ตอบ

ชื่อ:
อีเมล์:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

Verification:
ระหว่างความดีกับความไม่ดี เราจะเลือกทำสิ่งใดจึงจะสามารถบรรลุธรรมได้จริง ( เลือกตอบแค่ ความดี กับ ความไม่ดี ครับผม):
คนที่มีจิตใจอ่อนโยนส่วนใหญ่มัก คิดถึงสิ่งใดก่อนเสมอ  ( เลือกตอบแค่ ตัวเอง กับ คนอื่น ครับผม ):
คุณเชื่อในศรัทธาของความดีไหมครับ ( เลือกตอบแค่ เชื่อ กับ ไม่เชื่อ ครับผม):
ชีวิตบางครั้งก็เหมือนเหรียญสองด้านใช่หรือไม่ครับบางครั้งก็หัวบางครั้งก็ก้อย( เลือกตอบแค่ ใช่ กับไม่ใช่ครับผม):
^^ ขอความกรุณาพิมพ์คำว่า แสงธรรมนำใจ:
^^ ขอความกรุณาพิมพ์คำว่า ความดีนำทาง:
^^ ขอความกรุณาพิมพ์คำว่า ใต้ร่มธรรม:
การแสดงความชื่นชมยินดีในบุญหรือความดีที่ผู้อื่นทำ นิยมใช้คำว่า (อนุโมทนา) กรุณาพิมพ์คำนี้ครับ อนุโมทนา:
เว็บใต้ร่มธรรมเป็นเว็บเล็กๆในโลกออนไลน์ใช่หรือไม่ ( เลือกตอบแค่ ใช่ กับ ไม่ใช่ ครับผม):
ท่านจะปฏิบัติตามกฏระเบียบข้อตกลงของเว็บใต้ร่มธรรมทุกประการหรือไม่ ( เลือกตอบแค่ ใช่ กับ ไม่ใช่ ครับผม):
โดยปกติชน นิ้วมือของคนเรา มีกี่นิ้ว (ตอบเป็นภาษาไทยครับ):
วัฒนธรรมไทยเมื่อเห็นผู้ใหญ่ท่านจะทำความเคารพ ด้วยการไหว้ท่านก่อนเสมอใช่หรือไม่:
เมื่อให้ท่านเลือก ระหว่าง (หนังสือเก่าๆเล่มหนึ่งที่เรารัก) กับ (มิตรแท้ที่รักเรา) คุณจะะเลือก:
บุคคลที่ไปหลายๆเว็บไซต์ โดยที่สวมบทบาทเป็นหลายๆคน โดยที่ไม่รู้ว่า แท้จริงใจเราต้องการอะไร เพื่อน หรือ ชัยชนะ:
กล่าวคำดังนี้  "ขอโทษนะ":
กล่าวคำดังนี้  "ให้อภัยนะ":
หากมีคน บอกว่า เราไม่ดีเราเลว แต่ใจเรารู้ว่าไม่เป็นเช่นนั้น เราจะใช้วิธีใดจัดการกับเรื่องนี้  (โต้เถียงให้แรงกว่าที่เค้าว่ามา) หรือ (เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความดีของเราเองไม่ต้องทำอะไร):
ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด ผู้ที่เล็กที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด ผู้ที่มีเกียรติคือผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น ฉะนั้นสมาชิกใต้ร่มธรรมควรให้เกียรติกันและกัน พิมพ์คำว่า (ฉันจะให้เกียรติสมาชิกทุกๆท่านในใต้ร่มธรรมเสมอด้วยวาจาสุภาพอ่อนน้อม):
ไม่มีอะไรสายสำหรับการเริ่มต้น พิมพ์เป็นประโยคภาษาอังกฤษครับ เป็นตัวพิมพ์เล็กทั้งหมดนะครับ เว้นวรรคคำด้วยครับ (It is never too late to mend):
ผู้ที่ไม่เคยรับรู้รสของความขมขื่น จะไม่รู้ว่าความหวานชื่นคืออะไร พิมพ์เป็นประโยคภาษาอังกฤษครับ เป็นตัวพิมพ์เล็กทั้งหมดนะครับ เว้นวรรคคำด้วยครับ (He who has never tasted bitterness does not know what is sweet):

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: sithiphong
« เมื่อ: สิงหาคม 20, 2016, 08:41:20 PM »

กสิกรไทย คืนเงินทั้งหมด หนุ่มโดนตุ๋น Mobile Banking กวาดเงินเกลี้ยงบัญชี
-http://hilight.kapook.com/view/141123-


 ธนาคารกสิกรไทย ติดต่อขอรับผิดชอบค่าเสียหายให้เหยื่อถูกคนร้ายโอนเงินเก็บทั้งชีวิตเกลี้ยงบัญชีเกือบ 1 ล้านบาท ด้วยการคืนเงินทั้งหมด  100% พร้อมเตือนหากต้องการส่งบัตรประชาชนให้ใคร อย่าลืมปิดบาร์โค้ดด้านซ้ายมือด้วย

          จากกรณี นายพันธุ์สุธี มีลือกิจ เจ้าของร้านประดับยนต์ อายุ 28 ปี และครอบครัว ได้นั่งประท้วงหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังถูกคนร้ายโอนเงินจำนวน 986,700 บาท ที่ฝากเอาไว้ในบัญชีธนาคารกสิกรไทย โดยคนร้ายใช้วิธีติดต่อขอเปลี่ยนซิมที่ทรูช็อปก่อนโทรไปเปลี่ยนรหัส แอพพลิเคชั่น K-Mobile Banking และโอนเงินในบัญชีไปจนเกลี้ยง ซึ่งภายหลังธนาคารกสิกรยอมคืนเงินให้ร้อยละ 33 ของเงินที่สูญไปเท่านั้น
[อ่านข่าว : หนุ่มเครียด ! ถูกเปลี่ยนรหัส Mobile Banking โอนเงินเกลี้ยงเกือบล้านบาท]
-http://hilight.kapook.com/view/141065-



          ความคืบหน้าล่าสุด (20 สิงหาคม 2559) ทางธนาคารกสิกรไทยได้ติดต่อทางผู้เสียหายเพื่อขอเจรจาคืนเงินให้ทั้งหมด ก่อนจะดำเนินคดีฟ้องร้องกับกลุ่มคนร้ายที่ปลอมแปลงเอกสาร ซึ่งทนายความออกมาแสดงความคิดเห็นว่าทางธนาคารต้องรับผิดชอบฐานปล่อยปละละเลยให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของบัญชีมาทำธุรกรรมการเงิน และในกรณีนี้ผู้เสียหายสามารถแจ้งความได้โดยไม่ต้องรอให้ธนาคารดำเนินคดี

          อย่างไรก็ตาม ภายหลังนายพันธุ์สุธี  ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ตนขอขอบคุณทางธนาคารกสิกรไทยที่ออกมารับผิดชอบ และขอบคุณผู้ที่ช่วยเหลือพ่อค้าธรรมดาอย่างตน ซึ่งตอนนี้ทางธนาคารเองได้ขอความร่วมมือกับตำรวจให้ช่วยจับคนร้าย แต่ครั้งนี้ขอให้เป็นบทเรียนกับธนาคารและโทรศัพท์มือถือ ว่าให้ระวังมิจฉาชีพต่าง ๆ ดังนั้น เรื่องบัตรประชาชนสำคัญมาก ตอนนี้คนร้ายได้บัตรประชาชนสามารถไปหลอกค่ายโทรศัพท์มือถือเพื่อไปเปลี่ยนซิมการ์ดได้ จึงอยากให้ค่ายมือถือและธนาคารมีความรอบคอบ และหากต้องการเปลี่ยนรหัสใด ๆ ต้องทำผ่านเคาท์เตอร์เท่านั้น

          สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ที่ต้องการส่งบัตรประชาชนให้ลูกค้านั้น ให้ทำการปิดเลข 13 หลัก วันเดือนปีเกิด และบาร์โค้ดด้านซ้ายสุด ซึ่งบาร์โค้ดนี้จะมีเลข 13 หลักอยู่ หากไม่ปิดบาร์โค้ด คนร้ายสามารภใช้แอพพลิเคชั่นสแกนเลขได้เลย เรื่องนี้ไม่มีใครรู้และขอให้ประชาชนระวัง



ภาพจาก ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม
-https://www.facebook.com/Helpcrimevictimclub/videos/1076087975838656/-
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก thaich8
ข้อความโดย: sithiphong
« เมื่อ: สิงหาคม 19, 2016, 10:05:13 PM »

หนุ่มเครียด ! ถูกเปลี่ยนรหัส Mobile Banking โอนเงินเกลี้ยงเกือบล้านบาท
-http://hilight.kapook.com/view/141065-


 หนุ่มเครียดนั่งประท้วงกลางถนนหน้า สตช. หลังโดนคนร้ายหลอกธนาคารเปลี่ยนรหัส Mobile Banking โอนเงินเก็บทั้งชีวิตเกลี้ยงบัญชีเกือบ 1 ล้านบาท  ขณะที่ทางแบงก์แถลงพร้อมช่วยเหลือลูกค้าที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ และเร่งประสานหาทางติดตามตัวคนร้าย

          เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2559 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เวลา 11.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพันธุ์สุธี มีลือกิจ เจ้าของร้านประดับยนต์ อายุ 28 ปี และครอบครัว ได้นั่งประท้วงกลางถนนพระราม 1 หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อประท้วงกรณีตนเองถูกคนร้ายโอนเงินทั้งหมดในชีวิตที่ฝากเอาไว้ในบัญชีธนาคารกสิกรไทย โดยคนร้ายใช้วิธีติดต่อขอเปลี่ยนซิมที่ทรูช็อปจากนั้นโทรไปเปลี่ยนรหัส แอพพลิเคชั่น K-Mobile Banking และโอนเงินในบัญชีไปจนเกลี้ยง จำนวน 986,700 บาท พร้อมมอบหลักฐานข้อมูลคนร้ายให้ พ.ต.อ.ธวัชศักดิ์ โปตระนันทน์ รอง ผบก.อก.สทส.

มิจฉาชีพขโมยเงิน

          นายพันธุ์สุธี มีลือกิจ กล่าวว่า ตนอยากเรียกร้องให้ธนาคารกสิกรไทย และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น เนื่องมีคนร้ายไปหลอกขอรหัสผ่านแอพพลิเคชั่น K-Mobile Banking โอนเงินจากบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขากรุงศรีอยุธยา ไปจนหมดบัญชี โดยคนร้ายได้ไปแจ้งกับทางทรูว่าซิมหายต้องการขอซิมใหม่ โดยใช้สำเนาบัตรประชาชนปลอมที่ทำขึ้นมา ข้อมูลในบัตรเป็นของตน แต่ภาพเป็นของคนร้าย ซึ่งปกติแล้วการขอซิมใหม่ของทรูจะต้องใช้บัตรจริงเท่านั้น แต่ไม่ทราบว่าทางทรูทำซิมใหม่ให้คนร้ายได้อย่างไร และตั้งแต่วันเกิดเหตุทางทรูไม่เคยติดต่อมาหาหรือแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด หลังเกิดเรื่องตนเป็นผู้ดำเนินเรื่องเองทั้งหมด จากนั้นเมื่อได้ซิมใหม่ก็โทรไปขอรหัสผ่าน K-Mobile Banking กับคอลเซ็นเตอร์โดยใช้ข้อมูลในบัตรประชาชนของตน เมื่อได้รหัสมาคนร้ายก็โอนเงินออกจากบัญชีไปจนหมดรวมทั้งสิ้น จำนวน 986,700 บาท เหลือเงินนบัญชีเพียง 58 บาท

มิจฉาชีพขโมยเงิน

          ส่วนทางธนาคารกสิกรไทยนั้น ตนใช้ธนคารนี้มานานกว่า 5 ปี เพราะเชื่อว่าธนาคารนี้มีความมั่นคงและปลอดภัย แต่กลับต้องมาหมดตัวเพราะกรณีดังกล่าว แต่เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ ทางธนาคารได้ติดต่อกลับมาหาตนว่าสามารถชดใช้ได้เพียง 33% จากความเสียหายเท่านั้น ส่วนที่เหลือไปให้ตามเอาเองกับทรูและคนร้าย โดยขณะนี้ตนได้ไปแจ้งความเอาไว้แล้วที่ สภ.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นวัดเกิดเหตุ แต่ตำรวจระบุว่าไม่สามารถดำเนินคดีเพราะถือว่าทางธนาคารเป็นผู้เสียหาย แต่ทางธนาคารกับทรูไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด ทำให้ตนต้องเป็นคนสืบหาข้อมูลของคนร้ายเองจนขณะนี้ได้ภาพใบหน้าของคนร้าย ภาพเจ้าของบัญชีรับโอนเงินของตน และภาพจากกล้องวงจรปิดที่ทรูช้็อปขณะกำลังติดต่อขอซิมใหม่

มิจฉาชีพขโมยเงิน

           ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่าเคสของตนไม่ใช่เคสแรก เพราะมีผู้โดนคนร้ายกลุ่มนี้ถอนเงินออกจนหมดธนาคารมาแล้วกว่า 6 ราย แต่บางรายกลับได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารอย่างเต็มที่ ตนจึงจำเป็นต้องออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมด้วยวิธีดังกล่าว เพราะหมดสิ้นหนทางในการตามเงินคืนแล้วในตอนนี้

          จากนั้นผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางธนาคารกสิกรไทย ได้ออกคำชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า

               1. จากจำนวนเงินที่ลูกค้าถูกคนร้ายถอนไป เนื่องจากคนร้ายได้ข้อมูลจากลูกค้าไปทำทุจริต  ธนาคารเสนอความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาภาระของลูกค้าครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่ถูกทุจริต และจะช่วยลูกค้าอย่างเต็มที่ในการติดตามตัวคนร้าย

               2. ลูกค้ามั่นใจได้ว่าระบบของธนาคารมีความปลอดภัย เนื่องจากเรามีการ verify ตัวตนลูกค้าก่อนให้บริการทุกครั้ง ทั้งนี้ทางธนาคารขอแนะนำว่า ลูกค้าควรเก็บข้อมูลส่วนตัวไว้เป็นความลับ เพื่อความปลอดภัยในการใช้บริการ

          รวมถึงธนาคารจะดำเนินการในการติดต่อผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในด้านการ verify ตัวตนลูกค้าในการออก sim ใหม่ ให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุในการเกิด fraud รับ OTP ในการโอนเงินในครั้งนี้
ข้อความโดย: sithiphong
« เมื่อ: พฤษภาคม 02, 2016, 07:40:58 PM »

กลโกงของโจรออนไลน์กับวิธีป้องกันครับ
-https://www.facebook.com/hotline1213/photos/a.361487233951356.1073741828.358835237549889/787600391340036/?type=3&theater-
ข้อความโดย: sithiphong
« เมื่อ: เมษายน 16, 2016, 12:55:44 PM »

ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ ประเภทการเงิน ฉบับที่ 169 เอทีเอ็มแบบธรรมดา ธนาคารยังมีบริการไหม
-http://www.chaladsue.com/new/index.php/2015-03-12-09-57-19/2067-test2169-

เปิดหัวเรื่องมาแบบนี้ เพราะมีคำถามจากผู้บริโภคจำนวนหนึ่ง ที่จำเป็นต้องเปิดบัญชีธนาคารพร้อมกับทำบัตรเอทีเอ็ม เพื่อไว้อำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมต่างๆ แต่ปัญหาที่เป็นประสบการณ์ร่วมกันคือ ธนาคารมักเสนอบัตรเอทีเอ็มแบบที่มีลักษณะเป็นบัตรเดบิตไปด้วย(สามารถใช้บัตรรูดแทนเงินสดได้ตามจำนวนเงินที่มีในบัญชี) หรือไม่ก็เสนอบัตรที่มีการทำประกันภัยไปด้วย ทำให้ค่าธรรมเนียมในการทำบัตรพุ่งพรวดไปหลายร้อยบาท

เรื่องนี้มิใช่เพิ่งมามีปัญหา แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว เวลามีการโวยวายผ่านสื่อขึ้นมาสักครั้ง ทุกธนาคารก็ให้คำตอบประมาณว่า ธนาคารไม่มีการบังคับ(แบบตรงๆ) ว่าทุกคนต้องทำบัตรเอทีเอ็มชนิดพิเศษ ผู้บริโภคสามารถทำบัตรเอทีเอ็มแบบธรรมดาๆ ได้ ซึ่งก็จริง แต่ในสถานการณ์จริง ผู้บริโภคมักถูกบังคับกลายๆ ให้ต้องเลือกทำบัตรเอทีเอ็มแบบพิเศษด้วยข้ออ้างประเภท “บัตรเอทีเอ็มธรรมดาหมด ต้องรอหลายอาทิตย์กว่าบัตรจะมา” หรือ “บัตรแบบนี้ดีกว่าเยอะ สามารถเบิกถอนได้คราวละมากๆ” เป็นต้น ผู้บริโภคหลายคนจึงเลือกเอาความสะดวก ไหนๆ ก็มาแล้ว ทำไปให้เสร็จๆ เพื่อไม่ต้องเสียเวลามาอีก จึงจำยอมทำไป ทั้งที่ไม่เต็มใจเท่าไหร่ เสียงบ่นเสียงครวญจึงเกิดขึ้นมากมาย เพราะค่าธรรมเนียมบัตรประเภทพิเศษนี้ จะวนเวียนมาอีกทุกๆ ปี ซึ่งเป็นเรื่องเกินความจำเป็น

ปัญหาการเปิดใช้บริการเอทีเอ็ม

ปัญหาการเงินการธนาคารเป็นประเด็นหนึ่งที่ คณะกรรมการองค์การอิสระภาคประชาชน ให้ความสำคัญและในปี2557 ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มทดลองทำหน้าที่ ได้มีการจัดทำข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาที่ทางคณะกรรมการฯ มองว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน คือ

1.ยกเลิกการขายพ่วง บัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม ร่วมกับการขายประกัน ข้อเสนอนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยทำหนังสือตอบว่า “ธนาคารแห่งประเทศไทย จะขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการ และออกประกาศ หรือกำหนดมาตรการบังคับ ห้ามการขายพ่วงบัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม และประกันภัย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย จะให้แยกแบบฟอร์มการสมัคร (แยกโต๊ะสำหรับการขายประกันโดยเฉพาะ)

2.ยกเลิกการบังคับ ทำบัตรเดบิตแทนบัตรเอทีเอ็มธรรมดา ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งว่า ได้ทำหนังสือถึงธนาคารต่างๆ เพื่อจัดการปัญหาการบังคับทำบัตรเดบิตแทนบัตรเอทีเอ็มแล้ว

3.ลดราคาค่าธรรมเนียมการโอนเงินข้ามเขต ข้อเสนอนี้ ในขั้นต้น ธนาคารแห่งประเทศไทยยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนเงินทางอินเตอร์เน็ตแล้ว(มีเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร)

อย่างไรก็ตาม แม้มีการตอบรับเรื่องการจัดการแก้ไขปัญหา การบังคับทำบัตรเดบิตแทนเอทีเอ็มธรรมดา โดยธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ก็ยังมีเสียงร้องเรียนมาจากฟากผู้บริโภคว่า ปัญหายังไม่หมดไป ธนาคารหลายแห่งยังมามุขเดิมๆ คือพยายามบ่ายเบี่ยงการทำบัตรเอทีเอ็มแบบธรรมดาๆ ของผู้บริโภค ดังนั้นในการประชุมคณะอนุกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชนด้านการเงินและการธนาคาร  ครั้งที่ 5/2557 จึงมีมติให้ทดลองติดตามมาตรการการคุ้มครองผู้บริโภคของธนาคารแห่งประเทศไทยว่า มีผลในทางปฏิบัติจริงหรือไม่ ในประเด็น 1) บัตรเอทีเอ็มธรรมดายังทำได้อยู่หรือไม่ 2) ค่าธรรมเนียมการทำบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิต ตรงกับที่ทางธนาคารแจ้งไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค โดยฉลาดซื้อขออาสาทดสอบเรื่องดังกล่าว

 

ขั้นตอนการทดสอบ

1.เราเลือกธนาคารเป้าหมาย 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยเลือกจาก 3 สาขาของแต่ละธนาคาร ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

2.จัดหาอาสาสมัครเพื่อไปทดลองเปิดบัญชีและทำบัตรเอทีเอ็ม โดยในการทดสอบอาสาสมัครจะบอกเพียงขอทำบัตรเอทีเอ็มเท่านั้นเพื่อดูการเสนอบริการของพนักงานว่ามีการให้ข้อมูลแบบใด เมื่อได้ข้อมูลแล้วจึงค่อยยืนยันว่าต้องการทำบัตรเอทีเอ็มแบบธรรมดาเท่านั้น เพื่อดูว่าพนักงานจะมีปฏิกิริยาอย่างไร และอาสาสมัครยังสามารถทำเฉพาะบัตรเอทีเอ็มธรรมดาได้หรือไม่

3.ก่อนจะส่งอาสาสมัครไปเปิดบัญชี เราได้ตรวจสอบข้อมูลจากหน้าเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อดูข้อมูลเรื่องค่าธรรมเนียมการทำบัตรเอทีเอ็ม บัตรเดบิต ที่แต่ละธนาคารได้แจ้งไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งพบว่า ธนาคารกรุงเทพ ได้ยกเลิกการให้บริการบัตรเอทีเอ็มแบบธรรมดาแล้ว มีเพียงบัตรเดบิต “บีเฟิร์ส” เท่านั้น

รูปที่ 1



จากตารางจะเห็นว่า การทำบัตรเอทีเอ็ม 1 ใบ แบบธรรมดาจะเสียค่าธรรมเนียมแรกเข้า+รายปี ไม่เกิน 300 บาท เว้นธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งมีค่ารายปี 250 บาท+แรกเข้า 100 บาท รวมเป็นเงิน 350 บาท ข้อสังเกตคือ บัตรเอทีเอ็มธรรมดา ของธนาคารกสิกรไทย กรุงศรีฯ และไทยพาณิชย์จะมีค่าธรรมเนียมแรกเข้า+รายปี ไม่แตกต่างจากการทำบัตรเดบิตแบบธรรมดา เว้นของธนาคารกรุงไทยที่ค่าธรรมเนียมบัตรธรรมดาจะถูกกว่าบัตรเดบิต คือ บัตรเอทีเอ็มธรรมดา 230 บาท บัตรเดบิตธรรมดา 300 บาท


รูปที่ 2
KTB
บมจ.ธนาคารกรุงไทย


รูปที่ 3
SCB
บมจ.ไทยพาณิชย์


รูปที่ 4
Kbank
บมจ.กสิกรไทย


รูปที่ 5
Bay
บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา


จากการทดลองสรุปว่า 12 สาขาของธนาคารเป้าหมาย ที่อาสาสมัครได้ทดลองเปิดบัญชีใหม่พร้อมทำบัตรเอทีเอ็ม พบว่า ไม่สามารถทำบัตรเอทีเอ็มแบบธรรมดาๆ ได้ ถึง 6 สาขา (50%) โดยธนาคารกสิกรไทยทำไม่ได้เลยทั้ง 3 สาขาที่อาสาสมัครได้ทดลองขอใช้บริการ รองลงมาคือ ธนาคารกรุงไทย ทำไม่ได้ 2 สาขา ไทยพาณิชย์ ทำไม่ได้ 1 สาขา(อ้างบัตรหมดเช่นกัน) ส่วนที่ต้องปรบมือให้ คือธนาคารกรุงศรีฯ อาสาสมัครของเราสามารถเปิดบัตรเอทีเอ็มแบบธรรมดาๆ ได้ทั้งสามสาขา

 

ฉลาดซื้อแนะ

1.ถ้าต้องการทำบัตรเอทีเอ็มแบบธรรมดาจริงๆ ขอให้ยืนยันกับทางพนักงานว่าต้องการทำบัตรเอทีเอ็มธรรมดาเท่านั้น ซึ่งค่าธรรมเนียมจะไม่เกิน 300 บาท เว้นธนาคารไทยพาณิชย์ 350 บาท

2.ระวังพนักงานเล่นกลกับท่าน กรณีที่บัตรเอทีเอ็มธรรมดาของธนาคารอาจมีหลายประเภท ท่านอาจได้ประเภทที่ค่าธรรมเนียมสูงแทนบัตรธรรมดาที่ค่าธรรมเนียมต่ำ  หรือได้เป็นบัตรเดบิตมาแบบงงๆ เพราะค่าธรรมเนียมเท่ากัน

3.โปรดเลือกบริการโดยคำนึงถึงความเสี่ยง ด้วยค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็มกับบัตรเดบิต อาจไม่ได้มีราคาต่างกัน ท่านจึงอาจเลือกบัตรเดบิตเพื่อความสะดวก แต่การเลือกใช้บัตรเดบิตต้องคำนึงเรื่องความปลอดภัย เพราะบัตรเดบิตสามารถนำไปรูดซื้อสินค้าได้เช่นเดียวกับบัตรเครดิต เพียงแต่ไม่เกินยอดเงินในบัญชี ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงสูงในการสุญเงิน หากท่านทำบัตรสูญหายหรือถูกขโมยไปใช้ เพราะผู้ไม่หวังดีต่อท่านจะสามารถรูดซื้อสินค้าได้ง่ายๆ เพียงแค่ปลอมลายมือชื่อของท่านเวลาซื้อของเท่านั้น(ร้านค้าส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้พิจารณาเรื่องลายมือชื่อสักเท่าไร) ดังนั้นท่านอาจสูญเงินทั้งหมดในบัญชีไปได้ง่ายๆ

4.ถ้าพบปัญหาว่าไม่สามารถทำบัตรเอทีเอ็มแบบธรรมดาๆ ได้ เพราะการอ้างเรื่องบัตรหมด ท่านควรทำหนังสือร้องเรียนต่อธนาคารดังกล่าว โดยการส่งจดหมายถึงธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงานใหญ่ของธนาคารนั้น เพื่อให้เกิดการปรับปรุงการให้บริการ ถ้าจะไม่มีบัตรแบบธรรมดาแล้ว ก็ควรประกาศยกเลิกไปอย่างเป็นทางการ
ข้อความโดย: sithiphong
« เมื่อ: มีนาคม 16, 2016, 10:22:39 PM »

ธปท. แนะวิธีตรวจสอบแบงก์ 1,000 ปลอม หลังพบระบาด-เหมือนจริงมาก
-http://money.kapook.com/view144086.html-

ธปท. แนะวิธีตรวจสอบธนบัตร จริงหรือปลอม เพียงแค่สัมผัส-ส่องดู-ตะแคงข้าง หลังพบแบงก์ 1,000 ปลอม ระบาด-เหมือนจริงมาก

          วันที่ 16 มีนาคม 2559 เพจ เที่ยงวันทันเหตุการณ์ รายงานว่า นายวรพร ตั้งสง่าศักดิ์ศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการสายออกบัตรธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยถึงกระแสข่าว พบธนบัตรปลอมชนิด 1,000 บาท ที่มีความเหมือนจริงทุกประการ เว้นเพียงมีภาพครุฑไม่สมบูรณ์ โดยชี้แจงว่า ในการตรวจสอบธนบัตรว่าเป็นของจริงหรือปลอมนั้นจะต้องตรวจสอบลักษณะต่อต้านการปลอมแปลงหลายจุดประกอบกัน ซึ่งหากพบว่าทุกจุดมีความถูกต้อง ธนบัตรดังกล่าวก็เป็นธนบัตรจริง แต่อาจเป็นธนบัตรชำรุด ซึ่งประชาชนสามารถนำไปแลกเปลี่ยนได้ที่ธนาคารออมสินหรือธนาคารพาณิชย์

          อย่างไรก็ตาม ประชาชนสามารถทำการตรวจสอบธนบัตรได้ด้วยตนเองง่าย ๆ 3 วิธี ดังนี้

          1. การสัมผัส : เนื้อกระดาษธนบัตร เป็นกระดาษชนิดพิเศษ มีความเหนียว แกร่ง ทนต่อการพับดึง และให้ความรู้สึกแตกต่างจากกระดาษทั่วไป และเมื่อสัมผัสตัวเลขแจ้งราคา กับคำว่ารัฐบาลไทย จะรู้สึกสะดุดกับหมึกพิมพ์

          2. การยกส่อง : เมื่อยกธนบัตรส่องกับแสงสว่าง จะเห็นลายน้ำพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ในเนื้อกระดาษอย่างชัดเจนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงรูปลายไทยขนาดเล็กที่มีความโปร่งแสงเป็นพิเศษ และแถบสีโลหะฝังอยู่ในเนื้อกระดาษ บนแถบมีตัวเลขและตัวอักษรแจ้งชนิดราคา

          3. การพลิกเอียง : บริเวณมุมของธนบัตร พิมพ์ด้วยหมึกพิมพ์ชนิดพิเศษ เมื่อพลิกธนบัตรไปมาสีของตัวเลขจะเปลี่ยนสลับจากสีหนึ่งเป็นอีกสีหนึ่งได้

สามารถอ่านวิธีสังเกตธนบัตรเพิ่มเติมได้ที่ bot.or.th

          ทั้งนี้หากผู้ใดมีข้อสงสัยเพิ่มเติม โปรดติดต่อมาที่ ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน โทรศัพท์ 1213 หรือ แผนกวิเทศสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์ สายออกบัตรธนาคาร โทรศัพท์ 0-2356 8687-90

ภาพและข้อมูลจาก เพจ เที่ยงวันทันเหตุการณ์, bot.or.th

-https://www.bot.or.th/Thai/Pages/default.aspx-
-https://www.bot.or.th/Thai/Banknotes/Pages/default.aspx-

-https://www.facebook.com/MiddayNewsTV3/posts/906012226179075-
ข้อความโดย: sithiphong
« เมื่อ: มีนาคม 11, 2016, 10:11:21 PM »

ให้ระมัดระวังกัน  เรื่องของเงินๆทองๆ 
ไม่มีเรื่องไหนที่ลงทุนน้อย ความเสี่ยงน้อย จะได้ผลตอบแทนสูง

ถ้ามีในลักษณะนี้  ให้รู้ไว้เลยว่า โดนหลอกแล้ว

สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะทำงานอาชีพไหน  ต้องเรียนรู้เรื่องของเงินๆทองๆไว้
จะได้เป็นภูมิคุ้มกันตัวเอง  ไม่ให้ถูกหลอกได้ ครับ


-------------------------------------------




ปปง. อายัด 300 ล้าน แก๊งโกงหวยสหกรณ์ออมทรัพย์ครู
-http://hilight.kapook.com/view/133974-

 ปปง. อายัดทรัพย์แก๊งโกงสลากกินแบ่งครู กว่า 300 ล้านบาท พร้อมอายัดทรัพย์เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนหลอกออมเงิน 1 พัน กู้ได้ 1 ล้าน

            วันที่ 11 มีนาคม 2559 ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เวลา 10.00 น. พันตำรวจเอก สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม  ครั้งที่ 4 โดยมีมติให้ยึดอายัดทรัพย์สินหลายรายการของ นายศรีสุข รุ่งวิสัย กับพวก ซึ่งเป็นของบริษัท เทวาสิทธิ พิฆเนศ จำกัด ไว้ชั่วคราว กว่า 100 รายการ ได้แก่ ที่ดินที่จังหวัดนครสวรรค์ สมุทรปราการ อาคารชุดย่านรัชดา มูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท

            ทั้งนี้ เนื่องจากนายศรีสุข กับพวกได้ร่วมกันหลอกทำสัญญาซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู กรมสามัญศึกษาจังหวัดเลย เป็นจำนวน 3 สัญญา 25,000 เล่ม ในราคาถูก แต่กลับนำเงินไปหมุนเวียนในระบบที่ไม่ตรงตามสัญญา และทางสหกรณ์กลับไม่ได้สลากจริง จึงเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน

            ส่วนอีกคดีคืออายัดทรัพย์ของวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมเกษตรกรไทยกับพวกไว้ชั่วคราว จำนวน 146 รายการ รวมมูลค่าประมาณ 6 แสนบาท หลังมีการโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนเข้ามาเป็นสมาชิกพร้อมกับมีการตั้งเครือข่ายประจำจังหวัดเพื่อหาเครือข่ายเพิ่มเติม โดยเสนอแผนงานและผลประโยชน์สูง เช่น การออมเงิน 1 พันบาท สามารถกู้เงินได้ 1 ล้านบาท โดยไม่เสียดอกเบี้ย แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าทางเครือข่ายสามารถดำเนินการได้จริงตามที่เชิญชวน ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวถือว่าเป็นการฉ้อโกงประชาชน เป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

            ด้านนายสันติ เจริญสุข ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ได้กล่าวขอบคุณพร้อมบอกว่า ขบวนการดังกล่าวได้มีการแอบอ้างใช้รูปของผู้บริหารระดับสูงเพื่อหลอกให้ประชาชนหลงเชื่อ และยังได้ฝากเตือนประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อถึงผลกำไรที่เกินจริง

ข้อความโดย: sithiphong
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2016, 12:30:32 PM »

อุทาหรณ์! โอนที่ให้แฟนลูกกู้ใช้หนี้ สุดท้ายโดนหลอก 7 ชีวิตไร้ที่อยู่ (ชมคลิป)
โดย MGR Online       
27 กุมภาพันธ์ 2559 09:38 น. (แก้ไขล่าสุด 27 กุมภาพันธ์ 2559 14:07 น.)
-http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000020934-


https://www.youtube.com/watch?v=sTFEEFLF_SA
-https://www.youtube.com/watch?v=sTFEEFLF_SA-
อุทาหรณ์!โอนที่ให้แฟนลูกกู้ใช้หนี้/สุดท้ายโดนหลอก 7 ชีวิตไร้ที่อยู่


 ลำปาง - ครอบครัวหญิงชาวลำปาง วัย 67 ปี รวม 7 ชีวิต โดนฟ้องไล่พ้นบ้านที่สร้างมากับมือ อยู่มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก หลังโอนสิทธิให้ “อดีตว่าที่ลูกเขย” นำไปค้ำกู้เงินใช้หนี้ สุดท้ายโดนฟ้องไล่ให้ออกภายใน 3 มีนาฯ นี้ แถมโดนจับเข้าคุก ผญบ. และจนท.ต้องลงขันช่วยประกัน บอกลงทุนก้มกราบเท้าหนุ่มแสบกลางศาลแล้วยังไม่ยอม

 วันนี้ (27 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดคดีความที่สะเทือนใจผู้คนในสังคมเมืองลำปาง และน่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้แก่คนทั่วไปขึ้นอีกครั้ง เมื่อแม่ชาวลำปางโอนกรรมสิทธิ์บ้าน และที่ดินให้แก่แฟนหนุ่มของลูกสาวที่คบหาอยู่นำไปเป็นหลักทรัพย์กู้เงินมาใช้หนี้ สุดท้ายโดนหลอกถูกฟ้อง จนทำให้ 7 ชีวิตในครอบครัวต้องไร้ที่อยู่ในต้นเดือนหน้านี้
       
       ล่าสุด นายสมภพ สุวรรณปัญญา เจ้าหน้าที่ชุด ททท. (ทำทันที) ของจังหวัดลำปาง พร้อมด้วยนายวัชระ ปาโกวงศ์ กำนันตำบลบ่อแฮ้ว นางเพียรใจ บุญเพ็ง ผู้ใหญ่บ้าน ม.15 ต.บ่อแฮ้ว อ.เมือง จ.ลำปาง ได้เข้าตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 554 ม.15 ต.บ่อแฮ้ว หลังได้รับการร้องเรียน และขอความช่วยเหลือจาก นางจุลี รุจิฉาย อายุ 67 ปี เนื่องจากถูกศาลมีคำสั่งขับไล่ออกจากบ้านของตนเอง
       
       จากการเข้าตรวจสอบพบว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นของ นางจุลี รุจิฉาย โดยมีสมาชิกในบ้านรวม 7 คน กำลังพากันวิตกกังวล และเป็นทุกข์อย่างมาก เนื่องจากจะต้องออกจากบ้านหลังนี้ภายในวันที่ 3 มีนาคม 59 ที่จะถึงนี้
       
       สอบถาม น.ส.สุจิตรา รุจิฉาย อายุ 43 ปี บุตรสาว กล่าวว่า เมื่อปี 2549 ตนเองได้ไปทำงานที่จังหวัดนครสวรรค์ และได้รู้จักคบหากันกับนาย ภ.(ขอปิดชื่อ-นามสกุล) ประมาณ 4-5 ปี ระหว่างนั้นได้ช่วย นาย ภ. ปล่อยเงินกู้ และขายหวย แต่มีลูกค้าเบี้ยวเงินจนสูญเงินไปร่วม 3 แสนบาท
       
       หลังจากนั้น นาย ภ.ได้บอกแก่ตนเองว่า ต้องหาเงินมาใช้คืนคนที่ปล่อยเงินกู้ โดยอ้างว่า เป็นเสธ.ทหาร หากไม่มีจ่ายจะถูกฆ่า ตนจึงพานาย ภ. มาบ้านที่จังหวัดลำปาง โดยได้บอกกับแม่คือ นางจุลี ว่า “หากไม่มีเงินคืนเขาจะมาฆ่าลูก ขอให้แม่โอนที่ดินซึ่งเป็นบ้านหลังที่อยู่กันนี้ให้เขาเพื่อนำไปกู้เงินจากธนาคารมาใช้คืน โดยขอกู้เงิน 500,000 บาท แล้วนำไปจ่ายหนี้ 3 แสนบาท เหลือ 2 แสนจะนำมาคืนแม่”
       
       แต่พอกู้เงินได้วันถัดมานาย ภ. ก็หายไป ไม่ได้นำเงินมาให้แม่แต่อย่างใด ซึ่งตอนนั้นตนก็ยังเชื่อใจแฟนหนุ่ม จึงได้ช่วยส่งเงินกู้ต่อทางธนาคารเดือนละ 4 พันกว่าบาท ซึ่งบางเดือนก็ส่งช้า เนื่องจากขณะนั้นตนเองทำงานได้เงินเพียงวันละ 174 บาท นาย ภ.ก็จะโทร.มาต่อว่า ระหว่างนั้นก็ได้ติดต่อให้มาทำสัญญาว่า หากตนส่งเงินครบให้โอนที่ดินคืนให้ แต่ก็ถูกบ่ายเบี่ยงมาตลอด
       
       น.ส.สุจิตรา กล่าวอีกว่า หลังจาก 1 ปีผ่านไปก็รู้ว่าคงโดนหลอกแล้วตนจึงหยุดส่งเงิน จนกระทั่งมีหมายศาลฟ้องขับไล่มาที่บ้าน แม่เปิดดูก็ตกใจ แต่ไม่รู้ไปปรึกษาใคร ทนายก็ไม่มี ไปศาลก็มีคนบอกว่า ไม่ต้องนำทนายไปเพราะแค่ไปตกลงกันเท่านั้น แต่เมื่อไปถึงกลับพบเขาเตรียมทนายมา และเขียนเนื้อหามาหมดแล้วพร้อมกับขู่ว่า หากเล่าเรื่องทั้งหมดจะไล่ออกจากบ้านทันที ตนเองจึงยอมเซ็นชื่อกับแม่ในสัญญาประนีประนอม
       
       “หลังการเซ็นสัญญาทำให้เราที่เป็นเจ้าของบ้านกลายเป็นคนเช่า และค้างค่าเช่าเขาเกือบ 3 แสนบาท และหากต้องการซื้อบ้านคืนเขาเรียก 1.3 ล้านบาท ซึ่งตนเองและครอบครัวไม่มีปัญญาซื้อ”
       
       น.ส.สุจิตรา ระบุด้วยว่า 2 วันก่อนมีตำรวจมาจับตัวทุกคนที่บ้านไปที่สถานีตำรวจ และให้ไปลงบันทึกการจับกุม จากนั้นนำตัวไปศาลทนายก็ไม่มี เมื่อไปถึงที่ห้องรับส่งหนังสือก็มีคนมาบอกว่า ทำไมไม่ออกจากพื้นที่ เขาให้ออกทำไมไม่ออก แม่บอกว่าออกแล้วเราจะไปอยู่ที่ไหน เขาก็บอกว่าไม่มีที่อยู่ก็จะหาที่อยู่ให้คือ ไปอยู่ในคุกสัก 6 เดือน เมื่อแม่ได้ยินแบบนั้นถึงกับร้องไห้ และนั่งลงไปกราบเท้านาย ภ. แต่นาย ภ.ได้เดินหนีออกจากศาลไปทันที
       
       หลังจากนั้น เราพ่อแม่ลูกถูกคุมขัง ได้แจ้งขอความช่วยเหลือไปยังผู้ใหญ่บ้าน ต่อมา ผู้ใหญ่บ้านได้เดินทางไปพร้อมเจ้าหน้าที่ ททท. (ทำทันที) และได้เฉลี่ยเงินกันคนละ 5 พันบาทเพื่อขอประกันตัว รวม 4 คนได้ 2 หมื่น จึงได้ออกมาที่บ้าน
       
       “จากนี้ก็ยังไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะบ้านนี้ก็เป็นบ้านดั้งเดิมที่ครอบครัวมีอยู่แค่ที่เดียว เมื่อศาลสั่งให้ออกภายในวันที่ 3 มีนาคมนี้ ตนเองก็คงต้องออก และคงไปขออาศัยกับคนที่รู้จักก่อนเพราะหมดแล้วทุกอย่าง”
       
       นางจุลี กล่าวด้วยน้ำตาว่า ที่ดินผืนนี้ซื้อมาเมื่อ 50-60 ปีก่อนด้วยเงิน 5 ร้อยบาท พื้นที่ 1 ไร่ 66 ตร.ว.ขณะนั้นเป็นป่า ตนต้องมาแผ้วถางหญ้าออก และมาปลูกบ้านช่วยกันทำมา แต่ด้วยความรักลูกกลัวเขาจะมาทำร้ายจึงยอมเซ็นเอกสารให้เขาไป และเชื่อใจชายคนนั้นว่า คงจะทำตมที่พูด แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ทำตามที่พูด
       
       “สุดปัญญาแล้ว หากเขาอยากได้ก็ให้เขาเอาไป แม่ตายก็เอาไปไม่ได้ เขาตายก็เอาไปไม่ได้เหมือนกัน เมื่อทำอะไรไม่ได้แล้วก็ต้องยอมทำใจแม่ไปกราบตีนมันๆ ยังไม่ยอม”

ข้อความโดย: sithiphong
« เมื่อ: มกราคม 31, 2016, 08:39:08 PM »

ต้องช่วยกันแชร์ คนที่ไม่รับผิดชอบ

คนที่ยอมค้ำประกันให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นในเรื่องกรณีไหนก็ตาม

1.ไม่ว่าจะเป็นในกรณีการค้ำประกันเงินกู้
ที่มีการค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันไม่ได้ใช้เงินกู้

2.ไม่ว่าจะเป็นการค้ำประกันอื่นๆ เช่น การค้ำประกันในเรื่องของการศึกษา เมื่อเรียนจบแล้ว ควรมาทำตามข้อตกลง(หรือตามสัญญาฯ) แต่หากไม่ต้องการทำตามข้อตกลง ก็ให้จ่ายเงินใช้หนีทุนการศึกษาเอง ไม่ใช่ให้ผู้ค้ำประกันรับผิดชอบ

หรือพวกที่กู้ กยศ.ที่ทำงานแล้ว แต่ไม่ยอมมาใช้หนี้ กยศ. แต่มีเงินไปซื้อมือถือดีๆ มีเงินไปเที่ยว คนพวกนี้ก็ไม่รู้จักหน้าที่ ไม่มีความรับผิดชอบ

คนที่ให้ผู้ค้ำประกัน เป็นคนที่รับผิดชอบในภาระหนี้ที่ตนเองได้ก่อไว้ สังคมต้องไม่ให้ตนเหล่านี้ มีพื้นที่ยืนในสังคมได้ บางกรณี ครอบครัว , วงศ์ตระกูล , สถาบันการศึกษา ได้พยายามอบรมสั่งสอนอย่างดีและเต็มที่แล้ว แต่พฤติกรรมยังยอดแย่เหมือนเดิม ยอดแย่ตามความคิดและสันดานตัวเอง



----------------------------------------------------


อาจารย์สาวหนีทุนเจอขุดเบาะแสใหม่เพียบ บ้าน-ที่อยู่-เงินเดือน รวยอลัง
อาจารย์สาวหนีทุนเจอขุดเบาะแสใหม่เพียบ บ้าน-ที่อยู่-เงินเดือน รวยอลัง
-http://education.kapook.com/view140447.html-

อาจารย์สาวทันตแพทย์หนีทุนโดนจัดหนัก ชาวเน็ตขุดเบาะแสใหม่เพียบ ทั้งบ้านที่อยู่ เงินเดือน และกิจการครอบครัว เรียกได้ว่าไร้ที่ยืนในสังคมแน่นอน

จากกรณีดังในโลกออนไลน์ เกี่ยวกับเรื่องราวของอาจารย์สาวหนีการใช้หนี้ทุนการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก จนทำให้ผู้ค้ำประกันต้องเสียเงินร่วม 10 ล้านบาทแทนเธอนั้น

ล่าสุด วันที่ 31 มกราคม 2559 สมาชิกเฟซบุ๊ก Weerachai Phutdhawong ได้ออกมารวบรวมเบาะแสเพื่อแฉแหลก ทั้งเรื่องบ้านหลังใหม่ที่เพิ่งซื้อ ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 45 ล้านบาท และข้อมูลทางการเงินอื่น ๆ ของอาจารย์สาวรายนี้

โดยมีการโพสต์ภาพบ้านจาก Google Maps และข้อความระบุว่า “จากภาพมุมสูงอีกมุมจาก google map บ้านเธอมูลค่า 45 ล้านบาท ที่พึ่งซื้อเมื่อปี 2014 ในบ้านมีรถไม่ทราบยี่ห้อจอดอยู่นอกโรงจอดรถ 1 คัน มี Sunroof นะครับ แต่ชาวเนตเดาว่า น่าจะยี่ห้อเดียวกับชื่อเธอ..... ลองหารุ่นมาเทียบดูครับ

ส่วนอีกโพสต์หนึ่ง เป็นข้อมูลเกี่ยวกับเงินเดือนรายปีของตำแหน่ง Senior Lecturer ซึ่งเป็นตำแหน่งของอาจารย์หนีทุนรายนี้ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปรากฏว่ารายรับต่อปีอยู่ที่ 171,466 - 227,800 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6-8.2 ล้านบาท)

และโพสต์ล่าสุด เป็นข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจคลินิกทำฟันของเธอ มีรายได้ประมาณปีละ 1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 36 ล้านบาท หากรวมเงินเดือนจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในตำแหน่งอาจารย์ด้วยแล้ว จะมีรายได้รวมประมาณ 1.2 ล้านเหรียญต่อปี หรือราว 42 ล้านบาท (ยังไม่หักภาษี)

จากข้อมูลทั้งหมด สรุปได้ว่าอาจารย์หนีทุนรายดังกล่าวเป็นผู้มีฐานะคนหนึ่ง ที่มีรายรับต่อปีมากพอจะชดใช้เงินทุนการศึกษาคืนได้อย่างไม่ยากเย็น ทั้งนี้ หากมีเบาะแสใหม่ ๆ เกี่ยวกับเรื่องราวดังกล่าว กระปุกดอทคอมจะรวบรวมมานำเสนอให้ท่านได้ทราบในลำดับต่อไป

ภาพและข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Weerachai Phutdhawong
-https://www.facebook.com/phutdhawong-

-----------------------------------------------------------

อ.มหิดล แจงดราม่าร้อน อ.สาว เบี้ยวใช้ทุน พร้อมเผยเหตุผลที่เลือกให้เรียนต่อ
-http://education.kapook.com/view140437.html-

อาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล แจงปมร้อนอาจารย์เบี้ยวใช้ทุน 10 ล้าน บอกจำเป็นต้องตามผู้ค้ำมาใช้เงินรัฐ ชี้เกณฑ์คัดเลือกบุคคล บอกตอนนั้นดูแค่ปัจจุบันจะประเมินเป็น 10 ปีไม่ได้

เป็นเรื่องราวดราม่าที่สังคมโซเชียลแชร์กันกระหน่ำเลยทีเดียว กรณีที่อาจารย์สาวท่านหนึ่ง ของภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ขอทุนไปเรียนต่อยังมหาวิทยาลับฮาร์วาร์ด เมื่อปร 2536 โดยขณะนั้นมีผู้ค้ำประกัน 4 ราย แต่สุดท้ายอาจารย์หญิงคนดังกล่าวกลับไม่มาทำงานใช้ทุนที่เมืองไทย ทำให้ผู้ค้ำประกันต้องจ่ายเงินคืน 3 เท่า จากที่ได้รับ คือ 10 ล้าน หรือต้องใช้คืน 30 ล้านบาท จากผู้ให้ค้ำประกันทั้งหมด

อย่างไรก็ดี ล่าสุดวันที่ 30 มกราคม 2559 ทางด้านศาสตรจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ก็ได้ออกมากล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยระบุว่าที่ทางมหาวิทยาลัยเสนอชื่อดังกล่าวก็เพราะเห็นว่าเป็นเด็กเรียนเก่ง เรียนดี และมองว่าสามารถกลับมาทำประโยชน์ให้กับประเทศไทย ซึ่งตามเงื่อนไขแล้วการขอทุนเมื่อเรียนจบก็ต้องกลับมาทำงานใช้ทุน โดยทำงานให้กับหน่วยงานในสังกัด นั่นก็คือมหาวิทยาลัยมหิดล เพราะในตอนนั้นที่ขอไปเป็นทุนของรัฐบาล และอาจารย์คนดังกล่าวเพิ่งเรียนจบและทำงานได้เพียง 1 ปี จึงต้องมีผู้รับประกัน 4 ราย โดยอาจารย์คนดังกล่าวได้ขอทุนทั้งปริญญาโทและเอก งบประมาณในการศึกษาจำนวน 10 ปี 10 ล้านบาท

ศ. นพ.บรรจง กล่าวต่อว่า ประมาณปี 2547 อาจารย์หญิงคนดังกล่าวได้แจ้งมายังมหาวิทยาลับว่า ขอยกเลิกที่จะกลับมาทำงานใช้ทุนคืน ซึ่งตามเงื่อนไขการขอทุนรัฐบาลยังไงก็ต้องชดใช้เงินคืนทำให้กระทรวงการคลังประสานมายังมหาวิทยาลัยให้เร่งติดตามอาจารย์ดังกล่าวเพื่อให้ใช้เงินคืนเพราะเป็นเงินของประเทศ แต่เมื่อติดต่อไมไ่ด้ ก็ต้องดำเนินการตามกระบวนกฎหมาย ด้วยการประสานและติดตามไปยังผู้ค้ำประกันทั้ง 4 ราย ให้ชดใช้แทน และตลอดเวลาที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในการให้ความช่วยเหลือ เจรจาต่อศาลเพื่อขอลดหย่อนเงินที่จะใช้คืนกับรัฐ ให้เหลือจำนวนเท่าเงินทุน 10 ล้านบาท

สำหรับประเด็นที่อาจารย์สาวไปมีครอบครัวที่นั่นแล้วปฏิเสธที่จะกลับมาทำงานและใช้ทุนคืน ทางกระทรวงก็ต้องประสานมายังมหาวิทยาลัย ทางมหาวิทยาลัยก็ต้องติดตามจากผู้ค้ำประกัน เพราะเงินดังกล่าวต้องคืนให้รัฐบาล และเหตุการณ์ดังกล่าวก็ไม่ใช่เหตุการณ์แรก จริง ๆ แล้วมีบุคคลที่ขอทุนไปเรียนต่างประเทศแล้วเบี้ยวไม่ชดใช้มีอยู่ประปราย แต่ที่ผ่านมาสังคมไม่ได้มีสื่อโซเชียลมากขนาดนี้ จึงทำให้เรื่องดังกล่าวกระจายไปอย่างรวดเร็ว

ท้ายนี้ ศ. นพ.บรรจง กล่าวต่อว่า ในการคัดเลือกคนที่จะเสนอให้ขอทุนรัฐบาล จริง ๆ แล้วก็ได้ตรวจสอบอย่างเข้มข้น ดูภูมิหลัง ดูประวัติและพฤติกรรมบุคคลนั้น ๆ แต่เป็นการดูแต่ช่วงเวลาปัจจุบัน ซึ่งไม่สามารถมีทางตอบได้เลยว่า อีก 10 ต่อมา บุคคลนั้นจะเปลี่ยนพฤติกรรมหรือไม่อย่างไร

เกาะติดข่าว หมอฟันหนีทุน ทั้งหมดคลิกเลย

ภาพจาก ทวิตเตอร์ @nimdaex เฟซบุ๊ก Weerachai Phutdhawong
-https://www.facebook.com/phutdhawong-
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
-http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/684957-

------------------------------------------------------------------------------

กลุ่มคนไทยในอเมริกาลุกฮือ ต่อต้านหมอฟันหนีทุน ตั้งเป้าลงขันจ้างทนายลงดาบ
-http://education.kapook.com/view140462.html-


กลุ่มคนไทยในสหรัฐอเมริกาทราบข่าว "หมอฟันหนีทุน" จากกระแสโซเชียล เริ่มลุกฮือต่อต้าน อาจมีการลงขันจ้างทนายให้จัดการ

จากกรณี “ทันตแพทย์หนีทุน” ที่กำลังเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วสังคมออนไลน์ หลังจากเฟซบุ๊กชื่อ เผด็จ พูลวิทยกิจ ได้โพสต์ระบายความในใจหลังถูกทันตแพทย์สาวรายหนึ่งซึ่งเคยขอให้เซ็นค้ำประกันเงินทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่ภายหลังกลับถูกเบี้ยว ไม่ยอมเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อชดใช้ทุน ทำให้ผู้ค้ำประกันต้องร่วมกันใช้เงินค่าปรับกว่า 8 ล้านบาท ตามที่เป็นข่าวไปนั้น (อ่านข่าว : ทันตแพทย์หนีทุน ทั้งหมด คลิก)

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเฟซบุ๊กของทันตแพทย์เผด็จ พูลวิทยกิจ ได้มีกลุ่มประชาชนที่อ้างว่าอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความให้กำลังใจและเล่าว่าทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว พร้อมกันนี้ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ต้นสังกัดของทันตแพทย์หนีทุนรายดังกล่าวจะไม่สนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ในกลุ่มบุคคลผู้ร่วมงานซึ่งสังกัดองค์กรเดียวกันนั้นไม่เห็นดีเห็นงามด้วย

โดยข้อความระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ คนไทยในอเมริกาหลายฝ่ายกำลังพยายามหาทางเคลื่อนไหวกดดันหน่วยงานต้นสังกัด และทันตแพทย์คนดังกล่าวแล้ว ซึ่งหากมีความคืบหน้า จะนำมาแจ้งให้ทราบเป็นลำดับต่อไป

พร้อมกันนี้ ยังมีผู้มอบข้อความให้กำลังใจทันตแพทย์เผด็จด้วยว่า “ผมจะไม่แปลกใจเลยถ้าจะมีคนไทยจำนวนมากช่วยกันลงขันบริจาคจ้างทนายไปสู้คดีที่อเมริกา คุณหมออย่าดูแคลนน้ำใจคนไทยในประเทศนี้เกินไป เรื่องราวตอนนี้มันเกินกว่าแค่จะชดใช้เงินคืนและขอโทษครูตนเองที่ตัวเองอกตัญญูไปแล้ว มันเป็นเรื่องของคุณธรรมและความถูกต้องเป็นธรรมล้วน ๆ”

ด้านชาวเน็ตที่ติดตามเรื่องราวดังกล่าวมาตลอด ก็ได้คอมเมนท์ให้กำลังใจทันตแพทย์เผด็จอย่างล้นหลาม พร้อมบอกว่าถ้ามีการว่าจ้างทนายจริง พวกตนก็พร้อมจะช่วยลงขันอีกแรง แต่ด้านนายแพทย์เผด็จกล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีความคิดที่จะฟ้องใครทั้งสิ้น

เกาะติดข่าว หมอฟันหนีทุน ทั้งหมดคลิกเลย
-http://news.kapook.com/topics/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99-


ภาพและข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก เผด็จ พูลวิทยกิจ
-https://www.facebook.com/padetunity-

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ -http://dailynews.co.th/regional/376638-
ข้อความโดย: sithiphong
« เมื่อ: มกราคม 27, 2016, 10:17:27 PM »

อุทาหรณ์.. จ่ายหนี้แทนนับล้าน เหตุเซ็นค้ำประกันทุนการศึกษาให้อาจารย์ ม.ดัง
-http://education.kapook.com/view140280.html-

อุทาหรณ์ คิดให้ดีก่อนเซ็นค้ำประกันให้ใคร มิเช่นนั้นอาจเจอบทเรียนราคาแพง ชดใช้หนี้ทุนการศึกษานับล้าน อีกฝ่ายอ้างไม่มีเงิน ทั้งที่มีงานดี รายได้สูง ใช้ชีวิตหรูหรา

         เชื่อว่าคนส่วนมากคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว สำหรับคำเตือนให้คิดตรองดูดี ๆ ก่อนจะเซ็นค้ำประกันให้ใคร เพราะเราไม่อาจทราบได้ว่าจะต้องเผชิญสิ่งใดในอนาคต จากการลงนามในสัญญาเพียงครั้งเดียวนั้น อย่างกรณีล่าสุด (26 มกราคม 2559) ผู้ใช้ทวิตเตอร์ @nimdaex ก็ได้ขอเป็นส่วนหนึ่งในการแชร์ต่อเรื่องราวอุทาหรณ์จากการค้ำประกัน ที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ทพ.เผด็จ หมอทอม ประสบมากับตัวหลังจากได้เซ็นค้ำสัญญาทุนการศึกษาให้อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรม คณะทันตแพทย์ ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดอีกฝ่ายกลับไม่ยอมชำระหนี้ อ้างว่าไม่มีเงินทั้งที่มีอาชีพการงานที่ดี อาศัยในอพาร์ทเม้นท์หรูในต่างประเทศ ทิ้งภาระทั้งหมดให้แก่ตัวเขาและบุคคลอื่น ๆ ที่ร่วมกันค้ำประกันให้ต้องเป็นผู้รับกรรมแทน

         โดยเรื่องราวมีอยู่ว่า ทพ.เผด็จ หมอทอม ได้ร่วมกับอาจารย์และเพื่อนร่วมงานคนอื่น เซ็นค้ำประกันให้กับอดีตอาจารย์รายหนึ่งซึ่งรับทุนศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ด้วยเห็นแก่คณะและหวังว่าอีกฝ่ายจะกลับมาทำประโยชน์แก่ส่วนรวม แต่สิ่งที่ได้รับคือฝ่ายนั้นบอกว่าไม่มีเงิน ทั้งที่ตัวเองทำงานเป็นนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อยู่อพาร์ทเม้นท์หรูหราในสหัฐฯ ปล่อยให้ตัวเขาที่ต้องส่งเสียเลี้ยงดูลูกอีก 4 คนต้องมาชดใช้กรรมแทน เป็นจำนวนเงินถึง 2.2 ล้านบาท

ดังนั้นเขาจึงอยากให้เรื่องดังกล่าวได้เตือนสติคนอื่น ๆ ที่กำลังจะค้ำประกันให้ใคร อยากให้รู้ว่าการศึกษาและชาติตระกูลไม่ได้ช่วยอะไร อยากให้คิดดี ๆ ก่อนจะทำธุรกรรมกับใครแม้จะปรารถนาดีต่ออีกฝ่ายก็ตาม

         ทั้งนี้หลังจากที่เรื่องดังกล่าวได้รับการเปิดเผย ก็ได้มีชาวเน็ตอีกหลายรายเข้ามาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในทำนองเดียวกัน บอกเล่าถึงคนที่ผิดนัดชำระหนี้แล้วหนีหายไป ปล่อยให้เป็นภาระของคนค้ำประกันที่ต้องชำระเงินแทน ทำกันได้แม้ว่าจะเป็นพี่น้องกัน ขณะที่อีกหลายคนยังวิจารณ์ว่าพฤติกรรมและจิตใจคนกลุ่มนี้ การศึกษานั้นไม่สามารถช่วยให้ดีขึ้นได้จริง ๆ

ภาพจาก ทวิตเตอร์ @nimdaex
ข้อความโดย: sithiphong
« เมื่อ: กันยายน 28, 2015, 08:29:37 PM »

อุทาหรณ์ ! สำเนาบัตรประชาชนหลุด ตกเป็นหนี้บัตรเครดิตนับแสนบาท

-http://money.kapook.com/view130334.html-

 อุทาหรณ์เตือนใจ ใครหลาย ๆ คนระวังสำเนาบัตรประชาชนที่ใช้สมัครงานหรือติดต่อธุรกรรมต่าง ๆ หลุด อาจตกเป็นหนี้บัตรเครดิตนับแสนแบบไม่รู้ตัว ชาวเน็ตแนะวิธีป้องกันมิจฉาชีพนำเอกสารไปใช้ประโยชน์ต่อ

           วันที่ 28 กันยายน 2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในตอนนี้ชาวโซเชียลกำลังให้ความสนใจกระทู้ "เตือนภัย เป็นหนี้บัตรเครดิตกว่า 150,000+ โดยไม่รู้ตัว" ของ คุณ Ordinary diary สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม  ที่ได้โพสต์เล่าเรื่องราวจากประสบการณ์จริง หลังตกเป็นลูกหนี้บัตรเครดิตของธนาคาร 2 แห่ง ทั้ง ๆ ที่ตนเองไม่เคยสมัคร

           โดยระบุว่า  เมื่อประมาณกลางเดือนมิถุนายน 2558 เจ้าของกระทู้ได้รับจดหมายทวงหนี้บัตรเครดิตจากธนาคาร A ที่ถูกส่งไปยังบ้านตามที่ระบุไว้ในบัตรประชาชน ทั้งนี้ ใบแจ้งหนี้ระบุว่า ตนเป็นหนี้จำนวน 76,000 กว่าบาท ซึ่งตอนที่น้องสาวถ่ายรูปแล้วส่งมาให้ดูก็คิดว่า คงถูกมิจฉาชีพส่งข้อมูลปลอมมาหลอก แต่เมื่อลองโทรไปสอบถามกับธนาคาร A จึงทราบว่า เป็นหนี้บัตรเครดิตจริง ๆ ทั้งที่ไม่เคยสมัคร

           ต่อมา ตนได้เดินทางไปยังสำนักงานใหญ่ของธนาคาร A เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงทำให้ทราบว่า บัตรเครดิตถูกเปิดใช้ที่ธนาคาร A สาขารังสิต ช่วงเดือนมีนาคม 2558 มีวงเงิน 73,000 บาท แต่ใช้เกินวงเดือน ยอดรวมทั้งหมดจึงเป็น 76,000 กว่าบาท และเมื่อเดินทางไปยังธนาคาร A สาขารังสิต เพื่อแจ้งความ เจ้าหน้าที่ของธนาคาร ชื่อว่า น.ส.Y ก็มาชี้แจงให้ทราบว่า ได้มีฝ่ายบุคคลของ บจก.XXX เอาหลักฐานของพนักงาน (สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของเรา) มายื่นกับธนาคารเพื่อสมัครบัตรเครดิตให้พนักงาน พร้อมทั้งนำสลิปเงินเดือน สเตทเม้นท์และใบเสียภาษีมาประกอบการสมัคร ประกอบกับธนาคารได้โทรไปสอบถามตามเบอร์ของ บจก.XXX ก็ยืนยันว่า พนักงานที่สมัครใช้บัตรเครดิตมีตัวตนจริง จึงอนุมัติบัตรเครดิต

           ตนจึงพยายามขอข้อมูลคนที่มาเปิดบัตรเครดิต ปรากฏว่า น.ส.Y ปฏิเสธ เนื่องจากเป็นข้อมูลของลูกค้า แต่ น.ส.Y จะส่งเรื่องไปให้สำนักงานใหญ่ดำเนินการต่อให้ หลังจากนั้นตนก็ได้เช็กกับเครดิตบูโร พบว่า มีคนร้ายแอบใช้บัตรเครดิตของธนาคาร B อีก 2 ใบ วงเงินใบละ 40,000 บาท หลังทราบเรื่องก็รีบเดินทางไปธนาคาร เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง ก่อนจะไปแจ้งความและนำเอกสารไปติดต่อธนาคารซึ่งเป็นสถานที่เปิดใช้บัตรเครดิตดังกล่าวทันที เรียกว่า กว่าจะเดินเรื่องจนหลุดพ้นหนี้บัตรเครดิตที่ตนเองไม่ได้ก่อ ก็ใช้เวลาประมาณ 2 เดือนทีเดียว

           นอกจากนี้ เจ้าของกระทู้ยังได้โพสต์เล่าการสอบถามเรื่องการทำบัตรเครดิตกับพนักงานของธนาคาร เพิ่มเติมด้วยว่า

           1. เราจะป้องกันอย่างไร ไม่ให้คนร้ายไปเปิดบัตรมั่วซั่วอีก?

           พนักงานของธนาคาร ตอบว่า ป้องกันไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือ รอว่าจะมีเซอร์ไพรส์จากธนาคารไหน แล้วค่อยตามไปแจ้งเรื่อง

           2. เราสามารถฝากเอกสารให้เพื่อนหรือใครมาสมัครบัตรเครดิตแทนเราได้ไหม?

           พนักงานของธนาคาร ตอบว่า  ได้

           3. เจ้าของหลักฐานไม่ต้องเซ็นชื่อต่อหน้าพนักงานเหรอ?

           พนักงานของธนาคาร ตอบว่า แล้วแต่กรณีว่า ลูกค้ากับพนักงานมีข้อตกลงกันว่าอย่างไร

           4. ถ้าเราทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ล่ะ จะช่วยได้ไหม?

           พนักงานของธนาคาร ตอบว่า ไม่ได้ เพราะข้อมูลยังเป็นข้อมูลของเรา


           อย่างไรก็ดี คุณ Ordinary diary ยังตั้งข้อสังเกตทิ้งท้ายว่า สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่หลุดไปถึงมือคนร้ายนั้น อาจหลุดไปกับการสมัครงานเมื่อช่วงต้นปี 2557 เนื่องจากแฟนของคุณ Ordinary diary ที่ยื่นใบสมัครที่เดียวกัน ก็ถูกนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไปเปิดบัตรเครดิตในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน

           ภายหลังที่เรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปก็มีบรรดาชาวเน็ตเข้ามาสอบถามว่า ธนาคารต้นเรื่องทั้ง 2 แห่งคือที่ไหนกัน เหตุใดเจ้าหน้าที่จึงไม่ตรวจเช็กข้อมูลของลูกค้าอย่างละเอียด ก่อนอนุมัติบัตรเครดิต หรือมัวแต่คิดเพิ่มยอดจนไม่สนใจอะไร ขณะที่บางส่วนก็เข้ามาต่อว่า บริษัทรับสมัครงานที่ทางเจ้าของกระทู้คาดว่าอาจเป็นต้นตอที่ทำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหลุดไปอยู่ในมือมิจฉาชีพว่า บริษัทดังกล่าวไม่มีจรรยาบรรณในการจัดเก็บเอกสารส่วนตัวหรือทำลายเอกสารสำคัญของผู้สมัครงานเลย และบางส่วนก็เข้ามาแนะนำเทคนิคการเซ็นรับรองสําเนาถูกต้องให้ปลอดภัย อาทิ ทุกครั้งหลังจากเซ็นชื่อ และเขียนข้อความรับรองสำเนาถูกต้องแล้ว เจ้าของเอกสารควรเขียนรายละเอียดกำกับไว้ด้วยว่า เอกสารฉบับนั้นใช้สำหรับทำอะไร เป็นต้น


  เทคนิคการเซ็นรับรองสําเนาถูกต้องให้ปลอดภัย

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก คุณ Ordinary diary สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม



  เทคนิคการเซ็นรับรองสําเนาถูกต้องให้ปลอดภัย
-http://hilight.kapook.com/view/86082-




เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

         สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องยื่นเอกสารสำคัญต่าง ๆ เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการทำธุรกรรมกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สิ่งสำคัญที่ควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง คือเรื่องของการเซ็นชื่อรับรองในสำเนาเอกสารเหล่านั้น เนื่องจากอาจมีบางท่านเซ็นชื่อรับรองสำเนาเอกสารอย่างไม่รัดกุม จนส่งผลให้ได้รับความเดือดร้อนในภายหลัง หรืออาจเป็นเพราะบางท่านไม่ทราบว่าควรเซ็นสำเนาอย่างไรถึงจะถูกวิธี ดังนั้นวันนี้เราจึงนำข้อมูลมาฝากกันค่ะ
 
วิธีเซ็นชื่อรับรองสําเนาถูกต้อง

          1. การเซ็นชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง จะใช้วิธีขีดเส้นคร่อมบนตัวสำเนาในส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของเอกสารหรือไม่ก็ได้ เนื่องจากการขีดคร่อม และเขียนข้อความกำกับบนสำเนาเอกสารนั้น ไม่ได้มีกฎหมายกำหนดไว้ แต่อาจเป็นวิธีการหนึ่งเพื่อป้องกันมิให้มิจฉาชีพนำสำเนาเอกสารนั้นไปใช้ประโยชน์ได้ แต่บางครั้งการขีดคร่อมเอกสารเพื่อนำไปใช้ประกอบเป็นหลักฐาน หากทำไม่ถูกต้อง อาจส่งผลให้สำเนาเอกสารฉบับนั้น ไม่สามารถใช้บังคับได้ตามกฎหมาย หรืออาจกลายเป็นลักษณะของการขีดฆ่าเอกสารทิ้งนั่นเอง

          2. ทุกครั้งหลังจากเซ็นชื่อ และเขียนข้อความรับรองสำเนาถูกต้องแล้ว เจ้าของเอกสารควรเขียนรายละเอียดกำกับไว้ด้วยว่า เอกสารฉบับนั้นใช้สำหรับทำอะไร เช่น "ใช้เฉพาะการสมัครงานเท่านั้น" หรือ "ใช้สำหรับติดต่อเรื่อง...เท่านั้น"

          3. นอกจากเขียนรายละเอียดกำกับการใช้แล้ว เจ้าของเอกสารควรระบุ วัน เดือน ปี ณ วันที่ยื่นเรื่อง ลงบนสำเนาดังกล่าว ซึ่งจะช่วยกำหนดอายุการใช้สำเนาเหล่านั้นได้

          4. ต้องเขียนข้อความทั้งหมดทับลงบนสำเนาส่วนที่เป็นบัตรประชาชนหรือสำเนาทะเบียนบ้านเพื่อให้ยากต่อการปลอมแปลงเอกสาร แต่อย่าทับบริเวณสาระสำคัญของสำเนาเอกสาร เช่น ชื่อ-นามสกุล, วันเดือนปีเกิด

          สำหรับวิธีการเซ็นชื่อรับรองสำเนาเอกสารทั้ง 4 ข้อนี้ เป็นเทคนิคง่าย ๆ ที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเจ้าของเอกสาร โดยไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะถูกกลุ่มมิจฉาชีพหรือผู้ไม่ประสงค์ดีนำสำเนาเอกสารสำคัญต่าง ๆ ที่มีชื่อของเราไปใช้ได้อย่างง่ายดาย

           นอกจากนี้ การเซ็นชื่อรับรองสำเนาเอกสารต่อหน้าเจ้าหน้าที่หรือพนักงานที่เราติดต่อเพื่อทำธุรกรรม ย่อมปลอดภัยกว่าการเซ็นชื่อรับรองสำเนาเอกสารแล้วส่งทางไปรษณีย์ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่เอกสารดังกล่าวอาจตกหล่นสูญหาย หรืออาจถูกมิจฉาชีพนำไปดัดแปลงแก้ไขจนสร้างความเดือดร้อนให้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น ถ้าจำเป็นจะต้องยื่นเอกสารสำคัญเพื่อติดต่อธุรกรรมต่าง ๆ ก็อย่าลืมนำวิธีดังกล่าวไปใช้กันนะคะ
 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค , เว็บไซต์กองบิน 4


+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham