กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10
1
เมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์ซึ่งได้ยากแสนยาก จะมีชีวิตอยู่อย่างไร ที่จะเป็นประโยชน์ ด้วยการสะสมความดีและอบรมเจริญปัญญาให้เข้าใจสิ่งที่มีจริง ๆ ตามความเป็นจริง


แต่ต้องเป็นผู้ฟังที่เข้าถึงอรรถของคำนั้น ไม่ใช่เพียงแต่รู้ว่าคำนี้แปลว่าอะไร
2
ศาสตร์สุขภาพแห่งการบำบัด / เครื่องสังเคราะห์ความสุข" (Joy Maker)
« กระทู้ล่าสุด โดย ฐิตา เมื่อ เมื่อวานนี้ เวลา 08:45:38 PM »


fb Pink Planet TH
5 ชม. ·
ยาวหน่อยแต่น่าสนใจมากครับ อ่านจบแล้ว ชีวิตอาจถึงจุดเปลี่ยนอย่างมีความหมาย ครับ

» เปิดตัว..."เครื่องสังเคราะห์ความสุข" (Joy Maker)
“บางทีความสุขอาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องตามหา
ทว่ามันคือ สิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่เรายังมองไม่เห็น”
ทุกวันนี้ที่เรายัง “ไม่มี” ความสุข เพราะเรายัง “ไม่เข้าใจ” ความสุข
ในสมองของมนุษย์ทุกคนมีสารสื่อประสาท (neurotransmitter) อยู่ 4 ชนิด ที่เมื่อหลั่งออกมาแล้วจะทำให้เรารู้สึกมี "ความสุข" คือ...

1. โดพามีน (dopamine)
2. เซโรโทนิน (serotonin)
3. ออกซิโทซิน (oxytocin)
4. เอ็นดอร์ฟิน (endorphine)

สารแห่งความสุขทั้งสี่ตัวนี้จะทำงานร่วมกันเสมอ
โดยการทำงานของสารแต่ละตัวจะสามารถอธิบายโดยย่อ ได้ดังนี้…
1. โดพามีน (สารสำเร็จ)
จะพรั่งพรูออกมามากเมื่อเราได้รับในสิ่งที่ต้องการ และเมื่อความอยากได้รับการตอบสนอง
เช่น อยากกินชีสเค้กแล้วได้กิน อยากได้หอมแก้มคนๆหนึ่งแล้วได้หอม อยากแข่งขันได้ที่หนึ่งแล้วทำได้สำเร็จ ฯลฯ

2. เซโรโทนิน (สารสงบ)
จะพรั่งพรูออกมามากเมื่อเรากำลังรู้สึกสงบ สบาย และผ่อนคลาย
เช่น เมื่อเรากำลังนั่งสมาธิ เมื่อเรากำลังนอนฟังเพลงที่ชอบ
เมื่อเรากำลังเอนกายบนโซฟาที่นุ่มสบาย ฯลฯ

3. ออกซิโทซิน (สารสัมพันธ์)
จะพรั่งพรูออกมาเมื่อเรากำลังมีความรัก เมื่อได้ยินเสียงคนรัก ได้อยู่ใกล้คนรัก
หรือได้สัมผัสคนรัก และจะหลั่งออกมามากเป็นพิเศษในแม่ที่เพิ่งคลอดบุตร
ออกซิโทซินจะหลั่งออกมาทั้งในความรักแบบหนุ่มสาว แบบครอบครัว
และแบบเพื่อนที่มีความผูกพันกันมาก
โดยสารออกซิโทซินจะทำให้เรารู้สึกสบายใจ ปลอดภัย และอบอุ่น

4. เอ็นดอร์ฟิน (สารสำราญ)
จะพรั่งพรูออกมาทุกครั้งที่เรากำลังรู้สึกมีความสุข
ดังนั้นสารเอ็นดอร์ฟินจึงหลั่งออกมาพร้อมๆกับโดพามีน เซโรโทนิน
และออกซิโทซิน นอกจากนั้น
เอ็นดอร์ฟินจะหลั่งออกมามากเป็นพิเศษตอนที่เราออกกำลังกาย หัวเราะ หรือยิ้ม
และทำหน้าที่เป็นยาแก้ปวดจากธรรมชาติ (natural pain-killer/morphine from nature)
ดังนั้น เวลาเรากำลังมีความสุข เราจึงรู้สึกเจ็บปวดน้อยลงทั้งทางร่างกายและจิตใจ บาดแผล ความเมื่อยล้า และความทรงจำที่ไม่ดี
สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะทำอันตรายอะไรเราไม่ได้เลยในขณะที่เรากำลังมีความสุข
::::::::::::::::::

การท่องจำ ความเหมือนหรือความแตกต่างของสารแห่งความสุขทั้งหลายเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่สิ่งสำคัญคือ การตระหนักรู้ว่าสารทั้งสี่ตัวนี้ ไม่ได้มีอยู่ในสิ่งของใดๆทั้งสิ้น
แต่มันมีอยู่อย่างเต็มล้นในสมองของเราเอง…
ในแบงค์พันไม่มีสาร dopamine
เก้าอี้ที่นุ่มที่สุดในโลก ไม่ได้ฉาบทาไปด้วยสาร serotonin
เสียงของคนที่เรารัก ไม่ได้บรรจุเอาไว้ซึ่งสาร oxytocin
และไม่มีอาหารชนิดใดในโลกนี้ที่ใส่สาร endorphine
…ความสุขทั้งหมด สมองของเราเป็นตัวสังเคราะห์ขึ้นมาเอง…

ทุกสิ่งที่อยู่ภายนอกตัวเรา ทำหน้าที่เพียง “กระตุ้น” สารความสุขในตัวเราให้หลั่งออกมา แต่สรรพสิ่งในตัวของมันเองไม่ได้มีสารแห่งความสุขใดๆสลักฝังมากับมัน
แบงค์พันเป็นเพียงเศษกระดาษ ที่น่ารำคาญสำหรับเศรษฐีพันล้านที่ไม่เห็นคุณค่าของเงิน
เก้าอี้ที่นุ่มที่สุดในโลกคือความเจ็บปวดทุกข์ทรมานสำหรับคนที่เป็นริดสีดวงทวารเม็ดเบ้อเริ่ม
เสียงของคนรักคือ ความโศกเศร้าอันแสนสาหัสถ้าเจ้าของเสียงได้ลาจากโลกนี้ไปแล้ว
และอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกก็คือยาพิษที่น่าสะพรึงกลัวถ้าผู้กินเกิดแพ้มัน
::::::::::::::::::

สรรพสิ่ง ≠ ความสุข
สรรพสิ่ง + การปรุงแต่ง = ความสุข
สิ่งต่างๆไร้ความหมายและไร้ความสุขในตัวของมันเอง
แต่ใจเราสังเคราะห์ความสุขขึ้นมาจาก...
ค่านิยม การตีความ ประสบการณ์
ความรู้สึก (เวทนา)
ความทรงจำ (สัญญา) และการปรุงแต่ง (สังขาร)
ตั้งแต่เล็กจนโตเราปล่อยให้จิตใต้สำนึกทำหน้าที่สังเคราะห์ความสุขจากสิ่งต่างๆโดยอัตโนมัติ และผลของมันก็มักไม่ได้เป็นอย่างที่เราต้องการ
การที่มนุษย์พยายามแสวงหาความสุขจากสิ่งที่ไม่มีความสุขอยู่ในตัวของมันนี่เอง ที่ทำให้มีผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนที่แม้จะดัง รวย สวย และเก่ง
แต่ก็อาจมีความทุกข์มากกว่าขอทานที่นอนห่มผ้าเช็ดตัวขาดๆอยู่ใต้สะพานลอย
ถ้าความดังให้ความสุข คงไม่มีดาราหน้าบึ้ง
ถ้าความรวยให้ความสุข คงไม่มีเศรษฐีร้องไห้
ถ้าความสวยให้ความสุข คงไม่มีคนหน้าตาดีฆ่าตัวตาย
ถ้าเนื้อคู่ให้ความสุข คงไม่มีคนทุกข์หลังแต่งงาน
::::::::::::::::::

มนุษย์ฝากสิ่งอื่นให้ช่วยสังเคราะห์ความสุขให้ ตั้งแต่...สิ่งของ เงินทอง ความโด่งดัง คำชื่นชม สภาพอากาศ การจราจร ตำแหน่ง หน้าที่ ล็อตเตอรี่ แฟน พ่อ แม่ ลูก หัวหน้า ลูกน้อง พรรคการเมือง นักการเมือง หนัง ละคร เฟซบุ๊ค เกมในเฟซบุ๊ค ฯลฯ
แต่เมื่อเรารู้สึกว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่อาจสังเคราะห์ความสุขได้อย่างที่ใจเราต้องการอีกต่อไป เราจึงเริ่มรู้สึกหงุดหงิด เบื่อ เครียด โกรธ เซ็ง เศร้า
และหลายครั้งเราก็จะโทษโลก โทษสังคม โทษคนอื่น โทษตัวเอง โทษโชคชะตา หรือโทษกรรมที่ทำให้เราต้องเป็นทุกข์
ตามกฎไตรลักษณ์ซึ่งเป็นกฎเหล็กของจักรวาล
...ไม่มีสิ่งใดเที่ยง (อนิจจัง)
...ไม่มีสิ่งใดทน (ทุกขัง)
...และไม่มีสิ่งใดแท้ (อนัตตา)

ดังนั้น เมื่อเราฝากความหวังให้สิ่งที่ไม่เที่ยง ไม่แท้ และไม่ทนมาสังเคราะห์ความสุขให้
เราก็ย่อมต้องผิดหวังและรู้สึกทุกข์ใจเป็นธรรมดา
เราทำตัวประหนึ่งเศรษฐีหมื่นล้านที่ปฏิญาณตนว่าจะไม่มีความสุขจนกว่าจะแทงหวยถูก ซึ่งก็หมายความว่า เรามีความสุขพร้อมอยู่แล้วในตัวอย่างมากมายมหาศาล
เพราะตัวของเราคือ แหล่งผลิตความสุขแหล่งเดียวในจักรวาล
แต่เรากลับตั้งเงื่อนไขในการมีความสุขขึ้นมาเอง
โดยเอามันไปฝากไว้กับสิ่งของ และผู้คน ที่ไม่มีความแน่นอน…
::::::::::::::::::

ทั้งหมดนี้หมายความว่าอย่างไร…
หมายความว่าเราควรจะหยุดการตามล่าฝันและสรรหาทุกอย่างแล้วนั่งนิ่งๆ เพื่อสังเคราะห์ความสุขด้วยตัวเองไปจนเหี่ยวแห้งตายใช่ไหม…
เปล่าเลย แต่มันหมายความว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน เป็นใคร หรือทำอะไรอยู่
จริงๆแล้วในตัวพวกเราทุกคน “มีความสุข” ซุกซ่อนอยู่ตลอดเวลา
แต่อยู่ที่ว่าเราจะ “รู้วิธี” สังเคราะห์มันขึ้นมาเองได้หรือเปล่า ซึ่งวิธีแรกในการสังเคราะห์ความสุขคือ การเริ่ม “ขอบคุณในสิ่งที่มี”
และ “ยินดีในสิ่งที่ทิ้งได้” ไม่ใช่เอาแต่ “ทุรนทุรายไปกับสิ่งที่ขาด”
เพราะการลองมองสองข้างทางเพื่อเก็บเกี่ยวความสุข ก็ไม่ได้แปลว่า
เราจะต้องหยุดเดินดูเสียหน่อย จริงไหม??…
แต่ถ้าถามว่าในโลกนี้จะมีใครสอนวิชา “สังเคราะห์ความสุข” อย่างจริงจังให้กับเราได้บ้าง เพราะมันช่างเป็นศาสตร์ที่น่าศึกษาเสียเหลือเกิน ก็เห็นจะมีปรมาจารย์อยู่องค์หนึ่ง ท่านทรงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในนาม…
“พระพุทธเจ้า”
และถ้าเราอยากพบกับท่านก็ไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงอินเดียหรือเสียตังค์ซื้อเครื่องย้อนเวลา
เพราะปรมาจารย์ท่านนี้เคยตรัสสอนลูกศิษย์เอาไว้ประโยคหนึ่งว่า..
โย ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ สมปสฺสติ
“ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา…”

Credit : ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร และเธียรธรรม
ส่งต่อโดย นพ.สำเริง แหยงกระโทก(หมอ แหยง)
              บรรยาย"สติ สมาธิ ปัญญา พาพ้นทุกข์"
3
บทความ (Blog) / กิเลสท่วมใจยิ่งกว่าภัยน้ำท่วม
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ เมื่อวานนี้ เวลา 04:14:29 PM »


ภวตัณหา ยินดีในความเป็น ในความมี เมื่อเกิดขึ้นก็ต้องพอใจแล้ว เกิดในนรก บางคนบอกว่า จะพอใจได้อย่างไร ? ก็ความมี ความเป็นเราในนรก ความมี ความเป็น ก็อยู่ที่ ตัวมี ตัวเป็นว่า เป็นเรา เพราะฉะนั้นเป็นความเห็นผิด ในความมี ในความคิดว่า เที่ยง ยั่งยืน เป็นเราไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็ยังเป็นเราเพราะฉะนั้น กว่าจะเข้าใจ แต่ละคำ และรู้จริง ๆ ว่ากว่าจะดับได้ ไม่ใช่ว่าแค่คิด แต่ต้องทุกคำที่ได้ยิน สภาพธรรมต้องเป็นธรรม และกว่าขณะนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นธรรมก่อน และธรรมทั้งหลายไม่เที่ยง สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้น สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา กว่าจะถึงที่จะประจักษ์แจ้งว่า เป็นธรรมจริง ๆ มีจริงๆ แล้วดับไปจริง ๆ จึงสามารถที่จะคลายการติดข้องพอใจได้ แล้วเป็น อนัตตา ด้วยไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ไม่มีใครหยุดยั้งการเกิด เพราะมีเหตุที่จะต้องให้เกิด ก็ต้องเกิด  ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวถึงความจริงขณะนี้.....Dhammahome

แต่ถ้าเราตั้งใจตอบแทนบุญคุณที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ เรามีหวังที่จะทำเช่นนี้ได้ ก็มีเพียงเราต้องเรียนรู้และเข้าใจถ่องแท้ในพุทธธรรมกลายเป็นบุคคลแห่งปัญญา....SGI 

ในปี 2011 จำได้ว่าหลังจากเทศกาลกิน เจ ผ่านพ้นก็น้ำท่วมใหญ่ทันทีแล้วมีใครรู้บ้างว่าน้ำท่วมใหญ่เพราะสาเหตุใด ช่วงนี้(ปลายปี 2017)เป็นฤดูน้ำหลากน้ำท่วมกรุงเทพและต่างจังหวัดเป็นเรื่องไม่ธรรมดาจากปี่ 2011 จนถึงบัดนี้น้ำทำท่าว่าจะท่วมใหญ่อีกหรือว่าน้ำท่วมใหญ่ ฯ เพราะมีคนหนักแผ่นดินอยู่มากเกินไป อากาศก็แปรปรวน เพราะมีคนเห็นแก่ตัวตัดไม้ทำลายป่าอากาศร้อนทั้ง ๆ ที่ขณะนี้เข้าสู่ฤดูหนาวแล้วเพราะไม่มีต้นไม้อีกหน่อยประเทศนี้ก็คงกลายเป็นทะเลทราย

จิต เป็นธรรมที่เกิดขึ้นรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ จิตเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย จิตแต่ละขณะที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามลำพัง แต่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยหลายอย่าง เช่น ในขณะที่จิตเห็นเกิดขึ้น ต้องอาศัยตา และสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นกระทบกัน เป็นต้น จิตทุกขณะเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีใครบังคับหรือทำให้เกิดขึ้นได้เลย จิตเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นรู้ทุกอย่างจะปรากฏได้เมื่อจิตเกิดขึ้นรู้ ถ้าจิตไม่เกิดขึ้นรู้ อะไร ๆ ก็ปรากฏว่ามีไม่ได้เลย.....Dhammahome

ถ้าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะก่อให้เกิดอกุศลเพิ่มขึ้นลุกลามมากมายก็หยุดเสีย เขาหยุดไม่ได้ เราหยุดได้ไหม ? เห็นไหม บารมี(คุณความดีที่ทำให้ถึงฝั่งของการดับกิเลส)หรือเปล่า ?จากสิ่งที่เคยทำไม่ได้ เป็นทำได้ทีละเล็กทีละน้อย เพิ่มขึ้น....Dhammahome

ความสงบที่แท้จริงนั้น ต้องเป็นความสงบที่เกิดจากสงบจากกิเลส สงบจากอวิชชาที่ไม่รู้ สงบจากความเห็นผิดที่ยึดถือนามรูปว่าเป็นตัวตน ถ้าขณะใดที่มีสติระลึกรู้ลักษณะของนามและรูป ขณะนั้นสงบ....Dhammahome


4
บทความ (Blog) / Re: だって 君のことが …好きなの ❤❤❤ : แต่ว่าก็ดัน .... ชอบเธอซะแล้ว
« กระทู้ล่าสุด โดย Plusz เมื่อ เมื่อวานนี้ เวลา 02:32:18 PM »
อยากซิ่ว ทำไงดี :'(
5
บทความ (Blog) / คิดถึงวันวานผ่านพ้นมาหลายปี
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ ตุลาคม 21, 2017, 07:12:02 PM »




วันที่ 2 ของการเข้าสู่เทศกาลกิน เจ ขณะนี้เวลา 19.00 น.กำลังเดินธูปอยู่กระมัง ? ป่านฉะนี้เดินธูปครบ 3 รอบแล้วก็สวดมนต์นั่งสมาธิแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ อาจจะมีข้อแต่ต่างตามแต่ละแหล่งแห่งที่ขณะนี้เวลา 20.00 น.วันนนี้ 21 ตุลาคม 2017 ในมณฑลพิธีกำลังสวดมนต์อยู่คงจะเส็รจไม่เกิน 3 ทุ่ม บางแห่งอาจถึง 3 ทุ่ม ขณะนี้เวลา 21.45 น.แยกย้ายกันกลับบ้าน

ทุก ๆ คนผู้เป็นมนุษย์ไม่ว่ายากดี มีจนล้วนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนและเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นจงอย่าเบียดเบียนกัน เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นคนซึ่งกันและพระศากยมุนีพุทธทรงสละทุกสิ่งเพื่อปลดปล่อยสรรพสัตว์ โปรดเหล่าเวไนยให้พ้นความทุกข์เวทนาไม่ว่าคุณจะเกิดเป็นคนจนรวยแต่สุดท้ายก็ตายไปมือเปล่าไม่สามารถนำอะไรติดตัวไปได้คิดข้อนี้ทุกคนคงทราบกันดีเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่พรุ่งนี้ก็ได้....

คนต้องเท่ากับคนมีคนจำนวนมากแสวงหาความเป็นอิสระเสรี แต่นั่นแหละก็มีคนอีกจำนวนมากต้องการเป็นไพร่เป็นทาสจนตายเกิดชาติใหม่ชาติไหน ๆ ก็ต้องการเป็นทาสอีกเพราะว่าเขามีดวงตาที่มืดบอดมีดวงตาไม่เห็น"ธรรม"ตาบอดและใจก็"บอด"ด้วยไม่ยอมเปิดใจฟังทุกสิ่งเป็น"ธรรม"ดีก็เป็นธรรม ชั่วก็เป็น"ธรรม"ตื่นเสียทีเถิดอย่าเสียชาติเกิด(ที่ได้เกิดมา)เป็นมนุษย์ มนุษย์คือความเท่าเทียมกันอย่างมงายเลย ดวง ตาควรมอง ให้ไกลอย่ามองแค่ใกล้ ๆ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าอาจไม่ใช่สิ่งที่คุณคิดว่านั่นคือใช่แล้วสำหรับคุณ

กาลามสูตรข้อที่ 2 และ 3(ถ้าจะหยิบยกมาทั้ง 10 ข้อก็จะยาวเกินไป)

๒. มา ปรมฺปราย
อย่ารับเอามาเชื่อโดยที่มีการทำตาม ๆ สืบ ๆ กันมา เห็นเขาทำอะไร ก็ทำตาม ๆ กันไปดังนิทานเรื่องกระต่ายตื่นตูม ที่สัตว์ทั้งหลายเห็นกระต่ายวิ่งมาอย่างสุดกำลัง ก็ขวนกันวิ่งตาม จนหกล้มคอหักตกเหวตายกันเป็นอันมาก วิปัสสนาที่สักว่าทำตาม ๆ กันมา ก็มีผลอย่างนี้


๓. มา อิติกิราย
อย่ารับเอามาเชื่อคาทเสียงที่กำลังเล่าลืออยู่อย่างกระฉ่อนบ้าน หรือกระฉ่อนโลก ซึ่งเรียกว่า ตื่นข่าว มันเป็นเรื่องของคนโง่ ไม่ยอมใช้สติปัญญาของตน


คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทำให้คนโง่ไม่ได้เพิ่ม"อวิชชา"แต่ทำให้สิ่งที่ไม่รู้ ค่อยๆละคลายด้วยความเข้าใจ จนกว่าสามารถที่จะรู้ความจริง และสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสแล้วทุกคำเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ รู้ได้มิฉะนั้น ไม่ทรงแสดง

ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน กาลไหน จะยามสงบหรือยามวิบัติ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง ทุกกาลสมัย ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน กาลไหน จะยามสงบหรือยามวิบัติ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง ทุกกาลสมัย ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน กาลไหน จะยามสงบหรือยามวิบัติ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง ทุกกาลสมัย ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน กาลไหน จะยามสงบหรือยามวิบัติ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง ทุกกาลสมัย ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน กาลไหน จะยามสงบหรือยามวิบัติ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง ทุกกาลสมัย ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน กาลไหน จะยามสงบหรือยามวิบัติ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง ทุกกาลสมัย ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน กาลไหน จะยามสงบหรือยามวิบัติ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง ทุกกาลสมัย ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน กาลไหน จะยามสงบหรือยามวิบัติ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง ทุกกาลสมัย ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน กาลไหน จะยามสงบหรือยามวิบัติ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง ทุกกาลสมัย ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน กาลไหน จะยามสงบหรือยามวิบัติ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง ทุกกาลสมัย ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน กาลไหน จะยามสงบหรือยามวิบัติ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง ทุกกาลสมัย ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน กาลไหน จะยามสงบหรือยามวิบัติ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง ทุกกาลสมัย ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน กาลไหน จะยามสงบหรือยามวิบัติ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง ทุกกาลสมัย

ตกอยู่ในความมืดมานาน ไม่รู้อะไรเลยทุกชาติไปในสังสารวัฏฏ์ จนกว่าจะได้มีโอกาสฟังพระธรรม ซึ่งแต่ละคำก็เป็นแสงสว่างที่ส่องให้เห็นความจริงของสิ่งที่กำลังมีทุกขณะแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีค่ามหาศาล นับคุณค่า ประเมิน ประมาณไม่ได้เลย เพราะว่าทำให้จากความไม่รู้ ก็ค่อย ๆ รู้ขึ้นจนกระทั่งหมดความไม่รู้ได้

ถึงแม้อาตมาอาจเป็นคนที่มีความสามารถน้อย แต่อาตมาได้อุทิศตนเองด้วยความเคารพแก่การศึกษามหายาน แมลงวันเกาะหางม้าพันธุ์ดี สามารถเดินทางหมื่นลี้ เถาวัลย์พันต้นสนสูง สามารถเติบโตสูงพันฟุต...ธรรมนิพนธ์พระนิชิเร็นไดโชนิน

ความสุขไม่ใช่การไม่มีความยากลำบาก ความสุขเป็นของผู้ที่รักษาความกล้าหาญที่ไม่มีอะไรมาทำลายได้ และความหวังที่ไม่สั่นคลอน ในการเผชิญหน้ากับการท้าทายหรือความทุกข์ยากใด ๆ การส่งเสริมกำลังใจที่แท้จริงคือเมื่อท่านปลุกอีกคนหนึ่งให้เกิดความอยากที่จะท้าทายกับสถานการณ์ของเขาเองโดยสวดมนต์และลงมือกระทำด้วยกันขอให้ทุกคนปีนภูเขาแห่งความทุกข์เหล่านั้น....SGI

นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight vนอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight นอนหลับฝันดีทุก ๆ คนน่ะ goodnight
6
บทความ (Blog) / เกริ่นนำเรื่องไว้ก่อน
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ ตุลาคม 20, 2017, 10:32:38 PM »


ภาพที่เห็นอยู่นี้คือพิธีการเดินธูปก็เหมือนการเดินเวียนเทียนในวันวิสาขบูชา ถ้าใครเคยเข้าสู่การถือ ศีลเจ ก็คงทราบได้ด้วยตนเอง :46:




Photo by....時々कभीकभी一རພຊຍ๛

การมีความ{ศรัทธา}คือการลงมือกระทำยิ่งเรากระทำเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลเรายิ่งแผ่ขยายเครือข่ายแห่ง{มิตรภาพ}ของเราและสภาพชีวิตของเรายิ่งยกระดับสูงขึ้นวันนี้ ก็เช่นกัน เป็นวันที่ออกไปหาเพื่อนของเราด้วยพลังและจิตใจที่เรายกระดับขึ้นมา....SGI


ความหวังดีเป็นความหวังดี ไม่ย่อท้อ ไม่ท้อถอย เพราะปัญญานำไปในกิจทั้งปวงที่เป็นกุศลซึ่งจะเป็นประโยชน์เรา ไม่เดือดร้อน แต่กล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่าที่เราเข้าใจและสามารถที่จะทำให้ผู้อื่นได้เข้าใจได้.....Dhammahome



ชาวพุทธ คือ ผู้ที่เข้าใจธรรม ทิ้งคำนี้ไม่ได้เลย ทั้งผู้ที่เป็นคฤหัสถ์และบรรพชิต หากไม่เข้าใจธรรม จะกล่าวว่า เป็นชาวพุทธไม่ได้ ชาวพุทธ คือ ผู้ที่เข้าใจธรรม ทิ้งคำนี้ไม่ได้เลย ทั้งผู้ที่เป็นคฤหัสถ์และบรรพชิต หากไม่เข้าใจธรรม จะกล่าวว่า เป็นชาวพุทธไม่ได้ ชาวพุทธ คือ ผู้ที่เข้าใจธรรม ทิ้งคำนี้ไม่ได้เลย ทั้งผู้ที่เป็นคฤหัสถ์และบรรพชิต หากไม่เข้าใจธรรม จะกล่าวว่า เป็นชาวพุทธไม่ได้ ชาวพุทธ คือ ผู้ที่เข้าใจธรรม ทิ้งคำนี้ไม่ได้เลย ทั้งผู้ที่เป็นคฤหัสถ์และบรรพชิต หากไม่เข้าใจธรรม จะกล่าวว่า เป็นชาวพุทธไม่ได้ ชาวพุทธ คือ ผู้ที่เข้าใจธรรม ทิ้งคำนี้ไม่ได้เลย ทั้งผู้ที่เป็นคฤหัสถ์และบรรพชิต หากไม่เข้าใจธรรม จะกล่าวว่า เป็นชาวพุทธไม่ได้ ชาวพุทธ คือ ผู้ที่เข้าใจธรรม ทิ้งคำนี้ไม่ได้เลย ทั้งผู้ที่เป็นคฤหัสถ์และบรรพชิต หากไม่เข้าใจธรรม จะกล่าวว่า เป็นชาวพุทธไม่ได้ ชาวพุทธ คือ ผู้ที่เข้าใจธรรม ทิ้งคำนี้ไม่ได้เลย ทั้งผู้ที่เป็นคฤหัสถ์และบรรพชิต หากไม่เข้าใจธรรม จะกล่าวว่า เป็นชาวพุทธไม่ได้ ชาวพุทธ คือ ผู้ที่เข้าใจธรรม ทิ้งคำนี้ไม่ได้เลย ทั้งผู้ที่เป็นคฤหัสถ์และบรรพชิต หากไม่เข้าใจธรรม จะกล่าวว่า เป็นชาวพุทธไม่ได้ ชาวพุทธ คือ ผู้ที่เข้าใจธรรม ทิ้งคำนี้ไม่ได้เลย ทั้งผู้ที่เป็นคฤหัสถ์และบรรพชิต หากไม่เข้าใจธรรม จะกล่าวว่า เป็นชาวพุทธไม่ได้ ชาวพุทธ คือ ผู้ที่เข้าใจธรรม ทิ้งคำนี้ไม่ได้เลย ทั้งผู้ที่เป็นคฤหัสถ์และบรรพชิต หากไม่เข้าใจธรรม จะกล่าวว่า เป็นชาวพุทธไม่ได้
7


เข้าสู่เทศกาลงดเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์อย่างเป็นทางการแล้ว 20 October 2017 Friday อีก 2 เดือนกับอีก 11 วันสิ้นปีเมื่อปี 2554 กิน เจ เสร็จเกิดน้ำท่วมใหญ่เดือดร้อนทั่วหน้ากันปีนี้ส่อแววว่าจะท่วมอีก ดู ๆ เหตุการณ์แล้วน่าเป็นห่วงชาวกรุงเทพ ฯ

สามัญลักษณะ

คำว่า สามัญลักษณะ คือลักษณะที่ทั่วไปของสภาพธรรม ซึ่งคำว่า สามัญ ก็คือทั่วไปและก็ลักษณะ จะมาใช้แทนกันกับคำว่าไตรลักษณะนั่นเอง ซึ่งก็หมายถึงอนิจจัง(สภาพที่ไม่เที่ยง)ทุกขัง(สภาพที่เป็นทุกข์)แล้วก็อนัตตา(สภาพที่ไม่ใช่ตัวตน)อันนี้คือความหมายของ{สามัญลักษณะ}

เมื่อเรากำลังเผชิญกับความยากลำบากสิ่งสำคัญคือให้เราพยายามร่าเริงไว้และในเวลาเดียวกันกลงมือทำอย่างอาจหาญโดยกระทำต่อไปอย่างกล้าหาญด้วยไดโมขุที่เข้มแข็งมีชีวิตชีวาเราสามารถเปลี่ยนแม้แต่สายลมต้านให้เป็นสายลมหนุนขอให้สร้างบทละครที่เต็มไปด้วยการท้าทายและการสร้างแรงบันดาลใจ.......SGI

ถ้าเราถามหาจุดเริ่มต้นของเขาพระสุเมรุ เราพบว่ามันเริ่มต้นด้วยผงธุลีเม็ดเดียว มหาสมุทรก็เริ่มต้นด้วยน้ำหยดเดียวหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง เป็นสาม ต่อ ๆ ไป เป็นสิบ ร้อย พัน หมื่น แสน หรืออสงไขย หนึ่งยังเป็นมารดาของทั้งหมด ถ้าเราถามหาจุดเริ่มต้นของเขาพระสุเมรุ เราพบว่ามันเริ่มต้นด้วยผงธุลีเม็ดเดียว มหาสมุทรก็เริ่มต้นด้วยน้ำหยดเดียวหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง เป็นสาม ต่อ ๆ ไป เป็นสิบ ร้อย พัน หมื่น แสน หรืออสงไขย หนึ่งยังเป็นมารดาของทั้งหมดถ้าเราถามหาจุดเริ่มต้นของเขาพระสุเมรุ เราพบว่ามันเริ่มต้นด้วยผงธุลีเม็ดเดียว มหาสมุทรก็เริ่มต้นด้วยน้ำหยดเดียวหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง เป็นสาม ต่อ ๆ ไป เป็นสิบ ร้อย พัน หมื่น แสน หรืออสงไขย หนึ่งยังเป็นมารดาของทั้งหมดถ้าเราถามหาจุดเริ่มต้นของเขาพระสุเมรุ เราพบว่ามันเริ่มต้นด้วยผงธุลีเม็ดเดียว มหาสมุทรก็เริ่มต้นด้วยน้ำหยดเดียวหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง เป็นสาม ต่อ ๆ ไป เป็นสิบ ร้อย พัน หมื่น แสน หรืออสงไขย หนึ่งยังเป็นมารดาของทั้งหมดถ้าเราถามหาจุดเริ่มต้นของเขาพระสุเมรุ เราพบว่ามันเริ่มต้นด้วยผงธุลีเม็ดเดียว มหาสมุทรก็เริ่มต้นด้วยน้ำหยดเดียวหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง เป็นสาม ต่อ ๆ ไป เป็นสิบ ร้อย พัน หมื่น แสน หรืออสงไขย หนึ่งยังเป็นมารดาของทั้งหมดถ้าเราถามหาจุดเริ่มต้นของเขาพระสุเมรุ เราพบว่ามันเริ่มต้นด้วยผงธุลีเม็ดเดียว มหาสมุทรก็เริ่มต้นด้วยน้ำหยดเดียวหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง เป็นสาม ต่อ ๆ ไป เป็นสิบ ร้อย พัน หมื่น แสน หรืออสงไขย หนึ่งยังเป็นมารดาของทั้งหมดถ้าเราถามหาจุดเริ่มต้นของเขาพระสุเมรุ เราพบว่ามันเริ่มต้นด้วยผงธุลีเม็ดเดียว มหาสมุทรก็เริ่มต้นด้วยน้ำหยดเดียวหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง เป็นสาม ต่อ ๆ ไป เป็นสิบ ร้อย พัน หมื่น แสน หรืออสงไขย หนึ่งยังเป็นมารดาของทั้งหมด
บทความจาก.....Dhammahome

ความเห็นถูก เป็นสภาพธรรมที่มีจริง คือ ปัญญา ที่จะต้องเป็นเรื่องของการสะสมมาแล้วในอดีต เพราะฉะนั้น เสียงในโลกมีมากมาย แต่เสียงที่ทำให้เกิดปัญญา ความเห็นถูกมีอยู่ คือ เสียงของพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ แต่ผู้ที่ไม่ได้สะสมปัญญา สะสมความเข้าใจมา ก็ย่อมที่จะไม่สนใจในเสียงนั้น ในเรื่องนั้น แต่กลับไปสนใจในเรื่องที่ไม่มีสาระ ไม่มีประโยชน์ ซึ่งหากมองตามความเป็นจริงก็ไม่มีใครที่สนใจ หรือ ไม่สนใจ เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เป็นจิต เจตสิก ที่่สะสมมาแตกต่างกันไป สะสมปัญญา สะสมความเห็นถูก หรือ สะสม

อกุศล สะสมความเห็นผิด ชีวิตจึงแตกต่างกันไป ความสนใจของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ตามการสะสมของจิตที่แตกต่างกัน แม้เรื่องราวของท่านพระสารีบุตรเถระในอดีตที่ปรากฏในชาดก ท่านได้เคยพยายามแนะนำคนที่ทุศีล ให้มีศีล ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะธรรมไม่สาธารณะนั่นเอง ซึ่งแสดงว่า เราไม่สามารถทำให้แผ่นดินทั้งหมดราบเรียบเสมอเหมือนกันหมดได้ เพราะบางแห่งก็มีหลุมมีบ่อ เป็นเนินฉันใด แม้เราก็ไม่สามารทำให้คนทุกคน สนใจธรรม หรือ ให้เป็นอย่างที่ใจเราคิด
:17:
ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเราชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเราชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา ชาตินี้กินเนื้อเขาชาติหน้าเขากินเนื้อเรา
8
กองทัพเดินด้วยท้อง / Re: ว่าด้วยเรื่อง "ไข่"
« กระทู้ล่าสุด โดย sithiphong เมื่อ ตุลาคม 18, 2017, 06:11:01 PM »
สูตร “ไข่พระอาทิตย์” เมนูไข่พระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ ๙
https://www.wongnai.com/recipes/rice-omelette?ref=line-oa&utm_source=line-oa&utm_medium=rich_message

เมนู ไข่พระอาทิตย์ เป็นเมนูที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงประกอบอาหารให้สมเด็จพระเทพฯ เมื่อทรงพระเยาว์ และโปรดเกล้าให้กรมการค้าต่างประเทศนำสูตร ไข่พระอาทิตย์ ไปตีพิมพ์ในหนังสือ “สูตรอาหารต้นตำหรับข้าวหอมมะลิไทยในครัวนานาชาติ” เมนูนี้ถือว่าเป็นเมนูที่ทำง่ายมาก ๆ โดยใช้วัตถุดิบเพียงแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น และที่เรียกว่าไข่พระอาทิตย์ก็เพราะว่าเมื่อทอดออกมาเสร็จแล้วจะมีสีเหลืองทอง คล้ายพื้นผิวของพระอาทิตย์นั่นเอง เดี๋ยวเราไปดูส่วนผสมกันเลยดีกว่าค่ะ

วัตถุดิบ:
1. ข้าวสวย 3 ถ้วย

2. ไข่ไก่ 8 ฟอง

3. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

4. น้ำมัน 3 ช้อนโต๊ะ

5. ผักชี (สำหรับตกแต่ง)

วิธีทำ

STEP 1 : เตรียมส่วนผสมไข่พระอาทิตย์
- ตีไข่ไก่ให้เข้ากัน จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำปลา แล้วคนให้เข้ากันอีกทีหนึ่ง
- เติมข้าวสวยลงไป แล้วคนให้เข้ากัน
TIP : ข้าวสวยควรเป็นข้าวที่ไม่แฉะจนเกินไปเพื่อให้กรอบเวลานำไปทอด

STEP 2 : ทอดไข่พระอาทิตย์
- ตั้งกระทะให้ร้อนจัด ใส่น้ำมันลงไป
- เมื่อน้ำมันร้อนแล้วให้ใส่ส่วนผสมของไข่ลงไป แล้วเบาไฟลง จากนั้นทอดจนเหลืองกรอบ
- แล้วพลิกด้านไข่ด้วยตะหลิว โดยใช้ตะหลิวสองอันช่วยประคองในการพลิก
TIP : สังเกตขอบของไข่ว่ามีลักษณะเหลืองกรอบแล้วจึงพลิกด้าน

STEP 3 : จัดเสิร์ฟ
- เสิร์ฟไข่พระอาทิตย์ร้อน ๆ คู่กับพริกน้ำปลา หรือซอสพริกตามใจชอบ หรือจะรับประทานเปล่า ๆ ก็ได้เช่นกันค่ะ

วิธีทำไข่พระอาทิตย์นอกจากจะใช้วัตถุดิบเพียงเล็กน้อยแล้ว วิธีทำยังแสนง่ายอีก แถมวัตถุดิบทั้งหมดยังหาได้ในบ้านเรา ทั้งไข่ไก่ และข้าวซึ่งเป็นผลผลิตที่สำคัญมากต่อเศรษฐกิจไทย ดังนั้นเราควรส่งเสริมอาชีพเพาะปลูกในประเทศไทยต่อไป เหมือนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เคยตรัสไว้ว่า

"...ในสมัยปัจจุบัน อาชีพเพาะปลูกนี้มีความสำคัญมาก เพราะการเพาะปลูกนี้เป็นจุดเริ่มต้น ของชีวิตมนุษย์ ถ้าเราไม่มีการเพาะปลูก
ก็จะไม่มีวัตถุดิบที่จะมาเป็นอาหาร หรือเป็นเครื่องนุ่งห่ม หรือเป็นสิ่งก่อสร้าง ฉะนั้นต้องทำการกสิกรรม..."

พระราชดำรัส พระราชทาน แก่ผู้นำสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์นิคม ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม 2521
จากหนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาข้าวไทย : หน้า 2
9
บทความ (Blog) / เทศกาลทานอาหาร เจ ประจำปี 2017
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ ตุลาคม 16, 2017, 08:36:28 PM »



https://2017th.wordpress.com/


เทศกาลกินเจประจำปี 2017 ตรงกับวันที่ 19 ตุลาคม จนถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2017 ขอเชิญเข้าสู่เทศกาลกิน เจ โดยพร้อมเพรียงกัน.....หมายเหตุ....เรื่องราวเกี่ยวกับเทศกาลกินเจ ก็มีคนเขียนให้อ่านมากมายแล้วในที่นี้จะกล่าวถึงข้อปฏิบัติระหว่างเข้าถือ ศีล เจ เป็นเวลา 10 วัน 10 คืน

ภาค 1....ท่านทั้งหลายลองตรองดูให้ดี ๆ ถ้าคุณเห็นวัวที่ถูกต้อนเข้าโรงฆ่าสัตว์น้ำตาไหลพรากลูกต้องจากแม่{แม่}เป็นห่วงลูกคุณยังกล้ากินเนื้อเขาได้ลงคอเชียวหรือ ? บาปอยู่ที่คนทำกรรมอยู่ที่คนกิน อาหารผ่านลิ้นแล้วกลายเป็นอะไรทุก ๆ คนคงทราบดีอย่าเห็นแก่ความเอร็ดอร่อยชั่วครู่ -ชั่วยามแล้วทำกรรมไม่รู้จักจบสิ้นไม่ว่า หมู เป็ด ไก่ แม้แต่แมลงตัวเล็ก ๆ ก็ยังรักชีวิตของตนเองเพราะฉะนั้นหยุดเบียดเบียนชีวิตสัตว์ผมเคยเขียนบทความทำนองนี้ไปหลายครั้งแล้ว.....ฝากไว้ให้คิด....

1.เวลาเห็นสาว ๆ สวย ๆ ห้ามเหลียวหลังไปมอง....ข้อนี้สำคัญมาก

2.ห้ามเชื่อในสิ่งที่เหลวไหลเช่นทรงเจ้า เข้าผีกราบไหว้ในสิ่งที่ไม่ควรกราบไหว้เช่น กราบหมา กราบแมว

กราบต้นไม้ กราบคนที่ไม่ควรกราบ


แต่ถ้าหากว่าการกราบไหว้นั้นมีความหมายว่า เราปรารถนาที่จะยึดเอาเป็นที่ขอสิ่งของ หรือว่าขออะไรบางอย่างที่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไปขอกับมนุษย์ด้วยกัน อย่างนี้เริ่มต้นแล้วที่จะพาตนเองไปสู่ความ{งมงาย} คือไม่ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราไปกราบไหว้นั้นจะเป็นของจริงหรือไม่จริง ท่านจะเป็นสัมมาทิฐิหรือมิจฉาทิฐิก็ตาม แต่ลักษณะการขอของเราเป็นมิจฉาทิฐิแล้ว เนื่องจากเรา

พยายามที่จะทำอะไรให้มันเหนือธรรมชาติ เราพยายามจะชนะกฏของธรรมชาติ กฎของกรรมวิบาก ด้วยการให้ใครคนหนึ่งที่มีอำนาจวิเศษยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือทันที แล้วถ้าพิจารณาตามแนวคิด หรือว่าแนวอุดมคติ หรือแนวปรัชญาของพุทธศาสนาเนี่ย มันไปรบกวนความเชื่อหรือความเลื่อมใสเกี่ยวกับตนเป็นที่พึ่งแห่งตน และเรื่องของการ

ที่จะน้อมใจไปเชื่อว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมอย่างยิ่งเลยพูดง่าย ๆ ก็คือว่า ทางพุทธเราไม่สนับสนุนไม่ส่งเสริมให้เกิดการวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะในรูปแบบกรณีใด ๆ ทั้งสิ้น แต่จะส่งเสริมสนับสนุนให้มีการทำความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีการน้อมไหว้ บางทีพระพุทธเจ้าถึงกับให้บทสวดบางบทเพื่อที่จะผูกมิตรกับบรรดายักษ์ บรรดาอสูร บรรดา

เปรต คือไม่ใช่เรียกร้องให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาปกป้องตัวเองนะ เวลาที่พระพุทธเจ้าให้บทสวด ท่านจะให้เป็นบทผูกมิตร บทแผ่เมตตา บทที่มีการสรรเสริญคุณของเทวดา คือหมายถึงว่า คุณวิเศษของเทวดาได้มาอย่างไร ด้วยการทำกรรมอย่างไร มีการจาระไนนะว่ากรรมอย่างไรถึงทำให้เป็นเทวดา นี่คือหลักการแบบ พุทธ
......โดย...ดังตฤณวิสัชชนา

ไม่มีทางออกจาก{สังสารวัฏฏ์}ถ้าไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้องสิ่งที่ประเสริฐสุด คือ ปัญญา ความเข้าใจถูกเห็นถูก

3. พูดให้น้อย ๆ ปฏิบิติให้มาก ๆ

4 .รับประทานอาหารเท่าที่จำเป็น(กินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน)

5 .สำรวมกริยามารยาทในการนั่ง เดิน ยืน นอน

หมายเหตุ.....ยังมีข้อปฏิบัติปลีก - ย่อยอีกซึ่งจะกล่าวในบทต่อไป.....เพราะตอนนี้ชักจะง่วงนอนแล้ว

กิน เจ ด้วยจิตเมตตา :46:

ผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งย่อมตระหนักว่า(การกิน)ซึ่งอาศัยการฆ่าเพื่อเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเรา

ขอเพียงได้เข้าใจธรรมขอเพียงได้เข้าใจธรรมขอเพียงได้เข้าใจธรรมขอเพียงได้เข้าใจธรรมขอเพียงได้เข้าใจธรรมขอเพียงได้เข้าใจธรรมขอเพียงได้เข้าใจธรรมขอเพียงได้เข้าใจธรรมขอเพียงได้เข้าใจธรรมขอเพียงได้เข้าใจธรรมขอเพียงได้เข้าใจธรรมขอเพียงได้เข้าใจธรรมขอเพียงได้เข้าใจธรรม ขอเพียงได้เข้าใจธรรมขอเพียงได้เข้าใจธรรม ขอเพียงได้เข้าใจธรรม ขอเพียงได้เข้าใจธรรม ขอเพียงได้เข้าใจธรรมขอเพียงได้เข้าใจธรรมขอเพียงได้เข้าใจธรรมขอเพียงได้เข้าใจธรรมขอเพียงได้เข้าใจธรรมขอเพียงได้เข้าใจธรรมขอเพียงได้เข้าใจธรรม

หัวข้อธรรม


การขัดเกลากิเลสเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เพราะเหตุว่าจะต้องเข้าใจเรื่องของสภาพธรรมโดยละเอียด โดยถูกต้อง ถ้าใครศึกษาพระธรรมโดยไม่รอบคอบ หรือมีการเข้าใจผิดในพระธรรม การขัดเกลากิเลสก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้

พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ สามารถที่จะให้ผู้พิจารณาขัดเกลากิเลสอกุศลธรรมได้อย่างละเอียด เพราะเหตุว่าชี้ให้เห็นโทษของตนเอง ซึ่งยากที่จะเห็นได้ เป็นศาสดาแทนพระองค์ เป็นดุจครูอาจารย์ผู้คอยชี้โทษ เป็นกัลยาณมิตร คือ มิตรแท้ คือ ผู้ที่ชี้ให้เห็นโทษของตนเอง...Dhammahome



<a href="http://youtu.be/r4nQCBej03Y" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://youtu.be/r4nQCBej03Y</a>
10
เรียน คุณufabet8

ห้ามลงเว็บที่เกี่ยวกับการพนันโดยเด็ดขาด

ขอความร่วมมือด้วย

ขอบคุณครับ
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham