Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

Thank You Posts

Show post that are related to the Thank-O-Matic. It will show the messages where you become a Thank You from an other users.


Messages - sithiphong

เรามาเรียนรู้กันต่อเรื่องของสินเชื่อที่อยู่อาศัยกัน เนื้อหาอาจจะยาวไปสักนิด แต่อ่านแล้วนำไปคิด จะดีกับชีวิตของท่านเอง
ผมดำเนินรอยตามพระบาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเรื่องที่สอนคนให้ตกปลาให้เป็น ไม่ใช่การให้ปลาไปกิน
เมื่อให้ปลาไปกิน กินหมดแล้ว ก็ยังลำบาก หากินไม่เป็น  ดังนั้น การให้ความรู้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ในความคิดเห็นของผม
และผมเองมีไฟล์คำนวณที่ผมทำเอง เป็นไฟล์Excel หากท่านใดสนใจแจ้งมาผ่านไลน์ส่วนตัวผม  แจ้ง ชื่อกับ Email แล้วผมจะส่งให้ท่าน  และเมื่อท่านสงสัยว่า จะกรอกข้อมูลอย่างไร โทร.มาสอบถามผมได้ครับ
.
ที่มา https://www.facebook.com/noom.sithiphong/posts/822811464571908
.
นางสาวแป๋วแหวว ศิษย์หมีพูล อายุปัจจุบัน 44 ปี สถานภาพโสด
ธนาคารบอยไม่ดื่มค่ะ (เป็นธนาคารที่นางสาวแป๋วแหวว ศิษย์หมีพูล ใช้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน)
ธนาคารโอ๊ะโอ๋ (เป็นธนาคารพาณิชย์อีกแห่ง โดยมีนายปัดรับผิด รับแต่ชอบ เป็นผู้จัดการ)
บริษัทประกันภัย ออนนี่ (มีนายออนนี่ เป็นผู้จัดการ และเป็นผู้ที่มีใบอนุญาตประกันวินาสภัย)
บริษัทประกันภัย ชายหล่อ (มีนายชายหล่อ เป็นผู้จัดการ และเป็นผู้ที่มีใบอนุญาตประกันวินาสภัย)
.
มาว่ากันต่อครับ
นางสาวแป๋วแหวว ศิษย์หมีพูล เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ได้มีวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัย วงเงินกู้ 4,000,000.-บาท(4 ล้านบาท) และวงเงินกู้เพิ่มเติมจากสินเชื่อบ้านได้เงินเพิ่ม วงเงิน 500,000 บาท รวมวงเงินกู้ 4,500,000 บาท มีระยะเวลาการใช้สินเชื่อ 20 ปี กับธนาคารบอยไม่ดื่มค่ะ และได้ทำประกันอัคคีภัย 3 ปี กับบริษัทประกันภัย ออนนี่ เมื่อเวลาผ่านไปไวเมื่อลมกรด เวลาผ่านไป 3 ปี  นางสาวแป๋วแหวว ศิษย์หมีพูล  วงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยของนางสาวแป๋วแหวว ภาระหนี้ลดเหลือ 3,600,000.-บาท และวงเงินกู้เพิ่มเติมสินเชื่อบ้านได้เงินเพิ่ม ภาระหนี้ลดเหลือ 450,000 บาท ได้ไปทำเรื่องขอลดอัตราดอกเบี้ยกับ ธนาคารบอยไม่ดื่มค่ะ แล้วทางธนาคารบอยไม่ดื่มค่ะ ได้ลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือ 3.09%ต่อปีทั้งสองวงเงิน  และได้จ่ายค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยต่อไปอีก 3 ปี
.
เหมือนเดิม เวลาวิ่งไปไม่เคยรอใคร ผ่านไปอีก 1 ปี
มีอยู่วันนึง นางสาวแป๋วแหวว ศิษย์หมีพูล ได้ไปเจอกับ นายปัดรับผิด รับแต่ชอบ ที่เป็นเพื่อนกัน  นายปัดรับผิด รับแต่ชอบ ได้ทราบว่า นางสาวแป๋วแหวว ศิษย์หมีพูล มีวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัย และวงเงินกู้เพิ่มเติมจากสินเชื่อบ้านได้เงินเดิม 
.
จึงชักชวนให้ Refinance มายังธนาคารโอ๊ะโอ๋  ที่จะให้อัตราดอกเบี้ย 3 ปีแรก 3.09%ต่อปี โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมดังนี้ 1.ค่าธรรมเนียมแรกเข้า 2.ค่าธรรมเนียมการโอนที่กรมที่ดิน 3.ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย 3 ปีแรก (โดยทำประกันอัคคีภัยกับบริษัทประกันภัยชายหล่อ) 4.ค่าอากรสัญญากู้ฯใหม่ มีระยะเวลาการใช้วงเงินสินเชื่อ 16 ปี  และที่สำคัญคือ การรวมวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยเดิม และวงเงินกู้เพิ่มเติมจากสินเชื่อบ้านได้เงินเดิม  ให้เป็นวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัย วงเงินเดียว (ซึ่งมีผลต่อการนำ #ดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย ไปคำนวณในการ #หักลดหย่อนภาษีประจำปี กับ #กรรมสรรพากร ที่จะได้จำนวนดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยมากขึ้น)  นางสาวแป๋วแหวว ศิษย์หมีพูล ได้ไปลองคำนวณดูว่า ในกรณีการRefinance ไปยังธนาคารโอ๊ะโอ๋ ดีกว่าการใช้บริการที่ธนาคารบอยไม่ดื่มค่ะ ที่เป็นธนาคารเดิมที่ใช้บริการอยู่
.
เมื่อนางสาวแป๋วแหวว ศิษย์หมีพูล ได้ไปคำนวณและไตร่ตรอง ดังนี้
.
1.อัตราดอกเบี้ยทั้งธนาคารโอ๊ะโอ๋ (ที่เป็นธนาคารใหม่) กับ ธนาคารบอยไม่ดื่มค่ะ(ที่เป็นธนาคารเดิมที่ใช้บริการอยู่) มีอัตราดอกเบี้ยที่เท่ากันใน 3 ปี เรื่องนี้ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกัน
.
2.อัตราดอกเบี้ยหลังจาก 3 ปีไปแล้ว ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ เนื่องจากสามารถทำเรื่องขอลดอัตราดอกเบี้ยได้ตลอด ถึงแม้ว่าทำเรื่องลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว แต่ยังไม่ถึง 3 ปี ก็สามารถทำเรื่องขอลดอัตราดอกเบี้ยได้ใหม่อีกครั้ง จะทำกี่ครั้งก็ได้ในทุกเวลา
.
3.การบริการ ขอไม่พูดถึง
.
4.เรื่องที่ได้ประโยชน์จากการ Refinance ก็คือ การรวมวงเงินทั้งสองวงเงิน (วงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยเดิม และวงเงินกู้เพิ่มเติมจากสินเชื่อบ้านได้เงินเดิม)  ทำให้มีผลของเรื่องจำนวนดอกเบี้ยที่จ่ายให้กับธนาคาร ที่สามารถนำไปคำนวนในการหักลดหย่อนภาษีประจำปีกับกรมสรรพากร
.
4.1หากเป็นธนาคารบอยไม่ดื่มค่ะ จำนวนดอกเบี้ยที่นำไปคำนวณการหักลดหย่อนภาษีประจำปีกับกรมสรรพากร จะมีเพียง จำนวนดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยเท่านั้น ส่วนจำนวนดอกเบี้ยของวงเงินกู้เพิ่มเติมจากสินเชื่อบ้านได้เงิน ไม่สามารถนำไปคำนวนการหักลดหย่อนภาษีประจำปีกับกรมสรรพากรได้
.
4.2หาก Refinance ไปยังธนาคารโอ๊ะโอ๋ สามารถนำจำนวนดอกเบี้ยทั้งหมด ไปคำนวณการหักลดหย่อนภาษีประจำปีกับกรมสรรพากรได้  (เนื่องจากเป็นการรวมวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยเดิม และวงเงินกู้เพิ่มเติมจากสินเชื่อบ้านได้เงินเดิม)  เรื่องนี้ธนาคารโอ๊ะโอ๋ (ธนาคารที่นางสาวแป๋วแหวว ศิษย์หมีพูล จะRefinance วงเงินสินเชื่อไปอยู่ด้วย) ได้เปรียบขึ้นมาทันที
.
5.เรื่องของประกันอัคคีภัย 
.
5.1เดิมทำประกันอัคคีภัย และมีการต่ออายุออกไปอีก 3 ปี (ใช้ระยะเวลาไปแล้ว 1 ปี)  ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยได้จ่ายให้กับ บริษัทประกันภัย ออนนี่ ไปแล้ว หากยังคงใช้วงเงินสินเชื่ออยู่  ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยที่นางสาวแป๋วแหวว ศิษย์หมีพูล จ่ายไปแล้ว ถือเสมือนว่า ได้จ่ายเงินไปแล้ว แต่หากว่า นางสาวแป๋วแหวว ศิษย์หมีพูล ได้ Refinance วงเงินสินเชื่อไปยังธนาคารโอ๊ะโอ๋ นางสาวแป๋วแหวว สามารถขอเวนคืนค่าเบี้ยประกันภัยในส่วนที่เหลืออยู่ตามระยะเวลาในกรมธรรม์ฯได้
.
5.2 หากมีการ Refinance วงเงินสินเชื่อไปยัง ธนาคารโอ๊ะโอ๋  ทางธนาคารโอ๊ะโอ๋ จะเป็นผู้จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยแทนให้ ในเรื่องนี้ ธนาคารโอ๊ะโอ๋ ได้เปรียบอีก (นางสาวแป๋วแหวว ศิษย์หมีพูล ได้เปรียบในเรื่องที่ไม่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย อีก 3 ปี)
.
6.เรื่องของระยะเวลาการใช้สินเชื่อ เพื่อความยุติธรรม ต้องใช้ระยะเวลาที่เหลืออยู่ คือ 16 ปี เรื่องนี้ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกัน
.
นางสาวแป๋วแหวว ศิษย์หมีพูล สรุปในประเด็นสำคัญได้ดังนี้
.
1.เรื่องของจำนวนดอกเบี้ยของสินเชื่อที่อยู่อาศัย หาก Refinance ไปธนาคารโอ๊ะโอ๋ (ธนาคารใหม่) จะมีมากกว่า การอยู่ที่ธนคารบอยไม่ดื่มค่ะ ส่งผลในเรื่องของการนำดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยไปคำนวณหักลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปี อีก 3 ปี
.
2.ค่าเบี้ยประกันภัย ในกรณีที่ Refinance ไปธนาคารโอ๊ะโอ๋ ทางธนาคารโอ๊ะโอ๋ เป็นผู้ที่จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยกับบริษัทประกันภัยชายหล่อ แทน และสามารถเวนคืนค่าเบี้ยประกันภัย กับบริษัทประกันภัย ออนนี่ (ธนาคารบอยไม่ดื่มค่ะ ที่เป็นธนาคารเดิม) ได้ ทำให้มีเงินกลับคืนมายังนางสาวแป๋วแหวว ศิษย์หมีพูล
.
3.อัตราดอกเบี้ย ใน 3 ปี ของธนาคารบอยไม่ดื่มค่ะ(ธนาคารเดิม) กับ ธนาคารโอ๊ะโอ๋ (ธนาคารใหม่) ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกัน
.
พอนางสาวแป๋วแหวว ศิษย์หมีพูล ได้วิเคราะห์ผลได้ผลเสียแล้ว ก็ตัดสินใจว่า จะ Refinance สินเชื่อวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยเดิม และวงเงินกู้เพิ่มเติมจากสินเชื่อบ้านได้เงินเดิม จากธนาคารบอยไม่ดื่มค่ะ ไปยังธนาคารโอ๊ะโอ๋ โดยรวมมาเป็นวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยวงเงินเดียว ที่มีนายปัดรับผิด รับแต่ชอบ ที่มาชักชวน 
.
หากเป็นท่านผู้อ่าน  ท่านคิดอย่างไรหากเป็นตัวท่าน
.
มาย้ำกันครับว่า หากมีการขอลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย(หลังจาก 3 ปีแรก) จากธนาคารที่ท่านใช้บริการอยู่ ต่อมาอีก 3 เดือน , 6 เดือน หรือ เวลาไหนก็ได้  หากท่านเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับการลดจากธนาคาร ยังสูงอยู่ และได้ทราบว่า มีธนาคารอื่นให้ดอกเบี้ยที่ถูกกว่าธนาคารเดิม  ท่านสามารถเข้าไปทำเรื่องขอลดอัตราดอกเบี้ยได้อีก โดยไม่จำเป็นให้ครบอีก 3 ปี
.
ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ และประกาศในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับธนาคารพาณิชย์  เช่น เรื่อง การบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market conduct) ที่มา ธนาคารแห่งประเทศไทย  ประกาศ ธปท. 12 ม.ค. 2561 (สกส.1/2561)  https://www.bot.or.th/app/FIPCS/Thai/PFIPCS_List.aspx
https://www.bot.or.th/Thai/FIPCS/Documents/FPG/2561/ThaiPDF/25610034.pdf
.
แต่หากท่านไม่ได้รับความเป็นธรรมในการให้บริการของธนาคาร  ผมแนะนำตามนี้
ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
โทร.1213
https://www.1213.or.th/th/Pages/default.aspx
----------------------------------------------------------
ช่องทางรับเรื่องร้องเรียน
https://www.1213.or.th/th/aboutfcc/complainthandling/Pages/complainthandling.aspxเป็นรายละเอียดที่สามารถร้องเรียนกับ ธปท.ได้
----------------------------------------------------------
ตารางแสดงระยะเวลาการให้บริการทางการเงิน (SLA)
https://www.1213.or.th/th/tools/programs/Pages/SLA.aspx
เป็นตารางแสดงระยะเวลาที่ธนาคารได้แจ้งกับธนาคารแห่งประเทศไทยว่า เป็นระยะเวลาที่ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งให้บริการกับลูกค้าในเรื่องต่างๆ
----------------------------------------------------------

เงื่อนไขการร้องเรียน
https://www.1213.or.th/th/aboutfcc/complainthandling/pages/complain-condition.aspxเป็นหน้าจอที่เข้าสู่ระบบการร้องเรียน
. .
#สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
#การRefinanceสินเชื่อ
#การย้ายวงเงินสินเชื่อไปสถาบันการเงินอื่น
#อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน
#การคิดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน
#ธนาคารพาณิชย์
#สินเชื่อRefinance
#สถาบันการเงิน
#อัตราดอกเบี้ย
#ประกันชีวิต
#ร้องเรียนผ่านคปภ.
#สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
#คปภ

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

เรามาทำความรู้จักเรื่อง การบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market conduct) กันสักเล็กน้อย
.
เจตนาที่ผมนำมาลง เพื่อให้ความรู้เป็นวิทยาทาน
ผมดำเนินรอยตามพระบาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเรื่องที่สอนคนให้ตกปลาให้เป็น ไม่ใช่การให้ปลาไปกิน
เมื่อให้ปลาไปกิน กินหมดแล้ว ก็ยังลำบาก หากินไม่เป็น  ดังนั้น การให้ความรู้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ในความคิดเห็นของผม
.
.
ผมจะยกตัวอย่างให้อ่านกัน
.
นายโน๊ตตี้ นามสกุลลูกพี่โบ๊ตซัง เป็นลูกค้า
ธนาคารณัชชี่ เป็นธนาคารที่นายโน๊ตตี้ ลูกพี่โบ๊ตซัง ใช้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัย
ธนาคารวิไม่ว่าต้อม เป็นธนาคารพาณิชย์อีกธนาคาร
ธนาคารแก้มหอม เป็นธนาคารพาณิชย์อีกแห่ง
บริษัทประกันภัย ออนนี่ โดยนายออนนี่ มีใบอนุญาตประกันวินาสภัย และ เป็นบริษัทประกันภัยที่นายโน๊ตตี้ ลูกพี่โบ๊ตซัง ทำประกันอัคคีภัยของสินเชื่อที่อยู่อาศัยไว้
บริษัทประกันภัย ชายหล่อ  โดยมีนายชายหล่อ มีใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาสภัย
.
มาต่อกัน
.
นายโน๊ตตี้ ลูกพี่โบ๊ตซัง  ได้ใช้วงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับธนาคารณัชชี่ และได้ทำประกันอัคคีภัยไว้ที่บริษัทประกันภัย ออนนี่ ระยะเวลาที่ทำประกันอัคคีภัยคือ 3 ปี
.
ต่อมาอีก 2 ปีครึ่ง ก่อนที่จะครบกำหนด นายโน๊ตตี้ ลูกพี่โบ๊ตซัง ได้พบกับ นายชายหล่อ ที่เป็นเจ้านายเก่า  นายชายหล่อได้ทราบเรื่องที่นายโน๊ตตี้ ลูกพี่โบ๊ตซัง ที่ได้ทำประกันอัคคีภัยไว้จะครบ 3 ปี  นายชายหล่อ ได้ชักชวนให้มาทำประกันอัคคีภัยที่ บริษัทประกันภัยชายหล่อ  หลังจากที่ได้คุยกันในรายละเอียด นายโน๊ตตี้ ลูกพี่โบ๊ตซัง ได้ตอบตกลง
.
นายโน๊ตตี้ ลูกพี่โบ๊ตซัง ได้ไปติดต่อกับธนาคารณัชชี่ โดยทำหนังสือแจ้งความประสงค์ว่า จะขอเปลี่ยนแปลงการทำประกันอัคคีภัย จากเดิมที่ทำไว้ที่ บริษัทประกันภัย ออนนี่  จะเปลี่ยนไปเป็น บริษัทประกันภัย ชายหล่อ
.
ทางธนาคารณัชชี่ ต้องยินยอมให้นายโน๊ตตี้ ลูกพี่โบ๊ตซัง เปลี่ยนแปลงการทำประกันอัคคีภัยจาก บริษัทประกันภัย ออนนี่ เป็น บริษัทประกันภัย ชายหล่อ  และห้ามธนาคารณัชชี่ อ้างว่า เป็นระเบียบของธนาคาร
.
หากระเบียบของธนาคารใดๆก็ตามทุกธนาคาร ขัดแย้งกับกฎหมาย หรือ ประกาศ/ระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย  ระเบียบของธนาคารนั้นๆ ใช้ไม่ได้/เป็นโมฆะตั้งแต่เริ่มต้น
.
แต่การทำประกันอัคคีภัยของสินเชื่อที่อยู่อาศํย  จำเป็นต้องทำ  ไม่ทำไม่ได้ เนื่องจากข้อความในสัญญากู้ฯ จะระบุไว้อยู่แล้วว่า ต้องทำประกันอัคคีภัย
อีกส่วนหนึ่ง เป็นเรื่องของการป้องกันความเสี่ยงของตัวลูกค้าและธนาคาร  ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้ว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์เรื่องของไฟไหม้บ้านได้ และที่เคยกระซิบกันไว้ว่า ในเรื่องของน้ำ  หากเป็นน้ำที่อยู่ภายในบ้าน เกิดรั่วออกจากท่อน้ำ แล้วไปทำความเสียหายให้กับตัวบ้าน หรือสิ่งควบของบ้าน สามารถแจ้งเคลมกับบริษัทประกันภัยได้
.
และในเรื่องของการ Refinance สินเชื่อที่อยู่อาศัย หากนายโน๊ตตี้ ลูกพี่โบ๊ตซัง ไปแจ้งความประสงค์ที่จะขอ Refinance ทางธนาคารณัชชี่ ต้องไม่ขัดขวาง / ถ่วงเวลา / ไม่ขายผลิตภัณฑ์เช่น ให้ทำประกันชีวิตเพิ่มเติม หรือ ให้ทำประกันวินาสภัย( PA / ประกันอุบัติเหตุ ) เพิ่มเติม โดยที่นายโน๊ตตี้ ลูกพี่โบ๊ตซัง ไม่ยินอม และทางธนาคารณัชชี่ ต้องดำเนินการในเรื่องของ Refinance ผมแนะนำอย่างนี้ว่า นายโน๊ตตี้ ลูกพี่โบ๊ตซัง จะRefinance สินเชื่อที่อยู่อาศัยไปธนาคารแก้มหอม ให้ทำเป็นหนังสือไปแจ้ง และให้ทางธนาคารณัชชี่ เซ็นรับเอกสารดังกล่าว  หากธนาคารณัชชี่ ไม่ดำเนินการเช่น การถ่วงเวลา  ขั้นต่อไปให้ นายโน๊ตตี้ ลูกพี่โบ๊ตซัง ทำหนังสือแจ้งในเรื่องนี้ ่ผานศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ธนาคารแห่งประเทศไทย ในหนังสืออาจจะแจ้งเพิ่มเติมในกรณีถูกบังคับให้ทำประกันชีวิตเพิ่มเติม หรือ ให้ทำประกันวินาสภัย( PA / ประกันอุบัติเหตุ ) เพิ่มเติมไปด้วย
.
มาต่ออีกเรื่อง
ต่อมา นายโน๊ตตี้ ลูกพี่โบ๊ตซัง ได้เปิดบริษัททำธุรกิจ  ซึ่งต้องการเงินที่มาใช้ในบริษัท  นายโน๊ตตี้ ลูกพี่โบ๊ตซัง  ได้ไปขอสินเชื่อธุรกิจกับ ธนาคารวิไม่ว่าต้อม ทางธนาคารวิไม่ว่าต้อม ต้องไม่นำเสนอประกันชีวิต หรือ ให้ทำประกันวินาสภัย( PA / ประกันอุบัติเหตุ ) ในกรณีที่หากไม่ทำ วงเงินสินเชื่อจะไม่ผ่านการพิจารณา
.
และผู้ที่นำเสนอ ประกันชีวิตเพิ่มเติม ต้องมีใบอนุญาตตัวแทนประชีวิตหรือใบอนุญาตนายหน้าประกันชีวิต / ประกันวินาสภัย( PA / ประกันอุบัติเหตุ ) ต้องมีใบอนุญาตตัวแทนประกันวินาสภัย หรือ ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาสภัย  โดยผู้นำเสนอต้องแจ้งให้กับลูกค้าก่อนเสมอ หรือหากมีการนำเสนอในสถานที่ทำการ ในสถานที่ทำการต้องติดประกาศรายละเอียดของผู้ที่มีใบอนุญาตว่า มีใครบ้าง ทุกสถานที่ทำการ

---------------------------------------------------

เรื่อง การบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market conduct)
.
ที่มา ธนาคารแห่งประเทศไทย
.
ประกาศ ธปท. 12 ม.ค. 2561 (สกส.1/2561)
.
การบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market conduct)
.
https://www.bot.or.th/app/FIPCS/Thai/PFIPCS_List.aspx
.
https://www.bot.or.th/Thai/FIPCS/Documents/FPG/2561/ThaiPDF/25610034.pdf
.
#การบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม
#Marketconduct
#ธนาคารแห่งประเทศไทย
#สถาบันการเงิน
#ธนาคาร
ที่มา อัลบั้ม Market conduct
https://www.facebook.com/noom.sithiphong

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

มาเล่าสู่กันฟัง เรื่องการหักบัญชีบัตรเครดิต KTC ที่แจ้งการชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตอาวุโสโอเค กับ บจ.เอไอเอ

ภรรยาผม ได้เคยแจ้งการทำประกันชีวิตอาวุโสโอเค ให้กับคุณพ่อ กับ เอไอเอ โดยแจ้งให้ตัดบัญชีบัตรเครดิตในการชำระค่าเบี้ยฯ
แต่ต่อมาทางภรรยาผม ไม่ต้องการที่จะส่งค่าเบี้ยฯ ผมจึงได้ทำหนังสือให้ภรรยาผม ในการแจ้งเรื่องนี้กับ บจ.เอไอเอ โดยจะเปลี่ยนแปลงประเภทกรมธรรม์เป็นประเภทขยายระยะเวลา ตามตารางมูลค่าเวนคืนเงินสด (ไม่ต้องจ่ายค่าเบี้ยฯอีก) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 วันครบกำหนด 21 สิงหาคม 2564 จนกระทั่งดำเนินการเสร็จเรียบร้อย

และผมได้ทำหนังสือแจ้งไปยัง บมจ.บัตรกรุงไทย ( KTC ) โดยทำหนังสือฉบับแรกไปเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2560 และมีการติดต่อประสานงานเบื้องต้นหลายๆรอบ แต่สุดท้ายหนังสือของ KTC ที่ส่งกลับมาให้ผม มีการตอบมาไม่ตรงกับที่ผมได้สอบถามไป ผมจึงจำเป็นต้องสอบถามในเรื่องนี้ โดยสอบถามไปยังกรรมการผู้จัดการใหญ่ฯ จะได้มีอำนาจสูงสุดในการตอบปัญหา

แต่ถ้าผมไม่ได้รับหนังสือตอบจากกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผมจะทำหนังสือฉบับต่อไปในการสอบถามในเรื่องดังกล่าว แต่จะทำเรื่องผ่านศูนย์รับเรื่องร้องเรียนธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขอคำตอบในเรื่องดังกล่าวนี้ ครับ

หากมีผลความคืบหน้า จะมาแจ้งให้ทุกท่านได้ทราบกัน
เพื่อเป็นวิทยาทานในความรู้ ในการติดต่อกับสถาบันการเงินทั้งธนาคาร และ NonBank ครับ

 #ktcrealprivileges
#ktc
#บริษัทบัตรกรุงไทยจำกัดมหาชน
#บัตรกรุงไทย
#ktcบริษัทบัตรกรุงไทยอาคารไทยมิททาวเวอร์
#ktcกรุงไทย
#ktcกรุงไทยจํากัด
#ธนาคารพาณิชย์
#ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน
#Nonbank
#บริษัทประกันภัย
#บมจบัตรกรุงไทย
#AIA
#AIAประกันชีวิต
#บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์จำกัด
#ประกันชีวิตอาวุโสโอเค

.....$$$------------------$$$.....

จดหมายฉบับที่ 1

หนังสือฉบับนี้ เป็นหนังสือฉบับแรกที่ผมส่งให้กับ KTC เนื้อหามีในลักษณะนี้

วันที่ 8 ธันวาคม 2560

เรื่อง การหักบัญชีบัตรเครดิตหมายเลข 6666 7777 8888 9999 เพื่อชำระค่าเบี้ยประกันชีวิต

เรียน ผู้จัดการ แผนกBackend

บมจ.บัตรกรุงไทย

ข้าพเจ้า นายaaa บัตรเครดิตหมายเลข 1111 2222 3333 4444 โดยข้าพเจ้าได้ทำบัตรเสริมให้กับนางสาวsss บัตรเครดิตหมายเลข 6666 7777 8888 9999 ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

ข้าพเจ้าแจ้งความประสงค์ยกเลิกการหักบัญชีบัตรเครดิตของนางสาวsss บัตรเครดิตหมายเลข 6666 7777 8888 9999 ในการชำระค่าเบี้ยประกันชีวิต ของกรมธรรมเลขที่ T7777777777 (ผู้เอาประกันภัยชื่อนาย(พ่อของนางสาวsss) แบบการประกันภัยตลอดชีพพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ (ไม่มีเงินปันผล) ) บจ.เอไอเอ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไป เมื่อท่านได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว กรุณาแจ้งผลการดำเนินการเป็นลายลักษณ์อักษรกลับมายังข้าพเจ้าตามที่อยู่ด้านบนไม่เกิน 45 วันนับตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 จักขอบพระคุณยิ่ง แต่หากท่านไม่ได้แจ้งการดำเนินการของท่าน ข้าพเจ้าขอสอบถามในเรื่องดังกล่าวผ่านหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการ

ขอแสดงความนับถือ

.........................................

(นายaaa) (นางสาวsss )

.....$$$------------------$$$.....

จดหมายฉบับที่ 2

หนังสือฉบับนี้ เป็นหนังสือฉบับที่สองที่ผมได้ส่งไปยัง บมจ.บัตรกรุงไทย และผมได้ส่งสำเนาหนังสือตอบรับการยกเลิกการหักบัญชีบัตรเครดิต KTC ในการชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตฯ ของ บจ.เอไอเอ ไปด้วย

วันที่ 3 มกราคม 2561

เรื่อง การหักบัญชีบัตรเครดิตหมายเลข 6666 7777 8888 9999 เพื่อชำระค่าเบี้ยประกันชีวิต

เรียน ผู้จัดการ แผนกBackend

บมจ.บัตรกรุงไทย

ตามหนังสือของข้าพเจ้า ฉบับลงวันที่ 8 ธันวาคม 2560 เรื่อง การหักบัญชีบัตรเครดิตหมายเลข 6666 7777 8888 9999 ของนางสาวsss เพื่อชำระค่าเบี้ยประกันชีวิต ของกรมธรรมเลขที่ T7777777777 (ผู้เอาประกันภัยชื่อนาย(พ่อของนางสาวsss) แบบการประกันภัยตลอดชีพพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ (ไม่มีเงินปันผล) ) บจ.เอไอเอ ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

ข้าพเจ้าขอนำส่งสำเนาหนังสือตอบรับจาก บจ.เอไอเอ ฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2560 มายังท่าน เพื่อดำเนินการในส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป และกรุณาแจ้งผลการดำเนินการเป็นลายลักษณ์อักษรกลับมายังข้าพเจ้าตามที่อยู่ด้านบนไม่เกิน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ท่านได้รับจดหมายฉบับนี้

จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการ

ขอแสดงความนับถือ

.........................................

(นายaaa)

.....$$$------------------$$$.....

จดหมายจาก KTC ที่แจ้งผลมาให้ผม

ทำให้ผมต้องทำจดหมายอีกรอบ ไปสอบถามทาง KTC แต่สอบถามไปยังกรรมการผู้จัดการใหญ่ จะได้ตอบให้ตรงประเด็นครับ

หนังสือของ KTC ที่แจ้งมา ตอบผมมาว่า จากการตรวจสอบไม่พบยอดเรียกเก็บเงินค่าเบี้ยประกัน AIA ผ่านบัตรเครดิต KTC เลขที่ 6666 7777 8888 9999 มีผลนับตั้งแต่งวดกำหนด วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไป โดยอ้างอิงจากเอกสารตอบรับการขอยกเลิกการใช้บริการหักชำระค่าเบี้ยประกันอัตโนมัติ ออกโดย บริษัท เอไอเอ จำกัด ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2560

.....$$$------------------$$$.....

จดหมายของผมฉบับที่ 3 ที่ส่งไปสอบถาม

แต่ฉบับนี้ส่งไปสอบถามกับ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ KTC ครับ

วันที่ 16 มีนาคม 2561

เรื่อง การแจ้งยกเลิกหักบัญชีบัตรเครดิต และแนะนำในเรื่องพนักงานที่ให้บริการ

เรียน กรรมการผู้จัดการใหญ่

บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน)

ตามหนังสือของข้าพเจ้า นายaaa หนังสือของข้าพเจ้าฉบับลงวันที่ 8 ธันวาคม 2560 เรื่องการหักบัญชีบัตรเครดิตหมายเลข 6666 7777 8888 9999 ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

ข้าพเจ้าขอเรียนชี้แจง ดังนี้

1. เรื่องหนังสือแจ้งผลการยกเลิกหักบัญชีบัตรเครดิต ในเจตนาของหนังสือของข้าพเจ้า แสดงเจตนาให้ทาง บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) แจ้งผลการยกเลิกการหักบัญชีบัตรเครดิตฯ ไม่ใช่แจ้งการตรวจสอบไม่พบยอดเรียกเก็บเงินจากทาง บจ.เอไอเอ และวันที่ในจดหมายของข้าพเจ้ากับวันที่ในเนื้อหาในจดหมายแจ้งของ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) เป็นคนละวันที่กัน ในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าขอตำหนิในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว เพราะการอ่านและทำความเข้าใจในจดหมายของข้าพเจ้า ทางผู้อำนวยการฝ่ายบริการสมาชิกบัตรและผู้อำนวยการฝ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ทำความเข้าใจให้ละเอียด และไม่ได้ตรวจสอบให้เรื่องราวต่างๆให้ละเอียด ข้าพเจ้าจึงขอให้ท่านดำเนินการแจ้งผลการดำเนินการในเรื่องนี้มาให้ข้าพเจ้าทราบอีกครั้ง ส่วนในเรื่องพนักงานCall Center ของ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) แจ้งมาว่า เป็นการทำเรื่องผ่านบจ.เอไอเอ ไม่ได้ทำเรื่องผ่าน บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) หรือแจ้งว่าทางบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) เป็นสื่อกลางในการชำระเงิน ในความเห็นของข้าพเจ้า เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง เนื่องจากข้าพเจ้าเป็นเจ้าของบัตรเครดิต จึงมีสิทธิในการแจ้งไม่ให้หักบัญชีบัตรเครดิตได้ เพราะหากมีการเรียกเก็บมาแต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมจ่ายเงิน ข้าพเจ้าจะมีปัญหาทันที ปัญหาที่ตามมาคือ ทาง บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) จะคิดดอกเบี้ยผิดนัด และค่าติดตามหนี้ ผลที่ร้ายกว่านั้นคือ ข้าพเจ้าและนางสาวsss (ภรรยาของข้าพเจ้า)ฯ มีประวัติการค้างชำระบัตรเครดิต ประวัติฯนี้ จะไปปรากฎที่ข้อมูลของข้าพเจ้าที่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ทำให้ข้าพเจ้าและ นางสาวsss (ภรรยาของข้าพเจ้า)ฯ ไม่สามารถที่จะใช้วงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินได้อีก และบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) เป็นเจ้าของบัตรเครดิตที่ข้าพเจ้าและ นางสาวsss (ภรรยาของข้าพเจ้า)ฯ เป็นสมาชิกของท่าน ท่านจึงมีสิทธิ์ในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวได้



2. ขอชมเชยพนักงาน Call Center รายคุณวัชมล ในวันที่ 20 ธันวาคม 2560 เวลาประมาณ 12.59 น. (ตามเอกสารแนบ 3 และเอกสารแนบ 4) ข้าพเจ้าได้โทรศัพท์เข้าไปที่ 0-2123-5000 บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ทางคุณวัชมลรับสาย ทางคุณวัชมลได้ช่วยในการประสานงานให้ข้าพเจ้าเป็นอย่างดี และเกิดความประทับใจในการให้บริการของพนักงานท่านนี้ ทางบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ต้องมีพนักงาน Call Center ในลักษณะนี้มากๆ จะส่งผลดีต่อการให้บริการลูกค้า ของบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) รายละเอียดอยู่ในเอกสารแนบ 3 และเอกสารแนบ 4

3. ข้าพเจ้าขอตำหนิการทำงานของพนักงาน Call Center ดังนี้

3.1 คุณวิชยะ(เป็นผู้ชาย) ข้าพเจ้าได้โทรศัพท์เข้าไปที่ 0-2123-5000 บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) วันที่ 13 ธันวาคม 2560 เวลาประมาณ 13.20 น. คุณวิชยะรับสาย ข้าพเจ้าแจ้งความประสงค์ให้ทางคุณวิชยะ แต่ข้าพเจ้าแจ้งยังไม่จบเรื่อง ทางคุณวิชยะได้ตัดสายโทรศัพท์ของข้าพเจ้าทิ้งไป ซึ่งการคุยกับพนักงานCall Centerคนอื่นๆไม่มีในลักษณะนี้

3.2 คุณวิชุดา ข้าพเจ้าได้โทรศัพท์เข้าไปที่ 0-2123-5000 บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) วันที่ 13 ธันวาคม 2560 เวลาประมาณ 13.20 น. ข้าพเจ้าได้แจ้งทางคุณวิชุดาว่า ในการติดต่อประสานงานในเรื่องนี้ ขอให้ติดต่อกับข้าพเจ้า ไม่ให้ติดต่อไปที่ นางสาวsss (ภรรยาของข้าพเจ้า)ฯ แต่ทางบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ยังติดต่อกลับไปหา นางสาวsss (ภรรยาของข้าพเจ้า)ฯ อีก ข้าพเจ้าขอสอบถามว่า ในการแจ้งเจตนาไป ทำไมทางบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ไม่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้ ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560 เวลาประมาณ 16.29 น. คุณรัชมล รับสาย ข้าพเจ้าได้แจ้งให้ทางคุณรัชมล ว่าในการติดต่อประสานงานในเรื่องนี้ ให้ติดต่อที่ข้าพเจ้า หลังจากนั้น ในการประสานงานจึงได้ติดต่อมาที่ข้าพเจ้า (ตามเอกสารแนบ 3)

3.3 ในการที่ข้าพเจ้าติดต่อไปในวันที่ 19 ธันวาคม 2560 (ตามเอกสาร แนบ3) และ ทางบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ติดต่อข้าพเจ้ากลับมาในวันที่ 20 ธันวาคม 2560 (ตามเอกสารแนบ 4) พนักงาน Call Center ที่ข้าพเจ้าได้จดรายละเอียดไว้ เป็นบุคคลคนเดียวกัน คือคุณรัชมล หรือคุณวัชมล แต่ข้าพเจ้าอาจจะฟังไม่ชัดจึงทำให้จดชื่อพนักงานผิดไป และสำหรับชื่อพนักงานของ Call Center คนอื่น ข้าพเจ้าอาจจะจดชื่อ ไม่ถูกต้องกับชื่อจริงๆของพนักงานคนนั้น เนื่องจากเป็นการจดจากการฟังและการคุยทางโทรศัพท์

3.4 ในการติดต่อประสานงานในเรื่องนี้ ทางพนักงาน Call Center ราย คุณรัศมี (ตามเอกสารแนบ 5) และ คุณกิตติยา (ตามเอกสารแนบ 6) และคุณสุภาพร (ตามหนังสือของบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ที่ CC-FECC-0016/2561 ฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2561 ) ไม่ได้เข้าใจในเจตนาที่ข้าพเจ้าแจ้งไป ทั้งๆที่ข้าพเจ้าแจ้งไปโดยใช้ภาษาไทย ไม่ใช่แจ้งไปโดยใช้ภาษาต่างประเทศ ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านดำเนินการในเรื่องการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้องตามเจตนาของลูกค้า และหากในเรื่องต่างๆที่ลูกค้าแจ้งเข้ามายัง Call Center ทางพนักงาน Call Center ไม่สามารถตัดสินใจได้ ควรแจ้งเรื่องดังกล่าวไปยังผู้ที่มีตำแหน่งที่มีอำนาจในการพิจารณาในเรื่องนั้นๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้ เพื่อประโยชน์ของบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ในการให้บริการกับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ จะทำให้ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ได้เป็นอย่างดี

จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการ และข้าพเจ้าขอให้ท่านดำเนินการตอบจดหมายฉบับนี้กลับมาเป็นลายลักษณ์อักษร โดยส่งให้ข้าพเจ้าตามที่อยู่ด้านบน ภายในไม่เกิน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ท่านได้รับจดหมายฉบับนี้ แต่หากข้าพเจ้าไม่ได้รับจดหมายของท่านภายในระยะเวลาดังกล่าว ข้าพเจ้าจะขอสอบถามท่านอีกครั้งโดยสอบถามผ่านศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ธนาคารแห่งประเทศไทย และข้าพเจ้าแจ้งเรื่องนี้ลงในเฟสบุ๊คส่วนตัวรวมทั้งสื่อออนไลน์ที่ข้าพเจ้าได้เคยแจ้งในเรื่องดังกล่าวนี้แล้ว และในการลงเรื่องดังกล่าวข้าพเจ้าลงรายละเอียดเพื่อเป็นวิทยาทาน,เป็นความรู้ให้กับบุคคลอื่นๆเพื่อเป็นความรู้และใช้ประโยชน์ในการติดต่อกับหน่วยงานหรือบริษัทต่างๆ ข้าพเจ้าขอขอบคุณท่านมา ณ โอกาสนี้

ขอแสดงความนับถือ

.................................................................

(นายaaa)



ที่มา https://www.facebook.com/noom.sithiphong/posts/816763928509995

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

มาบอกเพิ่มเติม

ต้องขอดูใบอนุญาตทุกครั้งที่มีผู้มาเสนอขายประกัน  ห้ามตกลงทำประกันกับคนที่ขายทางโทรศัพท์ เพราะเวลาการติดต่อกับบริษัทประกัน  ติดต่อโคตรยาก ถึงยากที่สุด  เหมือนกับที่ภรรยาผมเจอมา (ไว้ผมมาแจ้งความคืบหน้า เรื่อง ประกันอาวุโสโอเค ของ เอไอเอ)

ในเบื้องต้นหากผู้ขายแจ้งว่า เป็นนายหน้าประกันชีวิต หรือ เป็นตัวแทนประกันชีวิต  ต้องขอดูใบมอบอำนาจของบริษัท   และหากมีโทรศัพท์มือถือ  ให้นำโทรศัพท์มือถือ ถ่ายรูปใบอนุญาต กับ ใบมอบอำนาจฯ เก็บไว้  หากมีปัญหาเกิดขึ้น  จะได้ทราบว่า นายหน้าประกันชีวิต หรือ ตัวแทนประกันชีวิต  เป็นใคร  ถ้าไม่ให้ถ่าย เราก็ไม่ต้องซื้อ  หรือ ไปซื้อกับคนที่ให้ถ่าย

เอกสารที่เกี่ยวข้องทุกแผ่น ไม่ว่าเป็นกระดาษที่ทางตัวแทน หรือ นายหน้า เขียนอธิบายให้เราเข้าใจถึงรายละเอียดของกรมธรรม์  เราต้องเก็บไว้เสมอ เก็บรวมกับกรมธรรม์ไว้  เพราะหากมีปัญหาเกิดขึ้น จะได้นำเอกสารดังกล่าว ไปพิจารณาในการดำเนินการในเรื่องอื่นๆต่อไปครับ

ที่มา เกิดผล แก้วเกิด

#ซื้อประกันจากนายหน้า กับ #ตัวแทนประกัน ศาลท่านว่า ไม่เหมือนกัน

เคยมีข่าวกรณีที่มีประชาชน ถูกบริษัทประกันชีวิต ไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาลหรือค่าสินไหมทดแทนในกรณีเจ็บป่วย โดยอ้างว่า ผู้เอาประกัน ไม่แจ้ง หรือ ปกปิดคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ ว่า เคยมีโรคประจำตัว หรือมีโรคประจำตัว หรือเคยรักษาโรค ในระหว่างทำประกันสุขภาพ

ประมาณว่า ไม่ถงไม่ถามสุขภาพซ๊ากคำ...!!!

ความจริงแล้ว ผู้ทำประกันอาจเคยแจ้งต่อผู้ขาย ซึ่งเข้าใจว่าเป็นตัวแทนของบริษัทประกันไปแล้ว...

ส่วนคนขาย จะจดแจ้งตามที่บอกหรือไม่ก็ไม่ทราบ

คดีนี้ โจทก์เป็นผู้ทำประกันสุขภาพ โดยมีจำเลยเป็นบริษัทประกันฯ

หลังโจทก์ทำประกันก็ล้มป่วย จำเลยไม่ยอมจ่ายค่าประกันสุขภาพให้ โดยอ้างว่า โจทก์ปิดบังเกี่ยวกับสุขภาพ ว่าเคยเป็นโรคตับอักเสบ

โจทก์ต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ได้ปิดบัง และเคยเข้ารับการรักษาตัว ตัวแทนของจำเลย (คนขายประกัน) ก็เคยมาเยี่ยมโจทก์ และทราบดีว่า โจทก์ป่วยเพราะตับอักเสบ

จำเลยต่อสู้ว่า #คนขายประกันให้โจทก์เป็นเพียงนายหน้าประกันชีวิต #ไม่ใช่ตัวแทนประกันชีวิตของจำเลย จึงไม่ผูกพันธ์จำเลย

จำเลยมีสิทธิบอกล้างสัญญา และคืนเบี้ยประกันให้โจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล และค่าสินไหมทดแทนใดๆ

สู้กันไปถึงศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตัวแทนประกันชีวิตว่าหมายความว่า ผู้ซึ่งบริษัทมอบหมายให้ทำการชักชวนให้บุคคลทำสัญญาประกันชีวิตกับบริษัท และมาตรา 71 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ตัวแทนประกันชีวิตอาจทำสัญญาประกันชีวิตในนามของบริษัทได้เมื่อได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากบริษัท

คดีนี้ คนขายประกันไม่ใช่ตัวแทนจำเลยเพราะไม่มีหนังสือมอบอำนาจ หรือหนังสือตั้งตัวแทน จึงมีฐานะเป็นเพียง นายหน้าประกันชีวิต นิติกรรมจึงไม่ผูกพันธ์จำเลย

จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาได้

#หมายเหตุ ผมไม่เห็นพ้องด้วยกับฎีกานี้นะครับ #ชาวบ้านจะรู้อย่างไร #ใครเป็นตัวแทน #ใครเป็นนายหน้า หนังสือมอบอำนาจ ก็เป็นเรื่องระหว่างตัวแทนกับบริษัท เมื่อบริษัท รับเงินเบี้ยประกันไปแล้ว จนออกกรมธรรม์ให้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ย่อมเข้าใจว่า สัญญาย่อมถูกต้องทั้งหมด

ไม่แปลกใจว่า ทำไมบริษัทประกันภัยถึงหัวหมอตลอด

ผมนำตัวอย่างบัตรตัวแทน และ บัตรนายหน้ามาให้ดูครับ

ซื้อประกันกับนายหน้า ศาลไม่คุ้มครองนะครับ

ฎีกาที่ 1333/2551
ตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิตฯ มาตรา 5 ได้ให้คำจำกัดความของตัวแทนประกันชีวิตว่าหมายความว่า ผู้ซึ่งบริษัทมอบหมายให้ทำการชักชวนให้บุคคลทำสัญญาประกันชีวิตกับบริษัท และมาตรา 71 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ตัวแทนประกันชีวิตอาจทำสัญญาประกันชีวิตในนามของบริษัทได้เมื่อได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากบริษัท แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบว่า ช. เป็นตัวแทนประกันชีวิตผู้ได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากจำเลยให้ทำสัญญาประกันชีวิตในนามของจำเลยได้ เช่นนี้ ช. จึงเป็นเพียงตัวแทนในการหาผู้เอาประกันมีหน้าที่ชักชวนให้ผู้อื่นมาทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยเท่านั้นไม่ใช่ตัวแทนในการทำสัญญาประกันชีวิตของจำเลย จึงไม่ใช่ตัวแทนของจำเลยตาม ป.พ.พ. การที่ ช. ได้ทราบหรือควรทราบข้อเท็จจริงขณะทำหนังสือรับรองสุขภาพว่า ส. เคยป่วยเป็นโรคตับอักเสบและมีอาการแน่นหน้าอกเนื่องจากดื่มสุรามากได้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล อ. จะถือว่าจำเลยได้ทราบความจริงดังกล่าวด้วยหาได้ไม่ นอกจากนี้จำเลยยังนำสืบว่าหลังจาก ส. เสียชีวิตจำเลยได้ตรวจสอบหลักฐานและประวัติเกี่ยวกับสุขภาพของ ส. ทราบผลการตรวจสอบเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2540 ว่า ส. ปกปิดข้อความจริงว่าเคยป่วยเป็นโรคตับอักเสบ หากจำเลยทราบความจริงจำเลยจะไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันชีวิตกับ ส. โดยโจทก์ไม่นำสืบหักล้าง ดังนั้น การที่ ส. รู้อยู่ว่าตนเป็นโรคตับอักเสบแต่ละเว้นไม่เปิดเผยข้อความจริงที่อาจจูงใจให้จำเลยปฏิเสธไม่ทำสัญญาหรือเรียกเบี้ยประกันสูงขึ้น ย่อมทำให้สัญญาประกันชีวิตระหว่าง ส. กับจำเลยเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคหนึ่ง จำเลยบอกล้างสัญญาประกันชีวิตเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 จึงเป็นการบอกล้างภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างได้แล้ว

#ซื้อประกันจากนายหน้า
#ซื้อประกันจากตัวแทนประกัน

ที่มา เกิดผล แก้วเกิด
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=394241677653601&id=100012033163351

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

ที่มา เกิดผล แก้วเกิด

#ซื้อประกันจากนายหน้า กับ #ตัวแทนประกัน ศาลท่านว่า ไม่เหมือนกัน

เคยมีข่าวกรณีที่มีประชาชน ถูกบริษัทประกันชีวิต ไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาลหรือค่าสินไหมทดแทนในกรณีเจ็บป่วย โดยอ้างว่า ผู้เอาประกัน ไม่แจ้ง หรือ ปกปิดคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ ว่า เคยมีโรคประจำตัว หรือมีโรคประจำตัว หรือเคยรักษาโรค ในระหว่างทำประกันสุขภาพ

ประมาณว่า ไม่ถงไม่ถามสุขภาพซ๊ากคำ...!!!

ความจริงแล้ว ผู้ทำประกันอาจเคยแจ้งต่อผู้ขาย ซึ่งเข้าใจว่าเป็นตัวแทนของบริษัทประกันไปแล้ว...

ส่วนคนขาย จะจดแจ้งตามที่บอกหรือไม่ก็ไม่ทราบ

คดีนี้ โจทก์เป็นผู้ทำประกันสุขภาพ โดยมีจำเลยเป็นบริษัทประกันฯ

หลังโจทก์ทำประกันก็ล้มป่วย จำเลยไม่ยอมจ่ายค่าประกันสุขภาพให้ โดยอ้างว่า โจทก์ปิดบังเกี่ยวกับสุขภาพ ว่าเคยเป็นโรคตับอักเสบ

โจทก์ต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ได้ปิดบัง และเคยเข้ารับการรักษาตัว ตัวแทนของจำเลย (คนขายประกัน) ก็เคยมาเยี่ยมโจทก์ และทราบดีว่า โจทก์ป่วยเพราะตับอักเสบ

จำเลยต่อสู้ว่า #คนขายประกันให้โจทก์เป็นเพียงนายหน้าประกันชีวิต #ไม่ใช่ตัวแทนประกันชีวิตของจำเลย จึงไม่ผูกพันธ์จำเลย

จำเลยมีสิทธิบอกล้างสัญญา และคืนเบี้ยประกันให้โจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล และค่าสินไหมทดแทนใดๆ

สู้กันไปถึงศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตัวแทนประกันชีวิตว่าหมายความว่า ผู้ซึ่งบริษัทมอบหมายให้ทำการชักชวนให้บุคคลทำสัญญาประกันชีวิตกับบริษัท และมาตรา 71 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ตัวแทนประกันชีวิตอาจทำสัญญาประกันชีวิตในนามของบริษัทได้เมื่อได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากบริษัท

คดีนี้ คนขายประกันไม่ใช่ตัวแทนจำเลยเพราะไม่มีหนังสือมอบอำนาจ หรือหนังสือตั้งตัวแทน จึงมีฐานะเป็นเพียง นายหน้าประกันชีวิต นิติกรรมจึงไม่ผูกพันธ์จำเลย

จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาได้

#หมายเหตุ ผมไม่เห็นพ้องด้วยกับฎีกานี้นะครับ #ชาวบ้านจะรู้อย่างไร #ใครเป็นตัวแทน #ใครเป็นนายหน้า หนังสือมอบอำนาจ ก็เป็นเรื่องระหว่างตัวแทนกับบริษัท เมื่อบริษัท รับเงินเบี้ยประกันไปแล้ว จนออกกรมธรรม์ให้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ย่อมเข้าใจว่า สัญญาย่อมถูกต้องทั้งหมด

ไม่แปลกใจว่า ทำไมบริษัทประกันภัยถึงหัวหมอตลอด

ผมนำตัวอย่างบัตรตัวแทน และ บัตรนายหน้ามาให้ดูครับ

ซื้อประกันกับนายหน้า ศาลไม่คุ้มครองนะครับ

ฎีกาที่ 1333/2551
ตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิตฯ มาตรา 5 ได้ให้คำจำกัดความของตัวแทนประกันชีวิตว่าหมายความว่า ผู้ซึ่งบริษัทมอบหมายให้ทำการชักชวนให้บุคคลทำสัญญาประกันชีวิตกับบริษัท และมาตรา 71 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ตัวแทนประกันชีวิตอาจทำสัญญาประกันชีวิตในนามของบริษัทได้เมื่อได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากบริษัท แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบว่า ช. เป็นตัวแทนประกันชีวิตผู้ได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากจำเลยให้ทำสัญญาประกันชีวิตในนามของจำเลยได้ เช่นนี้ ช. จึงเป็นเพียงตัวแทนในการหาผู้เอาประกันมีหน้าที่ชักชวนให้ผู้อื่นมาทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยเท่านั้นไม่ใช่ตัวแทนในการทำสัญญาประกันชีวิตของจำเลย จึงไม่ใช่ตัวแทนของจำเลยตาม ป.พ.พ. การที่ ช. ได้ทราบหรือควรทราบข้อเท็จจริงขณะทำหนังสือรับรองสุขภาพว่า ส. เคยป่วยเป็นโรคตับอักเสบและมีอาการแน่นหน้าอกเนื่องจากดื่มสุรามากได้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล อ. จะถือว่าจำเลยได้ทราบความจริงดังกล่าวด้วยหาได้ไม่ นอกจากนี้จำเลยยังนำสืบว่าหลังจาก ส. เสียชีวิตจำเลยได้ตรวจสอบหลักฐานและประวัติเกี่ยวกับสุขภาพของ ส. ทราบผลการตรวจสอบเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2540 ว่า ส. ปกปิดข้อความจริงว่าเคยป่วยเป็นโรคตับอักเสบ หากจำเลยทราบความจริงจำเลยจะไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันชีวิตกับ ส. โดยโจทก์ไม่นำสืบหักล้าง ดังนั้น การที่ ส. รู้อยู่ว่าตนเป็นโรคตับอักเสบแต่ละเว้นไม่เปิดเผยข้อความจริงที่อาจจูงใจให้จำเลยปฏิเสธไม่ทำสัญญาหรือเรียกเบี้ยประกันสูงขึ้น ย่อมทำให้สัญญาประกันชีวิตระหว่าง ส. กับจำเลยเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคหนึ่ง จำเลยบอกล้างสัญญาประกันชีวิตเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 จึงเป็นการบอกล้างภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างได้แล้ว

#ซื้อประกันจากนายหน้า
#ซื้อประกันจากตัวแทนประกัน

ที่มา เกิดผล แก้วเกิด
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=394241677653601&id=100012033163351

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

เรื่องคุณครูบาอาจารย์ ตอน๓๔
อนุสาสิกขาดก ว่าด้วยดีแต่สอนผู้อื่น

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 435

๕. อนุสาสิกขาดก
ว่าด้วยดีแต่สอนผู้อื่น

[๑๑๕] "นางนกสาลิกาตัวใด สั่งสอนนกตัวอื่น
อยู่เนือง ๆ ตัวเองมีปกติเที่ยวไปด้วยความ
ละโมภ นางนกสาลิกาตัวนั้นถูกล้อบดแล้ว มี
ปีกหักนอนอยู่"

จบ อนุสาสิกชาดกที่ ๕

อรรถกถาอนุสาสิกชาดกที่ ๕
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภภิกษุณีผู้ชอบพร่ำสอนรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนา
นี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยายญฺญมนุสาสติ ดังนี้.

ได้ยินว่า ภิกษุณีนั้นเป็นกุลธิดานางหนึ่ง ชาวพระนคร-
สาวัตถีบวชแล้ว ตั้งแต่กาลที่ตนบวชแล้ว ก็มิได้ใส่ใจในสมณธรรม
ติดใจในอามิส เที่ยวไปบิณฑบาตในเอกเทศแห่งพระนคร ที่
ภิกษุณีอื่น ๆ ไม่พากันไป ครั้งนั้น พวกมนุษย์พากันถวาย
บิณฑบาตอันประณีตแก่เธอ เธอถูกความอยากในรสผูกพันไว้
คิดว่า ถ้าภิกษุณีอื่น ๆ จักเที่ยวบิณฑบาตในประเทศนี้ ลาภ
ของเราจักเสื่อมถอย เราควรกระทำให้ภิกษุณีอื่น ๆ ไม่มาถึง
ประเทศนี้ ดังนี้แล้ว ไปสู่สำนักของนางภิกษุณีทั้งหลาย พร่ำ
สั่งสอนนางภิกษุณีทั้งหลายว่า ดูก่อนแม่เจ้าทั้งหลาย ในที่ตรงโน้น
มีช้างดุ มีม้าดุ มีสุนัขดุ ท่องเที่ยวอยู่ เป็นสถานที่มีอันตราย
รอบด้าน แม้คุณทั้งหลายอย่าไปเที่ยวบิณฑบาตในที่นั้นเลย
ฟังคำของเธอแล้ว แมัภิกษุณีสักรูปหนึ่ง ก็ไม่เหลียวคอมองดู
ประเทศนั้น.

ครั้นวันหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังเที่ยวบิณฑบาต เข้าไป
สู่เรือนหลังหนึ่งโดยเร็ว แพะดุชนเอากระดูกขาหัก พวกมนุษย์
รีบเข้าไปตรวจดู ประสานกระดูกขาที่หักสองท่อนให้ติดกัน
แล้วหามเธอด้วยเตียง นำไปสู่สำนักภิกษุณี พวกภิกษุณีพากัน
หัวเราะเยาะว่า ภิกษุณีรูปนี้ชอบพร่ำสอนภิกษุณีรูปอื่น ๆ
ตนเองกลับเที่ยวไปในประเทศนั้น จนขาหักกลับมา ด้วยเหตุ
ที่เธอกระทำแม้นั้น ก็ปรากฏในหมู่ภิกษุไม่ช้านัก ครั้นวันหนึ่ง
พวกภิกษุพากันกล่าวโทษของเธอในธรรมสภาว่า ท่านผู้มีอายุ
ทั้งหลาย ภิกษุณีผู้ชอบสอน พร่ำสอนภิกษุณีอื่น ๆ ตนเองเที่ยว
ไปในประเทศนั้น ถูกแพะดุชนเอากระดูกหัก พระศาสดาเสด็จมา
ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนา
กันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบ
แล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ใน
กาลก่อน ภิกษุณีนั้น ก็เอาแต่สั่งสอนคนอื่น ๆ แต่ตนเองไม่
ประพฤติ ต้องเสวยทุกข์ตลอดกาลเป็นนิตย์ทีเดียว แล้วทรงนำ
เอาเรื่องในอดีต มาสาธกดังนี้ :-

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
พระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิด ในกำเนิดนกป่า เจริญวัย
แล้ว ได้เป็นจ่าฝูงนก มีนกหลายร้อยเป็นบริวาร เข้าไปสู่ป่า-
หิมพานต์ ในกาลที่พระโพธิสัตว์อยู่ในป่าหิมพานต์นั้น นางนก
จัณฑาลตัวหนึ่งไปสู่หนทางในดงดึก๑ หาอาหารกิน นางได้เมล็ด-
ข้าวเปลือกและถั่วเป็นต้น ที่หล่นตกจากเกวียนในที่นั้นแล้ว
คิดว่า บัดนี้เราต้องหาวิธีทำให้พวกนกเหล่าอื่นไม่ไปสู่ประเทศนี้
ดังนี้แล้ว ให้โอวาทแก่ฝูงนกว่า ขึ้นชื่อว่าทางใหญ่ในดงดึก เป็น
ทางมีภัยเฉพาะหน้า ฝูงสัตว์เป็นต้นว่า ช้าง ม้า และยวดยาน
ที่เทียมด้วยโคดุ ๆ ย่อมผ่านไปมา ถ้าไม่สามารถจะโผบินขึ้น
ได้รวดเร็ว ก็ไม่ควรไปในที่นั้น ฝูงนกตั้งชื่อให้นางว่า "แม่อนุ-
สาสิกา" วันหนึ่งนางกำลังเที่ยวไปในทางใหญ่ในดงดึก ได้ยิน-
เสียงยานแล่นมาด้วยความเร็วอย่างยิ่ง ก็เหลียวมองดู โดยคิดว่า
ยังอยู่ไกล คงเที่ยวเรื่อยไป ครั้งนั้นยานก็พลันถึงตัวนาง ด้วย
ความเร็วปานลมพัด นางไม่อาจโผบินขึ้นได้ทัน ล้อทับร่าง
ผ่านไป นกผู้เป็นจ่าฝูง เรียกประชุมฝูงนก ไม่เห็นนางก็กล่าวว่า
นางอนุสาสิกาไม่ปรากฏ พวกเจ้าจงค้นหานาง ฝูงนกพากันค้นหา
เห็นนางแยกออกเป็นสองเสียงที่ทางใหญ่ ก็พากันแจ้งแก่จ่าฝูง
จ่าฝูงกล่าวว่า นางห้ามนกอื่น ๆ แต่ตนเองเที่ยวไปในที่นั้น จึง
แยกออกเป็นสองเสี่ยง แล้วกล่าวคาถานี้ความว่า :-
"นางนกสาลิกาตัวใด สั่งสอนนกตัวอื่น
อยู่เนือง ๆ ตัวเองมีปกติเที่ยวได้ด้วยความ
ละโมภ นางนกสาลิกาตัวนั้นถูกล้อบดแล้ว มี
ปีกหักนอนอยู่ " ดังนี้.
(๑. ดงดึก = ป่าลึกเข้าไปไกล.)

บรรดาบทเหล่านั้น ย อักษรในบทว่า ยายญฺญมนุสาสติ
ทำการเชื่อมบท ความก็ว่า นางนกสาลิกาใดเล่า สั่งสอนผู้อื่น.
บทว่า สยํ โลลุปฺปจารินี ความว่า เป็นผู้มีปกติเที่ยว
คนองไปด้วยตน.
บทว่า สายํ วิปกฺขิกา เสติ ความว่า นกตัวนั้น คือ นาง-
สาลิกาตัวนี้ มีขนปีกกระจัดกระจาย นอนอยู่ที่ทางใหญ่.
บทว่า หตา จกฺเกน สาสิกา ความว่า นางนกสาสิกา
ถูกล้อยานทับตาย.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรง
ประชุมชาดกว่า นางนกสาลิกาในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุณี
อนุสาสิกาในครั้งนี้ ส่วนนกจ่าฝูง ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาอนุสาสิกชาดกที่ ๕
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 438

ที่มา https://www.facebook.com/dhamma.true/posts/1584251151671525

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

เมื่อ: มกราคม 21, 2018, 08:32:39 AM 7 วิถีธรรม / กฏแห่งกรรม-ชาติภพ / Re: กรรม

องค์พยามัจจุราชเจ้า
ท่านเป็นผู้ที่มีหน้าที่ตัดสิน "กรรมดี" และ "กรรมชั่ว" ของผู้ที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด
.
ท่านมีผู้ช่วยก็คือ "ท่านนิริยบาล" ซึ่งมีทั้งหมด 8 ท่าน (เราๆท่านๆ น่าจะรู้จักกันในชื่อ ท่านสุวาน และ ท่านสุวรรณ ในภาพยนต์พยามัจจุราช)
และท่านยังมีบริวารที่เป็นผู้ที่ทำงานในหน้าที่ต่างๆ ก็คือ "ท่านยมทูต"
.
ผมเองเคยนำไปขอให้ครูบาอาจารย์ อัญเชิญองค์พยามัจจุราชเจ้า มาอธิษฐานจิตในวัตถุมงคลชุดนี้ และได้แจกให้กับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ อีกหลายๆคนไปเยอะแล้ว
.
และที่สำคัญ ท่านบอกว่า ของๆท่าน กันผีกะเรวะราดได้ แต่กันคนของท่านไม่ได้ และหากมีวัตถุมงคลในชุดนี้ เหมือนกับเป็นสื่อถึงท่านโดยตรง และมีท่านยมทูตมาอยู่ด้วยครับ
.
โดยส่วนตัวผมเอง ผมไหว้ท่านด้วยน้ำ(เปล่า)เย็นและใส่น้ำแข็ง ในทุกวันอาทิตย์ ยกเว้นในวันอาทิตย์ไหนที่ผมติดภาระกิจอยู่ต่างจังหวัด ก็จะไม่ได้ไหว
.
ปกติในวันที่ผมไปทำงาน ผมห้อยคอไปด้วยเสมอ
แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ผมไปทำบุญ ผมอัญเชิญท่านไปด้วยทุกครั้งเช่นกัน
.
องค์พยามัจจุราชทั้งสององค์ (ที่ผมอัญเชิญห้อยไปทำงาน และที่ผมอัญเชิญไปด้วยในเวลาที่ผมไปทำบุญนั้น) ผมได้บรรจุก้อนดิน และเมล็ดข้าวสาร(ที่ผมเคยนำไปขอให้พระภิกษุรูปหนึ่ง อาราธนาพระแม่ธรณี , พระแม่คงคา และพระแม่โพสพ อธิษฐานจิต และก้อนดิน กับ เมล็ดข้าวสาร ก็เป็นสื่อถึง พระแม่ธรณี , พระแม่คงคา และพระแม่โพสพ ได้โดยตรงเช่นกัน ) บรรจุไว้ใต้ฐานองค์พยามัจจุราชด้วย ครับ
ระมัดระวังในการสร้างกรรม
.
เพราะ กรรมนั้น ยุติธรรม และเที่ยงตรงเสมอ
.
ไม่มีเรื่องไหน ยุติธรรมเท่านี้อีกแล้วในโลกนี้
.
**********ไม่ว่ามีอำนาจหรือใหญ่แค่ไหน ไม่ว่ารวยล้นฟ้าเพียงใด ไม่มีใครหนีกรรมพ้น**********
.
&&&&& แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังหนีกรรมไม่พ้น &&&&&
.
.----------------------------------------------------------
.
.
.
.
๑๑๕. บุพกรรมของพระพุทธเจ้า
https://www.youtube.com/watch?v=t5GPNZYYM-w
.
.
.
กรรมไม่ดีต่างๆที่ทำไว้ในอดีตยังส่งผลแม้เป็นพระพุทธเจ้า (พระอาจารย์สมบัติ นันทิโก)
https://www.youtube.com/watch?v=t5GPNZYYM-w
.
.
.
หลวงพ่อฤาษีลิงดำเล่าเรื่อง | ไปที่สำนักของท่านพญายมราช ตอนที่ 1
https://www.youtube.com/watch?v=S8tcEPLn8Rk
.
.
.
หลวงพ่อฤาษีลิงดำเล่าเรื่อง | ไปที่สำนักของท่านพญายมราช ตอนที่ 2 (จบ)
https://www.youtube.com/watch?v=Wj-xW-i7foY
.
.
.
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เรื่อง อเวจีมหานรก
https://www.youtube.com/watch?v=khDlAzlkzkk
.
.
.
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เรื่อง มหานรก 7 ขุม
https://www.youtube.com/watch?v=AKV2oAs0PbM
.
.
.
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เล่าเรื่องนรกขุมที่ 8 อเวจีมหานรก
https://www.youtube.com/watch?v=jrZbz48c_VM
.
.
.
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เรื่อง นรกต้นงิ้ว(สิมพลีนรก)
https://www.youtube.com/watch?v=FqJRlXuUkIE
.
.
.
ประวัติ " พญายมราช "
https://www.youtube.com/watch?v=LVlZTgrvG18
.
.
.

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

มาต่อกันเรื่องของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย
จากที่ผมเขียนและเคยนำมาลงให้อ่านกัน มาเพิ่มเติมในความรู้กันครับ
ในเจตนาที่ลงนี้ ผมต้องการให้ความรู้กับท่านผู้อ่าน เพื่อสร้างแนวคิดและสร้างประโยชน์ของตัวท่านเองในการจัดการทางการเงินของท่านเอง  บุญกุศลนี้ ข้าพเจ้าขออธิษฐานว่า ตั้งแต่บัดนี้ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ที่เรียนรู้และเข้าใจในเรื่องที่ข้าพเจ้าเรียนรู้ในเรื่องต่างๆได้อย่างง่ายด้วยเทอญ
ผมจะมาเปรียบเทียบให้เห็นว่า หากเรามีการขอลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือ การRefinance สินเชื่อที่อยู่อาศัยไปสถาบันการเงินอื่นใน 3 ปีแรก หรือ ทุกๆ 3 ปี เราจะได้อะไร หรือ เสียอะไรบ้าง
มายกตัวอย่างกันเลย  ในตัวอย่างจะสมมุติว่า อัตราดอกเบี้ยไม่เปลี่ยนแปลงตลอดอายุสัญญาฯ แต่หากอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลง ตัวเลขทั้งหมดจะมีการเปลี่ยนแปลงไป และในเรื่องอื่นๆ เป็นเรื่องที่ผมสมมุติตัวเลขขึ้นมา เพื่อให้ดูง่ายขึ้น และตัวเลขเป็นตัวเลขโดยประมาณการ แต่มีความใกล้เคียง ครับ
ธนาคารแก้มหอม
โปรโมชั่นอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย ในกรณ๊ที่มีการ Refinance ไปยังธนาคารแก้มหอม
อัตราดอกเบี้ย MRR = 6.75%ต่อปี
อัตราดอกเบี้ย 3 ปีแรก MRR-3.85 หรือเท่ากับ 2.90%ต่อปี
อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป เท่ากับ MRR-0.50%ต่อปี หรือเท่ากับ  6.25%ต่อปี
ค่าธรรมเนียมต่างๆมีดังนี้
1.ค่าจดจำนอง(ที่กรมที่ดิน) 1% ของวงเงินกู้ (วงเงินกู้ 3,000,000.-บาท คิดค่าจดจำนอง ประมาณ 30,000.-บาท)
2.ค่าอากรสัญญากู้ คิดเป็น 0.05% ของวงเงินกู้ และ คู่ฉบับ 5 บาท (วงเงินกู้ 3,000,000.- บาท คิดเป็นค่าอากร จำนวน 1,500 บาท บวก คู่ฉบับ 5 บาท) รวมเป็น 1,505.-บาท
3.ค่าประเมินราคา (สมมุติ) จำนวน 2,800.-บาท (ในกรณีที่วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท)
4.ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย (สมมุติ) 10,000.-บาท (วงเงินกู้ 3,000,000.-บาท)
5.ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ (สมมุติ) คิด 0.10%ของวงเงินกู้  ค่าธรรมเนียมในข้อนี้ ฟรี
6.ในกรณีที่ปิดบัญชีก่อน 3 ปี จะคิดอัตราดอกเบี้ย MRR% ต่อปี และเรียกคืนค่าธรรมเนียมในข้อ 5
.
ธนาคารณัชชี่ (เป็นธนาคารเดิมที่ใช้วงเงินสินเชื่ออยู่)
อัตราดอกเบี้ย MRR = 7.125%ต่อปี
โปรโมชั่นอัตราดอกเบี้ย ในกรณีที่ลูกค้าขอลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย
อัตราดอกเบี้ย 1 ปีแรก 3.50%ต่อปี
อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 2 และ ปีที่ 3 MRR-3.00%ต่อปี หรือเท่ากับ 4.125%ต่อปี
อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR-1.75%ต่อปี หรือเท่ากับ 5.625%ต่อปี
ค่าธรรมเนียมต่างๆไม่มี (ยกเว้นค่าธรรมเนียมประกันอัคคีภัยที่จะต้องต่ออายุ (สมมุติ) จำนวน 10,000.-บาท)
.
มาถึงข้อมูลเจ้าของบัญชีสินเชื่อที่อยู่อาศัย
นายโน๊ตตี้ นามสกุลลูกพี่โบ๊ตซัง  อายุปัจจุบัน 35 ปี เดิมมีวงเงินที่อยู่อาศัย 3,300,000.-บาท ทำประกันอัคคีภัยไว้ 3 ปี   ปัจจุบันเมื่อครบ 3 ปี ภาระหนี้ลดเหลือ 3,000,000.-บาท มีค่าประกันอัคคีภัยที่ต้องจ่ายจำนวน 10,000.-บาท โดยใช้วงเงินสินเชื่อที่ ธนาคารณัชชี่ (เป็นธนาคารเดิมที่ใช้วงเงินสินเชื่ออยู่)
ระยะเวลาคงเหลือในการกู้ตามสัญญากู้ฯ 25 ปี (300 เดือน) ผ่อนชำระเดือนละ 18,900.-บาท
อัตราดอกเบี้ยเดิมที่ใช้อยู่คือ MRR-1.75%ต่อปี คือ 5.375%ต่อปี
.
มาดูผลการคำนวนกันครับ
ในกรณีที่ไม่ขอลดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารณัชชี่  (เป็นการใช้อัตราดอกเบี้ยเดิม) 
ผลการคำนวณ จะอยู่ในตารางที่ 1
ในระยะเวลา 3 ปีต่อมา จะชำระต้นเงินกู้ไป 212,876.76 บาท และชำระดอกเบี้ยไป 467,523.24 บาท
ตลอดอายุสัญญากู้ฯ จะชำระต้นเงินไป 3,000,000.-บาท และชำระดอกเบี้ยทั้งหมด จำนวน 2,249,249.59 บาท
ระยะเวลาการผ่อนชำระ (หากไม่มีการขอลดอัตราดอกเบี้ย จนตลอดอายุสัญญากู้ฯ หรือการRefinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น จำนวน 300 เดือน หรือ 25 ปี) จะมีระยะเวลา 278 เดือน
.
ในกรณีที่ 2 การขอลดอัตราดอกเบี้ย กับ ธนาคารณัชชี่ (เป็นธนาคารเดิมที่ใช้วงเงินสินเชื่ออยู่)
ผลการคำนวณ จะอยู่ในตารางที่ 2
ในระยะเวลา 3 ปีต่อมา จะชำระต้นเงินกู้ไป 348,854.83 บาท และชำระดอกเบี้ยไป 331,545.17 บาท
ตลอดอายุสัญญากู้ฯ จะชำระต้นเงินไป 3,000,000.-บาท และชำระดอกเบี้ยทั้งหมด จำนวน 1,867,726.09 บาท
ระยะเวลาการผ่อนชำระ (หากไม่มีการขอลดอัตราดอกเบี้ย จนตลอดอายุสัญญากู้ฯ หรือการRefinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น จำนวน 300 เดือน หรือ 25 ปี) จะมีระยะเวลา 258 เดือน หรือ 21 ปีกว่าๆ
.
ในกรณีที่ 3 การ Refinance สินเชื่อที่อยู่อาศัย ไป ธนาคารแก้มหอม
ผลการคำนวณ จะอยู่ในตารางที่ 3
ในระยะเวลา 3 ปีต่อมา จะชำระต้นเงินกู้ไป 437,632.76 บาท และชำระดอกเบี้ยไป 242,767.24 บาท
ตลอดอายุสัญญากู้ฯ จะชำระต้นเงินไป 3,000,000.-บาท และชำระดอกเบี้ยทั้งหมด จำนวน 2,135,738.- บาท
ระยะเวลาการผ่อนชำระ (หากไม่มีการขอลดอัตราดอกเบี้ย จนตลอดอายุสัญญากู้ฯ หรือการRefinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น จำนวน 300 เดือน หรือ 25 ปี) จะมีระยะเวลา 278 เดือน หรือ 21 ปีกว่าๆ เช่นกัน
แต่ในกรณีที่ Refinance สินเชื่อที่อยู่อาศัย ไปธนาคารแก้มหอม ยังมีค่าธรรมเนียมต่างๆ อีกจำนวน 44,305.-บาท ตามรายละเอียดดังนี้
1.ค่าจดจำนอง(ที่กรมที่ดิน) 1% ของวงเงินกู้ (วงเงินกู้ 3,000,000.-บาท คิดค่าจดจำนอง ประมาณ 30,000.-บาท)
2.ค่าอากรสัญญากู้ คิดเป็น 0.05% ของวงเงินกู้ และ คู่ฉบับ 5 บาท (วงเงินกู้ 3,000,000.- บาท คิดเป็นค่าอากร จำนวน 1,500 บาท บวก คู่ฉบับ 5 บาท) รวมเป็น 1,505.-บาท
3.ค่าประเมินราคา (สมมุติ) จำนวน 2,800.-บาท (ในกรณีที่วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท)
4.ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย (สมมุติ) 10,000.-บาท (วงเงินกู้ 3,000,000.-บาท)
5.ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ (สมมุติ) คิด 0.10%ของวงเงินกู้  ค่าธรรมเนียมในข้อนี้ ฟรี
เมื่อนำค่าธรรมเนียมต่างๆ จำนวน 44,305.- หักออกจากจำนวนดอกเบี้ย (ในกรณีที่ 2 คือ ขอลดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารณัชชี่) ที่สามารถลดการจ่ายดอกเบี้ย และ นำเงินจำนวนนี้ ไปชำระต้นเงินกู้ได้อีก จำนวน 44,472.94 บาท (ได้จากการคำนวณตาข้อที่ 1 ถึง ข้อที่ 4 คือ 30,000 + 1,505 + 2,800 + 10,000 จะได้เท่ากับ 44,472.94 บาท)
หมายเหตุ  ในกรณีนี้ ผมไม่นำเงินที่ได้จากการเวนคืนกรมธรรมประกันอัคคีภัยที่ต่ออายุกับธนาคารณัชชี่ มารวมคำนวณด้วย เนื่องจากผมไม่ทราบการคำนวณของบริษัทที่รับประกันอัคคีภัย 
(ในกรณีที่มีการ Refinance จากสถาบันการเงินหนึ่ง  ไปยังอีก สถาบันการเงินอีกแห่ง  ส่วนใหญ่ วงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัย ครบ 3 ปีไปแล้ว  แต่หากว่า มีการดำเนินการก่อนที่จะครบกำหนด 3 ปี  แต่เราแจ้งการขอ Refinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น  เราจะไม่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกัน และต้องไปดำเนินการขอวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินอื่น ก่อนที่จะครบ 3 ปีด้วยเช่นกัน)
.
มาสรุปกันก็คือ  หากเราสามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้มากเท่าไหร่  ผลดีและผลเสียที่เราจะได้ก็คือ
1.ลดการชำระดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญากู้ฯได้มาก  นี่ผมเพียงแค่คำนวณเรื่องของอัตราดอกเบี้ยในระยะเวลา 3 ปี เท่านั้นเอง  หากเราสามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้ทุกๆ 3 ปี (สามารถดูได้จาก ตารางที่ 4) เราจะประหยัดเงินที่เราต้องจ่ายให้กับสถาบันการเงินได้มากขึ้น
2.ระยะเวลาในการผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัย จะลดลง  จากเดิมต้องผ่อน 25 ปี (จากตัวอย่าง)  เราสามารถผ่อนเหลือเพียง 21 ปี  แต่ถ้าสามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้ทุก 3 ปี  ระยะเวลาที่จะต้องผ่อนชำระ จะลดลงไปมากกว่านี้อีก
3.เราอาจจะเสียเวลาในการเตรียมเอกสารต่างๆ ที่จะต้องนำไปยื่นขอกู้กับสถาบันการเงินอื่นๆ 
4.ในการขอสินเชื่อนั้น  ทางสถาบันการเงินจะพิจารณาในความสามารถในการชำระหนี้คืน  หากเรามีวินัยทางการเงินที่ดี  มีการชำระหนี้ไม่ว่าจะเป็นหนี้ของสินเชื่อประเภทไหนๆก็ตาม ชำระหนี้ให้ตรงตามเวลาที่กำหนด ,  รายได้ของเรามีความชัดเจน ,  มีเอกสารที่เชื่อถือได้ประกอบในการขอสินเชื่อ  ผลการพิจารณา น่าจะผ่านเกณฑ์การพิจารณาของสถาบันการเงิน ได้
5. *****ที่สำคัญเรื่องนี้เป็นเรื่องของท่านเอง  ต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง***** 
6.สุดท้าย  ผมแนะนำให้อ่านให้ละเอียด และแนะนำให้ท่านผู้อ่านไปศึกษาต่อกับท่านผู้รู้ หรือ ตามเว็บไซด์ที่เชื่อถือได้เพิ่มเติม  ท่านผู้อ่านจะได้แนวคิดต่างๆ ที่มีผลต่อตัวท่านเอง และ เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวของท่านมาก  หากท่านยังต้องใช้วงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงิน หากมีข้อสงสัย สอบถามได้ เรื่องใดที่ผมสามารถแนะนำให้ท่านได้ ผมยินดีครับ
#สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
#การRefinanceสินเชื่อ
#การย้ายวงเงินสินเชื่อไปสถาบันการเงินอื่น
#อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน
#การคิดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน
#ธนาคารพาณิชย์
#สินเชื่อRefinance
#สถาบันการเงิน
#อัตราดอกเบี้ย
#ประกันชีวิต
#ร้องเรียนผ่านคปภ.
#สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
#คปภ

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

ตอนที่ 2 จาก 2 ตอน

มาต่อกันในเรื่องของ***** ค่าใช้จ่ายหากเรา Refinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น ***** 

ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ผมได้บอกไปในเบื้องต้น  นั้น  เราต้องมาคำนวนกันในลักษณะที่เป็นตัวเงิน  ไม่สามารถที่จะคำนวนเป็นอัตราเปอร์เซ็นได้
ผมยกตัวอย่าง(เดิม)

ภาระหนี้ที่จะ Refinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น จำนวน 2,600,000.-บาท  ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายในกรณีที่ Refinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น คือ

1.ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ ร้อยละ 1 ของวงเงินนิติกรรม จำนวน 26,000.-บาท (ได้จาก 2,600,000 คูณ 1%)

2.ค่าธรรมเนียมการประเมินราคา ประมาณ 2,800.-บาท

3.ค่าอากรสัญญากู้ฯ  จำนวน 1,305.-บาท (ได้จาก 2,600,000 คูณ 0.05% จะได้ 1,300.-บาท บวก คู่ฉบับสัญญากู้ฯ 5 บาท)

4.การประกันอัคคีภัย  โดยประมาณไม่เกิน 10,000 บาท

5.ค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ประมาณ 1,000.-บาท

6.ค่าธรรมเนียมการจดจำนองที่กรมที่ดิน  โดยประมาณ 26,000.-บาท (คิดประมาณ 1% ของวงเงินจำนอง(หรือวงเงินกู้) 2,600,000 คูณ 1 หาร 100 )
รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยประมาณ 67,105.-บาท

หากเราใช้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเดิม ปัจจุบันเท่ากับ MLR-1.00%ต่อปี (MLR = 6.250) ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยที่เราจะจ่ายก็คือ 5.250% เราจ่ายดอกเบี้ยไปทั้งหมด 391,460.02 บาท

หากเราใช้ อัตราดอกเบี้ยใหม่ที่เรา Refinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น หรือ ขอลดอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิม อัตราดอกเบี้ยในปีแรก 2.90%ต่อปี อัตราดอกเบี้ยในปีที่ 2 คือ MRR-3.00%ต่อปี อัตราดอกเบี้ยในปีที่ 3 คือ MRR -2.00%ต่อปี หลังจากนั้น(ในปีที่ 4 เป็นต้นไป) คือ MRR-0.50%ต่อปี เราจ่ายดอกเบี้ยไป จำนวน 274,817.18 บาท

เมื่อหักกลบกันระหว่างตารางที่ 1 และ ตารางที่ 2 จะได้ส่วนต่าง(ของดอกเบี้ยที่ได้ลดเนื่องจากการ Refinance ไปสถาบันการเงินอื่น) จำนวน 116,642.84 บาท และเมื่อหักค่าใช้จ่ายที่ผมบอกไปในเบื้องต้น จำนวน 67,105.-บาท เรายังมีส่วนต่างที่ไปชำระต้นเงินกู้ได้มากขึ้น หากเรา Refinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น

แต่หากเราขอลดดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิม เราก็ไม่ต้องจ่ายในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายที่ผมได้บอกไป เพียงแต่เงื่อนไขของอัตราดอกเบี้ย ต้องลดได้มากกว่าเดิม และที่สำคัญเราต้องลองคำนวนดูครับว่า การขอลดอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิม หรือ การ Refinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น ประเด็นไหนจะดีที่สุดสำหรับตัวเรา

เพิ่มเติมอีกนิด สำหรับเรื่องค่าใช้จ่าย  หากมีคนมาบอกว่า คำนวนค่าใช้จ่ายเป็น% นั่นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง การเปรียบเทียบต้องเป็นการเปรียบเทียบในรูปแบบเดียวกัน หากเป็นจำนวนเงิน ต้องนำจำนวนเงินมาเปรียบเทียบ แต่หากเป็นเปอร์เซ็น ต้องนำเรื่องของเปอร์เซ็นมาเปรียบเทียบ  ไม่ใช่ว่า นำจำนวนเงินมาคำนวนเปรียบเทียบกับเปอร์เซ็น  เช่น ผมบอกว่า ผมหนัก 70 กิโลเมตร  เป็นไปได้หรือเปล่าครับ  ที่ถูกต้อง ต้องบอกว่าผมหนัก 70 กิโลกรัม  แต่หากจะนำค่าใช้จ่ายมาคำนวนเป็นเปอร์เซ็น  ต้องนำระยะเวลาในการกู้ทั้งหมด มาคำนวนเป็นเปอร์เซ็น  ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ จะน้อยมากๆ  เช่น ค่าใช้จ่ายที่ผมคำนวนในเบื้องต้นจำนวน 67,105.-บาท หากจะคำนวนว่า จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ต้องนำระยะเวลาในการกู้ที่เหลือ หรือ ที่ขอกู้ใหม่ มาคำนวน เช่น เหลือระยะเวลาในการกู้ตามตัวอย่าง 204 เดือน ( 17ปี )  (เดิมระยะเวลาการกู้ 240 เดือน ผ่อนไปแล้ว 36 เดือน คงเหลือระยะเวลาการผ่อนอีก 204 เดือน) ส่วนตัวผม  ไม่ไปคำนวน แต่ผมใช้วิธีข้างบนดีกว่า เห็นเป็นเม็ดเงินที่ได้ลดอย่างชัดเจน

แต่ถ้าต้องการที่จะทราบว่า ค่าธรรมเนียมดังกล่าวคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นของวงเงินกู้ในระยะเวลาการกู้  สามารถคำนวนได้ดังนี้   นำค่าใช้จ่าย(ตามตัวอย่าง) 67,105.-บาท หารด้วย(วงเงินกู้) 2,600,000.-บาท ผลลัพธ์ที่ได้คือ 0.02581%  โดยมีระยะเวลา 17 ปี  แต่หากจะคิดตามระยะเวลา 1 ปี  ให้นำผลลัพธ์ 0.02581 หารด้วย 17(ปี) ผลลัพธ์ที่ได้คือ 0.000152% เฉลี่ยปีละ 3,947.353 บาท  (คิดมาจาก 0.000152 คูณด้วย (วงเงินกู้)  2,600,000.-)  และเมื่อคิดกลับไปสู่ค่าธรรมเนียมทั้งหมด  ก็ให้นำค่าเฉลี่ยต่อปี คือ 3,947.353 คูณด้วย 17 (ปี)  ผลลัพธ์ที่ได้จะเท่ากับค่าธรรมเนียมที่จ่ายไปก็คือ 67,105.-บาทครับ

ส่วนเรื่องของการประกันชีวิต และ ประกันวินาศภัย  ผมเคยนำเรื่องนี้ไปลงไว้ในครั้งก่อนแล้ว  เพิ่มเติมอีกนิด  การทำประกันชีวิต และ การทำประกันวินาศภัย ต้องเป็นการทำโดยสมัครใจ และเห็นประโยชน์ของการประกันชีวิต และ ประกันวินาศภัย เท่านั้น ต้องไม่มีเงื่อนไขอื่น เช่น หากไม่ทำประกันชีวิต หรือ ประกันวินาศภัยแล้ว การขอสินเชื่อใหม่ หรือ การขอลดอัตราดอกเบี้ยไม่ผ่าน   ยกเว้นจะเป็นโปรโมชั่นของแต่ละธนาคาร(ที่ประกาศเป็นทางการและมีเอกสารยืนยันว่า เป็นประกาศของธนาคาร) ว่า หากทำประกันชีวิต จะมีส่วนลดของอัตราดอกเบี้ย มากกว่าที่ ไม่ทำประกันชีวิต  หากมีการบังคับให้ทำประกันชีวิต หรือ ประกันวินาศภัย สามารถร้องเรียนผ่าน  สำนักงานคณะกรรมการกำกับ และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) ได้ในหลายช่องทาง

สำหรับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกท่าน  หากสงสัยโทร.มาคุยกันได้ ยินดีให้คำปรึกษาครับ

#สถาบันการเงิน
#ธนาคารพาณิชย์
#สินเชื่อที่อยู่อาศัย
#อัตราดอกเบี้ย
#ประกันชีวิต
#สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
#คปภ

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

วันนี้ เรามาคุยกันเรื่องประเภทของอัตราดอกเบี้ย ว่ามีประเภทไหนบ้าง แล้วแต่ละประเภทคืออะไร  ผมนำมาให้อ่านกันโดยอยู่ในไฟล์รูปประกอบ และมาดูเรื่องของประโยชน์ของการ Refinance สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยไปยังสถาบันการเงินอื่น หรือ ขอลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยกับสถาบันการเงินเดิม หากท่านใดเห็นว่าดี  แชร์ต่อกันได้ ผมไม่สงวนลิขสิทธิ์ ครับ

มี 2 ตอน  ตอนนี้ตอนที่ 1 จาก 2 ตอน

ผมเองเคยทำไฟล์ที่เป็น Excel ในการใช้เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารว่า มีความแตกต่างกันอย่างไร ผลที่ได้ ได้อะไร  ซึ่งสามารถใช้คำนวณเพื่อเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย 2 โปรโมชั่น   หากพี่ๆ  เพื่อนๆ  น้องๆ ท่านใดสนใจ แจ้งมาได้ ผมรบกวนแจ้งผ่านไลน์ส่วนตัว หรือ ส่งข้อความส่วนตัวเข้าของ FaceBook ได้ ผมจะส่งไฟล์ให้ไว้ใช้กันครับ

มาคุยกันในเจตนาที่ผมให้ความรู้กับบางท่านที่ไม่รู้ในเรื่องนี้ ผมอยากให้ความรู้เป็นวิทยาทาน  อานิสงส์ในการเผยแพร่ความรู้เป็นวิทยาทาน ผมขออธิษฐานว่า ขอให้ผมเป็นผู้ที่เข้าใจในเรื่องราวต่างๆที่มีผู้ที่อธิบายในเรื่องนั้นๆได้โดยง่ายด้วยเทอญ

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งของการดำรงชีวิตในปัจจุบันสำหรับผู้ที่ซื้อบ้าน โดยใช้วงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์  ผมจะใช้คำว่า ธนาคาร แทนคำว่า สถาบันการเงิน เพราะว่าผมจะขอคุยกันในเรื่องของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่มีอยู่กับธนาคารเท่านั้น

ก่อนที่จะคุยกันในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย  ผมอยากคุยในเรื่องของ “การให้บริการ (Service)”  ในมุมมองของผมเป็นเรื่องที่สำคัญมาก  ในบางครั้งอาจจะมีมากกว่าเรื่องของอัตราดอกเบี้ยด้วยซ้ำ  หากสถาบันการเงินไหนที่บริการดี  ผมว่าหลายๆท่านคงไม่อยากย้ายวงเงินสินเชื่อไปยังอีกสถาบันการเงินแน่นอน  เนื่องจากการย้ายวงเงินสินเชื่อไปยังอีกสถาบันการเงิน  มีความยุ่งยากพอสมควร ไหนจะต้องเตรียมเอกสารที่ค่อนข้างเยอะอยู่  ไหนจะเสียเวลาในการไปติดต่อกับสถาบันการเงินอื่นๆ ไหนจะต้องไปดำเนินการในการทำนิติกรรมที่กรมที่ดินอีก  แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยยังแพงกว่า แถมการบริการห่วยแตก  มีแต่คนที่ต้องการย้ายวงเงินสินเชื่อไปยังอีกสถาบันการเงินแน่นอน  ถึงแม้จะต้องเตรียมเอกสารอย่างเยอะ ถึงแม้ว่าจะต้องเสียเวลาในการดำเนินการในเรื่องต่างๆอย่างมากก็ตาม  และอีกเรื่องที่จะบอกก็คือ  เจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินมองออกหรือไม่ว่า ในใจของเราต้องการอะไร  มีหลายครั้งที่เจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินนั้นๆ  มองเราไม่ออกก็มีอยู่มาก  เป็นอย่างนั้นหรือไม่ครับท่านผู้อ่าน

เรื่องสินเชื่อที่อยู่อาศัย  ในกรณีที่เราขอกู้  ทางธนาคารจะมีประเภทสินเชื่ออีกประเภทก็คือ วงเงิน สินเชื่อบ้านแลกเงิน (ในแต่ละธนาคารจะเรียกชื่อแตกต่างกันไป)  ซึ่งเป็นวงเงินที่เราสามารถกู้เพิ่มเติมเพื่อนำไปใช้ในการตกแต่งบ้าน หรือ นำไปชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองภาระหนี้

มาคุยกันในเรื่องของการ Refinance สินเชื่อที่อยู่อาศัยกัน (และไม่เกี่ยวข้องกับการขายบ้านพร้อมที่ดิน)  หาก Refinance เราจะต้องใช้วงเงินสินเชื่อฯมาไม่น้อยกว่า 3 ปี ถึงสามารถที่จะ Refinance สินเชื่อที่อยู่อาศัยไปยังธนาคารฯอื่นได้ และ จะมีค่าใช้จ่ายหลักๆอยู่ไม่กี่อย่าง ดังนี้

1.ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ (เป็นอัตราร้อยละเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร  บางธนาคารก็ไม่มี)

2.ค่าธรรมเนียมการประเมินราคา (ค่าเฉลี่ยอยู่ประมาณ 2,500.-บาท ถึง 15,000.-บาท แล้วแต่ราคาประเมินของแต่ละธนาคาร และขึ้นอยู่กับวงเงินกู้ฯด้วย)

3.ค่าอากรสัญญากู้ฯ  โดยปกติคิด 0.05% ของวงเงินกู้ เช่น วงเงินกู้ 1,000,000.-บาท ทางธนาคารจะคิดค่าอากร 500.-บาท กับ คู่ฉบับ อีก 5 บาท  (วิธีคิด นำ 1,000,000.- คูณ 0.05% ก็จะได้ผลลัพธ์คือ 500.-บาท)  ค่าอากรสัญญากู้ฯนี้ ทางธนาคารจะต้องนำส่งให้กับกรมสรรพากร

4.การประกันอัคคีภัย  ในการทำประกันอัคคีภัย เงื่อนไขอยู่แต่ละธนาคารว่า จะให้ทำประกันอัคคีภัยกี่ปี  มีตั้งแต่ 1 ปี  ไปจนถึง 30 ปีก็มี  แต่โดยปกติจะให้ทำประกันอัคคีภัยกัน 3 ปี

5.ค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม แล้วแต่ทางธนาคารจะเป็นผู้กำหนด ในบางธนาคารไม่มี

6.ค่าธรรมเนียมการจดจำนองที่กรมที่ดิน  จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1%ของวงเงินการจดจำนอง(หรือวงเงินสินเชื่อทั้งหมด (ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยและ/หรือวงเงินสินเชื่อบ้านแลกเงิน) ที่เราได้รับอนุมัติจากธนาคาร)

7.บางธนาคารอาจมีเงื่อนไขในการรับ Refinance สินเชื่อที่อยู่อาศัย เช่น หากปิดก่อน 3 ปี หากปิดก่อนจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม หรือ ค่าธรรมเนียมบางเรื่องที่ธนาคารยกเว้นให้ในครั้งแรก ธนาคารอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเหล่านั้น หรือ บางธนาคารอาจจะขอปรับอัตราดอกเบี้ยที่เป็นโปรโมชั่นที่เราได้รับ เป็นอัตราดอกเบี้ยปกติของธนาคาร  ส่วนในเรื่องที่ชำระต้นเงินบางส่วน  บางธนาคารอาจมีเงื่อนไขในการห้ามชำระต้นเงิน  แต่บางธนาคารสามารถชำระต้นเงินได้และห้ามปิดก่อน 3 ปี

ในกรณีที่จะRefinance สินเชื่อที่อยู่อาศัย  หากเราRefinance ไปยังธนาคารอื่น เราสามารถย้ายวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัย และวงเงิน สินเชื่อบ้านแลกเงิน ไปทั้งสองวงเงินได้ โดยอัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับธนาคารนั้นๆ  แต่หากเราขอลดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม จะขอลดได้เพียงสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (ในบางช่วง บางธนาคารอาจมีโปรโมชั่นในการใช้วงเงิน สินเชื่อบ้านแลกเงิน ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง) ส่วนวงเงินกู้  จะได้วงเงินเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร  (บางธนาคารฯให้ 100% ของราคาประเมินของธนาคาร  บางธนาคารให้ 85% ของราคาประเมินของธนาคาร  บางธนาคารให้ 80% ของราคาประเมินของธนาคาร)

เรามาว่ากันต่อในเรื่องการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยที่จะRefinance ไปธนาคารอื่น กับ การขอลดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม และ การไม่ขอลดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม ผมขอใช้ต้นเงินกู้เป็นตัวเลขกลมๆ จะได้อ่านได้เข้าใจมากขึ้น ผมขอคำนวนเฉพาะอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย  ส่วนอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านแลกเงินในวิธีเดียวกัน

นายโบ๊ตตี้ นามสกุลโน๊ตซัง  มีวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัย วงเงินกู้ 3,000,000.-บาท  ระยะเวลาการกู้ 20 ปี อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ปัจจุบันเท่ากับ MLR-1.00%ต่อปี (MLR = 6.250) ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยที่เราจะจ่ายก็คือ 5.250% (ได้จากดอกเบี้ย MLR 6.250 ลบ 1.00 จะได้ผลลัพธ์คือ 5.250)  ปัจจุบันมีภาระหนี้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ที่เป็นต้นเงินกู้ 2,600,000.- บาท ผ่อนชำระเดือนละ 17,600.-บาท 

การคำนวนอัตราดอกเบี้ยอีก 3 ปีต่อมา

วิธีการคำนวน  เราทราบอยู่แล้วว่า เราต้องชำระหนี้ต้นเงินกู้และดอกเบี้ยต่อเดือน เป็นจำนวนเท่าไหร่  ตามตัวอย่าง เราผ่อนชำระเดือนละ 17,600.-บาท เราจะคำนวนว่า ในแต่ละเดือนเราต้องชำระดอกเบี้ยเท่าไหร่  ต้องชำระต้นเงินกู้เท่าไหร่  เราใช้ยอดภาระหนี้สินปัจจุบัน คือ 2,600,000.- คูณกับอัตราดอกเบี้ย คือ 5.250 หาร 100 (ที่หาร 100 ก็คืออัตราดอกเบี้ยที่คิดเป็น%ต่อปี)  แล้วนำไปหาร 12 ( จำนวน 12 เดือนใน 1 ปี) ผลลัพธ์จะได้เป็นดอกเบี้ยต่อเดือน  เป็นจำนวน 11,375.-บาท

เมื่อเราได้ยอดดอกเบี้ยต่อเดือนที่คำนวนได้เท่ากับ 11,375.- แล้วนำไปหักออกจากยอดเงินที่เราชำระต่อเดือนก็คือ 17,600.- เมื่อหักออกแล้วนั่นก็คือ เงินที่เราขำระต้นเงินกู้  เราจะได้ยอดที่เราชำระต้นเงินกู้ก็คือ 17,600 – 11,375 เท่ากับ 6,225.-บาท 

นี่เป็นการคำนวนการชำระต่อเดือน  ส่วนในเดือนถัดไป  คำนวนในลักษณะเดียวกัน  เพียงแต่เปลี่ยนแปลงยอดภาระหนี้ใหม่  ตามตัวอย่างจากเดิม 2,600,000.-บาท เป็นยอดภาระหนี้ใหม่ จำนวน 2,593,775.-บาท คำนวนแบบนี้ในทุกๆเดือน

ในกรณีที่เราอยู่ธนาคารเดิม มีวิธีการคำนวนดังนี้

วงเงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ภาระหนี้ 2,600,000.-บาท หากเรายังคงใช้อัตราดอกเบี้ยเดิม(ที่เราได้รับอนุมัติจากธนาคารมา)  เราชำระต้นเงินไปจำนวน 242,139.98 บาท และชำระดอกเบี้ยไปจำนวน 391,460.02 บาท  การคำนวนดูตามตาราง 1

ในกรณีที่เรา Refinance ไปสถาบันการเงินอื่น หรือขอลดอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิม การคำนวนให้ดูตามตารางที่ 2

ผมขอยกตัวอย่างโปรโมชั่นดังนี้

อัตราดอกเบี้ยในปีแรก 2.90%ต่อปี
อัตราดอกเบี้ยในปีที่ 2 คือ MRR-3.00%ต่อปี
อัตราดอกเบี้ยในปีที่ 3 คือ MRR -2.00%ต่อปี
หลังจากนั้น(ในปีที่ 4 เป็นต้นไป) คือ MRR-0.50%ต่อปี

ผมจะคำนวนให้ดูใน 3 ปีแรกว่า เราจะจ่ายต้นเงินกู้และดอกเบี้ยเป็นจำนวนเท่าไหร่  โดยภาระหนี้ปัจจุบันและเงื่อนไขอื่นๆคงเดิม(ยกเว้นแต่เรื่องอัตราดอกเบี้ย)
วงเงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ภาระหนี้ 2,600,000.-บาท หากเราRefinanceสินเชื่อที่อยู่อาศัยไปยังสถาบันการเงินอื่น หรือเราขอลดอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิม  เราจะชำระต้นเงินไปจำนวน 358,782.82 บาท และชำระดอกเบี้ยไปจำนวน 274,817.18 บาท  การคำนวนดูตามตาราง 2

ผมมาเปรียบเทียบ ตารางที่ 1 (ที่เรายังคงใช้อัตราดอกเบี้ยเดิม) กับ ตารางที่ 2 (ที่เราRefinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น หรือขอลดอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิม) ให้ดูว่า การชำระต้นเงินกู้ และ การชำระดอกเบี้ยมีความแตกต่างกันอย่างไร

ทบทวนกันก่อน กันงง กันลืม  ตารางที่ 1 เป็นการชำระเงินกู้ตามอัตราดอกเบี้ยเดิมของสถาบันการเงินเดิม  ส่วนตารางที่ 2 เป็นการชำระเงินกู้ตามอัตราดอกเบี้ยที่ Refinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น หรือ ขอลดอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิม

1.การชำระต้นเงินกู้  จากตารางที่ 1 ชำระต้นเงินกู้ จำนวน  242,139.98 บาท  แต่จากตารางที่ 2 ชำระต้นเงินกู้ จำนวน 358,782.82 บาท  ส่วนต่างจากตารางที่ 1 และ ตารางที่ 2 จำนวน 116,642.84 บาท

2.และการชำระดอกเบี้ย จากตารางที่ 1 ชำระดอกเบี้ย จำนวน 393,477.50 บาท แต่จากตารางที่ 2 ชำระดอกเบี้ย จำนวน 274,817.18 บาท ส่วนต่างจากตารางที่ 1 และ ตารางที่ 2 จำนวน 116,642.84 บาท

ผลต่างทั้งสองข้อ คือ จำนวน 116,642.84 บาท นั่นหมายความว่าอะไร   หมายความว่า หากเรา Refinance ไปยังสถาบันการเงินอื่น  หรือ ขอลดอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิม  จำนวนเงินที่ผมบอกไปก็คือ 116,642.84 บาท แทนที่จะนำไปชำระดอกเบี้ย   แต่เราสามารถนำไปชำระต้นเงินกู้ได้ เรื่องที่มีผลมากกว่านั้นก็คือ ทำให้เราชำระหนี้เสร็จสิ้นได้เร็วมากขึ้นไปอีก

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 162

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham