Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - sithiphong

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 175
1
แม่บ้านห้ามพลาด! เผย 10 เทคนิคเฉพาะ ผัดกระเพรา ผัดยังไงให้...อร่อยเด็ดถึงใจ

https://www.pageqq.com/en/content/view/page/cntth1/0-1898098.html



"ผัดกะเพรา" ทำน่ะง่าย แต่ให้อร่อย มันต้องมี " เทคนิค "

พบกับเมนูที่ใครๆ ก็ต้องเคยทาน นั่นคือ " ผัดกะเพรา " อาหารยอดฮิตนัมเบอร์วันของบ้านเรา ที่เวลาไปสั่งข้าวแล้วนึกเมนูไม่ออก ก็ " น้องๆ กะเพราจานนึง!! " ทู้กกที! หรืออยู่บ้านอยากทำอาหารกินเองง่ายๆ ก็หนีไม่พ้น " ทำผัดกะเพรากันแมะ! "


ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า จะทำผัดกะเพรายังไง เพราะใครๆ ก็คงทำเป็นกันหมด แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า " ผัดกะเพรายังไงให้อร่อย? " เอ้ออ นั่นสินะ ผัดน่ะผัดได้ แต่ผัดยังไงให้อร่อยล่ะ! Natasha ขอนำเสนอ 10 เทคนิค ในการผัดกะเพราให้อร่อยน้ำตาไหล กันไปเล้ยยย!!

1. เลือกกะเพราใบเล็ก และมีดอก
จะผัดกะเพราทั้งที เรื่องแรกที่ต้องคำนึงถึงก็คือ " ใบกะเพรา " พระเอกของงานค่ะ กูรูเค้าแนะนำมาว่าให้เลือกกะเพราใบเล็ก และมีดอกติดมาด้วย เพราะจะให้กลิ่นที่หอมมมม มากกว่ากะเพราใบใหญ่ๆ ดังนั้น ถ้าไปตลาดเห็นกะเพราใบใหญ่ก็เมินได้เลยค่ะ เพราะต้อง ' ใบเล็ก ' และ ' มีดอก ' โอนลี่!

2. ใช้กะเพราแดง
ยังคงอยู่กับท็อปปิกใบกะเพราะกันอยู่ค่ะ เคล็ดลับอีกอย่างนึงก็คือ ต้องใช้ " กะเพราแดง " ซึ่งให้กลิ่นที่หอมแรงกว่ากะเพราขาว ฉะนั้น ใช้กะเพราแดงผัดทีก็หอมฟุ้งงง!

หน้าตาเจ้ากะเพราแดง แดงปรี๊ด

3. ใช้พริกขี้หนูสวน
แน่นอนว่าผัดกะเพราต้องเน้นเรื่อง " ความหอม " เราจะใช้ " พริกขี้หนูสวน " เม็ดจิ๋วแต่แจ๋วค่ะ อาจจะใส่พริกขี้หนูสวนลงไปก่อน และตามด้วยพริกขี้หนูแดง ( ที่ใช้ตำส้มตำ ) ก็ได้ นี่ล่ะจะทำให้หอมฉุย ( และทำให้ฉุนด้วย ฮ่าๆๆ )

4. ใช้กระเทียมไทย
ตามมาติดๆ กับอาวุธเพิ่มความหอมให้ผัดกะเพรา นั่นก็คือ 'กระเทียม' เราจะใช้ " กระเทียมไทย " ที่เม็ดจะค่อนข้างเล็ก ที่แนะนำให้ใช้กระเทียมชนิดนี้เพราะว่าให้กลิ่นฉุนและหอมจัดจ้านกว่ากระเทียมทั่วไป คือ แค่เอาลงคั่วกับพริก กลิ่นก็ฟุ้งไปสามบ้านแปดบ้านแล้วค่ะคู้นนน!

5. ใช้น้ำปลาคุณภาพดี
อีกหนึ่งอย่างที่วอนขอให้หนุ่มสาวที่อยากผัดกะเพราให้ออกมาอร่อยเด็ดนั้น ต้องใช้ "น้ำปลาคุณภาพดี" เท่านั้นค่ะ! เป็นวัตถุดิบที่ห้ามประหยัดเด็ดขาด เพราะการลงทุนซื้อน้ำปลาคุณภาพเยี่ยม เป็นการการันตีว่าผัดกะเพราของเรารสชาติดี มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว ดังนั้น ขอน้ำปลาแบบเปิดฝามาก็หอมฟุ้งเลยนะ!

6. เจียวพริกกะเทียมก่อนใครเพื่อน
หลายคนทำผิดวิธี โดยใส่ทุกอย่างรวมไปทีเดียว ทั้งพริก กระเทียม และเนื้อสัตว์ เอาใหม่ค่ะ! วันหลังให้ท่องเอาไว้ว่า " ใส่พริกกะเทียมลงไปเจียวก่อนเสมอ " คือ ใส่พริกที่โขลกรวมกับกระเทียมแล้วลงไปเจียวให้หอมฉุยก่อน ( ฉุยจนจามก็ขั้นตอนนี้ล่ะ! )

7. ผัดไฟแรงและผัดให้ไว
ผัดไฟแรง ผัดให้ไว ใช้เวลาสั้น! ระหว่างที่ควงตะหลิวผัดกะเพราอยู่นั้น ให้สวมวิญญาณอาแปะผัดผักบุ้งไฟแดง คือ ให้ใช้ไฟสูงๆ ผัดฉึบฉับๆ สุกปุ๊บ ปิดไฟ ยกลงทันที!

8. ใช้น้ำน้อยๆ เข้าไว้
ผัดกะเพราะ ขึ้นชื่อว่า "ผัด" แล้ว ต้องแห้งๆ สิคะถึงจะอร่อย ใช้น้ำน้อยๆ เข้าไว้ หรือถ้าใครชอบแบบมีน้ำราด ก็อนุโลมให้พอมีน้ำขลุกขลิกได้เล็กน้อย ฉะนั้น เวลาเทน้ำอย่าหนักมือนักนะคะ เพราะเดี๋ยวกะเพราของเราจะออกมาฉ่ำน้ำเกินไป จะกลายเป็น 'ต้มกะเพรา' เอาค่าา!

9. ยี่หร่ากับกะเพราเพิ่มความจัดจ้าน
ใครที่ชอบความจัดจ้าน หอมเครื่องสมุนไพรแบบถึงพริกถึงขิง ขอแนะนำให้เติมตัวช่วยลงไปด้วย นั่นก็คือ "ใบยี่หร่า" ค่ะ โดยระหว่างที่ใส่ใบกะเพราลงไป ให้โยนไปยี่หร่าตามลงไปด้วย จากนั้นก็ บลู้มมม! รสชาติหอมกระจายยย!!

10. ใส่ใบกะเพราท้ายสุด เนื้อสุกแล้ว โยนกะเพราลงไปเล้ยย!
กะเพราเป็นพระเอกที่ต้องมาปิดท้ายงานเสมอ หลังจากผัดจนเนื้อสัตว์จนสุกและเข้าเนื้อแล้ว ให้ดับไฟทันที และใส่ใบกะเพราลงไปคลุก ฟึ่บฟั่บๆ แปบเดียว แล้วก็ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟค่ะ วิธีนี้จะทำให้ใบกะเพราไม่เหี่ยวเป็นผัดกะเพราหงอยๆ ทำให้ผัดกะเพราของเราดูน่ากินขึ้นค่ะ!

โอยย ความรู้สึกเหมือนกลิ่นกะเพราลอยมาตามบรรทัดเลยค่ะ!! ( หิวแล้วสิท่า - -' ) ที่นี้เราก็ได้เคล็ดลับความอร่อยของเมนู " ผัดกะเพรา " ไปกันแบบเนื้อเน้นๆ กลับบ้านไปจะได้โชว์ฝีมือ สุดยอดผัดกะเพรา ให้สมาชิกในบ้านได้ร้อง โอ้โห กันซะที! ส่วนมันจะเด็ดจะแซบขนาดไหน หลังไมล์มาบอกขุ่นเจ้ด้วยนะค๊าา!!

ข้อมูลและภาพจาก sistacafe

2
.

หลวงพ่อจรัญ สอนการนั่งวิปัสสนา
https://www.youtube.com/watch?v=p-7AMV-mLLc

.

หลวงพ่อจรัญ สอนสมาธิวิปัสสนากรรมฐานแบบเข้าใจง่าย
https://www.youtube.com/watch?v=ZsL5NCFRT4c

.

หลวงพ่อสอนกรรมฐาน - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม
https://www.youtube.com/watch?v=1ASyn4BmU3w

.

บาป-บุญ มีจริงหรือ - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม
https://www.youtube.com/watch?v=870C2VcE_W8

.

3
6 สูตรทำน้ำซุป กลมกล่อมทำเองได้เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า
-http://cooking.kapook.com/view155758.html-


เปิดเคล็ดลับเด็ดสูตรทำน้ำซุปสไตล์โฮมเมด เคี่ยวอร่อยง่าย ๆ ไม่ใส่ผงชูรส เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า

เมนูก๋วยเตี๋ยวนอกบ้านก็อร่อย แต่กลัวลูกน้อยแพ้ผงชูรสเลยอยากลงมือทำเอง เครื่องเคราเตรียมพร้อมแล้วเหลือแต่สูตรน้ำซุปนี่แหละที่หนักใจ ถ้าทำไม่อร่อยก็จบ ! กระปุกดอทคอมขอนำเสนอ 7 สูตรทำน้ำซุป มีทั้งน้ำซุปกระดูกหมูน้ำใส น้ำซุปกระดูกหมูน้ำข้นสีดำ น้ำซุปกระดูกหมูน้ำข้นสีขาว น้ำซุปโครงไก่ และน้ำซุปผัก เลือกวิธีทำน้ำซุปให้เหมาะกับก๋วยเตี๋ยวเลยจ้า

น้ำซุป

1. น้ำซุปกระดูกหมู (สูตรทำก๋วยเตี๋ยว)

เริ่มกันที่สูตรทำน้ำซุปกระดูกหมู จาก คุณ swin สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ส่วนผสมไม่เยอะ น้ำซุปหวานหอมอร่อยโดนใจ ทำเป็นน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวน้ำใสหรือน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวต้มยำก็ได้จ้า

ส่วนผสม น้ำซุปกระดูกหมู

• กระดูกหมู 1 กก.
• พริกไทย 1 ช้อนโต๊ะ
• รากผักชี
• กระเทียม

วิธีทำน้ำซุปกระดูกหมู

• 1. ลวกกระดูกหมูในน้ำเดือด 2 นาทีก่อน เพื่อล้างเลือด แล้วนำไปล้างน้ำอีกครั้งให้สะอาด
• 2. ใส่กระดูกหมูลงในหม้อความดัน ตามด้วยพริกไทย รากผักชี และกระเทียม ใช้เวลาต้ม 1 ชั่วโมง 30 นาที หรือประมาณ 90 นาที

soup101

+ ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ หมูแดง ขาหมู ชามเดียวอิ่มสะใจ
-http://cooking.kapook.com/view114421.html-

++++++++++++++++++++

น้ำซุป

2. น้ำซุปไก่

น้ำซุปไก่สูตรนี้ถอดมาจากการทำน้ำต้มไก่สำหรับทำข้าวมันไก่ ของ คุณมันแกวกะแห้วหมู สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม มีทีเด็ดตรงที่ว่า นอกจากน้ำซุปไก่จะอร่อยแล้ว แทนที่เราจะให้ความหวานจากเนื้อไก่ถูกปล่อยออกมาสู่น้ำซุป แต่จะเปลี่ยนเป็นทำให้รสชาติน้ำซุปซึมเข้าไปที่เนื้อไก่แทน ทำให้เนื้อไก่ที่เรานำลงไปต้มไม่จืดชืดด้วย อร่อยทั้งน้ำและเนื้อเลยล่ะ

ส่วนผสม น้ำซุปไก่

• ผักกาดขาว หรือผักหางหงส์สด 1 หัว (ต้องเลือกที่สด ๆ เพื่อให้หวาน)
• กระเทียม 3-4 หัว (ประมาณ 30 กลีบ)
• รากผักชี 5-6 ราก
• ขิงแก่หั่นเป็นแว่นบาง 5–6 แว่น
• ขิงทุบ เล็กน้อย
• พริกไทยขาวทุบหยาบ 20–30 เม็ด
• เกลือสมุทร 1-2 ช้อนโต๊ะ (ได้ดอกเกลือยิ่งดี เพื่อให้มีรสเค็มขึ้นมาบ้าง ปริมาณมากน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำ)
• น้ำตาลกรวด 1/2 ช้อนโต๊ะ
• ซีอิ๊วขาว 2–3 ช้อนโต๊ะ
• น้ำมันพืช 1/2 ช้อนโต๊ะ
• ไก่ส่วนที่ชอบ

วิธีทำน้ำซุปไก่

• 1. ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงในหม้อยกเว้นไก่ (ควรใส่น้ำเผื่อไว้หน่อยกันน้ำแห้งเกินไป) นำขึ้นตั้งไฟแรง (ไม่ต้องปิดฝา) ต้มให้เดือดนานอย่างน้อย 30 นาที
• 2. พอครบเวลาใส่ไก่ลงไปจนหมด (ถ้าหม้อใบเล็กเกินจะเอาผักกาดขาวออกให้หมดก่อนก็ได้) พอใส่ไก่ชิ้นสุดท้ายลงไป ให้ลดไฟอ่อนลง จากนั้นต้มไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเดือด หมั่นช้อนฟองอากาศทิ้ง

หมายเหตุ : ควรจับเวลาให้ดี ถ้าต้มนานไปไก่จะสุกเกินไม่อร่อย ถ้าไก่ดิบไปก็กินไม่ได้ (คือกระดูกมีเลือด เนื้อส่วนที่ติดกระดูกเหนียวเลาะไม่ออก) ปกติจะใช้เวลาในการต้มประมาณ 1 ชั่วโมงนับจากใส่ไก่ลงไป หมั่นตักฟองทิ้งไปบ้าง จากนั้นก็ปล่อยให้ไฟรุม ๆ ไปเรื่อย ๆ

+ ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ ข้าวมันไก่ พร้อมสูตรน้ำจิ้ม เคล็ดไม่ลับที่ทำเองได้
-http://cooking.kapook.com/view97623.html-

++++++++++++++++++++

น้ำซุป

3. น้ำซุปกระดูกหมูน้ำข้น (สีขาว)

ใครอยากทำน้ำซุปกระดูกหมูแบบสีขาวน้ำข้นก็ต้องสูตรจาก คุณ Mr Trin สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม สูตรน้ำซุปสีขาวหวานธรรมชาติจากหอมใหญ่ เพิ่มความหอมจากกระเทียม ทำเองคุ้มกว่าเยอะเลยค่ะ

ส่วนผสม น้ำซุปกระดูกหมูน้ำข้น

• กระดูกซุปหมู ประมาณ 1.6 กิโลกรัม
• น้ำ 3 ลิตร
• ต้นหอมญี่ปุ่น (หั่นเป็นท่อนสั้น) 2 ต้น
• กระเทียมสด (ทุบแล้วปอกเปลือก) 12 กลีบ
• หอมใหญ่ (ผ่า 4 ส่วน) 2 หัว
• เหล้ามิริน 2 ทัพพี
• เกลือ เล็กน้อย
• น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำน้ำซุปกระดูกหมูน้ำข้น

• 1. ใส่น้ำลงในหม้อกะพอท่วมกระดูกหมู จากนั้นนำขึ้นตั้งไฟ ต้มจนน้ำเดือด
• 2. ใส่กระดูกหมูลงต้ม นานประมาณ 5 นาที (ไม่ต้องคน) พอต้มครบ 5 นาที ให้เทน้ำทิ้ง จากนั้นตักกระดูกหมูออกมาล้างน้ำให้สะอาด 2 ครั้ง เตรียมไว้
• 3. เติมน้ำ 3 ลิตรลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟแรง ใส่กระดูกหมูล้างสะอาด ต้นหอมญี่ปุ่น กระเทียม และหอมใหญ่ลงไป ต้มไปเรื่อย ๆ หากน้ำในหม้อแห้งให้หมั่นเติมน้ำเป็นระยะ ๆ หมั่นช้อนฟองทิ้ง เคี่ยวจนผักและเนื้อเริ่มเปื่อยและน้ำซุปสีขาวข้นขึ้น
• 4. เติมเหล้ามิริน เกลือ และน้ำตาลทรายลงไป กรองน้ำซุปด้วยตะแกรง โดยใช้ทัพพีคนและกดไปเรื่อย ๆ ทำเสร็จพร้อมราดเส้นราเมน

+ ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ ราเมนน้ำซุปกระดูกหมูแบบประหยัด อาหารญี่ปุ่นดูดี ใครก็ทำได้
-http://cooking.kapook.com/view96783.html-

++++++++++++++++++++

น้ำซุป

4. น้ำซุปโครงไก่ (ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ)

ทำสูตรน้ำซุปกระดูกหมูมาหลายมื้อลองเปลี่ยนมาสูตรน้ำซุปโครงไก่ สูตรจาก เฟซบุ๊ก กินดี อยู่ดี By เนรัญชลา สูตรนี้น้ำซุปสีดำเหมาะสำหรับทำก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ เอาล่ะ... เตรียมไก่ตุ๋นกับเส้นรอเลยจ้า

ส่วนผสม น้ำซุปโครงไก่

• โครงไก่ 2 โครง
• น้ำเปล่า 8 ลิตร
• หอมใหญ่ปอกเปลือก 2 หัว
• รากผักชี 5 ราก
• น้ำกระเทียมดอง 1/2 ถ้วยตวง
• กระเทียมดอง 3 หัว
• เครื่องเทศสำหรับตุ๋น 1 ชุด
• น้ำตาลมะพร้าว 70 กรัม
• เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
• ซีอิ๊วขาว (สูตร 5) 12 ช้อนโต๊ะ
• ซอสปรุงรส (ตราแม็กกี้) 12 ช้อนโต๊ะ
• ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำน้ำซุปโครงไก่

• 1. เทน้ำเปล่าลงในหม้อใบใหญ่ นำขึ้นตั้งไฟแรง ใส่หอมใหญ่ รากผักชี น้ำกระเทียมดอง กระเทียมดอง เครื่องตุ๋น 1 ชุดลงไป ปรุงรสด้วยน้ำตาลมะพร้าว เกลือป่น ซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว และซีอิ๊วดำ ปิดฝา ต้มให้เดือด
• 2. พอเดือดแล้วจึงใส่โครงไก่ลงไป (หากจะให้ดีโครงไก่ควรถลกหนังและตัดตูดออก) แล้วลดเป็นไฟอ่อน ปิดฝาต้มจนน้ำซุปรสชาติกลมกล่อม

หมายเหตุ : หากมีน้ำมันไก่หรือฟองลอยบนน้ำซุปก็ให้ช้อนออกเท่าที่จะทำได้ น้ำซุปจะได้ใส และไม่มันเลี่ยน

+ ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ ก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋นมะระ รสเข้มข้น สูตรเด็ดสร้างอาชีพได้
-http://cooking.kapook.com/view116658.html-

++++++++++++++++++++

น้ำซุป

5. น้ำซุปผัก

ฝนตกออกจากบ้านไปจ่ายตลาดลำบากก็ลองจับผักเหลือ ๆ ในบ้านมาทำเป็นน้ำซุปผัก สูตรจาก คุณ iamrabbiy สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม น้ำซุปผักใส่ไช้เท้ากับแครอท ปรุงรสตามชอบ ขอบอกง่ายเว่อร์

ส่วนผสม น้ำซุปผัก

• น้ำเปล่า
• แครอทหั่นชิ้น
• ไช้เท้าหั่นชิ้น
• รากผักชี
• ซอสหอยนางรม (สูตรโซเดียมต่ำ)
• น้ำปลา (สูตรโซเดียมต่ำ)

วิธีทำน้ำซุปผัก

• ใส่น้ำเปล่าลงในหม้อตั้งไฟปานกลาง ใส่แครอท ไช้เท้า และรากผักชี ปรุงรสด้วยซอสหอยนางรมและน้ำปลา

+ ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ อาหารคลีนแบบไทย 29 เมนู กินแล้วชีวิตดี๊ดี ไขมันต่ำอิ่มโปรตีนประโยชน์เต็ม
-http://cooking.kapook.com/view124911.html-

++++++++++++++++++++

น้ำซุป

6. น้ำซุปผัก (สูตรเจ)

น้ำซุปผักสูตรเจก็น่าสนใจไม่น้อยเลยนะคะ สูตรจาก คุณ a pinky pig สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม น้ำซุปอุดมไปด้วยผักนานาชนิด ปรุงรสด้วยเกลือ เหมาะกินกับเมนูก๋วยเตี๋ยวเจมากเลยจ้า

ส่วนผสม น้ำซุปผัก

• ไช้เท้า 2 หัว
• แครอท 1 หัว
• ข้าวโพดหวาน 1 ฝัก
• ฟักเขียว 1/2 หัว
• ผักกาดขาว 1 หัว
• กะหล่ำปลี 1 หัว
• เกลือป่น เล็กน้อย

วิธีทำน้ำซุปผัก

• 1. ล้างผักทั้งหมดให้สะอาด ปอกเปลือกออกและหั่นเป็นชิ้น เตรียมไว้
• 2. ใส่ไช้เท้า แครอท และข้าวโพดหวานลงต้มในหม้อ ปรุงรสด้วยเกลือป่นเล็กน้อย
• 3. พอน้ำซุปเดือด ใส่ฟักเขียวลงไป พอเดือด ใส่กะหล่ำปลีลงไป รอจนเดือดอีกครั้ง ใส่ผักกาดขาวลงไป พอเดือดลดเป็นไฟอ่อน ต้มต่อประมาณ 30 นาที

+ ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ ก๋วยเตี๋ยวน้ำเจ เสิร์ฟเมนูเส้นร้อน ๆ ต้อนรับเทศกาลกินเจ
-http://cooking.kapook.com/view99248.html-


อื้อหือ ! มีสูตรน้ำซุปให้เลือกทำถึง 6 สูตรแบบนี้ รับรองสุขภาพดีแน่นอน ไม่ต้องใช้ซุปก้อนให้ระคายสุขภาพ ทุกสูตรเพื่อสุขภาพ เหมาะกับทุกคนทุกวัย โดยเฉพาะลูกรัก

4
ตามล่าหา ‘จ่ามงกุฎ’ ตัวจริง! ตามบทพระราชนิพนธ์กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน
-https://www.matichonweekly.com/featured/article_3112-



    ๏ งามจริงจ่ามงกุฎ         ใส่ชื่อดุจมงกุฎทอง
    เรียมร่ำคำนึงปอง           สะอิ้งน้องนั้นเคยยล

    ๏ บัวลอยเล่ห์บัวงาม       คิดบัวกามแก้วกับตน
    ปลั่งเปล่งเคร่งยุคล          สถนนุชดุจประทุม

    ๏ ช่อม่วงเหมาะมีรส       หอมปรากฏกลโกสุม
    คิดสีสไบคลุม                หุ้มห่อม่วงดวงพุดตาน

    ๏ ฝอยทองเป็นยองใย      เหมือนเส้นไหมไข่ของหวาน
    คิดความยามเยาวมาลย์    เย็บชุนใช้ไหมทองจีน
    กาพย์เห่ชมเครื่องคาว-หวาน
    พระราชนิพนธ์ โดย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2

เมื่อเอ่ยชื่อ “ขนมจ่ามงกุฎ” หลายคนจะนึกถึงขนมสีเหลืองทองลักษณะคล้ายมงกุฎ มีแผ่นแป้งรอง มียอดปิดทองสวยงาม อันที่จริงขนมนั้นมีชื่อว่า “ดาราทอง” หรืออีกชื่อหนึ่งคือทองเอกกระจัง เป็นขนมที่มีผู้คิดทำขึ้นในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี

ส่วนขนมจ่ามงกุฎ แบบดั้งเดิมนั้นมีชื่อปรากฏในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 มีส่วนประกอบ ได้แก่ แป้งข้าวเหนียว กะทิ น้ำตาลทราย น้ำใบเตย เมล็ดแตงโมกะเทาะเปลือก

สิ่งที่ต้องเตรียมอีกสองอย่าง คือ ใบตองตานีอ่อน ตัดขนาดพอเหมาะ ผึ่งแดดให้แห้ง แล้วนำไปอังไฟเพื่อให้มีกลิ่นหอม และไม้กลัดทำจากก้านมะพร้าว สำหรับกลัดห่อขนม

แป้งข้าวเหนียวที่ใช้ทำขนม ทางกลุ่มยังใช้วิธีการแบบโบราณ คือนำเมล็ดข้าวเหนียวดิบไปแช่น้ำ แล้วนำไปโม่


ขั้นตอนการทำขนมจ่ามงกุฎ จะต้องนำกะทิมากวนกับน้ำตาลทราย แป้งข้าวเหนียว และน้ำใบเตย กวนไปเรื่อย ๆ จนเหนียวคล้ายกะละแม ซึ่งต้องใช้เวลากวนนานประมาณสองชั่วโมง เมื่อได้ที่แล้ว ตักหยอดลงบนใบตองตานีที่เตรียมไว้ ใส่เมล็ดแตงโมกะเทาะเปลือกลงไป ห่อให้สวยงาม กลัดด้วยไม้กลัดแบบโบราณ

ห่อเสร็จแล้ว ต้องนำขนมไปผึ่งแดด ให้เนื้อขนมแห้ง กรอบนอกนุ่มใน ไม่เหนียวติดใบตอง ซึ่งทางกลุ่มได้ทำตู้สำหรับผึ่งขนมอย่างสะอาดถูกหลักอนามัย ถ้าแดดดี ตากเพียงแดดเดียวก็ใช้ได้


สำหรับผู้อ่านท่านใด ที่สนใจอยากลองชิม “ขนมจ่ามงกุฎ” ขอแนะนะกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขนมไทยโบราณ และจักสานก้านมะพร้าวบางช้าง มีจำหน่ายที่ตลาดน้ำท่าคา และร้านเจ๊หม่วย ปากทางเข้าวัดจุฬามณี อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ติดต่อสอบถาม สั่งซื้อได้ที่คุณอรพิน ประชานิยม หมายเลขโทรศัพท์ 085 128 2618

โครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์ ร่วมส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์ขนมไทยโบราณ นำขนมจ่ามงกุฎของกลุ่มฯ มาวางจำหน่ายที่โครงการ ในวันศุกร์ เสาร์และวันอาทิตย์ หากสนใจอยากเรียนทำขนมจ่ามงกุฎแบบดั้งเดิม ติดต่อไปที่หมายเลขโทรศัพท์ 034 752 245 ทางโครงการยินดีประสานงานเชิญคุณอรพินมาสอนให้ในโอกาสต่าง ๆ ตามความเหมาะสม

5
9 วิธีปลูกมะนาว ปลูกมะนาวอย่างไรให้ได้ผลดี
-http://home.kapook.com/view149577.html-

 วิธีปลูกมะนาว อยากรู้ว่าปลูกมะนาวอย่างไรให้ได้ผลดี มาดูวิธีปลูกมะนาวเหล่านี้ ไว้ปลูกมะนาวกินเองที่บ้านหรือจะปลูกมะนาวไว้สร้างรายได้ให้กับครอบครัวก็ไม่ว่ากัน

        สำหรับคนที่ต้องซื้อมะนาวในราคาแพง แถมยังไม่มั่นใจอีกว่ามะนาวที่ได้มาจะเป็นมะนาวไม่มีน้ำหรือไม่ ฉะนั้นกระปุกดอทคอมเลยอาสารวบรวมวิธีปลูกมะนาวมาให้ลองไปเลือกปลูกมะนาวที่บ้านกันค่ะ จะปลูกมะนาวเอาไว้กินเองที่บ้านหรือปลูกมะนาวเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวก็ได้ ใครสนใจวิธีปลูกมะนาวแบบไหนก็ลองนำไปใช้กันดูนะคะ

1. ปลูกมะนาวลงดิน

        การปลูกมะนาวลงดินจำเป็นที่จะต้องใช้กิ่งพันธุ์ที่สมบูรณ์และไม่มีโรคมาทำการปักชำ จากนั้นให้นำมาปักชำลงในถุงดำที่มีดินผสมแกลบและขุยมะพร้าว เมื่อรากเริ่มงอกและแข็งแรงแล้ว ก็จัดการย้ายต้นมะนาวจากถุงลงไปปลูกในหลุมที่ดินร่วนซุยที่มีขนาด 50x50 เซนติเมตร ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก หาไม้หลักมาปักไว้และผูกเข้ากับต้นมะนาวเพื่อให้ต้นแข็งแรง ที่สำคัญตำแหน่งหลุมปลูกจะต้องอยู่สูงกว่าทางเดินเล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมขัง

2. ปลูกมะนาวให้เก็บขายได้ตลอดทั้งปี

        หากจะปลูกมะนาวให้สามารถเก็บขายและมีรายได้ตลอดทั้งปีนั้น จะต้องหันมาใช้วิธีปลูกมะนาวต้นคู่ ก่อนอื่นจะต้องคัดสรรกิ่งพันธุ์ที่แข็งแรงและไม่มีโรคมาปลูก ซึ่งอาจจะเป็นสายพันธุ์แป้นพิจิตร แป้นวโรชา หรือแป้นดกศรีนวล ที่มีลักษณะเปลือกบางน้ำเยอะมาปลูกก็ได้ค่ะ จากนั้นก็เตรียมขุดหลุมดินให้มีความกว้าง 50x50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอก ต่อไปให้นำกิ่งพันธุ์จำนวน 2 กิ่ง ลงไปปลูกในหลุมเดียวกัน วางทั้ง 2 กิ่งให้ไขว้กัน จากนั้นกลบดินให้แน่ และปักไม้หลักให้ต้นมะนาวยึด วิธีนี้จะทำให้มะนาวทั้ง 2 ต้นแย่งกันโตและออกให้เก็บขายได้ตลอดทั้งปี

3. ปลูกมะนาวในน้ำ

        ข้อดีของการปลูกมะนาวในน้ำนั่นก็คือ ไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะแถมยังได้ผลผลิตตลอดทั้งปี ก่อนอื่นจะต้องนำกระถางพลาสติกมาเจาะรูปขนาดเล็กไว้โดยรอบ นำต้นมะนาวลงไปปลูกในกระถางเจาะรูที่มีขุยมะพร้าวรองก้นสูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร ตามด้วยดินที่ผสมปุ๋ยคอก และกลบชั้นบนด้วยขุยมะพร้าวให้แน่น จากนั้นก็เตรียมเจาะรูฝาถังน้ำขนาด 100 ลิตร ให้มีขนาดเท่ากับกระถางที่เจาะรูเพื่อให้ใส่กระถางลงไปได้พอดี หันไปผสมน้ำเปล่า 20 ลิตร กับน้ำหมักชีวภาพ 10 ลิตร แล้วรดลงไปที่ต้น และย้ายต้นไปไว้ในที่ร่ม เปลี่ยนถ่ายน้ำในถังและปุ๋ยในกระถางทุก 3 เดือน หลัง 3 เดือนแรก ให้นำผ้ายางดำมาคลุมต้นทิ้งไว้ 20 วัน แล้วค่อยเอาออก ก็จะทำให้ได้ผลผลิตมากตลอดทั้งปี

4. ปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์

        อยากให้มะนาวออกลูนอกฤดูกาลก็สามารถทำได้ ไม่ต้องพึ่งวิธีการวิทยาการให้ยุ่งยาก เริ่มจากการเตรียมกิ่งพันธุ์สมบูรณ์มาชำลงในถุงดำที่มีดินผสมแกลบและรอให้รากแข็งแรง ในระหว่างนั้นก็มาเตรียมส่วนของพื้นที่ปลูก โดยการเลือกใช้บ่อซีเมนต์ขนาด 80x40 เซนติเมตรมาวาง ซึ่งต้องรองก้นบ่อด้วยฝาบ่อซีเมนต์ขนาด 100 เซนติเมตร จากนั้นนำหน้าดินที่มีแร่ธาตุและสารอาหารมาผสมปุ๋ยคอกในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน เติมแกลบเพื่อให้ดินร่วนซุย เมื่อรากต้นมะนาวในถุงดำแข็งแรงแล้ว ก็ย้ายลงมาปลูกในบ่อซีเมนต์ กลบดินบริเวณโคนต้นให้แน่น และปักไม้หลักเพื่อยึดต้นให้ทนทานไม่หักเอน

5. ปลูกมะนาวในเข่ง

        การปลูกมะนาวลงในเข่งเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยประหยัดพื้นที่และดูแลรักษาง่าย เริ่มจากการชำกิ่งพันธุ์ที่ต้องการลงในถุงดำหรือกระถางเพื่อรอให้รากแข็งแรง จากนั้นก็ออกตามหาเข่งพลาสติกขนาด 14 นิ้ว มาเจาะรูระบายน้ำไว้ที่ก้นเข่งซะก่อน แล้วย้ายต้นมะนาวที่มีรากแข็งแรงลงในเข่งที่รองดิน แกลบ และปุ๋ยคอก กลบดินที่โคนต้นให้แน่น ปักไม้ให้ต้นยึด

6. ปลูกมะนาวในยางรถยนต์

        จริง ๆ แล้วยางรถยนต์ก็สามารถแปรสภาพกลายเป็นกระถางปลูกต้นมะนาวได้ เริ่มจากตัดขอบยางออกทั้ง 2 ด้าน จากนั้นก็เทปูนซีเมนต์เติมช่องว่างในขอบยางให้กลายเป็นแผ่นรองก้นกระถาง ต่อมาก็จัดการนำยางที่ตัดขอบจำนวน 2 เส้นมาวางซ้อนกัน ทำการผสมดิน 4 ส่วน แกลบดิน 2 ส่วน ปุ๋ยคอก 2 ส่วน และขุยมะพร้าวอีก 2 ส่วน ปสมให้เข้ากันดีแล้วเทลงในกระถางยางรถยนต์ ย้ายต้นมะนาวที่เตรียมไว้มาปลูก ปักไม้หลักเพื่อยึดต้น และวางไว้ในที่แดดรำไร

7. ปลูกมะนาวไม่ใช้ดิน

        เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยป้องกันโรคเชื้อราในพืชได้ แถมยังดูแลง่ายอีกด้วย โดยเริ่มจากการนำขุยมะพร้าว มูลสัตว์ ขี้เถ้าแกลบ แกลบเก่า มาผสมในอัตราส่วนที่เท่า ๆ กัน แล้วเทโดโลไมด์ขนาด 1 กำมือตามลงไป รดน้ำหมักลงไปให้ชุ่มฉ่ำ แล้วนำเศษใบไม้แห้ง ใบหญ้าแห้ง ผักตบชวา ผสมเตรียมไว้ เข้าสู่ขั้นลงมือปลูกให้นำส่วนผสมที่สองมารองก้อนบ่อซีเมนต์เอาไว้ประมาณ ¾ ของบ่อ ตามด้วยส่วนผสมแรก นำกิ่งพันธุ์มะนาวมากปักลงตรงกลาง กลบส่วนผสมที่โคนต้นให้แน่น ปักไม้หลักให้ต้นยึด และรดน้ำปานกลาง

8. ปลูกมะนาวด้วยใบ

        มะนาวที่ขยายพันธุ์ด้วยใบ เริ่มจากการนำกิ่งมะนาวติดใบเพียง 1 ใบ ที่อยู่ในระยะกึ่งอ่อนและกึ่งแก่มากรีดที่กิ่งประมาณ 3-4 แผล เพื่อเปิดทางให้รากงอกออกมาก จากนั้นทำการตัดใบมะนาวออกครึ่งหนึ่งตามแนวขวาง จุ่มกิ่งที่กรีดแผลลงในน้ำยาเร่งรากและตากลมให้แห้ง เมื่อกิ่งแห้งสนิทแล้วก็นำมาปักลงในกากมะพร้าวที่มัดเป็นกำ ย้ายไปวางไว้ในโรงเรือนที่มีระบบละอองน้ำ รากใหม่จะงอกขึ้นภายใน 1 เดือน จากนั้นก็นำไปปลูกต่อได้เลย

9. ปลูกมะนาวลงกระถาง

        ก่อนอื่นจะต้องนำผลมะนาวที่สมบูรณ์มาปอกเปลือกออกให้หมด แล้วค่อย ๆ แยกเมล็ดออกจากเนื้อมะนาวอย่างระมัดระวัง นำเมล็ดไปล้างน้ำให้สะอาดแล้วตากแดดให้แห้งสนิท จากนั้นแช่เมล็ดลงในน้ำเย็นต่ออีก 1 คืน แล้วนำกระดาษทิชชูมาห่อเมล็ดไว้ ใส่กล่องที่มีฝาปิด หมั่นพรมน้ำอย่าปล่อยให้กระดาษทิชชูแห้ง รากจะงอกออกมาภายใน 2-3 วัน จากนั้นให้นำเมล็ดมาปลูกลงในกระถางที่มีดินร่วมผสมกับปุ๋ยคอกในอัตราส่วนที่เท่ากัน รดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าแฉะ และตั้งให้โดนแสงแดดรำไร

        วิธีปลูกมะนาวมีหลากหลายวิธี สามารถเลือกเพื่อนำไปปลูกมะนาวเองได้ตามใจชอบเลย นอกจากจะปลูกไว้กินเองที่บ้านได้แล้ว ยังสามารถนำวิธีปลูกมะนาวเหล่านี้ เพื่อสร้างรายได้ได้อีกด้วยนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก chanapanmanaw, Manowpan, Rakbankerd, Chanapanmanaw, Moremanow, Rakbankerd และ บันทึกลุยทุ่ง กับ ธกส

-http://www.chanapanmanaw.com/index.php/article/14-planting-lemon-

-http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=9551&s=tblplant-

-http://www.chanapanmanaw.com/index.php/component/easytagcloud/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C-

-http://moremanow.blogspot.com/2015/06/blog-post_14.html-

-https://www.youtube.com/watch?v=Q-1NRNKif-s-


6
พินัยกรรมอวัยวะ จากพ่อถึงลูก ในวันที่สมองตาย อย่าลังเลที่จะมอบร่างกายพ่อให้กับผู้อื่น
-http://hilight.kapook.com/view/135985-

 ข้อความเรียกน้ำตา พินัยกรรมอวัยวะ จากพ่อส่งถึงลูก ในวันที่พ่อสมองตาย อย่าลังเลที่จะมอบร่างกายของพ่อให้กับผู้อื่น เพื่อไม่ให้ความตั้งใจของผู้ประสงค์บริจาคร่างกายต้องเสียเปล่า

          การบริจาคอวัยวะ ถือเป็นการให้ที่มีค่ามาก เป็นการต่อชีวิตจากคนที่กำลังจะหมดลมหายใจส่งต่อถึงคนที่กำลังรอความหวัง ซึ่งเชื่อว่าหลายคนที่ได้อ่านข้อความนี้ก็ร่วมบริจาคอวัยวะเช่นกัน แต่การบริจาคอวัยวะนั้น กว่าจะส่งต่อถึงผู้ที่ต้องการไม่ใช่เรื่องง่าย เรื่องที่ยากที่สุดไม่ใช่ขั้นตอนการรักษา แต่เป็นขั้นตอนในการ "ขออนุญาต" ให้ญาติและครอบครัวอนุมัติร่างกายของเราให้กับผู้อื่นต่างหาก

          ทั้งนี้ทางสภากาชาดไทย ได้ผุดแคมเปญ #พินัยกรรมอวัยวะ เพื่อให้ทุกคนได้เขียนพินัยกรรม บอกไปยังลูกหลาน ญาติ หรือพ่อแม่ ให้ทำตามประสงค์ของผู้ที่บริจาคร่างกาย และมีหนังสั้นกำกับโดยเต๋อ นวพล เพื่อถ่ายทอดเหตุการณ์ของลูกคนหนึ่งที่ "สมองตาย" แต่ยัง "หายใจ" ซึ่งทางการแพทย์ถือว่า "เสียชีวิต" แต่แม่ไม่ยอมให้เดินเรื่องบริจาคร่างกายตามประสงค์ของลูก และยังรอปาฏิหาริย์ทั้ง ๆ ที่ลูกเหลือแค่ลมหายใจเท่านั้น [ชมคลิปด้านล่าง]

อย่างไรก็ดี คุณ Pom Chaiyaporn หนึ่งในผู้ที่ร่วมทำแคมเปญดังกล่าว ได้เขียนพินัยกรรมอวัยวะถึงลูกชาย เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2559 ถึงเหตุผลที่เขาบริจาคร่างกายในครั้งนี้ โดยระบุว่า เป็นสิ่งที่พ่ออยากทำมานานแล้ว และหวังว่าเมื่อลูกอ่านออก และเมื่อวันที่พ่อหมดลมหายใจ ลูกจะทำตามคำที่พ่อขอเอาไว้...

          โดยแต่ละตัวอักษรนั้น เรียกน้ำตาคนอ่านได้อย่างมากเลยทีเดียว เพราะได้เห็นถึงความตั้งใจในการแบ่งปันร่างกายให้กับผู้อื่นแล้ว ยังเห็นถึงความรักของพ่อที่มีต่อลูก การเขียนพินัยกรรมเช่นนี้เรียกได้ว่าต้องกล้าหาญและกลั่นความรู้สึกออกมาจากหัวใจจริง ๆ

ขณะที่ผมเขียน Status อยู่นี้
          ผมมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ทุกประการ
          ปัน...
          พ่อเขียนไว้เผื่อวันที่ลูกโตและอ่านหนังสือออกนะ
          พ่อมาช่วยงานสภากาชาดได้สักพักละ
          เพื่อชวนให้คนมาบริจาคอวัยวะ
          เกือบ 4 เดือน ที่พ่อตระเวนคุยกับเจ้าหน้าที่ที่เขาทำงานตรงนี้
          ได้คุยกับคนไข้ที่เขาทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วย รอปลูกถ่ายอวัยวะ
          พ่อก็เลยคิดว่า ก่อนที่พ่อจะไปโน้มน้าวคนอื่นให้เขายอมบริจาคอวัยวะ
          พ่อในฐานะคนคิด พ่อควรต้องเริ่มก่อน

          แต่การบริจาคอวัยวะ มันไม่เหมือนการบริจาคอื่น ๆ นะ
          ไม่เหมือนยังไง ปันคงสงสัย
          คืออย่างนี้ เวลาพ่อบริจาคเลือด พ่อก็เดินไปบอกเขาว่าอยากบริจาคเลือด
          เขาก็เอาเลือดของพ่อไปช่วยคนได้เลย
          หรือเวลาพ่อเอาเงินหรือของไปบริจาค
          พ่อก็แค่เอาของไปให้ ควักเงินใส่ตู้ได้ทันที
          แต่สำหรับการบริจาคอวัยวะ คนที่ตัดสินใจคือ ญาติ
          พ่อกับอาเม้งเลยได้ไอเดียว่าจริง ๆ แล้ว
          การบริจาคอวัยวะที่ดีที่สุด ได้ผลที่สุด ทำง่ายที่สุด ก็คือ การบอกญาติ
          ไม่ต้องไปทำบัตรที่กาชาดหรอก

          พ่อเลยต้องทำพินัยกรรมนี้ไว้เพื่อบอกลูก
          ว่าถ้าวันนึงพ่อเกิดเป็นอะไรไป แล้วหมอเขาบอกลูกว่าพ่อสมองตาย
          จะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ ตอนนั้นพ่อคงลุกขึ้นมาบอกปันไม่ได้แล้ว
          ว่าพ่ออยากบริจาคอวัยวะ
          ยังไง ปันก็คุยกับแม่ แล้วช่วยทำตามความต้องการของพ่อด้วยนะลูก
          งานนี้เป็นงานที่พ่ออยากทำมานานแล้ว
          ขณะเดียวกันมันก็เป็นงานที่ยากมาก ๆ ด้วย
          เพราะมันมีความละเอียดอ่อน และประเด็นซับซ้อน
          ต้องระวังความรู้สึกของหลายคนหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
          รวมถึงมีหลายเรื่องที่ต้องสื่อสาร
          พ่อจึงพยายามทำหนังให้เข้าใจความรู้สึกของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ให้ได้มากที่สุด
          ไม่ว่าจะเป็นญาติที่เพิ่งสูญเสียคนรักที่กำลังนอนรอความตายอยู่ตรงหน้า
          คนที่ทุกข์ทรมานจากการรอการปลูกถ่ายอวัยวะมาเป็นระยะเวลานาน
          และเจ้าหน้าที่ที่ต้องเดินเข้าไปอธิบายญาติ เพื่อให้ญาติยินยอมบริจาค
          แต่ก็ต้องจบลงด้วยคำปฏิเสธเกือบทุกครั้ง

          ต้องขอบคุณ น้าเต๋อ นวพล ผู้กำกับที่พ่อรอเวลาที่จะทำงานด้วยมาตลอด
          น้าเต๋อโคตรเก่ง พ่อเรียนรู้หลายอย่างจากการทำงานกับคนเก่ง ๆ คนนี้
          ที่สำคัญสุภาพและใจดี รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น แต่ก็เข้มแข็งและชัดเจนในจุดยืนของตัวเอง
          จริง ๆ แล้ว เป็นไอเดียของน้าเต๋อที่อยากถ่ายทอด ความรู้สึกของคนทั้ง 3 ฝ่าย
          ให้คนดูได้เข้าใจถึงความรู้สึกและเหตุผลของแต่ละคนโดยทิ้งท้ายให้คนดูเป็นคนตัดสินใจเอง
          จุดเริ่มของงานนี้จริง ๆ แล้วเกิดจากน้ากุ๊ก (ภรรยาน้าเม้ง) คนที่ชวนพ่อไปรู้จักกับ True ที่เขากำลังหาคนมาช่วยทำโครงการนี้อยู่พอดี
          อีกคนที่พ่อจะไม่พูดถึงไม่ได้คือ น้าเจน โปรดิวเซอร์ คนสวย (คนที่ซื้อรองเท้าไดโนเสาร์มาฝากปันจากอเมริกาไง)
          ที่มาช่วยพ่ออย่างเต็มที่ ช่วยจนป่วยเลย

          น้าเม้งที่นั่งคิดงานนี้มาด้วยกันกับพ่อ
          น้าชลิตที่แวะมาช่วยออกความเห็นดี ๆ หลายเรื่อง
          น้าบอม ที่มาช่วยตัดงานที่บ้านเราจนดึกดื่น
          น้าไลลาที่ช่วยประสานงานและทำทุกอย่างเพื่องานนี้
          ข้อความในเว็บไซต์น้าไลลาก็เขียนเอง เขียนจนขาเจ็บเลย
          น้าจอย และน้าอีกหลายน้าที่พ่อไม่ได้พูดถึงที่มาช่วยงานนี้
          พ่อฝากปันไว้เท่านี้นะลูก
          และหวังว่าผลบุญจากการทำประโยชน์ของพ่อครั้งนี้จะส่งถึงปันและแม่
          รักลูกเสมอ
‪          #‎พินัยกรรมอวัยวะ‬

          ส่วนใครอยากจะทำพินัยกรรมอวัยวะ ขอเชิญชวนร่วมอัดคลิป ผ่านเว็บไซต์ www.บริจาคอวัยวะด้วยการบอกญาติ.com เชื่อว่าพินัยกรรมฉบับนี้เป็นพินัยกรรมที่มีค่าและมอบชีวิตใหม่ให้กับใครอีกหลายคน

ภาพและข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Pom Chaiyaporn,
www.บริจาคอวัยวะด้วยการบอกญาติ.com

-https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1738179343089463&id=100006922427998-

-https://www.บริจาคอวัยวะด้วยการบอกญาติ.com/home-

7
10 ทริคง่าย ๆ กำจัดสารพัดแมลงกวนใจภายในบ้าน
-http://home.kapook.com/view87411.html-

วิธีกำจัดแมลงในบ้าน ให้ไร้ความรำคาญใจ โดยสามารถนำวิธีกำจัดแมลงในบ้านไปใช้ได้สารพัดวิธี เพื่อบอกไล่เจ้าแมลงร้ายที่คอยป่วนให้หมดสิ้น

          นอกจากสมาชิกในบ้านแล้ว หลายบ้านยังต้องเจอแขกที่ไม่ได้รับเชิญเป็นเหล่ามด ปลวก และแมลงอีกสารพัด สร้างความหนักใจกันน่าดู แต่เจ้าแมลงตัวป่วนสารพัดชนิดก็มีวิธีจัดการให้อยู่หมัดแบบไม่ต้องมากวนใจเราบ่อย ๆ เหมือนกัน และในวันนี้กระปุกดอทคอมก็นำวิธีกำจัดแมลงมาฝาก ลองไปทำตามพร้อมกันได้เลยจ้า

 1. ทำความสะอาดเตียงให้ดี ตัวไรไม่มีแน่

          ตัวเหลือบ ตัวไร ที่เกิดจากการหมักหมม และเชื้อโรคบนฟูกนอน กำจัดได้ง่าย ๆ เพียงแค่คุณขยันซักผ้าปูที่่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม และเครื่องนอนทุกชิ้น รวมถึงหมั่นนำไปตากแดดฆ่าเชื้อโรคบ่อย ๆ เชื้อโรค และตัวไรทั้งหลายก็คงอพยพหนีไปไม่มากวนใจอีก

 2. ยิ่งปลูกต้นไม้ใกล้บ้าน ยิ่งมีสารพัดแมลง

          ทั้งมด ปลวก และแมลงสารพัดชนิด ใช้ช่องทางจากต้นไม้ริมหน้าต่าง หรือกิ่งไม้ที่ยื่นมาเกาะกำแพงบ้าน เป็นทางเดินเข้ามาในบ้านเราได้อย่างง่าย ๆ และถ้าคุณมีต้นไม้ปลูกชิดกำแพงบ้าน เห็นแมลงมาเกาะแกะอาหาร หรือไต่อยู่รอบ ๆ บ้านก็คงไม่น่าแปลกใจ ดังนั้นควรตัดแต่งกิ่งไม้ไม่ให้รุ่มร่ามย่างกรายเข้ามาใกล้บ้าน หรือทางที่ดีไม่ปลูกต้นไม้ใกล้ตัวบ้านเลยจะดีที่สุด

 3. ปิดฝาภาชนะให้แน่น ป้องกันได้อีกทาง

          อาหารทุกชนิดที่จัดเก็บในกล่อง ควรปิดฝากล่องให้แน่นหนาด้วย แค่นี้ก็สามารถป้องกันมด และแมลงมาก่อกวนได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ถ้าจะป้องกันให้ดีที่สุด อาจจะต้องรองน้ำที่ขาชั้นวางของ หรือขาโต๊ะสักหน่อย รับรองว่ามด และแมลงไต่มาถึงกล่องอาหารเราไม่ได้แน่ ๆ

 4. เหยื่อล่อน้อย ต้นเหตุดักหนูไม่สำเร็จ

          สำหรับบ้านไหนที่มีหนูวิ่งเล่นทั่วบ้าน และเคยใช้กับดักหนูแล้วแต่ไม่สำเร็จ ปัญหาของคุณอาจจะอยู่ที่เหยื่อล่อมีจำนวนน้อยไปก็ได้ค่ะ จึงทำให้หนูฉกอาหารไปกินได้โดยไม่ทันโดนกับดักของเราจับไว้ซะก่อน เอาเป็นว่าคราวหน้าถ้าจะดักหนู ก็อย่าลืมเพิ่มเหยื่อล่อให้มากขึ้นอีกนิดก็แล้วกันนะคะ

 5. ต้นตอเชื้อโรค อยู่ที่ของหมักหมม

          ไม่ว่าจะเป็นจานที่กองทับถมในอ่างล้างจานหลายวัน ถังขยะที่ไม่ได้ทิ้งมาเป็นสัปดาห์ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีที่คุณอาจคาดไม่ถึง ! แถมยังเป็นแหล่งกำเนิด หรือของล่อมด แมลง เชื้อราได้อีกด้วย ฉะนั้นล้างทำความสะอาดจานชามทันที และหมั่นทิ้งขยะทุกวันก็จะช่วยลดแมลงก่อกวนบ้านได้ดีขึ้นเยอะ

6. สารเคมีไล่แมลง สิ่งนี้ต้องระวัง

          ขึ้นชื่อว่าสารเคมี ก็บอกยี่ห้ออยู่แล้วว่า ต้องมีสารเจือปน สารสังเคราะห์ ของเทียม และอะไรอื่น ๆ อีกมาก ที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายกับทั้งสัตว์ สิ่งแวดล้อม และคนได้ทั้งหมด ดังนั้นหากจะเลือกใช้สารเคมีกำจัดแมลง ควรต้องตรวจสอบการใช้งาน และข้อควรระวังอย่างถี่ถ้วน หรือทางที่ดีอาจจะเลือกใช้วิธีกำจัดแมลงจากธรรมชาติก็ได้ แต่ในกรณีที่ปัญหาแมลงก่อกวนบ้านของคุณเป็นเรื่องใหญ่ คงดีกว่าถ้าจะมอบหน้าที่กำจัดแมลงให้บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้แทน

 7. เลือกบริษัทกำจัดแมลงที่มีคุณภาพ และรับรองผล

          ในกรณีที่ต้องพึ่งบริษัทกำจัดแมลงจริง ๆ สิ่งแรกที่คุณควรตรวจสอบคงหนีไม่พ้นคุณภาพของบริษัทกำจัดแมลงนั้น ๆ ผลงานที่การันตีความสามารถของบริษัทได้ และการรับรอง รวมทั้งบริการหลังการขาย เพื่อให้แน่ใจได้ว่า แมลงที่ก่อกวนบ้านเราอยู่จะหมดสิ้นไปจริง ๆ หรือถ้ากำจัดครั้งแรกแล้วไม่เห็นผล จะได้เคลมกับบริษัทได้โดยไร้การเกี่ยงงอน

 8. ตรวจสอบระยะห่างของพื้นที่กำจัดปลวก

          สำหรับบ้านไหนที่จ้างบริษัทกำจัดปลวก หลังจากที่เขาทำหน้าที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรตรวจสอบพื้นที่กำจัดปลวกสักนิดนึงค่ะ เอาพอประมาณได้ว่า เขาเจาะรูกำจัดปลวกเกิน 12 นิ้วหรือเปล่า ถ้าเกินก็ถือว่าเสี่ยง และอาจจะทำให้การกำจัดปลวกครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

 9. เก็บตัวอย่างแมลงที่ต้องการกำจัด

          หากแมลงที่เข้ามาก่อกวนบ้านคุณมีลักษณะแปลกตา คงจะดีไม่น้อยหากคุณเก็บตัวอย่างแมลงเอาไว้ เพื่อส่งต่อให้บริษัทกำจัดปลวก หรือร้านขายยาฆ่าแมลงได้ดู เขาจะได้เลือกผลิตภัณฑ์กำจัดแมลงที่สมน้ำสมเนื้อกับแมลงตัวเจ้าปัญหา

10. เปลี่ยนหลอดไฟเป็นสีวอร์มไวท์เวิร์กกว่า

          หลอดไฟสีขาวช่วยกำจัดแมลงได้ส่วนหนึ่งก็จริง แต่เมื่อแมลงเหล่านี้มาเกาะแกะแถวหลอดไฟ แมงมุมก็จะได้โอกาสเข้ามาปักหลักคอยกินแมลงที่บินว่อนอยู่ ซึ่งก็แน่นอนว่าพื้นที่รอบ ๆ หลอดไฟของคุณจะมีใยแมงมุมเป็นพร็อพเสริมโดยที่ไม่ได้สมัครใจเลย แต่ถ้าเปลี่ยนหลอดไฟเป็นสีวอร์มไวท์ แมลงก็จะถูกกำจัดอย่างเดิม แต่แมงมุมจะคลำทางมาสร้างใยไม่ได้ แค่นี้ก็รู้แล้วว่า หลอดไฟแบบไหนเจ๋งกว่ากัน

 
          สารพัดปัญหาแมลงกวนบ้าน รังควาญใจทั้งหลาย จริง ๆ แล้วก็กำจัดไม่ยากเลยนะคะ เพียงแค่เราตัดเส้นทางเดินของแมลงทั้งหมด กำจัดแหล่งหมักหมม สะสมเชื้อโรคในบ้านให้เกลี้ยง และคอยหมั่นจัดการต้นตอแมลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามวิธีที่เห็นผล แค่นี้บ้านแสนสุขของเราก็คงไม่มีแมลงทุกชนิดมาก่อกวนแล้วเนอะ

8
ดูหนัง ดูเรา ดูโลก ( Movie and Wisdom ) / บางระจัน
« เมื่อ: มีนาคม 27, 2016, 09:36:15 PM »
HD บางระจัน--Bang Rajan (THe Legend of the Village Warriors)
https://www.youtube.com/watch?v=ERWg0T8YG1o
-https://www.youtube.com/watch?v=ERWg0T8YG1o-




บางระจัน 1
https://www.youtube.com/watch?v=_aATYcLgF7A
-https://www.youtube.com/watch?v=_aATYcLgF7A-





บางระจัน 2 เต็มเรื่อง - (Full Movie)
https://www.youtube.com/watch?v=Af57QYkJRTM
-https://www.youtube.com/watch?v=Af57QYkJRTM-




อาถรรพ์ บางระจัน
https://www.youtube.com/watch?v=bC1jXK67y10
-https://www.youtube.com/watch?v=bC1jXK67y10-




ตำนาน 11วีรชน ผู้นำการศึก แห่งบ้านบางระจัน
https://www.youtube.com/watch?v=dDQzMthyVdQ
-https://www.youtube.com/watch?v=dDQzMthyVdQ-




.

9
" หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ เห็นพระตกนรก "

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ หรือ พระราชพรหมยาน แห่งวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ที่ได้ชื่อว่าเป็นเลิศในฤทธิ์ทางใจ หรือ มีวิชามโนมยิทธิ ท่านได้กล่าวเล่าถึงประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่ท่านได้เห็นพระภิกษุรูปหนึ่งตกนรกจากหนังสือ ตายแล้วไม่สูญ…แล้วไปไหน ว่า

ครั้งหนึ่งมีพระผู้ทรงสมณศักดิ์รูปหนึ่งเป็นถึงระดับท่านเจ้าคุณอยู่ที่วัดฝั่งพระนคร โดยที่พระรูปนี้ท่านกล่าวเอาไว้ว่า “บวชพระมาสามสิบปีเศษแล้วไม่เคยเห็นนรกสักนิด” ซึ่งนับเป็นความเห็นที่ผิดมาก ยิ่งได้อยู่ในสถานะที่เป็นพระภิกษุด้วยแล้วจึงยิ่งให้ผลกรรมหนักมากขึ้นเพราะตลอดชีวิตของพระสมณะรูปนี้ได้กระทำผิดพระวินัยมากมาย ทำให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีลิงดำไม่เคยชอบใจเลยที่จะต้องไปพบกับพระรูปนี้

เมื่อพระสมณะรูปนี้ได้มรณภาพลง ครั้งหนึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีลิงดำขึ้นได้นั่งสมาธิภาวนาเพื่อที่จะลงไปดูนรก โดยที่เมื่อไปถึงก็ได้พบกับพระยายมราช โดยที่ท่านจะเรียกพระยายมราชว่า “ท่านลุง” โดยพระยายมราชได้กล่าวเล่าถึงผลการตัดสินโทษของพระสมณะที่เพิ่งตายลงมารูปนั้นว่า

“ยมบาลเขาตัดสินแล้วขณะนี้ พระรูปนั้นอยู่ในอเวจีมหานรก” ซึ่งทำให้ท่านเกิดความสงสัยจึงถามว่า “พระตกนรกด้วยหรือ” พระยายมราชก็ตอบว่า “พระภิกษุนั้นตกนรกเป็นประจำ เพราะพระเหล่านั้นบวชแล้วไม่ทำตัวเป็นพระ ก็ต้องตกนรกเป็นธรรมดา”

หลวงพ่อเกิดความสงสัยจึงถามท่านต่อว่า “พระที่เทศน์สอนชาวบ้านเรื่องนรกสวรรค์ได้ ทำไมต้องตกนรก” ท่านจึงตอบว่า “ก็พระดีแต่สอนชาวบ้านแต่ตัวเองไม่ได้ปฏิบัติตนตามที่สอนเขา บอกให้คนอื่นทำดีแต่ตัวไม่ทำด้วย พระอย่างนี้ลงนรกหมดและก็มีโทษหนักมาก”

หลวงพ่อท่านจึงปรารภว่า “ผมอยากเห็นท่านเจ้าคุณ” ซึ่งท่านหมายถึงพระรูปที่ตกนรกนั่นเอง

พระยายมราชจึงได้ยกมือขึ้น ก็ปรากฏว่ามีภาพอเวจีมหานรกมาปรากฏใกล้ตัวท่านและภาพท่านเจ้าคุณผู้นั้นก็ปรากฏเป็นลักษณะดังนี้

ท่านต้องยืนกางแขน มีหอกปักจากเพดานเหล็กด้านบนปักติดอยู่ที่มือทั้งสองข้าง ปลายด้ามหอกติดเพดานหัวหอกติดพื้นเหล็กด้านล่างที่เป็นพื้น มีหอกปักด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง ตรงหัวสลับกัน ส่วนหอกด้านปลายและด้ามตรึงติดกำแพงเหล็ก กล่าวคือสภาพร่างกายทั่วตัวมีหอกปักตรึงจนขยับเขยื้อนไม่ไหว และมีเปลวไฟละเอียดร้อนมากกว่านรกทุกขุมพุ่งมาเผาอยู่ตลอดเวลา

เหตุที่ทำให้พระเจ้าคุณรูปนี้ต้องรับโทษเช่นนี้ก็เพราะว่า พระรูปนี้ได้ทำผิดสร้างกรรมเอาไว้มากมายเมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์โดย

1. เมื่อบวชแล้วท่านไม่สนใจในการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ไม่สนใจในการปฏิบัติสมถะภาวนา ไม่เคยวิปัสสนากรรมฐานใดๆ ซึ่งผิดวิสัยความเป็นพระ เมื่อทำตนไม่สมควรในความเป็นพระ จึงจัดเป็นความผิด คือเป็นคนลวงโลก หลอกชาวบ้านว่าเป็นพระคอยเอาเปรียบผู้อื่น

2. เมื่อได้ศึกษาพระปริยัติธรรมแล้ว ไม่ยอมประพฤติตามธรรมนั้น โดยมุ่งเอาความรู้ไปสอนชาวบ้าน โดยเป็นไปในทางหวังเพื่อให้เกิดทรัพย์สินแก่ตน ไม่เคยนำทรัพย์สินนั้นๆ ไปสงเคราะห์ส่วนสาธารณประโยชน์หรือบำรุงพระศาสนา โดยเอาไปซื้อที่ดิน ซื้อทอง ออกเงินให้กู้ ซึ่งเป็นวิสัยของฆราวาส พระภิกษุรูปอื่นท่านห้ามไม่ให้ทำแต่ก็ยังฝืนทำ

3. เมื่อมีทรัพย์ก็มีความทะเยอทะยานอยากได้ยศ เมื่อมียศแล้วก็เมายศ คิดว่าตนเองเป็นผู้วิเศษ แม้แต่เห็นผู้ที่ทรงฌานแล้วก็ยังกล้าคัดค้านเหยียดหยามเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาโดยตรง

4. ในฐานะที่ท่านเป็นพระทรงสมณะศักดิ์ เป็นพระราชาคณะ เมื่อเป็นพระมีศักดิ์ใหญ่ อำนาจก็ต้องมาก และมีลูกน้องใต้บังคับบัญชาก็มาก ใครอยากได้ยศได้ตำแหน่งอะไรก็ต้องเสียเงินให้ตามอัตรา เวลามาขอยศขอตำแหน่ง ก็ต้องหาพานมาประเคนโดยมีเงินเป็นที่ตั้ง

เวลานิมนต์เทศน์ต้องติดเงินก้อนใหญ่ๆให้ ทำให้ท่านกลายเป็นพระมหาเศรษฐีใหญ่ มีลูกหนี้มาก คือมีเงินให้กู้มากๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผิดวิสัยสงฆ์ชัดเจน ซึ่งหลวงพ่อฤๅษีลิงดำท่านก็ได้ถามกับ ท่านเจ้าคุณผู้ตกนรกเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีอยู่ ก็สามารถบอกได้ทั้งหมดว่ามีอะไรบ้าง

5. ในฐานะที่พระรูปนี้เป็นพระปลอม คือบวชแต่ตัวและมัวเมาในลาภ ยศ สรรเสริญ และกามสุข มีพระที่มีศีลบริสุทธิ์บ้าง มีสมาธิตั้งมั่นบ้าง มีวิปัสสนาดี เป็นถึงพระอริยเจ้ามากราบไหว้ท่าน ท่านก็เลยหลงในอำนาจทำวางอำนาจบาตรใหญ่ในฐานะเป็นเจ้าคุณ กรรมข้อนี้อีกข้อหนึ่งที่ทำให้ท่านลงอเวจีมหานรก

เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ได้พังเรื่องราวนี้จบแล้ว ท่านก็ดีใจกราบลาท่านลุงกลับบ้านแล้วนำเรื่องราวที่ท่านได้ไปท่องนรกมาบอกกล่าวแก่ญาติโยมโดยเฉพาะคุณยายที่เคยสนิทสนมกับอดีตท่านเจ้าคุณรูปนี้ให้ฟังถึงผลกรรมที่ท่านเจ้าคุณเคยกระทำไว้เมื่อยังมีชีวิตว่า ผลกรรมที่ทำเพราะความโลภ และความหลงในตนนั้นมีผลร้ายแรงกว่าทำในขณะที่เป็นฆราวาสมากมายนัก

ที่มา -https://www.facebook.com/bunditpin/posts/1040549902691254-

10
บทความ (Blog) / วันครู
« เมื่อ: มกราคม 16, 2016, 09:41:15 AM »
วันครู
-http://www.moe.go.th/PSD/Page%20Design/03_Teacher_Day/teather%20day/-

ประวัติวันครู

วันครูได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ พ.ศ. 2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า คุรุสภาเป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครูในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ให้ความเห็นเรื่องนโยบายการศึกษาและวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษาธิการ ควบคุม จรรยาและวินัยของครูรักษาผลประโยชน์ ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครูและครอบครัว ได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู

ด้วยเหตุนี้ในทุกปี คุรุสภาจะจัดให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูจากทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา และชักถามปัญหาข้อข้องใจต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภาโดยมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ตอบข้อสงสัย สถานที่ ในการประชุมสมัยนั้นใช้หอประชุมสามัคยาจารย์ หอประชุมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในระยะหลังใช้หอประชุมคุรุสภา

ปี พ.ศ. 2499 ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า

"ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณ เป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าวันครูควรมี สักวันหนึ่งสำหรับให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้แสดงความเคารพ สักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณทั้งหลาย เพราะเหตุว่าสำหรับ คนทั่วไปถ้าถึงวันตรุษ วันสงกรานต์ เราก็นำเอาอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละ ทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการ ทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง"

จากแนวความคิดนี้ กอปรกับความเห็นของครูที่แสดงออกทางสื่อมวลชนและอื่นๆ ล้วนเรียกร้องให้มีวันครูเพื่อให้เป็นวันแห่งการรำลึก ถึงความสำคัญของครูในฐานะที่เป็นผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดี เพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันมากในปีเดียวกันที่ประชุมคุรุสภาสามัญประจำปีจึงได้พิจารณาเรื่องนี้และมีมติเห็นควรให้มีวันครูเพื่อเสนอ คณะกรรมการอำนวยการต่อไป โดยได้เสนอหลักการว่า เพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครูและเพื่อส่งเสริม ความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับประชาชน

การจัดงานวันครูได้จัดเป็นครั้งแรกเมื่อ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดังกล่าวได้ ในส่วนกลางใช้สถานที่ของกรีฑาสถานแห่งชาติเป็นที่จัดงานวันครูนี้ได้กำหนดเป็นหลักการให้มีอนุสรณ์งานวันครูไว้แก่อนุชนรุ่นหลังทุกปี อนุสรณ์ที่สำคัญคือ หนังสือประวัติครู หนังสือที่ระลึกวันครู และสิ่งก่อสร้างเป็นถาวรวัตถุ

การจัดงานวันครูได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกิจกรรมให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมตลอดเวลา ในปัจจุบันได้จัดรูปแบบ การจัดงานวันครูจะมีกิจกรรม 3ประเภทหลักดังนี

    กิจกรรมทางศาสนา
    พิธีรำลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ ประกอบด้วยพิธีปฏิญาณตน การกล่าวคำระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์
    กิจกรรมเพื่อความสามัคคีระหว่างผู้ประกอบอาชีพครู ส่วนมากเป็นการแข่งขันกีฬาหรือการจัดงานรื่นเริงในตอนเย็น

    ความหมายของดอกไม้ต่าง ๆ ที่นิยมใช้ในการไหว้ครู

              ดอกมะเขือ เป็นดอกที่โน้มต่ำลงมาเสมอ ไม่ได้เป็นดอกที่ชูขึ้น คนโบราณจึงกำหนดให้เป็นดอกไม้สำหรับไหว้ครู ไม่ว่าจะเป็นครูดนตรี ครูมวย ครูสอนหนังสือ ก็ให้ใช้ดอกมะเขือนี้ เพื่อศิษย์จะได้อ่อนน้อมถ่อมตนพร้อมที่จะเรียนวิชาความรู้ต่าง ๆ นอกจากนี้มะเขือยังมีเมล็ดมาก ไปงอกงามได้ง่ายในทุกที่ เช่นเดียวกับ หญ้าแพรก

              หญ้าแพรก เป็นหญ้าที่เจริญงอกงาม แพร่กระจายพันธ์ ไปได้อย่างรวดเร็วมาก หญ้าแพรกดอกมะเขือจึงมีความหมายซ่อนเร้นอยู่ คนโบราณจึงถือเอาเป็นเคล็ดว่า ถ้าใช้หญ้าแพรกดอกมะเขือไหว้ครูแล้ว สติปัญญาของเด็กจะเจริญงอกงามเหมือนหญ้าแพรกและ ดอกมะเขือนั่นเอง


              ข้าวตอก เนื่องจากข้าวตอกเกิดจากข้าวเปลือกที่คั่วด้วยไฟอ่อน ๆ ให้ร้อนเสมอกันจนถึงจุดหนึ่งที่เนื้อข้างในขยายออก จนดันเปลือกให้แยกออกจากกัน ได้ข้าวสีขาวที่ขยายเม็ดออกบาน ซึ่งสามารถนำไปประกอบพิธีกรรม หรือทำขนมต่าง ๆ ได้ ดังนั้น ข้าวตอกจึงเป็นสัญลักษณ์ของความมีระเบียบวินัย หากใครสามารถทำตามกฎระเบียบ เอาชนะความซุกซนและความเกียจคร้านของตัวเองได้ ก็จะเหมือนข้าวตอกสีขาวที่ถูกคั่วออกจากข้าวเปลือก


              ดอกเข็ม เพราะดอกเข็มนั้นมีปลายแหลม สติปัญญาจะได้แหลมคมเหมือนดอกเข็ม และก็อาจเป็นได้ว่า เกสรดอกเข็มมีรสหวาน การใช้ดอกเข็มไหว้ครู วิชาความรู้จะให้ประโยชน์กับชีวิต ทำให้ชีวิตมีความสดชื่นเหมือนรสหวานของดอกเข็ม

-------------------------------------------------


คําขวัญวันครู 2559 ประวัติวันครูแห่งชาติ
-http://hilight.kapook.com/view/19311-

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          วันครู 2559 วันที่ 16 มกราคม วันครูแห่งชาติ เนื่องในวันครู เรามีบทความ ประวัติวันครู กลอนวันครู 2559 คําขวัญวันครู 2559 มาฝาก

          เดือนมกราคมเวียนมาถึงอีกครั้ง บรรดานักเรียนทั้งหลายคงจำกันได้ดีว่า วันที่ 16 มกราคมของทุกปีเป็นวันครู ที่กำหนดขึ้นเพื่อให้ลูกศิษย์ทั้งหลายระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ที่ได้สอนสั่งอบรมวิชาให้เรา วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปทำความรู้จักถึงความหมายของครู  ประวัติวันครู ความเป็นมาเกี่ยวกับวันครู และ คําขวัญวันครู 2559 มาฝากค่ะ 

ความหมายของครู

          ครู หมายถึง ผู้สั่งสอนศิษย์ หรือ ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์ ซึ่งมีผู้กล่าวว่ามาจากคำว่า ครุ (คะ-รุ) ที่แปลว่า "หนัก" อันหมายถึง ความรับผิดชอบในการอบรมสั่งสอนของครูนั้น นับเป็นภาระหน้าที่ที่หนักหนาสาหัสไม่น้อย กว่าคน ๆ หนึ่งจะเติบโตเป็นผู้มีวิชาความรู้ และเป็นคนดีของสังคม ผู้เป็น "ครู" จะต้องทุ่มเทแรงกายและแรงใจไม่น้อยไปกว่าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเลย ซึ่งในชีวิตของคน ๆ หนึ่ง นอกเหนือไปจากพ่อแม่ซึ่งเปรียบเสมือน "ครูคนแรก" ของเราแล้ว การที่เด็ก ๆ จะดำรงชีพต่อไปได้ในสังคม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี "ครู" ที่จะประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ เพื่อปูพื้นฐานไปสู่หนทางทำมาหากินในภายภาคหน้าด้วย ดังนั้น "ครู" จึงเป็นบุคคลสำคัญที่เราทุกคนควรจะได้แสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อท่าน

ความสำคัญของครู

          ในชีวิตของคนเราถือว่า บิดามารดา เป็นผู้มีพระคุณอันสูงสุด เพราะท่านเป็นผู้ให้ชีวิต ให้ความรัก ให้ความเมตตา มีความห่วงใย และเสียสละเพื่อลูก นอกจาก บิดามารดา แล้ว ก็มีครูเป็นผู้มีพระคุณคล้าย บิดามารดา คือ เป็นผู้อบรมสั่งสอนถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ รวมทั้งให้ความรัก ความเมตตาต่อศิษย์ทุกคน นับได้ว่าครูเป็นผู้เสียสละที่ไม่แพ้บุพการี

          ครูจึงนับเป็นปูชนียบุคคลที่มีความสำคัญอย่างมาก ในการให้การศึกษาเรียนรู้ ทั้งในด้านวิชาการ และประสบการณ์ ตลอดเป็นผู้มีความเสียสละ ดูแลเอาใจใส่ สั่งสอนอบรมให้เด็กได้พบกับแสงสว่างแห่งปัญญา อันเป็นหนทางแห่งการประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเอง รวมทั้งนำพาสังคมประเทศชาติ ก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ฉะนั้นวันที่ 6 ตุลาคม จึงได้เป็นวันครูสากล เพื่อคนที่เป็นครูทั่วโลกที่เสียสละนำพาเราทุก ๆ คน ไปถึงฝั่งฝันนั่นเอง


วันครู 2557 ประวัติวันครูแห่งชาติ

ประวัติความเป็นมาวันครู

          วันครู ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี พ.ศ. 2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า คุรุสภา เป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครูในขณะเดียวกัน ก็ทำหน้าที่ให้ความเห็นเรื่องนโยบายการศึกษา และวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษาธิการ ควบคุมจรรยาและวินัยของครู รักษาผลประโยชน์ ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครู และครอบครัวได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้ และความสามัคคีของครู

          ทุกปีคุรุสภาจะจัดให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา และซักถามปัญหาข้อข้องใจต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภาโดยมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา เป็นผู้ตอบข้อสงสัย สถานที่ในการประชุมสมัยนั้นใช้หอประชุมสามัคคยาจารย์ หอประชุมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในระยะหลังใช้หอประชุมคุรุสภา

          พ.ศ. 2499 ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป.พิบูล สงคราม นายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติศักดิ์ ได้กล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า

          "ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณเป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่า วันครู ควรมีสักวันหนนึ่งสำหรับให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้แสดงความเคารพสักการะต่อวันสงกรานต์ เราก็นำเอาอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการ ทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง"

          จากแนวความคิดนี้ กอปรกับความเห็นของครูที่แสดงออกทางสื่อมวลชนและอื่น ๆ ที่ล้วนเรียกร้องให้มีวันครูเพื่อให้เป็นวันแห่งการรำลึกถึงความสำคัญของครูในฐานะที่เป็นผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดีเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันมาก ในปีเดียวกันที่ให้มีวันครูเพี่อเสนอคณะกรรมการอำนวยการต่อไป โดยได้เสนอหลักการว่า เพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพจารย์ ส่งเสริมความสามัคคีธรรมระหว่างครูและพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับประชาชน

          คณะมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2499 ให้วันที่ 16 มกราคมของทุกปีเป็น วันครู โดยถือเอาวันที่ประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2488 เป็น วันครู และให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดังกล่าว

          งานวันครูได้จัดเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 ในส่วนกลางใช้สถานที่ของกรีฑาสถานแห่งชาติเป็นที่จัดงาน ได้กำหนดเป็นหลักการให้มีอนุสรณ์งานวันครูไว้แก่อนุชนรุ่นหลังทุกปี อนุสรณ์ที่สำคัญ คือ หนังประวัติครู หนังสือที่ระลึกวันครู และสิ่งก่อสร้างที่เป็นถาวรวัตถุ
 
คำขวัญวันครู

คำขวัญวันครู 2559 เจ้าของคำขวัญ : พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

         "อนาคตก้าวไกล ด้วยครูดี มีคุณภาพ"

คำขวัญวันครู 2558 เจ้าของคำขวัญ :  เด็กหญิงอนุสรา ชื่นบาล

         "เกียรติครูยิ่งใหญ่ น้อมใจบูชา เลิศล้ำคุณค่า ศรัทธาพระคุณ"

คำขวัญวันครู 2557 เจ้าของคำขวัญ :  นายธีธัช บรรณะทอง

         "เทิดพระเกียรติทั่วหล้า กตัญญูบูชา แม่และครูแห่งแผ่นดิน"

คำขวัญวันครู 2556 เจ้าของคำขวัญ : นายสะอาด สีหภาค

         "แปดสิบพรรษา พระราชินี ราษฏร์รัฐภักดี ครูศรีแผ่นดิน"

คำขวัญวันครู 2555 เจ้าของคำขวัญ : นางสาวขนิษฐา อุตรโส

         "บูชาครูแห่งแผ่นดิน จอมปราชญ์ศาสตร์ศิลป์ สยามินทร์ ภูมิพล"

คำขวัญวันครู 2554 เจ้าของคำขวัญ : นางกนกอร ภูนาสูง

         "เทิดพระเกียรติทั่วหล้า บูชาครูของแผ่นดิน ภูมินทร์ภูมิพล"

คำขวัญวันครู 2553 เจ้าของคำขวัญ : นายกันทา วงศ์จันทร์ทิพย์

         "น้อมจิตวันทา บูชาคุณครู กตัญญูกตเวที"

คำขวัญวันครู 2552 เจ้าของคำขวัญ :  นางนฤมล จันทะรัตน์

          "ครูสร้างคนดี เป็นศรีแผ่นดิน ทั่วถิ่นศรัทธา บูชาคุณครู"

คำขวัญวันครู 2551 เจ้าของคำขวัญ : นางพงษ์จันทร์ สุขเกษม

          "ครูของแผ่นดิน เลิศศิลป์ศาสตร์ มหาราชภูมิพล ชนบูชา"

คำขวัญวันครู 2550 เจ้าของคำขวัญ : นางสาวศันสนีย์ แสนโรจน์

          "สิบหกมกรา เทิดทูน พ่อแผ่นดิน ภูมินทร์บรมครู"

คำขวัญวันครู 2549 เจ้าของคำขวัญ : นางพรรณา คงสง

          "ครูดีเป็นศรีแผ่นดิน ศิษย์ทั่วถิ่นศรัทธาบูชาครู"

คำขวัญวันครู 2548 เจ้าของคำขวัญ : นายประจักษ์ หัวใจเพชร

          "ครูสร้างคนสร้างชาติด้วยศาสตร์ศิลป์ ทั่วแผ่นดินศรัทธาบุชาครู"

คำขวัญวันครู 2547 เจ้าของคำขวัญ : นางสาวพรทิพย์ ศุภกา

          "ครู คือ พลังสร้างแผ่นดิน ไทยทุกถิ่นน้อมบูชาพระคุณครู"
 
คำขวัญวันครู 2546 เจ้าของคำขวัญ : นางสมปอง สายจันทร์

          "ครูให้ความรู้ ควบคู่จรรยา ปวงชนทั่วหล้า น้อมบูชาครู"

คำขวัญวันครู 2545 เจ้าของคำขวัญ : นายสุเทพ วิเศษศักดิ์ศรี

          "สร้างคนสร้างชาติ สร้างศาสตร์ก้าวหน้า สร้างภูมิปัญญา ขอบูชาครู"

คำขวัญวันครู 2544 เจ้าของคำขวัญ : นางสาวสุทิสา ธนบดีไพบูลย์

          "พระคุณครูยิ่งใหญ่ สร้างไทยให้พัฒนา ขอบูชาคุณครู

คำขวัญวันครู 2543 เจ้าของคำขวัญ : นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล และนายประจักษ์ เสตเตมิ

          "ครูต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครู และประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี"

          "สร้างชาติ สร้างคน ผลงานของครู ทั่วโลกรับรู้ เชิดชูบูชา"

คำขวัญวันครู 2542 เจ้าของคำขวัญ :  นายปัญจะ เกสรทอง และนางเซียมเกียว แซ่เล้า

          "ครูเป็นผู้เบิกทางแห่งปัญญา"

          "ครูชี้ทางสร้างสรรค์ภูมิปัญญา ชนเชิดบูชาพระคุณครู"

คำขวัญวันครู 2541 เจ้าของคำขวัญ : นายชุมพล ศิลปอาชา

          "ครูเป็นผู้นำทางปัญญา ชี้นำประชาธิปไตย สร้างเด็กไทยให้เป็นคนดี"

คำขวัญวันครู 2540 เจ้าของคำขวัญ : นายสุขวิช รังสิตพล

          "ครูสร้างศิษย์ ด้วยมิตรและน้ำใจ ครูคือผู้ให้ เพื่อเยาวชนไทยได้พัฒนา"

คำขวัญวันครู 2539 เจ้าของคำขวัญ : นายสุขวิช รังสิตพล

          "ครู เป็นหัวใจของการพัฒนาคน"

คำขวัญวันครู 2538 เจ้าของคำขวัญ : นายสัมพันธ์ ทองสมัคร

          "อุทิศเวลา รักษาคุณธรรม ชี้นำประชาธิปไตย สร้างเด็กไทยให้เป็นคนดี"
 
คำขวัญวันครู 2537 เจ้าของคำขวัญ : นายสัมพันธ์ ทองสมัคร

          "ครู คือ ผู้มีคุณธรรม ชี้นำประชาธิปไตย สร้างเด็กไทยให้เป็นคนดี"
 
คำขวัญวันครู 2536 เจ้าของคำขวัญ : นายสัมพันธ์ ทองสมัคร

          "ครู คือ นักพัฒนา และรักษาสิ่งแวดล้อม"

คำขวัญวันครู 2535 เจ้าของคำขวัญ : ดร.ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์

          "ครู คือ ผู้ให้ ผู้สร้าง ผู้พัฒนา และผู้นำเยาวชนของชาติ

คำขวัญวันครู 2534 เจ้าของคำขวัญ : พลเอก มานะ รัตนโกเศศ
     
          "ครู คือ ผู้สร้างสรรค์ให้เยาวชนของชาติเป็นพลเมืองดี"
 
คำขวัญวันครู 2533 เจ้าของคำขวัญ : พลเอก มานะ รัตนโกเศศ

          "ครู คือ ผู้อุทิศทั้งชีวิตและจิตใจ ส่งเสริมเพิ่มพูนให้เยาวชนเป็นคนดี

คำขวัญวันครู 2532 เจ้าของคำขวัญ : พลเอก มานะ รัตนโกเศศ

          "ครูดี มีจรรยา มุ่งค้นคว้าเพื่อพัฒนาเด็กไทย"

คำขวัญวันครู 2531 เจ้าของคำขวัญ : นายมารุต บุญนาค

          "ครูเป็นผู้สร้าง ครูเป็นผู้ให้ความหวัง ครูเป็นพลังให้ศิษย์เป็นคนดี"
 
คำขวัญวันครู 2530 เจ้าของคำขวัญ : นายมารุต บุญนาค

          "ครูดีมีวินัย และคุณธรรม ย่อมน้อมให้เยาวชนเป็นพลเมืองดี"

คำขวัญวันครู 2529 เจ้าของคำขวัญ : นายชวน หลีกภัย

          "ครู คือ ผู้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณค่าต่อการพัฒนาชาติให้ก้าวหน้าและอยู่รอดปลอดภัย" 

คำขวัญวันครู 2528 เจ้าของคำขวัญ : นายชวน หลีกภัย

          "การที่บุคคลหนึ่งจะดำรงชีวิตได้อย่างดีนั้นมิใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะผู้เป็นครูมีแนวปฏิบัติที่ยากยิ่ง เป็นสิ่งน่าเห็นใจที่ครูจะต้องปฏิบัติโดยยึดถือความดี มีคุณธรรมระดับสูงกว่าบุคคลทั่วไป แต่ก็น่าภาคภูมิใจ เมื่อครูผู้ปฏิบัตินั้น ได้รับความเชื่อถือ ศรัทธา และยอมรับจากสังคมมากขึ้น จึงขอให้เพื่อนครูทุกท่านปฏิบัติตนด้วยความเสียสละ อดทน ยึดถือความดี มีคุณธรรมเพื่อจะบังเกิดผลดีแก่ตนเอง ชุมชน และประเทศชาติสืบไป"

คำขวัญวันครู 2527 เจ้าของคำขวัญ : นายชวน หลีกภัย

          "ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2527 ผมขอให้เพื่อนครูที่รักทั้งหลายและสมาชิกคุรุสภาทุกท่าน ประสบความสุขสิริสวัสดิ์พิพัฒน์มงคล สัมฤทธิ์ผลอันพึงปรารถนาตลอด" 

คำขวัญวันครู 2526 เจ้าของคำขวัญ : ดร.เกษม ศิริสัมพันธ์

          "อนาคตของเด็กไทย อยู่ที่ความเอาใจใส่ของครูทุกคน"

คำขวัญวันครู 2525 เจ้าของคำขวัญ : ดร.เกษม ศิริสัมพันธ์

          "ครูนั้น สังคมยกย่องนับถือว่าเป็นปูชนียบุคคล ทั้งนี้เพราะว่าครูเป็นผู้เสียสละยึดมั่นในคุณงามความดี และความถูกต้อง จีงขอให้รักษาความดีนี้ตลอดไป"

คำขวัญวันครู 2524 เจ้าของคำขวัญ : ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต

          "ครูที่แท้ต้องทำแต่ความดี ประพฤติปฏิบัติในระเบียบแบบแผน อันสมควรกับเกียรติภูมิของตน มีความรักในลูกศิษย์และอบรมปัญญาให้ลูกศิษย์มีความสมบูรณ์ทั้งทางด้านวิชาการความฉลาดรอบรู้ในเหตุและผล ทางด้านคุณธรรม จริยธรรม และทางด้านพลานามัย" 

คำขวัญวันครู 2522 เจ้าของคำขวัญ : ดร.ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์

          "เป็นครูต้องยึดถือคุณธรรมของครู"
 
คำขวัญวันครู 2521 เจ้าของคำขวัญ : นายแพทย์บุญสม มาร์ติน

          "การให้การศึกษาแก่คนในชาติ เป็นกระบวนการที่ต้องทำต่อเนื่องกันไปตลอดชีวิต ดังนั้นจึงต้องระดมสรรพกำลังหลาย ๆ ด้านมาช่วยเหลือการศึกษา ปัจจัยที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะขาดเสียมิได้ก็คือ ครูซึ่งจะเป็นผู้ผลักดันให้ทุกอย่างไปสู่เป้าหมายได้ ฉะนั้นท่านทั้งหลายคงตระหนักถึงหน้าที่อันมีเกียรตินี้ ในโอกาสที่วันสำคัญอย่างยิ่งของครูได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกวาระหนึ่ง ข้าพเจ้าในนามของกระทรวงศึกษาธิการและประธานอำนวยการคุรุสภา ขอส่งความปรารถนาดีและความระลึกถึงเพื่อนครูทุกท่าน ทั้งนอกและในราชการขอจงประสบแต่ความสุขความเจริญโดยทั่วกัน และขอได้โปรดตระหนักถึงหน้าที่ ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีของครูที่ดีสืบไป"

 
การจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมในวันครู
 
          เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจในบทบาท และหน้าที่ของครู ตลอดจนจรรยามารยาทและวินัยตามระเบียบประเพณีครู และบทบาทหน้าที่ของศิษย์ที่พึงปฏิบัติต่อครู คลอดจนการจัดกิจรรมได้เหมาะสม และมีประสิทธภาพ


วันครู 2557 ประวัติวันครูแห่งชาติ

กิจกรรมวันครู

          การจัดงานวันครูได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกิจกรรมให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมตลอดเวลาในปัจจุบันได้จัดรูปแบบการจัดงานวันครูจะมีกิจกรรม 3 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

          1. กิจกรรมทางศาสนา

          2. พิธีรำลึกพระคุณบูรพาจารย์ ประกอบด้วยพิธีปฏิญาณตนการกล่าวคำระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์

          3. กิจกรรมเพื่อความสามัคคีระหว่างผู้ประกอบอาชีพครู ส่วนมากเป็นการแข่งขันกีฬา หรือการจัดงานรื่นเริงในตอนเย็น
 
         
          ปัจจุบันการจัดงานวันครู ได้มีการกำหนดให้จัดพร้อมกันทั่วประเทศ สำหรับส่วนกลางจัดที่หอประชุมคุรุสภาโดยมีคณะกรรมการจัดงานวันครู ซึ่งมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน ประกอบด้วย บุคคลหลายอาชีพร่วมกันเป็นผู้จัด สำหรับส่วนภูมิภาคมอบให้จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ โดยตั้งคณะกรรมการจัดงานวันครูขึ้นเช่นเดียวกับ ส่วนกลางจะจัดรวมกันที่จังหวัดหรือแต่ละอำเภอ

          รูปแบบการจัดงานในส่วนกลาง (หอประชุมคุรุสภา) พิธีจะเริ่มตั้งแต่เช้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภา คณะกรรมการอำนวยคุรุสภา คณะกรรมการการจัดงาน วันครู พร้อมด้วยครูอาจารย์และประชาชนร่วมกันใส่บาตรพระสงฆ์จำนวน 1,000 รูป

          หลังจากนั้นทุกคนที่มาร่วมงานจะเข้าร่วมพิธีในหอประชุมคุรุสภา นายกรัฐมนตรีเดินทางมาเป็นประธานในงาน ดนตรีบรรเลงเพลงมหาฤกษ์ นายกรัฐมนตรีบูชาพระรัตนตรัย ประธานสงฆ์ให้ศีล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวรายงานต่อนายกรัฐมนตรีกล่าวนำพิธีสวดคำฉันท์รำลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์

          จากนั้นประธานจัดงาน วันครู จะเชิญผู้ร่วมประชุมยืนสงบ 1 นาที เพื่อรำลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้ว ต่อด้วยครูอาวุโสในประจำการ ผู้นำร่วมประชุมกล่าวปฏิญาณ

กลอนวันครู
-http://poem.kapook.com/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9-

คำสอนของครู

พระคุณครู มากเหลือ คณานับ
 
คอยบอกรับ ช่วยศิษย์  ให้ได้ดี
 
ทุกคำสอน  ของครู  ในวันนี้
 
จะเป็นที่  ยึดเหนี่ยว  ในใจเอย


ขอขอบคุณ กลอนวันครู โดยคุณ Poly



กลอนวันครู แด่...คุณครูผู้ให้

แด่คุณครูผู้ให้ของลูกศิษย์
 
ที่อุทิศชีวิตคอยพร่ำสอน
 
ทั้งเมตตาห่วงใยเอื้ออาทร
 
ขอให้พรดีทั้งหลายเกิดแด่ครู

ขอขอบคุณ กลอนวันครู โดยคุณ raining



กลอนวันครู ผู้ชี้ทางสว่าง

คุณครูนั้น เปรียบเหมือน แสงเทียนไข
 
อุทิศใจ มุ่งมั่น คอยปลูกฝัง
 
ทั่งวิชา ความรู้ คอยสอนสั่ง
       
ไม่ได้หวัง สิ่งใด มาตอบแทน


ขอขอบคุณ กลอนวันครู โดยคุณ Ploy



กลอนวันครู จากใจให้ศิษย์

ทุกคำสอน จากใจ หวังให้ศิษย์
ได้พิชิต   ความฝัน   ที่วาดไว้
แม้จะยาก เหน็ดเหนื่อย สักเท่าใด           
ครูภูมิใจ  เห็นศิษย์ ถึงฝั่งฝัน


ขอขอบคุณ กลอนวันครู โดยคุณ พลอย



ครู

     การเป็นครูไม่ได้อยู่ที่ประเมิน

อยู่ที่เดินด้วยจิตคิดสร้างสรรค์

เป็นครูด้วยอุดมการณ์นั้นสำคัญ     

ต้องมุ่งมั่นปลูกฝังให้ศิษย์ดี

    ศิษย์ทุกคนมีความเก่ง เร่งช่วยหา       

สอนวิชา ศึกษาจิต คิดช่องชี้

ให้เขาได้เรียนรู้ถูกวิธี                           

ทุกคนมี  วิชาหาเลี้ยงตัว

    อย่ามัวเน้นกลุ่มน้อยให้เป็นเลิศ   

ปล่อยให้เกิดปัญหาน่าปวดหัว

คนไม่เก่งถูกทิ้งให้มืดมัว                   

ทำเรื่องชั่วเพราะโง่เขลาเบาปัญญา

    อยากให้มีคุณครูอยู่คู่ศิษย์                             

ให้มีจิตรักงานการศึกษา

ศิษย์คือผู้ประเมินทุกเวลา                 

ศิษย์กลับมาเป็นคนดีศักดิ์ศรีครู..                     

      *************






•ถึงจะกราบด้วยเต็มใจหรือไม่นั้น           แต่ตัวฉันไม่คิดเกี่ยงเลี่ยงไฉน

จะตบไหล่ด้วยเมตตาพาเจ้าไป              พยุงให้รอดถึงฝั่งดังต้องการ



ขอขอบคุณ กลอนวันครู โดยคุณ -




•ถึงจะกราบด้วยเต็มใจหรือไม่นั้น แต่ตัวฉันไม่คิดเกี่ยงเลี่ยงไฉน

จะตบไหล่ด้วยเมตตาพาเจ้าไป

พยุงให้รอดถึงฝั่งที่ต้องการ






กลอนวันครู คิดถึงครู

คิดถึงครู

  เคยร้องไห้  เพราะครูตี   ที่ทำผิด     

น้ำตาศิษย์  พรั่งพรู       ครูพร่ำสอน

ทั้งสอนไป    ตีไป          ไม่ขาดตอน   

ครูเฝ้าวอน   ย้อนย้ำ      ให้ทำดี

 

ครูนั้นคือ    แบบอย่าง   ที่สร้างศิษย์

ครูคือมิตร  ยามพลาดพลั้ง  ไม่ห่างหนี

ครูผู้ให้      ความเมตตา   เปี่ยมปรานี

ครูผู้มี       คุณธรรม    ชี้นำคน

 

ผ่านชีวิต   มาได้   ด้วยใจสู้

เพราะคำครู  สอนใจ  ให้เหตุผล

ความสำเร็จ  ปรากฏ  ด้วยอดทน

พระคุณล้น   เหลือล้ำ  เกินรำพัน

 

ถึงใครเห็น   ครูเป็น   เช่นเรือจ้าง

แต่ครูสร้าง   ทางชีวิต  ศิษย์ยึดมั่น

นานหลายปี   พลัดพราก  จากไกลกัน

ใจศิษย์นั้น     ยังคำนึง    คิดถึงครู 

 นพ   นิตย์มาลัย   16 ม.ค 2556(วันครูแห่งชาติ)


ขอขอบคุณ กลอนวันครู โดยคุณ นพ นิตย์มาลัย



กลอนวันครู กลอน ของ ครู

คนเป็นครู    มิใช่        เป็นคนเก่
แต่ต้องเป็น  ที่พึ่ง        ยามผิดหวัง
คนเป็นครู    มิได้         อยากเด่นดัง
แต่ต้องให้   ความหวัง   เยาวชน
คนเป็นครู   ไม่คุยอวด  เรื่องตัวเอง
ถ้าอยากเก่ง ต้องส่งให้  ศิษย์แข่งขัน
รางวัลใหญ่  หาใช่        ถ้วยรางวัล
คือศิษย์นั้น    เป็นคนดี    ของสังคม

อ่านต่อ...




กลอนวันครู

ผองข้าขอยอเยินครูผู้ประเสริฐ

น้ำใจเลิศสอนศิษย์รู้สู้ปัญหา

ดั่งแสงทองส่องสว่างสร้างปัญญา

น้อมบูชาด้วยดวงจิตศิษย์กราบกราน

อ่านต่อ...

ขอขอบคุณ กลอนวันครู โดยคุณ -



 คำปฏิญาณตนของครู

          ข้อ 1 ข้าจะบำเพ็ญตน ให้สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นครู

          ข้อ 2 ข้าจะตั้งใจฝึกสอนศิษย์ให้เป็นพลเมืองดีของชาติ

          ข้อ 3 ข้าจะรักษาชื่อเสียงของคณะครู และบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

          จากนั้นพระสงฆ์เจริญชัยมงคล แล้วต่อด้วยนายกรัฐมนตรี มอบรางวัลครูดีเด่นประจำปี มอบของที่ระลึกให้ครูอาวุโสนอก และในประจำการ สุดท้ายกล่าวปราศรัยกับคณะครูที่มาประชุม

          "ข้าจะบำเพ็ญตน ให้สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นครู  ข้าจะตั้งใจฝึกสอนศิษย์ให้เป็นพลเมืองดีของชาติ  ข้าจะรักษาชื่อเสียงของคณะครู และบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม"

มารยาทและวินัยตามระเบียบประเพณีของครู

          1. เลื่อมใสการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ

          2. ยึดมั่นในศาสนาที่ตนนับถือ ไม่ลบหลู่ดูหมิ่นศาสนาอื่น

          3. ตั้งใจสั่งสอนศิษย์และปฏิบัติหน้าที่ของตน ให้เกิดผลดีด้วยความเอาใจใส่ อุทิศเวลาของตน ให้แก่ศิษย์ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่การงานไม่ได้

          4. รักษาชื่อเสียงของตนมิให้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว ห้ามประพฤติการใด ๆ อันอาจทำให้เสื่อมเสียเกียรติและชื่อเสียงของครู

          5. ถือปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมอันดีงามของสถานศึกษา และปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่การงานโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแบบแผนของสถานศึกษา

          6. ถ่ายทอดวิชาความรู้โดยไม่บิดเบือนและปิดบังอำพราง ไม่นำหรือยอมให้นำผลงานทางวิชาการของตนไปใช้ในทางทุจริตหรือเป็นภัยต่อมนุษย์ชาติ

          7. ให้เกียรติแก่ผู้อื่นทางวิชาการ โดยไม่นำผลงานของผู้ใดมาแอบอ้างเป็นผลงานของตน และไม่เบียดบังใช้แรงงานหรือนำผลงานของผู้อื่นไป เพื่อประโยชน์ส่วนตน

          8. ประพฤติตนอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต และปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความเที่ยงธรรมไม่แสวงหาประโยชน์สำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบ

          9. สุภาพเรียบร้อยประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ รักษาความลับของศิษย์ ของผู้ร่วมงานและของสถานศึกษา

          10. รักษาความสามัคคีระหว่างครูและช่วยเหลือกันในหน้าที่การงาน
 
รายชื่อประเทศที่มี วันครู

ประเทศที่มี วันครู ที่ไม่ใช่วันหยุด

          - อินเดีย วันครูตรงกับวันที่ 5 กันยายน
          - มาเลเซีย วันครูตรงกับวันที่ 16 พฤษภาคม
          - ตุรกี วันครูตรงกับวันที่ 24 พฤศจิกายน

ประเทศที่มี วันครู เป็นวันหยุด

          - แอลเบเนีย วันครูตรงกับวันที่ 7 มีนาคม
          - จีน วันครูตรงกับวันที่ 10 กันยายน
          - สาธารณรัฐเช็ก วันครูตรงกับวันที่ 28 มีนาคม
          - อิหร่าน วันครูตรงกับวันที่ 2 พฤษภาคม
          - ละตินอเมริกา วันครูตรงกับวันที่ 11 กันยายน
          - โปแลนด์ วันครูตรงกับวันที่ 14 ตุลาคม
          - รัสเซีย วันครูตรงกับวันที่ 5 ตุลาคม
          - สิงคโปร์ วันครูตรงกับวันที่ 1 กันยายน
          - สโลวีเนีย วันครูตรงกับวันที่ 28 มีนาคม
          - เกาหลีใต้ วันครูตรงกับวันที่ 15 พฤษภาคม
          - ไต้หวัน วันครูตรงกับวันที่ 28 กันยายน
          - ไทย วันครูตรงกับวันที่ 16 มกราคม
          - สหรัฐอเมริกา วันอังคารในสัปดาห์แรกที่เต็ม 7 วันในเดือนพฤษภาคม
          - เวียดนาม วันครูตรงกับวันที่ 20 พฤศจิกายน
         

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
-https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81-
- เว็บคลังปัญญาไทย
- สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
- -kroobannok.com-
- โรงเรียนศรีวิทยาปากน้ำ
- คุรุสภา สภาครูและบุคลกรทางการศึกษา

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 175

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham