ตอบ

ชื่อ:
อีเมล์:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

Verification:
ระหว่างความดีกับความไม่ดี เราจะเลือกทำสิ่งใดจึงจะสามารถบรรลุธรรมได้จริง ( เลือกตอบแค่ ความดี กับ ความไม่ดี ครับผม):
กัน-ละ-ยา-นะ-มิด เขียนเป็นภาษาไทยที่ถูกต้องว่าอย่างไรครับ:
คุณเชื่อในศรัทธาของความดีไหมครับ ( เลือกตอบแค่ เชื่อ กับ ไม่เชื่อ ครับผม):
ถ้าเราโกรธใคร ธรรมะจะเป็นหนทางผ่อนคลายความโกรธนั้นลงได้ใช่ไหม ( เลือกตอบแค่ ใช่ กับ ไม่ใช่ ครับผม ):
ชีวิตบางครั้งก็เหมือนเหรียญสองด้านใช่หรือไม่ครับบางครั้งก็หัวบางครั้งก็ก้อย( เลือกตอบแค่ ใช่ กับไม่ใช่ครับผม):
เว็บใต้ร่มธรรมเป็นเว็บเล็กๆแนวธรรมะในจิตใช่หรือไม่ ( เลือกตอบแค่ ใช่ กับ ไม่ใช่ ครับผม):
^^ ขอความกรุณาพิมพ์คำว่า ความดีนำทาง:
เว็บใต้ร่มธรรมเป็นเว็บเล็กๆในโลกออนไลน์ใช่หรือไม่ ( เลือกตอบแค่ ใช่ กับ ไม่ใช่ ครับผม):
ท่านจะปฏิบัติตามกฏระเบียบข้อตกลงของเว็บใต้ร่มธรรมทุกประการหรือไม่ ( เลือกตอบแค่ ใช่ กับ ไม่ใช่ ครับผม):
โดยปกติชน นิ้วมือของคนเรา มีกี่นิ้ว (ตอบเป็นภาษาไทยครับ):
วัฒนธรรมไทยเมื่อเห็นผู้ใหญ่ท่านจะทำความเคารพ ด้วยการไหว้ท่านก่อนเสมอใช่หรือไม่:
ใต้ร่มธรรม เป็น แค่เว็บไซต์และจินตนาการทางจิต การทำดี สำคัญที่ใจเรา เริ่มความดีที่ใจเราก่อนเสมอ พิมพ์คำว่า "เริ่มความดีที่ใจเราก่อนเสมอ":
คุณพ่อคุณแม่เปรียบดั่งพระอรหันต์ในบ้าน พิมพ์คำว่า "คุณพ่อคุณแม่ฉันรักและเคารพท่านดุจพระอรหันต์":
บุคคลที่ไปหลายๆเว็บไซต์ โดยที่สวมบทบาทเป็นหลายๆคน โดยที่ไม่รู้ว่า แท้จริงใจเราต้องการอะไร เพื่อน หรือ ชัยชนะ:
กล่าวคำดังนี้  "ขออโหสิกรรม":
ในโลกออนไลน์หรือโลกแห่งจิต ไม่มีใครทำอะไรเราได้ นอกเสียไปจาก (คนพาล) หรือ (ใจของเราเอง):
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ใต้ร่มธรรมเองก็จะเป็นไปตามวัฐจักรนี้ ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น (เป็นจริง) หรือ (ไม่จริง):
ธรรมะคือ ธรรมชาติ พิมพ์คำว่า (ธรรมะชาติ) ครับ:
ขนทรายเข้าวัดคือ พิมพ์สำนวนต่อไปนี้ครับ (ทำบุญทำกุศลโดยวิธีนำหรือหาประโยชน์เพื่อส่วนรวมมิได้ทำเพื่อตนเอง):
ผู้ที่ไม่เคยรับรู้รสของความขมขื่น จะไม่รู้ว่าความหวานชื่นคืออะไร พิมพ์เป็นประโยคภาษาอังกฤษครับ เป็นตัวพิมพ์เล็กทั้งหมดนะครับ เว้นวรรคคำด้วยครับ (He who has never tasted bitterness does not know what is sweet):

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: ฐิตา
« เมื่อ: สิงหาคม 08, 2010, 08:25:45 AM »





ॐ ∞

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=EtSpJUVWN4Y&amp;feature=player_embedded" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.youtube.com/watch?v=EtSpJUVWN4Y&amp;feature=player_embedded</a>

ॐ ∞ White Tara mantra



OM TARE TUTTARE TURE SOHA
  OM TARE TUTTARE TURE SOHA



Om Tare Tuttare Ture Soha, Tara Mantra
อัปโหลดโดย neptunito เมื่อ 19 พ.ย. 2010

***If you see publicity in this video, I would like to kindly
inform you that the benefits of this advertisement
are for the company that has claimed the rights of the soundtrack,
not the producer of the piece. Thank you.***

Cittamani inspiration - Deva Premal music

To the Enlightened ones, the Dharma and the Spiritual Community
Until Enlightenment I turn for refuge.
By the spiritual energy of this practice,
May I attain Enlightenment for the benefit of all.

Tara (whose name means "star" or "she who ferries across")
is a Bodhisattva of compassion who manifests in female form.
In Tibetan, Tara is known as "Dölma" (Sgrol-ma),
or "She Who Saves." In particular she represents compassion in action,
since she's in the process of stepping from her lotus throne
in order to help sentient beings.
Tara's mantra is a loving play on her name. According to Sangharakshita,
a traditional explanation of the mantra is that the variations
of her name represent three progressive stages of salvation.

1. Tāre represents salvation from mundane dangers and suffering.
Tara is seem as a savioress who can give aid from material
threats such as floods, crime, wild animals, and traffic accidents.

2. Tuttāre represents deliverance into the spiritual path
conceived in terms of individual salvation. In traditional terms,
this is the path of the Arhant, which leads to
individual liberation from suffering. This is seen in Mahayana Buddhism
as a kind of enlightenment in which compassion does not figure strongly.

3. Lastly, ture represents the culmination of the spiritual path in terms
of deliverance into the altruistic path of universal salvation
- the Bodhisattva path. In the Bodhisattva path we aspire for personal
enlightenment, but we also connect compassionately
with the sufferings of others, and strive to liberate them
at the same time as we seek enlightenment ourselves.

Svaha, according to Monier Monier-William's Sanskrit Dictionary,
means: "Hail!", "Hail to!" or "May a blessing rest on!"
Her mantra can therefore be rendered as something like
"OM! Hail to Tara (in her three roles as a savioress)!" although
this may one of those occasions when the mantra is best left untranslated.

-http://en.wikipedia.org/wiki/Tara_%28Buddhism%29

By this merit may I quickly reach
The Enlightened state of Green Arya Tara,
So that I may lead all living beings without exception
To the same Enlightenment

ข้อความโดย: ฐิตา
« เมื่อ: สิงหาคม 08, 2010, 08:03:14 AM »








พระพุทธรูปสูงใหญ่ขนาด 9 เมตร ชื่อว่า พระโจโวคังศากายมุณี
ที่เจ้าหญิงเวนเซ็ง อัญเชิญมาจากจีนบ้านเกิดของพระองค์เอง

...นับตั้งแต่อารามโจคังถูกปิดตายนานถึง 30 ปีกว่า และเปิดตัวอีกครั้ง
เมื่อไม่อาจทนต่อ การเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก

ความหมายในศิลาจารึกทั้งสองล้วนเสมือนหนึ่งเครื่องเตือนใจให้เราเข้าใจถึง
สัจจะธรรมของชีวิตได้เป็นอย่างดี

“สิ่งใดๆในโลกล้วนไม่เที่ยงแท้แน่นอน” เราจึงไม่ควรหยุดนิ่ง และเร่งค้นหา
แก่นสารของชีวิต
โดยคิดประหนึ่งว่า “เวลาเหลือน้อยลงทุกขณะ”






ภาพแสดงการก่อสร้างวัดโจคังตามคำสั่งของพระเจ้าซองเซ็น กัมโป
และเจ้าหญิงเวนเซ็ง ดูจากภาพมุมขวามือคือสองพระองค์นั่นเอง


ชื่อของวัดโจคัง
ภาษาธิเบต แปลว่า ห้องพระ


Credit by : http://www.thaimtb.com/cgi-bin/viewkatoo.pl?id=156788
ขอบพระคุณที่มามากมายค่ะ

ข้อความโดย: ฐิตา
« เมื่อ: สิงหาคม 08, 2010, 07:47:16 AM »




ภายในพระอารามโจคังวิหาร มีกลิ่นอายกำยานหอมฟุ้ง มีพระพุทธรูปใหญ่เป็นพระประธานตรงกลาง

สิ่งหลักฐานที่เป็นเหตุจีนแผ่นดินกลืนแผ่นดินธิเบต..ด้วยเหตุผล

...มีแผ่นศิลาคู่จารึก ข้อความเป็นภาษาธิเบตและจีน เป็นสิ่งประจักษ์พยานของ 2 แผ่นดิน
เพื่อสนธิสัญญาสันถวไมตรีในปี พ.ศ.1364

ระหว่างจักรพรรดิองค์ที่สองแห่งราชวงศ์ถัง ผู้เป็นพระปิตุลา(ลุง)
และพระเจ้าตริสอง เดนเซน จักรพรรดิแห่งธิเบต
ผู้เป็นพระภาคิไนย (หลานชาย) พระโอรสของเจ้าหญิงเวนเซ็งนั่นเอง


Uttarabodhi Mudra
Two hands placed together above the head
with the index fingers together and the other fingers intertwined.
The gesture of supreme enlightenment.


ในแผ่นศิลาจารึกนั้นมีใจความบันทึกว่า
....” ไมตรีระหว่างอาณาจักรสองเราไร้ซึ่งหมอกควันหรือฝุ่นผง
จงอย่าได้วิตก ถึงคำว่า “ศัตรู”
เพราะแม้แต่การรักษาพรมแดนของเราทั้งสองจักอยู่ในที่ของตน
อย่างสันติสุข นับหมื่นปี
เกียรติคุณครั้งนี้จะแผ่ขยายไปทั่วหล้า ภายใต้รัศมีแห่งสุริยันและจันทรา”....


“สันติสุข” ผ่านไปพันกว่าปี ก็อันมามีอันล่มสลายในปี พ.ศ.2492
รัฐบาลจีนภายใต้การนำของ “เหมา เจ๋อ ตุง”
ส่งกองทัพกำลัง เข้าทำการสงคราม เหนือแผ่นดิน

แม้ใช้สันติวิธีก็ไม่อาจกู้วิกฤตได้ วันที่ 10 มีนาคม 2502
ดาไลลามะองค์ที่ 14
ประมุขของศาสนาจักรและอาณาจักร
จำต้องละทิ้งแผ่นดิน เสด็จลี้ภัยพร้อมพสกนิกร
นับหมื่นกว่าคน เดินเท้าสู่ธรรมศาลาในประเทศอินเดีย
จวบถึงปัจจุบัน



ข้อความโดย: ฐิตา
« เมื่อ: สิงหาคม 08, 2010, 07:43:43 AM »




กวางสองตัว หมอบ หันหน้า เข้า ธรรมจักร อยู่ บน ดาดฟ้า ของวัดโจคัง


ป้ายแสดงยืนยัน ความเป็นมรดกของโลก ของยูเนสโก้


มอง ธรรมจักร จากไกลๆ หน่อย ก็สวยเด่น ตา มีคนอยู่ข้างบนนั้นได้
เพราะเป็นดาดฟ้าขึ้นไปชมได้ครับ มองจากข้างบน ก็จะเห็น พระราชวัง โปตาลา ด้วย


หน้าวัดโจคังแบบ เต็มๆ

วัดโจคัง (อารามโจคัง) Jokhang Monastery

...ศาสนสถานสำคัญแห่งนี้ สร้างขึ้นในราว พ.ศ 1182-1190 ในรัชสมัยของ “พระเจ้าซองเซ็น กัมโป” ปฐมกษัตริย์แห่งธิเบคต ผู้ทรงอำนาจ บรรดาประเทศเพื่อนบ้านต่างส่งเจ้าหญิงของตนมาเจริญสัมพันธ์ไมตรีด้วยคือ เจ้าหญิงภริกูติ เทวี จากเนปาล และเจ้าหญิงเวนเซ็ง กองโจ พระราชธิดาแห่งราชวงศ์ถัง ทั้ง 2 พระองค์ต่างอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญมาจากบ้านเกิดของตน

...กษัตริย์ทรงเสื่อมใสในศาสนาพุทธโปรดสร้างอารามโจคังแห่งนี้ เพื่อประดิษฐานองค์พระทั้ง 2 มเหสี

...อารามโจคัง หรือแต่เดิมเรียกว่า “โจโวคัง” Jowokhong ก็คือ อารามประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญองค์นี้นั่นเอง และอารามนี้หาใช่สร้างแบบธรรมดาไม่ เพราที่ตั้งเดิมเคยเป็นทะเลสาบใหญ่ เจ้าหญิงเวนเซ็ง เป็นผู้เลือกฮวงจุ้ยจึงต้องสูบน้ำออกให้หมด และทำพิธีสะกดวิญญาณร้ายให้จมอยู่ใต้ทะเลสาบ ไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางความเจริญทางพุทธศาสนาตามความเชื่อในยุดสมัยนั้น โดยการบูชายัญด้วยแพะ ร่องรอยในอดีตที่เหลือไว้พอให้เห็นน่าเชื่อถือคือ แท่นหินภายในเป็นโพรง



ข้อความโดย: ฐิตา
« เมื่อ: สิงหาคม 08, 2010, 07:39:32 AM »


วัดโจคัง (Jokhang) หรือชาวจีนเรียกว่า ต้าเจ้า ซื่อ (Dazhao Si )

เป็นวัดหลังคาทอง มีอายุมากกว่า 1,400 ปี สร้างขึ้นตั้งแต่ ศตวรรษ ที่ 7 (ประมาณ ปี ค.ศ. 639-647) ชาวธิเบตนับถือว่าวัดแห่งนี้เป็น วัดที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่สุดในประเทศ

วัดโจคังสร้างขึ้น หลังจากการอภิเษกสมรส ระหว่างราชธิดา ราชวงศ์ ถัง ของจีน กับกษัตริย์ ธิเบต เจ้าหญิง เหวินเชง ทรงนำพระพุทธรูปพระศากยมุนีจากจีนมาด้วย เมื่อสร้างวัดเสร็จ ได้อัญเชิญ พระพุทธรูปไปประดิษฐาน ณ วัดโจคัง ปัจจุบันการทำพิธีสำคัญทางศาสนาพุทธก็จะมาทำ พิธีที่วัดนี้

วัดโจคังเป็นสถานที่สำคัญมีชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของเมืองลาซา นอกจากพระราชวังโปตาลาแล้ว วัดโจคังก็เป็นสถานที่อีกแห่งที่พลาดเสียมิได้ วัดนี้อยู่ทางตะวันออกของพระราชวัง บริเวณรอบวัดมีถนน ล้อมรอบ ชาวทิเบตเรียกกันว่า ถนนแปดเหลี่ยม เพราะถนนสายนี้ หักเป็นมุมล้อมรอบวัดเป็นรูปแปดเหลี่ยม บนถนนสายนี้เป็นย่างช้อปปิ้ง และย่านที่คึกคักจอแจที่สุดของเมืองลาซาอีกด้วย

จุดเด่นของวัด นี้คือ บนหลังคาวัด ซึ่งเป็นดาดฟ้า มีรูปปั้นสัญลักษณ์ พระธรรมจักรกัปวัตนสูตร ซึ่งพระพุทธองค์ประธานเป็นปฐ่มเทศนา เป็นรูปธรรมจักร และ กวาง 2 ตัวนอนหมอบ หันหน้าเข้าหาธรรมจักร ทั้งธรรมจักร และกวางน้อย หุ้มด้วยทองคำแท้อยู่ด้านบน หลังคาวัดโจคังก็ประดับด้วยทองคำ ในยามเย็น เมื่อแสงอาทิตย์ สาดส่องต้องหลังคาวัด จะสะท้อนสีทองออกมา วาววับจับตา เป็นภาพที่งดงามประทับใจมาก

ภายในวัดมีพระประธานเป็นพุทธรูปองค์ใหญ่ สูงประมาณ 3 เมตรคือ โจโวศากยมุนี ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่เจ้าหญิง เหวินเชง พระธิดา ของฮ่องเต้ราชวงศ์ถัง ของจีน ที่ได้เดินทางไกลมาแต่งงานกับพระเจ้าสองต์สัน กัมโปนำมาด้วย

พระพุทธรูปองค์นี้ เป็นที่เคารพนับถืออย่างสูงสุดของชาวธิเบต วัดโจคังได้ชื่อว่าเป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของธิเบต มีเรื่องเล่าว่า เมื่อทหารเรดการ์ด ของกองทัพประชาชนในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนยกกำลังมาทำลายวัดวาอาราม และสถานที่สำคัญทางศาสนาในเมืองลาซาจน เสียหายยับเยิน แต่เรดการ์ด กลับไม่กล้าแตะต้อง วัดโจคังเพราะเกรงกลัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และ อภินิหารของวัดนี้

ชาวธิเบตมีความผูกพันกับวัด โจคังมาตั้งแต่เกิด พวกเขาถือว่าการได้มีโอกาสที่จะมาไหว้พระที่วัดนี้สักครั้ง ถือว่าเป็นบุญอันยิ่งใหญ่แล้ว

เมื่อศาสนาพุทธนิกายมหายานได้เผยแผ่ เข้าไปในธิเบต ผสมกับความเชื่อในลัทธิบอนของชาวธิเบต ต่อมาได้ผสมผสานกับศาสนาพุทธ อีกนิกายหนึ่งคือ นิกายตันตระ หรือนิกาย วัชรณาน เป็นพุทธศาสนาอีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งเป็นพุทธศาสนาแนวทางธิเบตเรียกว่า "Lamaism" แต่ยังรักษาประเพณีความเชื่อของศาสานพุทธนิกายมหายาน เช่น การเติมน้ำมันตะเกียงตามความเชื่อที่ว่าเป็นการเติมเชื้อเพลิงให้ชีวิต ซึ่งก็คือการต่ออายุ ผู้เติมนั่นเอง น้ำมันนี้ได้มาจากไขของจามรี เป็นน้ำมันมีกลิ่นฉุนประหลาด เมื่อเข้าวัดธิเบตจะได้กลิ่นน้ำมันจามรีเป็นของคู่วัดธิเบตทุกแห่ง

รอบๆวัดโจคังมีชาวธิเบตมากราบพระด้วยการทอดตัวลงไปนอนราบจนหน้าผากสัมผัสพิ้นแล้วลุกขึ้นมายืนแล้วกราบลงไปใหม่ แล้วลุกขึ้นมาแล้วกราบใหม่ในท่าเดิม ชาวธิเบตเรียก การกราบแบบนี้ว่า " กราบ 8 จุด" หรือ " อัษฏางคประดิษฐ์ " อันเป็นการแสดงความเคารพสูงสุด

เมื่อไปวัดโจคังจะเห็นภาพชาวธิเบตนอนราบกราบพระแล้วลุกขึ้นมาแล้วนอนลงกราบใหม่ วนเวียนอยู่อย่างนี้อยู่ทั่ววัด บ่อยครั้งที่จะเห็นชาวทิเบตเดินวนกราบพระไปรอบๆวัด ด้วยการเดิน 3 ก้าว แล้วกราบพระ 1 ครั้งแล้วลุกขึ้นมาเดินไปอีก 3 ก้าว แล้วนอนกราบอีกครั้ง สลับกันไป บางคนเดินวนรอบวัดกราบพระไม่รู้กี่ร้อยรอบ

รอบโบสถ์วัดโจคัง จะมี " Prayer Wheel" เป็นวงล้อขนาดใหญ่ ภายในวงล้อมีบทสวดมนต์ จารึกอยู่บนวงล้อ การหมุนวงล้อธรรมนี้จะหมุนไป ตามเข็มนาฬิกา หมุนวงล้อธรรม 1 ครั้ง เท่ากับการได้สวดมนตฺ์ ไป 40,000 จบ การหมุนวงล้อ พระธรรมคำสวดนี้ชาวธิเบตจะปฏิบัติกันจนเป็นกิจวัตร ดังนั้น เมื่อเดินไปตามถนนก็จะเห็นชาวธิเบตถือวงล้อ ธรรมดา ขนาดเล็ก เดินไปหมุนไปด้วยตลอดเวลา
ข้อความโดย: ฐิตา
« เมื่อ: สิงหาคม 08, 2010, 07:24:06 AM »






ใบหน้า "พระโจโวศากายมุณี" ช่างสวยงาม
ตามศิลปะธิเบต



ตามตำนานเล่าว่า เจ้าหญิงเวนเซ็ง ผู้เข้มแข็งทรงมากด้วยความสามารถ
นอกจากทรงนำขนบธรรมเนียมแบบจีนมาใช้ในราชสำนัก

ตลอดจนการเกษตร และทอผ้ามาเผยแพร่ให้แก่พสกนิกรทิเบตแล้ว พระองค์ทรงเป็นผู้อัญเชิญ
พระพุทธรูปองค์ใหญ่สูง 9 เมตร

ปิดทองอร่ามทั้งองค์ประดับด้วยไข่มุก หินปะการัง และอัญมณีหลากสี ซึ่งชาวธิเบตเรียกว่า
“โจโวศากายมุณี”( Jowo Sakyamuni)

และต่างให้ความนับถือว่า ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด 1 ใน 3 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เล่าขานกันว่า อัญเชิญมาจากแผ่นดินจีน
ด้วยความยากลำบากจนเหล่าเทพยาดาต้องลงมาช่วยกันอัญเชิญต่อเนื่องชั่วเวลาข้ามคืน



Green Tara Mantra (108 Repetitions)

Green Tara Mantra (108 Repetitions)


การกราบแบบอัษฏางคประดิษฐ์ (ทางคติวชิรยาน)
อนุโมทนาค่ะ

ข้อความโดย: ฐิตา
« เมื่อ: สิงหาคม 08, 2010, 07:08:13 AM »


แมนดาล่าทำจากอะไร?
 แมนดาล่าอาจสร้างขึ้นจากเพชรล้ำค่า ดอกไม้ เมล็ดข้าวแห้ง หินสี หรือทรายสีก็ได้ สำหรับการสร้างแมนดาล่าทราย ทรายนับพันเม็ด ตั้งแต่แบบที่ละเอียดที่สุดไปจนถึงหินทรายเม็ดหยาบ จะถูกทำขึ้นจากหินอ่อนตกผลึกสีขาวที่ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน และจะถูกนำไปบดให้มีความหยาบต่างๆ กัน จากนั้นผงทรายเหล่านี้ก็จะนำไปผ่านกระบวนการย้อมสี โดยจะมีทั้งสิ้นห้าสี แต่ละสีแทนถึงปัญญาเฉพาะอย่างในการบรรลุถึงการเป็นผู้รู้แจ้ง ซึ่งก็คือพระพุทธเจ้า แต่ละขั้นตอนในการเตรียมการนี้ต้องผ่านการปฏิบัติอย่างตั้งใจและได้รับการปลุกเสกในกระบวนการก่อนที่ผงทรายย้อมสีจะถูกนำมาใช้สร้างแมนดาล่าบนแท่นพื้นเรียบ

      กรวยโลหะที่ใช้นั้นเรียกว่า chak-pu เมื่อกรวยที่มีลักษณะแคบและยาวนี้ถูกนำมาถูกับชิ้นเขาสัตว์ ทรายสีที่บรรจุอยู่ภายในกรวยก็จะไหลออกมาในจังหวะที่สม่ำเสมอ เครื่องขูดที่ทำจากไม้หรือที่เรียกว่า shing-ga ถูกนำมาใช้จัดขอบให้ตรงและจัดเม็ดทรายที่กระจัดกระจายให้สะอาดเรียบร้อย ความจำเป็นที่ต้องใช้ทั้งกรวยและเขาสัตว์โดยจะขาดสิ่งใดไปไม่ได้ในกระบวนการเหล่านี้ช่วยเตือนให้เราไม่ลืมว่า ไม่มีสิ่งได้ที่คงอยู่ได้โดยไม่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน สรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้นจากการพึ่งพากันบนความหลากหลายของเหตุปัจจัย

     ผงทรายย้อมสี ซึ่งมีทั้งสีน้ำเงิน ขาว เหลือง แดง เขียว ดำ น้ำตาล ส้ม ฟ้า เหลืองอ่อน แดง และเขียวอ่อน จะถูกนำมาใช้ ในการฝึกปฏิบัติตามแนวตันตระ สีขาว เหลือง แดง และน้ำเงินอมดำจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการกระทำอันสันติ เพิ่มพูน ทรงอำนาจ และดุร้าย ตามลำดับ การกระทำดังกล่าวไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ส่วนตัว แต่มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือสรรพชีวิตอื่นๆ

       อัตราส่วนที่แน่นอนและรายละเอียดทั้งหมดในการสร้างแมนดาล่าทรายถูกกล่าวไว้ในตำราโบราณทางพุทธศาสนา แม่ชีจะทำตามภาพประติมานวิทยาทางศาสนาอย่างพิถีพิถัน เพราะทุกๆ ส่วนของแมนดาล่าสื่อสัญลักษณ์ถึงแง่มุมที่แตกต่างกันของคำสอนและการตระหนักถึงผู้ตรัสรู้ประจำแมนดาล่านั้นๆ





แมนดาล่าพระไภชัษฯ

       แมนดาล่าทรายที่สร้างขึ้นในประเทศไทย ณ วัดธรรมปัญญารามบางม่วงครั้งนี้ คือแมนดาล่าทรายแห่งพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ทั้งนี้สืบเนื่องจากการที่ท่านเซียงป้อ เจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญารามบางม่วง ได้จัดให้มีโครงการหล่อพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าขึ้นจากเงินแท้ๆ เพื่อเป็นพระประธาน ดังนั้นทางคณะแม่ชีจึงได้สร้างแมนดาล่าทรายพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าขึ้นให้เป็นการสอดคล้องกัน เพื่อเป็นการเสริมอานุภาพแห่งการประสาทพรแห่งการบำบัดรักษา เพราะพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าคือพระพุทธเจ้าแห่งการบำบัดรักษาโรคภัย ผู้ที่ได้บูชาพระองค์ด้วยจิตศรัทธาหรือผู้ที่ได้เห็นแมนดาล่าพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ก็จะหายจากโรคภัยไข้เจ็บ ความทุกข์ทรมาน และเคราะห์ร้ายทั้งปวง

     การได้เห็นหรือได้เพ่งสมาธิไปที่แมนดาล่าพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า พร้อมๆ กับสวดบทบูชาประจำองค์พระไปด้วย จะช่วยให้เราได้ชำระบาปกรรมที่สั่งสมมาเป็นเวลานับกัลป์ได้ ผู้ที่เจ็บป่วยใกล้ละจากโลก หากได้เห็นแมนดาล่าทรายนี้ ก็จะไม่รู้สึกทุกข์ทรมาน และจะได้ไปเกิดในภพภูมิใหม่ที่ดี และไม่ได้ไปเกิดในภพของเดรัจฉาน




Credit by : http://mahayan.com/index.php?name=knowledge&file=readknowledge&id=6
Pics by : http://buddhayan.sitepackage.net/?p=image&o=192

ขอบพระคุณที่มาทั้งหมดมากมาย
อนุโมทนาสาธุธรรมค่ะ
ข้อความโดย: ฐิตา
« เมื่อ: สิงหาคม 08, 2010, 07:05:52 AM »



แมนดาล่าทราย

คำว่า “แมนดาล่า”ในภาษาทิเบตคือ “kyil-khor”มีความหมายตามรูปศัพท์ว่า “ซึ่งล้อมรอบจุดศูนย์กลาง” โดยทั่วไปแล้ว แมนดาล่าจะถูกแสดงไว้เป็นรูปแบบสองมิติ ซึ่งโดยปกติก็จะทำจากกระดาษ สิ่งทอ และผงทรายย้อมสี และโดยเฉพาะสำหรับแมนดาล่าทรายจะมีชื่อเรียกว่า dul-tson-kyil-khor ในภาษาทิเบต ซึ่งแปลว่า “แมนดาล่าที่ทำจากผงสี”

แมนดาล่า คือการแสดงออกแห่งสภาวะของการรู้แจ้งอย่างถ่องแท้ และถูกนำมาใช้เป็นเครื่องช่วยในการทำสมาธิ กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ แมนดาล่าแสดงให้เห็นวิมานสวรรค์อันศักดิ์สิทธิ์ของผู้รู้แจ้งอย่างชัดเจน และในกรณีนี้ก็คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งความเมตตาอันเป็นสากล ที่รู้จักกันในนามว่า “เชนรีซิก” ในภาษาทิเบต พระอวโลกิเตศวรในภาษาสันสกฤต และกวนอิมในภาษาจีน (สำหรับประเทศไทย ก็จะเป็นพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า) อย่างไรก็ตาม ในระดับที่เป็นนัยขึ้นไปอีก แมนดาล่าจะเป็นสัญลักษณ์ของสภาวะอันบริสุทธิ์แห่งจิตใจเรา ซึ่งสมมติไว้ในรูปแบบของวิมานสวรรค์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยที่ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะในเนื้อแท้ของเราจะสถิตอยู่ที่ใจกลาง ของวิมานในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง

จากมุมมองทางพุทธศาสนา ความเมตตาและปัญญาคือสองปัจจัยซึ่งเป็นแก่นสำคัญในการปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระจากพันธนาการแห่งความทุกขเวทนาทั้งปวง และทำให้เราบรรลุถึงสภาวะแห่งความสุขที่จริงแท้และยืนนาน

ในระหว่างการสร้างแมนดาล่าทรายของพระเชนรีซิก ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตา แมนดาล่าจะค่อยๆ ก่อรูปขึ้นตลอดช่วงระยะเวลาหลายวันที่ทุ่มเทไปพร้อมกับสมาธิอันแรงกล้าและ งานทรายที่ต้องใช้ความอุตสาหะ ในที่สุดแมนดาล่าซึ่งอยู่ภายในจิตใจนี้ก็จะแปรเปลี่ยนไปสู่งานศิลป์สำหรับ ให้ทุกคนได้เห็นและชื่นชม

แมนดาล่ายังถูกสร้างขึ้นสำหรับพิธีกรรมรับเข้าที่อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูงจะเป็นผู้อนุญาตให้ศิษย์ชั้นสูงเข้าร่วมในการฝึกสมาธิตามแนวตันตระ ทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ ณ ใจกลางแมนดาล่า และตัวแมนดาล่าเองล้วนได้รับการยอมรับว่าเป็นรูปแบบการแสดงออก อันบริสุทธิ์ของจิตใจที่รู้แจ้งอย่างเต็มเปี่ยมของพระพุทธเจ้า ในเชิงสัญลักษณ์แล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์คือผู้ให้การยอมรับ ส่วนแมนดาล่าก็คือสถานที่ซึ่งประกอบการยอมรับ ตลอดพิธีกรรมยอมรับนี้ เมล็ดพันธุ์แห่งความรู้แจ้งจะถูกปลูกฝังไว้ภายในจิตใจแต่ละบุคคล และจากนั้นก็จะได้รับการหล่อเลี้ยงโดยกระบวนการอันทรงพลังของ การประจักษ์ถึงและ



ข้อความโดย: แก้วจ๋าหน้าร้อน
« เมื่อ: สิงหาคม 06, 2010, 03:29:54 PM »

 :13:อนุโมทนาครับ
ข้อความโดย: ฐิตา
« เมื่อ: สิงหาคม 06, 2010, 05:54:41 AM »






กลับมาอ่านกำลังภายในอีกครั้ง
วิศิษฐ์ วังวิญญู

สาราณียกรปาจารยสารมอบงานให้เขียนเรื่องการปฏิวัติในชีวิตปกติธรรมดา หรือในชีวิตประจำวัน จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก แล้วแต่ว่าจะมองงานเขียนแบบนี้ อย่างไร ตอนแรกคิดเรื่อง “การปฏิวัติในห้องนั่งเล่น” ที่เคยเป็นจ่าหัวหนังสือนิตยสารทางเลือกในสหรัฐอเมริกาเล่มหนึ่ง คือ อัตเน่รีดเดอร์ ตอนที่เราเป็นบรรณาธิการปาจารยสารฉบับหัวกะทิ เคยใช้ประเด็นนี้มาเล่นเป็นจ่าหัวหนังสือของเราเหมือนกัน เพียงนึกถึงคำ ๆ นี้ ก็ทำให้นึกถึงหลายสิ่งหลายอย่าง รวมทั้งบรรยากาศครั้งเมื่อทำปาจารยสารฉบับหัวกะทิด้วย
 
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการ “กลับมาอ่านกำลังภายในอีกครั้งหนึ่ง” ซึ่งประการแรก คนใกล้ชิดบอกว่า การที่ผมกลับมาอ่านกำลังภายในอีกครั้งหนึ่งนี้ ทำให้เธอ(น่าจะเป็นว่า) ผิดหวังในตัวผมลึก ๆ เธอบอกว่า ความรู้สึกเมื่อเลือกผมเป็นคนใกล้ชิด ก็คือ รู้สึกว่า ผมเป็นคนวิเศษกว่าคนอื่น ๆ หรือ คนธรรมดาทั่วไป แต่แล้วกลับมาอ่านกำลังภายใน! ประการแรก เธอไม่ชอบจีน และความเป็นจีนทั้งปวง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเธอชอบทิเบตหรือเปล่า ก็ไม่รู้ได้ และประการที่สอง เธอบอกว่า เวลาอยู่ด้วยกันจะเป็นช่วงเวลาที่เธอรู้สึกว่า ผมอยู่กับเธอน้อยที่สุด ก็เมื่อเวลาที่ผมกลับไปเล่นเกมคอมพิวเตอร์และเมื่อกลับไปอ่านกำลังภายใน เธอจะรู้สึกว่า ตัวตนของผมหายไปจากโลกนี้ มันถูกกิจกรรมนั้น ๆ กลืนกินตัวตนไปจนมืดมิด หายสาบสูญไป น่าสนใจมาก ในฐานะคนเล่นเรื่องพลังและคลื่นกันก่อเกิดจากพลัง พลังอะไรมันดูดเราไปจนหายไปสนิท พลังอะไร มันช่างมีศักยภาพอันยิ่งใหญ่เพียงนั้น มันคืออะไรหนอ?
 
เราพยายามทำอะไรกันที่ “ปาจารยสารฉบับหัวกะทิ” คือคนทำงานกับอาจารย์สุลักษณ์จะมีสองแบบ กระมัง อาจกล่าวอย่างนี้ได้หรือเปล่า? โดยเฉพาะคนที่มาทำปาจารยสาร ไม่ว่า ฉบับไหน มีลูกเล่นหรือตัวเล่นหรือเปล่า? สำหรับผมมีตัวเล่น หรือลูกเล่น หาตัวตนที่แตกต่าง อย่างเราเมื่อเราอยู่ในอาณาจักรของอาจารย์ เราก็คงหนีตัวตนหรือร่มเงาหรือฉายาของอาจารย์ไปไม่พ้น อย่างน้อยก็ดิ้นรนสักอย่างหนึ่ง อันนี้ก็ทำให้ผมเป็นบรรณาธิการ ในขณะที่คนทำปาจารยสารปัจจุบัน ซึ่งเรียกผมเป็นลุงแล้ว ใช้ตำแหน่งเรียกตัวเองว่า เป็นสาราณียกร อาจารย์เป็นคนพิถีพิถันมาก คงคิดว่า คนฝึกงาน คนเรียนรู้ น่าจะถ่อมตัว และคำว่า สาราณียกรอาจจะเหมาะสมกว่า


คนภายนอกอาจจะไม่ทราบ หรือไม่ก็อาจจะคาดเดาได้ คนทำงานกับอาจารย์สุลักษณ์ อย่างไร ก็คงต้องเต้นรำกับอาจารย์ จะเต้นแบบไหน ท่าไหน ก็เป็นอีกเรื่อง แต่จะต้องเต้นรำ คือหาที่ทางความสัมพันธ์กับอาจารย์ และเรื่องนี้จะไม่มีคำว่า ลงตัว จะเป็นความไร้ระเบียบและยากแก่การคาดเดาอยู่ตลอดเวลา ตรงนี้ก็เป็นอะไรที่มีชีวิตชีวามาก ๆ ที่เกิดขึ้น ณ ห้องนั่งเล่น ในบ้านซอยอิสรภาพ ถนนนเรศ เป็นบ้านเรือนไทยหลังเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ ท่ามกลางตึกสูง ๆ ที่รายล้อมอยู่ทั่วไป ในย่านที่ที่ดินคิดเป็นตารางวา อย่างแพงหูฉี่
 
แล้วมันเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวอะไรกับการกลับมาอ่านกำลังภายในอีกครั้ง?
 
มันอาจจะเกี่ยวกันในแง่ของคลื่นพลังกระมัง แต่จะเป็นคลื่นพลังอย่างใดแบบไหน คงจะต้องวินัจฉัยกันต่อไป
 
มาดูเรื่องปัญจะพุทธคุณหรือเบญจคุณ คือเวลานี้คนรุ่นหลานสองคน คือ ณัฐฬสกับวิจักขณ์ซึ่งเรียนมาจากนาโรปะทั้งคู่ และก็ในเวลาเดียวกัน สนใจที่จะนำพาเรื่องราวของมันดาลา หรือพลังทั้งห้า อันเป็นจริตของพระพุทธเจ้าห้าพระองค์มาใช้ในกระบวนการเรียนรู้ และก็ได้แปล เก็บความและเขียนเรื่องนี้ออกมา ในเวลาใกล้เคียงกัน อย่างน่าประหลาดใจ
 
ความสนใจเรื่องนี้ของผม มันเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเรื่องของพลัง ซึ่ง ผมพยายามหรือเปล่า ที่จะสร้างแบรนด์เนมกับเรื่องนี้ขึ้นมา อย่างน้อยก็ด้วยการเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ที่เรียกว่า “มณฑลแห่งพลัง”


อาจารย์สุลักษณ์นั้นมีพลังแห่งวัชระ คือปัญญา คือพลังทางความคิด อันนี้คงไม่มีใครเถียงใคร แต่ความเป็นข้อจำกัดหนึ่ง ของวัชระก็คือ ความใกล้ชิด อาจารย์เคยบอกกล่าว คนจีนและคนอังกฤษรังเกียจ “ความใกล้ชิด” “Intimacy breeds contempt” แปลไทยง่าย ๆ ว่า “ความใกล้ชิดก่อให้เกิดความเกลียดชัง” แต่ในขณะเดียวกัน อาจารย์ก็มีพลังพุทธะ หรือการให้พื้นที่คนอื่น โดยเฉพาะกับคนรุ่นหลัง อย่างมีคนตั้งข้อสังเกตว่า อาจารย์มีส่วนเกื้อกูลให้เกิดคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพจำนวนมาก

แล้วทั้งหมดนี้มันเกี่ยวกับการกลับมาอ่านกำลังภายในอย่างไรหรือ?
 
กลับไปอ้างอิงโจเซฟ ชิลตัน เพียซ เขาไม่ได้กล่าวโดยตรงนะครับ แต่ประมาณว่า ส่วนหนึ่ง หรือส่วนสำคัญของเอนเตอเทนเมนท์ในยุคสมัยนี้ ไม่ว่า จะเป็นคอมพิวเตอร์เกมก็ดี หรือ นิยายประโลมโลกก็ดี ที่ผ่านมาทางหนังสือการ์ตูนบางแบบ ภาพยนตร์บางแบบ อาจจะรวมทั้งหนังสือกำลังภายในด้วย มันไปเล่นกับสมองส่วนหลัง หรือสมองที่อยู่ในวิวัฒนาการอันดับต้น ๆ หรือ แรก ๆ แน่นอน เมื่อเรื่องราวมันวนเวียนอยู่กับเรื่องราวของการดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด มันจะไปกระตุ้นเร้าอะไรบางอย่างในระบบชีวิตของเราขึ้นมา และมันทำให้ติดได้ คือมันเสพติด เวลานี้ลูกหลานของเราติดเกมกันเป็นเรื่องธรรมดา และกลายเป็นปัญหาที่ผมไปทำกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใด ผู้คนก็มักจะถาม หรือขอความช่วยเหลือว่า ทำอย่างไร จะทำให้ลูกเขาเลิกละจากการติดเกม
 
แต่คนใกล้ชิดของผมก็ติดหนัง และหนังสือนิตยสารสวย ๆ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือไลฟ์สไตล์ เขากล่าวหาว่า ผมหายตัวไป เขาก็หายตัวไปเหมือนกัน เวลาไปกินอาหารในร้านรวงที่มีหนังสือพวกนี้ไว้บริการ ผมก็เห็นเขาหายตัวไป ขัดใจเหมือนกันแหละ แต่ผมยังไม่ได้บอกกล่าวเขา ว่าคุณหายตัวไปไหนแล้ว เพราะว่า ผมไม่ได้ชมชอบในสิ่งที่เขาชมชอบ ในมันดาลา ต้องบอกว่า เขาเป็นรัตนะ ชมชอบสิ่งของ และก็อยากครอบครองด้วย โดยเฉพาะเวลาที่มันไปในทางลบ แต่ในทางบวกที่ทำให้เขาและผมมาบรรจบกันก็คือ ความมั่งคั่งพรั่งพร้อมในใจของเขาที่พร้อมจะแบ่งปัน แต่แล้วจะทำอย่างไรล่ะ ที่จะทำให้ผู้คนก้าวมาในวิถีทางที่เป็นบวก
 
เสกสรร ประเสริฐกุลเคยบอกกล่าวว่า ผมมันพวกไมโคร ส่วนเขามันพวกแมคโคร นั้นเป็นเมื่อสมัยก่อน เพราะเมื่อเร็ว ๆ นี้ เสกสรรก็มาสนใจเรื่องทางจิตวิญญาณมากขึ้น แต่ตั้งแต่สมัยที่เราเคยอยู่ด้วยกันที่บ้านแสงจันทร์แล้ว เขาก็เคยถกกับผมในเรื่องพุทธศาสนาอยู่ไม่น้อยเวลาเลยทีเดียว เพียงแต่ว่า เวลานั้น การอยากเป็นคนเล็ก ๆ ตกปลาอยู่ริมลำธารของเขายังเป็นเพียงความฝัน
 
ก่อนที่ท่านจะตั้งคำถามว่า นี่มันอะไรกันหว่า ประเด็นของเรื่องอยู่ที่ไหน? ผมก็จะบอกว่า คือผมจะเก็บเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้แหละครับ มาเขียนในคอลัมน์ประจำนี้ ตามความประสงค์ของสาราณียกรรุ่นหลาน คนนี้ ผมก็นับถือเขาครับ ผมว่า ผมจะไม่เขียนบทความอะไรอยู่แล้วในช่วงนี้ แต่แล้วก็ต้องเอาสักหน่อย ตอบสนองคนรุ่นหลังบ้าง อย่างเช่นที่อาจารย์สุลักษณ์เคยเปิดทางให้คนรุ่นพวกเรามา แม้ว่าจะด้วยมันดาลาแบบไหน นพลักษณ์แบบใดก็ตาม ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่บังเอิญนะครับ เพราะเรื่องพวกนี้เป็นศาสตร์และศิลป์ที่ผมจะเขียนต่อ ๆ ไปในคอลัมน์ประจำนี้ ถ้าคุณยังตามอ่านผมอยู่


(เข้าไปคุยต่อกับผมได้ใน www.wongnamcha.com)


+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham