กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10
1
บทความ (Blog) / บันเทิงในธรรม
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ เมื่อวานนี้ เวลา 10:23:16 PM »






ในหัวข้อนี้มีทั้งหัวข้อธรรมและการสงเสริมกำลังใจเป็นข้อความสั้น ๆ ไม่ยาวมากนักเพราะบางคนไม่อยากอ่านมาดูแค่ผ่าน ๆ แล้วก็ไปเว็บไซต์อื่น

[กรรม]ใดเมื่อทำไปแล้วเป็นประโยชน์แก่ตน และชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะไม่มีโทษ เป็นไปเพื่อ[สุคติ ]เป็นไปเพื่อ....[นิพพาน]













2
บทความ (Blog) / กิเลส
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ เมื่อวานนี้ เวลา 07:23:11 PM »









ถ้ากิเลสมาก ก็ทุกข์มาก ถ้ากิเลสน้อย ก็ทุกข์น้อย


[ธรรม] เป็นสิ่งที่จะต้องอบรมเจริญประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพราะเหตุว่าชีวิตประจำวันของเราดำรงอยู่เพียงชั่วขณะ[จิตเดียว]













3
บทความ (Blog) / อวิชาความไม่รู้และทุกข์
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ เมื่อวานนี้ เวลา 04:28:41 PM »









ตราบใดที่ยังมีกิเลส ก็ยังจะต้องมีทุกข์เป็นธรรมดา

ผู้ที่ไม่ทุกข์อีกเลย คือ ผู้ที่ดับกิเลสจนหมดสิ้น

หนทางที่ถูก ที่จะแก้ทุกข์ คือ เข้าใจทุกข์ที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา











4
บทความ (Blog) / ความเท่าเทียมกัน
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ กรกฎาคม 16, 2018, 11:19:09 PM »





หลาย ๆ ท่านคงจะไม่คุ้นเคยกับคำชี้แนะแบบนี้

จงภาคภูมิใจในทุกอย่างที่เราทำ

และมีความหวังต่อ[อนาคต]

ผู้ที่มีท่าทีด้านบวกและสดใสเช่นนี้

แน่นอนว่า [จะดำเนินชีวิตได้อย่างงดงาม]


พวกเราทั้งหลายเป็นมนุษย์ โดยพื้นฐานแล้ว พวกเราเท่าเทียมกัน การส่งเสริมกำลังใจและการเอาใจใส่ที่จริงใจที่มอบจากมนุษย์คนหนึ่งให้กับอีกคนหนึ่ง คือ กุญแจสำคัญในการสร้างสายใยแห่งจิตใจในหมู่ประชาชน ข้ามพ้นสังคม[วัย]ความแตกต่างทางด้านความคิด มนุษยนิยมที่แท้จริงพบอยู่ในแรงผลักดันตามธรรมชาติ โดยการมอบคำพูดแห่งกำลังใจ ให้แก่มนุษย์คนอื่นไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม















5
บทความ (Blog) / เพิ่มพูนกิเลส
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ กรกฎาคม 16, 2018, 09:34:12 PM »







ขณะใดที่จะกระทำ[อกุศลกรรม] ขณะนั้นก็เป็นการสะสมเพิ่มพูนกิเลสอีก และขณะใดที่หลงลืมสติ ขณะนั้นก็เพิ่มพูน[กิเลส]มากขึ้น










6
บทความ (Blog) / Untitled
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ กรกฎาคม 16, 2018, 12:02:24 AM »










ถ้าไม่มีความเห็นชอบ อกุศลธรรมย่อมเกิดอยู่เรื่อย ๆ มีความติด มีความยึดมั่น เหนียวแน่นในตัวตน ในสัตว์ ในบุคคล ในเรา ในเขา อย่างเต็มที่ทีเดียวตามความเห็นผิด ไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง แต่ถ้ามีความเห็นถูกเกิดขึ้น แล้วเจริญพอกพูนขึ้น อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดก็ย่อมไม่เกิด เพราะมีความเห็นถูกเกิดขึ้นแล้ว หรือแม้อกุศลธรรมที่เกิดแล้ว ย่อมเสื่อมไป








7
บทความ (Blog) / Untitled
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ กรกฎาคม 15, 2018, 07:46:40 PM »









[ธรรม]ทั้งหลายเป็น[อนัตตา] หมายความว่า ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร











8
บทความ (Blog) / ดั้นด้นค้นหาคุณธรรม
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ กรกฎาคม 15, 2018, 04:41:41 PM »







[มาตุโปสกสูตร] ว่าด้วยการเลี้ยงมารดาและบิดา

{714}บุคคลใดเลี้ยงมารดาและบิดาโดย

ธรรม เพราะการบำรุงมารดาและบิดานั่นแล

บัณฑิตย่อมสรรเสริญบุคคลนั้นในโลก

นี้ทีเดียวบุคคลนั้นละไปจากโลกนี้แล้ว

ย่อมบันเทิงในสวรรค์










9










ก๊วยเจ๋ง เอี้ยก่วย เตี่ยบ่อกี้ เหล่งฮู้ชง ขงจื้อ เต๋า พุทธ และเซน

เนื่องด้วยสหายคนสนิทของข้าพเจ้า นำบทความบางส่วนเมื่อช่วงต้นปีนี้ไปแชร์ในกรุ๊ปจึงมีการสอบถามผ่านทาง Inbox  มามากมายว่า ตัวละครเอกของท่านกิมย้งแต่ละตัวนั้น ล้วนเป็นภาพแทนจากอะไร ข้าพเจ้าจึงต้องเรียบเรียงทั้งหมดแด่เหล่ามิตรสหายอีกครา

เนื่องด้วยท่านกิมย้งนั้นเป็นยอดปราชญ์ตะวันออก อย่างที่มิเคยมีมาก่อนตั้งแต่สมัยโบราณกาลจวบจนอนาคตกาล ตัวละครแต่ละตัวของท่านนั้นสะท้อนภาพประวัติศาสตร์ ยุคสมัย อีกทั้งการปฎิบัติตน จารีต ประเพณี ตัวละครที่โดดเด่น เฉกเช่น ก๊วยเจ๋ง เอี้ยก่วย เตี่ยบ่อกี้ และ เหล่งฮู้ชงนั้น สะท้อนอุปนิสัย การปฎิบัติตนในรูปแบบ ศาสนา หรือลัทธิความเชื่อต่างๆ

ก๊วยเจ๋งนั้นจะเป็นตัวแทน จริยธรรมแบบขงจื้อ ขงจื๊อวางรากฐานไว้ ได้แก่ วัฒนธรรม ความประพฤติ ความจงรักภักดี และ ความซื่อสัตย์ โดยวัฒนธรรมเน้นถึงการเคารพบรรพบุรุษและพิธีการโบราณ ยึดถือผู้อาวุโสเป็นหลัก ส่วนด้านแปดหลักการพื้นฐานในการเรียนรู้ อันได้แก่ สำรวจตรวจสอบ ขยายพรมแดนความรู้ จริงใจ แก้ไขดัดแปลงตน บ่มความรู้ ประพฤติตามกฎบ้านเมือง ประเทศต้องได้รับการดูแล นำความสงบสุขมาสู่โลก ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนพฤติกรรมของก๊วยเจ๋ง ที่เน้นความตั้งใจ พยายาม มีคุณธรรม ความเมตตา และจงรักภักดี

เอี้ยก่วยจะเป็นผู้คล้อยวิถีตามธรรมชาติแบบเต๋า  เต๋า คือ “ธรรมชาติ หรือธรรมชาติผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่” ด้วยความที่เต๋านั้นเป็นศาสนาที่เนื่องด้วยธรรมชาติ ศาสนาเต๋านี้เริ่มต้นในฐานะเป็นปรัชญา คือไม่มีพิธีกรรม ไม่มีข้อปฏิบัติอะไรมากไปกว่าข้อคิดและคำสอน ดังนั้น การที่เอี้ยก่วย มิยอมรับจารีต ประเพณี นั่นล้วนสะท้อนหลักแห่งธรรมชาติ เน้นไปในส่วนของความอารมณ์ความรู้สึก จิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ สัจธรรมที่ไร้การปรุงแต่ง มากกว่า ธรรมเนียมข้อปฏิบัติทางสังคม

เตี่ยบ่อกี้ จะเป็นภาพลักษณ์ของพุทธศาสนา ด้านความกล้าหาญ เสียสละ และให้อภัย เตี่ยบ่อกี้เคยพูดถึงเรื่องที่ 6 สำนักที่ใหญ่ร่วมกันกดดันบีบบังคับ ให้เตี่ยชุ่ยซัว และ ฮึงซูซู่ บิดามารดาให้บ่งบอกที่ซ่อนของเจี่ยซุ่นจนเสียชีวิต กับเตี่ยเมี่ยงว่า
“บิดามารดาข้าพเจ้าถูกผู้คนบีบบังคับให้กระทำอัตวินิบาตกรรม ผู้คนที่บีบบังคับ ล้วนมีคนของเส้าหลิน คงท้ง ฮั้วซัว ภายหลังข้าพเจ้าเติบใหญ่ เข้าใจอะไรมากขึ้น แต่กลับไม่เข้าใจกว่าเดิมว่าผู้ใดกันทำให้บิดามารดาข้าพเจ้าเสียชีวิต และต่อให้ผู้คนเหล่านั้นเป็นฆาตกรจริงๆ ฆ่าพวกเขาหมดสิ้น ข้าพเจ้าจะได้ประโยชน์อันใด จะอย่างไรบิดามารดาข้าพเจ้าก็มิอาจคืนชีพได้ เตี่ยโกวเนี้ย หลายวันมานี้ข้าพเจ้าครุ่นคิด ถ้าทุกผู้คนมิมีความคิดแค้นต่อกัน จะประเสริฐเลิศสักเพียงไหน ท่านฆ่าคนผู้หนึ่งเพิ่มความเคียดแค้นในใจกันอีกส่วนหนึ่ง ตนเองก็เพิ่มบาปกรรมไปอีกส่วนหนึ่ง ท่านฆ่าเราเราฆ่าท่านจะมีประโยชน์ใด อย่างเช่นงี่แป๋ (บิดาบุญธรรมเจี่ยซุ่น) เข่นฆ่าผู้คนมากมายเพียงนี้ ถึงแม้ท่านไม่เอ่ยวาจา ในใจคงสำนึกเสียใจยิ่ง ในชีวิตข้าพเจ้าบุคคลที่ข้าพเจ้าเคียดแค้นที่สุด คือมืออัสนีบาตจักรวาลเซ้งคุณ แต่ตอนนี้เขาตายแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกเวทนาอยู่บ้าง คล้ายมุ่งหวังอย่าให้เขาเสียชีวิต”

คุณธรรมของเตี่ยบ่อกี้  เปรียบเหมือนตัวแทนความดีอันบริสุทธิ์  แม้จะมิได้มีความเป็นผู้นำอันเด่นล้ำ แต่กลับรวบรวมจิตใจของคนรอบข้างด้วยคุณธรรม ความเมตตา ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ทางพุทธศาสนา

ส่วนเหล่งฮู้ชงจะเป็นการประพฤติอย่างเซน ตามคติของนิกายเซน ถือว่าธรรมเนียมของนิกายนี้ได้รับการสืบทอดจากพระศากยมุนีพุทธเจ้า ผ่านทางพระอริยสงฆ์สาวกในสายของพระมหากัสสปะ โดยได้รับการถ่ายทอดธรรมะด้วยวิถีแห่ง "จิตสู่จิต" เปรียบเสมือน ฟงชิงหยาง ถ่ายทอด เคล็ดเก้ากระบี่เดียวดาย ปากเปล่า ให้ เหล่งฮู้ชงรู้แจ้ง ด้วยตนเอง

ยิ่งเคล็ด เก้ากระบี่เดียวดาย ยิ่งสะท้อนแก่นของเซน

คำของปรมาจารย์รุ่นแรกสุดของเซน มีอยู่ 4 ประโยค
1. "พ้นจากการบัญญัติ" ฟงชิงหยาง ให้เหล่งฮู้ชงใช้สามสิบกระบวนท่าของสำนักหัวซานให้ชมดู แต่กระบวนท่านี้มิร้อยเรียง ฟงชิงหยางจึงกล่าว “การฝึกปรือของเจ้าในตอนนี้ ไยใช้สามสิบกระบวนให้ร้อยเรียงมิได้ เมื่อใช้ท่ารุ้งขาวพุ่งหาอาทิตย์ ปลายกระบี่ชี้ขึ้น หรือมิรู้จักลากลงมา”
2. "เข้าถึงไม่ได้ด้วยการเรียนตามตำรา" ยามที่เถียนป๋อกวงบีบคอเหล่งฮู้ชง ฟงชิงหยางแนะนำ ให้ใช้ ดรรชนีแทนกระบี่ “กระบวนท่ากิมเง็กมั่งตึ๊ง (ทองหยกเต็มบ้านเรือน) ต้องมีกระบี่จึงใช้ออกหรือ?”
3. "ลัดตรงเข้าสู่ใจ" ฟงชิงหยางยังสอน ให้เหล่งฮู้ชงหัดใช้ให้เป็น
4. "มองดู (รู้) พุทธะก็เกิด" ไร้ซึ่งกระบวนท่า จะทำลายได้อย่างไร?

สี่หลักแห่งเซนนี้เอง นำพา เหล่งฮู้ชงสู่แก่นแท้ของ เก้ากระบี่เดียวดาย

นอกจากหลักวิชา เก้ากระบี่เดียวดาย ใน สันดานของเหล่งฮู้ชง ก็เป็นเซน อย่างยิ่ง

“อะไรเกิดขึ้นที่จิตก็ให้รู้ไป ไม่ต้องไปแบ่งแยกให้ค่าว่า อันนี้ถูก อันนี้ผิด ถ้าหลุดพ้นจากการให้ค่าพวกนี้ได้ ก็จะเข้าใจจิตได้” อาจารย์เค็งเซ็น ได้กล่าวไว้ ช่างตรงกับ อุปนิสัยของเหล่งฮู้ชง อย่างยิ่ง ใจเหล่งฮู้ชง มิแบ่ง ฝ่ายธรรมะ อธรรมะ เพียงแต่เหล่งฮู้ชงมองเนื้อแท้ มากกว่าป้ายยี่ห้อสำนักธรรมะ อย่างจ้อแน้เซียง คนผู้นี้เป็นผู้นำห้าสำนักกระบี่ ฝ่ายธรรมะ แต่ละโมบโลภมาก จิตใจชั่วช้าอำมหิต เปรียบกับ เถียนป๋อกวง โจรปล้นสวาทชื่อเสียงอื้อฉาว ฉายา โดดเดี่ยวหมื่นลี้ เหล่งฮู้ชงยอมคบกับเถียนป๋อกวงเป็นสหาย เพราะ มันเป็นคนที่มีสัจจะวาจา พูดคำไหนคำนั้น ดีกว่าให้คบค้าสมาคม กับ จ้อแน้เซียงและพวก

เซนในสันดาน ของ เหล่งฮู้ชง สอนให้ตัวมันเอง มองเห็นผู้คนที่แก่น มิใช่ เปลือก เมื่อในสายตาท่านมิแบ่งสีขาว สีดำ แต่ท่านเข้าใจแก่นแท้ของมันว่า ในขาวนั้นลึกๆอาจมีดำซ่อน ในดำบางคราก็มีสีขาว และขาวมีข้อดีของขาว ดำก็มีข้อดีของดำ ใจที่วัดดำขาวนั้นมีมาตราฐานอันใดไปวัด จับต้อง ใจของเหล่งฮู้ชง มิจับต้อง มิถ่วงวัด เมื่อเป็นอิสระต่อตัวตน ทุกสรรพสิ่งย่อมเท่าเทียม มีเพียง "แก่น" เท่านั้นที่แตกต่าง

ส่วน “แก่น” ของท่านกิมย้ง นั่นคือ ไม่ว่าลักษณะใดล้วนสามารถมุ่งสู่จุดสูงสุด คือ อนัตตา เมื่อสู่สภาวะไร้ลักษณ์ ไร้ร่องรอยให้สืบสาว ท่านกิมย้งเขียน อุ้ยเสี่ยวป้อ ตัวละครเอกตัวสุดท้าย ซึ่งนับว่าสู่สภาวะที่ไร้ซึ่ง ขงจื้อ เต๋า พุทธ หรือ เซน นับเป็นยการยิ้มเย้ยยุทธจักร ก่อนแขวนกระบี่ ล้างมือในอ่างทองคำ มิได้ปรากฏตนในบรรณพิภพกำลังภายใน สู่สภาวะอนัตตาทางยุทธภพอย่างแท้จริง

ปล. บทความนี้เรียงเรียงจากบทความเก่าๆของข้าพเจ้าเอง สหายท่านใดอยากอ่านอย่างเฉพาะเจาะจง กรุณาติดตามย้อนในเพจนะขอรับ ต้องขออภัยมิมีเวลาหาจากทางเพจ เลยต้องเขียนเรียบเรียงใหม่ให้ครอบคลุมอีกครา

จาก https://m.facebook.com/9independentswords/
10


อ่านเรื่องเซนทีไร ก็มีคำว่า 'ซาโตริ' ปนมาอยู่เรื่อย

มันคืออันหยัง?

คงต้องเริ่มที่คำถามว่า อะไรคือเป้าหมายหลักของปรัชญาพุทธ

คอนเส็ปต์หลักน่าจะคือ 'การปลดปล่อยตนให้เป็นอิสระ'

ในทางพุทธก็คือการบรรลุนิพพาน (nirvana) ในทางเซนคือการบรรลุพุทธภาวะ เรียกว่า ซาโตริ (satori)

ทั้งสองอย่างก็คือการกำจัดความคิดปรุงแต่ง (delusive thinking) ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ เมื่อขจัดมันไปได้ ก็ทำให้โลภ โกรธ หลง หายไปด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือการทำลายอุปาทานในขันธ์ เพื่อให้อัตตาสิ้นไป เมื่อไม่มีอัตตา ก็เป็นอิสระ

เจ้าชายสิทธัตถะทรงละทิิ้งชีวิตฆราวาสไปเป็นดาบส ทรงหาทุกวิถีทางที่จะปลดปล่อยพระองค์เป็นอิสระ แต่ทรงไม่สามารถบรรลุจุดหมายนั้นด้วยหนทางแห่งความสุดโต่ง จนกระทั่งหลังจากเจ็ดปีของการค้นหาแบบสุดโต่ง ก็ทรงละทิ้งวิถีนั้น และเมื่อนั้นเองที่ทรง 'ตื่น' และเข้าสู่สภาวะแห่งการเข้าใจหรือที่เรียกว่า การตรัสรู้ (enlightenment) โดยการพิจารณาสิ่งที่เป็นไปในโลกใต้ต้นโพธิ์ ผ่านทั้งราตรีจนแสงสว่างของเช้าวันใหม่มาถึง ก็ทรงเข้าพระทัยทุกสิ่งอย่างแจ่มแจ้ง หลุดพ้นโดยสิ้นเชิงจากมายาและวงจรการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) เป็นสภาวะที่เรียกว่า อนุตตรสัมมาสัมโพธิ ซึ่งถือเป็นปัญญาสูงสุดที่ไม่มีสิ่งใดมาเทียบเคียงได้ (unexcelled, complete awakening)

การหลุดพ้นก็คือการตื่น นี่คือที่มาของคำว่า พุทธะ แปลว่า ผู้ตื่นแล้ว (บางครั้งใช้คำว่า โพธิ ในความหมายของการตื่นเช่นกัน)

ตื่นจากอะไร?

ตื่นจากมายา ปลดปล่อยตัวเองจากมายาและสิ่งห่อหุ้มธรรมชาติเดิมของเรา

แล้วซาโตริต่างจากนิพพานหรือไม่? อย่างไร?

มีการให้ความหมายของนิพพานและซาโตริต่างกันออกไป บางตำราใช้คำนิพพานกับซาโตริในความหมายเดียวกัน บางตำราว่าภาวะการรู้แจ้ง (enlightenment) มาก่อนภาวะนิพพาน (nirvana) บางตำราก็แบ่งการบรรลุธรรมออกเป็นหลายระดับ เช่น นิพพาน, ซาโตริ, เคนโซ

คำว่า ซาโตริ แปลตรงตัวว่า การเข้าใจ บางทีก็ใช้สลับกับคำว่า เคนโซ (kensho) ซึ่งมักหมายถึงการบรรลุธรรมในขอบเขตของเซน

เคนโซ แปลตรงตัวว่า การมองเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของตนเอง เคนโซจึงไม่ได้มีความหมายถึงการตื่นอย่างสมบูรณ์ในความหมายของนิพพาน

มีผู้เปรียบว่า การบรรลุเคนโซก็เช่นการเตะลูกบอลวิถีไกลโค้งข้ามสนามเข้าประตูอย่างสวยงามเพียงครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าคุณคือ เดวิด เบคคัม หรือการขว้างลูกบาสเก็ตบอลเข้าห่วงในทีเดียว ก็ไม่ได้ทำให้คุณเป็น ไมเคิล จอร์แดน คุณจะเป็น เดวิด เบคคัม หรือ ไมเคิล จอร์แดน ก็เมื่อคุณทำประตูได้มากพอ นานพอจนสามารถคุมลูกบอลได้ดั่งใจ หรือหากใช้สำนวนนิยายจีนกำลังภายในก็คือ คุณเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกับลูกบอลจนไม่เหลือตัวตนของลูกบอล!

ผู้รู้ด้านเซนหลายท่านอธิบายว่า ซาโตริมักมีความหมายของการตื่นเล็ก นิพพานมีความหมายของการตื่นใหญ่ นั่นคือนิพพานเป็นผลรวมของการบรรลุซาโตริ สรุปแบบหยาบ ๆ ได้ว่า คนเราสามารถบรรลุซาโตริได้หลายครั้ง แต่บรรลุนิพพานได้ครั้งเดียว

ตัวอย่างที่ดีที่สุดน่าจะเป็นกรณีของอาจารย์ฮาคุอิน ปรมาจารย์เซนคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของญี่ปุ่นสมัยศตวรรษที่ 15 ว่ากันว่าท่านมีประสบการณ์ซาโตริหลายครั้ง เช่นครั้งหนึ่งขณะที่เดินฝ่าฝน น้ำท่วมขึ้นมาถึงหัวเข่า ขณะจิตนั้นท่านนึกถึงบทธรรมที่เคยอ่านนานมาแล้ว พลันท่านก็ตื่น ส่งเสียงหัวเราะก้องกังวาน อาจารย์ฮาคุอินมักตื่นกะทันหันและหัวเราะก้องเช่นนี้เสมอ เป็นตัวอย่างว่าการตื่นมีหลายระดับ และเกิดขึ้นซ้ำได้

ชาวพุทธไม่น้อยตีความคำว่า วงจรการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) ตรงตามคำว่าเป็นการเกิดใหม่โดยพลัง (หรือพลังงาน) ที่เรียกว่า กรรม และกรรมนี้เองเป็นตัวกำหนดคุณลักษณ์และบทบาทของชีวิตที่เกิดใหม่ จนกว่าจะสามารถ 'ตื่น' เมื่อนั้นวงจรนี้ก็จะสิ้นสุด เรียกจุดหมายปลายทางนี้ว่า นิพพาน

แต่ในทางเซนและมหายานบางสายตีความคำว่า สังสารวัฏ แตกต่างออกไป เซนชี้ว่ากระบวนการเกิดใหม่นี้เกิดขึ้นเป็นช่วงขณะจิต เพราะตัวตนของเราทุกคนเกิดใหม่เรื่อย ๆ ทีละชั่วขณะจิต อันเป็นการกระทบกันของปัจจัยหนึ่งสู่อีกปัจจัยหนึ่งตามหลัก ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งใช้อธิบายสภาวะของจิตของฝ่ายเถรวาท

จะเห็นว่าในเรื่องเดียวกันแท้ ๆ ก็มีการตีความไปต่าง ๆ นานา

อ่านแล้วง่วงหรือเปล่า?

ไม่แปลกถ้าง่วงนะ ก็เหมือนเรื่องเสือดำ เรื่องนาฬิกา และอื่นๆ นั่นแหละ ตีความได้หลายอย่าง ตีความไปตีความมา ก็ง่วงนอนได้

คำว่าเซนจึงต้องเขียน Zen ไง ZZZZ เป็นสัญลักษณ์ของความง่วง

.……………...

วินทร์ เลียววาริณ
เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/winlyovarin/
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham