคำ อวดอุตริ อ้างเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
-http://hilight.kapook.com/view/87937-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/ratthakorn/Hot%20News/nenkam.jpg)



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก สปริงนิวส์

          ผอ.พุทธศาสนาศรีสะเกษ ชี้ หลวงปู่เณรคำ อวดอุตริ หลังเทศน์ว่าเคยเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

          หลังจากที่มีคลิปหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก พระสงฆ์วัดป่าขันติธรรม กำลังเทศน์ญาติโยมว่า เป็นเพื่อนกับพระอินทร์ และสามารถระลึกชาติได้ว่าสมัยพุทธกาล ตัวเองเกิดเป็นมานพคนหนึ่งที่เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมากถึงความไม่เหมาะสม และไม่น่าเชื่อถือ

          ล่าสุดเมื่อวานนี้ (29 มิถุนายน 2556) นายวิรอด ไชยพรรณนา ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา จ.ศรีสะเกษ กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า ไม่ว่าเรื่องที่หลวงปู่เณรคำเทศน์จะจริงหรือไม่ แต่ถ้านำไปเล่าแก่ผู้ที่ไม่ใช่พระฟัง ก็ถือว่าเป็นการอวดอุตริอย่างชัดเจน และผิดพระธรรมวินัยแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

          นายวิรอด กล่าวอีกว่า ส่วนคดีสอบสวนหลวงปู่เณรคำในเรื่องต่าง ๆ มีความคืบหน้าไปมาก ซึ่งในส่วนของ จ.ศรีสะเกษ จะดำเนินการในเรื่องของที่ดินของสำนักสงฆ์ ด้านการเงิน และด้านพระธรรมวินัย ส่วน จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นวัดต้นสังกัดของหลวงปู่เณรคำ ก็อาจจะเข้ามาร่วมสอบสวนในเรื่องอื่น ๆ เช่นเดียวกัน


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก -http://news.springnewstv.tv/31465/%E0%B8%9C%E0%B8%AD-%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9-%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4-


----------------------------------------------------------------------------------------



เณรคำท้าดวลคาถาอาคมหลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินธโร (เสือดำ) - สมีคำ มหาอุตม์ลวงโลก

เณรคำท้าดวลคาถาอาคมหลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินธโร (เสือดำ) - สมีคำ มหาอุตม์ลวงโลก (http://www.youtube.com/watch?v=Uz2cmkdj5vo#ws)

-http://www.youtube.com/watch?v=Uz2cmkdj5vo-

.



หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 01, 2013, 06:57:07 AM
“หลวงปู่พุทธอิสระ” จวก ดร.สนอง หัวหน้าซ่องโจร เตรียมฟ้องพระคณะปกครองกรณีหลวงปู่เณรคำ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    30 มิถุนายน 2556 19:05 น.
-http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9560000079463-


(http://pics.manager.co.th/Images/556000008338201.JPEG)

(http://pics.manager.co.th/Images/556000008338202.JPEG)

(http://pics.manager.co.th/Images/556000008338203.JPEG)

(http://pics.manager.co.th/Images/556000008338204.JPEG)

นครปฐม - หลวงปู่พุทธอิสระออกแถลงการณ์การผิดวินัยสงฆ์ของหลวงปู่เณรคำ พร้อมชี้ “ดร.สนอง” ทำเป็นขบวนการปั่้นอรหันต์ เผยพระเถระ และเจ้าคณะปกครองออกมาช่วยป้องเณรคำให้ดูเรื่องเบาลง เตรียมทนายฟ้องศาลปกครองเอาผิดเจ้าคณะปกครอง และมีฟ้องอาญา รอทนายดำเนินการรับการฟ้องจากฝั่งตรงข้ามเช่นกัน ส่วนกรณีพระเกษม ขอจบเรื่องใหญ่ได้ดีเบตกันแน่

 วันนี้ (30 มิ.ย.) ที่ศาลาอเนกประสงค์ วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม หลวงปู่พุทธอิสระ เปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ กรณีความเคลือบแคลงในสังคมเกี่ยวกับหลวงปู่เณรคำ แห่งวัดป่าสันติธรรม ที่ปรากฏภาพนั่งเครื่องบินเจ็ต และถ่ายภาพที่ไม่เหมาะสม ขณะยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่าหลวงปู่เณรคำ จะเดินทางกลับมาจากประเทศฝรั่งเศสเมื่อไหร่ โดยมีคณะศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่พุทธอิสระเกือบ 1,000 คน ที่เข้ามาทำบุญ และปฏิบัติธรรมร่วมฟังการแถลงข่าวไปพร้อมกัน
       
       โดยหลวงปู่พุทธอิสระ ได้นำเอกสารที่ได้เรียบเรียงไว้กว่า 4 หน้ากระดาษ ออกมาแถลงโดยมีหัวข้อว่า “อรหันต์โปรโมชันแปลงร่างเป็นอรหอย ใครเป็นผู้ทำให้เกิดอรหันต์เณรคำ” โดยมีใจความว่า ต่อไปนี้เป็นคำพูดจากปากอรหอยที่พิมพ์จากหนังสือ เพชรน้ำหนึ่ง หน้า 402 ความว่า “เราได้ทำให้แจ้งแล้วซึ่งความหลุดพ้น ได้ทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน สงบแล้วจากกกิเลสแล้ว สงบจากวิบากกรรรมแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว ชาติภูมิการเวียนว่ายตายเกิดในเราไม่มีอีกต่อไป ชาติปัจจุบันนี้เป็นชาติสุดท้ายที่เพียงพอต่อการเวียนว่ายตายเกิด ภพชาติการเกิดจึงยุติแต่เพียงเท่านี้” (จากหนังสือเพชรน้ำหนึ่ง หน้า 402)
       
       “และจากการปฏิบัติธรรมกรรมฐาน ปรารถนาเพียรอย่างหนักหน่วงตลอด 7 วัน 7 คืน นับจากวันที่ 25 ธันวาคม จนถึงวันสุดท้าย ได้เกิดดวงตาเห็นธรรมอันพ้นโลก ตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันที่ 31 ธันวาคม เวลาตี 2 เป็นคืนอัศจรรย์ยิ่งนัก ที่ผลแห่งการสร้างสมบุญบารมีมาหลายภพหลายชาติ มาในครั้งนี้การทำความเพียรภาวะที่ได้ทำให้แจ้งแล้วซึ่งนิพพาน สงบจากกิเลสแล้ว สงบจากวิบากกรรมแล้ว พรหมจรรย์ของเราอยู่จบแล้ว ชาติภูมิการเวียนว่ายตายเกิดในเราไม่มีอีกต่อไป ภาพชาติการเกิดจึงยุติแต่เพียงเท่านี้”
       
       “ค่ำคืนนั้นเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันสูงยิ่งแห่งบรมพระศาสดา พร้อมเหล่าอรหันต์สาวกจำนวนมากได้เสด็จมาทางอากาศ ในนิมิตที่สามเณรวิรพลได้เห็นภาพเสด็จมาบิณฑบาตเป็นทิวแถวยาว พระพุทธองค์เสด็จนำหน้า พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร และเหล่าอรหันต์มากมาย ตลอดจนคณะธรรมสายปู่มั่น ภูริทัตโต ที่ดับขันธ์เข้าพระนิพพานไปแล้ว ต่างได้มาปรากฏ เดินมาในขบวน สามเณรวิรพลจึงได้ยกมือไหว้ พระพุทธองค์ท่านมีเมตตา แย้มโอษฐ์ที่มุมปากเล็กน้อย นี่เธอ ขึ้นมาสะพายบาตรของเธอสิ จงเดินเข้าแถวต่อท้ายเราแล้วไปบิณฑบาตด้วยกัน” (ถอดมาจากหนังสือเพชรน้ำหนึ่ง หน้า 103-104 บรรยายโดยอรหอย)
       
       เมื่อหลุดพ้นวิเศษศักดิ์สิทธิ์เห็นปานนี้ ขนาดอ้างว่าพระพุทธเจ้ามาชวนเดินบิณฑบาตร่วมแถวด้วย แล้วก็ยังมีคำสำรากอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตนออกมารอดหูชาวบ้านในที่ต่างๆ เป็นระยะทางมายาวนานกว่า 10 ปี จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านหลงเชื่ออย่างงมงาย จนไม่ลืมหูลืมตา แล้วทำไมกระทำตนต่ำทราม ตรงกันข้ามกับที่พูดอย่างชนิดหน้ามือเป็นหลังตีน อย่างที่พฤติกรรมปรากกฏออกมามากมาย และยังมีที่ไม่ปรากฏอีก เช่น การ ขี่สกูตเตอร์ งมน้ำดำหอย เป็นต้น
       
       จนทำให้เสียหายต่อสถานะของพระอรหันต์ ซึ่งเป็นที่สูงสุดของพระพุทธศาสนา และพระธรรมคำสั่งสอนของพระศาสดา จนเป็นที่คลางแคลงเสื่อมศรัทธาของผู้ใหญ่ ผู้มีปัญญาอ่อนด้อย และผู้ไม่มีประสบการณ์ทางวิญญาณในการเข้าถึงพุทธรรม อีกทั้งยังจะเป็นที่ดูถูกเหยียดหยามของคนนอกศาสนาด้วย ตัวอย่างเช่น การ์ตูนล้อเลียนพระสงฆ์ไทยที่ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก หลังจากกรณีพฤติกรรมอื้อฉาวของอรหอยปรากฏในโลกออนไลน์อย่างเสียๆ หายๆ ไม่ทราบว่าพวกเจ้าคณะปกครอง และมหาเถรฯ ได้มีความรู้สึกอะไรบ้างรึเปล่า หรือพวกท่านบรรลุได้หมดแล้ว
       
       สิ่งเหล่านี้มันจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าหากไม่มีขบวนการปั่นอรหันต์ ที่กระทำโด ดร.สนอง วรอุไร และพวก ซึ่งพวกเขามีการแสร้งเข้ามาพยายามเพื่อช่วยเหลือกิจกรรมพระศาสนาด้วยการเผยแผ่บรรยายธรรมแก่บุคคลทั่วไปในสถานที่ต่างๆ เริ่มต้นจากการไปตีสนิทกับพระผู้มีชื่อเสียง ให้เป็นที่รู้จักคุ้นเคยของศิษย์ยานุศิษย์ของพระดังนั้น แล้วก็ผันตัวเองเป็นผู้รู้ธรรม จนเป็นที่ยอมรับของบุคคลรอบข้างพระองค์นั้นๆ
       
       แม้แต่ฉันเองเขาก็เคยเทียวไปเทียวมาอยู่หลายครั้ง เมื่อสร้างความคุ้นเคยเชื่อมั่นได้แล้ว ก็พยายามพูดอวดตนว่าเป็นพระอริยเจ้าระดับโสดาบัน คนผู้นี้ไม่ว่าจะไปอยู่ที่แห่งใด ก็จะพยายามพูดกรอกหูผู้อื่นว่า ตนเป็นผู้บรรลุธรรม และเป็นพระโสดาบัน เป็นผู้มีญาณทัสสนวิสุทธิ เมื่อเห็นว่ามีผู้ศรัทธาได้ที่ก็พยายามยกบุคคลผู้หนึ่งขึ้นเป็นผู้วิเศษ ดั่งคำโปรโมตของพระโสดาบัน และแล้วก็ถึงเวลานำตัวละครสำคัญออกมาเปิดตัว พร้อมกับโต้โผนำอรหันต์ไปโปรโมตออกเดินสาย สร้างความหลงเชื่อในจังหวัดต่างๆ และ ดร.สนอง กับพวกจะได้อะไรในช่วงนั้นก็ไม่อาจคาดเดา แต่รู้แน่นอนว่าตอนจบจะได้ขึ้นศาล
       
       หลวงปู่เณรคำต้องอาบัติอะไร
       
       ปาราชิก เพราะอวดอุตริมน์สสธรรมที่ไม่มีในตัวตน (ปาริชิกกัณฑ์ ที่ 14 )
       
       ปาจิตตีย์ เพราะโกหก (มุสาวาทวรรค วรรคที่ 1 )
       
       ปาฏิเทสนียะ เพราะรับและยินดีในเงินทอง (ปาฎิเทสนียะ สิกชาบทที่ 1)
       
       ทุกกฎ เพราะไม่มีสมณสารูป และโลกะวัช ทำชาวโลกติเตียน (เสขิยกัณฑ์ หมวดสารูป)
       
       ส่วนปาราชิกข้อที่เสพเมถุน แม้จะมีรูปนอนผู้กับผู้หญิง แต่ต้องรอการพิสูจน์ แต่หากมีบุคคลควรเชื่อได้มากล่าวโจทย์ด้วยอาบัติอะไร เช่น ปาราชิก สังฆาทิเสส หรือถุลลัจจัย ก็ให้ปรับอาบัตินั้น ข้อนี้อยู่ในสิกขาบทที่ว่าด้วยอนิยตกัณฑ์ สิขาบทข้อที่ 1 อีกทั้งยังผิดจรรยาเพราะบวชชาวบ้านโดยยังไม่มิได้อุปัชฌาย์ (ผิด พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 42) ผู้ใดมิได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ หรือถูกถอดถอดจากความเป็นอุปัชฌาย์ ตามมาตรา 23 แล้ว กระทำการบรรพชาอุปสมบทแก่บุคคลอื่น ต้องระวางจำโทษคุกไม่เกินหนึ่งปี แล้วหลวงพ่อปานขาว ซึ่งมีสถานะเป็นถึงเจ้าอาวาสวัดไทยในฝรั่งเศส เป็นถึงพระครูฝ่ายวิปัสสนา เป็นเจ้าพนักงานตามกฏหมาย ไม่รู้หรือไงถึงอนุญาตได้ หรือให้ไอ้อรหอยนั่งอุปัชฌาย์ได้ ท่านเป็นเจ้าพนักงานแต่ปล่อยให้ไอ้อรหอยมันสวมเขาให้ น่าอายนัก
       
       เช่นนี้แล้ว เจ้าคณะผู้ปกครองยังคงต้อวรออรหอยกลับมาอีกทำไม เพราะหลักฐานมันชัดขนาดนี้ หรือว่ารอมันกลับมาจ่ายเงินงวดสุดท้าย ถวายรถอีกคัน
       
       เรียนท่าน คณะพระสังฆธิการ ผู้มีหน้าที่ดูแลปกครองคณะสงฆ์ในจังหวัดศรีสะเกษทราบ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล พวกท่านเป็นเจ้าคณะปกครอง ออกมาให้สัมภาษณ์กล่าวอ้างว่าเข้าไปที่สำนักนี้บ่อยๆ ท่านไม่รู้หรือว่าสำนักนี้มันเถื่อน แถมยังทำผิดเห็นๆ โดยขึ้นป้ายสำนักว่า วัดป่าขันติธรรม เพื่อหลอกลวงชาวบ้านให้หลงเชื่อว่าเป็นวัด หรือพวกท่านก็รู้เห็นเป็นใจด้วยต่อการแสดงที่ทั้งเถื่อนแต่แสร้างทำถูก นี่เป็นความบกพร่องข้อที่ 1
       
       พวกท่านเข้าๆ ออกๆ ในสำนักเถื่อนนี้เป็นประจำ พวกท่านไม่รู้หรือไงว่าเจ้าสำนักมีประวัติความเป็นมาอย่างไร เวลาที่มีผู้ถูกถามท่านจึงโยนกันไปกันมาใครเป็นอุปัชฌาย์ ทั้งที่มันเป็นความรับผิดชอบของพวกท่าน พวกท่านเป็นเจ้าคณะปกครองตามระเบียบคณะสงฆ์ วัดต่างๆในเขตปกครอง จะต้องทำบัญชีแจ้งยอดรายรับรายจ่ายประจำปีให้แก่เจ้าคณะปกครอง พวกท่านเข้าออกสำนักนี้มาเป็นสิบปี ทำไม่ไม่ทวงถามถึงบัญชีรายรับรายจ่ายที่ต้องส่งตามระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ นี่ถือว่าเป็นความบกพร่องข้อที่ 2
       
       พวกท่านไม่เคยได้รู้ได้เห็น ได้ยิน ต่อพฤติกรรมที่จะละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ ตั้งแต่อาบัติอย่างหนัก อาบัติอย่างกลาง และอาบัติอย่างเบา ของเจ้าสำนักเถื่อนแห่งนี้เลยหรือ หรือว่าลาภสักการะมันปิดตาบังใจพวกท่าน จนทำให้พวกท่านหลงลืมคำสอนของพระบรมศาสดา ว่าภิกษุเมื่อรู้เห็นเพื่อภิกษุด้วยกันละเมิดวินัย จะด้วยเจตนาหรือไม่ ต้องกล่าวตักเตือนด้วจิตที่หวังดีและเอ็นดู นี้เป็นข้อบกพร่องที่ 3 (หากไสามารถกล่าวตักเตือนจะต้องอาบัติปาจิตตีย์ สัปปาณวรรค สิกขาบทที่ 4 )
       
       พวกท่านไม่รู้หรือไงว่า ภิกษุรับเงินทองด้วยความยินดี ต้องอาบัตินิสสัคคปาจิตตีย์ ต้องสละของนั้นจึงจะปลงอาบัติ แล้วยังมีหน้าออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ที่อรหันต์ถวายเป็นชื่อของอาตมาเอง ทั้งที่ตนมีสถานะเป็นถึงเจ้าคณะภาค แล้วจะไปปกครองผู้อื่นได้หรือ หากผู้ปกครองไม่รู้จักความละอาย เมื่อมีเรื่องฉาวต่อพระพุทธศาสนา และกระเทือนต่อศรัทธาของพุทธบริษัท แทนที่พวกท่านจะออกมาปกป้องพระพุทธศาสนา พระธรรมวินัย พวกท่านกลับออกมาให้สัมภาษณ์ปกป้องพวกมารศาสนาอย่าเอาสีข้างเข้าถู ยกย่องลาภสักการะมากกว่าพระธรรมวินัย
       
       เงิน และรถมันคงบังหูตาของท่านอยู่ ท่านจึงได้พยายามปกป้อง ทั้งที่ความผิดมันชัดเจน แทนที่พวกท่านจะดำเนินตามวิถีทางการระงับอธิกรณ์ เพราะเรื่องทั้งหมดเป็นอนุวาทาธิกรณ์ เป็นเรื่องของศีลวิบัติ อาจารย์วิบัติ และอาชีววิบัติ เมื่อจำเลยไม่อยู่ หรือไม่ยินยอมมาให้พิจารณาคดี พระบรมศาสดาก็ทรงให้ใช้ตัสสปาปิยสิกา คือการลงโทษแก่ผู้กระทำผิด มี 5 องค์ คือ เป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ เป็นผู้ไม่ละอาย เป็นผู้มีโจทก์ฟ้อง ให้สงฆ์ลงมติลงโทษ และลงโทษโดยหลักธรรมวินัย แล้วยังมีประกาศแถลงการณ์คณะสงฆ์ เล่มที่ 3 ตอนพิเศษ มาตรา 15 ตรี และมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ข้อ 3 ความว่า
       
       (1) ในกรณีพระภิกษุรูปใดประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเรื่องเดียวกัน หรือหลายเรื่องเป็นอาจิณ ให้เจ้าอาวาสซึ่งภิกษุนั้นสังกัดอยู่หรือพำนักอาศัยมีอำนาจ หน้าที่ แนะนำ ชี้แจงตักเตือนให้พระภิกษุนั้นประพฤติตามพระธรรมวินัยเป็นลายลักษณ์อักษรโดยกำหนดให้ปฏิบัติหน้าที่ หากพระภิกษุนั้นไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ ชี้แจง ตักเตือน ภายในเวลาที่กำหนด ให้เจ้าอาวาสซึ่งพระภิกษุนั้นสังกัดอยู่รายงานโดยลำดับ จนถึงเจ้าคณะอำเภอสังกัด เพื่อวินิจฉัยให้สละสมณเพศต่อไป
       
       กระบวนการทั้งหมดนี้ พวกท่านที่เป็นเจ้าคณะปกครองได้กระทำแล้วหรือยัง หากยังถือว่าพวกท่านละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งมันจะเข้าข่าย “ผู้บังคับบัญชารูปใดไม่จัดการลงโทษผู้อยู่ในบังคับบัญชาที่ละเมิดจริยา หรือจัดการลงโทษโดยไม้สุจริตถือว่า ผู้บังคับบัญชารูปนั้นละเมิดจริยา”
       
       โทษฐานละเมิดจริย
       
       1.ถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่
       
       2.ปลดจากตำแหน่งหน้าที่
       
       3. ตำหนิโทษ
       
       4. ภาคทัณฑ์
       
       ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่ได้มุ่งหวังว่าจะทำร้าย หรือทำลายใคร แต่ต้องการคงรักษาไว้ซึ่งพระสัจธรรมอันบริสุทธิ์ บริบูรณ์ มีประโยชน์ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด หากผมไม่กระทำก็อาจเข้าข่ายได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีจิตเมตตา หวังดี เอ็นดู ก็ถือว่าผิดพระวินัยต้องอาบัติเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เพราะผมต้องการจะรักษาตัวเอง แต่สิ่งที่ผมรักและต้องการรักษาด้วยชีวิต คือ พระธรรมคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราฉะนั้นไม่ว่าไอ้อี และมันผู้ใด บังอาจมาทำให้พระธรรมวินัยมีมลทิน เป็นข้อกังขาต่อมหาชน ผมจะสู้กับมันแม้นชีวิตจะหาไม่ก็ตาม
       
       พระพุทธอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ)
       
       29 มิถุนายน 2556
       
       (อาตมามิใช่เจ้าอาวาสนะจ๊ะ)
       
       จากนั้น หลวงปู่พุทธอิสระ กล่าวว่า ตอนนี้ได้มีทนายอาสาจะดำเนินการให้ในเรื่องการฟ้องไปยังศาลปกครองเพื่อฟ้องร้องต่อเจ้าคณะปกครอง ฐานละเลยและเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และจะฟ้องทางอาญาด้วย ด้วย ดร.สนอง วรอุไร จัดว่าเป้นพวกซ่องโจร รวมตัวกันเพื่อปันอรหันต์ และทราบว่าตอนนี้ ทางนั้นหลวงปู่เณรคำ มีลูกศิษย์ ได้รวมเงินกันเพื่อจะจ้างทนายระดับประเทศจะมาฟ้องร้องซึ่งตอนนี้ก็รับทราบ และเตรียมตัวรอแล้ว และมีทนายอาสาจะเข้ามาช่วย ตอนนี้ก็เตรียมขายพริกในวัดมาใช้จ้างทนาย
       
       และเรื่องนี้ต้องฝากสื่อมวลชนต้องช่วยกันติดตามเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด และที่มีลูกศิษย์เป็นห่วงจะจัดกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ มาดูแล ยืนยันว่าฉันมาคนเดียวอย่าให้ใครต้องเดือดร้อน ฉันตั้งใจคิดคนเดียว ทำคนเดียว ที่เหลือก็ขอให้เป็นกำลังใจให้กันไม่อยากให้ลูกศิษย์เคลื่อนไหวอะไร ทางกฎหมายก็ว่ากันไป
       
       วันเดียวกัน นายวรัญชัย โชคชนะ ประธานกลุ่มพุทธศาสนิกชนไทย ได้แจ้งว่า ทางกลุ่มได้มีหนังสือเรียกยืนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)แล้ว มี 3 เรื่อง คือ 1.ให้เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ สอบสวน และลงโทษการกระทำความผิดของหลวงปู่เณรคำทันที 2.ให้กองปราบตรวสอบโดยด่วน พร้อมทั้งอออกหมายเรียก และออกหมายจับทันที ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ถ้าหากพบการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา 3.ให้ ปปง.ออกหมายอายัดทรัพย์และเงินสดในธนาคารทุกแห่งทันที พร้อมผู้ร่วมขบวนการทุกคน พร้อมทั้งยึดทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ หากปล่อยเวลาให้เนิ่นนานไปจะมีการยักย้าย ถ่ายเท ปิดบัง ซ่อนเร้น เงินทอง และทรัพย์ต่างๆ ซึ่งจะยากต่อการตรวจสอบ
       
       ทั้งนี้ หลวงปู่พุทธอิสระ ได้กล่าวถึงกรณีหลวงพ่อเกษม แห่งสำนักป่าสามแยก จ.เพชรบูรณ์ ว่ายังไม่ลืมนัดถกปัญหาทางธรรมกัน แต่ขอจบเรื่องนี้ก่อน และกำลังจะจัดสถานที่ให้ บอกหลวงเฮียไม่ต้องกลัว ยังยืนยันจะถกปัญหาด้วยแน่ ถือเป็นการดีเบทตทางธรรมไม่ได้คิดเป็นศัตรูกัน
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 01, 2013, 07:46:07 PM
ฉาว! ภาพเณรจูบปากกันว่อนเน็ต
-http://news.sanook.com/1194695/%E0%B8%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%80%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%87%E0%B8%95-/-

(http://p3.s1sf.com/ns/0/ud/238/1194695/ppppp.jpg)

(1 ก.ค.) ว่อนเน็ตภาพเณรนอนจูบกันดูดดื่ม ชาวเน็ตวิจารณ์ยับสร้างความไม่สบายใจให้กับคนสังคมเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ ภาพดังกล่าวกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักในโลกสังคมออนไลน์ เนื่องจากมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ซึ่งหลายคนที่เห็นภาพนี้ต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็น โดยส่วนใหญ่บอกว่าในสังคมปัจจุบันแม้จะไม่ปิดกั้นเรื่องรักร่วมเพศ แต่ผู้ที่ครองตนเป็นสมณะเพศควรประพฤติตนให้อยู่ในศีลธรรมอันดี และพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบในทางลบต่อวงการศาสนา

หนึ่งในผู้ใช้สังคมออนไลน์แสดงความคิดเห็นว่า "ถ้าจะรักกัน ไม่ว่า..แต่อย่ามาทำให้ศาสนาพุทธมันเสื่อม คุณเองที่จะบาปไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร"

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงกับภาพดังกล่าวและไม่ทราบว่าเป็นสามเณรอยู่วัดไหน


หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 03, 2013, 06:31:27 AM
คาหนังคาเขา! จับเจ้าอาวาสวัดปัตตานีเปลือยกายกกสีกาคาเตียง
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    2 กรกฎาคม 2556 14:42 น.
-http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9560000080356-

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000008432701.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000008432702.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000008432703.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000008432704.JPEG)
พระครูนิคมวรธรรม หรือ พระประสงค์ เนื่องตีบ เจ้าอาวาสวัดหัวควนธรรมนิคม


ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - คาหนังคาเขา! จับพระครูนิคมวรธรรม เจ้าอาวาสวัดหัวควนธรรมนิคม อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ขณะเปลือยกายนอนกอดสีกาคาเตียงในรีสอร์ตกลางเมืองหาดใหญ่ สารภาพเปิดห้องร่วมหลับนอนกันจริง
       
       วันนี้ (2 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ พ.ต.ต.ธีระภัทร ปิยะถาวร สารวัตรป้องกันปราบปราม สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หาดใหญ่ ออกปฏิบัติหน้าที่ตรวจค้น ตามแผนปฏิบัติการความมั่นคงในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และเข้าตรวจค้นห้องพักเลขที่ 207 กรีนฟอเรสท์รีสอร์ท ภายในซอย 27 ถนนเพชรเกษม เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา ปรากฏว่า พบพระสงฆ์กำลังนอนกอดกับสีกาอยู่บนเตียงนอนในสภาพเปลือยกาย จึงได้เชิญตัวออกมา และสวมใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย
       
       จากการสอบสวน ทราบชื่อพระรูปดังกล่าวคือ พระครูนิคมวรธรรม หรือพระประสงค์ เนื่องตีบ อายุ 48 ปี เจ้าอาวาสวัดหัวควนธรรมนิคม ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ส่วนฝ่ายหญิงทราบชื่อคือ น.ส.ปัณฑิตา พรมเสริญ อายุ 39 ปี เป็นชาว ต.คลองหลัง อ.นาหม่อม จ.สงขลา และบนเตียงนอนมีจีวรของพระ เสื้อผ้าของฝ่ายหญิง และเครื่องใช้ส่วนตัวทั้งของพระ และฝ่ายหญิงวางไว้บนเตียง
       
       หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวทั้งสองไปยังวัดหงส์ประดิษฐาราม เพื่อให้พระครูวรคณานุกูล เจ้าคณะอำเภอหาดใหญ่ สอบสวนข้อเท็จจริง โดยพระครูนิคมวรธรรม ยอมรับว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับ น.ส.ปัณฑิตา จริง จึงได้ดำเนินการสึกออกจากการเป็นพระสงฆ์
       
       ด้าน พ.ต.ต.ธีระภัทร ปิยะถาวร สวป.สภ.หาดใหญ่ เปิดเผยว่า จากการสอบสวนพระครูนิคมวรธรรม หรือนายประสงค์ ให้การว่า ได้ให้ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดมาเปิดห้องพักของรีสอร์ตไว้ 2 ห้อง เป็นเวลา 2 วัน ตั้งแต่วันที่ 1-2 ก.ค. โดยตนใช้ 1 ห้อง และลูกศิษย์อีก 1 ห้อง ก่อนที่จะนัดแนะกับ น.ส.ปัณฑิตา ซึ่งชอบพอกันให้มาพบที่ห้อง และร่วมหลับนอนกัน กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นในขณะที่ตนกับ น.ส.ปัณฑิตา นอนหลับอยู่ภายในห้องดังกล่าว




หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 03, 2013, 08:59:58 PM
รวบเจ้าอาวาสเกย์ ซุกปืนมีดซีดีโป๊เต็มกุฏิ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    3 กรกฎาคม 2556 16:48 น.
-http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9560000081045-


(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000008507302.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000008507303.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000008507301.JPEG)

พ.ต.อ.โกวิท เจริญวัฒนศักดิ์ ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนแถลงจับกุมนายเงิน ศรีวงศ์ อายุ 41 ปี อดีตพระเงิน ปัญญาวุฒโฑ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าศรีศรัทธาธรรม




อุดรธานี-ตำรวจอุดรธานี รวบวัยรุ่นพกปืนสั้นไทยประดิษฐ์ ขยายผลพบได้มาจากเจ้าอาวาสวัดใกล้บ้าน จึงบุกตรวจค้นกุฏิ พบทั้งอาวุปืน เครื่องประสุน มีด ซีดีโป๊ชายรักชายอื้อ สุดท้ายต้องนำไปสึก แต่ไม่ยอมรับว่าเป็นเกย์หรือไม่
       
       วันนี้ (3ก.ค.56) ที่ชุดสืบสวนพิรุณ สภ.เมืองอุดรธานี พ.ต.อ.โกวิท เจริญวัฒนศักดิ์ ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนชุดจับกุม ร่วมกันแถลงข่าว ผลการจับกุมนายเงิน ศรีวงศ์ อายุ 41 ปี อดีตพระเงิน ปัญญาวุฒโฑ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าศรีศรัทธาธรรม ก.ม.ที่ 13 บ้านนิคมสงเคราะห์ ต.นิคมสงเคราะห์ อ.เมือง จ.อุดรธานี และนายบี (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ชาวบ้านต.นิคมสงเคราะห์ อ.เมืองอุดรธานี
       
       พร้อมของกลาง อาวุธปืนลูกซองยาว จำนวน 1 กระบอก , อาวุธปืนพกสั้นขนาด .38 มม. จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนสั้นไทยประดิษฐ์ ไม่ทราบขนาด จำนวน 1 กระบอก , อาวุธปืน บีบีกัน จำนวน 1 กระบอก , กระสุนปืนลูกซอง 10 นัด , กระสุนปืนขนาด .38 มม.จำนวน 8 นัด , ปลอกกระสุน 4 ปลอก มีดดาบยาว 2 เล่ม , พระพุทธรูปขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว 1 องค์ ขนาด 5 นิ้ว 3 องค์ โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และซีดีลามกชายรักชายจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “มีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จากนายทะเบียน”
       
       การจับกุมดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมหมายค้นของศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ 249/2556 ลงวันที่ 2 ก.ค.56 เข้าตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 16 ม.10 บ้านปันน้ำใจ ต.นิคมสงเคราะห์ อ.เมืองอุดรธานี ได้จับกุมตัวนายบี ได้พร้อมอาวุธปืนสั้นไทยประดิษฐ์ ไม่ทราบขนาด 1 กระบอก
       
       นายบี ให้การรับสารภาพว่า อาวุธปืนได้มาจากพระเงิน ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าศรีศรัทธาธรรม จึงขยายผลและไปตรวจสอบที่กุฏิของพระเงิน พบของกลางจำนวนดังกล่าว จึงควบคุมตัวมา ยังสภ.เมืองอุดรธานี แล้วนำตัวไปทำการลาสิกขาบท
       
       จากการสอบสวนนายเงิน ให้การว่า ได้บวชเป็นพระที่วัดศรีหมากหญ้า ต.หมากหญ้า อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 11 ก.ค.2549 ต่อมาเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ไปพบวัดป่าศรีศรัทธาธรรม เป็นวัดร้าง จึงได้มาช่วยพัฒนาวัดให้ดีขึ้นและจำพรรษาอยู่ จนมีพระภิกษุมาอยู่ด้วย 4 รูป รวมทั้งตนด้วยเป็น 5 รูป และในขณะนี้กำลังเดินเรื่องขอตั้งเป็นวัดต่อคณะสงฆ์
       
       อาวุธปืนลูกซองยาวนั้น เป็นปืนมรดกของโยมพ่อ ที่เสียชีวิตไปแล้ว อาวุธปืนสั้นนั้นได้ซื้อมาจากนายดำ พ่อค้าเร่ขายเครื่องสังฆทานของพระและเครื่องรางของขลัง มาในราคา 6,000 บาท อาวุธปืนบีบีกัน ซื้อจากเด็กวัยรุ่นในราคา 2,000 บาท ซีดีลามก ซื้อจากพ่อค้าเร่ เอาไว้ดูเล่นและภาพโป๊ในโทรศัพท์มือถือตนก็โหลดไว้ดูเล่นเหมือนกัน ส่วนตนนั้นเป็นเกย์หรือไม่ ขอไม่ตอบ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว
       
       เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้ควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

.



หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 04, 2013, 09:55:45 PM
สาวท้า หลวงปู่เณรคำ พิสูจน์ดีเอ็นเอลูกชาย
-http://hilight.kapook.com/view/88167-


(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc/7169232115_dc724ac675_z.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/thitima/kumkom/463675-01.jpg)



สาวท้า'หลวงปู่เณรคำ'พิสูจน์ดีเอ็นเอลูกชาย (ไอเอ็นเอ็น)
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก luangpunenkham.com

          สาวท้า หลวงปู่เณรคำ พิสูจน์ดีเอ็นเอของลูกชาย ขณะที่พระดังไม่ส่งค่าเลี้ยงดูนานกว่า 2 เดือนแล้ว

          จากกรณีที่มีหญิงสาวคนหนึ่งพร้อมสามี ได้เข้าร้องเรียนสื่อมวลชนโดยอ้างว่า เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหลวงปู่เณรคำ พระชื่อดัง จ.ศรีสะเกษ และมีลูกชายด้วยกัน 1 คน ทราบชื่อหญิงสาวคนดังกล่าวคือ น.ส.เจน (นามสมมติ) อายุ 26 ปี ส่วนเด็กชายที่ถูกระบุว่า เป็นลูกชายของ หลวงปู่เณรคำ ขณะนี้ อายุ 11 ปี โดย น.ส.เจน กล่าวยืนยันว่า ตนเองมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพระดังตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2 และตั้งครรภ์ลูกชายตอนเรียนชั้นมัธยมปีที่ 3 ซึ่งพระรูปดังกล่าวก็ได้นำตนไปคลอดลูกที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.อุบลราชธานี ทั้งนี้ตนเคยแจ้งความไว้ที่กองปราบปราม เรียกค่าเลี้ยงดู แต่ครั้งนั้นสามารถไกล่เกลี่ยกันได้ จึงได้ถอนแจ้งความ แต่ขณะนี้พระดังไม่ได้ส่งค่าเลี้ยงดูมานานกว่า 2 เดือนแล้ว จึงออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม

          อย่างไรก็ตาม น.ส.เจน กล่าวว่า หากพระชื่อดัง ไม่เชื่อว่าลูกชายของตนเป็นลูกของพระชื่อดังจริง ก็พร้อมที่จะพิสูจน์ดีเอ็นเอ

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/logo/inn_logo.jpg)
INN News

-----------------------------------------------------------



ลูกศิษย์ หลวงปู่เณรคำ ร้องกองปราบตรวจภาพนอนกับสีกา ตัดต่อหรือไม่
-http://hilight.kapook.com/view/88161-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc/463611-01.jpg)


ศิษย์'เณรคำ'ร้องกองปราบตรวจภาพนอนสีกา (ไอเอ็นเอ็น)
 
            ลูกศิษย์ "หลวงปู่เณรคำ" ร้องกองปราบ ดำเนินคดี ตรวจสอบภาพนอนร่วมหมอนสีกา ระบุ หากผิดจริง จะขอให้สึก

            นายสุขุม วงษ์ประสิทธิ์ พร้อมด้วยลูกศิษย์ พระวิรพล สุขผล หรือ หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสำนักสงฆ์ขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ปล่อยภาพบุคคลที่มีใบหน้าคล้ายหลวงปู่เณรคำ นอนหมอนใบเดียวกับสีกา เพื่อสืบสวนว่า ภาพดังกล่าวมีการตัดต่อหรือเป็นภาพที่เกิดขึ้นจริง

            ทั้งนี้ นายสุขุม อ้างว่า มีข้อมูลภาพดังกล่าวว่า มีการเผยแพร่ขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อน โดยบุคคลที่ทำรูปนี้ขึ้นมาเป็นคนแรก คือนักเรียนชั้นมัธยมปลายแห่งหนึ่งใน จ.ศรีสะเกษ และมีครูคนหนึ่งที่เคยเป็นลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำ ซึ่งไม่พอใจหลวงปู่ที่ถูกกันออกจากกรรมการวัด จึงอาจกระทำการตัดต่อภาพดังกล่าวขึ้นมาเพื่อทำลายชื่อเสียง

            อย่างไรก็ตาม กลุ่มลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำ ต้องการให้กองปราบปรามตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน เพื่อส่งมอบหลักฐานให้กับผู้เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการตามกฎหมาย หากผิดพระธรรมวินัยจริง ก็ขอให้หลวงปู่เณรคำ สึกจากความเป็นพระ มาใช้ชีวิตในโลกฆราวาส แต่หากไม่มีความผิด ขอให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทั้งหมด ที่ร่วมกันทำให้ หลวงปู่เณรคำ เสื่อมเสียชื่อเสียงต่อไป


(http://hilight.kapook.com/img_cms2/logo/inn_logo.jpg)
INN News




หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 05, 2013, 11:02:09 PM
เจออีก ! ภาพพระสงฆ์เล่นรถไฟเหาะ-เณรต่อแถวซื้อโค้ดเกม
-http://hilight.kapook.com/view/88200-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/ratthakorn/Hot%20News/monk_3.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/ratthakorn/Hot%20News/monk03_2.jpg)



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก สปริงนิวส์, รายการ เรื่องเล่าเช้านี้
     
          เจออีก ! ภาพพระสงฆ์นั่งบนเครื่องเล่นรถไฟเหาะ ภาพเณรต่อแถวซื้อโค้ดเกม ที่ห้างดังกลางใจเมือง

          ช่วงเช้าวันนี้ (5 กรกฎาคม 2556) รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ได้นำเสนอภาพของพระสงฆ์รูปหนึ่ง ซึ่งกำลังนั่งอยู่บนเครื่องเล่นรถไฟเหาะ โดยระบุว่าเป็นภาพที่แฟนข่าวส่งมาให้ และยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นภาพพระสงฆ์จริง ๆ หรือไม่ หรือสถานที่ดังกล่าวนั้นคือที่ใด

          นอกจากนี้ ยังมีภาพของเณรต่อคิวซื้อโค้ดเกม ที่ศูนย์การค้าใจกลางเมือง เมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ผ่านมา อีกด้วย


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
-http://morning-news.bectero.com/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1/%E0%B9%82%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B9%8C-2013070528-3.html-

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 07, 2013, 07:31:56 AM


หลวงปู่เณรคํา เสี่ยงเจอโทษหนัก หากมีสัมพันธ์เด็กต่ำกว่า 15 ปีจริง
-http://hilight.kapook.com/view/88230-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc/7169232115_dc724ac675_z.jpg)




เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก luangpunenkham.com

             ปอท. เผย ภาพเณรคำกับผู้หญิงเป็นการตัดต่อหรือไม่ รู้ผลชัด 8 กรกฎาคมนี้ ด้านสาวอ้างเป็นภรรยาหลวงปู่เณรคำ แฉ พระดังตามจีบตั้งแต่เรียนอยู่ ม.2 พาไปมีเซ็กส์ด้วยหลายครั้ง DSI เร่งสอบ จ่อเจอโทษหนัก หากมีสัมพันธ์กับเด็กอายุไม่ถึง 15 ปี

             เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2556 พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปราม กล่าวความคืบหน้าคดี พระวิรพล สุขผล หรือ พระเณรคำ ฉัตติโก ประธานสำนักสงฆ์ขันติธรรม ว่าตอนนี้ก็เร่งตรวจสอบในหลายประเด็นทั้งเรื่องการเงิน ทรัพย์สินต่าง ๆ เรื่องรูปภาพที่ถ่ายคู่กับหญิงสาวที่ลูกศิษย์นำมาให้ตรวจสอบ และในประเด็นเรื่องชู้สาว ส่วนข้อมูลการเงินที่ได้จะเพิ่มเติมจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. หรือไม่ และจะสามารถแจ้งข้อกล่าวหาได้หรือไม่นั้น ต้องรอสรุปผลในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตาม คดีนี้ไม่เกรงว่าในการทำงานจะทับซ้อนกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เพราะถือเป็นคดีฉ้อโกงธรรมดา

            ด้าน พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) กล่าวถึงการตรวจสอบรูปภาพพระเณรคำกับหญิงสาวที่เผยแพร่ในสังคมออนไลน์ ว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพที่มีการส่งต่อกันมา ไม่ใช่ภาพต้นฉบับ จึงต้องขอเวลาในการตรวจสอบหาที่มา ประมาณ 1 สัปดาห์คาดว่าจะทราบผล โดยจะติดตามความคืบหน้าในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ ทั้งนี้ หากพบว่าเป็นภาพจริงไม่ได้ตัดต่อ ผู้ที่โพสต์จะไม่เข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แต่อาจเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งพระเณรคำจะต้องมาแจ้งความเอง หรือมอบอำนาจผู้อื่นมาแจ้งความ

            ทั้งนี้ ในประเด็นเรื่องที่มีผู้หญิงคนหนึ่งออกมาระบุว่าพระเณรคำเป็นพ่อของลูกนั้น ทาง พระครูวัชระสิทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดป่าศรีสำราญ และเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุติ ซึ่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์พระเณรคำ ระบุว่า หากทั้ง 2 คน เป็นลูกเมียของพระวิรพลจริง ก็ถือว่า ขณะนี้ พระเณรคำ ปาราชิก ขาดจากความเป็นพระแล้ว ซึ่งในส่วนของพระธรรมวินัย ก็จะต้องดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงกันต่อไป ทั้งพยานหลักฐาน เจตนา และการถึงที่สุดแห่งกรรม

            ส่วนที่มีข่าวมาว่า พระเณรคำ มีการส่งเสียค่าเลี้ยงดูมาก่อนแล้วนั้น ก็จะต้องสอบสวนข้อเท็จจริงก่อน และการที่บรรดาลูกศิษย์ของพระวิรพลออกมาแจ้งให้ตรวจสอบรูปที่พระวิรพลนอนกับผู้หญิงนั้น หากรูปภาพเป็นภาพจริง ไม่มีการตัดต่อ จะนำพระวิรพลมาสึกต่อมหาเถรสมาคมนั้น ทั้งนี้ เรื่องนี้ถือว่าเป็นการดีที่จะได้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ทำให้สังคมหายจากความแคลงใจ แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องทั้งหมดก็จะต้องว่ากันไปตามพระธรรมวินัยอยู่แล้ว

            ด้าน นายวีระ ดาวสี นักวิชาการศาสนาชำนาญการ ระบุว่า หากตรวจสอบพบว่าพระเณรคำมีลูกเมียแล้วจริง จะต้องพ้นจากความเป็นพระ เพราะเป็นความผิดร้ายแรง โดยจะรายงานข้อมูลและหลักฐานต่อที่ประชุมคณะกรรมการสอบอธิกรณ์พระเณรคำต่อไป พร้อมกับตรวจสอบสาขาที่พักสงฆ์สันติธรรม จังหวัดศรีสะเกษ ทั้ง 11 สาขาด้วยว่าปัจจุบันยังมีพระสงฆ์อยู่หรือไม่

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/thitima/kumkom/463675-01.jpg)


            ขณะเดียวกัน ในช่วงบ่ายวันนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เดินทางไปพบ นางสาวเอ (นามสมมติ) ที่จังหวัดศรีสะเกษ หลังออกมาอ้างว่าเป็นภรรยาของหลวงปู่เณรคำ

            โดยนางสาวเอ ยืนยันว่า ตนเองเคยมีสัมพันธ์กับพระเณรคำตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ม.2 เพราะเคยไปทำบุญแล้วได้รู้จักกัน ก่อนที่พระเณรคำจะตามจีบ จากนั้นก็แอบคบหากันจนมีเพศสัมพันธ์กับพระชื่อดังบนรถ และยังมีความสัมพันธ์กันอีกหลายครั้ง

            นางสาวเอ เล่าให้ฟังด้วยว่า ทุกครั้งที่พระเณรคำมาหาและพาไปมีเพศสัมพันธ์ด้วยที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี ก็จะให้เงินตนครั้งละ 1,000-1,500 บาท เมื่อทราบว่าตนตั้งครรภ์แล้วก็ยังมาเช่าบ้านที่จังหวัดอุบลราชธานีให้อยู่ จนกระทั่งคลอดลูก

            ด้าน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า จากข้อมูลที่พบเห็นได้ว่าก่อนหน้านี้ที่เคยมีการเผยแพร่ภาพพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น นั่งเครื่องบินเจ็ท ใช้ข้าวของแบรนด์เนม ดูจะเป็นเรื่องเล็กไปแล้ว เพราะหากพระเณรคำมีพฤติกรรมพัวพันกับเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปีจริง จะถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่มีโทษร้ายแรงจำคุกถึง 20 ปี


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก Thai PBS NEWS  ,  INN  , คมชัดลึก

(http://www.news.thaipbs.or.th/content/%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2-%E0%B8%88%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9-%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B3)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/logo/inn_logo.jpg)

(http://www.komchadluek.net/detail/20130706/162783/DSI%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B3.html#.UdfbtTtFCAw)

.


อาชญากรรม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม 2556


กก.วัดใต้ฯมีมติให้ขับ'เณรคำ'พ้นวัดแล้ว

ด่วน!กก.วัดใต้ฯมีมติให้ขับ'หลวงปู่เณรคำ'ออกจากวัดแล้ว 'หลวงปู่เณรคำ'ลั่นไม่กลับไทยหากยังไม่ได้รับความยุติธรรม ด้าน'ดีเอสไอ'ลงพื้นที่สอบสาวอ้างเป็นเมีย'เณรคำ'

                 6 ก.ค.56 พระราชธรรมโกศล(สวัสดิ์) เจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า ในเบื้องต้นคณะกรรมการของวัดใต้ฯได้สอบประวัติความเป็นมาของหลวงปู่เณรคำ โดยสรุปว่า ได้บวช มีอุปัฌาย์จริง เข้ามาขอสังกัดวัดใต้ฯจริง และย้ายไปสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรมตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งเรื่องการขับออกจากวัดนั้น คณะกรรมการ เห็นว่า ควรขับออกจากวัด เนื่องจากเห็นว่า ไม่อยู่ที่วัดเป็นหลักแหล่ง พระเณรจะอยู่ที่วัดใดก็ตามไปแล้ว จะต้องบอกลาไปได้เพียง 7 วันถึง 1 เดือน เว้นแต่เจ็บป่วย โดยหลวงปู่เณรคำไปตลอดไม่ได้อยู่ในโอวาทและไม่มา ขาดการติดต่อ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการชุดนี้ ก็ยังไม่มีอำนาจตัดสินใจ โดยจะส่งผลสรุปมาให้ คณะกรรมการชุดใหญ่ที่ตนเป็นประธานได้พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งในเบื้องต้นก็อาจจะยืนยันตามความเห็นของคณะกรรมการแต่ก็จะดูว่า หากขับควรจะขับออกวันไหนภายในกี่วัน โดยคาดว่า จะดำเนินการเสร็จและประกาศได้ไม่เกินวันที่ 9 ก.ค.นี้

               ด้านนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวว่า ตนได้รับทราบในเบื้องต้นเกี่ยวกับผลการพิจารณาของคณะกรรมการที่ พระราชธรรมโกศล(สวัสดิ์) เจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีตั้งขึ้น เกี่ยวกับ การขับหลวงปู่เณรคำออกจากสังกัดวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อว่า ที่ประชุมเห็นว่า ให้ขับหลวงปู่เณรคำออกจากสังกัดวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ โดยคณะกรรมการกำลังสรุปผล เพื่อส่งให้คณะกรรมการชุดใหญ่ ที่มีพระราชธรรมโกศล เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี พิจารณาอีกครั้งว่า จะกำหนดระยะเวลาให้ขับออกจากวัดภายในวันไหน ซึ่งในส่วนของพศ.เห็นว่า เป็นเรื่องที่เหมาะสม หากคณะกรรมการพิจารณาว่า ควรขับหลวงปู่เณรคำออกจากสังกัดวัด เนื่องจากทุกฝ่ายได้ให้โอกาสหลวงปู่เณรคำเข้ามาชี้แจงข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ก็ไม่ยอมมาให้ข้อมูลแต่อย่างใด จากนี้ไปก็เป็นกระบวนการของเจ้าคณะปกครอง และกระบวนการทางกฎหมายบ้านเมืองต่อไป

 

 

"หลวงปู่เณรคำ"ลั่นไม่กลับไทยหากยังไม่ได้รับความยุติธรรม

 

              นายสุขุม วงประสิทธิ ประธานเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนถึงสมเด็จพระวันรัต ในฐานะรักษาการเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตและกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อขอให้ความเป็นธรรมแก่ พระวิรพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ แต่จากการสอบถามคณะสงฆ์ภายในวัดพบว่า สมเด็จพระวันรัตไม่ได้จำวัดอยู่ในช่วงเวลานี้ ขณะที่พระเทพสารวาที ผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ยังคงติดภารกิจ ทำให้นายสุขุมยังไม่สามารถยื่นหนังสือร้องเรียนได้

               นายสุขุม กล่าวว่า เครือข่ายบ้านวิมุตติธรรมอยากร้องเรียนถึงสมเด็จพระสังฆราช และมหาเถรสมาคม(มส.) ให้พิจารณากระบวนการยุติธรรมของฝ่ายสงฆ์อย่างมีธรรมะ และเมตตาธรรม รวมถึงขอให้ทบทวนคำสั่งของเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ฝ่ายธรรมยุต เพราะเดิมทีมีคำสั่งให้เวลาหลวงปู่เณรคำ เข้าชี้แจงต่อคณะสงฆ์ภายในวันที่ 31 ก.ค.2556 แต่กลับเลื่อนระยะเวลาเข้ามาเหลือเพียงวันที่ 7 ก.ค.นี้ หากไม่เข้ามาชี้แจงก็จะขับไล่ออกจากสังกัด ซึ่งมีผลให้สึกภายใน 3 วัน ซึ่งพวกตนมองว่าไม่ยุติธรรมต่อหลวงปู่เณรคำ ที่สำคัญยังไม่เปิดโอกาสให้หลวงปู่เณรคำส่งตัวแทน อาทิ นักกฎหมาย ทนาย หรือลูกศิษย์เข้าชี้แจงแทนแต่อย่างใด

              "กระบวนการยุติธรรมของฝ่ายสงฆ์นี้เป็นการตัดสินเพียงฝ่ายเดียว ไม่เปิดโอกาสให้ท่านได้มีตัวแทนเข้าอธิบาย เนื่องจากท่านยังติดกิจนิมนต์อยู่ที่ฝรั่งเศส ถือเป็นการละเมิดสิทธิของท่าน และไม่สอดคล้องกับกระบวนการยุติธรรมของศาลไทย เป็นไปในลักษณะเผด็จการ เพราะไม่ปล่อยให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ทำให้เป็นที่อับอายของชาวต่างประเทศที่เฝ้าจับตามองข่าวอยู่ในขณะนี้" นายสุขุม กล่าว

               ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการหารือกับหลวงปู่เณรคำหรือไม่ ว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อใด นายสุขุม กล่าวว่า ขณะนี้หลวงปู่เณรคำยังคงติดกิจนิมนต์อยู่ที่ฝรั่งเศส และจะยังไม่เดินทางกลับประเทศไทยจนกว่าจะได้รับความยุติธรรมจากขบวนการยุติธรรมเสียก่อน อย่างการพิจารณาความผิดก็ควรรอผลการพิสูจน์ภาพถ่ายที่มีกล่าวอ้างว่าเป็นภาพหลับนอนร่วมกับสีกาของหลวงปู่เณรคำเสียก่อน ซึ่งตนได้ไปยื่นที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์แล้วเมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา คาดว่าจะรู้ผลได้ภายใน 7 วัน หากผลออกมาว่าเป็นหลวงปู่เณรคำก็จะขออโหสิกรรมให้ แต่หากไม่ใช่ก็จะเดินหน้าปกป้องผ้าเหลืองของหลวงปู่เณรคำต่อไป เพราะสำหรับเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรมแล้ว หลวงปู่เณรคำยังไม่ผิด จะไม่ให้ใครมาปลดผ้าเหลืองของท่านออกได้

               นายสุขุม กล่าวต่ออีกว่า ส่วนกรณีเรื่องที่มีผู้กล่าวอ้างว่าเป็นภรรยาออกมาแฉว่ามีลูกด้วยกันนั้น ก็ขอให้มีการพิสูจน์ดีเอ็นเอกันทั้งสองฝ่ายแล้วจึงควรมีคำตัดสิน ส่วนความผิดฐานฉ้อโกงอยากให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ตนจะไปยื่นเรื่องถึงศูนย์ช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมาย เนติบัณฑิต เพื่อให้ส่งผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านกฎหมายและพระวินัยสงฆ์มาช่วยเหลือหลวงปู่เณรคำด้วย เพราะถือว่าท่านเป็นประชาชนคนหนึ่งที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายรัฐธรรมนูญ

 

 

DSIลุยสอบสาวอ้างเป็นเมีย"หลวงปู่เณรคำ"

 

                 พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผู้บัญชาการสำนักความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ( ดีเอสไอ)ลงพื้นที่สอบปากคำนางสาวเอ ( นามสมติ) อายุ 26 ปี ภูมิลำเนา จ.ศรีสะเกษ ที่อ้างมีความสัมพันธ์กับพระวิรพล ฉตฺติโก หรือ หลวงปู่เณรคำ จนมีทายาทด้วยกัน ทั้งนี้เพื่อสอบพยานที่รู้เห็นเกี่ยวกับพฤติการณ์ของพระวิรพล โดยจะมีการหาพยานแวดล้อม สืบพยาน เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย เพื่อความเป็นธรรม นอกจากนี้จะสอบปากคำอดีตลูกศิษย์พระวิรพล เพื่อหาเส้นทางการเงิน และหาหลักฐานอื่นๆ เพื่อดำเนินคดี


ขยายผลคดี"ม.สันติภาพโลก"ถึงมูลนิธิศรัทธา เร่งเช็คเส้นทางเงิน

                

               พ.ต.ท.ศักกพล สุขปาน หัวหน้าสำนักสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยความคืบหน้าการสอบสวนคดีการมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตของมหาวิทยาสันติภาพโลกว่า จากการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง 3 รายวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ประกอบด้วย นายเรวัตร์ ชาตรีวิศิษฏ์ ผู้ร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกในประเทศไทย นางประไพจิตร สว่างเนตร นายทะเบียนที่อ้างว่า เป็นผู้แทนประงานกับมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกที่ประเทศปากิสถาน และนายสมัย เหมันต์ ผู้ดูแลระบบเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก เบื้่องต้นพยานทั้งหมดให้การที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี โดยยอมรับว่า การมอบปริญญาเป็นการอุปโลกน์ขึ้น และไม่ได้มีการระบุให้ผู้รับปริญญาทราบว่าปริญญาบัตรดังกล่าวไม่สามารถนำไปรับรองวุฒิการศึกษาเพิ่มขึ้นได้ ทำให้เกิดปัญหาว่าบางรายนำใบปริญญาไปขอปรับวุฒิการศึกษา หรือนำไปเป็นเอกสารประกอบการลงสมัครรับเลือกตั้งต่าง ๆ นอกจากนี้ นายสมัยได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเบื้องหลังและที่มาที่ไปการจัดตั้งมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ดีเอสไอจึงกันตัวไว้เป็นพยาน และประสานให้สำนักคุ้มครองพยานเข้าไปดูแลความปลอดภัยแล้ว

               พ.ต.ท.ศักกพล กล่าวต่อว่า ในสัปดาห์หน้าจะทยอยเรียกบุคคลที่ได้รับใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยดังกล่าวเข้าให้ปากคำ เบื้องต้นทราบว่ามีจำนวนกว่า 1,200 คน โดยจะเรียกกลุ่มบุคคลที่มีชื่อเสียงก่อน จากนั้นในวันที่ 15 ก.ค. นี้ ตนจะนำพนักงานสอบสวนลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อสอบปากคำพยานจำนวนกว่า 10 ปาก เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ขณะเดียวกันจะเร่งรวบรวมหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับนายสวัสดิ์ บันเทิงสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ตัวการใหญ่ในการจัดตั้งและดำเนินการมหาวิทยาลัย ซึ่งล่าสุดยังไม่ติดต่อเข้าพบกับพนักงานสอบสวน สำหรับนายสุขุม วงษ์ประสิทธิ์ ลูกศิษย์ของหลวงปู่เณรคำ ที่อ้างได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัยดังกล่าวและนำไปอ้างในการลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่ากทม.นั้นได้ประสานข้อมูลกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)แล้ว พบว่ามีการนำปริญญาบัตรไปใช้อ้างจริง จึงเตรียมแจ้งความดำเนินคดีฐานใช้เอกสารปลอมลงสมัครลงเลือกตั้ง

               "มหาวิทยาลัยสันติภาพโลกมีการก่อตั้งขึ้น 3 สาขา โดยสาขาที่ 3 อยู่ระหว่างดำเนินการขอจัดตั้ง ส่วนสาขา 2 ซึ่งตั้งอยู่ที่จ.ขอนแก่น และมีนายเรวัตร์ เป็นผู้จัดตั้งพนักงานสอบสวนพบว่ามีการเปิดเป็นมูลนิธิศรัทธา โดยอ้างว่าเป็นมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือสังคมและผู้ยากไร้ ดังนั้นดีเอสไอจะเข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงินเกี่ยวกับการรับบริจาคทั้งหมดว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาคดีด้วย" พ.ต.ท.ศักกพล กล่าว

 

 

 "ธาริต" ชี้ "หลวงปู่เณรคำ" ส่อโดนโทษหนัก สัมพันธ์ชู้สาวกับเด็กหญิงอายุไม่ถึง 15 ปี

 

               นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงความคืบหน้าการสืบสวนกรณีที่มีการร้องเรียนหลวงปู่เณรคำฉ้อโกงประชาชนว่า ขณะนี้การสืบสวนหาข้อมูลมีความคืบหน้าไปมากโดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการเสพเมถุน ซึ่งในวันนี้ชุดสืบสวนนำโดย พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว ผบ.สำนักคดีความมั่นคง ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษไปสอบปากคำหญิงสาวรายหนึ่งที่อ้างว่า มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหลวงปู่เณรคำ ตั้งแต่อายุ 14 ปี ซึ่งถือเป็นความผิดอาญาร้ายแรงฐานกระทำชำเราผู้เยาว์ เบื้องต้นได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้วและจะเตรียมส่งตัวหญิงรายนี้เข้าสู่การคุ้มครองพยานเพื่อให้การดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ประเด็นการตรวจสอบหลวงปู่เณรคำมีหลายประเด็นทั้งเรื่องการฉ้อโกง การอวดอุตริ และการเสพเมถุน แต่กรณีการเสพเมถุนขณะนี้ค่อนข้างมีความชัดเจนที่สุดและคาดว่าในการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.) ช่วงปลายเดือนก.ค.นี้จะเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมเพื่อรับเป็นคดีพิเศษ เพราะเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของศาสนาและความเชื่อถือของประชาชน ทั้งนี้หลังรับเป็นคดีพิเศษดีเอสไอจะมีอำนาจในการสอบสวนได้ครอบคลุมทุกเรื่องรวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินและจะรับมอบสำนวนการสอบสวนจากกองบังคับการกองปราบปรามด้วย ที่สำคัญการขออนุมัติหมายจับผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องให้มีมติรับเป็นคดีพิเศษก่อน

               “ ก่อนหน้านี้ที่มีการเผยแพร่ภาพพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมทั้งการใช้ของหรูหรา การขึ้นเครื่องบินเจ็ต ขณะนี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยไปแล้วเมื่อเทียบกับผลการสืบสวนขณะนี้ที่พบข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมพัวพันเชิงชู้สาว โดยเฉพาะเกิดขึ้นกับเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี ถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่มีโทษร้ายแรงจำคุกถึง 20 ปี” อธิบดีดีเอสไอ กล่าว

-http://www.komchadluek.net/detail/20130706/162783/DSI%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B3.html#.Udi2l20h-AJ-

http://www.komchadluek.net/detail/20130706/162783/DSI%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B3.html#.Udi2l20h-AJ (http://www.komchadluek.net/detail/20130706/162783/DSI%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B3.html#.Udi2l20h-AJ)

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 07, 2013, 07:43:44 AM
DSI สอบเมีย “ไอ้คำ” แฉมีสัมพันธ์ครั้งแรกบนรถ ตั้งท้อง ม.3 คลอดที่อุบลฯ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    6 กรกฎาคม 2556 21:01 น.
-http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9560000082516-

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000008659802.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000008659803.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000008659801.JPEG)
จนท. ดีเอสไอ บุกสอบข้อเท็จจริง กับ น.ส. ญ ที่ออกมาเปิดเผยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพระฉาวชื่อดัง จนมีลูกชายด้วยกัน 1 คน ที่บ้านหนองนาเวียง ต.น้ำเกลี้ยง อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ วันนี้ ( 6 ก.ค.)

ศรีสะเกษ - ดีเอสไอสอบลูกเมีย “ไอ้คำ” เผยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกันครั้งแรกบนรถ ขณะเรียนอยู่ ม.2 และหลังร่วมหลับนอนให้เงินครั้งละ 1,000-1,500 บาท จนกระทั่งตั้งท้องช่วงใกล้เรียนจบ ม.3 ระบุเคยส่งเสียเลี้ยงดูเดือนละ 10,000 บาท ผ่านลูกศิษย์ที่เป็น ตร.ทางหลวง แต่หายไปนานแล้ว ล่าสุด ได้แค่ 2,000 บาท
       
       เมื่อเวลา 10.30 น. วันนี้ (6 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 30/1 ม.7 บ้านหนองนาเวียง ต.น้ำเกลี้ยง อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีฉ้อโกงเงินบริจาคของพระวิรพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ได้เดินทางมาพบกับ น.ส.ญ ที่ออกมาเปิดเผยว่ามีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพระฉาวชื่อดัง
       
       น.ส.ญ ได้ให้การต่อ พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว หัวหน้าคณะทำงานการสอบสวนในเรื่องนี้ว่า รู้จักกับพระชื่อดังในช่วงที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.2 โรงเรียนแห่งหนึ่งในเขต อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ เนื่องจากยายพาไปทำบุญกับพระชื่อดัง ต่อมา พระชื่อดังได้ตามจีบตน และบอกว่าหากยอมเป็นแฟนด้วยจะซื้อสิ่งของมีค่าที่อยากได้ให้หมด ตนหลงเชื่อ และได้นัดหมายกับพระชื่อดังให้มาพบเพื่อไปเที่ยวด้วยกัน ซึ่งพระชื่อดังจะขับรถมารับตนนอกหมู่บ้าน โดยพระชื่อดังจะสวมเสื้อยืด กางเกงยีนส์ สวมหมวก และใส่แว่นตา โดยครั้งแรกมีเพศสัมพันธ์ลึกซึ้งกันบนรถ ซึ่งพระชื่อดังได้ให้เงินจำนวนหนึ่งไว้ซื้อของใช้
       
       จากนั้นก็มีความสัมพันธ์กันเรื่อยมา ส่วนมากแล้วจะเป็นที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งในเขต อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี และที่บริเวณกุฏิสงฆ์ในป่าช้าบ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ โดยทุกครั้งที่มาพบและหลับนอนด้วยกัน พระชื่อดังจะให้เงินครั้งละ 1,000-1,500 บาท จนกระทั่งตนตั้งท้องเมื่อช่วงใกล้จบ ม.3 พระชื่อดังจึงได้พาไปเช่าบ้านอยู่ที่ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี และได้คลอดลูกที่โรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่งในเขต อ.เมือง จ.อุบลราชธานี โดยใช้ชื่อญาติของตนคนหนึ่งเป็นพ่อของเด็ก
       
       น.ส.ญ ให้การต่อว่า ตนออกมาเรียกร้องต่อสื่อมวลชนในครั้งนี้เพื่อต้องการให้พระชื่อดังออกมาแสดงความรับผิดชอบส่งเสียเลี้ยงดูลูกชายกับตนด้วย เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้ ได้ส่งเสียเลี้ยงดูเดือนละ 10,000 บาท มานานแล้วโดยผ่านลูกศิษย์ของพระชื่อดังที่เป็นนายตำรวจทางหลวงคนหนึ่ง แต่ช่วงหลังไม่ได้โอนเงินมาให้ ล่าสุด ลูกศิษย์ของพระชื่อดังให้เงินตนมาเพียง 2,000 บาทเท่านั้น ซึ่งตนพร้อมที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าลูกชายของตนเป็นลูกของพระชื่อดังแน่นอน
       
       ทางด้าน พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ กล่าวว่า ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก น.ส.ญ ซึ่งจะได้นำตัว น.ส.ญ ไปชี้จุดสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นรีสอร์ตที่เคยไปร่วมหลับนอนกัน กุฏิพระสงฆ์ รวมทั้งบ้านที่เคยอยู่ และสถานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อประกอบหลักฐานในการสอบสวนเรื่องนี้ต่อไป
       
       จากนั้น คณะของดีเอสไอได้นำตัว น.ส.ญ พร้อมสามี และลูกทั้ง 2 คน เดินทางไปที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งในเขต อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เพื่อชี้จุดห้องพักที่มีการร่วมหลับนอนกัน

---------------------------------------------------------

“กัปตันปิยะ” ชวนตะลึง “เณรคำ” โชว์รวย คุยมีเรือยอชต์-เงินฝากแบงก์นอกเพียบ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    7 กรกฎาคม 2556 01:47 น.
-http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9560000082568-

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000008665401.JPEG)

อดีตนักบิน “ปิยะ ตรีกาลนนท์” เปิดใจ หาเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวสนอง “เณรคำ” ก่อนถอนตัวออกห่าง ชี้พฤติกรรมสุดจำอวด คุยโวมีรถหรู เรือยอชต์ ตะลึงเปิดย่ามโชว์เงินดอลลาร์ปึกละร้อยเต็มย่าม ภูมิใจนำเสนอสมุดเช็ค บอกมีเงินฝากในอเมริกาเพียบ ธนาคารทำให้เป็นพิเศษ เซ็นได้หลักสิบล้านดอลลาร์
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในแวดวงโซเชียลเน็ตเวิร์กมีการแชร์ข้อความต่อจาก Seksan Prrueksawan ซึ่งอ้างเป็นข้อความที่กัปตัน ปิยะ ตรีกาลนนท์ อดีตนักบิน และครูการบินบริษัท ไทย แอร์เอเชีย จำกัด โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยใช้หัวข้อว่า “ข้อเท็จจริง เณรคำ” ตามข้อความดังนี้
       
       “...สิ่งที่ผมจะบรรยายต่อจากนี้ เป็นข้อเท็จจริงที่ผม กัปตันปิยะ ตรีกาลนนท์ ประสบเองกับ เณรคำ ซึ่งตัดสินใจอยู่นานว่าจะเขียนลงเฟซบุ๊กดีมั้ย เนื่องจากมันไม่ใช่เรื่องของเรา แต่หลายครั้งคนไทยมักจะคิดแบบผม คือไม่ใช่เรื่องของเรา ก็เลยปล่อยให้ใครหลายๆ คน ที่ทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง “ลอยนวล”
       
       เณรคำ เฉียดเข้ามาในชีวิตผม เมื่อประมาณสามปีได้แล้วครับ ตอนนั้นมีรุ่นพี่ที่เคารพกัน แนะนำให้ผมเข้าไปพบ เพราะเณรคำอยากใช้บริการเครื่องบินเช่าเหมาลำ ผมก็ทำหน้าที่จัดหาเครื่องบินเจ็ทแบบ 7 ที่นั่งจากแหล่งต่างๆ ให้ท่านอยู่หลายเที่ยว ซึ่งปกติจะเป็นเส้นทางเดิมๆ คือ กรุงเทพฯ อุบลฯ ไป-กลับ โดยปกติจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายก่อนเดินทาง ซึ่งก็ได้รับค่าบริการเป็น “เงินสดๆ” เสมอ (กรุงเทพฯ-อุบลฯ ไป-กลับ ประมาณ 3 แสนบาท) แต่มาพักหลัง คนของเณรคำให้ผมนั่งเครื่องไปกับพระด้วย เพื่อสอบถามเรื่องการมี เครื่องบินเจ็ทไว้ใช้เองส่วนตัว ผมก็ให้คำแนะนำไป ในเรื่องของราคา เช่นถ้าเป็นลำใหม่ป้ายแดง เป็นแบบ 7 ที่นั่งแบบนี้ก็ต้องมีประมาณ 500-700 ล้านบาท แต่ถ้าเป็นมือสอง ก็เริ่มต้นที่ 100 กว่าล้าน เณรคำคุยกับผมหลายครั้ง ซึ่งถ้าไม่เป็นบนเครื่อง ก็จะเป็นที่โรงพยาบาลกรุงเทพ
       
       ซึ่งตอนหลังถึงเข้าใจได้ว่า ทำไมต้องโรงพยาบาลกรุงเทพ เพราะ “พระ” เวลามากรุงเทพฯ จะจำวัดตามโรงแรมไม่ได้ เณรคำเลยเปิดโรงพยาบาลนอนจะสะดวกกว่า ผมยืนยันว่าสะดวกกว่าวัดมากจริงๆ ครับ เพราะเณรคำเล่นปิดทั้งชั้น ทุกครั้งที่ผมไปพบจริงๆ ผมว่าคนที่โรงพยาบาลกรุงเทพคงมีเรื่องเมาท์มากกว่าผมเยอะ เพราะการปิดชั้นวีไอพีคงไม่ธรรมดา สังเกตจากพยาบาลที่นั่นจะให้การเคารพเณรคำเป็นพิเศษจริงๆ
       
       ส่วนเรื่องเวลาจะมาจะไปของเณรคำที่ผมเห็นกับตาตัวเอง มักจะมีรถที่ล้อมหน้าล้อมหลังอยู่พอสมควร ที่แน่ๆ คือ เณรคำนั่ง Maybach ซึ่งราคาถ้าเสียภาษีถูกต้องก็ต้องมี 50 ล้านบาทแน่นอน (ผมก็สงสัยว่าทำไมไม่ใช้โรลส์รอยซ์ ถูกกว่าอีก) และจะมีรถที่เณรคำบอกผมว่าเป็นรถสำรองอีก 2 คันเสมอ คือ Benz S500 และ BMW X6 ทั้ง 3 คันเป็นป้ายแดงหมด (หลังๆ ผมสงสัยเอาเองว่ารถคงจดทะเบียนไม่ได้ เพราะอาจจะเป็นประเภทสีเทาๆ) เรื่องการพูดจาของเณรคำ จะเป็นอะไรที่เวลาพูดกับผม ผมประหลาดใจในเกือบทุกเรื่องเช่น เณรคำบอกว่าเรื่องรถที่เห็นยังน้อย ปกติอยู่ที่วัด มีมินิสองคัน คันนึงเปิดประทุน เอาไว้ขับเล่นในวัด และให้คนขับเอาเงินไปเข้าธนาคาร มีเรือยอชท์อีกต่างหาก
       
       ที่ประหลาดสุดๆ คือของในย่ามเณรคำ เพราะผมเป็นคนถือขึ้นเครื่อง “มันหนักมาก” เคยถามเณรคำว่าทำไมหนักจังท่าน เณรคำรีบยกมาที่ตักและเปิดโชว์ผมทันที ผมเห็นกับตาตัวเองจึงเชื่อ เพราะในนั้นมีเงินสดที่เป็นเงินดอลลาร์ ปึกละ 100 ใบอยู่เต็มย่าม และ แต่ละใบเป็นธนบัตรใบละ 100 ดอลลาร์อีกต่างหาก ยังไม่พอ เณรคำบอกว่าที่หนักไม่ใช่เงิน เป็นทองคำแท่งที่ก้นย่ามมากกว่า อันนี้ผมเห็นไม่ชัด ไม่กล้าพูด เพราะทุกสื่งที่ผมพูด “ต้องเป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น” เผื่อเณรคำจะมาฟ้องผมทีหลัง หรือสรยุทธเอาไปออกอากาศ
       
       ยังไม่หมดครับ เณรคำคุยเรื่องซื้อเครื่องบินว่า เราอยากได้ใหม่ๆ เรามีเช็คของแบงค์ใน อเมริกา ว่าแล้วก็หยิบสมุดเช็คขึ้นมาอวด 2 เล่ม เล่มแรกอธิบายให้ผมฟังว่าเล่มนี้เซ็นวงเงินน้อยๆ คนอเมริกันใช้กันเยอะ แต่เล่มที่ 2 นี่สิ เณรคำภูมิใจนำเสนอมาก เพราะเล่มนี้เซ็นได้เป็นหลัก 10 ล้านดอลลาร์ได้เลย แถมพิมพ์ชื่อเณรคำที่เช็คทุกใบด้วย บอกว่าธนาคารในอเมริกาทำพิเศษให้ เพราะเรามีเงินฝากอยู่ที่นั่นเยอะมาก
       
       และแล้ว เรื่องเครื่องบินก็ต้องมาสะดุดเพราะผมเอง เณรคำเลือกเครื่องอยู่หลายรุ่น และดูเหมือนจะเลือกที่ถูกใจได้แล้ว แต่ให้ผมรับปากว่าต้องไปรับเครื่องจากอเมริกาด้วยกัน เพราะอยากจะท่องเที่ยวตอนขากลับด้วย เพราะเครื่องต้องแวะเติมน้ำมันประมาณ 4-5 จุดกว่าจะถึงไทย เณรคำบอกว่าดี วางแผนมาเลยว่าจะแวะที่ไหนดี แถมยังมีให้แวะนอกเส้นทางด้วยเพราะไม่เคยไป และอยากไป ประเด็นที่เณรคำจะกลับกับเครื่องนี่ล่ะครับ ที่ทำให้ผมตัดสินใจหยุดการจัดหาเครื่องให้พระคนนี้ เพราะ มันเป็นฟางเส้นสุดท้ายของผมจริงๆ ตั้งแต่รู้จักเณรคำก็เจอเรื่องแปลกๆ มาเยอะ แต่จะให้อุ้มย่ามหนักๆ และผ่านตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 4-5 ประเทศแทนเณรคำ กัปตัน ปิยะ รับไม่ได้ครับ เกิดมีอะไรผิดกฎหมาย ผมติดคุกที่เมืองนอกหัวโต ไม่ได้กลับมาใช้เงินค่าคอมมิชชันเครื่องบินแน่ ผมเลยปฏิเสธเขาไปด้วยเหตุผลที่ผมไม่พร้อม และจากนั้นผมก็เริ่มห่างจากเณรคำ
       
       ประเด็นที่สำคัญที่สุดอยู่ตรงที่ ผมสงสัยมานานแล้วว่าพระอะไรมีตังค์เยอะแยะขนาดนี้ ดังก็ไม่ดังนะ เพราะถามใครก็ไม่มีใครรู้จักเลย วันนี้คงต้องมาช่วยกันตามหาความจริงกันต่อครับ สุดท้ายสิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดคือ “ผมไม่เคยทำบุญกับเณรคำเลยแม้แต่บาทเดียวครับ” เพราะรับไม่ได้ตั้งแต่แรกพบครับ
       
       ป.ล. คนที่ใส่เสื้อสีขาวนั่นหละครับ ปิยะ เพื่อนผม คนดีศรีอยุธยา หรืออยุธยาไม่สิ้นคนดี ดั่งที่โบราณท่านว่าไว้ คริ คริ”
       
       ลิงก์ข่าวน่าสนใจ ติดตามเพิ่มเติมนานาสาระเกี่ยวกับ “เณรคำ” www.alittlebuddha.com (http://www.alittlebuddha.com)

---------------------------------------------------------
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 07, 2013, 08:38:39 AM
“หลวงปู่พุทธะอิสระ” ยื่นฟ้อง “เณรคำ” แต่งกายเลียนแบบสงฆ์-ฉ้อโกงประชาชน
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม    5 กรกฎาคม 2556 15:12 น.
-http://mgr.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9560000082045-

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000008608201.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000008608202.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000008608207.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000008608210.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000008608211.JPEG)

“หลวงปู่พุทธะอิสระ” พร้อมลูกศิษย์กว่า 100 คนและทนายความยื่นฟ้องศาลอาญา เอาผิด “เณรคำ” แต่งกายเลียนแบบสงฆ์และฉ้อโกงประชาชน ลั่นหวังเจ้าคณะปกครองสงฆ์ฟันเอาผิด “เณรคำ” ยากเพราะถูกครอบไว้หมดด้วยลาภสักการะที่ดูแลกันมานานนับสิบปี!
       

       เมื่อเวลา 13.00 น. วันนี้ (5 ก.ค.) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พระสุวิทย์ ธีรธัมโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม พร้อมด้วยนายพายัพ เฮ้าประมงค์ ทนายความ ได้เดินทางมายื่นฟ้องพระวิระพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ หรือนายวิระพล สุขผล อายุ 34 ปี ประธานสำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ต.บ้านยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ พระภูมินทร์ ภูริปัญโญ พระเลขานุการของหลวงปู่เณรคำ นายสนอง วรอุไร กับพวกที่เป็นลูกศิษย์รวม 9 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายแสดงว่าเป็นพระภิกษุสงฆ์ และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 86, 90-91, 208 และ 343
       
       โจทก์ฟ้องระบุว่า เมื่อประมาณปี 2551-2556 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้ง 9 ร่วมกันหลอกลวงประชาชนจนเป็นเหตุให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากประชาชนจำนวนมาก โดยจำเลยที่ 1 หลอกลวงให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นผู้วิเศษมีญาณชั้นสูงสุดหยั่งรู้อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งจำเลยออกไปแสดงธรรมตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปฏิบัติตามหลักของพระพุทธศาสนาถึงขั้นนิพพาน และอ้างว่าตนเองได้บรรลุธรรมมาตั้งแต่เป็นสามเณรแล้ว ซึ่งได้มีการเผยแพร่ออกสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 อาบัติปาราชิก ขาดจากการเป็นพระสงฆ์ตามหลักพระธรรมวินัยตั้งแต่เวลาดังกล่าวแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิ์แต่งกายหรือเครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นพระภิกษุสงฆ์ ส่วนจำเลยที่ 2-9 ได้กระทำผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำผิดดังกล่าว นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังได้หลอกลวงประชาชนว่าได้รับอนุญาตให้สร้างวัดชื่อ วัดป่าขันติธรรม ต.บ้านยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ และที่เป็นสาขาอีกหลายแห่งทั่วประเทศ ทั้งที่จำเลยยังไม่ได้รับอนุญาตให้ก่อตั้งวัดตามกฎหมาย และจำเลยที่ 1 ยังได้ใช้ภาพของพระสงฆ์และวัดเป็นเครื่องมือในการอ้างก่อสร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งยังไม่ได้ขออนุญาตเช่นเดียวกัน โดยหลอกลวงจนประชาชนหลงเชื่อและนำเงินทองทรัพย์สินมาบริจาคให้กับจำเลยที่ 1 ขณะที่จำเลยที่ 1 นำทรัพย์สินไปแสวงหาความสุขทางโลกและใช้เพื่อการส่วนตัว และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพระเลขานุการคอยช่วยเหลือในการรับทรัพย์สิน จัดคนเข้าพบจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้พำนักอยู่กับจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ปี 2551 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นผู้เคยศึกษาและบวชมาก่อน และเป็นผู้บรรยายธรรมตามสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน ได้ช่วยสนับสนุนจำเลยที่ 1 ด้วยการบอกกล่าวให้ประชาชนมาบริจาคเงิน สำหรับจำเลยที่ 4 ที่เป็นประธานเครือข่ายบ้านวิมุติธรรมได้ทำหน้าที่จัดหาคนมาฟังการหลอกลวงของจำเลยที่ 1 ขณะที่จำเลยที่ 5 เป็นผู้พิมพ์หนังสือที่มีข้อความอวดอุตริมนุสธรรมของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 6-9 ได้จัดตั้งบริษัทขันติธรรมก้าวหน้า จำกัด เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2555 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการตั้งบริษัทโดยใช้ชื่อเดียวกับวัดของจำเลยที่ 1 แต่ไม่ปรากฏว่าประกอบธุรกิจอื่นใดนอกจากเป็นผู้ให้การจัดกิจกรรมต่างๆ ของวัดจำเลยที่ 1
       
       แม้โจทก์จะไม่ได้หลงเชื่อและโอนเงินให้กับจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ถือเป็นผู้เสียหาย เพราะความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนนั้นประชาชนทุกคนย่อมเป็นผู้เสียหาย อีกทั้งการกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกกระทบต่อประชาชนและสังคมไทย องค์กรสงฆ์ที่เป็นองค์กรหลักของชาติ โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายในฐานะพระสงฆ์และในฐานะประชาชนคนหนึ่ง จึงขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาลงโทษพวกจำเลยตามกฎหมาย
       โดยศาลรับคำฟ้องไว้ในสารบบหมายเลขดำ อ.2448/2556 เพื่อพิจารณาและมีคำสั่งต่อไปว่าจะไต่สวนและรับฟ้องหรือไม่
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจำเลยประกอบด้วยพระวิระพล หรือหลวงปู่เณรคำ จำเลยที่ 1 , พระภูมินทร์ จำเลยที่ 2 , นายสนอง จำเลยที่ 3 , นายสุขุม วงประสิทธิ์ จำเลยที่ 4 , นายภันธกานต์ กิ้มทอง จำเลยที่ 5 , นายภัทรเดช โสพรรณพานิชกุล จำเลยที่ 6 , นายวิชัย สุขอำภา จำเลยที่ 7 , นายพลวรรฒน์ สถิตเพียรศิริ จำเลยที่ 8 และนายวิธิเนศวร์ พงศ์เผ่าพูล จำเลยที่ 9
       
       โดยในวันนี้มีศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่พุทธอิสระประมาณ 100 คน ร่วมเดินทางมาให้กำลังใจ โดยก่อนยื่นฟ้องต่อศาล หลวงปู่พุทธะอิสระได้อ่านแถลงการณ์มูลเหตุที่ต้องฟ้องศาลอาญาว่า “สาเหตุที่ต้องนำเรื่องฉาวของผู้ที่มาอาศัยพระพุทธธรรมมากล่าวโทษร้องทุกข์แก่ศาลอาญากลาง เพราะเราสิ้นหวังกับขบวนการตุลาการที่เป็นเจ้าคณะปกครองของนายคำ หรือ อดีตภิกษุวีระพล ฉัตติโก ซึ่งท่านเหล่านั้นมีพฤติกรรมชื่นชอบลาภสักการะที่อดีตภิกษุ วีระพล ฉัตติโก มอบประเคนให้จนเห็นพระธรรมวินัยเป็นเรื่องรอง ดังคำให้สัมภาษณ์ของงเจ้าคณะปกครองบางรูป ว่าพระเลวๆ หากมีคนนับถือมากก็ยังดีกว่าพระดีๆ ที่ไม่มีคนเคารพเลย และเจ้าคณะปกครองแต่ละรูป ต่างล้วนเคยได้รับลาภสักการะจากอดีตภิกษุ วีระพล ฉัตติโก หรือนายคำมานานนับสิบปี เช่นนี้แล้วเราจะหวังความสุจริตยุติธรรมจากตุลาการพวกนี้ได้อย่างไร จึงเป็นที่มาของการต้องมาขอพึ่งความสุจริตยุติธรรมจากศาลอาญากลาง ก็สุดศาลท่านจะเมตตาอนุเคราะห์ต่ออธิกรณ์ของพระพุทธศาสนาอย่างไร อีกทั้งการฟ้องร้องกล่าวโทษครั้งนี้ก็จะได้เป็นบรรทัดฐานของสังคมสืบไปว่าไม่ว่าผู้ใดจะบังอาจใช้นิมิตนามโอ้อวดตัวเองว่าเป็นผู้ทรงญาณ เป็นผู้หมดกิเลส เป็นผู้พ้นอาสวะ เป็นผู้หลุดพ้นจากเครื่องร้อยรัด เป็นผู้พ้นทุกข์ เป็นผู้มีชาติสุดท้าย เป็นผู้จบพรหมจรรย์ เป็นพระอริยเจ้า เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้เข้าถึงนิพพานโดยมิได้มีจริงในตนจะต้องโดนฟ้องร้องกล่าวโทษและจะต้องรับโทษถึงที่สุด ที่พระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมืองกำหนดไว้ เพราะถ้าจะอาศัยหลักธรรมวินัยลงโทษในยุคนี้ ดูจะเป็นไปได้ยากอย่างที่พวกท่านทั้งหลายทราบกันดี” (เราพร้อมที่จะรับต่อทุกสถานการณ์ที่จะตามมาโดยไม่หวาดผวาสะดุ้งกลัว เพราะเราเชื่อว่า ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม) จากหลวงปู่พุทธอิสระ วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ 5 กรกฎาคม 2556)
       
       หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวว่า วันนี้ได้มายื่นฟ้องนายคำ จำเลยที่ 1 ดร.สนอง จำเลยที่ 2 กับพวก ในข้อหาฉ้อโกงหลอกลวงประชนชน การฟ้องครั้งนี้เพื่อเป็นการปกป้องพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นสิ่งที่ตนรักที่สุด เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานแก่บุคคลที่ใช้ผ้าเหลืองหากิน และเป็นการเตือนสติแก่เจ้าคณะปกครองที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งถึงตอนนี้ยังไม่มีใครรับผิดชอบอะไร และโยนกันไปมา ทั้งๆที่ความผิดชัดเจน สาเหตุที่โยนกันไปมาเพราะรถคันหนึ่งกับเงินอีกหลายบาท เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษก็โยนไปให้จังหวัดอุบล เจ้าคณะจังหวัดอุบลก็ปฏิเสธความรับผิดชอบโดยอ้างว่าเจ้าตัวไม่อยู่นจึงไม่รู้ว่าจะไปพึ่งใครเลยต้องมาพึ่งศาล ส่วนข้อหาซ่องโจรขอใช้เวลารวบรวมหลักฐานรวบรวมเอกสารก่อน โดยจะฟ้องนายคำกับพวกอีกประมาณ 20 กว่าคน ที่ร่วมกันสมคบกันสร้างตัวละครอรหอยให้เกิดขึ้น
       
       หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะไปยื่นฟ้องเจ้าคณะปกครองตามลำดับชั้น ตั้งแต่ระดับภาคลงไปยังตำบลต่อศาลปกครอง ฐานบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรงและละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติ โดยตอนนี้กำลังรวบรวมเอกสารและทรัพย์สินของเจ้าคณะปกครองแต่ละรูป ซึ่งเจ้าคณะภาคก็เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า พระชั่วๆถ้ามีคนไหว้ ก็ยังดีกว่าพระดีๆ ถ้ายังพูดอย่างนี้ได้แสดงว่าภาคนั้นก็คงมีแต่พระชั่วๆ พระดีไม่มีเหลือแล้ว จึงต้องหาวิธีจัดการ ไม่เช่นนั้นพวกนี้ก็จะหากินกับศาสนาไม่หยุดจนศาสนาจนเหลือแต่ซากวิญญาณหายหมด ซึ่งจะดำเนินการภายในพรรษานี้
       
       หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวอีกว่า ตามหลักฐานพระวินัยที่กำหนดชัดว่านายคำขาดจากความเป็นพระมาเป็น 10 ปี แต่เจ้าคณะปกครองไม่รับรู้ อีกทั้งยังรับยศถาบรรดาศักดิ์และลาภสักการะรถลาม้าช้างจากเขา ถ้านายคำขาดจากความเป็นพระแล้วแสดงว่าทรัพย์สินตลอด 10 ปี ก็เป็นของโจร และคนที่รับของโจรจะต้องนำไปคืนและมีความผิด จึงไม่มีเจ้าคณะปกครององค์ใดกล้าที่จะทำอะไร เพราะกลัวว่าจะผิดฐานรับของโจรไปด้วยและกลัวว่าจะถูกยึดรถหรือยึดทรัพย์ไปด้วย ส่วนหลักฐานที่ยื่นเสนอต่อศาลนั้นตอนนี้ยังบอกไม่ได้ เพราะยังไม่มั่นใจว่าศาลจะรับหรือไม่ อาจจะยังไม่เข้าข่ายกฎหมายว่าไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง แต่ก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากขบวนการและการกระทำของนายคำพร้อมพวก ทำให้ศาลรู้ว่าพวกตนเดือดร้อนและรู้สึกเป็นทุกข์แทนบุคคลที่ใช้ชื่อนำหน้าตัวเองว่าพุทธบริษัท และคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง เพราะทำให้เกิดภาพเสียหายต่อศาสนาและสังคม พร้อมทั้งขอฝากเตือนไปยังเจ้าคณะปกครองด้วย ซึ่งมีการฉลองพัดยศโดยมีการนำโคโยตี้มาเต้นในวัด เจ้าคณะควรจะตระหนักสำนึกถึงพระธรรมวินัยและประโยชน์ของพระพุทธศาสนา มากกว่ามูลค่าของทรัพย์สินที่ชาวบ้านหรือคนทำผิดยัดเยียดให้ ถ้าเป็นอย่างนี้ศาสนาเราคงไม่เหลืออะไร เพราะว่ามีเรื่องอย่างนี้ตลอด
       
       หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้อยากจะฝากไปถึง ผบ.ตร. ขอให้ช่วยติดตามหาตำรวจยศ ร้อยตำรวจตรี ที่เป็นข่าวซึ่งเป็นตัวกลางที่หาเหยื่อกามบำเรอนายคำ เป็นผู้ประสานงานติดต่อส่งเหยื่อ หาเหยื่อ และจ่ายตังให้เหยื่อ ว่าร้อยตำรวจตรีชื่ออะไร อยู่ในสังกัดไหน ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่แต่กลับรู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิด น่าจะมีโทษอะไรบ้างขอให้ช่วยสืบค้นให้หน่อย เพื่อให้เอาตำรวจไม่มีสำนึกออกมาตีแผ่ให้สังคมรับรู้ และจะต้องถูกดำเนินการคดีทั้งทางอาญาและวินัย ฐานสมรู้ร่วมคิดกับโจร ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และปกปิดความผิดที่เกิดขึ้นก็มีส่วนร่วมเป็นซ่องโจรเหมือนกัน ซึ่งขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อฟ้อง โดยจะต้องถอนยวงคนชั่วที่มาอาศัยศาสนาหากินจนร่ำรวยตามๆกัน จนทำให้ศาสนาเสื่อมโทรมลงอย่างชนิดที่ไม่มีใครออกมารับผิดชอบเลย
       
       "ที่ออกมาปกป้องเพราะเขาใช้ชื่อนำหน้าว่าอรหัน ซึ่งเป็นสถานะสูงสุดในพุทธศาสนา แต่หากอรหันถ้ายังพกหลุยส์ วิตตอง ยังเสพกาม ยังกินเหล้า ปลูกบ้านให้เมีย ช็อปปิ้ง ซึ่งพระสายธรรมยุติจะมีทรัพย์ไม่ได้ มีรถเป็นชื่อตัวเองไม่ได้ การอวดอ้างตัวเองว่าเป็นผู้เคร่งครัดจะมีแก้วแหวนเงินทอง มีรถลาม้าช้างเป็นชื่อตัวเองไม่ได้ ชาวโลกจะมองว่าศาสนาไม่มีอะไรเหลือ การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีความหมายที่จะปกป้องพระอรหัน ให้ดำรงไว้ซึ่งความศักดิสิทธิและเป็นที่ยอมรับของชาวโลก" หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าว
       
       เมื่อถามถึงกรณีที่ลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำกล่าวหาว่าหลวงปู่พุทธะอิสระอิจฉานั้น หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวว่า จำเป็นต้องอิจฉาคนชั่วด้วยหรอ เพราะเขาชั่วมาเป็น 10 ปีแล้ว ได้พูดมาตลอดเป็นเวลา 10 ปี เรื่องนายคำหลอกชาวบ้าน และออกมาพูดมาก่อนที่จะมีเรื่องพวกนี้อีกด้วยซ้ำ ลองไปค้นประวัติได้ว่าเทศเรื่องนายคำมานานมากแล้ว จนชาวบ้านเขาคิดว่าอิจฉาด้วยซ้ำ แต่ไม่จำเป็นต้องไปอิจฉาคนชั่ว เพระว่าหากอิจฉาควรจะอิจฉาคนที่เขาทำดี เราดีน้อยกว่าเขาและเราต้องหาวิธีทำให้ดีมากกว่าเขา นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน
       
       เมื่อถามว่าถ้าหากศาลไม่รับฟ้องจะไปแจ้งความตำรวจหรือไม่ หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวว่า การแจ้งตำรวจเป็นวิถีของคนที่ช่วยทำกันอยู่แล้วของคนที่รักศาสนา แต่สิ่งที่ทำในวันนี้เพื่อจะชี้ให้เห็นถึงว่าไม่เพียงแค่ให้เอาคนผิดมาลงโทษ แต่ต้องการให้มีหลักประกันของพระธรรมวินัยในยี่ห้อว่าอรหันผู้หมดกิเลส ผู้สิ้นอาสวะ และพระพุทธศาสนา ต่อไปใครจะใช้สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ถ้าคิดจะหลอกลวงต้องติดคุก หรือคำพิพากษาของศาลว่าอย่างไรก็จะต้องเป็นไปอย่างนั้น เพื่อไม่ให้มีคนมาใช้ยี่ห้ออรหันมาหากิน จึงต้องพึ่งอำนาจของศาลยุติธรรม เพราะจะหวังพึ่งตุลาการฝ่ายสงฆ์คงพึ่งไม่ได้

----------------------------------------------------------------------------------

หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ท้าเหาะแข่งเครื่องบินเจ็ท คลิปลับ ๑

หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ท้าเหาะแข่งเครื่องบินเจ็ท คลิปลับ ๑ (http://www.youtube.com/watch?v=RYlfF9DIIW0#ws)

หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ท้าเหาะแข่งเครื่องบินเจ็ท คลิปลับ ๑ (http://www.youtube.com/watch?v=RYlfF9DIIW0#ws)

-http://www.youtube.com/watch?v=RYlfF9DIIW0-


.------------------------------------------------------------------------


'หลวงปู่พุทธะอิสระ' แฉ! "เณรคำ"มาร เตือนหญิงอ้างแม่บุญธรรม อย่าให้ปล้นศาสนา1
-http://www.youtube.com/watch?v=jmUtNVn8ogk-

'หลวงปู่พุทธะอิสระ' แฉ! "เณรคำ"มาร เตือนหญิงอ้างแม่บุญธรรม อย่าให้ปล้นศาสนา1 (http://www.youtube.com/watch?v=jmUtNVn8ogk#ws)

'หลวงปู่พุทธะอิสระ' แฉ! "เณรคำ"มาร เตือนหญิงอ้างแม่บุญธรรม อย่าให้ปล้นศาสนา1 (http://www.youtube.com/watch?v=jmUtNVn8ogk#ws)


.------------------------------------------------------------------------

พระมหาจรรยา วิเคราะห์กรณี'เณรคำ'
-http://www.youtube.com/watch?v=_-zF_1B3IN4-

พระมหาจรรยา วิเคราะห์กรณี'เณรคำ' (http://www.youtube.com/watch?v=_-zF_1B3IN4#ws)

พระมหาจรรยา วิเคราะห์กรณี'เณรคำ' (http://www.youtube.com/watch?v=_-zF_1B3IN4#ws)


---------------------------------------------------------------------------

หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก อวดอุตริมนุสธรรมจริงหรือ ท้าพิสูจน์ 1
-http://www.youtube.com/watch?v=1L0rKLU1YJc-

หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก อวดอุตริมนุสธรรมจริงหรือ ท้าพิสูจน์ 1 (http://www.youtube.com/watch?v=1L0rKLU1YJc#ws)

หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก อวดอุตริมนุสธรรมจริงหรือ ท้าพิสูจน์ 1 (http://www.youtube.com/watch?v=1L0rKLU1YJc#ws)


.
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 07, 2013, 09:04:52 AM
มติเบื้องต้นขับหลวงปู่เณรคำออกวัดใต้ฯสำนักพุทธฯชี้เป็นแนวทางที่เหมาะสม
วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม 2556 เวลา 17:43 น.
-http://www.dailynews.co.th/education/217235-


(http://www.dailynews.co.th/sites/default/files/imagecache/620x245/cover/217235.jpg)

เจ้าคณะจังหวัดอุบลฯเผย กรรมการ ฟันธง ขับหลวงปู่เณรคำออกจากสังกัดวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ แต่ยังต้องรอกรรมการชุดใหญ่ชี้ขาดประกาศผล 9 ก.ค.นี้ แต่คาดยืนยันตามมติ ด้านสำนักพุทธฯหนุนแนวทางขับออกจากวัด ระบุเปิดโอกาสให้ชี้แจงแล้วแต่ไม่ยอมมา

จากการที่พระราชธรรมโกศล (สวัสดิ์) เจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาว่า จะขับหลวงปู่เณรคำออกจากสังกัดวัดหรือไม่ โดยมีการประชุมภายในวันที่ 6 ก.ค.นี้ ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อช่วงเย็นวันที่ 6 ก.ค. พระราชธรรมโกศล เปิดเผยว่า เบื้องต้นคณะกรรมการได้สอบประวัติความเป็นมาของหลวงปู่เณรคำ และได้ข้อสรุปว่า ได้บวช มีอุปัชฌาย์จริง เข้ามาขอสังกัดวัดใต้ฯจริง แต่ไปจำวัดที่สำนักสงฆ์ป่าขันติธรรมตั้งแต่ปี 2549 ส่วนการขับออกจากวัดนั้น คณะกรรมการ เห็นว่าควรขับออกจากวัด เนื่องจากเห็นว่าไม่อยู่ที่วัดเป็นหลักแหล่ง  เพราะพระเณรจะอยู่ที่วัดใดก็ตาม จะต้องบอกลาไปได้เพียง 7 วันถึง 1 เดือน เว้นแต่เจ็บป่วย แต่หลวงปู่เณรคำไปตลอด โดยไม่ได้อยู่ในโอวาทและขาดการติดต่อ แต่คณะกรรมการชุดนี้ก็ยังไม่มีอำนาจตัดสินใจ โดยจะส่งผลสรุปมติไปให้ คณะกรรมการชุดใหญ่ที่มีตนเป็นประธานได้พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งในเบื้องต้นก็อาจจะยืนยันตามความเห็นของคณะกรรมการแต่ก็จะดูว่า หากขับออกจากวัดควรจะขับออกวันไหนและภายในกี่วัน โดยคาดว่าจะดำเนินการเสร็จและประกาศได้ไม่เกินวันที่ 9 ก.ค.นี้

นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ตนได้รับทราบในเบื้องต้นเกี่ยวกับผลการพิจารณาของคณะกรรมการที่ พระราชธรรมโกศล(สวัสดิ์) เจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีตั้งขึ้น เกี่ยวกับการขับหลวงปู่เณรคำออกจากสังกัดวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อแล้ว ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า ให้ขับหลวงปู่เณรคำออกจากสังกัดวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ โดยคณะกรรมการกำลังสรุปผล เพื่อส่งให้คณะกรรมการชุดใหญ่ ที่มีพระราชธรรมโกศล เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี พิจารณาอีกครั้งว่า จะกำหนดเวลาให้ขับออกจากวัดภายในวันไหน ซึ่งในส่วนของพศ.เห็นว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม หากคณะกรรมการพิจารณาว่า ควรขับหลวงปู่เณรคำออกจากสังกัดวัด เนื่องจากทุกฝ่ายได้ให้โอกาสหลวงปู่เณรคำเข้ามาชี้แจงข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ก็ไม่ยอมมาให้ข้อมูลแต่อย่างใด จากนี้ไปก็เป็นกระบวนการของเจ้าคณะปกครอง และกระบวนการทางกฎหมายบ้านเมืองต่อไป.
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 07, 2013, 09:32:28 AM
เปิดปูม 2 เจ้าอาวาสฉาว กกสีกา-อนาจารหนุ่ม ลุยจับสึกพ้นผ้าเหลือง
อนงค์ วงศ์ช่วย พฤตินัย มั่งสวัสดิ์ วัฒนชัย จำนงทอง เรื่อง/ภาพ
-http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNM016QXlPVE0yTVE9PQ==&sectionid=-

(http://www.khaosod.co.th/view_resizing_images.php?filename=online/2013/07/13730293611373029377l.jpg&width=260&height=260)

เรื่องราวฉาวโฉ่ในวงการผ้าเหลือง ปรากฏเป็นข่าวอยู่ทุกวี่วัน

ตั้งแต่ พระดังระดับชาติ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความเหมาะสมต่อวัตรปฏิบัติต่างๆ นานา จนลุกลามบานปลายไปถึงบัญชีเงินบริจาค ที่รอพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏ

หรือแม้กระทั่งพระระดับเจ้าอาวาส ในระดับภูมิภาคต่างๆ ก็ขยันสร้างข่าวฉาว ทำเรื่องเสื่อมเสียให้เกิดขึ้นอยู่ บ่อยครั้ง

คราวนี้เกิดขึ้นถึง 2 ครั้งซ้อนๆ ทั้งเรื่องอนาจารเด็กหนุ่ม และพาสีกามาร่วมหลับนอน

สุดท้ายถูกจับสึกเพื่อมิให้ศาสนามัวหมอง

ราย แรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่จ.อุดรธานี เมื่อตำรวจชุดสืบสวนพิรุณเมืองอุดรธานี บุกเข้าค้นกุฏิเจ้าอาวาสวัดป่าศรีศรัทธาธรรม ต.นิคมสงเคราะห์ อ.เมือง จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นการขยายผลจากการจับกุมวัยรุ่นวัย 17 ปี พร้อมปืนลูกซอง ในข้อหายาเสพติด

เมื่อสอบสวนหนักเข้าก็สารภาพว่าพระเงิน ปัญญาวุฑโฒ เจ้าอาวาส มอบให้ศิษย์คนสนิทไว้ป้องกันตัว

เมื่อ เข้าไปถึงกุฏิดังกล่าวก็ถึงกับตะลึง เมื่อภาพที่ปรากฏเป็นอาวุธปืน อื้อซ่า ทั้งลูกซองยาว ลูกซองสั้น ปืนพก .38 ปืนเอ็ม 16 แบบบีบีกัน พร้อมกระสุนอีกนับสิบ เรียกได้ว่าเป็นคลังแสงย่อมๆ เลยทีเดียว

เมื่อ ตรวจสอบเพิ่มเติม สิ่งที่พบทำให้เจ้าหน้าที่ถึงกับอึ้ง เมื่อเจอซีดีลามกอนาจารกองเต็มห้อง มิหนำซ้ำยังเป็นหนังลามกระหว่างชายกับชาย อีกด้วย!!!

เมื่อเช็กจากโทรศัพท์มือถือ ก็พบคลิปในลักษณะดังกล่าวอยู่เต็มไปหมด

เจ้า หน้าที่จึงนำตัวพระเงิน เจ้าอาวาสวัดดังกล่าวมาสอบสวนหาข้อเท็จจริง จนได้ความว่า พระเงิน เคยเป็นตำรวจบ้านมาก่อนที่จะมาบวช จนได้เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าศรีศรัทธาธรรม

โดยพระเงินมีชื่อเสียงใน เรื่องการสักยันต์ คงกระพันชาตรี ทำให้หนุ่มๆ ในหมู่บ้านต่างพากันมาให้พระเงินสักให้ โดยเจ้าอาวาสคิดค่าสักเป็นการทำอนาจารกันภายในกุฏิ ทำให้มีเด็กวัยรุ่นจำนวนมากชอบ มามั่วสุมอยู่ในกุฏิ

"ปืนลูกซอง ในกุฏิเป็นของพ่ออาตมา ส่วนปืนกระบอกอื่นๆ ก็มีคนนำมาขายเลยซื้อไว้ กระบอกละ 6-8 พันบาท ส่วน ซีดีโป๊ ก็มีคนเอามาขายแผ่นละ 100 บาท จึงซื้อไว้ดูกับลูกศิษย์ในกุฏิ" พระเงินกล่าว

เจ้าหน้าที่จึงนำตัวไป สึกที่วัดโพธิสมภรณ์ สำนักงาน เจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี พระอารามหลวงฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ก่อนดำเนินคดีในข้อหาทั้งมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน มีวีซีดี สื่อลามก ไว้ในครอบครอง

สำหรับคดีอนาจาร เตรียมดำเนินคดีหลังจากที่ผู้เสียหายเข้าแจ้งความ

ส่วน อีกรายเกิดเหตุขึ้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 2 ก.ค. เมื่อ พ.ต.ต.ธีระภัทร ปิยะถาวร สว.ป้องกันปราบปราม สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ออกปฏิบัติหน้าที่ตรวจค้นห้องพักเลขที่ 207 กรีนฟอเรสต์รีสอร์ต ในซอย 27 ถนนเพชรเกษม เขตเทศบาลนครหาดใหญ่

เมื่อเข้าตรวจค้นถึงกับผงะ เมื่อเจอพระสงฆ์นอนเปลือยกายกกอยู่กับหญิงสาว บนเตียงมีจีวร สบง และเสื้อผ้าของหญิงสาววางกองอยู่ระเกะระกะ

จึงให้ใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วนำไปส่งที่วัดหงส์ประดิษฐาราม มอบให้พระครูวรคณานุกูล เจ้าคณะอำเภอหาดใหญ่ สอบสวนข้อเท็จจริง

สอบ ถามเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นพระภิกษุสงฆ์จริง และเป็นถึงระดับพระครู ชื่อ พระครูนิคมวรธรรม เจ้าอาวาสวัดควนธรรมนิคม ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ส่วนฝ่ายหญิงชื่อ น.ส. ปัณฑิตา พรมเสริญ อายุ 39 ปี ชาวต.คลองหลัง อ.นาหม่อม จ.สงขลา

"ยอมรับว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้ สาวกับน.ส.ปัณฑิตาจริง ซึ่งรู้จักกันมานานแล้ว พอได้โอกาสก็ให้ลูกศิษย์ไปเปิดห้องพักของรีสอร์ตไว้ 2 ห้อง สำหรับอาตมาห้องหนึ่ง ลูกศิษย์อีกห้องหนึ่ง แล้วนัดแนะให้น.ส.ปัณฑิตามาหา" พระครูนิคมวรธรรมกล่าว

หลังจากรับสารภาพจึงนำตัวจับสึกให้ขาดจากความเป็นพระ ไม่ให้พระพุทธศาสนาต้องมัวหมอง

แม้เรื่องเสื่อมเสียพวกนี้เกิดจากพระภิกษุที่บวชเรียนในศาสนาพุทธ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าศาสนาพุทธ จะต้องแปดเปื้อนไปเพราะพฤติกรรมของคนพวกนี้ไปด้วยทั้งหมด

หากยังคำนึงถึงพุทธโอวาท คำสั่งสอนที่พระพุทธองค์มีไว้ และหมั่นศึกษาให้ท่องแท้แล้ว

ศาสนาพุทธก็ยังดำรงอยู่อย่างไม่เสื่อมคลายแน่นอน

----------------------------------------------------

ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก อ้าง ไม่เคยใช้คำว่ามหาวิทยาลัย
-http://education.kapook.com/view66030.html-

(http://img.kapook.com/u/patcharin/Education/wr.jpg)



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ไทยพีบีเอส

          ดีเอสไอเรียกตัว นายเรวัตร์ ชาตรีวิศิษฏ์ สอบปากคำกรณี มหาวิทยาลัยสันติภาพโลกในประเทศไทย ขณะเจ้าตัวอ้าง แยกตัวมาตั้ง ม.สันติภาพโลก 2 เองแล้ว ยันไม่เคยใช้คำว่ามหาวิทยาลัย ด้าน กกอ. แนะคนนำปริญญาไปใช้รีบแก้ไข หากตรวจสอบพบย้อนหลังจะมีความผิด

          วานนี้ (5 กรกฎาคม 2556) ดีเอสไอเรียกตัว นายเรวัตร์ ชาตรีวิศิษฏ์ ในนามผู้ร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกในประเทศไทย กับ นายสวัสดิ์ บันเทิงสุข โดยมี พ.ต.ท.ศักกพล สุขปาน หัวหน้าสำนักสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีการมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก และการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัย เป็นผู้สอบปากคำ

          โดย พ.ต.ท.ศักกพล เผยว่า นายเรวัตร์ ได้ขอพบพนักงานสอบสวนเพื่อชี้แจงและยืนยันว่า ได้พ้นวาระการเป็นนายกสภาและแยกตัวออกจากการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกที่มี นายสวัสดิ์ เป็นอธิการบดี ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2556 แล้ว หลังจากที่พบว่า นายสวัสดิ์ ได้ปรับเปลี่ยนใบประกาศวุฒิการศึกษา (ป.เอก) จากภาษาอังกฤษที่ตามแบบมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกในปากีสถานมาเป็นภาษาไทย และ นายเรวัตร์ จึงได้ไปตั้ง ม.สันติภาพโลก สาขา 2 กับ นายศุภณัฐ ดอนจันทร์ เอง

          และ พ.ต.ท.ศักกพล ยังได้กล่าวต่อว่า พนักงานสอบสวนจะต้องสอบปากคำผู้ร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกทั้งหมด โดยบ่ายวันนี้ (6 กรกฎาคม) จะเรียก นางประภาจิตร์ สว่างวัฒนา นายทะเบียนที่อ้างว่าเป็นผู้แทนประสานงานกับ มหาวิทยาลัยสันติภาพโลกที่ปากีสถานมาให้ข้อมูลด้วย โดยมีประเด็นความผิดที่จะสอบสวน 3 ข้อหา คือ

          1.การตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนผิดกฎหมาย

          2.ฉ้อโกงประชาชน

          3. ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในการลงข้อความโฆษณาให้ประชาชนหลงเชื่อว่า มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก มีศักดิ์และสิทธิเทียบเท่ามหาวิทยาลัยเอกชน รวมถึงมีการเก็บเงินในการมอบปริญญาฯ และการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการมอบใบประกาศวุฒิการศึกษา (ป.เอก) ให้ผู้มีชื่อเสียง

          ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนจะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องต่อไป

          ขณะที่ นายเรวัตร์ ได้ออกมาแย้งว่าที่ผ่านมาตนไม่เคยใช้คำว่า “มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก” แต่ใช่คำว่า “World Peace University: WPU” ส่วนที่ระบุว่ามีการใช้เงินซื้อใบปริญญาฯ ได้นั้น ไม่เป็นความจริง แต่เพียงเป็นการรับบริจาค ซึ่งเป็นระบบที่มหาวิทยาลัยในระบบ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ก็รับบริจาคเพื่อมอบปริญญาฯ เหมือนกัน พร้อมยืนยันในเจตนารมณ์ การตั้ง WPU เพื่อเป็นมหาวิทยาลัยมอบรางวัลให้กับคนที่ทำความดี หรือผู้นำชาวบ้าน ส่วนการจดทะเบียนเป็นโรงเรียนอนุบาลนั้น เป็นการดำเนินงานของ นายสวัสดิ์ และยังต้อข้อสังเกตว่า หาก WPU มอบเสื้อครุย ทางโรงเรียนอนุบาลก็มีการมอบครุยให้กับเด็กอนุบาลเช่นกัน แล้วทำไมไม่มีความผิด

          อย่างไรก็ตาม ทางด้าน รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ชี้แจงว่า การที่ มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ระบุว่าไม่เคยใช้ชื่อมหาวิทยาลัย ใช้แต่ University แทนนั้น เป็นการเลี่ยงบาลี ทั้งที่ครั้งแรกก็ใช้มหาวิทยาลัย และทำให้ผู้รับปริญญาเข้าใจว่าถูกต้อง ดังนั้น ผู้รับปริญญาสามารถไปเรียกร้องค่าใช้จ่ายคืนได้ และใครที่นำปริญญานี้ไปใช้ในส่วนราชการแล้วก็ให้รีบไปแก้ไขกับหน่วยราชการเสีย ไม่เช่นนั้นหากตรวจสอบย้อนหลังพบจะมีความผิดได้

          และสำหรับบุคคลในวงการที่ถูกชักชวนหรือแนะนำให้ได้รับปริญญา ทั้งที่เสียเงินหรือไม่เสียเงินนั้น ปัญหาที่ต้องดำเนินการขณะนี้คือใครที่อยู่ในกระบวนการต้องรับผิดชอบ ถ้ามหาวิทยาลัยสันติภาพโลกมอบเกียรติบัตรให้เป็นการยกย่อง ไม่ได้มอบปริญญาบัตรก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น เนื่องจากการมอบปริญญาต้องผ่านความเห็นชอบจาก สกอ.ทั้งสิ้น ส่วนการมอบ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์กิตติคุณ หรือศาสตราจารย์ภิธาน ใช้ได้เฉพาะในมหาวิทยาลัยที่แต่งตั้งให้เท่านั้น




อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก (http://www.mcot.net/site/content?id=51d684c9150ba08405000117#.UdeTKDueODo) (http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/education/20130705/515501/%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%A1.%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%AD.html)
-http://www.mcot.net/site/content?id=51d684c9150ba08405000117#.Udi-aG0h-AJ-
-http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/education/20130705/515501/%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%A1.%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%AD.html-

---------------------------------------------------------------------------


ม.สันติภาพรับแล้ว-ตุ๋นแจก'ปริญญา-ดร.'
-http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdOREEzTURjMU5nPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBeE15MHdOeTB3Tnc9PQ==-

ดีเอสไอ ลุยสอบ! 1,200คน จ่อหมาย 'อธิการ'


ม.สันติภาพโลกรับแล้ว มอบปริญญาอุปโลกน์-หวังตุ๋นหลอกลวงดีเอสไอเตรียมกันเป็นพยาน ส่งจนท.คุ้มกันเข้ม เล็งเรียกผู้เกี่ยวข้องสอบกราวรูด 1,200 คนเริ่มสัปดาห์หน้า เน้นคนมีชื่อเสียงก่อน แถมเช็กเส้นทางการเงินซ้ำ แล้วบินขึ้นเชียงใหม่สอบพยานอีก 10 ปาก ก่อนเล็งออกหมายจับอธิการบดี ชี้ชัดลูกศิษย์เณรคำนำปริญญาไปสมัครผู้ว่าฯกทม.ส่อผิดกฎหมาย โดนข้อหายื่นเอกสารเท็จ 'ฟอร์ด' สบชัย-'เปี๊ยก' อรัญญา ปัดไม่รู้เรื่องว่าไม่ถูกต้อง



จากกรณีสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ตรวจสอบการจัดตั้งม.สันติภาพโลก เนื่องจากก่อตั้งโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่สำคัญมีพฤติกรรมเข้าข่ายหลอกลวงประชาชน พระสงฆ์และดารานักแสดงหลายราย เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ในการเข้ารับปริญญาและตำแหน่งทางวิชาการ ก่อนดีเอสไอเตรียมเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวน ตามที่เคยเสนอข่าวไปนั้น



ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 6 ก.ค. พ.ต.ท. ศักกพล สุขปาน หัวหน้าสำนักสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย ดีเอสไอ กล่าวว่า จากการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง 3 รายเมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ประกอบด้วย นายเรวัตร์ ชาตรีวิศิษฏ์ ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งม.สันติภาพโลกในประเทศไทย นางประไพจิตร สว่างเนตร นายทะเบียน ที่อ้างเป็นผู้แทนประสานงาน กับม.สันติภาพโลกที่ประเทศปากีสถาน และนายสมัย เหมันต์ ผู้ดูแลระบบเทคโนโลยี ทั้งหมดให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี โดยยอมรับว่าการมอบปริญญาเป็นการอุปโลกน์ขึ้น และไม่ได้ระบุให้ผู้รับทราบว่าปริญญา ดังกล่าวไม่สามารถนำไปรับรองวุฒิการศึกษาเพิ่มขึ้นได้ ทำให้เกิดปัญหาว่าบางรายนำใบปริญญาไปขอปรับวุฒิการศึกษาหรืออ้างลงสมัครรับเลือกตั้งต่างๆ ซึ่งในส่วนของนายสมัยขอแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเบื้องหลัง ที่มาที่ไปของการจัดตั้งม.สันติภาพโลกกับการขอให้กันไว้เป็นพยาน ซึ่งดีเอสไอได้ประสานให้สำนักคุ้มครองพยานเข้ามาดูแลความปลอดภัยแล้ว



พ.ต.ท.ศักกพลกล่าวอีกว่า ในสัปดาห์หน้าจะทยอยเรียกบุคคลที่ได้รับใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยดังกล่าวเข้ามาให้ปากคำ เบื้องต้นทราบว่ามีจำนวนกว่า 1,200 คน โดยจะเรียกกลุ่มบุคคลที่มีชื่อเสียงก่อน จากนั้นในวันที่ 15 ก.ค. จะนำพนักงานสอบสวนลงพื้นที่จ.เชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อสอบปากคำพยานอีกกว่า 10 ปาก เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ขณะเดียวกันจะเร่งรวบรวมหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับนายสวัสดิ์ บรรเทิงสุข อธิการบดีม.สันติภาพโลก ซึ่งถือเป็นตัวการใหญ่ในการจัดตั้งและดำเนินการ โดยล่าสุดยังไม่ติดต่อเข้าพบพนักงานสอบสวน ส่วนนายสุขุม วงษ์ประสิทธิ์ ลูกศิษย์ของหลวงปู่เณรคำ ที่อ้างได้รับปริญญาจากมหา วิทยาลัยดังกล่าว และนำไปอ้างใช้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.นั้น ได้ประสานข้อมูลกับกกต.แล้ว พบว่านำไปใช้อ้างจริง จึงเตรียมแจ้งความดำเนินคดีฐานใช้เอกสารปลอมลงสมัครลงเลือกตั้ง



พ.ต.ท.ศักกพลกล่าวอีกว่า ม.สันติภาพโลกก่อตั้งขึ้น 3 สาขา โดยสาขาที่ 3 อยู่ระหว่างดำเนินการขอจัดตั้ง ส่วนสาขา 2 ตั้งอยู่ที่จ.ขอนแก่น โดยมีนายเรวัตร์เป็นผู้จัดตั้ง พนักงานสอบสวนพบว่ามีการเปิดเป็นมูลนิธิศรัทธา ด้วยการอ้างว่าเป็นมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือสังคมและผู้ยากไร้ ดังนั้นดีเอสไอจะเข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงินเกี่ยวกับการรับบริจาคทั้งหมดว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาคดีด้วย



ด้านนายสวัสดิ์ บรรเทิงสุข เปิดเผยว่า พร้อมเข้าให้ถ้อยคำกับดีเอสไอ และพร้อมใช้ความจริงเข้าสู้ ด้วยการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทุกอย่าง ซึ่งตอนนี้ม.สันติภาพโลกมีทั้งสิ้น 3 สาขา โดยเจ้าหน้าที่ควรตรวจสอบให้ครบทั้งหมด รวมถึงผู้เกี่ยวข้องด้วย ส่วนที่มีการ กล่าวหาว่าไปหลอกลวหรือฉ้อโกง ก็ต้องไปต่อสู้ชั้นศาล อีกทั้งที่ผ่านมาเคยแจกปริญญาทั้งพระและชาวเขาที่มีความรู้เรื่องสันติภาพด้วย โดยเก็บค่าใช้จ่ายเฉพาะใช้ซื้อเสื้อครุยและ ใบประกาศ ซึ่งในส่วนของพระและชาวเขาเหมารวม 7,000 บาท จากบุคคลทั่วไปอยู่ที่ 15,000 บาท



วันเดียวกัน นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขา ธิการกกอ. กล่าวว่า สกอ.ดำเนินการตรวจสอบม.สันติภาพโลกตามข้อมูลในเว็บไซต์ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาแล้ว หลังรับแจ้งมีการจ่ายเงินประมาณ 50,000-300,000 บาท เพื่อแลกกับการเข้ารับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ซึ่งพบว่ามีภาพบุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลายวงการเข้ารับปริญญาจากมหาวิทยา ลัยดังกล่าว โดยขณะนี้ดีเอสไอได้สอบปากคำ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ในส่วนของสกอ.ทำได้เพียงรอเท่านั้น



นพ.กำจรกล่าวต่อว่า สำหรับผู้เข้ารับปริญญาดังกล่าวถือว่าไม่มีศักดิ์และสิทธิ์ แห่งปริญญา ไม่สามารถนำไปใช้สมัครเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย หรือสอบเข้ารับราชการได้ ดังนั้นขอให้ผู้เสียหายกว่า 1,000 ราย ไปแจ้งหน่วยงานต้นสังกัดว่าเกิดการหลงผิดและไม่ทราบข้อเท็จจริง โดยขอให้แก้ไขวุฒิการศึกษาให้ถูกต้อง เพราะหากต้นสังกัดตรวจสอบพบภายหลังสามารลงโทษทางวินัยได้ รวมทั้งอาจเข้าแจ้งความ เพื่อดำเนินคดีได้เช่นกัน ขณะเดียวกัน สกอ. จะเข้าไปให้คำปรึกษาและคำแนะนำกับผู้เสียหายด้วย ทั้งนี้ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อการนำชื่อของมหาวิทยาลัยไปโฆษณาแล้วให้จ่ายเงิน เพื่อให้ได้ปริญญามา เพราะถือเป็นการฉ้อโกงประชาชน



ด้านนายวีระ ยี่แพร ผอ.กต.กทม. กล่าวถึงกรณีนายสุขุม วงษ์ประสิทธิ์ ผู้สมัครหมายเลข 19 สังกัดพรรคยางพาราไท นำใบปริญญาของ ม.สันติภาพโลกมาสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ว่าในเรื่องนี้นางนินนาท ชลิตานนท์ ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผอ.กกต.ทถ.กทม. เป็นผู้รับสมัครและตรวจสอบคุณสมบัติ ก่อนส่งมายังกกต.กทม. เพื่อส่งต่อให้กกต. ประกาศรายชื่อผู้สมัครที่มีสิทธิรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯกทม. ซึ่งขณะนี้ชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ดีเอสไอแล้ว พร้อมทั้งมอบหลักฐานการสมัครของนายสุขุมให้ตรวจสอบด้วย อย่างไรก็ตามถึงไม่มีผู้ร้องในกรณีนี้ แต่ตรวจสอบพบเป็นความผิดจริง ดีเอสไอสามารถดำเนินคดีอาญาต่อนางนินนาท ในข้อหาให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานการเลือกตั้งได้



ขณะที่นางนินนาทกล่าวว่า ขอตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้งในวันที่ 8 ก.ค.นี้ โดยจะตรวจสอบว่าม.สันติภาพโลกได้รับอนุญาตจากสกอ.หรือไม่ ซึ่งขณะตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร ก็ไม่มีหน่วยงานใดประกาศว่าม.สันติภาพโลก ไม่ได้รับอนุญาตจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันเมื่อตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร สำนักปกครองและทะเบียน กทม. ยังเชิญผู้มีความรู้จากกระทรวงศึกษาธิการมาช่วยตรวจสอบวุฒิการศึกษาด้วย รวมทั้งผู้สมัครก็ได้รับรองว่าเอกสารและหลักฐานต่างๆ ที่นำมาสมัครถูกต้องทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีกฎหมายข้อหนึ่งระบุว่าถ้า ผู้สมัครรู้อยู่แล้วว่าเป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติและไม่มีสิทธิเข้ารับสมัคร แต่ยังมาสมัครก็ถือว่าผิด ซึ่งหากดำเนินคดีอาญากับตน ก็จะแจ้งความเอาผิดกับนายสุขุมเช่นกัน



สำหรับดารานักแสดงและบุคคลที่มี ชื่อเสียงที่เคยรับปริญญากิตติมศักดิ์จาก ม.สันติภาพโลก โดย 'ฟอร์ด' สบชัย ไกรยูรเสน นักร้องหนุ่มเผยว่า เคยเข้ารับปริญญาเมื่อจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้เมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมหาวิทยาลัยโทรศัพท์มาแจ้งว่า จะมอบปริญญาบัตรให้ในสาขาเพอร์ฟอร์แมนซ์อาร์ต โดยกำหนดวันและเวลาไปรับ ซึ่งตอนแรกก็งงอยู่ว่ามอบให้เพราะอะไร ก่อนได้รับคำตอบว่าเป็นผู้สร้างผลงานเป็นคุณประโยชน์ และเป็นครูถ่ายทอดงานทางดนตรี จึงเห็นว่าเมื่อให้เกียรติมาก็ไม่อยากปฏิเสธ เลยไปรับในย่านลาดพร้าว โดยเป็นห้องประชุมเหมือนอยู่ในบริษัท ซึ่งมีผู้มารับปปริญญาประมาณ 150 คน



"เรื่องนี้ผมไม่รู้มาก่อนจริงๆ ว่าเป็นอย่างไง คิดแต่เพียงว่าเขามอบให้เราก็ไปรับ ไม่ได้ตรวจสอบ พอมาเจอแบบนี้เข้าเลยไม่รู้จะทำอย่างไง ส่วนเรื่องว่าถ้าดีเอสไอเรียกเข้าไปให้ข้อมูล ผมก็คงจะมีให้เท่านี้ เพราะไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านี้" นักร้องหนุ่มกล่าว



ด้านนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง 'เปี๊ยก' อรัญญา นามวงศ์ ซึ่งเป็นหนึ่งที่เข้ารับปริญญา กล่าวว่า ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะไปรับ ไม่ได้เห่อกับรางวัลแบบนี้ เพราะที่ผ่านมาจะทำงานเพื่อสังคมอะไรต่างๆ มากมาย แต่ไม่ได้คิดว่าจะต้องทำเพื่อให้คนมาให้อะไร อีกอย่างยังไปไหนมาไหนไม่สะดวกนัก จึงไม่อยากจะไปไหน แต่มีคนที่ได้รับด้วยกันชวนไปและมีคนมาช่วยพาไปเลยไปรับ ตอนที่ไปรับปริญญายังคุยกันเล่นๆ อยู่เลยว่าคงไม่เป็นอย่างข่าวที่เขาเคยออกเมื่อหลายปีว่า มาหลอกให้ปริญญาบัตรกัน หลังจากที่รับเสร็จก็กลับบ้าน วันนั้นสามีและลูกก็ไม่ได้ไปด้วย เพราะติดงาน เลยไปรับแค่เพื่อนกับน้องๆ 2-3 คน จนมาเห็นข่าวที่เกิดขึ้น



"ถ้าหากดีเอสไอเรียกไปสอบสวน ก็คงจะไม่ไป ขอให้ไปเรียกคนอื่นเถอะ เพราะเดินทางไม่สะดวก ต้องมีคนช่วยพยุง ยืนนานก็ไม่ได้ วันนั้นอีกอย่างที่เราต้องไปรับก็เพราะคิดว่าถ้าไม่ไปก็เหมือนไม่ให้เกียรติกับงาน เพราะเขาอุตส่าห์เชิญมา ก็ไม่คิดว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้" อรัญญากล่าว



.
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 07, 2013, 09:45:02 AM
สีกาลุยแฉเณรคำ พาชี้ 5จุด ที่เคยเป็นรังรัก

ทั้งกุฏิ-บ้านเช่า 'ธาริต'สั่งตรวจ ดีเอ็นเอทุกฝ่าย พิสูจน์พ่อแม่ลูก ฮึ่มเอาผิดเพิ่ม! คดีพรากผู้เยาว์

-http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNVEEzTURjMU5nPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBeE15MHdOeTB3Tnc9PQ==-

(http://www.khaosod.co.th/view_resizing_images.php?filename=news-photo/khaosod/2013/07/p0101070756p1.jpg&width=360&height=360)

นำพิสูจน์ - สีกา"หญิง" นำเจ้าหน้าที่ดีเอสไอชี้ที่บ้านเช่าใน อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี อ้างเป็นบ้านที่หลวงปู่เณรคำเคยพามาเช่าอาศัยอยู่ด้วยกัน ในช่วง ตั้งครรภ์และมีความสัมพันธ์กัน เมื่อ 6 ก.ค.




'ดีเอสไอ' พาสีกา ชี้จุด อ้างมีสัมพันธ์ 'เณรคำ' ทั้งกุฏิในป่าช้า วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ บ้านเช่าในจ.อุบลฯโดยฝ่ายหญิงอ้างว่า ถูกพระตามจีบตั้งแต่อยู่ ม.2 โดยขับรถมารับนอกหมู่บ้าน ส่วนใหญ่จะมีสัมพันธ์กันในรถ ก่อนจะมาอยู่กันฉันสามีภรรยาที่บ้านเช่า ดีเอสไอชี้ถ้าเป็นไปตามคำให้การจะมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อีกคดี ขณะที่ธาริตสั่งตรวจดีเอ็นเอแล้ว เพื่อพิสูจน์ข้ออ้างพ่อแม่ลูก ด้านเจ้าคณะจ.อุบลฯ ถกเครียดก่อนสรุป'เณรคำ'ไปสังกัดจ.ศรีสะเกษแล้ว



จากคดีหลวงปู่เณรคำ ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม จนถูกตรวจสอบและพบบัญชีเงินฝาก 41 บัญชี และถูกสีกาออกมาแฉว่าเคยมีสัมพันธ์กัน จนมีลูกชายวัย 11 ขวบหนึ่งคน นอกจากนั้นยังพบว่ามีสัมพันธ์กับสีกาหลายคน มีทั้งไฮโซ สาวชาวบ้าน นักศึกษาสาว รวมทั้งพยาบาลร.พ.ในกรุงเทพฯ ตามข่าว



ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 6 ก.ค. ที่บ้านพัก ต.น้ำเกลี้ยง อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีฉ้อโกงเงินบริจาคของพระวิรพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก และคณะเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เดินทางไปพบกับ น.ส.หญิง (นามสมมติ) ซึ่งระบุว่าเป็นเมียและลูกของพระชื่อดัง และลูกชายวัย 11 ขวบ โดยมีญาติพี่น้องของสามี รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ อพปร.ของ อ.น้ำเกลี้ยง มาดูแลความสงบเรียบร้อยอย่างเต็มที่



น.ส.หญิงให้การอ้างว่า รู้จักกับพระชื่อดังในช่วงที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.2 ใน จ.ศรีสะเกษ เนื่องจากยายพาไปทำบุญกับพระชื่อดัง ต่อมาพระชื่อดังได้ตามจีบและบอกว่า หากยอมเป็นแฟนด้วยจะซื้อสิ่งของมีค่าที่อยากได้ให้หมด จึงหลงเชื่อและได้นัดหมายกับพระชื่อดังให้มาพบเพื่อไปเที่ยวด้วยกัน โดยพระชื่อดังจะสวมเสื้อยืด กางเกงยีนส์ สวมหมวก และใส่แว่นตา ขับรถมารับนอกหมู่บ้าน



น.ส.หญิงกล่าวอ้างอีกว่า ครั้งแรกมีเพศสัมพันธ์กันบนรถ ซึ่งพระชื่อดังได้ให้เงินจำนวนหนึ่งไว้ซื้อของใช้ จากนั้นมีความสัมพันธ์กันเรื่อยมา ส่วนมากแล้วจะเป็นที่ รีสอร์ตแห่งหนึ่งในเขต อ.วารินชำราบ จ.อุบล ราชธานี และที่บริเวณกุฏิสงฆ์ในป่าช้าบ้านยาง ซึ่งที่กุฏิหลังนี้ตนกับพระชื่อดังได้เสียกันเป็นครั้งแรก และมาร่วมหลับนอนด้วยกันบ่อยครั้ง เนื่องจากพระชื่อดังอยู่เพียงรูปเดียวในป่าช้าแห่งนี้ จากนั้นจึงมีพระรูปอื่นมาอยู่ด้วย โดยส่วนมากแล้วจะร่วมหลับนอนกันบนรถ และตามป่าละเมาะที่เป็นมุมมืด หลบเลี่ยงไม่ให้ผู้ใดพบเห็น จนกระทั่งตั้งท้องเมื่อช่วงใกล้จบ ม.3 พระชื่อดังจึงได้พาไปเช่าบ้านอยู่ที่ อ.วารินชำราบ และได้คลอดลูกที่ร.พ.ชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.อุบลราชธานี โดยใช้ชื่อญาติของตนคนหนึ่งเป็นพ่อของเด็ก



น.ส.หญิงยังให้การอ้างว่า ในระหว่างที่มาพักในบ้านเช่า พระชื่อดังจะมาพักอาศัยอยู่ด้วยเป็นประจำ และจะร่วมหลับนอนกับตน แม้ว่ากำลังอยู่ในช่วงท้องโตใกล้คลอดก็ตาม ซึ่งตนและพระชื่อดังพักอาศัยอยู่ที่บ้านเช่าแห่งนี้เป็นเวลานานประมาณ 1 ปีเศษ โดยพระชื่อดังจะมาพักหลับนอนกับตนครั้งละ 2-3 วัน เป็นประจำมาโดยตลอด หลังจากตนคลอดลูกชายแล้ว จึงได้ย้ายออกไปอยู่อื่น



น.ส.หญิงกล่าวอีกว่า ช่วงระหว่างที่ตนกับพระชื่อดังมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันนั้น ยายและญาติพี่น้องทุกคนก็ทราบเรื่องนี้ และไม่มีใครว่าอะไร เนื่องจากว่าพระชื่อดังเคยดูแลญาติพี่น้องทุกคน จึงปล่อยให้มีความสัมพันธ์กันจนมีลูกชายออกมา 1 คน



น.ส.หญิงกล่าวด้วยว่า ที่ออกมาเรียกร้องกับสื่อมวลชนในครั้งนี้ก็เพื่อต้องการให้พระชื่อดังออกมาแสดงความรับผิดชอบส่งเสียเลี้ยงดูลูกชายกับตนด้วย เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้ได้ส่งเสียเลี้ยงดูเดือนละ 10,000 บาทมานานแล้ว โดยผ่านลูกศิษย์ของพระชื่อดังที่เป็นนายตำรวจคนหนึ่ง แต่ช่วงหลังไม่ได้โอนเงินมาให้ ล่าสุดลูกศิษย์ของพระชื่อดังให้เงินตนมาเพียง 2,000 บาทเท่านั้น ซึ่งตนพร้อมที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าลูกชายของตนเป็นลูกของพระชื่อดังแน่นอน



พ.ต.ท.พงศ์อินทร์กล่าวว่า ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากน.ส.หญิง ซึ่งจะนำตัวน.ส.หญิงไปชี้จุดสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นรีสอร์ตที่เคยไปร่วมหลับนอนกัน กุฏิพระสงฆ์ รวมทั้งบ้านที่เคยอยู่ และสถานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อประกอบหลักฐานในการสอบสวนเรื่องนี้ต่อไป



จากนั้นคณะของดีเอสไอนำตัวน.ส.หญิงพร้อมสามีใหม่และลูกทั้งสองคน เดินทางไปที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งในเขต อ.วารินชำราบ เพื่อชี้จุดห้องพักที่อ้างว่ามีการร่วมหลับนอนกัน โดยจุดแรกไปที่มาลาคำรีสอร์ท ต.ท่าลาด อ.วารินชำราบ โดยบริเวณที่พักมีการปลูกบ้านเช่าเป็นหลัง จากนั้นไปจุดที่สอง ซึ่งเป็นบ้านเช่าที่พระชื่อดังมาเช่าให้พักระหว่างที่ท้องและหลังคลอดลูก ที่บ้านเลขที่ 333 หมู่ 1 ถ.โคมทอง ซอยโคมทอง 2 ต.แสนสุข อ.วารินชำราบ โดยบ้านหลังนี้อยู่ภายในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง



จากนั้นคณะของดีเอสไอนำน.ส.หญิงเดินทางไปที่ป่าช้าบ้านยาง จ.ศรีสะเกษ เพื่อไปชี้จุดที่เป็นกุฏิพระ โดยบริเวณดังกล่าวอยู่ติดกับวัดป่าขันติธรรม บ้านยาง ซึ่งขณะนี้กุฏิดังกล่าวได้ถูกรื้อไปแล้ว เหลือเพียงห้องน้ำที่อยู่ตรงข้ามจุดที่เป็นที่ตั้งของกุฏิเท่านั้น ต่อมาได้เดินทางไปที่บริเวณหน้าร.ร.บ้านโพธิ์โนนจานอีลอก ต.โพธิ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ เพื่อไปชี้จุดที่น.ส.หญิงยืนรอพระชื่อดังขับรถมารับ



จากนั้นเจ้าหน้าที่นำน.ส.หญิงไปที่บ้าน พักใน อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นบ้านที่น.ส.หญิงพักอาศัยอยู่กับยาย และเข้าไปสอบปากคำยายของน.ส.หญิง โดยพ.ต.ท.พงศ์อินทร์ได้นำเอารูปของพระชื่อดังมาให้ยายของน.ส.หญิงดู ซึ่งยายของน.ส.หญิงแจ้งว่า เป็นพระชื่อดังที่เป็นสามีของน.ส.หญิงจริง



ด้านยายของน.ส.หญิงกล่าวว่า ทราบเรื่องที่พระชื่อดังคบกันกับหลานสาวมาตลอด แต่ไม่ได้ห้ามปรามเพราะเห็นว่าทั้งคู่รักกัน จึงปล่อยเลยตามเลย หลังจากหลานสาวคลอดลูกย้ายไปเช่าบ้านอยู่ที่กรุงเทพฯ พระชื่อดังก็ได้ให้ตนไปเลี้ยงลูกให้ เมื่อพระชื่อดังมาหาหลานสาว และพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ ก็อยู่กับหลานสาวฉันสามีภรรยาอีกห้องหนึ่ง ส่วนตนพักอยู่อีกห้องหนึ่ง โดยพระชื่อดังบอกจะให้เงินทองกับตน แต่ก็ไม่เคยได้รับเงินเลย พระชื่อดังมีแต่โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของหลานสาว ส่วนตนไม่เคยได้เงินจากพระชื่อดังแม้แต่บาทเดียว โดยไปเลี้ยงลูกให้พระชื่อดังนานประมาณ 1 ปี จากนั้นจึงกลับมาอยู่ที่บ้าน



พ.ต.ท.พงศ์อินทร์กล่าวว่า จากคำให้การของน.ส.หญิงทำให้ทราบข้อมูลว่า ได้มีเพศสัมพันธ์กันตั้งแต่อายุ 14 ปี ซึ่งกรณีนี้เป็นการเข้าข่ายกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 ที่ระบุว่า ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีโทษจำคุก 4-20 ปี และปรับ 8,000-40,000 บาท อย่างไรก็ตามเพื่อความเป็นธรรมทุกฝ่ายจะต้องรอการสอบสวนข้อเท็จจริงจากพระชื่อดังก่อนว่าจะให้การเรื่องนี้อย่างไรบ้าง และในอาทิตย์หน้านี้ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ สั่งการให้ตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยจะตรวจดีเอ็นเอแม่กับลูก ซึ่งอ้างว่าเป็นเมียและลูกของพระชื่อดังอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน และจะต้องตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอของพระชื่อดังด้วย เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



พ.ต.ท.พงศ์อินทร์กล่าวอีกว่า ล่าสดนี้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อคดี ดีเอสไอจะสรุปผลการสอบปากคำหญิงสาวรายนี้และหลักฐานอื่นๆ ส่งให้เจ้าคณะปกครองจังหวัดศรีสะเกษ และเจ้าคณะปกครองจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อใช้ความผิดทางอาญาไปพิจารณาดำเนินการ



ด้านนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงคดีเณรคำว่า ชุดสืบสวนนำโดยพ.ต.ท. พงศ์อินทร์ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ไปสอบปากคำหญิงรายหนึ่งที่อ้างว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหลวงปู่เณรคำตั้งแต่อายุ 14 ปี ซึ่งถือเป็นความผิดอาญาร้ายแรงฐานกระทำชำเราผู้เยาว์ เบื้องต้นได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว และจะเตรียมส่งตัวหญิงรายนี้เข้าสู่การคุ้มครองพยานเพื่อให้การดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด



นายธาริตกล่าวต่อว่า ประเด็นการตรวจสอบหลวงปู่เณรคำมีหลายประเด็น ทั้งเรื่องการฉ้อโกง การอวดอุตริฯ และการเสพเมถุน แต่กรณีการเสพเมถุนขณะนี้ค่อนข้างมีความชัดเจนที่สุดและมีโทษสูงถึง 20 ปี และคาดว่าในการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ช่วงปลายเดือนก.ค.นี้จะเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมเพื่อรับเป็นคดีพิเศษ เพราะเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของศาสนาและความเชื่อถือของประชาชน ทั้งนี้ หลังรับเป็นคดีพิเศษดีเอสไอจะมีอำนาจในการสอบสวนได้ครอบคลุมทุกเรื่องรวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินและจะรับมอบสำนวนการสอบสวนจากกองปราบปรามด้วย ส่วนการขออนุมัติหมายจับผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องให้มีมติรับเป็นคดีพิเศษก่อน



ที่ห้องประชุมวัดไชยมงคล อ.เมืองอุบลราชธานี พระราชธรรมโกศล เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี (ฝ่ายธรรมยุต) ร่วมกับพระครูจิตวิสุทธิญาณคุณ เจ้าคณะอำเภอม่วงสามสิบ ประธานคณะกรรมการไต่สวนมูล และพระสังฆาธิการประชุมหาข้อสรุปเรื่องการบวชและสังกัดของพระวิรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ โดยที่ประชุมมีการเชิญพระผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการบวชพระวิรพลมาให้ปากคำ และนำใบสุทธิของพระวิรพลตั้งแต่บวชเป็นสามเณรที่วัดภูเขาแก้ว และบวชพระที่วัดดอนธาตุ อ.พิบูลมังสาหารมาพิจารณาพบมีการบวชอย่างถูกต้อง จึงตัดข้อสงสัยกรณีไม่ได้เป็นนักบวชในพุทธศาสนาออกไป



ข้อพิจารณาต่อมาคือ สังกัดของพระวิรพลโดยสมัยบวชเป็นสามเณร ได้บวชกับพระครูพิบูลธรรมภาณ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดภูเขาแก้ว เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2537 ขณะอายุได้ 15 ปี และจำพรรษาอยู่ที่วัดดังกล่าว จนถึงบวชเป็นภิกษุเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2542 โดยมีพระครูพิพัฒน์สังฆกร หรือพระสุนารถมุนี เจ้าอาวาสวัดศรีนวลเป็นพระอุปัชฌาย์ และไปจำพรรษาที่วัดดอนธาตุ กระทั่งต่อมาเมื่อปี 2549 ได้ขอย้ายเข้าสังกัดกับวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ อ.เมืองอุบลราชธานี และขอย้ายออกจากวัดพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อไปเป็นประธานสงฆ์สำนักสงฆ์ป่าขัตติธรรม อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2549 ทำให้การสังกัดกับวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อสิ้นสุดลง ดังนั้น ต้นสังกัดของพระวิรพลจึงไปอยู่กับคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษแล้ว



ผลการสอบสวนของคณะสงฆ์ในวันนี้จะสรุปส่งมอบให้คณะสงฆ์ชุดใหญ่ผู้มีหน้าที่วินิจฉัยสำนวนการไต่สวนทราบ พร้อมทำหนังสือแจ้งให้คณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นผู้ปกครองพระวิรพล หรือหลวงปู่เณรคำทราบ เพื่อให้ทราบถึงอำนาจการสอบสวนกับพระวิรพลต่อไป



พระราชธรรมโกศลกล่าวว่า เรื่องการขับออกจากวัดนั้นคณะกรรมการเห็นว่าควรขับออกจากวัด เนื่องจากเห็นว่าไม่อยู่ที่วัดเป็นหลักแหล่ง พระเณรจะอยู่ที่วัดใดก็ตามไปแล้วจะต้องบอกลาไปได้เพียง 7 วันถึง 1 เดือน เว้นแต่เจ็บป่วย โดยหลวงปู่เณรคำไปตลอดไม่ได้อยู่ในโอวาทและไม่มา ขาดการติดต่อ แต่คณะกรรมการชุดนี้ก็ยังไม่มีอำนาจตัดสินใจ โดยจะส่งผลสรุปมาให้คณะกรรมการชุดใหญ่ที่ตนเป็นประธานได้พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งในเบื้องต้นอาจจะยืนยันตามความเห็นของคณะกรรมการ แต่ก็จะดูว่าหากขับควรจะขับออกวันไหนภายในกี่วัน โดยคาดว่าจะดำเนินการเสร็จและประกาศได้ไม่เกินวันที่ 9 ก.ค.นี้



ด้านนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ได้รับทราบในเบื้องต้นเกี่ยวกับผลการพิจารณาของคณะกรรมการที่เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีตั้งขึ้น เกี่ยวกับการขับหลวงปู่เณรคำออกจากสังกัดวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อว่า ที่ประชุมเห็นว่าให้ขับหลวงปู่เณรคำออกจากสังกัดวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ โดยคณะกรรมการกำลังสรุปผล เพื่อส่งให้คณะกรรมการชุดใหญ่ ที่มีพระราชธรรมโกศล เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี พิจารณาอีกครั้งว่าจะกำหนดระยะเวลาให้ขับออกจากวัดภายในวันไหน ซึ่งในส่วนของสำนักพุทธฯ เห็นว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม หากคณะกรรมการพิจารณาว่าควรขับหลวงปู่เณรคำออกจากสังกัดวัด เนื่องจากทุกฝ่ายได้ให้โอกาสหลวงปู่เณรคำเข้ามาชี้แจงข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ก็ไม่ยอมมาให้ข้อมูลแต่อย่างใด จากนี้ไปก็เป็นกระบวนการของเจ้าคณะปกครอง และกระบวนการทางกฎหมายบ้านเมืองต่อไป



เวลา 13.00 น. ที่สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชฯ วัดบวรนิเวศ นายสุขุม วงประสิทธิ ประธานเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม เดินทางมาเพื่อยื่นหนังสือเรื่องขอความเป็นธรรม ขอให้ทบทวนคำสั่งของเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี กรณีที่หลวงปู่เณรคำเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการคณะสงฆ์ภายใน 7 วัน
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 07, 2013, 08:23:51 PM
ดีเอสไอชี้ชัด พระเณรคำ ขาดจากความเป็นพระแล้ว เชื่อไม่กลับไทย
-http://hilight.kapook.com/view/88262-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/rungtip/news/464125-01.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/rungtip/Inter/182362-imagejpeg-268229.jpg)


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ไทยพีบีเอส

           ดีเอสไอชี้ชัด พระเณรคำ ขาดจากความเป็นพระแล้ว พร้อมเชื่อจะไม่เดินทางกลับไทยเหมือนกับกรณีของ พระยันตระ ที่โด่งดังในอดีต ด้าน คกก.วัดใต้ฯ ต้นสังกัด เตรียมขับไล่ออกจากวัด

           วันนี้ (7 กรกฎาคม 2556) พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว ผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบ พระเณรคำ ฉัตติโก แห่งสำนักสงฆ์ขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ กำลังสอบพยาน ซึ่งปรากฏว่า มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของพระรูปนี้จำนวนมากขึ้น โดยฐานความผิดที่ดีเอสไอ กำลังรวบรวมหลักฐาน คือ ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา เด็กหญิงอายุ ต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งมีอัตราโทษจำคุก 4-20 ปี และฐานความผิด พรากผู้เยาว์ อายุไม่ถึง 15 ปี ไม่ว่าจะยินยอมหรือไม่ ฐานความผิดสูงสุด จำคุก 20 ปีเช่นกัน

           ทั้งนี้ ต่อจากนี้ ดีเอสไอ จะรวบรวมหลักฐานทั้งหมด และมอบให้ทางตำรวจท้องที่ แจ้งข้อกล่าวหา ส่วนดีเอสไอ จะเสนอคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อขอรับเป็นคดีพิเศษอีกครั้งหนึ่ง โดยจากหลักฐานที่ปรากฏขณะนี้นั้น ชัดเจนว่าทางโลกพระเณรคำ ขาดจากความเป็นพระแล้ว แต่ทางสงฆ์ ก็ต้องให้จัดการกันเอง ซึ่งทราบว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้เร่งรัดในเรื่องทางสงฆ์แล้วเช่นกัน

           นอกจากนี้ ทางดีเอสไอ เชื่อว่า ทาง พระเณรคำ ฉัตติโก ที่อยู่ในต่างประเทศ จะไม่เดินทางกลับประเทศแน่ เหมือนกับกรณีของ พระยันตระ ที่โด่งดังในอดีต

           โดย นายสุขุม วงษ์ประสิทธิ ประธานเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม ลูกศิษย์ของหลวงปู่เณรคำ ระบุว่า กระบวนการยุติธรรมของฝ่ายสงฆ์เป็นการตัดสินเพียงฝ่ายเดียว ไม่ได้เปิดโอกาสให้หลวงปู่เณรคำได้มีตัวแทนเข้าอธิบาย ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของท่าน และไม่สอดคล้องกับกระบวนการยุติธรรมของศาลไทยและเป็นไปในลักษณะเผด็จการ เนื่องจากไม่ให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ทำให้เป็นที่อับอายแก่ชาวต่างชาติเป็นอย่างมากในขณะนี้

           นายสุขุม กล่าวต่อว่า ส่วนหลวงปู่เณรคำยังคงติดกิจนิมนต์อยู่ที่ฝรั่งเศส และจะยังไม่เดินทางกลับจนกว่าจะได้รับความยุติธรรม  สำหรับตนนั้น ตนได้นำภาพที่อ้างว่าเป็นหลวงปู่เณรคำนอนกับสีกาไปให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งหากผลออกมาว่าเป็นหลวงปู่เณรคำจริง ตนก็จะขออโหสิกรรมให้ แต่ถ้าไม่ใช่ตนก็จะเดินหน้าปกป้องผ้าเหลืองของหลวงปู่เณรคำต่อไป

           ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าหลวงปู่เณรคำมีภรรยาและมีลูกแล้วนั้น นายสุขุม ระบุให้ไปตรวจดีเอ็นเอกันทั้งสองฝ่ายแล้วค่อยตัดสิน ส่วนความผิดฐานฉ้อโกงก็ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ซึ่งต่อจากนี้ตนจะไปยื่นเรื่องถึงศูนย์ช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมาย เนติบัณฑิต เพื่อส่งให้ผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านกฎหมาย และพระวินัยสงฆ์มาช่วยเหลือหลวงปู่เณรคำด้วย เพราะถือว่าท่านก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของรัฐธรรมนูญ

           ส่วนความคืบหน้าเกี่ยวกับหลวงปู่เณรคำ เมื่อวานนี้ (6 กรกฎาคม 2556) ทางพระราชธรรมโกศล(สวัสดิ์) เจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ได้ตรวจสอบประวัติความเป็นมาของหลวงปู่เณรคำ ได้ข้อสรุปว่า หลวงปู่เณรคำได้มีการอุปัชฌาย์จริง และเข้ามาของสังกัดที่วัดใต้ แต่ไปจำวัดที่สำนักสงฆ์ป่าขันติธรรม ตั้งแต่ปี 2549 ส่วนเรื่องการขับออกจากวัดนั้น คณะกรรมการทุกท่านเห็นด้วย เนื่องจากหลวงปู่เณรคำไม่เคยอยู่วัด เป็นหลักแหล่ง เพราะปกติแล้ว เณรหรือพระ ออกจากวัดนานได้แค่ 7 วัน ถึง 1 เดือนเท่านั้น เว้นแต่กรณีเจ็บป่วย แต่ด้านหลวงปู่เณรคำนั้น มีการเดินทางไปมาตลอด ไม่ได้อยู่ในโอวาทและขาดการติดต่อ
 
           อย่างไรก็ดี คณะกรรมการชุดนี้ไม่มีอำนาจตัดสินใจที่จะไล่ออก แต่จะส่งผลสรุปให้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้นก็ยืนยันตามความเห็นของคณะกรรมการคือให้ขับออก แต่จะขับออกเมื่อไรภายในวันไหน จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้   

           ทางด้าน นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวเห็นด้วยเรื่องที่จะขับหลวงปู่เณรคำออกจากสังกัดวัดใต้ฯ เพราะว่าทุกฝ่ายได้ให้โอกาสหลวงปู่เณรคำออกมาชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ก็กลับไม่ยอมให้ข้อมูล ซึ่งหลังจากนี้ก็จะเป็นกระบวนการของเจ้าคณะปกครอง และกระบวนการทางกฎหมายบ้านเมืองต่อไป
 


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก INN

-http://www.dailynews.co.th/crime/217268-

-http://news.thaipbs.or.th/content/%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B3-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9-

-http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=190036:2013-07-06-13-11-05&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524-



.


หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 11, 2013, 06:24:41 AM
สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยันผลตรวจภาพ “ไอ้คำกกสาว” ของแท้ไร้ตัดต่อ - พ่อแม่หนีตรวจ DNA ปูดรถหรู 22 คัน มูลค่ากว่า 100 ล้าน
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม    10 กรกฎาคม 2556 18:30 น.
-http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9560000084299-


(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000008851701.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000008851702.JPEG)
ภาพถ่าย พระเณรคำขณะกำลังนอนกับผู้หญิง ที่ถูกเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตก่อนหน้านี้ ล่าสุดสถาบันนิติวิทยาสาสตร์ออกมายืนยันผลการตรวจสอบภาพดังกล่าวเป็นภาพจริงที่ไม่ได้มีการตัดต่อแต่อย่างใด



ดีเอสไอแถลงผลการเก็บพิสูจน์เนื้อเยื่อลูกเมีย “เณรคำ” เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่สามารถนำตัวตัวอย่างเยื่อพ่อแม่ “เณรคำ” มาเทียบเคียงได้เพราะไม่สามารถติดต่อได้ พร้อมเผยบัญชี “ไอ้คำ” ครอบครองรถหรู 22 คัน มูลค่า 100 ล้านบาท! ด้านสถาสบันนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันรูป “ไอ้คำกกสาว” ของแท้ไร้ตัดต่อ!!
       
       ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)เมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ (10 ก.ค.)พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผบ.สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กล่าวถึงแนวทางการสอบสวนหลังดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษว่า ได้ตั้งประเด็นหลักตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีมีข้อมูลว่าหลวงปูเณรคำอ้างว่าไปพบพระอินทร์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เท่ากับนำข้อความเท็จลงในระบบคอมพิวเตอร์ ในลักษณะน่าจะเกิดความเสียหาย มีโทษจำคุก 5 ปี ซึ่งฐานความผิดดังกล่าวเป็นคดีพิเศษโดยอัตโนมัติ ส่วนคดีอื่นอีก 7 ฐานความผิด เป็นคดีเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันที่ถูกโอนมาเป็นคดีพิเศษ โดยแนวทางการสอบสวนหลังจากนี้ทีมเจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้ลงพื้นที่ อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีษะเกษ เพื่อตรวจดีเอ็นเอเด็กชายที่ น.ส.เอ ให้การว่าเป็นลูกของหลวงปู่เณรคำ เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของพ่อแม่หลวงปู่เณรคำ นอกจากนี้ดีเอสไอจะรับจากความกรณีกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ตามมาตรา 217และพรากผู้เยาว์ ตามมาตรา 317 ประมวลกฎหมายอาญา พร้อมจะส่งชุดสอบสวนคดีรถหรูลงพื้นที่เพื่อสอบสวนขยายผล เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานทุกด้านให้กระชับ โดยดีเอสไอ กองปราบ ปปง.ป.ป.ส.จะแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน
       
       นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายพลังต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กล่าวว่า ขณะนี้ตนเห็นว่าหลวงปู่เณรคำพ้นจากความเป็นพระตั้งแต่ได้เสพเมถุนกับ น.ส.เอ จนมีลูกด้วยกัน ตามแนวทางการสอบสวนของดีเอสไอ รวมทั้งทราบข่าวว่าผลตรวจภาพถ่ายต้องสงสัยที่มีพระคล้ายหลวงปู่เณรนอนหนุนกับสีกาเป็นภาพจริงไม่ได้ตัดต่อ จึงไม่ต้องไปจับสึกหรือรอให้มีการออกคำสั่งให้พ้นจากความเป็นพระ เพราะขาดจากความเป็นพระอยู่แล้วตามพระธรรมวินัยถ้าพระได้เสพเมถุน หรืออวดอุตริ ก็จะพ้นจากการเป็นพระทันที หากเจ้าหน้าที่เจอที่ไหนและพบยังสวมจีวรก็เข้าถอดจีวรได้ทันที ที่ผ่านมาเมื่อปี 2553 เคยมีตัวอย่างคดีอดีตเจ้าคณะอำเภอแห่งหนึ่ง ในจังหวัดเลยถูกร้องเรียนต่อมูลนิธิปาวีณาว่าล่วงละเมิดทางเพศสามเณร ต่อมาถูกปลัดจังหวัดเลยในขณะนั้น ได้สั่งเจ้าหน้าที่ อส.ถอดจีวรในห้องประชุมทันที ก่อนที่อดีตพระรูปดังกล่าวจัถูกด้ำนินคดี เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน หากยังพบหลวงปู่เณรคำสวมจีวรก็จะมีความผิดฐานแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ตามประมวลกฎหมายอาญาอีกคดี
       
       ต่อมา เมื่อเวลา 14.00 น.วันเดียวกัน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีิเอสไอ พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ รองอธิบดีีดีเอสไอ พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผบ.สำนักคดีความมั่นคง ดีเอสไอ พร้อมด้วย น.ส.มาลัย นาคทอง นักวิชาการคอมพิวเตอร์ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ นายธนันท์พงศ์ ปิยะวรรณะกูล ผอ.ส่วนสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย ดีเอสไอ รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา( สกอ.) ร่วมแถลงความคืบหน้าคดีเกี่ยวกับพฤติกรรรมและการกระทำโดยมิชอบของหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก หรือพระวิระพล สุขผล ประธานสำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม หลังจากดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษสอบสวน 8 ข้อหา
       
       นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีิเอสไอ กล่าวว่า เมื่อเช้า พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักคดีปฏิบัติการพิเศษภาค ดีเอสไอ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังใสย์ รอง ผบ.สำนักคดีปฏิบัติการพิเศษภาค ดีเอสไอ ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบว่าหลวงปู่เณรคำเกี่ยวข้องเรื่องรถหรูหรือการฟอกเงินหรือเปล่า หรือมีการเลี่ยงภาษีศุลกากรหรือไม่ โดยชุดสอบสวนได้เข้าตรวจสอบข้อมูลกับศูนย์จำหน่ายรถเบนซ์ อุบลราชธานี พบว่ามีการใช้ชื่อพระวิรพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ซื้อรถเบนซ์รุ่นต่างๆ จำนวน 21 คัน และใช้ชื่อลูกศิษย์อีก 1 คัน รวมมูลค่า 95,232,000 บาท โดยใช้ทั้งเช็คและเงินสดซื้อ ชุดสิบสวนสำนักคดีปฏิบัติการพิเศษภาค ดีเอสไอ กำลังตรวจสอบว่าหลวงปู่เณรคำซื้อรถเบนซ์ไปไหนหรือไปให้ใคร ส่วนการจะอายัดรถเบนซ์ทั้งหมดหรือไม่อยู่ระว่างการตรวจสอบ แต่ตอนนี้ดีเอสไอสนใจว่ารถเบนซ์ทั้งหมดอยู่ที่ไหนมากกว่า
       
       อธิบดีีดีเอสไอ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 11 ก.ค.เวลา 13.00 น.พระพุทธอิสระ ได้ติดต่อขอนำข้อมูลลับในหลายเรื่องๆ เกี่ยวกับหลวงปู่เณรคำ ซึ่งเดิมจะใช้ในศาลแต่เมื่อศาลไม่รับฟ้องจึงอยากนำข้อมูลมามอบให้ดีเอสไอขยายผล ส่วนเรืิ่องการตรวจดีเอ็นเอเด็กชาย ที่ น.ส.เอ ให้การว่าเป็นลูกของหลวงปู่เณรคำ วันนี้เจ้าหน้าที่สำนักคดีความมั่นคง ดีเอสไอ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และสำนักงานพระพุทธศาสนา(พศ.) ได้ลงพื้นที่ตรวจเก็บดีเอ็นเอของเด็กชายคนดังกล่าวและ น.ส.เอ แล้ว แต่เมื่อประสานไปยังพ่อแม่หลวงปู่เณรคำ ที่บ้านพักแต่ติดต่อไม่ได้ อย่างไรก็ตาม จะหาวิธีที่จะตรวจสอบดีเอ็นเอยืนยันความสัมพันธ์ว่าเด็กชายเป็นลูกของหลวงปู่เณรคำหรือไม่ โดยจะทำความจริงให้ปรากฎภายใน 2-3 วัน ส่วนกรณีหลวงปู่เณรคำ มี ดร.นำหน้า ได้รับปริญญาเอก ดีเอสไอตรวจสอบพบว่า หลวงปู่เณรคำได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาพัฒนาสังคมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2553 โดยไม่พบความผิดปรกติ
       
       นายธาริต กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีกลุ่มลูกศิษฐ์และกลุ่มที่มีจิตศัทธาในตัวหลวงปู่เณรคำ กระทำการหลายอย่างในลักษณะข่มขู่พยานหรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ขอเตือนว่าเรากำลังจับตาคนกลุ่มนี้ว่ากระทำการเข้าข่ายความผิดตาม มาตรา 138 ประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ ฐานผู้ใดขัดขวางเจ้าพนักงานกำลังปฎิบัติหน้าที่มีโทษอาญา ดังนั้นลูกศิษย์ หรือคนใกล้ชิดกลจะพูดศัทธาในหลวงปู่เณรคำก็ทำไปเถอะ แต่ถ้าพูดขัดขวางการทำงานของ 5 หน่วยงาน เราก็จะดำเนินคดีทันที ส่วนประวัติหลวงปู่เณรคำ ขณะนี้ อายุ 34 ปี พบว่าบวชเป็นเณรตั้งแต่อายุ 15 ปี ที่วัดภูเขาแก้ว อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2537 จากนั้นบวชเป็นพระเมื่ออายุ 20 ปี ที่วัดดอนธาตุ ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2542
       
       น.ส.มาลัย นาคทอง นักวิชาการคอมพิวเตอร์ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวถึงผลการตรวจสอบภาพคล้ายหลวงปู่เณรคำนอนหนุนหมอนกับสีกาว่า สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้ตรวจสอบภาพชายขณะนอนหลับหนุนหมอนมีหน้าบุคคลเสี้ยวเดียวอยู่ใกล้ จากกาีตรวจพิสูจน์พบว่า 1.การวิเคราะห์ด้วยตาไม่พบเม็ดสีผิดปรกติ 2.ดูการสะท้อนของแสงในทางเดียวกัน และวิเคราะห์ข้อมูลจากภาพซึ่งจะบันทึกข้อมูลของกล้อง รุ่น ยี่ห้อ วันเวลาที่ถ่ายภาพ แต่กรณีภาพดังกล่าวตรวจไม่พบข้อมูลข้างต้นเป็นไปได้ว่าอาจจะมีการบันทึกซ้ำๆ 4.วิเคราะห์เม็ดสีของภาพไม่พบอาจมีการเออร์เลอร์ ผลสรุปว่าภาพแล้วไม่พบการตัดต่อหรือแก้ไขแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจนเพราะมีบันทึกและมีการส่งภาพต่อๆ ผ่านทางอินเตอร์เน็ท ภาพจึงอาจไม่สมบูรณ์ ได้รายงานให้ พ.ท.นพ.เอนก ยมจินดา ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ทราบผลการตรวจสอบแล้ว
       
       พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักคดีปฏิบัติการพิเศษภาค ดีเอสไอ กล่าวให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ระหว่างลงพื้นที่อีสานตรวจสอบเบาะแสหลวงปู่เณรคำซื้แรถหรูจำนวนมากว่า ดีเอสไอมาตรวจสอบตามเบาะแสที่ศูนย์จำหน่ายเบนซ์อุบลราชธานีว่าหลวงปู่เณรคำได้มาซื้อรถเบนซ์บางหรือไม่ ปรากฎพบว่าหลวงปู่เณรคำเคยมาซื้อรถเบนซ์ถึง 22 คัน รวมเป็นเงินกว่า 95 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ทางศูนย์จำหน่ายเบนซ์ฯ ได้ให้การว่าหลวงปู่เณรคำ ได้ทยอยขายรถเบนซ์ที่ซื้อไปคืนให้ศูนย์เป็นล็อตๆ ละ 6-7 คัน วนไปวนมาดีเอสไอกำลังตรวจสอบรายละเอียดว่าหลวงปู่เณรคำซื้อขายรถเบนซ์ในลักษณะดังกล่าวโดยมีวัตถุประสงค์อะไร เพราะซื้อรถเบนซ์ไปก็ไม่ได้นำไปจดทะเบียนกับขนส่ง ใช้แต่รถป้ายแดง รวมทั้งจะตรวจสอบข่าวว่าหลวงปู่เณรคำ ยังได้นำเงินไปซื้อรถหรูอีกหลายแห่ง จึงขอเวลาทำงานอีกสักพักจะมีความชัดเจน โดยจะเปิดแถลงข่าวผลการตรวจสอบรถหรูของหลวงปู่เณรคำในวันที่ 11 ก.ค.ที่ศูนย์ปฎิบัติการคดีพิเศษภาค 4 ดีเอสไอ จังหวัดขอนแก่น
       
       มีรายงานข่าวจ่กดีเอสไอว่า จากการตรวจสอบรถหรูหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก หรือพระวิระพล สุขผล จากศูนย์ตัวแทนจำหน่ายรถเบรซ์ ที่จ.อุบลราชธานี พบว่าหลวงปู่เณรคำ ใช้เงินจำนวน95,232,000 บาท ไปกับการซื้อรถเบนซ์ จำนวน 22 คัน โดยซื้อรถเบนซ์รุ่น เอส 300 แอล จำนวน 1 คัน ในชื่อคุณพรรณ์แสง ชูมัง เมื่อวันที่ 21ต.ค.2551 จำนวนเงิน 7,599,000 บาท และซื้อในชื่อของพระวิระพล สุขผล เอง จำนวน 21 คัน ดังนี้ รถเบนซ์ รุ่น ซี 200 เค อีแอล จำนวน 1 คัน ซื้อเมื่อวันที่20 ก.พ.2552 ราคา 2,799,000 บาท รถเบนซ์ รุ่น วีโต้ จำนวน 1 คัน ซื้อเมื่อวันที่25 ก.พ.2552 ราคา 2,600,000 บาท รถเบนซ์ รุ่น ซี 200 เค อีแอล จำนวน 2 คัน ซื้อเมื่อวันที่23 ก.ค.2552 ราคาคันละ 2,799,000 บาท รถเบนซ์ รุ่น ซี 200 เค เอวี จำนวน 1 คัน ซื้อเมื่อวันที่23 ก.ค.2552 ราคา 2,999,000 บาท รถเบนซ์ รุ่น อี 200 เค เอวี จำนวน 2 คัน ซื้อเมื่อวันที่13 ส.ค.2552 ราคาคันละ 3,699,000 บาท
       
       รถเบนซ์ รุ่น อี 220 ซีดีไอ จำนวน 1 คัน ซื้อเมื่อวันที่ 16 ก.ย.2552 ราคา 3,950,000 บาท รถเบนซ์ รุ่น อี 200 เค เอวี จำนวน 2 คัน ซื้อเมื่อวันที่16 ก.ย..2552 ราคาคันละ 3,749,000 บาท รถเบนซ์ รุ่น เอส 300 แอล จำนวน 1 คัน ซื้อเมื่อวันที่ 24 พ.ย..2552 ราคา 6,300,000 บาท รถเบนซ์ รุ่น วีโต้ จำนวน 3 คัน ซื้อเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2552 ราคาคันละ 3,300,000 บาท รถเบนซ์ รุ่น เอส 500 เค เอวี จำนวน 1 คัน ซื้อเมื่อวันที่ 3 พ.ค.2553 ราคา 11,199,000 บาท
       รถเบนซ์ รุ่น อี250 ซีจีไอ เอวี จำนวน 1 คัน ซื้อเมื่อวันที่ 14 มี.ค.2554 ราคา 4,150,000 บาท รถเบนซ์ รุ่น อี 250 คูเป้ จำนวน 1 คัน ซื้อเมื่อวันที่20 เม.ย.2554 ราคา 5,400,000 บาท รถเบนซ์ รุ่น อี 250 ซีจีไอ เอวี จำนวน 1 คัน ซื้อเมื่อวันที่ 16มิ.ย.2554 ราคา 4,750,000 บาท รถเบนซ์ รุ่น อี 250 ซีจีไอ เอสเตท ซื้อเมื่อวันที่ 1 ก.ค..2554 จำนวน 2 คันในวันเดียวกัน แต่ราคาต่างกัน โดยคันหนึ่ง ราคา5,544,000 บาท และอีกคันราคา 6,048,000 บาท รถเบนซ์ รุ่น เอ็มแอล 350 (ยูสคาร์) ซื้อเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2552 จำนวน 1 คัน ราคา1,500,000 บาท โดยรถทั้งหมดไม่มีการนำไปจดทะเบียนกับขนส่ง
       
       ส่วนเรื่องการตรวจสอบมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก หลังดีเอสไอพบว่าตั้งโดยไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( สกอ.) และมีการมอบปริญญาเอกให้กับ นายสุขุม วงประสิทธิ ประธานเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม ลูกศิษย์
       พระวิระพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ความคืบหน้า วันเดียวกัน นายธนันท์พงศ์ ปิยะวรรณะกูล ผอ.ส่วนสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย ดีเอสไอ กล่าวว่า รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการ กกอ.ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อดีเอสไอให้ดำเนินคดีกับนายสวัสดิ์ บรรเทิงสุข ผู้ก่อตั้งและอธิบกาีบดีมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก เนื่องจากการตรวจสอบพบกรณีที่มหาวิทยาลัยสันติภาพโลกอ้างว่าขออนุญาตจัดตั้งกับสถาบันในต่างประเทศ ปรากฎว่าไม่มีการขออนุญาตจริง แต่เป็นการทำเอกสารปลอมว่าขออนุญาตหลอกให้ประชาชนหลงเชื่อ
       
       ผอ.ส่วนสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย ดีเอสไอ กล่าวอีกว่า เบื้องต้นจากการตรวจสอบขณะนี้พบว่ามหาวิทยาลัยสันติภาพโลก มี 35 สาขา ทั้งในจังหวัดนนทบุรี ขอนแก่น นาราธิวาส สงขลา บุรีรัมย์ ศรีษะเกษเชียงใหม่ ขณะนี้กำลังตรวจสอบแต่ละสาขา ส่วนการมอบปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกพบมีการมอบไป 18 ครั้ง โดยมีการเชิญดาราหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์โดยให้ตำแหน่งทางวิชาการนำหน้าชื่อ ส่วนนายสวัสดิ์ บรรเทิงสุข อธิกาีมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ที่นักดีเอสไอเข้าให้การในวันนี้ ได้ติดต่อขอเลื่อนเข้าให้การออกไปเป็นวันที่ 17 ก.ค.เวลา 10.00 น.
       
       รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการ กกอ.กล่าวว่า เรื่องการรับปริญญาเป็นค่านิยมของสังคมไทยจึงมีผู้นำเป็นช่องทางใช้หลอกลวง ในการแจกปริญญากิตติมศักดิ์มีดอกเตอร์นำหน้าชื่อหรือศาสตร์ตราจารย์กิตติคุณ มี ศาสตราจารย์นำหน้าชื่อ จึงขอเตือนว่าใครไปรับปริญญาโดยไม่ถูกต้องจะมีความผิด เพราะครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกยืนยันกับตนว่าการแจกปริญญาไม่ผิดและจะทำต่อไป จึงขอเตือนประชาชนว่าอย่าไปรับจะมีความผิด ส่วนที่มีข่าวว่าสถาบันการศึกษาของรัฐถูกใช้เป็นสถานที่รับปริญญาของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ตนได้สั่งห้ามไปแล้วถ้าพบมีสถาบันใดให้ใช้พื้นที่จะเอาผิดกับสภาบันนั้นๆ แน่นอน กรณีมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกจะอ้างความสัมพันธ์กับหน่วยงานต่างประเทศไม่ได้ เพราะการตัดการเรียนการสอนในไทยต้องผ่านการตรวจสอบรับรองจาก กกอ.จะอ้างเป็นการศึกษารูปแบบใหม่ไม่ได้ ขณะนี้กำลังตรวจสอบการแจกปริญญาอ้างสถาบันในต่างประเทศไม่ถูกต้องอีก 2 แห่ง ซึ่งจะร่วมกับดีเอสไอกวาดล้างสิ่งเหล่่านี้ให้พ้นนากแผ่นดินไทย เพราะทราบว่าเหมือนมีการขายปริญญา


---------------------------------------------------------------------------------------


กองปราบจ่อออกหมายจับ "ไอ้คำ"แล้ว หลักฐานชัดผิดจริง
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม    10 กรกฎาคม 2556 18:21 น.
-http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9560000084430-

กองปราบจ่อออกหมายจับ "ไอ้คำ"แล้ว หลังพบหลักฐานชี้ชัดในการกระทำความผิดหลายกระทง!
       
       วันนี้ ( 10 ก.ค) ที่ กองปราบปราม พ.ต.อ.วรวุฒิ คุณะเกษม ผกก.3 บก.ป.กล่าวถึงความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับ หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก หรือพระวิรพล สุขผล อายุ 34 ปี ประธานสำนักสงฆ์ขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และความผิดตามกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องว่า ได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป.เข้าสอบปากคำผู้เสียหายและพยาน 2 ประเด็น โดยประเด็นแรกให้สอบปากคำพยานที่อ้างว่าเป็นผู้บริจาคที่ดินใน จ.ศรีสะเกษ เพื่อนำข้อมูลมาประกอบเป็นหลักฐานในเรื่องที่มาที่ไปของทรัพย์สินของหลวงปู่เณรคำ อีกประเด็นหนึ่ง คือให้เข้าสอบปากคำหญิงสาวที่อ้างว่าเคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหลวงปู่เณรคำ โดยร่วมกับเจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งนี้ ในส่วนของคดีพรากผู้เยาว์นั้น หากสอบปากคำผู้เสียหายและพยาน จนมีข้อมูลชัดเจนแล้ว ก็สามารถขออนุมัติศาลออกหมายจับได้ทันที โดยไม่ต้องออกหมายเรียกมารับทราบข้อหา เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหายังพำนักอยู่ต่างประเทศ
       
       พ.ต.อ.วรวุฒิ กล่าวต่อว่า สำหรับเอกสารต่างๆ ที่ยึดได้จากบ้านพักของบิดาและมารดาของหลวงปู่เณรคำ ที่ จ.อุบลราชธานี ภายหลังนำหมายศาลเข้าตรวจค้น เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา อยู่ระหว่างตรวจสอบอย่างละเอียด โดยจะแยกแยะประเภทของเอกสาร และพิจารณาว่าเอกสารชิ้นใดที่เกี่ยวข้องและมีผลในการตรวจสอบทางคดีบ้าง สำหรับบัญชีธนาคารต่างๆ รวม 21 บัญชี ที่ บก.ป.ร่วมกับทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดไว้นั้น จะมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้งต้นทางและปลายทาง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากต้องประสานขอความร่วมมือไปยังธนาคารเจ้าของบัญชีต่างๆ ดังกล่าว


หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 11, 2013, 06:31:47 AM
DSI เปิดโปง หลวงปู่เณรคำ ซื้อเบนซ์ 22 คัน-เผ่นไปสหรัฐฯ แล้ว
-http://hilight.kapook.com/view/88425-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc3/013_1.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc3/5660600948_d2eb09cd0d_b-%5B1600x1200%5D.jpg)
บ้านหลวงปู่เณรคำ ในสหรัฐฯ



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก alittlebuddha.com

            ดีเอสไอ เปิดโปง หลวงปู่เณรคำ ซื้อเบนซ์ 22 คัน มูลค่ากว่า 95 ล้าน ด้านเว็บไซต์ alittlebuddha.com แฉ หลวงปู่เณรคำ หนีไปอยู่บ้านพักส่วนตัวที่สหรัฐฯ แล้ว

            วันนี้ (10 กรกฎาคม 2556) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยความคืบหน้าคดีฉ้อโกงของ พระวิรพล สุขผล หรือ เณรคำ ฉัตติโก ว่า จากการลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี พบว่าช่วงระหว่างปี 2552-2554 เณรคำใช้ชื่อตนเองและลูกศิษย์ซื้อรถเบนซ์จำนวน 22 คัน คิดเป็นเงินประมาณ 95 ล้านบาท และทางดีเอสไอกำลังเตรียมแถลงรายละเอียดในเรื่องนี้

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc3/464804-03.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc3/464804-04.jpg)
ตรวจดีเอ็นเอเด็กชายวัย 11 ขวบ

            สำหรับการตรวจดีเอ็นเอเด็กชายวัย 11 ขวบ ที่มารดาอ้างว่าเป็นบุตรของหลวงปู่เณรคำนั้น ดีเอสไอและสถาบันนิติวิทยาศาสตร์จะลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และศรีสะเกษ ในวันนี้ (10 กรกฎาคม) เพื่อตรวจดีเอ็นเอเด็กชาย รวมทั้งตรวจดีเอ็นเอเปรียบเทียบกับพ่อแม่ของหลวงปู่เณรคำ เนื่องจากหลวงปู่เณรคำไม่สามารถเดินทางมาตรวจดีเอ็นเอได้ ซึ่งผลการตรวจดีเอ็นเอพ่อแม่ซึ่งเป็นญาติสายตรงลำดับรองจะได้ผลที่เชื่อถือได้ 99.9999% และจะทราบผลความเป็นพ่อแม่ลูกได้ภายใน 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ ทางดีเอสไออยากวิงวอนให้พ่อแม่ของหลวงปู่เณรคำให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เพื่อความชัดเจนด้วย แต่ล่าสุด มีรายงานว่า ยังไม่สามารถติดต่อคนในบ้านหลวงปู่เณรคำได้ ทั้งนี้ ทางดีเอสไปจะดำเนินการนำตัวมาตรวจสอบให้สำเร็จภายใน 2 วัน

            อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ดีเอสไอ จะทำหนังสือถึง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ขอให้ใช้มาตรการทางแพ่ง อายัดทรัพย์สินทั้งเงินสดในธนาคาร ที่ดิน รถยนต์ ในความครอบครองของหลวงปู่เณรคำโดยเร็ว เนื่องจากดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษแล้ว

           ส่วนประเด็นภาพของหลวงปู่เณรคำ ขณะนอนร่วมหมอนกับบุคคลอื่น ล่าสุด ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้ตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็นภาพจริงไม่ใช่ภาพตัด หรือแก้ไข แต่ทั้งนี้ ยังยืนยันไม่ได้ว่า หลวงปู่เณรคำนั้นนอนกับผู้หญิงหรือผู้ชาย

            สำหรับกรณีที่ลูกศิษย์ของหลวงปู่เณรคำบางรายพยายามเข้าไปยุ่งกับพยานนั้น ทางดีเอสไอจะจับตามคนกลุ่มนี้เอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้กระทำการใด ๆ ที่ส่อว่าขัดขวางการทำงานการปฏิบัติหน้าที่ของดีเอสไอ และหากพบก็จะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

            นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ทางเว็บไซต์ alittlebuddha.com ซึ่งติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของหลวงปู่เณรคำ ระบุว่า ขณะนี้เณรคำพร้อมพวกผู้ติดตาม 3 คนได้ออกจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา เนื่องจากมีบ้านพักส่วนตัวอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ส่วนสาเหตุที่หลวงปู่เณรคำเดินทางไปอเมริกานั้น มีดังต่อไปนี้

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc3/H01.jpg)
บ้านหลวงปู่เณรคำ

            1. วัดโพธิญาณราม เมืองตวกหน่ง ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมี พระครูภาวนาวรธรรมวิเทศ (ปานขาว) พระชาวลาว สัญชาติฝรั่งเศส เป็นเจ้าอาวาส เป็นวัดที่แม้จะไม่สังกัด แต่ก็ใกล้ชิดกับวัดสระเกศ ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แน่นอนว่าย่อมจะเกิดความกดดันอย่างแรงต่อพระปานขาว ในฐานะผู้ให้ที่พักพิงแก่เณรคำ อันมีผลกระทบกับภาพพจน์ของวัดสระเกศได้ ถ้าไม่เชิญเณรคำออกจากวัด พระปานขาวก็อาจจะเจอปัญหาใหญ่กับตัวเอง ดังนั้น เมื่อถึงคราวต้องเอาตัวรอด ก็จำเป็นต้องให้เณรคำ "ออก"

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc3/V01.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc/V02.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc2/V03.jpg)

หลักฐาน หลวงปู่เณรคำ เข้าปารีส


            2. เมื่อวัดโพธิญาณรามไม่เอาแล้ว ก็หมดที่อาศัยในฝรั่งเศส เพราะเณรคำเข้าฝรั่งเศสได้ด้วยคำเชิญของพระปานขาว

            3. ตามหลักฐานด้านล่างนี้ แสดงให้เห็นว่า เณรคำมีฐานะเป็นเจ้าของบ้าน หรือมีบ้านส่วนตัวอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ดังนั้น จึงมีสิทธิ์เต็มที่ในการอยู่อาศัย

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc3/Grant%2001.jpg)
แกรนท์ ดี้ด หรือ โฉนดที่ดิน แสดงชื่อเจ้าของ



(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc3/Grant%2002.jpg)
รายละเอียดต่าง ๆ รวมทั้งการซื้อขาย


            4. หากจะเข้าอเมริกาก็ต้อง "รีบเข้า" ก่อนที่ทางเมืองไทยจะมีหมายจับจากศาล คือว่า ตอนนี้ยังเป็นเพียงแค่ข่าว ยังไม่เป็นคดีความ หรือที่เป็น ๆ ก็เป็นเพียงคดีทางสงฆ์เท่านั้น ส่วนทางบ้านเมืองนั้นยังมีอีกหลายขั้นตอนหรืออีกหลายวัน จึงพอมีเวลาที่จะรีบเข้ามาตั้งตัวในสหรัฐอเมริกา ส่วนเรื่องว่าถ้ามีหมายศาลที่เมืองไทยแล้วจะทำอย่างไร ก็ต้องค่อยว่ากันต่อไป

            5. ลุ้นกันที่ "คดีความ" ในมูลฐานทั้ง 8 ข้อ ที่ดีเอสไอชงขึ้นมาเพื่อขอหมายจับต่อศาล ถ้าหนึ่งในนั้นมีเรื่อง "ยาเสพติด" ด้วยละก็ งานนี้เณรคำมีหวังถูกอเมริกาจับตัวส่งเมืองไทย เพราะไม่ว่าเมืองไหนก็ไม่เลี้ยงคนที่พัวพันการค้ายาเสพติด แต่ถ้าหลุดเรื่องยาเสพติดแล้ว เณรคำก็จะเป็นอิสระในสหรัฐอเมริกา เพราะข้อหาทางศาสนานั้นเป็นข้อยกเว้นในระเบียบการขอตัวผู้ร้ายข้ามแดน



(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc3/V05.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc3/Visa01.jpg)
หนังสือเดินทางและวีซ่าเข้าอเมริกาของหลวงปู่เณรคำ


(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc3/H04.jpg)
แผนที่ที่ตั้งของบ้านหลวงปู่เณรคำ ที่เลค เอลซานอร์


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
-http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1373424806&grpid=00&catid=&subcatid=-
-http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNM016UTBORGM0T1E9PQ==&subcatid=-

.
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 11, 2013, 10:06:46 PM
ฉาวอีก ! เจ้าอาวาสวัดดังเชียงราย ข่มขืนเด็กหญิงวัย 14
-http://hilight.kapook.com/view/88445-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pailin/News/464897-01.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pailin/News/464897-02.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pailin/News/464897-03.jpg)



ฉาวอีก ! เจ้าอาวาสวัดดังเชียงรายข่มขื่นเด็ก14 (ไอเอ็นเอ็น)

          แม่พาลูกสาววัย 14 ปี แจ้งความเจ้าอาวาสวัดชื่อดังเชียงรายข่มขืน ด้านตำรวจออกหมายเรียกมาให้ปากคำแล้ว

          เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 25556 ที่สถานีตำรวจภูธรแม่อ้อ อ.พาน จ.เชียงราย ได้มีนางเอ (นามสมมติ) อายุ 50 ปี และนายบี (นามสมมติ) อายุ 53 ปี นำ ด.ญ.ซี (นามสมมติ) อายุ 14 ปี เข้าแจ้งความต่อ ร.ต.ท.นนท์ แสงมณี ร้อยเวร สภ.แม่อ้อ ว่า ลูกสาวของตนเองถูกพระรูปหนึ่ง อายุ 29 ปี เจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งใน อ.พาน จ.เชียงราย ข่มขืนกระทำชำเรา โดยได้ให้เงินใช้และบอกว่าอย่าบอกใคร

          ทั้งนี้ ด.ญ.ซี แจ้งกับเจ้าหน้าที่ ว่า ก่อนที่พระรูปนี้จะลงมือข่มขืน ได้ออกอุบายให้ตนเองออกไปซื้อก๋วยเตี๋ยว และบัตรเติมเงิน จากนั้นให้เอาขึ้นไปส่งบนกุฏิเจ้าอาวาส เมื่อสบโอกาสในห้อง 2 คน ก็ลงมือข่มขื่นจนสำเร็จ จากนั้นก็ให้เงินและบอกว่าอย่าบอกใครกับเรื่องที่เกิดขึ้น และตลอดระยะเวลา 2-3 เดือน ก็ออกอุบายเช่นเดิม และข่มขืนเรื่อยมา โดยให้เงินใช้มาโดยตลอด

          ด้าน พ.ต.ท.พงษ์ศักดิ์ ธรรมเขตต์ สารวัตรใหญ่ สภ.แม่อ้อ อ.พาน จ.เชียงราย หลังจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งความดังกล่าว ได้มีการส่งตรวจร่างกายเด็กหญิงคนดังกล่าว โดยแพทย์ระบุว่า มีร่องรอยการฉีกขาดหรือร่วมเพศบริเวณอวัยวะจริง และเมื่อทางพนักงานสอบปากคำผู้เสียหายแล้ว ได้ออกหมายเรียก พระรูปดังกล่าวมาสอบสวนและรับทราบข้อกล่าวหา

แม่โร่แจ้งจับเจ้าอาวาส ข่มขืนลูกสาววัย 14 ปี (http://www.youtube.com/watch?v=m9jwTTIhwzo#ws)

แม่โร่แจ้งจับเจ้าอาวาส ข่มขืนลูกสาววัย 14 ปี (http://www.youtube.com/watch?v=m9jwTTIhwzo#ws)

-http://www.youtube.com/watch?v=m9jwTTIhwzo&feature=player_embedded-

คลิป แม่โร่แจ้งจับเจ้าอาวาส ข่มขืนลูกสาววัย 14 ปี โพสต์โดย Lakornhd Thaitv


INN
(http://hilight.kapook.com/img_cms2/logo/inn_logo.jpg)
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 14, 2013, 08:02:32 AM
เจ้าคณะอุบลฯ ลงนาม พระเณรคำ พ้นความเป็นพระในปกครองแล้ว
-http://hilight.kapook.com/view/88537-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/ratthakorn/Hot%20News/nenkam_1.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/ratthakorn/Hot%20News/nenkam05.jpg)


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ไทยพีบีเอส
 
          เจ้าคณะจังหวัดอุบลฯ ลงนามให้ พระเณรคำ พ้นความเป็นพระในปกครองแล้ว หลังเจ้าตัวไม่มาพบเพื่อชี้แจงข้อมูลตามเวลาที่กำหนด

          หลังจากที่ พระวิรพล ฉัตติโก หรือ พระเณรคำ ฉัตติโก แห่งสำนักสงฆ์ขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ ถูกกล่าวหาละเมิดพระธรรมวินัย, เสพเมถุนกับสีกา , ฟอกเงิน และเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งทางคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดอุบลราชธานี ได้กำหนดเวลาให้พระเณรคำเข้าชี้แจงก่อนเวลา 24.00 น. วันที่ 12 กรกฎาคม แต่ปรากฏว่าเจ้าตัวไม่เข้ามาชี้แจงนั้น

          ล่าสุดวันนี้ (13 กรกฎาคม 2556) พระราชธรรมโกศล เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ได้ลงนามในหนังสือคำสั่งให้ พระเณรคำ พ้นจากการเป็นพระในปกครองของของคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตจังหวัดอุบลราชธานีแล้ว  พร้อมกันนี้ พระราชธรรมโกศล ยังได้ลงนามคำสั่งให้มีการตรวจสอบที่พักสงฆ์ ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอวารินชำราบ , อำเภอพิบูลมังสาหาร และอำเภอสิรินธร เพื่อตรวจสอบสภาพที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของพระเณรคำอีกด้วย และมีการแต่งตั้งสอบถามเจ้าของที่ดินที่บริจาค ซึ่งหากยังมีความประสงค์ให้ใช้ตั้งเป็นวัด ก็ให้ทำหนังสือแจ้งความประสงค์ขออนุญาตมายังสำนักงานพุทธศาสนาเพื่อดำเนินตามขั้นตอนให้ถูกต้องต่อไป
 
          ส่วนสถานภาพความเป็นพระของเณรคำนั้น หากพระเลขาคณะสงฆ์นำหนังสือการตัดขาดจากการเป็นศิษย์กับอาจารย์ ให้พระสุนาถมุนี เจ้าอาวาสวัดศรีนวลและเป็นพระอุปัชฌาย์ของพระเณรคำ ลงนาม จะมีผลให้พระเณรคำต้องหาพระอุปัชฌาย์ใหม่ภายใน 3 วัน มิฉะนั้นก็จะสิ้นสภาพการเป็นพระโดยปริยาย


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
-http://news.thaipbs.or.th/content/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%AF-%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B3-%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0-%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%94-

.

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 14, 2013, 10:27:51 AM
มีมติ"เณรคำ"เสพเมถุน-ปาราชิก
วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม 2556 เวลา 11:50 น.
-http://www.dailynews.co.th/thailand/218790-


(http://www.dailynews.co.th/sites/default/files/imagecache/620x245/cover/218790.jpg)

(http://www.dailynews.co.th/sites/default/files/imagecache/620x245/photos/218790/0.jpg)
คณะสงฆ์ศรีสะเกษ ประชุมแล้วมีมติขับพ้นจากความเป็นพระแล้ว


เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่วัดป่าศรีสำราญ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ พระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ (ธ) ได้มอบหมายให้พระครูสิริวินัยวัฒน์ รักษาการ เจ้าคณะอำเภอเมืองศรีสะเกษ (ธ) พระครูวัชรสิทธิธรรมคุณ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ (ธ) และคณะกรรมการสงฆ์ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีข่าวฉาวของพระวิรพล ฉัตติโก หรือ "หลวงปู่เณรคำ" ได้ประชุมพิจารณาข้อสรุปเกี่ยวกับวินัยสงฆ์

 ทางด้าน พระครูสิริวินัยวัฒน์ กล่าวว่า จากข้อมูลที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำมายื่นประกอบการพิจารณานั้น เป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ คณะกรรมการสงฆ์จึงได้พิจารณาตามเอกสารหลักฐานแล้ว มีมติให้พระวิรพล พ้นจากความเป็นพระ ปาราชิก ตั้งแต่วันนี้ (13 ก.ค.) เป็นต้นไป ในความผิดพระธรรมวินัยว่าด้วยการเสพเมถุน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วันนี้ (13 ก.ค.) รอฟันธงสถานะ “เณรคำ”
-http://www.dailynews.co.th/crime/218779-
เปิดกรุสมบัติ ‘เณรคำ’ รวยโคตร!
-http://www.dailynews.co.th/crime/218304-

.

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 14, 2013, 10:55:47 AM
สั่งปาราชิกแล้ว เณรคำจบ ล่าผู้ร้ายข้ามแดน
-http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNVEUwTURjMU5nPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBeE15MHdOeTB4TkE9PQ==-


คณะสงฆ์ชี้ชัด-ผิดเสพเมถุน 'พระผู้ใหญ่'แห่ขอคืนรถหรู ดีเอสไอลุยต่อ-ฟันคดีอาญา


(http://www.khaosod.co.th/view_resizing_images.php?filename=news-photo/khaosod/2013/07/p0101140756p1.jpg&width=360&height=360)
สึกเณรคำ - พระครูจิตวิสุทธิญาณคุณ เจ้าคณะอำเภอม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ลงนาม ขับหลวงปู่เณรคำออกจากสังกัด ขณะที่คณะสงฆ์จ.ศรีสะเกษ แถลงให้ต้องปาราชิกพ้นจากความเป็นพระ ตามข่าว


เณรคำปิดฉาก คณะสงฆ์สั่งให้ปาราชิกขาดจากความเป็นพระ กรณีเสพเมถุน ดีเอสไอเตรียมขออนุมัติออกหมายจับคดีอาญา ประสานขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนทันที คณะสงฆ์ศรีสะเกษ-อุบลฯ ประชุมกรณีอธิกรณ์พิจารณาพยานหลักฐานทั้งทางโลกและทางธรรม กระทั่งมีมติลงโทษสถานหนัก เจ้าคณะจังหวัดอุบลฯ ลงนามขับออกจากสังกัด พร้อมให้พระอุปัชฌาย์ตัดขาดความเป็นศิษย์-อาจารย์ สั่งตรวจสอบสมบัติที่พักสงฆ์ซ้ำ ผงะพบซื้อรถหรูกว่า 100 คัน มีพระผู้ใหญ่ติดต่อขอคืนแล้ว 3



ดีเอสไอจ่อออกหมายจับ



เมื่อวันที่ 13 ก.ค. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการสอบสวนพฤติกรรมและการกระทำโดยมิชอบของนายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระวิรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ว่า ในวันจันทร์ที่ 15 ก.ค. จะเรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวน เพื่อพิจารณาออกหมายจับเณรคำ ในคดีความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี โดยหญิงผู้เสียหายที่อ้างว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศจนมีลูกกับเณรคำ 1 คน จะเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษอย่างเป็นทางการ กับพนักงานสอบสวนดีเอสไอด้วย สำหรับการติดตามทรัพย์สินที่มีจำนวนมากนั้นอาจล่าช้าบ้าง เพราะทรัพย์สินถูกยักย้ายถ่ายโอนออกไป แต่ดีเอสไอยืนยันจะพยายามติดตามกลับมาให้ได้มากที่สุด



ประสานส่งผู้ร้ายข้ามแดน



นายธาริตกล่าวต่อว่า ส่วนการนำตัวเณรคำกลับมาดำเนินคดีในประเทศนั้นได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผบ.สำนักกิจการคดีต่างประเทศและอาชญา กรรมระหว่างประเทศ ดีเอสไอ เป็นผู้รับผิดชอบประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นมีความเป็นไปได้ที่เณรคำจะถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน เพราะในต่างประเทศให้ความสำคัญกับคดีที่เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็กและคดีความผิดฐานฟอกเงิน



ติดต่อขอคืนรถหรู 3 รายแล้ว



ด้าน พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว ผบ. สำนักคดีความมั่นคง กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับการติดต่อจากพระชั้นผู้ใหญ่ที่ได้รับถวายรถยนต์จากนายวิรพลแสดงเจตนาจะขอคืนรถแล้ว 3 คัน โดยอ้างว่าไม่สบายใจ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาดีเอสไอพยายามให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายในการชี้แจงข้อเท็จจริง รวมถึงฝ่ายที่ถูกกล่าวหา ซึ่งพนักงานสอบสวนพยายามติดต่อขอเข้าไปสอบปากคำที่บ้านหลายครั้ง แต่ญาติไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ยินยอมให้ตรวจดีเอ็นเอ ดังนั้น การดำเนินคดีดังกล่าวไม่ได้เป็นการสอบปากคำเพียงฝ่ายเดียว แต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ให้ความร่วมมือและไม่ใช้โอกาสในการชี้แจงข้อเท็จจริงเอง



ผงะพบซื้อรถกว่า 100 คัน



ขณะที่ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ. สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค กล่าวว่า จากการแกะรอยการจัดซื้อรถยนต์หลายคันของเณรคำคาดว่าจะมีไม่ต่ำกว่า 100 คัน ซึ่งดีเอสไอ จะลงพื้นที่ติดตามข้อมูลให้ได้ครบทุกคัน รวมถึงเรียกตัวบุคคลที่เป็นคนใกล้ชิดหรือลูกศิษย์ที่เป็นธุระจัดการหาซื้อรถตามคำสั่งของเณรคำ มาสอบปากคำให้ได้ข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ในการดำเนินคดี เนื่องจากทราบว่าในการจัดซื้อรถแต่ละครั้งเณรคำจะใช้งานลูกศิษย์คนสนิทรายหนึ่งเป็นผู้จัดหาตามที่ กำหนดสเป๊กไว้ โดยเณรคำมีหน้าที่เพียงจ่ายเงินสดให้เท่านั้น ส่วนประเด็นการครอบครองเรือหรูนั้นในส่วนนี้ยังไม่มีความชัดเจน คงต้องตรวจสอบต่อไป



รอดีเอ็นเอ'เณรคำ'เทียบ



นพ.เอนก ยมจินดา ผอ.สถาบันนิติวิทยา ศาสตร์ เปิดเผยถึงการตรวจสอบดีเอ็นเอ เพื่อพิสูจน์ความเกี่ยวข้องทางสายเลือดของ เด็กชายที่อ้างว่าเกิดจากหญิงสาวที่มีความสัมพันธ์กับเณรคำ ว่า ขณะนี้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังรอวัตถุพยานของเณรคำ เพื่อนำมาเปรียบเทียบหาดีเอ็นเอพิสูจน์ความสัมพันธ์พ่อ แม่ ลูก เช่น แปรงสีฟัน หรือของใช้ส่วนตัวอื่น ซึ่งทราบว่าเมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลไม่อนุมัติหมายค้นภายในกุฏิ ทำให้การตรวจสอบยังไม่คืบหน้า แต่ในส่วนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้เริ่มตรวจดีเอ็นเอที่ได้จากเนื้อเยื่อกระพุ้งแก้มของหญิงสาวคนดังกล่าวและลูกชายไปล่วงหน้าแล้ว เพื่อยืนยันความเป็นแม่ลูกให้ชัดเจน สำหรับดีเอ็นเอจากพี่ชายต่างพ่อที่ยินยอมให้นำไปตรวจสอบนั้นอยู่ระหว่างรอผล



ศรีสะเกษประชุมอธิกรณ์



เวลา 10.30 น. ที่วัดป่าศรีสำราญ อ.เมืองศรีสะเกษ พระครูสิริวินัยวัฒน์ เจ้าคณะอำเภอเมืองศรีสะเกษ ประธานคณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์พระวิรพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ พร้อมด้วยพระครูวัชรสิทธิคุณ เลขานุการเจ้าคณะ จ.ศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสอบสวน เรียกประชุมคณะกรรมการสอบสวน เพื่อร่วมกันพิจารณาอธิกรณ์หลวงปู่เณรคำ ซึ่งถูกกล่าวหากระทำผิดพระธรรมวินัยในเรื่องเสพเมถุน ฟอกเงิน และฉ้อโกงประชาชน โดยคณะกรรมการมีการนำเอาเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ได้รับมาจากสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ และจากสำนักงานพระพุทธศาสนา จ.ศรีสะเกษ มาประกอบในการประชุม โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 40 นาที ก่อนเปิดแถลงข่าวกับสื่อมวลชน เพื่อให้ทราบถึงมติในครั้งนี้



ต้องปาราชิก-ถอดผ้าเหลือง



พระครูวัชรสิทธิคุณกล่าวภายหลังประชุม ว่า คณะสงฆ์นำเอกสารหลักฐานที่ได้จากการสอบสวน ทั้งฝ่ายบ้านเมือง สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานพระพุทธศาสนา จ.ศรีสะเกษ มาประมวลพบว่ามีความผิดจริง เรื่องนี้เกี่ยวเนื่องไปถึงพระธรรมวินัย ซึ่งเป็นข้อประพฤติ ของพระภิกษุสงฆ์ ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อพระธรรมวินัย ข้อเสพเมถุนธรรม ซึ่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสว่า ถ้าเกิดว่าภิกษุรูปใดนั้นได้เสพเมถุนธรรม ก็ถือว่าพระภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระภิกษุในขณะนั้นทันที และถือว่าในวันนี้เป็นการลงมติและพิจารณาจากเอกสารหลักฐานการประชุม นำเอามาประชุมพิจารณากัน ซึ่งมติของคณะกรรมการเป็นเอกฉันท์ว่าให้เณรคำ ขาดจากความเป็นพระภิกษุด้วยต้องอาบัติปาราชิกในการเสพเมถุนตั้งแต่บัดนี้


(http://www.khaosod.co.th/view_resizing_images.php?filename=news-photo/khaosod/2013/07/p0101140756p3.jpg&width=360&height=360)
ลบทิ้ง - ป้ายวัดขันติบารมีสาขา 6 อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี หนึ่งในวัดสาขาของหลวงปู่เณรคำ ถูกตัวแทนชาวบ้านและกก.วัดลบชื่อทิ้ง ก่อนส่งเรื่องไปยังสำนักพุทธจังหวัด เพื่อขอตั้งเป็นวัดใหม่ เมื่อ 13 ก.ค.





จี้เอาผิดทางกฎหมายต่อ



พระครูวัชรสิทธิคุณกล่าวว่า การที่พระขาดจากความเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้วก็ถือว่าเป็นผู้ที่ไม่มีสมณภาวะ ในส่วนของบ้าน เมืองก็ดำเนินการไปตามกระบวนการ ซึ่งในส่วนของคณะสงฆ์ศรีสะเกษได้วินิจฉัยอาบัติตามพระธรรมวินัย ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีการแสดงไว้ในฝ่ายสงฆ์ศรีสะเกษ ถือว่าจบสิ้นกระบวนการ ซึ่งจะได้รายงานให้คณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ได้รับทราบตามลำดับ ต่อไป ส่วนกรณีของสำนักสงฆ์ขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ นั้น คณะสงฆ์ศรีสะเกษจะมีการประชุมพิจารณากันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยจะดำเนินการให้มีการตั้งเป็นวัดให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบดูว่าขณะนี้มีการดำเนินการตั้งวัดไปถึงขั้นตอนใดแล้ว



สงฆ์อุบลฯขับออกจากวัด



วันเดียวกัน ที่วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี พระครูจิตวิสุทธิญาณคุณ เจ้าคณะอำเภอม่วงสามสิบ และเป็นพระเลขาฯ คณะสงฆ์จังหวัด นำหนังสือคำสั่งที่ 1/2556 ให้พระวิรพล ฉัตติโก หรือพระเณรคำ พ้นจากการเป็นพระในปกครองของวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ และการปกครองของคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตจังหวัดอุบลราชธานี เสนอให้พระราชธรรมโกศล เจ้าคณะจังหวัด และ เจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อลงนาม



เสพเมถุน-ฟอกเงิน-ยาบ้า



ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 ก.ค. คณะสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานีมีหนังสือสั่งให้พระวิรพลเข้ามารายตัวชี้แจงกรณีถูกกล่าวหาละเมิดพระธรรมวินัย เสพเมถุนกับสีกา ฟอกเงิน และเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่พระวิรพลไม่มารายงานตัวตามคำสั่งภายในวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา จึงถือว่าพระวิรพลไม่เชื่อฟังคำสั่งของเจ้าอาวาส และไม่มีความประสงค์อยู่ในสังกัดของคณะสงฆ์จังหวัดแล้ว จึงให้ขับออกจากวัดและพ้นจากการปกครองของคณะสงฆ์ด้วย



สั่งลุยสำนักสงฆ์อีก 3 สาขา



นอกจากนี้ พระครูจิตวิสุทธิญาณคุณ ยังนำหนังสือการตัดขาดจากการเป็นศิษย์กับอาจารย์ให้พระสุนาถมุนี เจ้าอาวาสวัดศรีนวล เจ้าคณะอำเภอพิบูลมังสาหาร ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของพระเณรคำ ลงนามขับพ้นจากความเป็นพระในวันเดียวกัน ซึ่งจะมีผลให้พระเณรคำต้องหาพระอุปัชฌาย์ใหม่ภายใน 3 วัน ไม่เช่นนั้นก็จะสิ้นสภาพการเป็นพระโดยปริยาย



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน พระราชธรรมโกศลลงนามในคำสั่งให้มีการตรวจสอบที่พักสงฆ์สาขาของพระเณรคำ ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดรวม 3 แห่ง คือ ที่ อ.วารินชำราบ อ.พิบูลมังสาหาร และ อ.สิรินธร เพื่อตรวจสอบสภาพที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยให้กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งสอบถามเจ้าของที่ดินที่บริจาค ยังมีความประสงค์จะให้ใช้ตั้งเป็นวัดต่อไปหรือไม่



รายงานมหาเถรรับทราบ



ส่วนพระสงฆ์ที่อยู่ในสังกัดของพระเณรคำ ซึ่งคาดว่ามีประมาณ 10 รูป ให้เข้ามารายงานตัวต่อเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อแสดงความประสงค์อยู่ในการปกครองของ คณะสงฆ์จังหวัดต่อไปด้วย โดยหนังสือคำสั่งที่ขับพระเณรคำออกจากการปกครอง คณะสงฆ์จังหวัดจะส่งไปให้เจ้าคณะจังหวัด ทั้งมหานิกายและธรรมยุต ทั้ง 77 จังหวัด รับทราบ รวมทั้งรายงานให้มหาเถรสมาคมทราบต่อไป



'เณรคำ'ยังล่องหนไร้ร่องรอย



พระราชธรรมโกศลกล่าวถึงการบวชใหม่หลังถูกขับของพระเณรคำ ว่า ตามธรรมเนียมปฏิบัติเมื่อมีพระถูกขับจากการปกครองและตัดขาดจากการเป็นลูกศิษย์-อาจารย์ จะไม่มีพระรูปใดรับเป็นพระอุปัชฌาย์ เนื่องจากขัดธรรมเนียมปฏิบัติของมหาเถรสมาคม ส่วนพระเณรคำจะไปบวชกับนิกายอื่นที่ไม่อยู่ในสังกัดของพระไทยหรือไม่อาตมาตอบไม่ได้ จนถึงตอนนี้เณรคำก็ยังไม่ได้ติดต่อมาจึงมีหนังสือคำสั่งขับให้พ้นจากปกครองในวันนี้



สำนักสงฆ์อุบลฯปลดป้าย



วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวเข้าตรวจสอบที่พักสงฆ์ขันติบารมี สาขา 6 บ้านหนองฝาง ต.โพธิ์ใหญ่ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี หลังเณรคำถูกตัดสินต้องปาราชิก มีความผิดร้ายแรง พบว่าบริเวณถนนทางเข้าวัด ซึ่งเดิมมีป้ายไม้ระบุชื่อเป็นวัดในสาขาของพระเณรคำ มีการรื้อป้ายออกแล้ว ส่วนป้ายไม้ขนาดใหญ่ทางเข้าวัดมีการนำสีแดงมาทาทับชื่อวัดสาขา และยังไม่มีการตั้งชื่อใหม่ ส่วนภายในที่พักสงฆ์ก็เหมือนวัดร้าง เพราะพระที่จำพรรษาอยู่ในสำนักสงฆ์ ต่างเดินทางกลับไปยังต้นสังกัดเดิม เพื่อเตรียมเอกสารการบวชมา แสดงและขอเข้าสังกัดในคณะสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานีตามคำสั่งการ



ตั้งแต่สร้างเคยมาแค่ 2 ครั้ง



นายทอง ทองคำพิมพ์ อายุ 78 ปี ชาวบ้านหนองฝาง โยมอุปัฏฐาก เล่าว่า เดิมมีพระจำพรรษาอยู่ 5 รูป แต่ปัจจุบันเหลืออยู่รูปเดียว เพราะที่เหลือเดินทางกลับไปเตรียมเอกสารมารายงานตัวต่อเจ้าคณะจังหวัด เพื่อขอเข้ามาอยู่ในสังกัดอย่างถูกต้อง ทำให้ชาวบ้านต้องเข้ามาช่วยกันดูแลที่พักสงฆ์แห่งนี้ไว้ก่อน ตั้งแต่ตั้งที่พักสงฆ์แห่งนี้เณรคำเคยเดินทางมาเทศนาประมาณ 2 ครั้ง หลังจากนั้นก็ไม่เห็นมาอีกเลย สำหรับพระพุทธรูปและสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ในวัดชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างเอง เพราะต้องการให้มีวัดอยู่ในหมู่บ้าน โดยเณรคำไม่ได้ช่วยเหลือแต่อย่างใด ส่วนชื่อวัดขณะนี้ยังไม่ได้ตั้ง และจะหารือยื่นเรื่องขอตั้งเป็นวัดอย่างถูกต้อง ต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอุบลราชธานีต่อไป
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 14, 2013, 11:31:33 AM
แพร่คลิปเพลง'อ้ายคำ'ล้อ'เณรคำ'
-http://www.komchadluek.net/detail/20130713/163336/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B3.html#.UeIo7W0h-AI-


http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=T0Hgo_8yzok#at=83 (http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=T0Hgo_8yzok#at=83)

http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=T0Hgo_8yzok#at=83 (http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=T0Hgo_8yzok#at=83)

-http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=T0Hgo_8yzok#at=83-

อ้ายคำ (เณรคำ) เพลง อ้ายคำ แก๊งมหาโจรลวงโลก[18มงกุฏ]หลวงปู่เณรคํา ฉัตติโก วิรพล สุขผล อ้ายคำจันรัย 1


            13ก.ค.2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการเผยแพร่เพลง "อ้ายคำ" แต่งโดยโอ๋ ฆราวาส ทำนองจรัล  มโนเพชร ซึ่งเป็นการล้อเลียนนายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระวิรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ และมีการเผยแพร่ทางยูทูบโดยผู้ใช้นามว่า เกตุแก้ว มณีโชติ



หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 14, 2013, 11:41:42 AM
DSI ล่า เณรคํา ผู้ร้ายข้ามแดน-แฉ สร้างพระแก้วมรกตจำลองเพียบ
-http://hilight.kapook.com/view/88565-


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม


          หลวงปู่เณรคํา พ้นสภาพสงฆ์แล้ว DSI เล็งขอหมายจับ ขอส่งตัวกลับไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ด้าน กรมศิลป์ฯ เผย เณรคํา แอบสร้างพระแก้วมรกตจำลองเพียบ

          เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2556 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนคดีพฤติกรรมและการกระทำโดยไม่ชอบของ นายวิรพล สุขผล หรืออดีตหลวงปู่เณรคำ ว่า ในวันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคมนี้ เวลา 10.00 น. จะเรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนเพื่อพิจารณาออกหมายจับนายวิรพล ในคดีความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี โดยหญิงผู้เสียหายที่อ้างว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศกระทั่งมีลูกด้วยกัน 1 คน จะเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษอย่างเป็นทางการกับพนักงานสอบสวนด้วย
   
          สำหรับการติดตามทรัพย์สินที่มีจำนวนมากนั้น  ยอมรับว่ามีความล่าช้า เพราะทรัพย์สินถูกยักย้ายถ่ายโอนออกไป แต่ดีเอสไอยืนยันจะพยายามติดตามกลับมาให้ได้มากที่สุด ส่วนการนำตัวนายวิรพลกลับมาดำเนินคดีในประเทศนั้น ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผบ.สำนักกิจการคดีต่างประเทศและอาชญากรรมระหว่างประเทศ เป็นผู้รับผิดชอบประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว เบื้องต้นมีความเป็นไปได้ที่นายวิรพลจะถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน เพราะในต่างประเทศให้ความสำคัญกับคดีที่เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็กและคดีความผิดฐานฟอกเงิน

          ทางด้าน พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผบ.สำนักคดีความมั่นคง กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับการติดต่อจากพระชั้นผู้ใหญ่ที่ได้รับถวายรถยนต์จากนายวิรพลแสดงเจตนาจะขอคืนรถแล้ว 3 คัน โดยอ้างว่าไม่สบายใจ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาดีเอสไอพยายามให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายในการชี้แจงข้อเท็จจริง รวมถึงฝ่ายที่ถูกกล่าวหา ซึ่งพนักงานสอบสวนพยายามติดต่อขอเข้าไปสอบปากคำที่บ้านหลายครั้ง แต่ญาติไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ยินยอมให้ตรวจดีเอ็นเอ ดังนั้นการดำเนินคดีดังกล่าวไม่ได้เป็นการสอบปากคำเพียงฝ่ายเดียว แต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ให้ความร่วมมือและไม่ใช้โอกาสในการชี้แจงข้อเท็จจริงเอง

          ในส่วนของการก่อสร้างพระแก้วมรกตจำลองนั้น นายขจร มุกมีค่า ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี กล่าวว่า ได้ทำข้อสรุปประเด็นการตรวจสอบการก่อสร้างพระแก้วมรกตจำลองที่สำนักสงฆ์ป่าขันติธรรมเพิ่มเติม หลังจากสำรวจเบื้องต้นคาดว่าวัสดุที่ก่อสร้างจะเป็นหินชนิดหนึ่ง ส่วนจะเป็นหยกหรือไม่ต้องรอผลการตรวจสอบโดยใช้เทคนิควิธีทางวิทยาศาสตร์จากสถาบันอุดมศึกษาใน จ.อุบลราชธานีก่อน คาดว่าจะใช้เวลาในการตรวจสอบประมาณ 1 สัปดาห์
   
          ทั้งนี้ ได้จัดทำรายงานรายละเอียดทั้งหมดเสนอไปยังนายสหวัฒน์ แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากรแล้ว เบื้องต้นสามารถจำแนกพระแก้วมรกตจำลองที่สร้างในสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรมไม่ได้มีเฉพาะองค์เดียว แต่จากการตรวจสอบมีทั้งหมด 3 ขนาด ได้แก่

          1. พระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่มีการกล่าวอ้างว่าใหญ่ที่สุดในโลก 1 องค์

          2. องค์ขนาดกลาง คือ ที่อยู่ด้านหน้าองค์ใหญ่ ตรงพื้นราบ 3 องค์ กับที่อยู่ในบริเวณสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรมอีกจำนวนหนึ่ง ขณะนี้ยังไม่สามารถนับได้ว่ามีกี่องค์ แต่พบแม่พิมพ์ตั้งอยู่ใกล้ ๆ ด้วย

          3. องค์ขนาดเล็ก 4 องค์ ประกอบด้วย องค์ทรงเครื่องฤดูร้อน ประดิษฐานในบุษบก 1 องค์ และอีก 3 องค์ ทรงเครื่องแต่ละฤดู ตั้งไว้ให้คนมาคอยทำบุญ โดยจะมีบาตรเจาะรูที่ฝาไว้ให้ใส่เงิน ส่วนพระแก้วมรกตจำลองแต่ละองค์มีขนาดเท่าไหร่คงจะต้องเข้าไปตรวจสอบอีกครั้ง


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก-http://www.thaipost.net/sunday/140713/76382-



ผู้ร้ายข้ามแดน ‘สมีคำ’พ้นพระ จ่อออกหมายจับ
-http://www.thaipost.net/sunday/140713/76382-

 จ่อออกหมายจับ "เณรคำ" คดีล่วงละเมิดทางเพศจันทร์นี้ หลัง "ธาริต" เรียกประชุมพนักงานสอบสวน คาดถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน เผยพระชั้นผู้ใหญ่ไม่สบายใจขอคืนรถแล้ว 3 คัน ด้านสำนักพุทธฯ จี้รักษาการเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตจัดการ กรมศิลป์เผยแอบสร้างพระแก้วมรกตจำลองเพียบ
    เมื่อวันที่ 13 ก.ค. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนคดีพฤติกรรมและการกระทำโดยไม่ชอบของนายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระวิรพล ฉัตติโก หรือ "หลวงปู่เณรคำ" ว่า ในวันจันทร์ที่ 15 ก.ค.56 เวลา 10.00 น. จะเรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนเพื่อพิจารณาออกหมายจับนายวิรพล ในคดีความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี โดยหญิงผู้เสียหายที่อ้างว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศกระทั่งมีลูกด้วยกัน 1 คน จะเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษอย่างเป็นทางการกับพนักงานสอบสวนด้วย
    สำหรับการติดตามทรัพย์สินที่มีจำนวนมากนั้น  ยอมรับว่ามีความล่าช้า เพราะทรัพย์สินถูกยักย้ายถ่ายโอนออกไป แต่ดีเอสไอยืนยันจะพยายามติดตามกลับมาให้ได้มากที่สุด ส่วนการนำตัวนายวิรพลกลับมาดำเนินคดีในประเทศนั้น ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผบ.สำนักกิจการคดีต่างประเทศและอาชญากรรมระหว่างประเทศ เป็นผู้รับผิดชอบประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว เบื้องต้นมีความเป็นไปได้ที่นายวิรพลจะถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน เพราะในต่างประเทศให้ความสำคัญกับคดีที่เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็กและคดีความผิดฐานฟอกเงิน
    ทางด้าน พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผบ.สำนักคดีความมั่นคง กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับการติดต่อจากพระชั้นผู้ใหญ่ที่ได้รับถวายรถยนต์จากนายวิรพลแสดงเจตนาจะขอคืนรถแล้ว 3 คัน โดยอ้างว่าไม่สบายใจ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาดีเอสไอพยายามให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายในการชี้แจงข้อเท็จจริง รวมถึงฝ่ายที่ถูกกล่าวหา ซึ่งพนักงานสอบสวนพยายามติดต่อขอเข้าไปสอบปากคำที่บ้านหลายครั้ง แต่ญาติไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ยินยอมให้ตรวจดีเอ็นเอ ดังนั้นการดำเนินคดีดังกล่าวไม่ได้เป็นการสอบปากคำเพียงฝ่ายเดียว แต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ให้ความร่วมมือและไม่ใช้โอกาสในการชี้แจงข้อเท็จจริงเอง
    ส่วน พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษ กล่าวว่า จากการแกะรอยการจัดซื้อรถยนต์หลายคันของนายวิรพล คาดว่าจะมีไม่ต่ำกว่า 100 คัน ซึ่งดีเอสไอจะลงพื้นที่ติดตามข้อมูลให้ได้ครบทุกคัน รวมถึงเรียกตัวบุคคลที่เป็นคนใกล้ชิดหรือลูกศิษย์ที่เป็นธุระจัดการหาซื้อรถตามคำสั่งของนายวิรพลมาสอบปากคำให้ได้ข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ในการดำเนินคดี เนื่องจากทราบว่าในการจัดซื้อรถแต่ละครั้ง นายวิรพลจะใช้งานลูกศิษย์คนสนิทคนหนึ่งเป็นผู้จัดหาตามที่กำหนดสเปกไว้ โดยนายวิรพลมีหน้าที่เพียงจ่ายเงินสดให้
    ขณะที่ นพ.เอนก ยมจินดา ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เปิดเผยถึงการตรวจสอบดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความเกี่ยวข้องทางสายเลือดของเด็กชายที่อ้างว่าเกิดจากหญิงสาวที่มีความสัมพันธ์กับนายวิรพลว่า ขณะนี้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังรอวัตถุพยานของนายวิรพลเพื่อนำมาเปรียบเทียบหาดีเอ็นเอพิสูจน์ความสัมพันธ์พ่อ แม่ลูก เช่น แปรงสีฟัน หรือของใช้ส่วนตัวอื่น ทราบว่าเมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลไม่อนุมัติหมายค้นภายในกุฏิทำให้การตรวจสอบยังไม่คืบหน้า แต่ในส่วนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้เริ่มตรวจดีเอ็นเอที่ได้จากเนื้อเยื่อกระพุ้งแก้มของหญิงสาวคนดังกล่าวและลูกชายไปล่วงหน้าแล้ว เพื่อยืนยันความเป็นแม่ลูกให้ชัดเจน โดยเริ่มตรวจไปเมื่อช่วง 21.00 น. ของวันที่ 12 ก.ค. ซึ่งผลตรวจสอบจะออกภายใน 24 ชม. คือเวลา 21.00 น. ของวันที่ 13 ก.ค.นี้ สำหรับดีเอ็นเอจากพี่ชายต่างพ่อที่ยินยอมให้นำตรวจสอบนั้น ในทางนิติวิทยาศาสตร์ไม่สามารถนำมาตรวจสอบแทนความสัมพันธ์ของนายวิรพลได้ เพราะเป็นพี่ชายคนละพ่อกัน
    นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ จะนำหนังสือแถลงการณ์ของเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชานี ฝ่ายธรรมยุต แนบไปในหนังสือที่จะส่งไปยังสมเด็จพระวันรัต รักษาการเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต เพื่อแจ้งขอให้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอีกรอบ เพราะเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ฝ่ายธรรมยุต มีคำสั่งออกมาแล้ว และจะส่งหนังสือดังกล่าวไปในวันที่ 15 ก.ค.นี้ ส่วนการถอนหนังสือเดินทางของหลวงปู่เณรคำนั้น จะมีการส่งหนังสือแจ้งไปยังพระพรหมเวที เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการศูนย์ควบคุมการไปต่างประเทศสำหรับพระภิกษุสามเณร (ศ.ต.ภ.) เพื่อแจ้งให้ทราบ ก่อนที่จะมีการทำหนังสือแจ้งไปยังกระทรวงการต่างประเทศเพื่อให้ดำเนินการถอนพาสปอร์ตของหลวงปู่เณรคำทันทีในวันที่ 15 ก.ค.เช่นกัน
    ส่วนกรณีที่ขณะนี้ยังมีกลุ่มลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำเดินทางไปร้องเรียนยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับหลวงปู่เณรคำนั้น ถือว่าเป็นการร้องเรียนที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะการที่มาอ้างชื่อว่าเป็นตัวแทนของหลวงปู่เณรคำ แต่เวลาไปร้องเรียนกลับไม่มีหนังสือมอบอำนาจจากหลวงปู่เณรคำแต่อย่างใด  สำหรับความคืบหน้าในการตรวจสอบวัดสาขาของวัดป่าขันติธรรมนั้น พบว่ามีมากกว่า 10 แห่ง ที่จะกำชับให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ตรวจอย่างละเอียด เพราะวัดป่าขันติธรรมยังไม่ได้มีการตั้งเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นการตั้งวัดสาขา ไม่ว่าจะเป็นที่พักสงฆ์หรือสำนักปฏิบัติธรรม จึงถือว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมายด้วย
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดป่าศรีสำราญ อ.เมืองฯ จ.ศรีสะเกษ พระครูสิริวินัยวัฒน์ เจ้าคณะอำเภอเมืองศรีสะเกษ ประธานคณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์พระวิรพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมด้วยพระครูวัชรสิทธิคุณ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสอบสวน ได้เรียกประชุมคณะกรรมการสอบสวนทั้งคณะ เพื่อร่วมกันพิจารณาอธิกรณ์หลวงปู่เณรคำ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดพระธรรมวินัยในเรื่องการเสพเมถุน การฟอกเงิน และการฉ้อโกงประชาชน โดยคณะกรรมการฯ ได้มีการนำเอาเอกสารหลักฐานที่ได้รับมาจากสำนักคดีความมั่นคง ดีเอสไอ และจากสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ จ.ศรีสะเกษ มาประกอบการประชุมพิจารณา
    พระครูวัชรสิทธิคุณ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสอบสวน กล่าวว่า ตามที่ น.ส.สลักจิต อ่ำพิพัฒน์ ได้กล่าวหาจำเลยคือพระวิรพลว่า ได้มีการคบหากันจนมีเพศสัมพันธ์ด้วยกันและเกิดบุตรขึ้นมา 1 คน จึงได้เกี่ยวเนื่องไปถึงพระธรรมวินัย ซึ่งเป็นข้อประพฤติของพระภิกษุสงฆ์ ในข้อนี้ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อพระธรรมวินัยข้อเสพเมถุนธรรม ซึ่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสว่า ถ้าเกิดว่าภิกษุรูปใดนั้นได้เสพเมถุนธรรม ก็ถือว่าพระภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระภิกษุในขณะนั้นทันที และถือว่าในวันนี้เป็นการลงมติและพิจารณาจากเอกสารหลักฐานการประชุมนำเอามาประชุมพิจารณากัน ซึ่งมติของคณะกรรมการฯ เป็นเอกฉันท์ว่า ให้พระวิรพลขาดจากความเป็นพระภิกษุด้วยต้องอาบัติปาราชิกในการเสพเมถุน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ ฝ่ายสงฆ์ศรีสะเกษก็ถือว่าจบสิ้นกระบวนการ ซึ่งจะได้รายงานให้คณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ได้รับทราบตามลำดับต่อไป
    นายขจร มุกมีค่า ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี กล่าวว่า ได้ทำข้อสรุปประเด็นการตรวจสอบการก่อสร้างพระแก้วมรกตจำลองที่สำนักสงฆ์ป่าขันติธรรมเพิ่มเติม หลังจากสำรวจเบื้องต้นคาดว่าวัสดุที่ก่อสร้างจะเป็นหินชนิดหนึ่ง ส่วนจะเป็นหยกหรือไม่ต้องรอผลการตรวจสอบโดยใช้เทคนิควิธีทางวิทยาศาสตร์จากสถาบันอุดมศึกษาใน จ.อุบลราชธานีก่อน คาดว่าจะใช้เวลาในการตรวจสอบประมาณ 1 สัปดาห์
    ทั้งนี้ ได้จัดทำรายงานรายละเอียดทั้งหมดเสนอไปยังนายสหวัฒน์ แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากรแล้ว เบื้องต้นสามารถจำแนกพระแก้วมรกตจำลองที่สร้างในสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรมไม่ได้มีเฉพาะองค์เดียว แต่จากการตรวจสอบมีทั้งหมด 3 ขนาด ได้แก่ 1.พระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่มีการกล่าวอ้างว่าใหญ่ที่สุดในโลก 1องค์ 2.องค์ขนาดกลาง คือ ที่อยู่ด้านหน้าองค์ใหญ่ ตรงพื้นราบ 3 องค์ กับที่อยู่ในบริเวณสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรมอีกจำนวนหนึ่ง ขณะนี้ยังไม่สามารถนับได้ว่ามีกี่องค์ แต่พบแม่พิมพ์ตั้งอยู่ใกล้ๆ ด้วย 3.องค์ขนาดเล็ก 4 องค์ ประกอบด้วย องค์ทรงเครื่องฤดูร้อน ประดิษฐานในบุษบก 1 องค์ และอีก 3 องค์ ทรงเครื่องแต่ละฤดู ตั้งไว้ให้คนมาคอยทำบุญ โดยจะมีบาตรเจาะรูที่ฝาไว้ให้ใส่เงิน ส่วนพระแก้วมรกตจำลองแต่ละองค์มีขนาดเท่าไหร่คงจะต้องเข้าไปตรวจสอบอีกครั้ง.


หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 14, 2013, 09:12:30 PM
พระ 1,000ล้าน สังคมไทยไม่เคยจำ!
-http://news.sanook.com/1196011/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0-1000%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B8%B3/-


(http://www.tairomdham.net/index.php?action=dlattach;topic=8899.0;attach=2168;image)

จากซ้ายไปขวา  หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก(นายวิรพล สุขผล) ,พระครูใบฎีกานิกร ธรรมวาที(นายนิกร ยศคำจู) ,พระยันตระ อมโรภิกขุ (นายวินัย ละอองสุวรรณ) ,พระภาวนาพุทโธ (นายจำลอง คนซื่อ)



เป็นข่าวดังไปทั่วประเทศมาได้ระยะหนึ่งแล้วกรณี เณรคำ หรือ หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก แห่งวัดป่าขันติธรรม ที่ถูกลากเบื้องหลังอันฉาวโฉ่ออกมาตีแผ่จนแทบจะหมดทุกมุม ไม่ต่างจากพระดังในอดีตอีกหลายคนที่สร้างภาพให้ผู้คนศรัทธา แต่เบื้องหลังตักตวงผลประโยชน์จากศรัทธานั้นจนร่ำรวยมหาศาล นอกจากนั้นเกือบทุกรายจะต้องมีเรื่องของผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้อง

ลองมาย้อนดูว่าพระฉาวชื่อดังก่อน เณรคำ มีใครบ้าง

พระครูใบฎีกานิกร ธรรมวาที (นายนิกร ยศคำจู)
พระนักเทศน์เสียงทองแห่งยุคนั้น มีสำนักปฏิบัติธรรมหลายสิบแห่งทั่วประเทศ แต่ต้องอื้อฉาวไปทั่วประเทศในปีพ.ศ.2533 เมื่อนางอรปวีณา บุตรขุนทอง ออกมาแฉว่ามีความสัมพันธ์ จนมีลูกด้วยกันกับพระนิกร แต่ในตอนนั้นพระชื่อดังตอบโต้ว่ามีผู้อิจฉาในชื่อเสียงของตนใส่ร้าย แต่ในที่สุดด้วยหลักฐานที่แน่นหนาทั้งจดหมายรักที่ส่งถึงกัน ภาพถ่าย ทำให้ศาลสงฆ์ มีมติระบุความผิดพระนิกรว่าเป็น "ปฐมปาราชิก" คือการเสพเมถุนกับอิสตรี ขาดจากความเป็นพระ

พระยันตระ อมโรภิกขุ (นายวินัย ละอองสุวรรณ)
พระยันตระ อมโรภิกขุ (พระวินัย อมโร) อดีตพระดังที่เคยได้ชื่อว่าเป็นพระสงฆ์นักปฏิบัติธรรม มีผู้เคารพศรัทธาทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ เรื่องราวของพระยันตระก็ไม่ต่างจาก เณรคำ หลังจากบวชได้สักระยะก็เป็นที่รู้จักดีทำให้มีผู้ศรัทธาบวชเพื่อเข้าเป็นลูกศิษย์มากมาย มีผู้ศรัทธาสร้างสำนักวัดถวายหลายแห่ง โดยทุกวัดที่สร้างในสำนักเขาจะใช้คำว่า "สุญญตาราม" ประกอบด้วยเสมอ สำนักที่เป็นที่รู้จักดีคือ วัดป่าสุญญตาราม กาญจนบุรี และยังมีสำนักวัดป่าสุญญตารามของเขาในต่างประเทศอีกหลายแห่ง เช่นที่ วัดป่าสุญญตาราม เมืองบันดานูน รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น

ด้วยวัตรปฏิบัติรวมถึงคำสอนของเขา ทำให้เป็นพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในยุคนั้น จนในปี พ.ศ. 2537 เขาได้ถูกฟ้องร้องหลายข้อหาและถูกตั้งอธิกรณ์ว่าล่วงละเมิดเมถุนธรรมปาราชิกาบัติ อันเป็นหนึ่งในจตุตถปาราชิกาบัติที่ทำให้ขาดจากความเป็นพระภิกษุตามพระวินัยบัญญัติ โดยมีการต่อสู้ด้วยพยานหลักฐานมากมายตามสื่อต่าง ๆ เป็นข่าวโด่งดังในสมัยนั้น จนในที่สุดเขาได้ถูกมติมหาเถรสมาคมพิจารณาอธิกรณ์ปรับให้เขาพ้นจากความเป็นพระภิกษุ เพราะพิจารณาได้ความว่าเขาต้องอาบัติหนักดังที่ถูกฟ้องร้อง แต่นายวินัยไม่ยอมรับมติสงฆ์ดังกล่าว ด้วยการปฏิญาณตนว่ายังเป็นพระภิกษุและเปลี่ยนสีจีวรเป็นสีเขียว ทำให้ถูกสื่อต่าง ๆ ขนานนามว่า จิ้งเขียว, สมียันดะ, ยันดะ เป็นต้น ก่อนที่นายวินัยจะลักลอบทำหนังสือเดินทางปลอมเพื่อหลบหนีออกจากประเทศไทยไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาและได้รับสถานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง ทำให้นายวินัยสามารถหลบหนีคดีความอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้จนถึงปัจจุบัน

พระอิสรมุนี สำนักสงฆ์ป่าละอู จังหวัดเพชรบุรี
พระอิสระมุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมวิหารี (วัดร่วมใจพัฒนา-วัดป่าละอู) อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เป็นพระสงฆ์สายวิปัสสนาที่เป็นที่เคารพนับถือกับนักการเมืองดังหลายคน อดีตคือพระพระนักเทศน์ชื่อดัง แต่จากการสืบสวนของทีมงานรายการถอดรหัส ทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวีในขณะนั้น ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พบหลักฐานเป็นจดหมายเขียนถึงสีกาสาว 10 หน้ากระดาษและเทปสนทนาทางโทรศัพท์ ซึ่งพระอิสระมุนีก็ได้สึกจากสมณเพศในทันที ข่าวพระอิสระมุนีนี้ทำให้ไอทีวีได้รับรางวัลสารคดีเชิงข่าวยอดเยี่ยม รางวัล "แสงชัย สุนทรวัฒน์" จากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ประจำพ.ศ.2544

พระภาวนาพุทโธ (นายจำลอง คนซื่อ)
ข่าวของอดีตพระรูปนี้เป็นอีกบันทึกหน้าหนึ่งของสังคมไทย โดยในปี พ.ศ.2538 พระภาวนาพุทโธ พระวิปัสสนาดาวรุุ่ง กลับถูกข้อกล่าวหาว่านข่มขืนกระทำชำเรา เด็กชาวเขาจากจ.แม่ฮ่องสอน และจากจ.เชียงใหม่ ที่อุปการะไว้ โดยมีการแฉว่าพระภาวนาพุทโธมีพฤติกรรมชัวช้าตั้งแต่ปี 2531-2538 แต่เรื่องมาปรากฏเป็นข่าวในพ.ศ.2538 จากพระลูกวัดคนหนึ่ง ซึ่งเป็นญาติของเด็กหญิงชาวเขานั่นเอง คดีนี้สู้กันถึงศาลฎีกา ซึ่งสุดท้าย ศาลฎีกมีคำพิพากษาวว่ามีความผิดจริง

ทุกกรณีที่ผ่านมาล้วนแต่เป็นพระสงฆ์ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงยิ่งทั้งสิ้น มีญาติโยมบริจาคเงินทองให้มากมาย แต่สุดท้ายเบื้องหลังก็ประพฤติตัวชั่วช้าไม่ต่างจากโจรในคราบผ้าเหลือง แต่แม้ว่าจะผ่านมาหลายครั้งหลายคราว สังคมไทยก็ยังไม่จดจำ ยังคงหน้ามืดตามัว หลงศรัทธาโดยไม่ใช้สติ จนสุดท้ายก็ต้องตกเป็นเหยื่อของพระเหล่านี้ รวมถึงกรณีของ เณรคำ ที่กำลังโด่งดังในปัจจุบัน


เรื่องโดย ทีมข่าว Sanook! News

--------------------------------------------------------------



-http://www.oknation.net/blog/buddhacore/2012/04/04/entry-1-
http://www.oknation.net/blog/buddhacore/2012/04/04/entry-1 (http://www.oknation.net/blog/buddhacore/2012/04/04/entry-1)

.
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 16, 2013, 06:34:46 AM
ฉาวอีก ! เณรตุ๊ดโพสต์เฟซบุ๊ก อยากโดนเปิดซิง
-http://hilight.kapook.com/view/88595-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/kanokwan/MONK/Monk-02.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/kanokwan/MONK/Monk-01.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/kanokwan/MONK/Monk-04.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/kanokwan/MONK/Untitled-3.jpg)


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          วงการผ้าเหลืองฉาวอีก เณรตุ๊ดโพสต์เฟซบุ๊ก รำพึงรำพันความรัก พร้อมระบุข้อความ อยากโดนเปิดซิง ชาวเน็ตวิจารณ์ยับ

          เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กได้มีการแชร์และส่งต่อภาพสุดอื้อฉาวของสามเณรรูปหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะตุ้งติ้งเหมือนเพศที่สาม ได้โพสต์ข้อความและรูปภาพที่ไม่เหมาะสมผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

          โดยเฟซบุ๊กดังกล่าวใช้ชื่อว่า "ผิดไหม ที่รักอ๊อฟข้างเดียว" ซึ่งได้โพสต์ข้อความรำพึงรำพันและตัดพ้อต่าง ๆ นานาถึงพระที่ชื่อ อ๊อฟ และข้อความที่ไม่เหมาะสมอื่น ๆ เช่น อยากโดนเปิดซิง, วันที่ 25 ก.ค. จะได้เงิน 400,000 ละจะเอาไปไหนดี, เบื่อจังเลยไปไหนก็เงิน ไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ที่ไหนดีคิดทางออกก่อน เป็นต้น

           ภายหลังจากที่ชาวเน็ตได้นำภาพดังกล่าวมาแชร์ในโลกออนไลน์ ก็ทำให้ชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กจำนวนไม่น้อยตำหนิถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม พร้อมกับเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาจัดการโดยด่วน

แชร์สนั่นเน็ต! เณรตุ๊ดรำพึงรักอยากถูกเปิดซิง (http://www.youtube.com/watch?v=PKfbTRTjP5c#)
แชร์สนั่นเน็ต! เณรตุ๊ดรำพึงรักอยากถูกเปิดซิง

แชร์สนั่นเน็ต! เณรตุ๊ดรำพึงรักอยากถูกเปิดซิง (http://www.youtube.com/watch?v=PKfbTRTjP5c#)
-http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=PKfbTRTjP5c-
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 17, 2013, 06:20:22 AM
เสื่อมอีก ! พระสันติภาพ สกุลรักอรุโณทัย อ้างเป็นพระไสยเวท มีรูปหวิวคู่สาว
-http://hilight.kapook.com/view/88655-


(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc/pra6_1.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc3/pra1_1.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc/pra4_1.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc3/pra7.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc3/pra3.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc3/pra2_2.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc/pra5_1.jpg)


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก รู้เขารู้เรา รบร้อยชนะร้อย

            พระสันติภาพ สกุลรักอรุโณทัย ใช้ชื่อเฟซบุ๊ก "รู้เขารู้เรา รบร้อยชนะร้อย" อ้างตัวเองเป็นพระไสยเวท โพสต์รูปเสื่อมมีหญิงสาวซุกไซ้ซอกคอ และรูปถืออาวุธ พร้อมประกาศขายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปลุกเสกเอง โดยยังไม่มีข้อสรุปว่า พระสันติภาพ สกุลรักอรุโณทัย ใช่พระจริงหรือไม่

            วันที่ 16 กรกฎาคม 2556 มีภาพสะเทือนวงการศาสนาโผล่ว่อนเน็ตอีกครั้ง เมื่อมี เฟซบุ๊ก รู้เขารู้เรา รบร้อยชนะร้อย อ้างตัวเป็น พระสันติภาพ สกุลรักอรุโณทัย โดยภาพที่ปรากฎในเฟซบุ๊กเป็นชายวัยรุ่น ลักษณะเหมือนพระ ห่มจีวรสีแดงเลือดหมู และในอัลบั้มภาพมีการโพสต์รูปลักษณะอิงไสยเวท เช่น คาบมีด ถือดาบ พร้อมรอยสักหรือรอยเพนท์เป็นรูปยันต์ ทั้งยังขายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยอ้างว่าเป็นผู้ปลุกเสกเองด้วย

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc3/pra8.jpg)

   นอกจากนี้ พระสันติภาพ สกุลรักอรุโณทัย ยังโพสต์ภาพคู่กับหญิงสาวในชุดนักศึกษา ลักษณะถูกซุกไซบริเวณซอกคอด้วย และมีญาติโยมบางส่วนเคยนิมนต์ไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า พระสันติภาพ สกุลรักอรุโณทัย ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวกดถูกใจเพจไม่เหมาะสม เช่น สมาคมคนขี้เหงาและเปล่าเปลี่ยวและเร่าร้อนแห่งประเทศไทย หรือ สมาคมนิยมสาวมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย เป็นต้น และยังมีการแสดงสถานะความสัมพันธ์กับ เฟซบุ๊ก อิ๊ณ๊อง’น๊ามหวาน ลั๊ลลา พร้อมทั้งมีรูปคู่กันปรากฏอยู่ด้วย ทั้งนี้ ยังไม่มีการยืนยันว่าเฟซบุ๊กดังกล่าว ผู้เล่นเป็นพระสงฆ์จริงหรือไม่

            อย่างไรก็ตาม มีข้อความบางส่วนที่ถูกโพสต์ใน เฟซบุ๊ก รู้เขารู้เรา รบร้อยชนะร้อย ดังนี้

            "บวชครั้งแรก ที่ไชยสถานวิทยา…ณ เชียงแสน"

            "ออกงานอีกแล้ว…ตะกี้นิ ธรรมไม่ใด้หัดเรียบให้เทศ พ่องมัน !"

            "ไปรับกิจ ที่วัดบ้านกล้วยฝาย และ หนองห้า มาพระบาทนี่ร้อนเป็นบ้าเลย ดีน๊ะที่รถเรามีแอร์ไม่งั้น ซี้แง๋แก๋ !"



อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
-http://www.tnews.co.th/html/news/63332/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1!!%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7!!-%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0-%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C.html-

.



หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 19, 2013, 10:40:29 PM
ตะลึง! สมีคำ ใช้ฉัตร 3 ชั้นเป็นตราส่วนตัว
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    19 กรกฎาคม 2556 17:11 น.
-http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000088879-


(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000009340701.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000009340702.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000009340703.JPEG)


สำนักเลขาฯสังฆราช อึ้ง “สมีคำ” ใช้ฉัตร 3 ชั้นเป็นตราส่วนตัว แจง ไม่ใช่ “สมเด็จพระสังฆราช-พระองค์เจ้า” ไม่เหมาะสม ด้าน สำนักพุทธฯเตรียมนำคลิปดอกไม้พระราชทานเข้ามหาเถรฯ 9 สิงหาคมนี้
       
       วันนี้ (19 ก.ค.) พระครูสังฆสิทธิกร หัวหน้าฝ่ายศาสนวิเทศ สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เปิดเผยว่า สำนักเลขาฯได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างพระแก้วมรกตจำลอง ที่สำนักสงฆ์ป่าขันติธรรม และอ้างว่า เป็นพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ที่สุดในโลก พบว่าบริเวณผ้าทิพซึ่งพาดอยู่ตรงฐานขององค์พระแก้วมรกตจำลอง ได้ปรากฏตราสัญลักษณ์ประจำตัวของหลวงปู่เณรคำ ประกอบด้วย ฉัตร 3 ชั้น มีตราธรรมจักร รองด้วยฐานดอกบัว ใต้ฐานบัวมีชื่อสลักว่า หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก วัดป่าขันติธรรม เมื่อพิจารณาแล้ว ถือว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ทั้งนี้ การใช้ฉัตร 3 ชั้นมาประกอบสัญลักษณ์ ส่วนใหญ่แล้วฉัตรดังกล่าวจะใช้ได้เฉพาะระดับ สมเด็จพระสังฆราช และพระราชวงศ์ระดับพระองค์เจ้า หากสมีคำนำมาใช้เป็นตราสัญลักษณ์ของตนเอง ถือว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม สำนักเลขาฯ จะสอบถามไปยัง สำนักราชเลขาธิการ ว่า การแอบอ้างประเภทนี้จะมีโทษหรือความผิดมากน้อยแค่ไหนต่อไป
       
       สำหรับกรณีคลิปดอกไม้พระราชทาน นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า จากการที่ นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ รองประธานคนที่สาม คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา ได้พบข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับความประพฤติของอดีตหลวงปู่เณรคำ อีกเรื่องคือ คลิปวิดีโอบันทึกเหตุการณ์ที่อ้างว่าเป็นดอกไม้พระราชทาน ในสมัยที่ยังไม่ถูกปรับอาบัติปาราชิก โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังเพื่อนำถวายที่วัดป่าขันติบารมี สาขา 101 บ้านหัวเขา อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2555 นั้น ขณะนี้พศ.ได้รับข้อมูลและคลิปดังกล่าวมาแล้ว โดยจะตรวจสอบคลิป แล้วจะนำคลิปและข้อมูลรายงานให้กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ได้รับทราบ วันที่ 9 สิงหาคม ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เนื่องจากการประชุม มส.ในวันที่ 19 ก.ค.นี้ จะต้องเลื่อนออกไป เพราะคณะสงฆ์ติดภารกิจเนื่องในเทศกาลอาสาฬหบูชา และเข้าพรรษา


หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 19, 2013, 10:52:41 PM
ศาสนาเสื่อมอีกแล้ว ตร.บุกจับสึก 2 พระคู่หู เมาปลิ้นคากุฎิ
-http://world.kapook.com/pin/51e8c74b38217a7752000000-

ตำรวจด่านซ้ายจับสึกสองพระคู่หูเมาคากุฎิ (http://www.youtube.com/watch?v=3U576pBkRCg#)
-http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=3U576pBkRCg-

ตำรวจด่านซ้ายจับสึกสองพระคู่หูเมาคากุฎิ (http://www.youtube.com/watch?v=3U576pBkRCg#)
ตำรวจด่านซ้ายจับสึกสองพระคู่หูเมาคากุฎิ



คลิป ศาสนาเสื่อมอีกแล้ว ตร.บุกจับสึก 2 พระคู่หู เมาปลิ้นคากุฎิ เฮ้อ.. ดูแล้วอย่างเพลีย พระฉาวทำศาสนาเสื่อม คลิปนี้เป็นนาที ตำรวจด่านซ้าย บุกจับสึก 2 พระคู่หู ดวดเหล้าบนกุฏิซะเมาปลิ้น ตอนตำรวจไปตรวจค้น เจอเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียบ ฮา.. มันอาตรงพระแกเมาเนี่ยแหละ เมาซะตำรวจมึนไปด้วยเลย ฮา ลองไปดูกัน


http://world.kapook.com/pin/51e8c74b38217a7752000000 (http://world.kapook.com/pin/51e8c74b38217a7752000000)

.
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 20, 2013, 06:19:51 PM
DSI แจ้ง สมีคำ ถูกถอนพาสปอร์ต ต่อสถานทูตทุกประเทศ-เร่งผลักดันกลับไทย
-http://hilight.kapook.com/view/88862-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/kanokwan/MONK/Visa01.jpg)


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก alittlebuddha.com

         DSI แจ้งสถานทูตทุกประเทศ ผลักดัน สมีคำ กลับไทย หลังถูกเพิกถอนหนังสือเดินทางแล้ว หากพบการเคลื่อนไหวให้ส่งกลับไทยตามกฎหมายคนเข้าเมืองทันที

          วันนี้ (20 กรกฎาคม 2556) พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุว่า ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่กรมการกงสุลได้เพิกถอนหนังสือเดินทางของ "นายวิรพล สุขผล" สมีคำแล้ว และได้แจ้งไปยังสถานทูตทุกประเทศรับทราบ ซึ่งหากประเทศใดพบการเคลื่อนไหวของสมีคำ ก็จะมีการผลักดันกลับประเทศไทยตามกฎหมายคนเข้าเมืองทันที

          พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ กล่าวถึงระยะเวลาในการติดตามตัวสมีคำกลับไทยว่า ต้องขึ้นอยู่กับความร่วมมือของแต่ละประเทศ รวมถึงต้องดูข้อกฎหมายว่ามีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยหรือไม่ แต่เชื่อได้ว่าทางไทยจะได้รับความร่วมมืออย่างดี เพราะการล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี และการฉ้อโกง ถือเป็นหลักสากลที่หลายประเทศให้ความสำคัญ

          อย่างไรก็ดี ขณะนี้ทางดีเอสไอได้ดำเนินการใน 2 ส่วน คือ การติดตามตัวมาดำเนินคดี และส่วนที่ 2 คือการเดินหน้าตรวจสอบเรื่องทรัพย์ และเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายได้มาร้องทุกข์ต่อไป

          สำหรับบรรยากาศที่บ้านพักสงฆ์ป่าขันติธรรม ตำบลยาง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นไปอย่างเงียบเหงา ไม่มีญาติโยมเข้าไปทำบุญ หรือเที่ยวชมวัดเหมือนอย่างหลายวันที่ผ่านมา พบเพียงพระสงฆ์และสามเณรจำวัดอยู่ 15 รูป ที่กำลังเก็บของกลับไปรายงานตัวยังต้นสังกัดเดิมตามมติของคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก สำนักข่าวไทย
-http://www.mcot.net/site/content?%20%20id=51ea188a150ba005390001cd#.Uep0Om0h-AK-


--------------------------------------------------------------

กระชากหน้ากาก “สมีคำโฮลดิ้ง”
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน    20 กรกฎาคม 2556 06:17 น.
-http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9560000089060-

ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์-ในที่สุดสัตว์โลกก็ย่อมเป็นไปตามกรรม เพราะผลกรรมที่ทำเอาไว้นั้นหนักหนาสาหัสเกินกว่าที่จะครองสมณเพศต่อไปได้ ดังนั้น กลุ่มคนที่เคยได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูจากจากอดีตหลวงปู่เณรคำจึงจำใจและจำยอมมีคำสั่งให้อาบัติ ปาราชิกขาดจากความเป็นพระ กลายเป็น “สมีคำ ไอ้คำ หรือโล้นคำ” ตามแต่ที่จะเรียกขานกัน
       
       อย่างไรก็ตาม เรื่องของสมีคำยังไม่จบเพียงแค่นั้น เพราะจบจากคดีทางธรรมก็ยังมีคดีทางโลกที่จะต้องลากคอสมีคำที่เร่ร่อนเป็นสัมภเวสีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้จงได้ด้วยข้อหาอุกฉกรรจ์ตามที่ศาลอาญาอนุมัติหมายจับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
       
       แต่ประเด็นปัญหาที่จะต้องขยายผลทางคดีต่อไปไม่ใช่หยุดแค่ตัวของสมีคำคนเดียวเท่าใด เพราะจากข้อหาทั้งหลายทั้งปวงที่ดีเอสไอตั้งเอาไว้นั้น ต้องบอกว่า สมีคำคนเดียวคงไม่มีปัญญาทำได้ หากแต่จะต้องมี “ผู้ร่วมขบวนการ” รู้เห็นเป็นใจในการวางแผนทางธุรกิจ และน่าเชื่อได้ว่าน่าจะเป็นขบวนการใหญ่โตไม่แพ้บริษัทห้างร้านชั้นนำในประเทศไทยทีเดียว
       
       เฉกเช่นเดียวกับกลุ่มลูกศิษย์ที่ยังคงยืนหยัดต่อสู้ให้พระอาจารย์สุดหัวใจอย่าง 2 เกลอหัวขวด “สุขุม วงประสิทธิ” ดร.จากมหาวิทยาลัยลวงโลก และ “เริงศักดิ์ กำธร” อดีตนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนที่ทำทุกอย่างแม้กระทั่งยอมแต่งตัวเป็นลิเกเพื่อเรียกร้องความสนใจจากสื่อมวลชนในวันที่เดินทางในยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ที่สังคมไม่เชื่อว่า ทำเพื่อสมีคำอย่างสู้ตายถวายหัว หากแต่น่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือใครเขียนบทละครให้รับบทบาทดังกล่าว
       
       แน่นอน หลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าชัดเจนว่า สมีคำไม่ได้ทำมาหากินคนเดียวหากแต่ทำในรูปของ “สมีคำโฮลดิ้ง” ก็คือ ตัวเลขในบัญชีเงินฝาก 41 บัญชีที่เคยมีเงินอยู่ 200-300 บาท เวลานี้เหลือเงินตกค้างเพียงแค่ 2-3 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งนั่นแสดงว่า ต้องมีใครคนใดคนหนึ่งเบิกเงินจำนวนนี้ออกไป
       
       ประเด็นนี้นายณรงค์ รัตนานุกูล ที่ปรึกษาด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) ให้ข้อมูลว่า ป.ป.ส.และป.ป.ง.ได้ขอความร่วมมือไปยังสถาบันการเงินและธนาคารทุกแห่งที่เปิดบัญชีให้แก่อดีตพระวิรพลจำนวน 41 บัญชีให้รายงานการทำธุรกรรมการเงินย้อนหลังนับตั้งแต่อดีตพระวิรพลมาเปิดบัญชีรับบริจาค ซึ่งขณะนี้ทราบว่า เงินบัญชีทั้ง 41 บัญชี มีเงินตกค้างอยู่ประมาณ 2-3 ล้านบาท ซึ่ง ป.ป.ส.และ ป.ป.ง.จะเร่งติดตามเงินที่หายจากบัญชีต่อไป
       
       และข้อมูลที่ไม่อาจมองข้ามได้เกี่ยวกับสมีคำโฮลดิ้งก็คือ ข้อมูลจากนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เกี่ยวกับการสร้างเครื่องทรงพระแก้วมรกต 3 ฤดูที่ใช้ทองคำ 9 พันกิโลกรัมในการสร้าง ซึ่งนายสงกรานต์ยืนยันว่า งานนี้มีนักธุรกิจการเงิน นักธุรกิจทองคำและนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง
       
       “ตัวสมีคำเองไม่ได้มีความรู้ว่าจะโยกย้ายเงินอย่างไร หรือจัดการเงินอย่างไร ดังนั้น จึงมีผู้ที่อยู่เบื้องหลังแน่นอน เบื้องต้นสืบทราบว่าน่าจะเป็นนักธุรกิจชื่อดังหลายคน รวมถึงนักการเมืองระดับชาติด้วย อีกไม่นานจะได้รู้ว่าใครคือไอ้โม่งที่อาศัยศรัทธาประชาชนทำมาหากินเช่นนี้”
       
       คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ บุคคลเหล่านั้นคือใคร
       
       เพราะยิ่งปะติดปะต่อเรื่องราวก็ยิ่งน่าเชื่อว่า ไอ้โม่งที่ชักใยสมีคำ หรือสมีคำใช้งานทางธุรกิจต้องไม่ธรรมดาทั้งในทางโลก ในทางธรรมและในทางการเมือง
       
       จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่า นักการเมืองที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสมีคำเป็นนักการเมืองระดับชาติที่มีอิทธิพลและเส้นสายในระดับที่ไม่ธรรมดา โดยนักการเมืองรายนี้เป็นผู้ชายและเคยต้องคดีทางการเมืองเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา เรียกว่าถ้าเอ่ยชื่อมาต้องร้องอ๋อกันทั้งบ้านทั้งเมืองเลยทีเดียว
       
       ส่วนนักธุรกิจที่ถือเป็นมือไม้ในการบริหารจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ นั้น เป็น “ผู้หญิง” อายุประมาณ 45 ปี เป็นนักธุรกิจที่ทำการค้าเกี่ยวกับเรื่องรถยนต์ และกิจการค้าหลากหลาย ซึ่งเป็น 1 ใน 4 สีกาที่สมีคำให้ความไว้วางใจเป็นอย่างมาก
       
       ด้านนักธุรกิจค้าทอง มีรายงานข่าวว่า ดีเอสไอเตรียมลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีเพื่อสอบสวนร้านทองแห่งหนึ่งหลังพบว่า ได้ขายบ้านจัดสรร 3 หลังมูลค่า 9 ล้านบาทให้สมีคำ พร้อมควานหาเบาะแสเรื่องทองคำที่สมีคำเปิดรับบริจาคเพื่อมาสร้างเครื่องทรงพระแก้วมรกตจำลองด้วย
       
       โดยขณะนี้มีข้อมูลยืนยันว่า ดีเอสไอและ ป.ป.ง.อยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางทางการเงินของทั้งสามคนว่ามีความเชื่อมโยงกับสมีคำในทางใดบ้าง และจะสามารถเอาผิดได้หรือไม่
       
       นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับการซื้อรถของสมีคำที่ยังมีข้อพิรุธให้ต้องตรวจสอบมากมาย ทั้งกรณีมีรถอยู่ในครอบครองกี่คันกันแน่ แล้วรถที่ซื้อนำไปจำหน่ายจ่ายแจกให้กับใคร รวมทั้งยังมีความพิสดารเรื่องการซื้อมาและขายคืนให้โชว์รูมอีกต่างหาก
       
       เพราะไม่เพียงแค่ข้อมูลจาก “เสี่ยกัง” เศรษฐีเจ้าของร้านประดับยนต์ชื่อดังของ จ.อุบลราชธานี ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับการซื้อรถยนต์ของ นายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระวิรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ จำนวน 35 คัน เพื่อแจกจ่ายแก่พระชั้นผู้ใหญ่ รวมถึงบุคคล และส่วนราชการต่างๆ เท่านั้น ยังมีข้อมูลจากอดีตลูกศิษย์ของหลวงปู่เณรคำรายหนึ่งให้ข้อมูลด้วยว่า ข้อมูลการซื้อรถของเณรคำที่เสี่ยกังนำเอามาเปิดเผยนั้นน่าที่จะยังเปิดเผยข้อมูลไม่หมด เนื่องจากยังมีรถยนต์อีกประมาณกว่า 10 คันที่เสี่ยกังไม่ได้พูดถึง โดยลูกศิษย์คนนี้ตั้งข้อสังเกตว่า การที่เสี่ยกังมอบรถราคาแพงจำนวนมากแก่บุคคลต่างๆ ไปแล้วอ้างว่าจำไม่ได้ว่ามอบรถให้ใครไปบ้างนั้นไม่น่าเชื่อถือ เพราะการที่จะมอบรถราคาแพงให้ใครไปเสี่ยกังจะต้องบันทึกเอาไว้อยู่แล้ว
       
       สำหรับรถยนต์หรูที่นำเอาเข้ามาจากต่างประเทศนั้น อดีตเณรคำจะซื้อมาจาก “เสี่ยโย” เจ้าของบริษัทจำหน่ายรถยนต์นำเข้าแห่งหนึ่งย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพฯ โดยอดีตเณรคำไปซื้อรถยนต์ยี่ห้อมายบัคจำนวน 2 คัน รถเมอร์เซเดส-เบนซ์ จำนวน 2 คัน รถบีเอ็มดับเบิลยู รุ่นเอ็กซ์ 6 จำนวน 4 คัน รถยนต์ยี่ห้อ โตโยต้า เลกซัส จำนวน 1 คัน และรถโรลส์-รอยซ์ มือสองอีกจำนวน 1 คัน เพื่อนำเอามาใช้งานด้วย
       
       เช่นเดียวกับ 1 ใน 2 คดีที่ดีเอสไอขออนุมัติศาลออกหมายจับคือการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตร 14 ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ที่เข้าไปอ่านเว็บไซต์ของสมีคำ เพราะงานนี้ถ้าดีเอสเลือกที่จะฆ่าตัดตอนสมีคำเพียงคนเดียวก็ดูจะเป็น 2 มาตรฐานและดูไม่ยุติธรรมกับสมีคำเท่าใดนัก เนื่องจากชัดเจนว่า สมีคำไม่ได้ทำเว็บเพียงคนเดียว
       ดังนั้น จึงต้องเรียกตัวผู้เกี่ยวข้องกับการทำเว็บไซต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเว็บมาสเตอร์มาสอบสวนพร้อมทั้งตั้งข้อหาเดียวกับสมีคำด้วย
       
       ส่วนในทางธรรมก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ผู้ที่มีจิตเมตตาต่อสมีคำเป็นพิเศษมิใช่ใครอื่นหากแต่คือ “พระธรรมธิติญาณ(ศรีจันทร์) เจ้าคณะภาค 10(ธรรมยุต) ผู้ที่ได้รับรถยนต์โตโยต้าคัมรี่จากสมีคำ เพราะในการให้สัมภาษณ์ทุกครั้งก็ล้วนแล้วแต่คิดบวกต่อสมีคำโดยไม่มีข้อกังขา โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พระธรรมธิติญาณประกาศชัดเจนว่า กรณีที่มีการเรียกร้องให้นายวิรพลมารับความผิดและสอบสวนตามข้อกล่าวหานั้น ตนเองเห็นว่า จะไม่ได้รับความเป็นธรรมหากจะจับสึกแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่ฟังข้อเท็จจริงที่โดนกลั่นแกล้งกล่าวหาแบบฟังความข้างเดียว เช่น กล่าวหาว่านอนกับสีกา พอเอาผิดก็ไม่ได้ขยายความว่ามีเพศสัมพันธ์หรือไม่ การฟอกเงินซึ่งเป็นการพยายามโยงไปถึงเรื่องการพัวพันยาเสพติดทั้งที่ไม่มีหลักฐาน
       
       เหตุที่บอกว่า เป็นการเอื้ออาทรด้วยใจเมตตาที่ผิดปกติก็เพราะการระบุว่า การตัดสินของคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต ผู้สอบอธิกรณ์ที่ตัดสินให้อดีตพระวิรพลต้องอาบัติปาราชิกด้วยการอ่านคำตัดสินลับหลังเพียงฝ่ายเดียวถือว่าไม่ถูกต้องและไม่ให้ความเป็นธรรมนั้น จากการตรวจสอบข้อกฎหมายตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 ว่าด้วยการลงนิคหกรรม(พ.ศ.2511) ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนในหมวดที่ 3 ส่วนที่ 2 วิธีพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมชั้นต้น ข้อ 39 วรรคสอง ระบุว่า ถ้าโจทก์หรือจำเลยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาฟังคำวินิจฉัยตามกำหนดที่ได้นัดหมายไว้ โดยมิได้มีหนังสือแจ้งเหตุขัดข้องต่อคณะผู้พิจารณาขั้นต้นก่อนถึงเวลาที่นัดหมาย ให้อ่านคำวินิจฉัยและให้ถือว่าฝ่ายที่ไม่มาฟังคำวินิจฉัยได้ทราบคำวินิจฉัยนั้นแล้ว
       
       และที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดก็คือ องค์พระแก้วมรกดจำลองใหญ่ที่สุดในโลกที่สมีคำโฮลดิ้งใช้เป็นเครื่องมือในการทำมาหากิน โดยโฆษณาชวนเชื่อว่า สร้างด้วยหินหยกจากประเทศอินเดีย จากการตรวจสอบข้อมูลของกรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับสำนักงานศิลปากรที่ 11 จังหวัดอุบลราชธานีพบว่า ไม่ได้เป็นไปตามที่กล่าวอ้าง
       
       “จากการตรวจสอบพบว่าด้านท้ายองค์พระแก้วฯ มีกระสอบบรรจุผงปูนสีเขียวที่มีความมันวาว เมื่อนำมาผสมกับน้ำ ผงปูนสีเขียวดักล่าวจะแข็งตัว ลักษณะคล้ายวัสดุที่นำมาหล่อเป็นแผ่นๆ ก่อนนำไปติดบนองค์พระปูนซิเมนต์ ในชั้นนี้จึงเชื่อได้ว่า วัสดุที่นำมาสร้างองค์พระแก้วฯ ไม่ใช่หินหยกที่นำเข้ามาจากประเทศอินเดียอย่างที่มีการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้ญาติโยมร่วมกันบริจาคเงินจำนวนมากๆ มาร่วมสร้างแต่อย่างใด”พ.อ.ชัชนันท์ เชื้ออำนาจ รอง ผบ.สำนักคดีความมั่นคง ดีเอสไอ ให้ข้อมูล
       
       เพราะฉะนั้นดีเอสไอจะต้องนำตัวสมีคำและสมีคำโฮลดิ้งมาลงโทษให้ได้ เนื่องจากความผิดที่ได้กระทำขึ้นมานั้น ย่ำยีหัวใจพุทธศาสนิกชนหนักหนาสาหัสยิ่งนัก

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 20, 2013, 06:23:12 PM
.

จริงๆ  ศาสนาพุทธ ไม่เคยเสื่อม

แต่ที่เสื่อม  เป็นบุคคลที่เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุ 

และอีก 3 ประเภท ที่เรียกว่า พุทธบริษัท 4

ที่เป็นคนที่ทำตนเองให้เสื่อมจากความบริสุทธิ์ของศาสนาพุทธ

.
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 20, 2013, 08:02:00 PM
สมี คืออะไร ไขข้อสงสัย ทำไม เณรคํา ถูกเรียก สมีคำ
-http://hilight.kapook.com/view/88762-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/annira/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3.jpg)



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          เป็นข่าวดังมาหลายสัปดาห์แล้ว กรณี อดีตพระวิรพล ฉัตติโก หรืออดีตหลวงปู่เณรคำ แห่งที่พักสงฆ์ขันติธรรม ในตำบลยาง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ถูกคณะสงฆ์ผู้พิจารณาอธิกรณ์ปรับอาบัติ ให้ขาดจากความเป็นพระภิกษุสงฆ์ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2556 หลังจากต้องคดีพรากผู้เยาว์ รวมทั้งยังมีความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติในครอบครองหลายพันล้านที่ส่อเค้าว่าจะฉ้อโกง หรืออาจพัวพันกับยาเสพติดด้วยนั้น ทำให้ช่วงหลังมานี้ สื่อมวลชนทั้งหลายจึงเรียกขาน "เณรคำ" ใหม่ว่า "สมีคำ"

          ทั้งนี้ เนื่องจากยังมีหลายคนไม่ทราบว่า เหตุใดจึงมีการเรียก เณรคำ ว่า สมีคำ และคำว่า สมี คืออะไร หรือมีความหมายอย่างไร ดังนั้นวันนี้เราจึงรวบรวมข้อมูลในเรื่องดังกล่าวมากฝากค่ะ

 
          พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ระบุความหมายของคำว่า สมี ดังนี้
          สมี [สะหฺมี] น. คําเรียกพระภิกษุผู้ต้องอธิกรณ์ขั้นปาราชิก; (โบ) คําใช้เรียกพระภิกษุ
 

          ขณะที่ พจนานุกรม อ.เปลื้อง ณ นคร ได้ระบุความหมายของคำว่า สมี ดังนี้
          สมี [สะ-หฺมี] น. คำเรียกคนถูกไล่สึกจากพระ เพราะต้องอาบัติปาราชิก บุคคลที่เป็นสมีจะบวชอีกไม่ได้ตลอดชีวิต
 

พจนานุกรม

          สำหรับรายละเอียดของการอาบัติปาราชิกนั้น ได้มีบัญญัติไว้ว่า เมื่อพระภิกษุอาบัติปาราชิกแล้ว ต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุทันที แม้จะไม่ยอมสึกออกจากการเป็นพระภิกษุก็ตาม นอกจากนี้ ทางพระวินัยถือว่า พระภิกษุที่อาบัติปาราชิกแล้ว จะไม่สามารถทำกิจร่วมกับพระภิกษุอื่นได้ และไม่สามารถบวชเป็นพระได้อีกตลอดชีวิต ส่วนสาเหตุที่ส่งผลให้อาบัติปาราชิก มี 4 ข้อ ดังนี้
 

          อาบัติข้อที่ 1. เสพเมถุน กรณีที่พระภิกษุเสพสังวาสกับสตรี หรือแม้แต่เดรัจฉานเพศเมีย ถือว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุทันที แม้จะอยู่ในผ้าเหลืองหรือไม่ก็ตาม ถือว่าขาดจากการเป็นพระขณะที่สำเร็จกิจ
 
          อาบัติข้อที่ 2. ลักขโมย เมื่อมีเจตนาลักขโมยของที่เจ้าของไม่ได้อนุญาตด้วยจิตที่จะลัก
 
          อาบัติข้อที่ 3. ฆ่ามนุษย์ ทั้งฆ่าให้ตายด้วยตนเอง หรือใช้ให้คนอื่นฆ่า กรณีนี้ คือ พระภิกษุมีเจตนาตั้งใจที่จะฆ่าอยู่แล้ว เช่น คิดและมีการวางแผนฆ่าให้ตาย เมื่อไม่ตายก็พยายามแล้วพยายามอีกจนเสียชีวิต
 
          อาบัติข้อที่ 4. พูดอวดคุณวิเศษ ในที่นี้หมายภูมิธรรม อาทิ ไม่ได้เป็นพระโสดาบัน แต่กลับอ้างตัวว่า บรรลุฌานสมาบัติ เป็นต้น

 
          อย่างไรก็ตาม การจะต้องอาบัติปาราชิกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเจตนาและการกระทำของพระภิกษุเป็นเกณฑ์ โดยปกติแล้วจะมีการวินิจฉัยเป็นรายกรณีไป โดยอาจมีการยกเว้นแก่พระสงฆ์ที่กระทำการนั้นโดยไม่รู้ตัว มีจิตฟุ้งซ่าน หรือเป็นบ้า
 
          สำหรับคดีตัวอย่างอันโด่งดังของพระภิกษุสงฆ์ที่อาบัติปาราชิก และถูกเรียกว่า สมี นั้น พบว่า เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ได้แก่ กรณีของ อดีตพระยันตระ อมโรภิกขุ (พระวินัย อมโร) หรือ นายวินัย ละอองสุวร พระสงฆ์นักปฏิบัติธรรมชื่อดัง ที่ขณะนั้นมีผู้คนให้ความศรัทธามากมาย ซึ่งในเวลาต่อมา อดีตพระยันตระ ได้ถูกฟ้องร้องหลายข้อหา ทั้งล่อลวงสีกาเพื่อเสพเมถุน ประพฤติตัวไม่สำรวม และพบหลักฐานว่า มีการใช้จ่ายเงินในสถานบริการทางเพศซึ่งตั้งอยู่ในต่างประเทศ
 
          จนกระทั่งปี พ.ศ. 2537 อดีตพระยันตระได้ถูกมติมหาเถรสมาคมพิจารณาให้พ้นจากความเป็นพระภิกษุ แต่เจ้าตัวไม่ยอมรับมติสงฆ์ดังกล่าว ซ้ำยังพูดวิพากษ์วิจารณ์ก้าวล่วงถึงขั้นหมิ่นองค์สมเด็จพระสังฆราช ก่อนลักลอบทำหนังสือเดินทางปลอมหลบหนีออกจากประเทศไทย ทำให้ต้องหลบหนีไปอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบัน และถูกสื่อมวลชนเรียกขานว่า "สมียันตระ" หรือเรียกแบบเหน็บ ๆ ว่า "สมียันดะ"

          จากคดีตัวอย่างในข้างต้นนี้ จะเห็นได้ว่า พฤติกรรมของอดีตพระยันตระและสมีคำนั้น มีความคล้ายคลึงกันในหลายด้าน ซึ่งล้วนตรงตามเกณฑ์ในการอาบัติปาราชิก ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุให้สื่อมวลชนเรียกขานเณรคำที่ถูกตัดสินพ้นจากสภาพพระภิกษุไปแล้วว่า สมีคำ นั่นเอง


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
-http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TVRJMU1qUTVORE13T0E9PQ==&sectionid=Y25Wd1lXbHRiMlJs&day=TWpBd01TMHhNUzB3TlE9PQ==-
-http://www.komchadluek.net/detail/20130716/163520/%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B0.html#.UeqKE20h-AJ-





ปาราชิก
-http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TVRJMU1qUTVORE13T0E9PQ==&sectionid=Y25Wd1lXbHRiMlJs&day=TWpBd01TMHhNUzB3TlE9PQ==-

คอลัมน์ รู้ไปโม้ด

โดย น้าชาติ ประชาชื่น, nachart@yahoo.com

 สวัสดีครับ น้าชาติ

  ผมอยากทราบว่าพระสงฆ์ทำผิดอย่างไรจึงเรียกว่า "อาบัติ" และทำผิดอย่างไรจึงเรียกว่า "ปาราชิก" รบกวนน้าชาติอธิบายให้เข้าใจด้วย

 /พีระ

 
ตอบ-พีระ

  คำตอบนี้โต๊ะพระของข่าวสดให้มาละเอียดทีเดียว

 
 อาบัติ แปลว่า ต้อง ถูกต้อง หมายถึง ข้อบัญญัติวินัยสำหรับป้องกันความประพฤติของพระภิกษุให้อยู่ในกรอบแห่งศีลธรรมอันดีงาม อาบัติแต่ละข้อพระพุทธเจ้าจะทรงบัญญัติตามคำแนะนำและติเตียนของชาวบ้านที่ได้พบเห็นและรู้เรื่องราวความประพฤติของพระ แล้วนำไปฟ้องร้องให้พระพุทธเจ้าทรงรับรู้ ในฐานะพระศาสดา

 
 พระพุทธองค์จะทรงวินิจฉัยและตรากฎบัญญัติหรืออาบัติขึ้นตามเหตุการณ์บ้านเมืองสมัยนั้น ซึ่งมีทั้งหมด 227 ข้อ ประกอบด้วย ปาราชิก 4 สังฆาทิเสส 13 อนิยต 2 นิสสัคคีย์ปาจิตตีย์ 30 ปาจิตตีย์ 92

 
 นอกจากนี้ยังมี ปาฏิเทสนียะ เสขิย ปกิณณกะ อธิกรณสมถะอีกด้วย

 
 อาบัติตั้งแต่สังฆาทิเสสลงมา พระภิกษุที่ถูกต้องแล้วยังไม่จัดว่าพ้นจากความเป็นพระ เฉพาะอาบัติสังฆาทิเสสถือว่าเป็นอาบัติหนัก พระภิกษุที่ต้องแล้วต้องอยู่กรรมจึงจะพ้นผิด ส่วนอาบัติอื่นๆ นั้นพระภิกษุที่ต้องกล่าวแสดงต่อหน้าพระภิกษุให้รับทราบก็จะสามารถพ้นจากอาบัติได้

 
 สำหรับอาบัติปาราชิกนั้น จัดว่าเป็นอาบัติหนักที่สุดซึ่งเมื่อพระภิกษุต้องอาบัตินี้แล้วต้องขาดจากความเป็นพระทันที แม้จะไม่ยอมสึกออกจากการเป็นพระ หรือต้องอาบัติแล้วจะไม่สึกยอมออกไปก็ถือว่าขาดจากการเป็นพระทันทีที่ต้องอาบัติ ทางพระวินัยถือว่าไม่สามารถร่วมสังวาสกับพระภิกษุสงฆ์ได้ด้วย และไม่สามารถบวชเป็นพระได้อีกต่อไป

 
 พระพุทธเจ้าทรงเปรียบพระภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิกว่าเป็นเหมือนต้นตาลยอดด้วน ไม่สามารถออกดอกผลได้อีกต่อไป เท่ากับว่าไม่สามารถเจริญงอกงามในพระธรรมวินัยในบวรพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในฐานะพระภิกษุได้อีก

 
 อาบัติปาราชิก มีอยู่ 4 ข้อ คือ 1.เสพเมถุน 2.ลักขโมย 3.ฆ่ามนุษย์ให้ตาย 4.อวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตัวให้ปรากฏ

อาบัติข้อที่ 1.เสพเมถุน กรณีที่พระภิกษุเสพสังวาสกับสตรีหรือแม้แต่เดรัจฉานเพศเมีย ถือว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุทันที แม้จะอยู่ในผ้าเหลืองหรือไม่ก็ตาม ถือว่าขาดจากการเป็นพระขณะที่สำเร็จกิจ

 
 สำหรับพระภิกษุที่เป็นต้นบัญญัติ ทำโดยไม่รู้ตัวกรณีถูกบังคับ มีจิตฟุ้งซ่าน เป็นบ้า ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป และไม่มีเจตนาถือว่าไม่ต้องอาบัติ ภิกษุต้นบัญญัติ ชื่อพระสุทิน ชาวเมืองเวสาลี

 
 อาบัติข้อที่ 2 ลักขโมย เมื่อมีเจตนาลักขโมยของที่เจ้าของไม่ได้อนุญาตด้วยจิตที่จะลัก ซึ่งพระวินัยกำหนดไว้ คือ ราคา 1 มาสก หรือ 1 บาทขึ้นไป (ราคาสิ่งของในสมัยนั้น) ภิกษุที่เป็นต้นบัญญัติชื่อพระธนิยะ ได้ขโมยไม้หลวง

 
 อาบัติข้อที่ 3 ฆ่ามนุษย์ให้ตายด้วยตนเอง หรือใช้ให้คนอื่นฆ่า กรณีนี้ก็เช่นกัน คือพระภิกษุมีเจตนาอยู่แล้ว ตั้งใจที่จะฆ่า เช่น คิด และมีการวางแผน ฆ่าให้ตาย เมื่อไม่ตายก็พยายามแล้วพยายามอีกจนเสียชีวิต ถือว่าขาดจากการเป็นพระทันที กรณีที่ไม่มีเจตนาไม่ถือว่าต้องอาบัติ

 
 อาบัติข้อที่ 4 พูดอวดคุณวิเศษ ในที่นี้หมายภูมิธรรม อาทิ ไม่ได้เป็นพระโสดาบันอ้างตัวว่าบรรลุฌาน สมาบัติ พระโสดาบัน เป็นต้น ถือว่า พ้นจากความเป็นพระภิกษุทันที ยกเว้น สำคัญผิดคิดว่าตนเองบรรลุ มิได้ประสงค์จะโอ้อวด ภิกษุบ้า มีจิตฟุ้งซ่าน ไม่รู้สึกตัว และพระที่เป็นต้นบัญญัติ

 
 การจะต้องอาบัติปาราชิกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเจตนาและการกระทำของพระภิกษุเป็นเกณฑ์ พระพุทธองค์ได้ทรงวินิจฉัยเป็นกรณีๆไป
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 21, 2013, 07:20:12 PM
DSI เผย คดีสมีคำต่างกับยันตระ เพราะไม่มีข้อหาคดีอาญาที่เป็นสากล
-http://hilight.kapook.com/view/88881-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc3/CR02.jpg)


 
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก luangpunenkham.com

           DSI เผยคดีสมีคำต่างกับยันตระ เพราะไม่มีข้อหาคดีอาญาที่เป็นสากล ล่าสุดขอความร่วมมือ 20 ประเทศ ผลักดันสมีคำกลับไทย ด้าน จนท. ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านรถที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม เผยมีเงินหมุนเวียนอีก 30 ล้าน และมีรถถ่ายโอนจากสมีคำ 17 คัน ขณะที่ ป.ป.ง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินของสาว 8 รายที่เกี่ยวข้อง

           เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2556 พ.ต.อ.ทรงศักดิ์  รักศักดิ์สกุล ผบ.สำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้าของคดีสมีคำ หรือ นายวิรพล สุขผล  ว่า ได้ทำหนังสือขอความร่วมมือไปยัง หน่วยงานด้านความร่วมมือทางอาชญากรรมระหว่างประเทศที่มีสมาชิกรวม 20 ประเทศ เพื่อให้ช่วยผลักดันให้สมีคำกลับประเทศไทย

           นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ของสหรัฐฯ และให้หลายประเทศยุโรป เพื่อขอความร่วมมือสืบสวนหาตัวนายวิรพล ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงต่างประเทศได้เพิกถอนหนังสือเดินทางแล้ว  อีกทั้งยังส่งสำเนาหมายจับที่ระบุข้อหาพร้อมตำหนิรูปพรรณสัณฐานให้กับ ตม. อีก 20 ประเทศ เพื่อขอให้ดำเนินการติดตามคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ และขอข้อมูลในการสืบสวนหาตัว

           พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวอีกว่า คดีของนายวิรพลต่างกับคดีของยันตระ เพราะขณะที่ยันตระก่อเหตุนั้นไม่ได้มีการกระทำผิดอาญาที่เป็นข้อหาสากล อย่างไรก็ตาม ทาง ดีเอสไอ ค่อนข้างจะมั่นใจว่าจะรับการร่วมมือในการผลักดันกลับ เนื่องจากมีความผิดใน 3 ข้อหาชัดเจน คือ ฉ้อโกงประชาชน ด้วยการลงข้อความอันเป็นเท็จ, เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, การล่วงละเมิดทางเพศเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และพรากผู้เยาว์

           ขณะที่ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค กล่าวถึงความคืบหน้าในการติดตามรถยนต์จำนวนหลายคันที่นายวิรพลครอบครองล่าสุด โดยเจ้าของรถเบนซ์หรู และมายบัค ที่ขายให้นายวิรพลนั้น ได้ติดต่อขอเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้ปากคำเกี่ยวกับการครอบครองรถคันดังกล่าวแล้ว ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2556 นี้

           โดยในเบื้องต้นพบว่า นายวิรพลได้ติดต่อขอซื้อรถดังกล่าวกับผู้ชายไปใช้เพียงระยะหนึ่ง แต่กลับอ้างว่าไม่มีเงินเลยทำมาขายคืนให้ ซึ่งผู้ขายก็ซื้อรถกลับคืนเท่านั้น แต่ประเด็นดังกล่าวยังมีพิรุธ เนื่องจากนายวิรพลไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงิน เพราะการซื้อรถยนต์ของนายวิรพลหลายครั้ง มีการซื้อรถยนต์และขายคืน บางครั้งเป็นลอต ครั้งละไม่ต่ำกว่า 6 คัน

           ส่วนทางด้าน พ.ต.ท.ธีระพงษ์ ดุลวิจาสรณ์ ผอ.สืบสวนทางการเงิน ป.ป.ง. ได้เดินเข้าตรวจค้นร้านประดับยนต์ แสงเจริญ ซาวด์ แอนด์ เทเลคอม ที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งจากแนวทางการสอบสวนพบว่า ร้านดังกล่าวมีการทำธุรกรรมรถยนต์เกี่ยวกับนายวิรพล โดยมีเงินหมุนเวียนกว่า 30 ล้านบาท และมีรถยนต์หรูในครอบครองจากการถ่ายโอนของนายวิรพลอีก 17 คัน

           แต่ทั้งนี้ นายศุภราช วิริยะพงษ์ เจ้าของร้าน ไม่ยอมให้ผู้สื่อข่าวถ่ายภาพ พร้อมใช้หนังสือพิมพ์ปิดบังใบหน้าของคนเอง และได้เชิญเจ้าหน้าที่เข้าไปคุยที่ชั้น 2 โดยไม่ยอมให้นักข่าวติดตามไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ง. ได้ใช้เวลาสอบสวนนานถึง 3 ชั่วโมง

           อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อตรวจสอบส่วนที่เกี่ยวข้องธุรกรรมทางการเงิน ซึ่ง ป.ป.ง.ได้เสนอในชั้นนี้ จำนวน 59 รายการ ประกอบด้วย มีที่ดิน 10 แปลง, รถยนต์ 23 คัน, บัญชีธนาคาร 17 บัญชี, มีจำนวนเงินกว่า 60 ล้านบาท โดยมีร้านแสงเจริญ ประดับยนต์พบว่ามีธุรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเณรคำเป็นรถราคาแพง 17 คัน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท จึงอายัดไว้ตรวจสอบ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

           ในส่วนของเส้นทางการเดินเงินของบุคคลใกล้ชิดของนายวิรพลนั้น ทางดีเอสไอยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ เช่น ตรวจสอบหญิงสาว 8 ราย ที่เกี่ยวข้องกับนายวิรพล ซึ่งดีเอสไอจะเข้าไปตรวจสอบข้อมูลเป็นรายบุคคลจนครบทุกราย

           ส่วนเรื่องบัญชีเงินของนายวิรพลจากเดิม 200 ล้านบาท แต่เมื่อกระแสข่าวโด่งดัง ทำให้เงินสดในบัญชีถูกยักย้ายถ่ายเทออกไป จนท้ายที่สุดก็เหลือเงินในบัญชีที่สามารถอายัดและยึดได้เพียง 3 แสนบาทนั้น ทาง ป.ป.ง. ระบุว่า ถึงแม้ขั้นตอนการทำงานติดตามทรัพย์เส้นทางเงินลำบากมากขึ้น แต่ ป.ป.ง. ก็ไม่ท้อ จะดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินต่อไป



อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก

INN

-http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1374302382&grpid=00&catid=&subcatid=-

-http://www.dailynews.co.th/thailand/220369-

.
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 23, 2013, 05:04:07 AM
'เณรคำ' ผ้าเหลืองหลุด มติสงฆ์ผิดฐาน เสพเมถุน-ปาราชิก
-http://www.youtube.com/watch?v=Zgh_zNuCsm8-

'เณรคำ' ผ้าเหลืองหลุด มติสงฆ์ผิดฐาน เสพเมถุน-ปาราชิก (http://www.youtube.com/watch?v=Zgh_zNuCsm8#)

'เณรคำ' ผ้าเหลืองหลุด มติสงฆ์ผิดฐาน เสพเมถุน-ปาราชิก (http://www.youtube.com/watch?v=Zgh_zNuCsm8#)
'เณรคำ' ผ้าเหลืองหลุด มติสงฆ์ผิดฐาน เสพเมถุน-ปาราชิก

--------------------------------------------------------------------------

เสี่ยกัง ยัน ไม่เป็นนอมินีของ สมีคำ เป็นแค่คนจัดหารถให้เท่านั้น
-http://hilight.kapook.com/view/88910-



สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม

         เสี่ยกัง เจ้าของร้านประดับยนต์ แสงเจริญ จ.อุบลราชธานี เปิดเผยกับดีเอสไอ ไม่ได้เป็นนอมินีของ สมีคำ เป็นแค่คนจัดหารถให้เท่านั้น เผยตนก็โดน สมีคำ หลอก

         วันนี้ (22 กรกฎาคม 2556) นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ หัวหน้าศูนย์ข้อมูลและวิเคราะห์คดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยว่า หลังจากทีมสอบสวนได้ประชุมคดี อดีตพระเณรคำ ฉัตติโก ประธานสำนักสงฆ์ขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ ล่าสุดเช้าวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปตรวจสอบที่ ร้านแสงเจริญ ซาวด์ แอนด์ มอเตอร์สปอร์ต ซึ่งเป็นร้านประดับยนต์ของ นายศุภราช วิริยพงศ์ หรือ เสี่ยกัง ที่ ปปง. มีมติให้ตามยึดและอายัดทรัพย์สินกว่า 60 รายการ ของอดีตพระเณรคำ รวมทั้งของคนใกล้ชิดด้วยก่อนหน้านี้ โดยการตรวจสอบในวันนี้ คือตรวจสอบเอกสารอีกครั้ง

         ทั้งนี้ นายอังศุเกติ์ กล่าวอีกว่า เบื้องต้นทาง เสี่ยกัง ให้การปฏิเสธ และระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้เสียหาย ที่ถูกหลอกให้ทำบุญกับ อดีตพระเณรคำ ด้วย ดังนั้น เสี่ยกัง จึงเข้าข่ายเป็นผู้เสียหาย ในข้อหาฉ้อโกงด้วย

         อย่างไรก็ตาม เสี่ยกัง หรือ นายศุภราช วิริยพงศ์ ระบุว่า รถยนต์ที่จัดหาให้นั้น สมีคำ หรือ นายวิรพล สุขผล จะนำไปให้พระชั้นผู้ใหญ่ อดีตสื่อมวลชน คนสนิท ญาติ และนำไปใช้ในขบวนเดินทาง ซึ่งยืนยันว่า ตนไม่ได้เป็นนอมินีครอบครองรถให้ สมีคำ เป็นแค่คนจัดหา เพราะต้องการเงินส่วนต่างในการทำไฟแนนซ์

         ทั้งนี้ เสี่ยกัง ยังกล่าวว่า รถยนต์บางคันนั้นใช้ชื่อตัวเองจ่ายไปก่อน และ สมีคำ ก็จะมาผ่อนคืนทีหลัง ส่วนเงินที่จ่ายค่ารถไม่ทราบว่ามาจากที่ใด และขณะนี้นายวิรพล ก็ยังติดเงินอยู่ 9 ล้านบาท
 
INN
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 23, 2013, 05:07:49 AM
แชร์สนั่นเน็ต! เณรตุ๊ดรำพึงรักอยากถูกเปิดซิง
-http://www.youtube.com/watch?v=PKfbTRTjP5c-

แชร์สนั่นเน็ต! เณรตุ๊ดรำพึงรักอยากถูกเปิดซิง (http://www.youtube.com/watch?v=PKfbTRTjP5c#)

แชร์สนั่นเน็ต! เณรตุ๊ดรำพึงรักอยากถูกเปิดซิง (http://www.youtube.com/watch?v=PKfbTRTjP5c#)
-http://www.youtube.com/watch?v=PKfbTRTjP5c-

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 25, 2013, 09:36:30 PM
ด้านล่างนี่  ไม่สงสารพ่อกับแม่บ้างเลยหรือไง พ่อแม่ไม่อบรมกันบ้างเลย ทางวัดและอุปัชฌาย์ ไม่ได้อบรมสั่งสอนหรือไง  ทำไมถึงทำแบบนี้


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ฉาว ! ภาพพระตุ๊ดอมนกเขา โผล่แชร์ว่อนเน็ต คนวิจารณ์ยับ
-http://fb.kapook.com/hilight-89027.html-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc3/pra123.jpg)


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก FuckGhost ฟักโกสต์ : สมาคมต่อต้านสิ่งงมงาย

            ภาพพระตุ๊ดอมนกเขา ระบาดในโลกไซเบอร์ เผย เป็นเณรในวัดดังของเชียงใหม่ ชาวเน็ตวิจารณ์ยับ พฤติกรรมไม่เหมาะ ทำศาสนาเสื่อมเสียอีกแล้ว

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2556 ได้มีภาพสุดสยิวถูกแชร์ต่อกันในโลกไซเบอร์อีกครั้ง โดยครั้งนี้มาจากเฟซบุ๊ก FuckGhost ฟักโกสต์ : สมาคมต่อต้านสิ่งงมงาย ที่ได้โพสต์ภาพของเณรรูปหนึ่งซึ่งมีลักษณะตุ้งติ้งคล้ายเพศหญิงสวมชุดชั้นใน และยกทรงโชว์เนินอกถ่ายรูป แต่ที่ฮือฮาที่สุดก็คือ ภาพของเณรคนดังกล่าวที่ห่มจีวรก้มลงดูดอวัยวะเพศชายอย่างไม่อายใคร

            ทั้งนี้ ในโลกไซเบอร์ได้ระบุไว้ด้วยว่า เณรในภาพนี้ชื่อ น้องเบ้น เป็นพระตุ๊ดของวัดดังในจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกับเรียกร้องให้เณรคนดังกล่าวสึกจากความเป็นเณร เพื่อที่พระพุทธศาสนาจะได้ไม่แปดเปื้อน ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้ชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก โดยมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สร้างความเสื่อมเสียให้วงการผ้าเหลืองอีกครั้งหนึ่งแล้ว





หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 28, 2013, 07:45:59 AM
พระถูกฆ่าเฉือนอัณฑะ ค้นกุฏิพบเจ้าสำนักสงฆ์เสพยา

-http://news.sanook.com/1199475/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%86%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B8%B0-%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%8E%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%86%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2/-


(http://p3.s1sf.com/ns/0/ud/239/1199475/3.jpg)

เจ้าหน้าที่ค้นกุฏิ หลังพระสำนักสงฆ์พรหมศักดิ์สิทธิ์ ขอนแก่น ถูกฆ่าปาดคอ เฉือนอัณฑะ พบเจ้าสำนักเสพยาบ้า จับสึกทันควัน 

พระสงฆ์ถูกฆ่าเสียชีวิต ที่เกิดเหตุที่สำนักสงฆ์พรหมศักดิ์สิทธิ์ (วัดป่าพรหมนิมิตร) ต.น้ำอ้อม อ.กระนวน บริเวณโรงครัว พบศพ พระอุบล อุปโล อายุ 33 ปี พระลูกวัด สภาพศพสวมสบง รัดด้วยประคด นอนหงายมรณภาพจมกองเลือดส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่ว มีบาดแผลถูกฟันจนคอหวิดขาดโดยมีมีดปังตอปักคาลำคอ และลูกอัณฑะยังถูกเฉือนไปเกือบหมด นอกจากนี้ยังพบส้อมปลายงอมีเลือดติดอยู่ และลูกปัดกระจายเกลื่อนพื้นนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด (26 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังเข้าตรวจค้นทุกห้องพบอุปกรณ์เสพยาภายในกุฏิพระบุญฐากร วิมล พรือ พระอาจารย์เปิ่ม อายุ 69 ปี เจ้าสำนักสงฆ์ จึงคุมตัวไปสอบสวนก็พบว่าปัสสาวะเป็นสีม่วง โดยพระบุญฐากร รับสารภาพว่าเสพมานานแล้ววันละ 2 เม็ด โดยยาบ้าาและอุปกรณ์ลูกศิษย์เป็นคนนำมาให้ เจ้าหน้าที่จึงนำตัวไปสึก ก่อนส่งไปดำเนินคดี

ทั้งนี้ ได้มีการพิมพ์ลายนิ้วมือ ทำประวัติพระ และเณรที่อยู่ในวัดทั้งหมด ขณะที่ได้มีการตัดประเด็นความแค้นส่วนตัว โดยมุ่งไปที่การทำคุณไสย เพราะคนร้ายมีการเฉือนอัณฑะของผู้ตายไป

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 28, 2013, 06:47:41 PM
รวบอดีตพระตัณหากลับ ข่มขืนเด็ก 14 ปี คากุฏิกว่า 2 ปี
-http://hilight.kapook.com/view/89146-



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม


          อดีตพระข่มขืนเด็กอายุ 14 ปี นานกว่า 2 ปี ก่อนหนีความผิดไปที่พะเยา จนตำรวจตามไปจับกุมตัวได้ในที่สุด

          เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2556 นางปวีณา หงสกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ ผกก.สน.บางเขน ได้แถลงข่าวการจับกุม นายสนั่น คำสีแดง หรืออดีตพระมหาสนั่น อติภัทโท อายุ 64 พระลูกวัดบางบัว ที่ วัดทุ่งรวงทอง หมู่บ้านทุ่งรวงทอง จ.พะเยา

          ทั้งนี้ เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา เด็กหญิงเอ (นามสมมุติ) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้ถูก อดีตพระมหาสนั่น ที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก พาไปนั่งดูโทรทัศน์ภายในกุฏิ และเมื่อสบโอกาส อดีตพระมหาสนั่นก็ข่มขืน พร้อมให้เงิน 80 บาท และขู่ว่าจะทำร้ายหากนำเรื่องไปฟ้องพ่อแม่ ทำให้เด็กหญิงเอ เก็บความลับเอาไว้ตลอด จนกระทั่งวันที่ 28 พฤษภาคม อดีตพระมหาสนั่น ได้โทรศัพท์ให้เด็กหญิงเอ มารับอาหารและขนมที่กุฏิ แต่ครั้งนี้ เด็กหญิงเอได้ชวนเพื่อนไปด้วย และพระมหาสนั่น ได้ให้เด็กหญิงเอไปซื้อสุราและน้ำแข็งหน้าวัดบางบัวทอง ปล่อยเพื่อน 2 คนไว้กับอดีตพระมหาสนั่น

          หลังจากที่กลับมา เด็กหญิงเอ ได้ยินเพื่อนทั้งสองคนโวยวาย และหนีออกไปจากกุฏิ จึงรีบนำสุราและน้ำแข็งไปเก็บ แล้วเด็กหญิงเอก็ถูกพระมหาสนั่นลงมือข่มขืนอีกครั้ง พร้อมกับให้เงิน 100 บาทไปซื้อยาคุมกำเนิด เนื่องจากอดีตพระมหาสนั่นไม่ได้สวมถุงยางอนามัย หลังจากที่เกิดเหตุ อดีตพระมหาสนั่นได้หลบหนีไปจังหวัดพะเยา ภายหลังมาถูกตำรวจจับ และถูกนำตัวไปลาสิกขาบทต่อหน้าพระราชวิริยาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดพะเยา

          ทั้งนี้ นางปวีณา หงส์สกุล กล่าวว่า ตนได้รับการร้องเรียนจากนางฟ้า (นามสมมุติ) อายุ 34 ปี มารดาของเด็กหญิงเอ เนื่องจากนางฟ้า ให้การว่า ลูกสาวถูกข่มขืนมากว่า 2 ปีแล้ว จึงได้ประสานตำรวจเข้าจับกุม เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะข่มขู่และกลับไปทำร้ายผู้เสียหาย และทางมูลนิธิก็จะนำเด็กไปฟื้นฟูจิตใจต่อไป

          ด้านอดีตพระมหาสนั่น เผยว่า ตนเองได้ทำเรื่องดังกล่าวจริง เนื่องจากดื่มสุราจนมึนเมา และเด็กสาวก็เข้ามากอดและหอมแก้มจนเกิดอารมณ์ พร้อมกับฝากเตือนพระสงฆ์รูปอื่น ๆ ว่า ไม่ควรอยู่ตามลำพังกับเด็ก เพราะอาจจะเกิดอารมณ์จนขาดสติ

          ด้านตำรวจ ได้แจ้งข้อหากระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และคดีพรากผู้เยาว์ พร้อมกับนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.บางเขน เพื่อดำเนินคดีต่อไป


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
-http://www.dailynews.co.th/crime/222178-

-http://www.mcot.net/site/content?id=51f4a6c8150ba0f552000168#.UfUE8W0h-AK-


รูปและคลิปการจำกุม ดูได้จากเดลินิวส์และสำนักข่าวไทยครับ

.

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 30, 2013, 06:19:08 AM
ลือ ! สมีคำ ลาสิกขาแล้ว เตรียมขอสัญชาติอยู่อเมริกา
-http://hilight.kapook.com/view/89149-


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก luangpunenkham.com

             ลือสะพัด ! สมีคำ ลาสิกขาแล้ว เตรียมขอสัญชาติอยู่อเมริกา กลัวความวุ่นวาย ด้านพระลูกศิษย์ สมีคำ โต้ข่าวลือไม่จริง

             เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีข่าวลือสะพัดว่า อดีตพระวิรพล ฉัตติโก หรือ หลวงปู่เณรคำ ประธานที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรม บ.ยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ลาสิกขาแล้ว เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม และกำลังยื่นขอเป็นพลเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยไม่กลับประเทศไทยอีก เนื่องจากกลัวความวุ่นวาย

             อย่างไรก็ตาม ทางด้าน พระวิโรจน์ อิรินทโม หรือ พระปีโป้ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 พระลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำ เปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า อาตมาจำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์ป่าขันติธรรมตลอดเวลา และไม่พบเห็นมีข่าวลือดังกล่าวเกิดขึ้น พระลูกวัดที่ปัจจุบันจำพรรษาอยู่ด้วยกันทั้งหมด รวม 5 รูป คือ พระครูธรรมธรคำไข โสภาจาโร ประธานสงฆ์ที่พักสงฆ์ขันติธรรม, ตัวอาตมาเอง, พระแหลม, หลวงพ่อยศ และ พระบวชใหม่อีก 1 รูป ก็อยู่กันเป็นปกติ ไม่ได้มีความสับสนวุ่นวายเกี่ยวกับข่าวลือการลาสิกขาของหลวงปู่เณรคำแต่อย่างใด

             ขณะที่ทางด้าน พระครูธรรมธรคำไข กล่าวว่า อาตมาได้เสนอต่อพระทุกรูปว่าให้อยู่ด้วยกันที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรมนี้ไปก่อนในช่วงเข้าพรรษา เพราะเมื่อเรื่องราวต่าง ๆ จบอาตมาก็จะกลับวัดที่ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ และเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษก็คงจะพิจารณาให้พระรูปใดรูปหนึ่งขึ้นมาดูแลที่พักสงฆ์แห่งนี้เพื่อจะได้เสนอจัดตั้งให้เป็นวัดต่อไป


มีข่าว เณรคำ สึก ขอสัญชาติอเมริกัน ไม่กลับไทย (http://www.youtube.com/watch?v=lfigvWrOiVA#)
คลิป ลือ ! สมีคำ ลาสิกขาแล้ว เตรียมขอสัญชาติอยู่อเมริกา โพสต์โดยคุณ DuangAestheticII
-http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=lfigvWrOiVA-


ลือสะพัด! 'สมีคำ' สึก 3 วันขอเป็นพลเมืองอเมริกัน (http://www.youtube.com/watch?v=8KH7WNjL5V0#)
คลิป ลือสะพัด! 'สมีคำ' สึก 3 วันขอเป็นพลเมืองอเมริกัน : เครดิตรายการเรื่องเล่าเช้านี้
-http://www.youtube.com/watch?v=8KH7WNjL5V0-
โพสต์โดย คุณ Lakornhd Thaitv สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม


.
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ สิงหาคม 22, 2013, 08:25:59 PM
น้ำลายก้นซิการ์มัด “สมีคำ” เสพเมถุนสีกาจนได้ลูก
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม    22 สิงหาคม 2556 17:32 น.
-http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9560000104907-

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000011021001.JPEG)
(แฟ้มภาพ)หญิงที่มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเณรคำ จนตั้งท้องให้กำเนิดลูกชายเณรคำ (ปัจจุบัน อายุ 11 ปี)

ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ แถลงผลตรวจดีเอ็นเอเด็กชายวัย 11 ปี ของหญิงที่อ้างมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ “สมีคำ” จนมีลูกด้วยกัน ชี้ผลตรวจยืนยันชัดเป็นลูกชาย “สมีฉาว”
       
       ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เมื่อเวลา 15.00 น.วันนี้ (22 ส.ค.) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี ดีเอสไอ พท.นพ.เอนก ยมจินดา ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผบ.สำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ ดีเอสไอ ร่วมแถลงข่าวผลการตรวจสอบดีเอ็นเอที่อ้างว่าตรวจจากซิการ์ของนายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระเณรคำ โดยดีเอสไอยืนยันว่าผลการตรวจดีเอ็นเอจากซิการ์มีดีเอ็นเอตรงกับ ด.ช.อายุ 11 ปี ที่ น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 26 ปี ระบุว่าเป็นบุตรที่เกิดจากอดีตพระเณรคำ จึงสรุปว่าอดีตพระเณรคำ เป็นพ่อของเด็กชายคนดังกล่าว
       
       นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ดีเอสไอได้วัตถุพยานสำคัญเป็นก้นซิการ์ที่ผ่านการดูดจากอดีตพระเณรคำ ซึ่งพยานได้ชิ้นส่วนซิการ์มาจากอดีตพระเณรคำเพื่อมอบให้บูชาเป็นสิ่งศักสิทธ์แม้ไม่ได้มอบจากมืออดีตพระเณรคำโดยตรง แต่อดีตพระเณรคำมอบให้ลูกศิษย์ส่งให้พยานคนดังกล่าว โดยวิสัยของการสูบซิการ์ใช้แล้วไม่มีใครดูดซ้ำ สำหรับหลักฐานซิการ์ที่ได้นี้มีน้ำลายจำนวนมากจึงเพียงพอในการตรวจดีเอ็นเอ ส่วนพยานเมื่อรับมอบซิการ์ก็เก็บใส่ถุงไว้บูชาอย่างดีกระทั่งทราบข่าวจึงนำวัตถุพยานมามอบให้ดีเอสไอ
       
       พท.นพ.เอนก ยมจินดา ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า วัตถุพยานที่ได้ในส่วนของจีวร ตรวจแล้วไม่น่าจะสัมผัสโดยตรงกับผิวกายจึงตรวจดีเอ็นเอไม่ได้ ส่วนพระเครื่องรุ่นเนื้อชานหมากบรรจุเส้นผมพบเส้นผมขนาดสั้นมากและไม่ใช่รากผมจึงไม่มีเซลไม่สามารถตรวจดีเอ็นเอได้ ส่วนก้นซิการ์เป็นเศษบุหรี่ซิกาไทยเต็มไปด้วยเนื้อเยื้อกระพุงแก้มที่ติดมากับน้ำลายจำนวนมาก เมื่อนำก้นซิการ์ดังกล่าวมาตรวจพิสูจน์ โดยขั้นตอนเริ่มจากตรวจดีเอ็นเอของ น.ส.เอ และ เด็กชายวัย 11 ปี พบเป็นแม่ลูกกันจริง จึงต้องตรวจต่อว่าใครเป็นพ่อ โดยการหลักการของการตรวจดีเอ็นเอพ่อแม่ลูกมีอยู่ว่าลูกจะรับดีเอ็นเอจากพ่อแม่ลูกอย่างละครึ่ง หรือพ่อแม่จะส่งดีเอ็นเอคนละครึ่งไปสู่เด็ก โดยการตรวจพบว่าดีเอ็นของเด็กชายคนดังกล่าวครึ่งหนึ่งตรงกับดีเอ็นเอที่พบในซิกกาของอดีตหลวงปู่เณรคำ 16 จุด จึงสรุปว่า อดีตพระเณรคำ กับ น.ส.เอ และเด็กชายวัย 11 ขวบ มีความสัมพันธุ์เป็นพ่อแม่ลูกกัน มีความน่าเชื่อถือเป็นไปได้ 99.99999 เปอร์เซ็น ทั้งนี้ ทุกคนไม่โลกจะมีดีเอ็นเอไม่เหมือนกันยกเว้นจะเป็นฝาแฝดที่มีไข่ใบเดียวกัน

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ สิงหาคม 23, 2013, 05:12:41 AM
ทนายโต้ผลตรวจซิการ์ ใช้มัดดีเอ็นเอสมีคำไม่ได้
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม    22 สิงหาคม 2556 21:20 น.
-http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9560000105177-

"ทนายสุกิจ" ชี้คดี"สมีคำ"กระทำชำเราขาดอายุความแล้ว มั่นใจหากได้ว่าความโอกาสชนะคดีสูง โต้ผลดีเอ็นเอจากซิกการ์ยังไม่เคลียร์ ลั่นอดีตพระเณรคำไม่สูบบุหรี่ เผยหากวันหนึ่งสมีคำมามอบตัวแล้วถุยน้ำลายให้และนำไปตรวจสอบดีเอ็นเอและผลออกมาไม่ใช่ใครจะรับผิดชอบ
       
       วันนี้ (22ส.ค.) นายสุกิจ พูนศรีเกษม ผู้ประสานงานอดีตพระเณรคำ ในฐานะนักกฎหมาย กล่าวถึงกรณีดีเอสไอระบุผลตรวจดีเอ็นเอจากซิการ์ ของอดีตพระเณรคำตรงกับเด็กชายต้องสงสัยว่าเป็นลูกของอดีตพระเณรคำว่า ตามหลักกฎหมายพนักงานสอบสวนมีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริง พยานหลักฐานที่ได้มาดังกล่าวมีคนนำมาให้ แต่ที่ผ่านมามีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเคยวิจนิจฉัยไว้ว่าความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ศาลต้องรับฟังเสมอไป ขณะนี้ดีเอสไอระบุว่าคราบน้ำลายที่ซิการ์ ซึ่งจะพิสูจน์อย่างไรว่าเป็นของอดีตพระเณรคำ ถ้าซิการ์ได้มาจากพี่น้องของเด็กตรวจดีเอ็นเอก็ออกมาเหมือนกันตามหลักกรรมพันธ์หรือเผ่าพันธ์ จึงถือว่าเป็นการพิสูจน์ฝ่ายเดียว การแถลงอย่างนี้อันตรายมาก เพราะหากวันหนึ่งอดีตพระเณรคำมามอบตัวแล้วถุยน้ำลายให้ดีเอสไอนำไปตรวจสอบดีเอ็นเอ หากผลออกมาไม่ใช่ใครจะรับผิดชอบ
       
       นักกฎหมายชื่อดังกล่าวอีกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นผ่านมากว่า 10 ปี ไม่มีร่องรอยที่จะใช้พิสูจน์ แม้จะอ้างว่ามีดีเอ็นเอจากซิการ์ก็ต้องดูว่าอดีตพระเณรคำสูบบุหรี่หรือไม่ เท่าที่ตนรู้มาอดีตพระเณรคำไม่สูบบุหรี่ มีแต่กินชานหมาก ซึ่งน้ำลายจากชานหมากมีอายุอยู่ไม่ใช่ผ่านมา 10 ปี น้ำลายยังอยู่อย่างนั้นต้องไปเขียนตำรากันใหม่ จากข้อมูลที่ตนทราบขณะนี้มั่นใจว่าคดีนี้ไม่ยาก โดยอยากให้จับตามองการไต่สวนของศาลจังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 9 ก.ย.ซึ่งทางฝ่ายผู้หญิงคู่กรณีมีการไปยื่นฟ้องคดีกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ข้อกล่าวหาเดียวกับที่ดีเอสไอดำเนินคดีในขณะนี้ว่า คดีมีมูลพอที่ศาลจะรับฟ้องหรือไม่ ซึ่งตนเห็นว่าคดีจะไม่มีมูลสูงมาก เพราะผ่านมากว่า 10 ปี ร่องรอยการถูกข่มขืนไม่มี
       
       นายสุกิจ กล่าวอีกว่า ตนตั้งข้อสังเกตุว่าเรื่องนี้น่าจะขาดอายุความ เพราะขณะเกิดเรื่องประมวลกฎหมายอาญา กำหนดอายุความของคดีกระทำชำเราไว้ที่ 10 ปี แต่ต่อมามีการแก้ไขกฎหมายเพิ่มโทษคดีกระทำชำเราให้หนักขึ้นถึงจำคุก 20 ปี พร้อมมีการเพิ่มระยะเวลาการหมดอายุความเป็น 15 ปี เมื่อปี 50 ซึ่งกฎหมายเขียนให้ใช้เรื่องอายุความขณะกระทำผิด ตนจึงเห็นว่าคดีกระทำชำเราฯ น่าจะขาดอายุความแต่ไม่อยากเปิดเผยรายละเอียดมาก ขณะนี้สังคมได้พิพากษาอดีตพระเณรคำไปแล้ว แต่ตนในฐานะนักกฎหมายอยากจะขอความเป็นธรรมให้กับอดีตพระเณรคำด้วย ส่วนเรื่องการจะเข้ามอบตัวของอดีตพระเณรคำหากข่าวออกมาอย่างนี้ไม่รู้ลูกศิษย์จะไปแนะนำอย่างไรอีก ซึ่งจะมีการยืนยันคำตอบว่าจะเข้ามอบตัวหรือไม่มายังตนในเช้าวันที่ 23 ส.ค.

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ สิงหาคม 23, 2013, 05:17:51 AM
ในบางเรื่องที่กฎหมาย ไม่สามารถเอาผิดได้ เนื่องด้วยจากสาเหตุต่างๆ เช่น คดีหมดอายุความ เป็นต้น  กรรมทางโลกที่ต้องใช้กฎหมาย คนร้ายอาจจะหนีได้

แต่ถ้าเป็นพระภิกษุ  ผิดในเรื่อง ปาราชิก  ก็ไม่สามารถหนีเวรกรรมของตนเองได้
และไม่มีการลดหย่อนผ่อนโทษได้


-----------------------------------------------------------------------------

 อาบัติปาราชิก - โทษประหารของพระภิกษุ
Posted by ไม้เจีย , ผู้อ่าน : 15158 , 12:08:24 น. 
-http://www.oknation.net/blog/maijea/2010/03/03/entry-1-

อาบัติ คืออะไร

อาบัติ คือกิริยาที่ล่วงละเมิดสิกขาบท และต้องได้รับโทษต่อตน กล่าวโดยชื่ออาบัติมี ๗ อย่าง คือ ๑ ปาราชิก ๒ สังฆาทิเสส ๓ ถุลลัจจัย ๔ ปาจิตตีย์ ๕ ปาฏิเทสนียะ ๖ ทุกกฏ ๗ ทุพภาสิต กล่าวโดยโทษมี ๓ สถานคือ

๑.อาบัติอย่างหนัก ทำให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้นขาดจากความเป็นภิกษุ อันหมายถึงอาบัติปาราชิก

๒.อาบัติอย่างกลาง ทำให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้นต้องอยู่กรรม โดยประพฤติวัตรอย่างหนึ่งเพื่อทรมานตน อันหมายถึงอาบัติสังฆาทิเสส

๓.อาบัติอย่างเบา ทำให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้นต้องประจานตนต่อหน้าภิกษุด้วยกัน แล้วจึงจะพ้นโทษนั้นได้ อันได้แก่อาบัติถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ และทุพภาสิต โดยอาบัติ

ปาราชิก โทษประหารชีวิต ของพระภิกษุ

ภิกษุล่วงอาบัติปาราชิกเพียงข้อใดข้อหนึ่งแล้ว ย่อมไม่สามารถอยู่กับภิกษุทั้งหลายเหมือนก่อนได้อีก เป็นปาราชิกหาสังวาสมิได้ แม้จะอุปสมบทอีก ก็ไม่เป็นภิกษุโดยชอบด้วยพระวินัยตลอดชาติ อาบัติในสิกขาบทนี้ จึงเป็น อเตกิจฉา คือแก้ไขไม่ได้  เป็น อนวเสสา คือหาส่วนเหลือมิได้ เป็น มูลเฉท คือตัดรากเหง้า ภิกษุจะล่วงมิได้เลยเด็ดขาด

 

สิกขาบทที่ ๑ ภิกษุใด ถึงพร้อมซึ่งสิกขาและสาชีพของภิกษุทั้งหลาย แล้วไม่บอกคืนสิกขา ไม่ทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง เสพเมถุนธรรม โดยที่สุดแม้ในสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้

สิกขาบทที่ ๒ ภิกษุใด ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ เป็นส่วนแห่งโจรกรรม จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี ในเพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานใด ภิกษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานนั้น แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้

สิกขาบทที่ ๓ ภิกษุใด จงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือแสวงหาศัสตราอันจะปลิดชีวิต ให้แก่กายมนุษย์นั้น หรือพรรณนาคุณแห่งความตาย หรือชักชวนเพื่ออันตาย โดยหลายนัย แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้

สิกขาบทที่ ๔ ภิกษุใด ไม่รู้เฉพาะ [คือไม่รู้จริง] กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม อันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้ามาในตน อันผู้ใดผู้หนึ่งถือเอาตามก็ตาม ไม่ถือเอาตามก็ตาม [คือเชื่อก็ตาม ไม่เชื่อก็ตาม ถูกซักถามก็ตาม ไม่ถูกซักถามก็ตาม] เป็นอันต้องอาบัติแล้ว แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้ เว้นไว้แต่สำคัญว่าได้บรร

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กันยายน 06, 2013, 06:23:23 AM
ม.บูรพา แฉ คลิปพระสงฆ์ถือบาตรยืนแช่ ฮั้วผู้ค้าเวียนขายของใส่บาตร
-http://hilight.kapook.com/view/90728-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/kanokwan/general%20news/monk-1.jpg)


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ Journalism Burapha สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

          โคโค่นิวส์ ของ ม.บูรพา แฉ คลิปพระสงฆ์ยืนถือบาตรอยู่กับที่ในตลาดหนองมน ซ้ำยังฮั้วกับผู้ค้า นำของใส่บาตรกลับมาขายใหม่ คนวิจารณ์แซด ! ไม่เหมาะ เจอบ่อยในหลายพื้นที่

          วันนี้ (5 กันยายน 2556) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกไซเบอร์ได้มีการแชร์คลิปชื่อ "พระสงฆ์ยืนรับบาตร ฮั้วแผงกับข้าว" ที่โพสต์โดยคุณ Journalism Burapha ลงในเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม โดยในคลิปเป็นภาพของพระสงฆ์รูปหนึ่งยืนรับบาตรอยู่กับที่เป็นเวลานานในบริเวณตลาดหนองมน จังหวัดชลบุรี และยังนำกับข้าวที่ญาติโยมใส่บาตรไปให้ร้านขายกับข้าวใส่บาตรเวียนกลับมาขายใหม่อีกด้วย

          ทั้งนี้ นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ผู้จัดทำเว็บไซต์ coconews ซึ่งเป็นผู้ลงพื้นที่รายงานข่าวและถ่ายคลิปดังกล่าว ระบุว่า จากการสอบถามแม่ค้าในตลาดหนองมน ทราบว่า พระสงฆ์ส่วนใหญ่ที่ทำพฤติกรรมเช่นนี้มาจากสำนักสงฆ์ ตำบลอ่างศิลา โดยตอนเช้าจะนั่งรถยนต์มายืนรอบิณฑบาต และมีคนเคยเห็นพระสงฆ์บางรูปนำกับข้าวที่ได้รับบาตรมาให้ผู้ค้ากับข้าวใส่บาตรนำไปขายใหม่ด้วย

          ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่เทศกิจก็บอกว่า เคยเห็นพระสงฆ์มายืนใส่บาตรเช่นกัน แต่เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการทำอะไรได้ ทำได้แต่เพียงไล่แผงกับข้าวที่ตั้งขายเกินเวลา 08.00 น. เท่านั้น

          แน่นอนว่าภาพดังกล่าวที่ถูกเผยแพร่ออกไป นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก โดยส่วนใหญ่มองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทั้งตัวของพระสงฆ์เอง รวมทั้งผู้ค้ากับข้าวใส่บาตร ขณะที่บางความเห็นก็บอกว่า พบเห็นพฤติกรรมพระสงฆ์ในลักษณะอยู่บ่อยครั้ง และไม่ได้มีเพียงแค่ที่ตลาดหนองมน และยังปรากฏให้เห็นในพื้นที่อื่น ๆ ด้วย


! Private video (http://www.youtube.com/watch?v=NZCIA3A_Hr4&feature=player_embedded#)
-http://www.youtube.com/watch?v=NZCIA3A_Hr4&feature=player_embedded-
คลิป พระสงฆ์ยืนรับบาตร ฮั้วแผงกับข้าว  เครดิต โคโค่นิวส์ มหาวิทยาลัยบูรพา
โพสต์โดยคุณ Journalism Burapha สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
-http://coconews.in.th/index.php/art-culture-news/178-2013-09-03-13-07-27-



หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กันยายน 08, 2013, 08:58:44 AM
กองปราบฯย่องสอบ "เดียรถีย์โล้น" ยึดวัดเจ้าเงาะ เจ้าคณะปราจีนฯชี้เป็นภัยต่อศาสนา ถือหนังสือสุทธิ 2 เล่ม
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    7 กันยายน 2556 19:54 น.
-http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9560000112777-


(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000011832502.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000011832503.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/556000011832501.JPEG)
พระมหาพลชัย ถาวโร (อุ่นทรัพย์) อดีตคือพระครูธรรมธรวันชัย ถาวโร อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าช้าง ต.เขาพระ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี เคยมีประวัติถูกเจ้าหน้าที่กองปราบปรามบุกเข้าจับกุมคาชุด "พันเอก" ขณะขับรถยนต์หรูพาสีกาสาวไปนอนด้วยภายในบ้านพักย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี และถูกจับสึกเมื่อวันที่ 25 ต.ค.2543



ฉะเชิงเทรา - กองปราบฯ ย่องเงียบตรวจสอบหลักฐาน "เดียรถีย์โล้น" ที่ถูกจับสึกฐานมั่วสุมสีกาและแต่งชุด "พ.อ." เมื่อปี 43 แล้วแอบกลับมาบวชอีกครั้ง พร้อมเข้ายึด "วัดเจ้าเงาะ" ของ "หลวงปู่เที่ยง" หวังฮุบมรดก ขึ้นป้ายเชิญชวนร่วมถวายผ้ากฐิน ผ้าไตรพระราชทานที่ "วัดเจ้าเงาะ" ด้านเจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี ชี้เป็นภัยต่อศาสนา แฉถือหนังสือสุทธิ 2 เล่ม ลั่นให้อยู่ในพื้นที่ไม่ได้ ขณะที่ชาวบ้านรอบวัดชี้ "วัดเจ้าเงาะเปลี่ยนไป"
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีพบพระมหาพลชัย ถาวโร (อุ่นทรัพย์) อดีตพระครูธรรมธรวันชัย ถาวโร อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าช้าง ต.เขาพระ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ที่เคยถูกเจ้าหน้าที่กองปราบปรามบุกจับกุมคาชุด “พันเอก” ขณะขับรถยนต์หรูพาสีกาสาวไปนอนภายในบ้านพักย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี และถูกจับสึกเมื่อวันที่ 25 ต.ค.2543 หลังจากนั้น ได้กลับมาบวชเป็นพระใหม่อีกครั้ง โดยล่าสุดพบปรากฏตัวอยู่ที่วัดสันติวิเศษสุข หรือวัดเจ้าเงาะ ต.บ้านพระ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี โดยเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นพระมหา ดร.พลชัย ถาวโร และพยายามที่จะยึดทรัพย์สิน รวมทั้งที่ดินของวัดหลังจากพระครูวิเศษพัฒนคุณ (เที่ยง โฉมเฉลา) ผู้ก่อตั้งวัดนี้ได้มรณภาพลงเมื่อปี 2554
       
       โดยแหล่งข่าวเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ ปานกลิ่นพุฒ สารวัตร กองกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม ได้มอบหมายให้ ร.ต.ต.สุรชัย จันทร์สิงห์ รอง สว.ฯ ปฏิบัติราชการ กก.2 บก.ป.ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลและหาหลักฐานแล้ว โดยได้ไปสอบปากคำนายธวัฒน์ แท่นทอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดปราจีนบุรี ถึงพฤติกรรมของพระมหาพลชัย ถาวโร รวมทั้งตรวจสอบเรื่องที่มีพุทธศาสนิกชนร้องเรียนไปยังกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม ให้มีการตรวจสอบหลังพบเห็นป้าย "เชิญชวนร่วมถวายผ้ากฐิน ผ้าไตรพระราชทาน ณ ธุงคสถาน ที่วัดสันติวิเศษสุข ต.บ้านพระ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2555 เวลา 12.12 น.ฃ
       
       โดยนายธวัฒน์ ให้การกับเจ้าหน้าที่ว่า กรณีดังกล่าวทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดปราจีนบุรีไม่ทราบว่าทางวัดสันติวิเศษสุขนั้นได้ขอพระราชทานผ้าไตรพระราชทานผ่านหน่วยงานใด และถูกต้องหรือไม่ แต่วันดังกล่าวทางวัดได้จัดงานถวายกฐิน ผ้าไตรพระราชทาน จริง ดดยในวันนั้นมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ใน จ.ปราจีนบุรี รวมทั้งข้าราชการทหาร ตำรวจ และพระสังฆาธิการระดับจังหวัดได้มาร่วมงานด้วย
       
       นายธวัฒน์ ให้การต่อว่า ในขณะนั้น (17 พ.ย.55) วันสันติวิเศษสุข มีสถานะเป้นที่พักสงฆ์และได้รับอนุญาติให้สร้างวัดแล้วและอยู่ระหว่างพิจารณาอนุญาตให้ตั้งวัด โดยมีพระพลชัย ถาวโร เป็นประธานดูแลและปัจจุบันวัดสันติวิเศษสุข ได้รับอนุญาตให้ตั้งวัดถูกต้องตามกฎหมายแล้วตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2555
       
       "ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดปราจีนบุรี ทราบว่านายปัญญา บำรุงวัด ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ตั้งวัดได้เสนอพระพลชัย ถาวโร เป็นเจ้าอาวาสวัด แต่ปัจจุบันยังไม่ได้มีการแต่งตั้งพระรูปใดเป็นเจ้าอาวาสวัดสันติวิเศษสุข หากแต่ทางคณะสงฆ์จังหวัดปราจีนบุรี ได้แต่งตั้งพระครูจันทวรกิจจาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเนินดินแดง ตำแหน่งเต้าคณะตำบลบ้านพระ เขต 2 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสันติวิเศษสุข" นายธวัฒน์ ให้การ
       
       นายธวัฒน์ ยังให้การอีกว่า ปัจจุบันพระพลชัย ถาวโร สังกัดวัดธรรมปัญญา ต.พรหมณี อ.เมือง จ.นครนายก ยังไม่ได้ย้ายสังกัดมาอยู่ที่วัดสินติสุข เพียงแค่มาพำนักอยู่ที่วัดสินติวิเศษสุข ในฐานะพระลูกวัดเท่านั้น และได้รับมอบหมายจากพระครูจันทวรกิจจาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเนินดินแดง ตำแหน่งเจ้าคณะตำบลบ้านพระ เขต 2 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสินติวิเศษสุข ด้วยวาจาให้พระพลชัย ถาวโร ช่วยดูแลวัด ไปพรางก่อน แต่จะดำเนินการอะไรภายในวัดสันติวิเศษ ให้รายงานพระครุจันทวรกิจจาภรณ์ ทราบก่อน
       
        **พระผู้ใหญ่ปราจีนฯชี้ "เป็นภัยต่อศาสนา"
       
       ด้านพระราชภัทรธาดา เจ้าอาวาสวัดบางกระเบา อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวถึงเรื่องที่ทางพระครูจันทวรกิจจาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเนินดินแดง ตำแหน่งเจ้าคณะตำบลบ้านพระ เขต 2 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสินติวิเศษสุข ยังไม่รับพระพลชัย เข้าสังกัดและแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดเจ้าเงาะว่า เนื่องจากมีการตรวจสอบพบว่าพระรูปนี้ถือหนังสือสุทธิ 2 เล่ม และมีข้อมูลประวัติเคยถูกเจ้าหน้าที่กองปราบฯ จับกุมและจับสึกมาแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้ทางคณะสงฆ์เข้าไปตรวจสอบและสอบสวนในเรื่องนี้แล้ว แต่ยังไม่ได้มีรายงานเข้ามา
       
       ขณะที่แหล่งข่าวในแวงวงการสงฆ์ใน จ.ปราจีนบุรี เปิดเผยว่า เรื่องของพระพลชัยนี้ ทางพระผู้ใหญ่ใน จ.ปราจีนบุรี บอกว่าจะปล่อยให้อยู่ในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ไม่ได้ เพราะบุคคนี้ถือว่าเป็นภัยต่อศาสนาอย่างร้ายแรง เพราะที่ผ่านมาได้ใช้ศาสนาหากินมาโดยตลอด และชอบแอบอ้างชื่อพระผู้ใหญ่ โดยเฉพาะพระพรหมสุธี (เสนาะ ปัญญาวชิโร) เจ้าคณะภาค 12 นอกจากนี้ ยังชอบแอบอ้างว่ารู้จักกับพระผู้ใหญ่อีกหลายรูป และรู้จักกับบุคคลสำคัญระดับประเทศ รวมทั้งระดับรัฐมนตรีในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วย
       
       "หลังจากที่พระพลชัย เข้ามาอยู่ใน จ.ปราจีนบุรี ก็ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับวงการสงฆ์และศาสนาใน จ.ปราจีนบุรี อย่างมากจนชาวบ้านรอบๆ วัดเจ้าเงาะ เขาเริ่มที่จะเอื่อมระอากันบ้างแล้ว และปัจจุบันพบว่าญาตโยมบริเวณรอบๆ วันเจ้าเงาะนั้นก็ไม่มีใครเขาเข้าไปทำบุญที่วัดนี้แล้ว จะมีก็น้อยมาก ส่วนคนที่มาส่วนใหญ่จะเป็นคนนอกพื้นที่ที่ได้ฟังพระพลชัย จัดรายการทางวิทยุเชิญชวนมาทำบุญ แต่ก็ยังมีไม่มากประมาณ 40-50 คนและจะมีเฉพาะวันเสาร์ที่มีพิธีสะเดาะเคราะห์กันเท่านั้น" แหล่งข่าวกล่าว
       
        **ชาวบ้านรอบวัดชี้"วัดเจ้าเงาะ"เปลี่ยนไป
       
       ขณะที่ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆ วัดรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ปัจจุบันวัดเจ้าเงาะต่างจากสมัยที่หลวงปู่เที่ยงอยู่ ซึ่งจะมีคนมาทำบุญไม่ขาดสาย ถ้าเป็นวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดสำคัญจะมากันมาจนที่จอดรถเต็มไปหมด และหลวงปู่เอง ก็จะมีเมตตาให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน เคยซื้อที่ดินให้กับทาง อบต.บ้านพระ และเคยให้งบประมาณกับทาง อบต.บ้านพระในการจ้างรถมาขุดบ่อเพื่อทำน้ำประปา ให้แก่ชาวบ้านด้วย
       
       "ตอนนี้ไม่ค่อยจะมีมาเท่าไร จะมาก็วันเสาร์ที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ มาทำพิธีสะเดาะเคราะห์พอตกเย้นประมาณ 16.00 น.ก็จะกลับโดยมีรถรับส่ง ส่วนพระที่มาอยู่ใหม่ ทราบว่ายังไม่ได้มีการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส มาอยู่เมื่อช่วงปี 2553 ซึ่งไม่รู้ว่ามาจากไหน ส่วนพระเก่าๆ ที่อยู่ในวัดนี้สมัยที่หลวงปู่เที่ยง ยังไม่มรณภาพก็ไม่ได้อยู่กันแล้ว จะเห็นมีก็เพียงแค่รูปเดียวเท่านั้น ซึ่งท่านชอบเล่นหวย และพระที่มาจำพรรษาที่วัดนี้ก็เป็นพระมาจากที่อื่น"
       
       ขณะที่ชาวบ้านอีกราย ซึ่งอยู่บริเวณใกล้ๆ กับวัด บอกว่า พวกตนศรัทธาหลวงปู่เที่ยง กันมากเพราะท่านเป็นพระปฏิบัติดี ช่วยเหลือชาวบ้าน ที่ดินทั้งหมดนี้หลวงปู่เที่ยงก็เป็นผู้ซื้อทั้งหมด โดยท่านทยอยซื้อที่ละแปลงเพื่อต้องการที่จะสร้างวัดนี้ให้เป็นวัดประจำตำบล และเป็นศูนย์รวมของประชาชน แต่พอท่านมรณภาพ พระองค์ใหม่เข้ามาอยู่แทน ตนมีความรู้สึกว่าทางวัดมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนแต่ก่อน

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9560000112777 (http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9560000112777)
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กันยายน 19, 2013, 06:45:56 PM
อาจารย์หรีด วัดป่าโมกข์ พระมั่วสีกา ถูก พศ. สั่งห้ามบวชซ้ำอีก
-http://hilight.kapook.com/view/91327-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc/get_auc3_img.jpg)

อาจารย์หรีด วัดป่าโมกข์

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก g-pra.com

            อาจารย์หรีด วัดป่าโมกข์ พระเกจิคนดังที่ปรากฏในคลิปพระมั่วสีกา ถูกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติสั่งขึ้นบัญชีดำ ห้ามบวชซ้ำอีก ด้านสามีผู้หญิงในคลิปเผยเป็นคนตั้งกล้องถ่ายเอง รับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น เตรียมขอหย่าภรรยา พาลูกสาวไปเลี้ยงเอง

            จากกรณีที่มีคลิปพระมั่วสีกาถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ โดยมีการระบุว่า พระรูปดังกล่าวเป็นเจ้าอาวาสชื่อดังของวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดพังงา และเมื่อคลิปดังกล่าวถูกแชร์ออกไป ก็ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก กระทั่งในวันที่ 18 กันยายน 2556 ก็มีรายงานว่า พระรูปดังกล่าวได้ขอลาสิกขาต่อพระเทพปัญญาโมลี เจ้าคณะจังหวัดพังงา แล้ว ตั้งแต่เมื่อเวลา 04.00 น. ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

            ล่าสุดวันนี้ (19 กันยายน 2556) มีการเปิดเผยชื่อของพระรูปดังกล่าวออกมาแล้วว่า คือ อาจารย์หรีด หรือ พระครูบุญญาภินันท์ เจ้าอาวาสวัดป่าโมกข์ หรือวัดปากพู่ ต.ท่านา อ.กะปง จ.พังงา โดยท่านถือเป็นพระเกจิสายเขาอ้อ และเป็นเจ้าคณะอำเภอกะปงที่มีลูกศิษย์ลูกหานับหน้าถือตาเป็นอย่างมาก ขณะที่ชาวบ้านในแถบภาคใต้ก็ให้การเคารพนับถือยกย่องเป็นพระนักพัฒนาอีกรูปหนึ่ง

            ทั้งนี้ ตลอดทั้งวันของเมื่อวานนี้ ได้มีลูกศิษย์ของอาจารย์หรีดจำนวนหนึ่งเดินทางมายังวัดป่าโมกข์ จ.พังงา เพื่อติดตามข่าวที่เกิดขึ้น ซึ่งหลายคนเมื่อได้ทราบว่า อาจารย์หรีด ลาสิกขาไปแล้ว ก็ถึงกับร้องไห้ และรับไม่ได้กับภาพที่ปรากฏในคลิป

            ด้าน นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ในพระธรรมวินัยระบุไว้ชัดเจนว่าหากพระสงฆ์กระทำผิดด้วยการเสพเมถุนจะต้องอาบัติปาราชิกสถานเดียว และทาง พศ. จะขึ้นบัญชีดำอดีตพระเกจิชื่อดังรูปนี้ไม่ให้กลับมาบวชอีกตลอดชีวิต ส่วนเรื่องความผิดด้านอื่น ๆ นั้น ต้องให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจสอบต่อไป เพราะในทางสงฆ์ยังไม่มีกฎหมายที่จะเอาผิดได้

            ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ข่าวสดออนไลน์ ได้สัมภาษณ์สามีของผู้หญิงที่ปรากฏในคลิป ซึ่งสามียืนยันว่าเป็นคนตั้งกล้องถ่ายพฤติกรรมดังกล่าวไว้เอง เพราะสังเกตเห็นว่า พระอาจารย์รูปดังกล่าวแวะเวียนไปมาหาสู่ที่บ้านของตนเสมอตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา โดยตอนแรก ๆ ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะเห็นว่าเป็นพระเกจิชื่อดัง แต่นาน ๆ เข้าก็รู้สึกผิดสังเกตจึงตั้งกล้องไว้บันทึกเหตุการณ์

            สามีของผู้หญิงที่ปรากฏในคลิปเล่าต่อว่า กระทั่งวันหนึ่งกลับมาเปิดภาพในกล้องวิดีโอดูก็ต้องตะลึงที่ปรากฏภาพเช่นนี้ จึงนำภาพไปส่งมอบให้กับเจ้าคณะจังหวัดพังงา เพื่อให้ดำเนินการสึกพระเกจิดังรูปนี้เสีย อย่างไรก็ตาม ตนยอมรับว่าตอนที่เห็นภาพในครั้งแรกรู้สึกเสียใจและรับไม่ได้ ถึงขนาดคิดจะไปเอาชีวิตพระรูปนี้เลย แต่ขอยืนยันว่า ตนเองแค่ตั้งกล้องถ่าย ไม่ได้เป็นผู้ปล่อยคลิปลงในโลกออนไลน์ คาดว่าภาพคงจะถูกนำออกไปตอนที่ไปยื่นเรื่องให้เจ้าคณะจังหวัดพังงาดำเนินการ

            เมื่อถามว่าจะจัดการกับเรื่องครอบครัวอย่างไร ผู้ชายคนดังกล่าวระบุว่า ทางภรรยาได้ออกมายอมรับผิดแล้ว แต่ตนคงจะต้องขอหย่าให้เร็ววันนี้ โดยตนจะขอเลี้ยงดูลูกสาวเอง และคงอยู่กับลูกสาวเพียง 2 คน ไม่กลับไปใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาอีกแล้ว

            สำหรับประวัติของพระอาจารย์หรีด หรือ พระครูบุญญาภินันท์ นั้น เคยบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดคีรีเขต อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ก่อนอุปสมบทเป็นพระที่วัดศรีนิคม อ.ตะกั่วป่า ในปี พ.ศ. 2524 ซึ่งอายุครบ 20 ปี จากนั้นได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมจนได้นักธรรมเอก แล้วเดินทางไปศึกษาด้านสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่วิเวกอาศรม

            ในช่วงนั้น พระอาจารย์หรีดได้ออกธุดงค์ไปตามป่าแถบ จ.เชียงใหม่ และได้ศึกษาเล่าเรียนด้านต่าง ๆ รวมทั้งเจริญสมาธิภาวนาอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะเดินทางกลับไปภาคใต้ แล้วเล่าเรียนวิชากับครูบาอาจารย์สายเขาอ้อ กระทั่งได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าโมกข์ กับพระครูโสภณวิริยาภรณ์ ภายหลังเจ้าอาวาสวัดป่าโมกข์มรณภาพลง พระอาจารย์หรีดจึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสแทน

            ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่ พระอาจารย์หรีดเป็นเจ้าอาวาสก็ได้ใช้วิชาความรู้พัฒนาวัดป่าโมกข์ให้เจริญรุ่งเรือง และได้รับความเคารพนับถือจากชาวบ้านในแถบภาคใต้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นหนึ่งในพระนักพัฒนา กระทั่งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่พระครูบุญญาภินันท์ และในปี 2554 ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอกะปง
 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
-http://www.dailynews.co.th/thailand/233988-
-http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNM09UVTFOVGd3TUE9PQ==&sectionid=-





หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ ตุลาคม 03, 2013, 10:39:05 PM
อัยการสั่งฟ้อง สมีคำ คดีล่วงละเมิดทางเพศ 4 ข้อหาแล้ว
-http://hilight.kapook.com/view/91853-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/natthida/capture/sameekam.jpg)

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการคลุกวงข่าว โพสต์โดยคุณ DuangAestheticII สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

          อัยการสั่งฟ้องอดีตพระเณรคำ คดีล่วงละเมิดทางเพศแล้ว 4 ข้อหา เร่งประสาน DSI ตามล่าตัวกลับมาดำเนินคดี

          หลังจากที่เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายน 2556 ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้สรุปสำนวนคดีส่งฟ้อง นายวิรพล สุขผล หรือ อดีตพระเณรคำ ต่ออัยการจำนวน 4 สำนวนคดี ประกอบด้วย

          1. พรากเด็กอายุไม่เกินสินห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร

          2. กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภรรยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม

          3. กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม

          4. พาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารแม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม

          ล่าสุดวานนี้ (2 ตุลาคม 2556) ทางอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 ได้แจ้งต่อ DSI ว่าพนักงานอัยการเห็นควรให้สั่งฟ้องนายวิรพล ในความผิดฐานดังกล่าว และขอให้ทาง DSI เร่งติดตามตัวนายวิรพลมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด เนื่องจากตอนนี้นายวิรพลซ่อนตัวอยู่ต่างประเทศ


อัยการสั่งฟ้อง อดีตเณรคำ คดีล่วงละเมิดแล้ว (http://www.youtube.com/watch?v=mZ0zfzH2dZM#)
-http://www.youtube.com/watch?v=mZ0zfzH2dZM-

อัยการสั่งฟ้อง อดีตเณรคำ คดีล่วงละเมิดแล้ว (http://www.youtube.com/watch?v=mZ0zfzH2dZM#)
คลิป อัยการสั่งฟ้อง อดีตเณรคำ คดีล่วงละเมิดแล้ว โพสต์โดยคุณ DuangAestheticII สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ ตุลาคม 07, 2013, 10:28:17 PM
ฉาวอีกแล้ว! พระหื่นลวง 4 เด็กหญิงทำอนาจาร หลักฐานคาคลิป

-http://news.sanook.com/1260645/%E0%B8%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87-4-%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%9B/-


(7 ต.ค. 56) ร.ต.อ.ธนาตรี ศรีลุนช่าง รอง สวป.สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งเกิดเหตุพระสงฆ์ทำอนาจารเด็กหญิงในกุฎิ ภายในวัดป่าหนองแก้ว อ.เมือง จ.อุดรธานี จึงนำกำลังไปตรวจสอบ โดยมีชาวบ้านกว่า 10 คนรอให้การกับเจ้าหน้าที่

จากการสอบถามชาวบ้านคนหนึ่งเล่าว่า เช้าวันนี้ตนเห็น ด.ญ.เอ นามสมมติ อายุ 11 ปี ซึ่งเป็นหลานสาวมีเงินใช้จ่ายมากผิดปกติ จึงได้สอบถามโดย ด.ญ.เอ ได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อวันที่ 6 ต.ค. ไปเล่นอยู่ภายในวัดป่าหนองแก้ว แล้วพระสมควร อภิชาโต อายุ 48 ปี พระลูกวัดป่าหนองแก้ว ได้หลอกให้ตนไปจับอวัยวะเพศและสำเร็จความใคร่ให้ในกุฎิแลกกับเงินและขนม

โดยก่อนหน้านี้ประมาณ 3 เดือนตนและเพื่อนๆ ได้ไปเล่นภายในวัด พบพระสมควร บอกว่า จะให้ขนมกินและให้เงินใช้ แต่ต้องให้จับหน้าอก รูปไล้เนื้อตัว กระทั่งให้พวกตนจับอวัยวะเพศหรือสำเร็จความใคร่ให้ภายในกุฎิ แลกกับการให้เงิน แต่ห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกพ่อแม่และผู้ปกครอง มิเช่นนั้นจะฆ่าให้ตาย แต่พวกตนได้แอบถ่ายคลิปวีดีโอไว้ นอกจากนี้เพื่อนของหลานสาวอีก 3 คน อายุ 11 ปีเท่าๆกัน ก็ถูกพระสมควรทำอนาจารในกุฎิเช่นกัน หลังจากได้ดูคลิปวีดีโอจึงได้นำคลิปดังกล่าวไปเปิดให้พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กทั้ง 3 คนและชาวบ้านได้ดู ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กและชาวบ้านจำนวนมากรู้สึกไม่พอใจจึงได้ตกลงกันว่า ต้องดำเนินคดีกับพระสมควรตามกฎหมาย

จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้ไปทำการจับกุมพระสมควร ขณะเข้าทำการจับกุมพระสมควร โวยวายว่าถูกใส่ร้าย พอเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดคลิปวีดีโอให้ดู ประกอบกับเด็กหญิงได้ชี้ตัวพระสมควร ยืนยันว่าได้ใช้ขนมและเงินล่อลวงไปทำอนาจารในกุฎิจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวไปไปทำการสึก และควบคุมตัวไปสอบสวนต่อที่ สภ.เมืองอุดรธานี และดำนินคดีตามกฎหมาย


หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ ตุลาคม 17, 2013, 09:41:47 PM
รวบสามเณรวัย 17 ฆ่าพระครู แค้นถูกลวงมาตุ๋ย แล้วไม่ให้เงิน
-http://hilight.kapook.com/view/92416-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pichaya/hot%20news/487833-01.jpg)


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          ตำรวจอุดรฯ จับสามเณรวัย 17 ปี ใช้ไม้ฟาดหัวพระครูวัดแท่นศิลาอาสน์จนมรณภาพ แค้น ถูกหลอกให้มาร่วมหลับนอนด้วย แล้วไม่ให้ค่าตัว ด้านตำรวจ เผย พบพฤติกรรมพระครูชอบลวงสามเณรมาหลับนอนบ่อย ๆ จนชาวบ้านไม่กล้าส่งลูกหลานมาบวช

          จากกรณีที่พบศพพระครูปลัดอินทร์ศานุวัฒน์ อายุ 39 ปี เจ้าอาวาสวัดแท่นศิลาอาสน์ บ้านสมนรินทร์ ต.วังสามหมอ อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี ถูกคนร้ายทุบศีรษะฆ่าในสภาพเปลือยที่หน้ากุฏิ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2556 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานเบื้องต้นว่า คนร้ายน่าจะเป็นคนใกล้ชิด พร้อมกับเร่งออกติดตามตัวคนร้ายนั้น

          ล่าสุด วันนี้ (17 ตุลาคม 2556) มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคนร้ายได้แล้ว ซึ่งในเวลาต่อมา พล.ต.ท.อนุชัย เล็กบำรุง ผบช.ภ.4 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดอุดรธานี ได้ร่วมกันแถลงข่าวจับกุม สามเณรไก่ (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ซึ่งเป็นสามเณรของวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยของกลางท่อนไม้ยาว 1 เมตร มีคราบเลือดติด

          ทั้งนี้ จากการสอบสวน สามเณรไก่ ยอมรับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือสังหารพระครูปลัดอินทร์ศานุวัตรจริง เพราะถูกพระครูหลอกให้มาร่วมหลับนอนด้วย โดยบอกว่าจะให้เงิน 1,000 บาท แต่เมื่อเสร็จกิจแล้ว พระครูกลับไม่ยอมให้เงินตามที่ตกลงกันไว้ ซ้ำยังพูดจาขู่จะยึดใบสุทธิ ตนจึงโมโหคว้าไม้มาฟาดศีรษะพระครูจนมรณภาพ แล้วหลบหนีกลับไปที่วัดในจังหวัดกาฬสินธุ์ ก่อนจะมาถูกจับกุม

          ด้าน พ.ต.อ.ฉกาจน์ เทียมวงศ์ ผกก.สภ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี กล่าวว่า จากการสืบสวนทราบว่า พระครูปลัดอินทร์ศานุวัฒน์บวชมานานแล้วจนได้เป็นเจ้าอาวาส และที่ผ่านมาก็พบพฤติกรรมรักร่วมเพศ โดยมักออกเดินทางไปตามวัดต่าง ๆ เพื่อหลอกสามเณรให้มาร่วมหลับนอนด้วย จนเป็นที่เลื่องลือกันในหมู่ชาวบ้าน ทำให้ไม่มีใครกล้าส่งลูกหลานมาบวชที่วัดนี้อีก แต่ทางพระครูก็ไม่ได้สนใจ ยังคงเดินทางไปต่างจังหวัดอยู่เป็นประจำ แล้วพาสามเณรกลับมาค้างที่วัดด้วยเสมอ


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก เรื่องเล่าเช้านี้ และ INN News
-http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=487833-
-http://morning-news.bectero.com/post.php?pml=3766-


หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ พฤศจิกายน 01, 2013, 10:20:00 PM
จับแล้ว ! พระใช้อีโต้ฟันกรรมการวัด ลั่นไม่ยอมสึก-ใครกล้าขอให้มีอันเป็นไป
-http://hilight.kapook.com/view/93020-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc/1424440_651436488213001_1238033680_n.jpg)



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก นสพ.เมืองรถม้า
 
            รวบพระวัดศรีชุม จ.ลำปาง วัย 48 ปี หลังก่อเหตุใช้มีดอีโต้กระหน่ำฟันกรรมการวัดบาดเจ็บสาหัส แล้วหลบหนีไป แต่สุดท้ายหวนกลับมาที่วัด จึงถึงควบคุมตัวได้ในที่สุด

            เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (1 พฤศจิกายน 2556) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองลำปาง ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า พระณรงค์ศักดิ์ โลหิตภาโร อายุ 46 ปี พระวัดศรีชุม ต.สวนดอก ที่ก่อเหตุใช้มีดฟัน นายสงกรานต์ แก้วนัย อายุ 48 ปี คณะกรรมการวัด จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนหลบหนีไป ได้กลับมากบดานในกุฏิวัดศรีชุมอีกครั้ง จึงได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 10 นาย พร้อมหมายศาล จ.ลำปาง เดินทางไปยังวัดศรีชุม โดยภายหลังทราบจาก พระครูสุตา ยาพร ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสว่า พระณรงค์ ได้โทรศัพท์มาแจ้งแล้ว ตั้งแต่เวลา 03.00 น. แต่ท่านยังไม่ได้บอกใคร

            จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เจรจาให้พระณรงค์ศักดิ์เข้ามอบตัว แต่พระณรงค์ศักดิ์ขอเจรจากับผู้สื่อข่าวแทน จึงได้มีตัวแทนผู้สื่อข่าวเข้าไปพูดคุยจำนวน 2 คน เมื่อพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง พระณรงค์ศักดิ์ ได้เอะอะโวยวายขึ้นมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำกำลังเข้าล็อกตัวพระณรงค์ศักดิ์ เพื่อดึงตัวออกมาจากกุฏิ ซึ่งใช้เวลาอยู่กว่า 10 นาที จึงควบคุมตัวออกมาได้

            ภายหลังเมื่อมีการตรวจค้นจึงพบมีดยาวประมาณ 1 ฟุต อยู่ภายในกุฏิ จึงยึดไว้เป็นของกลาง ซึ่งขณะที่เดินออกจากวัดเพื่อจะนำมาขึ้นรถยนต์สายตรวจ พระณรงศักดิ์พยายามดิ้นรนขัดขืนอยู่ตลอดเวลา จึงต้องใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจถึง 6 นาย ช่วยกันล็อกตัวไว้

            อย่างไรก็ตาม ระหว่างนั้นกลุ่มญาติพี่น้องของนายสงกรานต์ ผู้บาดเจ็บ ได้กรูเข้าหาพระณรงค์ศักดิ์ พร้อมตะโกนด่าทอและสาปแช่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องกันไว้ ขณะที่พระณรงค์ซึ่งถูกล็อกตัวอยู่นั้นก็เอะอะโวยวายว่าจะไม่ยอมสึก หากใครกล้าสึกตัวเอง ก็ขอให้มีอันเป็นไป จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัวพระณรงศักดิ์ขึ้นรถเพื่อนำตัวเข้าห้องควบคุมที่ สภ.เมืองลำปางทันที โดยไม่ได้นำตัวไปทำพิธีสึก เนื่องจากถือว่าพระณรงค์ศักดิ์ได้ปาราชิกตั้งแต่ก่อเหตุแล้ว

 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก-http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNE16STNOakV4TXc9PQ==&subcatid=-

(http://www.khaosod.co.th/view_resizing_images.php?filename=online/2013/11/13832761131383276179l.jpg&width=260&height=260)

(http://www.khaosod.co.th/view_resizing_images.php?filename=online/2013/11/13832761131383276189l.jpg&width=260&height=260)
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ ธันวาคม 08, 2013, 11:03:15 AM
คลิปพระหื่น ปล้ำสาว อ้างเป็นหมอดู จับได้คาหนังคาเขา

-http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNE5qTTBNRFEzTWc9PQ==&sectionid=-
-http://news.bugaboo.tv/watch/94353/%E0%B8%8B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99_%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99_%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7.html-

รายการ เรื่องจริงผ่านจอ นำเสนอเรื่องราวของการจับพระรูปหนึ่ง ที่เป็นที่เอือมระอาแก่พุทธศาสนิกชน

โดยได้รับเบาะแสจากผู้ชมทางบ้านผู้หนึ่งว่า ไม่จำวัด แต่พักอาศัยอยู่ที่บ้านของตัวเองแถวรังสิต เปิดรับดูดวง สะเดาะเคราะห์ โดยเฉพาะเหยื่อเพศหญิงเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นยังมีพฤติกรรมที่ส่อไปทางลามกอนาจารอีกด้วย

จากการสอบถามชาวบ้าน ทราบว่าพระรูปนี้มักมีพฤติกรรมพูดจาลามก ลวนลามหญิงสาวขณะที่ทำการดูดวง เมื่อทีมงานซ้อนแผน ก็พบว่าหญิงสาวที่เป็นทีมงานถูกจับลวมลาม เห็นภาพชัดเจน จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำกำลังเข้าจับกุมตัวได้ในที่สุด ทราบเบื้องต้นว่าพระรายนี้มีการบวชจริงที่จ.กาฬสินธุ์ แต่มีการตระเวนทำการดูดวงไปเรื่อยๆตามจังหวัด และยังให้การวกวน

(http://www.khaosod.co.th/view_resizing_images.php?filename=online/2013/12/13863404721386340524l.jpg&width=260&height=260)

(http://board.postjung.com/data/727/727139-img-1386315706-2.jpg)


ที่มา http://news.bugaboo.tv/watch/94353 (http://news.bugaboo.tv/watch/94353)

http://news.bugaboo.tv/watch/94353/%E0%B8%8B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99_%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99_%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7.html (http://news.bugaboo.tv/watch/94353/%E0%B8%8B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99_%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99_%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7.html)



หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ ธันวาคม 18, 2013, 08:51:01 PM
คลิปฉาว พระตาบอดข่มขืนเด็ก 14

คลิปฉาว พระตาบอดข่มขืนเด็ก 14 (http://www.youtube.com/watch?v=v-S-NlAEzUg#)

คลิปฉาว พระตาบอดข่มขืนเด็ก 14 (http://www.youtube.com/watch?v=v-S-NlAEzUg#)

-http://www.youtube.com/watch?v=v-S-NlAEzUg-

--------------------------------------------------------------------

เด็ก14 ถูกพระกระทำชำเราจนท้อง

เด็ก14 ถูกพระกระทำชำเราจนท้อง (http://www.youtube.com/watch?v=HZGYZkLDfC8#)

เด็ก14 ถูกพระกระทำชำเราจนท้อง (http://www.youtube.com/watch?v=HZGYZkLDfC8#)

-http://www.youtube.com/watch?v=HZGYZkLDfC8-


---------------------------------------------------------------------------------------


ปวีณา แจ้งจับพระข่มขืนเด็กสาววัย 14 ปี

ปวีณา แจ้งจับพระข่มขืนเด็กสาววัย 14 ปี (http://www.youtube.com/watch?v=9B1fW8umKZM#)

ปวีณา แจ้งจับพระข่มขืนเด็กสาววัย 14 ปี (http://www.youtube.com/watch?v=9B1fW8umKZM#)

-http://www.youtube.com/watch?v=9B1fW8umKZM-

.

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ ธันวาคม 20, 2013, 10:17:38 PM
เด็ก14 ถูกพระกระทำชำเราจนท้อง

เด็ก14 ถูกพระกระทำชำเราจนท้อง (http://www.youtube.com/watch?v=HZGYZkLDfC8#)

เด็ก14 ถูกพระกระทำชำเราจนท้อง (http://www.youtube.com/watch?v=HZGYZkLDfC8#)

-http://www.youtube.com/watch?v=HZGYZkLDfC8-



------------------------------------------------------------------------------


ข่าว พระหนีเที่ยวหญิงบริการ

ข่าว พระหนีเที่ยวหญิงบริการ (http://www.youtube.com/watch?v=nBuRa3p_bOo#ws)

ข่าว พระหนีเที่ยวหญิงบริการ (http://www.youtube.com/watch?v=nBuRa3p_bOo#ws)

-http://www.youtube.com/watch?v=nBuRa3p_bOo-



-------------------------------------------------------------------

พระวัย 79 หื่น พาสีกาวัย 21 เช่าห้องพักกลางวันแสก ๆ 16 May 2013

พระวัย 79 หื่น พาสีกาวัย 21 เช่าห้องพักกลางวันแสก ๆ 16 May 2013 (http://www.youtube.com/watch?v=JCX3sA8yTt4#)

พระวัย 79 หื่น พาสีกาวัย 21 เช่าห้องพักกลางวันแสก ๆ 16 May 2013 (http://www.youtube.com/watch?v=JCX3sA8yTt4#)

-http://www.youtube.com/watch?v=JCX3sA8yTt4-



----------------------------------------------------------------------

เจ้าอาวาสอยู่กับสีกาในห้องเก็บของ

เจ้าอาวาสอยู่กับสีกาในห้องเก็บของ (http://www.youtube.com/watch?v=H_ZnH5UW7k4#)

เจ้าอาวาสอยู่กับสีกาในห้องเก็บของ (http://www.youtube.com/watch?v=H_ZnH5UW7k4#)

-http://www.youtube.com/watch?v=H_ZnH5UW7k4-














หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มกราคม 05, 2014, 09:28:17 AM
คลิปพระหื่น ปล้ำสาว อ้างเป็นหมอดู จับได้คาหนังคาเขา

-http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNE5qTTBNRFEzTWc9PQ==&sectionid=VG04PQ==&day=TWpBeE15MHhNaTB3Tmc9PQ==-

รายการ เรื่องจริงผ่านจอ นำเสนอเรื่องราวของการจับพระรูปหนึ่ง ที่เป็นที่เอือมระอาแก่พุทธศาสนิกชน

โดยได้รับเบาะแสจากผู้ชมทางบ้านผู้หนึ่งว่า ไม่จำวัด แต่พักอาศัยอยู่ที่บ้านของตัวเองแถวรังสิต เปิดรับดูดวง สะเดาะเคราะห์ โดยเฉพาะเหยื่อเพศหญิงเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นยังมีพฤติกรรมที่ส่อไปทางลามกอนาจารอีกด้วย



จากการสอบถามชาวบ้าน ทราบว่าพระรูปนี้มักมีพฤติกรรมพูดจาลามก ลวนลามหญิงสาวขณะที่ทำการดูดวง เมื่อทีมงานซ้อนแผน ก็พบว่าหญิงสาวที่เป็นทีมงานถูกจับลวมลาม เห็นภาพชัดเจน จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำกำลังเข้าจับกุมตัวได้ในที่สุด ทราบเบื้องต้นว่าพระรายนี้มีการบวชจริงที่จ.กาฬสินธุ์ แต่มีการตระเวนทำการดูดวงไปเรื่อยๆตามจังหวัด และยังให้การวกวน

(http://board.postjung.com/data/727/727139-img-1386315706-2.jpg)


ที่มา -http://news.bugaboo.tv/watch/94353-


http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNE5qTTBNRFEzTWc9PQ==&sectionid=VG04PQ==&day=TWpBeE15MHhNaTB3Tmc9PQ== (http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNE5qTTBNRFEzTWc9PQ==&sectionid=VG04PQ==&day=TWpBeE15MHhNaTB3Tmc9PQ==)
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มกราคม 12, 2014, 09:59:16 AM
เสื่อม! พระตั้งวงเหล้าขาวเมาปลิ้น อ้างรำลึกวันเด็ก

-http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNE9UUTJOVEV5TkE9PQ==&sectionid=-

(http://www.khaosod.co.th/view_resizing_images.php?filename=online/2014/01/13894651241389465140l.jpg&width=260&height=260)

สนุก : (11 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 11.00 น. ตำรวจสภ.เมืองอุดรธานี ร่วมกันจับกุม พระศักดา ปภัสโร หรือนายศักดา ศรีคำภา อายุ 52 ปี และพระสมัย หงส์ศรี หรือนายสมัย หงส์ศรี อายุ 40 ปี ได้ที่วัดป่าอัมพวัน กม.18 ถ.อุดร-หนองบัวลำภู ต.โคกสะอาด อ.เมือง จ.อุดรธานี พร้อมด้วยของกลาง เหล้าขาว 4 ขวด ซึ่งกินหมดไปแล้ว 3 ขวด และกระปุกยาดองอีก 1 กระปุก ในขณะที่ยังเมามายสุราอยู่

โดยตร.สภ.เมืองอุดรธานีได้รับแจ้งจากชาวบ้าน ว่ามีพระเมาสุราภายในวัดดังกล่าว ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อวงการพระพุทธศาสนา จึงไปตรวจสอบพบพระทั้งสองรูปในจีวรสภาพเมาสุรา และขวดสุราวางอยู่ด้วยหลายขวด จึงได้นิมนต์มาสอบสวนที่สภ.เมืองอุดรธานี และจะได้ควบคุมไปทำการสึก ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสอบสวนทราบว่า พระศักดาหรือนายศักดา เป็นพระลูกวัด วัดอัมพวัน บวชมาแล้ว 15 พรรษา ส่วนพระสมัยหรือนายสมัยนั้น เป็นพระลูกวัด วัดหนองแวงน้อย จ.มหาสารคาม บวชมา 4 พรรษา ได้แวะมาหาที่วัดเนื่องจากรู้จักกันมาก่อน พอดีเมื่อคืนที่ผ่านมาอากาศหนาวจึงได้ชักชวนกันดื่มสุราเพื่อคลายหนาว และวันนี้เป็นวันเด็ก จึงชักชวนกันดื่มเหล้าเพื่อย้อนเวลากลับไปสมัยเด็กที่ดื่มเหล้าเป็นครั้งแรกจำได้ว่าดื่มเหล้าเป็นเมื่ออายุ 15 ปีและเมื่อบวชก็ไม่ได้แตะต้องซักทีเลยลองดูซักครั้ง แต่ดื่มไปดื่มมารู้สึกติดใจ จนกระทั่งหมดไป 4 ขวด

โดยเหล้าขาวที่นำมาดื่ม ได้วานให้ช่างไม้ที่มาต่อเติมวัดไปซื้อมาให้ 4 ขวด นำมาผสมกับยาดอง ซึ่งพากันกินมาตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงเช้าจนเมามาย จนถูกชาวบ้านแจ้งตำรวจตามมาจับกุมดังกล่าว ตำรวจจึงแจ้งข้อหา เมาสุราประพฤติตนวุ่นวาย จับสึกและดำเนินตามกฎหมายต่อไป


หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มกราคม 12, 2014, 10:02:26 AM
ทุกวันนี้ การไปทำบุญ  ตามวัดต่างๆ  ต้องพิจารณาให้ดีว่า วัดที่เราไปทำบุญ  เป็นวัดที่ดีหรือไม่ 

หากวัดไหนที่ไม่ดี  ก็อย่าไปทำบุญ 

เพื่อเป็นการไม่ส่งเสริมพระภิกษุที่ประพฤติผิดวินัยสงฆ์  ซึ่งพระภิกษุเหล่านี้ทำลายพระพุทธศาสนาโดยตรง

.

ผมจะทยอยนำลงให้ได้ทราบกัน


.

 รู้จักพระวินัย รู้จักพระ รู้จักอลัชชี
พุทธศาสนา ดำรงอยู่ได้ ด้วยพุทธบริษัททั้งสี่
-http://www.oknation.net/blog/maijea/2010/03/03/entry-1-


อาบัติ คืออะไร

อาบัติ คือกิริยาที่ล่วงละเมิดสิกขาบท และต้องได้รับโทษต่อตน กล่าวโดยชื่ออาบัติมี ๗ อย่าง คือ ๑ ปาราชิก ๒ สังฆาทิเสส ๓ ถุลลัจจัย ๔ ปาจิตตีย์ ๕ ปาฏิเทสนียะ ๖ ทุกกฏ ๗ ทุพภาสิต กล่าวโดยโทษมี ๓ สถานคือ

๑.อาบัติอย่างหนัก ทำให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้นขาดจากความเป็นภิกษุ อันหมายถึงอาบัติปาราชิก

๒.อาบัติอย่างกลาง ทำให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้นต้องอยู่กรรม โดยประพฤติวัตรอย่างหนึ่งเพื่อทรมานตน อันหมายถึงอาบัติสังฆาทิเสส

๓.อาบัติอย่างเบา ทำให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินั้นต้องประจานตนต่อหน้าภิกษุด้วยกัน แล้วจึงจะพ้นโทษนั้นได้ อันได้แก่อาบัติถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ และทุพภาสิต โดยอาบัติ

ปาราชิก โทษประหารชีวิต ของพระภิกษุ

ภิกษุล่วงอาบัติปาราชิกเพียงข้อใดข้อหนึ่งแล้ว ย่อมไม่สามารถอยู่กับภิกษุทั้งหลายเหมือนก่อนได้อีก เป็นปาราชิกหาสังวาสมิได้ แม้จะอุปสมบทอีก ก็ไม่เป็นภิกษุโดยชอบด้วยพระวินัยตลอดชาติ อาบัติในสิกขาบทนี้ จึงเป็น อเตกิจฉา คือแก้ไขไม่ได้  เป็น อนวเสสา คือหาส่วนเหลือมิได้ เป็น มูลเฉท คือตัดรากเหง้า ภิกษุจะล่วงมิได้เลยเด็ดขาด

 

สิกขาบทที่ ๑ ภิกษุใด ถึงพร้อมซึ่งสิกขาและสาชีพของภิกษุทั้งหลาย แล้วไม่บอกคืนสิกขา ไม่ทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง เสพเมถุนธรรม โดยที่สุดแม้ในสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้

สิกขาบทที่ ๒ ภิกษุใด ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ เป็นส่วนแห่งโจรกรรม จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี ในเพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานใด ภิกษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานนั้น แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้

สิกขาบทที่ ๓ ภิกษุใด จงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือแสวงหาศัสตราอันจะปลิดชีวิต ให้แก่กายมนุษย์นั้น หรือพรรณนาคุณแห่งความตาย หรือชักชวนเพื่ออันตาย โดยหลายนัย แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้

สิกขาบทที่ ๔ ภิกษุใด ไม่รู้เฉพาะ [คือไม่รู้จริง] กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม อันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้ามาในตน อันผู้ใดผู้หนึ่งถือเอาตามก็ตาม ไม่ถือเอาตามก็ตาม [คือเชื่อก็ตาม ไม่เชื่อก็ตาม ถูกซักถามก็ตาม ไม่ถูกซักถามก็ตาม] เป็นอันต้องอาบัติแล้ว แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้ เว้นไว้แต่สำคัญว่าได้บรรลุ




ถ้าพระภิกษุ ผิดในเรื่องของปราชิก  ไม่จำเป็นต้องไปสึก(พิธีการสึก)  เพราะขาดจากความเป็นพระภิกษุอัตโนมัติไปแล้ว

แต่หากผิดในเรื่องอื่นๆ  หากจะให้สึก ต้องให้พระภิกษุทำพิธีการสึกครับ



.

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มกราคม 14, 2014, 08:41:59 PM
รวบพระกร่าง! เมาอาละวาทคาวัดแถมไม่ยอมสึก

รวบพระกร่าง! เมาอาละวาทคาวัดแถมไม่ยอมสึก (http://www.youtube.com/watch?v=-15ZdPRNefE#ws)

รวบพระกร่าง! เมาอาละวาทคาวัดแถมไม่ยอมสึก (http://www.youtube.com/watch?v=-15ZdPRNefE#ws)

-http://www.youtube.com/watch?v=-15ZdPRNefE-

-----------------------------------------------------------------------------------

สุดทน! พระเมาพร่ำบขส.ปทุมธานี

สุดทน! พระเมาพร่ำบขส.ปทุมธานี (http://www.youtube.com/watch?v=emFFj4GRLog#ws)

สุดทน! พระเมาพร่ำบขส.ปทุมธานี (http://www.youtube.com/watch?v=emFFj4GRLog#ws)

-http://www.youtube.com/watch?v=emFFj4GRLog-

-------------------------------------------------------------------------------

รวบพระหื่น! ลวง ด.ญ.วัย11ขวบ กระทำอนาจารในกุฏิ

รวบพระหื่น! ลวง ด.ญ.วัย11ขวบ กระทำอนาจารในกุฏิ (http://www.youtube.com/watch?v=nTSR8tn7wb8#ws)

รวบพระหื่น! ลวง ด.ญ.วัย11ขวบ กระทำอนาจารในกุฏิ (http://www.youtube.com/watch?v=nTSR8tn7wb8#ws)

-http://www.youtube.com/watch?v=nTSR8tn7wb8-

----------------------------------------------------------------------------

รวบ! พระเสพยาบ้า ในห้องน้ำป่าช้า คาจีวร

รวบ! พระเสพยาบ้า ในห้องน้ำป่าช้า คาจีวร (http://www.youtube.com/watch?v=aCp_XuD_k_w#)

รวบ! พระเสพยาบ้า ในห้องน้ำป่าช้า คาจีวร (http://www.youtube.com/watch?v=aCp_XuD_k_w#)

-http://www.youtube.com/watch?v=aCp_XuD_k_w-


.
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ เมษายน 15, 2014, 06:54:11 AM
จับอดีตพระลวง ม.1 ข่มขืน
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม    14 เมษายน 2557 19:09 น.

-http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9570000041894-

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/557000004338901.JPEG)

ตำรวจจับอดีตพระลูกนวลจันทร์อายุ 40 ปี แชตหลอกเด็กหญิงชั้น ม.1 ไปอยู่กินภายในห้องเช่า จ.จันทบุรี เบื้องต้นดำเนินคดีข้อหากระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี
       
       วันนี้ (14 เม.ย.) ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) เมื่อเวลา 16.00 น. พ.ต.ท.ชูศักดิ์ อภัยภักดิ์ พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปคม. พ.ต.ท.ทิตวีร์ เอี่ยมสะอาด สว.กก.1 บก.ปคม. แถลงข่าวจับกุม นายทศพร สกุลอินทร์ อายุ 40 ปี อดีตพระลูกวัดแห่งหนึ่งย่านถนนรามอินทรา (วัดนวลจันทร์) อยู่บ้านเลขที่ 212/41 หมู่ 4 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม. ในความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารและกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภรรยา โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม
       
       ทั้งนี้ สืบเนื่องจากผู้ปกครองของ ด.ญ.ส้ม (นามสมมติ) อายุ 13 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.พิจิตร ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปคม.ว่า ด.ญ.ส้มหายออกจากบ้านพักไปตั้งแต่วันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา สงสัยว่าจะหนีมาอาศัยอยู่กับนายทศพร หรือพระทศพร ที่วัดดังกล่าว เนื่องจากบุตรสาวติดต่อกับนายทศพรผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊ก และแอปพลิเคชันไลน์ในโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนอยู่เป็นประจำ
       
       พ.ต.ท.ชูศักดิ์กล่าวว่า ภายหลังได้รับแจ้ง ชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบยังวัดแห่งนี้ โดยพบข้อมูลจากพยานที่พบเห็น ด.ญ.ส้มมาอาศัยอยู่ที่กุฏิของพระทศพร ก่อนจะลาสิกขาแล้วทั้งสองก็หายตัวไป เมื่อเจ้าหน้าที่สืบสวนติดตามจึงทราบว่านายทศพรได้พา ด.ญ.ส้มมาอาศัยอยู่ที่ห้องเช่าใน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี จึงประสานตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ที่ 114 นำกำลังเข้าจับกุมและช่วยเหลือ ด.ญ.ส้มออกมาอย่างปลอดภัย
       
       สอบสวนนายทศพรรับสารภาพว่า ก่อนหน้าที่จะบวชพระได้รู้จักกับ ด.ญ.ส้ม ผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊ก และได้ใช้แอปพลิเคชันไลน์ ติดต่อกันจนสนิทสนม ตนให้คำปรึกษาทั้งด้านการเรียนและการใช้ชีวิตในฐานะพี่สอนน้อง กระทั่งเมื่อบวชแล้วก็ยังติดต่อกัน จนทาง ด.ญ.ส้มได้เดินทางมาหา บอกว่ามีปัญหากับที่บ้านไม่อยากอยู่บ้าน ตนไม่ได้หลอกลวง แต่ยอมรับว่าช่วงที่อยู่ในกุฏิ 1 คืน ได้มีเพศสัมพันธ์กันเพราะอดใจไม่ไหว พอเช้ามาจึงลาสิกขาต่อเจ้าอาวาส ก่อนจะพากันไปนอนค้างบ้านเพื่อนย่านนวมินทร์ แล้วเดินทางต่อไปยัง จ.จันทบุรี โดยตั้งใจว่าจะตั้งถิ่นฐานที่นั่น ยืนยันว่าไม่ได้ล่อลวงแต่เป็นเพราะความรักของสองคน
       
       อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ส่งตัว ด.ญ.ส้มไปตรวจร่างกายและอยู่ใความดูแลของ รพ.ตํารวจ ก่อนส่งตัวให้พ่อแม่ ส่วนนายทศพรแจ้งข้อหาพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลไปเพื่อการอนาจารและกระทําชําเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่สามีหรือภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม มีอัตราโทษจําคุกสูงสุด 20 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ เมษายน 18, 2014, 06:19:49 AM
การศึกษา และ การอบรม 

ไม่ได้ทำให้มีความรู้(สึก)ผิดชอบชั่วดีเลย


---------------------------------------------------------------------------


ข่าวพระแต่งหญิง ฉายานาตาลีร้อยหน้า พบเป็นพระวัดดังกลางกรุง



(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc4/news2_50.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc4/news_237.jpg)


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการเรื่องเล่าเช้านี้ โพสต์โดย คุณ LAKORNHD Thaitv (Official) สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

            ข่าวพระแต่งหญิง ฉายานาตาลีร้อยหน้า พบเป็นพระวัดดังกลางกรุง อักษรย่อ ม. ชื่อ พระมหานภัทร์สรณ์ แฉในเฟซบุ๊กพระแต๋ว มีข้อความไปเที่ยวผับ เที่ยวบาร์ ตบกะเทยรุ่นน้อง ลั่นเรียนจบก็สึกซิ จะอยู่ทำไม

            วันนี้ (17 เมษายน 2557) รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 ได้นำเสนอข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับ พระมหาวิทยาลัยสงฆ์ชื่อดังแต่งหญิงและโพสต์ภาพอวดในเฟซบุ๊ก จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากภาพดังกล่าวสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงและกระทบต่อความศรัทธาในพระพุทธศาสนา

            ทั้งนี้ นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า ตนเห็นภาพและทราบเชื่อดังกล่าวแล้ว และล่าสุดตนก็ได้รับเบาะแสและข้อมูลจากสมาชิกเครือข่าย โดยพบว่า พระสงฆ์ดังกล่าว ชื่อว่า "พระมหานภัทร์สรณ์" ใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่า "นู๋ร๊ากผัวเขา ผัวเขาก้อร๊ากหนู" มีฉายาว่า "นาตาลีร้อยหน้า" เป็นพระวัดดังอักษรย่อ "ม." อยู่ใจกลางกรุงเทพฯ แต่ที่ยังไม่เปิดเผยชื่อวัด เพราะต้องการตรวจสอบให้แน่ชัดอีกครั้ง



            นอกจากภาพที่ พระมหานภัทร์สรณ์แต่งหญิงโพสต์ลงในเฟซบุ๊กแล้ว เมื่อตรวจสอบก็พบว่ามีข้อความที่สนทนาค่อนข้างไม่เหมาะสม อาทิ

            วันนี้ไปตบกะเทยน้อยมารู้สึกเจ็บทั้งตัว ที่เจ็บที่สุด คือ นิ้ว แต่ก็ภาคภูมิใจ ที่ไปถิ่นเขาและเอาชนะกลับมาได้ ป.ล.ไม่ค่อยสบายขอตัวพักผ่อนก่อนนะ งดเที่ยว งดให้ผู้ชายเ..ด โฟกัสรักแฟนคลับทุกคนนะคะ

            กูเรียนจบ กูก็สึกสิจะอยู่ทำไม

            เวลาว่างของกะเทยส่วนกลาง กินเสร็จหากินผู้ชาย เล่นไพ่ ลาก่อนอยุธยา เจอกันในกรุงเทพฯ นะ

            เธอจะสวยแค่ไหนผู้ชายเขาไม่เลือกหรอก ผู้ชายสมัยนี้ชอบกะเทย แรง มีเงิน หุ่นดี ปากจัด กล้าแสดงออกว่าเมียกูแรงจริง สวยมากสวยน้อยเสียเงินเท่ากัน แต่โฟกัสเสียน้อย เพราะสวย แรง หุ่นดี แต่มึงอ่ะผีเลยต้องทุ่ม ป.ล. นภัทร์สรณ์ โฟกัส อำนาจเงินใหญ่ที่สุด สมัยนี้สวยแค่ไหนกูก็เห็นสี่ดากผู้ชายหมด

            โดยนายสงกรานต์ กล่าวว่า ข้อความเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า บุคคลดังกล่าวไม่ได้ศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาเลย และจากข้อมูลที่ตนได้รับมา มีการระบุว่า พระรูปดังกล่าวเที่ยวผับ เที่ยวบาร์ ได้ผู้ชาย ซึ่งการเป็นพระหากมีการเสพเมถุนหรือเสพสังวาสแล้ว ก็ถือว่า ปาราชิก ไม่สามารถกลับมาบวชได้ใหม่ ถือว่าเป็นการสิ้นสุดการเป็นพระสงฆ์แล้ว

            ส่วนในเวลา 14.00 น. ของวันนี้ (17 เมษายน 2557) นายสงกรานต์ จะนำภาพลับเฉพาะ รวมถึงข้อมูลหลักฐานทั้งหมดของบุคคลดังกล่าว ไปร้องทุกข์ต่อ พ.ต.อ.ประสบโชค พร้อมมูล รองผู้บังคับการกองปราบปราม เพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป

            ขณะที่ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ตนได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้วเช่นกัน แต่ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนว่า บุคคลในเฟซบุ๊กเป็นพระจริงหรือไม่ และอยู่ในสังกัดใด เพื่อที่จะให้เจ้าคณะปกครองดำเนินการตามความเหมาะสม ส่วนการบวชนั้นที่ผ่านมาก็คัดกรองคนบวชอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว โดยเฉพาะบุคคลที่มีพฤติกรรมที่สื่อไปในเพศที่ 3 อย่างชัดเจน ก็จะไม่ให้บวช แต่ยอมรับว่า ที่ผ่านมาเจ้าอาวาสและพระอุปัชฌาย์ ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ามีพฤติกรรมเบี่ยงเบนก่อนมาบวช แต่จะพบก็เมื่อได้รับการบวชไปแล้วระยะหนึ่ง
   
            นายนพรัตน์ กล่าวต่อว่า หากพบว่าพระสงฆ์หรือสามเณรที่แสดงอาการและพฤติกรรมไม่มากนัก อาทิ การเดิน การพูด เป็นต้น เจ้าอาวาสหรือเจ้าคณะปกครองพิจารณาแล้วว่า หากไม่เป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนา ก็ให้บวชต่อไปได้ ในส่วนที่พบว่ามีพระสงฆ์และสามเณรบางกลุ่มออกไปเที่ยวกลางคืนนั้น เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ซึ่งหากเป็นเรื่องจริง เจ้าคณะปกครองก็จะต้องจัดการ


เจอเบาะแส “นาตาลีร้อยหน้า” เป็นพระวัดกลางกรุง อักษรย่อ ม. (http://www.youtube.com/watch?v=l7TRGeFbyn8#ws)
-http://www.youtube.com/watch?v=l7TRGeFbyn8-
เจอเบาะแส “นาตาลีร้อยหน้า” เป็นพระวัดกลางกรุง อักษรย่อ ม.
คลิป เจอเบาะแส “นาตาลีร้อยหน้า” เป็นพระวัดกลางกรุง อักษรย่อ ม. : เครดิต รายการเรื่องเล่าเช้านี้ โพสต์โดย คุณ LAKORNHD Thaitv (Official)


หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ เมษายน 19, 2014, 12:43:24 PM
พระแต่งหญิง นาตาลีร้อยหน้า ยังไม่สึก พระครู มจร. เผยชอบเที่ยวกลางคืน

-http://hilight.kapook.com/view/100902-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc4/thumb640x360_6270509502.jpg)



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ครอบครัวข่าว 3

            ข่าวพระแต่งหญิง ล่าสุด พระครูดูแลหอพัก มจร. แฉ นาตาลีร้อยหน้า ยังไม่ได้สึกจริง พบพฤติกรรมชอบเที่ยวกลางคืน มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย ยอมออกมาพูดเพราะอยากปกป้องพระพุทธศาสนา

            จากกรณีที่พบภาพพระแต่งหญิง ฉายานาตาลีร้อยหน้า ถ่ายภาพลงเฟซบุ๊ก "นู๋ร๊ากผัวเขา ผัวเขาก้อร๊ากนู๋" และถูกแฉว่ามีพฤติกรรมเที่ยวผับ เที่ยวบาร์ ก่อนที่เจ้าตัวจะออกมาชี้แจงว่า ได้สึกจากพระมา 2 ปีแล้ว และตนเองไม่เคยทำให้พุทธศาสนาเสื่อมเสีย ไม่เคยเที่ยวผับ เที่ยวบาร์ อย่างที่มีข่าวออกมาก่อนหน้านั้น

            ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2557 พระครูสมุห์ธัชพงศ์ภณ กตปุญโญ ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่หอพักนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ให้ข้อมูลว่า บุคคลดังกล่าวยังไม่ได้สึกจากความเป็นพระแต่อย่างใด เพราะยังบวชเป็นพระอยู่ และยังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 4 คณะสังคมศาสตร์

            พระครูสมุห์ธัชพงศ์ภณ กตปุญโญ กล่าวต่อว่า พระรูปดังกล่าวลงทะเบียนเป็นนิสิตครั้งแรกในชื่อว่า พระมหาสมชาย และมาเปลี่ยนเป็น พระมหานภัทร์สรณ์ สังกัดวัดมกุฎกษัตริยาราม ซึ่งกำลังจะเข้ารับปริญญาในเร็ว ๆ นี้ ปัจจุบันยังคงพักอยู่ที่หอพักของ มจร.วังน้อย ห้อง เอ 205 พฤติกรรมที่ตนพบเห็นก็คือกลางวันจะเป็นพระ แต่กลางคืนจะมีรถมารับออกไปข้างนอก แล้วไปเปลี่ยนจีวรเป็นชุดอื่น และทราบด้วยว่า พระรูปดังกล่าวมีพฤติกรรมเที่ยวเตร่ และมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันด้วย

            ทั้งนี้ พระครูสมุห์ธัชพงศ์ภณ ยืนยันว่า ที่ออกมาพูดครั้งนี้ไม่ได้ต้องการทำลายชื่อเสียงมหาวิทยาลัย แต่เห็นข่าวแล้วรู้สึกไม่สบายใจ จึงออกมาให้ข้อเท็จจริง เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา ไม่ให้พระอลัชชีเข้ามาทำลายศาสนาอีก หากผิดก็ต้องว่าไปตามผิด

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก-http://www.dailynews.co.th/Content/education/231218/%E0%B9%81%E0%B8%89%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%
B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%
E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%99
%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0
%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0
%B8%AA%E0%B8%B6%E0%B8%81-

(http://www.dailynews.co.th/imagecache/670x490/cover/643791.jpg)


เจ้าหน้าที่มจร.สุดทน แฉ นาตาลีร้อยหน้า ยังเป็นพระ อยู่หอพัก เรียนปี 4 คณะสังคมศาสตร์ สังกัดวัดดัง กลางวันแต่งพระ กลางคืนแต่งสาวออกตะเวนราตรี ยัน เพื่อปกป้องพุทธศาสนาไม่ได้ทำลายชื่อเสียงสถาบัน
วันศุกร์ 18 เมษายน 2557 เวลา 15:40 น.

วันนี้(18 เม.ย.) พระครูสมุห์ธัชพงศ์ภณ กตปุญโญ ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่หอพักนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.)  อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า จากการที่เฟซบุ๊ก "นู๋ร๊ากผัวเขา ผัวเขาก้อร๊ากนู๋" ได้เปิดเผยชื่อเล่นว่า โฟกัส  พร้อมให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนว่า ปัจจุบันทำงานเป็นพริตตี้อยู่ที่ภูเก็ต  เคยบวชเป็นพระเมื่อปี 2551 ที่วัดชื่อดังในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันได้สึกออกมาแล้วนั้น ตนได้เห็นข่าวเกี่ยวกับ นาตาลีร้อยหน้า แล้วรู้สึกไม่สบายใจ จึงอยากให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูลของบุคคลดังกล่าว เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา เพราะพระอลัชชีเหล่านี้ทำลายศาสนามามากแล้ว โดยเจ้าของเฟซบุ๊ก"นู๋ร๊ากผัวเขา ผัวเขาก้อร๊ากนู๋" ที่อ้างว่า ได้สึกออกไปแล้วนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากปัจจุบัน บุคคลรูปนี้ยังบวชเป็น พระอยู่ และยังคงศึกษาที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 4 คณะสังคมศาสตร์ โดยลงทะเบียนเป็นนิสิตครั้งแรกใช้ชื่อว่า พระมหาสมชาย และตอนหลัง มาเปลี่ยนเป็น พระมหานภัทร์สรณ์” สังกัดวัดมกุฎกษัตริยาราม ซึ่งกำลังจะเข้ารับปริญญาในเร็วๆนี้

พระครูสมุห์ธัชพงศ์ภณ กล่าวต่อไปว่า มจร.เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่พระธรรมยุต มหานิกาย หรือลังกาวงศ์ สามารถมาศึกษาได้ ดังนั้น พระธรรมยุต ก็สามารถมาเรียนได้ ทั้งนี้ตนเป็นพระที่ต้องดูแลหอพักและรู้จักนักศึกษาทุกคน โดย นาตาลี ก็ยังอยู่ที่หอพักของมจร.วังน้อย ห้อง เอ205 พฤติกรรมของนาตาลี กลางวันเป็นพระ กลางคืนจะมีรถออกมารับออกไป โดยตอนออกไปยังใส่จีวรพระ พอออกข้างนอกก็จะเปลี่ยนเป็นชุดอื่น และยืนยันว่า ปัจจุบันนี้ก็ยังอยู่ที่หอพักนี้ นอกจากนี้ ตนยังได้รับข้อมูลกลุ่มต่อต้านพระอลัชชีที่ได้มีการตั้งขึ้นมา เพื่อปกป้องสถาบัน ได้สืบทราบข้อมูลว่า พฤติกรรมของนาตาลี จะเน้นเที่ยว และกระโดดเสียบกัน โดยในวงการพระจะใช้เรียกกัน หมายถึง มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันด้วย

“ อาตมาเป็นพระตัวเล็ก แต่สิ่งที่ทำไป ทำเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา  ไม่ได้มีเจตนาต้องการให้มหาวิทยาลัยเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด เพราะเรื่องที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของตัวบุคคล ที่กระทำไม่เหมาะสม ซึ่งหากผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด และไม่อยากให้มีการปกป้องพระอลัชชีเหล่านี้”ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่หอพักนิสิต กล่าว

-http://www.dailynews.co.th/Content/education/231218/%E0%B9%81%E0%B8%89%
E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0
%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%
B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B
8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B6%E0%B8%81-
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ พฤษภาคม 05, 2014, 07:49:34 AM
จับพระเก๊ตระเวนเรี่ยไรเงิน ย่านราม 2
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม    4 พฤษภาคม 2557 18:06 น.

-http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9570000049511-

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/557000005122701.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/557000005122702.JPEG)

จับพระปลอมแต่งกายคล้ายพระภิกษุสงฆ์ 4 คน ตระเวนเรี่ยไรเงินย่านตลาดราม 2 โดยอ้างหนังสือรับรองจากสำนักสงฆ์เขาใหญ่ จ.กาญจนบุรี จากการสอบปากคำรับสารภาพทางวัดไม่มีส่วนรู้เห็น และพยายามติดสินบนตำรวจ จึงถูกจับกุมแจ้ง 3 ข้อหา
       
       วันนี้ (4 พ.ค.) ที่ สน.อุดมสุข พ.ต.อ.สมพร กฤษณะพิพัฒน์ ผกก.สน.อุดมสุข พ.ต.ท.สมปอง สำราญใจ รอง ผกก.สส. พ.ต.ท.สุพจน์ พุ่มแหยม สว.สส. ร่วมกันแถลงการจับกุมตัวนายสมปอง มะโนรัมย์ อายุ 48 ปี น.ส.แพงศรี มะยม อายุ 51 ปี นายสำเริง น้อยพันธุ์ดี อายุ 35 ปี นายกิตติชัย เครือศรี อายุ 23 ปี และเยาวชนอีก 2 ราย พร้อมของกลางตู้รับบริจาค ระบุสำนักสงฆ์เขาใหญ่ ภายในมีเงินสด 1,483 บาท บาตรพระ จำนวน 5 ใบ (ใช้ในการเรื่ยไร) จีวร 4 ชุด หนังสือรับรองจากสำนักสงฆ์เขาใหญ่ ต.หนองฝ้าย อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี และเอกสารในการขอความร่วมมือจากสถานที่ต่างๆ โดยสามารถจับกุมได้ที่ตลาดราม 2 แขวงและเขตประเวศ กทม.
       
       พ.ต.อ.สมพร กล่าวว่า สืบเนื่องจากได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีชายแต่งกายคล้ายพระภิกษุ 4 คน เดินเรี่ยไรเงินในตลาดราม 2 จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาไม่ใช่พระภิกษุสงฆ์ แต่ได้รับการว่าจ้างจาก นายสมปอง และ น.ส.แพงศรี มาเรี่ยไรเงินเพื่อแลกกับค่าจ้างวันละ 100 บาท ซึ่งภายหลังการจับกุมผู้ต้องหาได้ยื่นเงินให้ จำนวน 5,000 บาท เพื่อแลกกับการถูกจับกุม แต่ตำรวจทำทีรับเงินเพื่อถ่ายคลิปไว้เป็นหลักฐานแจ้งข้อหาดำเนินคดี
       
       จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา พร้อมอ้างว่า กล่องรับบริจาค พร้อมหนังสือรับรองตราประทับสำนักสงฆ์เขาใหญ่ จ.กาญจนบุรี ลงวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นของวัดจริง โดยจะแบ่งเปอร์เซ็นต์รายได้ที่มาจากการบริจาคแก่กรรมการวัด อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่า ทางวัดไม่มีส่วนรู้เห็น รวมถึงเจ้าอาวาสวัดดังกล่าวที่ผู้ต้องหาได้กล่าวอ้าง เป็นโรคเบาหวาน พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล
       
       เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้ง 3 ข้อหา คือ 1.ร่วมกันเรี่ยไรในถนน หรือทางสาธารณะด้วยการใช้เครื่องเปล่งเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต 2.แต่งกาย หรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นพระภิกษุสามเณรโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อ และ 3.ร่วมกันให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์แก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก่อนจะนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ พฤษภาคม 17, 2014, 09:06:46 AM
ร้อง ป.ตรวจสอบสำนักอาจารย์พรตหลอกทำเสน่ห์
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม    16 พฤษภาคม 2557 16:39 น.

-http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9570000054460-



(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/557000005631401.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/557000005631402.JPEG)


ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ร้องกองปราบฯ ตรวจสอบสำนักอาจารย์พรต ย่านรามคำแหง หลอกผู้หญิงทำเสน่ห์
       
       วันนี้ (16 พ.ค.) ที่กองปราบปราม เมื่อเวลา 14.00 น. นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบสำนักทำไสยศาสตร์มหาเสน่ห์ของอาจารย์พรต หลังได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายผู้หญิงกว่า 20 รายว่าได้เข้าทำพิธีและได้ซื้อเครื่องรางไปใช้แล้วแต่ไม่ได้ผล โดยนายสงกานต์ได้นำภาพถ่ายของ อาจารย์พรตขณะกำลังทำพิธีเสริมเสน่ห์ให้แก่หญิงสาวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมามอบไว้เป็นหลักฐาน
       
       นายสงกานต์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้รับข้อมูลว่าอาจารย์พรตเป็นหมอทำพิธีทางไสยศาสตร์มหาเสน่ห์ โดยมีการจำหน่ายเครื่องรางของขลังต่างๆ ในหน้าเฟซบุ๊ก ชื่อ “ศูนย์พระเครื่อง พรปู่เจ้า” เช่น รูปปั้นแม่ (อี)เป๋อ ไอ้งั่ง น้ำมันพราย กระดูกผีตายโหง เป็นต้น ซึ่งราคาจำหน่ายอยู่ที่ 5,000-40,000 บาท ส่วนค่าทำพิธีมหาเสน่ห์นั้น ราคาตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ต่อมาเมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมาตนได้รับข้อมูลจากสำนักข่าวต่างประเทศ เช่น ประเทศจีน ประเทศสิงคโปร์ ว่าอาจารย์พรตได้ไปตั้งสำนักและรับทำพิธีดังกล่าวในต่างประเทศ พร้อมทั้งได้ส่งภาพขณะที่กำลังทำพิธีมาให้เป็นข้อมูล เนื่องจากในการทำพิธีนั้นมีการนำเครื่องรางที่เรียกกันว่าไอ้งั่งมาวางบนหน้าอกและอวัยวะเพศหญิง เพื่อทำพิธี ถือว่าเป็นการทำอนาจาร
       
       นายสงกานต์กล่าวต่อว่า สำนักของอาจารย์พรตมีทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในประเทศไทยนั้นเปิดอยู่ย่านรามคำแหง อีกทั้งยังมีร้านที่ขายเครื่องรางตั้งอยู่ในห้างดังย่านลาดพร้าวอีกด้วย ทั้งนี้ตนได้รับแจ้งจากผู้เสียหายประมาณ 20 คน ทั้งหมดเป็นผู้หญิงที่ได้เข้าทำพิธีและได้ซื้อเครื่องรางไปใช้แล้วแต่ไม่ได้ผล แสดงให้เห็นว่าอาจารย์พรตมีการหลอกลวงผู้ซื้อ อย่างไรก็ดี ทางผู้เสียหายจะเข้ามาให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนเพื่อเป็นข้อมูลในการดำเนินคดีต่ออาจารย์พรตในวันข้างหน้านี้
       
       ด้าน พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวว่า หลังจากนนี้จะนำหลักฐานที่ได้มาส่งไปให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง เบื้องต้นหากตรวจสอบแล้วพบว่าเข้าข่ายกระทำผิดจริงก็จะดำเนินคดีในข้อหาหลอกลวงประชาชน ส่วนหากมีข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมก็จะเพิ่มข้อหาต่อไป


หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ พฤษภาคม 17, 2014, 09:10:52 AM

ระมัดระวังภัยในเรื่องเหล่านี้กันให้มากๆๆๆๆครับ

กลุ่มพระสงฆ์ที่ไม่ดี ที่ทำเรื่องพวกนี้ก็มี

ต้องใช้สติ พิจารณา

และอย่าเข้าไป  เพราะเสน่ห์ อยู่ที่เราเองครับ


---------------------------------------------------------------------

ร้อง ป.ตรวจสอบสำนักอาจารย์พรตหลอกทำเสน่ห์
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม    16 พฤษภาคม 2557 16:39 น.

-http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9570000054460-



([url]http://mpics.manager.co.th/pics/Images/557000005631401.JPEG[/url])

([url]http://mpics.manager.co.th/pics/Images/557000005631402.JPEG[/url])


ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ร้องกองปราบฯ ตรวจสอบสำนักอาจารย์พรต ย่านรามคำแหง หลอกผู้หญิงทำเสน่ห์
       
       วันนี้ (16 พ.ค.) ที่กองปราบปราม เมื่อเวลา 14.00 น. นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบสำนักทำไสยศาสตร์มหาเสน่ห์ของอาจารย์พรต หลังได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายผู้หญิงกว่า 20 รายว่าได้เข้าทำพิธีและได้ซื้อเครื่องรางไปใช้แล้วแต่ไม่ได้ผล โดยนายสงกานต์ได้นำภาพถ่ายของ อาจารย์พรตขณะกำลังทำพิธีเสริมเสน่ห์ให้แก่หญิงสาวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมามอบไว้เป็นหลักฐาน
       
       นายสงกานต์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้รับข้อมูลว่าอาจารย์พรตเป็นหมอทำพิธีทางไสยศาสตร์มหาเสน่ห์ โดยมีการจำหน่ายเครื่องรางของขลังต่างๆ ในหน้าเฟซบุ๊ก ชื่อ “ศูนย์พระเครื่อง พรปู่เจ้า” เช่น รูปปั้นแม่ (อี)เป๋อ ไอ้งั่ง น้ำมันพราย กระดูกผีตายโหง เป็นต้น ซึ่งราคาจำหน่ายอยู่ที่ 5,000-40,000 บาท ส่วนค่าทำพิธีมหาเสน่ห์นั้น ราคาตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ต่อมาเมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมาตนได้รับข้อมูลจากสำนักข่าวต่างประเทศ เช่น ประเทศจีน ประเทศสิงคโปร์ ว่าอาจารย์พรตได้ไปตั้งสำนักและรับทำพิธีดังกล่าวในต่างประเทศ พร้อมทั้งได้ส่งภาพขณะที่กำลังทำพิธีมาให้เป็นข้อมูล เนื่องจากในการทำพิธีนั้นมีการนำเครื่องรางที่เรียกกันว่าไอ้งั่งมาวางบนหน้าอกและอวัยวะเพศหญิง เพื่อทำพิธี ถือว่าเป็นการทำอนาจาร
       
       นายสงกานต์กล่าวต่อว่า สำนักของอาจารย์พรตมีทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในประเทศไทยนั้นเปิดอยู่ย่านรามคำแหง อีกทั้งยังมีร้านที่ขายเครื่องรางตั้งอยู่ในห้างดังย่านลาดพร้าวอีกด้วย ทั้งนี้ตนได้รับแจ้งจากผู้เสียหายประมาณ 20 คน ทั้งหมดเป็นผู้หญิงที่ได้เข้าทำพิธีและได้ซื้อเครื่องรางไปใช้แล้วแต่ไม่ได้ผล แสดงให้เห็นว่าอาจารย์พรตมีการหลอกลวงผู้ซื้อ อย่างไรก็ดี ทางผู้เสียหายจะเข้ามาให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนเพื่อเป็นข้อมูลในการดำเนินคดีต่ออาจารย์พรตในวันข้างหน้านี้
       
       ด้าน พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวว่า หลังจากนนี้จะนำหลักฐานที่ได้มาส่งไปให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง เบื้องต้นหากตรวจสอบแล้วพบว่าเข้าข่ายกระทำผิดจริงก็จะดำเนินคดีในข้อหาหลอกลวงประชาชน ส่วนหากมีข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมก็จะเพิ่มข้อหาต่อไป
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ พฤษภาคม 17, 2014, 10:06:18 AM
พบพระสงฆ์รับแทงพนันบั้งไฟที่ จ.ศรีสะเกษ ชี้ผิดวินัย-กฎหมาย

-http://hilight.kapook.com/view/102154-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc5/mo.jpg)



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการเรื่องเล่าเช้านี้ โพสต์โดย คุณ LAKORNHD Thaitv (Official) สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

            พบพระสงฆ์รับแทงพนันบั้งไฟที่งานประเพณีบุญบั้งไฟ จ.ศรีสะเกษ ชี้ผิดวินัย-กฎหมาย เตรียมจับสึกเพื่อไม่ให้เสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนา

            วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 รายงานว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการหมู่บ้านขมิ้นได้ร่วมกันจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ประจำปี 2557 ที่กลางทุ่งนาบ้านขมิ้น ต.ทุ่ม อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ โดยภายในบริเวณที่มีการจุดบั้งไฟ มีชาวบ้านและพระสงฆ์จำนวนประมาณ 1,000 คน พากันมาชมและเล่นพนันบั้งไฟกันอย่างคึกคัก

            อย่างไรก็ตาม พบว่ามีพระสงฆ์รูปหนึ่งซึ่งไม่ทราบว่าสังกัดวัดใดได้ตั้งตัวเป็นเจ้ามือหรือที่เรียกว่า เซียนยั้ง รับแทงพนันจากชาวบ้านหรือที่เรียกว่า เซียนไล่ โดยไม่สนใจสายตาของประชาชนทั่วไปที่เฝ้ามองดูพระเล่นพนันบั้งไฟอย่างน่าสลดใจ ที่พระสงฆ์มีพฤติกรรมผิดศีล ทำผิดกฎหมายและพระธรรมวินัยอย่างชัดเจน โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาปราบปรามจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายแต่อย่างใด

            ขณะที่ทางด้าน นายวิรอด ไชยพรรณนา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาศรีสะเกษ กล่าวว่า กรณีพระสงฆ์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเล่นพนันบั้งไฟถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายและผิดพระธรรมวินัยอย่างชัดเจน หากถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ต้องสึกจากความเป็นพระทันทีเพื่อไม่ให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนาอีกต่อไป ซึ่งตนได้นำเรื่องนี้ไปรายงานให้เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ทั้ง 2 นิกายได้รับทราบเรียบร้อยแล้ว และขณะนี้กำลังดำเนินการวางมาตรการเข้มงวดเพื่อดำเนินการกับพระสงฆ์ที่เล่นพนันบั้งไฟอย่างเร่งด่วน



สุดอนาถ ! พระตำบลทุ่มศรีสะเกษ เป็นเจ้ามือรับแทงพนันบั้งไฟ (http://www.youtube.com/watch?v=N0SfFLZvh9A#ws)
-http://www.youtube.com/watch?v=N0SfFLZvh9A-
คลิป สุดอนาถ ! พระตำบลทุ่มศรีสะเกษ เป็นเจ้ามือรับแทงพนันบั้งไฟ : เครดิต รายการเรื่องเล่าเช้านี้ โพสต์โดย คุณ LAKORNHD Thaitv (Official)


หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ พฤษภาคม 18, 2014, 07:13:50 AM


ร้องสอบภาพหนุ่มโล้นแต่งกายคล้ายพระอึ๊บสาว


-http://www.dailynews.co.th/Content/regional/237943/%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B6%E0%B9%8A%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7-



(http://www.dailynews.co.th/imagecache/670x490/cover/680615.jpeg)

(http://www.dailynews.co.th/imagecache/670x490/cover/680614.jpeg)

อึ้ง! ภาพชายแต่งกายคล้ายพระแอบอึ๊บสาว พศ.เร่งหาข้อมูลใช่พระจริงหรือไม่ ขณะเครือข่ายต่อต้านบ่อนทำลายชาติ ศาสนาฯ เตรียมส่งภาพให้กองปราบตรวจ ตัดต่อหรือไม่
วันเสาร์ 17 พฤษภาคม 2557 เวลา 04:43 น.

เมื่อวันที่ 16 พ.ค. นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  เปิดเผยว่า ตนได้รับการร้องเรียนจากเครือข่ายโซเชียลมีเดีย ส่งข้อมูลภาพเกี่ยวกับบุคคลแต่งกายคล้ายพระสงฆ์กำลังมีเพศสัมพันธ์กับหญิงสาวมาให้ทางเฟซบุ๊กเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้ช่วยตรวจสอบว่า บุคคลแต่งกายคล้ายพระสงฆ์นั้น เป็นพระจริงหรือไม่ โดยลักษณะของภาพที่เครือข่ายได้ส่งมานั้น บุคคลที่แต่งกายคล้ายพระ เป็นชายหัวโล้น กำลังขึ้นนั่งคล่อมบนตัวของหญิงสาวที่เปลือยกาย และที่ตัวของชายแต่งกายคล้ายพระสงฆ์นั้น มีผ้าสีเหลืองคล้ายจีวรนุ่งอยู่ที่เอว พร้อมกับกอดจูบหญิงสาวลักษณะเหมือนกำลังมีเพศสัมพันธ์กัน โดยในภาพเองหญิงสาวมีสีหน้าเคลิบเคลิ้มจากการถูกกอดจูบดังกล่าว โดยไม่ได้มีพฤติกรรมที่ขัดขืนแต่อย่างใด ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้หากเป็นพระสงฆ์จริง ถือว่าเป็นมารศาสนา  ต้องอาบัติปาราชิก จากการเสพเมถุน พ้นจากการเป็น ภิกษุสงฆ์นับตั้งแต่บัดนั้น

นายสงกานต์ กล่าวต่อไปว่า ตนจะต้องดำเนินการส่งภาพดังกล่าวให้กองปราบปรามตรวจสอบว่า เป็นภาพที่ตัดต่อหรือไม่ บุคคลที่อยู่ในภาพเป็นพระจริงหรือไม่ และสังกัดที่ใด รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานานแค่ไหน โดยเบื้องต้น ตนจะประสานขอข้อมูลเพิ่มเติมจากเครือข่ายที่ได้ร้องเรียนเรื่องดังกล่าวเข้ามา พร้อมทั้งขอให้ผู้ที่มีเบาะแสเกี่ยวกับภาพดังกล่าว ส่งข้อมูลมาให้ตนได้ที่ ตู้ ปณ. 63 ราษฎร์บูรณะ 10140 ซึ่งตนจะนำข้อมูลทั้งหมดให้กองปราบปรามตรวจสอบ และส่งมอบข้อมูลให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ช่วยดำเนินการตรวจสอบข้อมูลภาพดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าว ตนจะเน้นตัวบุคคล และเป็นการป้องปรามการกระทำผิดที่จะทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนา

ด้านนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ขณะนี้ พศ.ได้รับข้อมูลร้องเรียนเรื่องของภาพบุคคลแต่งกายคล้ายพระสงฆ์ มีลักษณะเหมือนมีเพศสัมพันธ์กับหญิงสาวแล้ว และกำลังดำเนินการตรวจสอบว่า เป็นพระสงฆ์จริงหรือไม่ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ข้อมูล เนื่องจากภาพถ่ายไม่สามารถระบุได้ชัดว่า เกิดยังสถานที่ใด ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้ข้อได้ข้อเท็จจริงที่แน่ชัด อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบพระสงฆ์ หรือบุคคลแต่งกายคล้ายพระสงฆ์ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ขอให้ช่วยกันส่งข้อมูลมายัง พศ. เพื่อ พศ.จะได้แจ้งเจ้าคณะปกครองในการแจ้งเตือนหรือดำเนินการตามพระธรรมวินัยต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ยังมีการแชร์ผ่านเฟซบุ๊กหนึ่ง เกี่ยวกับภาพหญิงสาวหอมแก้มพระ โดยมีการเขียนไว้ในเฟซบุ๊กที่เผยแพร่ภาพดังกล่าวว่า ช่วยกันแชร์  บุคคลในภาพเป็นผู้หญิงหอมแก้มพระ ซึ่งผิดต่อหลักพระพุทธศาสนา เราชาวพุทธอยากวิงวอนให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียช่วยตีแผ่ให้สังคมรับรู้เผื่อคดีความจะเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเฟซบุ๊กถึงภาพดังกล่าวในหลายทัศนะว่า เป็นพระจริงหรือไม่ ทำไมคิ้วและผมหนา บางรายระบุว่า เขาอาจจะไม่ใช่พระจริงอย่าตกเป็นเหยื่อเขาอยากดัง  ซึ่งในความเห็นหนึ่งระบุว่า พระรูปนี้บวชจริงจัดงานใหญ่ด้วยผู้หญิงที่หอมแก้มพระเคยเป็นเพื่อนในเฟซกับเรา เขายังถ่ายรูปตอนงานบวชมาให้ดูเลยพระรูปนี้ ยังไม่สึกอยู่ต่างจังหวัดแถวภาคอีสานด้วย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ มีการนำภาพและคลิปพฤติกรรมไม่เหมาะสมของพระสงฆ์ทั้งการลงมือเผยแพร่ด้วยตนเองหรือจากประชาชนที่พบเห็น มาเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น..

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ พฤษภาคม 18, 2014, 07:22:30 AM
รู้ตัวแล้ว ! พระมีสัมพันธ์หญิงสาวว่อนเน็ตแล้ว จำวัดอยู่ใกล้ๆ กรุงเทพ

-http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1400318754&grpid=01&catid=&subcatid=-


นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  เปิดเผยความคืบหน้าหลังได้รับการร้องเรียนจากเครือข่ายโซเชียลมีเดียส่งภาพบุคคลแต่งกายคล้ายพระสงฆ์กำลังมีเพศสัมพันธ์กับหญิงสาวมาให้ผ่านทางเฟซบุ๊กเพื่อให้ช่วยตรวจสอบว่า จากการตรวจสอบล่าสุดทราบแล้วว่าพระสงฆ์รูปดังกล่าวเป็นพระที่อยู่ในจังหวัดหนึ่งใกล้กรุงเทพมหานคร แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดเพราะตนกำลังรอรวบรวมหลักฐานต่างๆเพิ่มเติมเกรงจะไหวตัวก่อน จากนั้นจะได้ได้ประสานทางกองปราบปรามให้ไปดำเนินการกับพระสงฆ์รูปนี้ให้เป็นกรณีตัวอย่างแก่พระสงฆ์รูปอื่นๆที่อาจจะทำผิดหรือกำลังจะทำผิดวินัยสงฆ์ ทั้งนี้ในสัปดาห์หน้าจะเข้ายื่นหลักฐานต่างๆที่กองปราบปรามได้ โดยในเบื้องต้นทราบว่าพระสงฆ์รูปนี้ค่อนข้างจะมีอิทธิพลมากในพื้นที่
 

ประธานเครือข่ายฯ  กล่าวต่อว่าปัญหาของการทำผิดวินัยสงฆ์เป็นเรื่องของตัวบุคคล ตนอยากให้ผู้ที่พบเห็นพระสงฆ์ทำผิดวินัยสงฆ์ช่วยกันแจ้งข้อมูลเบาะแสแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเป็นการช่วยกันสอดส่องดูแลพระพุทธศาสนาอีกทางหนึ่งส่วนกรณีพระสงฆ์ที่ถูกจับสึกเพราะปาราชิกตนอยากจะให้มีการแจ้งความลงบันทึกประจำวันและบันทึกประวัติเอาไว้ว่าบุคคลคนนี้ได้ทำผิดถูกจับสึก จากนั้นควรแจ้งข้อมูลให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)จัดทำเป็นฐานข้อมูล จะได้ป้องกันกรณีที่จะไปบวชใหม่ทางพระอุปัชฌาย์จะได้ทราบข้อมูลและจะได้ไม่อนุญาตให้บวช

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ พฤษภาคม 20, 2014, 06:00:36 AM
พระเล่นรถรางผจญภัยไม่เหมาะ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    19 พฤษภาคม 2557 16:48 น.

-http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9570000055460-


(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/557000005740501.JPEG)



พศ. ระบุ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพเล่นรถรางผจญภัยไม่เหมาะ
       
       วันนี้ (19 พ.ค.)นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีที่มีการแพร่ภาพในโซเชียลเน็ตเวิร์กมีภาพคล้าย พระเทพวรสิทธาจารย์ รองเจ้าคณะภาค 7 และเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ พร้อมด้วยพระสงฆ์อีก 5 รูป กำลังเล่นรถรางผจญภัยในอุโมงค์ สวนสนุกฮอลลีวูด มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ว่า ตนได้รับรายงานจากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) เชียงใหม่ ว่า จากการที่ พศจ. ไปสอบถามพระเทพวรสิทธาจารย์ ยอมรับว่าเป็นภาพจริงถ่ายเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยภาพดังกล่าวลูกศิษย์ขอร้องให้ขึ้นไปนั่งบนเครื่องเล่น เพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแต่ก็ไม่ได้เล่นเครื่องเล่น
       
       อย่างไรก็ตาม ทราบว่าทาง พศจ. ได้แจ้งให้พระเทพวรสิทธาจารย์ รับทราบแล้วว่าการกระทำดังกล่าวถือว่าไม่เหมาะสมเข้าข่ายโลกวัชชะ ซึ่งเป็นพฤติกรรมอาจจะถูกโลกติเตียนได้ อย่างไรก็ตาม จึงอยากฝากเตือนและให้พระสงฆ์ รวมถึงสามเณรระมัดระวังเรื่องพฤติกรรมและการกระทำ เพราะบางเรื่องแม้ว่าจะไม่ได้เจตนา แต่อาจจะถูกมองว่าไม่เหมาะสมได้ ดังนั้น ควรเพิ่มความระมัดระวังให้มากกว่านี้
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ พฤษภาคม 22, 2014, 06:01:04 AM

ฆราวาสเหยื่อพระเมาสุรา เคราะห์หนัก ถูกรุมยำเละ !

-http://hilight.kapook.com/view/102460-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/sutasinee/news/93e2b283117.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/sutasinee/news/c2(7).jpg)



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก สำนักข่าวสปริงนิวส์

          ฆราวาสดวงซวย ถูกพระเมาสุราอาละวาดจนมีเรื่องชกต่อยกัน ก่อนที่พระจะโทรไปเรียกลูกน้องให้มารุมทำร้าย เคราะห์ซ้ำหนีไปยังถูกแก๊งมอเตอร์ไซค์ขี่รถไล่ตามกระทืบ เหตุเข้าใจผิดคิดว่าขับรถชนแล้วหนี

          เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระสุรพจน์ ฉันทิยนันท์ อายุ 55 ปี ซึ่งเป็นพระลูกวัด วัดนก แขวงบางแวก เขตภาษีเจริญ กทม. ดื่มสุราจนเมาหนัก และอาละวาดจนไปมีเรื่องชกต่อยกับ นายโสภณ จีนไทย อายุ 35 ปี ขณะกำลังอุ้มสุนัขออกจากกุฏิ พระประสิทธ์ บุญมาเลิศ ซึ่งเป็นพระลูกวัดเช่นกัน จนทำให้พระสุรพจน์มีอาการหลังเคล็ด พระสุรพจน์จึงได้โทรศัพท์ไปบอกกับลูกศิษย์ว่าโดนนายโสภณทำร้าย



          ต่อมาพระสุรพจน์ได้นัดให้นายโสภณมาไกล่เกลี่ยกันที่ สน.บางเสาธง นายโสภณจึงขับรถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน ตส 6033 กทม. ไปตามนัด แต่เมื่อไปถึงพบว่ามีลูกศิษย์ของพระสุรพจน์อยู่เต็มพื้นที่ และได้กรูกันเข้ามาใช้ของแข็งทุบที่กระจกรถ นายโสภณจึงรีบขับหนีออกมาอย่างรวดเร็ว เป็นเหตุให้ไปเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์กว่า 10 คัน กลุ่มรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจึงไม่พอใจ คิดว่านายโสภณขับรถชนแล้วหนี ขับขี่รถจักรยานยนต์ไล่ตาม เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุบริเวณกลางถนนจรัญสนิทวงศ์หน้าร้านวัชระโภชนา เขตบางกอกน้อย ก็ได้ลากตัวนายโสภณลงจากรถไปทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส พร้อมกับ นายจุมพล วิมลศิริ อายุ 19 ปี และนายภาณุพงศ์ บุญมาเลิศ อายุ 19 ปี ที่นั่งมาด้วยกัน

          ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูได้นำตัวนายโสภณ นายจุมพล และนายภาณุพงศ์ ส่งโรงพยาบาลศิริราชเรียบร้อยแล้ว


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
-http://news.springnewstv.tv/48299/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%86%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%AA-%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%AA-








หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ พฤษภาคม 27, 2014, 09:36:06 PM
รวบเจ้าอาวาส 5 วัดดัง ระเริงกามเด็กชาย ของลามกเพียบ


-http://hilight.kapook.com/view/102821-


(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc5/27-5-2557-13-00-15.jpg.jpg)


(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pree/ee/pp_6.jpg)


(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc5/27-5-2557-12-58-45.jpg.jpg)




เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก สปริงนิวส์, ข่าวสด
         
            รวบเจ้าอาวาส 5 วัดดัง ระเริงกามเด็กชายหลายคน ทำเป็นขบวนการค้ามนุษย์ มีพระลูกวัดเป็นนกต่อ ลวงเด็กชายมาเสพเมถุน ได้ค่าจ้าง 300-500 บาท ตรวจค้นกุฏิพบของกลางเป็นของลามกเพียบ ทั้งเจล อวัยวะเพศชายปลอม ซีดีโป๊

            วันนี้ (27 พฤษภาคม 2557) พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบช.ภ.5  แถลงข่าวการจับกุมแก๊งเจ้าอาวาสวัดชื่อดังใน จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน จำนวน 5 ราย ดังนี้..

            พระธีรเดช สีลธโร
            พระเสาร์แก้ว เกี๋ยวหล้า
            พระครูปลัดเปี๊ยก โอภาโส
            พระจำรัส อธิมุตโต
            พระครูประภัศร์ วรการ วัชระ พุดเกิด

            หลังจากเจ้าหน้าที่ได้นำหมายจับคดีกระทำชำเราหรือกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และข้อหาค้ามนุษย์ กระจายกำลังเข้าจับกุมตามวัดต่าง ๆ

            ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือจากเด็กอายุ 15 ปี ว่าตนเองและเพื่อนอีกหลายคนถูก พระดำ หรือ นายธวัชชัย มูลปานัน หลอกให้ไปพบกับ พระธีรเดช สีลธโร เจ้าอาวาส จากนั้นเจ้าอาวาสก็ข่มขืนกระทำชำเราในโฮมสเตย์แห่งหนึ่ง ใน อ.แม่ริม จ.ลำพูน ก่อนที่จะมอบเงินให้จำนวน 300 บาท

            ต่อจากนั้น พระดำ ก็ลวงเด็กชายคนอื่น ๆ ไปค้ากามให้กับเจ้าอาวาสตามวัดต่าง ๆ ใน จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน โดยพระธวัชชัยรับหน้าที่เป็นนายหน้า ได้รับเงินครั้งละ 300-500 บาท ซึ่งภายหลังเด็กชายผู้เสียหายได้หลบหนีออกมาได้ จึงเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

รวบเจ้าอาวาส 5 วัดดัง ระเริงกามเด็กชาย ของลามกเพียบ

            ด้านเจ้าหน้าที่ขยายผลการติดตาม พบว่ามีเด็กชายตกเป็นผู้เสียหายทั้งหมด 8 คน จึงรวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติหมายจับ โดยคนแรกคือ พระดำ ต่อจากนั้นก็ขออนุมัติหมายจับเจ้าอาวาสอีก 5 รูป และเมื่อค้นภายในกุฏิ พบของกลางจำนวนมาก ทั้งซีดีลามก วัตถุลามก อวัยวะเพศชายเทียม ขวดสุรา เจลหล่อลื่น และอุปกรณ์จัดปาร์ตี้ในกุฏินับร้อยชิ้น รวมทั้งอาวุธปืนยาวติดลำกล้องและมีดพก ก่อนถูกจับสึกและส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี
 
            อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ ยังเชื่อว่ามีพระภิกษุหลายรายมีพฤติกรรมเสพเมถุนและค้ามนุษย์อีกมากมาย จึงอยากจะขอความร่วมมือให้กับประชาชนที่ทราบข้อมูลและเบาะแสมายังตำรวจภูธรภาค 5 เพื่อนำไปสู่การจับกุมและทลายเครือข่ายโดยเร็วที่สุด



อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก -http://news.springnewstv.tv/48580/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%AA-5-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%87-%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2-15-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B3-





หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 02, 2014, 05:57:28 AM
ศาสนาพุทธ ไม่เสื่อม
แต่คนที่มาบวช แล้วปฎิบัติเช่นนี้  เสื่อม

คนที่มาบวช  แล้วไม่ปฎิบัติตามพระวินัย  ไม่ต้องมาบวช 
คนพวกนี้ส่อถึงการอบรมจากที่บ้าน  และที่โรงเรียน 
วงศ์ตระกูลและครูบาอาจารย์สอนกันมาแบบนี้ ถึงได้ปฎิบัติกันแบบที่ลงในกระทู้ฯนี้


----------------------------------------------------------------------------------
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 02, 2014, 06:00:32 AM
แชร์ว่อน คลิปพระเปิดเพลงหมอลำ แดนซ์กระจาย

-http://hilight.kapook.com/view/103090-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc5/mon.jpg)



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก Show Clip

            โลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก แชร์ว่อน คลิปพระสงฆ์ 2 รูป ร้องเพลงและเต้นตามจังหวะเพลงหมอลำด้วยความสนุกสนาน ชาวเน็ตวิจารณ์ ไม่สมควรได้รับการกราบไหว้ ทำศาสนาเสื่อม

            วันนี้ (1 มิถุนายน 2557) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กกำลังมีการแชร์คลิปที่มีชื่อว่า "ช่วยกันแชร์หน่อยครับ แบบนี้ไม่เหมาะสม !!" ซึ่งคลิปดังกล่าวได้ถูกโพสต์ลงในเพจเฟซบุ๊กชื่อดัง Show Clip เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา โดยในคลิปปรากฎภาพของพระสงฆ์ 2 รูป ที่กำลังร้องเพลงและเต้นตามจังหวะเพลงหมอลำอย่างสนุกสนาน พร้อมทั้งดื่มสุราไปด้วย
     
            ทั้งนี้ จากการโพสต์คลิปวิดีโอดังกล่าว ทำให้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิมากมาย อาทิเช่น พระสงฆ์แบบนี้ไม่สมควรได้รับการกราบไหว้ พร้อมทั้งขอให้สึกจากการเป็นพระ ในขณะที่บางความคิดเห็นได้ต่อว่าแอดมินเพจ Show Clip ว่า ถึงจะไม่เหมาะสมก็ไม่ควรแชร์ต่อ เพราะพระดี ๆ ก็มีเยอะ การแชร์ต่อจะทำให้ศาสนาเสื่อม ทำให้คนกล้าไปทำบุญน้อยลง


https://www.facebook.com/photo.php?v=480005315467487 (https://www.facebook.com/photo.php?v=480005315467487)

http://on.fb.me/1oEK58A (http://on.fb.me/1oEK58A)
คลิป บวชทำไม แบบนี้อย่าบวชเลย แชร์ให้ดัง !!! โพสต์โดย เฟซบุ๊ก Show Clip
:: ช่วยกันแชร์หน่อยครับ แบบนี้ไม่เหมาะสม !! ::

ที่มา : http://on.fb.me/1oEK58A (http://on.fb.me/1oEK58A)




หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 02, 2014, 06:04:48 AM
แชร์ว่อน คลิปพระเปิดเพลงหมอลำ แดนซ์กระจาย

-http://hilight.kapook.com/view/103090-

([url]http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc5/mon.jpg[/url])



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก Show Clip

            โลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก แชร์ว่อน คลิปพระสงฆ์ 2 รูป ร้องเพลงและเต้นตามจังหวะเพลงหมอลำด้วยความสนุกสนาน ชาวเน็ตวิจารณ์ ไม่สมควรได้รับการกราบไหว้ ทำศาสนาเสื่อม

            วันนี้ (1 มิถุนายน 2557) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กกำลังมีการแชร์คลิปที่มีชื่อว่า "ช่วยกันแชร์หน่อยครับ แบบนี้ไม่เหมาะสม !!" ซึ่งคลิปดังกล่าวได้ถูกโพสต์ลงในเพจเฟซบุ๊กชื่อดัง Show Clip เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา โดยในคลิปปรากฎภาพของพระสงฆ์ 2 รูป ที่กำลังร้องเพลงและเต้นตามจังหวะเพลงหมอลำอย่างสนุกสนาน พร้อมทั้งดื่มสุราไปด้วย
     
            ทั้งนี้ จากการโพสต์คลิปวิดีโอดังกล่าว ทำให้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิมากมาย อาทิเช่น พระสงฆ์แบบนี้ไม่สมควรได้รับการกราบไหว้ พร้อมทั้งขอให้สึกจากการเป็นพระ ในขณะที่บางความคิดเห็นได้ต่อว่าแอดมินเพจ Show Clip ว่า ถึงจะไม่เหมาะสมก็ไม่ควรแชร์ต่อ เพราะพระดี ๆ ก็มีเยอะ การแชร์ต่อจะทำให้ศาสนาเสื่อม ทำให้คนกล้าไปทำบุญน้อยลง


[url]https://www.facebook.com/photo.php?v=480005315467487[/url] ([url]https://www.facebook.com/photo.php?v=480005315467487[/url])

[url]http://on.fb.me/1oEK58A[/url] ([url]http://on.fb.me/1oEK58A[/url])
คลิป บวชทำไม แบบนี้อย่าบวชเลย แชร์ให้ดัง !!! โพสต์โดย เฟซบุ๊ก Show Clip
:: ช่วยกันแชร์หน่อยครับ แบบนี้ไม่เหมาะสม !! ::

ที่มา : [url]http://on.fb.me/1oEK58A[/url] ([url]http://on.fb.me/1oEK58A[/url])



ต้องช่วยกันแชร์
และช่วยกันเป็นหูเป็นตาเอาพวกนี้ออกไปจากศาสนาพุทธ
ไม่ใช่ห้ามแชร์
เพื่อหมกสิ่งอัปรีย์จัญไรไว้ใต้พรม



ศาสนาพุทธ ไม่เสื่อม
แต่คนที่มาบวช แล้วปฎิบัติเช่นนี้  เสื่อม

คนที่มาบวช  แล้วไม่ปฎิบัติตามพระวินัย  ไม่ต้องมาบวช
คนพวกนี้ส่อถึงการอบรมจากที่บ้าน  และที่โรงเรียน
วงศ์ตระกูลและครูบาอาจารย์สอนกันมาแบบนี้ ถึงได้ปฎิบัติกันแบบที่ลงในกระทู้ฯนี้

หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 02, 2014, 06:12:17 AM
รวบเจ้าอาวาส 5 วัดดัง ระเริงกามเด็กชาย ของลามกเพียบ


-http://hilight.kapook.com/view/102821-


([url]http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc5/27-5-2557-13-00-15.jpg.jpg[/url])


([url]http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pree/ee/pp_6.jpg[/url])


([url]http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc5/27-5-2557-12-58-45.jpg.jpg[/url])




เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก สปริงนิวส์, ข่าวสด
         
            รวบเจ้าอาวาส 5 วัดดัง ระเริงกามเด็กชายหลายคน ทำเป็นขบวนการค้ามนุษย์ มีพระลูกวัดเป็นนกต่อ ลวงเด็กชายมาเสพเมถุน ได้ค่าจ้าง 300-500 บาท ตรวจค้นกุฏิพบของกลางเป็นของลามกเพียบ ทั้งเจล อวัยวะเพศชายปลอม ซีดีโป๊

            วันนี้ (27 พฤษภาคม 2557) พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบช.ภ.5  แถลงข่าวการจับกุมแก๊งเจ้าอาวาสวัดชื่อดังใน จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน จำนวน 5 ราย ดังนี้..

            พระธีรเดช สีลธโร
            พระเสาร์แก้ว เกี๋ยวหล้า
            พระครูปลัดเปี๊ยก โอภาโส
            พระจำรัส อธิมุตโต
            พระครูประภัศร์ วรการ วัชระ พุดเกิด

            หลังจากเจ้าหน้าที่ได้นำหมายจับคดีกระทำชำเราหรือกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และข้อหาค้ามนุษย์ กระจายกำลังเข้าจับกุมตามวัดต่าง ๆ

            ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือจากเด็กอายุ 15 ปี ว่าตนเองและเพื่อนอีกหลายคนถูก พระดำ หรือ นายธวัชชัย มูลปานัน หลอกให้ไปพบกับ พระธีรเดช สีลธโร เจ้าอาวาส จากนั้นเจ้าอาวาสก็ข่มขืนกระทำชำเราในโฮมสเตย์แห่งหนึ่ง ใน อ.แม่ริม จ.ลำพูน ก่อนที่จะมอบเงินให้จำนวน 300 บาท

            ต่อจากนั้น พระดำ ก็ลวงเด็กชายคนอื่น ๆ ไปค้ากามให้กับเจ้าอาวาสตามวัดต่าง ๆ ใน จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน โดยพระธวัชชัยรับหน้าที่เป็นนายหน้า ได้รับเงินครั้งละ 300-500 บาท ซึ่งภายหลังเด็กชายผู้เสียหายได้หลบหนีออกมาได้ จึงเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

รวบเจ้าอาวาส 5 วัดดัง ระเริงกามเด็กชาย ของลามกเพียบ

            ด้านเจ้าหน้าที่ขยายผลการติดตาม พบว่ามีเด็กชายตกเป็นผู้เสียหายทั้งหมด 8 คน จึงรวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติหมายจับ โดยคนแรกคือ พระดำ ต่อจากนั้นก็ขออนุมัติหมายจับเจ้าอาวาสอีก 5 รูป และเมื่อค้นภายในกุฏิ พบของกลางจำนวนมาก ทั้งซีดีลามก วัตถุลามก อวัยวะเพศชายเทียม ขวดสุรา เจลหล่อลื่น และอุปกรณ์จัดปาร์ตี้ในกุฏินับร้อยชิ้น รวมทั้งอาวุธปืนยาวติดลำกล้องและมีดพก ก่อนถูกจับสึกและส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี
 
            อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ ยังเชื่อว่ามีพระภิกษุหลายรายมีพฤติกรรมเสพเมถุนและค้ามนุษย์อีกมากมาย จึงอยากจะขอความร่วมมือให้กับประชาชนที่ทราบข้อมูลและเบาะแสมายังตำรวจภูธรภาค 5 เพื่อนำไปสู่การจับกุมและทลายเครือข่ายโดยเร็วที่สุด



อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก -http://news.springnewstv.tv/48580/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%AA-5-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%87-%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2-15-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B3-


จับ 5 เจ้าอาวาสวัดเชียงใหม่-ลำพูน ลวงเด็กชายจัดปาร์ตี้ตุ๋ย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    27 พฤษภาคม 2557 14:11 น.

-http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000059027-

ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ - ตำรวจภาค 5 รวบ 5 เจ้าอาวาสวัดดังเชียงใหม่และลำพูน หลอกลวงเด็กชายล่วงละเมิดทางเพศ ตระเวนเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพจัดปาร์ตี้มั่วตุ๋ยในวัด เตรียมเร่งขยายผลจับกุมเครือข่าย
       
       วันนี้ (27 พ.ค.) พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 แถลงผลการจับกุม 6 ผู้ต้องหากระทำความผิดล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายอายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งทั้งหมดเป็นอดีตพระสงฆ์ มี 5 คนที่เป็นถึงเจ้าอาวาสวัดในเชียงใหม่ และลำพูน ได้แก่ อดีตพระธีรเดช สีลธโร เจ้าอาวาสวัดสันป่าสัก อ.แม่แตง อดีตพระครูปลัดเปี๊ยก โอภาโส เจ้าอาวาสวัดหัวฝาย อ.แม่แตง อดีตพระเสาร์แก้ว เกี๋ยงหล้า เจ้าอาวาสวัดบุปผาราม อ.แม่ริม อดีตพระจำรัส อธิมุตโต เจ้าอาวาสวัดท่าผา อ.แม่แตง อดีตพระครูประภัศร์ วรการ เจ้าอาวาสวัดกู่ป่าลา อ.บ้านธิ จ.ลำพูน และอดีตพระชัย หรือนายธวัชชัย มูลปานันท์
       
       โดยที่ผู้ต้องหาทั้งหมดระหว่างที่ยังเป็นพระสงฆ์นั้นมีพฤติการณ์หลอกลวงเด็กชายอายุต่ำกว่า 15 ปีไปกระทำชำเราและล่วงละเมิดทางเพศ และการจับกุมสืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้ให้การช่วยเหลือเด็กชายอายุ 14 ปีคนหนึ่งได้ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เมื่อเดือนมิถุนายน 2556 แล้วสอบถามจนทราบว่าถูกอดีตพระชัย หรือนายธวัชชัย หลอกตนพร้อมเพื่อนเด็กชายอีกหลายคนไปตระเวนให้ผู้ต้องหาทั้งหมดล่วงละเมิดทางเพศตามวัดที่ผู้ต้องหาเป็นเจ้าอาวาสอยู่ในลักษณะของการจัดปาร์ตี้
       
       ทั้งนี้ หลังจากได้รับข้อมูลจึงเฝ้าติดตามพฤติการณ์จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด พร้อมตรวจค้นภายในกุฏิที่พบซีดีลามก วัตถุลามก วัตถุคล้ายอวัยวะเพศชาย ขวดสุรา เจลหล่อลื่น ซึ่งเป็นพยานหลักฐานอันแสดงว่ามีการกระทำความผิดจริง จึงนำตัวไปสละสมณเพศ และดำเนินคดีตามกฎหมาย
       
       พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดมีพฤติกรรมรักร่วมเพศ โดยหนึ่งในจำนวนผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นเกย์คิง จะหลอกลวงเด็กชายหลายรายไปกระทำชำเราตามวัดต่างๆ ในลักษณะจัดปาร์ตี้ที่มีการผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพทั้งที่ยังเป็นพระสงฆ์อยู่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เฝ้าติดตามพฤติกรรม และสืบสวนหาข้อมูลหลักฐาน จนกระทั่งสามารถจับกุมตัวได้ทั้งหมด
       
       ล่าสุดอยู่ระหว่างการสืบสวนหาข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติม โดยเชื่อว่าผู้ต้องหากลุ่มนี้น่าจะมีเครือข่ายที่ร่วมกันกระทำความผิดด้วย ซึ่งจะได้จับกุมต่อไป


(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/557000006108301.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/557000006108302.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/557000006108303.JPEG)
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 08, 2014, 08:34:27 AM
ชาวบ้านแจ้งความพระเดินสายเรี่ยไร-นั่งกดดันจนกว่าจะได้เงิน

-http://hilight.kapook.com/view/103408-


(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/natthida/inn/542702-01.jpg)



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          ชาวบ้านสุดทนแจ้งความเอาผิดพระเดินสายเรี่ยไรข้ามจังหวัด ไร้ใบอนุญาต แถมนั่งเฝ้าคอยเงินบริจาค

          วันนี้ (7 มิถุนายน 2557) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสุรินทร์ จ.สุรินทร์  มีชาวบ้านโทรศัพท์แจ้งความหลายรายว่า ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ เนื่องจากมีพระภิกษุสงฆ์ไม่ทราบชื่อ เดินเรี่ยไรแจกซองผ้าป่า ในย่านตลาดสดเทศบาลเมืองสุรินทร์

          ทั้งนี้ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดของร้านค้าแห่งหนึ่ง พบว่าพระองค์ดังกล่าวเดินแจกซองโดยการยื่นลักษณะถึงมือประชาชนทั้งหญิงและชาย ด้วยอาการที่ไม่สำรวม แล้วจะนั่งเฝ้ารอเอาซองผ้าป่าจนกว่าจะได้

          อย่างไรก็ดี ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ 191 จึงได้เข้าควบคุมตัว พระสำราญ จันทร์งาม เป็นพระลูกวัดดอนสังข์วนาราม บ้านดอนสังข์ อยู่ ม.18 ต.สระคู อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด และเมื่อตรวจสอบพบว่าการขออนุญาตเรี่ยไรไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ภายในยามพบซองผ้าป่า จำนวน 100 ซอง ซองผ้าป่าที่มีการบริจาคแล้ว จำนวน 13 ซอง เงินสดประมาณ 500 บาท เบื้องต้น แจ้งข้อหาเรี่ยไรโดยไม่ได้รับอนุญาต และสร้างเหตุเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชน ทำการเปรียบเทียบปรับ พร้อมแจ้งเตือนห้ามเข้ามาสร้างความเดือดร้อนรำคาญในเขตพื้นที่จังหวัดสุรินทร์อีก

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/natthida/inn/542702-02.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/natthida/inn/542702-03.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/natthida/inn/542702-04.jpg)


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
-http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=542702-
-http://www.naewna.com/local/106996-

.



หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 14, 2014, 08:06:17 PM
นอภ.สัตหีบ นำทีมบุกจับ 2 พระวัดดังเสพยาบ้า - ดูหนังโป๊
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    14 มิถุนายน 2557 17:37 น.


-http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000066907-


ศูนย์ข่าวศรีราชา - นายอำเภอสัตหีบ นำปลัดฝ่ายความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์ปฏิบัติการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดอำเภอสัตหีบ บุกรวบ 2 พระลูกวัดชื่อในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี หลังขยายผลจับกุมผู้ต้องแก๊งค้ายาเสพติดเขาหมอน พบพฤติกรรมทั้งเสพยา -ดูหนังโป๊
       
       เมื่อเวลา 16.00 น.วันนี้ ( 14 มิ.ย.) นายภวัต เลิศมุกดา นายอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย นายชวัฒน์ เทพทัพ ปลัดฝ่ายความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์ปฏิบัติการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดอำเภอสัตหีบ ได้เข้าจับกุม พระศิริชัย รัตนวิกล อายุ 24 ปี และพระมหามงคล ชนทำดี อายุ 44 ปี พระลูกวัดชื่อดังแห่งหนึ่งในอำเภอสัตหีบ ข้อหาเสพยาบ้าพร้อมของกลางอุปกรณ์การเสพจำนวนมาก
       
       นายภวัต เผยว่าหลังเข้าทลายแก๊งค้ายาเสพติดเขาหมอน และสามารถจับผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ นายอานนท์ หรือ บอส พานิชวัฒนา อายุ 23 ปี และนายสมเจตน์ หรืออูม เคหฐาน อายุ 19 ปี และระหว่างนำตัวมาสอบสวน ปรากฏว่า พระศิริชัย ได้โทรศัพท์เข้ามาติดต่อขอซื้อยาบ้าจำนวน 6 เม็ด ในราคา 1,800 บาทจากผู้ต้องหาทั้ง 2
       
       จึงวางแผนเข้าจับกุมคาวัด ก่อนเข้าจับกุม พระมหามงคล ซึ่งมีศักดิ์เป็นอา ขณะกำลังนั่งดูหนังโป๊อยู่ในกุฏิและมีพฤติกรรมเสพยาบ้า พร้อมสารภาพว่าได้ฝากเงินไปกับหลาน 600 บาท เพื่อซื้อยาบ้า 2 เม็ด มาเสพแต่ถูกจับกุมเสียก่อน
       
       เบื้องต้นเจ้าอาวาสได้กระทำพิธีลาสิกขา ก่อนควบคุมตัวพระทั้ง 2 รูปส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตามกฏหมาย
       
       จากการสอบสวน พระมหามงคล ยังให้การว่าได้บวชมาประมาณ 1 พรรษา ส่วนหลานพึ่งตามมาบวชได้เพียง 1 เดือน และยอมรับว่าที่ผ่านมาได้ใช้ชายคาวัด และผ้าเหลืองกระทำในสิ่งผิดกฎหมาย และวินัยสงฆ์ ด้วยการ เสพยาบ้า ดูหนังโป๊ และฉันกลางคืน อ้างสาเหตุที่ต้องเสพยาบ้า เพราะต้องการกระตุ้นสมองให้สามารถสวดมนต์ได้นาน และยอมรับว่าปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำทุกวัน ยกเว้นวันพระเพราะกลัวว่าจะบาปหนักกว่าวันอื่น ๆ


(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/557000006916301.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/557000006916302.JPEG)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/557000006916303.JPEG)




หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 01, 2014, 06:24:52 AM
แฉ "แม่ชีเชอรี่" มุสาคำโต ไม่ได้จบ "อเมริกา" คุมการเงินวัดเบ็ดเสร็จ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    30 มิถุนายน 2557 21:42 น.

-http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000073672-



(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/557000007611501.JPEG)
พระครูเกษม ทัศนคุณ เจ้าอาวาสวัดโพธิเกษตร ในฐานะเจ้าคณะอำเภอสวี ฝ่ายธรรมยุต


(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/557000007611502.JPEG)
แม่ชีเชอรี่ ภาพจาก -http://pantip.com/topic/30889978-


ศูนย์ข่าวภุมิภาค - ศิษย์เก่า "วัดถ้ำขวัญเมือง" ออกโรงแฉพฤติกรรม "แม่ชีเชอรี่" มุสาคำโตไม่ได้จบ "อเมริกา" เผยเคยถูกไล่ออกกลางคันช่วงเรียน ม.3 เหตุเรื่องชู้สาว-ตบตีแย่งชาย จนหายหน้าไปจากพื้นที่ โผล่อีกครั้งเป็นใหญ่ในวัด คุมการเงินเบ็ดเสร็จ จนคนในสวีเรียกขาน "คุณนายเชอรรี่" นิสัยสุดแย่ด่าหยาบแม้กระทั่งพระ-เณร "เจ้าคณะอำเภอสวี" จี้เจ้าอาวาสและแม่ชีเชอรี่รีบออกมาชี้แจงต่อสาธารณชน อย่าปล่อยให้เรื่องบานปลาย จะทำให้ศาสนาเสื่อมเสียลง
       
       วันนี้ (30 มิ.ย.57) แหล่งข่าวซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อสรวง ปริสุทโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำขวัญเมือง ต.นาโพธิ์ อ.สวี จ.ชุมพร หลายคนได้พร้อมใจกันออกมาเปิดเผยถึงพฤติกรรมของนางสุปริญญา ฮุนนางกุล หรือแม่ชีเชอรี่ หลังตกเป็นข่าวอื้อฉาวมีพฤติกรรมไม่เหมาะกับผู้ปฏิบัติธรรม โดยได้พพร้อมใจออกมาเปิดเผยความจริงต่อสังคมกรณีที่มีการระบุว่า แม่ชีเชอรี่ เรียนจบจากอเมริกาและมีฐานะทางการเงินเป็น 100 ล้านบาทว่า ตามที่มีการระบุในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ทางช่อง 3 ของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา นั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ความจริงก็คือแม่ชีเชอรี่คนนี้เดิมที ไม่ได้เป็นคนร่ำรวยมาจากไหนเลย ตอนที่เข้ามาอยู่ในวัดใหม่ๆ ก็เป็นคนที่มีฐานะธรรมดาเหมือนชาวบ้านทั่วไป แถมยังเป็นคนที่ประสบความล้มเหลวในชีวิตอีกด้วย
       
       แหล่งข่าวที่เป็นศิษย์วัดนี้ เปิดเผยต่อว่า แม่ชีเชอรี่ เดิมเกิดในพื้นที่ อ.สวี จ.ชุมพร อายุปัจจุบันประมาณ 42 ปี มีพี่น้องทั้งหมด 8 คนโดยตัวแม่ชีเชอรี่ เป็นคนสุดท้อง หลังจากพ่อแม่เสียชีวิตแล้วก็ไม่ได้ทิ้งสมบัติ หรือมรดกใดๆ ไว้ให้ โดยอาศัยอยู่กับญาติพี่น้องในพื้นที่ อ.สวี ไม่มีกิจการใดๆ เป็นของตนเอง
       
       อย่าว่าแต่ไปเรียนอเมริกาเลย ความจริงแล้วแม่ชีเชอรีเรียนไม่จบ ม.6 ด้วยซ้ำไป โดยตอนที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนฉวีวิทยายังไม่ทันจบ ม.3 ก็โดนทางโรงเรียนไล่ออกเนื่องจากมีปัญหาเรื่องชู้สาวและตบตีแย่งผู้ชายกัน หลังจากนั้นก็ไปเรียนต่อที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่ก็เรียนไม่จบ ม.6 อีกเนื่องจากเป็นคนมีนิสัยเกเร ก้าวร้าว ใจแตก ชอบเที่ยว และก่อนที่จะมาเป็นแม่ชีก็เคยมีแฟนมาก่อนแต่ก็ล้มเหลวในความรักจนเกิดความเครียด
       
       กระทั่งญาติได้พามาทำบุญที่วัดถ้ำขวัญเมือง และฝากให้อยู่ที่วัดเพื่อให้ทางวัดอบรมขัดเกลานิสัย ซึ่งพระครูสุธรรมวีราจารย์ (หลวงพ่อสมใจ) เจ้าอาวาสวัดถ้ำขวัญเมือง ก็ได้เมตตารับไว้ โดยตอนแรกหลวงพ่อได้ให้เชอรี่ไปอยู่กับลูกศิษย์หลายๆ คนเพื่อให้ช่วยอบรมนิสัย โดยช่วงนั้นเชอรี่อายุประมาณ 25 ปี แต่นิสัยก็เหมือนเดิมและก็อยู่กับใครไม่ได้สักคน เนื่องจากเป็นคนก้าวร้าวที่สำคัญไม่มีความซื่อสัตย์ จนลูกสิษย์แต่ละคนเบื่อหน่ายกับพฤติกรรมของเชอรี่ จึงได้นำเรื่องไปกราบแจ้งต่อหลวงพ่อสมใจ ให้ทราบ ซึ่งหลวงพ่อสมใจก็ได้แก้ปัญหาด้วยการให้เชอรี่เข้ามาอยู่ในวัด เพื่อหวังที่จะอบรมนิสัยให้ดีขึ้น
       
       "ช่วงที่เข้ามาอยู่ในวัดใหม่ๆ นิสัยก็เริ่มปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดี เนื่องจากได้ปฏิบัติธรรมและได้รับการอบรมจากหลวงพ่อ แต่ก็ไม่รู้ด้วยสาเหตุอันใด อยู่ๆ นิสัยแม่ชีเชอรี่ก็กลับมาก้าวร้าวขึ้นอีก และดูจะหนักขึ้นกว่าเดิม ใครทำอะไรที่ไม่ถูกใจเป็นโดนด่าหมด โดยด่าด้วยถ้อยคำที่หยาบคายมาก ไม่เว้นแม้กระทั้งพระ เณร และแม่ชีคนเก่าแก่ที่มาปฏิบัติธรรมอยู่ในวัด ซึ่งหลวงพ่อก็ไม่ได้ว่าอะไร เนื่องจากท่านมีความเมตตา เมื่อเห็นว่าหลวงพ่อท่านเมตตา ให้ท้าย ก็ยิ่งทำให้แม่ชีเชอรี่ก้าวร้าวมากขึ้น ใครทำอะไรไม่ถูกใจก็จะไล่ออกจากวัดไปเลย"
       
       แหล่งข่าวคนเดียวกันเปิดเผยต่อว่า ต่อมาไม่ทราบว่าด้วยสาเหตุใด หลวงพ่อถึงได้เมตตาไว้วางใจให้แม่ชีเชอรี่ เข้ามาดูแลกิจกรรมต่างๆ ภายในวัดทั้งหมด รวมทั้งเข้ามาดูแลเรื่องเงินของวัดที่มีเป็นจำนวนมากด้วย จากเดิมที่หลวงพ่อสรวง ปริสุทโธ ท่านได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาบริหารจัดการเรื่องเงินของวัด รวมทั้งพระสงฆ์และฆารวาสทั้งหมด 15 คน หากมีการเบิกจ่ายเงินจะต้องมีการเซ็นรู้เห็นกันทั้งหมด 4 คน ซึ่งมีความโปร่งใสมาก แต่พอแม่ชีเชอรี่เข้ามา ก็ได้มีการปลดคณะกรรมการที่หลวงปู่สรวง แต่งตั้งไว้ออกทั้งหมด จนเหลือเพียงผู้มีอำนาจการเบิกจ่ายเงินของวัดได้เพียง 2 รายเท่านั้นคือหลวงพ่อสมใจ กับแม่ชีเชอรี โดยที่ไม่มีใครเข้าไปแตะต้องได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดสังเกตุอย่างมาก
       
       "หลังจากนั้น แม่ชีเชอรี ก็มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากแมชีจนๆ ที่ประสมความล้มเหลวในชีวิตก่อนมาบวช ก็กลายเป็นเป็นชีที่ร่ำรวย ขับรถหรู่ สวมใส่ยกทรงที่สวยงาม มีการใช้เครื่องประทินผิวทาให้หน้าขาว ทาปากแดง ผูกผ้าพันคอลายดอก ใช้กระเป๋าแบรนด์เนมสีฉูดฉาดราคาแพง ใส่นาฬิกาข้อมือ ไม่ลงทำวัตรเช้า-เย็น แต่ไปกิจนิมนต์กับเจ้าอาวาสทุกงาน อำนาจในวัดทุกอย่างขึ้นอยู่กับแม่ชี ทั้งที่น่าจะเป็นกิจของสงฆ์ นอกจากนี้ยังมีการเข้าคอร์สสปา อบหน้า นวดตัว ขัดผิว โดยที่หลวงพ่อสมใจ ก็ไม่ได้ว่าอะไร ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกไปหมด จนชาวบ้านในอำเภอฉวีเรียกว่า แม่ชีเชอรี่ว่า คุณนายเชอรี่" แหล่งข่าวกล่าว
       
       ส่วนที่พระประพาฬ รักฐิตศรีโร พระลูกวัดถ้ำขวัญเมือง ออกมาระบุถึงกรณีการขึ้นป้ายประกาศห้ามบุคคลบางคนเข้าวัดถ้ำขวัญเมืองวึ่งมีทั้งหมด 14 คนว่าเนื่องจากบุคคลที่อยู่ในภาพได้ฝ่าฝืนกฎระเบียบของวัดไม่ปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ทางวัดจึงมีมาตรการลงโทษห้ามเข้าวัดและร่วมทำกิจกรรมของวัดนั้น
       
       แหล่งข่าวซึ่งเป็นศิษย์เก่าวัดถ้ำขวัญเมือง เปิดเผยว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ทั้ง 14 คน ที่มีชื่อติดประกาศห้ามเข้าวัดนั้นล้วนเป็นศิษย์เก่ามาตั้งแต่สมัยหลวงพ่อสรวง ปริสุทโธ บางคนเป็นไวยาวัจกรวัด กรรมการวัด เป็นผู้อุปถัมภ์วัด และเคยร่วมสร้างวัดถ้ำขวัญเมือง มากับหลวงพ่อสรวง มาก่อน รวมทั้งหลายคนยังเคยเป็นผู้ที่เคยรับตัวแม่ชีเชอรี่ ไปอุปการะดูแลมาก่อนที่จะมามีบทบาทเป็นใหญ่ในวัดด้วยซ้ำ
       
        "สาเหตุที่ทั้ง 14 คน โดนไล่ออกเนื่องจากไปรู้ความลับหลายๆ อย่างที่ไม่เหมาะสมของแม่ชี โดยเฉพาะเรื่องเงินของวัด ดังนั้น จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการตรวจสอบในเรื่องนี้ โดยเฉพาะเล้นทางการของวัดว่ามีการนำไปใช้จ่ายในด้านใดบ้าง โปร่งใสหรือไม่" แหล่งข่าวจากลูกศิษย์วัดถ้ำขวัญเมือง กล่าว
       
       **เจ้าคณะสวีจี้เจ้าอาวาส-แม่ชีรีบมาแจง
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากวัดถ้ำขวัญเมือง ต.นาโพธิ์ อ.สวี จ.ชุมพรว่า หลังจากแม่ชีเชอรี่ ตกเป็นข่าวมานานเกือบ 1 สัปดาห์จนถึงขณะนี้ที่วัดถ้ำขวัญเมือง ทั้งเจ้าอาวาสวัดถ้ำขวัญเมือง และแม่ชีเชอรี่ ก็ยังหายตัวไปโดยไม่มีผู้ใดให้ข้อมูลได้ว่าทั้ง 2 ไปอยู่ที่ไหน ขณะที่พระสงฆ์และแม่ชีภายในวัดก็ปฏิเสธที่จะพูดคุยเรื่องดังกล่าว โดยพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีอำนาจหรือหน้าที่จะให้ข้อมูลหรือข่าวใดๆ กับสื่อมวลชนได้ นอกจากเจ้าอาวาสกับแม่ชีเชอรี่เท่านั้น
       
       ด้านพระครูเกษม ทัศนคุณ เจ้าอาวาสวัดโพธิเกษตร ในฐานะเจ้าคณะอำเภอสวี ฝ่ายธรรมยุต กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นอาตมาไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะหลายฝ่ายก็ให้ความสนใจ ในส่วนของอาตมานั้นเบื้องต้นได้มีการสอบถามผู้เกี่ยวข้องในวัดถ้ำขวัญเมืองบ้างแล้ว ซึ่งทราบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากความขัดแย้งภายในวัดเกี่ยวกับกฎระเบียบต่างๆ ของผู้ปฏิบัติธรรม ซึ่งก็มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และเมื่อมีคนเห็นแม่ชีขับรถเก๋งราคาหลายล้านบาท และใช้กระเป๋าหรูราคาแพง ซึ่งเบื้องต้นก็ได้ข้อมูลว่ารถเก๋งคันดังกล่าวเป็นของญาติโยมที่เข้ามาปฏิบัติธรรม และอนุญาตให้แม่ชีเชอรี่นำไปใช้ในกิจธุระได้เป็นครั้งคราว
       
       ดังนั้น เมื่อมีคนเห็นแม่ชีขับรถเก๋งราคาแพงจึงมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจึงถ่ายรูปแล้วนำไปลงในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้สังคมเคลือบแครงใจ แล้วสื่อมวลชนก็นำเสนอเป็นข่าวจึงต้องขอชมเชยสื่อที่พยายามติดตามค้นหาความจริง ซึ่งที่ผ่านก็มีให้เห็นอยู่หลายเรื่องในแวดวงศาสนาที่สื่อได้เป็นผู้นำเสนอความจริงมาตีแผ่ จึงถือเป็นการปกป้องพระพุทธ
       
       ส่วนพฤติกรรมของแม่ชีเชอรี่ ที่ขับรถปอร์เช่หรูราคาแพงและใช้กระเป๋าแบรนด์เนมยีห้อดัง จนถูกมองว่าอาจจะนำเงินบริจาคจำนวนมากในวัดไปใช้เป็นการส่วนตัวนั้น พระครูเกษม ทัศนคุณ กล่าวว่า ปกติมีกฎระเบียบการปฏิบัติของวัดมีอยู่แล้ว และหากมีผู้ร้องเรียนเข้ามาผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งทั้งสำนักพุทธศาสนาก็สามารถตั้งกรรมข้าไปตรวจสอบได้ และหากพบว่ามีการนำเงินของวัดไปใช้เป็นการส่วนตัวก็ถือเป็นความผิดทางอาญาอยู่แล้ว และเรื่องนี้คงจะต้องมีการตรวจสอบเช่นเดียวกัน
       
        "แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้อาตมาอยากจะให้เจ้าอาวาสวัดถ้ำขวัญเมือง และแม่ชีเชอรี่ รีบออกมาชี้แจงต่อสังคมต่อสาธารณชนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยเฉพาะแม่ชีเชอรี่ หากขับรถคันดังกล่าวออกไปก็ขอให้ขับกลับมาเลย เพราะทุกวันนี้ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และพูดกันปากต่อปาก จากเรื่องมดตัวเล็กๆ จนกลายเป็นมดที่งอกหูงอกงวงงอกงาพอกพูนจนตัวใหญ่โตไปเรื่อยๆ จึงขอให้รีบออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงโดยเร็วๆ อย่าปล่อยให้เรื่องราวใหญ่โตบานปลายไม่มากกว่านี้อีกเลย ซึ่งจะทำให้พุทธศาสนาเสื่อมเสียไปทุกวัน"

-------------------------------------------------------------------------------


แฉอีก 11 บัญชีเงินวัดถ้ำขวัญเมือง อยู่ในกำมือ "คุณนายแม่ชีเชอรี่"
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    1 กรกฎาคม 2557 19:11 น.

-http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000074162-




(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/557000007662202.JPEG)
ภาพจาก http://pantip.com/topic/30889978 (http://pantip.com/topic/30889978)

(http://mpics.manager.co.th/pics/Images/557000007662201.JPEG)
แม่ชีเชอรี่ ภาพจาก http://pantip.com/topic/30889978 (http://pantip.com/topic/30889978)


ศูนย์ข่าวภูมิภาค - เปิดบัญชีการเงิน "วัดถ้ำขวัญเมือง" พบมีทั้งหมด 11 บัญชีอยู่ในความรับผิดชอบของ "คุณนายแม่ชีเชอรี่" และ "หลวงพ่อสมใจ" ทั้งบัญชีสังฆทาน-กองทุนน้ำมันรถ ศิษย์วัดถ้ำฯเรียกร้อง "เจ้าอาวาส-แม่ชี" รีบออกมาชี้แจง หลังถูกสังคมจับตามองอย่างหนักว่า "เหตุใดเจ้าอาวาสถึงไว้่ใจให้แม่ชีดูแลการเงินอย่างผิดสังเกต" ขณะที่ ผช.เจ้าอาวาสวัดถ้ำขวัญเมือง เผยเจ้าอาวาสพร้อมแถลงข่าวแต่ยังไม่ยอมเปิดเผยว่าวันไหน
       
       แหล่งข่าวซึ่งเป็นลูกศิษย์พระครูภาวนาภิรมย์ (สรวง ปริสุทฺโธ) หรือหลวงพ่อสรวง อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำขวัญเมือง ต.นาโพธิ์ อ.สวี จ.ชุมพร ได้เปิดเผยถึงบัญชีของวัดถ้ำขวัญเมือง ที่อยู่ในความรับผิดชอบของแม่ชีเชอรี่ หรือนางสุปริญญา ฮุนนางกุล และพระครูสุธรรมวีราจารย์ หรือพระอาจารย์สมใจ เจ้าอาวาสวัดถ้ำขวัญเมือง ซึ่งสามารถเบิกจ่ายได้เพียง 2 รายเท่านั้นว่า วัดถ้ำขวัญเมือง ได้สร้างมานาน มีความเจริญรุ่งเรื่องมาอย่างต่อเนื่องจนถึงยุคสมัยหลวงพ่อสรวง เข้าสู่ยุคพระอาจารย์สมใจ มีเงินเข้าวัดจำนวนมากคาดว่า น่าจะมีเงินอยู่ในบัญชีต่างๆ ร่วมแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท เพราะเวลาที่มีการทอดกฐิน ผ้าป่าในแต่ละครั้งจะมีเงินเข้าวัดไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท
       
       นอกจากนี้ ยังมีเงินบริจาคในวาระต่างๆ อีกจำนวนมากโดยเงินทั้งหมดนี้ในสมัยหลวงพ่อสรวง จะมีคณะกรรมการกำกับดูแลทั้งพระและฆารวาสประมาณ 15 คน แต่พอมาเข้าสู่ยุคพระอาจารย์สมใจ และแม่ชีเชอรี่บริหารก็จะสามารถเบิกจ่ายเงินได้เพียงแค่ 2 คนเท่านั้น คือพระอาจารย์สมใจกับแม่ชีเชอรี่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส่อย่างชัดเจน
       
       ทั้งนี้ เนื่องจากพระอาจารย์สมใจ ได้ให้ความไว้วางใจแม่ชีเชอรี่ ดูแลเรื่องการเงินและถือเงินทั้งหมดของวัด ไม่ว่าจะเดินทางไปกิจนิมนต์ หรือรับสังฆทานที่ใดก็ตามที่ญาตโยมนิมนต์ไป จะต้องมีแม่ชีเชอรี่ติดตามไปด้วยทุกครั้งและเมื่อได้รับเงินมาแล้วก็จะตกไปอยู่ในมือของแม่ชีทั้งหมด
       
       "ผมขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะทางจังหวัดชุมพร ควรจะเข้าไปตรวจสอบในเรื่องนี้และทางพระอาจารย์สมใจ ควรที่จะออกมาชี้แจงต่อสาธารณะได้แล้ว เพราะถ้าปล่อยให้เรื่องยาวนานเกินไปตัวของพระอาจารย์สมใจ อาจจะเดือดร้อนก็ได้ เพราะขณะนี้สังคมกำลังจับตามองและกำลังเกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่า ทำไมพระอาจารย์ถึงได้ไว้วางใจแม่ชีเป็นพิเศษ และทำตามแม่ชีทุกเรื่องที่เสนอขึ้นมา จนภาพลักษณ์ของวัดเสียหาย"
       
       แหล่งข่าวจากศิษย์วัดถ้ำขวัญเมืองอีกกลุ่ม ให้ข้อมูลถึงพฤติกรรมที่น่าสงสัยของพระอาจารย์สมใจ กับแม่ชีเชอรี่ตรงกันว่า หลังจากแม่ชีเข้าไปอยู่ในวัดก็ทำให้พระอาจารย์เปลี่ยนไป และเคยพบเห็นแม่ชีทำตัวไม่เหมาะสมอีกอย่างคือนั่งเสมอกับพระอาจารย์สมใจ และนั่งเคียงข้างกับพระอาจารย์ เวลาที่ใครไปกราบพระอาจารย์ก็เหมือนกราบแม่ชีด้วย
       
       "พวกเราเห็นมากับตาและได้ฟังมากับหูหลายครั้งโดยเฉพาะช่วงที่เข้าไปกราบพระอาจารย์ โดยที่มีแม่ชีเชอรี่นั่งอยู่ใกล้ๆ ด้วย พระอาจารย์จะบอกว่าถ้ากราบพระอาจารย์ก็ต้องกราบแม่ชีด้วย ซึ่งทำให้คนที่เข้าไปกราบพระอาจารย์ตกใจและแปลกใจอย่างมากว่าเหตุใดพระอาจารย์ถึงได้เปลี่ยนไปอย่างนี้ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน"
       
        ทั้งนี้ จากการตรวจสอบบัญชีของวัดถ้ำขวัญเมือง ที่แม่ชีเชอรี่ หรือนางสุปริญญา ฮุนนางกุล และหลวงพ่อสมใจ บริหารจัดการอยู่เพียง 2 รายพบว่ามีทั้งหมด 11 บัญชี ชื่อบัญชีวัดถ้ำขวัญเมือง ธนาคารกรุงเทพ สาขาฉวี ประเภทบัญชีออมทรัพย์ ดังนี้
       
       1.บัญชีสังฆทาน เลขที่บัญชี 446-0-15786-2
       2.บัญชีกองทุนกรรมฐาน เลขที่บัญชี 446-0-32606-1
       3.บัญชีบูรณะพระเจดีย์และอุโบสถ เลขที่บัญชี 446-0-20046-4
       4.บัญชีสงฆ์อาพาธ เลขที่บัญชี 446-0-24464-5
       5.บัญชีเทปธรรมะ เลขที่บัญชี 446-0-22441-5
       6.บัญชีกองทุนการศึกษาหลวงพ่อสรวง เลขที่บัญชี 446-0-29493-9
       7.บัญชีอาคารสังฆภัตตาหาร เลขที่บัญชี 446-0-31042-0
       8.บัญชีที่ดิน เลขที่บัญชี 446-0-22633-7
       9.บัญชีกองทุนน้ำมันรถ เลขที่ 446-0-37514-2
       10.บัญชีกองทุนกิจกรรมวัดถ้ำขวัญเมือง เลขที่บัญชี 446-0-33444-6
       11.บัญชีมูลนิธิขวัญเมืองเรืองรอง เลขที่บัญชี 446-0-32505-5
       
        หมายเหตุ : เมื่อโอนปัจจัยเรียบร้อยแล้ว กรุณาแฟกซ์หลักฐานการโอนมาที่เบอร์ แฟกซ์อัตโนมัติ 077-532-112, 077-531-100, 077-532-100 หรือ แม่ชีสุปริญญา (เชอรี่) มือถือ 081-373-0780
       
       กรุณาแจ้งชื่อและที่อยู่ของท่านมาพร้อมแฟกซ์หลักฐานการโอนปัจจัยเพื่อใช้ในการจัดส่งใบอนุโมทนาบัตร กลับไปยังท่านได้อย่างถูกต้อง
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ชุมพรว่า จนถึงขณะนี้หน่วยงานภาครัฐ และพระชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวต่างโยนกันไปมา จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา ในขณะที่ภายในวัดถ้ำขวัญเมือง พระปกครองชั้นผู้ใหญ่ของวัดต่างไม่ยอมพูดถึงและหลบหน้าสื่อมวลชน ส่วนพระครูสุธรรมวีราจารย์ เจ้าอาวาสวัด และแม่ชีเชอรี่ ทางพระลูกวัดบอกว่าติดกิจนิมนต์อยู่ต่างจังหวัด
       
        นายสุพจน์ คงทอง นักวิชาการศาสนาชำนาญการ ปฏิบัติราชการแทน ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา จ.ชุมพร กล่าวยืนยันว่า จากกรณีเรื่องที่เกิดขึ้นของแม่ชีเชอรี่นั้นถือว่าไม่เป็นความผิด แต่เป็นพียงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น ตนจึงอยากให้เจ้าอาวาสวัดถ้ำขวัญเมือง และแม่ชีเชอรี่ ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสังคมเร็วๆ ยิ่งเงียบเฉยก็จะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา จะทำให้ทางวัดได้รับความเสียหายมากขึ้น เนื่องจากแม่ชีนั้นอยู่ในความปกครองของเจ้าอาวาสวัด ดังนั้น เรื่องพฤติกรรมดังกล่าวของแม่ชี อยู่ที่อำนาจของเจ้าอาวาสเพียงผู้เดียว
       
       ส่วนกรณีที่สังคมมองว่า แม่ชีเชอรี่ มีรถปอร์เช่ราคาแพงหลายล้าน และใช้แบรนด์เนมยี่ห้อดัง อีกทั้งยังมีบทบาทหน้าที่ภายในวัดแต่เพียงผู้เดียว ทั้งเรื่องเงินบริจาค การจัดซื้อจัดจ้าง อาจจะมีความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับใช้เงินของวัดที่ผู้มีจิตศรัทธานำมาบริจาคจำนวนมากนั้น นายสุพจน์ กล่าวว่า วัดถ้ำขวัญเมือง ถือว่าเป็นวัดที่มีประชาชนบริจาคจำนวนมากเป็นอันดับ 1 ของจังหวัด
       
       สำหรับเรื่องเงินบริจาคของวัดโดยปกติจะมีคณะกรรมการของวัดอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้ถ้ามีผู้ร้องเรียนเข้ามาก็สามารถที่จะดำเนินการตรวจสอบได้ตามขั้นตอนว่าด้วยการเก็บรักษาเงินของวัดอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่มีใครร้องเรียนเข้ามา นอกจากนี้ ต้องตรวจสอบด้วยว่ามีการมอบหมายให้แม่ชีเชอรี่ ดำเนินการในฐานะใด มีขอบเขตอำนาจหน้าที่พียงใด มีการสั่งการด้วยวาจา หรือทำเป็นหนังสือ และมีอำนาจทำได้หรือไม่อย่างไร จากการสอบถามเจ้าคณะจังหวัดฝ่ายธรรมยุต ทราบว่า ท่านได้สั่งการให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ไปแล้ว
       
        ต่อมาผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถามไปยังพระอาจารย์แปลก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดถ้ำขวัญเมือง เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวพระอาจารย์แปลก ตอบเพียงว่า "อาตมาเพิ่งได้รับการติดต่อจากเจ้าอาวาส ซึ่งตอนนี้ท่านติดกิจนิมนต์อยู่ที่ จ.กาญจนบุรี โดยท่านบอกว่าขอเวลาอีกไม่กี่วันนี้จะแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวด้วยตัวของเจ้าอาวาสเอง ส่วนจะเป็นสถานที่แห่งใดจะเป็นที่กรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดนั้น จะประสานสื่อมวลชนทราบอีกที"





หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 04, 2014, 10:02:42 PM
อาตมาไม่เคยกินหลอกกกก ! 3-7-57


อาตมาไม่เคยกินหลอกกกก ! 3-7-57 (http://www.youtube.com/watch?v=ueLHdxneKBE#)

-http://www.youtube.com/watch?v=ueLHdxneKBE-
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 06, 2014, 10:40:55 AM
เรื่องนี้  ไม่ใช่เรื่องของพระภิกษุ

แต่เป็นเรื่องที่คนใช้ความเชื่อมาหลอกลวงและหากิน

ให้ระวังอันตรายในลักษณะแบบนี้ครับ


--------------------------------------------------------------------------------




ร้องสอบ อ.อุบล ช่วยด้วย อ้างจ้องรูปจี้สฟิงซ์แล้วจะหายป่วย

-http://hilight.kapook.com/view/104612-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc5/Au2.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc5/Au.jpg)



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการเรื่องเล่าเช้านี้ โพสต์โดย คุณเรื่องเล่าเช้านี้ บีอีซี-เทโร สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

            สงกรานต์ ร้อง DSI สอบ อ.อุบล ช่วยด้วย อ้างจ้องรูปจี้สฟิงซ์แล้วจะหายป่วย บอกตัวเองได้รับบารมีพระศรีอาริย์ในการรักษาโรค พร้อมให้ประชาชนโอนเงิน โรคละ 99+1 บาท หากไม่โอนอาการป่วยจะกลับมาใหม่ ต้องโอนเพิ่มอีกเท่าตัว

            เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2557 นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้เข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ อธิบดีดีเอสไอ DSI เพื่อขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมของ "บ้านสวนพีระมิด" ของนางอุบล ศุภาเดชาภรณ์ หรือ อ.อุบล ช่วยด้วย กับพรรคพวก โดยนายสงกรานต์ตั้งข้อสังเกตว่ามีการโฆษณาอวดอ้างเกินจริง และประเด็นดังกล่าวก็กระทบกับสถาบันพระพุทธศาสนา

  ทั้งนี้ นายสงกรานต์ อธิบายว่า สืบเนื่องจากปี 2554 ถึงปัจจุบัน นางอุบลได้ทำคลิปวิดีโอแอบอ้างโดยการใช้รูปของตัวเองและรูปจี้สฟิงซ์ และบอกว่าหากใครเจ็บป่วยให้จ้องที่รูปของตนหรือรูปสฟิงซ์เครื่องราง พร้อมบอกว่า "อ.อุบล ช่วยด้วย" จากนั้นให้พูดถึงอาการเจ็บป่วย แล้วโรคที่อาการป่วยที่เป็นอยู่ก็จะหายทันที ไม่ว่าจะเป็นโรคร้ายแรงแค่ไหนก็หายได้ โดยให้เหตุผลว่า ตนเองนั้นรับบารมีจากพระศรีอาริย์ แค่เดินผ่านก็หาย หรือแค่มองรูปอาการเจ็บป่วยก็หายอย่างรวดเร็ว

            นอกจากนี้ อ.อุบล ช่วยด้วย ยังมีพฤติกรรมอวดอ้างให้ประชาชนโอนเงินไปทำบุญในชื่อบัญชีส่วนตัวเพื่อรักษาโรค เป็นค่าเจ้ากรรมนายเวร คิดราคาอาการละ 99 + 1 บาท หากไม่โอนเงินภายใน 24 ชั่วโมง อาการป่วยจะกลับมาใหม่ และต้องแก้ไขด้วยการชำระเงินเพิ่มอีก 99 เท่า !

            อย่างไรก็ดี นายสงกรานต์ กล่าวต่อว่า ตนติดตามพฤติกรรมของนางอุบลมานานกว่า 3 ปี จนมั่นใจว่ามีหลักฐานในการเอาผิด ซึ่งตรวจสอบส่วนหนึ่งพบว่าบุคคลที่นางอุบลแอบอ้างว่ารักษาตัวแล้วหายนั้น บางรายไม่มีตัวตนอยู่จริง เท่าที่ตรวจสอบพบว่ามีการยกตัวอย่างผู้ป่วย 8 ราย แต่พบว่ามีตัวตนจริง ๆ เพียง 4 คน ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวถือว่าเป็นอันตรายต่อศาสนาและประชาชนที่หลงเชื่อจนเสียทรัพย์สิน

            ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องให้การสนับสนุนช่วยเหลือ โดยเฉพาะเฟซบุ๊กของนางอุบลที่มีการตระเวนจัดพิธีกรรมหลายจังหวัด มีการตั้งหัวหน้าสาขารับผิดชอบ ดังนั้น ตนต้องการให้ดีเอสไอเข้าไปตรวจสอบโดยเร็วที่สุด เพื่อยับยั้งความเสียหายของประชาชนและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับศาสนา



เรื่องเล่าเช้านี้ ทนายสงกานต์ ร้องดีเอสไอ ตรวจสอบบ้านสวนพีระมิดของ อ.อุบล ช่วยด้วย ( 4 ก.ค.57) (http://www.youtube.com/watch?v=hP-Dui6UnSI#ws)
-http://www.youtube.com/watch?v=hP-Dui6UnSI-
คลิป ทนายสงกานต์ ร้องดีเอสไอ ตรวจสอบบ้านสวนพีระมิดของ อ.อุบล ช่วยด้วย ( 4 ก.ค.57) : เครดิต รายการเรื่องเล่าเช้านี้ โพสต์โดย คุณเรื่องเล่าเช้านี้ บีอีซี-เทโร
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 21, 2014, 10:18:51 PM
ภาพพระสงฆ์หมอบกราบ ชายอ้างตัวเป็นร่างทรงพระพุทธเจ้า

-http://hilight.kapook.com/view/105402-



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ร้องทุกข์ดอทคอม

          แชร์ว่อน ! ภาพพระสงฆ์หมอบกราบ ชายชุดขาวอ้างตัวเป็นร่างทรงพระพุทธเจ้า โดยนั่งอยู่บนแท่นสูงพร้อมเครื่องบูชาล้อมรอบให้คนมากราบไหว้

          เป็นภาพที่ถูกส่งต่อกันอย่างแพร่หลายเลยทีเดียว สำหรับภาพของพระสงฆ์หลายรูปหมอบกราบชายชุดขาว ที่อ้างว่า เป็นร่างทรงของพระพุทธเจ้า !

          โดยภาพดังกล่าวนั้นถูกเผยแพร่ที่ เว็บไซต์ร้องทุกข์ดอทคอม เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นภาพชุดของกลุ่มพระสงฆ์ที่ก้มลงกราบชายคนหนึ่งที่สวมชุดสีขาว นั่งอยู่บนแท่นสูงสีทอง ล้อมรอบไปด้วยพานเครื่องเซ่นบูชามากมายเลยทีเดียว โดยมีการอ้างว่า ชายคนนั้นเป็นร่างทรงของพระพุทธเจ้า ซึ่งกรณีนี้ไม่ใช่ภาพเก่าแต่เป็นเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้น จึงอยากให้คนในสังคมช่วยเป็นหูเป็นตาว่าสถานที่ประกอบพิธีกรรมนี้คือที่ใด เพื่อป้องกันการหลอกลวงประชาชนโดยอาศัยความเชื่อ


(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/settawoot/10556485_10201260098143965_4941829258323263433_n.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/settawoot/10513309_659064410838355_1042891005561454850_n.jpg)

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/settawoot/936074_659064457505017_4031108659534654247_n.jpg)

-------------------------------------------------------------------------------



รับไม่ได้เลย นี่คือ "การปรามาสผู้มีธรรมอย่างร้ายแรง"



.
หัวข้อ: Re: รวม เตือนภัย "ปัญหาพระภิกษุ" เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องเป็น "พระภิกษุที่มีปัญหา"
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 21, 2014, 10:27:10 PM
ภาพพระสงฆ์หมอบกราบ ชายอ้างตัวเป็นร่างทรงพระพุทธเจ้า

-http://hilight.kapook.com/view/105402-



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ร้องทุกข์ดอทคอม

          แชร์ว่อน ! ภาพพระสงฆ์หมอบกราบ ชายชุดขาวอ้างตัวเป็นร่างทรงพระพุทธเจ้า โดยนั่งอยู่บนแท่นสูงพร้อมเครื่องบูชาล้อมรอบให้คนมากราบไหว้

          เป็นภาพที่ถูกส่งต่อกันอย่างแพร่หลายเลยทีเดียว สำหรับภาพของพระสงฆ์หลายรูปหมอบกราบชายชุดขาว ที่อ้างว่า เป็นร่างทรงของพระพุทธเจ้า !

          โดยภาพดังกล่าวนั้นถูกเผยแพร่ที่ เว็บไซต์ร้องทุกข์ดอทคอม เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นภาพชุดของกลุ่มพระสงฆ์ที่ก้มลงกราบชายคนหนึ่งที่สวมชุดสีขาว นั่งอยู่บนแท่นสูงสีทอง ล้อมรอบไปด้วยพานเครื่องเซ่นบูชามากมายเลยทีเดียว โดยมีการอ้างว่า ชายคนนั้นเป็นร่างทรงของพระพุทธเจ้า ซึ่งกรณีนี้ไม่ใช่ภาพเก่าแต่เป็นเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้น จึงอยากให้คนในสังคมช่วยเป็นหูเป็นตาว่าสถานที่ประกอบพิธีกรรมนี้คือที่ใด เพื่อป้องกันการหลอกลวงประชาชนโดยอาศัยความเชื่อ


([url]http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/settawoot/10556485_10201260098143965_4941829258323263433_n.jpg[/url])

([url]http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/settawoot/10513309_659064410838355_1042891005561454850_n