ใต้ร่มธรรม

แสงธรรมนำใจ => จิตวิวัฒน์ กระบวนการนิวเอจ นิเวศแนวลึก => ข้อความที่เริ่มโดย: มดเอ๊กซ ที่ สิงหาคม 25, 2010, 04:18:50 PM

หัวข้อ: นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ สิงหาคม 25, 2010, 04:18:50 PM
นักรบแห่งแสงสว่าง
 
 
2.1 ผู้สื่อ " ครายออน " ของเมืองไทย

........ ต้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2541

สายวันหนึ่งในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ดร. ดรัณ เตชะโสภณวณิช กัลยาณมิตรท่านหนึ่งของผม ซึ่งในปีที่แล้วพาผมไปรู้จักอาจารย์วิรัตน์ โรจนจินดา เพื่อเสาะหาความจริงเกี่ยวกับ หลวงปู่เทพโลกอุดร ดังที่ผมได้นำมาถ่ายทอดแล้วใน " ริ้วรอยเทพยาดา " มาคราวนี้ ด.ร. ดรัณ ได้โทรมาหาผมที่ธรรมศาสตร์ด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นว่า ในเมืองไทยเราก็มีคนไทยที่สื่อสารติดต่อกับ " ครายออน " ( KRYON ) ได้เหมือนกัน คนผู้นั้นคือ อาจารย์ปริญญา ตันสกุล ซึ่งเพิ่งเขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อ " พฤติกรรมมนุษย์ มหัศจรรย์อำนาจแม่เหล็กโลก กับจิตจักรวาล " ซึ่งมีเนื้อหาชนิดแทบถอดความออกมาจากหนังสือ " KRYON " อันโด่งดังเลยก็ว่าได้

ดร. ดรัณยังบอกผมว่า ท่านได้เจอตัวจริงของอาจารย์ปริญญาแล้ว และได้สนทนากันหลายชั่วโมงจนมั่นใจว่า อาจารย์ปริญญาไม่เคยรู้เรื่อง หรืออ่าน " KRYON " มาก่อนเลย อันที่จริงก่อนหน้านี้เขาเป็นคนไม่เชื่อเรื่องราวประเภทนี้เลย เห็นว่าคนที่พูดเรื่องนี้เป็นคนเพี้ยนด้วยซ้ำ แต่พอมาเดือนพฤษภาคมของปีนี้ ตัวเขาเองกลับสามารถรับ " คลื่นความคิด " จาก " จิตจักรวาล " ( The Spirit ) ซึ่งเป็นพวกเดียวกับ " ครายออน " ได้ โดยที่ตัวเขาก็นึกไม่ถึงมาก่อน ดร. ดรัณ ได้ย้ำกับผมว่า ผมต้องติดตามสืบหาความจริงในเรื่องนี้ให้ได้ เพราะการปรากฏ ตัวของอาจารย์ปริญญาที่สามารถสื่อกับ " จิตจักรวาล " หรือ " ครายออน " ได้ จะเป็นการพิสูจน์อย่างดียิ่งกว่า สิ่งที่ผมเขียนมาทั้งหมด ในงานเขียนชุดมังกรจักรวาลนั้น มีความเป็นจริงดำรงอยู่ในตัวของมันเองไม่มากก็น้อย


ผมขอสารภาพตามตรงว่า ก่อนที่ผมจะได้รับการติดต่อจาก ดร.ดรัณนั้น ตัวผมมิได้ให้ความสนใจกับหนังสือ " ครายออน " เป็นพิเศษแต่ อย่างใด สาเหตุหนึ่งก็เพราะฉบับที่แปลเป็นภาษาไทยเล่มที่ 1 นั้น แปลได้ต่ำกว่ากว่ามาตรฐานมาก และคนแปลก็หาได้มีความรู้ในศาสตร์ ทางจิตวิญญาณแต่อย่างใด ( ตอนนั้นผมยังไม่มีฉบับภาษาอังกฤษ ) อีกสาเหตุหนึ่งก็เพราะ ก่อนหน้านี้ผมได้อ่านหนังสือประเภท " สื่อคลื่นความคิด " ( Channelling ) ของพวกนิวเอจมาไม่น้อย สำหรับตัวผมแล้ว ข่าวสารที่ได้โดยผ่านการ " สื่อคลื่นความคิด " นั้น ที่สุดยอดที่สุดในสายตาของผมคือ ข่าวสารจาก " ชีพ บาบา " ของบราห์มากุมารี ราชาโยคะ ซึ่งผมได้ทำการสืบสวนไปแล้วใน " คุรุมังกร " จึงยังไม่คิดที่จะติดตามข่าวสารประเภทนี้อีก

แต่คำแนะนำของ ดร.ดรัณ ทำให้ผมฉุกใจ บ่ายวันนั้น ดร.ดรัณ ได้รีบบึ่งรถมาหาผมถึงที่ทำงานแล้วมอบหนังสือของอาจารย์ปริญญา เพื่อให้ผมทำการศึกษาด้วยตนเอง ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะสืบสวนเรื่องนี้หรือไม่ ตกลงผมอ่านหนังสือเล่มนั้นของอาจารย์ปริญญาจบรวด เดียวในคืนนั้นเอง ซึ่งทำให้ผมต้องไปขวนขวายหาชุดหนัวสือ " KRYON " ฉบับภาษาอังกฤษมาอ่านเพิ่มเติม โดยเฉพาะเล่ม 2 " Don' t Think Like a Human ! " ( อย่าคิดแบบจิตมนุษย์ ) กับเล่ม 3 " Alchemy of The Human Spirit " ( ศาสตร์แห่งการแประธาตุด้วย จิตวิญญาณมนุษย์ )

จากการได้ศึกษาเปรียบเทียบงานเขียนชุด " KRYON " กับหนังสือของอาจารย์ปริญญาอย่างละเอียด ทำให้ผมพบว่า เนื้อหาของสองฝ่าย เหมือนกันว่า 90 เปอร์เซ็นต์ มิหนำซ้ำข้อมูลของอาจารย์ปริญญาบางเรื่องละเอียดกว่าด้วย โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า อาจารย์ปริญญา ไม่เคยอ่านหนังสือเหล่านี้มาก่อน และอาจารย์ปริญญาก็ยืนยันกับผมว่า เขาไม่เคยอ่านงานเขียนชุด " KRYON " มาก่อน และแทบไม่อ่าน หนังสือทางด้านจิตเล่มไหนเลย เพราะไม่อยากเกิดอุปทานในขณะที่เขาได้รับ " คลื่นความคิด " จาก " จิตจักรวาล " ที่ส่งมาถึงเขาทุกคืน ในช่วงนี้

ผมได้อ่านเจอในหนังสือ " KRYON " ว่า ในโลกนี้จะมีผู้สื่อคลื่นความคิดจาก " ครายออน " ( หรือ " จิตจักรวาล " ) อยู่ 9 คน กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก คนแรกคือ ลี คาร์รอล ( Lee Carroll ) นักธุรกิจวัยกลางคนผู้ถูกพรหมลิขิตเล่นตลกให้กลายมาเป็น " ผู้สื่อคลื่นความคิด " จาก " ครายออน " เป็นคนแรก ส่วนคนที่สองเท่าที่รับรู้ตอนนี้น่าจะเป็นอาจารย์ปริญญา ตันสกุล อดีตวิทยากร สถาบันพัฒนาบัณฑิตธุรกิจและวิทยากรอำนวยการศูนย์พัฒนาพฤติกรรมมนุษย์ ผู้ไม่เคยมีภูมิหลังทางด้านจิตศาสตร์มาก่อนเลย แต่ตัว " ครายออน " เองกลับบอกว่า 8 คนที่เหลือนั้นอยู่ใน ประเทศเมกซิโก อินเดีย แอฟริกา รัสเซีย อิสราเอล อเมริกาใต้ จีน และซีเรีย ไม่มีประเทศไทย

ปัญหาที่ต้องขบให้แตกมีอยู่ 2 ประเด็น ประเด็นแรก ข่าวสารที่สื่อเป็น " คลื่นความคิด " ผ่านมายังอาจารย์ปริญญาเป็นภาษาไทย ทำไมถึงบังเอิญไปคล้องจองสอดคล้องกับข่าวสารของ " คราออน " ที่สื่อผ่าน ลี คาร์รอล ได้มากถึงขนาดนี้ เกี่ยวกับประเด็นนี้ผมไม่ติดใจสงสัย กลับรู้สึกว่ามันทำให้ผมสนใจต่อข่าวสารของ "ครายออน " อย่างจริงจังมากกว่าแต่ก่อนมากเลย เพราะฉะนั้นก่อนอื่นเราต้องมีความเข้าใจแบบองค์รวมเสียก่อนว่า ข่าวสารจากจาก " ครายออน " และจาก " จิตจักรวาล " ที่สื่อผ่านอาจารย์ปริญญานั้น โดยภาพรวมแล้วต้องการจะบอกอะไร แก่ชาวโลก ? ถ้าตีประเด็นนี้แตกได้ ถึงค่อยตรวจสอบประเด็นสองต่อไป นั่นคือ ข่าวสารที่สื่อมานี้ เชื่อได้แค่ไหน ? เชื่อได้ทั้งหมดเลย หรือว่าเชื่อได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ประเด็นที่สองนี้ต่างหากที่เป็นเรื่องยากสำหรับผม


หัวข้อ: Re: นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ สิงหาคม 25, 2010, 04:19:55 PM

 
 
2.2 สื่อสัญญาณสดจาก " จิตจักรวาล " ถึงเหล่า " นักรบแห่งแสงสว่าง "
 

ผมสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอาจารย์ปริญญาทางโทรศัพท์ เป็นเวลาหลายชั่วโมง ประมาณ 2 ครั้งด้วยกัน ก่อนที่เราจะนัดเจอกัน ที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งในจังหวัดนครนายก ในงาน " ฤาษีฟอรั่ม 1998 " ตอนบ่ายวันที่ 26 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 ผมพาเวทินศิษย์คนหนึ่ง ของผมกับ " หมอกบ " ศิษย์คนที่ 67 ของผม ซึ่งมี " ตาทิพย์ " ไปด้วย โดยผมต้องการให้เวทินเป็นผู้ช่วยผมในการตรวจสอบประเด็นที่สอง ส่วนหมอกบ ผมต้องการให้เขาช่วยเพ่งด้วยตาใน เพื่อรู้ให้ได้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของ " จิตจักรวาล " ที่สื่อคลื่นความคิดผ่านมาให้อาจารย์ ปริญญานั้นคือใครกันแน่ ?

ในระหว่างที่พวกผมกำลังคุยกับ " จิตจักรวาล " ผ่านอาจารย์ปริญญาอยู่นั้น มันเป็นเรื่องแปลกมากที่หมอกบไม่สามารถใช้ตาของเขาเห็น อะไรได้เลย ซึ่งไม่บ่อยครั้งนักที่เขาจะเป็นเช่นนี้ เพราะพวกผมรู้ความสามารถในเรื่องนี้ของหมอกบเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม บรรยากาศ ที่เราคุยซักถาม " จิตจักรวาล " นั้น เป็นบรรยากาศที่เป็นกันเองมาก ราวกับเพื่อนกำลังคุยกับเพื่อนอยู่ หาได้มีบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ เหมือนตอนที่พวกผมสนทนาธรรมกับ " หลวงปู่ " แต่อย่างใดเลย " จิตจักรวาล " ยังบอกผมว่า ผมเคยเป็นหลานศิษย์ของปิธากอรัส ( Pythagoras ) นักปราชญ์แนวเร้นลับ ผู้ยิ่งใหญ่ชาวกรีกในสมัยโบราณมาก่อน จึงใฝ่หาความรู้นัก

คืนนั้นเอง พวกผมและผู้เข้าร่วมงานฤาษีฟอรั่มจำนวนหนึ่งได้นั่งสมาธิร่วมกันเป็นวงกลม โดยผมเป็นคนคุมกรรมฐาน ผมได้ใช้วิชาสมาธิ ของหลวงปู่ฤาษีเวชยันต์ที่ร่ำเรียนมาจากท่านอาจารย์แอ๊ด ทำให้เกิดการหมุนวนแห่งพลังจิตรวมหมู่ของกลุ่ม แล้วส่งพลังด้านบวกของกลุ่ม ที่เกิดขึ้นจากการทำสมาธิแบบนี้ไปให้อาจารย์ปริญญาที่นั่งหลับตาอยู่ข้าง ๆ เพื่อทำการ " สื่อสัญญาณสด " ( Live Channel ) กับ " จิตจักรวาล " ถ่ายทอดข่าวสารแบบองค์รวมมาให้แก่พวกเราผู้เป็น " นักรบแห่งแสงสว่าง "
หัวข้อ: Re: นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ สิงหาคม 25, 2010, 04:21:04 PM

 
สัญญาณสด ( The Live Channel ) จาก " จิตจักรวาล "
ถึง
ดร.สุวินัย ภรณวลัย และเหล่า " นักรบแห่งแสงสสว่าง " ผ่านอาจารย์ปริญญา ตันสกุล
 
ในคืนวันที่ 26 เดือนธันวาคม ค.ศ.1998 ( พ.ศ. 2541 )
 
ณ อุทยานธารทิพย์ สีดารีสอร์ต นครนายก ในงานชุมนุมนักสมาธิธรรมและพลังจิตแห่งยุคสมัย " ฤาษีฟอรั่ม 1998 " จัดโดย สถาบันพลังจิตและจักรวาลร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมภูมิปัญญามนุษยชาติ
 
ดร.สุวินัย : " จิตจักรวาล ! ข้าและพวกข้าคือนักรบแห่งแสงสว่าง ! ข้ารู้ดีว่า ท่านรู้จักตัวตนที่แท้จริงของข้าและพวกข้าดี ข้าอยากได้รับคำแนะนำจากท่าน จิตจักรวาล เกี่ยวกับ วิถีของนักรบแห่งแสงสว่าง ขอให้ท่านจงชี้แนะแก่พวกข้าด้วย "
 
จิตจักรวาล : ... ข่าวสารจาก " จิตจักรวาล " ที่นำมาฝากแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อที่จะทำตนให้เป็นนักรบแห่งแสงสว่าง บนเส้นทางแห่งการรู้แจ้ง ที่ถูกต้อง สิ่งที่ท่านควรจะทราบก็คือ การเดินทางไปสู่แสงสว่างของพวกท่านทั้งหลายที่ผ่านมานั้น ไม่ว่าจะเป็นเช่นไรก็ตามพวกท่านได้ใช้สติปัญญาในการคิด ในการรู้ จากสมองซีกซ้ายของท่านเป็นหลัก
 
ท่านต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า ร่างกายของท่านเป็นผลกำเนิดของรูปธรรมบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ข้างใน ในยุคพลังงานเก่าที่ผ่านมา และจะสิ้นสุดในปี ค.ศ. 2002 ( พ.ศ. 2545 ) อยากจะฝากให้ท่านทั้งหลายที่กำลังเป็นนักรบแห่งแสงสว่างที่ยังขาดสมดุล และกำลังแสวงหาอยู่นั้น บ่อยครั้งและบางครั้งพวกท่านได้ใช้สติปัญญาและสมาธิของท่านโดยการมองในสิ่งที่เป็นรูปธรรม มองในสิ่งที่เป็นตัวตน พวกท่านมีเป้าหมายที่ชัดเจนและถูกต้องแล้วที่จะไปหาแสงสว่างตรงนั้น แต่บางครั้งพวกท่านเองอาจจะได้แนวทาง หรือแนวคิดซึ่งเกิดจากความเชื่อที่ผิดพลาด เกิดจากความศรัทธาที่ผิดพลาด บางครั้งหลายคนทีเดียวที่ใช้เงื่อนไขจากสิ่งแวดล้อม จากบุคคลอื่นจากอัตตาของตัวเองมาเป็นแนวทางในการคิด แนวทางในการตัดสินใจ โดยขาดการใช้สติปัญญาที่มีพลังอำนาจที่อยู่ในตัวเรา
 
ท่านทั้งหลายครับ ท่านต้องทราบว่า ในเครื่องยนต์แห่งกรรมของเรานั้น จักรวาลได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาเป็นกระบวนการในการสร้าง เพื่อจะใช้กระบวนการในการสร้างอันนี้ สร้างการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งในจักรวาล ท่านจะต้องหาคำตอบให้แก่ตนเองให้ได้เท่านั้น นั่นคือ หน้าที่ของนักรบแห่งแสงสว่าง คำตอบที่ท่านต้องหาให้ได้ก็คือ ค้นหาให้พบว่าตัวท่านเป็นใคร ? ความมี 2 ภาคในตนเองของมนุษย์อย่าง ท่านนั้น มันหมายถึงอย่างไร ? และหลักสัจธรรมของศาสนาทุกศาสนาที่มีหลายศาสนาในโลกของเรานั้นเขามีไว้เพื่ออะไร ? และถ้าหากว่า ท่านเป็นนักรบแห่งแสงสว่าง แสงสว่างที่ท่านแสวงหานั้นมันคือสีใด ? อะไรเรียกว่าแสงสว่าง ?
 
ท่านที่รักครับ แสงสว่างนั้น คือแสงสว่างทางปัญญา ถ้าท่านต้องการศึกษาแสงสว่างในความคิดแบบจิตมนุษย์ มนุษย์ทั่ว ๆ ไปมักจะมองหา ปรากฏการณ์ของแสงสว่าง และบอกว่านั่นคือการศึกษาเรื่องของแสง แต่มนุษย์ลืมคิดไปว่า เรายังมองข้ามสิ่งที่เป็นประโยชน์ และเป็นแก่นสารที่แท้จริงของแสงสว่างตรงนั้น นั่นก็คือ คุณสมบัติของแสงสว่าง ถ้าหากว่าท่านมองที่ปรากฏการณ์ของแสง ท่านจะพบ ความเป็นตัวตนอะไรต่าง ๆ อีกมากมาย และนั่นเท่ากับว่าท่านกำลังหลงทาง ถ้าท่านต้องการแสวงหาสัจธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านจะต้องแสวงหาแก่นแท้ของธรรมะที่เกิดจากปัญญาซึ่งเป็นปัญญาตัวที่สองของสมองซีกขวา
 
สมองท่านถูกแบ่งออกเป็นสองซีก ซีกซ้ายจะเกิดขึ้นก่อนพัฒนาก่อน เมื่อตอนท่านอายุครบยี่สิบปีบนโลก สมองซีกขวาของท่าน ถึงจะเชื่อมต่อกับสมองซีกซ้ายได้สำเร็จ ถ้าพูดกันง่าย ๆ ก็หมายความว่า สมองซีกขวาถูกสร้างขึ้นมาทีหลังเนื่องจากว่าต้องการจะสร้าง เป็นกลไกอย่างหนึ่งเอาไว้ให้มนุษย์เราทุกคนผ่านบททดสอบ
 
ทำไม เราถึงเอาความจริงอันนี้มาบอก ? ก็เพราะพวกท่านคือ นักรบแห่งแสงสว่าง และบัดนี้ โลกยุคพลังงานเก่า กำลังจะเปลี่ยนไปสู่ โลกยุคพลังงานใหม่ ซึ่งมนุษย์เราทุกคนที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ ( และผู้ที่กำลังอ่านหนังสือเล่มนี้ ) และเพื่อนสรรพสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในโลก จะไม่ได้อยู่ในบทเรียนของโลกหรืออยู่ในบทเรียนของกรรมที่เราสร้างไว้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแต่เพียงอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว แต่มนุษย์เรากำลังจะเข้าสู่บทเรียนใหม่ มันจะเป็นบทเรียนที่ท้าทายมนุษย์ยุคใหม่อย่างมาก ยุคใหม่นี้ภาษาโลกคือ ยุคนิวเอจ ( New Age )
 
ถ้าไม่อธิบายตรงนี้ หลายคนอาจจะไม่เข้าใจ โลกของเราในอดีตที่ผ่านมานั้น ความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กโลก และคลื่นความถี่ของสนามแม่เหล็กโลก เป็นสิ่งสำคัญที่มนุษย์เรา ถูกจักรวาลสร้างให้มาเกิดบนโลก เพื่อจะให้มาช่วยทำหน้าที่ทางด้านพลังงานให้แก่โลก นั่นคือหน้าที่หลักที่เราจะเรียกว่า " พันธสัญญา " มนุษย์เราทุกคนเกิดมาชาติแรกในการเป็นมนุษย์ในวัฏจักรชีวิตแรก ได้รับมอบหมายให้มาทำหน้าที่นี้ร่วมกันกับโลก
 
โลกเป็นระบบเดียวกันกับมนุษย์ มนุษย์เป็นระบบเดียวกันกับโลก พวกเราทุกคนจะแยกตัวเองออกจากโลกไม่ได้ มนุษย์เราเกิดมามีจิตอยู่ 2 จิต จิตตัวแรกเป็นจิตที่มนุษย์เราเคยชินเคยใช้มาโดยระบบอัตโนมัติ เป็นจิตที่เกิดจากสมองซีกซ้ายที่ใช้ในการบริหารสมองซีกซ้าย และจิตตัวที่สองจะใช้ในการช่วยบริหารสมองซีกขวา สติปัญญาที่เกิดขึ้นจากสมองซีกซ้ายจะเป็นสติปัญญาที่เกิดจากสมาธิในระดับปกติ สมองซีกซ้ายจะเป็นด่านแรกที่มนุษย์เราจะต้องฝ่านด่านให้ได้ เป็นสมองที่สร้าง " ขยะ " ขึ้นมาในโลกมากมาย สร้างขึ้นมาในชีวิตเรา ในสังคมของเรา จนกระทั่งทุกวันนี้ทั้งโลกยังไม่รู้จะหาที่กลบฝังขยะที่เกิดจากสมองซีกซ้ายของเราได้หมดหรือไม่
สมองซีกซ้ายของคนเรานั้นถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นด่านแรกหลังจากที่มนุษย์เราบรรลุวุฒิภาวะทางจิตวิญญาณถึงอายุยี่สิบ สมองซีกขวากับ ซีกซ้ายจะสามารถทำหน้าที่ได้ทัดเทียมกัน มนุษย์เราถูกหลอกให้เข้าใจว่า สมองซีกซ้ายเป็นสมองที่มีปัญญาเพียงซีกเดียวเท่านั้น ท่านต้อง เข้าใจว่าจิตที่จะบริหารสมองของท่านทั้งหลายนั้นจะมีอยู่ 2 ภาค สิ่งที่ท่านได้ยินพระเทศน์หรือสอนเป็นประจำว่า " จิตในจิต " คำว่าจิตในจิตนี้ ก็หมายถึง จิตอีกจิตหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปข้างใน สมองซีกซ้ายเป็นสมองที่ถูกใช้งานมาตั้งแต่เด็ก ๆ จนโตเป็นผู้ใหญ่ หลายคนเกิดแล้วตายไป หมดวัฏจักรในชีวิตนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่า จิตที่อยู่ในจิตนั้นคืออะไร ?
 
ท่านที่รักครับ พวกท่านเป็นผู้ที่ได้ใช้สมองซีกขวากันเป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่ท่านทั้งหลายไม่เข้าใจ เหตุผลที่สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติธรรมะ บัญญัติศีลขึ้นมา ซึ่งพวกท่านผู้เป็นนักรบแห่งแสงสว่างที่นั่งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ได้ยึดถือปฏิบัติ กันมาตลอดนั้น มันเป็นกลไกหนึ่งที่เราอยากจะเปิดเผยมิติให้ท่านทั้งหลายได้ทราบกันในวันนี้ เพราะต่อไปนี้ทุกคนจะต้องเข้าใจ มันจะไม่ถูกปิดบังเหมือนโลกยุคพลังงานเก่าอีกต่อไปแล้ว จิตจักรวาลจึงอยากจะเผยแพร่ตรงนี้ให้ท่านได้เข้าใจ มีสติทางวิญญาณขึ้นสักนิด ว่าตรงนั้นมันจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เราเคยชินกับสมองซีกซ้ายเป็นหลัก เพื่อให้กงล้อของอารมณ์ของมนุษย์เป็นตัวการที่จะทำให้มนุษย์เรา สอบบทเรียนผ่านไปได้ยาก
 
การที่มนุษย์เราถูกสร้างขึ้นมาเกิดบนโลก เป็นอารมณ์ขันอย่างหนึ่งของจักรวาล แต่ไม่ใช่อารมณ์ขันที่มาให้ทุกคนมีความสุขกับครอบครัว มีความสุขกับชีวิต มีความสุขกับการทำมาหากิน และมีความทุกข์กับสองอย่าง คือมีความทุกข์กับเวลาที่เป็นเงื่อนไข มีความทุกข์กับ ภาระหน้าที่ที่ตนเองต้องปฏิบัติจนเกิดเป็นความวิตกกังวล หรือความเครียดอันเกิดจากการใช้สมองซีกซ้ายแต่เพียงด้านเดียว ทั้ง ๆ ที่สมอง ซีกขวาสามารถจะใช้ได้แล้วถ้าท่านมีอายุตั้งแต่ยี่สิบปีขึ้นไป เพียงแต่ท่านต้องแสวงหามันให้พบ สมองซีกซ้ายกับซีกขวาถูกสร้างขึ้นมาไว้ เพื่อทำหน้าที่ร่วมกัน สมองซีกซ้ายเอาไว้ใช้วิเคราะห์ทุกสิ่งที่เป็นผลที่ท่านคิดรู้ได้ในภาวะปกติ แต่สมองซีกขวานั้นมันจะทำให้ตัวท่าน มีพลังอำนาจสูงขึ้น ถ้าท่านสามารถค้นพบมัน
 
การปฏิบัติธรรมที่ศาสนาต่าง ๆ ในโลกนี้ได้เผยแพร่เอาไว้นั้น มันเป็นการฝึกตัวท่านในการทำให้สมองซีกซ้ายไร้สำนึกและทำให้ สมองซีกขวามีโอกาสสำแดงพลังอำนาจออกมา หลายท่านในที่นี้มีความสามารถในการปฏิบัติจิตให้เป็นสมาธิ ถึงแม้จิตที่เป็นสมาธิของ ท่านนั้นจะเป็นวิธีการปฏิบัติในโลกยุคพลังงานเก่าก็ตาม แต่ต่อไปในปี ค.ศ. 2003 ( พ.ศ. 2546 ) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม เป็นต้นไป ถ้าหากว่าอำนาจแม่เหล็กโลกในขณะนี้ที่กำลังถูกปรับเปลี่ยนอย่างไม่คงที่นั้นมันทำสำเร็จทางเทคนิคแล้ว คนที่จะฝึกใหม่ไม่จำเป็นจะต้อง ใช้วิธีการทำสมาธิแบบเดิมให้เสียเวลา ส่วนคนที่ฝึกแล้วก็แล้วกันไปเถิด ส่วนผู้ที่ฝึกใหม่เขาจะสามารถฝึกสมาธิพลังงานใหม่ได้แม้ใน ขณะเดิน ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนเขาจะสามารถทำสมาธิได้ทั้งสิ้น และจะยิ่งได้ผลมากถ้าหากทำสมาธิแบบรวมหมู่ เพราะมันจะช่วย ผู้มีพลังจิตที่อ่อนไหวยังไม่เที่ยงให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้ และสามารถทำต่อไปได้เรื่อย ๆ
 
มนุษย์ทุกคนสามารถจะมีสมาธิสูงมาก และจะสามารถใช้สายธารแห่งการคิดรู้เพื่อทำหน้าที่ที่เราจะบอกต่อไปนี้ได้ ทั้งหมดนั้นอยู่ใน กระบวนการของสมองซีกขวาในภาวะที่สมองซีกซ้ายไร้สำนึกทั้งสิ้น สมองซีกขวาเมื่อเกิดการสั่นสะเทือนขึ้น มันจะให้คลื่นพลังงาน แม่เหล็กไฟฟ้าออกมา และจะพุ่งผ่าน " ตาที่สาม " ที่เราเรียกว่า " ต่อมไพนีล " ที่อยู่บริเวณหว่างคิ้วของท่าน มันจะไม่แผ่ออกมาเป็น วงกลมที่สมบูรณ์เหมือนกับกระบวนการบิ๊กแบง แต่มันจะเป็นลำแสงที่พุ่งผ่านไปตามแนวของเส้นแรงแม่เหล็กโลก ถ้าท่านจะตะโกนให้ จักรวาลได้ยิน ท่านสามารถจะตะโกนด้วยจิตของท่านส่งคลื่นพลังงานนั้นออกมา จะร้องขอสิ่งใด ๆ ต่อจักรวาล ท่านก็สามารถ จะกระทำได้ ขึ้นอยู่กับพลังอำนาจจิตของท่านว่าจะมีสมาธิเที่ยงหรือไม่เที่ยงเพียงไร และขึ้นอยู่กับว่าพลังงานของจิตวิญญาณที่ท่านนำมา จากจักรวาลนั้นอยู่ในกายท่าน และมีการสะสมเพิ่มเติมหรือไม่ ท่านนำไปใช้อย่างฟุ่มเฟือยหรือไม่ ถ้าใช้แล้วไม่เติมมันก็หมดนะ หากท่านไม่ใช้มันเลยแต่สร้างใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ ท่านจะมีพลังอำนาจที่สูงขึ้น
 
ในทางจักรวาลบอกว่า ถ้ามนุษย์เราต้องการมีพลังอำนาจมากขึ้น มนุษย์เราไม่ต้องแสวงหาสิ่งใด จงหาจิตสำนึกโดยเฉพาะจิตภาคสองของ ตัวเราเองให้พบว่า สมองซีกขวาของเรานั้นเป็นเครื่องยนต์แห่งกรรม มันได้ถูกสร้างขึ้นมาเอาไว้ให้อย่างพร้อมสมบูรณ์แล้ว แต่ท่านจะต้อง รู้จักใช้มันให้เป็น สำหรับผู้ที่ฝึกสมาธิได้ดีในขณะนี้แล้ว จงสบายใจได้ว่า ท่านได้ค้นพบว่าการทำงานของสมองซีกขวานั้นทำอย่างไร แต่จิตจักรวาลอยากจะแนะเน้นท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านต้องการจะสื่อกับจักรวาลได้ในโลกยุคพลังงานใหม่หรือนิวเอจ จากปี ค.ศ. 2003 จนถึงอีกห้าร้อยล้านปีข้างหน้า ท่านจะค้นพบตัวเองว่า สามารถจะคุยกับรูปธรรมจากต่างดาว หรือรูปธรรมจากต่างแกแล็กซี่ เพราะภาษา ที่เกิดขึ้นจากการคิดซึ่งเป็นคุณสมบัติของคลื่นพลังงานที่แผ่มาจากต่อมไพนีลที่พุ่งออกไปตามแนวเส้นแรงแม่เหล็กโลก คลื่นพลังงานของ ความคิดสั่นสะเทือนในสมองของท่านมันจะกลายเป็นคุณสมบัติของพลังงานที่ปนออกมากับคลื่นพลังงานที่แผ่ผ่านออกมาจากร่างกายไป ตามแนวเส้นแรงแม่เหล็กโลก คลื่นความคิดใด ๆ ก็ตามในสนามพลังงานถ้าเป็นความถี่เดียวกัน มันจะมีค่า พาย ( ไพ ) เป็นค่าคงที่เฉพาะตัว ของมันอย่างเดียวกัน
 
เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถวัดคลื่นความคิดของเราได้ไม่ว่า เขาจะอยู่ที่ดาวดวงใดก็ตาม เขาจะสามารถแปลความหมายคำพูดของท่านได้ ด้วยการสัมผัสคุณสมบัติของคลื่นที่ติดไปกับคลื่นพลังงานที่ท่านส่งออกไปได้อย่างสบาย ๆ เพียงแต่ว่า เครื่องส่ง กับ เครื่องรับ นั้นจะต้องสมดุลกัน จะต้องเป็นคลื่นชนิดเดียวกันเท่านั้น ท่านสามารถทำได้อย่างมีทักษะมากขึ้นแน่นอน ถ้าท่านทำกายของท่าน ให้บริสุทธิ์ ทำจิตของท่านให้บริสุทธิ์ คิดดี พูดดี แล้วก็อย่าไปเน้นที่ " ตัวตน " อย่าไปยึดที่ " ตัวตน "
 
คำว่า " ตัวตน " ในที่นี้ มนุษย์เราโดยเฉพาะมนุษย์โลกยุคหลัง ๆ นี้หลงทางกันมาก เวลาเราปฏิบัติสมาธิ เรามักจะพยายามไป มองหาแสงสว่าง แสงสีต่าง ๆ บางครั้งเราไปฝักใฝ่กับศาสตร์บางศาสตร์โดยที่ไม่รู้ว่าศาสตร์นั้นมีวัตถุประสงค์ใด สิ่งเหล่านี้จะทำให้ ตัวท่านเองมีจิตสับสน จิตวิญญาณของตัวท่านที่อยู่ในกายก็จะพลอยสับสนไปด้วย ทำให้พลังต่าง ๆ ของท่านถดถอยลง ท่านจึงค้นพบ พลังอำนาจในตนเองของท่านไม่พบ เพราะฉะนั้นจงอย่าใช้พลังจิตวิญญาณของท่านอย่างฟุ่มเฟือย สิ่งที่ท่านพึงกระทำแต่เพียงอย่างเดียวคือ หาความเป็นตนเองให้พบ และเมื่อพบแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยให้ใครรู้ ให้ท่านปฏิบัติต่อไปเรื่อย ๆ เพราะเส้นทางแห่งการรู้แจ้งนั้น ยาวไกลนัก วัฏจักรชีวิตของมนุษย์เรานั้นคือ ทุกคนได้สร้าง " พันธกรรม " ทับซ้อน " พันธสัญญา " ขึ้นมามากมาย จนไม่รู้ว่าอีกกี่วัฏจักร ชีวิตถึงจะยุติและสิ้นสุดลงได้
หัวข้อ: Re: นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ สิงหาคม 25, 2010, 04:22:26 PM

(http://3.bp.blogspot.com/_oi5u2efh0VQ/SJkVxoBxt-I/AAAAAAAAAgY/VxW10TiIBNU/s400/inner+power.jpg)
 
 
คงเข้าใจแล้วนะ ถ้าหากมีคนนั่งสมาธิรวมหมู่กันหนึ่งร้อยคนและทุกคนปล่อยพลังงานด้านบวกออกมา ก็จะเท่ากับหนึ่งร้อยยกกำลังสอง ( หรือหนึ่งหมื่น ) คูณด้วยผลรวมของพลังงานจิตสำนึกด้านบวกที่สั่นสะเทือนและปลดปล่อยออกมาของแต่ละคน ... ในวันที่ 16 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2535 ( ค.ศ.1992 ) " จิตจักรวาล " และบรรดารูปธรรมชั้นสูงในจักรวาลได้ทำการวัดค่าพลังงานของโลก ก็เลยตกใจว่า ทำไมมนุษย์โลกถึงก้าวหน้าไปไกลขนาดนี้ มีมนุษย์อยู่ 144 , 000 คน สามารถจะบรรลุ " การรู้แจ้ง " ในขณะที่ยังเป็นมนุษย์ เขาอาสาช่วย ค้ำจุนความถี่ของสนามแม่เหล็กโลก และอาสาในการค้ำจุนพลังงาน ทำให้โลกมีแรงเหวี่ยงรอบตัวเองที่คงที่ ไม่ต้องกลัวเหมือน นักวิทยาศาสตร์ชาวโลกที่กล่าวว่า แกนของโลกจะพลิกคว่ำหงาย อะไรเหล่านั้น
 
มีมนุษย์อยู่ 144 , 000 คน ที่ทุกวันนี้ก็ยังคงดำรงชีวิตอยู่เป็นผู้บรรลุการรู้แจ้ง มีจิตสำนึกที่สั่นสะเทือนด้านบวกอย่างรุนแรง มีพลังงาน ความรักที่สามารถสั่นสะเทือนไปได้ทั้งจักรวาลเลยทีเดียวเป็นตัวแทนของพวกเราทุกคน ... ที่ผ่านมามีรูปธรรมชั้นสูงจากดวงดาวหลายดวง ที่ใกล้ชิดกับพวกเราชาวโลกมาโดยตลอด ตัวอย่างเช่น กลุ่มดาวเพลอาเดียนส์ ( Pleiadians ) หรือกลุ่มดาวลูกไก่ หรือ " ดาว 7 พี่น้อง " ในภาษาอังกฤษ กลุ่มรูปธรรมในดวงดาวนี้ เป็นผู้ที่บรรลุความรู้แจ้งไปแล้วสองแสนห้าหมื่นกว่าปี แต่ขณะนี้พวกเขายังเป็นห่วงมนุษย์ เราอยู่ จึงคอยเข้ามาช่วยเหลือมนุษย์บนโลกมาโดยตลอด แม้ทุกวันนี้พวกเขาก็ยังเกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่ไม่ได้เป็นไปตามกฎแห่งกรรม พวกเขาคอยดู " ผลผลิต " ของตน เพราะพวกเขาคือผู้ให้กำเนิดวิวัฒนาการทางพันธุกรรมของมนุษย์ โดยทำให้มนุษย์เกิดเมล็ดพันธุ์ใหม่ ที่มีโครงสร้างทางชีวภาพเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ไกลจากความเป็นสัตว์ได้ชัดเจนขึ้น พวกเขาเป็นบรรพบุรุษของร่างกายมนุษย์ที่แท้จริง เนื่องจากพวกเขาเป็นผู้สร้างเส้นโยเกลียวแม่เหล็ก 12 แท่งต่อเซลล์ในนิวคลิโอไทด์ในร่างกายมนุษย์ เพื่อทำให้เกิดความสัมพันธ์กับ จักรวาลที่ลงตัวยิ่งขึ้นกว่าความเป็นสัตว์เดรัจฉานซึ่งจิตสำนึกของมันไม่อาจให้พลังอะไรแก่โลกได้ ไม่อาจช่วยเหลืออะไรแก่จักรวาลได้ ยกเว้นน้ำหนักจิตวิญญาณของมันเท่านั้นที่เป็นตัวสร้างความสมดุลให้กับโลก
 
ทุกอย่างจะเสียสมดุลไม่ได้ คนที่เกิดมาเป็นบ้า เป็นใบ้ ขาดสติ คนพวกนั้นก้มีความหมายต่อพวกเราที่มีสติปัญญา จงให้ความเมตตาเขา เพราะเขาเป็นเหมือนกับวัตถุล่องลอยเพื่อทำให้น้ำหนักมวลของเขารวมกับของพวกเราแล้วสมดุล ไม่เช่นนั้นทุกอย่างจะเสียศูนย์ ... ทีนี้ขอพูดต่อจากที่ค้างไว้เมื่อครู่ว่า จิตจักรวาลคืออะไร ? เนื่องจากมีหลายคนในที่นี้ส่งคลื่นความคิดถามขึ้นมาอีก
 
" จิตจักรวาล " ก็คือตัวตนอันสูงส่งของพวกเราทุกคน ที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ ( หรือกำลังอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่ ) ทุกคนจะมีจิตจักรวาลหนึ่งดวง ทั้งสิ้นก่อนที่จะมาเกิดเป็นรูปธรรมมนุษย์บนดาวเคราะห์โลกดวงนี้ ซึ่งเรียกกันว่า " ดาวเคราะห์แห่งทางเลือกเสรี " เพราะเป็นที่ที่คนอยาก จะเป็นคนดีเมื่อไหร่ก็ได้ เป็นคนชั่วเมื่อไหร่ก็ได้ ขณะที่บนดาวดวงอื่นไม่ใช่อย่างนี้ ... " จิตจักรวาล " เกิดจากคลื่นความถี่หลาย ๆ ความถี่มารวมกัน เหมือนกับ " น้ำ " ที่เกิดจากการรวมตัวกันของธาตุไฮโดรเจนสองตัวมารวมกับธาตุออกซิเจนหนึ่งตัว ถ้าหากมนุษย์เราไม่ประหลาดใจกับการเกิดขึ้นของ " น้ำ " ก็จงอย่าประหลาดใจกับการเกิดขึ้นของ " จิตจักรวาล " ซึ่งมีความสามารถในการคิดรู้ได้ทุกสรรพสิ่ง
 
นักรบแห่งแสงสว่างทั้งหลาย ! " จิตจักรวาล " ทุกดวงที่อยู่ดำรงคุณสมบัติในสนามพลังงานจักรวาล ไม่ใช่จิตจักรวาลของตัวท่าน จิตจักรวาลของตัวท่านถูกยึดรั้งเอาไว้อยู่ที่วิหารแห่งหนึ่งลึกไปใต้พื้นพิภพ ประมาณ 500 เมตร อยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตรในประเทศที่ รุ่งเรืองด้วยศาสนา ที่นั่นถูกยึดไว้ด้วยพลังงานค่อนข้างสูงมาก เหตุที่ต้องยึดไว้ก็เพราะว่า " จิตจักรวาล " เป็นคลื่นพลังงานที่ต้องมีพลังงาน ที่เข้มข้นกว่าห่อหุ้มรูปธรรมตนเองเอาไว้ ไม่เช่นนั้นจะแตกกระจายสลายตัวจนไร้คุณสมบัติของความเป็น " จิตจักรวาล " จิตจักรวาลก็เลย จำเป็นต้องเหนี่ยวรั้งสภาวะจิตตนเองเอาไว้ เพราะว่าได้แบ่งพลังงานส่วนหนึ่งออกมาเป็นส่วนที่เราเรียกว่า " จิตวิญญาณ " เป็นมวลสาร ระดับปรมาณูแล้วเข้ามาปฏิสนธิในครรภ์มารดา
 
" จิตจักรวาล " จึงเป็นตัวตนแก่นแท้ของมนุษย์อยู่ในกายของเรา หลายคนเข้าใจว่านี่คือ ตัวกู-ของกู จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องน่าขำสำหรับ จักรวาลมากที่ปิดมิติไว้ จนกระทั่งมนุษย์เราถูกหลอกและหลงตนเองได้ขนาดนี้ กายของมนุษย์ที่อยู่ข้างนอกมันเป็นเปลือกของรูปธรรมที่ ซ่อนเร้นบางสิ่งที่มีความหมายกว่าเอาไว้ข้างในเสมอ ทุกสรรพสิ่งในจักรวาลจะเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นถ้ามนุษย์เราเข้าใจตัวตนแก่นแท้ ที่แท้จริงที่อยู่ข้างใน นั่นเท่ากับว่ามนุษย์เราเริ่มรู้จักภาคแรกของตัวเองแล้ว ไม่ใช่แค่รู้จักตัวเองที่เป็นเปลือกนอก ก็คือ " เครื่องยนต์แห่งกรรม " ตัวนี้ และภาคที่สองก็คือความเป็น " จิตจักรวาล "
 
ในใจกลางของ " จิตจักรวาล " เกิดจากคลื่นความถี่หลาย ๆ ความถี่ มีการสั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลา ละเอียดมาก เล็กมาก เมื่อมีการสั่นสะเทือนตลอดเวลาก็เลยมีพลังงานแห่งการคิดรู้อยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ ชั้นนอกของ " จิตจักรวาล " ยังถูกห่อหุ้มไว้ด้วย พลังงานที่เข้มข้นกว่าเป็นส่วนที่เรียกว่า " จิตวิญญาณ " นั่นคือเปลือกชั้นที่สอง ถัดออกมาภายนอกก็จะมีปรมาณูละเอียดเหมือนกัน แต่เข้มข้นกว่า ภาษาจักรวาลเรียกว่า " เมอร์คาบาร์ " ( Merkabar : แปลตามตัวว่า พาหนะของพระจิต ) เป็นเปลือกชั้นที่สาม ทั้งสามส่วน นี้ร้อยเรียงรัดเลี้ยวเกี่ยวพันกันอยู่ด้วยความเป็นหนึ่งเดียว เวลาหมุนตังก็หมุนไปด้วยกัน เวลาสั่นสะเทือนก็สั่นไไปพร้อมกัน
" จิตจักรวาล " มีอำนาจสูงส่งได้ เป็นเพราะว่า หนึ่ง จิตสั่นสะเทือนตลอดเวลา สอง จิตวิญญาณ และเมอร์คาบาร์จะต้องสั่นสะเทือน ไปพร้อมกันและกันด้วยพลังงานแห่งความรัก สาม ทั้งสามอย่างนี้จะต้องหมุนไปด้วยกัน หลายคนเวลาถามถึงจิตจักรวาลและจิตวิญญาณ มักถามว่ามันจะมีรูปทรงหรือ ? มันจะมีตัวตนหรือ ? ในทางโลกมนุษย์นั้น จิตวิญญาณถูกปิดมิติไว้ ทำให้ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเรารับรู้ ได้แต่สิ่งที่เป็นตัวตนที่คงที่ ที่เที่ยงแท้ แต่ถ้าเป็นรูปธรรมที่เป็นพลังงานแล้ว จักรวาลถือว่ามีรูปธรรมทั้งสิ้น ไม่มีคำว่านามธรรมเหมือน มนุษย์โลก คำว่านามธรรม มนุษย์เราใช้คำพูดตั้งขึ้นมาเพื่อจะแบ่งแยกระหว่างสิ่งที่เห็นคงที่กับสิ่งที่มองไม่เห็นนั่นเอง
 
แต่ในทางพลังงานของจักรวาลนั้นเป็นรูปธรรมเสมอ เพียงแต่ว่ารูปธรรมของจิตจักรวาลนั้นมันจะไม่คงที่ แต่ถ้าเป็นรูปธรรมที่คงที่ซึ่งเป็น รูปทรงเรขาคณิตที่แท้จริง " จิตจักรวาล " อยากจะบอกท่านทั้งหลายว่า จิตจักรวาลและจิตวิญญาณของตัวท่านเองหรือของใครก็ตามจะมี รูปทรงเป็นสิบเอ็ดเหลี่ยม แต่ที่เราเห็นเป็นดวง ๆ กลม ๆ นั้น เนื่องจากจิตวิญญาณและจิตจักรวาลทุกดวงจะต้องหมุนรอบตัวเองตลอดเวลา เพื่อรักษาสมดุลของพลังงานหรือของระบบตัวเองเอาไว้ หยุดหมุนเมื่อไหร่เป็นอันสลายทันที จะมีแต่พลังแต่ไร้อำนาจ เพราะฉะนั้น ความสมดุลของพลังงานจะต้องมี 2 ตัว คือ " พลัง " กับ " อำนาจ " ถ้ามีพลังแต่ไร้อำนาจก็ถือว่า ไม่บรรลุไม่ถึงที่สุด มีแต่อำนาจแต่ขาด พลังก็ถือว่าไม่สุดเช่นกัน จะเป็นนักรบแห่งแสงสว่างไม่ได้ มนุษย์ก็เช่นกัน ต้องเลียนแบบตรงนี้ทำให้ได้หาพลังและอำนาจในตัวเองให้พบ มนุษย์เราจึงต้องมีการสั่นสะเทือนทางจิตสำนึกตลอดเวลา จะนั่งง่วง เหงา หาว นอน เกียจคร้าน ไม่ขยัน ไม่เคลื่อนไหวก็ไม่มีวันสำเร็จ ได้แต่คิดแต่ไม่ลงมือทำ ไม่เคลื่อนไหวก็ไม่ประสบความสำเร็จอีก " จิตจักรวาล " ก็เช่นกัน เวลาจิตจักรวาลสั่นสะเทือนมันจะเปล่งแสงออก มาเป็นตัวแทนของพลังงาน เวลาจิตวิญญาณและเมอร์คาบาร์ที่เป็นเปลือกนอกเกิดการสั่นสะเทือน มันจะเกิดเป็นโทนเสียง แต่เป็นระดับคลื่นความถี่ที่หูมนุษย์ไม่อาจจะได้ยิน ไม่สามารถจะวัดค่าได้ ทั้งหมดนี้คือโครงสร้างคร่าว ๆ ที่ มนุษย์ยุคพลังงานเก่า ซึ่งกำลังจะก้าวสู่ยุคพลังงานใหม่ที่เป็น นักรบแห่งแสงสว่าง ทุกคนซึ่งเป็นตัวแทนแห่งมนุษยชาติทุก ๆ คนที่อยู่ในซีกโลก ด้านตะวันออกพึงทราบและพึงเข้าใจ
 
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่โลกยุคพลังงานเก่าถูกปิดมิติเอาไว้ พวกท่านจึงไม่รู้ บางคนศึกษาเรื่องกรรม แต่ไม่รู้ว่ากรรมคืออะไร หลายคนส่งคลื่น ความคิดขึ้นมาถามว่า แล้วบางคนที่พยายามปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปสู่เส้นทางแห่งการรู้แจ้งได้ แต่ทำไมถึงบรรลุการรู้แจ้งไม่ได้ ? " จิตจักรวาล " ก็อยากจะบอกตรงนี้ว่า เพราะพวกเขายังใช้สมองซีกซ้ายเข้ามาเป็นอุปสรรคอยู่นั่นเอง ถ้าพวกท่านต้องการจะไปสู่โลกุตระ กลายไปเป็น " จิตจักรวาล " กลับไปสู่สภาวะเดิมของตัวเองก่อนจะมาเป็นมนุษย์ พวกท่านจะต้องไม่ทำกรรมบวกและไม่ทำกรรมลบ นั่นหมายความว่า พวกท่านต้องไม่ทำดีเพื่อหวังสิ่งตอบแทน หรือทำชั่วเพราะพลั้งเผลอไม่เจตนา ภาษาวิทยาศาสตร์ บนโลกมนุษย์ เราเรียกว่า ต้องทำกรรมให้เป็นกลาง ( Neutral ) ก็คือไม่บวกไม่ลบ รู้ว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนชั่ว สิ่งไหนเหมาะ สิ่งไหนควรก็พอ จงอย่าทำบุญทำกุศลเพื่อหวังผลภายหน้า ประเภท " ทำบุญเบื้องล่าง เอาไปสร้างเบื้องบน ทำบุญหลายหน ได้กุศลหลายครั้ง " เพราะนั่นแสดงว่า พวกท่านต้องการพ้นจากวัฏจักรการเป็นมนุษย์ เพื่ออยากจะไปเป็นเทพเทวดาอยู่อีก
 
พวกท่านต้องใช้สมองซีกขวา แล้วสร้างกระบวนการสังเคราะห์ขึ้นมาโดยส่งสายธารแห่งการรู้แจ้ง สายธารแห่งการหยั่งรู้ ทำการปลดปล่อยมันออกมา แล้ววางคำถามไว้ในสมาธิในการคิดนั้นให้ได้ แล้วพวกท่านจะค้นพบด้วยตัวของพวกท่านเองได้ ตอนนี้อย่าเพิ่งเชื่อหรือไม่เชื่อ จงฟังแล้วเก็บไปเป็นความรู้ใส่ตัว ... " จิตจักรวาล " สามารถเคลื่อนที่ไปได้ไกลมาก เคลื่อนที่ไปได้ในทุก ๆ ที่ แต่จะไม่เข้ามาในสนามพลังของโลก เพราะว่าเป็นคนละระบบกัน " จิตจักรวาล " จะเข้ามาได้ต้องแบ่งพลังงานออกมาเป็นจิตวิญญาณ อย่างที่ได้เล่าให้ฟังแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าหากมนุษย์เราต้องการการหลุดพ้น มนุษย์เราก็ต้องกลับไปเอา " ตัวตนอันสูงส่ง " ของตัวเอง ที่วิหารแห่งนี้เสมอ
 
หลายคนส่งคลื่นความคิดถามขึ้นอีกว่า จะไปวิหารแห่งนี้ได้มั๊ย ทั้ง ๆ ที่ยังเป็นมนุษย์อยู่ ก็ขอตอบว่า เราจะไปที่วิหารนี้ได้ ครั้งแรกก่อน มาเกิดเป็นมนุษย์ ครั้งที่สองก็คือตอนตายใหม่ ๆ เราจะต้องไปที่นั่นเสมอ เพื่อจะสรุปบทเรียนของตนเองว่าบรรลุหรือไม่ หรือยังมีบททดสอบไหนที่บกพร่องอยู่อีก แต่ถ้ามนุษย์ตั้งจิตเจตนาว่า ชาติใด ๆ ก็แล้วแต่ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ต้องการบรรลุการรู้แจ้ง มนุษย์ต้องกลับไปเอา " ตัวตนอันสูงส่ง " ของตัวเอง แล้วก็พากันกลับไปสู่สนามพลังงานตามเดิม แต่จะฝ่ากรรมไปได้หรือไม่ ถ้ามีกรรมบวกอยู่ เราต้องอยู่เพราะกรรมมันเป็นสัมภาระของมนุษย์ ใครทำใครก่อ ไม่ว่ากรรมดีกรรมชั่วเป็นของตัวเอง ใครทำใครได้ ทำแทนกันไม่ได้ ทุกคนจะต้องระลึกไว้เสมอว่า จงอย่าทำกรรมอะไรไว้ ถ้าท่านต้องการบรรลุการรู้แจ้งด้วยปัญญาญาณของท่าน ท่านจงอย่าสร้างกรรม ถ้าทำบุญก็จงอย่าหวังสิ่งตอบแทน ถ้าท่านยังหวังสิ่งตอบแทนท่านจะไม่มีวันหลุดพ้นไปจากจักรวาลโลกนี้ได้
 
อยากให้นักรบแห่งแสงสว่างทุกคน เข้าใจเรื่องสุดท้ายที่ " จิตจักรวาล " อยากจะกล่าวในคืนวันนี้ ก็คือ เรื่องที่หลายคนกลัวโลกจะแตกในปี ค.ศ. 2000 ก็อยากจะฝากนักรบแห่งแสงสว่างทุกคนให้เกิดสติ ทางวิญญาณว่า ที่ " จิตจักรวาล " พยายามลงมาสื่อสิ่งเหล่านี้ให้กับมนุษย์ ก็เพื่อให้พวกเราทุกคนเป็นนักรบแห่งแสงสว่างที่ไม่เดินหลงทาง อยากให้นักรบแห่งแสงสว่างทุกคนมีสติ สามารถเดินไปสู่เส้นทาง เป้าหมายที่เป็นทิศทางตรง ไม่ต้องเดินอ้อมสะเปะสะปะอย่างที่เรียกกันว่าเป็นมนุษย์ที่สับสน มนุษย์ต้องรู้จักสร้างสมดุลในตัวเอง รู้จักว่า อันไหนกาย อันไหนจิต ทำกายกับจิตให้มารวมเป็นหนึ่งเดียวให้ได้ ที่ที่กายกับจิตมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวนั้นคือ ที่ตั้งของวิญญาณท่าน จงหามันให้พบ พลังอำนาจในตัวท่านก้จะเกิดขึ้น
 
ฝากเรียนนักรบแห่งแสงสว่างทุกคนว่า มนุษย์เราที่มีชีวิตอยู่มาถึงบัดนี้ล้วนได้รับของขวัญที่สำคัญจากจักรวาลอยู่ 2 ชิ้น ชิ้นที่หนึ่งจาก คลื่นพลังงานสุริยะที่เป็นคลื่นแม่เหล็กส่งมาจากดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วประมาณหนึ่งล้านกิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งได้ส่งมาถึงโลกเราแล้ว ขณะนี้ปรากฏการณ์ที่เป็น พายุธรณี พายุแม่เหล็กต่าง ๆ เป็นผลมาจากการส่งคลื่นแม่เหล็กจากใจกลางดวงอาทิตย์มากระทำต่อโลกโดยตรง เพื่อต้องการจะขับเคลื่อนแกนแม่เหล็กของเรานี้ให้มันเคลื่อนไปได้ 3 องศาจากเดิม เพื่อปรับเปลี่ยนแนวของโครงสร้างเส้นแรงแม่เหล็ก โลกเสียใหม่ ซึ่งทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในฐานะไหน หรือมีการศึกษาระดับไหน ๆ ก็จะมีโอกาสเท่าเทียมกันในการรู้แจ้ง นอกจากนั้นในขณะที่ ส่งคลื่นพลังมา จักรวาลก็ยังช่วยยกระดับจิตสำนึกของนักรบแห่งแสงสว่างอย่างพวกเราทุกคนให้มีจิตสำนึกที่สูงส่งขึ้นด้วย
 
ของขวัญชิ้นที่สองที่จักรวาลมอบให้แก่มนุษย์ก็คือ การระเบิดกรรมโดยกลุ่มคลื่นพลังงานที่รุนแรงและเข้มข้นกว่าเก่า ซึ่งขณะนี้ กำลังเดินทางมายังโลก และรูปธรรมชั้นสูงในจักรวาลได้มารวมตัวกันประมาณแสนกว่าตนอยู่ในยานที่อยู่ในวงโคจรของดาวจูปิเตอร์ หรือดาวพฤหัส เพื่อช่วยขับเคลื่อนแกนแม่เหล็กโลกให้ขยับไปอีกหนึ่งองศาครึ่ง คลื่นพลังงานนี้จะเป็นคลื่นสีครามเป็นคลื่นพลังงาน ที่บนโลกใบนี้ไม่มี เป็นพลังงานแห่งความรักที่ให้กับมนุษย์ เพราะฉะนั้นมนุษย์ต้องมีสติ พยายามฝึกหัดสมาธิด้วยวิธีแบบใหม่ที่ " จิตจักรวาล " ได้แนะนำไปแล้วเมื่อครู่ พยายามหัดฟังสัญชาตญาณของตนเอง พยายามหัดฟังลางสังหรณ์ของตนเอง พยายามฟังจิต ของตัวเราเองให้มาก ๆ อย่าดำรงตนอยู่ในความประมาท อย่าติดยึดอยู่กับการเชื่อหรือไม่เชื่อ ถึงจะรู้สึกไม่เชื่อก็ขอให้เปิดใจให้กว้าง และรับฟังไว้ก่อน จากนั้นให้พยายามวิเคราะห์และสังเคราะห์ดูเอง แล้วจะพบคำตอบได้เอง ปรากฏการณ์ใดที่จะเกิดขึ้น จักรวาลรู้ล่วง หน้าเสมอ แต่การตัดสินใจต่าง ๆ เป็นเรื่องของมนุษย์ เป็นเรื่องของนักรบแห่งแสงสว่างทุกคน ตัวเองเป็นผู้ตัดสินและเป็นผู้กระทำ ใจของแต่ละคนนั้นสำคัญที่สุด ใจเท่านั้นที่จะเป็นผู้ทำให้มนุษย์มีพลังอำนาจสูงสุดได้
 
อยากจะฝากอีกว่า กระบวนการในการที่จะเกิดภัยอันตรายบนโลกมนุษย์นั้น มันจะกระจายไปทั่วโลก จะรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับบุพกรรม ของคนชาตินั้น และของผู้นำของประเทศนั้น ท่านจงตั้งจิตตั้งสติให้มั่น อย่ามีความหวาดกลัวจนสติแตก จักรวาลต้องการใช้บทเรียนที่สำคัญ บทหนึ่งเพื่อสอนมนุษย์ สร้างความพร้อมให้กับมนุษย์ที่ยังเหลืออยู่บนโลก ให้สามารถผ่านบททดสอบได้อัตโนมัติโดยทุกคนไม่รู้ เพราะที่ ผ่านมารอให้ผ่านกันแล้วไม่ค่อยจะผ่าน นั่นก็คือ การให้มนุษย์เรารู้จักปลดปล่อยพลังงานความรักออกมาให้แก่เพื่อนมนุษย์ให้ได้ พลังงาน แห่งความรักที่เกิดจากสมองซีกขวา ! มันมีอยู่วิธีเดียวที่จักรวาลจะทำได้ คือ ทำให้มนุษย์เราเกิดความกลัว ความกลัวเป็นตัวเดียวเท่านั้น ที่จะเป็นสะพานพาไปสู่การสั่นสะเทือนในจิตสำนึกและปลดปล่อยพลังงานด้านบวกออกมา
 
ความกลัวเป็นบทเรียนอันสำคัญ ท่านนักรบแห่งแสงสว่างที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ทุกคน จงเข้าใจว่า ถ้าท่านมีสมาธิ แสดงว่าท่านมีสติ ท่านมีปัญญา จงมีความหนักแน่น จงเอาสติของท่านวางไว้ให้มั่น เมื่อท่านคุมสติของท่านได้ จงช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์คนอื่น ๆ ที่เป็นผู้ยากไร้ด้วยเถิด จงช่วยเขาให้รอดพ้นจากภยันตรายทั้งปวง จักรวาลมอบความรักมาให้กับทุก ๆ คนแล้ว มอบความรักให้ด้วยพลังงานสั่นสะเทือนไปทั้ง จักรวาล ขอให้ทุกคนจงบรรลุเป้าหมายเส้นทางแห่งการรู้แจ้งด้วยเทอญ
หัวข้อ: Re: นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ สิงหาคม 25, 2010, 04:23:28 PM

(http://2.bp.blogspot.com/_53yYpL1kVK4/SEgRSvTtQZI/AAAAAAAAAJ4/f5HEWi8mY_0/s400/kryon.jpg)
 
 
2.3 ผมคือครายออน
 
" จิตจักรวาล " ตามที่อาจารย์ปริญญาบอกกับผมนั้น มีลักษณะเป็น " ครู " ( Master ) ขณะที่ " ครายออน " เป็นนักเทคนิคผู้มาทำหน้าที่ ปรับสนามแม่เหล็กโลกเป็นครั้งที่ 3 โดยที่ " ครายออน " ไม่เคยจุติลงมาเกิดเป็นมนุษย์เลยแม้แต่ครั้งเดียว ในหนังสือ " ครายออน เล่ม 1 ยุคแห่งการสิ้นสุด " " ครายออน " ได้พูดถึงตัวเองเอาไว้ว่า

" ผมคือครายออน ผู้มาจากอำนาจแม่เหล็ก แท้จริงแล้วผมมิได้ชื่อครายออน และผมมิใช่มนุษย์เพศชายด้วย แต่ด้วยพื้นฐานข้อจำกัดทาง ความคิดแบบจิตมนุษย์ จึงทำให้คุณไม่อาจเข้าใจสิ่งที่ผมเป็น ความจริงชื่อของผมคือกลุ่มความคิดที่มีพลังงานห่อหุ้มไว้ " กล่องพลังงาน ความคิด " อย่างหนึ่ง ผมคือสิ่งที่มาจากแรงดึงดูด รูปธรรมของผมคือ การให้บริการอย่างหนึ่ง ผมไม่เคยเป็นมนุษย์หรือสิ่งอื่นใดนอกจาก ครายออน "

" ผมเป็นผู้รับใช้ของอำนาจแม่เหล็ก ผมได้สร้างระบบเครือข่ายแม่เหล็กบนโลกของคุณ การสร้างสรรค์ระบบโครงข่ายนี้กินเวลาชั่วกัปกัลป์ ตามเวลาบนโลก มันได้รับการเปลี่ยนให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้เหมาะสมกับแรงสั่นสะเทือนทางกายภาพของโลกที่ กำลังวิวัฒนาการ "

" ผมเคยมาที่โลกนี้ 2 ครั้งแล้วในอดีตกาล เพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนและปรับปรุงโลกให้ดีขึ้น จะได้เหมาะสมสอดคล้องกับการเจริญเติบโต ของมนุษย์ชาติในแต่ละครั้งที่มีการปรับเปลี่ยนสนามแม่เหล็ก มวลมนุษย์ส่วนใหญ่ได้ถูกกวาดล้างไปเพื่อวัตถุประสงค์อันนี้ และในแต่ละครั้ง อีกเช่นกันที่จะมีสิ่งมีชีวิตหลงเหลืออยู่เพื่อสืบสายพันธุ์ คราวนี้ผมมาที่นี่อีกเป็นครั้งที่ 3 และคงเป็นครั้งสุดท้ายของผมด้วยจุดประสงค์เช่น เดียวกับครั้งก่อน ๆ "

" การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกจะนำมาซึ่งมหันตภัยต่อมวลมนุษย์ น้ำในมหาสมุทรจะล้นไหลบ่าเข้าท่วมผืนแผ่นดิน เปลือกโลกจะโค้งร้าว อย่างรุนแรง ดวงจันทร์จะดึงดูดบริเวณแผ่นดินใหม่ออกมา และทำให้พื้นผิวโลกระส่ำระสาย ภูมิอากาศจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนเห็น ได้ชัด ภูเขาไฟทีรอการปะทุระอุอยู่นั้นจะระเบิดออกมาทั่วโลก .. นี่คือกระบวนการที่เกิดขึ้นเมื่อผมมาที่นี่ครั้งแรก ในอนาคตอันไกล้ ( ขณะที่ถ่ายทอดข้อความนี้คือปี พ.ศ.1992 ) โลกของคุณอาจเผชิญกระบวนการเช่นนี้อีกครั้ง แต่นี่ไม่ใช่การล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์หรอก เพราะพวกคุณบางส่วนจะยังคงอยู่ เพียงแต่จะอยู่ในสถานที่ที่แตกต่างไปจากเดิมเท่านั้น "

" จุดจบของคุณ ควรจะเป็นจุดจบในวัฏสงสารนี้ ถ้าหากคุณสามารถบรรลุทางจิตวิญญาณที่สูงขึ้นได้ งานของผม มันคือการเคลื่อนตัวของ อำนาจแม่เหล็ก และเป็นการวางแนวโครงข่ายแม่เหล็กครั้งใหม่ของโลก เพื่อให้เหมาะสมกับเวลาช่วงสุดท้ายแห่งยุคเก่าของพวกคุณ "

" ขั้นตอนของผมต้องใช้เวลาประมาณ 10-12 ปีจึงจะสำเร็จ นับแต่นี้ไปจนถึงปี ค.ศ. 2002 ( พ.ศ.2545 ) จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็น ค่อยไป ประมาณปี ค.ศ. 1999 คุณก็จะรู้ว่า ผมกำลังพูดถึงอะไร ... ผมมาถึงที่โลกนี้ในปี ค.ศ. 1989 เพื่อเริ่มงานของผม ขณะนั้นมนุษย์ บางส่วนได้เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองไปแล้ว มีกลุ่มรูปธรรมชั้นสูงในจักรวาลที่ให้การสนับสนุนผมอยู่ในวงโคจรของดาวจูปิเตอร์ การสนับสนุน ของพวกเขาที่มีต่อผมคือ การสนับสนุนทางพลังงานและวิธีในการปฏิบัติงานของผม แม้ว่าตัวผมเองจะเป็นอำนาจแรงดึงดูด แต่ผมก็ไม่อาจ ทำงานนี้เพียงลำพังได้ "

" ผมต้องใช้เวลาถึง 3 ปี ในการตระเตรียมต้อนรับ การเริ่มต้นของปี ค.ศ. 1992 การเปลี่ยนแปลงได้เริ่มต้นขึ้นแล้วนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี ค.ศ. 1992 และจะดำเนินการไปตามกระบวนการที่ใช้เวลา 11 ปี เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอันสมบูรณ์แบบตามที่มุ่งหวังไว้ในวันที่ 31 ธันวาคม ปี ค.ศ. 2002 เมื่อถึงเวลานั้น ผมคงไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว เพราะภาระหน้าที่ของผมนั้นจะกินเวลาไม่มากไปกว่ากว่า 14 ปี ซึ่งเป็น ช่วงเวลาที่สำคัญและมีความหมายมากต่อโลก จงอย่าทำสิ่งใดผิดพลาด เพราะผมคือผู้ที่คุณคาดหวังไว้ ผมคือผู้ที่ได้รับเลือกให้มารับผิดชอบ การวางแนวระบบใหม่ และจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อพลังงานของคุณอย่างเห็นได้ชัด "

" ผมคือครายออน หน้าที่อันดับแรกของผมที่มีต่อคุณในฐานะที่เป็นครายออนคือ มีความรักต่อคุณ หน้าที่อันดับต่อไปคือ รับใช้คุณ ด้วยความรู้ทางอำนาจแม่เหล็กที่ผมมีอยู่ เพราะคุณคือนักรบแห่งแสงสว่าง "

" ผมคือครายออน ผู้รับใช้ทางอำนาจแม่เหล็ก จงคิดถึงผมเมื่อคุณมีความสงสัย หรือตกอยู่ในความหวาดกลัว ความคิดของคุณจะสามารถ เปลี่ยนเป็นความสงบสุขได้ "

" ผมคือครายออน สีสันที่แท้จริงของรูปธรรมครายออน คือสีทองแดงสุกใส หากคุณถอดจิตดูผมได้ คุณจะเห็นว่าผมมี 11 เหลี่ยม หรือ 11 ด้าน และแต่ละเหลี่ยมหรือแต่ละด้านก็มีรูปแบบอย่างหนึ่งที่มิได้มีเหลี่ยมมุมที่ตรงกัน และไม่มีด้านใดคล้ายคลึงกันเลย ดุจหน้าต่าง ที่ทำด้วยกระจกสี มันจะถูกแบ่งออกเป็นเสี้ยวส่วนต่าง ๆ แต่ละด้านก็จะมีสีสันเป็นของตนเอง เมื่อคุณเข้ามาไกล้ตัวผมและล้อมรอบตัวผม ผมจะเริ่มหมุนวน เมื่อผมหมุนวนตัวจนกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนซึ่งเป็นพลังงานของครายออน คุณจะมองเห็นสีสันของผมที่เกิดขึ้นซึ่งเป็น พลังงานของครายออนอีกเช่นกัน เพราะมันคือสิ่งสุดยอดแห่งการหมุนตัวของทั้ง 1 ด้านเข้าด้วยกัน และรวมกันเป็นหนึ่งเดียว "

" คุณคือมนุษย์ที่ควบคุมการทำงานของผม ในยุคพลังงานใหม่นี้ คุณมีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงบุพกรรมที่สั่งสมมาของคุณเองได้ด้วย การมาของผมและภารกิจของผม คือ การร่วมมือกับการปฏิบัติตัวของคุณ ... ยุคแห่งการสิ้นสุดลงของพลังงานเก่านี้ได้ถูกทำนายไว้ ล่วงหน้าแล้ว ภายใต้การเรียกชื่อที่แตกต่างกันออกไปตามวัฒนธรรมและขณะนี้เวลานั้นก็มาถึงแล้ว บริเวณที่คุณอาศัยอยู่บนโลกและผู้คน ที่คุณกำลังทำงานด้วยนั้นคือส่วนหนึ่งของระบบกลุ่มกรรมของคุณ พลังอำนาจใหม่ที่คุณได้รับนี้ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคุณในการนำไปใช้ เปลี่ยนแปลงโลก โลกยังต้องการพวกคุณเป็นจำนวนมากในการก้าวกระโดดครั้งใหญ่นี้ "

" โครงสร้างระบบความคิดของคุณจะเปลี่ยนไป คุณจะไม่ซึมซับรับเอาพลังงานด้านลบอีกต่อไป แต่คุณจะเป็นสื่อกลางที่ถ่ายทอดพลังงาน ด้านบวกให้กับทุกที่ที่คุณเดินทางไป ...บางทีคุณอาจไม่เชื่อก็ได้ แต่จงรู้ไว้เถิดว่า ถ้อยคำต่าง ๆ ในหนังสือเล่มนี้มีไว้สำหรับคุณ คุณมิได้อ่าน หนังสือเล่มนี้โดยบังเอิญ แต่เป็นเพราะสถานการณ์ที่เหมาะสมที่ได้นำหนังสือเล่มนี้มาอยู่บนมือคุณ แน่นอนว่า คุณมีสิทธิ์ที่จะเลือกนำไป ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติก็ได้ "

" โปรดจำไว้ว่า ไม่มีรูปธรรมใดในจักรวาลที่ทราบว่า คุณจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคตอันไกล้นี้ ถ้าคุณได้รับภาพนิมิตของเหตุการณ์ ในอนาคต จงชั่งน้ำหนักเหตุการณ์เหล่านั้นตามที่คุณมีความรู้อย่างแท้จริง จงคงอยู่ในแรงสั่นสะเทือนของพลังงานความรักและรวมตัว กันในการตัดสินใจ เพราะคุณจะมีพลังและญาณหยั่งรู้มากขึ้นเมื่ออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม "

" โปรดเข้าใจด้วยว่า การสื่อสารที่แท้จริงของผมที่มีต่อคุณนั้น อยู่ในแรงสั่นสะเทือนของพลังงานความรัก ส่วนข้อมูลนั้นเป็นสิ่งสำคัญ รองลงไปและเกิดขึ้นตลอดเวลา ข่าวสารที่แท้จริงคือเรื่อง พลังอำนาจของพลังงานใหม่ และผมต้องการให้คุณรู้สึกถึงพลังนั้น "

" คุณจะได้รับการยอมรับและการยกย่องมากเมื่อคุณกลับมาอยู่กับพวกเราอีกครั้ง คุณคือสิ่งหนึ่งที่ได้รับการเคารพนับถือมากที่สุดในบรรดา รูปธรรมด้วยกันเพราะคุณคือนักรบแห่งแสงสว่าง ... นี่คือจุดประสงค์ของคุณขณะที่คุณอยู่บนโลกนี้ และมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่คุณเลือก จะอยู่ที่นี่ ( หรือกำลังอ่านข้อความนี้อยู่ ) คุณเป็นคนที่พวกเรารับใช้ด้วยความรัก พวกเราอยู่ที่นี่ก็เพราะสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ เรารับใช้คุณ เรารักคุณ พวกเราทั้งหมดที่กำลังทำหน้าที่อยู่นี้ ให้การยอมรับและรักคุณอย่างลึกซึ้งต่อการทำงานของคุณเพื่อโลก เพื่อยกแรงสั่นสะเทือน ของโลกให้สูงขึ้น "

" จงรู้ไว้ด้วยเถิดว่า เมื่อคุณอยู่ในสภาพสมดุล ทุกอย่างก็จะทำงานไปเพื่อประโยชน์ของมวลสรรพสิ่ง ไม่ว่าร่างกาย จิตใจ และวิญญาณของคุณ ความอุดมสมบูรณ์จะหลั่งไหลมาสู่ตัวคุณ คุณจะมีสุขภาพที่ดีและมีความสงบในจิตใจ คุณจะถูกห้อมล้อมไปด้วยคนที่ คุณรัก คุณจะเป็นคนที่มีความสมบูรณ์พร้อมทุกอย่างในสายตาของทุกคน ถ้าหากคุณค้นพบว่าคุณมีสิ่งที่น้อยไปกว่านี้ เมื่อนั้นคุณจำเป็นต้อง ตรวจสอบความสมดุลของคุณแล้ว และจงเรียกหาพลังงานความรักมาช่วยเยียวยาคุณโดยเร็ว "
หัวข้อ: Re: นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ สิงหาคม 25, 2010, 04:24:46 PM

(http://www.josephinewall.co.uk/surreal/nautilus.jpg)
 
 
 
2.4 ความรู้ใหม่จาก " จิตจักรวาล "
 
" จิตจักรวาล " หรือ " พระจิต " ( The Spirit ) ได้ลงมาสื่อสัญญาณกับอาจารย์ปริญญา ตันสกุล อย่างจริงจังต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2541 ( ค.ศ.1998 ) หลังจาก " ครายออน " ไม่ต่ำกว่าเจ็ดปี การรับคลื่นความคิดจาก " จิตจักรวาล " ของอาจารย์ปริญญา นับเป็นเรื่อง บังเอิญจริง ๆ เมื่อเขาพบว่า ขณะที่ตนเองนั่งอยู่ตรงหน้าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปิดสวิตช์ไว้ คือเครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้าที่เขานิยมใช้เป็นประจำ เขาก็ได้รับ " คลื่นความคิด " มาเป็นชุด ๆ เกี่ยวกับ " ความรู้ใหม่ " ซึ่งเขายืนยันว่ามิใช่ความคิดหรือความรู้ใด ๆ ของตัวเองเลยแม้แต่ นิดเดียว แต่เป็นความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดผ่านคลื่นความคิด เป็นรหัสสัญญาณในระบบไฟฟ้าแม่เหล็ก เหมือนคลื่นความคิดที่เกิดจาก สมองของคนเรา

ในขณะที่การนำเสนอใน " ครายออน " นั้น รูปแบบที่ " ครายออน " แนะนำตัวเอง พูดกับผู้ฟังหรือผู้อ่านโดยตรง โดยคุณลี คาร์รอล เป็นเพียง " ล่าม " หรือ " ผู้ถ่ายทอด " เท่านั้น มีการแบ่งแยกความเป็น " ครายออน " กับความเป็น " ลี คาร์รอล " อย่างชัดเจนภายใน หนังสือ แต่การนำเสนอหนังสือ " มหัศจรรย์อำนาจแม่เหล็กโลก " ของอาจารย์ปริญญานั้น อาจารย์สื่อออกมาเป็นภาษาวิชาการ มุ่งเน้นที่เนื้อหาความรู้ใหม่ และไม่มีการแบ่งแยกตัวตนของเขากับของ " จิตจักรวาล " ออกมาอย่างชัดเจน

ภาษาของ " ครายออน " นั้นน่ารัก สงบสุข และปลอบโยนจิตใจด้วยลีลาถ้อยคำเรียบง่าย ขณะที่ภาษาของ " จิตจักรวาล " นั้น หนักสมอง อัดแน่นไปด้วยข้อมูลข่าวสารความรู้แต่ขาดความเป็นกันเองและปัจเจกภาพ อย่างไรก็ตาม " ความรู้ใหม่ " จาก " จิตจักรวาล " ที่สื่อผ่าน อาจารย์ปริญญามานั้น มีเนื้อหาที่ใกล้เคียงกับของ " ครายออน " และละเอียดกว่าด้วย ดังที่จะขอนำมาสรุปโดยย่อ ดังต่อไปนี้ ...

( 1 ) ในสนามพลังจักรวาลนั้นจะเต็มไปด้วย " กล่องพลังงานความคิด " หรือ " พระจิต " หรือ " จิตจักรวาล " อันเป็นตัวตนที่แท้จริง อันสูงส่ง ซึ่งเป็นอีกภาคหนึ่งของมนุษย์ดำรงคุณสมบัติอยู่ โดยเกาะเกี่ยวเคลื่อนไหวไปบนโครงข่ายสนามพลังงานนั้น ตัว " จิตจักรวาล " เองแต่ละกล่องแต่ละดวงจะประกอบด้วยอนุภาคของพลังงานขนาดเล็ก ที่มีมวลระดับปรามณู ลดเลี้ยวเกี่ยวพันกันอยู่ภายใน เปลือกพลังงานที่เข้มข้นกว่าห่อหุ้มไว้ภายนอก โดยนิวเคลียสจะเกิดการสั่นสะเทือนตลอดเวลา เพื่อปลดปล่อยคลื่นพลังงาน และแสง ที่ตามนุษย์มองไม่เห็นออกมาภายนอกอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดนิ่ง

( 2 ) " จิตจักรวาล " ทุกดวงมีคุณสมบัติสำคัญคือ เป็นผู้รอบรู้ในสรรพสิ่งและคุ้นเคยกับพลังงานความรักเป็นที่สุด ภาระหน้าที่าสำคัญ ของ " จิตจักรวาล " มีอยู่ 2 ประการ คือ การดำรงอยู่ต่อไป และการรักษาระดับพลังงานด้านบวกที่สมดุลของสนามพลังงานจักรวาล ที่มีผลต่อการดำรงคุณสมบัติของทุกสรรพสิ่งในสากลจักรวาลอันไพศาลนี้ไว้ได้

( 3 ) " จิตจักรวาล " มีกำเนิดมาจากการระเบิดของดวงอาทิตย์ ทีทำให้กลุ่มพลังงานแผ่กระจายออกมาแล้วมาเกาะกลุ่มรวมตัวกันด้วย พลังงานด้านบวกอย่างลงตัว จนกลายเป็นกล่องพลังงานความคิดและรอบรู้จำนวนมากมายบนโครงข่ายสนามพลังงานในจักรวาล

( 4 ) เหนือสิ่งอื่นใด " จิตจักรวาล " ทุกดวงมีความสัมพันธ์กับมนุษย์บนโลกทุกคนทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงก็คือ มนุษย์ทุกคนที่ได้ รับโอกาสมาเกิดบนดาวเคราะห์โลกที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้ล้วนมีจิตจักรวาลเป็นของตนเองในต่างมิติด้วยกันทั้งสิ้น เพราะพลังงานของ จิตจักรวาลส่วนหนึ่งถูกแบ่งภาคมาถือกำเนิดพร้อมกับกายมนุษย์อยู่ในโครงสร้างทางชีววิทยาของคนเรา ซึ่งมนุษย์เรียกว่า จิตวิญญาณ โดยที่ตำแหน่งที่ตั้งของจิตวิญญาณอยู่ที่ต่อมพิทูอิทารีในสมองมนุษย์ ส่วนความสัมพันธ์ทางอ้อมระหว่างจิตจักรวาลกับมนุษย์ คือ การสนับสนุนคลื่นความคิดด้านบวก การถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ให้แก่มนุษย์เพื่อสร้างความคิดใหม่ ความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์ ในการดำเนินชีวิต และสอดคล้องกับความต้องการของมนุษย์แต่ละคนตามจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม

( 5 ) สำหรับ " จิตจักรวาล " ที่มิได้แบ่งภาคพลังงานมาสู่รูปธรรมมนุษย์ ( อย่างครายออน - สุวินัย ) จะมีหน้าที่ในการรักษาความสมดุล ของอำนาจแม่เหล็กโลก ที่เกิดจากคลื่นแม่เหล็กโลกในการโคจรของโลกเสียดสีกับลมสุริยะ ซึ่งเป็นกระบวนการทางเทคนิคของจิตจักรวาล เพื่อรักษาชีวิตมนุษย์และความเป็นไปของทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ไว้ด้วย

( 6 ) การดำรงอยู่ของ " จิตจักรวาล " ทั้งหลายเหล่านี้ ได้ทำให้โครงข่ายสนามพลังงานจักรวาลสามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายสนาม แม่เหล็กโลกอย่างลงตัว จนสามารถโต้ตอบรหัสสัญญาณใด ๆ ในรูปของคลื่นพลังงานที่เกิดจากอารมณ์และการคิดของมนุษย์ได้ โดยกระทำออกมาในรูปของพลังงานกรรม และพลังชีวิตจากจักรวาลเอง

( 7 ) ถ้าหากมนุษย์สามารถมองเห็น พลังงานกรรม ที่ติดตามมาจากอดีตชาติของตนเองได้ มนุษย์จะเห็นมันมีลักษณะคล้ายฟองอากาศสีดำขนาดใหญ่ ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาสำหรับมนุษย์แต่ละคนโดยเฉพาะ เพื่อให้มนุษย์เดินฝ่ามันเข้าไป ฟองอากาศสีดำที่เป็นเงามายานี้ จะเคลื่อนตัว เข้าหามนุษย์ที่เป็นเจ้าของกรรม แล้วปกคลุมตัวผู้นั้นเอาไว้ ซึ่งจะมีผลให้ผู้นั้นเกิดอารมณ์ไม่ปกติ เพราะขาดสมดุลไป เช่น ความรู้สึกทุกข์ ร้อนใจ วิตกกังวล หวาดกลัว โดยหาคำตอบให้แก่ตัวเองไม่ได้ แต่ภายในฟองอากาศสีดำที่ว่านี้ จะมีแสงสว่างอยู่ภายใน การผ่านบทเรียน หรือบททดสอบนี้ให้ได้ก็คือ การที่มนุษย์ผู้นั้นจะต้องเดินฝ่ามันเข้าไปสู่ใจกลางของฟองอากาศเหล่านี้ เพื่อพบกับแสงสว่างที่เร้นอยู่ภายใน และในทันทีที่พบกับแสงสว่าง ฟองอากาศสีดำดังกล่าวก็จะแตกกระจัดกระจาย ทำให้กรรมจากอดีตชาติของผู้นั้นก็จะกระจัดกระจายหายไป จากบทเรียนชีวิตของผู้นั้นไปตลอดกาลด้วยนี่คือ วิธีการผ่านบทเรียนบนโลกนี้ของมนุษย์ในการกำจัดกรรมของตน ที่จิตจักรวาลเปิดเผย ออกมา และมนุษย์ที่ผ่านบทเรียนเช่นนี้ได้จะได้รับการยกย่องทั่วจักรวาลว่าเป็น " นักรบแห่งแสงสว่าง " ( THE WARIOR OF LIGTH )

( 8 ) " จิตจักรวาล " ยังได้เปิดเผยอีกว่า พลังกาย พลังจิต และพลังงานวิญญาณของมนุษย์ เป็นสิ่งที่จะต้องสมดุลกันและรวมกัน เป็นหนึ่งเดียว ถ้าคนเราสามารถรวมกาย จิต และวิญญาณให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ เขาก็จะสามารถเป็นผู้รู้แจ้งได้เมื่อนั้น ( สิ่งทำให้ ผมนึกถึงวิชาลม 7 ฐาน - สุวินัย )

( 9 ) ในขณะที่ความสมดุลทางจิตวิญญาณเป็นเรื่องของการรวมกายจิตและวิญญาณให้เป็นหนึ่งเดียว ส่วนความสมดุลทางชีวภาพของ มนุษย์กลับเป็นสภาวะความสมดุลกันทางแม่เหล็กของเซลล์แต่ละเซลล์ในร่างกายซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับอำนาจแม่เหล็กโลกด้วย การฝึกหมุนตัว คือ วิธีการบำบัดและรักษาสมดุลทางแม่เหล็กของเซลล์ของคนเราที่ " จิตจักรวาล " แนะนำ ( สิ่งนี้ทำให้ผมนึกถึงวิชาฝ่ามือมังกรแปดทิศ - สุวินัย )
 
( 10 ) การมาสู่รูปธรรมที่มีชีวิตของมนุษย์บนโลกทุกคน แท้จริงแล้วล้วนมีเป้าหมายหลักที่สำคัญคือ การหาหนทางเพื่อรวม กาย จิต และวิญญาณ ให้เป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อให้เกิดพลังงานที่มีอิทธิพลด้านบวกและเพื่อยกระดับจิตสำนึกของตัวมนุษย์เองให้สูงขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการยกระดับจิตสำนึกของโลกให้สูงขึ้นด้วย นี่คือเป้าหมายหลักที่เป็นความรับผิดชอบของมนุษย์ในการผ่านการทดสอบ บทเรียนของตัวเองซึ่งเป็น พันธสัญญา ก่อนลงมาเกิดเป็นมนุษย์

( 11 ) เพราะฉะนั้นพฤติกรรมใด ๆ ที่มนุษย์แสดงหรือกระทำต่อกัน ถ้าเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ แม่เพียงแค่การคิดโดยไม่กระทำ พลังงานของพฤติกรรมเหล่านั้นจะเกิดขึ้นทันที ซึ่งเป็นพลังงานที่มีสภาพเป็นลบ ขณะที่พฤติกรรมที่พึงประสงค์จะเป็นพลังงานด้านบวก ( หรือ พลังบุญ นั่นเอง - สุวินัย ) แต่ไม่ว่าจะเป็นพลังงานด้านลบหรือด้านบวกต่างก็จะถูกส่งผ่านออกมาภายนอกร่างกายมนุษย์ คล้าย ๆ กับการเกิดพลังงานผลกรรมของมนุษย์ในแต่ละภพชาติ ซึ่งจะคงตัวอยู่ในจักรวาลชั่วนานเท่านาน จนกว่าเจ้าของผลกรรมนั้นสามารถจะ กำจัดมันไปได้

( 12 ) ทั้งผลกรรมและพฤติกรรมจะปรากฏอยู่ในรูปของพลังงานทั้งสิ้น เพียงแต่พลังงานจากพฤติกรรมจะมีสภาพของความเป็นบวกลบ ทางคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคุณสมบัติอยู่ด้วยเท่านั้น และผลรวมของพลังงานจากพฤติกรรมใด ๆ ของมนุษย์ย่อมเป็นพลังงานทางแม่เหล็ก ไฟฟ้าที่มีผลต่อความสมดุลของสนามแม่เหล็กโลก หากมีสภาพเป็นลบมาก ๆ โลกก็จะขาดสมดุล เกิดปรากฏการณ์ภูมิอากาศวิปริตแปร ปรวน แห้งแล้ง น้ำท่วม อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ฯลฯ ปรากฏการณ์บางอย่างมนุษย์อาจหาสาเหตุได้ แต่บางอย่างก็ไม่รู้สาเหตุ

( 13 ) มนุษย์สามารถหลีกเลี่ยงปรากฏการณ์ธรรมชาติข้างต้นได้ ถ้าสามารถทำให้ผลรวมของพลังงานเมื่อหักล้างกันแล้วมีสภาพเป็นบวก งจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์ส่วนใหญ่เริ่มรู้จักใช้พลังงานแห่งความรักอันเป็นพลังอำนาจสูงสุดในจักรวาลมาเป็นแก่นแท้ของอารมณ์ตนเอง ได้แล้วเท่านั้น

( 14 ) ความเป็นนักรบแห่งแสงสว่าง คือ เกียรติยศอันสูงส่งที่มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาเป็นรูปธรรมมนุษย์ที่มีชีวิตในจักรวาลนี้ควรภูมิใจ เพราะมีแต่ต้องเกิดมาเป็นมนุษย์เท่านั้นถึงจะได้รับเกียรติยศอันนี้ได้ สถานภาพของการเป็นนักรบแห่งแสงสว่างของมนุษย์แต่ละคน ๆ ต่อการกำจัดผลกรรมใด ๆ ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น พันธสัญญา ( AGREEMENT ) อันเป็นเงื่อนไขดั้งเดิมซึ่งมนุษย์เองเป็นผู้ร่วมวาง แผนบทเรียนกรรม จัดทำหลักสูตรของตนเองเอาไว้ล่วงหน้า ก่อนก้าวมาสู่รูปธรรมมนุษย์ในมิติที่ต่ำกว่า คือ โลกใบนี้ โดยที่บทเรียน นั้นคือโจทย์ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างท้าทาย โดยละเว้นคำตอบไว้ เพื่อใช้ในการทดสอบความสามารถของตนเองในสภาพของความเป็นมนุษย์ ว่าจะบรรลุผลสำเร็จได้หรือไม่ และทำได้อย่างไร

( 15 ) การตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว ความหนักแน่นมั่นคงในเป้าหมาย ความตั้งใจในการลงมือทำด้วยหัวใจที่ฮึกเหิมเยี่ยงมังกร ด้วยความกล้าหาญดุจดังพยัคฆ์ มีความมุ่งมั่นมานะพยายามโดยไม่หวั่นกลัว ไม่หวั่นไหว ต่ออุปสรรค ไม่ยี่หระต่อคำเยาะเย้ยถากถาง ไม่ย่างก้าวอย่างหวาดกลัว ใช้พลังสติของตัวขับดันตนเองไปสู่จุดหมายแห่งการรู้แจ้งให้จงได้คือ ส่วนผสมของพลังงานทางอารมณ์ ด้านบวกของผู้ที่เป็นนักรบแห่งแสงสว่าง

( 16 ) ขณะนี้โลกกำลังอยู่ในช่วงการปรับเปลี่ยนสนามแม่เหล็กโลก ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 2002 ( 2545 ) โดยที่เป้าหมาย ในการยกระดับความเข้มสนามแม่เหล็กโลกของจักรวาลในครั้งนี้ก็คือ ต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นนี้ไปเปลี่ยนแปลงโลกสู่ความสมดุล และเปลี่ยนแปลงมนุษย์ทุกคนให้มีจิตสำนึกที่สูงขึ้นด้วยอำนาจแม่เหล็ก

( 17 ) ในการสร้างความสมดุลของโลกนี้ " จิตจักรวาล " บอกว่า จะมีมนุษย์จำนวน 1 % ของประชากรโลกที่ต้องจบชีวิตลงด้วย ภัยธรรมชาติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วทุกทวีปไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ผู้เสียชีวิตเหล่านี้เป็นมนุษย์ผู้เสียสละอันยิ่งใหญ่ตามพันธสัญญาที่พวกเขา เหล่านั้นได้ให้ไว้ต่อจักรวาล เป็นการวางแผนของพวกเขาล่วงหน้าก่อนมาเกิดเป็นมนุษย์ในชาตินี้ ส่วน 99 % ของมนุษย์ที่เหลือ ถ้าหากเป็นคนที่ไม่รู้จักใช้ความอดทน อดกลั้น ไม่รู้จักให้อภัย ไม่รู้จักมอบพลังงานความรักให้แก่ผู้ที่ด้อยกว่า ขาดความสมดุล เต็มไปด้วยพฤติกรรมขยะ ประพฤติตนเป็นที่น่ารังเกียจของผู้อื่น บุคคลเหล่านี้ " จิตจักรวาล " บอกว่า จะต้องตกเป็นเหยื่อของ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ด้วยเช่นกัน พวกเขาจะอยู่อย่างทุกทรมาณ และต้องตายด้วยอายุขัยอันแสนสั้น เพราะเชื้อโรคร้ายชนิดใหม่ หรือการเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือการตายอย่างฉับพลันเพราะโรคเครียด บางคนอาจเสียสติไปเลย

( 18 ) ในอดีต รูปธรรมชั้นสูงต่าง ๆ มากมายจากมิติต่าง ๆ ทั่วจักรวาล ได้พากันมายังโลกใบนี้ เพื่อคุ้มครองและรักษาพลังงานความสมดุล ให้แก่โลกและมนุษย์ทั้งระบบด้วยพลังงานความรักอันสูงส่ง ซึ่งมนุษย์ทั่วไปอาจยังไม่รู้ว่า รูปธรรมชั้นสูงเหล่านี้ได้ปฏิบัติหน้าที่ดั่ง " ผู้ถือคบเพลิง " ให้แก่โลกใบนี้มาโดยตลอด แต่มาบัดนี้ รูปธรรมชั้นสูงเหล่านี้กำลังจะจากโลกใบนี้ไปแล้ว เพราะเห็นแล้วว่า ขณะนี้มี มนุษย์จำนวน 144 , 000 คนที่กำลังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ด้วยวิถีแห่งสัจธรรมในฐานะ ผู้บรรลุการรู้แจ้ง และมีความสมดุลทางจิตวิญญาณ ได้พร้อมต่อการรับหน้าที่ที่สืบทอดการเป็น " ผู้ถือคบเพลิง " เพื่อมนุษย์อื่น ๆ และเพื่อโลกใบนี้แล้ว

( 19 ) พลังงานแม่เหล็กที่เพิ่มขึ้นในครั้งนี้ จะเป็นพลังงานความรักครั้งสุดท้าย ที่จักรวาลมอบให้แก่มวลมนุษย์ เพื่อการเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นมนุษย์ที่สมดุลขึ้น ด้วยสัจธรรมจากธรรมะที่เป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อการนี้ " จิตจักรวาล " จึงได้เริ่มถ่ายทอดรหัสสัญญาณจากจิตจักรวาล สู่คลื่นความคิดของบรรดานักวิทยาศาสตร์ ครูอาจารย์วิทยากรผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แขนงต่าง ๆ ผู้มีจิตสะอาด มีชีวิตที่สมดุลและใฝ่สัจธรรม เพื่อให้เป้นผู้รับสื่อ เพื่อถ่ายทอด " ธรรมะจากวิทยาศาสตร์ " แก่มนุษย์ทั้งหลายอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผู้รับสื่อเหล่านั้นอาจดำเนินการใด ๆ ออกไปโดยไม่ทราบความจริงนี้มาก่อน หรืออาจคิดว่าเหมือนมีสิ่งดลใจให้กระทำ แต่ที่จริงมันเกิดจากแรงบันดาลใจภายในของคนผู้นั้น โดยมีอิทธิพลของพลังงานแม่เหล็กที่จิตจักรวาลถ่ายทอดมาให้พร้อมข้อมูลทางความคิดอันแสนวิเศษ บุคคลเหล่านี้คือ ผู้ถูกเลือก ให้ปฏิบัติ ภารกิจอันยิ่งใหญ่ต่อมวลมนุษยชาติในยุคพลังงานใหม่นี้อย่างแท้จริง

( 20 ) โลกยุคพลังงานใหม่ นับตั้งแต่สิ้นปี ค.ศ. 2002 นี้เป็นต้นไปจะเกิดผลกระทบด้านบวกต่อจิตสำนึกของมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้โดยตรง อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงความเข้มสนามแม่เหล็กโลก ที่มีอัตราการสั่นสะเทือนสูงขึ้น เพราะความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กโลกที่ เพิ่มขึ้นจะสนับสนุนกิจกรรมทางจิตวิญญาณของมนุษย์ไปสู่การมีพฤติกรรมดี เพิ่มโอกาสแห่งการรู้แจ้ง ช่วยในการปรับเปลี่ยน รหัสบุพกรรมทางชีวภาพของมนุษย์แต่ละคนให้มีอายุขัยที่ยืนยาวยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะต่อมพิทูอิทารีจะถูกพัฒนาประสิทธิภาพให้สูงขึ้น ตามระดับพลังงานที่ได้รับ อันมีผลต่อระดับจิตสำนึกของมนุษย์ในเชิงปัญญาญาณ นอกจากนี้ ต่อมไฮเปอร์ทาลามัส จะทำหน้าที่ร่วมกันกับ ต่อมพิทูอิทารีในการกระตุ้นให้มนุษย์สามารถนำเอาพลังงานอารมณ์ด้านบวกมาใช้กันได้มากขึ้นและสะดวกยิ่งขึ้นกว่าเก่า

( 21 ) ในยุคพลังงานใหม่สิ้นปี ค.ศ. 2002 มนุษย์จะมีความสามารถนำพาตนเองเข้าสู่สัจธรรมเพื่อการรู้แจ้งได้ โดยสามารถเรียนรู้กลวิธี การรวมกายและจิตใจ ( ความคิด ) หรือสติปัญญาตน ให้เป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณ ซึ่งเป็นตัวตนที่สูงส่งของตนเองได้ โดยปัญหา อุปสรรคบนเส้นทางแห่งการรู้แจ้งนี้จะลดลง และมนุษย์ส่วนใหญ่ในโลกจะได้รับโอกาสให้บรรลุการรู้แจ้งแบบรวมหมู่ ได้เป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ของโลก เพราะต่อมไพนีล หรือ ดวงตาที่สามของมนุษย์ที่ตั้งอยู่บริเวณหว่างคิ้ว ซึ่งถูกเปิดโดยบุพกรรมทางแม่เหล็ก ในเซลล์ร่างกายมนุษย์เองในยุคพลังงานเก่า จะถูกแง้มประตูสู่มิติอื่น ให้เปิดออกได้อย่างง่ายดาย หากคนผู้นั้นสามารถรวบรวมสมาธิได้ ขณะที่แต่เดิมมันถูกปิดไว้อย่างมิดชิด

( 22 ) " จิตจักรวาล " ย้ำว่า " หน้าที่ของมนุษย์ที่สำคัญที่สุดก็คือ จะต้องหาหนทางไปสู่การรู้แจ้งให้จงได้ เพื่อปลดเปลื้องพันธนาการใด ๆ ทั้งกาย จิต และวิญญาณสู่การหลุดพ้น และการจะทำเช่นนั้นได้ กายต้องสะอาด ( กายศักดิ์สิทธิ์ ! - สุวินัย ) จิตสำนึกต้องบริสุทธิ์ ( จิตศักดิ์สิทธิ์ ! - สุวินัย ) วิญญาณถึงจะมีพลังจนสามารถเปิดบานประตูระหว่างมิติ ( ประตูวิญญาณ ! - สุวินัย ) ที่เร้นอยู่กับต่อมไพนีล บริเวณหน้าผากสู่อิสรภาพได้ เพราะประตูบานนี้คือช่องทางเข้าออกของพลังงานที่มีความไวสูงมาก หากผู้ใดปฏิบัติจนวิญญาณได้รับ พลังงานด้านบวกในระดับที่สูงพอ วิญญาณนั้นก็จะมีพลังสามารถละออกจากกายหยาบ เคลื่อนตัวออกมาภายนอกสู่โครงข่าย สนามแม่เหล็กโลก จนสามารถเข้ารวมกับจิตจักรวาลที่เป็นแก่นแท้ของตนคืนสู่ความเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ของจิตวิญญาณได้ คือ สามารถ " หลุดพ้น " ได้ หรือสามารถทำให้จิตเป็นอิสระจากกายได้

( 23 ) " จิตจักรวาล " บอกว่า การหลุดพ้นสามารถบรรลุผลได้ด้วยกระบวนการปฏิบัติดังต่อไปนี้
ก. นึกนำจิตของตนไปไว้ที่หัวใจ เพื่อกำหนดให้หัวใจเป็นรูปธรรมแทนจิตสำนึกของตนเองที่ไร้รูป ข. จูงจิตของตนเองจากหัวใจไปสู่ต่อมไพนีลบริเวณกลางหน้าผากแล้วทำให้ต่อมไร้ท่อนี้เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ด้วยพลังงานด้านบวกของจิตนั้น เมื่อเกิดการสั่นสะเทือนขึ้น " ประตูวิญญาณ " หรือบานประตูแห่งมิติจะถูกเปิดออก ค. จากนั้นให้นึกนำจิตต่อไปยังต่อพิทูอิทารีที่ตั้งอยู่ระหว่างคิ้ว แล้วให้จิตจูงวิญญาณออกมาสู่ประตูแห่งมิติที่ต่อมไพนีลตรงกลางหน้าผาก ซึ่งถูกเปิดอ้าไว้แล้ว วิญญาณของผู้นั้นก็จะเป็นอิสระจากกายได้ในทันที เนื่องจากต่อมพิทูอิทารีเป็นบริเวณที่ตั้งของวิญญาณที่ถูกจองจำไว้ จึงต้องใช้จิตจูงวิญญาณจากต่อมนี้มาที่ต่อมไพนีลก่อนปลดปล่อยให้เป็นอิสระ

( 24 ) เมื่อวิญญาณได้รับการปลดปล่อย มนุษย์ผู้นั้นจะต้องจบชีวิตลง เนื่องจากสิ้นสุดภาระการเป็นเครื่องยนต์แห่งกรรมเรียบร้อยแล้ว แต่หากมนุษย์นั้นซึ่งเกิดการรู้แจ้งจนพร้อมที่จะสู่การหลุดพ้นได้ พอใจที่จะเลือกมีชีวิตอยู่ต่อไป และพร้อมต่อการเวียนว่ายตายเกิดอีก บนดาวเคราะห์ดวงนี้ เขาก็จะได้รับสิทธิพิเศษที่ต้องการนั้นได้ โดยไม่เกี่ยวกับบุพกรรมใด ๆ เหมือนมนุษย์ทั่วไป และจะต้องดำรง สภาพของ " คุรุ " ( พระโพธิสัตว์ ) ผู้มีความสมดุลทางจิตวิญญาณของตนไว้ได้อย่างเสรี เพื่อช่วยชี้ทางแก่เพื่อมนุษย์อื่น ๆ สู่การหลุดพ้นต่อไป

( หมายเหตุ : บางครั้ง " จิตจักรวาล " บอกว่า ต่อมไพนีล คือตาที่สามอยู่บริเวณหว่างคิ้ว แต่บางครั้งก็บอกว่าอยู่บริเวณห้นาผาก เมื่อผมสอบถามกับอาจารย์ปริญญาแล้วก็ยังยืนยันตามนั้น เพราะต่อมพิทูอิทารีไม่มีความเกี่ยวข้องกับการมีดวงตาเห็นธรรมในทัศนะของ " จิตจักรวาล " นอกจากเป็นที่จองจำวิญญาณเท่านั้น )
 
หัวข้อ: Re: นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ สิงหาคม 25, 2010, 04:26:56 PM

(http://nerdbusiness.com/articles/218-wallpapers/previews/transcendence-25.jpg)
 
 
 
จิตจักรวาล กับ ขบวนการ " นิวเอจ "
 
 
 
บทนี้ ผมได้ขอร้องให้ เวทิน ชาติกุล ศิษย์คนที่หนึ่งของผม ผู้ซึ่งจะเป็นนักคิดนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้นขบวนการ นิวเอจ ( New Age ) รุ่นใหม่ไฟแรงคนหนึ่งในอนาคตอันไกล้นี้อย่างแน่นอน ช่วยเขียนขึ้นมาเพื่อเป็นการตรวจสอบวิเคราะห์ ประเมินข้อมูลของ จิตจักรวาล จากอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระของผมไปได้มากเลย
 

จิตจักรวาล กับ ขบวนการ ' นิวเอจ '
โดย เวทิน ชาติกุล

3.1 เปิดแฟ้มขึ้นมาอีกครั้ง


ประมาณปี ค.ศ. 1991 คลื่นสัญญาณความคิดจากจักรวาลอันไกลโพ้นชุดหนึ่ง ซึ่งเรียกตัวเองว่า ครายออน ได้ติดต่อกับ ชาวอเมริกันคนหนึ่งชื่อ ลี คาร์รอล ซึ่งขณะนั้นเขาเป็นเพียงนักธุรกิจคนหนึ่งเท่านั้น ลีได้สื่อสัญญาณกับครายออน ในหลายเรื่องเป็นระยะ เวลานาน และได้เขียนหนังสือหรือจริง ๆ ต้องการกล่าวว่ารวบรวมตีพิมพ์การสื่อสัญญาณครั้งต่าง ๆ ออกมาเป็นรูปเล่ม ซึ่งถึงปัจจุบัน ( ปี ค.ศ. 1991 ) ออกมาทั้งหมด 6 เล่มด้วยกัน และถือได้ว่าเป็นหนังสือแนว นิวเอจ ( ยุคใหม่ ) ที่ประสบความสำเร็จชุดหนึ่งจนได้รับ การถ่ายทอดเป็นภาษาอื่นอีกมากมาย

สาระประเด็นหลักที่ ครายออน ต้องการนำเสนอต่อชาวโลกก็คือ จาก ปี ค.ศ. 1992 ถึงสิ้นปี ค.ศ. 2002 สนามแม่เหล็กโลกจะถูก ปรับครั้งใหญ่และจะเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากที่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้มีการปรับมาแล้วก่อนหน้าที่ 3 ครั้งด้วยกัน การปรับสนาม แม่เหล็กนี้จะมีผลกระทบต่อโลกในรูปของ ภัยธรรมชาติต่าง ๆ ซึ่งจะนำความกลัวที่ฝังอยู่ในลักษณะเมล็ดพันธุ์แห่งความกลัวในจิตมนุษย์ ให้ปรากฏออกมา ทำให้มนุษย์ต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ แต่ด้วยความรักที่มีต่อมวลมนุษย์ ครายออนจึงได้สื่อสัญญาณข้อมูลต่าง ๆ ที่สำคัญเพื่อเป็นแนวทางให้มนุษย์ได้เรียนรู้และสอบผ่านบททดสอบนี้ เพื่อให้จิตของมนุษย์พัฒนาสูงขึ้นไปอีก หรือกลายเป็นสิ่งที่ครายออน เรียกว่า " นักรบแห่งแสงสว่าง "


โชคดีที่หนังสือชุด " ครายออน " ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้ว 3 เล่ม จาก 6 เล่ม แต่โชคร้ายที่ผู้แปลไม่สามารถถ่ายทอดสาระของ " ครายออน " ออกมาให้ผู้อ่านชาวไทยรู้เรื่อง เข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลเหล่านี้ได้ ทั้ง ๆ ที่หากใครมีต้นฉบับภาษา อังกฤษก็จะเห็นได้ว่า ภาษาและสิ่งที่ครายออนเสนอไม่ได้ยากเย็นขนาดต้องปีนบันไดอ่าน ศัพท์แสงก็ธรรมดา ผมจึงไม่แน่ใจว่าจะมีคน ไทยสักกี่คนที่เข้าถึงสารของครายออนในฉบับแปลภาษาไทยได้อย่างที่คนชาติอื่นเขาได้กัน ด้วยเหตุนี้ถึงแม้ข้อมูลของ " ครายออน " จะมีบางประเด็นที่น่าสนใจ แต่ในตอนแรก ๆ " มังกรจักรวาล " ก็ยังไม่ได้ใส่ใจมากนัก จึงทำให้เรื่องนี้ถูกปิดแฟ้มไปโดยปริยายในราว ต้นปี ค.ศ. 1998

จนกระทั่ง ประมาณกลางปี ค.ศ. 1998 คลื่นสัญญาณความคิดจากจักรวาลอีกชุดหนึ่งได้ส่งผ่านสัญญาณคลื่นความคิดลงมาที่คนไทยคนหนึ่งคือ อาจารย์ปริญญา ตันสกุล ( โทร. 511 - 4793 หรือ 512 - 1010 ) เท่าที่ทราบอาจารย์ปริญญาเป็นนักธุรกิจและวิทยากรด้านจิตวิทยาพฤติกรรม มนุษย์ที่มีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง พื้นเพทางความคิดของอาจารย์ปริญญาเองก็ไม่ได้สนใจในแนวคิดแบบ นิวเอจ มาตั้งแต่แรกอาจถึงขั้น ไม่เชื่อด้วยซ้ำ และที่น่าแปลกยิ่งกว่านั้นก็คือ ข้อมูลที่คลื่นสัญญาณความคิดที่ไม่เปิดเผยชื่อ ซึ่งอาจารย์ปริญญาเรียกว่า จิตจักรวาลนั้น ได้สื่อสัญญาณผ่านอาจารย์ปริญญาออกมาโดยที่ 95 % จะตรงกับข้อมูลที่สื่อสัญญาณลงมาโดยครายออน ตัวอาจารย์ปริญญาเองก็เขียน หนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อว่า " พฤติกรรมมนุษย์ มหัศจรรย์อำนาจแม่เหล็กโลก จิตและจักรวาล " ซึ่งสาระที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้คือ สาระเดียวกันกับของครายออน แต่อาจจะต่างกันในรายละเอียดบางส่วน และวิธีการนำเสนอ

ในกระบวนทัศน์ใหม่นั้น สิ่งที่บังเอิญมาสอดคล้องต้องกันนั้น เราไม่ถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ในตัวมันเองจะเป็น สัญญาณ อะไรบางอย่าง ที่เราต้องลุกขึ้นมาหาความหมาย ครูสุวินัยซึ่งเปิดแฟ้ม " ครายออน " ไปแล้วจึงต้องรีบเปิดแฟ้มขึ้นมาอีกครั้ง
หัวข้อ: Re: นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ สิงหาคม 25, 2010, 04:28:25 PM

(http://www.crystalinks.com/transcendence.jpg)
 
 
3.2 ความหมายกับความจริง


ถ้าหากถามว่า ผมตื่นเต้นกับเรื่องนี้ไหม ? ผมคงต้องถามกลับไปว่าในแง่ไหน ? ถ้าหากในแง่เป็นเรื่องเร้นลับประเภทเรื่องจริงที่เหลือเชื่อ ผมคงต้องตอบได้ว่า ไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ เพราะตลอดปี ค.ศ. 1998 ที่ผ่านมาจนถึงบัดนี้ มังกรจักรวาลที่นำโดยครูสุวินัย ได้พบเจอเรื่องที่ ยิ่งกว่าประหลาดมามากต่อมาก จนความตื่นเต้น ฉวน งงงวย ที่พวกผมซึ่งติดตามครูสุวินัยมาโดยตลอดเคยได้รับในช่วงแรก ๆ เพราะไม่เคยพบเจอเรื่องแบบนี้มาก่อนนั้น ได้ลดน้อยลงไปเป็นลำดับ แต่ถ้าหากถามผมว่า เรื่องนี้หรือข้อมูลของจิตจักรวาล หรือข้อมูล ของครายออนน่าสนใจไหม ? ผมคงตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า น่าสนใจ ! เพราะนอกจากจะมีเรื่องราวความสอดคล้องต้องกัน อย่างน่าประหลาดของข้อมูลทั้งสองแล้ว โดยลำพังตัวข้อมูลเองก็มีความน่าสนใจในประเด็นหลัก ๆ 2 ประเด็น คือ ประเด็นความหมาย กับประเด็นความจริง

ประเด็นความหมาย หากพูดง่าย ๆ ก็คือ ข้อมูลที่เราได้จาก จิตจักรวาล จะมีผลหรือมีความหมายกับชีวิตของพวกเราอย่างไร โดยเฉพาะ ในแง่การพัฒนาจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นหัวข้อหลักของ " มังกรจักรวาล " ด้วย ตัวผมเองได้ยินครูสุวินัยกล่าวย้ำ เขียนย้ำหลายต่อหลายครั้ง เหลือเกินว่า ลำพังต่อให้ข้อมูลนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องแนวไหน ไม่ว่าจะอัศจรรย์พันลึกเพียงใด หากไม่นำไปสู่การพัฒนาทางจิตวิญญาณ หรือเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์สำหรับการบ้านทางจิตวิญญาณของท่านผู้อ่าน ไม่เป็นไปเพื่อความรักแต่เป็นไปเพื่อความแตกแยก สับสนหวาดกลัวฟุ้งซ่าน เสริมสร้างอัตตาแล้ว นั่นไม่ใช่ข้อมูลของ " มังกรจักรวาล " ในประเด็นนี้ หากใครที่เคยอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษ ของ " ครายออน " หรืออ่านหนังสือของอาจารย์ปริญญาจะเห็นว่า ความรักคือพื้นฐานที่มีความสำคัญยิ่งที่จะทำให้มนุษย์ผ่านการทดสอบ นี้ไปได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ข้อมูลของครายออนหรือจิตจักรวาลจึงน่าสนใจยิ่ง

ประเด็นความจริง ประเด็นนี้แทบหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะถูกถามไถ่ขึ้นมาจนอาจจะมองได้ว่า ในก้นบึ้งของวิธีคิดแบบคนทั่วไป มี ปิศาจของความจริง มาคอยหลอกหลอนให้กระหายใคร่รู้ความจริงไปเสียทุกเรื่อง โดยบางทีก็ไม่ได้รู้ว่าศักยภาพหรือวิธีการหาความรู้ ของตนมีแค่ไหน ? เพียงไร ? หรืออยากจะรู้ความจริงไปทำไม ? เพื่ออะไร ? ผมไม่ได้ต้องการบอกว่าความจริงไม่มีประโยชน์ แต่อยากให้ ย้อนถามตัวเองอีกทีถึงคำถามข้างต้นข้างต้น ถ้าหากคุณมีความสามารถที่จะหยั่งรู้ความจริงอย่างพระอริยเจ้าทั้งหลาย อย่างผู้ทรงฤทธิ์หรือ อย่างอัจฉริยะทางวิทยาศาสตร์ คุณอยากจะรู้ความจริงของโลกของจักรวาลแค่ไหนก็เชิญ ตราบใดที่มันไม่ส่งผลทางลบมาสู่คนอื่นนั่นเป็น สิทธิ์ของคุณ แต่หากคุณมีเพียงสมองซีกซ้ายขี้สงสัยที่ใช้การไม่ได้ดีไปกว่าคนอื่น จะไม่ดีกว่าสักนิดหรือที่คุณจะย้อนถามตัวเองว่า " ฉันอยากจะรู้มันไปทำไม ? ถ้าหากรู้ว่า พญานาคมีจริง เทวดามีจริง เทวดามีจริง มนุษย์ต่างดาวมีจริง แอตแลนติสมีจริง แล้วฉันก็ไม่ได้ มีอะไรดีขึ้นทั้งทางโลกและทางธรรม " จงอย่าให้กลไกทางจิตวิทยาแบบง่าย ๆ ของตัวเองมาครอบงำโดยที่เราไม่รู้ตัว ไม่เช่นนั้นเราจะกลาย เป็นผู้งมงาย 2 แบบ ที่ไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง แบบแรกคืองมงายในความไม่เชื่อ ( พวกสมองซ้ายจัด ) แบบที่สอง คืองมงายในความเชื่อ ( สมองขวาจัด )

ประเด็นความจริงนี้ผมต้องขอบอกไว้ ณ ที่นี้ว่าไม่ใช่แนวทางที่ " มังกรจักวาล " ได้นำเสนอมาตั้งแต่ต้น แต่มันก็เป็นประเด็นที่หลีกเลี่ยง ไม่พ้นที่จะต้องถูกถาม ในมังกรจักวาลภาค 7 " นักรบแห่งแสงสว่าง " นี้ ผมเชื่อว่าครูสุวินัยคงนำเสนอประเด็นการค้นหาความหมาย มากกว่าความจริง ขณะที่ผมจะนำเสนอบางส่วนของประเด็นความจริง โดยพยายามยึดแนวทางการสืบค้น แบบมังกรจักวาล เอาไว้มาก ที่สุด ซึ่งผมต้องออกตัวไว้ก่อนว่า เป้าหมายของข้อเขียนชิ้นนี้ ไม่ใช่การตามล่าหาความจริงหรือการนำไปสู่ข้อสรุป ถูก-ผิด อย่างใด อย่างหนึ่ง แต่เป็นการนำเสนอรูปแบบ กระบวนทัศน์หรือวิธีคิดของพวก นิวเอจ ซึ่งเกิดขึ้นในยุคเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ขณะนี้ โดยผ่านการสืบค้นข้อมูลความคิดของจิตจักรวาลและครายออนเป็นหลัก ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่งมันจะสะท้อนวิธีคิดแบบเก่า ซึ่งมีข้อจำกัด และอาจเผยให้เห็นว่า ความจริงนั้นไม่ได้เข้าถึงง่าย ๆ อย่างที่เราเข้าใจกัน และการถามหาความจริงแบบอยากรู้อย่างพวกขี้สงสัยจะไม่ สามารถรับรู้หรือเข้าใจได้เลย เกี่ยวกับความหมายกับความจริง โดยเฉพาะความหมายที่เป็นประเด็นหลักของ มังกรจักวาล ที่สืบค้นทั้ง ความหมายกับความจริง
หัวข้อ: Re: นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ สิงหาคม 25, 2010, 04:29:44 PM

(http://www.holohealth.com/product/images/new%20age%20expo.jpg)
 
 
3.3 ข้อมูลจาก " จิตจักรวาล "


จากข้อมูลที่ " จิตจักรวาล " สื่อลงมาด้วยความรักผ่านการสัญญาณของ อาจารย์ปริญญา เราพอที่จะแยกแยะข้อมูลเพื่อความสะดวกในการ ทำความเข้าใจเรื่องต่าง ๆ ได้ดังนี้ ( ขอให้ท่านผู้อ่านเปิดใจกว้างเพื่อรับฟังข้อมูลเหล่านี้ที่ผมจะนำเสนออย่างตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่ผม จะเข้าใจได้ )
 
ก. ข้อมูลเกี่ยวกับตัว " จิตจักรวาล " เอง
 
" จิตจักรวาล " หรือ " พระจิต " ( ตามคำที่อาจารย์ปริญญาใช้ ) ก็คือ กล่องพลังงานความคิดที่เกาะเกี่ยวอยู่ในสนามพลังงานหรือโครงข่าย สนามแม่เหล็กของจักรวาล ตัว " จิตจักรวาล " จะประกอบด้วยคลื่นความคิด หรือโทนเสียงที่ไม่ได้ยิน ซึ่งเป็นระดับที่ละเอียดที่สุด ถัดมาเป็นคลื่นแสง ซึ่งปรากฏเป็นแถบสีต่าง ๆ และมวลสารที่สั่นเป็นคลื่นอนุภาคที่มีเปลือกหรือกรอบหุ้มล้อมรอบอยู่ที่เรียกว่า " เมอร์คาบาห์ " ( Merkabah ) เพื่อยึดไว้กับสนามพลังงานของจักรวาล เปลือกหรือกรอบนอกสุดจะมีลักษณะเป็นรูปทรง 11 เหลี่ยม ที่มีมุมไม่เท่ากันและจะหมุนตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อรักษาสมดุลเอาไว้

" จิตจักรวาล " เป็นกลุ่มพลังที่เกิดจากการระเบิดของดวงอาทิตย์ ( เข้าใจว่าเป็นดวงอาทิตย์แม่ ) ที่แผ่ออกมาเกาะกลุ่มกัน บางส่วนจะรวมตัว กันด้วยพลังงานด้านบวก หรือความรัก มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติบางประการ แต่โดยแก่นแท้แล้วก็คือสิ่งเดียวกันทั้งหมด " จิตจักรวาล " หรือ " พระจิต " จะดำรงอยู่ตลอดไป และทำหน้าที่รักษาสมดุลของพลังงานด้านบวกของสนามพลังของจักรวาลเอาไว้ หน้าที่โดยตรงของ " จิตจักรวาล " คือการแบ่งภาคหรือแบ่งพลังงานของตนเองมาอยู่ในรูปธรรมที่มีโครงสร้างทางชีววิทยา เช่น คนหรือรูปธรรมที่ดวงดาวอื่น ๆ ที่มีพลังสนามแม่เหล็กห่อหุ้มอยู่ ขณะที่หน้าที่ทางอ้อมสำหรับจิตจักรวาลที่ไม่ได้แบ่งภาคลงมาคือการสนับสนุนความคิดเชิงบวก ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ รักษาความสมดุลของอำนาจแม่เหล็กของดวงดาวอื่น ๆ และรักษารหัสบุพกรรมคือ ตัวเนื้อแท้ของจิตเดิมก่อน แบ่งภาคลงมา

 
ข. ข้อมูลเกี่ยวกับ " นักรบแห่งแสงสว่าง "

จิตจักรวาลจะแบ่งภาคลงมาเป็นมนุษย์ เพื่อเรียนรู้บทเรียนแห่งความเป็นไปของมายาจักรวาล ซึ่งประกอบด้วย 3 กระบวนการ คือ การเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ การสร้างใหม่และการดำรงอยู่ ( ซึ่งเทียบได้กับ พระศิวะ - พระพรหม - พระนารายณ์ หรือ ตรีมูรติ ) จิตวิญญาณ ของคนก็คือจิตจักรวาลหรือพระจิตที่แบ่งภาคลงมาเกิด โดยที่จิตจักรวาลแต่ละดวงจะมีการวางแผนของการเรียนรู้ที่เรียกกันว่า " พันธสัญญา " และมีการสลักชื่อที่แท้จริงของตนไว้ ณ ที่แห่งหนึ่งที่เรียกกันว่า " วิหารแห่งการสร้าง " แต่การลงมาเพื่อเรียนรู้นี้เป็น ไปโดย อารมณ์ขันของจักรวาล กล่าวคือ คนเราจะไม่รู้หรือระลึกไม่ได้ว่า ตัวเองได้เขียนพันธสัญญา ก่อนลงมาเกิดว่าอย่างไร และโลก หรือดาวเคราะห์ดวงที่เราอาศัยอยู่ก็ได้ชื่อว่าเป็น ดาวเคราะห์แห่งทางเลือกเสรี ในการกระทำหนึ่ง ๆ มนุษย์จะเลือกทำถูกหรือทำผิดก็ได้ หากทำถูกต้องมนุษย์ก็จะผ่านบทเรียนข้อนั้น ๆ ไปได้ หากไม่ผ่านก็คือทำผิด มนุษย์จะสร้างพันธกรรมขึ้นมาอีก อันเป็นกรรมที่มนุษย์ก่อ มันขึ้นมาเองในภายหลัง และความซับซ้อนของพันธกรรม ( COMMITMENT ) ที่มนุษย์สร้างขึ้นเนื่องจากการเลือกหรือตัดสินใจด้วยพลัง ด้านลบ ทำผิดอยู่บ่อย ๆ จะมำให้มนุษย์ต้องวนเวียนอยู่กับการเรียนรู้บทเรียนอย่างไม่จบสิ้น กรรมที่มนุษย์กระทำจะพอกพูนมีลักษณะ คล้ายเมฆหรือฟองอากาศสีดำที่ครอบคลุมแสงสว่างภายในไว้ ทำให้มนุษย์ขาดความสมดุล แต่เมื่อไรก็ตามที่มนุษย์เรียนรู้และตัดสินใจ เกี่ยวกับบทเรียนนั้นด้วยพลังงานด้านบวกคือ ความรัก - ความอดทน - การให้อภัย เมฆหรือฟองอากาศสีดำนั้นก็จะกระจายหายไปพร้อม กับกรรมนั้น ๆ มนุษย์ที่ปล่อยตัวเองจากกรรมได้จะได้รับการกล่าวขานจากจักรวาลว่าเป็น " นักรบแห่งแสงสว่าง "

อารมณ์ขัยของจักรวาลนั้นไม่เพียงทำให้มนุษย์ไม่สามารถจดจำพันธสัญญาของตนได้เท่านั้น แต่ยังทำให้มนุษย์มาอยู่ในรูปธรรมที่มีขีดจำกัด ของการรับรู้เวลาอย่าง 2 มิติ คือ เป็นเส้นตรงมีเริ่มมีจบ ขณะที่เวลาของจักรวาลจริง ๆ ใน 3 มิติแห่งเวลาจะเป็น ' ปัจจุบัน ' ขณะของ ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ วิธีคิดแบบมนุษย์จึงไม่อาจจะเข้าถึงความจริงของจักรวาลได้ เว้นเสียแต่ว่า ตัวมนุษย์เองจะมีการพัฒนาการใช้สมอง ซีกขวามากขึ้น ให้ซีกขวานำซีกซ้าย ซึ่งหากทำได้มนุษย์ก็สามารถรับฟังข่าวสารจากจักรวาลได้มากขึ้น

กรรมที่มนุษย์ทำทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น การคิด พูด ทำ จะมีลักษณะเป็น พลังงานกรรม ที่จะแผ่ออกมานอกร่างกาย ซึ่งจะมีผลต่อโครงข่าย สนามแม่เหล็กโลกและสนามแม่เหล็กของจักรวาล นอกจากการแบ่งภาคมาเป็นมนุษย์เพื่อเรียนรู้ทางจิตวิญญาณแล้ว มนุษย์ยังต้องสร้างสรรค์ พัฒนาพลังงานต่าง ๆ ของจักรวาลให้สมดุล โดยอาศัยจิตมนุษย์เป็นบ่อเกิดของการสั่นสะเทือนคลื่นอนุภาคหรือคลื่นพลังงานใหม่ที่จะมีผล ต่อพลังงานของจักรวาลโดยรวม หากมนุษย์โดยรวมแผ่พลังงานด้านลบออกไปมากจนถึงขั้นเป็นอันตรายต่อจักรวาล จิตจักรวาลอื่น ๆ ก็จำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซง





ค. ข้อมูลเกี่ยวกับ " คำทำนาย "

ข้อมูลเกี่ยวกับคำทำนายของจิตจักรวาลที่สำคัญคือ ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1992-2002 สนามแม่เหล็กของโลกจะถูกปรับครั้งใหญ่ เป็นการปรับครั้งที่ 4 และเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งจะมีความเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่ผลร้ายและผลดีต่อโลกและมนุษย์ ผลร้าย คือ จะเกิดภัยธรรมชาติร้ายแรง คลื่นอากาศแปรปรวน เกิดโรคระบาด แผ่นดินไหว รวมถึงจิตใจของผู้มีอำนาจหรือผู้นำประเทศเสื่อมทรามลง ภัยพิบัติจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และจะมีคนประมาณ 1 % ของจำนวนประชากรโลกทั้งหมดเสียชีวิต แต่การเสียชีวิตนี้เป็นไปตามพันธสัญญา ที่คนเหล่านั้นได้ทำเอาไว้ก่อนที่จะแบ่งภาคลงมา หลังจากการปรับสนามพลังงานเสร็จสิ้นแล้ว มนุษย์ยังเหลืออยู่ซึ่งเป็นมนุษย์ที่ไม่มีดุลยภาพ คือไม่มีการพัฒนาการทางวิญญาณ ไม่รู้จักการให้อภัย ไม่มอบพลังงานความรักแก่ผู้อื่น จะมีอายุสั้น ตายด้วยโรคร้าย หรือมีอาการเครียด ตายเฉียบพลัน เรื่องจาก ฮอร์โมนแห่งความตาย ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับสนามพลังแม่เหล็กก็จะหลั่งออกมามากและทำลาย ระบบชีวภาพจนหมดสิ้น มนุษย์ในยุคที่ปรับสนามแม่เหล็กแล้ว หรือยุคพลังงานใหม่ จะไม่มีการทำสงครามระหว่างประเทศอีกต่อไป แต่จะเผชิญหน้ากับการคุกคามจาก รูปธรรม ที่มีพลังงานด้านลบจากดาวดวงอื่น ซึ่งจะทำอะไรมนุษย์ไม่ได้ในเบื้องต้น ส่วนผลดีก็คือ การปรับสนามแม่เหล็กโลกโดยตัวมันเอง จะเป็นการช่วยทำลายพลังงานกรรมด้านลบที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ภัยพิบัติต่าง ๆ จะกระตุ้นให้ มนุษย์เกิดความกลัวซึ่งถูกฝังรากลึกอยู่ในจิตของมนุษย์และจะทำให้มนุษย์มีบทเรียนที่หนักและสำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่การแผ่พลังด้านบวก หรือความรักออกมาจากจิตใจ มนุษย์ที่มีชีวิตในยุคพลังงานใหม่จะมีการพัฒนาทางจิต เรียนรู้สัจธรรมของจักรวาลได้เร็วกว่ามนุษย์ใน ยุคพลังงานเก่า หรือพูดง่าย ๆ ว่า สมาธิแบบพลังงานใหม่ จะทำให้มนุษย์รู้แจ้งได้รวดเร็วกว่า สมาธิแบบพลังงานเก่า ขณะที่จะมี 144 , 000 คน เป็นผู้ถือคบเพลิงให้กับโลกในฐานะผู้รู้แจ้ง การยกระดับหรือการพัฒนาทางจิตวิญญาณจะเป็นไปแบบรวมหมู่ มนุษย์จะมีอายุยืนยาวมากขึ้นและสามารถพัฒนาการใช้สมองซีกขวาได้มากขึ้น รวมไปถึงการใช้พลังจิตเพื่อการบำบัดรักษาตนเอง และรับฟังข่าวสารข้อมูลของจักรวาล สำหรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับโลกก็คือ โลกจะเคลื่อนตัวเข้าสู่พิกัดใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์กายภาพของโลก มีน้ำเพิ่มขึ้นมีแผ่นดินน้อยลง ท้องฟ้าที่เห็นจะเป็นท้องฟ้าใหม่ จะเห็นดาวที่ไม่เคยเห็น มาก่อน และทิศเหนือจะเบนไปจากเดิม 3 องศา นอกจากนี้การรับรู้การปรากฏตัวของ รูปธรรม ที่มีชีวิตอื่น ๆ ในจักรวาลจะชัดเจน อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน






ง. ข้อมูลเกี่ยวกับ หลักปฏิบัติ ของมนุษย์ในช่วงปรับเปลี่ยนสนามแม่เหล็ก

ในการยกระดับจิตวิญญาณของตนเอง มนุษย์จะต้อง ( 1 ) เผชิญหน้ากับกรรมด้วยพลังงานด้านบวกคือความรัก มนุษย์ต้องไม่หลีกเลี่ยง หรือตอบโต้กรรมของตน ( 2 ) ค้นหา ความเป็นพระเจ้าในตัวเอง ให้พบ และสร้างความสัมพันธ์กับจักรวาลเพื่อการบรรลุภารกิจ ทางวิญญาณ เข้าใจและรับรู้การมี 2 ภาค มีสติทางวิญญาณ นำความรักมากระตุ้นจิตสำนึกให้สูงขึ้น ( 3 ) พัฒนาจิตวิญญาณของตนไปสู่ การรู้แจ้งโดยการมีสติในทุก ๆ อิริยาบท รวมกายกับจิตให้เป็นหนึ่งไม่แยกจากกัน เชื่อมโยงการสัมผัสสิ่งแวดล้อมด้วยประสาทสัมผัส พัฒนาการรับรู้ที่ถูกต้องจนเกิดสภาวะหยั่งรู้ ซึ่งก็คือ สภาวะพิเศษของจิต ( สมองซีกขวา ) ในการรับคลื่นจิตจักรวาล โดยการเรียบเรียง คลื่นความคิดให้เป็นระบบระเบียบไม่สับสนและมีความคิดที่แน่วแน่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างผ่อนคลาย จนเกิดความคิดใหม่ ๆ เข้ามาในสมองเป็น ความรู้ใหม่ และท้ายที่สุดหลอมรวมกาย จิต และวิญญาณให้มีพลังมากพอที่วิญญาณจะเป็นอิสระออกจากกายได้ โดยการเปิดประตูที่กั้นมิติที่บริเวณต่อมไพนีลให้เคลื่อนเข้าสู่โครงข่ายสนามแม่เหล็กจักรวาลไปรวมกับจิตที่เป็นแก่นแท้ ( 4 ) เงื่อนไขในการรู้แจ้งอีกอย่างหนึ่งคือ การทำกรรมทั้งหมดให้เป็นกลาง ไม่ประกอบกรรมชั่ว และไม่ยึดติดในกรรมดี เรียนรู้บทเรียน ทุกบทของจักรวาลจนจบสิ้น ศึกษาแก่นของศาสตร์ต่าง ๆ โดยไม่ยึดติดกับ อัตตา หรือ รูปแบบ วิธีการ ของศาสตร์นั้น ๆ

มนุษย์ในยุคพลังงานใหม่จะต้องร่วมกันพัฒนาจิตวิญญาณแบบรวมหมู่ เพราะยุคนี้พลังงานด้านบวกที่เกิดขึ้นจากการรู้แจ้งจะเท่ากับ จำนวนคนที่มีพัฒนาการทางวิญญาณที่ร่วมกันทำสมาธิรวมหมู่ ยกกำลังสองแล้วคุณกับค่าพลังงานด้านบวกที่ปล่อยออกมาในการทำสมาธิ ครั้งนั้น ๆ ส่งคลื่นพลังด้วนบวกสู่จักรวาล

ที่กล่าวมาทั้งหมด คือข้อมูลหลัก ๆ ที่ จิตจักรวาล สื่อผ่านอาจารย์ปริญญาลงมาและอยู่ในความสนใจของ มังกรจักรวาล แต่นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลอื่น ๆ อีกที่ไม่ได้นำมาเสนอในที่นี้ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับอดีตกาลของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ข้อมูลเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ใหม่ เหล่านี้เป็นต้น หากผู้อ่านสนใจในรายละเอียด ก็ขอแนะนำให้อ่านหนังสือของอาจารย์ปริญญาโดยตรง หรือสอบถามจากตัวอาจารย์เอง จะเหมาะที่สุด

อย่างไรก็ดี เราต้องไม่ลืมว่า ข้อมูลทำนองเดียวกันนี้มีถึง 2 ชุดด้วยกันคือ ข้อมูลของจิตจักรวาล กับข้อมูลของครายออนที่มีความคล้ายคลึง กันถึง 95 % คำถามง่าย ๆ ที่อาจเกิดขึ้นก็คือ ข้อมูลอีก 5 % ที่ต่างกันคืออะไร ? และ จิตจักรวาล กับ ครายออน เป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่
หัวข้อ: Re: นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ สิงหาคม 25, 2010, 04:30:51 PM

(http://nexteksolutions.net/Transcend/Images/Transcendence.jpg)
 
 
 
3.4 จิตจักรวาล กับ ครายออน เป็น ' พระจิต ' คนละดวงกัน ?


จากการสอบถามกับตัวอาจารย์ปริญญาเอง เราจึงทราบว่า จิตจักรวาล ไม่ใช่ ครายออน ซึ่งแม้แต่อาจารย์ปริญญาเองก็ไม่ทราบ ชื่อ หรือคลื่นรหัสความถี่เสียงของจิตจักรวาลคืออะไร ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่าไม่อยากให้คนที่รับข่าวสารยึดติดตัวตนหรือชื่อใด ๆ

แต่หากใครเคยอ่านหนังสือ " KRYON " ก็จะพบว่า คนที่สามารถรับสื่อสัญญาณของครายออนได้จะมี 9 คน บนโลก แต่นั่นก็ไม่ใช่ การยืนยันว่า จิตจักรวาล คือ ครายออน ที่ไม่เปิดเผยชื่อ เพราะจากการบอกเล่าของอาจารย์ปริญญาเอง จิตจักรวาลหรือที่เรียกรวม ๆ ว่า พระจิต นั้น แม้มีแก่นแท้เป็นหนึ่งเดียวกัน แต่จะมีคุณสมบัติหรือความชำนาญเฉพาะต่างกันออกไป ซึ่งจิตจักรวาลเหล่านี้ก็มีอยู่ มากมายบนสนามแม่เหล็กของจักรวาล ครายออน คือผู้ที่มีความชำนาญเกี่ยวกับสนามแม่เหล็ก หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นช่างเทคนิค ขณะที่คุณสมบัติหรือความชำนาญเฉพาะของ จิตจักรวาล ไม่ได้ถูกเปิดเผยออกมาโดยตัว จิตจักรวาล เอง

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าไม่ใช่ทุก ๆ ข้อมูลของจิตจักรวาลและของครายออนจะตรงกัน มีหลายส่วนตั้งแต่ประเด็นหลักถึงประเด็นปลีกย่อย ที่ไม่ตรงกัน ซึ่งพอจะแสดงเปรียบเทียบให้เห็นได้ดังต่อไปนี้
 
( 1 ) ประเด็นเรื่องการปฏิบัติ

จิตจักรวาล : พูดถึงหลักปฏิบัติโดยเฉพาะการทำสมาธิเพื่อการรู้แจ้งอย่างเป็นระบบชัดเจน
ครายออน : ( เท่าที่ปรากฏในเล่ม 1-3 ) กล่าวเพียง การทำกรรมให้เป็นกลางเท่านั้น
จิตจักรวาล : ให้ผู้ปฏิบัติทำกรรมให้เป็นกลางด้วยตนเอง
ครายออน : ผู้ปฏิบัติสามารถร้องขอให้ครายออนช่วยทำกรรมให้เป็นกลางได้
 
( 2 ) ประเด็นเรื่องกลุ่มคนจำนวน 144 , 000

จิตจักรวาล : คนเหล่านี้คือคนที่ทำให้เกิดคลื่นพลังบวกจนเป็นเหตุให้ปรับสนามแม่เหล็กโลก
ครายออน : คนเหล่านี้จะทำหน้าที่ดูแลสนามแม่เหล็กที่ปรับแล้วต่อจากครายออน

( 3 ) ประเด็นเรื่อง สงครามจักรวาล หรือการคุกคามจาก รูปธรรม ต่างดาว

จิตจักรวาล : พูดเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน
ครายออน : ไม่พูดเรื่องนี้ ( เท่าที่มีข้อมูล )

( 4 ) ประเด็นเรื่องศาสตร์โบราณ

ข้อมูลทั้งสองฝ่ายพูดตรงกันว่า ผู้ที่สนใจศาสตร์โบราณเหล่านั้น ล้วนเคยอยู่ในยุคนั้นหรือมีส่วนร่วมกับศาสตร์นั้น ๆ มาก่อนแทบทั้งสิ้น แต่ จิตจักรวาล จะพูดเหมือนแสดงนัยว่าศาสตร์ต่าง ๆ เป็นแค่เปลือก ให้รีบศึกษาแก่นของศาสตร์นั้น ๆ เถอะ ขณะที่ ครายออน พูดแค่ว่า ถ้าสนใจศาสตร์เหล่านี้ก็ศึกษาไปเถอะ

( 5 ) ประเด็นเรื่องชื่อของ แอตแลนติส

จิตจักรวาล ระบุว่า อารยธรรมทั้ง 3 ยุคที่ถูกทำลายล้วนชื่อ แอตแลนติส เหมือนกัน ในขณะที่ ครายออน กลับระบุว่า อารยธรรมครั้งที่ 2 ที่ถูกทำลายคือ เลอมูเรีย ขณะที่ครั้งที่ 3 คือ แอตแลนติส ซึ่งตรงกับข้อถกเถียงของผู้คนคว้าในเรื่องนี้มากกว่า

ทำไมเราถึงต้องมาให้ความสนใจกับประเด็นปลีกย่อยเหล่านี้ ? เหตุผลคือ

หนึ่ง ปัญหาเรื่อง การกรองสัญญาณ สมมติว่า เหตุการณ์สื่อสัญญาณนั้น เกิดขึ้นจริง ปัญหาคือ ข้อมูลที่สื่อลงมาผ่านความคิดของ ผู้สื่อสัญญาณ เมื่อผ่านระบบประมวลข้อมูลของผู้สื่อสัญญาณแล้วจะยังคงมีความสมบูรณ์เพียงใด ? ทัศนะส่วนตัว ความคิดเห็นส่วนตัว ของผู้สื่อสัญญาณในกรณีที่สื่อสัญญาณอย่างมีสติรู้ตัวจะมีผลต่อคลื่นความคิดที่ถูกสื่อลงมาหรือไม่ ? อันนี้ยังเป็นคำถามของผู้อยู่ใน แวดวงที่ศึกษาเรื่องนี้ ถ้าหากการกรองสัญญาณไม่สมบูรณ์ เราอาจจะได้ข้อมูลบางส่วนที่ต่างกันออกไปหรือคลาดเคลื่อนกัน นี่เองเรา จึงพบว่าทำไมข้อมูลปลีกย่อยระหว่าง จิตจักรวาล กับ ครายออน จึงไม่ตรงกัน

สอง จินตลักษณะ ( MENTALITY ) ของพระจิตที่สื่อสัญญาณลงมา ถ้าหากไม่มีปัญหาเรื่องการกรองสัญญาณ ข้อมูลที่ต่างกันอาจแสดงนัย ว่า จินตาลักษณะ ของ พระจิต นั้น ๆ ต่างกัน คือเป็นคนละดวง หรือคนละคุณสมบัติกันนั่นเอง แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ สัมพัทธ์ กับผู้รับสัญญาณในคนตะวันตกกับคนตะวันออกที่มีพื้นฐานทางจิตวิญญาณต่างกัน อาจต้องการ จินตลักษณะ ที่ต่างกัน การสื่อให้ชาว ตะวันตกเช่นที่ ครายออน ทำอาจจะเน้นที่ ความรักความศรัทธา ซึ่งเข้ากับพื้นฐานของเขามากกว่า ขณะที่ จิตจักรวาล เมื่อสื่อลงมาที่ ตะวันออกก็ย่อมต้องพูดหรือเน้นในเรื่องวิธีปฏิบัติแทน เป็นต้น

ถึงตอนนี้จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะรีบด่วนสรุปอะไรลงไปอย่างตายตัว หากถามว่า จะรู้ได้อย่างไรว่ามีปัญหาเรื่องการกรอง สัญญาณหรือไม่ ? จะแยกได้อย่างไรระหว่างคลื่นความคิดของ พระจิต กับควงามคิดของผู้สื่อ ? คำตอบที่ซื่อตรงที่สุดน่าจะเป็นว่า เราไม่รู้และไม่อาจแยกได้ เว้นเสียแต่ว่า เราจะเชื่อใจว่าตัวผู้สื่อสัญญาณไม่มีผลประโยชน์อันใดแอบแฝง และทำหน้าที่ของเขาได้อย่างดี ที่สุดเท่านั้น และ สาระของสารที่สื่อลงมาต้องไม่มีความขัดแย้งภายในตัวมันเองด้วย เช่น สมมติบอกว่า มนุษย์มีทางเลือกเสรีแต่มาบอก อีกทีภายหลังว่า มนุษย์ไม่มีทางเลือกใด ๆ หากเป็นเช่นนี้ก็ไม่น่าจะใช้ได้ และที่สำคัญที่สุด พฤติกรรมหรือการกระทำของผู้สื่อสัญญาณ จะต้องไม่ขัดแย้งกับ สาระของสารนั้น ๆ เพราะเรามองได้ง่ายว่าผู้สื่อสัญญาณเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดพระจิตมากที่สุด หากเขามีพฤติกรรม ตรงกันข้ามกับ สาระ ของสารนั้น ๆ ก็คงไม่มีใครที่จะเชื่อถือเป็นแน่

มีข้อสังเกตุที่น่าสนใจอยู่คือ ความคล้องจองกันระหว่าง ผู้สื่อสัญญาณทั้งสองคนคือ ลี คาร์รอล กับอาจารย์ปริญญา ตันสกุล ทั้งสอง เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ มีความสามารถในการพูดเหมือนกัน และทั้งคู่ไม่มีพื้นฐานทางความคิดแบบนิวเอจ และไม่สนใจเรื่อง พวกนี้มาก่อนเลย นี่คือความคล้ายกันของผู้สื่อสัญญาณ แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือ การนำเสนอข้อมูลของทั้งสองคน ซึ่งแม้จะได้รับการเปิดเผย จากทั้งคู่ว่า จิตจักรวาล และ ครายออน เป็นผู้เข้ามาจัดการเรื่องนี้เอง แต่เป็นที่เห็นชัดว่า การนำเสนอของครายออนด้วยการสื่อสัญญาณสด มีความนุ่มนวล ( SOFT ) ของข้อมูลและวิธีการตอบมากกว่า การนำเสนอของ จิตจักรวาล ที่บางครั้งเป็นข้อมูลดิบที่ผ่านการวิเคราะห์ที่แข็ง ( HARD ) และรวบรัดกว่า ตรงนี้หากไม่เป็นเพราะคุณสมบัติแห่งจิต ของผู้สื่อสัญญาณทั้งคู่ต่างกัน เราก็ต้องยอมรับว่า จิตจักรวาล กับ ครายออน เป็นพระจิตคนละดวง
หัวข้อ: Re: นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ สิงหาคม 25, 2010, 04:31:54 PM

(http://www.committee-for-transcendence.org/Committee-for-Transcendence/Bulletin-Number1/ImageFiles/universe-2.jpg)
 
 
 
 
3.5 ข้อเท็จจริง ( FACK ) หรือเรื่องแต่ง ( FICTION ) ?


นี่คือคำถามแรกที่ข้อมูลเกี่ยวกับ จิตจักรวาลจะต้องเจอ คือ อาจมีคนช่างสงสัยถามว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลทั้งหมดนี้มาจาก การสื่อสัญญาณจริง ๆ เพราะลำพังนักแต่งนิยายวิทยาศาสตร์เก่ง ๆ ก็ย่อมสามารถที่จะแต่งหรือสานต่อข้อมูลเหล่านี้ขึ้นมาอย่างน่าเชื่อถือ ได้เช่นกัน ? ประเด็นของคำถามนี้ก็คือ เหตุการณ์สื่อสัญญาณเกิดขึ้นจริง ๆ หรือไม่นั่นเอง

ที่ต้องเข้าใจคือ สมมติว่าเหตุการณ์นี้ไม่เกิดขึ้นจริงก็ไม่ใช่มันจะไม่มีความหมาย เพราะหลายต่อหลายครั้งที่เราต้องยอมรับว่า บางสิ่งมีความ หมายกับชีวิตเราโดยที่มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ๆ เช่น นิยายเรื่องคู่กรรม ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ๆ ตัวละครไม่มีอยู่จริง แต่ก็มีความหมายกับคนอ่าน หรือชาวไทย หรือจอมยุทธ์อย่าง ลี้คิมฮวง ซึ่งเป็นแค่จินตนาการของโกวเล้งในนิยายของเขาเรื่อง " ฤทธิ์มีดสั้น " แต่ก็มีความหมายให้แง่คิด ในการดำเนินชีวิตกับคอนิยายกำลังภายในจำนวนไม่น้อย แม้แต่ในแวดวงนิวเอจเองก็มีการนำเสนอสาระบางอย่างในรูปแบบของเรื่องแต่ง เช่น James Redfield ผู้แต่ง The Celestine Prophecy และ The Tenth Insight อันโด่งดัง เขาก็เขียนออกมาเป็นเรื่องแต่งหรือนิยาย ดังนั้น จึงอย่าคิดว่า ถ้ามันไม่จริงแล้วมันจะไม่มีความหมายไปด้วย

เมื่อแรกที่อ่าน " KRYON " ผมก็คือว่านี่เป็นเรื่องแต่งหรือเป็นวิธีการนำเสนอของ ลี คาร์รอล แต่ครั้นเมื่อได้อ่านข้อมูลเหล่านี้ ความเป็นไปได้อย่างแรก คือ ข้อมูลของ จิตจักรวาล ไปลอกมาจากหนังสือ " KRYON " ซึ่งในกรณีนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะเรามีข้อมูล แวดล้อมมาก่อนแล้วว่า อาจารย์ปริญญาเองไม่ได้สนใจเรื่องทำนองนี้มาก่อน และโดยทางจิตวิทยาการลอกนั้นต้องทำให้ผู้อ่านไม่รู้ หรือจับไม่ได้ว่ามีที่มาจากที่ไหน ไม่ใช่อ่านแล้วรู้เลยว่าลอกเขามา ผมจึงมองไม่ออกว่าอาจารย์ปริญญาจะมีแรงจูงใจทำเช่นนั้นทำไม เพราะตัวอาจารย์เองก็มีธุรกิจมีชื่อเสียงอยู่พอสมควรแล้ว แถมข้อมูลนิวเอจผมไม่แน่ใจว่าเป็นข้อมูลที่ ขายได้ ในบ้านเรา แถมยังเสี่ยง กับการถูกหาว่าเพี้ยนหรือเหลงไหลด้วย

ความเป็นไปได้อย่างที่สอง ของที่มาของข้อมูล คืออาจารย์ปริญญาคิดขึ้นมาเอง อันนี้ยิ่งประหลาดใหญ่ เพราะหากข้อมูลนี้คิดขึ้นมาเอง แล้วมีความสอดคล้องกับข้อมูลอีกแหล่งหนึ่งถึง 95 % นั่นคงไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยง่าย อีกทั้งในหนังสือที่อาจารย์ปริญญาเขียน ส่วนที่ เป็นความรู้เดิมของอาจารย์ปริญญา กับส่วนที่เป็นความรู้ใหม่ ของเขาสามารถแยกอกได้อย่างชัดเจน นั่นแสดงถึงความตรงไปตรงมาในการ นำเสนอข้อมูลความรู้ใหม่ของอาจารย์ปริญญาเอง และจากการตอบ - ถาม โดยกรสื่อสัญญาณสดที่ ครูสุวินัยกับผมร่วมกันถามโดยผ่าน อาจารย์ปริญญา เราก็พบว่าอาจารย์ปริญญาสามารถตอบหรือให้ข้อมูลโดยไม่ต้องหยุดคิดหรือไม่ติดขัดแต่ประการใด นั่นพอที่จะทำให้เรา เชื่อได้ว่า ที่มาของข้อมูลน่าจะไม่ได้มาจากความคิดของอาจารย์ปริญญาเอง แต่น่าจะมาจากแหล่งอื่นซึ่งคนอยู่ในแวดวงนี้เขาไม่ถือว่าเป็น เรื่องแปลกแต่ประการใด

ช่วง 1 - 2 ปีให้หลังนี้ มังกรจักรวาล ได้พบกับคนหลายคนที่มีปรากฏการณ์คล้ายเป็นร่างทรงหรือเป็นผู้สื่อสัญญาณ โดยที่เขาหรือเธอ เหล่านั้นไม่มีความเชื่อเรื่องพวกนี้มาก่อนเลย และเราก็ยืนยันได้ว่า บุคคลเหล่านี้ไม่ได้เพี้ยน เสียสติ หรือ จิตหลอนแต่ประการใด ผมจึงยอมรับได้ว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่ข้อมูลที่อาจารย์ปริญญาได้มานั้น คงมาจากการสื่อสัญญาณ ไม่ใช่ลอกมาหรือคิดขึ้นมาเอง

ที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อนก็คือ คนที่ไม่เชื่อสามารถหาข้อโต้แย้งมาหักล้างได้เสมอ แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการสื่อสัญญาณ ไม่มีอยู่จริงได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นคงไม่มีใครยืนยันการมีอยู่จริงของการสื่อสัญญาณได้ดีไปกว่าอาจารย์ปริญญาเอง แต่ประสบการณ์นี้ เป็นประสบการณ์ภายในที่แสดงให้ผู้อื่นเห็นหรือประจักษ์อย่างที่ตัวเองมีไม่ได้ สำหรับบุคคลที่สามที่ได้รับข้อมูลการสื่อสารนี้ การเปิดใจ กว้างเพื่อยอมรับฟังน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าจะรียเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ถ้าเรายอมรับว่า การสื่อสัญญาณมีจริง ใคร ? หรืออะไร ? ล่ะที่สื่อลงมา ในเรื่องนี้มีการศึกษากันอยู่พอสมควรซึ่งเราจะได้ไปดูกัน รวมถึงการย้อนกลับไปสืบค้นประวัติของการสื่อสัญญาณด้วย
หัวข้อ: Re: นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ สิงหาคม 25, 2010, 04:32:59 PM

(https://sites.google.com/site/2sidesunnow/_/rsrc/1234682224585/channeling/channeling.jpg)
 
 
 
 
3.6 การสื่อสัญญาณ



ในการศึกษาเรื่อง การสื่อสัญญาณ ( Channeling ) เราสามารถแยกรูปแบบของการสื่อสัญญาณได้หลายแบบ เช่น ร่างทรง ( Mediums ) ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงบุคลิคภาพของผู้ที่เป็นสื่อกลาง เช่น มีอาการหรือกิริยาแปลก ๆ หรือมีเสียงเปลี่ยนไปบางครั้ง การสื่อสัญญาณอาจ เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เช่น ผีเข้าหรือผีสิง หรืออยู่ในภาวะถูกสะกดจิตย้อนหลัง หรือมีประสบการณ์ภาวะไกล้ตาย แต่บางครั้งก็เป็นไป โดยตั้งใจ เช่น การทำตัวให้อยู่ในภาวะเข้าภวังค์ ( Trance ) หรือการนิ่งลึกอยู่ในสมาธิระดับใดระดับหนึ่ง

ปัญหาใหญ่ในเรื่องนี้คือ ผู้ที่เป็นร่างทรงส่วนมากมักเป็นของเก๊ หรือแกล้งแสดง หรือไม่ก็เป็นเพียงจิตใต้สำนึกของตนที่เก็บกดอยู่แล้ว แสดงตัวออกมาขณะที่คนที่ได้รับสื่อสัญญาณจริง ๆ ก็มี ซึ่งเมื่อดูภายนอกแล้วในบางกรณีแทบจะแยกกันไม่ออก วิธีที่จะแยกหรือดูว่า อันไหนเป็นของจริงก็พอมี เช่น ดูภูมิหลังของผู้สื่อทั่งในแง่กายภาพและจิตใจ ความเชื่อ ฯลฯ หรือดูแรงจูงใจของการสื่อหรือทรงว่า เป็นไปเพื่ออะไร โดยดูจากผลประโยชน์ที่ตามมาจากการสื่อหรือทรงนั้น

ขณะที่ในการศึกษาหลายครั้ง เราจะพบว่า การสื่อที่เป็นของจริงจะปรากฏข้อมูล หรือความรู้ความสามารถบางอย่างที่ผู้สื่อเองไม่เคยมี ความรู้หรือความสามารถชนิดนั้นมาก่อน และความรู้ในบางเรื่องจะลึกซึ้งเป็นระบบระเบียบ ไม่ใช่พูดตีคลุมกว้าง ๆ หรือทำแค่โปรยยาหอม หรือชักแม่น้ำทั้งห้าไปเรื่อย ๆ แต่ประเด็นที่เราพูดในที่นี้ไม่ใช่เรื่องชัวส์ หรือ มั่วนิ่ม แต่ประเด็นที่ว่า หากมี 95 % ที่มั่วนิ่ม และ 5 % ที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร เราจะพูดหรืออธิบาย 5 % ที่เหลือนั้นว่าอย่างไร

การสื่อสัญญาณที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางบุคลิคภาพของผู้สื่อ เช่น กรณีของอาจารย์ปริญญา กับ จิตจักรวาล มักจะได้รับการมองในเชิง บวกมากกว่าการเป็นร่างทรงต่าง ๆ เพราะผู้สื่อมีสติสัมปชัญญะในระดับหนึ่งที่ยังรับรู้ความมีตัวตนอยู่ และการสื่อที่ดีจะทำได้เมื่อผู้สื่ออยู่ ในภาวะที่ปลอดโปร่งไม่มีความกังวลใดใจ ๆ แต่ สิ่ง หรือ ผู้ ที่สื่อลงมานั้น เป็นสิ่งหรือเป็นใคร ? มีผู้ศึกษาเรื่องนี้ ( Mark B . Woodhouse ) ได้กล่าวไว้ว่า

มีความเป็นไปได้ 2 ทางระหว่าง สิ่งนั้น หรือ ผู้นั้น จะเป็น รูปธรรม หรือ อรูปธรรม ชั้นสูงที่อยู่ในมิติที่ละเอียดกว่าหรืออยู่ในอีก คลื่นความถี่หนึ่ง หรือไม่ก็เป็น จิตไร้สำนึกรวมหมู่ หรือ จิตจักรวาล ที่อยู่ในจิตผู้นั้นเอง ระหว่างอย่างแรกกับอย่างหลังอาจจะมีความต่าง กันที่อย่างแรกดูเหมือนเป็นอีกสิ่งหนึ่งหรืออีกผู้หนึ่งที่มิใช่ตัวเรา ขณะที่อย่างหลังอยู่ภายในจิตใจของเราเองแต่อยู่ในระดับลึก ทีนี้ระดับ เบื้องต้นมันก็เป็นไปได้ที่เราอาจจะทำสมาธิให้จิตของเราละเอียดจนคลื่นความถี่ไปจูนหรือตรงกับคลื่นความถี่ของสิ่งนั้นได้อย่างที่ปรากฏ ในการทำสมาธิกับท่านอาจารย์แอ๊ด หรือสิ่งนั้นหรือผู้นั้นปรับคลื่นความถี่หรือปรับสนามแม่เหล็กใหม่ให้ผู้สื่อติดต่อหรือสัมผัสกับสิ่งนั้น ง่ายขึ้นสะดวกขึ้น ซึ่งในระดับนี้มันง่ายกว่าที่จะมองหรือเข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นอีกสิ่งหนึ่ง

แต่ในวิธีคิดแบบ วิทยาศาสตร์ใหม่ ที่กล่าวว่าในท้ายที่สุดแล้ว ในระดับที่ละเอียดที่สุดของจักรวาลจะโยงใยเป็นหน่วยรวมที่แยกกันไม่ออก หรือในความคิดแบบฮินดูโบราณที่กล่าวถึง อาตมันวึ่งดำรงอยู่ในทุกสรรพสิ่ง เราอาจจะพบว่า เมื่อความเป็น เรา-เขา หมดไป เราอาจจะแยก ไม่ออกระหว่างความเป็น อรูปธรรมชั้นสูง กับ จิตไร้สำนึกรวมหมู่ ณ จุดนี้ จีงไม่มีประโยชน์ที่จะหาคำตอบว่าสิ่งนั้นคืออะไร เพราะเรา ที่แท้จริงกับสิ่งนั้นก็คือ แก่นแท้อันเดียวกันที่ต่างคุณสมบัติกันเท่านั้น

การที่จิตจักรวาลพูดถึงความี 2 ภาค ( Duality ) พูดถึงการค้นหาพระเจ้าในตนเองให้พบ โดยตัวมันเองก็ยืนยันเรื่องนี้ เพียงแต่หากเราไม่ พัฒนาจิตของเราไปจนถึงที่สุด เราจะพบว่า สิ่งนั้นยังคงเป็น อีกสิ่งหนึ่ง ที่ไม่ใช่ตัวเราอยู่นั่นเอง สำหรับตัวผมในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ก็ตองยอมรับว่า ในขณะนี้ฐานะของจิตจักรวาลสูงกว่าเรา แต่หากพิจารณาในฐานะที่เราก็เป็นหนึ่งใน พระจิต ที่แบ่งภาคลงมาตามคำอธิบาย ของจิตจักรวาล ฐานะของเราไม่ได้ต่างกัน สิ่งที่น่าระวังและน่ากลัวคือความเป็นมนุษย์ที่ยึดติดอยู่กับกรรมวิธีคิดแบบมนุษย์ซึ่งจะทำให้ไป ยกย่องเชิดชูบูชาให้ จิตจักรวาล กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จนลืมความเป็นพระจิตของตน ลืมพันธสัญญาของตนไป และสูญเสียชื่อ หรือแก่นแท้ของตนเองไปตลอดกาล หากเราเชื่อในข้อมูลของจิตจักรวาลว่าเป็นจริง เราต้องระวังและไม่ลืมข้อนี้
หัวข้อ: Re: นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ สิงหาคม 25, 2010, 04:34:22 PM

(http://www.thespiritreleaser.com/images/channeling.jpg)
 
 
 
3.7 ประวัติการสื่อสัญญาณโดยสังเขป



ถ้าถามผมว่า การสื่อสัญญาณ น่าสนใจศึกษาในประเด็นไหน ? ผมคงตอบได้ว่า การศึกษาการสื่อสัญญาณ ( 5 % เป็นของแท้ ) คือการสืบค้นร่องรอยของความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่าง มนุษย์ กับ จิตวิญญาณชั้นสูง ทำไมผมถึงเชื่อว่านี่ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล ? นั่นก็เพราะ เราได้ค้นพบร่องรอยนี้มาตั้งแต่สมัยเริ่มอารยธรรมของมนุษย์เลยทีเดียว

คัมภีร์พระเวทที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีความเก่าแก่ที่สุด คือ ถ้อยคำที่ฤาษีหรือนักบวชสมัยนั้นได้ยินมาจากพระผู้เป็นเจ้า จึงได้นำมาบอก กล่าวหรือบันทึกกันต่อ ๆ มา หากเรามองว่า ฤาษีคือผู้ที่ฝึกตนเองจนมีความสามารถที่จะเชื่อมการรับรู้ทางจิตเข้ากับอีกคลื่นความถี่ได้ และพระผู้เป็นเจ้าคือ รูปธรรม หรือ อรูปธรรมที่อยู่สูงกว่า เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า Sruti ( ศรุติ ) หรือสิ่งที่ได้ยินก็ไม่เห็นจะต่างกับการ สื่อสัญญาณตรงไหนในทางหลักการ แถมเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ก็คือ การแสดงความสัมพันธ์ในรูปแบบใดแบบหนึ่งกับเทพเจ้าหรือ จิตวิญญาณชั้นสูงซึ่งถูกนักวิชาการ สมองซ้าย ทางศาสนามาตีความภายหลังว่าเป็นความกลัวต่อปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทั้ง ๆ ที่มีนักวิชาการน้อยคนมากที่เข้าใจและเข้าถึงพระเวทจริง ๆ

ความสัมพันธ์ในเชิงจิตวิญญาณในระบบความเชื่อของผู้คนในยุคพระเวทจึงถูกอธิบายให้เป็นแค่อวิชชา หรือความไม่เข้าใจในธรรมชาติ ซึ่งมีความสอดคล้องกับอิทธิพลของยักษ์ใหญ่อย่างวิทยาศาสตร์ที่อยู่ร่วมสมัยกับนักวิชาการเหล่านั้นมากกว่า มิติทางจิตวิญญาณจึงถูก มองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย พระเวทเป็นความกลัวที่เกิดขึ้นต่อปรากฏการณ์ธรรมชาติจริงหรือไม่ หากท่านลองพิจารณาบทที่ยกมานี้ อย่างตั้งใจ ท่านคงเห็นหรือเข้าใจได้ด้วยตนเอง

 
บทเพลงแห่งการสร้าง ( Rig-Veda X , CXXX )

( 1 ) ในครั้งกระนั้น ไม่มีทั้งความไม่เป็น ไม่อยู่และความเป็นอยู่ ไม่มีอาณาจักรแห่งอากาศ ไม่มีท้องฟ้า ถัดออกไปไกลโพ้น - อะไรแผ่คลุมเข้ามา ? และ ณ ที่ใด ? อะไรที่ให้ที่พำนักพักพิง ? ที่นั่นมีน้ำหรือน้ำที่ลึกสุดจะหยั่งได้ ?

( 2 ) ไม่มีมฤตยูในครั้งกระนั้น อีกทั้งไม่มีอะไรเป็นอมตะ ไม่มีเครื่องหมายอันแบ่งแยกเวลาออกเป็นทิวาและราตรี - สิ่งเดียวที่มีอยู่นั้น ไมีมีการหายใจ แต่ก็สามารถสูดอากาศได้ด้วยธรรมชาติของมันเอง นอกนั้นไม่มีสิ่งใดเลย

( 3 ) ความมืดนั้นมี ทั้งหลายทั้งแหล่เหล่านี้ คือความสับสนอลหม่านที่ยังมิได้มีการแบ่งแยก และยังปิดบังอยู่ในความมืดก่อน - ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่และเป็นอยู่ในครั้งกระนั้นว่างเปล่า ไม่มีรูป - ไม่มีร่าง แต่หน่วยนั้นเกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจความยิ่งใหญ่ของความอบอุ่น

( 4 ) ต่อจากนั้น ได้มีตัณหาเกิดขึ้นเป็นอาทิ ตัณหาคือความอยากอันเป็นปฐมพืชและตัวกำเนิดของจิตใจ - ปราชญ์ผู้ค้นหาด้วยความคิดแห่ง ห้วงหัวใจของเขาได้พบว่า ความเป็นอยู่ นั้น มีความสัมพันธ์กับความไม่เป็นอยู่

( 5 ) เส้นแบ่งภาวะทั้งสองนี้ยาวยืดทแยงออกไป อะไรเล่าอยู่เบื้องบนเส้นนี้ ? และอะไรเล่าอยู่เบื้องล่าง มีผู้ให้กำเนิด มีพลังอย่างมหาศาล มีการกระทำอย่างเสรี ณ ที่นี่ และ มีพลัง ณ ที่โน้น

( 6 ) ใครทราบอย่างแท้จริง และใครสามารถประกาศ ณ ที่นี้ได้บ้างว่าสิ่งนั้นเกิดมาจากที่ไหน ? และการสร้างสรรค์นี้มีต้นเค้ามาจากที่ใด ? เพทเจ้าต่าง ๆ อุบัติขึ้นภายหลังจากการสร้างโลกนี้ ถ้าเช่นนั้น ใครบ้างเล่าที่ทราบว่าโลกเริ่มแรกเกิดขึ้นจากที่ใด ?

( 7 ) เขา ผู้เป็นต้นกำเนิดของการสร้างสรรค์ได้สร้างสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมด หรืออาจจะไม่ได้สร้างก็ตาม เขาผู้ซึ่งมีนัยน์ตาดูแลควบคุม โลกนี้อยู่ ณ สวรรค์ชั้นฟ้าอันสูงสุดนั่นแหละเป็นผู้ทราบเรื่องนี้อย่างแท้จริง หรือบางทีเขาอาจจะไม่ทราบก็เป็นได้ ( สำนวนการแปล กรุณา กุศลาศัย )
 
นี่คือบทหนึ่งในพระเวทที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นแม่บทของปรัชญาอินเดีย หรือจะพูดให้กว้างกว่าได้ว่าเป็น ต้นเค้าแห่งบูรพาวิถี ที่อาจจะแสดงหรือสะท้อนได้ว่า ผู้คนที่ ได้ยิน สวด หรือบันทึก สิ่งนี้ไม่น่าจะเป็นคนป่า คนดง ที่กลัวปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างที่ อธิบายหรือพยายามที่ให้เชื่อกันต่อ ๆ มา

จากการค้นคว้าของนักคิด และนักค้นคว้าหลายคน ( Ken Wiibur , Julian Jaynes , Colin Wilson ) ด้วยวิธีการที่หลากหลายกันไปตั้งแต่ จิตวิทยา การศึกษา ตำนานต่าง ๆ จนไปถึงจักรวาลโบราณคดี ได้ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับคนในยุคก่อนอารยธรรมว่า หนึ่ง คนส่วนใหญ่ในยุคนั้นมีความสามารถในการใช้สมองซีกขวามากกว่าคนในปัจจุบัน ความสามารถนี้เป็นความสามารถที่มากไปกว่า จินตนาการทางศิลปะดนตรี ฯลฯ คือเป็นความสามารถของการหยั่งลงสู่สมาธิแล้วสามารถนำเอาอำนาจจิต หรือพลังจิตมาใช้ประโยชน์ ในเรื่องต่าง ๆ ได้ เช่น การใช้เวทมนต์ที่มีปรากฏอยู่ในยุคโบราณแบบทุกอารยธรรม หรือการติดต่อสื่อหรือเป็นสื่อให้กับจิตวิญญาณชั้นสูง หรือการนำพลังจิตมาควบคุมการทำงานต่าง ๆ ซึ่งว่ากันว่า ปิรามิดและโบราณสถานอื่นที่มองไม่เห็นว่าจะสร้างได้อย่างไรในยุคปัจจุบัน ได้ถูกสร้างโดยใช้พลังจิตผสมผสานกับวิทยาการในสัมยนั้น สอง คนในยุคนั้นเข้าใจ อัตตา ( Self ) โดยไม่ใช้อัตตาที่แยกออกมาจากสิ่งอื่น อย่างที่เราเข้าใจ จากการค้นพบหลักฐานทางตำนาน ความเชื่อ หรือพิธีกรรมต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า คนโบราณกับธรรมชาติ สรรพสิ่งหรือสรรพชีวิตมีความสัมพันธ์อย่างแยกออกจากกันไม่ได้ โดยเฉพาะในยุคที่ยังให้ความสำคัญกับเพศแม่เป็นใหญ่

การเข้าใจอัตตาว่าเป็นส่วนหนึ่งในองค์รวมของสรรพสิ่ง จะสัมพันธ์ไปกับความสามารถในการใช้สมองซีกขวาด้วยสาเหตุที่ยังไม่ทราบ แน่ชัด แต่หลังจากที่มีสงครามครั้งแรกเกิดขึ้นในโลก และความคิดว่าเพศชายเป็นใหญ่เริ่มมีอิทธิพลกับคนในยุคนั้น คนก็เริ่มเข้าใจ หรือมองอัตตาว่าแยกต่างหากออกมาจากสรรพสิ่งพร้อมกับความสามารถในการใช้สมองซีกขวาลดลง ขณะที่เริ่มมีการใช้หรือพัฒนาการ สมองซีกซ้ายมากขึ้น ที่ต้องเข้าใจก็คือ เมื่อพูดถึงการใช้สมองข้างใดข้างหนึ่ง มันไม่ใช่ใช้สมองข้างนั้นข้างเดียว แต่เป็นการใช้สมอง ซีกขวาหรือซ้าย นำ หรือมีบทบาทมากกว่าอย่างเป็นองค์รวมในการทำงานของสมองสองข้าง และผู้ที่เป็นอภิมนุษย์ในยุคนั้น ๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะใช้สมองซีกขวาอย่างเดียว อย่างที่มักเข้าใจกัน แต่จะเป็นผู้ที่มี สมดุล ในความสามารถที่มีในสมองทั้ง 2 ด้านของมนุษย์

การเข้าใจอัตตาอย่างแยกออกมาจากสิ่งอื่น ๆ เป็นการพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัว ในช่วงสมัยพุทธกาล เราจะเห็นว่า ยังมีอภิมนุษย์ที่มีสมดุลที่ว่านี้ปรากฏอยู่บ้างในบริบททางศาสนาต่าง ๆ ทั่วโลก ขณะที่ในยุคเริ่มแรกของปรัชญาตะวันตกในกรีก เราจะเห็นชัดว่าสมองซีกซ้าย ( ตรรกะ เหตุผล ) มีบทบาทในวิธีคิดของมนุษย์มากกว่าซีกขวา ( อารมณ์ ความรู้สึก ) แต่ก็ไม่ถึงกับจะ เหนือกว่าในทุกกรณี จนมาถึงยุคปรัชญาสมัยใหม่ที่เริ่มด้วยวิธีคิดแบบเดสคารท์ส กับการเกิดขึ้นของวิทยาศาสตร์คลาสสิกของนิวตัน มันแทบจะเป็นความชัดเจนที่กระบวนการคิดของมนุษย์ใช้ตัวเองหรือความเป็นมนุษย์ปุถุชนเป็นศูนย์กลางในการมองจักรวาล สมองซีกซ้ายได้แสดงบทบาทชัดเจน ขณะที่สมองซีกขวาถูกลดบทบาทลงอย่างน่าใจหาย และที่สุดของการเข้าครอบงำกระบวนการ คิดของมนุษย์ด้วยสมองซีกซ้ายก็คือ การกำเนิดขึ้นมาของปรัชญาร่วมสมัย ประจักษ์นิยม ( Postivist ) เมื่อประมาณไม่ถึง 100 ปีมานี้เอง ซึ่งยอมรับเพียงสิ่งที่พิสูจน์ได้ในเชิงประจักษ์ด้วยอายตนะของมนุษย์ และปฏิเสธการมีอยู่หรือการมีความหมายทางภาษาของ พระเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ ขณะเดียวกันก็สนับสนุนวิทยาศาสตร์อย่างเดิมด้วยทัศนะแบบวัตถุนิยม และเชื่อว่าทุกสิ่งสามารถลดทอนได้ ซึ่งในปัจจุบันความคิดแบบนี้ แม้จะถูกท้าทายด้วย ความเป็นจริงแบบควอนตัม แต่ตัวมันเองก็ยังมีอิทธิพลเหนือวิธีการคิดขงอคนทั่วไป ในสังคมอยู่ดี


จึงไม่น่าแปลกที่ในสมัยของเรา การสื่อสัญญาณ สำหรับคนส่วนใหญ่ในสมัยนี้ จึงถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าสงสัย เหลวไหล หรือเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะตัวมันเองเหลวไหล แต่เราถูกทำให้เชื่อหรือเข้าใจแบบเบ็ดเสร็จว่ามันเหลวไหลโดยวิธีคิดแบยสมองซีกซ้าย ประจักษ์นิยม เหตุผลนิยม และอัตตานิยมที่เราได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่แบเบาะต่างหาก มันจึงเป็นไปได้ หากเราเปลี่ยนความคิดเปลี่ยนวิธีคิดไปเป็นโลก ทัศน์แบบยุคพระเวท เรื่องสื่อสัญญาณก็อาจไม่ใช่เรื่องที่เหลวไหลอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม แม้ความคิดแบบสมองซีกซ้ายจะเป็นใหญ่เพียงใด ก็ตาม มันก็ไม่ใช่สำหรับทุก ๆ คน ในยุคสมัยที่ผ่านมา มีบางคนที่ยังความสามารถของสมองซีกขวาเอาไว้ อาจโดยบังเอิญฝึกฝนหรือถูกทำ ให้เป็นเช่นนั้น ซึ่งในเรื่องการสื่อสัญญาณได้สื่อข้อมูลอย่างเป็น ระบบความคิด ชุดหนึ่งมีดังต่อไปนี้

( ก ) ค.ศ. 1873 H.P. Blavatsky มาดามบลาวสกี้เธอได้สื่อสัญญาณกับสิ่งที่เธอเรียกว่า The Masters ( เหล่าคุรุ ) ซึ่งได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ จิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติในแนวเร้นลับของธิเบต นอกจากนี้เธอยังเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมเทวญาณวิทยาอันโด่งดังคุณูปการ ของเธอ คือ เธอทำให้ศาสตร์เร้นลับทางจิตวิญญาณได้รับการศึกษาและค้นคว้าอย่างจริงจังในยุคสมัยของเรา จนได้รับการขนานนามว่า เป็น มารดาของพวกนิวเอจ

( ข ) ค.ศ. 1979 Alice bailey เธอสื่อสัญญาณกับ " The Tibetian " บางส่วนเป็นการอธิบายหรือขยายความต่อมาจากมาดามบลาวาสกี้ โดพยกล่าวถึงระดับชั้นของจิตวิญญาณ การอภิเษก การฝึกฝน รวมถึงศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การบำบัด โหรศาสตร์ตามแนวเร้นลับ และวิวัฒนาการของจักรวาลในเชิงจิตวิญญาณ

( ค ) Edgar Cayce เคซีเกิดหลังจากที่มาดามบลาวาสกี้เริ่มสื่อสัญญาณครั้งแรกประมาณ 4 ปี เขาผ่านประสบการณ์ การอ่าน โดยการเข้าภวังค์เพื่อการรักษาโรคมาอย่างโชกโชนก่อนเริ่มเจาะ ข้อมูลจากจักรวาล จาก บันทึกในอวกาศ ข้อมูลที่เคซีได้มาไม่ว่าจะเป็น คำทำนาย ประสบการณ์ทางจิตต่าง ๆ รวมถึงการเวียนว่ายตายเกิดนับว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับหอคัมภีร์ ( Hall of Records ) ที่เขาระบุว่าอยู่ใต้ดินบริเวณหนึ่งของมหาปิรามิดที่อียิปต์ หอคัมภีร์นี้เขาบอกว่าเป็นที่เก็บรวบรวมวิทยาการของ ชาวแอตแลนติสไว้เกือบหมด ดังนั้นถ้าหากมีการค้นพบหอคัมภีร์นี้ มันจะเป็นการยืนยันการมีอยู่ของแอตแลนติสโดยตัวมันเอง และต้องเปลี่ยนแปลงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติอย่างมโหฬาร ข้อมูลของเคซีที่น่าสนใจมีอยู่ในมังกรจักรวาล ภาค 2 เทพอวตาร โดยเฉพาะการตีความคัมภีร์พระธรรมวิวรณ์

( ง ) ค.ศ. 1979 Ken Carey ช่างไม้คนหนึ่งชื่อ เคน คาเรย์ ได้ยินเสียงหนึ่งพูดกับเขาในความคิดประมาณต้นปี ค.ศ. 1979 ซึ่งเสียงนั้น บอกว่า เป็นจิตวิญญาณดวงหนึ่งในเขตแดนแห่งแสงสว่างอันไม่รู้จบ การสื่อสัญญาณได้ถูกตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือและทำให้ชีวิตของ ช่างไม้ธรรมดา ๆ คนหนึ่งเปลี่ยนไป ในการสื่อสัญญาณครั้งนั้น จิตวิญญาณนั้นกล่าวว่า ในช่วงปี ค.ศ. 1987-1989 จะมีจิตวิญญาณที่มี โทรจิตผ่านสัญญาณเข้ามาในคลื่นความคิดรวมหมู่อีกครั้ง 10 ปีให้หลังคาเรย์เวลาเตรียมตัวและเตรียมพร้อมมากขึ้น เขาได้รับ การสื่อสัญญาณอีกครั้ง ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือขายดี และถือว่าเป็นคัมภีร์ของความคิดแบบนิวเอจที่สำคัญเล่มหนึ่ง ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ความเปลี่ยนแปลงที่แลเห็นได้ชัดเจนคือ ความยุ่งยากซับซ้อนแบบระบบอภิปรัชญา หรือข้อมูลดิบต่าง ๆ จะหายไปเหลือเป็นเพียงถ้อยคำสำนวน และบทกวีเกี่ยวกับจิตและจักรวาลและการดำเนินชีวิตแบบนิวเอจที่สละสลวยงดงาม นับได้ว่า เป็นงานสมองซีกขวาจริง ๆ จุดมุ่งหมายคือ เน้นการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อความเข้าใจชีวิตแบบใหม่มากกว่าข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ข้อ ถกเถียงในเชิงอภิปรัชญา

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในปี 1987-1989 ที่คาเรย์สื่อสัญญาณครั้งที่สองนั้น เป็นช่วงเดียวกับที่ ครายออน เข้ามาสำรวจสนามแม่เหล็กโลก แล้วพบว่ามีพลังบวกคือ ความรักและความรู้แจ้งเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ จากนั้นอีก 3 ปี นักธุรกิจชาวอเมริกันคนหนึ่งชื่อ ลี คาร์รอล ก็ได้รับสื่อสัญญาณจากครายออนเกี่ยวกับการปรับสนามแม่เหล็กโลกในช่วงปี 1992-2002 และหลังจากการสื่อสัญญาณครั้งนั้นประมาณ หกเจ็ดปี คนไทยคนหนึ่งชื่อ ปริญญา ตันสกุล ก็ได้รับการสื่อสัญญาณจาก จิตจักรวาล เช่นกัน

แม้ว่าการสื่อสัญญาณที่กล่าวมาจะมีความแตกต่างในรายละเอียดกันมากมาย แต่ทั้งหมดก็แทบจะมีแก่นหรือแกนอันเดียวกันซึ่งก็คือ แนวความคิดแบบนิวเอจนั่นเอง
หัวข้อ: Re: นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ สิงหาคม 25, 2010, 04:35:22 PM

(http://100musicalfootsteps.files.wordpress.com/2008/01/channeling.jpg)
 
 
3.8 ขบวนการนิจเอจ


ไม่มีใครแม้แต่พวกนิวเอจเองที่จะให้นิยามที่ลงตัวของ " นิวเอจ " ได้ในสายตาของนักวิชาการกระแสหลักโดยทั่วไป พวกนิวเอจคือ พวกเชื่อในสิ่งที่เหลวไหล เช่น เชื่อเรื่องการสื่อสัญญาณ เชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด เชื่อเรื่องจานบินและมนุษย์ต่างดาว ฯลฯ ในสายตาของคนทั่วไปหรือสื่อมวลชน พวกนิวเอจจึงกลายเป็นพวกแปลกแยก กลายเป็นพวกนิกายใหม่ ความเชื่อใหม่ ในบางประเทศ หนังสือนิวเอจไม่สามารถอ่านได้อย่างเปิดเผย การแสดงตัวว่าเป็นนิวเอจที่ชัดเจนอาจจะมีผลต่อความสัมพันธ์รอบข้างหรือหน้าที่การงาน แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นแค่ด้านเดียวของนิวเอจเท่านั้น

อีกด้านหนึ่งของความคิดแบบนิวเอจประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้

( ก ) นักวิทยาศาสตร์ David Bohm , Roger Penrose , Ilya Prigogine , Karl Pribram , Rupert Shelgrdke , Ervin Laszlo , James Lovelock

( ข ) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิญญาณศาสตร์ Aldous Huxley , Ken Wilbur , Alan Watts , Lama Govinda , Sri Auropindo , Teihard de Chardin

( ค ) นักจิตวิทยา Carl Jung , Scott Peck , James Redfield

( ง ) นักสังคมศาสตร์และนักอนาคตศาสตร์ Fritjof Capra , Marilyn Fergreeson , Willis Harman

ข้างต้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของคนที่มีชื่อเสียงในสังคม ซึ่งบางคนมีผลงานทั้งในแง่งานค้นคว้าหรืองานเขียนเป็นที่ยอมรับหรือติดอันดับ หนังสือขายดี บุคคลทั้งหมดที่กล่าวมาอาจจะไม่เรียกตัวเองว่า นิวเอจ แต่ความคิดที่คนเหล่านี้เสนอ เราเรียกกันว่า กรอบความคิดใหม่ ( New Paradigm ) และถ้ากรอบความคิดใหม่นี้ เหลวไหล คนเหล่านี้คงไม่มีชื่อค้างวงการอยู่เป็นแน่

แล้วอะไรล่ะที่เรียกกันว่า แนวคิดแบบนิวเอจที่แท้จริง เราพอจะพูดถึงแนวคิดแบบนิวเอจได้กว้าง ๆ ดังต่อไปนี้ว่า แนวคิดแบบนิวเอจ

( 1 ) ยอมรับ ประสบการณ์ ทางวิญญาณศาสตร์ สัจธรรมที่ปรากฏในศาสนา รวมถึงคุณค่าและการปฏิบัติในการดำเนินชีวิตที่มีการพัฒนา ทางจิตวิญญาณเป็นเป้าหมาย

( 2 ) ยอมรับ ความเป็นจริง ( Reality ) ที่เกิดขึ้นในวิทยาศาสตร์ยุคใหม่โดยเฉพาะแควนตัมฟิสิคส์ มองความเป็นไปของกระบวนการทาง ธรรมชาติอย่างเป็นองค์รวม ( holism ) ยอมรับในระบบของความซับซ้อน ( comlexity systems ) และการจัดตั้งตนเองของระบบนั้น ๆ ( soft - organizing )

( 3 ) เชื่อว่า ปัจจุบันสมัยกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงกรอบความคิดครั้งใหญ่ ( Paradigm sift ) ที่ไม่อาจแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยวิธีคิดแบบเก่าได้อีกต่อไป

นี่คือขอบเขตที่กว้างที่สุดของแนวคิดแบบนิวเอจ เป็นที่น่าสังเกตว่าความคิดแบบนิวเอจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง ดังที่เคยเป็นมาในอดีต แต่มันเกิดขึ้นมาในแทบทุก ๆ บริบททางความคิดของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นศาสนา วิทยาศาสตร์ หรือไสยศาสตร์ และเป็นการเกิดขึ้นที่มีความสอดคล้องกันโดยบังเอิญ ความคิดแบบนิวเอจไม่ใช่ความคิดที่มีความน่าเชื่อถือทางตรรกะ ( logical reliability ) แบบเคร่งครัด แต่เป็นความคิดในเชิงสร้างสรรค์ ( creativity ) และเน้นความน่าเชื่อถือทางความรู้สึก ( emotionnal reliability ) มากกว่า เพราะแนวคิดแบบนิวเอจมีแนวโน้มที่พยายามจะเอาแนวคิดที่อยู่ตรงข้ามกันมาก่อน เช่น ศาสนากับ วิทยาศาสตร์มาหลอมรวมเข้าด้วยกัน

ถ้าเราคิดว่านิวเอจ คือ เกาเหลา ทางความคิดที่พยายามรวมศาสตร์ต่าง ๆ ที่อยู่คนละบริบทเข้ามาไว้ด้วยกัน นิวเอจยุคแรกของโลกเท่าที่ มีความชัดเจนทางประวัติศาสตร์ ก็คือ ปิธากอรัส ผู้ที่จิตจักรวาลเคยบอกว่า ครูสุวินัย เคยเป็นหลานศิษย์ของคนผู้นี้ในอดีตชาติ เพราะในสำนักของเขานั้นมีทั้งการศึกษาศาสตร์เร้นลับสายอียิปต์ จิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ดนตรีรวมเข้าไว้ด้วยกัน ปิธากอรัส ( Pythagoras ) คือบุคคลแรกที่พยายามผสมผสานแนวคิดแบบจิตวิญญาณของตะวันออก กับปรัชญาและวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็น พื้นความคิดของตะวันตกเข้าไว้ด้วยกัน แต่ยุคสมัยในประวัติศาสตร์ที่มีความหลากหลายและผสมผสานทางความคิดระหว่างวิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์ ปรัชญา และศาสนา ก็คือยุคเฮเลนนิสม์ ประมาณ 300 ปีก่อนคริสตกาล ในยุคนั้นศูนย์ลกลางที่เป็นจุดนัดพบระหว่าง ตะวันออกกับตะวันตกคือ เมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ ซึ่งว่ากันว่าในห้องสมุดของอเล็กซานเดรียมีหนังสือศาสตร์ต่าง ๆ แทบทุกแขนง และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ แม้นักคิดในยุคนั้นจะมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่ต่างกัน แต่หลายคนมีประสบการณ์เร้นลับทางศาสนา หรือที่เรียกว่า รหัสยลัทธิ ที่ตรงกันอย่างน่าประหลาดนั่นคือ การเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า หรือการสัมผัสกับจิตวิญญาณของจักรวาล การค้นพบตัวตนที่แท้จริงด้วยวิธี และวิถีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์เร้นลับในศาสนายิว คริสต์ อิสลาม หรือ ฮินดู พุทธ เต๋า

นิวเอจในยุคแรกเริ่ม หรือยุคสมาคมเทวญาณวิทยา ในยุคนี้นิวเอจคือ การย้อนกลับไปศึกษาไสยศาสตร์ ศึกษาศาสตร์เร้นลับตะวันออก และยอมรับประสบการณ์ทางวิญญาณมีจริง หลังจากที่ได้ถูกหลงลืมหรือซ่อนเร้นอยู่ในจิตใต้สำนึกของชาวตะวันตกมาเป็นเวลานาน สิ่งที่ตามมาจากเรื่องนี้ก็คือ ยุคสมัยแห่งการผจญภัย ที่เป็นต้นกำเนิดของ อินเดียน่า โจนส์ เพราะมีชาวตะวันตกเป็นจำนวนมากพยายาม เดินทางเข้าไปในดินแดนเร้นลับของเอเชีย โดยเฉพาะธิเบตเพื่อศึกษาศาสตร์เร้นลับต่าง ๆ หรือการค้นหาดินแดนเร้นลับที่ชื่อว่า ชัมบาลา

นิวเอจในยุคบุปผาชน ในช่วงต่อยุค ค.ศ. 1960-1970 เป็นช่วงที่มีความผันผวนทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นมากที่สุด โดยเฉพาะที่อเมริกา นับเป็นยุคแห่งการแสวงหา ยุคแห่งการต่อต้านและการเป็นขบถต่อกรอบวัฒนธรรมแบบเดิม มันเป็นจุดเริ่มของการแสวงหาทางจิตวิญญาณ อย่างใหม่อย่างไม่สังกัดองค์กรใด ๆ ในยุคนี้ร่องรอยของความเชื่อแบบสมาคมเทวญาณวิทยาถูกสานต่อในแบบใหม่คือ การเปิดประตูสู่โลก แห่งความเร้นลับทางวิญญาณด้วยพืชสมุนไพรหรือยากล่อมประสาทต่าง ๆ ยอมรับเรื่องเวทย์มนต์ เชื่อในเรื่องปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็น การย้อนกลับไปหาแนวคิดดั้งเดิมของศาสนา สิ่งดีที่เกิดขึ้นในยุคนี้คือ จิตวิญญาณอันบริสุทธิ์แห่งการแสวงหา แต่อาจจะด้วยความไม่เข้าใจ เรื่องจิตวิญญาณดีพอ หรือไม่ก็อาจต้านทานความอยากของอัตตาของตนได้ การแสวงหาอันบริสุทธิ์จึงผิดแนวทางและเป็นเพียงรูปแบบ หรือกระแส ร่วมสมัยอย่างหนึ่งไปเท่านั้น ไม่อาจจะเข้าถึงจิตวิญญาณที่แท้จริงของตนได้ดังที่ได้ตั้งใจไว้แต่ต้น ดังนั้น หลังจากที่สงครามเวียดนามสิ้นสุดลง กระแสของเหล่าปุบผาชนก็ค่อย ๆ แผ่วเบาและเจือจางจนกลายเป็นประวัติศาสตร์ แต่แนวคิดแบบนิวเอจไม่ได้เจือจางไปด้วย

นิวเอจในทศวรรษสุดท้ายก่อนสิ้นศตวรรษที่ 20 เราแทบจะเรียกได้ว่า ก่อนจะสิ้นศตวรรษที่ 20 นี้ เป็นยุคแห่งการสังเคราะห์ข้อมูลนิวเอจ อย่างแท้จริง งานเขียนอย่าง The Celestine Prophecy ของ James Refield ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เรียกได้ว่าเป็นการเปิดแนวร่วม ของการสังเคราะห์ข้อมูล เพราะข้อมูลต่าง ๆ ถูกนำมาสานต่อและสังเคราะห์ใหม่เพื่อให้ได้ภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และผลพวงตามมาก็คือ การตีความแนวคิดบางอย่างใหม่ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่าง พ่อ - แม่ - ลูก ด้วยมุมมองเชิงบวกและผ่านมิติของการเรียนรู้ทางจิตวิญญาณ หน้าที่อย่างใหม่ของมนุษย์ถูกยกมาพูดถึงโดยผ่านการค้นหา จุติทัศน์ ( birth vision ) จนไปถึง อนาคตโลก ( world vision ) ซึ่งเป็นชะตากรรม รวมหมู่ของคนและโลกหรือแม้แต่ข้อมูลของครายออน หรือของจิตจักรวาลเองก็ยังพูดถึงแนวคิดทำนองเดียวกันนี้ในถ้อยคำที่ต่างออกไป

งานเขียนอย่าง Fingerprint of the Gods ของ Graham Handcock และ From Atlantis to the Spinx ของ Colin Wilson คือการสานต่อ เข้าด้วยกันของข้อมูลจักรวาลโบราณคดี กับมิติทางจิตวิญญาณ โดยเฉพาะในเรื่องของความสามารถในการใช้สมองซีกขวา และอำนาจจิต ของคนสมัยโบราณที่สัมพันธ์กับความเร้นลับทางโบราณคดี และวิทยาศาสตร์ทางจิต หรือในงานเขียนของนักคิดไทยอย่าง นายแพทประสาน ต่างใจ ก็คือการสังเคราะห์ข้อมูลชุดใหญ่จากหลาย ๆ แหล่งเข้ามาไว้ด้วยกัน ประดุจการต่อภาพจิ๊กซอว์ทีละชิ้นแล้วได้ภาพใหม่ที่ชัดเจน ขึ้นมาโดยเฉพาะการค้นหาจิตวิญญาณอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ หลายคนเชื่อว่าเราไม่อาจเข้าใจโลกด้วยกรอบใดกรอบหนึ่งเพียงกรอบเดียว การสังเคราะห์นี้มิใช่จะมีในงานวิชาการเท่านั้น ภาพยนต์ชุดทางทีวีชื่อดังอย่าง The X-files ก็จะสะท้อนแนวคิดเช่นนี้ออกมา ทั้งหมด เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความผันแปรอย่างรุนแรงทางเศรษฐกิจ การเมือง และธรรมชาติ

ที่มาพร้อม ๆ กันคือ ความเชื่อเกี่ยวกับ วันสิ้นโลก ข้อมูลนอสตราดามุส ถูกนำมาตีความอย่างแพร่หลาย ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ข้อมูลจากญาณทัศนะของผู้ทรงฤทธิ์ ตลอดจนข้อมูลที่ได้มาจากการสื่อสัญญาณ ต่างหลั่งไหลออกมามากมาย อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจ เรียกยุคนี้ว่า นิวเอจ อย่างที่พวกนิวเอจเชื่อกัน เพราะยังไม่ปรากฏว่าความคิดแบบใหม่อย่างพวกนิวเอจได้เข้าครอบครองโลกทัศน์ของ คนทั่วไปในสังคม ความขัดแย้งระหว่างเก่า กับ ใหม่ ยังคงมีอยู่สูง และยังไม่อาจจะบอกได้ว่า ในสงครามความคิดนี้ฝ่ายไหนจะชนะเด็ดขาด แม้เราจะมองว่าความคิดแบบเก่าถึงจุดล่มสลาย แต่มันก็ไม่จำเป็นที่ ยุคใหม่ จะเป็นอย่างที่พวกนิวเอจคิดเสมอไป อย่างน้อยดูเหมือนว่า เรามีทางเลือกใหญ่ ๆ อยู่ 2 แบบ ถ้าหากความคิดเก่าล่มสลายถึงที่สุด คือ หากไม่เข้าสู่ยุคทอง ยุคพระศรีอารย์ ก็จะเป็นยุคทองของ MadMax อย่างใดอย่างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่า มนุษยชาติเลือกตัวเลือกไหนในปัจจุบันเท่านั้น

ทั้งหมดนี้เป็นพัฒนาการอย่างกว้าง ๆ ที่สุดของแนวคิดแบบนิวเอจในศตวรรษนี้ ข้อมูลของจิตจักรวาล ซึ่งเราจัดว่าอยู่ในแนวความคิด แบบนิวเอจเช่นกัน ถือเป็นพัฒนาการในยุคสุดท้ายก่อนสิ้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งถ้าย้อนหลังไปได้ตั้งแต่ต้น เราจะได้ข้อสรุปในเบื้องต้น ดังต่อไปนี้คือ

( 1 ) ในการพิจารณาที่มาของข้อมูล หากไม่มีการบิดเบือน เราก็ต้องยอมรับว่าข้อมูลนี้น่าจะมาจาก จิตจักรวาล จริง และยอมรับการมีอยู่ ของจิตจักรวาลได้ ซึ่งเป็นการยอมรับในกรอบความคิดของนิวเอจ ( หลักข้อ 1 )

( 2 ) จิตจักรวาล ไม่ใช่ครายออน เพราะจินตลักษณะ ( mentality ) และการตีความข้อมูลบางอย่างต่างกันออกไป

( 3 ) ข้อมูลของจิตจักรวาล คือ ระบบความคิดชุดหนึ่งที่มีความลงตัวค่อนข้างมาก และมีความสัมพันธ์ระหว่างข้อเสนอแนะในการปฏิบัติ กับอภิปรัชญาที่รองรับหลักปฏิบัติอย่างกลมกลืน เราจึงยอมรับข้อมูลของ จิต จักรวาล ในฐานะชุดของความรู้ใหม่ตามแบบนิวเอจชุดหนึ่งได้
หัวข้อ: Re: นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ สิงหาคม 25, 2010, 04:36:40 PM

(http://www.iol.ie/~taeger/mentor/mentor_x.gif)
 
 
3.9 ตรวจสอบเรื่องความมี 2 ภาค


เรื่องความมี 2 ภาค เป็นหัวใจของระบบความคิดแบบนิวเอจทั้งปวง ซึ่งรวมทั้งของจิตจักรวาลด้วย เคน คาเรย์ ได้รับการสื่อสัญญาณ มาจาก " จิตวิญญาณแห่งแสง " ดวงหนึ่งนั้นได้กล่าวว่า แรกเริ่มเดิมทีก่อนที่จะมีจักรวาลทางกายภาพเกิดขึ้น จิตมนุษย์จะรวมอยู่กับ จิตวิญญาณอื่น ๆ ในจุดกำเนิดแห่งความเป็นนิรันดร์ ( Eternal Source ) อยู่ในอาณาเขตที่เลื่อนไหลไปด้วยทุกแถบแสงแห่งสี และความรัก ทั้งหมดจะใช้คำว่า ฉัน ร่วมกัน เราจะล่องลอยอยู่ในที่ที่ดุจดังท้องทุ่งแห่งความฝัน ที่ทีเป็นนิรันดร์ของเรา มีบางครั้งที่เราจะเล่น เกมส์ โดยการแยกตัวเองเป็นอิสระออกมาจาก ทั้งหมด ( whole ) มีความเป็นปัจเจกและมีบุคลิคภาพเฉพาะตัวอยู่ชั่วขณะ เกมส์ที่ว่านี้คือ การแลกเปลี่ยนพลัง

ในขั้นพื้นฐาน เกมส์นี้เราทำไปเพื่อให้มีประสบการณ์ด้านความสัมพันธ์ ( experience of relationships ) กับจิตอื่น ๆ ที่ทำเช่นนั้นเหมือนกัน ณ จุดนี้เราจะเลือกความถี่ แถบสี และคลื่นความคิดของเราเอง จากความเป็นหนึ่งที่เป็นนิรันดร์ จะนำมาสู่สองและสาม และอื่น ๆ แต่ในขั้นตอนนี้แม้จะมีประสบการณ์ของความเป็นสิ่งอื่น แต่สิ่งอื่นในที่นี้ก็ยังรวมอยู่ในนิยามของความเป็นหนึ่งด้วย คือไม่มีอะไรที่เป็น สิ่งเดียวโดยลำพัง ( one alone ) แต่จะเป็น สิ่งเดียวที่รวมกับสิ่งอื่น อยู่ด้วยกันถึงตรงนี้ตำแหน่งที่เราอยู่จะสร้าง อวกาศ ( space ) ขึ้นมา ขณะที่การเคลื่อนไหวของเราจะสร้าง เวลา ขึ้นมา

การคลี่ตัวจาก หนึ่ง ไปสู่ สาม หลายเป็น Trinity และไปสู่ความหลากหลายเป็นการเกิดขึ้นในชั่วขณะ ดั่งความคิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช้เวลา และเมื่อกระบวนการนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ขณะที่มันคงอยู่ มันก็จะมีเวลาและอวกาศ แต่ขณะที่มันไม่มีกระบวนการนี้ เวลาและอวกาศ ก็หายไป เมื่อภาวะเช่นนี้คงอยู่และแผ่ขยายกว้างออกไปก็ทำให้เกิดจักรวาลทางกายภาพที่เป็นแสง เสียง และวัตถุขึ้นในภายหลัง ในทะเลแห่งการสร้างที่มาแห่งคุณสมบัติเฉพาะที่เปล่งพลังงานหรือรังสีออกมาจะมี 2 กลุ่มดาว คือ กลุ่มดาวแห่งความรัก กับ กลุ่มดาวแห่งความจริง ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามแห่งสิ่งที่เป็นนิรันดร์ กลุ่มดาวแห่งความรักจะมีคุณสมบัติเกี่ยวกับการแสดงออกซึ่งพลัง กลุ่มดาวแห่ง ความจริงมีคุณสมบัติทางรูปทรงและโครงสร้าง ทั้ง 2 ขั้วนี้จะซ้อนทับและทำงานร่วมกัน ทั้ง 2 คุณสมบัตินี้จะเป็นกฏพื้นฐานแห่งจักรวาล

จิตวิญญาณหนึ่ง ๆ ก็มีขึ้นภายใต้ 2 คุณสมบัตินี้ และมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างความรักกับความจริงของจิตวิญญาณที่มีลักษณะเฉพาะ และมีการรับรู้การมีอยู่ของลักษณะแห่งตนแต่ละดวง จะยังซึ่งการปรากฏแห่งทุกสรรพสิ่ง จากแกแลคซี่ไปจนถึงสิ่งที่เป็นจุลภาค ไม่มีดาวดวงใดจะเกิดขึ้นได้ หากไม่มีจิตวิญญาณที่เลือกที่จะปรากฏเป็นเช่นดวงดาวนั้น ภาวะแห่งจิตวิญญาณเป็นพื้นฐานของสรรพสิ่ง แม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่มีชีวิต เช่น ก้อนหิน หรือเมล็ดทรายก็ตาม จิตวิญญาณที่มีความเป็นปัจเจกและแยกตัวเองจากความเป็นหนึ่ง เพื่อมีประสบการณ์แห่งความสัมพันธ์นี้ เมื่อเรียนรู้แล้วก็จะกลับไปรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างเดิม เหมือนปลาโลมาที่กระโดดขึ้นสู่ อากาศ แห่ง ความเป็นปัจเจก แล้วกลับลงไปใน ทะเล แห่ง ความเป็นหนึ่งเดียว อีกครั้ง มันเป็นกระบวนการที่เต็มไปด้วย ความสุขและสนุก

แต่ในกระบวนการนี้มีจิตวิญญาณอื่น ๆ มาบอกให้ คุณ ซึ่งก็คือจิตวิญญาณดวงหนึ่ง รักษาความเป็นปัจเจกของคุณในขณะนั้นไป เพื่อนำไปสู่ความสัมพันธ์อย่างใหม่ แรก ๆ คุณก็คิดว่านี่คือ เรื่องตลกหรืออารมณ์ขัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะได้รับการชักจูงจาก จิตวิญญาณอื่น ๆ ถึงความเป็นไปได้ที่จะจบสิ้นการดำรงอยู่ เช่นนั้นหากคุณไม่รักษาความเป็นปัจเจกไว้เพื่อสานความสัมพันธ์อย่างใหม่ การครุ่นคิดกับเรื่องนี้ทำให้คุณเริ่มไม่รู้ว่าการกลับไปสู่บ้านที่แท้จริงหรือกลับไปสู่ทะเลแห่งความเป็นหนึ่งนั้นเป็นอย่างไร นี่คือการโกหก ครั้งแรกที่คุณเชื่อ และทำให้คุณร่วงหล่นมาจากจิตวิญญาณที่แท้จริงของคุณ ที่คงเหลืออยู่ก็คือศักยภาพภายในแห่งจิตเดิมขณะนี้อยู่ใน จิตใต้สำนึกของคุณเท่านั้น ... คุณเริ่มดึงความเป็นกายภาพเข้ามาสู่สนามความคิดที่เป็นแรงดึงดูดทางชีวภาพ และนั่นทำให้คุณเริ่มคิดว่า ตัวเองคือรูปร่างทางกายภาพที่จับต้องได้ กระบวนการของการสวมเสื้อผ้าทางกายภาพให้จิตนี้คุณคิดว่ามันสวยงามมากและเลือกที่จะ ยึดมันไว้เช่นนี้ ...


ข้างต้นนี้คือสิ่งที่คาเรย์ได่รับการสื่อสัญญาณที่เกี่ยวกับความี 2 ภาค ของมนุษย์ ซึ่งดูแล้วไม่ค่อยเหมือนกับที่จิตจักรวาลพูดไว้ แต่ใกล้เคียง กับความเชื่อของพุทธศาสนาเรื่องพรหม ที่ลงมากินง้วนดิน แล้วยึดติดในรสชาติจนทำให้รูปร่างขยายขึ้น แต่ในอีกแง่หนึ่งเราก็อาจมองได้ว่า ข้อมูลของคาเรย์นี้พูดจากมุมมองของความเป็น มนุษย์ ซึ่งเป็นมุมมองที่สัมพัทธ์กับความสูงส่งของสิ่งสูงสุด ขณะที่จิตจักรวาลพูดในมุมมอง ของแก่นสารทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นการแตกตัวออกมาเป็นความหลากหลาย เป็นที่น่าสังเกตว่า มีหลายส่วนของข้อมูลของคาเรย์ที่พูด คล้ายคลึงกับของจิตจักรวาล เช่น การเล่นเกมส์ การเลือก การโกหกที่เป็นเหมือนอารมณ์ขันของจักรวาล หรือ การเรียนรู้ความสัมพันธ์ เป็นต้น ทำให้เรามองได้ว่า ข้อมูลของคาเรย์น่าจะมาขยายหรืออธิบายข้อมูลของจิตจักรวาลได้ในระดับหนึ่ง เพราะจิตจักรวาลพูดไว้ว่า " มนุษย์ต้องแสวงหาความเป็นพระเจ้าในตนเองให้พบ ซึ่งความเป็นพระเจ้านั้นก็คือ ความดีงามทั้งหลายทั้งปวงในการคิดของจิตและการ กระทำของมนุษย์ต่อตนเอง ผู้อื่นหรือทุกสรรพสิ่ง "

ดวงตาในการเข้าใจโลกของเรามีอยู่ 3 ดวง คือ ดวงตาแห่งประสบการณ์ทางผัสสะ ดวงตาแห่งความคิดสติปัญญาและเหตุผล และดวงตาแห่งวิญญาณหรือปัญญาญาณ ความมี 2 ภาคทำให้คนส่วนใหญ่มักใช้แค่ดวงตาสองดวงแรกในการเข้าใจโลก วิทยาศาสตร์ เป็นตัวอย่างของความรู้ที่มองจากดวงตาดวงแรก ขณะที่ปรัชญาและเหตุผลเป็นการหาความรู้ที่มองจากดวงตาดวงที่สอง โดยมากแล้ว ดวงตาทั้งสองนี้มักจะทำงานควบคู่กันไป แต่ในที่สุดของการใช้ประสบการณ์และเหตุผลสติปัญญาจะนำเรามาถึงซึ่งความคิดที่สะท้อน ความเป็น ทวิภาวะ ( Duality ) ออกมา เช่น อัตวิสัย / ภาวะวิสัย มีอยู่ / ไม่มีอยู่ อัตตา / อนัตตา นิพพาน / วัฏสงสาร เชื่อ / ไม่เชื่อ ถูก / ผิด จริง / เท็จ ดีชั่ว บุญ / บาป กาย / จิต เจตจำนงเสรี / ถูกกำหนด เป็นต้น ซึ่งความคิดที่เป็นคู่แบบนี้ มันจะเป็นขั้วตรงข้ามเสมอ และตราบใดที่เรายังมีวิธีหาความรู้แบบเดิม เราจะไม่มีวัน ก้าวข้าม ปัญหาเชิงทวิภาวะพวกนี้ได้ แม้แต่นักปราชญาหรือนักวิทยศาสตร์ ที่เก่ง ๆ ก้จะมีปัญหาพวกนี้ในที่สุด เพราะนี่เป็นข้อจำกัดของการใช้สติปัญญา ( Intellectual ) ซึ่งไม่ใช่ไม่ดีแต่มันมาได้แค่นี้เท่านั้น

ถึงตรงนี้ถ้าหากเรายังไม่ก้าวข้ามเราก็ต้องเปิดใจให้กว้างยอมรับฟังความคิดของคนอื่น เพราะมันจะมีคนที่คิดตรงข้ามกับเราอยู่เสมอ มิฉะนั้นแล้วเราก็จะกลายเป็นพวกเชื่อ - ไม่เชื่ออยู่นั่นแหละ การที่เราจะก้าวข้ามข้อจำกัดนี้ได้ เราต้องใช้ เซน หรือใช้ดวงตาที่สามคือ ปัญญาญาณ ( wisdom ) ทำให้คำถามไม่กลายเป็นคำถามอีกต่อไป ซึ่งไม่ใช่กระบวนการของการหาคำตอบ แต่เป็นกระบวนการของ การทำให้หมดคำถาม การก้าวข้ามจากความมี 2 ภาค จึงเป็น ปริศนาธรรม อย่างหนึ่งที่จำเป็นต้องผ่านการปฏิบัติฝึกจิตในรูปแบบใด แบบหนึ่ง เพื่อให้เกิด ซาโตริ หรือความตื่นทางปัญญา
ถ้ามองจากอีกแง่มุมหนึ่ง ซาโตริ หรือการตื่นทางปัญญาน่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนข้อมูลเดิมที่มีอยู่ให้มีความหมายลึกซึ้งขึ้น เข้าใกล้ ความจริงมากยิ่งขึ้น ที่ชัดเจนก็คือคำถามควรจะน้อยลง อาการขี้สงสัยใคร่รู้จะน้อยลง การแบ่งแยกจะน้อยลง และอาการเชื่อ - ไม่เชื่อ น่าจะหมดไป ซึ่งจะยังผลให้การใช้ดวงตาสองดวงแรกมีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งในแง่ความคิด คำพูดและการกระทำ เพราะฉะนั้น จงอย่าเร่งรีบด่วนสรุปว่า ศาสนาจะเป็นความรู้จากดวงตาที่สาม เพราะความรู้จากดวงตาที่สามนี้คือ การก้าวข้าม ต่างหาก ปัจจุบันเราเห็น ความรู้ที่เป็นสติปัญญา ( Intellectual ) ทางศาสนามากมาย แทบจะมากกว่าศาสตร์อื่น ๆ เสียด้วยซ้ำ แต่มันกลับไม่ได้ช่วยให้เราก้าวข้าม ได้เลย แม้แต่การไปฝึกปฏิบัติธรรมจนมีประสบการณ์ทางวิญญาณ ซึ่งมีคนไม่น้อยที่ไม่มีการปฏิวัติทางความคิดภายในเกิดขึ้นพยายามก้าว แต่ไม่ข้าม สุดท้ายก็ตกม้าตายด้วยคำถามแบบทวิภาวะอยู่เช่นเดิม
หัวข้อ: Re: นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ สิงหาคม 25, 2010, 04:37:49 PM

(http://www.motherearthbeats.com/wp-content/themes/the%20hobbit/images/mother_earth.jpg)
 
 
 
จากจักรวาลโบราณคดี สู่ จิตวิญญาณโบราณคดี
 
- ว่าด้วยการสืบค้นประวัติศาสตร์ที่ซ่อนเร้นของมนุษยชาติ -
 
 
ความรู้ใหม่จาก จิตจักรวาล ได้บอกกับเราว่า มนุษยชาติเป็นผลพวงทางพันธุกรรมจากรูปธรรมชั้นสูงของดวงดาว 7 พี่น้อง หรือดาวลูกไก่ หาได้วิวัฒนาการมาจากลิงอย่างที่ทฤษฎีดาร์วินเชื่อกันแต่อย่างใดไม่ การจะตรวจสอบในเรื่องนี้จะต้องใช้ความรู้ทาง จักรวาลโบราณคดีค่อนข้างมาก แน่นอนว่า ผมพอมีความรู้ในด้านนี้อยู่บ้าง แต่ความจำกัดของเวลาประกอบกับการงานที่รัดตัว ทั้งสำนักยุทธธรรม ชมรมมังกรธรรม และสำนักอิสระธรรม ทำให้ผมผัดผ่อนที่จะเขียนถึงเรื่องนี้เสมอมา นับเป็นโชคดีของผมที่ เวทิน ชาติกุล ศิษย์คนที่หนึ่งของผม ผู้มีความรู้ทางด้านจักรวาลโบราณคดีไม่น้อยไปกว่าผมได้อาสาสืบทอดรับหน้าที่นี้จากผมมาทำแทน ข้อเขียนของเขาเรื่อง จากจักรวาลโบราณคดีสู่จิตวิญญาณโบราณคดี - ว่าด้วยการสืบค้นประวัติศาสตร์ที่ซ่อนเร้นของมนุษชาติ ดังต่อไปนี้อาจจะเป็นวิชาการและติดตามเข้าใจยากสักหน่อย สำหรับท่านผู้อ่านที่ไม่ค่อยมีพื้นฐานความรู้ด้านนี้มาก่อน แต่ถ้าพยายาม ติดตามอ่านจนจบอย่างตั้งใจ ขอรับรองว่าท่านจะได้รับความรู้และเปิดหูเปิดตาให้กว้างขึ้นได้อย่างแน่นอน





4.1 รำพึงรำพัน



เมื่อดวงตาของมนุษย์จ้องมองไปยังอนาคต ที่เขาเห็นคือความหลายหลากของโลกที่เป็นไปได้ โดยที่เขาไม่มีทางรู้ว่าโลกไหนมันจะเป็น จริงจนกว่า เขา หรือ เขาทั้งหมด จะได้เลือก
เมื่อมองย้อนกลับไปยังอดีต อุ้งหัตถ์ของพระเจ้าก็ปิดบังเขาไว้จากกำเนิดของเขา คำถามว่า เรามาจากไหน ? และ เราจะไปไหน ? จึงเป็นคำถามที่ใม่มีวันล้าสมัยมาเป็นพัน ๆ ปีแล้ว และคงเป็นเช่นนี้ไปอีกนาน

ผมไม่คิดว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่ด้อยภูมิปัญญา เรามีความคิดสร้างสิ่งประดิษฐ์ล้ำยุคมากมาย ว่ากันว่าอีกไม่นานก็จะมีนิคมบนดวงจันทร์ นอกจากนี้ เรายังมีวิธีฝึกจิตให้มีอำนาจมากมายซึ่งเชื่อกันว่า หากทำได้จะไปที่ไหนทางจิตก็ได้ทั่วจักรวาล แต่ต่อคำถามที่ไม่ยากไม่ซับซ้อน ข้างต้นนี้ จะไปถามในยุคสมัยไหน มนุษย์เราก็ยังไม่เคยได้คำตอบ หรือไม่มีทางได้คำตอบ

ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่า มันไม่มีคำตอบ แต่คำตอบมันมีเยอะมากไปจนไม่รู้จะเลือกเชื่อคำตอบอันไหนต่างหาก ผมเขียนชื้นนี้ โดยเริ่มจากจักรวาลโบราณคดี แต่ไปจบลงที่ จิตวิญญาณโบราณคดี ... เริ่มจาก แอตแลนติส แต่ไปจบลงที่ ลม 7 ฐาน

มันเป็นความประสงค์ของใครหรือสิ่งใด ท ผมไม่รู้ ที่รู้คือ นั่นไม่ใช่ความตั้งใจที่ผมคิดไว้แต่เดิม เท่าที่รู้ ผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะจบเรื่องนี้ ลงได้อย่างไรเมื่อผมเริ่มเขียนมัน

ผมคงยืนยันไม่ได้หรอกว่า แอตแลนติสมีอยู่จริง ๆ หรือไม่ หลังจากเขียนจบแล้ว ผมคงตอบไม่ได้หรอกว่า กำเนิดของมนุษย์ที่แท้จริง มันเป็นอย่างไรกันแน่ ผมไม่รู้หรอกว่าระหว่าง Bailey , Kryon , จิตจักรวาล หรือ Handcock ใครจะถูกต้องกว่ากัน

แต่ที่ผมรู้ก็คือ ความกระหายในคำตอบเหล่านั้นของผมมันหายไปเยอะเลย ไม่ใช่เพราะหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ... เท่าที่ค้นคว้ามาก็พอ จะตอบได้ แต่ไม่รู้จะตอบอย่างไรต่างหาก

ความจริง มันเป็นเรื่องของการ ก้าวข้าม และ หมดคำถาม มันไม่ใช่เรื่องของการ เข้าถึง หรือ ได้คำตอบ และถ้าท่านเข้าใจก็คงพอ เห็นภาพในใจได้ว่าทำไมข้อเขียนชิ้นนี้ถึงเริ่มที่ แอตแลนติส แล้วไปจบที่ลงที่ ลม 7 ฐาน ประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ไม่ใช่เรื่อง มั่ว หรือ บังเอิญ อย่างเด็ดขาด ผมกล้ายืนยันได้







4.2 ปริศนา 3 ข้อในจักรวาลโบราณคดี


ในประวัติศาสตร์ที่ซ่อนเร้นหรือถูกซ่อนไว้ของมนุษยชาติ มีปริศนา 3 ข้อ ที่ยังขบกันไม่แตก ... เรื่องมีอยู่ว่า ประวัติศาสตร์ของการ วิวัฒนาการของมนุษย์จากมนุษย์วานร สู่บรรพบุรุษของมนุษย์สมัยใหม่จนถึงพวกเรานั้น มันมีช่องว่างหรือรอยต่อที่ขาดหายไปมาก เหลือเกิน พวกนักวิทยาศาสตร์พยายามทำให้เราเชื่อว่า เรามีบรรพบุรุษร่วมสายพันธุ์กับลิง แล้วแยกตัวออกมาเมื่อ 2.5 ล้านปีก่อน ทำไมแยกตัว ? ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน คล้าย ๆ จู่ ๆ วันดีคืนดีก็มี มนุษย์ ที่เป็นบรรพบุรุษของเราเกิดขึ้นในโลกโดยบังเอิญ หรือตามทฤษฎี การเอาตัวรอดอย่างที่เชื่อหรือพยายามทำให้เชื่อ นี่คือปริศนาข้อที่หนึ่ง ที่ว่า พวกเรามาจากไหน ? ที่มันเป็นปริศนาเพราะไม่ทุกคนที่ ' เชื่อ ' ตามนักวิทยาศาสตร์และเรามีสิทธิ์ที่จะคิดเช่นนั้นด้วย


แค่นั้นไม่พอ ร่องรอยทางโบราณคดี ตำนานต่าง ๆ ได้ระบุเป็นเสียงเดียวกันแต่หลายโทนว่า เคยมีการดำรงอยู่ของอารยธรรมที่สาบสูญ ไปพร้อมกับน้ำท่วมโลก พวกนักโบราณคดีไม่สามารถตอบได้เต็มปากว่า คนโบราณสร้างสิ่งก่อสร้างที่โอฬารมหัศจรรย์พันลึกขึ้นมาทำไม ? และสร้างได้อย่างไร ? และเป็นที่แน่นอนว่าคนโบราณเหล่านี้มีความรู้ในศาสตร์บางอย่างเช่น ดาราศาสตร์ และโหราศาสตร์เป็นอย่างดี มันน่าคิดว่า คน ที่เพิ่งแยกสายพันธุ์กับลิงไม่นาน อาศัยตามป่าตามถ้ำ หาอาหารย้ายถิ่นฐานไปเรื่อย ๆ จู่ ๆ ก็สร้างบ้านแปลงเมืองขึ้นมา แถมไม่นาน ยังเรียนรู้เชี่ยวชาญศาสตร์บางอย่างได้อย่างล้ำลึก เขาเอาเวลาที่ไหนไปเรียน ? หรือว่ามีติวเตอร์ ( จากนอกโลก ) นี่คือปริศนาข้อที่สอง


ยังมีอีก ... เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า คนโบราณมีความคิดความอ่านเชิงศาสนาที่ล้ำลึกว่าเรา แถมยังอยู่อย่างเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติอย่าง กลมกลืน ความล้ำลึกในทางจิตวิญญาณของคนเหล่านี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ? คำตอบง่าย ๆ แบบขอไปที ก็คือ เพราะเขากลัวต่อธรรมชาติ ซึ่งคำตอบแบบนี้ไม่เพียงพอต่อไปแล้วในยุคนี้ ความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณเหล่านี้มาจากไหน ? นี่คือปริศนาข้อที่สาม


เมื่อความรู้แบบเผยแจ้งตอบปริศนาเหล่านี้แบบขอไปที จึงมีผู้เสนอความคิดขึ้นมามากมาย ตั้งแต่ทฤษฎี พระเจ้าจากต่างดาว อันลือลั่น ทฤษฎีมนุษย์ 7 พันธุ์ของสมาคมเทวญาณวิทยา ทฤษฎีว่าด้วยการมีอยู่ของเกาะแอตแลนติส เลอมูเรียหรือทวีปมูอีกนับไม่ถ้วน จนถึง ทฤษฎีทางจักรวาลโบราณคดีของนักค้นคว้ารุ่นหลัง ๆ


เนื่องจากข้อเขียนชิ้นนี้เขียนขึ้นในบริบทของ มังกรจักรวาล ดังนั้นทฤษฎีหรือข้อเสนอที่จะนำเสนอต่อไปนี้จึงต้องเกี่ยวข้องกับเรื่อง ทางจิตวิญญาณด้วย และจำเป็นที่จะต้องเลือกบางทฤษฎีที่มีที่มาจากการ สื่อสัญญาณ เพราะโดยมากข้อมูลแบบนี้จะพูดถึงเรื่องวิวัฒนาการ ทางจิตโดยตรง ข้อมูลที่เลือกมานี้จะเลือกจากการสื่อสัญญาณที่ได้รับความเชื่อถืออยู่ในวงการระดับหนึ่ง และตัวมันเองก็สอดคล้อง กับความรู้ทางจิตวิญญาณที่ มังกรจักรวาล ได้นำเสนอไปแล้วอยู่พอสมควร
หัวข้อ: Re: นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ สิงหาคม 25, 2010, 04:39:09 PM

(http://saysomethingfunny.files.wordpress.com/2009/04/earth-in-hands1.jpg)
 
 
 
 
4.3 กำเนิดมนุษยชาติ - หายนะกับอารยธรรมที่สาบสูญ



โดยทั่วไปแล้ว เรามักเรียกประวัติศาสตร์ที่ซ่อนเร้นของมนุษยชาติว่า โบราณคดีแบบแฟนตาซี เพราะข้อมูลกำเนิดมนุษยชาติมักจะสัมพันธ์ กับข้อมูล อารยธรรมที่สาบสูญ ไม่มากก็น้อยเสมอ ที่มาของข้อมูลเหล่านี้มีตั้งแต่ การสื่อสัญญาณ ญาณทัศนะ หรือการศึกษาโบราณคดี ตำนาน จารึกโบราณ วิชาดาราศาสตร์แบบโบราณ วิชาตัวเลขศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงพิธีกรรมของคนโบราณที่รวม ๆ แล้วเราเรียกว่า จักรวาลโบราณคดี นั่นเอง

ที่น่าสนใจก็คือ ข้อมูลที่ได้มาเหล่านี้แทบจะไม่มีความตรงกันในรายละเอียดเลย เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ! แถมยังหารอยต่อกับข้อมูลของ วิทยาศาสตร์ หรือนักโบราณมานุษยวิทยาได้ยากเต็มทน อย่างไรก็ตามในที่นี้เราจะเลือกพูดถึงประวัติที่ซ่อนเร้นเกี่ยวกับเรื่องจิตวิญญาณ และวิวัฒนาการของจิตวิญญาณเท่านั้น


หนึ่ง ข้อมูลกำเนิดมนุษย์และเผ่าพันธุ์สายเทวญาณวิทยาของ Alice Bailey ความสำคัญของข้อมูลชุดนี้ก็คือ เป็น หัวขบวน ของแนวคิด เรื่อง อารยธรรมที่สาบสูญ แก่พวกนิวเอจรุ่นต่อ ๆ มา เนื้อหาหลัก ๆ ของข้อมูลชุดนี้มีดังนี้ คือ
 
... ประมาณ 18 ล้านปีมาแล้ว กลางยุคสมัยของ เลอมูเรีย หนึ่งในจิตวิญญาณชั้นสูง 7 ดวงที่อยู่หน้าบัลลังก์ของพระเจ้า ได้ลงมาถือกำเนิด ทางกายภาพและยังอยู่กับเราจนถึงปัจจุบัน ความบริสุทธิ์แห่งธรรมชาติของ เขา การไร้ซึ่งบาปของ เขา ทำให้ เขา ไม่สามารถคงอยู่ใน ร่างกายภาพได้นาน และต้องสร้างร่างทิพย์ขึ้นมา เขา คือ องค์อวตารที่ยิ่งใหญ่ที่สุด รูปธรรมที่ยิ่งใหญ่ใด ๆ ที่เป็นผลสะท้อนมาจาก เขา โดยตรงจะอยู่ภายใต้ขอบเขตสนามแม่เหล็ก หรือ ออร่า ของเขาผู้นี้ทั้สิ้น และไม่มีมนุษย์คนใดสามารถพ้นไปจาก ออร่า ของเขาได้ และเขาคือผู้อภิเษกคนแรก ซึ่งตามมาด้วยกลุ่มของรูปธรรมที่มี วิวัฒนาการชั้นสูงอื่น ๆ ที่ลงมา ช่วยในแผนการที่จะทำให้มีการปรากฏออกมาของการรับรู้ ตัวตน ของทุก ๆ ชีวิต

จนถึงประมาณ 1 ล้านปีที่แล้ว ผลพวงแห่งแผนการนี้ก็เริ่มปรากฏ โดย ทำให้ภายในศีรษะของมนุษย์มีศูนย์พลัง ( จักร 7 ) ศูนย์ที่สัมพันธ์ กับศูนย์พลังอื่น ๆ ในร่างกาย และทำให้พลังของ ตัวตน ที่สัมพัทธ์กับระดับชั้นทางวิญญาณที่สูงขึ้นไป ทำงานผ่านศูนย์ต่าง ๆ ที่ว่านี้ จิตวิญญาณชั้นสูงอีก 6 ดวงที่เหลือก็จะผ่านพลัง และเจตจำนงของตนมาในศูนย์บนศีรษะทั้ง 7 ศูนย์นี้ด้วย ศูนย์ที่ว่านี้จะเรียกว่า ดารา-จักร ( ผมคิดว่าน่าจะเป็น เจ็ดดาวเหนือ - สุวินัย ) ที่จะทำงานเชื่อมต่อกับจักรหัวใจ จักรคอและจักรอื่น ๆ ในร่างกาย นี่คือ ความสัมพันธ์แนวตั้ง ระหว่าง จิตกำเนิดแห่งดวงดาว กับ มนุษย์

ในพัฒนาการนี้ทำให้มนุษย์ต่างออกมาจาก มนุษย์วานร แรกเริ่มนั้นมนุษย์วานรมีร่างกายทางกายภาพที่แข็งแร็ง ครั้นเมื่อวิวัฒนาการผ่านไป เป็นเวลานานมนุษย์วานรก็เริ่มก้าวเข้าสู่ความเป็นมนุษย์มีสำนึกของการมีตัวตน เริ่มเป็นรูปธรรมที่ใช้เหตุผล แต่วิวัฒนาการนี้ดำเนินไปอย่าง เชื่องช้ามาก จนในที่สุด จิตกำเนิดแห่งดวงดาว จึงได้ตัดสินใจกระตุ้น เชื้อแห่งจิต ของมนุษย์วานรเหล่านี้ขึ้นให้เหมาะสมกับการลงมาจุติ ของรูปธรรมที่มีจิตสำนึกแห่งการมีตัวตนอื่น ๆ ซึ่งมีเจตจำนงทางจิตวิญญาณ มีปัญญาญาณ มีญาณทัศนะและมีจิตใจที่สูงส่งกว่า ที่รออยู่นานแล้วสำหรับร่างที่เหมาะสมอันนี้ มนุษย์ หรือพวกเราก้มีจุดกำเนิดมาจากตรงนั้น

เหตุการณ์นี้เกิดในสมัย เลอมูเรีย หลังจากที่มีจิตวิญญาณเหล่านั้นลงมาสวม รูปธรรมที่เหมาะสมนี้แล้ว แผนงานทั้งหมดก็เป็นไปอย่าง มีระบบ ซึ่งจะอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกลุ่มที่ได้รับการอภิเษกกลุ่มหนึ่งที่มีชื่อว่า องค์กรเหล่าพี่น้องแห่งแสงสว่าง ซึ่งปัจจุบันก็ยัง คงมีอยู่ รูปธรรมกลุ่มนี้จะอยู่ในร่างกายภาพแบบมนุษย์ หรือไม่ก็อยู่ในกายทิพย์เช่น พวก มาสเตอร์ ทั้งหลายซึ่งคอยควบคุมทิศทางของ การวิวัฒนาการของโลก เพื่อนำมันไปสู่ความสมบูรณ์ที่สุด ศูนย์กลางขององค์กรกลุ่มนี้อยู่ที่ ชัมบาลา ( Shamballa ) ในทะเลทรายโกบี หรือที่เรียกกันในตำนานว่า เกาะสีขาว ชัมบาลานี้จะอยู่ในอีกมิติคลื่นความถี่อื่น ซึ่งเฉพาะคนที่มีการพัฒนาตาที่สามแล้วเท่านั้นจึงจะ มองเห็นได้ มาสเตอร์ หลายคนอาศัยอยู่ในแถบเทือกเขาหิมาลัย แต่ก็มีไม่น้อยที่อาศัยอยู่ที่อื่น ๆ อย่างซ่อนเร้น ทุกท่านล้วนเป็นผู้ที่แผ่ กระจายความรัก และภูมิปัญญาทางวิญญาณในที่ที่ตนอาศัยอยู่

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการยังเป็นไปอย่างเชื่องช้าสำหรับมนุษย์ หลายเผ่าพันธ์ของมนุษย์เกิดขึ้นและสาบสูญไปก่อนที่จะสามารถเป็น ตัวแทน ในการคงแผนการวิวัฒนาการนี้ได้ ดังนั้นในสมัยกลางยุค แอตแลนติส ซึ่งเป็นเผ่าพันธ์ที่ 4 จึงมีการตัดสินใจครั้งสำคัญอีกครั้ง คือ ( 1 ) ปิดประตูการพัฒนาทางจิตจากมนุษย์วานรไปสู่มนุษย์ ไม่มีการลงมา สวม ร่างที่เหมาะสมของจิตวิญญาณระดับสูง จำนวนเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ในยุคที่ 4 จึงตายตัว ( 2 ) เปิดประตูอีกบานที่เชื่อมระหว่างระดับจิตของมนุษย์กับอาณาจักรของโลกวิญญาณ สำหรับคนที่ประสงค์จะเข้าสู่โลกวิญญาณ ( 3 ) ทำให้ขอบเขตระหว่างกายภาพกับจิตวิญญาณมีความชัดเจน และทำให้เกิด ทวิภาวะ ขึ้น เพื่อให้เป็นบทเรียนแก่มนุษย์ในการปลดปล่อยตนเองออกจากข้อจำกัดของโลกกายภาพ และผ่านเข้าสู่โลกวิญญาณ มนุษย์จะเรียนรู้ ผ่านประสบการณ์และความเจ็บปวดจากข้อเท็จจริงของการมีทวิภาวะ การเรียนรู้นี้จะทำให้เขาเลือกที่จะให้ความใส่ใจกับด้านจิตวิญญาณ ในตัวเอง การเป็นอิสระคือการพบว่าทุกสิ่งคือหนึ่งเดียวกัน

การตัดสินใจนี้ ทำให้อารยธรรมแอตแลนติสสูญสิ้น และเกิดน้ำท่วมโลก ดังปรากฏตามตำนาน พลังแห่งความสว่างกับพลังแห่งความมืด จะฉายส่องปะทะกันและกันเพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติ ดังปรากฏเป็นสงครามของโลกที่จะมี 2 กลุ่ม โดยที่ กลุ่มหนึ่งจะมีอุดมการณ์หรือ มีจินตภาพของตนอันสูงส่ง ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งจะเป็นพวกไม่มีอุดมการณ์และเห็นแก่ตัวเสมอ แต่หลายต่อหลายครั้งที่บทเรียนของ ความเป็นทวิภาวะไม่ถูกเรียนรู้ การต่อสู้จึงเป็นไปอย่างมืดบอดและโง่เขลา ที่ตามมาก็คือกรรมและหายนะ ...

ทั้งหมดข้างต้นคือกำเนิดมนุษยชาติตามที่ Bailey ได้รับการสื่อสัญญาณ เป็นที่น่าสังเกตได้ว่า ข้อมูลนี้ก็มีการพูดถึงสนามแม่เหล็ก เหมือนกัน แต่พูดในความหมายของ ออร่า แห่งผู้สร้าง มีการพูดถึง ชัมบาลา มีความพยายามเชื่อมโยงจิตวิญญาณศาสตร์กับโบราณคดี มานุษยวิทยาอย่างชัดเจน แต่ไม่ได้พูดถึงความเจริญของอารยธรรมแอตแลนติสเลย
 

สอง ข้อมูลของครายออน

ครายออน มายังโลกครั้งแรก เมื่อโลกมีอายุพอสมควร และเหมาะสมสำหรับการวางระบบ เขามาเพื่อสร้างเส้นแรงแม่เหล็กขึ้นเพื่อรองรับ ระบบชีวภาพของโลก ภายใต้อำนาจของกลุ่มที่ดูแลเรื่องนี้ คูหาแห่งการสร้าง ก็ถูกสร้างขึ้นในตอนนี้ด้วย โลกถูกสร้างให้เป็น ดาวเคราะห์แห่งทางเลือกเสรี เพียงดวงเดียว โดยการช่วยเหลือด้วยความรักจากรูปธรรมมากมาย นี่คือความพิเศษของโลกที่เป็นทั้งโรงเรียน และโรงละครทางวิญญาณ

เมื่อการวางแนวเส้นแรงแม่เหล็กเสร็จสิ้น มนุษย์คนแรกก็ได้รับการ ผนึกวิญญาณ ( Soul Imprint ) ครายออนกล่าวว่ามันเป็นเวลานานมาก และเราเอง ( มนุษย์ ) ก็ไม่รู้ว่าอารยธรรมแรกของเราเริ่มต้นขึ้นเมื่อใด แต่ภายหลังครายออนก็บอกว่าไม่เกิน 250 , 000 ปี ก่อนคริสตกาล มนุษย์ได้รับระบบชีวภาพหรือร่างกายนี้มาจากรูปธรรมชั้นสูงจากดวงดาวเจ็ดพี่น้อง ( จิตจักรวาลกล่าวว่าใช้วิธีการโคลนนิ่ง ) นั่นทำให้เกิด รอยต่อที่ขาดหายไป ขึ้นในสายพันธุ์วิวัฒนาการของมนุษย์ และจิตวิญญาณของมนุษย์ก็แยกออกมาจากสัตว์

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ก็มีการต้องปรับแนวเส้นแรงเพื่อให้เกิดความสมดุลในบทเรียนทางวิญญาณมากที่สุด มีการปรับใหญ่ 2 ตรั้ง ครั้งแรกเกี่ยวข้องกับการ ล่มสลายของอารยธรรม เลอมูเรีย และ แอตแลนติส เหตุที่ต้องปรับเพราะ ม่าน ที่บดบังความมี 2 ภาคมันอ่อนไป ชาวแอตแลนติสบางคนมีไวเบรชั้นสูงติดต่อกับจิตวิญญาณอื่น ๆ ได้ แต่ไม่รู้ความหมายของมัน บทเรียนที่ได้มาก็ไม่ผ่านการเรียนรู้ คำตอบทางวิญญาณก็ได้มาโดยง่าย ครายออนรออยู่นานเพื่อให้ปรับปรุงแก้ไขกันเองแต่ก็ไร้ผล การวางแนวเส้นแรงครั้งแรกเกิดความไม่ สมดุลระหว่างบางพื้นที่ บางที่อ่อน บางที่เข้ม พวกที่อยู่ในที่เข้มกลายเป็น นาย มีอารยธรรมสูงกว่า มีอายุยืนกว่า ขณะที่พวกที่อยู่ในที่อ่อน กว่าตกเป็น ทาส ที่มีสภาพใกล้เคียงกับสัตว์ การปรับครั้งนี้ได้สร้างความหายนะจนถึงขั้นสิ้นเผ่าพันธุ์ และเกิดยุคน้ำแข็งในช่วงสั้น ๆ รูปธรรมจาก ดวงดาวเจ็ดพี่น้อง ต้องลงมาโคลนนิ่งระบบชีวภาพให้มนุษย์ใหม่ และก่อนสิ้นยุคน้ำแข็ง ครายออน ก็ปรับแนวเส้นแรงอีกครั้ง เพื่อให้ม่านที่บดบังความมี 2 ภาค เข้มขึ้น คือให้อยู่ในความโน้มเอียงที่จะรู้แจ้งได้ยากยิ่งขึ้น จากนั้น ครายออน ก็ต้องกลับมาอีกเป็นครั้งที่ 3 เพราะความมี 2 ภาคนั้นมีการเสียสมดุลคือ มีบางคนที่ไม่สนใจหรือใส่ใจมันเลย คนที่ไม่รู้แจ้งมีมากมายและโลกก็ไม่มีโอกาสที่จะยกระดับ พลังด้านบวก มีคนเพียงน้อยนิดที่สนใจเรื่องจิตวิญญาณ เมื่อเป้าหมายไม่เป็นไปตามที่ได้วางไว้ การปรับครั้งสุดท้าย ( ก่อนจะมีครั้งนี้ ) ได้เกิดขึ้น นั่นก็คือ การเกิดน้ำท่วมโลกดังปรากฏในตำนาน แต่ครั้งนี้มีคนรอดชีวิต รูปแบบทางชีวภาพของมนุษย์จึงยังคงเหลืออยู่ และก็สืบเผ่าพันธุ์มนุษย์มาถึงปัจจุบัน ( ครั้งนี้ครายออนเองไม่ได้พูดถึงอารยธรรมแอตแลนติสเลย )

ถึงตรงนี้มีความสับสนเกิดขึ้นระหว้างข้อมูลของ ครายออน กับข้อมูลของ จิตจักรวาล คือ ครายออนกล่าวว่ามีการปรับสนามแม่เหล็กโลก ครั้งใหญ่ ๆ 2 ครั้ง ในอดีต ขณะที่จิตจักรวาลกล่าวว่ามีการปรับสนามแม่เหล็ก 3 ครั้ง คือ ประมาณ 52 , 000 ปี ก่อนคริสตกาล เป็นครั้งแรก ประมาณ 30 , 000 ปี เป็นครั้งที่สอง และครั้งสุดท้ายในอดีตคือ 12 , 000 ปี โดยที่แต่ละครั้งมีอารยธรรมล่มสลายไปทุกครั้ง คือ แอตแลนติส เราคงหาข้อสรุปในเรื่องนี้ไม่ได้ แต่ถ้าหากยึดถือตามข้อมูลของ ครายออน ก็จะเป็นว่าอารยธรรมที่เรียกว่า แอตแลนติส นั้นอยู่ในช่วงก่อน 30 , 000 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นคนละอารยธรรมกับอารยธรรมที่ล่มสลายไปกับน้ำท่วมโลกก่อน 12 , 000 ปีก่อน คริสตกาลที่มีผู้รอดชีวิต
 

สาม ข้อมูลการค้นคว้าสายจักรวาลโบราณคดี ของ Graham Handcock ขอเสนอของ Colin Wilson

จริง ๆ แล้ว การค้นคว้าของ Handcock ไม่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณเลย แต่พรรคพวกของเขา คือ Colin Wilson ได้นำมาสังเคราะห์ รวมกับข้อมูลการค้นคว้าอื่น ๆ จนได้ข้อเสนอของประวัติศาสตร์ที่ซ่อนเร้น ซึ่งมีความเป็นวิชาการและมีฐานอยู่บน วิทยาศาสตร์และ การอ้างเหตุผลมากที่สุดเลยทีเดียว ตามข้อเสนอของ Wilson ไม่มีการอ้างรูปธรรมหรืออรูปธรรมจากนอกโลก ไม่มีการสวมหรือ ผนึกวิญญาณ ไม่มีการพูดถึงความล้ำยุคของอารยธรรมโบราณระดับมีจานบินขี่ และไม่มีใครที่จะมาตัดสินใจขบวนการวิวัฒนาการ ของมนุษย์ แต่เขามีข้อมูลดังต่อไปนี้

( 1 ) เมื่อ 500, 000 ปี ก่อนคริสตกาลโดยประมาณมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า การเติบโตของสมองอย่างฉับพลัน ( Brain Explosion ) ในวิวัฒนาการของมนุษย์คือสมองส่วนที่เรีบกว่า Cerebrum ซึ่งเป็นส่วนบนของสมองทั้งหมด และเป็นส่วนที่เราใช้คิดได้เติบโตขึ้นมา อย่างมาก ซึ่งคำอธิบายของนักวิทยาศาสตร์ที่ว่าบังเอิญประมาณ 700 , 000 ปีก่อนคริสตกาล มีอุกาบาตตกลงมาใส่โลกแล้วทำให้โลกไม่มี สนามแม่เหล็กป้องกันอยู่นาน ทำให้มีรังสีต่าง ๆ จากอวกาศผ่านเข้ามาจนเกิดการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมขึ้นดูจะไม่เพียงพอ สำหรับเรื่องนี้

( 2 ) การเติบโตของสมองอย่างฉับพลัน เป็นจุดเริ่มต้นของมนุษย์ยุคใหม่อย่างแท้จริง

( 3 ) จากการค้บพบทางโบราณมานุษยวิทยา ได้พบร่องรอยของ ลัทธิการกินมนุษย์ด้วยกันเอง ภายหลังการโตขึ้นของสมองอย่างฉับพลัน จึงสันนิษฐานได้ว่าคนโบราณในยุคนั้นมีความเชื่อเรื่องพิธีกรรม หรือศาสนาในระดับหนึ่ง

( 4 ) จากการค้นคว้ามากมายเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมือง พบว่าคนเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับธรรมชาติรอบตัวเขาอย่างลึกซึ้ง และมีการรับรู้โลก ที่ต่างออกไปจากคนเมืองในยุคปัจจุบัน รวมถึงมีความรู้และความสามารถในการใช้ศาสตร์เร้นลับบางอย่าง ( เวทมนตร์ ) เพื่อจัดการบางอย่าง กับธรรมชาติโดยผ่านพิธีกรรม

( 5 ) Graham Handcock และ Robert Bauval เชื่อว่ามีอารยธรรมโบราณที่รุ่งเรืองทางทะเลก่อนยุคน้ำท่วมใหญ่ตามตำนาน คือ ประมาณ 12 , 000 ปีก่อน และผู้รอดชีวิตจากน้ำท่วมครั้งนั้น นำ ความรู้เร้นลับ ที่ตนมีมาด้วย ซึ่งกลายเป็นที่มาของตำนาน เทพเจ้า หรือ ผู้วิเศษ ต่าง ๆ ที่ปรากฏในยุคเริ่มต้นอารยธรรมของโลกตามที่รู้กันดีโดยเฉพาะที่อียิปต์ และอารยธรรมโบราณแนวชายฝั่งแอตแลนติคของทวีป อเมริกาใต้

( 6 ) มีการเสนอข้อสันนิษฐานใหม่เกี่ยวกับอายุของคัมภีร์พระเวท และอารยธรรมของหุปเขาอินดัส โดยเทียบระหว่างสัญลักษณ์ของเทพเจ้า ในพระเวทกับความรู้ด้านดาราศาสตร์โบราณ จะได้ช่วงเวลาที่พระเวทถูกถ่ายทอดน่าจะเป็นช่วง 7, 000 ปีก่อนคริสตกาลขึ้นไป ไม่ใช่ 2 , 000 ปีก่อนคริสตกาลตามที่เข้าใจกัน

( 7 ) จากการค้นคว้า Julian Jaynes พบว่า มโนทัศน์เรื่องอัตตาแบบอัตวิสัยหรือแบบตัวกู-ของกู ไม่มีอยู่ในช่วงเวลาก่อน 1 , 250 ปีก่อน คริสตกาล โดยการศึกษาจากตำนานโบราณต่าง ๆ และทฤษฎีสมองซีกซ้าย-ซีกขวา ทำให้เธอเชื่อว่า อารยธรรมทักษะสมองซ้าย เริ่มมีครั้งแรกในโลกประมาณ 1 , 250 ปีคริสตกาลที่เมโสโปเตเมีย ส่วนในยุคก่อนหน้านั้นขึ้นไปเป็นอารยธรรมทักษะสมองซีกขวา พูดง่าย ๆ ก็คือ การพัฒนาของ อัตตา เริ่มมีขึ้นประมาณ 3 , 000 ปีก่อน พร้อม ๆ กับ การประดิษฐ์ การเขียน และช่วงสงครามครั้งแรก ของโลกในแถบตะวันออกกลางและเมดิเตอร์เรเนียน

( 8 ) มีร่องรอยของความเจริญทางอารยธรรมบางอย่างที่โบราณคดีสายตรงอธิบายไม่ได้ว่า คนในยุคนั้นประดิษฐ์หรือทำหรือสร้างเครื่องมือ ขึ้นมาได้อย่างไร เช่น เทคนิคในการสลักและขนย้ายหินที่ใช้ในการสร้างมหาปิรามิดที่อียิปต์


ฯลฯ
หัวข้อ: Re: นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ สิงหาคม 25, 2010, 04:40:36 PM

(http://www.motherearthgoddess.com/images/web_basics/meg_zhills_images/MotherEarth.gif)
 
 
รายละเอียดของการปะติดปะต่อข้อมูลของ Wilson มีความซับซ้อนกว่านี้อีกมาก หากใครที่เคยตามข้อมูลเรื่องนี้มาบ้างก็คงพอจะมองออก แล้วว่า Wilson กำลังจะทำอะไร ... ประวัติศาสตร์ที่ซ่อนเร้น ของ Wilson อาจเขียนออกมาเป็นลำดับได้ดังต่อไปนี้



ตารางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนเร้นของมนุษยชาติ

( ก่อนคริสตกาล )

* 500 , 000 ปี การเติบโตของสมองอย่างฉับพลัน จุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์ที่ซ่อนเร้นของ Wilson และเป็นการเริ่มยุคโฮโม-เซเปียนส์
* 100 , 000 ปี ร่องรอยของพิธีกรรมทางศาสนาของมนุษย์โบราณ
* 40 , 000 ปี การรับรู้โลกอีกแบบหนึ่ง ไม่มีมโนทัศน์ของอัตตา มีความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติและจักรวาล


( เริ่มยุคน้ำเแข็ง )

* 20 , 000 ปี ความสามารถในศาสตร์เร้นลับและเวทมนตร์ อารยธรรมที่มีความรุ่งเรืองทางทะเล ( แอตแลนติส ? )
* 12 , 000 ปี น้ำท่วมโลก ( ยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย ) กำเนิดตำนานผู้รอดชีวิต เทพเจ้า ผู้วิเศษทั้งหลาย
* 10, 500 ปี เริ่มสร้างสฟิงค์
* 8, 000 ปี เริ่มสร้างมหาปิรามิด
* 7, 000 ปี เริ่มยุค พระเวท อารยธรรมหุบเขาอินดัส
* 3, 500 ปี บันทึกอักษรคุนิฟอร์มที่เก่าแก่ที่สุด ( สงครามครั้งแรกของมนุษย์ อัตตา เริ่มพัฒนาขึ้นมา )
* 2, 800 ปี ยุคราชวงศ์อียิปโบราณ
* 2, 000 ปี สงครามในเมโสโปเตเมีย
* 1, 500 ปี สโตนเฮนจ์
* 1, 250 ปี จุดสิ้นสุดประวัติศาสตร์ที่ซ่อนเร้นของ Wilson จุดสิ้นสุดยุคตำนานเทพเจ้า มโนทัศน์ของ อัตตา
ที่เก่าแก่ที่สุดในเมโสโปเตเมีย อัตตา ปรากฏอย่างชัดเจน เริ่มพัฒนาการใช้สมองซีกซ้าย


( ยุคแห่งศาสนา ยุคแห่งการรู้แจ้งทางวิญญาณ )

* 600 ปี เล่าจื้อ โซโรแอสเตอร์
* 570 ปี พระพุทธเจ้า
* 551 ปี ขงจื้อ


* 470 ปี โสเครตีส

( ปรัชญายุคเริ่มแรก เริ่มต้น อารยธรรมตะวันตก เริ่มใช้เหตุผลในการหาความรู้อย่างจริงจัง )

* 429 ปี พลาโต
* 384 ปี อริสโตเติล


* 2 ปี พระเยซูคริสต์
* ค.ศ. 1641 - 1687 โลกทัศน์แบบนิวตัน เริ่มต้นวิทยาศาสตร์แบบคลาสสิก เริ่มยุคอารยธรรมทักษะสมองซ้าย
* ค.ศ. 1930 โลกทัศน์ของแควนตัมแมคานิคส์

 
จะเห็นได้ว่า Wilson เขาไม่ได้สนใจประเด็นว่า แอตแลนติส จะมีอยู่จริงหรือไม่ แต่ที่เขาสนใจก็คือ ก่อนที่จะมี อัตตา แบบตัวกู-ของกู เกิดขึ้นครั้งแรกในโลก ความรู้ ของมนุษย์นั้นแตกต่างไปจาก ความรู้ อย่างที่เราเข้าใจกันอย่างสิ้นเชิง มันเป็นความรู้ของมนุษย์ที่มีทักษะ สมองซีกขวามากกว่าสมองซีกซ้าย ( ความรู้เช่นนี้ดูได้จาก มังกรจักรวาล ภาค 6 บูรพาไม่แพ้ ) ความรู้ที่เกี่ยวพันอย่งแยกไม่ออกระหว่าง มนุษย์ในยุคนั้นกับโลกและจักรวาล มันเป็นความรู้ที่ปัจจุบันเราเรียกว่า ศาสตร์เร้นลับ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจิตวิญญาณอย่าวลึกซึ้ง และยัง คงหลงเหลือมาถึงยุคเริ่มแรกของอารยธรรมมนุษย์แบบเผยแจ้งในลักษณะของเวทมนตร์ การติดต่อกับจิตวิญญาณชั้นสูง ฯลฯ ของพระ หรือผู้วิเศษทั้งหลายในยุคนั้น

ลองคิดดูสิว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ ที่วิวัฒนาการของการใช้ทักษะสมองซีกขวาที่มีมาเป็นแสน ๆ ปีนี้ จะก่อให้เกิดอารยธรรมที่รุ่งเรืองขึ้น ก่อนที่น้ำจะท่วมโลก ? คำตอบก็คือ หากเราคิดว่าอารยธรรมทักษะสมองซ้ายในยุคเทคโนโลยีสมัยใหม่ของเราใช้เวลาแค่ไม่เกิน 2 , 000 ปี ในการก่อตัว ( จริง ๆ แล้วประมาณ 400 ปีเท่านั้น ! ) แล้วทำไมจะเป็นไปไม่ได้เล่าที่เวลานับเป็นหมื่น ๆ ปีในช่วงนั้น จะทำให้เกิดอารยธรรม ทักษะสมองขวารุ่งเรืองขึ้น ... มันน่าจะเป็นไปได้และอาจมีได้มากกว่าหนึ่งอารยธรรมด้วยซ้ำไป

ประเด็นต่อมาคือ Wilson สนใจเรื่องนี้ไปทำไม เพื่อประโยชน์อะไร ? เขากล่าวในหน้าท้าย ๆ ของหนังสือของเขาที่ชื่อ From Atlantis to the Sphinx ( 1996 ) ว่า

ทำไมการประจักษ์ในอารยธรรมโบราณที่กล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้จึงสำคัญ ? เรามักจะมองว่าคนโบราณเหล่านั้นเป็นพวกงมงาย ไม่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และไม่มีความสามารถเพียงพอในเรื่องเหตุผลและตรรกะ ซึ่งเราชัดเจนแล้วว่าคิดผิด ! ในความเป็นจริง แล้ว พวกเขารู้บางอย่างที่เราไม่รู้ ลองเทียบกับการมีจิตวิญญาณแบบรวมหมู่ของพวกเรา เราจะพบว่า จิตมนุษย์สมัยใหม่นั้น แห้งแล้ง และมีข้อจำกัดมากมาย พวกเขายังรู้มากกว่าเราเรื่องอำนาจที่ซ่อนเร้นของจิต และใช้มันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าพวกเราเสียอีก ในบางวิธี ...

การเข้าใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง นำมาสู่การเปิดเผยความจริงบางอย่างที่สอนเราอย่างมากให้รู้ถึง ความหมาย ของการเป็นมนุษย์ ... ความเข้าใจเกี่ยวกับมนุษย์ในอดีตเป็นความเข้าใจที่สำคัญสำหรับเราเป็นอย่างมาก รวมถึงเหตุผลสำคัญในอดีตเมื่อ 3 , 500 ปีที่แล้วนำเรา มาอยู่ ณ ที่เราอยู่ตรงนี้ เราไม่ได้สูญเสียสิ่งที่พวกเขามี เรายังคงมีมันอยู่และมีเรื่องยิ่งใหญ่ที่ต้องจัดการต่อ ความงี่เง่าเปล่าประโยชน์ ของเราก็คือ เราไม่รู้ว่าเรามี มัน และไม่รู้ไม่เข้าใจว่าจะทำอย่างไรกับ มัน ...

จากความตั้งใจของ Wilson เราได้เห็นจุดเปลี่ยนจาก จักรวาลโบราณคดีมาสู่จิตวิญญาณโบราณคดี Wilson เชื่อว่าทั้งหมดเกี่ยวข้องกับ วิวัฒนาการของมนุษย์ โดยวิวัฒนาการครั้งสำคัญครั้งแรก เกิดขึ้นตอนที่มีการเติบโตทางสมองแบบฉับพลัน เมื่อ 500 , 000 ปีมาแล้ว ( ที่จริงต้องหาคำตอบให้ได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไรแต่ Wilson ไม่ได้ทำ - สุวินัย ) มนุษย์ได้พัฒนาทักษะสมองซีกขวาจนเกิดศาสตร์แห่ง เวทมนตร์ หรือพลังอำนาจแห่งจิตวิญญาณขึ้นมา ซึ่งเป็นพลังที่หนึ่ง ขณะที่เมื่อ 3 , 500 ปีที่แล้ว ( 1 , 250 ปีก่อนคริสตกาล ) มีการวิวัฒนาการขึ้นมาอีกครั้ง มนุษย์จึงเริ่มพัฒนาทักษะสมองซีกซ้ายควบคู่กันไปจนใช้มันได้ดี ( และหลงลืมทักษะสมองซีกขวาไป ) เมื่อไม่ถึง 100 ปีที่ผ่านมานี้เอง นั่นคือยุคแห่งพลังของเหตุผลและสติปัญญา ซึ่งเป็นพลังที่สอง

Wilson คิดว่า สมองซ้ายไม่ใช่การพัฒนาที่ผิดพลาดทางวิวัฒนาการ เพราะจริง ๆ แล้วมันสามารถย้อนกลับไปครุ่นคิด เป็นดังกระจกส่อง อัตตา ของคนเราได้ ความผิดพลาดคือเราพัฒนามันแค่ด้านเดียวจนลืมทักษะสมองขวาไป ( ผมพูดเรื่องนี้ก่อนหน้า Wilson อีก โปรดดู วิถีมังกร - สุวินัย ) อีกครั้งซึ่งเกี่ยวข้องกับ พลังที่สาม ในแง่จิตวิทยา Wilson กล่าวว่า พลังที่สาม ก็คือ พลังจินตนาการ ที่จะทำตัวเอง ให้เป็น อิสระ จากความตึงเครียดของจิตอันเกิดจากความเดียวดายของอัตตา หลังจากยุคสิ้นสุดสายสัมพันธ์กับเทพเจ้าในตำนาน เพื่อให้เกิดความสุข ความเสรี ความเบิกบาน และความผ่อนคลายของจิต ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกว่า ประสบการณ์สุดยอดแบบชั่วขณะ ( Peak Experience ) แต่คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ Wilson กล่าวว่า มันคืออย่างเดียวกันกับประสบการณ์บรรลุธรรมแบบฉับพลัน หรือ ซาโตริ ของ เซน ซึ่ง Ken Wilber เรียกมันว่า Transcendelia หรือเราจะขอเรียกรวม ๆ ได้ด้วยศัพธ์ง่าย ๆ ว่า การก้าวข้าม

คงไม่บังเอิญอีกเช่นกันที่ Wilson และ Wilber จะได้ข้อสรุปที่ใกล้เคียงกันจากการศึกษาที่แตกต่างกันอย่างลิบลับ ถ้าหากข้อสรุปของทั้งคู่ ถูกต้อง คงไม่เกินไปนัก หากเราจะกล่าวว่า จริง ๆ แล้วจุดเริ่มต้นของพลังที่สาม หรือพลังแห่งการก้าวข้าม หรือพลังแห่งการรู้แจ้งทางวิญญาณนี้ ได้มีสัญญาณขึ้นเป็นครั้งแรกอย่างชัดเจนในยุคอารยธรรมของเราประมาณ 2 ,500 ปีมาแล้ว โดยบุคคลที่เราชาวพุทธให้ความ เคารพสูงสุดคือ " มหาโยคีสิทธัตถะ " หรือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง ซึ่งการสืบสานพลังแห่งการรู้แจ้งนี้ได้ปรากฏอย่างเป็น รูปธรรมอย่างชัดเจนที่สุดในสมัยปัจจุบัน ในพุทธสาย เซน และวัชรยาน
หัวข้อ: Re: นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ สิงหาคม 25, 2010, 04:41:49 PM

(http://api.ning.com/files/Twuw6KDhygpWLDfcQJ6cP0sCblm-F9pHGIbQSQpG9ovPTVDE0oTDcsdy6msFkCSS3aDz8dIIlQgoiBlTy50GzK8NQoPMWYfZ/ascendedmasterspic2.jpg)
 
 
 
4.4 จาก จักรวาลโบราณคดี สู่ จิตวิญญาณโบราณคดี



จากข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ซ่อนเร้นของมนุษยชาติทั้ง 3 แบบ ที่เราพูดมานี้หลายคนอาจจะบอกว่า ไม่เห็นตรงกันเลย เหมือนต่างคน ต่างพูด ดูไปแล้วทั้งหมดอาจจะมั่วก็ได้ ผมเองก็ยอมรับว่า นี่คือสิ่งที่มีปัญหาที่สุดของการค้นคว้าในเรื่องนี้เพราะทุกคนพูดไม่ตรงกัน และนำมาปะติดปะต่อกันไม่ได้ และก็ไม่เข้ากับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่แบบ เผยแจ้ง อีก อย่างไรก็ตาม หากเรายอมรับว่าเป็นไป ได้ที่อาจจะมีการระบุเวลาคลาดเคลื่อนโดยเฉพาะข้อมูลที่มาจากการสื่อสัญญาณและหากเราพิจารณาเฉพาะประเด็นหลัก ๆ ของประวัติศาสตร์ในแต่ละชุด เราสามารถค้นพบความคล้ายคลึงกันได้บ้างไม่มากก็น้อย

เพราะทุกฝ่ายพูดตรงกันหมดคือ ตำนานน้ำท่วมโลก กับมีอารยธรรมที่รุ่งเรืองก่อนน้ำท่วมโลก ไม่ว่าเราจะเรียกชื่อว่าอะไรก็ตาม ทำให้มีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียวที่จะมีอารยธรรมที่ว่านี้จริง ส่วนความสอดคล้องเรื่องอื่น ๆ ที่เราไม่น่ามองข้ามคือ

( 1 ) ทั้ง Bailey และ Kryon พูดถึงการลงมา สวม ร่างกายของจิตวิญญาณชั้นสูงเหมือนกัน เพราะนั่นเป็นที่มาของการรับรู้ตัวตนของ มนุษย์หรือจิตมนุษย์ ข้อต่างคือ Bailey กล่าวว่า ลงมาสวมร่างของมนุษย์วานรที่ถูกปรับแล้ว ขณะที่จิตจักรวาลและครายออนกล่าว่า มนุษย์มาจากการโคลนนิ่งของรูปธรรมจากดวงดาวเจ็ดพี่น้อง

( 2 ) ทั้ง Bailey และ Kryon พูดถึงการตัดสินใจและความเปลี่ยนแปลง 2 ครั้งใหญ่ ๆ เหมือนกัน โดยเฉพาะ การเปิดประตูอภิเษก และการทำให้มี ทวิภาวะ ของ Bailey และการเพิ่มความเข้มของม่านบดบังความมี 2 ภาค ทั้ง 2 ครั้งมีผลกระทบสู่การล่มสลายของ อารยธรรมก่อนยุคน้ำท่วมโลกทั้งสิ้น ข้อต่างคือ Handcock คิดว่า การเกิดน้ำท่วมโลกเป็นเรื่องของภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามวัฏฏะของ จักราศี โดยที่มหาปิรามิดถูกสร้างขึ้นเพื่อเตือนภัยคนรุ่นหลังเกี่ยวกับอันตรายนี้ แต่จะบังเอิญหรืออย่างไรไม่ทราบ ภัยธรรมชาติที่ว่านี้ Handcock ก็เห็นว่า เกิดขึ้นมาจากการปรับขั้วแม่เหล็กโลก ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของครายออนและจิตจักรวาล


ที่เราไม่มีทางพิสูจน์ได้ก็คือ เรื่อการ ปรับ ครั้งแรกของครายออนและการล่มสลายชนิดสูญพันธุ์ของอารยธรรมที่รุ่งเรืองใยยุคนั้น ซึ่งเป็นอารยธรรมแบบนาย-ทาส อย่างไรก็ตาม ร่องรอยตำนานของอารยธรรมที่รุ่งเรืองขนาดมีจานบินขี่และเป็นอารยธรรมนาย-ทาส นั้นกลับไปปรากฏในงานถอดรหัสจารึกโบราณของ เซกาเรีย สิทจิน ( Zecharia Sitchin ) นักโบราณคดีเจ้าของทฤษฎีดาวเคราะห์ดวง ที่ 12 ( รายละเอียดโปรดดู มังกรจักรวาล ภาค 2 เทพอวตาร บทที่ 7 หัวข้อ 7.8 ) กล่าวคือ สิทจินคิดว่า เทพเจ้า ที่ปรากฏอยู่ในตำนาน โบราณ คือรูปธรรมที่มาจากดาว นิบิล ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 12 ในระบบสุริยะ ซึ่งมีวงโคจร 3 , 600 ปี ถึงจะมาใกล้โลกครั้งหนึ่ง รูปธรรมเหล่านี้ต้องการแร่ธาตุบนโลก จึงลงมาดัดแปลงพันธุกรรมของมนุษย์วานรเอาไว้ใช้เป็นทาส ซึ่งมนุษย์วานรดัดแปลงเหล่านี้คือ ต้นกำเนิดของพวกเรานั่นเอง ฟังดูแล้วก็เป็นตุเป็นตะดีเหมือนกัน แต่จะว่าสิทจินนั่งเทียนเขียนก็ไม่ได้ เพราะเขามีข้อมูลทางโบราณคดี ที่แน่นหนามาก
ข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่งคือ ไม่มีใครรู้ระยะเวลาที่แท้จริงของเรื่องราวในตำนาน หากมันเกิดขึ้นจริงและไม่มีใครรู้ว่าระยะห่างระหว่าง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสมัยที่มันถูกบันทึกห่างกันเท่าไร หากข้อเสนอของผมเกี่ยวกับความคลาดเคลื่อนของความเข้าใจ เรื่องแอตแลนติส 2 ยุคเกิดขึ้นจริง ก็เป็นไปได้ที่สิทจินอาจจะถอดรหัสบางตัวพลาด เป็นที่น่าสังเกตว่า อารยธรรมนาย-ทาส ของทั้งสิทจินและของครายออน นั้นมีความไกล้เคียงกันมากทั้งประเด็นหลักและรายละเอียด แต่สิทจิน อาจจะชอบใจกับแนวคิดของ Von Daniken เรื่อง " พระเจ้าจากต่างดาว " ที่โด่งดังมาก่อนงานของเขา เขาจึงเข้าใจว่า เทพเจ้า เหล่านั้นมาจากดาว นิบิล ซึ่งเป็นข้อเสนอที่อ่อนที่สุดของเขา เพราะถ้ามันอยู่ในระบบสุริยะของเราจริง ๆ เราน่าจะค้นพบนานแล้วหรือน่าจะมีหลักฐานที่พูดถึงมากกว่านี้
ทำไมผมจึงมีข้อสันนิษฐานเรื่องความคลาดเคลื่อนของแอตแลนติส 2 ยุค ? เหตุผลของผมก็คือ ( 1 ) จิตวิทยาลึก ๆ ของคนในเรื่อง ตำนานการสิ้นโลกกับ ( 2 ) ตำนานผู้รอดชีวิต กล่าวอย่างสั้น ๆ คือ มันเป็นความกลัวระดับฝังรากลึกของผู้คน ( ครายออน เรียกว่า seed fear ความกลัวที่เป็นหน่อพันธุ์ ) ในเรื่องตำนานวันสิ้นโลกแบบวิบัติ คือไม่มีใครเหลือรอดชีวิตเลย แทบทุกศาสนาและความเชื่อ ในหลาย ๆ วัฒนธรรมก็ปรากฏคำทำนายทำนองนี้ทั้งสิ้น ทีนี้ถ้าหากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นมีผู้รอดชีวิต ความกลัวเรื่องสิ้นโลก มันก็ไม่น่าจะฝังอยู่ลึกมากในจิตใจขนาดนั้นไม่ว่าเราจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม มันเหมือนมีนัยว่า จิตไร้สำนึกรวมหมู่ของเรามีข้อมูลเหล่านี้ ผนึกประทับเอาไว้ว่า เราเคยสูญพันธุ์กันมาครั้งหนึ่งแล้วและกลับมาเกิดใหม่ บังเอิญทั้งหมดที่ผมค้นคว้ามา ครายออน เป็นเพียงข้อมูลเดียวที่พูดถึงการล่มสลายระดับไม่มีใครเหลือรอดชีวิตเลย มันจึงน่าถือไว้เป็นตัวตั้ง หรือข้อสมมติฐานก่อนจนกว่า จะมีข้อมูลอื่นมาขัดแย้ง


เหตุผลอย่างที่สอง เรื่องตำนานผู้รอดชีวิตจากน้ำท่วมโลก เหตุที่รอดก็เพราะมีการเตรียมตัวล่วงหน้า ซึ่งมีนัยว่า หายนะภัยที่เกิดขึ้น สมัยน้ำท่วมโลกนั้นมันไม่ได้เกิดแบบฉับพลัน มีการรู้ล่วงหน้าด้วยวิธีบางอย่างและวางแผนรับมือ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่ การล่มสลายของอารยธรรมโบราณอาจจะมี 2 ครั้ง ใหญ่ ๆ จริงตามที่ครายออนกล่าว ปัญหาที่เหลือก็คือ เมื่อเทียบกับข้อมูลของ Wilson มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ในยุคสมัยนั้น คือ 250 , 000 ปี - 300 , 000 ปี ก่อนคริสตกาลจะเกิดอารยธรรมสมองขวา หรืออารยธรรมแห่ง พลังอำนาจทางวิญญาณที่ก้าวหน้าถึงขนาดสร้าง ยานบิน ได้ ? หากอ่านระหว่างบรรทัดของ Wilson เขาคงคิดว่ามันเป็นไปได้ แต่อย่างไรทั้งหมดมันก็เป็นเพียงสมมติฐานใหม่ในเรื่องจักรวาลโบราณคดีเท่านั้น และคงไม่มีทางพิสูจน์ได้ด้วย ถ้าเป็นเช่นนี้ เราควรสนใจเรื่องนี้ทำไม ? คำตอบของผมก็เป็นเช่นเดียวกับของครูสุวินัยและของ Wilson คือ เราเรียนรู้ อดีต เพื่อก้าวไปอีกก้าวหนึ่งใน อนาคต สำหรับตัวผมแล้วข้อมูลของ ครายออน จะเป็นจริงหรือไม่ มันไม่สำคัญเท่ากับจุดประสงค์ในการเรียนรู้ของพวกเราที่ควรจะ เป็นอีกก้าวหนึ่งของการวิวัฒนาการทางจิตของมนุษยชาติ เพราะนี่คือ ก้าวสำคัญที่เราต้องก้าวให้ข้ามจาก จักรวาลโบราณคดี ไปสู่ จิตวิญญาณโบราณคดี



สิ่งที่ผมประจักษ์แจ้งจากการศึกษาข้อมูลของ Wilson ก็คือ ผมเห็นความแตกต่างระหว่างการเข้าถึง อาตมัน ของฮินดูในยุคนั้นกับ การตรัสรู้ ของพระพุทธองค์อย่างชัดเจน ก่อนหน้านี้ผมเข้าใจว่า การเข้าถึงอาตมัน คือการขยายอัตตาออกไปจนใหญ่อย่างไม่มีประมาณ คือรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล ขณะที่การตรัสรู้คือ การลดความสำคัญของ อัตตา ลงจนเป็น สูญ คือไร้ความเป็นตัวตน แต่จากข้อมูล ของ Wilson ทำให้ผมต้องกลับมาคิดใหม่ เพราะ Wilson บอกว่า การเข้าถึง อาตมัน เป็นจุดสุดยอดของพัฒนาการทางวิญญาณของ พลังหนึ่ง คือพลังแห่งอำนาจทางวิญญาณ เนื่องเพราะคนในยุคนั้นมีทักษะสมองซีกขวาที่ไม่ถือว่าตัวเองแยกออกมาจากจักรวาลอยู่แล้ว การหลอมรวมกลับเข้าไปมันจึงง่ายและเป็นจุดสุดยอดของการพัฒนาทางวิญญาณในยุคนั้น ซึ่งความคิดนี้ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อุปนิษัท และเป็นที่มาของแนวคิดแบบเอกเทวะนิยมทั้งปวง
ขณะที่เราต้องถามว่าทำไม มนุษย์ผู้สมบูรณ์ อย่าง พระพุทธเจ้า ท่านถึงไม่คิดว่านั่นเป็นที่สุดของการค้นหาของพระองค์ เหตุผลแบบ Wilson ก็คือ เนื่องจากสมัยนั้น ( 500 ปีก่อนคริสตกาล ) อัตตา แบบแยกตัวตนออกจากธรรมชาติได้เติบโตขึ้นพอสมควรแล้วในจิตใจมนุษย์ พลังที่สองได้ถูกพัฒนาขึ้นมาจะเข้าถึงแนวคิดแบบเดิมก็ยากขึ้น มีคนทำได้น้อยลงและคนที่ทำได้อาจยังไม่มีประสบการณ์แบบสุดยอดชั่วขณะ จึงรู้สึกว่ามันเหมือนมีอะไรขาดหายไปอยู่

พระพุทธองค์อาจเป็นคนแรก ๆ ในยุคนั้น และของมนุษยชาติที่มีประสบการณ์ของพลังที่สาม คือทรงก้าวข้ามทางสุดโต่งหรือทวิภาวะ ที่เกิดจากสมองทั้ง 2 ซีก หรือพลังที่หนึ่ง กับ พลังที่สอง ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร แล้วนำมาถ่ายทอดให้แก่ผุ้อื่น ซึ่งสังเกตได้ว่า มันไม่ได้ ทำให้พระองค์ได้คำตอบอย่างใดอย่างหนึ่งแบบตายตัว แต่เป็นประสบการณ์ของการหมดคำถาม ปัญหาก็คือ
ประสบการณ์แบบนี้อธิบาย ให้ฟังเป็นคำพูดไม่ได้ และเข้าใจด้วยความคิดแบบตรรกะเหตุผลก็ไม่ได้อีก ครั้นจะเข้าถึงด้วยการฝึกจิตจนมีอำนาจพิเศษต่าง ๆ ก็อาจจะ ไม่เจอ จึงมีน้อยคนเท่านั้นที่รู้ว่ามันคืออะไร และโชคดีที่พระมหากัสสปะท่านได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์แบบนี้มากจากพระพุทธองค์ และสืบสายมาให้หลงเหลืออยู่เป็น เซน เป็นอย่างน้อยที่สุด

และที่น่าโชคดียิ่งกว่านั้นสำหรับพวกเราที่เป็นคนไทยก็คือ วิชาลม 7 ฐานที่หลวงปู่พุทธะอิสระท่านได้ท่านได้สั่งสอนให้แก่ลูกหลานก็คือ มรรควิธีที่ครอบคลุมประสบการณ์ที่ว่านี้ด้วย ประตูสู่ ลม 7 ฐาน เป็นประตูที่ต้อง ก้าวข้าม ไม่ใช่ เข้าถึง ซึ่งเป็นประสบการณ์ทางวิญญาณ ที่ครูสุวินัยมี เป็นเครื่องยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเราจะได้พูดถึงในบทต่อไป ...


บทสรุป ...

วิวัฒนาการของมนุษย์ไม่น่าจะใช่วิวัฒนาการทางกายภาพหากเราพิจารณารจากมุมมอง จิตวิญญาณโบราณคดี แต่มันเป็นวิวัฒนาการที่นำเรา ไปสู่การยกระดับทางจิตวิญญาณ จะเห็นได้ว่ามีสงครามระหว่าง พลังที่หนึ่ง กับ พลังที่สอง ที่ชัดเจนมากขึ้นจนมาถึงยุคปัจจุบัน และขณะนี้เรากำลังก้าวไปสู่วิวัฒนาการครั้งสำคัญอีกครั้งนั่นคือ การก้าวข้าม เพราะเมื่อขบวนการวิวัฒนาการมันซับซ้อนถึงจุดหนึ่ง การวิวัฒนาการของทั้งระบบจะเป็นแบบ ก้าวกระโดดและหลอมรวม ( Jump and Include ) ซึ่งสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

ทั้งหมดคือสิ่งที่ ประวัติศาสตร์ที่ซ่อนเร้น ได้นำพาเรามาจาก แอตแลนติส สู่ ลม 7 ฐาน ที่เหลือสำหรับพวกเราคือ การทำให้มันเกิดขึ้น จริง ๆ อันจะเป็นการร่วมบันทึกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ในยุคต่อไปของพวกเรา ซึ่งอาจจะเป็นหน้าของประวัติศาสตร์ที่ หัตถ์ของพระเจ้า ได้ฉีกเอาไปจาก บันทึกจักรวาล เพื่อเก็บไว้ใน หัวใจ และ วิญญาณ ของพระองค์ ...


- คัดบางส่วนจาก มังกรจักรวาล เล่ม นักรบแห่งแสงสว่าง -


http://board.agalico.com/showthread.php?t=33068 (http://board.agalico.com/showthread.php?t=33068)
หัวข้อ: Re: นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: แก้วจ๋าหน้าร้อน ที่ สิงหาคม 25, 2010, 07:38:11 PM
 :13: อนุโมทนาครับ ขอบคุณครับพี่มด
หัวข้อ: Re: นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
เริ่มหัวข้อโดย: คนหนึ่งคน ที่ กันยายน 14, 2010, 07:23:48 PM
ยาวมากๆ เลย