Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - sithiphong

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 179
1
.
ศีลเสมอกัน..จึงคบกันยืนยาว
.
โพสโดย บุรุษ นิรนาม
โพสลงกลุ่ม ชีวิตคิดบวก แบบธรรมดา
.
30 มิถุนายน 2564 เวลา 18:11 น.  ·
.
“ #ศีลเสมอกัน..จึงคบกันยืนยาว ”
คบคนแบบไหน..
ก็เป็น “ คนแบบนั้น ”
.
...“ ผึ้ง ”... ????
ก็ไม่เคยชวนแมลงวัน
..ไปตอมดอกไม้
.
และ...“ แมลงวัน ”...
ก็ไม่เคยไปกินน้ำหวาน
..ในดอกไม้กับผึ้ง
.
.,, “ แมลงวัน ”,..
ตอมของเสีย
ก็ไม่เคยกินใบไม้
.., เหมือนผีเสื้อ ..,
.
ถ้าคุณ..อยู่กับ “ คนใจกว้าง ”
คุณ..จะมี “ สังคมที่กว้างมากยิ่งขึ้น ”
.
ถ้าคุณ..อยู่กับ “ นักปราชญ์ ”
คุณ..จะมี “ ความรู้มากยิ่งขึ้น ”
.
ถ้าคุณ..อยู่กับ “ คนบุญ ”
คุณ..จะเกิด “ จิตเมตตามากยิ่งขึ้น ”
.
ถ้าคุณ..อยู่กับ “ คนกล้าหาญ ”
คุณ..จะ “ แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ”
.
ถ้าคุณ..อยู่กับ “ คนมองโลกในแง่ดี ”
คุณ..จะ “ มีความสุขมากยิ่งขึ้น ”
.
ถ้า “ ศีล ” ไม่เสมอกัน ก็..อยู่ร่วมกันไม่ได้
ต้องพวกเดียวกัน คุยเรื่องเดียวกัน
.
ถึงอยู่กันได้ คนแบบเดียวกัน..
.., ดึงดูดพวกเดียวกัน .. ,
.
“ ชอบแว้น ” เขา..ก็ไปจับกลุ่มซิ่งรถ
“ ชอบเข้าวัด ” ก็ชวนกันไป..
นุ่งขาวห่มขาว ปฎิบัติธรรม
.
ทำเรื่อง .. ที่ชอบเหมือนกัน
คุยเรื่อง .. ที่ชอบเหมือนกัน
เราสนิทชิดเชื้อ.. กับคนแบบไหน..?
นั่น..!! แปลว่า “ เราเป็นคนแบบนั้น ”
เราคุย, เราคบ กับคนแบบไหน..?
แล้ว “ สบายใจ ” ไม่อึดอัดใจ ...
.
ให้รู้ไว้เลยว่า ...
เรา..กำลังจะกลายเป็นพวกเดียวกับเขา
.
“ แมลงวัน ” มันไม่ชวนกัน..ไปกินน้ำหวาน
กินเกสรดอกไม้สวยๆ หรอก ...
.
มัน..ชวนกันไปกิน แต่ของเหม็น-เน่าเสีย
พวกเดียวกัน..!! มัน..จะชวนกันทำในสิ่ง
... ที่มันชอบเหมือนกัน, คิดเหมือนกัน
ไม่มีใคร “ ตักเตือน ” กันได้
.
เพราะ... ชอบเหมือนกัน
.
ถ้าอยากรู้ว่า “ ใครเป็นคนแบบไหน..?
ให้ดูคนที่เขาคุยด้วย..คบด้วยสนิทด้วยก็รู้ ”
เพราะ...ถ้าไม่ใช่พวกเดียวกัน..!!
.
“ ศีลไม่เสมอกัน มันคบกันไม่ได้หรอก ”
เชื่อไหมว่า .....
.
“ คุณคือค่าเฉลี่ยคน 5 คน ที่คุณคลุกคลี
และ..ใช้เวลาอยู่ร่วมด้วยมากที่สุด ”
.
ลองมองดู 5 คน...ในชีวิต
ที่คุณ..ใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุด ในแต่ละวันซิ
คุณ “ ได้รับอิทธิพล” มาจากพวกเขา ไม่มากก็น้อย
.
ถ้าคุณอยู่กับใคร คุณ..ก็จะได้เป็นสิ่งนั้น
อยากเป็น “ ผึ้ง ” หรือ “ แมลงวัน ”
.
???? คุณ...เป็นคนเลือกเอง
.

2
.
สารคดี ตามรอยพระพุทธเจ้า
ที่มา BACKbone MCOT
.
.
.
[EPเต็ม] ตามรอยพระพุทธเจ้า EP.01 สู่ต้นกำเนิดแม่น้ำคงคา (Full HD) | The Legend
.
https://www.youtube.com/watch?v=p_RTs0PSW_4
.
4 ส.ค. 2020
.
การเดินทางของเราเริ่มต้นขึ้นที่ โกลกาต้า จากเมื่อ 300 ปีมาแล้ว ที่นี่คือ อดีตเมืองหลวงของประเทศอินเดีย ในยุคที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ โกลกาต้า จากหมู่บ้านท่าเรือเล็ก ๆ ถูกพัฒนาให้เติบโตเป็นศูนย์กลางการค้าใหญ่ของทวีปเอเชีย แต่ด้วยการหลั่งไหลของคนถิ่นอื่น กาลเวลาในตอนนี้ ได้เปลี่ยนเมืองหลวงแห่งนี้ ให้กลายเป็นเพียงอดีต ที่ทิ้งร่อยรอยของอารยธรรมครั้งก่อนไว้ให้รุ่นต่อไป และเส้นทางในครั้งนี้ จุดหมายข้างหน้าคือ นาคปุระ เมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ตอนกลางของประเทศอินเดีย เพื่อไปร่วมงานชุมนุมชาวพุทธครั้งใหญ่ ที่จะมีชาวอินเดีย นับถือศาสนาพุทธมาร่วมตัวที่นั่นกันหลายแสนคน ประเทศอินเดีย มีผู้คนหนาแน่นกว่า 1 พันล้านคน และในจำนวนนี้ กว่า 9 ร้อยล้านคน นับถือศาสนาฮินดู ทั้งที่อินเดียเป็นถิ่นกำเนิดของศาสนาพุทธ แต่ศาสนาพุทธ ก็ได้หายไปจากอินเดียนานกว่า 700 ปี แล้วทำไมวันหนึ่ง ชาวอินเดียจำนวนหนึ่ง จึงได้หวนกลับมานับถือศาสนาพุทธอีกครั้ง ชาวอินเดียกลุ่มนี้เป็นใคร และมีเหตุผลอย่างไร ในการมารวมตัวกันในครั้งนี้ ติดตามเรื่องราวต่อจากนี้ได้ใน..[EPเต็ม] ตามรอยพระพุทธเจ้า EP.01 สู่ต้นกำเนิดแม่น้ำคงคา (Full HD) | The Legend
.
.
.
[EPเต็ม] ตามรอยพระพุทธเจ้า EP.02 ค้นหาแผ่นดินเกิดพระพุทธเจ้า (Full HD) | The Legend
.
https://www.youtube.com/watch?v=cDGYm0a660U
.
10 ส.ค. 2020
.
หลายคนอาจจะสงสัยกันว่า ลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า อยู่ตรงส่วนไหนของโลก ลุมพินีกับริมฝั่งแม่น้ำ เนรัญชรา ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อยู่ห่างกันแค่ไหน พระพุทธเจ้าทรงไปเผยแผ่ธรรมของพระองค์อย่างไร สถานที่ปรินิพพาน อยู่ตรงส่วนไหนของประเทศอินเดีย ซึ่งในตอนนี้ จะพาท่านไปเห็นโดยละเอียดว่า เส้นทางพุทธประวัติ อยู่ตรงไหน และสภาพภูมิศาสตร์ของชมพูทวีป ในยุค 2,500 ปีก่อนนั้น เป็นอย่างไร และที่สำคัญมีการค้นพบ เมืองโบราณในเนปาล ที่มีหลักฐานเป็นไปได้ว่า ที่นั่นคือ เมืองกบิลพัสดุ์ เมืองหลวงของแคว้นสักกะ ที่เป็นที่ตั้งพระราชวังของเจ้าชายสิทธัตถะ
.
พร้อมพาไปตามรอยเส้นทาง ความเพียรพยายามมาเป็นร้อยปี ของนักโบราณคดี ก็ได้พบเมืองโบราณกบิลพัสดุ์ ในเนปาล พร้อมกับเสาอโศกถึง 3 ต้นในละแวกนั้น พวกเขายืนยันว่า เมืองโบราณเป็นพระราชวังของเจ้าชายสิทธัตถะจริง ขณะเดียวกัน คำถามที่ท้าทายพวกเขาก็คือ พระเจ้าอโศก ลำเลียงเสาหินอโศกที่หนักกว่า 120 ตัน มาจากอินเดียได้อย่างไร นอกจากนี้ ยังมีการขุดสำรวจเจดีย์ที่เมืองเทวทหะ สถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้าองค์ที่ 8 ที่พระไตรปิฎกระบุว่า อยู่ที่เมืองนี้ แต่ยังไม่มีใครหาพบมานานกว่า 2,500 ปี โดยตามพระพุทธประวัติ กล่าวไว้ว่า ภายหลังจากถวายพระเพลิง พระพุทธสรีระ ที่กุสินารา ได้มีการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุเป็น 8 ส่วน ให้แก่กษัตริย์ 8 พระนคร อันเชิญไปประดิษฐานที่เมืองของตน เวลาผ่านไป 200 ปีต่อมา ในสมัยพระเจ้าอโศก ทรงมีพระประสงค์จะปฏิสังขรณ์ฯ จึงโปรดให้มีการไปค้นหาพระบรมสารีริกธาตุ ตามเมืองต่าง ๆ ทั้ง 8 แห่ง แต่ทรงขุดมาได้เพียง 7 แห่งเท่านั้น และที่ลุมพินีนี่เอง เราได้พบกับทายาทของคนที่มีเชื้อสายตระกูลศากยะวงศ์ ซึ่งเป็นชื่อตระกูลเชื้อสายเดียวกับพระพุทธเจ้า พวกเขาเป็นใคร มาจากไหน ไปร่วมติดตามเรื่องราวเหล่านี้ได้ใน.. [EPเต็ม] ตามรอยพระพุทธเจ้า EP.02 ค้นหาแผ่นดินเกิดพระพุทธเจ้า (Full HD) | The Legend
.
.
.
[EPเต็ม] ตามรอยพระพุทธเจ้า EP.03 ความจริงอันยิ่งใหญ่ที่พุทธคยา (Full HD) | The Legend
.
https://www.youtube.com/watch?v=KLlNOwuLSE4&t=1797s
.
17 ส.ค. 2020
.
การเดินทางในตอนนี้ จะเริ่มต้นด้วยการพาไป ตามรอยพระพุทธเจ้า ที่แม่น้ำเนรัญชรา สถานที่ประทับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งนักโบราณคดี ได้พบขุดพบหลักฐานหลายแห่ง ที่กล่าวไว้ในพุทธประวัติ ทั้งบ้านนางสุชาดา ผู้ถวายข้าวมธุปายาส ...จากนั้น จะพาไปถ้ำ ที่พระพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญเพียร ด้วยการทรมานร่างกาย และต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้า ทรงประทับตรัสรู้ ซึ่งในปัจจุบันชาวพุทธรู้กันดีในชื่อ พุทธคยา แต่ในครั้งอดีต ย้อนไปในยุคหลังจากพุทธศตวรรษที่ 18 ...พุทธคยา ได้รับผลพ่วงจากภัยสงคราม และความเสื่อมถอยในศรัทธาของผู้คน จน...พุทธคยา ถูกละทิ้ง รกร้าง จมดิน ปล่อยให้ต้นไม้ขึ้นปกคลุมนานกว่า 200 ปี และมหาโพธิวิหาร จมอยู่ในดินลึกกว่า 10 เมตร และการบูรณะได้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2419
.
แต่ก่อนที่ พุทธคยา จะมีชาวพุทธเข้ามาดูแลนั้น บริเวณที่ดินแห่งนี้ อยู่ในการครอบครองของตระกูลมหันต์ จนกระทั่งราว 100 กว่าปีก่อน ท่านธรรมปาละ ซึ่งเป็นชาวพุทธ ที่มาจากลังกาได้มาเจรจาขอให้ชาวพุทธ ได้เข้าไปดูแลพุทธคยา และพระศรีมหาโพธิ แต่กลับทำให้เกิดข้อพิพาทอย่างรุนแรง กินเวลานานเกือบ 60 ปี กว่าที่มหันต์ จะยอมให้ชาวพุทธได้มีสิทธิเข้าพุทธคยาได้ ปัญหาที่เกิดขึ้น...ทุกวันนี้ ได้ยุติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหตุใดข้อพิพาทที่รุนแรงถึงได้ยุติ บทสรุปของการยุติเรื่องนี้ เกิดขึ้นอย่างไร ในตอนนี้ จะพาไปพูดคุยกับผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณ ความเชื่อพวกมหันต์ โดยมีฐานะเป็น หัวหน้านักบวชมหันต์ คนที่ 18 จะมาบอกเล่าข้อมูลความจริง สิ่งที่เชื่อมโยงความศรัทธาของมหันต์ถึง พระพุทธเจ้า ที่น้อยคนจะรู้จักกัน ติดตามเรื่องราวเหล่านี้ได้ใน.. [EPเต็ม] ตามรอยพระพุทธเจ้า EP.03 ความจริงอันยิ่งใหญ่ที่พุทธคยา (Full HD) | The Legend
.
.
.
[EPเต็ม] ตามรอยพระพุทธเจ้า EP.04 พาราณสี จาก..นคร 4,000 ปี สู่ยุคพุทธกาล (Full HD) | The Legend
.
https://www.youtube.com/watch?v=PxxW41NN2j0
.
24 ส.ค. 2020
.
พาราณสี เมืองโบราณเก่าแก่ที่สุด เมืองหนึ่งของอินเดีย ตามหลักฐานโบราณคดี พบการมีอยู่มาตั้งแต่ ก่อนสมัยพุทธกาล โดยในยุคนั้น คือ เมืองหลวง แคว้นกาสี และปัจจุบันนี้ มีอายุมากกว่า 4,000 ปี ..พาราณสี ได้ขึ้นชื่อว่า เป็นฐานที่มั่น ทางศาสนาพราหมณ์ อันแข็งแกร่ง ยากที่ความเชื่ออื่นใด สามารถเข้ามาแทรกได้
.
ครั้งนี้ จะพาไปดูบรรยากาศ เมืองพาราณสี กับวิถีชีวิตผู้คน ในชุมชนเมืองเก่าแห่งนี้ เมืองที่ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวไว้ว่า จากการศึกษา สภาพสังคมชาวอินเดีย จากชาดก และพระไตรปิฎก ระบุว่า ตลาดขายสินค้า ในสมัยพุทธกาล มีลักษณะเป็นห้องแถว ยาวเรียงต่อกันไป ร้านค้าแต่ละร้าน ไม่มีหน้าต่าง หันหน้าร้านเข้าถนน และร้านค้าส่วนใหญ่ ที่อยู่บนถนนเดียวกัน มักจะขายสินค้าชนิดเดียวกัน ...ปัจจุบันนี้ แตกต่างเพียงแต่สินค้า ที่นำมาค้าขายนั้น เปลี่ยนรูปแบบไปตามกาลเวลา
.
แม้การตรัสรู้ จะยากยิ่งขนาดไหน แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่านั้น คือ การเผยแผ่พระธรรม ซึ่งในตอนนี้ จะพาไปดูข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับเส้นทาง ตามรอยพระพุทธเจ้า เผยแผ่พระธรรมครั้งแรก โดยเส้นทางเริ่มต้นที่ พุทธคยา ภายหลังจากที่ พระพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้แล้ว พระองค์ได้ทรงเดินทาง เป็นแรมเดือนไปที่ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี เพื่อทรงแสดงพระธรรม ต่อปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 ในคืนวันเพ็ญ เดือน 8 ซึ่งปัจจุบัน เรียกวันดังกล่าวว่า วันอาสาหฬบูชา
.
และในคลิปนี้ ท่านผู้ชม จะมีโอกาส ได้สัมผัสการดูที่ใกล้ชิด พระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธเจ้า (ของจริง)
.
โดยครั้งนี้ ทางทีมงาน ได้ไปร่วมบันทึก เก็บภาพบรรยากาศ งานบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเป็นการจัดงานบุญ ประจำปี ที่ยิ่งใหญ่ ของเมืองสารนาถ แต่ด้วยกิจกรรมนี้ จึงต้องมีการนำออกมาจากห้องนิรภัย ซึ่งนอกจาก นำออกมาให้ชาวพุทธ ได้บูชาใกล้ชิด ยังมีการจัดขบวนช้าง แห่นำไปยังสถานที่ที่เชื่อว่า เป็นสถานที่แสดงธรรมเทศนาครั้งแรกที่เกิดขึ้น ติดตามเรื่องราวต่อจากนี้ได้ใน.. [EPเต็ม] ตามรอยพระพุทธเจ้า EP.04 พาราณสี จาก..นคร 4,000 ปี สู่ยุคพุทธกาล (Full HD) | The Legend
.
.
.
[EPเต็ม] ตามรอยพระพุทธเจ้า EP.05 เปิดประตูเมือง ราชคฤห์ (Full HD) | The Legend
.
https://www.youtube.com/watch?v=bImmkDlEBfY&t=1708s
.
31 ส.ค. 2020
.
ในตอนนี้ จะนำท่านไป ตามรอยพระพุทธเจ้า บนเส้นทาง 3 ใน 5 แคว้นที่ยิ่งใหญ่ ในยุคสมัยพุทธกาล ซึ่งทั้ง 5 แคว้นใหญ่ ได้แก่ แคว้นมคธ แคว้นวัชชี แคว้นโกศล แคว้นอวันตี และแคว้นวังสะ และแคว้นที่ยิ่งใหญ่มากที่สุด คือ แคว้นมคธ ที่ปกครองโดยพระเจ้าพิมพิสาร มีกรุงราชคฤห์ เป็นเมืองหลวง จากภูมิประเทศของ กรุงราชคฤห์ ที่ถูกโอบล้อมไว้ด้วย กำแพงธรรมชาติ เป็นภูเขาสูงใหญ่ถึง 5 ลูก จึงได้ชื่อว่า เบญจคีรีนคร ซึ่งย้อนกลับไปเมื่อ 2,500 ปีก่อน ที่นี่เป็นเมืองสำคัญ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ศาสนา และปรัชญา ยังเป็นแหล่งชุมนุมของพวกพ่อค้า และจ้าวลัทธิต่าง ๆ มากมาย
.
เหตุใด พระพุทธเจ้า ทรงเลือกที่จะเดินทางมาประกาศ พุทธศาสนา ภายในกรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธ ซึ่งเป็นแคว้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ 5 แคว้น และทรงมีวิธีการอย่างไร ที่จะโน้มนำความเชื่อดั้งเดิมของผู้คน ที่มีศรัทธาอยู่แล้ว ให้เปลี่ยนมายอมรับในพุทธศาสนา
.
ในตอนนี้ จะพาไปตามรอย การวิเคราะห์เรื่องราวเหล่านี้ ...จากสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคสมัยพุทธกาล พร้อมทั้งได้มีการสร้างรูปแบบ สถาปัตยกรรมจำลองภาพเสมือน ด้วยเทคนิคคอมพิวเตอร์กราฟฟิก แสดงแผนผังที่ตั้ง การจัดวางพระราชวัง กำแพงเมือง ประตูเมือง ของกรุงราชคฤห์ เมืองหลวงแห่งแคว้นมคธ จะพาไปรู้จักกับอีกหนึ่งศาสนา ที่มีอยู่ในกรุงราชคฤห์ ซึ่งเป็นศาสนาที่เกิดในยุคเดียวกับศาสนาพุทธ และมีแนวคิดหลายอย่างคล้ายกัน แต่มีความแตกต่างกันที่แนวทางปฏิบัติ ซึ่งนักบวชศาสนานี้ มีการทรมานตนอย่างสุดโต่ง นั่นคือ ศาสนาเชน
.
.
.
[EPเต็ม] ตามรอยพระพุทธเจ้า EP.06 การเดินทางครั้งสุดท้ายของ.. พระพุทธเจ้า (Full HD) | The Legend
.
https://www.youtube.com/watch?v=-b1daOb0UFw&t=4s
.
7 ก.ย. 2020
.
ตอนที่แล้ว เราได้เห็นเมืองสำคัญในพุทธประวัติ อย่าง กรุงราชคฤห์ สาวัตถี และ โกสัมพี ซึ่งมีหลักฐานยืนยันว่า มีอยู่จริง และอยู่มานานกว่า 2 พันปี ไม่ใช่เรื่องในตำนาน
.
และในตอนนี้ จะพาไปสัมผัสโบราณสถานแห่งใหม่ ที่เพิ่งขุดค้นพบ คือ มหาสถูปเกสรียา เป็นสถูปที่มีความยิ่งใหญ่มากที่สุด เท่าที่มีการขุดค้นพบในอินเดีย จากเอกสารโบราณของอินเดีย ได้อ้างถึงการเดินทางครั้งสุดท้าย ของพระพุทธเจ้า ว่า ได้เสด็จผ่านมาที่หมู่บ้านเกสรียาแห่งนี้ ..ก่อนจะไปที่ เมืองกุสินารา เมืองที่เสด็จปรินิพพาน
.
นักโบราณคดีอินเดีย ชี้ว่า ในการค้นพบ มหาสถูปเกสรียา มีร่องรอยของการบูรณะ หลายยุคสมัย จนถึงพุทธศตวรรษที่ 17 ในพุทธศตวรรษที่ 11 สมัยคุปตะ ก็ได้มีการก่อสร้างต่อเติม พร้อมประดับรูปสลักต่าง ๆ จึงมีความยิ่งใหญ่ตระการตา คาดว่า มีความสูงถึง 150 ฟุต การที่กษัตริย์หลายราชวงศ์ ทรงบูรณะต่อเนื่อง แต่นักโบราณคดี ก็ยังไม่รู้ว่า มีอะไรในนั้น ซึ่งคาดกันว่า น่าจะเป็น พระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้า บรรจุเอาไว้ก็เป็นได้
.
เมื่อ 150 ปีมานี่เอง ในครั้งนั้น นักโบราณคดี ได้ค้นพบหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่ง ที่ทำให้เชื่อว่า ที่เมืองกุสินารา คือ สถานที่พระพุทธเจ้า เสด็จปรินิพพาน ก่อนหน้านั้น ที่นี่คือ หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่แทบไม่มีใครสนใจ ชื่อว่า กาเซีย หมู่บ้านแห่งนี้ ในสวนป่าสาละ มีซากโบราณสถานปรักหักพัง ฝังจมดินอยู่มากมาย ซึ่งชาวบ้านเรียกกันมานานว่า เนินดิน เจ้าชายสิ้นชีพ ชื่อนี้ ได้สะดุดใจ เซอร์คันนิงแฮม หลังจากที่ค้นหาอยู่ 15 ปี ทีมงานก็ได้ค้นพบ พระพุทธรูปปางปรินิพพาน สร้างขึ้นในสมัยคุปตะ ราวพุทธศตวรรษที่ 5 ฝังตัวอยู่ใกล้ซากปรักหักพังของสถูป และวิหารในบริเวณนั้น การบูรณะโบราณสถานครั้งใหญ่ ก็ได้เริ่มต้นขึ้น และไม่เคยหยุดเลยนับจากนั้น ชาวพุทธจากทั่วทุกหนแห่ง ต่างพากันเดินทางมานมัสการไม่เคยขาด
.
หลังจากพระพุทธเจ้า ปรินิพพาน พุทธศักราชที่ 1 ก็เริ่มขึ้น เมื่อไม่มีพระพุทธเจ้า มาคอยตัดสินชี้ขาดอีกแล้ว ด้วยเหตุนี้ หากปล่อยไปนานวัน พระพุทธศาสนา อาจจะเกิดความผิดเพี้ยนไปยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการทำสังคยนา ธรรมะของพระพุทธเจ้า หรือ พุทธบัญญัติ เรื่องราวของการทำสังคยนา ในแต่ละครั้งนั้น มีหลักการแตกต่างกันอย่างไร ใช้สถานที่ใด มีใครเป็นผู้อุปถัมภ์ ทุกเหตุการณ์ ทุกสถานที่ ในทุกวันนี้ ล้วนจัดเป็นสถานที่สำคัญ ของชาวพุทธได้ ตามรอยพระพุทธเจ้า...ทั้งสิ้น
.
.
.
[EPเต็ม] ตามรอยพระพุทธเจ้า EP.07 กองทัพธรรมของพระเจ้าอโศก (Full HD) | The Legend
.
https://www.youtube.com/watch?v=aDAsUAltG8g&t=580s
.
14 ก.ย. 2020
.
วันนี้ เราจะไปกันที่ รัฐโอริสสา แผ่นดินที่มีการอ้างถึง การค้นพบแผ่นศิลาจารึกภาษาโบราณ ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์พระองค์หนึ่ง กษัตริย์ผู้พิชิตหลายแคว้นของอินเดีย จนรวบรวมดินแดนชมพูทวีปสำเร็จ นั่นก็คือ พระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์ที่ในยุคสงครามผนึกแผ่นดิน ถูกกล่าวขานว่า โหดเหี้ยมมากที่สุด และเมื่อมาถึงรัฐโอริสสาแห่งนี้ กลับเกิดเหตุการณ์ทำให้พระองค์ หันวิถีชีวิตเข้าสู่การทำนุบำรุงศาสนา และหันกลับมากปกครองประชาชน ด้วยทศพิศราชธรรม รวมถึงเป็นพระราชา ที่เผยแพร่พระศาสนาพุทธ ออกไปอย่างกว้างไกลในหลายทวีป ดังที่ปรากฏในการค้นพบ หลักฐานทางโบราณคดีมากมาย
.
และการค้นพบหลักฐานโบราณ ที่มากมาย โดยในตอนนี้ จะพาไปรับชม การถอดข้อความ ภาษาโบราณ จากแผ่นศิลาจารึก ซึ่งนักโบราณคดีอินเดีย ถือว่า เป็นกุญแจไขความลับ เรื่องราวที่เกิดขึ้น สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
.
หินแกะสลัก ที่ถูกอ้างว่า เป็นสัญลักษณ์ใช้สื่อแทน องค์พระพุทธเจ้า ในการบูชายุคสมัย พระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งในสมัยนั้น ยังไม่มีการสร้าง พระพุทธรูปบูชา
.
การค้นพบสถูปศักดิ์สิทธิ์ ตามเอกสารบันทึกของ พระถังซัมจั๋ง ซึ่งนักโบราณคดีอินเดีย ระบุด้วยความตื่นเต้นว่า ที่สถูปแห่งนี้ ได้ขุดค้นพบ รูปของพระเจ้าอโศกฯ เป็นครั้งแรกในอินเดีย
.
ภาพกราฟฟิก 3 มิติ จำลองการสร้าง พระมหาสถูปสาญจี และข้อมูลเจาะลึกทางโบราณคดี ใคร..คือ ผู้สร้างพระมหาสถูปสาญจี รูปแกะสลักต่าง ๆ ที่ผู้ศรัทธาศาสนาพุทธ สร้างไว้เป็นสื่อสัญลักษณ์บูชา องค์พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และรอยพระพุทธบาท
.
.
.
[EPเต็ม] พระพุทธรูป ยุคแรกของโลก EP.08 ตามรอยพระพุทธเจ้า (Full HD) | The Legend
.
https://www.youtube.com/watch?v=b6AlcpUtyvE
.
21 ก.ย. 2020
.
กว่าจะมาถึงปี.. พุทธศักราช 400 ศาสนาพุทธ ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยมีการแบ่งแยกนิกายต่างๆ ออกไปมากกว่า 20 นิกาย สำหรับคลิปนี้ จะพาไปดูเหตุการณ์สำคัญบางช่วงบางตอน ที่เป็นการเกิดขึ้นของ พระพุทธรูป ..การเกิดขึ้นของพุทธ ฝ่ายมหายาน เหตุการณ์เหล่านั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร
.
โดยการเดินทางในตอนนี้ จะเริ่มต้นกันที่ เมืองมธุรา เมืองซึ่งในอดีต ถือเป็นแหล่งสำคัญ ในการผลิตประติมากรรมพระพุทธรูป ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วชมพูทวีป และที่เมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำยมุนา แห่งนี้.. ยังเป็นบ่อเกิดของพระพุทธรูป ที่มีศิลปะการสร้างในรูปแบบอินเดียแท้ โดยเป็นพระพุทธรูป ที่มีความแตกต่างไปจากยุคแรก ซึ่งชาวกรีก เป็นผู้สร้างไว้ ในการเดินเรื่องตอนนี้ จะไปกันที่พิพิธภัณฑ์มธุรา สัมผัสงานสร้างสรรค์ พระพุทธรูป ของชาวมธุรายุคต่างๆ ที่มีการขุดค้นพบ พร้อมยังมีคำแนะนำ ถึงจุดเด่นสำคัญ ๆ ที่ชี้ให้เห็นความแตกต่างของศิลปะในแต่ละยุค และกล่าวกันว่า ตลอดยุคคุปตะ พระพุทธรูปที่สร้างขึ้น มีความงดงามยิ่งกว่าในยุคใด ๆ และหลังจากยุคคุปตะ ผ่านพ้นไป การสร้างพระพุทธรูป ที่มธุราก็หยุดลง.. แม้ว่าช่างมธุรา จะยังมีการสร้างงานศิลปะสืบต่อกัน แต่กลับเป็นการสร้างเทวรูป ของศาสนาฮินดู และศาสนาเชน เป็นส่วนใหญ่
.
ครั้งนี้ ยังพาไปรู้จักเรื่องราวของ พระราชาที่ทำนุบำรุงศาสนาพุทธ จนรุ่งเรืองสูงสุดในอินเดียอีกยุคหนึ่ง จนถูกกล่าวขานว่าเป็น พระเจ้าอโศกมหาราช องค์ที่ 2 และสิ่งหนึ่งที่พระองค์ได้กระทำ คือ การเป็นองค์อุปถัมภ์ การสังคายนาพระธรรมวินัย ของคณะสงฆ์ ที่แยกตัวออกมาจากเถรวาท การสังคายนาในครั้งนั้น มีการเขียนพระไตรปิฎกขึ้น เป็นภาษาสันสกฤต และถือเป็นจุดกำเนิดของคณะสงฆ์ นิกายมหายาน อย่างเต็มตัว
.
จากศิลปะพระพุทธรูปยุคต่าง ๆ ในตอนนี้ จะพาไปดูความงดงามที่เกิดขึ้น ในหมู่ถ้ำเอลโลรา กับงานแกะสลักพระพุทธรูปองค์สำคัญ ที่มีชื่อเสียงของ ฝ่ายพุทธมหายาน โดยเป็นงานแกะสลัก พระโพธิสัตอวโลกิเตศวร 2 พระองค์ องค์แรก คือ เทพแห่งความปราณี ที่มาในรูปพระปัทมปาณี และมีเทพแห่งฝน ที่ยืนเคียงคู่กันเสมอ ก็คือ พระวัชรปาณี
.
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวของการค้นพบ นาลันทามหาวิหาร สถานที่สำคัญ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลาง ทางด้านการศึกษาศาสนาพุทธ ที่อดีตถูกกล่าวขานว่า เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลก สถานที่แห่งนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร ในตอนนี้ จะพาไปดูสถานที่จริง ที่ได้มีการขุดค้นพบ และจากบันทึกเรื่องราว การเดินทางของ พระถังซัมจั๋ง ที่จะพาไปพบกับ การจำลองภาพ 3 มิติ มหาวิหาร โบราณสถาน มหาวิทยาลัยนาลันทา ย้อนกลับไป ในพุทธศตวรรษที่ 12 สถานที่แห่งนี้ มีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุด เต็มไปด้วยวัด อาราม วิหาร และมีพระสงฆ์ ที่เดินทางมาศึกษาหาความรู้ จากประเทศต่าง ๆ หลายหมื่นรูป ...แล้วเหตุใด มหาวิทยาลัยพุทธศาสนา ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก กลับถูกลืมเลือนหายไป จากชาวพุทธเป็นเวลาหลายร้อยปี ติดตามเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ในตอนนี้
.
.
.

[EPเต็ม] เผยปมอะไร.. ศาสนาพุทธ หายไปจากอินเดีย EP.09 ตามรอยพระพุทธเจ้า (Full HD) | The Legend
.
https://www.youtube.com/watch?v=2i_RHagzCjg&t=1035s
.
30 ก.ย. 2020
.
ตั้งแต่เกิดศาสนาพุทธขึ้น และเป็นที่ยอมรับในอินเดียนั้น ก็มีทั้งช่วงเวลาที่ รุ่งเรือง และตกต่ำ แล้วแต่การอุปถัมภ์ของผู้ปกครองแผ่นดิน ในแต่ละยุคสมัย จนมาถึงราชวงศ์คุปตะ ได้มีการฟื้นฟูลัทธิชาตินิยมในอินเดียขึ้น ทำให้ศาสนาเก่าแก่ อย่างลัทธิพราหมณ์ ได้ทำนุบำรุงอย่างขนานใหญ่ ที่สำคัญได้เกิดแนวความคิด เรื่อง นารายณ์อวตารขึ้น แต่ที่น่าสงสัยก็คือ ทำไม พระพุทธเจ้าถึงได้รับการยกย่อง ให้เป็นองค์อวตารปางหนึ่ง ของพระนารายณ์เช่นกัน
.
สำหรับครั้งนี้ จะพากลับไปที่ เมืองมธุรา อีกครั้ง เพื่อตามหาเรื่องราวของ พระกฤษณะ ตัวละครสำคัญ ในมหากาพย์มหาภารตะ และเป็นปางอวตาร องค์หนึ่งของ พระวิษณุ หรือ พระนารายณ์ โดยการเดินทางเริ่มขึ้นที่ ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ที่ตั้งของเมืองมธุรา ซึ่งวรรณกรรมมหาภารตะ กล่าวว่า เป็นบ้านเกิดของพระกฤษณะ ที่นี่จึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวฮินดู เดินทางมา แสวงบุญกันเป็นประจำ ทั่วทั้งหมู่บ้าน จะมีทั้งวัด และเทวลัยฮินดู จำนวนนับไม่ถ้วน แทรกอยู่ตามอาคาร ร้าน ตลาด จนแน่นขนัด
.
พระวิษณุ เป็นหนึ่งในเทพเจ้าสูงสุด 3 พระองค์ในศาสนาฮินดู คือ พระพรหม พระศิวะ และพระวิษณุ หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พระนารายณ์ ซึ่งปรากฏใน คัมภีร์ปุราณะ ของพราหมณ์ ว่า พระวิษณุ มีอวตาร 10 ปาง โดยได้อวตารมาเป็น พระกฤษณะ ในปางที่ 8 และอวตารมาเป็น พระพุทธเจ้า ในปางที่ 9 ในคัมภีร์กล่าวไว้ว่า เมื่อเข้าสู่กลียุค พระวิษณุ ได้อวตารมาเป็น พระพุทธเจ้า เพื่อสอนอธรรม แก่เหล่าอสูร เป็นการชักพาศัตรู ของเทพยดาให้หลงผิด และออกไปจากศาสนาฮินดู เหตุนี้ ถ้าใครนับถือศาสนาพุทธ ก็จะถูกมองว่า เป็นพวกอสูร หรือศัตรูของเทพเจ้า แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้า ได้กลายมาเป็นอวตารปางหนึ่งของ พระวิษณุ ประชาชนที่นับถือ พระวิษณุอยู่แล้วในสมัยนั้น ก็สามารถเคารพบูชา พระพุทธเจ้า ได้อย่างสนิทใจ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมานับถือ ศาสนาพุทธ อีกต่อไป
.
ในยุคนั้น ได้เกิดการเผชิญหน้ากันทางความคิด เพื่อแย่งชิงมวลชน ให้เข้ามานับถือ ลัทธิศาสนา ซึ่งในตอนนี้ จะพาไปสัมผัส กระบวนการ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทางความคิด ความเชื่อ ของผู้ศรัทธา ด้วยสิ่งต่าง ๆ ที่มีการเทียบเคียงกับพุทธศาสนา อาทิ การถือศีล ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่เสพของมึนเมา การสร้างวัด ให้เป็นสถานที่ศึกษาพระธรรม และความศรัทธาในเรื่องของ การบูชารอยพระพุทธบาท ซึ่งมีด้วยเช่นเดียวกัน กับทางศาสนาฮินดู ก็มีการบูชา พระวิษณุบาท ที่มีผู้คนหลั่งไหลมา สักการะบูชากันไม่เคยขาด
.
พุทธศตวรรษที่ 13 จักรวรรดิอาหรับ มุสลิม เริ่มขยายอำนาจมาสู่อินเดีย และได้ชัยชนะในอินเดียตอนเหนือ และอินเดียตะวันตก แต่ก็ไม่อาจรุกเข้ามาถึง ตอนกลางของประเทศได้ ด้วยความเข้มแข็งของ เจ้าฮินดู ตระกลูราชบุตร และดินแดนแห่งนี้ เมื่อพุทธศตวรรษที่ 14 ได้มีการสร้างเมืองหลวง ทางศาสนาจักรขึ้น เพื่อแสดงความขอบคุณต่อเทพเจ้า ที่ทรงช่วยรักษาบ้านเมือง สถานที่นั้น ก็คือ เมืองคาจูราโฮ และที่เมืองแห่งนี้เอง จะพบกับการก่อสร้างงานศิลปะ ที่งดงามจำนวนมาก แต่มีงานศิลป์อยู่สิ่งหนึ่ง ที่ทำให้ผู้พบเห็น ต่างมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก ถึงเรื่องของความคิด ความเชื่อ ศีลธรรมของผู้คน ในสังคมอินเดียโบราณ ที่มีต่อศาสนาในยุคนั้น ซึ่งพระราชา ได้สั่งให้หาช่างก่อสร้าง ช่างแกะสลัก ฝีมือที่ดีที่สุดในอินเดีย มาเนรมิตวัด วิหาร ที่สวยงามที่สุด ในรูปแบบที่ไม่มีที่ใดเทียบได้ ซึ่งจะเห็นได้จาก การประดับงานแกะสลัก จำนวนมากมาย ให้เห็นได้ทั้งภายนอก และภายใน ซึ่งในตอนนี้ จะพาเดินทางไปพบกับเรื่องราว โบราณสถานดังกล่าว
.
จากศิลปะที่ต่างมุมมอง ต่างความคิด จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่องการสร้างประดับไว้ในศาสนสถาน จากสิ่งที่ไม่ดี แต่มาในตอนนี้ กลับมีข้อเท็จจริงที่ว่า ภาพแกะสลักเหล่านี้ มีที่มาที่ไป และอธิบายได้ ซึ่งปัจจุบัน เมืองคาจูราโฮ ได้รับการยกย่อง ให้เป็นมรดกโลก ทางวัฒนธรรม ที่แสดงถึงอัจฉริยภาพ ของมนุษยชาติ ซึ่งเหตุผลต่าง ๆ ติดตามได้ในวิดีโอรายการ ตอนนี้
.
และเส้นทางศาสนาพุทธ ในอินเดีย ก็มาถึงจุดสิ้นสุดของความศรัทธา จากการเดินทางค้นพบ พุทธศาสนา ลัทธิตันตรยาน กับเรื่องราวการเสื่อมความศรัทธา มีเหตุผลใด ที่พุทธศาสนา ที่เจริญรุ่งเรืองอย่างมากในอินเดีย แต่กลับมาถึงจุดที่ ผู้คนต่างทยอยกันถอยห่าง ออกจากศาสนาพุทธ และตามมาด้วยการทอดทิ้งวัด ปล่อยให้กลายเป็นโบราณสถาน ซึ่งในทุกวันนี้ หลายแห่งยังจมอยู่ใต้ดิน รอการค้นหาขุดสำรวจ ...ติดตามได้ที่นี่ ในตอนที่ 9 วันที่พุทธหายไปจากอินเดีย
.
.
.
[EPเต็ม] 12 ปี จัดครั้งเดียว กว่าหมื่นศรัทธาเฝ้าบูชา EP.10 ตามรอยพระพุทธเจ้า (Full HD) | The Legend
.
https://www.youtube.com/watch?v=_I8qFmXQYJI&t=1156s
.
6 ต.ค. 2020
.
การเดินทาง ตามรอยพระพุทธเจ้า ในตอนที่ 10 นี้ เริ่มจากอินเดีย ไปที่... ลาดักห์ อดีตนครรัฐ บนเส้นทางการค้า ในเทือกเขาหิมาลัย บนรอยต่อ 3 ประเทศ ระหว่าง อินเดีย จีน และทิเบต สิ่งต่างๆ ที่เราพบเห็น ในลาดักห์ วันนี้... อาจช่วยให้เรา ปะติดปะต่อภาพอดีต ของชาวพุทธในอินเดียบางส่วน ในช่วงสุดท้ายของประวัติศาสตร์ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
.
ลาดักห์ ตั้งอยู่ท่ามกลาง เทือกเขาหิมาลัย ล้อมรอบด้วย ภูเขาหิมะ สูงสลับซับซ้อน ยากที่ใคร จะเข้าถึงได้ง่าย พุทธศาสนา ที่ลาดักห์ จึงรอดพ้น จากการถูกทำลาย เพราะ ปราการทางธรรมชาติช่วยไว้ ขณะที่สถาบันพุทธ ในแคว้นอื่น ๆ ของอินเดีย ถูกบุกทำลายจนหมดสิ้น
.
พุทธตันตรยาน ได้ถูกเผยแพร่สู่ทิเบต โดยชาวอินเดีย ที่มีความรู้ขั้นสูง หลังจากนั้น ก็ได้พัฒนาแตกสาขา ไปอีกหลายนิกาย ด้วยความใกล้ชิดกับทิเบต ทั้งด้านภูมิศาสตร์ และเชื้อชาติ ทำให้พุทธตันตรยาน จากทิเบต แพร่หลายสู่ลาดักห์ อย่างง่ายดาย
.
การเดินทางครั้งนี้ ได้ไปยัง วัดซังการ์ เป็นวัดพุทธตันตรยาน นิกายเกลุกปะ หรือ นิกายหมวกเหลือง และที่แห่งนี้ เคยเป็นที่ประทับของ พระสังฆราชแห่งลาดักห์ ซึ่งเพิ่งสิ้นพระชนม์ไปเมื่อไม่นานนี้ ในตอนนี้ จะได้พบกับ พิธีสวดของพระหมวกเหลือง เป็นพิธีสวดแบบพุทธตันตรยาน สายทิเบต ซึ่งจะมีการประโคมดนตรีไปพร้อมกัน
.
แม้ว่าลาดักห์ ต้องเผชิญกับ ความผันผวนทางการเมือง เพราะตั้งอยู่บนเส้นทางยุทธศาสตร์ ระหว่าง อินเดียกับจีน และทิเบต แต่ชาวลาดักห์ส่วนใหญ่ ยังคงมั่นคง อยู่กับศาสนาพุทธ ไม่เปลี่ยนแปลง โดยทุก ๆ 12 ปี ชาวลาดักห์ จะเดินทางไปวัดเฮมิส เพื่อไปดูและใกล้ชิดกับ ทังกาศักดิ์สิทธิ์ ที่มีรูปพระปทุมสมภพ ซึ่งทางวัด จะนำออกมาตั้งแต่เช้ามืด โดยจะทำพิธีแขวน ที่กำแพงวัดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น เพื่อให้ผู้คนที่ศรัทธา ได้มาบูชาร่วมกัน เฉพาะในปีวอกเท่านั้น เพราะเป็นปีเกิดของ พระปทุมสมภพ วัดเฮมิส สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นวัดศาสนาพุทธตันตระ นิกายหมวกแดง ซึ่งเป็นนิกายดั้งเดิมของ ศาสนาพุทธสายทิเบต
.
ตามประวัติศาสตร์ของ พุทธศาสนา นิกายตันตรยาน กล่าวว่า พระปทุมสมภพ เป็นอาจารย์ชาวอินเดีย ที่มีฤทธิ์ มีเวทมนตร์แข็งกล้า ได้นำศาสนาพุทธ นิกายตันตรยาน มาเผยแผ่ในทิเบตเป็นครั้งแรกในพุทธศตวรรษที่ 13 พระปทุมสมภพ ได้ใช้เวทมนตร์คาถา ปราบภูตผี มารร้าย ในลัทธิบอน อันเป็นลัทธิดั้งเดิมในทิเบต จนหมดสิ้น ทำให้พวกบอน กลับมานับถือ ศาสนาพุทธ อย่างมากมาย
.
พระปทุมสมภพ จึงได้ชื่อว่า เป็นผู้วางรากฐาน พุทธศาสนา ให้มั่นคง ในทิเบต แม้ในเวลานั้น จะเน้นหนักเรื่อง การศึกษา ด้านเวทมนตร์ อิทธิฤทธิ์ มากกว่า ด้านปรัชญา ก็ตาม... ภาพทังกา พระปทุมสมภพ จึงทรงพลังความศักดิ์สิทธิ์ สำหรับชาวลาดักห์ และผู้ศรัทธาชาวพุทธ นิกายตันตรยาน เป็นอย่างยิ่ง
.
ศาสนาพุทธ ในลาดักห์ แม้จะสืบสายนิกายมาจากทิเบต แต่ก็มีรากเหง้าทางความคิด ที่สืบย้อนไปได้ ถึงบรรยากาศของ ศาสนาพุทธ ตันตระยานในอินเดีย ไม่มากก็น้อย นอกจากความแตกต่าง ของศรัทธาที่มีในชาวพุทธ ซึ่งแม้จะต่างนิกายความเชื่อ แต่กลับมีจุดมุ่งหมายที่ท้ายสุด เป็นไปตามแนวคิดในจุดเดียวกัน ของพุทธศาสนา และในตอนนี้ จะได้สัมผัสบรรยากาศ ที่น้อยคนจะได้พบเห็นแบบใกล้ชิดเช่นนี้ ติดตามได้ใน ตามรอยพระพุทธเจ้า ตอนที่ 10 เมืองพุทธแห่งหิมาลัย
.
.
.
[EPเต็ม] รวมเรื่องซึ้ง.. การกลับมา สาวกพระพุทธเจ้า EP.11 ตามรอยพระพุทธเจ้า (Full HD) | The Legend
.
https://www.youtube.com/watch?v=_w6tycWGO8c
.
13 ต.ค. 2020
.
หลังจากที่ศาสนาพุทธ หายไปจากอินเดีย เป็นเวลายาวนานหลายร้อยปี ในที่สุดองค์กรพุทธ ก็ได้กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่การกลับมาของ สาวกพระพุทธเจ้า ครั้งนี้ มาจากหลายทิศทาง และด้วยสาเหตุที่แตกต่างกัน บ้างก็เป็นตระกูลพุทธเก่าแก่ ที่หายไปแล้วกลับมาใหม่ อย่างตระกูลบารัว ...บ้างก็เกิดขึ้น เพราะความบีบคั้นทางสังคม อย่างกลุ่มของ ดร.อัมเบดการ์ ...บ้างก็มาอยู่ใหม่ด้วยเหตุผลทางการเมือง อย่างท่านดาไลลามะ และชาวทิเบต ในธรรมศาลา
.
ท่ามกลางหุบเขาสูง ในรัฐหิมาจัลประเทศ ทางตอนเหนือของอินเดีย ที่นี่ คือ ที่ตั้งชุมชนเมืองธรรมศาลา บนความสูง 1,800 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ธรรมศาลา เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ตั้งแต่ท่านดาไลลามะ องค์ที่ 14 และชาวทิเบต จำนวนหนึ่ง ได้ลี้ภัยเข้ามาอยู่ที่นี่ ตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2503
.
และในครั้งนี้ จะได้พบกับเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจ เกี่ยวกับพุทธทิเบต ซึ่งได้เข้าไปเยี่ยมชม วัดสำนักชีแห่งหนึ่ง เป็นสถาบันศึกษาพุทธศาสนา ตันตรยาน ของฝ่ายสตรี โดยภาพที่ชวนประหลาดใจ คือ การได้เข้าไปร่วมสัมผัสใกล้ชิด เกี่ยวกับการฝึกปุจฉาวิสัชนา ซึ่งเป็นการใช้ตรรกะ ทางด้านศาสนา และแนวคิดทางพุทธปรัชญา มาตอบโต้กันจริงจัง อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งจะเป็นภาพที่หาดูได้ยาก เพื่อขจัดความหลงผิด ขจัดความไม่แน่ใจ ที่เรียกว่า ตรรกวิภาษ
.
ในตอนนี้ จะพาไปพบกับ ความงามในงานศิลปะโบราณ หลากหลายแขนง ได้ไปดูกันถึง การลงฝีแปรงของช่างฝีมือ ผู้เชี่ยวชาญในงานพุทธศิลป์ สายทิเบต โดยไปกันที่ นอร์บูลิงการ์ สถานที่ที่มีความหมายว่า อุทยานแห่งอัญมณี ที่นี่ คือ สำนักศิลปวัฒนธรรมทิเบต ของธรรมศาลา
.
การเดินทางครั้งนี้ ยังได้ออกเดินทางไปกันที่ มหาวิทยาลัย สิทธารถะ สถานศึกษา ที่เกิดขึ้นด้วยความมุ่งมั่นของ ดร.อัมเบดการ์ ที่ต้องการเห็นคน ทุกระดับชั้นวรรณะในสังคม ไม่ว่าหญิงหรือชาย ไม่ว่านับถือศาสนาใด ทุกคนมีโอกาส ทางการศึกษาเท่าเทียมกัน อธิการบดี ได้บอกว่า สถานศึกษาที่ดี นอกจากจะเน้นหนัก เรื่องปัญญาแล้ว จะต้องสร้างคนให้มีความกรุณา รู้จักช่วยเหลือสังคม ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมาย ของการก่อตั้ง มหาวิทยาลัย สิทธารถะ
.
.
.
[EPเต็ม] คลิปบทสรุป.. การค้นพบ พระพุทธเจ้า EP.12 ตามรอยพระพุทธเจ้า (Full HD) | The Legend
.
https://www.youtube.com/watch?v=XOxUd9poWO4&t=2207s
.
26 ต.ค. 2020
.
สำหรับในตอนสุดท้ายของ สารคดี ตามรอยพระพุทธเจ้า ตอนนี้ จะเป็นการประมวลภาพ เรื่องราวทั้งหมดของทุกตอน ที่ได้เดินทางตามรอย เส้นทางของพระพุทธองค์ โดยจะอยู่ในช่วง 80 พรรษา นับตั้งแต่วันประสูติ จนถึงวันเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน มีเรื่องราวอะไรได้เกิดขึ้นมาบ้าง ในช่วงพระชนมชีพของพระองค์ ด้านนักโบราณคดี ได้ค้นพบอะไร ที่เป็นหลักฐานยืนยัน ถึงความมีอยู่จริงของ พระพุทธเจ้า
.
สำหรับชาวพุทธ อาจมีจำนวนไม่น้อย ที่ยังไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้า ทรงได้ค้นพบอะไร หรือ ทรงตรัสรู้อะไร และอะไร คือ ธรรม ที่พระพุทธเจ้า ทรงประกาศศาสนา ...และสิ่งที่ทรงค้นพบ ทำไมจึงนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลง ทางความเชื่อครั้งยิ่งใหญ่ ในสังคมชมพูทวีป ...แล้วทำไม ธรรมะ จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์
.
และในตอนนี้ จากทุกเรื่องราว ที่นำมาเรียบเรียงเพื่อนำสู่บทสรุป เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยได้เรียนเชิญผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีองค์ความรู้ ทางด้านพระพุทธศาสนา มาขยายความสิ่งที่อยู่ในเรื่อง รวมถึงบอกเล่าเบื้องลึก ที่มาจากการค้นคว้าของแต่ละท่าน ซึ่งเชื่อว่า ข้อมูลต่อจากนี้ จะสามารถมาช่วยเติมเต็ม ในตอนจบของสารคดี ตามรอยพระพุทธเจ้า ชุดนี้ ให้เกิดประโยชน์ได้เพิ่มขึ้น ติดตามเรื่องทั้งหมดนี้ได้ใน.- ตามรอยพระพุทธเจ้า | The Legend มากกว่าอดีต..คือตำนาน [EPเต็ม] EP.12 ไขปริศนา การค้นพบอันยิ่งใหญ่
.
.
.
[EPเต็ม] ตามรอยพระพุทธเจ้า EP.13 มัดรวมเบื้องหลังสารคดี (Full HD) ตามรอยพระพุทธเจ้า
.
https://www.youtube.com/watch?v=TXHH6w5akkA
.
26 พ.ค. 2021
.
เรื่องราวใน #EPเต็ม ตอนนี้ จะเปิดบันทึกเบื้องหลัง ที่ไม่ได้ออกอากาศทางโทรทัศน์ ซึ่งเป็นเส้นทาง การผลิตสารคดี... #ตามรอยพระพุทธเจ้า ที่ทีมงานขอ #มัดรวม บางช่วงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่มาจากทั้งหมด 12 ตอน #มัดรวม มาไว้ให้รับชมกันใน.. ตอนนี้ตอนเดียว
.
โดยสารคดี #ตามรอยพระพุทธเจ้า จะพาคุณผู้ชมย้อนอดีต กลับไปในสมัยพุทธกาล เพื่อที่จะให้เห็นว่า สังคมในยุคนั้นเป็นอย่างไร ผู้คนในยุคนั้น นับถือความเชื่อเรื่องอะไรกัน
.
...อะไรที่เจ้าชายสิทธัตถะ ออกผนวช จนกระทั่งบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสรู้อะไร
.
...เหตุใดศาสนาพุทธ สามารถแทรกเข้าไปในความเชื่อ เรื่องเทพเจ้าที่แข็งแกร่งของศาสนาพราหมณ์ ได้อย่างไร ...การแผ่ขยายของศาสนาพุทธ หลังพุทธกาล มีนิกายต่าง ๆ นั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร
.
...ศาสนาพุทธคงอยู่มาได้นานถึง 1,700 ปี ก่อนที่จะสิ้นสลายไปจากอินเดีย ศาสนาพุทธ หายไปได้อย่างไร เกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาเหล่านั้นบ้าง
.
...ทั้งหมดนั้น คือ สิ่งที่พวกเราเดินทาง เพื่อค้นหาคำตอบ... ซึ่งได้ทำการค้นคว้า จากหลักฐานทางโบราณคดี และจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งในประเทศอินเดีย และประเทศเนปาล ทำการค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารหนังสือ ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษจำนวนมาก ออกเดินทางไปสำรวจพื้นที่ในอินเดียหลายครั้ง ใช้เวลาเตรียมการนานถึง 6 ปี เพื่อให้เป็นสารคดีที่เจาะลึก ทางด้านข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุด
.
เรามุ่งหวังจะให้ #ตามรอยพระพุทธเจ้า เป็นสารคดีที่ทำให้คนไทยเห็นว่า พระพุทธเจ้ามีจริง และเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ที่ใช้ความเพียรพยายามอย่างหนัก จนค้นพบกฎความจริงของธรรมชาติ ที่เรียกว่า ธรรม และนำสิ่งที่ค้นพบนั้น มาประกาศต่อชาวโลก และสิ่งที่มุ่งหวังสูงสุด คือ เพื่อให้ชาวพุทธ ได้เข้าใจพุทธศาสนา ในแนวทางที่ถูกต้อง และช่วยกันทำนุบำรุง มรดกอันทรงคุณค่าและดีงามสิ่งนี้ ให้อยู่คู่กับสังคมไทย สร้างความสงบร่มเย็น และสันติสุข ให้กับประเทศชาติ และชาวโลกตลอดไป
.
#BACKbone #ตามรอยพระพุทธเจ้า #EPเต็ม
.

3
ว่าด้วยเรื่อง #ระยะเวลาที่เรียกว่ากัป
.
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘
สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
.
๕. ปัพพตสูตร
.
             [๔๒๙] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ฯลฯ เมื่อภิกษุรูปนั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กัปหนึ่ง นานเพียงไรหนอแล
.
            พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ กัปหนึ่งนานแล มิใช่ง่ายที่จะนับกัปนั้นว่าเท่านี้ปี เท่านี้ ๑๐๐ ปี เท่านี้ ๑,๐๐๐ ปี หรือว่าเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ ปี ฯ
.
            ภิ. ก็พระองค์อาจจะอุปมาได้ไหม พระเจ้าข้า ฯ
.
            [๔๓๐] พ. อาจอุปมาได้ ภิกษุ แล้วจึงตรัสต่อไปว่า ดูกรภิกษุเหมือนอย่างว่า ภูเขาหินลูกใหญ่ยาวโยชน์หนึ่ง กว้างโยชน์หนึ่ง สูงโยชน์หนึ่งไม่มีช่อง ไม่มีโพรง เป็นแท่งทึบ บุรุษพึงเอาผ้าแคว้นกาสีมาแล้วปัดภูเขานั้น ๑๐๐ ปีต่อครั้ง ภูเขาหินลูกใหญ่นั้น พึงถึงการหมดไป สิ้นไป เพราะความพยายามนี้ ยังเร็วกว่าแล ส่วนกัปหนึ่งยังไม่ถึงการหมดไป สิ้นไป กัปนานอย่างนี้แล บรรดากัปที่นานอย่างนี้ พวกเธอท่องเที่ยวไปแล้ว มิใช่หนึ่งกัป มิใช่ร้อยกัป มิใช่พันกัป มิใช่แสนกัป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้
กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่าย ในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ
.
จบสูตรที่ ๕
.
ที่มา เว็บไซด์ 84000
.
.
.
.
.
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘
.
สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
.
๖. สาสปสูตร
.
             [๔๓๑] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นภิกษุนั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กัปหนึ่งนานเพียงไรหนอแล ฯ
.
            พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ กัปหนึ่งนานแล มิใช่ง่ายที่จะนับกัปนั้นว่า เท่านี้ปี ฯลฯ หรือว่าเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ ปี ฯ
.
            ภิ. ก็พระองค์อาจจะอุปมาได้ไหม พระเจ้าข้า ฯ
.
            [๔๓๒] พ. อาจอุปมาได้ ภิกษุ แล้วจึงตรัสต่อไปว่า ดูกรภิกษุเหมือนอย่างว่า นครที่ทำด้วยเหล็ก ยาวโยชน์ ๑ กว้างโยชน์ ๑ สูงโยชน์ ๑ เต็มด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาด มีเมล็ดพันธุ์ผักกาดรวมกันเป็นกลุ่มก้อน บุรุษพึงหยิบเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดเมล็ดหนึ่งๆ ออกจากนครนั้นโดยล่วงไปหนึ่งร้อยปีต่อเมล็ดเมล็ดพันธุ์ผักกาดกองใหญ่นั้น พึงถึงความสิ้นไป หมดไป เพราะความพยายามนี้ ยังเร็วกว่าแล ส่วนกัปหนึ่งยังไม่ถึงความสิ้นไป หมดไป กัปนานอย่างนี้แล
บรรดากัปที่นานอย่างนี้ พวกเธอท่องเที่ยวไปแล้วมิใช่หนึ่งกัป มิใช่ร้อยกัป มิใช่พันกัป มิใช่แสนกัป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ
.
จบสูตรที่ ๖
.
ที่มา เว็บไซด์ 84000
.
.
.
.
.
#ไม่ว่าใหญ่แค่ไหน
#ไม่ว่ารวยล้นฟ้าเพียงใด
#ไม่มีใครหนีกรรมพ้น
#แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังหนีกรรมไม่พ้น
#ไม่มีใครใหญ่เกินกรรม
#ของจริงสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง
.

4
กฏแห่งกรรม-ชาติภพ / การกระทำชั่ว กับ นรก
« เมื่อ: มิถุนายน 05, 2021, 10:21:50 AM »
.
เรื่องหนึ่งที่ผมโพสอยู่บ่อยๆ ก็คือ การละเว้นจากการกระทำชั่วทั้งปวง
.
เพราะหากมีการกระทำชั่ว  ไม่ว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย  เช่น การทำงานที่เห็นแก่ตัว ,  การทำงานที่เอาประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง ,  การทำงานที่เอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน  , การพิจารณาการขึ้นเงินเดือนและการจ่ายโบนัสที่ไม่เป็นธรรมและไม่ถูกต้องตามหลักกฎแห่งกรรม
.
จนถึงเรื่องใหญ่ๆ เช่น การทุจริตคอร์รับชั่นในทุกระดับ  รวมทั้งการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อประโยชน์ในการคอร์รับชั่นไม่ว่าจะเป็นทางตรง หรือ ทางอ้อม ที่เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของตนเอง  ไม่ว่าจะเป็นการคอร์รับชั่นในหน่วยงานราชการ , บริษัทเอกชน  จนถึงการคอร์รับชั่นประเทศชาติ เป็นต้น
.
เรื่องต่างๆเหล่านี้ เป็นเรื่องที่คนได้กระทำด้วยตนเอง  เพราะหวังในลาภยศ ชื่อเสียง เงินทอง เกียรติยศ
.
อีกเรื่องก็คือ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำชั่วในเรื่องใหญ่ๆ หรือ เรื่องเล็กน้อย หากกระทำความชั่วบ่อยๆ  เรื่องที่กระทำชั่วนั้นยิ่งฝังรากลึกลงไปในจิตใจของตนเองมากขึ้น  การกระทำชั่วใน 1 เรื่อง ผลที่ได้รับก็รับไป 1 เรื่องต่อการกระทำชั่ว 1 ครั้ง ยิ่งกระทำชั่วมากเรื่องเท่าไหร่ ผลที่ได้รับก็มากตามจำนวนในการกระทำของตนเองเสมอ
.
เรื่องเหล่านี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงนำธรรมะมาสอนให้กับเวนัยสัตว์โลก  เรื่องที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านำมาสอนนั้น ถูกต้องเสมอ  ไม่เคยมีคำสอนที่ไม่ถูกต้องเลยแม้แต่เรื่องเดียว
.
อีกเรื่องที่นึกถึงก็คือ เรื่องที่ผมได้เคยไปกราบพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่ง ท่านสอนในเรื่อง #ต่อตีนโจร  เรื่องนี้เป็นเรื่องของผู้ที่ช่วยเหลือคนที่กระทำชั่ว  ให้การกระทำความชั่วนั้น บรรลุความสำเร็จในการกระทำชั่ว  ในกาลข้างหน้า  คนที่ต่อตีนโจร  ก็จะไปต่อตีนโจรต่อไปอีกหลายภพหลายชาติ  เป็นการร่วมกันกระทำความชั่วกันต่อไป และร่วมกันในการรับกรรมในการกระทำชั่วกันต่อไป
.
ผมนำเรื่อง ว่าด้วยเรื่องระยะเวลาในปทุมนรก มาให้อ่านกัน เพื่อเป็นเรื่องเตือนใจว่า การกระทำความชั่วทั้งหลาย  ผู้กระทำต้องได้รับผลกรรมนั้นเสมอ ย้ำว่า ไม่ว่าเร็วหรือช้า ผู้กระทำชั่วต้องได้รับผลกรรมนั้นเสมอ ถึงแม้ว่า เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามกฎระเบียบ และ กฎหมาย ก็ตาม แต่หากไม่ถูกต้องตามหลักกฎแห่งกรรมแล้ว ผู้ที่กระทำความชั่วต้องได้รับผลของการกระทำของตนเองเสมอ
.
#ไม่ว่าใหญ่แค่ไหน
#ไม่ว่ารวยล้นฟ้าเพียงใด
#ไม่มีใครหนีกรรมพ้น
#แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังหนีกรรมไม่พ้น
#ไม่มีใครใหญ่เกินกรรม
#ของจริงต้องพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง
#บุพกรรมพระพุทธเจ้า
#บุพกรรมพระพุทธองค์
.
.
.
#ว่าด้วยเรื่องระยะเวลาในปทุมนรก
.
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
.
[๓๘๖] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ประมาณอายุในปทุมนรกนานเพียงใด พระเจ้าข้า ฯ
.
            พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ ประมาณอายุในปทุมนรกนานนักการนับประมาณอายุในปทุมนรกนั้นว่า เท่านี้ปี เท่านี้ร้อยปี เท่านี้พันปี หรือว่าเท่านี้แสนปี ไม่ใช่ทำได้ง่าย ฯ
.
            ภ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระองค์สามารถจะทรงกระทำการเปรียบเทียบได้หรือไม่ พระเจ้าข้า ฯ
.
            พระผู้มีพระภาคทรงรับว่า สามารถ ภิกษุ ดังนี้แล้ว ตรัสว่า ดูกรภิกษุเปรียบเหมือนเกวียนที่บรรทุกงาหนัก ๒๐ หาบของชาวโกศล เมื่อล่วงไปได้ร้อยปี พันปี แสนปี บุรุษพึงหยิบเมล็ดงาขึ้นจากเกวียนนั้นออกทิ้งเมล็ดหนึ่งๆ
.
ดูกรภิกษุ เกวียนที่บรรทุกงาหนัก ๒๐ หาบของชาวโกศลนั้น จะพึงถึงความสิ้นไปโดยลำดับนี้เร็วเสียกว่า แต่อัพพุทนรกหนึ่งจะไม่พึงถึงความสิ้นไปได้เลย
.
ดูกรภิกษุ ๒๐ อัพพุทนรกเป็นหนึ่งนิรัพพุทนรก ๒๐ นิรัพพุทนรกเป็นหนึ่งอัพพนรก ๒๐ อัพพนรกเป็นหนึ่งอหหนรก ๒๐ อหหนรกเป็นหนึ่งอฏฏนรก ๒๐ อฏฏนรกเป็นหนึ่งกุมุทนรก ๒๐ กุมุทนรกเป็นหนึ่งโสคันธิกนรก ๒๐ โสคันธินรกเป็นหนึ่งอุปลกนรก ๒๐ อุปลกนรกเป็นหนึ่งปุณฑรีกนรก ๒๐ ปุณฑรีกนรกเป็นหนึ่งปทุมนรก อย่างนี้ ก็โกกาลิกภิกษุอุบัติในปทุมนรกเพราะจิตคิดอาฆาตในสารีบุตรและโมคคัลลานะ ฯ
.
            พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลงแล้ว
จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
.
            [๓๘๗]     ก็วาจาหยาบเช่นกับขวาน เกิดในปากของบุรุษแล้ว เป็น                         เหตุตัดรอนตนเองของบุรุษผู้เป็นพาล ผู้กล่าวคำทุพภาษิต ผู้ใดสรรเสริญคนที่ควรนินทา หรือนินทาคนที่ควรสรรเสริญ  ผู้นั้นย่อมก่อโทษเพราะปาก ย่อมไม่ได้ความสุขเพราะโทษนั้น การแพ้ด้วยทรัพย์เพราะเล่นการพนันเป็นโทษเพียงเล็กน้อย โทษของผู้ที่ยังใจให้ประทุษร้ายในท่านผู้ปฏิบัติดีนี้แล เป็นโทษมากกว่า

บุคคลตั้งวาจาและใจอันลามกไว้แล้วเป็นผู้ติเตียนพระอริยะเจ้า ย่อมเข้าถึงนรกตลอดกาลประมาณด้วยการนับปี ๑๐๐,๐๐๐ นิรัพพุทะและ ๔๐ อัพพุทะ ผู้กล่าวคำเท็จย่อมเข้าถึงนรก อนึ่ง ผู้ทำกรรมอันลามกแล้วกล่าวว่าไม่ได้ทำ ก็ย่อมเข้าถึงนรกอย่างเดียวกัน แม้คนทั้งสองนั้นเป็นมนุษย์มีกรรมอันเลวทราม ละไปแล้วย่อมเป็นผู้เสมอกันในโลกเบื้องหน้า ผู้ใดประทุษร้ายต่อคนผู้ไม่ประทุษร้าย ผู้เป็นบุรุษหมดจด ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน บาปย่อมกลับมาถึงผู้เป็นพาลนั้นเอง เหมือนธุลีละเอียดที่บุคคลซัดไปทวนลมฉะนั้น ผู้ที่ประกอบเนืองๆ ในคุณคือความโลภไม่มีศรัทธา กระด้าง ไม่รู้ความประสงค์ของผู้ขอ มีความตระหนี่ ประกอบเนืองๆ ในคำส่อเสียด ย่อมบริภาษผู้อื่นด้วยวาจา แน่ะคนผู้มีปากเป็นหล่ม กล่าวคำอันไม่จริง ผู้ไม่ประเสริฐ ผู้กำจัดความเจริญ ผู้ลามก ผู้กระทำความชั่วผู้เป็นบุรุษในที่สุด มีโทษ เป็นอวชาต ท่านอย่าได้พูดมากในที่นี้ อย่าเป็นสัตว์นรก ท่านย่อมเกลี่ยธุลี คือ กิเลสลงในตนเพื่อกรรมมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล ท่านผู้ทำกรรมหยาบยังติเตียนสัตบุรุษ ท่านประพฤติทุจริตเป็นอันมากแล้วย่อมไปสู่มหานรกสิ้นกาลนาน กรรมของใครๆ ย่อมฉิบหายไปไม่ได้เลย บุคคลมาได้รับกรรมนั้นแล เป็นเจ้าของแห่งกรรมนั้น
.

                         (เพราะ) คนเขลาผู้ทำกรรมหยาบ ย่อมเห็นความทุกข์ในตนในปรโลก ผู้ทำกรรมหยาบย่อมเข้าถึงสถานที่อันนายนิรยบาลนำขอเหล็กมา ย่อมเข้าถึงหลาวเหล็กอันคมกริบและย่อมเข้าถึงก้อนเหล็กแดงโชติช่วง เป็นอาหารอันสมควรแก่กรรมที่ตนทำไว้อย่างนั้น สัตว์นรกทั้งหลายจะพูดก็พูดไม่ได้ จะวิ่งหนีก็ไม่ได้ ไม่ได้ที่ต้านทานเลย นายนิรยบาลลากขึ้นภูเขาถ่านเพลิง สัตว์นรกนั้นนอนอยู่บนถ่านเพลิงอันลาดไว้ ย่อมเข้าไปสู่กองไฟอันลุกโพลง พวกนายนิรยบาลเอาข่ายเหล็กพัน ตีด้วยฆ้อนเหล็กในที่นั้น สัตว์นรกทั้งหลายย่อมไปสู่โรรุวนรกที่มืดทึบ ความมืดทึบนั้นแผ่ไปเหมือนกลุ่มหมอก
.
                         ฉะนั้น ก็ทีนั้น สัตว์นรกทั้งหลาย ย่อมเข้าไปสู่หม้อเหล็กอันไฟลุกโพลง ลอยฟ่องอยู่ ไหม้อยู่ในหม้อเหล็กนั้นอันไฟลุกโพลงสิ้นกาลนาน ก็ผู้ทำกรรมหยาบจะไปสู่ทิศใดๆ ก็หมกไหม้อยู่ในหม้อเหล็กอันเปื้อนด้วยหนองและเลือดในทิศนั้นๆ ลำบากอยู่ในหม้อเหล็กนั้น ผู้ทำกรรมหยาบหมกไหม้อยู่ในน้ำอันเป็นที่อยู่ของหมู่หนอน ในหม้อเหล็กนั้นๆ แม้ฝั่งเพื่อจะไปก็ไม่มีเลย เพราะกระทะครอบอยู่โดยรอบมิดชิดในทิศทั้งปวง และยังมีป่าไม้มีใบเป็นดาบคม สัตว์นรกทั้งหลายย่อมเข้าไปสู่ป่าไม้ ถูกดาบใบไม้ตัดหัวขาด พวกนายนิรยบาล เอาเบ็ดเกี่ยวลิ้นออกแล้ว ย่อมเบียดเบียนด้วยการดึงออกมาๆ ก็ลำดับนั้น สัตว์นรกทั้งหลายย่อมเข้าถึงแม่น้ำด่างอันเป็นหล่ม ย่อมเข้าถึงคมมีดโกนอันคมกริบ สัตว์นรกทั้งหลายผู้กระทำบาป เป็นผู้เขลา ย่อมตกลงไปบนคมมีดโกนนั้นเพราะได้กระทำบาปไว้ ก็สุนัขดำ สุนัขด่าง และสุนัขจิ้งจอก ย่อมรุมกัดกินสัตว์นรกทั้งหลาย ผู้ร้องไห้อยู่ที่นั้น ฝูงกาดำ แร้ง  นกตะกรุม และกาไม่ดำ ย่อมรุมกันจิกกิน คนผู้ทำกรรมหยาบ ย่อมเห็นความเป็นไปในนรกนี้ยากหนอ
.
เพราะฉะนั้น นรชนพึงเป็นผู้ทำกิจที่ควรทำในชีวิตที่ยังเหลืออยู่นี้ และไม่พึงประมาท เกวียนบรรทุกงา ผู้รู้ทั้งหลายนับแล้วนำเข้าไปเปรียบในปทุมนรก เป็น ๕๑,๒๐๐ โกฏิ นรกเป็นทุกข์
.
                         เรากล่าวแล้วในพระสูตรนี้ เพียงใด สัตว์ทั้งหลายผู้ทำกรรมหยาบ พึงอยู่ในนรกแม้นั้น ตลอดกาลนานเพียงนั้น  เพราะฉะนั้น  บุคคลพึงกำหนดรักษาวาจา ใจ ให้เป็นปรกติในผู้สะอาด มีศีลเป็นที่รักและมีคุณดีงามทั้งหลาย ฯ
จบโกกาลิกสูตรที่ ๑๐
นาลกสูตรที่ ๑๑
.
ที่มา เว็บไซด์ 84000
.

5
.
กัมมุนา วัตตติ โลโก สัตว์โลกทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม
โพสโดย dhammatharn
.
"กัมมุนา วัตตติ โลโก"
.
สัตว์โลกทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม
.
ททมาโน ปิโยโหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
.
อุทฺเทส  กมฺมปจฺจโย   เพราะมีเจตนาตั้งใจเป็นปัจจัย
.
กัมมปัจจัย  หมายถึงการกระทำของจิตใจที่เป็นเหตุให้เกิดผล หรือให้สำเร็จกิจในหน้าที่ของตนเรียกว่า "กรรม"
.
ดังพุทธภาษิตกล่าวไว้ในอังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาตว่า...
.
"เจตนาหํ  ภิกฺขเว  กมฺมํ  เจตยิตฺวา  กมฺมํ  กาเยน  วาจาย  มนสา"
.
ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนาคือตัวกรรม สัตว์ทั้งหลายที่ทำกรรม ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจก็ดี ย่อมมีการปรุงแต่ง คือคิดนึกก่อนแล้วจึงทำ
.
ดังจะเห็นได้ว่าการกระทำด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ จะเป็นกุศล หรืออกุศลก็ตาม ต้องอาศัยเจตนาเป็นใหญ่ เป็นหัวหน้าในการกระทำนั้นๆ ฉะนั้น เจตนาจึงเป็นตัวกรรม หรือเป็นหัวหน้าของสังขารขันธ์ทั้งหลาย
.
กัมมปัจจัยที่กล่าวว่า เป็นปัจจัยให้เกิดผล ก็เพราะทำหน้าที่เพาะพืชพันธุ์ให้เกิดผลในอนาคต เรียกว่า พีชนิธานกิจ คือ ทำกิจสั่งสมพืชเชื้อเพื่อให้งอกต่อไปในอนาคต เป็นนานักขณิกกัมมปัจจัย
.
พุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ถือการกระทำเป็นใหญ่ เป็นกรรมนิยม ซึ่งผิดกับศาสนาอื่นที่ถือเทวนิยม เป็นต้น เพราะเข้าใจว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นด้วยการบันดาลของเทพเจ้า
.
แต่ส่วนของพระพุทธศาสนาถือว่า สัตว์ทั้งหลายจะดีหรือชั่วย่อมขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเอง ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับผู้อื่น หรือขึ้นอยู่กับวงศ์ตระกูล เพราะการทำดีทำชั่วต้องทำด้วยตนเอง ไม่ใช่มีผู้อื่นมาทำให้ได้ เหตุนี้สัตว์ทั้งหลายจึงมีกรรมเป็นของตน เรียกว่า...
.
กมฺมสฺสโกมฺหิ  เมื่อทำกรรมไว้อย่างไร ก็ต้องรับผลของกรรมนั้นตามที่ทำไว้
.
กมฺมทายาโท  คือเป็นทายาทของกรรมที่ทำแล้ว จึงจำแนกสัตว์ให้ไปเกิดในที่ต่างๆกัน
.
กมฺมโยนิ  คือมีกรรมเป็นกำเนิด และกรรมที่ทำแล้วยังจะติดตามไปทุกหนทุกแห่ง จะไม่สูญหายไปใหน
.
กมฺมพนฺธู  คือมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ แม้พ่อ-แม่ญาติพี่น้อง ก็ไม่ชื่อว่าเป็นเผ่าพันธุ์วงศ์ญาติที่แท้จริง คือชาตินี้เป็นญาติกัน แต่พอตายแล้วก็แยกย้ายกันไป แต่ส่วนกรรมที่ทำแล้วย่อมจะติดตามตนไปทุกภพทุกชาติ จนกว่าจะเข้าสู่พระนิพพาน.
.
ถ้าทำกรรมดีก็เหมือนมีวงศ์ญาติที่ดี ญาติดีก็จะอุปถัมภ์ค้ำชูให้มีความสุข ความเจริญ แต่ถ้าทำกรรมชั่ว ก็เหมือนมีวงศ์ญาติที่ชั่ว ญาติชั่วก็จะติดตามล้างผลาญให้เป็นทุกข์เดือดร้อนเรื่อยไป กรรมจึงเป็นที่พึ่งอาศัยของสัตว์โลก
.
กมฺมปฏิสรโณ  เพราะเมื่อกรรมชั่วให้ผลอยู่ แม้ญาติพ่อ-แม่พี่น้องตลอดจนผู้มีอำนาจราชศักดิ์ ก็ไม่อาจช่วยให้พ้นจากทุกข์ได้ แต่ถ้ากรรมดีให้ผลอยู่ แม้ใครจะคิดร้ายทำลายชีวิตก็ไม่อาจถูกทำลายได้เลย.
.
อีกนัยหนึ่ง  ท่านเปรียบกรรมคือการทำกุศล อกุศล ส่วนผลคือวิบาก เปรียบเหมือนเงา เมื่อมีคนที่ใหนก็ต้องมีเงาที่นั่น คือมีกรรมก็ต้องมีวิบากรับผล.
.
ที่มา oknation
.
.
.
กฎแห่งกรรม
.
พระราชสุทธิญาณมงคล
.
P15001
.
     ปัจจุบันคนเริ่มสงสัยในเรื่องกฎแห่งกรรม และบางคนก็ไม่ยอมเชื่อเรื่องนี้ ถึงกับมีคนเขียนเป็นคำกลอนว่า คนทำดีได้ดีมีที่ไหน คนทำชั่วได้ดีมีถมไป
.
     ในเรื่องกฎแห่งกรรม ได้กล่าวถึงอันตรายที่เกิดแก่สัตว์โลก ๕ อย่างคือ
.
๑. กิเสสันตราย    อันตรายอันเกิดจากกิเลส
.
๒.กัมมันตราย    อันตรายอันเกิดจากความชั่วที่ทำในปัจจุบัน
.
๓. วิปากันตราย   อันตรายอันเกิดจากวิบาก คือ ผลของกรรมที่ทำในอดีต
.
๔. ทิษฐันตราย    อันตรายอันเกิดจากทิฐิที่ผิด
.
๕. อริยูปวันตราย  อันตรายที่เกิดจากการจ้วงจาบพระอริยเจ้า
.
     พระพุทธศาสนาสอนว่า บุคคลจะได้ดีหรือชั่ว ได้รับสุขหรือทุกข์ ก็เพราะกรรม หรือการกระทำของตนเองทั้งสิ้น หากเราไม่ดำเนินตาทางที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ แม้จะสวดมนต์หรือวิงวอนขอร้อง ก็ไม่อาจจะช่วยให้เราพบความดีและความสุขได้ ถ้ามนุษย์จะมีความสุขได้ด้วยความภักดีและวิงวอน มนุษย์เราก็คงไม่ต้องทำอะไร
.
ความเชื่อในเรื่องกรรม
.
     ตามคำสอนในพระพุทธศาสนา ชาวพุทธควรมีศรัทธา ๔ อย่างคือ
.
     ๑.ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คือเชื่อว่าพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้จริง เป็นผู้ประกอบด้วยพระปัญญาธิคุณ พระวิสุทธิคณ และพระมหากรุณาธิคุณ
.
     ๒. กัมมสัทธา     เชื่อเรื่องกรรม คือเชื่อว่ากรรมมีจริง
.
     ๓. วิปากสัทธา    เชื่อเรื่องผลของกรรม คือเชื่อว่ากรรมที่บุคคลทำไม่ว่าดีหรือชั่วย่อมให้ผลเสมอ
.
     ๔. กัมมัสสกตาสัทธา  เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน คือเชื่อว่าผลที่เราได้รับ เป็นผลแห่งการกระทำของเราเอง ซึ่งอาจจะเป็นกรรมที่ทำในปัจจุบันชาติหรืออดีตชาติ
.
     จะเห็นได้ว่าความเชื่อหรือศรัทธา ๔ อย่าง เป็นความเชื่อในเรื่องเกี่ยวกับกรรม กฎแห่งกรรมจึงเป็นคำสอนที่สำคัญในพระพุทธศาสนา ผู้เป็นชาวพุทธทุกคนจึงควรเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม ควรพยายามศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรม ชาวพุทธที่ไม่เชื่อกฎแห่งกรรมหาใช่ชาวพุทธที่แท้จริงไม่ เขาเป็นเพียงชาวพุทธแต่เพียงในนาม ศาสนาพุทธมีประโยชน์แก่เขาเพียงใช้กรอกแบบฟอร์ม เพื่อไม่ให้ถูกว่าเป็นคนไม่มีศาสนาเท่านั้นเอง
.
     คนที่เชื่อในเรื่องกรรม ย่อมได้เปรียบกว่าคนที่ไม่เชื่อ คนที่เชื่อเรื่องกรรมย่อมสามารถอดทนรับความทุกข์ยากลำบาก ความผิดหวัง ความขมขื่น และเคราะห์ร้ายที่เกิดแก่ตนได้ เพราะถือว่าเป็นกรรมที่ทำมาแต่อดีต ไม่ตีโพยตีพายว่าโลกนี้ไม่มีความยุติธรรม ตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำดีแล้วไม่ได้ดี คนที่เชื่อในเรื่องกรรมจะยึดมั่นอยู่ในการทำความดีต่อไป จะเป็นผู้สามารถให้อภัยแก่ผู้อื่น และจะเป็นผู้มีหิริโอตตัปปะ
.
     คนที่ประกอบกรรมทำชั่วทั้งกาย วาจา และใจ ส่วนใหญ่เป็นคนไม่เชื่อเรื่องกรรม ไม่เชื่อเรื่องบุญและบาป ไม่เชื่อเรื่องตายแล้วเกิด คนพวกนี้เกิดมาจึงมุ่งแสวงหาทรัพย์สมบัติและความสุขสบายให้แก่ตัว โดยไม่คำนึงว่าทรัพย์สมบัติหรือความสนุกสนานที่ตนได้มาถูกหรือผิด และทำให้คนอื่นได้รับความเดือดร้อนหรือไม่
.
     สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน กรรมนั้นย่อมเป็นของเราโดยเฉพาะ และเราจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น จะโอนให้ผู้อื่นไม่ได้ เช่น เราทำกรรมชั่วอย่างหนึ่ง เราจะต้องรับผลของกรรมชั่วนั้น จะลบล้างหรอโอนไปให้ผู้อื่นไม่ได้ แม้ผู้นั้นจะยินดีรับโอนกรรมชั่วของเราก็ตาม กรรมดีก็เช่นเดียวกัน ผู้ใดทำกรรมดี กรรมดีย่อมเป็นของผู้ทำโดยเฉพาะ จะจ้างหรือวานให้ทำแทนกันหาได้ไม่ เช่นเราจะเอาเงินจ้างผู้อื่นให้ประกอบกรรมดี แล้วขอให้โอนกรรมดีที่ผู้นั้นทำมาให้แก่เราย่อมไม่ได้ หากเราต้องการกรรมดีเป็นของเรา เราก็ต้องประกอบกรรมดีเอง เหมือนกับการรับประทานอาหาร ผู้ใดรับประทานผู้นั้นก็เป็นผู้อิ่ม
.
     มนุษย์เรามีภาวะความเป็นไปต่าง ๆ กัน เช่น ดีหรือชั่ว รวยหรือจน เจริญหรือเสื่อม สุขหรือทุกข์ ก็เนื่องจากกรรมของตนเองทั้งสิ้น และกรรมใดที่ทำลงไปจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมให้ผลตอบแทนเสมอ และย่อมติดตามผู้ทำเสมือนเงาติดตามตน หรือเหมือนกับล้อเกวียนที่หมุนตามรอยเท้าโคไปฉะนั้น ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงมีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย หากเราทำกรรมดีเราก็ได้รับความสุขความเจริญ กรรมดีจึงเหมือนกัลยาณมิตรที่คอยให้ความอุปการะ และส่งเสริมให้เราประสบแต่ความสุขและความเจริญ แต่ถ้าเราทำกรรมชั่ว กรรมชั่วก็คอยล้างผลาญเราให้ประสบแต่ความทุกข์และความเสื่อม
.
ความหมายและชนิดของกรรม
.
     คนส่วนมากเข้าใจว่ากรรมคือการกระทำ ความเข้าใจนี้ไม่ผิด แต่เป็นความเข้าใจที่ยังไม่รัดกุมและถูกต้องทั้งหมด เพราะมีการกระทำบางอย่างที่ไม่นับว่าเป็นกรรม กรรมแท้จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ ๒ ประการ คือ ผู้ทำมีเจตนา และการกระทำนั้นจะต้องให้ผลเป็นบุญหรือเป็นบาป ที่ว่าผู้ทำมีเจตนา มีหลักการที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ไว้ใน นิพเพธิกปริยายสูตร ฉักกนิมาต อังคุตตรนิกายว่า
.
     เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าเจตนาเป็นกรรม
.
     เจตนาก็ได้แก่ ความตั้งใจหรือความรับรู้ ซึ่งแบ่งไว้เป็น ๓ อย่างคือ
.
     ๑. บุรพเจตนา    เจตนาก่อนทำ
.
     ๒. มุญจนเจตนา  เจตนาในเวลาทำ
.
     ๓. อปราปรเจตนา เจตนาเมื่อได้ทำไปแล้ว
.
     การกระทำโดยมีเจตนาเกิดขึ้นในตอนใดตอนหนึ่งถือว่าเป็นกรรมทั้งสิ้น ส่วนการกระทำที่ไม่มีเจตนา คือใจไม่ได้สั่งให้ทำ ไม่จัดว่าเป็นกรรม เช่นคนเจ็บซึ่งมีไข้สูง เกิดเพ้อคลั่ง แม้จะพูดคำหยาบออกมา เอามือหรือเท้าไปถูกใครเข้าก็ไม่เป็นกรรม ในทางวินัยก็ยกเว้นให้พระที่วิกลจริตซึ่งล่วงเกินสิกขาวินัยไม่ต้องอาบัติ ทั้งนี้ก็โดยหลักเกณฑ์ที่ว่า ถ้าผู้ทำไม่มีเจตนา กระทำแล้วการกระทำนั้นก็ไม่เป็นกรรม
.
     ส่วนหลักเกณฑ์ข้อที่ ๒ ที่ว่า การกระทำนั้นจะต้องให้ผลเป็นบุญหรือเป็นบาป ก็เพื่อแยกการกระทำของพระอรหันต์ออกจากการกระทำของปุถุชน เนื่องจากพระอรหันต์เป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ไม่มีความยึดถือในตัวตน การกระทำเรียกว่า อัพยากฤต ไม่นับว่าเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว บุญและบาปก็ไม่มี การกระทำของพระอรหันต์จึงไม่เรียกว่า กรรม แต่เรียกว่า กิริยา ส่วนปุถุชนยังมีความยึดมั่นในตัวตนอยู่ จะทำอะไรก็ยังยึดถือว่าตนเป็นผู้กระทำ การกระทำของปุถุชนจึงเป็นกรรม ย่อมจะก่อให้เกิดวิบากหรือผลเสมอ กรรมดีก็ก่อให้เกิดบุญ ส่วนกรรมชั่วก็ก่อให้เกิดบาป
.
     คนบางคนเข้าใจว่ากรรมหมายถึง สิ่งไม่ดีคู่กับเวร หรือบาป เช่นที่เรียกว่า เวรกรรม หรือ บาปกรรม ตรงกันข้ามกับฝ่ายข้างดีซึ่งเรียกว่าบุญ ทั้งนี้เพราะเราได้ใช้คำว่ากรรมในความหมายที่ไม่ดี เช่นเมื่อเห็นใครต้องประสบเคราะห์ร้ายและถูกลงโทษ เราก็พูดว่ามันเป็นเวรกรรมของเขา หรือเขาต้องรับบาปกรรมที่เขาทำไว้ แต่ความจริงคำว่ากรรมเป็นคำกลาง ๆ หมายถึงการกระทำตามที่กล่าวมาแล้ว จะมุ่งไปในทางดีก็ได้ ทางชั่วก็ได้ ถ้าเป็นกรรมดี เราก็เรียกว่า กุศลกรรม ถ้าเป็นกรรมชั่ว เราก็เรียกว่า อกุศลกรรม
.
     กรรมอาจจะจำแนกออกได้เป็นหลายประเภท หากแบ่งตามทางที่ทำก็แบ่งเป็น ๓ ทาง ได้แก่
.
     ๑. กายกรรม กรรมที่ทำทางกาย
.
     ๒. วจีกรรม กรรมแสดงออกทางวาจา
.
     ๓. มโนกรรม  กรรมทางใจ
.
     ในกรรมบถ ๑๐ แบ่งกรรม ๓ ทางนั้นเป็นฝ่ายกุศลและฝ่ายอกุศล แต่ละฝ่ายมีรายละเอียดของกรรมหรือการกระทำดังนี้
.
     กายกรรมหรือกรรมทางกาย แบ่งเป็นฝ่ายละ ๓ คือ
.
๑.  ฝ่ายอกุศล ได้แก่ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ และผิดประเวณี
.
๒.  ฝ่ายกุศล คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ และเว้นจากการผิดประเวณี
.
วจีกรรม แบ่งเป็นฝ่ายละ ๔ คือ
.
๑. ฝ่ายอกุศล ได้แก่ พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ
.
๒. ฝ่ายกุศล ได้แก่ เว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการพูดส่อเสียด เว้นจากการพูดคำหยาบ และเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
.
มโนกรรม แบ่งเป็นฝ่ายละ ๓ คือ
.
๑.  ฝ่ายอกุศล ได้แก่ เพ่งเล็งทรัพย์ผู้อื่น ปองร้าย และเห็นผิดจากคลองธรรม
.
๒.  ฝ่ายกุศล ได้แก่ ไม่เพ่งเล็งทรัพย์ผู้อื่น ไม่ปองร้าย และเห็นชอบตามคลองธรรม
.
ตามที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าแม้แต่การนึกคิดก็จัดว่าเป็นกรรมแล้ว เช่นเราคิดจะลักทรัพย์หรือทำร้ายคนอื่น แม้จะยังไม่ลงมือทำก็ถือเป็นกรรมชั่วแล้ว ซึ่งจะต้องมีผลตอบแทนแล้ว ผิดกับการลงโทษตามกฎหมายอาญา ซึ่งจะลงโทษได้ก็ต่อเมื่อผู้กระทำ ได้เตรียมการหรือลงมือกระทำแล้วเท่านั้น ลำพังความคิดที่จะกระทำความผิดยังหามีโทษไม่ ตามที่กฎหมายอาญาไม่เอาโทษการคิดที่จะกระทำความผิด ก็เพราะเป็นการยากที่จะพิสูจน์ความนึกคิดของบุคคล และเห็นว่ายังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น แต่หลักของกรรม ถือความคิดชั่วเป็นความผิด ก็เนื่องจากว่าแม้ว่าคนอื่นยังไม่เสียหาย ผู้คิดเองก็เสียหาย ฉะนั้นจึงต้องมีวิบากติดตามมา จะเห็นได้ว่า การสนองผลของกรรมมีขอบเขตกว้างขวางกว่าการลงโทษของกฎหมายบ้านเมืองมาก
.
กรรม ๑๒ ประเภท
.
     ในหนังสือวิสุทธิมรรค ซึ่งแต่งโดยพระพุทธโฆษาจารย์ พระเถระชาวอินเดีย ได้แบ่งกรรมไว้ ๑๒ ประเภท ตามกาลเวลา ตามหน้าที่ และตามความหนักเบา
.
กรรมให้ผลตามเวลา
.
๑.  ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม  กรรมให้ผลในชาตินี้
.
๒.  อุปปัชชเวทนียกรรม  กรรมให้ผลในชาติหน้า
.
๓.  อปราปรเวทนียกรรม  กรรมให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป
.
๔.  อโหสิกรรม  กรรมที่เลิกให้ผล คือให้ผลเสร็จไปแล้ว หรือหมดโอกาสจะให้ผลต่อไป
.
กรรมให้ผลตามหน้าที่
.
๕. ชนกกรรม  กรรมที่แต่งมาดีหรือชั่ว
.
๖. อุปถัมภกกรรม  กรรมที่สนับสนุน คือ ถ้ากรรมเดิมหรือชนกกรรมแต่งดี ส่งให้ดียิ่งขึ้น กรรมเดิมแต่งให้ชั่ว ก็ส่งให้ชั่วยิ่งขึ้น
.
๗. ปุปปีฬกกรรม  กรรมบีบคั้นหรือขัดขวางกรรมเดิม คอยเบียนชนกกรรม เช่นเดิมแต่งมาดี เบียนให้ชั่ว เดิมแต่งมาชั่ว เบียนให้ดี
.
๘. อุปฆาตกกรรม  กรรมตัดรอน เป็นกรรมพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เช่นเดิมชนกกรรมแต่งไว้ดีเลิศ กลับทีเดียวลงเป็นขอทานหรือตายไปเลย หรือเดิมชนกกรรมแต่งไว้เลวมาก กลับทีเดียวเป็นพระราชาหรือมหาเศรษฐีไปเลย
.
กรรมให้ผลตามความหนักเบา
.
     ๙. ครุกรรม  กรรมหนัก กรรมฝ่ายดี เช่น ทำสมาธิจนได้ฌาน กรรมฝ่ายชั่ว เช่นทำอนันตริยกรรม มีฆ่าบิดามารดาเป็นต้น เป็นกรรมที่จะให้ผลโดยไม่มีกรรมอื่นมาขวางหรือกั้นได้
.
๑๐. พหุลกรรม  กรรมที่ทำจนชิน
.
๑๑. อาสันนกรรม กรรมที่ทำเมื่อใกล้ตาย หรือที่เอาจิตใจจดจ่อในเวลาใกล้ตาย อาสันนกรรม ย่อมส่งผลให้ไปสู่ที่ดีหรือชั่วได้ เปรียบเหมือนโคแก่ที่อยู่ปากคอก แม้แรงจะน้อย แต่เมื่อเปิดคอกก็ออกได้ก่อน
.
๑๒. กตัตตากรรม  กรรมสักแต่ว่าทำ คือ เจตนาไม่สมบูรณ์ อาจจะทำด้วยความประมาทหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ก็อาจส่งผลดีร้ายให้ได้เหมือนกัน ในเมื่อไม่มีกรรมอื่นจะให้ผลแล้ว
.
เหตุที่คนคิดว่าทำดีไม่ได้ดี
.
       มีคนบางคนที่ทำกรรมชั่ว แต่กลับปรากฏว่าเป็นคนร่ำรวย มีอำนาจวาสนา มีคนเคารพยกย่อง ส่วนคนบางคนทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ขยันขันแข็ง กลับยากจน มีชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบาก หรือคนบางคนไม่ค่อยทำงานอะไร คอยประจบสอพลอและรับใช้เจ้านาย กลับได้ดี ได้เลื่อนเงินเดือนและตำแหน่ง ส่วนคนบางคนตั้งใจทำงานแต่ไม่ประจบเจ้านาย ไม่ค่อยรับใช้คุณหญิงคุณนายของเจ้านาย กลับไม่ได้ดี จึงทำให้คนคิดไปว่ากฎแห่งกรรมจะไม่จริง คำสั่งสอนที่ว่า
.
กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ        ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
.
คงจะไม่เป็นความจริงเสียแล้ว การที่บางคนเห็นว่าทำดีไม่ได้ดี หรือทำชั่วไม่ได้ชั่ว เนื่องจากไม่เข้าใจ ๒ ประการ
.
       ประการแรก ไม่เข้าใจในเรื่องการให้ผลของกรรม
.
       ประการสอง ไม่เข้าใจในความหมายของคำว่าได้ดีและได้ชั่ว
.
การให้ผลของกรรม
.
       การให้ผลของกรรมมีสองชั้น คือ การให้ผลของกรรมชั้นธรรมดาอย่างหนึ่ง และการให้ผลของกรรมในชั้นศีลธรรมอีกอย่างหนึ่ง การให้ผลของกรรมชั้นธรรมดา เป็นการให้ผลโดยไม่คำนึงถึงว่าถูกหลังความชอบธรรมหรือไม่ เช่นนาย ก. โกงเงินหลวง หรือขโมยทรัพย์มา นาย ก. ก็จะได้เงินนั้นมา และถ้านาย ก. ใช้เงินซื้อบ้าน นาย ก. ก็จะได้อยู่บ้านนั้น นี่เป็นการให้ผลของกรรมชั้นธรรมดา แต่การให้ผลของกรรมหาได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้นไม่ กรรมที่ทำลงไปยังจะให้ผลในชั้นศีลธรรมอีก คือ ถ้าทำดีจะต้องได้รับผลดีอย่างแน่นอน และถ้าทำชั่วก็จะต้องได้รับผลชั่วอย่างหลีกไม่พ้น
.
       กรรมบางอย่างอาจจะให้ผลในชาตินี้ เรียกว่า ทิฎฐธรรมเวทนียกรรม กรรมบางอย่างอาจจะให้ผลในชาติหน้า ที่เรียกว่า อุปปัชชเวทนียกรรมกรรมบางอย่างอาจจะให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป ที่เรียกว่า อปราปรเวทนียกรรม
.
       การปลูกพืชหรือต้นไม้ ไม่ใช่พอวางเมล็ดลงไปในดิน พืชหรือต้นไม้จะขึ้นและให้ผลทันที พืชบางอย่างก็ให้ผลเร็ว พืชบางอย่างก็ให้ผลช้าเป็นปี ๆ เช่นข้าว เพียง ๔-๕ เดือนก็ให้ผล แต่ต้นมะพร้าวหรือทุเรียน กว่าจะให้ผลก็ใช้เวลาถึง ๕ ปี
.
       การที่คนทำความชั่วยังได้ดีมีสุขอยู่ จึงเป็นเพราะกรรมชั่วยังไม่ให้ผล กรรมดีที่เขาเคยทำยังเป็น อุปัตถัมภกกรรม คอยสนับสนุนอยู่ เมื่อใดที่กรรมดีอ่อนกำลังลง กรรมชั่วก็จะมาเป็น อุปฆาตกรรม ทำให้ผู้นั้นต้องเปลี่ยนสภาพไปอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เช่นเศรษฐีอาจจะต้องเป็นยาจก เคยเป็นผู้ยิ่งใหญ่มีอำนาจวาสนา อาจจะถูกฟ้องร้องต้องโทษจำคุก หรือต้องเที่ยวหลบหนีเร่ร่อนไม่มีแผ่นดินจะอยู่
.
       คนที่ไม่เชื่อเรื่องของกรรม มักจะมองเห็นผลของกรรมชั้นธรรมดา เป็นผู้มีสายตามืดมัว มองไม่เห็นการให้ผลของกรรมชั้นศีลธรรม บุคคลเหล่านี้มักจะเป็นคนไม่เชื่อในเรื่องตายแล้วเกิด คิดว่าคนเราเกิดมาเพียงชาตินี้ชาติเดียว ก็สิ้นสุดลง คนพวกนี้เมื่อทำความชั่วและความชั่วยังไม่ให้ผลก็คิดว่าตนเป็นคนฉลาด ดูถูกพวกที่เชื่อเรื่องกรรมว่าเป็นคนโง่ งมงาย คนพวกนี้เหมือนคนที่กินขนมเจือยาพิษ ตราบใดที่ยาพิษยังไม่ให้ผลก็คิดว่าขนมนั้นเอร็ดอร่อย สมตามพุทธภาษิตที่ว่า
.
มธุวา มญฺญติ พาโล ยาว ปาปํ น มุจฺจติ        คนโง่ย่อมจะเห็นบาปเป็นน้ำผึ้ง ตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล
.
       การให้ผลของกรรม อาจแบ่งเป็นการให้ผลทางจิตใจ และการให้ผลทางวัตถุ
.
       การให้ผลทางจิตใจ เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ทำโดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวข้องกับคนอื่น เมื่อทำไปแล้วก็ได้รับผลทันที คือเมื่อทำกรรมดี ก็จะได้รับความสุขความปีติ แต่ถ้าทำกรรมชั่ว ก็จะทำให้จิตใจเศร้าหมอง เป็นทุกข์ ส่วนการให้ผลทางวัตถุเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับผู้อื่น จะทำให้ได้ดียากมาก
.
       คนทำดี จะให้ได้ดีทางวัตถุ ต้องประกอบด้วยหลัก ๔ ประการคือ
.
๑. คติสมบัติ ทำดีให้ถูกสถานที่
.
๒. อุปธิสมบัติ ทำดีให้ถูกตัวบุคคล
.
๓.  กาลสมบัติ ทำดีให้ถูกเวลา
.
๔.  ปโยคสมบัติ ต้องทำดีให้ติดต่อกันไปเรื่อย ๆ
.
การที่คนทำกรรมดีและหวังผลดีในทางด้านวัตถุ เช่น หวังลาภ ยศ และสรรเสริญ แต่ไม่ได้รับผลดีตามต้องการ อาจจะเพราะไม่เข้าตามหลัก ๔ ประการข้างต้น คือ ไปทำความดีกับบุคคลที่ไม่มีความดี เช่น เราทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่เจ้านายของเราเป็นคนคอรัปชั่น การทำความดีของเราย่อมไม่เป็นที่ชื่นชมของเจ้านายของเรา การทำดีกับบุคคลเหล่านี้ก็ไม่ผิดอะไรกับเอาเมล็ดพืชทิ้งลงไปบนหิน หรือพื้นดินแห้งแล้ง ฉะนั้นการทำความดีเราควรจะหวังผลในทางจิตใจมากกว่าวัตถุ บางคนอาจจะ ทำความดีจริงแต่อาจจะทำไม่ถึงดี คือ ทำดีเพียงเล็กน้อยแล้วก็หวังผลแห่งความดีนั้น เมื่อไม่ได้รับผลตอบแทนก็หมดกำลังใจ แล้วก็บอกว่าทำดีไม่เห็นได้ดี คนพวกนี้เหมือนคนปลูกพืชรดน้ำพรวนดินนิดหน่อย ก็หวังที่จะให้พืชได้ผล
.
ความหมายของคำว่าได้ดีและได้ชั่ว ในทางโลกและทางธรรม มีความหมายแตกต่างกัน
.
ในทางโลก มักจะมองเห็น การได้ดีและได้ชั่วเป็นเรื่องทางวัตถุ เมื่อกล่าวว่าคนนั้นได้ดีก็มักจะหมายความว่า ผู้นั้นได้ลาภและยศ เช่นได้ทรัพย์สมบัติ ได้อำนาจวาสนา หรือได้ตำแหน่งหน้าที่การงานดีขึ้น เมื่อไม่ได้สิ่งเหล่านี้ก็เข้าใจว่าไม่ได้ดี
.
ในทางธรรม การได้ดีหรือได้ชั่วเป็นเรื่องของจิตใจ การได้ดีหมายถึง การทำให้จิตใจดีขึ้น ทำให้ธาตุแห่งความดีในตัวเองเรามีมากขึ้น ทำให้จิตใจของเราสะอาด สว่าง สงบยิ่งขึ้น ส่วนการได้ชั่ว หมายถึงการทำให้จิตใจต่ำลง เลวลง ทำให้จิตใจมืดมัวยิ่งขึ้น คำว่าได้ดีจึงความถึงความดี และคำว่าได้ชั่ว จึงหมายถึงความชั่ว หากเราจะพูดว่า ทำดีได้ความดี ทำชั่วได้ความชั่ว ก็จะทำให้เข้าใจในเรื่องได้ดีและได้ชั่วดีขึ้น
.
บุคคลที่กระทำกรรมอะไรลงไป ย่อมจะได้รับผลในทางจิตใจทันที เมื่อทำกรรมดี เช่น ทำบุญตักบาตร ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่น ก็จะทำให้จิตใจดีขึ้น มีความปีติ และความสุขในกรรมดีที่ตนทำ ในเมื่อกรรมที่ทำเป็นกุศลกรรมจริง ๆ คือทำด้วยจิตใจที่เป็นกุศล ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่ด้วยความโลภหรือด้วยอกุศลเจตนา หรือหวังผลตอบแทน
.
ที่มา และ โพสโดย dhammatharn
.

6
กฏแห่งกรรม-ชาติภพ / กรรม กับ การทำงาน
« เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2021, 09:45:04 AM »
.
การทำดีนั้นทำยากและเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะหาไม่ความชั่ว ซึ่งทำได้ง่าย จะเข้ามาแทนที่ และจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว แต่ละคนจึงต้องตั้งใจ และเพียรพยายามให้สุดกำลัง ในการสร้างเสริมและสะสมความดี
พระบรมราโชวาทพระราชทาน แก่ผู้สำเร็จการศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สวนอัมพร
๑๔ สิงหาคม ๒๕๒๕
พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
.
.
.
การที่จะให้งานประสานกันนั้น มีหลักสำคัญอยู่ว่า ทุกฝ่ายจะต้องไม่แบ่งแยกกัน ไม่แย่งประโยชน์ ไม่แย่งความชอบกัน แต่ละฝ่าย แต่ละคน ต้องทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ มุ่งหวังผลสำเร็จในการงานเป็นใหญ่ยิ่งกว่าสิ่งอื่น
พิธีพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒
พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
.
.
.
.
.
การอัญเชิญพระบรมราโชวาท ของรัชกาลที่ 9
ผู้ที่อัญเชิญ ต้องมีความมั่นใจว่า ตนเองก็ต้องทำได้จริง
ไม่อย่างนั้น จะเป็นเพียงแค่พูดเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น
.
ส่วนตัว มั่นใจตนเองได้ว่า ทำดีได้จริงๆ
.
ส่วนตัว ทำงานใช้หลักกฎแห่งกรรมเป็นเกณฑ์ นอกเหนือจาก กฎหมาย และ กฎระเบียบ
.
ไม่เคยใช้อำนาจไปข่มขู่ใคร
.
ไม่เคยสนับสนุนคนที่กระทำไม่ดี โดยใช้ข้ออ้างต่างๆนานา
.
ไม่เคยทำงานเอาเปรียบใคร
เก็บงานไว้ทำเองทั้งหมด ไม่แบ่งงานให้คนอื่นช่วยกันทำงาน
.
ไม่เคยทำงานอย่างเห็นแก่ตัว
.
เพราะ การกระทำต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำด้วยตนเองทั้งสิ้น
.
ไม่เคยมีใครนำปืนไปจ่อหัวให้กระทำ
.
ถ้ามีการอัญเชิญพระบรมราโชวาท แต่กระทำไม่ได้ได้จริง
.
นั่นคือ No Action Talk Only
.
นั่นคือ การกระทำกรรม #มุสาวาท
.
ผลของ มุสาวาท ผมเคยลงไปหลายรอบแล้ว
.
และเรื่องของ กรรม ผมเคยลงไปหลายรอบเช่นเดียวกัน
วันนี้ (วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม 2564) ก็ลงไปอีก 1 ครั้ง
ตามลิงค์ https://www.facebook.com/photo?fbid=1653607054825674&set=a.399233533596372
.
.
.
.
.
#ไม่ว่าใหญ่แค่ไหน
#ไม่ว่ารวยล้นฟ้าเพียงใด
#ไม่มีใครหนีกรรมพ้น
#แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังหนีกรรมไม่พ้น
#บุพกรรมพระพุทธเจ้า
.

7
ควันหลงจากทริปงานบุญ 3 วัด ในวันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน 2564
.
ทริปงานบุญนี้ ผมได้นำคำถามที่ได้จัดเตรียมไว้ก่อนหน้า  ที่นำไปขอความรู้ในทางธรรมะ  กับ พระสงฆ์ 
ที่แต่เดิม  ผมใช้การตั้งคำถามที่นั้นเลย 
ผมจะเขียนมาเฉพาะที่ผมลงแล้วจะได้ประโยชน์กับท่านผู้อ่านเป็นสำคัญ
.
การสนทนาธรรมะกับพระอาจารย์สวง วัดเขาพระ (จ.ลพบุรี)
.
เรื่องแรก คนที่ด่าพ่อแม่คนอื่น
เมื่อไม่เคยด่าพ่อแม่คนอื่น  คนอื่นไม่ด่าพ่อแม่เรา
เมื่อไม่ต้องการให้ใครมาด่าพ่อแม่เรา  เราต้องไม่ไปด่าพ่อแม่ของคนอื่น ถ้าเราทำเป็นปกติ
ในเรื่องนี้ อยู่ในหลัก มงคลสูตร เมื่อเราไหว้เขาแล้ว เขาจะไหว้เราตอบ , เขาด่าเรา เราก็ด่าตอบ ถ้าในชาติภพปัจจุบัน เราไม่เคยด่าพ่อแม่คนอื่น  แสดงว่า ในภพชาติที่ผ่านมา เราเคยไปด่าพ่อแม่คนอื่นไว้ ภพชาติที่แล้วเคยไปกระทำกับเขาไว้ ในชาตินี้เขาก็เลยมาเอาคืน 
แต่ในเมื่อรู้แล้วว่า การกระทำนี้ไม่ดีและไม่ถูกต้อง  เราต้องอโหสิกรรม  จึงส่งผลให้กรรมอันนั้นหลุดไป  แต่ถ้าไม่อโหสิกรรม เหมือนกับการผูกข้อต่อของโซ่ในแต่ละห่วงไว้ และผลนั้นติดตามต่อไปในภพชาติหน้าอีก
ดังนั้น ต้องตัดโซ่(กรรม)อันนั้นให้ได้ 
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ในเรื่อง อภัยทาน  ที่เป็นทานที่มีอนิสงค์สูงที่สุด

หมายเหตุ มงคลสูตร  อธิบายเพิ่มเติม (เพิ่มจากในส่วนที่พระอาจารย์สวง ท่านให้ธรรมะมา)

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต

มงคลสูตรในขุททกปาฐะ
[๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของ
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ครั้นปฐมยามล่วงไป
เทวดาตนหนึ่งมีรัศมีงามยิ่งนัก ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้น
แล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

[๖] เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก ผู้หวังความสวัสดี ได้พากันคิดมงคลทั้งหลาย ขอพระองค์จงตรัสอุดมมงคล

พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาตอบว่า
การไม่คบคนพาล ๑
การคบบัณฑิต ๑
การบูชาบุคคลที่ควรบูชา ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
การอยู่ในประเทศอันสมควร ๑
ความเป็นผู้มีบุญอันกระทำแล้วในกาลก่อน ๑
การตั้งตนไว้ชอบ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
พาหุสัจจะ ๑
ศิลป ๑
วินัยที่ศึกษาดีแล้ว ๑
วาจาสุภาสิต ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
การบำรุงมารดาบิดา ๑
การสงเคราะห์บุตรภรรยา ๑
การงานอันไม่อากูล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
ทาน ๑
การประพฤติธรรม ๑
การสงเคราะห์ญาติ ๑
กรรมอันไม่มีโทษ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
การงดการเว้นจากบาป ๑
ความสำรวมจากการดื่มน้ำเมา ๑
ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
ความเคารพ ๑
ความประพฤติถ่อมตน ๑
ความสันโดษ ๑
ความกตัญญู ๑
การฟังธรรมโดยกาล ๑  นี้เป็นอุดมมงคล
ความอดทน ๑
ความเป็นผู้ว่าง่าย ๑
การได้เห็นสมณะทั้งหลาย ๑
การสนทนาธรรมโดยกาล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
ความเพียร ๑
พรหมจรรย์ ๑
การเห็นอริยสัจ ๑
การกระทำนิพพานให้แจ้ง ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
จิตของผู้ใดอันโลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว ๑
ไม่เศร้าโศก ๑
ปราศจากธุลี ๑
เป็นจิตเกษม ๑ นี้เป็นอุดมมงคล

เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทำมงคลเช่นนี้แล้ว เป็นผู้ไม่ปราชัยในข้าศึกทุกหมู่เหล่า ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุกสถาน นี้เป็นอุดมมงคลของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ฯ               
จบมงคลสูตร
ที่มา เว็บไซด์ 84000
จบอธิบายเพิ่มเติมในส่วน มงคลสูตร (เพิ่มจากในส่วนที่พระอาจารย์สวง ท่านให้ธรรมะมา)
.
เรื่องที่สอง  การที่บุคคลที่รู้จักกันในภพชาตินี้  ต้องเคยรู้จักกันในภพชาติที่แล้วเสมอ เพราะผลของกรรมที่เคยได้ร่วมกระทำกันมา เช่น บางคนที่พึ่งเคยเห็นหน้า แต่ไม่ชอบหน้า (ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน) แสดงว่า ในอดีตชาติเคยกระทำกรรมที่ไม่ดีต่อกันมา 
เมื่อพบหน้ากัน จิตเราเกิด ปฎิฆะ (ความไม่ยินดีพอใจ  อยู่ใน อนุสัย 7) คือ การกระทบกระทั่งในจิตเรา
ทุกคนมีสัญญาเก่า (การกระทำต่อกันในอดีตชาติ) และ สัญญาใหม่  (การเกิดใหม่ในภพปัจจุบัน)  ขาดจากกัน เนื่องจากต่างภพต่างชาติที่ได้เกิดขึ้นมา แต่สัญญาเก่า (ความกระทบกระทั้งของจิต) ในส่วนลึกยังคงอยู่ในจิต (ที่บันทึกกรรมไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว) เสมอ
.
หมายเหตุ อนุสัย 7  อธิบายเพิ่มเติม (เพิ่มจากในส่วนที่พระอาจารย์สวง ท่านให้ธรรมะมา)
อนุสัย 7 คือ กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน เหมือนตะกอนนอนอยุ่ที่ก้นภาชนะ ตะกอนจะฟุ้งขึ้นมาทำน้ำให้ขุ่นเพราะมีคนไปกระทบหรือกวนภาชนะฉันใด อนุสัยกิเลสก็เช่นเดียวกัน จะฟุ้งขึ้นมาทำจิตให้ขุ่นมัว ต่อเมื่อมีอารมณ์ภายนอกมากระทบเช่นเดียวกันฉันนั้น[1]
อนุสัย 7 เป็นกิเลสที่มีความละเอียดที่สุด สามารถกำจัดได้ด้วยปัญญาเท่านั้น ส่วนใหญ่จะเป็นกิเลสที่มีในสังโยชน์ อนุสัย 7 นี้ จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังโยชน์ 7 ประกอบด้วย
•   ทิฏฐิ การหลงในความเห็น (สักกายทิฏฐิและสีลัพพัตตปรามาส)
•   วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
•   ปฏิฆะ ความไม่ยินดีพอใจ
•   ราคะ ความยินดีพอใจในกาม(กามราคะ)
•   ภวราคะ ความยึดติดในภพ ทั้ง รูปภพ อรูปภพ
•   มานะ ความสำคัญว่าดีกว่า เสมอกัน เลวกว่า ในสิ่งทั้งปวง
•   อวิชชา ความไม่รู้จริง
ที่มา วิกิพีเดีย
จบอธิบายเพิ่มเติมในส่วน อนุสัย 7 (เพิ่มจากในส่วนที่พระอาจารย์สวง ท่านให้ธรรมะมา)
.
เรื่องที่สาม การพูดเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า เรามีกรรมเป็นของตนเอง เรามีกรรมเป็นผู้นำมามอบให้ เรามีกรรมเป็นผู้นำไปเกิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธ์และพวกพ้อง เรานั่นแหละเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น หนีไม่พ้น  ขนาดสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังหนีกรรมไม่พ้น 
หมายเหตุ  กรรมของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ท่านต้องรับกรรมในขณะที่พระองค์ท่านเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว  โดยพระอาจารย์สวง ท่านนำมาพูดก็คือ เรื่อง ห้ามผู้อื่นดื่มน้ำ ทำให้ต้องอดน้ำ
คราวหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ใกล้สระอโนดาต ได้ตรัสเล่าบุพกรรมของพระองค์เรื่องที่ ๒ ให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า
ชาติปางก่อน เรา เมื่อครั้งเกิดเป็นนายโคบาล ต้อนโคไปเลี้ยง ได้เห็นแม่โคกำลังดื่มน้ำขุ่น จึงห้ามมันไว้ไม่ให้ดื่ม ด้วยผลกรรมนั้น ในภพสุดท้ายนี้ เรากระหายน้ำ ก็ไม่ได้ดื่มน้ำตามความปรารถนา
มีเรื่องกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกว่า ก่อนที่พระผู้มีพระภาคจะปรินิพพานหลังจากเสวยพระกระยาหารที่นายจุนทกัมมารบุตรจัดถวายแล้ว ได้เกิดอาการพระประชวรอย่างรุนแรงลงพระบังคนหนักเป็นโลหิต(ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด) ทรงมีทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส(กระหายน้ำอย่างมาก) แต่ทรงใช้สติสัมปชัญญะข่มทุกขเวทนาไว้ ตรัสชวนท่านพระอานนท์ ออกเดินทางต่อไปยังกรุงกุสินารา ระหว่างทางทรงหยุดพักและรับสั่งให้พระเถระนำน้ำดื่มมาถวาย แต่พระอานนท์กราบทูลว่า น้ำในแม่น้ำตรงนั้น มีน้ำน้อยและถูกกองเกวียน ๕๐๐ เล่มเหยียบย่ำไปก่อนหน้านั้นแล้วก็ไม่ไปตักมาถวาย จนพระองค์ต้องรับสั่งในครั้งที่ ๓ พระอานนท์จึงไปตักน้ำนำมาถวายให้พระองค์ได้ทรงดื่ม และน้ำที่พระอานนท์ไปตักนั้น กลับเป็นน้ำใสสะอาด น่าอัศจรรย์ใจมาก
.
หมายเหตุ อภิณหปัจจเวกขณ์  อธิบายเพิ่มเติม (เพิ่มจากในส่วนที่พระอาจารย์สวง ท่านให้ธรรมะมา)
ชราธัมโมมหิ  ชะรัง อะนะติโต เรามีความแก่เป็นธรรมดา  จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้
พะยาธิธัมโมมหิ  พะยาธิง  อะนะตีโต เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา  จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้
มะระณะธัมโมมหิ  มะระณัง  อะนะตีโต เรามีความตายเป็นธรรมดา  จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้
สัพเพหิ  เม  ปิเยหิ  มะนาเปหิ  นานาภาโว  วินาภาโว เราจักพลัดพรากจากของที่รัก ของชอบใจทั้งหลาย
กัมมัสสะโกมหิ  กัมมะทายาโท เรามีกรรมเป็นของๆตน  เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
กัมมะโยนิ   กัมมะพันธุ เรามีกรรมเป็นแดนเกิด  เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธ์
กัมมะปะฏิสะระโน   ยัง กัมมัง กะริสสามิ เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย  เราทำกรรมอันใดไว้
กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา เป็นกรรมดีก็ตาม  เป็นกรรมชั่วก็ตาม
ตัสสะ  ทายาโท  ภะวิสสามิ เราจักต้องเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น
เอวัง  อัมเหหิ  อะภิณหัง  ปัจจะเวกขิตัพพัง เราทั้งหลายพึงพิจารณาเนืองๆอย่างนี้แล.
จบอธิบายเพิ่มเติมในส่วน อภิณหปัจจเวกขณ์ (เพิ่มจากในส่วนที่พระอาจารย์สวง ท่านให้ธรรมะมา)
.
เรื่องที่สี่ เป็นเรื่องของคนที่มีอำนาจแล้วใช้อำนาจในการสั่งผู้ใต้บังคับบัญชา โดยเป็นการเอาเปรียบผู้ใต้บังคับบัญชา , เรื่องที่คนที่มีอำนาจสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาบางคนให้ทำงานให้กับตนเอง  โดยผู้ใต้บังคับบัญชาบางคนต้องใช้เงินและทรัพย์สินของตนเองที่ได้(จากการทำงาน)มาด้วยความสุจริตและบริสุทธิ์  เพื่อให้ทำงานให้กับหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งบริษัทห้างร้านต่างๆ  และเรื่องของการพิจารณาการขึ้นเงินเดือนและการจ่ายโบนัส ของหน่วยงานต่างๆ ทั้งหน่วยงานราชการ , รัฐวิสาหกิจ และ บริษัทห้างร้านต่างๆ
บุคคลที่มีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน  เป็นคนที่บุญเก่าที่ตนเองได้เคยกระทำไว้ได้ส่งผลให้เป็นคนที่มีอำนาจอยู่ แต่หากหมดบุญที่ส่งผลให้อยู่นั้น และผลกรรมชั่วที่ตนเองได้เคยกระทำไว้ในอดีตส่งผลมาแทนที่  คนนั้นก็เหมือนกับหมาขี้เรื้อนตัวนึงเท่านั้น
.
คนที่สั่งการในลักษณะนี้ เป็นผู้ที่มี อคติ 4 คือ
1.มีความลำเอียงเพราะความรักใคร่
2.มีความลำเอียงเพราะความโกรธ
3.มีความลำเอียงเพราะความเขลา
4.มีความลำเอียงเพราะความกลัว
.
ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจในปัจจุบัน  เนื่องจากผลบุญยังคงส่งผลให้อยู่ เหมือนกับน้ำที่พ้นตอไม้(ที่อยู่ใต้น้ำ) แต่เมื่อไหร่ที่ผลบุญที่ส่งผลให้อยู่นั้นหมดลง  กรรม(ชั่ว)จะส่งผลให้เมื่อถึงเวลา เปรียบเหมือนกับเวลาที่น้ำลดแล้วตอไม้(ที่เดิมอยู่ใต้น้ำ) โผล่พ้นน้ำมาให้เห็นนั่นเอง
เปรียบเหมือนกับเวลาที่เดินบนพื้นดิน(ที่ผลบุญส่งผลให้อยู่) พอเดินไปปรากฎว่ากลายเป็นอากาศ ทำให้การเดินนั้นตกลงเหว) นั่งคือผลกรรม(ชั่ว)ส่งผลให้กับบุคคลนั้น  เช่น คนที่รุกผืนป่าที่เมื่อก่อนเป็นคนมีอำนาจ แต่เมื่อหมดอำนาจนั้นๆ ส่งผลให้ถูกดำเนินคดี เป็นต้น
.
ปัจจุบันบุคคลส่วนใหญ่เห็นเงินเป็นพระเจ้า  อำนาจ , เงินตรา , ยศฐา และ ชื่อเสียง เป็น โลกธรรม8 ครอบสัตว์โลกไว้ และ ให้สัตว์โลกเป็นไปตามโลกธรรมนี้
.
ส่วนผู้ใต้บังคับบัญชาที่ต้องกระทำในงาน(ที่แจ้งไว้ด้านบน) ส่วนใหญ่เป็นการกระทำเพราะกลัว  เช่น กลัวตกงาน , กลัวอำนาจของผู้บังคับบัญชาจะมาทำร้าย   เหมือนกับผู้ใต้บังคับบัญชาไป #ต่อตีนโจร  ถ้าผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ทำงาน  งานนั้นก็ทำไม่สำเร็จ เช่น โจรจะเข้าไปขโมยของ  ถ้าไม่มีบริวารโจรที่คอยช่วยเหลือแล้ว โจรก็ไม่สามารถเข้าไปลักทรัพย์นั้นได้  ในการกระทำนี้เป็นการกระทำให้เกิดกรรมเช่นกัน  เมื่อตายไปแล้ว ไปเกิดในภพชาติใหม่  คนที่ต่อตีนโจรต้องกลับไปเป็นบริวารของโจรอีก อีกทั้งผลของกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นคนที่ต่อตีนโจร ได้รับผลเช่นเดียวกันกับผู้บังคับบัญชาเช่นกัน
แต่หากผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ต้องการไปต่อตีนโจร ก็ต้องฝืน(ไม่ยอม) อะไรจะเกิดขึ้นตามมา ก็ให้เป็นไป (กลัวหรือเปล่าที่ไม่ต่อตีนโจร) เช่น ตกงานก็ยอม เป็นอะไรก็เป็นกัน  ต้องไม่เกรงกลัวในอำนาจของผู้บังคับบัญชา เงินไม่มีไม่เป็นไร ไม่มียศฐา ไม่เป็นไร ไม่มีชื่อเสียงไม่เป็นไร
แต่โลกในยุคปัจจุบันอยู่ได้ด้วยเงิน  เมื่อขาดเงินก็ไม่สามารถอยู่ได้
เรื่องนี้ต้องตัดสินใจเลือกหนทางในเรื่องของ ต่อตีนโจร ให้รอบคอบและละเอียดถี่ถ้วน
.
หมายเหตุ อคติ 4   อธิบายเพิ่มเติม (เพิ่มจากในส่วนที่พระอาจารย์สวง ท่านให้ธรรมะมา)
อคติ 4 ประการ และแนวทางการละอคติ

อคติ 4 หมายถึง วิถีในทางที่ผิดหรือการดำเนินไปในทางที่ผิด ทั้งนี้ อันเกิดจากทัศนะหรือความคิดเห็นในทางที่ผิด ซึ่งต่อมาจึงใช้คำให้เข้าใจง่ายเป็น ความลำเอียง หรือ ความไม่เที่ยงธรรม ประกอบด้วย 4 ประการ คือ

1. ฉันทาคติ คือ ความลำเอียงเพราะชอบพอ
2. โทสาคติ คือ ความลำเอียงเพราะโกรธหรือชิงชัง
3. โมหาคติ คือ ความลำเอียงเพราะหลง หรือ ความลำเอียงเพราะความเขลา
4. ภยาคติ คือ ความลำเอียงเพราะกลัว
อคติ 4 เป็นธรรมสำหรับปุถุชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่เป็นผู้นำ เป็นหัวหน้า ผู้ที่ทำหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือเป็นข้าราชการ เพราะธรรมเหล่านี้ เป็นสัจจะความจริงที่มักเกิดขึ้นกับบุคคลเหล่านี้ และมีผลอย่างมากต่อการบริหารงาน ต่อการปกครอง และความสงบสุขของสังคม
ผู้นำ หัวหน้างานหรือฝ่ายปกครองที่ละเว้นจากอคติ 4 ประการนี้ได้ ย่อมทำให้ลูกน้อง ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือประชาชนเกิดความสุข อันส่งผลต่อความเจริญของสังคม และความสงบสุขของสังคมตามมา
อคติ มาจากภาษาบาลี คำว่า
อะ หมายถึง ผิด, ไม่, ไม่ถูกต้อง, ไม่ดีงาม, ไม่สมควร
คติ หมายถึง วิถี, แนวทาง, สิ่งที่เป็นไป, การดำเนินไป, ความเป็นไป, การตอบสนอง, การแสดงออก
คติ มีความแตกต่างกับ ทัศนะ คือ
ทัศนะ หมายถึง ความเห็น, ความคิดเห็น, มุมมอง ส่วน คติ หมายถึง ดังข้างต้น ดังนั้น ทัศนคติ จึงหมายถึง การแสดงออก หรือ วิถีที่ดำเนินไปอันเกิดจากความคิดหรือความเห็น
ความหมายที่ครอบคลุมของอคติ

– วิถีในทางที่ผิด
– แนวทางที่ผิด
– สิ่งที่เป็นไปในทางที่ไม่ดีงาม
– การดำเนินไปในทางที่ผิด
– ความลำเอียง
– ความไม่เที่ยงธรรม
– ความไม่เป็นกลาง
ความหมายของอคติแต่ละประการ

1. ฉันทาคติ คือ ความลำเอียงเพราะชอบพอ
ฉันทาคติ มาจากคำว่า ฉันทะ + อคติ
ฉันทะ หมายถึง ความชอบใจ หรือ ความพอใจ
2. โทสาคติ คือ ความลำเอียงเพราะโกรธหรือชิงชัง
โทสาคติ มาจากคำว่า โทสะ + อคติ
โทสะ หมายถึง ความโกรธ
ปัจจัยที่ก่อเกิดความโกรธหรือชิงชังในคัมภีร์ปริวาร
– โกรธเพราะได้ทำแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์หรือก่อโทษแก่ตนเอง
– โกรธเพราะกำลังทำซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์หรือก่อโทษแก่ตนเอง
– โกรธเพราะคิดจะทำซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์หรือก่อโทษแก่ตนเอง
– โกรธเพราะได้ทำแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์หรือก่อโทษแก่คนที่ตนรัก
– โกรธเพราะกำลังทำซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์หรือก่อโทษแก่คนที่ตนรัก
– โกรธเพราะคิดจะทำซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์หรือก่อโทษแก่คนที่ตนรัก
– โกรธเพราะได้ทำแล้วซึ่งประโยชน์ต่อผู้ที่ตนชิงชัง
– โกรธเพราะกำลังทำซึ่งประโยชน์ต่อผู้ที่ตนชิงชัง
– โกรธเพราะคิดจะทำซึ่งประโยชน์ต่อผู้ที่ตนชิงชัง
3. โมหาคติ คือ ความลำเอียงเพราะหลง หรือ ความลำเอียงเพราะความเขลา
โมหาคติ มาจากคำว่า โมหะ + อคติ
โมหะ หมายถึง ความหลง ความลุ่มหลง
4. ภยาคติ คือ ความลำเอียงเพราะกลัว
ภยาคติ มาจากคำว่า ภยะ + อคติ
ภยะ หมายถึง ความกลัว ความหวาดหวั่น หรือ มักเรียกกลายเป็นศัพท์ว่า ภัย
แนวทางการละอคติ 4
1. ไม่คบคนพาล
2. จักกสูตร 4 ประการ
– อยู่ในประเทศอันสมควร หมายถึง อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเป็นคนดี
– การคบสัตบุรุษ
– การตั้งตนไว้ชอบ คือ ยึดมั่นในการประพฤติตนให้เป็นคนดีอย่างสม่ำเสมอ
– ความเป็นผู้มีบุญที่ทำไว้ในปางก่อน คือ เชื่อถือในความดีงามที่ทำมาว่าจะเกิดกุศลกรรมที่ดีงามต่อเราในภพนี้ และภพหน้า
3. สัมมาทิฏฐิ คือ ตั้งมั่นในความเห็นชอบ
4. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ พิจารณาสภาพจิตของตนเอง
5. กุศลวิตก 3 คือ การตรึกตรองถึงสิ่งที่เป็นกุศล 3 อย่าง คือ
– การตรึกตรองที่เว้นจากกาม
– การตรึกตรองที่เว้นจากพยาบาท
– การตึกตรองที่เว้นจากการเบียดเบียน
6. สาราณียธรรม 6
7. พรหมวิหาร 4
ที่มา thaihealthlife
จบอธิบายเพิ่มเติมในส่วน อคติ 4   (เพิ่มจากในส่วนที่พระอาจารย์สวง ท่านให้ธรรมะมา)
.
หมายเหตุ โลกธรรม 8   อธิบายเพิ่มเติม (เพิ่มจากในส่วนที่พระอาจารย์สวง ท่านให้ธรรมะมา)
โลกธรรม ๘

ภิกษุทั้งหลาย
โลกธรรม ๘ ประการนี้ ย่อมหมุนไปตามโลก และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการ
๘ ประการเป็นไฉน คือ
มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และ ทุกข์ แปดอย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงในหมู่มนุษย์ ไม่ยั่งยืน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา,
ผู้มีปัญญา มีสติ รู้ความข้อนี้แล้วย่อมเพ่งอยู่ในความแปรปรวน เป็นธรรมดาของโลกธรรมนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย
ลาภก็ดี ความเสื่อมลาภก็ดี ยศก็ดี ความเสื่อมยศก็ดี นินทาก็ดี สรรเสริญก็ดี สุข
ก็ดี ทุกข์ก็ดี ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่อริยสาวกผู้ได้สดับ
ภิกษุทั้งหลาย
ในข้อนี้จะมีอะไรแปลกกัน มีอะไรผิดกัน มีอะไรเป็นข้อแตกต่างกัน ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับ กับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ฯ

ภิกษุทั้งหลาย
ลาภย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เขาไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความ
เป็นจริงว่า ลาภนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าลาภนั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ความเสื่อมลาภ ... ยศ ... ความเสื่อมยศ ... นินทา ... สรรเสริญ ... สุข ... ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เขาไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ทุกข์นี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่า ทุกข์นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
แม้ลาภย่อมครอบงำจิตของเขาได้ แม้ความเสื่อมลาภ ...แม้ยศ ... แม้ความเสื่อมยศ ... แม้นินทา ... แม้สรรเสริญ ... แม้สุข ... แม้ทุกข์ย่อมครอบงำจิตของเขาได้ เขาย่อมยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในความเสื่อมลาภ ย่อมยินดียศที่เกิดขึ้น ย่อมยินร้ายในความเสื่อมยศ ย่อมยินดีสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในนินทา ย่อมยินดีสุขที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในทุกข์
เขาประกอบด้วยความยินดียินร้ายอย่างนี้ ย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่พ้นไปจากทุกข์ ฯ

ภิกษุทั้งหลาย
ลาภย่อมเกิดแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ อริยสาวกนั้น ย่อมตระหนักชัดทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ลาภเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่า ลาภนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ความเสื่อมลาภ ... ยศ ...ความเสื่อมยศ ... นินทา ... สรรเสริญ ... สุข ... ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ อริยสาวกนั้นย่อมตระหนักชัด ทราบชัดตามความจริงว่า ทุกข์นี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่า ทุกข์นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาแม้ลาภย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้ แม้ความเสื่อมลาภ ... แม้ยศ ... แม้ความเสื่อมยศ ... แม้นินทา ... แม้สรรเสริญ ... แม้สุข ... แม้ทุกข์ย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้ ท่านย่อมไม่ยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในความเสื่อมลาภไม่ยินดียศที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในความเสื่อมยศ ไม่ยินดีความสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในนินทา ไม่ยินดีสุขที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในทุกข์ท่านละความยินดียินร้ายได้แล้วเด็ดขาดอย่างนี้ ย่อมพ้นไปจากชาติ ชรา มรณะโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมพ้นไปจากทุกข์ ภิกษุทั้งหลาย
นี้แลเป็นความแปลกกัน ผิดกัน แตกต่างกัน ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ฯ

พระไตรปิฎกภาษาไทย(ฉบับหลวง)
เล่มที่ ๒๓ หน้าที่ ๑๒๓ ข้อที่ ๙๖.
(บาลี อฏฐก. อํ. ๒๓/๑๕๙/๙๖.)
 ที่มา buddhawajana
จบอธิบายเพิ่มเติมในส่วน โลกธรรม 8 (เพิ่มจากในส่วนที่พระอาจารย์สวง ท่านให้ธรรมะมา)
.
เรื่องที่ห้า เรื่องของการอโหสิกรรม
การกระทำกรรมต่อกัน  ฝ่ายหนึ่งมีการอโหสิกรรมให้กับบุคคลที่มากระทำกรรมต่อตนเอง  แต่อีกฝ่ายไม่อโหสิกรรมให้  เหมือนกับคนที่ส่งของมาให้ทางไปรษณีย์  หากผู้รับ  ไม่รับของชิ้นนั้น  ของชิ้นนั้นต้องกลับไปยังผู้ส่งเสมอ
.
หมายเหตุ อโหสิกรรม   อธิบายเพิ่มเติม (เพิ่มจากในส่วนที่พระอาจารย์สวง ท่านให้ธรรมะมา)
อโหสิกรรม แปลว่า ได้มี ได้เป็น
พระศาสดาใช้ อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทาน

ภิกษุ ท. ! อริยสาวก ในกรณีนี้ ละปาณาติบาต เว้นขาดจากปาณาติบาต.
ภิกษุ ท. ! อริยสาวกเว้นขาดจากปาณาติบาตแล้ว ย่อมชื่อว่า ให้อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทาน แก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณ ; ครั้นให้อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทาน แก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณแล้ว ย่อมเป็นผู้ มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อันไม่มีประมาณ.

ภิกษุ ท. ! นี้เป็น (อภัย) ทานชั้นปฐม เป็นมหาทาน รู้จักกันว่าเป็นของเลิศเป็นของมีมานาน เป็นของประพฤติสืบกันมาแต่โบราณไม่ถูกทอดทิ้งเลย ไม่เคยถูกทอดทิ้งในอดีต ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่ในปัจจุบัน และจักไม่ถูกทอดทิ้งในอนาคต อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ไม่คัดค้าน.
ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นท่อธารแห่งบุญ (อันดับที่สี่) เป็นที่ไหลออกแห่งกุศล นำมาซึ่งสุข เป็นไปเพื่อยอดสุดอันดี มีสุขเป็นวิบากเป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขอันพึงปรารถนาน่ารักใคร่ น่าพอใจ.
ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : อริยสาวก ละอทินนาทาน เว้นขาดจากอทินนาทาน.
ภิกษุ ท. ! อริยสาวกเว้นขาดจากอทินนาทานแล้ว ย่อมชื่อว่า ให้อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทาน แก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณ; ครั้นให้อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทาน แก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณแล้ว ย่อมเป็นผู้ มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อันไม่มีประมาณ.
ภิกษุ ท. ! นี้เป็น (อภัย) ทานอันดับที่สอง เป็นมหาทานรู้จักกันว่า เป็นของเลิศ เป็นของมีมานาน เป็นของประพฤติสืบกันมาแต่โบราณไม่ถูกทอดทิ้งเลย ไม่เคยถูกทอดทิ้งในอดีต ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่ในปัจจุบัน และจักไม่ถูกทอดทิ้งในอนาคต อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ไม่คัดค้าน.
ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นท่อธารแห่งบุญ (อันดับที่ห้า) เป็นที่ไหลออกแห่งกุศล นำมาซึ่งสุข เป็นไปเพื่อยอดสุดอันดี มีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุข อันพึงปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ.
ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : อริยสาวก ละกาเมสุมิจฉาจาร เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร.
ภิกษุ ท. ! อริยสาวกเว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจารแล้วย่อมชื่อว่า ให้อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทาน แก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณ; ครั้นให้อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทาน แก่สัตว์ทั้งหลายมากไม่มีประมาณแล้ว ย่อมเป็นผู้ มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอันไม่มีประมาณ.
ภิกษุ ท. ! นี้เป็น (อภัย) ทานอันดับที่สาม เป็นมหาทาน รู้จักกันว่าเป็นของเลิศ เป็นของมีมานาน เป็นของประพฤติสืบกันมาแต่โบราณไม่ถูกทอดทิ้งเลย ไม่เคยถูกทอดทิ้งในอดีต ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่ในปัจจุบัน และจักไม่ถูกทอดทิ้งในอนาคต อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ไม่คัดค้าน.
ภิกษุ ท. ! ข้อนี้เป็นท่อธารแห่งบุญ (อันดับที่หก) เป็นที่ไหลออกแห่งกุศล นำมาซึ่งสุข เป็นไปเพื่อยอดสุดอันดี มีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุขอันพึงปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ.
อริยสัจจากพระโอษฐ์ภาคปลาย หน้า ๑๐๘๔
(ไทย)อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๑๙๑/๑๒๙.
ที่มา buddhawajana
จบอธิบายเพิ่มเติมในส่วน อโหสิกรรม (เพิ่มจากในส่วนที่พระอาจารย์สวง ท่านให้ธรรมะมา)
.
รักษาธรรม ธรรมรักษา
Noom Wangna
ผู้เขียน ที่ได้เรียบเรียงจากการสนทนาธรรมะกับพระอาจารย์สวง วัดเขาพระ จ.ลพบุรี
บทความ ไม่สงวนลิขสิทธิ์
#พระอาจารย์สวงกิตติสาโร
#วัดเขาพระ
#ชมรมพระวังหน้า
#คณะพระวังหน้า

8
ควันหลงจากทริปงานบุญ 3 วัด ในวันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน 2564
.
ทริปงานบุญนี้ ผมได้นำคำถามที่ได้จัดเตรียมไว้ก่อนหน้า  ที่นำไปขอความรู้ในทางธรรมะ  กับ พระสงฆ์ 
ที่แต่เดิม  ผมใช้การตั้งคำถามที่นั้นเลย 
ผมจะเขียนมาเฉพาะที่ผมลงแล้วจะได้ประโยชน์กับท่านผู้อ่านเป็นสำคัญ
.
การสนทนาธรรมะกับพระอาจารย์ชนินทร์ วัดป่าถ้ำเสือ (จ.ลพบุรี)
.
เรื่องแรก การที่คนเราเกิดมาในภพชาตินี้แล้วได้มาพบกัน  เป็นเรื่องที่เราได้เคยพบกันมาก่อนในอดีตชาติ  สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ในเรื่อง อภิณหปัจจเวกขณ์ คนเรามีกรรมเป็นแดนเกิด , มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ , มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมใดไว้ต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้น 
.
หมายเหตุ อภิณหปัจจเวกขณ์  อธิบายเพิ่มเติม (เพิ่มจากในส่วนที่พระอาจารย์ชนินทร์ท่านให้ธรรมะมา)
ชราธัมโมมหิ  ชะรัง อะนะติโต เรามีความแก่เป็นธรรมดา  จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้
พะยาธิธัมโมมหิ  พะยาธิง  อะนะตีโต เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา  จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้
มะระณะธัมโมมหิ  มะระณัง  อะนะตีโต เรามีความตายเป็นธรรมดา  จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้
สัพเพหิ  เม  ปิเยหิ  มะนาเปหิ  นานาภาโว  วินาภาโว เราจักพลัดพรากจากของที่รัก ของชอบใจทั้งหลาย
กัมมัสสะโกมหิ  กัมมะทายาโท เรามีกรรมเป็นของๆตน  เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
กัมมะโยนิ   กัมมะพันธุ เรามีกรรมเป็นแดนเกิด  เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธ์
กัมมะปะฏิสะระโน   ยัง กัมมัง กะริสสามิ เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย  เราทำกรรมอันใดไว้
กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา เป็นกรรมดีก็ตาม  เป็นกรรมชั่วก็ตาม
ตัสสะ  ทายาโท  ภะวิสสามิ เราจักต้องเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น
เอวัง  อัมเหหิ  อะภิณหัง  ปัจจะเวกขิตัพพัง เราทั้งหลายพึงพิจารณาเนืองๆอย่างนี้แล.
จบอธิบายเพิ่มเติมในส่วน อภิณหปัจจเวกขณ์ (เพิ่มจากในส่วนที่พระอาจารย์ชนินทร์ท่านให้ธรรมะมา)
.
ในการรู้จักกับบุคคลใดก็ตาม หากยิ่งมีคุณธรรมมากเท่าไหร่  แสดงว่า เรายิ่งมีความผูกพันธ์กับบุคคลนั้นมาก และ ต้องรู้จักกันในอดีตชาติ  ยกตัวอย่าง  เช่น ผู้ชาย กับ ผู้หญิง ที่แต่ละคนอยู่กันคนละสถานที่ ได้มาพบกัน  มาแต่งงานกัน  นั่นคือ ทั้งสองคน ต้องมีความผูกพันธ์กันมาในอดีตชาติ จึงส่งผลมาให้ได้พบกัน  เมื่อแต่งงานแล้ว มีลูก  หากมีลูกหลายๆคน   ลูกแต่ละคนก็มีนิสัยไม่เหมือนกัน  ทั้งๆที่มีพ่อแม่คนเดียวกัน  แต่เนื่องจากมนุษย์มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์  จึงต้องมาเจอกัน มาเป็นพ่อแม่พี่น้อง  ส่วนนิสัยของแต่ละคน  เป็นเรื่องของความละเอียดปราณีตในกรรมของแต่ละคนที่สร้างมาไม่เท่ากัน จึงส่งผลให้การประพฤติของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ลูกบางคนช่วยพ่อแม่ตนเองอย่างเต็มที่ ลูกบางคนมาล้างผลาญพ่อแม่  การกระทำเหล่านี้ เกิดจากกรรมของแต่ละคน
.
เรื่องที่สอง  คนที่ไปด่าพ่อแม่ของคนอื่น
คนในปัจจุบันนี้ มีการผิดในเรื่องของวาจากันมาก  เหตุที่เกิดมา  มาจากจิต(ความคิด)ของตนเอง เปลี่ยนมาเป็นพฤติกรรม  จากพฤติกรรมที่ทำซ้ำๆจนเป็นอุปนิสัย  จากอุปนิสัยที่ทำซ้ำๆจนเป็นสันดาน  ทุกอย่างเกิดจากความคิดทั้งนั้น 
คนที่ไปด่าพ่อแม่ของคนอื่น ในขณะที่กระทำ  กระทำด้วยจิตที่เศร้าหมอง  ตนเองก็ร้อน(อยู่ในใจ)  และคนที่กระทำเป็นคนที่จิตไม่บริสุทธิ์  อีกทั้งเป็นการกระทำพร้อมด้วย กาย วาจา ใจ  ครบองค์ประกอบในการกระทำกรรมที่จะส่งผลบริบูรณ์ในภายภาคหน้า
ส่วนคนที่ถูกด่าพ่อมแม่แล้วไม่ด่ากลับไป  เป็นคนที่มีสติมากกว่า
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า คนที่ด่าเราแล้วเราด่ากลับ เราเลวกว่าคนที่ด่าเราอีก
.
อธิบายเพิ่มเติม (เพิ่มจากในส่วนที่พระอาจารย์ชนินทร์ท่านให้ธรรมะมา)
ถ้ามีคนด่าเรา แล้วเราไม่รับคำด่า แล้วจะให้ผลเช่นไร?
ในสมัยพุทธกาลมีพราหมณ์ผู้หนึ่งที่แค้นเคืองพระพุทธองค์ เมื่อพบหน้าก็ตรงเข้าด่าทอ
พระองค์ทันที เมื่อพราหมณ์พูดจบ พระองค์ตรัสว่า
“พราหมณ์เอ๋ย ท่านมีผองเพื่อน หรือญาติมิตรหรือไม่”
“มีซิ เราไม่ใช่คนไร้ญาติขาดมิตร”พราหมณ์ตอบ
พระพุทธองค์ “แล้วท่านให้อะไรต้อนรับผู้มาเยือน”
“ก็เอานำดื่มและของกินต้องนรับ” พราหมณ์ตอบ
พระพุทธองค์ “ถ้าแขกของท่านไม่ทาน ของเหล่านั้นจะตกเป็นของใคร”
“ก็เรานะซิ” พราหมณ์ตอบ
พระพุทธองค์”เฉกเช่นเดียวกัน ท่านด่าทอเรา เราไม่รับคำด่าท่าน คำ
พูดนั้นย่อมตกเป็นของท่านเอง”
พราหมณ์สำนึกผิดว่าตนด่าผู้ไม่สมควรด่าจึงได้รับพระรัตนตรัยและทูลขอ
บวชในพระพุทธศาสนาในที่สุด
ผู้โกรธตอบคนด่า…นับว่าแย่ยิ่งกว่าคนด่าเสียอีก
ผู้ไม่โต้ตอบคนด่า…นับว่าชนะสงครามที่ชนะยากที่สุด
เพราะฉะนั้นเมื่อเราเจอเหตุการณ์แบบนี้ จึงต้องรู้จักคำว่า”ให้อภัย”คิดเสีย
ว่าเขายังไม่เข้าใจและลืมไปเสีย หากเราทำเช่นนี้ได้โดยไม่ติดขัดใด ๆ
ในใจอย่างสิ้นเชิง แม้จะเจอคนที่ด่าเราก็ไม่มีความคิดโกรธแค้นใดๆผุด
ขึ้นมา เช่นนี้ จึงว่าเป็น”บุคคลผู้สูงค่าและน่าถือยิ่งนัก”
ที่มา dhamma.serichon.us
จบคำอธิบายเพิ่มเติม (เพิ่มจากในส่วนที่พระอาจารย์ชนินทร์ท่านให้ธรรมะมา)
.
การกระทำของบุคคลที่ทำนั้น จิตของผู้กระทำเก็บข้อมูลที่กระทำไว้ทั้งหมด  (เหมือนกับการบันทึกเทป)  เช่น สมัยเด็ก อาจจะเคยขโมยเงินพ่อแม่มา  พอผ่านมาหลายปี ทั้งๆที่เราเองได้ลืมไปแล้ว  แต่อยู่ดีๆก็ผุดเรื่องนั้นขึ้นมา (ทำไมไม่ลืม) เพราะจิตใต้สำนึกเก็บข้อมูลไว้หมด
เวลาก่อนตาย  หากยังไม่เป็นพระอรหันต์  จิตใต้สำนึกที่เคยบันทึกการกระทำไว้  ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว  จิตใต้สำนึกนั้นเป็นผู้ที่พาคนที่ตาย  ไปในภพภูมิตามที่ตนกระทำไว้เสมอ
.
ส่วนจิตของคนที่ยังไม่ได้ตาย  ในแต่ละช่วงขณะ  ถึงแม้ว่ายังไม่ตาย สามารถเป็นได้ทุกอย่างตามในแต่ละวัน อยู่ที่การกระทำของตนเอง
เป็นสัตว์เดรัชฉานก็ได้ เช่น พ่อข่มขืนลูก , อาจารย์ข่มขืนลูกศิษย์  เหมือนกับหมา  เมื่อหมาคลอดลูกออกมาแล้ว เลี้ยงลูกจนโต  เมื่อลูกมันโตแล้ว มันก็กลับไปผสมพันธ์กับพ่อหรือแม่ของมัน 
เป็นเปรต หรือ อสูรกายก็ได้  เช่น การมีความโลภอย่างไม่สิ้นสุด
เป็นมนุษย์ก็ได้ จิตของมนุษย์สูงกว่าจิตของสัตว์เดรัชฉาน รู้ผิดชอบชั่วดี
เป็นเทวดาก็ได้  เพราะเทวดามีหิริโอตัปปะเป็นคุณธรรมประจำตัว (หิริ คือ ความละอายแก่ใจในการทำบาป ส่วน โอตัปปะ หรือ ความเกรงกลัวต่อบาป)
เป็นพรหมก็ได้  เพราะ พรหมมีพรหมวิหาร 4 เป็นคุณธรรมประจำตัว (พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมของพรหมหรือของท่านผู้เป็นใหญ่  มี 4 ข้อคือ 1. เมตตา หมายถึง ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข 2.กรุณา หมายถึง ความปราถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ 3.มุทิตา หมายถึง ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี และ 4.อุเบกขา หมายถึง การรู้จักวางเฉย
.
บุคคลเลือกว่าจะเป็นอะไรก็ตาม (ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เดรัชฉาน , เปรต , อสูรกาย , มนุษย์(คน) , เทวดา หรือพรหม)  จิตใต้สำนึกเป็นผู้ที่บันทึกข้อมูลที่กระทำไว้ทั้งหมด  ถ้าบุคคลใดที่มีความเข้าใจ ก็สามารถที่จะเตือนตนเอง ว่า อย่าเผลอให้ความไม่ดีเข้ามาในใจ  แต่อย่างไรก็ตาม  บุคคลปกติที่ไม่มีสติ และ สัมปชัญญะ  ในบางวันจิตก็แพ้ความไม่ดีได้
เมื่อจิตของเรามี สติ(ความระลึกได้ ความนึกขึ้นได้ ความไม่เผลอ ฉุกคิดขึ้นได้ การคุมจิตไว้ในกิจ) และ สัมปชัญญะ(ความระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ, ความไม่เผลอตัว) มากพอ  ตัวเราเองสามารถชนะกิเลสได้  แต่เมื่อใดที่จิตของเราอ่อนแอ  เราแพ้กิเลสได้เช่นกัน 
ดังนั้น เราต้องระมัดระวังจิตของตนเอง  ให้จะทำอะไรก็ช่างเขา  แต่เราปฎิบัติตัวเราให้ดีขึ้น
.
เรื่องที่สาม เรื่องของการพิจารณาการขึ้นเงินเดือนและการจ่ายโบนัส ของหน่วยงานต่างๆ ทั้งหน่วยงานราชการ , รัฐวิสาหกิจ และ บริษัทห้างร้านต่างๆ
.
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอนในเรื่อง อคติ 4 (อธิบายไว้ด้านล่างของเรื่องนี้)  คนที่มีกิเลส และ ความไม่ยุติธรรม เป็นคนที่มีอคติ 4 เป็นพื้นฐาน
ผลที่ได้รับคือ คุณธรรมของตนเองไม่สูง วาสนาไม่เจริญก้าวหน้า จะเป็นอยู่ในลักษณะนี้ และเป็นมาหลายๆภพชาติแล้ว  อีกทั้งปัญญาน้อย และ มีคุณธรรมน้อย
ถ้าคนที่มีสติปัญญามาก มีคุณธรรมมาก เป็นคนที่วางจิตให้เป็นกลางได้ดี ตามงานที่เกิดขึ้นจริง โดยเป็นไปตามหลักธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
.
ส่วนผลที่ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ได้รับผลจากการพิจารณาในการขึ้นเงินเดือนและการจ่ายโบนัสที่ไม่เป็นธรรม  คือ มีความน้อยใจ , ความโกรธ และ ประชด  ในเรื่องของการน้อยใจ หรือ โกรธ สามารถเกิดได้กับทุกคน แต่อย่าให้ถึงกับการประชด (อย่าขาดสติ) เพราะการประชดนั้น บางครั้งอาจจะถึงกับการฆ่าตัวตาย หรือ ไปฆ่าบุคคลที่เกี่ยวข้องได้  ในเรื่องนี้จำเป็นมากสำหรับ การมีสติและสัมปชัญญะให้มาก
.
อีกเรื่องก็คือ คนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชา หรือ ผู้ใต้บังคับบัญชา  ผลของการกระทำทุกอย่าง จิตเก็บบันทึกข้อมูลไว้ทั้งหมด และ จิตเป็นผู้ที่นำพาตนเองไปตามวิบากกรรมที่ได้กระทำไว้นั่นเอง
ในเรื่องของการกระทำของบุคคล  มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ
1.เคยกระทำกรรมต่อกันมาในอดีต
2.มากระทำกรรมใหม่ในปัจจุบัน
.
หมายเหตุ อคติ 4   อธิบายเพิ่มเติม (เพิ่มจากในส่วนที่พระอาจารย์ชนินทร์ท่านให้ธรรมะมา)
อคติ 4 ประการ และแนวทางการละอคติ
อคติ 4 หมายถึง วิถีในทางที่ผิดหรือการดำเนินไปในทางที่ผิด ทั้งนี้ อันเกิดจากทัศนะหรือความคิดเห็นในทางที่ผิด ซึ่งต่อมาจึงใช้คำให้เข้าใจง่ายเป็น ความลำเอียง หรือ ความไม่เที่ยงธรรม ประกอบด้วย 4 ประการ คือ
1. ฉันทาคติ คือ ความลำเอียงเพราะชอบพอ
2. โทสาคติ คือ ความลำเอียงเพราะโกรธหรือชิงชัง
3. โมหาคติ คือ ความลำเอียงเพราะหลง หรือ ความลำเอียงเพราะความเขลา
4. ภยาคติ คือ ความลำเอียงเพราะกลัว
อคติ 4 เป็นธรรมสำหรับปุถุชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่เป็นผู้นำ เป็นหัวหน้า ผู้ที่ทำหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือเป็นข้าราชการ เพราะธรรมเหล่านี้ เป็นสัจจะความจริงที่มักเกิดขึ้นกับบุคคลเหล่านี้ และมีผลอย่างมากต่อการบริหารงาน ต่อการปกครอง และความสงบสุขของสังคม
ผู้นำ หัวหน้างานหรือฝ่ายปกครองที่ละเว้นจากอคติ 4 ประการนี้ได้ ย่อมทำให้ลูกน้อง ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือประชาชนเกิดความสุข อันส่งผลต่อความเจริญของสังคม และความสงบสุขของสังคมตามมา
อคติ มาจากภาษาบาลี คำว่า
อะ หมายถึง ผิด, ไม่, ไม่ถูกต้อง, ไม่ดีงาม, ไม่สมควร
คติ หมายถึง วิถี, แนวทาง, สิ่งที่เป็นไป, การดำเนินไป, ความเป็นไป, การตอบสนอง, การแสดงออก
คติ มีความแตกต่างกับ ทัศนะ คือ
ทัศนะ หมายถึง ความเห็น, ความคิดเห็น, มุมมอง ส่วน คติ หมายถึง ดังข้างต้น ดังนั้น ทัศนคติ จึงหมายถึง การแสดงออก หรือ วิถีที่ดำเนินไปอันเกิดจากความคิดหรือความเห็น
ความหมายที่ครอบคลุมของอคติ
– วิถีในทางที่ผิด
– แนวทางที่ผิด
– สิ่งที่เป็นไปในทางที่ไม่ดีงาม
– การดำเนินไปในทางที่ผิด
– ความลำเอียง
– ความไม่เที่ยงธรรม
– ความไม่เป็นกลาง
ความหมายของอคติแต่ละประการ
1. ฉันทาคติ คือ ความลำเอียงเพราะชอบพอ
ฉันทาคติ มาจากคำว่า ฉันทะ + อคติ
ฉันทะ หมายถึง ความชอบใจ หรือ ความพอใจ
2. โทสาคติ คือ ความลำเอียงเพราะโกรธหรือชิงชัง
โทสาคติ มาจากคำว่า โทสะ + อคติ
โทสะ หมายถึง ความโกรธ
ปัจจัยที่ก่อเกิดความโกรธหรือชิงชังในคัมภีร์ปริวาร
– โกรธเพราะได้ทำแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์หรือก่อโทษแก่ตนเอง
– โกรธเพราะกำลังทำซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์หรือก่อโทษแก่ตนเอง
– โกรธเพราะคิดจะทำซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์หรือก่อโทษแก่ตนเอง
– โกรธเพราะได้ทำแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์หรือก่อโทษแก่คนที่ตนรัก
– โกรธเพราะกำลังทำซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์หรือก่อโทษแก่คนที่ตนรัก
– โกรธเพราะคิดจะทำซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์หรือก่อโทษแก่คนที่ตนรัก
– โกรธเพราะได้ทำแล้วซึ่งประโยชน์ต่อผู้ที่ตนชิงชัง
– โกรธเพราะกำลังทำซึ่งประโยชน์ต่อผู้ที่ตนชิงชัง
– โกรธเพราะคิดจะทำซึ่งประโยชน์ต่อผู้ที่ตนชิงชัง
3. โมหาคติ คือ ความลำเอียงเพราะหลง หรือ ความลำเอียงเพราะความเขลา
โมหาคติ มาจากคำว่า โมหะ + อคติ
โมหะ หมายถึง ความหลง ความลุ่มหลง
4. ภยาคติ คือ ความลำเอียงเพราะกลัว
ภยาคติ มาจากคำว่า ภยะ + อคติ
ภยะ หมายถึง ความกลัว ความหวาดหวั่น หรือ มักเรียกกลายเป็นศัพท์ว่า ภัย
แนวทางการละอคติ 4
1. ไม่คบคนพาล
2. จักกสูตร 4 ประการ
– อยู่ในประเทศอันสมควร หมายถึง อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเป็นคนดี
– การคบสัตบุรุษ
– การตั้งตนไว้ชอบ คือ ยึดมั่นในการประพฤติตนให้เป็นคนดีอย่างสม่ำเสมอ
– ความเป็นผู้มีบุญที่ทำไว้ในปางก่อน คือ เชื่อถือในความดีงามที่ทำมาว่าจะเกิดกุศลกรรมที่ดีงามต่อเราในภพนี้ และภพหน้า
3. สัมมาทิฏฐิ คือ ตั้งมั่นในความเห็นชอบ
4. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ พิจารณาสภาพจิตของตนเอง
5. กุศลวิตก 3 คือ การตรึกตรองถึงสิ่งที่เป็นกุศล 3 อย่าง คือ
– การตรึกตรองที่เว้นจากกาม
– การตรึกตรองที่เว้นจากพยาบาท
– การตึกตรองที่เว้นจากการเบียดเบียน
6. สาราณียธรรม 6
7. พรหมวิหาร 4
ที่มา thaihealthlife
จบอธิบายเพิ่มเติม (เพิ่มจากในส่วนที่พระอาจารย์ชนินทร์ท่านให้ธรรมะมา)
.
รักษาธรรม ธรรมรักษา
Noom Wangna
ผู้เขียน ที่ได้เรียบเรียงจากการสนทนาธรรมะกับพระอาจารย์ชนินทร์ วัดป่าถ้ำเสือ จ.ลพบุรี
บทความ ไม่สงวนลิขสิทธิ์
#พระอาจารย์ชนินทร์เขมจาโร
#วัดป่าถ้ำเสือ
#ชมรมพระวังหน้า
#คณะพระวังหน้า

9
.
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดำรงชีวิตส่วนตัว
.
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำงาน
.
เรื่องที่เป็นอันดับ 1 ก็คือ การปฎิบัติตนตามหลักธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
.
ต้องเริ่ม คิด วิเคราะห์ แยกแยะ ในการอ่านเรื่องราวต่างๆ
.
#อย่าไปบ้าอำนาจ  เพราะ #อำนาจไม่เคยจีรังยั่งยืนเลย
.
#อย่าไปหลงตำแหน่ง  เพราะ #ตำแหน่งก็คือหัวโขนที่มีคนมอบมาให้ใช้ในการทำงาน
.
#อย่าไปใช้อำนาจในตำแหน่งข่มขู่คนอื่น
.
ถ้าทำ  ให้ทำเลย  ทำมาเป็นลายลักษณ์อักษร  แล้วค่อยว่ากันในส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง
.
เรื่องที่เพิ่มเติมคือ ไปพิสูจน์เรื่องกฎแห่งกรรมด้วยตัวเอง  ว่า  สิ่งที่กระทำมานั้น ถูกต้องตามกฎแห่งกรรมหรือไม่
.
#ของจริงต้องพิสูจน์ได้ด้วยตนเองเท่านั้น
.
เคยมีเจ้าของกิจการที่มีอำนาจมากที่สุด และ ใหญ่ที่สุดในองค์กรนั้นๆ
.
ปัจจุบันคนนี้ได้เสียชีวิตไปนานแล้ว
.
อาจารย์ผมเคยถอดจิตไปนรก  ไปพบกับวิญญาณของคนๆนี้
อาจารย์ผมท่านบอกต่อไปว่า  วิญญาณตนนี้  ยังต้องรับผลกรรมที่กระทำไว้ในอดีต
กรรมส่วนหนึ่งที่กระทำไว้ก็คือ การใช้อำนาจที่ตนเองมีอยู่ ไปสร้างกรรมกับคนอีกเป็นจำนวนมาก
ถึงแม้ว่า พระศรีอาริยเมตตรัย มาประสูติ , ตรัสรู้ และ ปรินิพพานแล้ว
วิญญาณตนนี้ ยังไม่ขึ้นมาจากขุมนรกขุมนั้นเลย
.
ถ้าอ่านแล้ว  อย่าเชื่อ  ให้ทำไปเรื่อยๆ  ทำไปเยอะๆ  ทำไปมากๆ
แล้วไปพิสูจน์ว่า ผลที่กระทำนั้น จะได้รับผลอย่างไร
.
รวมทั้งไปพิสูจน์ว่า #ระยะเวลาในนรก  มีเวลาที่นานแค่ไหน
#ของจริงสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเองเท่านั้น
.
.
.-------------------------------------.
.
.
ว่าด้วยเรื่อง ระยะเวลาที่เรียกว่ากัป
.
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘
สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
.
๕. ปัพพตสูตร
.
             [๔๒๙] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน
อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งได้เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ฯลฯ เมื่อภิกษุรูปนั้นนั่งเรียบร้อย
แล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กัปหนึ่ง นาน
เพียงไรหนอแล
.
            พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ กัปหนึ่งนานแล มิใช่ง่ายที่จะนับกัป
นั้นว่าเท่านี้ปี เท่านี้ ๑๐๐ ปี เท่านี้ ๑,๐๐๐ ปี หรือว่าเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ ปี ฯ
.
            ภิ. ก็พระองค์อาจจะอุปมาได้ไหม พระเจ้าข้า ฯ
.
            [๔๓๐] พ. อาจอุปมาได้ ภิกษุ แล้วจึงตรัสต่อไปว่า ดูกรภิกษุ
เหมือนอย่างว่า ภูเขาหินลูกใหญ่ยาวโยชน์หนึ่ง กว้างโยชน์หนึ่ง สูงโยชน์หนึ่ง
ไม่มีช่อง ไม่มีโพรง เป็นแท่งทึบ บุรุษพึงเอาผ้าแคว้นกาสีมาแล้วปัดภูเขานั้น
๑๐๐ ปีต่อครั้ง ภูเขาหินลูกใหญ่นั้น พึงถึงการหมดไป สิ้นไป เพราะความ
พยายามนี้ ยังเร็วกว่าแล ส่วนกัปหนึ่งยังไม่ถึงการหมดไป สิ้นไป กัปนาน
อย่างนี้แล บรรดากัปที่นานอย่างนี้ พวกเธอท่องเที่ยวไปแล้ว มิใช่หนึ่งกัป มิใช่
ร้อยกัป มิใช่พันกัป มิใช่แสนกัป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้
กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้
พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่าย ในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะ
หลุดพ้น ดังนี้ ฯ
.
จบสูตรที่ ๕
.
ที่มา เว็บไซด์ 84000
.
.
.
.
.
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘
.
สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
.
๖. สาสปสูตร
.
             [๔๓๑] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน
อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นภิกษุนั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กัปหนึ่งนานเพียงไรหนอแล ฯ
.
            พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ กัปหนึ่งนานแล มิใช่ง่ายที่จะนับกัป
นั้นว่า เท่านี้ปี ฯลฯ หรือว่าเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ ปี ฯ
.
            ภิ. ก็พระองค์อาจจะอุปมาได้ไหม พระเจ้าข้า ฯ
.
            [๔๓๒] พ. อาจอุปมาได้ ภิกษุ แล้วจึงตรัสต่อไปว่า ดูกรภิกษุ
เหมือนอย่างว่า นครที่ทำด้วยเหล็ก ยาวโยชน์ ๑ กว้างโยชน์ ๑ สูงโยชน์ ๑
เต็มด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาด มีเมล็ดพันธุ์ผักกาดรวมกันเป็นกลุ่มก้อน บุรุษพึงหยิบ
เอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดเมล็ดหนึ่งๆ ออกจากนครนั้นโดยล่วงไปหนึ่งร้อยปีต่อเมล็ด
เมล็ดพันธุ์ผักกาดกองใหญ่นั้น พึงถึงความสิ้นไป หมดไป เพราะความพยายาม
นี้ ยังเร็วกว่าแล ส่วนกัปหนึ่งยังไม่ถึงความสิ้นไป หมดไป กัปนานอย่างนี้แล
บรรดากัปที่นานอย่างนี้ พวกเธอท่องเที่ยวไปแล้วมิใช่หนึ่งกัป มิใช่ร้อยกัป มิใช่
พันกัป มิใช่แสนกัป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้อง
ต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ
.
จบสูตรที่ ๖
.
ที่มา เว็บไซด์ 84000
.
.
.
.
.
#ไม่ว่าใหญ่แค่ไหน
#ไม่ว่ารวยล้นฟ้าเพียงใด
#ไม่มีใครหนีกรรมพ้น
#แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังหนีกรรมไม่พ้น
.

10
.
โจโฉนัวนางเจ๋าซือ : ออกนอกเมือง ปกปิดไทม์ไลน์ วอดวายทั้งกองทัพ
.
โพสโดย คุยสามก๊ก ถกไซ่ฮั่น
9 เมษายน 2564
.
เป็นเรื่องธรรมดาที่ยอดขุนศึกย่อมคู่กับหญิงงาม แต่ก็เพราะหญิงงามนี่เองที่ทำขุนศึกเสียท่ามานักต่อนัก ในยุคสามก๊ก แม้โจโฉจะได้ชื่อว่าเป็นนักรบนักรักตัวฉกาจ ยังพลาดท่าเสียทีให้แก่ม่ายสาวพราวเสน่ห์อย่างนางเจ๋าซือ
.
เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อครั้งโจโฉยกทัพไปตีมืองอ้วนเซีย ที่เตียวสิ้วปกครองอยู่ เตียวสิ้วเชื่อกาเซี่ยงที่ปรึกษา ว่าให้ยอมแพ้แก่โจโฉ เพราะมีกำลังมากกว่า เตียวสิ้วเห็นดีด้วย จึงยอมสวามิภักดิ์ เชิญโจโฉเข้ามาในเมืองอ้วนเซีย
.
โจโฉเมื่อเข้ามาในเมืองได้ ก็พักผ่อนอย่างสำราญใจ วันหนึ่งขณะเสพสุรากรึ่ม ๆ ก็ถามคนรับใช้ในเมืองว่า เมืองนี้หญิงใดงามขึ้นชื่อที่สุด คนรับใช้ก็แจ้งว่า หญิงงามที่สุดในเมืองนี้เห็นจะเป็นนางเจ๋าซือ ภรรยาม่ายของเตียวเจผู้ล่วงลับ อาของเตียวสิ้ว เจ๋าซือแม้จะเป็นอาสะใภ้ของเตียวสิ้ว แต่ก็ยังอายุน้อยและโฉมสะคราญอยู่ โจโฉจึงส่งให้โจอันปิ๋นหลานชายนำนายทหารไปรับตัวนางมา
.
เมื่อนางเจ๋าซือมาถึง โจโฉก็ตะลึงในความงาม ยิ่งเป็นแม่ม่ายด้วยแล้ว ยิ่งเข้าสเปกของโจโฉ ถึงขนาดหยอดว่าที่ไม่ประหารเตียวสิ้วกับครอบครัวเนี่ย ก็เพราะเห็นแก่แม่นางหรอกนะจ๊ะ แล้วคืนนั้นโจโฉก็หาความสำราญกับนางเจ๋าซือยันเช้า
.
ครั้นตื่นขึ้นมา นางเจ๋าซือเห็นว่าถ้าเสพสุขกันในเมืองอ้วนเซีย ชาวบ้านชาวเมืองรู้เข้าจะครหาเอาได้ เกิดหน้าบางขึ้นมา ไม่อยากแสดงออกให้โจ่งแจ้งมากนัก โจโฉผู้ยึดเมืองได้แล้ว จึงให้ยกทหารออกไปตั้งค่ายอยู่นอกเมืองตามที่นางเจ๋าซือเสนอ เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวเมืองซุบซิบได้ว่าผู้มาใหม่แอบกินกับอาสะใภ้ม่ายของเจ้าเมือง
.
นับแต่นั้นมาไทม์ไลน์ของโจโฉก็ขาดช่วง โจโฉก็ไม่ออกว่าราชการ ซ้ำยังไม่ยกทัพกลับเมืองหลวง เตียวสิ้วรู้ข่าวว่าโจโฉเอาอาสะใภ้ไปกกกอด ก็โมโหมาก ทั้งอายทั้งแค้น แต่กาเซี่ยงห้ามไว้ก่อนว่าอย่าใจร้อน
.
ทั้งสองจึงวางอุบายว่ามีทหารหนีทัพไปเป็นอันมาก ขอยกทหารออกมาตั้งค่ายข้าง ๆ ค่ายโจโฉด้วย เผื่อทหารทั้งหลายจะได้เกรงบารมีโจโฉและไม่กล้าหลบหนี โจโฉที่อุตส่าห์แอบมากินกันนอกเมืองแล้วไม่ทันได้พินิจพิจารณาว่าเป็นอุบาย ก็ตอบตกลงอย่างเสียไม่ได้
.
คืนหนึ่งเมื่อสบโอกาส เตียวสิ้วให้กาเซี่ยงลวงเตียวอุย องครักษ์ผู้เฝ้าหน้ากระโจมโจโฉมากินเลี้ยงมอมเหล้า ตัวเขานำทหารบุกเข้าปล้นค่ายกลางดึก หวังสังหารโจโฉ เหตุการณ์ชุนลมุนวุ่นวายอย่างมาก โจอันบิ๋นหลานชาย โจงั่งบุตรชายคนโต และเตียนอุยองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ เอาชีวิตเข้าแลก ทำให้โจโฉรอดตายหนีไปได้อย่างหวุดหวิด
.
กองทัพโจโฉเสียหายจากศึกครั้งนี้ไปเป็นอันมาก ทั้งลูกชาย หลานชาย และนายทหารผู้ภักดี พร้อมทั้งทหารหาญ ต้องมาตายเพราะความประมาทของผู้นำ เมื่อกลับมาถึงบ้านติงฮูหยินเมียเอกของโจโฉ แม่ของโจงั่ง (โจงั่งเกิดแต่นางเล่าฮูหยิน ต่อมานางเล่าฮูหยินตาย ติงฮูหยินไม่มีบุตรจึงรับโจงั่งมาเลี้ยง) โกรธมาก ถึงขนาดขอหย่ากับโจโฉไม่คืนดีชั่วชีวิต
.
บ่อยครั้งความเสียหายในวงกว้างก็อาจจะเกิดได้จากความประมาทเพียงครั้งคราว
แม้แต่คนขี้ระแวงอย่างโจโฉก็ยังอาจประมาทจากกิเลสของตัวเองได้
.
หากเป็นคนธรรมดาความเสียหายเฉพาะตัวคงไม่เท่าไหร่
แต่หากยิ่งคนเป็นผู้นำประมาทด้วยแล้ว ยิ่งสร้างกระทบต่อส่วนรวมไม่น้อยเลยทีเดียว
.
Cr.ภาพ ซีรีย์ สามก๊ก 1994
.
https://www.facebook.com/.../a.58696638.../1185927911854407/
.

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 179

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham