Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

Thank You Posts

Show post that are related to the Thank-O-Matic. It will show the messages where you become a Thank You from an other users.


Messages - sithiphong

เรื่องคุณครูบาอาจารย์ ตอน๓๔
อนุสาสิกขาดก ว่าด้วยดีแต่สอนผู้อื่น

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 435

๕. อนุสาสิกขาดก
ว่าด้วยดีแต่สอนผู้อื่น

[๑๑๕] "นางนกสาลิกาตัวใด สั่งสอนนกตัวอื่น
อยู่เนือง ๆ ตัวเองมีปกติเที่ยวไปด้วยความ
ละโมภ นางนกสาลิกาตัวนั้นถูกล้อบดแล้ว มี
ปีกหักนอนอยู่"

จบ อนุสาสิกชาดกที่ ๕

อรรถกถาอนุสาสิกชาดกที่ ๕
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภภิกษุณีผู้ชอบพร่ำสอนรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนา
นี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยายญฺญมนุสาสติ ดังนี้.

ได้ยินว่า ภิกษุณีนั้นเป็นกุลธิดานางหนึ่ง ชาวพระนคร-
สาวัตถีบวชแล้ว ตั้งแต่กาลที่ตนบวชแล้ว ก็มิได้ใส่ใจในสมณธรรม
ติดใจในอามิส เที่ยวไปบิณฑบาตในเอกเทศแห่งพระนคร ที่
ภิกษุณีอื่น ๆ ไม่พากันไป ครั้งนั้น พวกมนุษย์พากันถวาย
บิณฑบาตอันประณีตแก่เธอ เธอถูกความอยากในรสผูกพันไว้
คิดว่า ถ้าภิกษุณีอื่น ๆ จักเที่ยวบิณฑบาตในประเทศนี้ ลาภ
ของเราจักเสื่อมถอย เราควรกระทำให้ภิกษุณีอื่น ๆ ไม่มาถึง
ประเทศนี้ ดังนี้แล้ว ไปสู่สำนักของนางภิกษุณีทั้งหลาย พร่ำ
สั่งสอนนางภิกษุณีทั้งหลายว่า ดูก่อนแม่เจ้าทั้งหลาย ในที่ตรงโน้น
มีช้างดุ มีม้าดุ มีสุนัขดุ ท่องเที่ยวอยู่ เป็นสถานที่มีอันตราย
รอบด้าน แม้คุณทั้งหลายอย่าไปเที่ยวบิณฑบาตในที่นั้นเลย
ฟังคำของเธอแล้ว แมัภิกษุณีสักรูปหนึ่ง ก็ไม่เหลียวคอมองดู
ประเทศนั้น.

ครั้นวันหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังเที่ยวบิณฑบาต เข้าไป
สู่เรือนหลังหนึ่งโดยเร็ว แพะดุชนเอากระดูกขาหัก พวกมนุษย์
รีบเข้าไปตรวจดู ประสานกระดูกขาที่หักสองท่อนให้ติดกัน
แล้วหามเธอด้วยเตียง นำไปสู่สำนักภิกษุณี พวกภิกษุณีพากัน
หัวเราะเยาะว่า ภิกษุณีรูปนี้ชอบพร่ำสอนภิกษุณีรูปอื่น ๆ
ตนเองกลับเที่ยวไปในประเทศนั้น จนขาหักกลับมา ด้วยเหตุ
ที่เธอกระทำแม้นั้น ก็ปรากฏในหมู่ภิกษุไม่ช้านัก ครั้นวันหนึ่ง
พวกภิกษุพากันกล่าวโทษของเธอในธรรมสภาว่า ท่านผู้มีอายุ
ทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ชอบสอน พร่ำสอนภิกษุณีอื่น ๆ ตนเองเที่ยว
ไปในประเทศนั้น ถูกแพะดุชนเอากระดูกหัก พระศาสดาเสด็จมา
ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนา
กันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบ
แล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ใน
กาลก่อน ภิกษุณีนั้น ก็เอาแต่สั่งสอนคนอื่น ๆ แต่ตนเองไม่
ประพฤติ ต้องเสวยทุกข์ตลอดกาลเป็นนิตย์ทีเดียว แล้วทรงนำ
เอาเรื่องในอดีต มาสาธกดังนี้ :-

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
พระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิด ในกำเนิดนกป่า เจริญวัย
แล้ว ได้เป็นจ่าฝูงนก มีนกหลายร้อยเป็นบริวาร เข้าไปสู่ป่า-
หิมพานต์ ในกาลที่พระโพธิสัตว์อยู่ในป่าหิมพานต์นั้น นางนก
จัณฑาลตัวหนึ่งไปสู่หนทางในดงดึก๑ หาอาหารกิน นางได้เมล็ด-
ข้าวเปลือกและถั่วเป็นต้น ที่หล่นตกจากเกวียนในที่นั้นแล้ว
คิดว่า บัดนี้เราต้องหาวิธีทำให้พวกนกเหล่าอื่นไม่ไปสู่ประเทศนี้
ดังนี้แล้ว ให้โอวาทแก่ฝูงนกว่า ขึ้นชื่อว่าทางใหญ่ในดงดึก เป็น
ทางมีภัยเฉพาะหน้า ฝูงสัตว์เป็นต้นว่า ช้าง ม้า และยวดยาน
ที่เทียมด้วยโคดุ ๆ ย่อมผ่านไปมา ถ้าไม่สามารถจะโผบินขึ้น
ได้รวดเร็ว ก็ไม่ควรไปในที่นั้น ฝูงนกตั้งชื่อให้นางว่า "แม่อนุ-
สาสิกา" วันหนึ่งนางกำลังเที่ยวไปในทางใหญ่ในดงดึก ได้ยิน-
เสียงยานแล่นมาด้วยความเร็วอย่างยิ่ง ก็เหลียวมองดู โดยคิดว่า
ยังอยู่ไกล คงเที่ยวเรื่อยไป ครั้งนั้นยานก็พลันถึงตัวนาง ด้วย
ความเร็วปานลมพัด นางไม่อาจโผบินขึ้นได้ทัน ล้อทับร่าง
ผ่านไป นกผู้เป็นจ่าฝูง เรียกประชุมฝูงนก ไม่เห็นนางก็กล่าวว่า
นางอนุสาสิกาไม่ปรากฏ พวกเจ้าจงค้นหานาง ฝูงนกพากันค้นหา
เห็นนางแยกออกเป็นสองเสียงที่ทางใหญ่ ก็พากันแจ้งแก่จ่าฝูง
จ่าฝูงกล่าวว่า นางห้ามนกอื่น ๆ แต่ตนเองเที่ยวไปในที่นั้น จึง
แยกออกเป็นสองเสี่ยง แล้วกล่าวคาถานี้ความว่า :-
"นางนกสาลิกาตัวใด สั่งสอนนกตัวอื่น
อยู่เนือง ๆ ตัวเองมีปกติเที่ยวได้ด้วยความ
ละโมภ นางนกสาลิกาตัวนั้นถูกล้อบดแล้ว มี
ปีกหักนอนอยู่ " ดังนี้.
(๑. ดงดึก = ป่าลึกเข้าไปไกล.)

บรรดาบทเหล่านั้น ย อักษรในบทว่า ยายญฺญมนุสาสติ
ทำการเชื่อมบท ความก็ว่า นางนกสาลิกาใดเล่า สั่งสอนผู้อื่น.
บทว่า สยํ โลลุปฺปจารินี ความว่า เป็นผู้มีปกติเที่ยว
คนองไปด้วยตน.
บทว่า สายํ วิปกฺขิกา เสติ ความว่า นกตัวนั้น คือ นาง-
สาลิกาตัวนี้ มีขนปีกกระจัดกระจาย นอนอยู่ที่ทางใหญ่.
บทว่า หตา จกฺเกน สาสิกา ความว่า นางนกสาสิกา
ถูกล้อยานทับตาย.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรง
ประชุมชาดกว่า นางนกสาลิกาในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุณี
อนุสาสิกาในครั้งนี้ ส่วนนกจ่าฝูง ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาอนุสาสิกชาดกที่ ๕
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 438

ที่มา https://www.facebook.com/dhamma.true/posts/1584251151671525

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

เมื่อ: มกราคม 21, 2018, 08:32:39 AM 2 วิถีธรรม / กฏแห่งกรรม-ชาติภพ / Re: กรรม

องค์พยามัจจุราชเจ้า
ท่านเป็นผู้ที่มีหน้าที่ตัดสิน "กรรมดี" และ "กรรมชั่ว" ของผู้ที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด
.
ท่านมีผู้ช่วยก็คือ "ท่านนิริยบาล" ซึ่งมีทั้งหมด 8 ท่าน (เราๆท่านๆ น่าจะรู้จักกันในชื่อ ท่านสุวาน และ ท่านสุวรรณ ในภาพยนต์พยามัจจุราช)
และท่านยังมีบริวารที่เป็นผู้ที่ทำงานในหน้าที่ต่างๆ ก็คือ "ท่านยมทูต"
.
ผมเองเคยนำไปขอให้ครูบาอาจารย์ อัญเชิญองค์พยามัจจุราชเจ้า มาอธิษฐานจิตในวัตถุมงคลชุดนี้ และได้แจกให้กับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ อีกหลายๆคนไปเยอะแล้ว
.
และที่สำคัญ ท่านบอกว่า ของๆท่าน กันผีกะเรวะราดได้ แต่กันคนของท่านไม่ได้ และหากมีวัตถุมงคลในชุดนี้ เหมือนกับเป็นสื่อถึงท่านโดยตรง และมีท่านยมทูตมาอยู่ด้วยครับ
.
โดยส่วนตัวผมเอง ผมไหว้ท่านด้วยน้ำ(เปล่า)เย็นและใส่น้ำแข็ง ในทุกวันอาทิตย์ ยกเว้นในวันอาทิตย์ไหนที่ผมติดภาระกิจอยู่ต่างจังหวัด ก็จะไม่ได้ไหว
.
ปกติในวันที่ผมไปทำงาน ผมห้อยคอไปด้วยเสมอ
แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ผมไปทำบุญ ผมอัญเชิญท่านไปด้วยทุกครั้งเช่นกัน
.
องค์พยามัจจุราชทั้งสององค์ (ที่ผมอัญเชิญห้อยไปทำงาน และที่ผมอัญเชิญไปด้วยในเวลาที่ผมไปทำบุญนั้น) ผมได้บรรจุก้อนดิน และเมล็ดข้าวสาร(ที่ผมเคยนำไปขอให้พระภิกษุรูปหนึ่ง อาราธนาพระแม่ธรณี , พระแม่คงคา และพระแม่โพสพ อธิษฐานจิต และก้อนดิน กับ เมล็ดข้าวสาร ก็เป็นสื่อถึง พระแม่ธรณี , พระแม่คงคา และพระแม่โพสพ ได้โดยตรงเช่นกัน ) บรรจุไว้ใต้ฐานองค์พยามัจจุราชด้วย ครับ
ระมัดระวังในการสร้างกรรม
.
เพราะ กรรมนั้น ยุติธรรม และเที่ยงตรงเสมอ
.
ไม่มีเรื่องไหน ยุติธรรมเท่านี้อีกแล้วในโลกนี้
.
**********ไม่ว่ามีอำนาจหรือใหญ่แค่ไหน ไม่ว่ารวยล้นฟ้าเพียงใด ไม่มีใครหนีกรรมพ้น**********
.
&&&&& แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังหนีกรรมไม่พ้น &&&&&
.
.----------------------------------------------------------
.
.
.
.
๑๑๕. บุพกรรมของพระพุทธเจ้า
https://www.youtube.com/watch?v=t5GPNZYYM-w
.
.
.
กรรมไม่ดีต่างๆที่ทำไว้ในอดีตยังส่งผลแม้เป็นพระพุทธเจ้า (พระอาจารย์สมบัติ นันทิโก)
https://www.youtube.com/watch?v=t5GPNZYYM-w
.
.
.
หลวงพ่อฤาษีลิงดำเล่าเรื่อง | ไปที่สำนักของท่านพญายมราช ตอนที่ 1
https://www.youtube.com/watch?v=S8tcEPLn8Rk
.
.
.
หลวงพ่อฤาษีลิงดำเล่าเรื่อง | ไปที่สำนักของท่านพญายมราช ตอนที่ 2 (จบ)
https://www.youtube.com/watch?v=Wj-xW-i7foY
.
.
.
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เรื่อง อเวจีมหานรก
https://www.youtube.com/watch?v=khDlAzlkzkk
.
.
.
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เรื่อง มหานรก 7 ขุม
https://www.youtube.com/watch?v=AKV2oAs0PbM
.
.
.
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เล่าเรื่องนรกขุมที่ 8 อเวจีมหานรก
https://www.youtube.com/watch?v=jrZbz48c_VM
.
.
.
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เรื่อง นรกต้นงิ้ว(สิมพลีนรก)
https://www.youtube.com/watch?v=FqJRlXuUkIE
.
.
.
ประวัติ " พญายมราช "
https://www.youtube.com/watch?v=LVlZTgrvG18
.
.
.

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

มาต่อกันเรื่องของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย
จากที่ผมเขียนและเคยนำมาลงให้อ่านกัน มาเพิ่มเติมในความรู้กันครับ
ในเจตนาที่ลงนี้ ผมต้องการให้ความรู้กับท่านผู้อ่าน เพื่อสร้างแนวคิดและสร้างประโยชน์ของตัวท่านเองในการจัดการทางการเงินของท่านเอง  บุญกุศลนี้ ข้าพเจ้าขออธิษฐานว่า ตั้งแต่บัดนี้ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ที่เรียนรู้และเข้าใจในเรื่องที่ข้าพเจ้าเรียนรู้ในเรื่องต่างๆได้อย่างง่ายด้วยเทอญ
ผมจะมาเปรียบเทียบให้เห็นว่า หากเรามีการขอลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือ การRefinance สินเชื่อที่อยู่อาศัยไปสถาบันการเงินอื่นใน 3 ปีแรก หรือ ทุกๆ 3 ปี เราจะได้อะไร หรือ เสียอะไรบ้าง
มายกตัวอย่างกันเลย  ในตัวอย่างจะสมมุติว่า อัตราดอกเบี้ยไม่เปลี่ยนแปลงตลอดอายุสัญญาฯ แต่หากอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลง ตัวเลขทั้งหมดจะมีการเปลี่ยนแปลงไป และในเรื่องอื่นๆ เป็นเรื่องที่ผมสมมุติตัวเลขขึ้นมา เพื่อให้ดูง่ายขึ้น และตัวเลขเป็นตัวเลขโดยประมาณการ แต่มีความใกล้เคียง ครับ
ธนาคารแก้มหอม
โปรโมชั่นอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย ในกรณ๊ที่มีการ Refinance ไปยังธนาคารแก้มหอม
อัตราดอกเบี้ย MRR = 6.75%ต่อปี
อัตราดอกเบี้ย 3 ปีแรก MRR-3.85 หรือเท่ากับ 2.90%ต่อปี
อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป เท่ากับ MRR-0.50%ต่อปี หรือเท่ากับ  6.25%ต่อปี
ค่าธรรมเนียมต่างๆมีดังนี้
1.ค่าจดจำนอง(ที่กรมที่ดิน) 1% ของวงเงินกู้ (วงเงินกู้ 3,000,000.-บาท คิดค่าจดจำนอง ประมาณ 30,000.-บาท)
2.ค่าอากรสัญญากู้ คิดเป็น 0.05% ของวงเงินกู้ และ คู่ฉบับ 5 บาท (วงเงินกู้ 3,000,000.- บาท คิดเป็นค่าอากร จำนวน 1,500 บาท บวก คู่ฉบับ 5 บาท) รวมเป็น 1,505.-บาท
3.ค่าประเมินราคา (สมมุติ) จำนวน 2,800.-บาท (ในกรณีที่วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท)
4.ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย (สมมุติ) 10,000.-บาท (วงเงินกู้ 3,000,000.-บาท)
5.ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ (สมมุติ) คิด 0.10%ของวงเงินกู้  ค่าธรรมเนียมในข้อนี้ ฟรี
6.ในกรณีที่ปิดบัญชีก่อน 3 ปี จะคิดอัตราดอกเบี้ย MRR% ต่อปี และเรียกคืนค่าธรรมเนียมในข้อ 5
.
ธนาคารณัชชี่ (เป็นธนาคารเดิมที่ใช้วงเงินสินเชื่ออยู่)
อัตราดอกเบี้ย MRR = 7.125%ต่อปี
โปรโมชั่นอัตราดอกเบี้ย ในกรณีที่ลูกค้าขอลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย
อัตราดอกเบี้ย 1 ปีแรก 3.50%ต่อปี
อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 2 และ ปีที่ 3 MRR-3.00%ต่อปี หรือเท่ากับ 4.125%ต่อปี
อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR-1.75%ต่อปี หรือเท่ากับ 5.625%ต่อปี
ค่าธรรมเนียมต่างๆไม่มี (ยกเว้นค่าธรรมเนียมประกันอัคคีภัยที่จะต้องต่ออายุ (สมมุติ) จำนวน 10,000.-บาท)
.
มาถึงข้อมูลเจ้าของบัญชีสินเชื่อที่อยู่อาศัย
นายโน๊ตตี้ นามสกุลลูกพี่โบ๊ตซัง  อายุปัจจุบัน 35 ปี เดิมมีวงเงินที่อยู่อาศัย 3,300,000.-บาท ทำประกันอัคคีภัยไว้ 3 ปี   ปัจจุบันเมื่อครบ 3 ปี ภาระหนี้ลดเหลือ 3,000,000.-บาท มีค่าประกันอัคคีภัยที่ต้องจ่ายจำนวน 10,000.-บาท โดยใช้วงเงินสินเชื่อที่ ธนาคารณัชชี่ (เป็นธนาคารเดิมที่ใช้วงเงินสินเชื่ออยู่)
ระยะเวลาคงเหลือในการกู้ตามสัญญากู้ฯ 25 ปี (300 เดือน) ผ่อนชำระเดือนละ 18,900.-บาท
อัตราดอกเบี้ยเดิมที่ใช้อยู่คือ MRR-1.75%ต่อปี คือ 5.375%ต่อปี
.
มาดูผลการคำนวนกันครับ
ในกรณีที่ไม่ขอลดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารณัชชี่  (เป็นการใช้อัตราดอกเบี้ยเดิม) 
ผลการคำนวณ จะอยู่ในตารางที่ 1
ในระยะเวลา 3 ปีต่อมา จะชำระต้นเงินกู้ไป 212,876.76 บาท และชำระดอกเบี้ยไป 467,523.24 บาท
ตลอดอายุสัญญากู้ฯ จะชำระต้นเงินไป 3,000,000.-บาท และชำระดอกเบี้ยทั้งหมด จำนวน 2,249,249.59 บาท
ระยะเวลาการผ่อนชำระ (หากไม่มีการขอลดอัตราดอกเบี้ย จนตลอดอายุสัญญากู้ฯ หรือการRefinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น จำนวน 300 เดือน หรือ 25 ปี) จะมีระยะเวลา 278 เดือน
.
ในกรณีที่ 2 การขอลดอัตราดอกเบี้ย กับ ธนาคารณัชชี่ (เป็นธนาคารเดิมที่ใช้วงเงินสินเชื่ออยู่)
ผลการคำนวณ จะอยู่ในตารางที่ 2
ในระยะเวลา 3 ปีต่อมา จะชำระต้นเงินกู้ไป 348,854.83 บาท และชำระดอกเบี้ยไป 331,545.17 บาท
ตลอดอายุสัญญากู้ฯ จะชำระต้นเงินไป 3,000,000.-บาท และชำระดอกเบี้ยทั้งหมด จำนวน 1,867,726.09 บาท
ระยะเวลาการผ่อนชำระ (หากไม่มีการขอลดอัตราดอกเบี้ย จนตลอดอายุสัญญากู้ฯ หรือการRefinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น จำนวน 300 เดือน หรือ 25 ปี) จะมีระยะเวลา 258 เดือน หรือ 21 ปีกว่าๆ
.
ในกรณีที่ 3 การ Refinance สินเชื่อที่อยู่อาศัย ไป ธนาคารแก้มหอม
ผลการคำนวณ จะอยู่ในตารางที่ 3
ในระยะเวลา 3 ปีต่อมา จะชำระต้นเงินกู้ไป 437,632.76 บาท และชำระดอกเบี้ยไป 242,767.24 บาท
ตลอดอายุสัญญากู้ฯ จะชำระต้นเงินไป 3,000,000.-บาท และชำระดอกเบี้ยทั้งหมด จำนวน 2,135,738.- บาท
ระยะเวลาการผ่อนชำระ (หากไม่มีการขอลดอัตราดอกเบี้ย จนตลอดอายุสัญญากู้ฯ หรือการRefinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น จำนวน 300 เดือน หรือ 25 ปี) จะมีระยะเวลา 278 เดือน หรือ 21 ปีกว่าๆ เช่นกัน
แต่ในกรณีที่ Refinance สินเชื่อที่อยู่อาศัย ไปธนาคารแก้มหอม ยังมีค่าธรรมเนียมต่างๆ อีกจำนวน 44,305.-บาท ตามรายละเอียดดังนี้
1.ค่าจดจำนอง(ที่กรมที่ดิน) 1% ของวงเงินกู้ (วงเงินกู้ 3,000,000.-บาท คิดค่าจดจำนอง ประมาณ 30,000.-บาท)
2.ค่าอากรสัญญากู้ คิดเป็น 0.05% ของวงเงินกู้ และ คู่ฉบับ 5 บาท (วงเงินกู้ 3,000,000.- บาท คิดเป็นค่าอากร จำนวน 1,500 บาท บวก คู่ฉบับ 5 บาท) รวมเป็น 1,505.-บาท
3.ค่าประเมินราคา (สมมุติ) จำนวน 2,800.-บาท (ในกรณีที่วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท)
4.ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย (สมมุติ) 10,000.-บาท (วงเงินกู้ 3,000,000.-บาท)
5.ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ (สมมุติ) คิด 0.10%ของวงเงินกู้  ค่าธรรมเนียมในข้อนี้ ฟรี
เมื่อนำค่าธรรมเนียมต่างๆ จำนวน 44,305.- หักออกจากจำนวนดอกเบี้ย (ในกรณีที่ 2 คือ ขอลดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารณัชชี่) ที่สามารถลดการจ่ายดอกเบี้ย และ นำเงินจำนวนนี้ ไปชำระต้นเงินกู้ได้อีก จำนวน 44,472.94 บาท (ได้จากการคำนวณตาข้อที่ 1 ถึง ข้อที่ 4 คือ 30,000 + 1,505 + 2,800 + 10,000 จะได้เท่ากับ 44,472.94 บาท)
หมายเหตุ  ในกรณีนี้ ผมไม่นำเงินที่ได้จากการเวนคืนกรมธรรมประกันอัคคีภัยที่ต่ออายุกับธนาคารณัชชี่ มารวมคำนวณด้วย เนื่องจากผมไม่ทราบการคำนวณของบริษัทที่รับประกันอัคคีภัย 
(ในกรณีที่มีการ Refinance จากสถาบันการเงินหนึ่ง  ไปยังอีก สถาบันการเงินอีกแห่ง  ส่วนใหญ่ วงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัย ครบ 3 ปีไปแล้ว  แต่หากว่า มีการดำเนินการก่อนที่จะครบกำหนด 3 ปี  แต่เราแจ้งการขอ Refinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น  เราจะไม่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกัน และต้องไปดำเนินการขอวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินอื่น ก่อนที่จะครบ 3 ปีด้วยเช่นกัน)
.
มาสรุปกันก็คือ  หากเราสามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้มากเท่าไหร่  ผลดีและผลเสียที่เราจะได้ก็คือ
1.ลดการชำระดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญากู้ฯได้มาก  นี่ผมเพียงแค่คำนวณเรื่องของอัตราดอกเบี้ยในระยะเวลา 3 ปี เท่านั้นเอง  หากเราสามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้ทุกๆ 3 ปี (สามารถดูได้จาก ตารางที่ 4) เราจะประหยัดเงินที่เราต้องจ่ายให้กับสถาบันการเงินได้มากขึ้น
2.ระยะเวลาในการผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัย จะลดลง  จากเดิมต้องผ่อน 25 ปี (จากตัวอย่าง)  เราสามารถผ่อนเหลือเพียง 21 ปี  แต่ถ้าสามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้ทุก 3 ปี  ระยะเวลาที่จะต้องผ่อนชำระ จะลดลงไปมากกว่านี้อีก
3.เราอาจจะเสียเวลาในการเตรียมเอกสารต่างๆ ที่จะต้องนำไปยื่นขอกู้กับสถาบันการเงินอื่นๆ 
4.ในการขอสินเชื่อนั้น  ทางสถาบันการเงินจะพิจารณาในความสามารถในการชำระหนี้คืน  หากเรามีวินัยทางการเงินที่ดี  มีการชำระหนี้ไม่ว่าจะเป็นหนี้ของสินเชื่อประเภทไหนๆก็ตาม ชำระหนี้ให้ตรงตามเวลาที่กำหนด ,  รายได้ของเรามีความชัดเจน ,  มีเอกสารที่เชื่อถือได้ประกอบในการขอสินเชื่อ  ผลการพิจารณา น่าจะผ่านเกณฑ์การพิจารณาของสถาบันการเงิน ได้
5. *****ที่สำคัญเรื่องนี้เป็นเรื่องของท่านเอง  ต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง***** 
6.สุดท้าย  ผมแนะนำให้อ่านให้ละเอียด และแนะนำให้ท่านผู้อ่านไปศึกษาต่อกับท่านผู้รู้ หรือ ตามเว็บไซด์ที่เชื่อถือได้เพิ่มเติม  ท่านผู้อ่านจะได้แนวคิดต่างๆ ที่มีผลต่อตัวท่านเอง และ เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวของท่านมาก  หากท่านยังต้องใช้วงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงิน หากมีข้อสงสัย สอบถามได้ เรื่องใดที่ผมสามารถแนะนำให้ท่านได้ ผมยินดีครับ
#สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
#การRefinanceสินเชื่อ
#การย้ายวงเงินสินเชื่อไปสถาบันการเงินอื่น
#อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน
#การคิดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน
#ธนาคารพาณิชย์
#สินเชื่อRefinance
#สถาบันการเงิน
#อัตราดอกเบี้ย
#ประกันชีวิต
#ร้องเรียนผ่านคปภ.
#สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
#คปภ

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

ตอนที่ 2 จาก 2 ตอน

มาต่อกันในเรื่องของ***** ค่าใช้จ่ายหากเรา Refinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น ***** 

ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ผมได้บอกไปในเบื้องต้น  นั้น  เราต้องมาคำนวนกันในลักษณะที่เป็นตัวเงิน  ไม่สามารถที่จะคำนวนเป็นอัตราเปอร์เซ็นได้
ผมยกตัวอย่าง(เดิม)

ภาระหนี้ที่จะ Refinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น จำนวน 2,600,000.-บาท  ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายในกรณีที่ Refinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น คือ

1.ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ ร้อยละ 1 ของวงเงินนิติกรรม จำนวน 26,000.-บาท (ได้จาก 2,600,000 คูณ 1%)

2.ค่าธรรมเนียมการประเมินราคา ประมาณ 2,800.-บาท

3.ค่าอากรสัญญากู้ฯ  จำนวน 1,305.-บาท (ได้จาก 2,600,000 คูณ 0.05% จะได้ 1,300.-บาท บวก คู่ฉบับสัญญากู้ฯ 5 บาท)

4.การประกันอัคคีภัย  โดยประมาณไม่เกิน 10,000 บาท

5.ค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ประมาณ 1,000.-บาท

6.ค่าธรรมเนียมการจดจำนองที่กรมที่ดิน  โดยประมาณ 26,000.-บาท (คิดประมาณ 1% ของวงเงินจำนอง(หรือวงเงินกู้) 2,600,000 คูณ 1 หาร 100 )
รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยประมาณ 67,105.-บาท

หากเราใช้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเดิม ปัจจุบันเท่ากับ MLR-1.00%ต่อปี (MLR = 6.250) ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยที่เราจะจ่ายก็คือ 5.250% เราจ่ายดอกเบี้ยไปทั้งหมด 391,460.02 บาท

หากเราใช้ อัตราดอกเบี้ยใหม่ที่เรา Refinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น หรือ ขอลดอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิม อัตราดอกเบี้ยในปีแรก 2.90%ต่อปี อัตราดอกเบี้ยในปีที่ 2 คือ MRR-3.00%ต่อปี อัตราดอกเบี้ยในปีที่ 3 คือ MRR -2.00%ต่อปี หลังจากนั้น(ในปีที่ 4 เป็นต้นไป) คือ MRR-0.50%ต่อปี เราจ่ายดอกเบี้ยไป จำนวน 274,817.18 บาท

เมื่อหักกลบกันระหว่างตารางที่ 1 และ ตารางที่ 2 จะได้ส่วนต่าง(ของดอกเบี้ยที่ได้ลดเนื่องจากการ Refinance ไปสถาบันการเงินอื่น) จำนวน 116,642.84 บาท และเมื่อหักค่าใช้จ่ายที่ผมบอกไปในเบื้องต้น จำนวน 67,105.-บาท เรายังมีส่วนต่างที่ไปชำระต้นเงินกู้ได้มากขึ้น หากเรา Refinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น

แต่หากเราขอลดดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิม เราก็ไม่ต้องจ่ายในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายที่ผมได้บอกไป เพียงแต่เงื่อนไขของอัตราดอกเบี้ย ต้องลดได้มากกว่าเดิม และที่สำคัญเราต้องลองคำนวนดูครับว่า การขอลดอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิม หรือ การ Refinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น ประเด็นไหนจะดีที่สุดสำหรับตัวเรา

เพิ่มเติมอีกนิด สำหรับเรื่องค่าใช้จ่าย  หากมีคนมาบอกว่า คำนวนค่าใช้จ่ายเป็น% นั่นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง การเปรียบเทียบต้องเป็นการเปรียบเทียบในรูปแบบเดียวกัน หากเป็นจำนวนเงิน ต้องนำจำนวนเงินมาเปรียบเทียบ แต่หากเป็นเปอร์เซ็น ต้องนำเรื่องของเปอร์เซ็นมาเปรียบเทียบ  ไม่ใช่ว่า นำจำนวนเงินมาคำนวนเปรียบเทียบกับเปอร์เซ็น  เช่น ผมบอกว่า ผมหนัก 70 กิโลเมตร  เป็นไปได้หรือเปล่าครับ  ที่ถูกต้อง ต้องบอกว่าผมหนัก 70 กิโลกรัม  แต่หากจะนำค่าใช้จ่ายมาคำนวนเป็นเปอร์เซ็น  ต้องนำระยะเวลาในการกู้ทั้งหมด มาคำนวนเป็นเปอร์เซ็น  ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ จะน้อยมากๆ  เช่น ค่าใช้จ่ายที่ผมคำนวนในเบื้องต้นจำนวน 67,105.-บาท หากจะคำนวนว่า จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ต้องนำระยะเวลาในการกู้ที่เหลือ หรือ ที่ขอกู้ใหม่ มาคำนวน เช่น เหลือระยะเวลาในการกู้ตามตัวอย่าง 204 เดือน ( 17ปี )  (เดิมระยะเวลาการกู้ 240 เดือน ผ่อนไปแล้ว 36 เดือน คงเหลือระยะเวลาการผ่อนอีก 204 เดือน) ส่วนตัวผม  ไม่ไปคำนวน แต่ผมใช้วิธีข้างบนดีกว่า เห็นเป็นเม็ดเงินที่ได้ลดอย่างชัดเจน

แต่ถ้าต้องการที่จะทราบว่า ค่าธรรมเนียมดังกล่าวคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นของวงเงินกู้ในระยะเวลาการกู้  สามารถคำนวนได้ดังนี้   นำค่าใช้จ่าย(ตามตัวอย่าง) 67,105.-บาท หารด้วย(วงเงินกู้) 2,600,000.-บาท ผลลัพธ์ที่ได้คือ 0.02581%  โดยมีระยะเวลา 17 ปี  แต่หากจะคิดตามระยะเวลา 1 ปี  ให้นำผลลัพธ์ 0.02581 หารด้วย 17(ปี) ผลลัพธ์ที่ได้คือ 0.000152% เฉลี่ยปีละ 3,947.353 บาท  (คิดมาจาก 0.000152 คูณด้วย (วงเงินกู้)  2,600,000.-)  และเมื่อคิดกลับไปสู่ค่าธรรมเนียมทั้งหมด  ก็ให้นำค่าเฉลี่ยต่อปี คือ 3,947.353 คูณด้วย 17 (ปี)  ผลลัพธ์ที่ได้จะเท่ากับค่าธรรมเนียมที่จ่ายไปก็คือ 67,105.-บาทครับ

ส่วนเรื่องของการประกันชีวิต และ ประกันวินาศภัย  ผมเคยนำเรื่องนี้ไปลงไว้ในครั้งก่อนแล้ว  เพิ่มเติมอีกนิด  การทำประกันชีวิต และ การทำประกันวินาศภัย ต้องเป็นการทำโดยสมัครใจ และเห็นประโยชน์ของการประกันชีวิต และ ประกันวินาศภัย เท่านั้น ต้องไม่มีเงื่อนไขอื่น เช่น หากไม่ทำประกันชีวิต หรือ ประกันวินาศภัยแล้ว การขอสินเชื่อใหม่ หรือ การขอลดอัตราดอกเบี้ยไม่ผ่าน   ยกเว้นจะเป็นโปรโมชั่นของแต่ละธนาคาร(ที่ประกาศเป็นทางการและมีเอกสารยืนยันว่า เป็นประกาศของธนาคาร) ว่า หากทำประกันชีวิต จะมีส่วนลดของอัตราดอกเบี้ย มากกว่าที่ ไม่ทำประกันชีวิต  หากมีการบังคับให้ทำประกันชีวิต หรือ ประกันวินาศภัย สามารถร้องเรียนผ่าน  สำนักงานคณะกรรมการกำกับ และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) ได้ในหลายช่องทาง

สำหรับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกท่าน  หากสงสัยโทร.มาคุยกันได้ ยินดีให้คำปรึกษาครับ

#สถาบันการเงิน
#ธนาคารพาณิชย์
#สินเชื่อที่อยู่อาศัย
#อัตราดอกเบี้ย
#ประกันชีวิต
#สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
#คปภ

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

วันนี้ เรามาคุยกันเรื่องประเภทของอัตราดอกเบี้ย ว่ามีประเภทไหนบ้าง แล้วแต่ละประเภทคืออะไร  ผมนำมาให้อ่านกันโดยอยู่ในไฟล์รูปประกอบ และมาดูเรื่องของประโยชน์ของการ Refinance สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยไปยังสถาบันการเงินอื่น หรือ ขอลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยกับสถาบันการเงินเดิม หากท่านใดเห็นว่าดี  แชร์ต่อกันได้ ผมไม่สงวนลิขสิทธิ์ ครับ

มี 2 ตอน  ตอนนี้ตอนที่ 1 จาก 2 ตอน

ผมเองเคยทำไฟล์ที่เป็น Excel ในการใช้เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารว่า มีความแตกต่างกันอย่างไร ผลที่ได้ ได้อะไร  ซึ่งสามารถใช้คำนวณเพื่อเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย 2 โปรโมชั่น   หากพี่ๆ  เพื่อนๆ  น้องๆ ท่านใดสนใจ แจ้งมาได้ ผมรบกวนแจ้งผ่านไลน์ส่วนตัว หรือ ส่งข้อความส่วนตัวเข้าของ FaceBook ได้ ผมจะส่งไฟล์ให้ไว้ใช้กันครับ

มาคุยกันในเจตนาที่ผมให้ความรู้กับบางท่านที่ไม่รู้ในเรื่องนี้ ผมอยากให้ความรู้เป็นวิทยาทาน  อานิสงส์ในการเผยแพร่ความรู้เป็นวิทยาทาน ผมขออธิษฐานว่า ขอให้ผมเป็นผู้ที่เข้าใจในเรื่องราวต่างๆที่มีผู้ที่อธิบายในเรื่องนั้นๆได้โดยง่ายด้วยเทอญ

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งของการดำรงชีวิตในปัจจุบันสำหรับผู้ที่ซื้อบ้าน โดยใช้วงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์  ผมจะใช้คำว่า ธนาคาร แทนคำว่า สถาบันการเงิน เพราะว่าผมจะขอคุยกันในเรื่องของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่มีอยู่กับธนาคารเท่านั้น

ก่อนที่จะคุยกันในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย  ผมอยากคุยในเรื่องของ “การให้บริการ (Service)”  ในมุมมองของผมเป็นเรื่องที่สำคัญมาก  ในบางครั้งอาจจะมีมากกว่าเรื่องของอัตราดอกเบี้ยด้วยซ้ำ  หากสถาบันการเงินไหนที่บริการดี  ผมว่าหลายๆท่านคงไม่อยากย้ายวงเงินสินเชื่อไปยังอีกสถาบันการเงินแน่นอน  เนื่องจากการย้ายวงเงินสินเชื่อไปยังอีกสถาบันการเงิน  มีความยุ่งยากพอสมควร ไหนจะต้องเตรียมเอกสารที่ค่อนข้างเยอะอยู่  ไหนจะเสียเวลาในการไปติดต่อกับสถาบันการเงินอื่นๆ ไหนจะต้องไปดำเนินการในการทำนิติกรรมที่กรมที่ดินอีก  แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยยังแพงกว่า แถมการบริการห่วยแตก  มีแต่คนที่ต้องการย้ายวงเงินสินเชื่อไปยังอีกสถาบันการเงินแน่นอน  ถึงแม้จะต้องเตรียมเอกสารอย่างเยอะ ถึงแม้ว่าจะต้องเสียเวลาในการดำเนินการในเรื่องต่างๆอย่างมากก็ตาม  และอีกเรื่องที่จะบอกก็คือ  เจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินมองออกหรือไม่ว่า ในใจของเราต้องการอะไร  มีหลายครั้งที่เจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินนั้นๆ  มองเราไม่ออกก็มีอยู่มาก  เป็นอย่างนั้นหรือไม่ครับท่านผู้อ่าน

เรื่องสินเชื่อที่อยู่อาศัย  ในกรณีที่เราขอกู้  ทางธนาคารจะมีประเภทสินเชื่ออีกประเภทก็คือ วงเงิน สินเชื่อบ้านแลกเงิน (ในแต่ละธนาคารจะเรียกชื่อแตกต่างกันไป)  ซึ่งเป็นวงเงินที่เราสามารถกู้เพิ่มเติมเพื่อนำไปใช้ในการตกแต่งบ้าน หรือ นำไปชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองภาระหนี้

มาคุยกันในเรื่องของการ Refinance สินเชื่อที่อยู่อาศัยกัน (และไม่เกี่ยวข้องกับการขายบ้านพร้อมที่ดิน)  หาก Refinance เราจะต้องใช้วงเงินสินเชื่อฯมาไม่น้อยกว่า 3 ปี ถึงสามารถที่จะ Refinance สินเชื่อที่อยู่อาศัยไปยังธนาคารฯอื่นได้ และ จะมีค่าใช้จ่ายหลักๆอยู่ไม่กี่อย่าง ดังนี้

1.ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ (เป็นอัตราร้อยละเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร  บางธนาคารก็ไม่มี)

2.ค่าธรรมเนียมการประเมินราคา (ค่าเฉลี่ยอยู่ประมาณ 2,500.-บาท ถึง 15,000.-บาท แล้วแต่ราคาประเมินของแต่ละธนาคาร และขึ้นอยู่กับวงเงินกู้ฯด้วย)

3.ค่าอากรสัญญากู้ฯ  โดยปกติคิด 0.05% ของวงเงินกู้ เช่น วงเงินกู้ 1,000,000.-บาท ทางธนาคารจะคิดค่าอากร 500.-บาท กับ คู่ฉบับ อีก 5 บาท  (วิธีคิด นำ 1,000,000.- คูณ 0.05% ก็จะได้ผลลัพธ์คือ 500.-บาท)  ค่าอากรสัญญากู้ฯนี้ ทางธนาคารจะต้องนำส่งให้กับกรมสรรพากร

4.การประกันอัคคีภัย  ในการทำประกันอัคคีภัย เงื่อนไขอยู่แต่ละธนาคารว่า จะให้ทำประกันอัคคีภัยกี่ปี  มีตั้งแต่ 1 ปี  ไปจนถึง 30 ปีก็มี  แต่โดยปกติจะให้ทำประกันอัคคีภัยกัน 3 ปี

5.ค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม แล้วแต่ทางธนาคารจะเป็นผู้กำหนด ในบางธนาคารไม่มี

6.ค่าธรรมเนียมการจดจำนองที่กรมที่ดิน  จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1%ของวงเงินการจดจำนอง(หรือวงเงินสินเชื่อทั้งหมด (ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยและ/หรือวงเงินสินเชื่อบ้านแลกเงิน) ที่เราได้รับอนุมัติจากธนาคาร)

7.บางธนาคารอาจมีเงื่อนไขในการรับ Refinance สินเชื่อที่อยู่อาศัย เช่น หากปิดก่อน 3 ปี หากปิดก่อนจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม หรือ ค่าธรรมเนียมบางเรื่องที่ธนาคารยกเว้นให้ในครั้งแรก ธนาคารอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเหล่านั้น หรือ บางธนาคารอาจจะขอปรับอัตราดอกเบี้ยที่เป็นโปรโมชั่นที่เราได้รับ เป็นอัตราดอกเบี้ยปกติของธนาคาร  ส่วนในเรื่องที่ชำระต้นเงินบางส่วน  บางธนาคารอาจมีเงื่อนไขในการห้ามชำระต้นเงิน  แต่บางธนาคารสามารถชำระต้นเงินได้และห้ามปิดก่อน 3 ปี

ในกรณีที่จะRefinance สินเชื่อที่อยู่อาศัย  หากเราRefinance ไปยังธนาคารอื่น เราสามารถย้ายวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัย และวงเงิน สินเชื่อบ้านแลกเงิน ไปทั้งสองวงเงินได้ โดยอัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับธนาคารนั้นๆ  แต่หากเราขอลดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม จะขอลดได้เพียงสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (ในบางช่วง บางธนาคารอาจมีโปรโมชั่นในการใช้วงเงิน สินเชื่อบ้านแลกเงิน ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง) ส่วนวงเงินกู้  จะได้วงเงินเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร  (บางธนาคารฯให้ 100% ของราคาประเมินของธนาคาร  บางธนาคารให้ 85% ของราคาประเมินของธนาคาร  บางธนาคารให้ 80% ของราคาประเมินของธนาคาร)

เรามาว่ากันต่อในเรื่องการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยที่จะRefinance ไปธนาคารอื่น กับ การขอลดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม และ การไม่ขอลดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม ผมขอใช้ต้นเงินกู้เป็นตัวเลขกลมๆ จะได้อ่านได้เข้าใจมากขึ้น ผมขอคำนวนเฉพาะอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย  ส่วนอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านแลกเงินในวิธีเดียวกัน

นายโบ๊ตตี้ นามสกุลโน๊ตซัง  มีวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัย วงเงินกู้ 3,000,000.-บาท  ระยะเวลาการกู้ 20 ปี อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ปัจจุบันเท่ากับ MLR-1.00%ต่อปี (MLR = 6.250) ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยที่เราจะจ่ายก็คือ 5.250% (ได้จากดอกเบี้ย MLR 6.250 ลบ 1.00 จะได้ผลลัพธ์คือ 5.250)  ปัจจุบันมีภาระหนี้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ที่เป็นต้นเงินกู้ 2,600,000.- บาท ผ่อนชำระเดือนละ 17,600.-บาท 

การคำนวนอัตราดอกเบี้ยอีก 3 ปีต่อมา

วิธีการคำนวน  เราทราบอยู่แล้วว่า เราต้องชำระหนี้ต้นเงินกู้และดอกเบี้ยต่อเดือน เป็นจำนวนเท่าไหร่  ตามตัวอย่าง เราผ่อนชำระเดือนละ 17,600.-บาท เราจะคำนวนว่า ในแต่ละเดือนเราต้องชำระดอกเบี้ยเท่าไหร่  ต้องชำระต้นเงินกู้เท่าไหร่  เราใช้ยอดภาระหนี้สินปัจจุบัน คือ 2,600,000.- คูณกับอัตราดอกเบี้ย คือ 5.250 หาร 100 (ที่หาร 100 ก็คืออัตราดอกเบี้ยที่คิดเป็น%ต่อปี)  แล้วนำไปหาร 12 ( จำนวน 12 เดือนใน 1 ปี) ผลลัพธ์จะได้เป็นดอกเบี้ยต่อเดือน  เป็นจำนวน 11,375.-บาท

เมื่อเราได้ยอดดอกเบี้ยต่อเดือนที่คำนวนได้เท่ากับ 11,375.- แล้วนำไปหักออกจากยอดเงินที่เราชำระต่อเดือนก็คือ 17,600.- เมื่อหักออกแล้วนั่นก็คือ เงินที่เราขำระต้นเงินกู้  เราจะได้ยอดที่เราชำระต้นเงินกู้ก็คือ 17,600 – 11,375 เท่ากับ 6,225.-บาท 

นี่เป็นการคำนวนการชำระต่อเดือน  ส่วนในเดือนถัดไป  คำนวนในลักษณะเดียวกัน  เพียงแต่เปลี่ยนแปลงยอดภาระหนี้ใหม่  ตามตัวอย่างจากเดิม 2,600,000.-บาท เป็นยอดภาระหนี้ใหม่ จำนวน 2,593,775.-บาท คำนวนแบบนี้ในทุกๆเดือน

ในกรณีที่เราอยู่ธนาคารเดิม มีวิธีการคำนวนดังนี้

วงเงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ภาระหนี้ 2,600,000.-บาท หากเรายังคงใช้อัตราดอกเบี้ยเดิม(ที่เราได้รับอนุมัติจากธนาคารมา)  เราชำระต้นเงินไปจำนวน 242,139.98 บาท และชำระดอกเบี้ยไปจำนวน 391,460.02 บาท  การคำนวนดูตามตาราง 1

ในกรณีที่เรา Refinance ไปสถาบันการเงินอื่น หรือขอลดอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิม การคำนวนให้ดูตามตารางที่ 2

ผมขอยกตัวอย่างโปรโมชั่นดังนี้

อัตราดอกเบี้ยในปีแรก 2.90%ต่อปี
อัตราดอกเบี้ยในปีที่ 2 คือ MRR-3.00%ต่อปี
อัตราดอกเบี้ยในปีที่ 3 คือ MRR -2.00%ต่อปี
หลังจากนั้น(ในปีที่ 4 เป็นต้นไป) คือ MRR-0.50%ต่อปี

ผมจะคำนวนให้ดูใน 3 ปีแรกว่า เราจะจ่ายต้นเงินกู้และดอกเบี้ยเป็นจำนวนเท่าไหร่  โดยภาระหนี้ปัจจุบันและเงื่อนไขอื่นๆคงเดิม(ยกเว้นแต่เรื่องอัตราดอกเบี้ย)
วงเงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ภาระหนี้ 2,600,000.-บาท หากเราRefinanceสินเชื่อที่อยู่อาศัยไปยังสถาบันการเงินอื่น หรือเราขอลดอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิม  เราจะชำระต้นเงินไปจำนวน 358,782.82 บาท และชำระดอกเบี้ยไปจำนวน 274,817.18 บาท  การคำนวนดูตามตาราง 2

ผมมาเปรียบเทียบ ตารางที่ 1 (ที่เรายังคงใช้อัตราดอกเบี้ยเดิม) กับ ตารางที่ 2 (ที่เราRefinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น หรือขอลดอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิม) ให้ดูว่า การชำระต้นเงินกู้ และ การชำระดอกเบี้ยมีความแตกต่างกันอย่างไร

ทบทวนกันก่อน กันงง กันลืม  ตารางที่ 1 เป็นการชำระเงินกู้ตามอัตราดอกเบี้ยเดิมของสถาบันการเงินเดิม  ส่วนตารางที่ 2 เป็นการชำระเงินกู้ตามอัตราดอกเบี้ยที่ Refinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น หรือ ขอลดอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิม

1.การชำระต้นเงินกู้  จากตารางที่ 1 ชำระต้นเงินกู้ จำนวน  242,139.98 บาท  แต่จากตารางที่ 2 ชำระต้นเงินกู้ จำนวน 358,782.82 บาท  ส่วนต่างจากตารางที่ 1 และ ตารางที่ 2 จำนวน 116,642.84 บาท

2.และการชำระดอกเบี้ย จากตารางที่ 1 ชำระดอกเบี้ย จำนวน 393,477.50 บาท แต่จากตารางที่ 2 ชำระดอกเบี้ย จำนวน 274,817.18 บาท ส่วนต่างจากตารางที่ 1 และ ตารางที่ 2 จำนวน 116,642.84 บาท

ผลต่างทั้งสองข้อ คือ จำนวน 116,642.84 บาท นั่นหมายความว่าอะไร   หมายความว่า หากเรา Refinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น  หรือ ขอลดอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิม  จำนวนเงินที่ผมบอกไปก็คือ 116,642.84 บาท แทนที่จะนำไปชำระดอกเบี้ย   แต่เราสามารถนำไปชำระต้นเงินกู้ได้ เรื่องที่มีผลมากกว่านั้นก็คือ ทำให้เราชำระหนี้เสร็จสิ้นได้เร็วมากขึ้นไปอีก

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

ลาทีปีเก่า
ทิ้งความทุกข์โศกต่างๆ ไปให้หมดครับ

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

สูตร “ไข่พระอาทิตย์” เมนูไข่พระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ ๙
https://www.wongnai.com/recipes/rice-omelette?ref=line-oa&utm_source=line-oa&utm_medium=rich_message

เมนู ไข่พระอาทิตย์ เป็นเมนูที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงประกอบอาหารให้สมเด็จพระเทพฯ เมื่อทรงพระเยาว์ และโปรดเกล้าให้กรมการค้าต่างประเทศนำสูตร ไข่พระอาทิตย์ ไปตีพิมพ์ในหนังสือ “สูตรอาหารต้นตำหรับข้าวหอมมะลิไทยในครัวนานาชาติ” เมนูนี้ถือว่าเป็นเมนูที่ทำง่ายมาก ๆ โดยใช้วัตถุดิบเพียงแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น และที่เรียกว่าไข่พระอาทิตย์ก็เพราะว่าเมื่อทอดออกมาเสร็จแล้วจะมีสีเหลืองทอง คล้ายพื้นผิวของพระอาทิตย์นั่นเอง เดี๋ยวเราไปดูส่วนผสมกันเลยดีกว่าค่ะ

วัตถุดิบ:
1. ข้าวสวย 3 ถ้วย

2. ไข่ไก่ 8 ฟอง

3. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

4. น้ำมัน 3 ช้อนโต๊ะ

5. ผักชี (สำหรับตกแต่ง)

วิธีทำ

STEP 1 : เตรียมส่วนผสมไข่พระอาทิตย์
- ตีไข่ไก่ให้เข้ากัน จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำปลา แล้วคนให้เข้ากันอีกทีหนึ่ง
- เติมข้าวสวยลงไป แล้วคนให้เข้ากัน
TIP : ข้าวสวยควรเป็นข้าวที่ไม่แฉะจนเกินไปเพื่อให้กรอบเวลานำไปทอด

STEP 2 : ทอดไข่พระอาทิตย์
- ตั้งกระทะให้ร้อนจัด ใส่น้ำมันลงไป
- เมื่อน้ำมันร้อนแล้วให้ใส่ส่วนผสมของไข่ลงไป แล้วเบาไฟลง จากนั้นทอดจนเหลืองกรอบ
- แล้วพลิกด้านไข่ด้วยตะหลิว โดยใช้ตะหลิวสองอันช่วยประคองในการพลิก
TIP : สังเกตขอบของไข่ว่ามีลักษณะเหลืองกรอบแล้วจึงพลิกด้าน

STEP 3 : จัดเสิร์ฟ
- เสิร์ฟไข่พระอาทิตย์ร้อน ๆ คู่กับพริกน้ำปลา หรือซอสพริกตามใจชอบ หรือจะรับประทานเปล่า ๆ ก็ได้เช่นกันค่ะ

วิธีทำไข่พระอาทิตย์นอกจากจะใช้วัตถุดิบเพียงเล็กน้อยแล้ว วิธีทำยังแสนง่ายอีก แถมวัตถุดิบทั้งหมดยังหาได้ในบ้านเรา ทั้งไข่ไก่ และข้าวซึ่งเป็นผลผลิตที่สำคัญมากต่อเศรษฐกิจไทย ดังนั้นเราควรส่งเสริมอาชีพเพาะปลูกในประเทศไทยต่อไป เหมือนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เคยตรัสไว้ว่า

"...ในสมัยปัจจุบัน อาชีพเพาะปลูกนี้มีความสำคัญมาก เพราะการเพาะปลูกนี้เป็นจุดเริ่มต้น ของชีวิตมนุษย์ ถ้าเราไม่มีการเพาะปลูก
ก็จะไม่มีวัตถุดิบที่จะมาเป็นอาหาร หรือเป็นเครื่องนุ่งห่ม หรือเป็นสิ่งก่อสร้าง ฉะนั้นต้องทำการกสิกรรม..."

พระราชดำรัส พระราชทาน แก่ผู้นำสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์นิคม ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม 2521
จากหนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาข้าวไทย : หน้า 2

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

เรียน คุณufabet8

ห้ามลงเว็บที่เกี่ยวกับการพนันโดยเด็ดขาด

ขอความร่วมมือด้วย

ขอบคุณครับ

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

แม่บ้านห้ามพลาด! เผย 10 เทคนิคเฉพาะ ผัดกระเพรา ผัดยังไงให้...อร่อยเด็ดถึงใจ

https://www.pageqq.com/en/content/view/page/cntth1/0-1898098.html



"ผัดกะเพรา" ทำน่ะง่าย แต่ให้อร่อย มันต้องมี " เทคนิค "

พบกับเมนูที่ใครๆ ก็ต้องเคยทาน นั่นคือ " ผัดกะเพรา " อาหารยอดฮิตนัมเบอร์วันของบ้านเรา ที่เวลาไปสั่งข้าวแล้วนึกเมนูไม่ออก ก็ " น้องๆ กะเพราจานนึง!! " ทู้กกที! หรืออยู่บ้านอยากทำอาหารกินเองง่ายๆ ก็หนีไม่พ้น " ทำผัดกะเพรากันแมะ! "


ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า จะทำผัดกะเพรายังไง เพราะใครๆ ก็คงทำเป็นกันหมด แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า " ผัดกะเพรายังไงให้อร่อย? " เอ้ออ นั่นสินะ ผัดน่ะผัดได้ แต่ผัดยังไงให้อร่อยล่ะ! Natasha ขอนำเสนอ 10 เทคนิค ในการผัดกะเพราให้อร่อยน้ำตาไหล กันไปเล้ยยย!!

1. เลือกกะเพราใบเล็ก และมีดอก
จะผัดกะเพราทั้งที เรื่องแรกที่ต้องคำนึงถึงก็คือ " ใบกะเพรา " พระเอกของงานค่ะ กูรูเค้าแนะนำมาว่าให้เลือกกะเพราใบเล็ก และมีดอกติดมาด้วย เพราะจะให้กลิ่นที่หอมมมม มากกว่ากะเพราใบใหญ่ๆ ดังนั้น ถ้าไปตลาดเห็นกะเพราใบใหญ่ก็เมินได้เลยค่ะ เพราะต้อง ' ใบเล็ก ' และ ' มีดอก ' โอนลี่!

2. ใช้กะเพราแดง
ยังคงอยู่กับท็อปปิกใบกะเพราะกันอยู่ค่ะ เคล็ดลับอีกอย่างนึงก็คือ ต้องใช้ " กะเพราแดง " ซึ่งให้กลิ่นที่หอมแรงกว่ากะเพราขาว ฉะนั้น ใช้กะเพราแดงผัดทีก็หอมฟุ้งงง!

หน้าตาเจ้ากะเพราแดง แดงปรี๊ด

3. ใช้พริกขี้หนูสวน
แน่นอนว่าผัดกะเพราต้องเน้นเรื่อง " ความหอม " เราจะใช้ " พริกขี้หนูสวน " เม็ดจิ๋วแต่แจ๋วค่ะ อาจจะใส่พริกขี้หนูสวนลงไปก่อน และตามด้วยพริกขี้หนูแดง ( ที่ใช้ตำส้มตำ ) ก็ได้ นี่ล่ะจะทำให้หอมฉุย ( และทำให้ฉุนด้วย ฮ่าๆๆ )

4. ใช้กระเทียมไทย
ตามมาติดๆ กับอาวุธเพิ่มความหอมให้ผัดกะเพรา นั่นก็คือ 'กระเทียม' เราจะใช้ " กระเทียมไทย " ที่เม็ดจะค่อนข้างเล็ก ที่แนะนำให้ใช้กระเทียมชนิดนี้เพราะว่าให้กลิ่นฉุนและหอมจัดจ้านกว่ากระเทียมทั่วไป คือ แค่เอาลงคั่วกับพริก กลิ่นก็ฟุ้งไปสามบ้านแปดบ้านแล้วค่ะคู้นนน!

5. ใช้น้ำปลาคุณภาพดี
อีกหนึ่งอย่างที่วอนขอให้หนุ่มสาวที่อยากผัดกะเพราให้ออกมาอร่อยเด็ดนั้น ต้องใช้ "น้ำปลาคุณภาพดี" เท่านั้นค่ะ! เป็นวัตถุดิบที่ห้ามประหยัดเด็ดขาด เพราะการลงทุนซื้อน้ำปลาคุณภาพเยี่ยม เป็นการการันตีว่าผัดกะเพราของเรารสชาติดี มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว ดังนั้น ขอน้ำปลาแบบเปิดฝามาก็หอมฟุ้งเลยนะ!

6. เจียวพริกกะเทียมก่อนใครเพื่อน
หลายคนทำผิดวิธี โดยใส่ทุกอย่างรวมไปทีเดียว ทั้งพริก กระเทียม และเนื้อสัตว์ เอาใหม่ค่ะ! วันหลังให้ท่องเอาไว้ว่า " ใส่พริกกะเทียมลงไปเจียวก่อนเสมอ " คือ ใส่พริกที่โขลกรวมกับกระเทียมแล้วลงไปเจียวให้หอมฉุยก่อน ( ฉุยจนจามก็ขั้นตอนนี้ล่ะ! )

7. ผัดไฟแรงและผัดให้ไว
ผัดไฟแรง ผัดให้ไว ใช้เวลาสั้น! ระหว่างที่ควงตะหลิวผัดกะเพราอยู่นั้น ให้สวมวิญญาณอาแปะผัดผักบุ้งไฟแดง คือ ให้ใช้ไฟสูงๆ ผัดฉึบฉับๆ สุกปุ๊บ ปิดไฟ ยกลงทันที!

8. ใช้น้ำน้อยๆ เข้าไว้
ผัดกะเพราะ ขึ้นชื่อว่า "ผัด" แล้ว ต้องแห้งๆ สิคะถึงจะอร่อย ใช้น้ำน้อยๆ เข้าไว้ หรือถ้าใครชอบแบบมีน้ำราด ก็อนุโลมให้พอมีน้ำขลุกขลิกได้เล็กน้อย ฉะนั้น เวลาเทน้ำอย่าหนักมือนักนะคะ เพราะเดี๋ยวกะเพราของเราจะออกมาฉ่ำน้ำเกินไป จะกลายเป็น 'ต้มกะเพรา' เอาค่าา!

9. ยี่หร่ากับกะเพราเพิ่มความจัดจ้าน
ใครที่ชอบความจัดจ้าน หอมเครื่องสมุนไพรแบบถึงพริกถึงขิง ขอแนะนำให้เติมตัวช่วยลงไปด้วย นั่นก็คือ "ใบยี่หร่า" ค่ะ โดยระหว่างที่ใส่ใบกะเพราลงไป ให้โยนไปยี่หร่าตามลงไปด้วย จากนั้นก็ บลู้มมม! รสชาติหอมกระจายยย!!

10. ใส่ใบกะเพราท้ายสุด เนื้อสุกแล้ว โยนกะเพราลงไปเล้ยย!
กะเพราเป็นพระเอกที่ต้องมาปิดท้ายงานเสมอ หลังจากผัดจนเนื้อสัตว์จนสุกและเข้าเนื้อแล้ว ให้ดับไฟทันที และใส่ใบกะเพราลงไปคลุก ฟึ่บฟั่บๆ แปบเดียว แล้วก็ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟค่ะ วิธีนี้จะทำให้ใบกะเพราไม่เหี่ยวเป็นผัดกะเพราหงอยๆ ทำให้ผัดกะเพราของเราดูน่ากินขึ้นค่ะ!

โอยย ความรู้สึกเหมือนกลิ่นกะเพราลอยมาตามบรรทัดเลยค่ะ!! ( หิวแล้วสิท่า - -' ) ที่นี้เราก็ได้เคล็ดลับความอร่อยของเมนู " ผัดกะเพรา " ไปกันแบบเนื้อเน้นๆ กลับบ้านไปจะได้โชว์ฝีมือ สุดยอดผัดกะเพรา ให้สมาชิกในบ้านได้ร้อง โอ้โห กันซะที! ส่วนมันจะเด็ดจะแซบขนาดไหน หลังไมล์มาบอกขุ่นเจ้ด้วยนะค๊าา!!

ข้อมูลและภาพจาก sistacafe

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

อยากพ้นกรรมเรื่อง “หนี้สิน” ต้องแก้ที่ต้นเหตุ!
-http://horoscope.sanook.com/110029/-


การเป็นหนี้โดยไม่จำเป็นและปัญหาความเดือนร้อนจากการเป็นหนี้รู้สึกว่าทำอะไรก็ติดขัดไปหมด จะได้เงินก็มีคนมาตัดหน้า ทำอะไรก็มีคนมาขวางเพราะเราอาจจะเคยโกหก หรือ เอาเปรียบใครมา เป็นวิบากกรรม หาได้มาก็มีเรื่องต้องจ่าย ทำอะไรติดขัดไม่ราบรื่น พบกับอุปสรรคต่างๆ ทำอะไรก็ไม่ขึ้น หยิบจับอะไรเป็นเสียหาย ไร้คนช่วยเหลือมองไปทางไหนก็มืดมน ซึ่งมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้

1.พ้นกรรมหนี้สินจะทำอย่างไร หนี้สิน ถือเป็นผลพวงของกรรมอย่างหนึ่งอันเกิดจากกิเลสความต้องการในทางกามารมณ์ ที่ควบคุมไม่ได้ เพราะความอยากได้ อยากมี อยากเป็นเหมือนดังเช่นผู้อื่นจึงก่อให้เกิดความพยายามตะเกียกตะกายที่จะมีทรัพย์สินให้มากขึ้น โดยที่ไม่ได้สำรวจศักยภาพความสามารถในการหารายได้ให้พอกับค่าใช้จ่าย จึงเกิดแต่ความทุกข์และกลายเป็นหนี้ในที่สุด

2. “อย่าคิดที่จะเพิ่มหนี้อีก” หากอยากเป็นคนดีก็ต้องหยุดทำความชั่วเสียก่อน อยากหยุดหนี้สินก็ต้องหยุดสร้างหนี้ฉันนั้น ถ้าเป็นหนี้บัตรเครดิตใบหนึ่งด้วยจำนวนเงินที่มากพอแล้ว ก็ไม่ควรไปสร้างหนี้เพิ่มให้กลายเป็นภาระดินพอกหางหมู หากพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นในทางธรรมก็คือ “ลดความอยากลงเสีย” หนี้ก็จะไม่เพิ่มขึ้น

3. ลดการใช้จ่ายเกินความจำเป็น คนที่ประสบปัญหามีหนี้มากก็เพราะมัวปล่อยจิตใจให้ไหลไปตามความอยากเพราะ “การซื้อหาด้วยอารมณ์” มากกว่า “การซื้อหาด้วยเหตุผล” จึงเป็นเหตุให้เป็นหนี้สินมากมาย ซึ่งเมื่อได้ของสิ่งนั้นมาแล้วก็ใช่ว่าจะได้ใช้สอยอย่างคุ้มค่าตามที่ซื้อไปหรือไม่

4. หลีกเลี่ยงการหาอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่จะก่อให้เกิดหนี้ เช่น การใช้บัตรเครดิต เปรียบเหมือนถ้าคุณเป็นจอมยุทธที่ชอบท่องเที่ยวในยุทธภพต้องการเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม และให้สัญญากับตนเองว่าจะไม่ฆ่าหรือทำร้ายใคร แต่บังเอิญได้พกกระบี่อย่างดีที่สุดติดตัวไว้อำนวยความสะดวกที่จะสังหารผู้อื่นได้ทุกเมื่อ เช่นนี้แล้ว ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการพลั้งเผลอฆ่าคนได้แน่นอน
การใช้บัตรเครดิตเพื่อการใช้จ่ายที่ดีนั้น ควรใช้บัตรเครดิตเพียงแค่ใบเดียวเท่านั้น โดยมูลค่าบัตร จะต้องมีวงเงินอยู่ในขั้นต่ำที่สุด ที่สำคัญต้องสามารถรูดใช้ได้ไม่เกิน 25% ของรายได้ และแนวทางป้องกันหนี้บัตรเครดิตที่ดีที่สุดก็คือ การเลิกใช้บัตรเครดิตไปเลย เพราะการมีบัตรเครดิตจะทำให้ชะล่าใจ จับจ่ายซื้อของอย่างเกินความจำเป็น

5. มีการจัดสรรเงินทองอย่างเป็นระบบ เป็นข้อหนึ่งในหลักธรรมที่ว่า “สมถชีวิตา” หรือ เลี้ยงชีพให้เหมาะสม โดยการแบ่งเงินรายได้ออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ เช่น เก็บเงิน 60% และไว้ใช้จ่ายอีก 40% วิธีนี้จะทำให้มีเงินเก็บที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ที่สำคัญหากเราได้รับเงินพิเศษที่นอกเหนือไปจากเงินรายได้ที่ได้รับตามปกติแล้ว ก็ควรนำเอาเงินส่วนนั้นเก็บไว้เป็นทุนฉุกเฉินสำรองเอาไว้ เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินคุณก็จะได้มีเงินทุนสำรองไว้ใช้ในยามจำเป็นได้

6. ต้องชำระหนี้สิน ไม่มีใครหนีหนี้ได้พ้นต่อให้เราหลบหนีไปไกลสักเท่าไหร่ก็จะถูกตามทวงถามเอาคืนได้สักวันหนึ่ง เพียงแต่การจ่ายหนี้นั้นต้องกระทำอย่างมีปัญญาด้วย สิ่งหนึ่งที่ควรพึงระลึกเอาไว้เสมอ ๆ ก็คือ การชำระหนี้อย่างพอดี ๆ ควรผ่อนชำระหนี้สินอย่างพอเหมาะตามสัดส่วนที่ควรจะเป็น เพื่อที่จะได้เงินเหลือใช้ทำอย่างอื่นต่อไป การทุ่มใช้หนี้ทั้งหมดจนไม่มีเงินเหลือไว้กินไว้ใช้ ต่อยอดชีวิตให้เดินหน้าต่อไปย่อมไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง แต่เราต้องแสดงเจตจำนงการใช้หนี้ให้ชัดเจน นอกจากนั้นแล้วก็ควรไล่ดูหนี้สินที่มีทั้งหมด ตรวจสอบดูว่าตนเองมีหนี้สินอะไรบ้าง และแต่ละอย่างต้องใช้เงินจำนวนเท่าไหร่ เพื่อจะได้คำนวณค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้อย่างลงตัว ทั้งค่าใช้จ่าย เงินเก็บ และเงินชำระหนี้

7. มีการวางแผนการใช้จ่ายและการใช้ชีวิต พูดง่ายๆ ก็คือการคิดก่อนทำ การวางแผนค่าใช้จ่ายในแต่ละวันเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้รู้ว่าวันหนึ่งๆ เราจะต้องจ่ายอะไรบ้าง และต้องมีการจำกัดวงเงินเมื่อต้องออกไปแสวงหาความสุขส่วนตัวทั้งหลาย คือไม่ว่าจะสนุกมากน้อยเพียงใด ก็ต้องใช้จ่ายตามวงเงินที่ได้กำหนดเอาไว้จะดีที่สุด วิธีนี้จะได้ผลมากน้อย ก็ขึ้นอยู่ที่ตัวจิตคุณเองที่จะต้องซื่อสัตย์ และที่สำคัญต้องเลิกนิสัยการขอหยิบยืมเงินคนอื่นรวมถึงฝึกความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งเร้านอกกายมากมายไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือของใช้ต่างๆ ที่ไม่มีความจำเป็น หากลองสำรวจจิตตนเองก็จะพบว่า สิ่งใดที่เราอยากได้มามากๆ แล้วสิ่งนั้นไม่ได้มีความจำเป็นต่อชีวิตมากนัก จิตก็จะเบื่อหน่ายในสิ่งนั้นได้เร็ว เพียงแค่ 3 วัน 7 วันก็ทำให้รู้สึกเฉยๆ หรือเบื่อหน่ายได้แล้ว

8. เพิ่มรายได้ด้วยงานพิเศษ รายได้ที่เพิ่มมากขึ้น อาจทำให้เราสามารถวางแผนจัดการกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้อย่างลงตัวมากขึ้น และยังช่วยให้มีเงินเหลือไปชำระหนี้บางส่วนได้อีกด้วย สิ่งนี้ต้องเริ่มต้นด้วยจิตที่ขยันขันแข็งจะสร้างรายได้ ซึ่งจะนำไปสู่การหางานพิเศษที่ไม่หนักหนาจนเกินไปในช่วงนอกเวลางานปกติ เมื่อมีรายได้มากขึ้นย่อมสามารถคลี่คลายปัญหาหนี้สินได้เร็วขึ้นเช่นกัน

9. ออมเงิน หรือการรักษาให้ดี ถือเป็นสิ่งที่สร้างประโยชน์ให้กับตัวเราเองได้มากที่สุด และมีประสิทธิภาพสูงสุดไม่ว่าเราจะมีภาระหนี้สินหรือไม่ หรือจะมีเงินรายได้มากน้อยขนาดไหน การออมเงินทีละเล็กละน้อย ก็จะทำให้เราได้มีเงินเก็บซึ่งเป็นเงินก้อนขึ้นมาเอง และเงินส่วนนี้เองจะเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้จ่ายในอนาคตต่อไปได้ หนี้สินที่เกิดขึ้นกับตัวเราทั้งหมดมีเหตุจากความโลภ ความอยาก จงระงับความอยากให้มากที่สุดแล้วโอกาสเกิดหนี้ก็จะน้อยลง โอกาสจะเบี้ยวหนี้ หนีหนี้ก็ยิ่งน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีพื้นฐานมาจากธรรมะของพระพุทธเจ้าว่าด้วยคาถา “หัวใจเศรษฐี” ที่ว่า “อุอากาสะ” คือ ขยันหา รักษาดี มีกัลยาณมิตร และเลี้ยงชีวิตให้เหมาะสม ใครได้ประพฤติปฏิบัติตามก็จะพ้นหนี้สินได้และไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจเรื่องทรัพย์และความเป็นอยู่อีกต่อไป

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 161

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham