ตอบ

Warning: this topic has not been posted in for at least 500 days.
Unless you're sure you want to reply, please consider starting a new topic.
ชื่อ:
อีเมล์:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

Verification:
ถ้าเราโกรธใคร ธรรมะจะเป็นหนทางผ่อนคลายความโกรธนั้นลงได้ใช่ไหม ( เลือกตอบแค่ ใช่ กับ ไม่ใช่ ครับผม ):
ชีวิตบางครั้งก็เหมือนเหรียญสองด้านใช่หรือไม่ครับบางครั้งก็หัวบางครั้งก็ก้อย( เลือกตอบแค่ ใช่ กับไม่ใช่ครับผม):
เว็บใต้ร่มธรรมเป็นเว็บเล็กๆแนวธรรมะในจิตใช่หรือไม่ ( เลือกตอบแค่ ใช่ กับ ไม่ใช่ ครับผม):
^^ ขอความกรุณาพิมพ์คำว่า แสงธรรมนำใจ:
^^ ขอความกรุณาพิมพ์คำว่า ใต้ร่มธรรม:
เปล่งวาจาว่าสาธุ เป็นการอนุโมทนาต่อพระสงฆ์ที่วัด หรือมีใครทำบุญแล้วมาบอกให้ทราบ ทราบแล้วยกมือขึ้น (สาธุ) กรุณาพิมพ์คำนี้ครับ  สาธุ:
ท่านจะปฏิบัติตามกฏระเบียบข้อตกลงของเว็บใต้ร่มธรรมทุกประการหรือไม่ ( เลือกตอบแค่ ใช่ กับ ไม่ใช่ ครับผม):
กล่าวคำดังนี้  "ขอโทษนะ":
กล่าวคำดังนี้  "ให้อภัยนะ":
กล่าวคำดังนี้  "ขออโหสิกรรม":
หากมีคน บอกว่า เราไม่ดีเราเลว แต่ใจเรารู้ว่าไม่เป็นเช่นนั้น เราจะใช้วิธีใดจัดการกับเรื่องนี้  (โต้เถียงให้แรงกว่าที่เค้าว่ามา) หรือ (เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความดีของเราเองไม่ต้องทำอะไร):
ในโลกออนไลน์หรือโลกแห่งจิต ไม่มีใครทำอะไรเราได้ นอกเสียไปจาก (คนพาล) หรือ (ใจของเราเอง):
เคยนวดฝ่าเท้าให้ คุณพ่อคุณแม่บ้างไหม ถ้ามีโอกาส เราควรทำหรือไม่ (ควรกระทำอย่างยิ่ง หรือ ไม่ควรทำ):
ธรรมะคือ ธรรมชาติ พิมพ์คำว่า (ธรรมะชาติ) ครับ:
พิมพ์คำว่า (แสงธรรมนำทางธรรมะนำใจ) ครับ:
สำนวนไทยที่ว่า แต่ละคนต่างมีรสนิยมแตกต่างกัน หรือไม่ตรงกัน  พิมพ์สำนวนต่อไปนี้ครับ (ลางเนื้อชอบลางยา):
ขนทรายเข้าวัดคือ พิมพ์สำนวนต่อไปนี้ครับ (ทำบุญทำกุศลโดยวิธีนำหรือหาประโยชน์เพื่อส่วนรวมมิได้ทำเพื่อตนเอง):
ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด ผู้ที่เล็กที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด ผู้ที่มีเกียรติคือผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น ฉะนั้นสมาชิกใต้ร่มธรรมควรให้เกียรติกันและกัน พิมพ์คำว่า (ฉันจะให้เกียรติสมาชิกทุกๆท่านในใต้ร่มธรรมเสมอด้วยวาจาสุภาพอ่อนน้อม):
ไม่มีอะไรสายสำหรับการเริ่มต้น พิมพ์เป็นประโยคภาษาอังกฤษครับ เป็นตัวพิมพ์เล็กทั้งหมดนะครับ เว้นวรรคคำด้วยครับ (It is never too late to mend):
ผู้ที่ไม่เคยรับรู้รสของความขมขื่น จะไม่รู้ว่าความหวานชื่นคืออะไร พิมพ์เป็นประโยคภาษาอังกฤษครับ เป็นตัวพิมพ์เล็กทั้งหมดนะครับ เว้นวรรคคำด้วยครับ (He who has never tasted bitterness does not know what is sweet):

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: แก้วจ๋าหน้าร้อน
« เมื่อ: ตุลาคม 24, 2010, 02:19:25 AM »

 :13: อนุโมทนาครับพี่มด^^
ข้อความโดย: มดเอ๊กซ
« เมื่อ: ตุลาคม 21, 2010, 04:01:28 PM »





๑o
 
 
" เริ่มการส่งออกและรับเข้าด้วยตนเอง "
 
 
สำนวนที่เราแสดงถึงแนวคิดนี้ก็คือ " ความคิดแรกคือความคิดที่ดีที่สุด " ตามปรกติแล้วเรามักจะมีความรู้สึกว่า " สิ่งนี้ " เกิดก่อน " สิ่งนั้น " ดังนั้น ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งแรกสุดที่ต้องทำก็คือการรับเอาความเจ็บปวด ไว้เสียเอง หลังจากนั้นคุณจึงจะมอบสิ่งใด ๆ ก็ตามที่หลงเหลืออยู่ คือ สิ่งใด ๆ ก็ตามที่เป็นความรื่นรมย์ เรามิได้พูดถึงความรื่นรมย์ในแง่ที่ว่า ต้องเป็นสิ่งอันสุดแสนวิเศษ ทว่าคือทุกสิ่งนอกเหนือจากความทุกข์ความ เจ็บปวด จักต้องมอบออกไป ดังนั้นคุณจึงมิได้รั้งไว้ซึ่งโอกาสแห่งความ สุขความเพลิดเพลินใด ๆ


บาทคาถาที่ว่าด้วยการสละละแม้แต่โลภะ หรือความอยากได้ใคร่มีใน สุขภาวะ ดังนั้นเองบาทคาถานี้จึงเกี่ยวพันแนบชิดกับศีลบารมี เรามิได้ กำลังพูดถึงมาโซคิสม์ หรือการประหารล้างผลาญตนเอง ทว่าคุณเริ่ม จะตระหนักได้ว่าทุกสิ่งที่ขึ้นอยู่กับความอยากหรือไม่อยาก ล้วนดำรง อยู่ในขอบข่ายของความปรารถนาที่จะครอบครองโดยไม่ยอมสละละ ทั้งสิ้น ดังนั้น แนวทางในที่นี้ก็คือการเปิดออกอย่างสิ้นเชิง สละละสิ้น ทุกสิ่ง ถ้าหากคุณเกิดพบว่ามีฮิปปี้ร้อยคนอยากจะมาตั้งค่ายพักในห้อง นั่งเล่น ก็จงย่อมให้เขาทำดังนี้ แต่พวกฮิปปี้เหล่านั้นก็ต้องมาร่วมปฏิบัติ ธรรมด้วย
 
 
แนวคิดหลักของแนวการปฏิบัตินี้เป็นสิ่งที่น่าเบิกบานยิ่ง นับเป็นสิ่งวิเศษ สุดที่มนุษย์สามารถแลกสุขของตนกับทุกข์ของผู้อื่น เป็นสิ่งวิเศษที่เขาพร้อม ที่จะยอมสละซอกหลืบที่เล็กที่สุดของความเป็นส่วนตัว เพื่อว่าความยึดติด ในสิ่งใด ๆ จะได้สลายไปสิ้น นี่เป็นความกล้าหาญอันยิ่งยวด เราอาจกล่าว ได้ว่านี่คือโลกของนักรบอย่างแท้จริง หากมองจากแง่มุมของโพธิสัตว์

 

 
 
- จาก การฝึกจิตและบ่มเพาะความเมตตา -
-โดย ท่านวัชราจารย์ เชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช -
ข้อความโดย: มดเอ๊กซ
« เมื่อ: ตุลาคม 21, 2010, 03:56:46 PM »





 
" ในกิจกรรมทั้งมวล พึงฝึกฝนตามบาทคาถา "



บาทคาถานี้ซึ่งเกี่ยวพันกับการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน นับว่ามีความสำคัญ และน่าสนใจยิ่ง เราได้ใช้อุบายนี้อยู่ตลอดเวลาในการปฏิบัติของเรา โดย เฉพาะอย่างยิ่งในสิ่งแวดล้อมทางธรรม เราจะติดถ้อยคำเหล่านี้ไว้บนกำแพง เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ ด้วยจุดประสงค์เพื่อที่จะจับความคิดแรก นี่มิใช่การ กระทำอย่างทื่อ ๆ ทว่าเพื่อสำรวจดูความคิดแรก ความคิดแรกนั้นจะต้องมี ถ้อยคำบางอย่าง
 
 
ในกรณีนี้ เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกได้ถึงภาวะแห่งความคิดแห่งความเป็น ตัวเป็นตน เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกถึงความเป็น " ตัวฉัน " เมื่อนั้นคุณพึง คิดถึงถ้อยคำเหล่านี้ ( ๑ ) ขอน้อมรับบาปเคราะห์ทั้งมวล และขออุทิศ กุศลแด่ผู้อื่น ( ๒ ) ขอประโยชน์สุขและความสำเร็จแด่ผู้อื่น ขอน้อมรับ ความพ่ายแพ้สูญเสียไว้กับตน เราไม่จำเป็นต้องเปล่งถ้อยออกมา ทว่า เพียงตั้งจิตอธิษฐาน ความรู้สึกแย่ ๆ เก็บไว้เป็นของตน ความรู้สึกโปร่ง เบามอบให้ผู้อื่น ดังนั้นย่อมเกิดความเป็น ขาว - ดำ ตัดกันอย่างเด่นชัด ขาวและดำ น่าสะอิดสะเอียนและปลอดโปร่ง น่าเกลียดและน่ารัก ( วิทยาธรพลิกมือกลับไปกลับมา ) อาการอันสลับสับเปลี่ยนนี้ดำเนิน ไปอย่างง่าย ๆ เมื่อมี " ตัวฉัน " คุณก็รับเอาไว้ เมื่อมี " การดำรงอยู่ " คุณก็มอบมันออกไป นี่ต้องใช้ความมานะพยายามอย่างใหญ่หลวงเพราะ มันเป็นเรื่องใหญ่ ด้วยเหตุนี้เองจึงเรียกว่า มหายาน ( ยานใหญ่ ) ด้วย เหตุที่มันไม่ใช่เรื่องง่าย คุณไม่อาจผลอยหลับไปขณะกำลังขับรถอยู่บน ทางหลวงสายนี้ มันต้องใช้ความมานะพากเพียรยิ่ง นี่ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ คุณไม่อาจผิดพลาดกับเรื่องอันหนักหน่วงเช่นนี้ได้ มันเป็นเรื่องหนัก หนาสาหัสเท่าที่เคยบังเกิดขึ้นมา นี่ไม่ใช่เรื่องตลก
ข้อความโดย: มดเอ๊กซ
« เมื่อ: ตุลาคม 21, 2010, 03:52:30 PM »







 
" สามสิ่ง สามพิษร้าย สามเมล็ดพันธุ์แห่งกุศล "
 
 
บาทคาถานี้เกี่ยวพันกับประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ซึ่งติดตามมา ภายหลังการปฏิบัติสมาธิภาวนา การเข้าสัมพันธ์กับความโลภ โกรธ หลง ในการปฏิบัติทองเลนนั้นเข้มข้นยิ่ง ทว่าการปฏิบัติในชีวิตประจำ วันนั้นกลับเบายิ่งกว่า


สามสิ่งนั้นก็คือผู้ที่เป็นมิตร ศัตรู และคนที่ไม่ใช่ทั้งมิตรและศัตรู สาม พิษร้าย คือ โลภะ โทสะ และโมหะ และสามเมล็ดพันธุ์แห่งกุศล ก็คือ การปลอดจากโลภ โกรธ หลง


การปฏิบัติตามบาทคาถานี้ ก็คือการรับเอาความโลภ โกรธ หลงของ ผู้อื่นมาไว้ในตัว เพื่อที่เขาจะได้เป็นอิสระปราศจากมลทิน โลภะคือ ความต้องการที่จะดึงดูดหรือครอบครอง โทสะคือความต้องการที่จะ ปฏิเสธ จู่โจม หรือทำลายล้าง และโมหะหรือความเฉยเมยคืออาการ ที่คุณไม่ยอมถูกรบกวน ไม่สนใจไยดี เป็นพลังที่อยู่ตรงข้ามกับปัญญา เรารับเอาความก้าวร้าวของศัตรู ความโลภของเพื่อน และความเฉยเมย ของคนทั่ว ๆ ไปมาไว้ในตัว


ยามที่เราคิดถึงศัตรู ย่อมทำให้รู้สึกขุ่นเคือง ความรู้สึกขุ่นเคืองที่ศัตรู ของเราก่อให้เกิดขึ้นนั้น จะถูกน้อมนำเข้ามาสู่ตนเอง และปลดปล่อย ศัตรูให้เป็นอิสระจากโทสะทั้งมวล ความโลภใด ๆ ที่เพื่อน ๆ ของเรา มี จงน้อมรับมาสู่ตนและปลดปล่อยเพื่อนให้เป็นอิสระจากโลภะนั้น และความหลงของบรรดา ผู้คนที่เรามิได้รักหรือชัง ผู้ตกอยู่ในความ หลงและเมินเฉย จงน้อมนำมาสู่ตนและปลดปล่อยเขาเหล่านั้นให้เป็น อิสระจากความหลง
 
 
เมื่อใดก็ตามที่พิษร้ายทั้งสามอุบัติขึ้นในชีวิตของคุณ พึงปฏิบัติการส่ง ออกและรับเข้า เพียงแต่มองดูโลภะ โทสะ โมหะของตน ไม่ต้องถือว่า เป็นปัญหาหรือไม่ ทว่าเมื่อคุณตกอยู่ในภาวะของความโกรธ พึงกล่าว ว่า " ขอให้ความโกรธนี้จงเป็นพื้นฐานแห่งการปฏิบัติ ให้ฉันเรียนรู้ที่จะ บ่มความโกรธ ขอให้สรรพสัตว์จงบรรลุถึงความหลุดพ้นจากโทสะ " หรือ " ขอให้ความโลภนี้จงตกมาสู่ฉัน เพราะมันเป็นของฉันด้วยอำนาจ แห่งบุญของการแบกรับ ขอให้ผู้คนทั้งปวงจงเป็นอิสระจากความโลภนี้ " และคุณก็ทำเช่นเดียวกันนี้กับความหลง


จุดมุ่งหมายของการกระทำดังนี้ก็คือ เมื่อใดที่คุณน้อมรับเอาพิษร้ายทั้ง สามมาเป็นของตน เมื่อคุณครอบครองมันอย่างเต็มเปี่ยม หมดจด คุณจะ พบว่ามันจะตีกลับโดยสิ้นเชิง เมื่อคุณไม่พบเป้าของความโกรธ คุณย่อม ไม่อาจครอบครองมันไว้ ถ้าคุณไม่มีจุดหมายแห่งความโลภ คุณย่อมไม่ อาจครอบครองมันไว้ได้อีกต่อไป ในทำนองเดียวกันคุณก็ไม่อาจครอบ ครองความหลงไว้ได้เช่นกัน
 
 
เมื่อคุณครอบครองพิษร้ายของตนไว้ เท่ากับเป็นการปลดปล่อยจุดมุ่ง หมายหรือเจตนาแห่งพิษร้ายของตน ตามปรกติแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คุณมีจุดมุ่งหมายของพิษร้ายทั้งสามอยู่ เมื่อคุณมีเป้าของความโกรธ คุณย่อมรู้สึกโกรธมัน ใช่หรือไม่ แต่ถ้าความโกรธนั้นมิได้พุ่งไปสู่สิ่งใด เป้าของความโกรธย่อมแตกทำลายเอง ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมีสิ่งใด ให้โกรธเคืองอีก เพราะความโกรธนั้นกลายมาเป็นสมบัติของคุณยิ่งกว่า ที่จะเป็นของสิ่งใด ๆ คุณจะมอบความกรุณาให้แก่สิ่งนั้นเพื่อมันจะไม่ กระตุ้นให้คุณโกรธอีกอีก ดังนั้นคุณจะโกรธสิ่งใดได้ คุณจะพบตัวเอง แขวนค้างเติ่งอยู่ โดยไม่มีผู้ใดให้พุ่งเป็นเป้า ดั้งนั้นเอง คุณย่อมถอน ทำลายรากเหง้าแห่งพิษร้ายทั้งสามได้ด้วยการใช้ผู้อื่นเป็นฐานของการ ปฏิบัติยิ่งกว่าจะจัดการกับตนเอง เมื่อนั้นจึงเกิดการบ่ายเบนอันน่าสนใจ ขึ้น
ข้อความโดย: มดเอ๊กซ
« เมื่อ: ตุลาคม 21, 2010, 03:47:32 PM »





การปฏิบัติทองเลนมิใช่สิ่งอันละเอียดอ่อนซับซ้อน มิใช่หลักปรัชญา หรือแม้แต่จิตวิทยา มันเป็นแค่แนวทางอันเรียบง่าย เป็นการปฏิบัติ แบบดิบ ๆ อันที่จริงแล้วถือได้ว่าดิบที่สุดในบรรดาแนวทางทั้งหมดใน พุทธศาสนา เมื่อคุณลองคิดดูถึงพุทธศาสนาและบรรดาพุทธธรรมคำ สอนอันละเอียดอ่อนลุ่มลึก รวมทั้งอุบายวิธีนานาซึ่งได้ถูกคิดค้นขึ้นมา น่าประหลาดใจยิ่งที่มีการปฏิบัติตามแนวทางนี้รวมอยู่ด้วย ที่เรากลับ ต้องมาปฏิบัติอย่างเรียบง่ายและดิบเช่นนี้ ทว่าเมื่อเราได้ปฏิบัติและมัน ก็ใช้การได้ มันใช้การได้มานานหลายศตวรรษ และในช่วงเวลาอัน เนิ่นนานเหล่านั้นได้ก่อเกิดพระโพธิสัตว์มากมาย รวมทั้งพระพุทธองค์ ด้วย


เพียงแค่ใช้อุบายวิธีนี้ ความคิดปรุงแต่งมิใช่ปัญหา เวลาที่คุณออกไป ก็ให้ออก เวลาที่เข้า ก็ให้เข้า เวลาที่ร้อน ก็ให้ร้อน เวลาเย็น ก็ให้เย็น เพียงตัดผ่านเข้าไปในสภาวะนั้น ๆ อย่างจะแจ้ง กระทำมันอย่างเรียบง่าย หมดจด เราไม่จำเป็นต้องทำให้มันกลายเป็นอุดมคติหรือแนวคิดอันสูง ส่ง พียงแค่กระทำอย่างถูกต้องเหมาะสม


เราจำเป็นต้องซื่อตรงกับตนเอง นี่เป็นประเด็นที่สำคัญยิ่ง และจำเป็น ต้องเที่ยงตรงกับอุบายวิธี เพราะอุบายนี้ได้ใช้กันมานานตลอดหลายชั่ว อายุคนในอดีต และมันได้พิสูจน์ว่าใช้การได้ ดังนั้นเองเราจึงจำต้องถือ ตามนั้น ไม่ต้องสำรวจตรวจค้นอีกต่อไป ทว่าอาจถือเคร่งตามแนวปฏิบัติ นี้ เมื่อนั้นเราจึงอาจบรรลุถึงมรรคผล และอาจรุดหน้าสืบไป และแล้ว เราก็อาจพบว่าเราอาจบรรลุถึงการตรัสรู้ได้ในที่สุด


อันที่จริงการส่งออกและการรับเข้านี้เป็นเหมือนกับการฝึกภาคสนาม เหมือนกับการฝึกทหารให้แทงกระสอบทรายต่างศัตรู พลางร้อง " ฮู " ( วิทยาธร ใช้พัดจิ้มออกไป )ในขณะที่แทงกระสอบทรายด้วยดาบปลาย ปืน ทหารเป็นอันมากคงต้องลำบากตรากตรำในการปรับตัวกับธรรม ชาติ เพราะเขามาจากเมืองใหญ่ซึ่งผู้คนไม่รู้จักการปรับตัวกับหิมะและ ความร้อนแรงของฤดูกาล เขาไม่รู้จักการลุยข้ามลำน้ำหรือการตากผ้า หรือวิธีจัดการกับฝุ่นและความสะอาด ดังนั้นเองทหารจึงจำต้องได้รับ การฝึกภาคสนาม ด้วยอาการดังนี้เองที่นักรบผู้ดำเนินตามโพธิสัตวมรรค จำต้องได้รับการฝึกภาคสนามด้วยเช่นกัน


ถ้าหากเราเริ่มที่จะเจ็บปวดด้วยเหตุแห่งความจริงแท้ นั่นก็บว่าดียิ่ง เพราะเป็นสภาวะซึ่งเราสามารถที่จะสลับสับเปลี่ยนตนเองกับผู้อื่น ที่เรารู้สึกดังนั้นเพราะเราได้กระทำการอันเป็นของจริงจนสามารถเชื้อ เชิญผู้อื่นเข้ามาสู่ มิใช่เพียงแค่ปรารถนาจะมอบความสุขให้ผู้อื่นและ รับความทุกข์ของเขามา ทว่ายังมีอะไรยิ่งกว่านั้นมาก เราปรารถนาที่ จะมอบความจริงแท้ให้แก่ผู้อื่นและรับเอาความลวงหลอกเข้ามาไว้ใน ตัว ซึ่งนี่เป็นยิ่งกว่าแลกสุขกับทุกข์ นี่เป็นอาการอันยิ่งใหญ่ที่สุดของ การสลับสับเปลี่ยนตนเองแทนที่ผู้อื่น และนี่เป็นสิ่งที่ขาดแคลนที่สุด ในโลก การแลกสุขกับทุกข์เป็นสิ่งง่ายที่จะกระทำ ดังเช่น คนที่อยู่ ฟากถนนโน้นอาจอยากอาบน้ำอุ่น แต่ครั้นพอเอาเข้าจริง น้ำที่อาบ กลับกลายเป็นน้ำเย็นไปเสียได้ ดังนั้นคุณจึงอาจเชื้อเชิญว่า " มาทาง นี้สิ มาแช่ใน้ำอุ่นกับฉัน คุณมาแช่น้ำอุ่นและฉันจะไปแช่น้ำเย็นของ คุณเอง " นี่ก็นับว่าดีอยู่ไม่มีปัญหา แต่การโดดลงไปในความลวง หลอกของแต่ละฝ่ายกลับน่าสนใจยิ่งกว่า นี่คือสิ่งที่เรากำลังพยายาม ทำ


ความจริงแท้ของเราจะต้องถูกแบ่งปันกับคนอื่น ๆ มัจะต้องสละออก ไป เราจะต้องไม่ถือว่าความจริงแท้เป็นดุจเครื่องเพชรประจำตระกูล ซึ่งเราใช้สวมใส่ เราจะต้องมอบความจริงแท้ให้แก่ใครบางคน และ ด้วยการให้นั้นใช่ว่าเราจะสูญเสียมันไป ทว่าเรากลับนำความลวงหลอก ของผู้อื่นเข้ามาไว้ในตัว และอาจใช้ทั้งสองสิ่งไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้น การสลับสับเปลี่ยนตนเองกับผู้อื่น จึงเป็นอะไรที่มากกว่าที่คุณคิด มัน เป็นยิ่งกว่าการกระโจนจากน้ำร้อนไปสู่น้ำเย็น


พ้นไปไปจากนี้ คุณจะเริ่มก่อเกิดความปีติเบิกบาน เพราะคุณได้กระทำ สิ่งซึ่งมีประโยชน์และงดงามยิ่ง คุณไม่เพียงแต่เรียนรู้ที่จะไม่เห็นแก่ตัว ทว่ายังสอนโลกให้รู้จักเอาชนะความลวงซึ่งยิ่งหนาหนักขึ้นทุกวัน ขณะ ที่โลกยิ่งซับซ้อนแนบเนียนขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่ายิ่งไกล้ยุคมืดเข้าไป ทุกขณะ


การส่งออกและรับเข้าเป็นรุดหน้าจากสมถภาวนา ในสมถภาวนนานั้น เรามิได้ดำรงอยู่กับสิ่งใด ทว่าจดจ่อกับอาการเคลื่อนไหวทั้งหมด เรา มิได้พยายามที่จะกำหนดจิตให้แน่วนิ่งไม่เคลื่อนไหว ทว่าพยายามที่จะ ใช้อาการอันซัดส่ายของดวงจิตโดยติดตามลมหายใจและเฝ้ามองกระแส อารมณ์ที่ซ่อนเร้น เราย่อมบ่มเพาะโพธิจิตขึ้นมาด้วยอาการดุจเดียวกับ ที่เราปฏิบัติสมถภาวนา เพียงแต่การปฏิบัติตามแนวทางนี้มีความเฉพาะ เจาะจงกว่า เพราะแทนที่จะเฝ้าติดตามกระแสอารมณ์หรือความคิดปรุง แต่ง เรายังมองลึกลงไปกว่านั้น โดยเพ่งลงสู่เนื้อหาสาระของมัน ซึ่ง อาจเป็นโลภะ โทสะ หรือโมหะ ดังนั้นเราจึงก้าวล้ำไปจากสมถภาวนา อีกเล็กน้อย โดยการรวมเอาเนื้อหาของอารมณ์เหล่านี้เข้าไว้ด้วย


ประเด็นทั้งหมดก็คือเนิ่นนานมาแล้วที่เราอยากจะมอบทุกข์ให้ผู้อื่น และเก็บงำความสุขไว้สำหรับตนเอง นั่นเป็นปัญหาเรื่อยมา ในกรณี นี้เราจะลองพลิกผันตรรกะนี้เพื่อดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น แทนที่จะมอบ ทุกข์ให้ผู้อื่น เราลองแบกรับทุกข์ไว้เสียเอง แทนที่จะไปดูดดึงความ สุขมาจากผู้อื่น เรากลับมอบความสุขของเราให้ สิ่งทั้งมวลที่เราทำ ล้วนเนื่องอยู่ในสังสารวัฏตลอดเวลา ดังนั้นลองพลิกผันตรรกะแห่ง สังสารวัฏดูบ้างว่าจะเกิดอะไรขึ้น และสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือคุณจะ กลายเป็นคนอ่อนโยนขึ้น คุณจะไม่กลายเป็นปีศาจร้ายแต่จะเป็นคนที่ ใช้การได้ คุณเป็นคนไร้เหตุผลมาเนิ่นนานครัน ทว่าบัดนี้เพื่อที่จะกลาย เป็นคนมีเหตุมีผล คุณจะต้องแก้ไขความเคยชินทั้งมวล ด้วยการทำดัง นั้น คุณเริ่มตระหนักได้ถึงการเป็นคนดี นั่นเรียกว่าโลกิยะโพธิจิต ตรงจุดนี้จำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้านใน จำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึง ความไร้เหตุผลของตน


ทองเลนมีความสำคัญยิ่งในวัชรสาธนา ดังนั้นผู้ปฏิบัติธรรมในสาย วัชรยานจึงให้ความหมายกับอุบายการปฏิบัตินี้ ทั้งจะต้องปฏิบัติอย่าง ระมัดระวังยิ่ง หากปราศจากทองเลน คุณก็ไม่อาจลุล่วงสู่วัชรสาธนา แห่งการปฏิบัติอุตปัตติกรม ( ขั้นต้น ) และสัมปันนกรม ( ขั้นสมบูรณ์ ) ได้เลย คุณจะกลายเป็นเทพที่ไร้ใจ เป็นแค่เทพกระดาษเท่านั้น มีเรื่อง เล่าถึงวัชราจารย์สองท่านมาพูดคุยกันถึงศิษย์ของตน ท่านหนึ่งกล่าว ขึ้นว่า " ศิษย์ของข้าอาจแสดงปาฏิหาริย์ แต่ดูเหมือนเขาจะไร้ใจ กลาย เป็นผู้คนสามัญไป " อีกท่านหนึ่งกล่าวว่า " แปลกแท้ ศิษย์ของข้า ไม่อาจแสดงปาฏิหาริย์ แต่ก็ดูแข็งแรงมีสุข " อาจารย์ทั้งสองท่านพูด คุยแลกเปลี่ยนกัน ที่สุดก็มีใครบางคนพูดขึ้นว่า " ทำไมไม่ลองให้พวก เขาปฏิบัติทองเลนดู " อาจารย์ทั้งสองท่านก็พากันหัวร่อร่าพลางพูดว่า " เออ น่าจะใช่ " จากมุมมองเยี่ยงนี้เอง จึงจำเป็นยิ่งที่เราจะต้องมี แก่นแท้ แห่งความจริงอยู่ในตัว เพื่อที่เวลาเรากระทำวัชรสาธนา เรา จะได้ไม่ต้องแต่งตัวเยี่ยงเทพ ซึ่งสวมเสื้อผ้าและหน้ากากเท่านั้น


แม้ในการปฏิบัติสายหีนยาน เราก็อาจทำเพียงแค่นุ่งห่มจีวร โกนหัว และถือเคร่ง ฯลฯ หากปราศจากการปฏิบัติทองเลน ทั้งหีนยานและ วัชรยานก็จะเป็นดุจดังซากร่างของสิงโตเท่านั้น ( ด้วยเหตุที่สิงโตนั้น เป็นเจ้าป่า เวลาที่มันตายลง กล่าวกันว่าซากร่างของมันจะไม่ถูกกัด กินโดยสัตว์อื่น หากจะถูกทิ้งไว้จนหนอนชอนไชออกมาจากภายใน ) ดุจดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่าพระธรรมคำสอนของพระองค์จะไม่ ถูกทำลายจากคนภายนอก หากจะถูกบั่นทอนจากคนในพระศาสนา ซึ่งมิได้ปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง ตรงจุดนี้เองที่พระพุทธองค์ทรงหมาย มรรคาแห่งโพธิสัตว์ คือสายธรรมและการปฏิบัติในมหายานนี้เองที่ บรรสานทั้งหีนยานและวัชรยานไว้ด้วยกัน ขอลองใครครวญดูถึงสิ่ง เหล่านี้
ข้อความโดย: มดเอ๊กซ
« เมื่อ: ตุลาคม 21, 2010, 03:45:43 PM »




การส่งออกและรับเข้านี้มิได้ถือเป็นบทพิสูจน์ความกล้าหาญส่วนตนทั้งมิใช่ ว่าเราได้เป็นคนดีที่สุดเพราะได้ปฏิบัติทองเลน การส่งออกและรับเข้าถือ เป็นการสลับสับเปลี่ยนตามธรรมชาติ มันเพียงแต่บังเกิดขึ้น เราอาจรู้สึก ลำบากใจที่จะต้องรับเอามลภาวะและสิ่งร้ายเข้ามา แต่เราควรจะรับมันเข้า มาอย่างเต็มใจและหมดจด เราพึงเริ่มด้วยความรู้สึกที่ว่าปอดของเราเต็มไป ด้วยอากาศเสีย รู้สึกว่าเรากำลังช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกที่อยู่ในโลกข้างนอก โดยนำมันมาไว้ในตัวเอง ครั้นแล้วก็จะเกิดการสลับสับเปลี่ยนขึ้น ยามเมื่อ เราหายใจออก เราจะพบว่าเรายังมีลมหายใจสดชื่นมากมายซึ่งผ่ออกไป ตลอดเวลา


เราเริ่มด้วยการนึกถึงมารดาหรือบุพการีของตน นึกถึงผู้ซึ่งเรารักและ ห่วงใยยิ่ง ดุจดังมารดาผู้ถนอมกล่อมเลี้ยงใส่ใจดูแลจนเราเติบใหญ่ขึ้นมา ความรักความเมตตาเยี่ยงนั้นย่อมแผ่จากคผู้นั้นมาสู่เรา ซึ่งทำให้คิดถึงท่าน เป็นอันดับแรก อุปมาอุปมัยถึงมารดาของเรามิใช่หนทางเดียวเท่านั้น แนว คิดคือผู้ที่มีความดอบเอื้อดุจมารดา ซึ่งทั้งอ่อนโยนเมตตาและอดทนกับเรา เราย่อมมีใครบางคนในชีวิตซึ่งเมตตาอ่อนโยนต่อเรา ผู้ซึ่งแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้เราถ้าหากไม่มีบุคคลเยี่ยงนี้ ก็นับว่าน่าเป็นห่วงยิ่ง เราจะเริ่มชิงชังโลก แต่กระนั้นก็ดียังมีวิธีจัดการกับมัอยู่ นั่นก็คือการหายใจเอาความเกลียด และความแค้นเคืองโลกเข้ามาไว้ภายใน ถ้าหากเราไม่มีบุพการีที่ดี ไม่ได้ มีมารดาหรือคนดี ๆ ซึ่งจะแผ่ความเมตตาเอื้อเฟื้อเยี่ยงนั้นมาให้เราได้รำลึก ถึง ถ้าเช่นนั้นก็ขอให้เราจงคิดถึงตัวเราเอง


เวลาที่คุณลงมือปฏิบัติทองเลน คุณเริ่มด้วยการคิดถึงสิ่งดี ๆ ที่อาจมอบ ออกไปให้ผู้อื่น คุณมีสิ่งดี ๆ มากมายที่จะให้ ที่จะหายใจออกไปสู่ผู้อื่น คุณมีสิ่งดี ๆ มากมาย มีสติปัญญา มีความแข็งแรงสดชื่น ทั้งหมดเหล่า นี้ผุดขึ้นนมาจากการตื่นขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ ซึ่งมีชีวิตและเปี่ยมด้วยพลัง ดังนั้นสิ่งที่คุณมอบออกไปจึงมิใช่เป็นแค่จินตนาการ หรือเป็นสิ่งที่คุณ ต้องขอดออกมา ทว่าคุณย่อมมีสิ่งดี ๆ บางอย่างที่จะมอบออกไปให้กับ ผู้อื่น และโดยนัยกลับกัน คุณย่อมหายใจเอาสิ่งร้าย ๆ และความเจ็บปวด เข้ามา ความทุกข์ทรมาณซึ่งผู้อื่นได้รับ อาจน้อมรับเข้ามาภายใน ด้วย เหตุที่คุณมีความแข็งแรงและความตื่นรู้ ซึ่งอาจจะซึมซับความเจ็บปวด ได้มากกว่านี้ ด้วยเหตุที่คุณมีสิ่งต่าง ๆ มากมายที่จะให


ความอบอุ่นเอื้อเฟื้อคือหลักการพื้นฐานของการปฏิบัติทองเลน เราอาจ เรียกสิ่งนี้ว่าการฝึกฝนไมตรี หรือในภาษาสันสกฤตคือ ไมตรีภาวนา ไมตรี หมายถึง " ความเป็นมิตร " " ความอบอุ่น " หรือ " ความเห็นอกเห็นใจ " และ ภาวนา หมายถึง " การฝึกจิต " หรือ " การปฏิบัติ " ในการปฏิบัติ ทองเลนหรือ ไมตรีภาวนา เราย่อมมอบความเมตตาอ่อนโยนและความ รู้สึกดี ๆ ไปพร้อมกับลมหายใจออก แม้แต่ความสุขที่ได้กินเค้กช็อกโก แลต ได้ดื่มน้ำเย็น หรือ ได้ผิงไฟ สิ่งดี ๆ ทุกประการที่อยู่ในตัวเรา ทุก ความรู้สึกอันงดงาม เหล่านี้ล้วนถูกมอบออกไปแด่ผู้อื่นพร้อมกับลมหาย ใจ เราย่อมมีความสุขอยู่บ้าง แม้ว่ามันจะนานเพียงชั่วขณะหรือสั้นแสนสั้น ครั้นแล้วเราจึงรับเอาสิ่งตรงกันข้ามเข้ามาพร้อมกับลมหายใจเข้า ไม่ว่าจะ ร้ายหรือแย่เพียงใด น่ารังเกียจหรือเลวร้ายเพียงใด เราย่อมหายใจเอาสิ่ง เหล่านั้นเข้ามาในตัว


ข้าพเจ้าอยากจะขอบอกตรง ๆ ว่าคุณควรปฏิบัติทองเลนอย่างจริงจัง เพราะเกรงว่าคุณอาจจะอกสั่นขวัญแขวนไปเสียก่อน สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณต้องปฏิบัติอย่างหมดจดถูกต้อง ทั้งจะต้องยินดีที่ตนสามารถกระทำ ในสิ่งซึ่งผู้คส่วนมากไม่อยากจะทำ คนทั่วไปมักจะพยายามมอบสิ่งเลว ๆ ให้ผู้อื่น และรับเอาสิ่งดี ๆ นี่คือปัญหาของสังคมและของโลกเช่นกัน ทว่าบัดนี้เรากำลังเดินอยู่บนมรรคาแห่งมหายานซึ่งคิดสวนทางกับโลก นี่นับเป็นสิ่งวิเศษสุดยิ่ง เรากำลังดิ่งลึกเข้าไปสู่จิตแห่งพุทธะโดยตรง ขอ ให้ลองใคร่ครวญ การปฏิบัติย่อมส่งผลอันไพศาลต่อตัวคุณเอง ดังนั้น จงปฏิบัติอย่างจริงจัง


การปฏิบัติทองเลนมิใช่เป็นเพียงแค่การฝึกจิตเท่านั้น สิ่งคุณทำอาจเป็น จริงได้ เวลาที่คุณปฏิบัติ คุณต้องกระทำอย่างจริงใจ เมื่อคุณหายใจออก คุณต้องหายใจเอาสิ่งดี ๆ ออกมาจริง ๆ เวลาคุณหายใจเข้า ก็ต้องหายใจ เอาสิ่งแย่ ๆ เข้าไปจริง ๆ คุณไม่อาจทำอย่างหลอก ๆ ได้


จงเริ่มจากสิ่งที่เป็นอยู่ขณะนี้ เพียงนี้ เท่านั้น คุณจะรู้สึกได้ว่าทุกสิ่งหลุด หลวม ไม่มีสิ่งใดผูกมัดยึดแน่นกับคุณอย่างแท้จริง ทุกสิ่งกลับจางคลาย ลง เมื่อคุณรู้จักปล่อยวาง มันก็จางหายไปสิ้น เมื่อสิ่งต่าง ๆ หวนกลับมา มันก็จะไม่ฝังแน่นเช่นกันจากทัสนะของคนนอก มันจะมาสู่คุณ และคุณ ก็จะออกไปสู่มัน นี่ย่อมเป็นประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นเร้าใจ คุณย่อมสัมผัส ได้ถึงพื้นที่ว่างอันไพศาล


เวลาที่คุณปล่อยวาง นั่นเป็นเหมือนการตัดว่าวให้ขาดจากสายป่าน ทว่า แม้จะปราศจากสายป่าน ว่าวนั้นก็ยังหวนกลับมา เหมือนดังร่มชูชีพตกลง มาใส่คุณ คุณรู้สึกได้ถึงอาการหลากไหลของสิ่งต่าง ๆ จะเริ่มไหลเวียน อย่างมหัศจรรย์ ไม่จำเป็นต้องเข้าสัมพันธ์กับสิ่งใดอย่างปกปิดอ้อมค้อม ไม่มีการเมืองลับหลัง ทุกสิ่งล้วนดำเนินไปอย่างอิสระ ช่างเป็นสิ่งอันงด งามและคุณสามารถที่จะกระทำได้ นั่นคือความหมายของความจริงแท้ ที่เรากล่าวถึง คุณอาจให้และรับได้อย่างเปิดเผยและงดงาม นี่เป็นสิ่งน่า สนใจมาก


ในการปฏิบัติทองเลน เราแทนที่การมีสติจดจ่ออยู่ในลมหายใจโดย ปราศจากอารมณ์ภาวนา ด้วยการมีสติจดจ่อในลมหายใจซึ่งมีอารมณ์ ภาวนา อารมณ์ภาวนานั้นได้แก่อารมณ์ความรู้สึกและความคิดปรุงแต่ง อันเชื่อมโยงอยู่กับทุกข์ - สุขของผู้คน ดังนั้นคุณจึงต้องกระทำการอย่าง หนักหน่วงเพื่อผู้อื่น คุณจะต้องช่วยเหลือเกื้อกูลผู้คน หากมีใครเลือด ตกยางออกอยู่ตรงหน้า คุณคงไม่อาจยืนถือผ้าพันแผลอยู่เฉย ๆ ได้ คุณจะต้องวิ่งไปช่วยพันแผลให้ด้วยความเอื้ออาทร คุณต้องทำดังนั้น ครั้นแล้วก็กลับมานั่งลงรอดูว่ามีใครต้องการผ้าพันแผลอีกบ้าง มันเป็น เรื่องง่ายเพียงนั้น เป็นเรื่องของการปฐมพยาบาลชั้นต้น


ผู้คนล้วนต้องการความช่วยเหลือ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องตื่นขึ้นอีกสักนิด และต้องระมัดระวังที่จะไม่ทำให้มันกลายเป็นแค่ความคิดหรือความฝันเพ้อ อีกแบบหนึ่ง เราจะต้องทำให้มันกลายเป็นสิ่งจริงและสามัญ เพียงหายใจ เข้าและออก อย่างตรงไปตรงมาและแท้จริง ความคิดปรุงแต่งมิได้เข้าครอบ งำคุณ ยกเว้นคุณจะถูกผีหรือถูกปีศาจของจูเลียซ ซีซาร์เข้าสิง คุณเพียงแต่ ปฏิบัติอย่างเถรตรง หายใจออกเพื่อสิ่งนั้น หายใจเข้าเพื่อสิ่งนี้ นั้น นี้ นี้ นั้น หายใจเอาสิ่งดี ๆ ออกไปและหายใจเอาสิ่งร้าย ๆ เข้ามา ช่างเป็นสิ่งง่าย ๆ และเถรตรงยิ่ง


คุณมิได้ปฏิบัติทองเลนเพื่อหวังผล หากกระทำและปล่อยวาง ทำและ ปล่อยวาง หากทันไม่ได้ผลก็จงรับเอาเข้ามา หากได้ผลก็จงให้ออกไป ดังนั้นคุณจึงมิได้ครอบครองสิ่งใด นี่คือแนวคิดทั้งหมด เมื่อมีสิ่งดี ๆ บังเกิดขึ้น คุณก็ให้ออกไป ถ้าหากไม่ได้ผล ก็จงรับเข้ามา
ข้อความโดย: มดเอ๊กซ
« เมื่อ: ตุลาคม 21, 2010, 03:41:23 PM »




บาทคาถาแห่งโลกียะโพธิจิต

 
" การส่งออกและการรับเข้าพึงปฏิบัติสับเปลี่ยนกันไป ทั้งสองนี้พึงดำเนินไปพร้อมกับลมหายใจ "



การส่งออกและการรับเข้ามานี้เป็นการปฏิบัติที่สำคัญยิ่งในมรรค แห่งโพธิสัตว์ ซึ่งเรียกว่า ทองเลน ในภาษาธิเบต ทอง หมายถึง " ส่งออกไป " หรือ " ปล่อยไป " และ เลน หมายถึง " รับเข้ามา " หรือ " ยอมรับ " ทองเลน เป็นคำที่มีความหมายยิ่ง ซึ่งคุณพึงจดจำ ไว้ มันเป็นการปฏิบัติหลักในการบ่มเพาะโลกิยะโพธิจิต
 
 
ในบาทคาถานี้กล่าวว่า " ทั้งสองนี้พึงดำเนินไปพร้อมกับลมหายใจ " เราใช้ลมหายใจเป็นอุบายธรรมมาโดยตลอด ด้วยเหตุที่มันมีความต่อ เนื่องและเป็นธรรมชาติยิ่งสำหรับเรา ดังนั้น เราจึงใช้มันด้วยในที่นี้ ดุจดังที่ใช้เป็นอุบายของการปฏิบัติสมถกรรมฐาน


การปฏิบัติทองเลนนั้ออกจะตรงไปตรงมา มันคือการนนั่งปฏิบัติสมาธิ นั่นเอง คุณจะส่งมอบความสุขของคุณออกไป ความเบิกบานยินดีและ ทุกสิ่งอันเปี่ยมสุข สิ่งเหล่านั้นจะถูกส่งออกไปพร้อมกับลมหายใจออก และขณะที่หายใจเข้า คุณจะรับเอาความเคืองแค้นและปัญหาต่าง ๆ รวม ถึงทุกสิ่งที่แย่ ๆ เข้ามา ประเด็นก็คือการขจัดความรู้สึกอันจำกัดคับแคบ ออกไป


การปฏิบัติทองเลนนั้นเรียบง่ายยิ่ง เราไม่จำเป็นจะต้องแจกแจงแยกแยะ ว่าไหคือดีไหนเลว เราเพียงหายใจเอาสิ่งดี ๆ ออกไปและรับเอาสิ่งร้าย ๆ เข้ามา ในตอนแรกจึงดูเหมือนเรากำลังอิงอยู่กับความคิดเรื่องดีหรือเลว แต่เมื่อเรารุดหน้าไป มันจะยิ่งจริงขึ้นเป็นลำดับ แม้คุณไม่อาจคาดหวัง ว่าจะได้รับจดหมายอันน่าชื่นใจจากคุณย่าซึ่งคุณทะเลาะด้วยมาตลอดห้า ปี ท่านคงจะไม่เขียนจดหมายอันอ่อนโยนถึงคุณด้วยการปฏิบัติทองเลน เพียงแค่สามวันทว่าการส่งออกและรับเข้าย่อมจะก่อเกิดผลอันน่าปลาบ ปลื้มตามธรรมชาติ ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าจะส่งผลถึงทัศนะคติและจรรยามาร- ยาทของคุณ


บางครั้งเราอาจรู้สึกหวาดหวั่นว่าเรากำลังหายใจรับเอาพิษร้ายซึ่งอาจ เป็นอันตรายเข้ามา และขณะเดียวกันก็หายใจเอาสิ่งดี ๆ ที่เรามีอยู่เพียง น้อยนิดออกไป จึงดูเหมือนว่าการปฏิบัตินี้ไม่น่าจะใช้การได้ แต่เมื่อใด ที่เราได้ผ่านพ้นอุปสรรคนี้ไป เราย่อมตระหนักว่าเรามีสิ่งดี ๆ มากมาย และสามารถที่จะแบกรับสิ่งร้าย ๆ ที่เข้ามากับลมหายใจ ดังนั้นกระบวน การทั้งหมดจึงเป็นดุลยภาพซึ่งย่อมเป็นไปดังนี้เสมอ แม้จะต้องใช้เวลา ฝึกฝนยาวนาน การส่งออกและรับเข้าจึงสอดคล้องสัมพันธ์กันอยู่ ยิ่งเรา รับเอาสิ่งร้าย ๆ เข้ามาด้วยความรู้สึกอันเปิดกว้างและกรุณา ก็ยิ่งมีสิ่งดี ๆ มากมายที่จะหายใจกลับออกไป ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดให้ต้องสูญเสีย มัน เป็นกระบวนการเพียงหนึ่งเดียว


ในการปฏิบัติทองเลนเราตั้งปณิธานที่จะรับเอาความทุกข์ของเหล่าสัตว์ เราหมายความตรงตามนั้น เราพร้อมที่จะรับทุกข์มาเป็นของเรา ด้วยเหตุ นี้ มันจึงส่งผลโดยตรงทั้งต่อผู้อื่นและตัวผู้ปฏิบัติ มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับ คุรุผู้ยิ่งใหญ่ในสายคาดัมปะซึ่งได้ปฏิบัติทองเลนและได้รับทุกข์ของผู้อื่น มาเป็นของตนได้จริง ๆ เมื่อมีคนเอาก้อนหินปาสุนัขนอกบ้านท่าน คุรุก็ เกิดรอยแผลบวมช้ำขึ้นมาจริง ๆ และสิ่งเดียวกันนี้ก็อาจเกิดขึ้นกับเราเช่น กัน ทว่าเราจะต้องไม่ใช้ทองเลนดุจดังยาถอนพิษ คุณจะต้องไม่ปฏิบัติ เพื่อหวังผล คุณเพียงแต่ปฏิบัติและปล่อยวาง ไม่สำคัญว่ามันส่งผลหรือ ไม่ ถ้ามันบังเกิดผล คุณก็หายใจออกไป ถ้าไม่ส่งผล ก็หายใจเข้ามา ดังนั้น คุณจึงมิได้ครอบครองสิ่งใด นี่คือประเด็นหลัก

ตามปรกติแล้วคุณอยากจะยึดความดีของตนไว้ คุณอยากจะสร้างรั้ว ล้อมรอบตนเองและกันทุกสิ่งที่ไม่ดีออกไป ไม่ว่าจะเป็นคนแปลกหน้า เพื่อนบ้านหรือใครก็ตามที่คุณไม่ชอบ คุณไม่ต้องการให้เขาเข้ามาข้าง ใน คุณไม่อยากจะให้เพื่อนบ้านจูงสุนัขมาเดินเล่นบนที่ทางของคุณ เพราะกลัวว่ามันจะทำสกปรกเลอะเทอะในสนามหญ้า ดังนั้นในชีวิต จริงแล้ว คุณมิได้ส่งออกและรับเข้าแต่อย่างใด คุณพยายามทุกวิถีทาง ที่จะปกป้องความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สร้างขึ้นให้ตนเอง คุณพยายาม จับมันใส่ขวดปิดผนึก เหมือนดังผลไม้กระป้องซึ่งสะอาดปราศจากเชื้อ คุณพยายามที่จะยื้อยุดไว้เท่าที่สามารถ และทุกสิ่งที่อยู่นอกอาณาเขต ของคุณก็ถือว่าเป็นสิ่งมีปัญหา คุณไม่อยากจะติดไข้หวัดหรือท้องร่วง ซึ่งเกิดขึ้นในท้องถิ่น คุณพยายามที่จะหลีกเลี่ยงเท่าที่สามารถ คุณอาจ ไม่มีเงินพอสร้างปราสาทหรือกำแพงล้อมรอบ ทว่าประตูหน้าของคุณ ก็แข็งแรงใช้การได้ซึ่งคุณลั่ดาลไว้สองชั้นเสมอ แม้เวลาไปพักที่โรงแรม จะมีคำเตือนให้ล็อคประตูไว้สองชั้นเสมอ และอย่าให้ใครเข้ามาจนกว่า จะได้ตรวจสอบจนแใจแล้ว คุณอาจพบคำเตือนเหล่านั้นในกฏของโรง แรมซึ่งติดอยู่หลังบานประตู ซึ่งจะบอกรายละเอียดทุกอย่าง พวกเรา เป็นบ้ากันไปหมดแล้วหรือไร


โดยพื้นฐานแล้ว มรรคามหายานคือความพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่า เราไม่จำเป็นต้องปกป้องตนเองถึงเพียงนี้ เราอาจแผ่ออกไปได้อีกสัก หน่อย เขยิบออกไปอีกเล็กน้อย แนวคิดพื้นฐานของการปฏิบัติส่งออก และรับเข้า ก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการซ้อม เป็นวินัยเพื่อการลดละกิเลส เป็นหนทางแห่งการมีชัยเหนือขอบเขตอันจำกัดคับแคบของตน การมีชัย เหนือขอบเขตนั้นประกอบด้วยการส่งออกไปพร้อมกับลมหายใจออก เปิดทางให้และส่งออกไปและนำความทุกข์ความเจ็บปวดของผู้อื่นกลับ เข้ามาพร้อมกับลมหายใจเข้าให้ได้มากที่สุด คุณปรารถนาที่จะเป็นผู้รับ ความทุกข์ทนหม่นหมองเหล่านั้น คุณปรารถนาที่จะรับรู้มันอย่างเต็ม เปี่ยมหมดจด


คุณจะฝึกฝนการยกให้ผู้อื่นเป็นเอกโดยอาศัยการปฏิบัติที่เรียกว่าทองเลน ทว่าคุณจะกระทำดังนี้ในโลกสามัญได้อย่างไร คุณจะวิ่งเข้าไปหาใครบาง คนบนถนนพลางพูดว่า " เฮ้ เอาลูกอมนี่ไปและขอกระดาษเช็ดปากในกระ เป๋าของคุณได้ไหม " แน่นอนว่าคุณอาจทำดังนี้ได้หากอยากจะทำและเป็น คนคล่องพอ แต่นั่นเป็นการทดลองใช้กับผู้คนใระดับที่หยาบมาก สิ่งที่เรา กำลังจะทำดังนี้แตกต่างออกไป เรามีวิธีการปฏิบัติที่จะใส่ใจในผู้อื่นเป็น อัดับแรก โดยใช้ลมหายใจเป็นสื่อในการให้และรับ ขั้นแรกของการปฏิบัติ ทองเลนคือการส่งออกและรับเข้ามาทางจิตทีละนิดอย่างแช่มช้า จนในที่ สุดเราก็อาจทำสิ่งนั้นได้จริง ๆ ในคัมภีร์มีกล่าวไว้ว่า เราอาจปฏิบัติทองเลน โดยการนำผลไม้จากมือหนึ่งไปมอบให้อีกมือหนึ่ง


มีอุปสรรคมากมายในการปฏิบัติทองเลน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เรามีชีวิต อยู่ในสังคมอุสาหกรรมสมัยใหม่ ทว่าคุณอาจปฏิบัติไปทีละขั้นตอน ซึ่งจะ ทำให้คุณเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ประเด็นหลักคือการบ่มเพาะการ เอาใจเขามาใส่ใจเรา แทนที่จะเป็นจอนห์ โด คุณอาจกลายเป็น โจ ชมิดท์ คุณอาจมีความรู้สึกหยิ่งทะนงในตน กระนั้นก็ดีคุณก็อาจเริ่มทำได้ดังนี้ อัน ที่จริงแล้ว ทองเลนเป็นเรื่องของภาวะทางจิตยิ่งกว่าอะไรอื่น ถ้าหากว่าทุก ๆ คนเริ่มจะมอบสิ่งต่าง ๆ ให้แก่กันและกัน ก็คงเต็มไปด้วยความปั่นป่วนสับ สน แต่หากคุณบ่มเพาะทัศนะคติที่พร้อมจะจากของรัก ที่จะมองสิ่งที่คุณ หวงแหนให้แก่ผู้อื่น นั่นย่อมเอื้อให้เกิดความเป็นจริงอันงดงามขึ้น
 
 
เราจะปฏิบัติทองเลนอย่างแท้จริงได้อย่างไร แรกสุดให้นึกถึงบิดามารดา หรือเพื่อน หรือใครก็ตามที่อุทิศชีวิตเพื่อประโยชน์สุขของเรา หลาย ๆ ครั้ง เราไม่เคยแม้แต่จะกล่าวคำขอบคุณด้วยซ้ำ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง คิดถึงสิ่งเหล่านี้ มิใช่เพื่อให้รุ้สึกผิด แต่เพื่อให้ตระหนักถึงความตระหนี่ คับแคบของตนเอง เรามักจะพูดว่า " ฉันนอยากจะ ... " และเขาก็กระทำ ทุกสิ่งเพื่อเราโดยไม่เคยพร่ำบ่น


ข้าพเจ้ามั่นใจว่าคุณมีตัวอย่างมากมายที่ปฏิบัติตนไม่ดีกับพ่อแม่หรือมิตร สหาย ซึ่งช่วยเหลือเกื้อกูลคุณมาเป็นอันมาก เขาได้อุทิศตนเสียสละเพื่อ คุณแต่คุณไม่เคยแม้แต่จะกล่าวคำขอบคุณหรือเขียนจดหมายหา คุณควร จะคิดถึงผู้คนซึ่งห่วงใยคุณมากถึงขนาดที่ไม่เคยคาดหวังจะได้รับน้ำใจ ไมตรีตอบแทน มีคนเยี่ยงนี้มากมายยิ่ง บางครั้งก็มีคนโผล่เข้ามาช่วยคุณ อย่างเต็มที่ คนเยี่ยงนั้นจำทำทุกอย่างเพื่อคุณ ช่วยเหลือ อุทิศตน ครั้นแล้ว ก็จากไปโดยไม่ทิ้งแม้แต่ที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์ไว้ ตลอดเวลาย่อมมีคน เช่นนั้นอยู่ คุณพึงระลึกถึงเหตุการณ์เหล่านั้นและน้อมมาสู่การปฏิบัติ ทองเลน ยามเมื่อหายใจออกจงมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ เพื่อตอบแทนความ เมตตาของเขา เพื่อที่จะก่อให้เกิดความดีงามขึ้มาในโลก คุณจึงมอบทุกสิ่ง ที่ดีให้ เป็นสิ่งดีที่สุดที่คุณมี และหายใจเอาความทุกข์ทรมาณและปัญหา ของผู้อื่นเข้ามา รับเอาความเจ็บปวดมาแบกรับไว้แทน

นี่คือแนวคิดพื้นฐานของการปฏิบัติโลกิยะโพธิจิต อันเป็นการปฏิบัติธรรม ซึ่งยืนพื้นอยู่บนการกระทำ เราอาจให้มากเท่าที่สามารถให้ได้ แผ่กว้างออก ไปเท่าที่สามารถ เรามีมากพอที่จะแผ่ออกไป ด้วยเหตุที่เรามีความดีงามพื้น ฐานอยู่ อันเป็นทรัพย์ซึ่งไม่มีวันหมดสิ้น ดังนั้น เราจึงไม่มีสิ่งใดจะสูญเสีย ทั้งยังอาจได้รับเพิ่มขึ้น เราอาจเป็นตัวรับแรงกระแทกจากความเจ็บปวดของ ผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา มันเป็นการปฏิบัติที่เต็มไปด้วยการเคลื่อนไหว แต่ข้าพเจ้า มิได้หมายความว่าพวกเราล้วนอยู่ในรถไฟขบวนเดียวกัน ยิ่งเรามอบสิ่งที่ดี ที่สุดมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งสามารถรับสิ่งแย่ ๆ ของผู้อื่นได้มากเท่านั้น นี่มิใช่ สิ่งที่วิเศษสุดหรอกหรือ

ดูเหมือนทองเลนจะเป็นวิธีดีที่สุดที่เราจะใช้แก้ปัญหาทางนิเวศน์วิทยาและ มลภาวะ ด้วยเหตุทุกสิ่งล้วนถูกตอกตรึงอยู่ ทองเลนจึงเป็นวิธีการหลักที่ จะแก้มลภาวะ เป็นเพียงวิธีเดียวเท่านั้น เป็นไปได้ว่ามันอาจส่งผลช่วยชำระ มลภาวะในเมืองใหญ่ ๆ หรือแม้แต่ในโลกทั้งหมด ความเป็นไปได้นี้ทรง พลังยิ่ง

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham