Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

Thank You Posts

Show post that are related to the Thank-O-Matic. It will show the messages where you become a Thank You from an other users.


Messages - sithiphong

สูตร “ไข่พระอาทิตย์” เมนูไข่พระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ ๙
https://www.wongnai.com/recipes/rice-omelette?ref=line-oa&utm_source=line-oa&utm_medium=rich_message

เมนู ไข่พระอาทิตย์ เป็นเมนูที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงประกอบอาหารให้สมเด็จพระเทพฯ เมื่อทรงพระเยาว์ และโปรดเกล้าให้กรมการค้าต่างประเทศนำสูตร ไข่พระอาทิตย์ ไปตีพิมพ์ในหนังสือ “สูตรอาหารต้นตำหรับข้าวหอมมะลิไทยในครัวนานาชาติ” เมนูนี้ถือว่าเป็นเมนูที่ทำง่ายมาก ๆ โดยใช้วัตถุดิบเพียงแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น และที่เรียกว่าไข่พระอาทิตย์ก็เพราะว่าเมื่อทอดออกมาเสร็จแล้วจะมีสีเหลืองทอง คล้ายพื้นผิวของพระอาทิตย์นั่นเอง เดี๋ยวเราไปดูส่วนผสมกันเลยดีกว่าค่ะ

วัตถุดิบ:
1. ข้าวสวย 3 ถ้วย

2. ไข่ไก่ 8 ฟอง

3. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

4. น้ำมัน 3 ช้อนโต๊ะ

5. ผักชี (สำหรับตกแต่ง)

วิธีทำ

STEP 1 : เตรียมส่วนผสมไข่พระอาทิตย์
- ตีไข่ไก่ให้เข้ากัน จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำปลา แล้วคนให้เข้ากันอีกทีหนึ่ง
- เติมข้าวสวยลงไป แล้วคนให้เข้ากัน
TIP : ข้าวสวยควรเป็นข้าวที่ไม่แฉะจนเกินไปเพื่อให้กรอบเวลานำไปทอด

STEP 2 : ทอดไข่พระอาทิตย์
- ตั้งกระทะให้ร้อนจัด ใส่น้ำมันลงไป
- เมื่อน้ำมันร้อนแล้วให้ใส่ส่วนผสมของไข่ลงไป แล้วเบาไฟลง จากนั้นทอดจนเหลืองกรอบ
- แล้วพลิกด้านไข่ด้วยตะหลิว โดยใช้ตะหลิวสองอันช่วยประคองในการพลิก
TIP : สังเกตขอบของไข่ว่ามีลักษณะเหลืองกรอบแล้วจึงพลิกด้าน

STEP 3 : จัดเสิร์ฟ
- เสิร์ฟไข่พระอาทิตย์ร้อน ๆ คู่กับพริกน้ำปลา หรือซอสพริกตามใจชอบ หรือจะรับประทานเปล่า ๆ ก็ได้เช่นกันค่ะ

วิธีทำไข่พระอาทิตย์นอกจากจะใช้วัตถุดิบเพียงเล็กน้อยแล้ว วิธีทำยังแสนง่ายอีก แถมวัตถุดิบทั้งหมดยังหาได้ในบ้านเรา ทั้งไข่ไก่ และข้าวซึ่งเป็นผลผลิตที่สำคัญมากต่อเศรษฐกิจไทย ดังนั้นเราควรส่งเสริมอาชีพเพาะปลูกในประเทศไทยต่อไป เหมือนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เคยตรัสไว้ว่า

"...ในสมัยปัจจุบัน อาชีพเพาะปลูกนี้มีความสำคัญมาก เพราะการเพาะปลูกนี้เป็นจุดเริ่มต้น ของชีวิตมนุษย์ ถ้าเราไม่มีการเพาะปลูก
ก็จะไม่มีวัตถุดิบที่จะมาเป็นอาหาร หรือเป็นเครื่องนุ่งห่ม หรือเป็นสิ่งก่อสร้าง ฉะนั้นต้องทำการกสิกรรม..."

พระราชดำรัส พระราชทาน แก่ผู้นำสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์นิคม ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม 2521
จากหนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาข้าวไทย : หน้า 2

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

เรียน คุณufabet8

ห้ามลงเว็บที่เกี่ยวกับการพนันโดยเด็ดขาด

ขอความร่วมมือด้วย

ขอบคุณครับ

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

แม่บ้านห้ามพลาด! เผย 10 เทคนิคเฉพาะ ผัดกระเพรา ผัดยังไงให้...อร่อยเด็ดถึงใจ

https://www.pageqq.com/en/content/view/page/cntth1/0-1898098.html



"ผัดกะเพรา" ทำน่ะง่าย แต่ให้อร่อย มันต้องมี " เทคนิค "

พบกับเมนูที่ใครๆ ก็ต้องเคยทาน นั่นคือ " ผัดกะเพรา " อาหารยอดฮิตนัมเบอร์วันของบ้านเรา ที่เวลาไปสั่งข้าวแล้วนึกเมนูไม่ออก ก็ " น้องๆ กะเพราจานนึง!! " ทู้กกที! หรืออยู่บ้านอยากทำอาหารกินเองง่ายๆ ก็หนีไม่พ้น " ทำผัดกะเพรากันแมะ! "


ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า จะทำผัดกะเพรายังไง เพราะใครๆ ก็คงทำเป็นกันหมด แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า " ผัดกะเพรายังไงให้อร่อย? " เอ้ออ นั่นสินะ ผัดน่ะผัดได้ แต่ผัดยังไงให้อร่อยล่ะ! Natasha ขอนำเสนอ 10 เทคนิค ในการผัดกะเพราให้อร่อยน้ำตาไหล กันไปเล้ยยย!!

1. เลือกกะเพราใบเล็ก และมีดอก
จะผัดกะเพราทั้งที เรื่องแรกที่ต้องคำนึงถึงก็คือ " ใบกะเพรา " พระเอกของงานค่ะ กูรูเค้าแนะนำมาว่าให้เลือกกะเพราใบเล็ก และมีดอกติดมาด้วย เพราะจะให้กลิ่นที่หอมมมม มากกว่ากะเพราใบใหญ่ๆ ดังนั้น ถ้าไปตลาดเห็นกะเพราใบใหญ่ก็เมินได้เลยค่ะ เพราะต้อง ' ใบเล็ก ' และ ' มีดอก ' โอนลี่!

2. ใช้กะเพราแดง
ยังคงอยู่กับท็อปปิกใบกะเพราะกันอยู่ค่ะ เคล็ดลับอีกอย่างนึงก็คือ ต้องใช้ " กะเพราแดง " ซึ่งให้กลิ่นที่หอมแรงกว่ากะเพราขาว ฉะนั้น ใช้กะเพราแดงผัดทีก็หอมฟุ้งงง!

หน้าตาเจ้ากะเพราแดง แดงปรี๊ด

3. ใช้พริกขี้หนูสวน
แน่นอนว่าผัดกะเพราต้องเน้นเรื่อง " ความหอม " เราจะใช้ " พริกขี้หนูสวน " เม็ดจิ๋วแต่แจ๋วค่ะ อาจจะใส่พริกขี้หนูสวนลงไปก่อน และตามด้วยพริกขี้หนูแดง ( ที่ใช้ตำส้มตำ ) ก็ได้ นี่ล่ะจะทำให้หอมฉุย ( และทำให้ฉุนด้วย ฮ่าๆๆ )

4. ใช้กระเทียมไทย
ตามมาติดๆ กับอาวุธเพิ่มความหอมให้ผัดกะเพรา นั่นก็คือ 'กระเทียม' เราจะใช้ " กระเทียมไทย " ที่เม็ดจะค่อนข้างเล็ก ที่แนะนำให้ใช้กระเทียมชนิดนี้เพราะว่าให้กลิ่นฉุนและหอมจัดจ้านกว่ากระเทียมทั่วไป คือ แค่เอาลงคั่วกับพริก กลิ่นก็ฟุ้งไปสามบ้านแปดบ้านแล้วค่ะคู้นนน!

5. ใช้น้ำปลาคุณภาพดี
อีกหนึ่งอย่างที่วอนขอให้หนุ่มสาวที่อยากผัดกะเพราให้ออกมาอร่อยเด็ดนั้น ต้องใช้ "น้ำปลาคุณภาพดี" เท่านั้นค่ะ! เป็นวัตถุดิบที่ห้ามประหยัดเด็ดขาด เพราะการลงทุนซื้อน้ำปลาคุณภาพเยี่ยม เป็นการการันตีว่าผัดกะเพราของเรารสชาติดี มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว ดังนั้น ขอน้ำปลาแบบเปิดฝามาก็หอมฟุ้งเลยนะ!

6. เจียวพริกกะเทียมก่อนใครเพื่อน
หลายคนทำผิดวิธี โดยใส่ทุกอย่างรวมไปทีเดียว ทั้งพริก กระเทียม และเนื้อสัตว์ เอาใหม่ค่ะ! วันหลังให้ท่องเอาไว้ว่า " ใส่พริกกะเทียมลงไปเจียวก่อนเสมอ " คือ ใส่พริกที่โขลกรวมกับกระเทียมแล้วลงไปเจียวให้หอมฉุยก่อน ( ฉุยจนจามก็ขั้นตอนนี้ล่ะ! )

7. ผัดไฟแรงและผัดให้ไว
ผัดไฟแรง ผัดให้ไว ใช้เวลาสั้น! ระหว่างที่ควงตะหลิวผัดกะเพราอยู่นั้น ให้สวมวิญญาณอาแปะผัดผักบุ้งไฟแดง คือ ให้ใช้ไฟสูงๆ ผัดฉึบฉับๆ สุกปุ๊บ ปิดไฟ ยกลงทันที!

8. ใช้น้ำน้อยๆ เข้าไว้
ผัดกะเพราะ ขึ้นชื่อว่า "ผัด" แล้ว ต้องแห้งๆ สิคะถึงจะอร่อย ใช้น้ำน้อยๆ เข้าไว้ หรือถ้าใครชอบแบบมีน้ำราด ก็อนุโลมให้พอมีน้ำขลุกขลิกได้เล็กน้อย ฉะนั้น เวลาเทน้ำอย่าหนักมือนักนะคะ เพราะเดี๋ยวกะเพราของเราจะออกมาฉ่ำน้ำเกินไป จะกลายเป็น 'ต้มกะเพรา' เอาค่าา!

9. ยี่หร่ากับกะเพราเพิ่มความจัดจ้าน
ใครที่ชอบความจัดจ้าน หอมเครื่องสมุนไพรแบบถึงพริกถึงขิง ขอแนะนำให้เติมตัวช่วยลงไปด้วย นั่นก็คือ "ใบยี่หร่า" ค่ะ โดยระหว่างที่ใส่ใบกะเพราลงไป ให้โยนไปยี่หร่าตามลงไปด้วย จากนั้นก็ บลู้มมม! รสชาติหอมกระจายยย!!

10. ใส่ใบกะเพราท้ายสุด เนื้อสุกแล้ว โยนกะเพราลงไปเล้ยย!
กะเพราเป็นพระเอกที่ต้องมาปิดท้ายงานเสมอ หลังจากผัดจนเนื้อสัตว์จนสุกและเข้าเนื้อแล้ว ให้ดับไฟทันที และใส่ใบกะเพราลงไปคลุก ฟึ่บฟั่บๆ แปบเดียว แล้วก็ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟค่ะ วิธีนี้จะทำให้ใบกะเพราไม่เหี่ยวเป็นผัดกะเพราหงอยๆ ทำให้ผัดกะเพราของเราดูน่ากินขึ้นค่ะ!

โอยย ความรู้สึกเหมือนกลิ่นกะเพราลอยมาตามบรรทัดเลยค่ะ!! ( หิวแล้วสิท่า - -' ) ที่นี้เราก็ได้เคล็ดลับความอร่อยของเมนู " ผัดกะเพรา " ไปกันแบบเนื้อเน้นๆ กลับบ้านไปจะได้โชว์ฝีมือ สุดยอดผัดกะเพรา ให้สมาชิกในบ้านได้ร้อง โอ้โห กันซะที! ส่วนมันจะเด็ดจะแซบขนาดไหน หลังไมล์มาบอกขุ่นเจ้ด้วยนะค๊าา!!

ข้อมูลและภาพจาก sistacafe

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

อยากพ้นกรรมเรื่อง “หนี้สิน” ต้องแก้ที่ต้นเหตุ!
-http://horoscope.sanook.com/110029/-


การเป็นหนี้โดยไม่จำเป็นและปัญหาความเดือนร้อนจากการเป็นหนี้รู้สึกว่าทำอะไรก็ติดขัดไปหมด จะได้เงินก็มีคนมาตัดหน้า ทำอะไรก็มีคนมาขวางเพราะเราอาจจะเคยโกหก หรือ เอาเปรียบใครมา เป็นวิบากกรรม หาได้มาก็มีเรื่องต้องจ่าย ทำอะไรติดขัดไม่ราบรื่น พบกับอุปสรรคต่างๆ ทำอะไรก็ไม่ขึ้น หยิบจับอะไรเป็นเสียหาย ไร้คนช่วยเหลือมองไปทางไหนก็มืดมน ซึ่งมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้

1.พ้นกรรมหนี้สินจะทำอย่างไร หนี้สิน ถือเป็นผลพวงของกรรมอย่างหนึ่งอันเกิดจากกิเลสความต้องการในทางกามารมณ์ ที่ควบคุมไม่ได้ เพราะความอยากได้ อยากมี อยากเป็นเหมือนดังเช่นผู้อื่นจึงก่อให้เกิดความพยายามตะเกียกตะกายที่จะมีทรัพย์สินให้มากขึ้น โดยที่ไม่ได้สำรวจศักยภาพความสามารถในการหารายได้ให้พอกับค่าใช้จ่าย จึงเกิดแต่ความทุกข์และกลายเป็นหนี้ในที่สุด

2. “อย่าคิดที่จะเพิ่มหนี้อีก” หากอยากเป็นคนดีก็ต้องหยุดทำความชั่วเสียก่อน อยากหยุดหนี้สินก็ต้องหยุดสร้างหนี้ฉันนั้น ถ้าเป็นหนี้บัตรเครดิตใบหนึ่งด้วยจำนวนเงินที่มากพอแล้ว ก็ไม่ควรไปสร้างหนี้เพิ่มให้กลายเป็นภาระดินพอกหางหมู หากพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นในทางธรรมก็คือ “ลดความอยากลงเสีย” หนี้ก็จะไม่เพิ่มขึ้น

3. ลดการใช้จ่ายเกินความจำเป็น คนที่ประสบปัญหามีหนี้มากก็เพราะมัวปล่อยจิตใจให้ไหลไปตามความอยากเพราะ “การซื้อหาด้วยอารมณ์” มากกว่า “การซื้อหาด้วยเหตุผล” จึงเป็นเหตุให้เป็นหนี้สินมากมาย ซึ่งเมื่อได้ของสิ่งนั้นมาแล้วก็ใช่ว่าจะได้ใช้สอยอย่างคุ้มค่าตามที่ซื้อไปหรือไม่

4. หลีกเลี่ยงการหาอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่จะก่อให้เกิดหนี้ เช่น การใช้บัตรเครดิต เปรียบเหมือนถ้าคุณเป็นจอมยุทธที่ชอบท่องเที่ยวในยุทธภพต้องการเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม และให้สัญญากับตนเองว่าจะไม่ฆ่าหรือทำร้ายใคร แต่บังเอิญได้พกกระบี่อย่างดีที่สุดติดตัวไว้อำนวยความสะดวกที่จะสังหารผู้อื่นได้ทุกเมื่อ เช่นนี้แล้ว ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการพลั้งเผลอฆ่าคนได้แน่นอน
การใช้บัตรเครดิตเพื่อการใช้จ่ายที่ดีนั้น ควรใช้บัตรเครดิตเพียงแค่ใบเดียวเท่านั้น โดยมูลค่าบัตร จะต้องมีวงเงินอยู่ในขั้นต่ำที่สุด ที่สำคัญต้องสามารถรูดใช้ได้ไม่เกิน 25% ของรายได้ และแนวทางป้องกันหนี้บัตรเครดิตที่ดีที่สุดก็คือ การเลิกใช้บัตรเครดิตไปเลย เพราะการมีบัตรเครดิตจะทำให้ชะล่าใจ จับจ่ายซื้อของอย่างเกินความจำเป็น

5. มีการจัดสรรเงินทองอย่างเป็นระบบ เป็นข้อหนึ่งในหลักธรรมที่ว่า “สมถชีวิตา” หรือ เลี้ยงชีพให้เหมาะสม โดยการแบ่งเงินรายได้ออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ เช่น เก็บเงิน 60% และไว้ใช้จ่ายอีก 40% วิธีนี้จะทำให้มีเงินเก็บที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ที่สำคัญหากเราได้รับเงินพิเศษที่นอกเหนือไปจากเงินรายได้ที่ได้รับตามปกติแล้ว ก็ควรนำเอาเงินส่วนนั้นเก็บไว้เป็นทุนฉุกเฉินสำรองเอาไว้ เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินคุณก็จะได้มีเงินทุนสำรองไว้ใช้ในยามจำเป็นได้

6. ต้องชำระหนี้สิน ไม่มีใครหนีหนี้ได้พ้นต่อให้เราหลบหนีไปไกลสักเท่าไหร่ก็จะถูกตามทวงถามเอาคืนได้สักวันหนึ่ง เพียงแต่การจ่ายหนี้นั้นต้องกระทำอย่างมีปัญญาด้วย สิ่งหนึ่งที่ควรพึงระลึกเอาไว้เสมอ ๆ ก็คือ การชำระหนี้อย่างพอดี ๆ ควรผ่อนชำระหนี้สินอย่างพอเหมาะตามสัดส่วนที่ควรจะเป็น เพื่อที่จะได้เงินเหลือใช้ทำอย่างอื่นต่อไป การทุ่มใช้หนี้ทั้งหมดจนไม่มีเงินเหลือไว้กินไว้ใช้ ต่อยอดชีวิตให้เดินหน้าต่อไปย่อมไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง แต่เราต้องแสดงเจตจำนงการใช้หนี้ให้ชัดเจน นอกจากนั้นแล้วก็ควรไล่ดูหนี้สินที่มีทั้งหมด ตรวจสอบดูว่าตนเองมีหนี้สินอะไรบ้าง และแต่ละอย่างต้องใช้เงินจำนวนเท่าไหร่ เพื่อจะได้คำนวณค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้อย่างลงตัว ทั้งค่าใช้จ่าย เงินเก็บ และเงินชำระหนี้

7. มีการวางแผนการใช้จ่ายและการใช้ชีวิต พูดง่ายๆ ก็คือการคิดก่อนทำ การวางแผนค่าใช้จ่ายในแต่ละวันเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้รู้ว่าวันหนึ่งๆ เราจะต้องจ่ายอะไรบ้าง และต้องมีการจำกัดวงเงินเมื่อต้องออกไปแสวงหาความสุขส่วนตัวทั้งหลาย คือไม่ว่าจะสนุกมากน้อยเพียงใด ก็ต้องใช้จ่ายตามวงเงินที่ได้กำหนดเอาไว้จะดีที่สุด วิธีนี้จะได้ผลมากน้อย ก็ขึ้นอยู่ที่ตัวจิตคุณเองที่จะต้องซื่อสัตย์ และที่สำคัญต้องเลิกนิสัยการขอหยิบยืมเงินคนอื่นรวมถึงฝึกความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งเร้านอกกายมากมายไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือของใช้ต่างๆ ที่ไม่มีความจำเป็น หากลองสำรวจจิตตนเองก็จะพบว่า สิ่งใดที่เราอยากได้มามากๆ แล้วสิ่งนั้นไม่ได้มีความจำเป็นต่อชีวิตมากนัก จิตก็จะเบื่อหน่ายในสิ่งนั้นได้เร็ว เพียงแค่ 3 วัน 7 วันก็ทำให้รู้สึกเฉยๆ หรือเบื่อหน่ายได้แล้ว

8. เพิ่มรายได้ด้วยงานพิเศษ รายได้ที่เพิ่มมากขึ้น อาจทำให้เราสามารถวางแผนจัดการกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้อย่างลงตัวมากขึ้น และยังช่วยให้มีเงินเหลือไปชำระหนี้บางส่วนได้อีกด้วย สิ่งนี้ต้องเริ่มต้นด้วยจิตที่ขยันขันแข็งจะสร้างรายได้ ซึ่งจะนำไปสู่การหางานพิเศษที่ไม่หนักหนาจนเกินไปในช่วงนอกเวลางานปกติ เมื่อมีรายได้มากขึ้นย่อมสามารถคลี่คลายปัญหาหนี้สินได้เร็วขึ้นเช่นกัน

9. ออมเงิน หรือการรักษาให้ดี ถือเป็นสิ่งที่สร้างประโยชน์ให้กับตัวเราเองได้มากที่สุด และมีประสิทธิภาพสูงสุดไม่ว่าเราจะมีภาระหนี้สินหรือไม่ หรือจะมีเงินรายได้มากน้อยขนาดไหน การออมเงินทีละเล็กละน้อย ก็จะทำให้เราได้มีเงินเก็บซึ่งเป็นเงินก้อนขึ้นมาเอง และเงินส่วนนี้เองจะเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้จ่ายในอนาคตต่อไปได้ หนี้สินที่เกิดขึ้นกับตัวเราทั้งหมดมีเหตุจากความโลภ ความอยาก จงระงับความอยากให้มากที่สุดแล้วโอกาสเกิดหนี้ก็จะน้อยลง โอกาสจะเบี้ยวหนี้ หนีหนี้ก็ยิ่งน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีพื้นฐานมาจากธรรมะของพระพุทธเจ้าว่าด้วยคาถา “หัวใจเศรษฐี” ที่ว่า “อุอากาสะ” คือ ขยันหา รักษาดี มีกัลยาณมิตร และเลี้ยงชีวิตให้เหมาะสม ใครได้ประพฤติปฏิบัติตามก็จะพ้นหนี้สินได้และไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจเรื่องทรัพย์และความเป็นอยู่อีกต่อไป

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

6 สูตรทำน้ำซุป กลมกล่อมทำเองได้เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า
-http://cooking.kapook.com/view155758.html-


เปิดเคล็ดลับเด็ดสูตรทำน้ำซุปสไตล์โฮมเมด เคี่ยวอร่อยง่าย ๆ ไม่ใส่ผงชูรส เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า

เมนูก๋วยเตี๋ยวนอกบ้านก็อร่อย แต่กลัวลูกน้อยแพ้ผงชูรสเลยอยากลงมือทำเอง เครื่องเคราเตรียมพร้อมแล้วเหลือแต่สูตรน้ำซุปนี่แหละที่หนักใจ ถ้าทำไม่อร่อยก็จบ ! กระปุกดอทคอมขอนำเสนอ 7 สูตรทำน้ำซุป มีทั้งน้ำซุปกระดูกหมูน้ำใส น้ำซุปกระดูกหมูน้ำข้นสีดำ น้ำซุปกระดูกหมูน้ำข้นสีขาว น้ำซุปโครงไก่ และน้ำซุปผัก เลือกวิธีทำน้ำซุปให้เหมาะกับก๋วยเตี๋ยวเลยจ้า

น้ำซุป

1. น้ำซุปกระดูกหมู (สูตรทำก๋วยเตี๋ยว)

เริ่มกันที่สูตรทำน้ำซุปกระดูกหมู จาก คุณ swin สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ส่วนผสมไม่เยอะ น้ำซุปหวานหอมอร่อยโดนใจ ทำเป็นน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวน้ำใสหรือน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวต้มยำก็ได้จ้า

ส่วนผสม น้ำซุปกระดูกหมู

• กระดูกหมู 1 กก.
• พริกไทย 1 ช้อนโต๊ะ
• รากผักชี
• กระเทียม

วิธีทำน้ำซุปกระดูกหมู

• 1. ลวกกระดูกหมูในน้ำเดือด 2 นาทีก่อน เพื่อล้างเลือด แล้วนำไปล้างน้ำอีกครั้งให้สะอาด
• 2. ใส่กระดูกหมูลงในหม้อความดัน ตามด้วยพริกไทย รากผักชี และกระเทียม ใช้เวลาต้ม 1 ชั่วโมง 30 นาที หรือประมาณ 90 นาที

soup101

+ ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ หมูแดง ขาหมู ชามเดียวอิ่มสะใจ
-http://cooking.kapook.com/view114421.html-

++++++++++++++++++++

น้ำซุป

2. น้ำซุปไก่

น้ำซุปไก่สูตรนี้ถอดมาจากการทำน้ำต้มไก่สำหรับทำข้าวมันไก่ ของ คุณมันแกวกะแห้วหมู สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม มีทีเด็ดตรงที่ว่า นอกจากน้ำซุปไก่จะอร่อยแล้ว แทนที่เราจะให้ความหวานจากเนื้อไก่ถูกปล่อยออกมาสู่น้ำซุป แต่จะเปลี่ยนเป็นทำให้รสชาติน้ำซุปซึมเข้าไปที่เนื้อไก่แทน ทำให้เนื้อไก่ที่เรานำลงไปต้มไม่จืดชืดด้วย อร่อยทั้งน้ำและเนื้อเลยล่ะ

ส่วนผสม น้ำซุปไก่

• ผักกาดขาว หรือผักหางหงส์สด 1 หัว (ต้องเลือกที่สด ๆ เพื่อให้หวาน)
• กระเทียม 3-4 หัว (ประมาณ 30 กลีบ)
• รากผักชี 5-6 ราก
• ขิงแก่หั่นเป็นแว่นบาง 5–6 แว่น
• ขิงทุบ เล็กน้อย
• พริกไทยขาวทุบหยาบ 20–30 เม็ด
• เกลือสมุทร 1-2 ช้อนโต๊ะ (ได้ดอกเกลือยิ่งดี เพื่อให้มีรสเค็มขึ้นมาบ้าง ปริมาณมากน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำ)
• น้ำตาลกรวด 1/2 ช้อนโต๊ะ
• ซีอิ๊วขาว 2–3 ช้อนโต๊ะ
• น้ำมันพืช 1/2 ช้อนโต๊ะ
• ไก่ส่วนที่ชอบ

วิธีทำน้ำซุปไก่

• 1. ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงในหม้อยกเว้นไก่ (ควรใส่น้ำเผื่อไว้หน่อยกันน้ำแห้งเกินไป) นำขึ้นตั้งไฟแรง (ไม่ต้องปิดฝา) ต้มให้เดือดนานอย่างน้อย 30 นาที
• 2. พอครบเวลาใส่ไก่ลงไปจนหมด (ถ้าหม้อใบเล็กเกินจะเอาผักกาดขาวออกให้หมดก่อนก็ได้) พอใส่ไก่ชิ้นสุดท้ายลงไป ให้ลดไฟอ่อนลง จากนั้นต้มไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเดือด หมั่นช้อนฟองอากาศทิ้ง

หมายเหตุ : ควรจับเวลาให้ดี ถ้าต้มนานไปไก่จะสุกเกินไม่อร่อย ถ้าไก่ดิบไปก็กินไม่ได้ (คือกระดูกมีเลือด เนื้อส่วนที่ติดกระดูกเหนียวเลาะไม่ออก) ปกติจะใช้เวลาในการต้มประมาณ 1 ชั่วโมงนับจากใส่ไก่ลงไป หมั่นตักฟองทิ้งไปบ้าง จากนั้นก็ปล่อยให้ไฟรุม ๆ ไปเรื่อย ๆ

+ ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ ข้าวมันไก่ พร้อมสูตรน้ำจิ้ม เคล็ดไม่ลับที่ทำเองได้
-http://cooking.kapook.com/view97623.html-

++++++++++++++++++++

น้ำซุป

3. น้ำซุปกระดูกหมูน้ำข้น (สีขาว)

ใครอยากทำน้ำซุปกระดูกหมูแบบสีขาวน้ำข้นก็ต้องสูตรจาก คุณ Mr Trin สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม สูตรน้ำซุปสีขาวหวานธรรมชาติจากหอมใหญ่ เพิ่มความหอมจากกระเทียม ทำเองคุ้มกว่าเยอะเลยค่ะ

ส่วนผสม น้ำซุปกระดูกหมูน้ำข้น

• กระดูกซุปหมู ประมาณ 1.6 กิโลกรัม
• น้ำ 3 ลิตร
• ต้นหอมญี่ปุ่น (หั่นเป็นท่อนสั้น) 2 ต้น
• กระเทียมสด (ทุบแล้วปอกเปลือก) 12 กลีบ
• หอมใหญ่ (ผ่า 4 ส่วน) 2 หัว
• เหล้ามิริน 2 ทัพพี
• เกลือ เล็กน้อย
• น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำน้ำซุปกระดูกหมูน้ำข้น

• 1. ใส่น้ำลงในหม้อกะพอท่วมกระดูกหมู จากนั้นนำขึ้นตั้งไฟ ต้มจนน้ำเดือด
• 2. ใส่กระดูกหมูลงต้ม นานประมาณ 5 นาที (ไม่ต้องคน) พอต้มครบ 5 นาที ให้เทน้ำทิ้ง จากนั้นตักกระดูกหมูออกมาล้างน้ำให้สะอาด 2 ครั้ง เตรียมไว้
• 3. เติมน้ำ 3 ลิตรลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟแรง ใส่กระดูกหมูล้างสะอาด ต้นหอมญี่ปุ่น กระเทียม และหอมใหญ่ลงไป ต้มไปเรื่อย ๆ หากน้ำในหม้อแห้งให้หมั่นเติมน้ำเป็นระยะ ๆ หมั่นช้อนฟองทิ้ง เคี่ยวจนผักและเนื้อเริ่มเปื่อยและน้ำซุปสีขาวข้นขึ้น
• 4. เติมเหล้ามิริน เกลือ และน้ำตาลทรายลงไป กรองน้ำซุปด้วยตะแกรง โดยใช้ทัพพีคนและกดไปเรื่อย ๆ ทำเสร็จพร้อมราดเส้นราเมน

+ ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ ราเมนน้ำซุปกระดูกหมูแบบประหยัด อาหารญี่ปุ่นดูดี ใครก็ทำได้
-http://cooking.kapook.com/view96783.html-

++++++++++++++++++++

น้ำซุป

4. น้ำซุปโครงไก่ (ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ)

ทำสูตรน้ำซุปกระดูกหมูมาหลายมื้อลองเปลี่ยนมาสูตรน้ำซุปโครงไก่ สูตรจาก เฟซบุ๊ก กินดี อยู่ดี By เนรัญชลา สูตรนี้น้ำซุปสีดำเหมาะสำหรับทำก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ เอาล่ะ... เตรียมไก่ตุ๋นกับเส้นรอเลยจ้า

ส่วนผสม น้ำซุปโครงไก่

• โครงไก่ 2 โครง
• น้ำเปล่า 8 ลิตร
• หอมใหญ่ปอกเปลือก 2 หัว
• รากผักชี 5 ราก
• น้ำกระเทียมดอง 1/2 ถ้วยตวง
• กระเทียมดอง 3 หัว
• เครื่องเทศสำหรับตุ๋น 1 ชุด
• น้ำตาลมะพร้าว 70 กรัม
• เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
• ซีอิ๊วขาว (สูตร 5) 12 ช้อนโต๊ะ
• ซอสปรุงรส (ตราแม็กกี้) 12 ช้อนโต๊ะ
• ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำน้ำซุปโครงไก่

• 1. เทน้ำเปล่าลงในหม้อใบใหญ่ นำขึ้นตั้งไฟแรง ใส่หอมใหญ่ รากผักชี น้ำกระเทียมดอง กระเทียมดอง เครื่องตุ๋น 1 ชุดลงไป ปรุงรสด้วยน้ำตาลมะพร้าว เกลือป่น ซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว และซีอิ๊วดำ ปิดฝา ต้มให้เดือด
• 2. พอเดือดแล้วจึงใส่โครงไก่ลงไป (หากจะให้ดีโครงไก่ควรถลกหนังและตัดตูดออก) แล้วลดเป็นไฟอ่อน ปิดฝาต้มจนน้ำซุปรสชาติกลมกล่อม

หมายเหตุ : หากมีน้ำมันไก่หรือฟองลอยบนน้ำซุปก็ให้ช้อนออกเท่าที่จะทำได้ น้ำซุปจะได้ใส และไม่มันเลี่ยน

+ ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ ก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋นมะระ รสเข้มข้น สูตรเด็ดสร้างอาชีพได้
-http://cooking.kapook.com/view116658.html-

++++++++++++++++++++

น้ำซุป

5. น้ำซุปผัก

ฝนตกออกจากบ้านไปจ่ายตลาดลำบากก็ลองจับผักเหลือ ๆ ในบ้านมาทำเป็นน้ำซุปผัก สูตรจาก คุณ iamrabbiy สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม น้ำซุปผักใส่ไช้เท้ากับแครอท ปรุงรสตามชอบ ขอบอกง่ายเว่อร์

ส่วนผสม น้ำซุปผัก

• น้ำเปล่า
• แครอทหั่นชิ้น
• ไช้เท้าหั่นชิ้น
• รากผักชี
• ซอสหอยนางรม (สูตรโซเดียมต่ำ)
• น้ำปลา (สูตรโซเดียมต่ำ)

วิธีทำน้ำซุปผัก

• ใส่น้ำเปล่าลงในหม้อตั้งไฟปานกลาง ใส่แครอท ไช้เท้า และรากผักชี ปรุงรสด้วยซอสหอยนางรมและน้ำปลา

+ ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ อาหารคลีนแบบไทย 29 เมนู กินแล้วชีวิตดี๊ดี ไขมันต่ำอิ่มโปรตีนประโยชน์เต็ม
-http://cooking.kapook.com/view124911.html-

++++++++++++++++++++

น้ำซุป

6. น้ำซุปผัก (สูตรเจ)

น้ำซุปผักสูตรเจก็น่าสนใจไม่น้อยเลยนะคะ สูตรจาก คุณ a pinky pig สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม น้ำซุปอุดมไปด้วยผักนานาชนิด ปรุงรสด้วยเกลือ เหมาะกินกับเมนูก๋วยเตี๋ยวเจมากเลยจ้า

ส่วนผสม น้ำซุปผัก

• ไช้เท้า 2 หัว
• แครอท 1 หัว
• ข้าวโพดหวาน 1 ฝัก
• ฟักเขียว 1/2 หัว
• ผักกาดขาว 1 หัว
• กะหล่ำปลี 1 หัว
• เกลือป่น เล็กน้อย

วิธีทำน้ำซุปผัก

• 1. ล้างผักทั้งหมดให้สะอาด ปอกเปลือกออกและหั่นเป็นชิ้น เตรียมไว้
• 2. ใส่ไช้เท้า แครอท และข้าวโพดหวานลงต้มในหม้อ ปรุงรสด้วยเกลือป่นเล็กน้อย
• 3. พอน้ำซุปเดือด ใส่ฟักเขียวลงไป พอเดือด ใส่กะหล่ำปลีลงไป รอจนเดือดอีกครั้ง ใส่ผักกาดขาวลงไป พอเดือดลดเป็นไฟอ่อน ต้มต่อประมาณ 30 นาที

+ ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ ก๋วยเตี๋ยวน้ำเจ เสิร์ฟเมนูเส้นร้อน ๆ ต้อนรับเทศกาลกินเจ
-http://cooking.kapook.com/view99248.html-


อื้อหือ ! มีสูตรน้ำซุปให้เลือกทำถึง 6 สูตรแบบนี้ รับรองสุขภาพดีแน่นอน ไม่ต้องใช้ซุปก้อนให้ระคายสุขภาพ ทุกสูตรเพื่อสุขภาพ เหมาะกับทุกคนทุกวัย โดยเฉพาะลูกรัก

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

ตามล่าหา ‘จ่ามงกุฎ’ ตัวจริง! ตามบทพระราชนิพนธ์กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน
-https://www.matichonweekly.com/featured/article_3112-



    ๏ งามจริงจ่ามงกุฎ         ใส่ชื่อดุจมงกุฎทอง
    เรียมร่ำคำนึงปอง           สะอิ้งน้องนั้นเคยยล

    ๏ บัวลอยเล่ห์บัวงาม       คิดบัวกามแก้วกับตน
    ปลั่งเปล่งเคร่งยุคล          สถนนุชดุจประทุม

    ๏ ช่อม่วงเหมาะมีรส       หอมปรากฏกลโกสุม
    คิดสีสไบคลุม                หุ้มห่อม่วงดวงพุดตาน

    ๏ ฝอยทองเป็นยองใย      เหมือนเส้นไหมไข่ของหวาน
    คิดความยามเยาวมาลย์    เย็บชุนใช้ไหมทองจีน
    กาพย์เห่ชมเครื่องคาว-หวาน
    พระราชนิพนธ์ โดย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2

เมื่อเอ่ยชื่อ “ขนมจ่ามงกุฎ” หลายคนจะนึกถึงขนมสีเหลืองทองลักษณะคล้ายมงกุฎ มีแผ่นแป้งรอง มียอดปิดทองสวยงาม อันที่จริงขนมนั้นมีชื่อว่า “ดาราทอง” หรืออีกชื่อหนึ่งคือทองเอกกระจัง เป็นขนมที่มีผู้คิดทำขึ้นในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี

ส่วนขนมจ่ามงกุฎ แบบดั้งเดิมนั้นมีชื่อปรากฏในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 มีส่วนประกอบ ได้แก่ แป้งข้าวเหนียว กะทิ น้ำตาลทราย น้ำใบเตย เมล็ดแตงโมกะเทาะเปลือก

สิ่งที่ต้องเตรียมอีกสองอย่าง คือ ใบตองตานีอ่อน ตัดขนาดพอเหมาะ ผึ่งแดดให้แห้ง แล้วนำไปอังไฟเพื่อให้มีกลิ่นหอม และไม้กลัดทำจากก้านมะพร้าว สำหรับกลัดห่อขนม

แป้งข้าวเหนียวที่ใช้ทำขนม ทางกลุ่มยังใช้วิธีการแบบโบราณ คือนำเมล็ดข้าวเหนียวดิบไปแช่น้ำ แล้วนำไปโม่


ขั้นตอนการทำขนมจ่ามงกุฎ จะต้องนำกะทิมากวนกับน้ำตาลทราย แป้งข้าวเหนียว และน้ำใบเตย กวนไปเรื่อย ๆ จนเหนียวคล้ายกะละแม ซึ่งต้องใช้เวลากวนนานประมาณสองชั่วโมง เมื่อได้ที่แล้ว ตักหยอดลงบนใบตองตานีที่เตรียมไว้ ใส่เมล็ดแตงโมกะเทาะเปลือกลงไป ห่อให้สวยงาม กลัดด้วยไม้กลัดแบบโบราณ

ห่อเสร็จแล้ว ต้องนำขนมไปผึ่งแดด ให้เนื้อขนมแห้ง กรอบนอกนุ่มใน ไม่เหนียวติดใบตอง ซึ่งทางกลุ่มได้ทำตู้สำหรับผึ่งขนมอย่างสะอาดถูกหลักอนามัย ถ้าแดดดี ตากเพียงแดดเดียวก็ใช้ได้


สำหรับผู้อ่านท่านใด ที่สนใจอยากลองชิม “ขนมจ่ามงกุฎ” ขอแนะนะกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขนมไทยโบราณ และจักสานก้านมะพร้าวบางช้าง มีจำหน่ายที่ตลาดน้ำท่าคา และร้านเจ๊หม่วย ปากทางเข้าวัดจุฬามณี อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ติดต่อสอบถาม สั่งซื้อได้ที่คุณอรพิน ประชานิยม หมายเลขโทรศัพท์ 085 128 2618

โครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์ ร่วมส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์ขนมไทยโบราณ นำขนมจ่ามงกุฎของกลุ่มฯ มาวางจำหน่ายที่โครงการ ในวันศุกร์ เสาร์และวันอาทิตย์ หากสนใจอยากเรียนทำขนมจ่ามงกุฎแบบดั้งเดิม ติดต่อไปที่หมายเลขโทรศัพท์ 034 752 245 ทางโครงการยินดีประสานงานเชิญคุณอรพินมาสอนให้ในโอกาสต่าง ๆ ตามความเหมาะสม

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

เอาแล้ว!! อีก 2 ปี ข้างหน้า ธนาคารปิด ห้างใหญ่ปิด ลูกจ้างตกงาน รู้ก่อนได้เปรียบ…
-http://www.zabbzeed.com/4025-


ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างที่คุณคิดไม่ถึง อยากให้ผู้ชมทุกคนได้ฟังคลิปนี้ ว่าโลกเรา สังคมเรา

กำลังจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน คุณต้องปรับตัว คุณต้องเปลี่ยน หากคุณไม่เปลี่ยน ทุกอย่างมันจะเปลี่ยนคุณ

แรงกระเพื่อมที่จะเกิดขึ้นใหม่ หลังการประมูลจบครบทุกคลื่น
https://www.youtube.com/watch?v=vbCQN1jGnEI
-https://www.youtube.com/watch?v=vbCQN1jGnEI-


เรียบเรียงโดย : แซ่บภัทร

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

10 เมนูไข่ ไร้เนื้อสัตว์ ทำง่าย ๆ อิ่มปากอิ่มท้องสไตล์เด็กหอ
-http://cooking.kapook.com/view122342.html-

   ใกล้สิ้นเดือนเข้ามาทุกทีแล้ว แง้มตู้เย็นก็เจอแต่ไข่ไก่เรียงหน้า อยากจะทำเมนูอาหารง่าย ๆ ก็คิดไม่ออกว่าจะทำอะไรได้บ้างสำหรับชาวหออย่างเรา ถ้าคิดไม่ออกบอกกระปุก ! เราขอแนะนำ 10 เมนูไข่ สุดแนว อาหารจานไข่สุดสร้างสรรค์ ถึงจะไม่ใส่เนื้อสัตว์ แต่อิ่มท้อง และรับรองว่ารสชาติอร่อย เอาไปเลยคะแนนเต็ม 10 ค่ะ

          เมนูไข่ ของโปรดสำหรับใครหลายคน เราสามารถกินเมนูไข่ได้ทั้งในยามเงินสะพัดและยามชักหน้าไม่ถึงหลัง เนื่องด้วยหาซื้อง่าย ราคาไม่แพง และสามารถนำไข่มาทำอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งต้ม ยำ ทอด นึ่ง ฯลฯ วันนี้กระปุกดอทคอมขอนำเสนอ เมนูไข่แนว ๆ ง่าย ๆ สำหรับเด็กหอ หรือ มนุษย์คอนโด กับ 10 เมนูไข่สุดแนว สูตรจาก เฟซบุ๊ก กินดี อยู่ดี By เนรัญชลา ที่ได้รวบรวมสูตรเด็ดเคล็ดลับเมนูไข่ฟิวชั่น ที่หาทานได้ที่นี่ที่เดียว รับรองว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากในช่วงสิ้นเดือน
 
     10 เมนูไข่สุดแนว อร่อยสู้พิษเศรษฐกิจ part 1 By... เนรัญชลา จาก เฟซบุ๊ก  กินดี อยู่ดี By เนรัญชลา

     สวัสดีค่ะทุกท่าน วันนี้เนรัญชลากลับมาอีกครั้งพร้อมกับ 10 สูตรเมนูแบบไข่ ๆ ที่ไม่ใส่เนื้อสัตว์ ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่ชอบรับประทานเนื้อสัตว์ หรือผู้ที่มีงบประมาณค่าอาหารจำกัดแต่อยากกินแบบอิ่มปากอิ่มท้อง หรือน้อง ๆ เหล่าเด็กหอจะนำไปใช้บ้างก็ยิ่งดีค่ะ เพราะเมนูเหล่านี้จะสามารถช่วยยืดอายุเงินในกระเป๋าของคุณที่มีอยู่ให้สามารถใช้ได้ยาวนานขึ้นอีกนิด อยู่รวมกันหลาย ๆ คนกับเพื่อนก็ยังหารงบกันได้อีก เพียงแค่มีเครื่องปรุงอยู่ในครัวกับไข่ แค่นี้คุณก็สามารถทำเมนูอร่อย ๆ ได้แล้ว
         
          โดยอยากจะขอย้ำว่าสูตรอาหารทุกสูตรที่ดิฉันแกะขึ้นมานั้นสามารถนำไปทำรับประทานได้จริง ๆ ไม่มีมั่วสูตรอย่างแน่นอนค่ะ และคงต้องขออภัยเป็นอย่างสูง หากภาพอาหารอาจจะไม่ค่อยสวยงามเท่าใดนัก เนื่องจากดิฉันมักจะถ่ายภาพในมุมมองที่ตัวเองชอบ แกะสูตรเอง ทำเอง ถ่ายรูปเองทุกภาพด้วยใจรัก ไม่ได้มีการใช้ช่างภาพหรือฟู้ดสไตลิสต์แต่อย่างใด หากกระทู้นี้เป็นที่ถูกใจก็อย่าลืมกดโหวตหรือคอมเม้นท์ให้กำลังใจกันบ้างนะคะ หรือจะเข้าไปกดไลค์ที่ เฟซบุ๊ก กินดี อยู่ดี By เนรัญชลา เพื่อติดตามเก็บสูตรอาหารที่ดิฉันแกะสูตรนำมาแบ่งปันให้ก็ได้ เนรัญชลาจะได้มีแรงฮึดและมีกำลังใจแกะสูตรเมนูไข่ Part 2 หรือกระทู้เมนูอื่น ๆ ขึ้นมาแบ่งปันให้อีกค่ะ

10 เมนูไข่ ไร้เนื้อสัตว์ ทำง่าย ๆ อิ่มปากอิ่มท้องสไตล์เด็กหอ

1. พล่าไข่เจียว
 
          หลายคนอาจเคยกินพล่ากุ้ง พล่าหมู พล่าเนื้อ พล่าปลาหมึก ลองเปลี่ยนจากเนื้อสัตว์มาเป็นพล่าไข่เจียวดูบ้างสิคะ มีกลิ่นหอมของสมุนไพรอย่างตะไคร้ ใบมะกรูด ใส่น้ำพริกเผาเข้าไปเพิ่มรสเผ็ดหวาน ตบท้ายด้วยความเปรี้ยวของมะนาว เวลากินต้องผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน เสิร์ฟกับผักสด ข้าวเหนียว หรือข้าวสวยก็น่ากินไม่หยอกหรอกค่ะ
 
ส่วนผสม (สัดส่วนนี้สามารถรับประทานได้ 2 ท่าน)

     • ไข่ไก่ 2 ฟอง
     • หอมแดงซอย 40 กรัม
     • ตะไคร้ซอยบาง ๆ 1 ต้น
     • ใบมะกรูดซอย 1 ใบ
     • พริกขี้หนูแดงซอย (เผ็ดตามชอบ)
     • ต้นหอมและผักชีซอยรวมกัน 1 ช้อนโต๊ะ
     • ใบสะระแหน่ 5 กรัม
     • น้ำพริกเผาต้มยำ 1 ช้อนโต๊ะ
     • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
     • น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา + 1/2 ช้อนชา
     • น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ + 1/2 ช้อนโต๊ะ
     • น้ำมันพืช (สำหรับทอดไข่)
 
วิธีทำ

     • 1. ตอกไข่ไก่ใส่ชามตีให้เข้ากัน นำน้ำมันพืชใส่กระทะตั้งไฟให้ร้อน นำไข่ลงเจียวให้ผิวทั้งสองด้านเหลืองกรอบ จากนั้นนำขึ้นมาตัดให้เป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพอดีคำพักรอไว้

     • 2. ผสมน้ำพริกเผาต้มยำกับน้ำปลา น้ำตาลทราย และน้ำมะนาว คนให้เข้ากันดี ต่อมาจึงใส่ไข่เจียว หอมแดง ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกขี้หนู ต้นหอม และผักชีซอย ลงไปคลุกเคล้าเบา ๆ แค่พอเข้ากัน ตักใส่จานแล้วโรยด้วยใบสะระแหน่

+++++++++++++++++++++

10 เมนูไข่ ไร้เนื้อสัตว์ ทำง่าย ๆ อิ่มปากอิ่มท้องสไตล์เด็กหอ

2. พะโล้ไข่ใส่หน่อไม้

          เดินไปร้านข้าวแกงแทบทุกร้านต้องมีเมนูไข่พะโล้ ใส่เต้าหู้ หมูสามชั้น หอมเครื่องเทศ เริ่มเบื่อกันแล้วใช่ไหมคะ เด็กหอทั้งหลายหากคิดทำเองลองทำแบบไม่ใส่เนื้อสัตว์ นั่นคือ เมนูไข่พะโล้ใส่หน่อไม้น่าสนใจใช่ย่อยนะคะ ใส่เต้าหู้พวงเพิ่มความหนุบหนับเคี้ยวเพลิน แถมยังมีหน่อไม้ไผ่รวกมาเพิ่มความกรุบกรอบ ต้มหม้อหนึ่งกินได้หลายวันเลยเชียวค่ะ
 
ส่วนผสม (สัดส่วนนี้สามารถรับประทานได้ 5 ท่าน)

     • ไข่เป็ดต้ม 5 ฟอง
     • เต้าหู้พวงสำหรับทำพะโล้ 20 ชิ้น
     • หน่อไม้ไผ่รวกหั่นแฉลบ 1 ถ้วย
     • ผักชีหั่นหยาบ 10 กรัม
     • รากผักชี 5 กรัม
     • กระเทียมแกะเปลือกแล้ว 5 กรัม
     • พริกไทยขาว 20 เม็ด
     • อบเชย 5 กรัม
     • โปยกั๊ก 2 ดอก
     • ผงพะโล้ 3/4 ช้อนชา
     • น้ำตาลปี๊บ 60 กรัม
     • ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนชา
     • ซีอิ๊วขาวสูตร 1 จำนวน 4 ช้อนชา
     • ซอสปรุงรส 2 ช้อนชา
     • ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
     • น้ำสต๊อกผักหรือน้ำเปล่า 8 ถ้วย
     • น้ำมันถั่วเหลือง 1 ช้อนโต๊ะ
     • เกลือป่น 1/2 ช้อนโต๊ะ
     • น้ำเปล่าสำหรับต้มและล้างหน่อไม้
 
วิธีทำ

     • 1. นำน้ำเปล่าใส่หม้อตั้งไฟ ใส่เกลือป่นลงไป จากนั้นใส่หน่อไม้ลงไปต้ม นับเวลาหลังจากน้ำเดือด 5 นาทีจึงยกลงกรองผ่านกระชอนเอาแต่หน่อไม้ จากนั้นนำหน่อไม้มาล้างน้ำธรรมดาสัก 2 น้ำให้หมดความเค็ม แล้วสะเด็ดน้ำพักรอไว้

     • 2. โขลกรากผักชี กระเทียม และพริกไทยขาวเข้าด้วยกันให้ละเอียด พักรอไว้

     • 3. นำกระทะขึ้นตั้งไฟอ่อน ใส่อบเชยและโป๊ยกั๊กลงไปคั่วให้พอมีกลิ่นหอม แล้วจึงใส่น้ำมันถั่วเหลืองลงไป ใส่รากผักชี กระเทียม และพริกไทยโขลกลงไปผัดให้หอม ใส่น้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส และซอสหอยนางรม เคี่ยวจนน้ำตาลปี๊บละลายก็ใช้ได้ แบ่งน้ำสต๊อกใส่ลงไป 1 ถ้วยตวง คนให้เข้ากัน เทใส่ลงในหม้อที่จะใช้ต้มพะโล้

     • 4. เติมน้ำสต๊อกส่วนที่เหลือลงไป ตามด้วยเต้าหู้ทอด ไข่ต้ม นำหม้อพะโล้ขึ้นตั้งไฟกลางให้เดือด หรี่ไฟลงแล้วปิดฝาเคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเต้าหู้นิ่มและไข่มีสีน้ำตาลอ่อนจึงใส่หน่อไม้ ปิดฝาหม้อเคี่ยวต่อไปอีกสักพักกระทั่งน้ำงวดและรสชาติได้ที่จึงปิดไฟ ใส่ผักชี คนให้พอเข้ากันก็พร้อมตักเสิร์ฟ
 
+++++++++++++++++++

10 เมนูไข่ ไร้เนื้อสัตว์ ทำง่าย ๆ อิ่มปากอิ่มท้องสไตล์เด็กหอ

3. ไข่น้ำแบบดั้งเดิม

          ใครอยากกินต้มจืดต้องลอง เมนูไข่น้ำแบบดั้งเดิมกินแล้วคล่องคอดีชะมัด แปลงกายไข่เจียวหั่นเป็นชิ้นพอคำมาใส่น้ำแกง ปรุงรสด้วยน้ำปลา และพริกไทยเล็กน้อย โอ๊ย… ถ้าได้กินกับข้าวสวยร้อน ๆ ฟินเว่อร์ กินแล้วไม่ติดคออีกต่างหากนะขอบอก
 
ส่วนผสม (สัดส่วนนี้สามารถรับประทานได้ 2 ท่าน)

     • ไข่ไก่ 2 ฟอง
     • ต้นหอมหั่นท่อน 10 กรัม
     • น้ำสต๊อกผักหรือน้ำเปล่า 1 ถ้วย + 1/2 ถ้วย
     • น้ำปลา 1/2 ช้อนโต๊ะ
     • น้ำมันถั่วเหลือง 1 ช้อนโต๊ะ
     • พริกไทย 1/4 ช้อนชา
 
วิธีทำ
 
     • 1. ตอกไข่ไก่ใส่ชามตีให้เข้ากัน นำน้ำมันถั่วเหลืองใส่กระทะกลิ้งให้ทั่วกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน พอกระทะร้อนให้ใส่ไข่ลงทอดให้เหลืองทั้งสองด้าน จากนั้นใช้ตะหลิวยีไข่ออกเป็นชิ้นพอคำ

     • 2. ใส่น้ำสต๊อกหรือน้ำเปล่าลงไป พอเดือดให้ปรุงรสด้วยน้ำปลา และพริกไทย สุดท้ายใส่ต้นหอมลงไปคนให้เข้ากันแล้วยกลงจากเตา

+++++++++++++++++++++

10 เมนูไข่ ไร้เนื้อสัตว์ ทำง่าย ๆ อิ่มปากอิ่มท้องสไตล์เด็กหอ

4. ไข่คนชีสสไตล์รัสเซีย

          เอาใจคนรักชีสด้วย เมนูไข่คนชีสสไตล์รัสเซีย จับชีสและไข่มาผสมเข้าคู่กันได้อย่างลงตัว ตัดเลี่ยนด้วยหอมใหญ่ มะเขือเทศ และพาร์สลีย์ ปรุงรสด้วยเกลือป่นและพริกไทย ทำง่าย ๆ แถมยังกินง่ายด้วย เพราะไข่ถูกยีเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้ว จะกินเพียว ๆ ก็อร่อย หรือจะทำใส่มาม่าต้มยำกุ้งก็ได้ค่ะ รสแซ่บหน่อยเหมาะกับคนไทย
 
ส่วนผสม (สัดส่วนนี้สามารถรับประทานได้ 2 ท่าน)

     • ไข่ไก่ 3 ฟอง
     • นมสด 1/3 ถ้วยตวง
     • มอสซาเรลลาชีสขูด 60 กรัม
     • หอมใหญ่สับหยาบ 50 กรัม
     • มะเขือเทศหั่นเต๋าขนาดเล็ก 40 กรัม
     • พาร์สลีย์สับ 2 ช้อนโต๊ะ
     • เนยจืด 2 ช้อนโต๊ะ
     • พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
     • เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
 
วิธีทำ

     • 1. ตอกไข่ใส่ชาม เทนมสดตามลงไป ปรุงรสด้วยเกลือป่นและพริกไทยป่นตีให้เข้ากัน จากนั้นใส่หอมใหญ่ มะเขือเทศ และแบ่งชีสมอสซาเรลลาใส่ลงไป 30 กรัม คนแค่ให้พอเข้ากัน

     • 2. ตั้งกระทะใช้ไฟร้อนปานกลาง ใส่เนยลงไป พอเนยเริ่มร้อนจึงใส่ไข่ ผัดคนให้เข้ากันจนไข่สุกตามต้องการ จากนั้นจึงใส่พาร์สเลย์สับลงไปคลุกเคล้าแล้วยกลง ตักใส่จานแล้วรีบโรยหน้าด้วยมอสซาเรลลาชีสขูดที่เหลือ เสิร์ฟในขณะที่ยังร้อน ๆ

+++++++++++++++

10 เมนูไข่ ไร้เนื้อสัตว์ ทำง่าย ๆ อิ่มปากอิ่มท้องสไตล์เด็กหอ

5. ต้มข่าไข่นึ่ง

          ต้มข่าไก่กินจนเบื่อแทบจะขัน เอก อี เอ้กเอ้ก แข่งกับไก่ได้แล้ว ไม่อยากกินไก่แล้วลองทำเมนูต้มข่าไข่นึ่ง เมนูไข่สุดแนวที่กินได้อร่อยด้วย ถ้าไม่เชื่อดูจากภาพได้เลย กลืนน้ำลายกันอยู่ล่ะสิ แค่มีไข่เป็ด กะทิ เห็ดฟาง และเครื่องต้มยำ เพียงเท่านี้เด็กหอก็อิ่มไปอีกมื้อ
 
ส่วนผสมไข่นึ่ง (สัดส่วนนี้สามารถรับประทานได้ 4 ท่าน)

     • ไข่เป็ด 5 ฟอง
     • น้ำปลาอย่างดี 1/2 ช้อนชา
 
วิธีทำ

     • ตีส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน จากนั้นนำไปนึ่งจนสุก ใช้เวลานึ่งโดยนับจากหลังน้ำเดือดประมาณ 15 นาที พักทิ้งไว้พออุ่น ๆ
     • ใช้ช้อนแซะไข่ออกจากภาชนะ หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพอดีคำ
 
ส่วนผสม ต้มข่า

     • ไข่นึ่งที่เตรียมไว้
     • กะทิกล่องขนาด 250 กรัม 1 กล่อง
     • เห็ดฟางผ่าครึ่ง 150 กรัม
     • ข่า 7 แว่น
     • ตะไคร้ทุบหั่นท่อน 1 ต้น
     • ใบมะกรูดฉีก 3 ใบ
     • หอมแดงแกะเปลือกทุบพอแตก 2 หัว
     • ผักชีฝรั่งหั่น 10 กรัม
     • ผักชีไทยหั่น 5 กรัม
     • น้ำปลาดี 3 ช้อนโต๊ะ (ความเค็มปรับได้แล้วแต่ชอบ)
     • น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ + 1/2 ช้อนโต๊ะ (ความเปรี้ยวปรับได้แล้วแต่ชอบ)
     • น้ำมันน้ำพริกเผา 2 ช้อนชา
     • พริกขี้หนูแห้งทอด 8 เม็ด
     • น้ำสต๊อกผักหรือน้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง + 1/2 ถ้วยตวง
 
วิธีทำ

     • 1. ใส่น้ำสต๊อกและกะทิลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟกลาง ใส่ข่า ตะไคร้ และหอมแดงลงไปต้มให้เดือด ใส่ไข่นึ่งลงไปและรอให้เดือดอีกครั้ง หรี่ไฟลงเหลือไฟอ่อน ทิ้งไว้ให้เดือดสัก 5 นาที

     • 2. เร่งไฟกลางแล้วจึงปรุงรสด้วยน้ำปลา ใส่น้ำมันพริกเผาลงไปช่วยให้หอมและมีสีสวย ตามด้วยเห็ดฟางและใบมะกรูด รอให้เดือดอีกครั้งจึงปิดไฟ

     • 3. หลังปิดไฟให้ใส่ผักชีฝรั่ง ผักชีไทย และน้ำมะนาวลงไปคนให้เข้ากัน เวลาเสิร์ฟจึงค่อยโรยพริกแห้งทอด
 
++++++++++++++++++

10 เมนูไข่ ไร้เนื้อสัตว์ ทำง่าย ๆ อิ่มปากอิ่มท้องสไตล์เด็กหอ

6. ผัดกะเพราไข่ใส่หน่อไม้

          เบื่อไหม ? เมนูกะเพราหมูสับ กะเพราไก่ กะเพราปลากระป๋อง ทำวนเวียนซ้ำ ๆ ไปมาแบบนี้ทุกวัน แล้วทำไมไม่เอาไข่มาทำกะเพราบ้างล่ะคะ โปรตีนแน่น แถมอิ่มท้องในราคาเบา ๆ ผัดกะเพราไข่ใส่หน่อไม้ก็ไม่เลวนะคะ ส่วนผสมไม่เยอะ ใช้เวลาแป๊บเดียว รสเผ็ดเด็ดโดนคนชอบซี้ด กินกับข้าวสวยร้อน ๆ อร่อยเหาะเลยค่ะ
 
ส่วนผสม (สัดส่วนนี้สามารถรับประทานได้ 3 ท่าน)

     • หน่อไม้เส้น 200 กรัม
     • ไข่ไก่ 3 ฟอง
     • พริกขี้หนูแดงเด็ดขั้ว 8 เม็ด (หรืออาจใส่เผ็ดตามชอบ)
     • กระเทียมจีนแกะเปลือก 2 กลีบ
     • ใบกะเพรา 25 กรัม
     • น้ำเปล่า 1/2 ถ้วยตวง
     • ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ
     • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
     • ซีอิ๊วดำหวาน 1/4 ช้อนชา
     • ซอสปรุงรส 1/2 ช้อนชา
     • น้ำปลา 2 ช้อนชา
     • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
     • น้ำมันสำหรับผัด 2 ช้อนโต๊ะ
 
วิธีทำ

     • 1. โขลกพริกขี้หนูกับกระเทียมให้ละเอียดรอไว้

     • 2. นำกระทะใส่น้ำมันตั้งไฟกลางรอให้ร้อน ตอกไข่ลงไปแล้วผัดคนให้สุก ใส่พริกขี้หนูกับกระเทียมโขลกลงไปผัดเข้าด้วยกันให้หอม

     • 3. พอพริกเริ่มมีกลิ่นฉุนจึงใส่หน่อไม้ ที่ล้างสะอาดแล้วลงไป เติมน้ำเปล่าเล็กน้อย และปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำปลา ซอสปรุงรส ซอสหอยนางรม เติมสีสันไม่ให้จืดชืดด้วยซีอิ๊วดำหวาน ตัดรสชาติให้กลมกล่อมด้วยน้ำตาลทรายเล็กน้อย ผัดคลุกเคล้าให้เข้ากันจนน้ำแห้งจึงใส่ใบกะเพราลงไปผัดให้หอมแล้วปิดไฟ

         เมนูนี้ต้องผัดแบบแห้ง ๆ ไม่ให้มีน้ำนะคะ แต่การที่เราใส่น้ำลงไปในตอนแรกก็เพื่อให้น้ำนำพารสชาติของเครื่องปรุงเข้าถึงเนื้อของหน่อไม้และไข่ที่มีรสจืดได้มากที่สุด


+++++++++++++++++++
 
10 เมนูไข่ ไร้เนื้อสัตว์ ทำง่าย ๆ อิ่มปากอิ่มท้องสไตล์เด็กหอ

7. ข้าวหน้าไข่ผัดซีอิ๊วญี่ปุ่น

         ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า ไข่ไก่ฟองเล็ก ๆ ราคาไม่แรงจะสามารถแปลงโฉมเป็นเมนูอาหารสไตล์ญี่ปุ่นถูกปากคนไทยได้เช่นกันนะคะ กับเมนูข้าวหน้าไข่ผัดซีอิ๊วญี่ปุ่น เพื่อน ๆ อาจไม่เคยได้ยินชื่อ แต่รับรองว่าอร่อยชัวร์ มันคือไข่เจียวปรุงรสด้วยโชยุ นำมาโปะบนข้าวสวย โรยสาหร่ายเส้น กินคู่กับสลัดผักราดมายองเนสลงไป เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย หน้าตาดูดี ทำง่าย ๆ เหมาะเป็นอาหารสำหรับเด็กหอเลยค่ะ
 
ส่วนผสม (สัดส่วนนี้สามารถรับประทานได้ 1 ท่าน)

     • ไข่ไก่ 2 ฟอง
     • ต้นหอมซอย 1/2 ช้อนโต๊ะ
     • สาหร่ายเส้น (สำหรับโรยข้าวตามชอบ)
     • มายองเนส ตามชอบ
     • โชยุ (ทาคูมิ) 1 ช้อนโต๊ะ
     • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
     • งาขาว 1/2  ช้อนชา
     • เหล้ามิริน 2 ช้อนชา (ไม่ใส่ก็ได้)
     • น้ำมันพืชสำหรับทอด 2 ช้อนชา
     • น้ำสต๊อกผักหรือน้ำเปล่า 1/4 ถ้วย
     • ผักสดสำหรับรับประทานคู่แก้เลี่ยน ได้แก่ ผักกาดหอม หอมใหญ่สไลซ์ แครอทซอยเป็นเส้น และมะเขือเทศ

วิธีทำ

     • 1. ตอกไข่ไก่ใส่ชามตีให้เข้ากัน จากนั้นนำน้ำมันใส่กระทะตั้งไฟกลาง พอน้ำมันพืชร้อนจึงใส่ไข่ลงไป คนไข่ให้แตกจากกันอย่าให้เป็นแผ่น

     • 2. เติมน้ำสต๊อกลงไปในขณะที่ไข่ยังไม่สุกดี ใส่งาขาว ปรุงรสด้วยเหล้ามิริน โชยุ กับน้ำตาลทรายเล็กน้อย ผัดให้เข้ากันและน้ำงวดลงเหลือขลุกขลิก ปิดไฟและตักราดลงบนข้าวสวยร้อน ๆ โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยกับสาหร่ายเส้น รับประทานคู่กับผักสลัดสด ๆ และราดด้วยมายองเนสชนิดเปรี้ยวเข้ากันได้ดีค่ะ

+++++++++++++++++++

10 เมนูไข่ ไร้เนื้อสัตว์ ทำง่าย ๆ อิ่มปากอิ่มท้องสไตล์เด็กหอ

8. ไข่ม้วนลุยสวน

         ซูชิก็ซูชิเถอะ ถ้าได้ลองมากินอาหารกลิ่นอายไทยผสมญี่ปุ่น นั่นคือ ไข่ม้วนลุยสวนสักคำแล้วจะลืมซูชิไปเลย ทำง่าย ๆ แค่เพียงมีเวลาพิถีพิถันในการม้วนไข่ และหั่นเป็นคำ ๆ เท่านั้นเองค่ะ แถมไส้ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยวิตามินจากผัก นำไปจิ้มกับน้ำจิ้มลุยสวน 3 รส เพียงเท่านี้ก็ได้เมนูไข่สุขภาพดีแล้วค่ะ
 
ส่วนผสมไข่ม้วน (สัดส่วนนี้สามารถรับประทานได้ 2 ท่าน)

     • ไข่ไก่ 5 ฟอง
     • ผักกาดหอม
     • แครอทซอยเป็นเส้น
     • ใบโหระพา
     • ผักชีฝรั่ง
     • กะหล่ำปลีซอยฝอย
     • น้ำมันพืชสำหรับทอด 1 ช้อนโต๊ะ
 
วิธีทำ

     • 1. ตอกไข่ใส่ชามตีให้เข้ากัน จากนั้นตั้งกระทะใช้ไฟกลางใส่น้ำมันพืชลงไป ใช้ตะหลิวตักน้ำมันทาให้ทั่วกระทะ พอกระทะร้อนแล้วจึงเทไข่ที่ตีไว้ลงไปกลิ้งให้เป็นแผ่นบางใหญ่ ทอดให้สุกเหลืองทั้งสองด้าน จากนั้นจึงนำขึ้นมาพักทิ้งไว้ให้เย็น

     • 2. นำผักทั้งหมดวางเรียงซ้อนกันจากนั้นม้วนให้แน่น ตัดเป็นคำ ๆ จัดลงจาน รับประทานกับน้ำจิ้ม
 
ส่วนผสมน้ำจิ้มไข่ม้วนลุยสวน

     • พริกขี้หนูเขียวหรือแดงก็ได้ 10 เม็ด
     • กระเทียมจีนแกะเปลือกซอย 2 กลีบ
     • ใบโหระพา 30 กรัม
     • น้ำต้มสุก 1/4 ถ้วยตวง
     • เกลือป่น 1 ช้อนชา
     • น้ำตาลปี๊บ 50 กรัม
     • น้ำมะนาว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
 
 วิธีทำ

     • นำส่วนผสมน้ำจิ้มทั้งหมดใส่เครื่องปั่น ปั่นทั้งหมดให้ละเอียดเข้ากัน ชิมรสดู หากขาดเหลืออะไรก็ให้ปรับเอาตามชอบ

+++++++++++++++++++++

10 เมนูไข่ ไร้เนื้อสัตว์ ทำง่าย ๆ อิ่มปากอิ่มท้องสไตล์เด็กหอ

9. ต้มซุปไข่น้ำ

          ต้มซุปไข่น้ำ เมนูไข่น้ำที่เพิ่มความอิ่มขึ้นอีกขั้น โดยใส่มันฝรั่ง หอมใหญ่ มะเขือเทศลงไป นอกจากเพิ่มสีสันแล้ว ยังได้รสหวานจากหอมใหญ่อีกด้วย ยิ่งถ้าต้มผักให้เปื่อยนุ่มเท่าไรเวลากินเข้าไปแทบละลายในปาก จะกินเพียว ๆ หรือกินกับข้าวสวยก็อร่อยเหมือนกันค่ะ
 
ส่วนผสม (สัดส่วนนี้สามารถรับประทานได้ 4 ท่าน)

     • ไข่ไก่ 3 ฟอง
     • มันฝรั่งปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นพอคำ 100 กรัม
     • หอมใหญ่หั่นชิ้นสี่เหลี่ยมใหญ่ 50 กรัม
     • มะเขือเทศราชินี 50 กรัม
     • ขึ้นฉ่ายหั่นเป็นท่อน 30 กรัม
     • น้ำสต๊อกผักหรือน้ำเปล่า 1 ลิตร
     • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
     • ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนชา
     • พริกไทยขาวบุบพอแตก 10 เม็ด
     • น้ำมันพืช (สำหรับทอด)
 
วิธีทำ

     • 1. ตอกไข่ไก่ใส่ชามตีให้เข้ากัน นำน้ำมันพืชใส่กระทะตั้งไฟให้ร้อน นำเอาไข่ลงเจียวให้หอมเหลือง แต่ระวังอย่าให้ไข่กรอบ นำขึ้นสะเด็ดน้ำมัน แล้วหั่นเป็นชิ้นพอคำพักรอไว้

     • 2. นำน้ำสต๊อกผักหรือน้ำเปล่าใส่หม้อตั้งไฟ ใส่มันฝรั่งและเกลือป่นลงไปต้มให้เดือด ต้มจนมันฝรั่งสุกดี แล้วจึงใส่มะเขือเทศ หัวหอมใหญ่ ลงไปต้มให้เปื่อยนุ่ม

     • 3. พอผักทั้งหมดเปื่อยนุ่มดีแล้ว ให้ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว พริกไทย และขึ้นฉ่าย ต้มต่อไปอีกสักพัก จนรสชาติชิมแล้วได้ที่พอดีจึงใส่ไข่ที่เจียวไว้ลงไป ปิดฝารอให้เดือดอีกครั้งจึงยกลง

++++++++++++++++++++

10 เมนูไข่ ไร้เนื้อสัตว์ ทำง่าย ๆ อิ่มปากอิ่มท้องสไตล์เด็กหอ

10. แกงกะหรี่ไข่
 
          ความเข้มข้นและความหอมเครื่องเทศแกงกะหรี่ทำให้หลายคนติดใจใช่ไหมคะ ลองเปลี่ยนจากแกงกะหรี่ไก่หรือหมู มาเป็นแกงกะหรี่ไข่ดูบ้างสิ แกงกะหรี่ไข่เนื้อเนียนใส่แครอท มันฝรั่ง หอมใหญ่ เวลากินคลุกเคล้ากับข้าวสวยจะได้รสชาติมากยิ่งขึ้น แต่มื้อนี้ขอแอบเสริมด้วยไก่ทอดสักน่องเพิ่มความฟิน 
 
ส่วนผสม (สัดส่วนนี้สามารถรับประทานได้ 1 ท่าน)

     • ไข่ไก่ 1 ฟอง
     • มันฝรั่งหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า (ขนาด 1X1 เซนติเมตร) 70 กรัม
     • แครอทหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า (ขนาด 1X1 เซนติเมตร) 30 กรัม
     • หอมใหญ่หั่นชิ้นสี่เหลี่ยม (ขนาด 1 เซนติเมตร) 30 กรัม
     • กระเทียมจีนสับ 1/2 ช้อนโต๊ะ
     • โชยุ 1 ช้อนชา
     • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
     • น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
     • เนยรสจืด 15 กรัม
     • พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
     • ผงกะหรี่อย่างดี 1 1/4 ช้อนชา
     • น้ำสต๊อกผักหรือน้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง
 
วิธีทำ

     • 1. นำเนยใส่กระทะตั้งไฟ พอเนยละลายจึงใส่กระเทียมลงไปผัดให้หอม จากนั้นใส่หัวหอมใหญ่ลงผัดจนใสจึงใส่น้ำสต๊อกลงไป

     • 2. ใส่มันฝรั่งและแครอทลงไปพร้อม ๆ กัน เติมเกลือป่น ผงกะหรี่ พริกไทยป่น ปิดฝาต้มจนมันฝรั่งและแครอทสุกนุ่มจึงปรุงรสด้วยโชยุ และตัดรสให้กลมกล่อมด้วยน้ำตาลเล็กน้อย หรี่ไฟลงเคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนน้ำค่อย ๆ งวดลง

     • 3. หมั่นคอยชิมดูจนรสชาติได้ที่ออกจัดสักหน่อย จึงตอกไข่ใส่ชามตีให้เข้ากัน แล้วเทไข่ลงใส่คนเร็ว ๆ ให้แกงกะหรี่มีลักษณะข้นแต่อย่าให้ไข่สุกมาก จากนั้นรีบปิดไฟแล้วเทราดลงบนข้าว
 
          ใครจะไปเชื่อว่า แค่ไข่ไก่ธรรมดาจะสามารถนำมาประยุกต์ทำ เมนูเด็ด ๆ ได้เยอะแยะขนาดนี้ แถมยังน่ากินสุด ๆ เห็นแล้วหิวเลยเนอะ รีบ ๆ จดสูตรกันเอาไว้ ยามสิ้นเดือนจะได้มีเมนูอร่อย ๆ ไว้ประทังชีวิต

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
เฟซบุ๊ก กินดี อยู่ดี By เนรัญชลา
-https://www.facebook.com/kindee.yoodee.bynarunchala-

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

พินัยกรรมอวัยวะ จากพ่อถึงลูก ในวันที่สมองตาย อย่าลังเลที่จะมอบร่างกายพ่อให้กับผู้อื่น
-http://hilight.kapook.com/view/135985-

 ข้อความเรียกน้ำตา พินัยกรรมอวัยวะ จากพ่อส่งถึงลูก ในวันที่พ่อสมองตาย อย่าลังเลที่จะมอบร่างกายของพ่อให้กับผู้อื่น เพื่อไม่ให้ความตั้งใจของผู้ประสงค์บริจาคร่างกายต้องเสียเปล่า

          การบริจาคอวัยวะ ถือเป็นการให้ที่มีค่ามาก เป็นการต่อชีวิตจากคนที่กำลังจะหมดลมหายใจส่งต่อถึงคนที่กำลังรอความหวัง ซึ่งเชื่อว่าหลายคนที่ได้อ่านข้อความนี้ก็ร่วมบริจาคอวัยวะเช่นกัน แต่การบริจาคอวัยวะนั้น กว่าจะส่งต่อถึงผู้ที่ต้องการไม่ใช่เรื่องง่าย เรื่องที่ยากที่สุดไม่ใช่ขั้นตอนการรักษา แต่เป็นขั้นตอนในการ "ขออนุญาต" ให้ญาติและครอบครัวอนุมัติร่างกายของเราให้กับผู้อื่นต่างหาก

          ทั้งนี้ทางสภากาชาดไทย ได้ผุดแคมเปญ #พินัยกรรมอวัยวะ เพื่อให้ทุกคนได้เขียนพินัยกรรม บอกไปยังลูกหลาน ญาติ หรือพ่อแม่ ให้ทำตามประสงค์ของผู้ที่บริจาคร่างกาย และมีหนังสั้นกำกับโดยเต๋อ นวพล เพื่อถ่ายทอดเหตุการณ์ของลูกคนหนึ่งที่ "สมองตาย" แต่ยัง "หายใจ" ซึ่งทางการแพทย์ถือว่า "เสียชีวิต" แต่แม่ไม่ยอมให้เดินเรื่องบริจาคร่างกายตามประสงค์ของลูก และยังรอปาฏิหาริย์ทั้ง ๆ ที่ลูกเหลือแค่ลมหายใจเท่านั้น [ชมคลิปด้านล่าง]

อย่างไรก็ดี คุณ Pom Chaiyaporn หนึ่งในผู้ที่ร่วมทำแคมเปญดังกล่าว ได้เขียนพินัยกรรมอวัยวะถึงลูกชาย เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2559 ถึงเหตุผลที่เขาบริจาคร่างกายในครั้งนี้ โดยระบุว่า เป็นสิ่งที่พ่ออยากทำมานานแล้ว และหวังว่าเมื่อลูกอ่านออก และเมื่อวันที่พ่อหมดลมหายใจ ลูกจะทำตามคำที่พ่อขอเอาไว้...

          โดยแต่ละตัวอักษรนั้น เรียกน้ำตาคนอ่านได้อย่างมากเลยทีเดียว เพราะได้เห็นถึงความตั้งใจในการแบ่งปันร่างกายให้กับผู้อื่นแล้ว ยังเห็นถึงความรักของพ่อที่มีต่อลูก การเขียนพินัยกรรมเช่นนี้เรียกได้ว่าต้องกล้าหาญและกลั่นความรู้สึกออกมาจากหัวใจจริง ๆ

ขณะที่ผมเขียน Status อยู่นี้
          ผมมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ทุกประการ
          ปัน...
          พ่อเขียนไว้เผื่อวันที่ลูกโตและอ่านหนังสือออกนะ
          พ่อมาช่วยงานสภากาชาดได้สักพักละ
          เพื่อชวนให้คนมาบริจาคอวัยวะ
          เกือบ 4 เดือน ที่พ่อตระเวนคุยกับเจ้าหน้าที่ที่เขาทำงานตรงนี้
          ได้คุยกับคนไข้ที่เขาทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วย รอปลูกถ่ายอวัยวะ
          พ่อก็เลยคิดว่า ก่อนที่พ่อจะไปโน้มน้าวคนอื่นให้เขายอมบริจาคอวัยวะ
          พ่อในฐานะคนคิด พ่อควรต้องเริ่มก่อน

          แต่การบริจาคอวัยวะ มันไม่เหมือนการบริจาคอื่น ๆ นะ
          ไม่เหมือนยังไง ปันคงสงสัย
          คืออย่างนี้ เวลาพ่อบริจาคเลือด พ่อก็เดินไปบอกเขาว่าอยากบริจาคเลือด
          เขาก็เอาเลือดของพ่อไปช่วยคนได้เลย
          หรือเวลาพ่อเอาเงินหรือของไปบริจาค
          พ่อก็แค่เอาของไปให้ ควักเงินใส่ตู้ได้ทันที
          แต่สำหรับการบริจาคอวัยวะ คนที่ตัดสินใจคือ ญาติ
          พ่อกับอาเม้งเลยได้ไอเดียว่าจริง ๆ แล้ว
          การบริจาคอวัยวะที่ดีที่สุด ได้ผลที่สุด ทำง่ายที่สุด ก็คือ การบอกญาติ
          ไม่ต้องไปทำบัตรที่กาชาดหรอก

          พ่อเลยต้องทำพินัยกรรมนี้ไว้เพื่อบอกลูก
          ว่าถ้าวันนึงพ่อเกิดเป็นอะไรไป แล้วหมอเขาบอกลูกว่าพ่อสมองตาย
          จะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ ตอนนั้นพ่อคงลุกขึ้นมาบอกปันไม่ได้แล้ว
          ว่าพ่ออยากบริจาคอวัยวะ
          ยังไง ปันก็คุยกับแม่ แล้วช่วยทำตามความต้องการของพ่อด้วยนะลูก
          งานนี้เป็นงานที่พ่ออยากทำมานานแล้ว
          ขณะเดียวกันมันก็เป็นงานที่ยากมาก ๆ ด้วย
          เพราะมันมีความละเอียดอ่อน และประเด็นซับซ้อน
          ต้องระวังความรู้สึกของหลายคนหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
          รวมถึงมีหลายเรื่องที่ต้องสื่อสาร
          พ่อจึงพยายามทำหนังให้เข้าใจความรู้สึกของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ให้ได้มากที่สุด
          ไม่ว่าจะเป็นญาติที่เพิ่งสูญเสียคนรักที่กำลังนอนรอความตายอยู่ตรงหน้า
          คนที่ทุกข์ทรมานจากการรอการปลูกถ่ายอวัยวะมาเป็นระยะเวลานาน
          และเจ้าหน้าที่ที่ต้องเดินเข้าไปอธิบายญาติ เพื่อให้ญาติยินยอมบริจาค
          แต่ก็ต้องจบลงด้วยคำปฏิเสธเกือบทุกครั้ง

          ต้องขอบคุณ น้าเต๋อ นวพล ผู้กำกับที่พ่อรอเวลาที่จะทำงานด้วยมาตลอด
          น้าเต๋อโคตรเก่ง พ่อเรียนรู้หลายอย่างจากการทำงานกับคนเก่ง ๆ คนนี้
          ที่สำคัญสุภาพและใจดี รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น แต่ก็เข้มแข็งและชัดเจนในจุดยืนของตัวเอง
          จริง ๆ แล้ว เป็นไอเดียของน้าเต๋อที่อยากถ่ายทอด ความรู้สึกของคนทั้ง 3 ฝ่าย
          ให้คนดูได้เข้าใจถึงความรู้สึกและเหตุผลของแต่ละคนโดยทิ้งท้ายให้คนดูเป็นคนตัดสินใจเอง
          จุดเริ่มของงานนี้จริง ๆ แล้วเกิดจากน้ากุ๊ก (ภรรยาน้าเม้ง) คนที่ชวนพ่อไปรู้จักกับ True ที่เขากำลังหาคนมาช่วยทำโครงการนี้อยู่พอดี
          อีกคนที่พ่อจะไม่พูดถึงไม่ได้คือ น้าเจน โปรดิวเซอร์ คนสวย (คนที่ซื้อรองเท้าไดโนเสาร์มาฝากปันจากอเมริกาไง)
          ที่มาช่วยพ่ออย่างเต็มที่ ช่วยจนป่วยเลย

          น้าเม้งที่นั่งคิดงานนี้มาด้วยกันกับพ่อ
          น้าชลิตที่แวะมาช่วยออกความเห็นดี ๆ หลายเรื่อง
          น้าบอม ที่มาช่วยตัดงานที่บ้านเราจนดึกดื่น
          น้าไลลาที่ช่วยประสานงานและทำทุกอย่างเพื่องานนี้
          ข้อความในเว็บไซต์น้าไลลาก็เขียนเอง เขียนจนขาเจ็บเลย
          น้าจอย และน้าอีกหลายน้าที่พ่อไม่ได้พูดถึงที่มาช่วยงานนี้
          พ่อฝากปันไว้เท่านี้นะลูก
          และหวังว่าผลบุญจากการทำประโยชน์ของพ่อครั้งนี้จะส่งถึงปันและแม่
          รักลูกเสมอ
‪          #‎พินัยกรรมอวัยวะ‬

          ส่วนใครอยากจะทำพินัยกรรมอวัยวะ ขอเชิญชวนร่วมอัดคลิป ผ่านเว็บไซต์ www.บริจาคอวัยวะด้วยการบอกญาติ.com เชื่อว่าพินัยกรรมฉบับนี้เป็นพินัยกรรมที่มีค่าและมอบชีวิตใหม่ให้กับใครอีกหลายคน

ภาพและข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Pom Chaiyaporn,
-www.บริจาคอวัยวะด้วยการบอกญาติ.com-

-https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1738179343089463&id=100006922427998-

-https://www.บริจาคอวัยวะด้วยการบอกญาติ.com/home-

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

10 ทริคง่าย ๆ กำจัดสารพัดแมลงกวนใจภายในบ้าน
-http://home.kapook.com/view87411.html-

วิธีกำจัดแมลงในบ้าน ให้ไร้ความรำคาญใจ โดยสามารถนำวิธีกำจัดแมลงในบ้านไปใช้ได้สารพัดวิธี เพื่อบอกไล่เจ้าแมลงร้ายที่คอยป่วนให้หมดสิ้น

          นอกจากสมาชิกในบ้านแล้ว หลายบ้านยังต้องเจอแขกที่ไม่ได้รับเชิญเป็นเหล่ามด ปลวก และแมลงอีกสารพัด สร้างความหนักใจกันน่าดู แต่เจ้าแมลงตัวป่วนสารพัดชนิดก็มีวิธีจัดการให้อยู่หมัดแบบไม่ต้องมากวนใจเราบ่อย ๆ เหมือนกัน และในวันนี้กระปุกดอทคอมก็นำวิธีกำจัดแมลงมาฝาก ลองไปทำตามพร้อมกันได้เลยจ้า

 1. ทำความสะอาดเตียงให้ดี ตัวไรไม่มีแน่

          ตัวเหลือบ ตัวไร ที่เกิดจากการหมักหมม และเชื้อโรคบนฟูกนอน กำจัดได้ง่าย ๆ เพียงแค่คุณขยันซักผ้าปูที่่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม และเครื่องนอนทุกชิ้น รวมถึงหมั่นนำไปตากแดดฆ่าเชื้อโรคบ่อย ๆ เชื้อโรค และตัวไรทั้งหลายก็คงอพยพหนีไปไม่มากวนใจอีก

 2. ยิ่งปลูกต้นไม้ใกล้บ้าน ยิ่งมีสารพัดแมลง

          ทั้งมด ปลวก และแมลงสารพัดชนิด ใช้ช่องทางจากต้นไม้ริมหน้าต่าง หรือกิ่งไม้ที่ยื่นมาเกาะกำแพงบ้าน เป็นทางเดินเข้ามาในบ้านเราได้อย่างง่าย ๆ และถ้าคุณมีต้นไม้ปลูกชิดกำแพงบ้าน เห็นแมลงมาเกาะแกะอาหาร หรือไต่อยู่รอบ ๆ บ้านก็คงไม่น่าแปลกใจ ดังนั้นควรตัดแต่งกิ่งไม้ไม่ให้รุ่มร่ามย่างกรายเข้ามาใกล้บ้าน หรือทางที่ดีไม่ปลูกต้นไม้ใกล้ตัวบ้านเลยจะดีที่สุด

 3. ปิดฝาภาชนะให้แน่น ป้องกันได้อีกทาง

          อาหารทุกชนิดที่จัดเก็บในกล่อง ควรปิดฝากล่องให้แน่นหนาด้วย แค่นี้ก็สามารถป้องกันมด และแมลงมาก่อกวนได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ถ้าจะป้องกันให้ดีที่สุด อาจจะต้องรองน้ำที่ขาชั้นวางของ หรือขาโต๊ะสักหน่อย รับรองว่ามด และแมลงไต่มาถึงกล่องอาหารเราไม่ได้แน่ ๆ

 4. เหยื่อล่อน้อย ต้นเหตุดักหนูไม่สำเร็จ

          สำหรับบ้านไหนที่มีหนูวิ่งเล่นทั่วบ้าน และเคยใช้กับดักหนูแล้วแต่ไม่สำเร็จ ปัญหาของคุณอาจจะอยู่ที่เหยื่อล่อมีจำนวนน้อยไปก็ได้ค่ะ จึงทำให้หนูฉกอาหารไปกินได้โดยไม่ทันโดนกับดักของเราจับไว้ซะก่อน เอาเป็นว่าคราวหน้าถ้าจะดักหนู ก็อย่าลืมเพิ่มเหยื่อล่อให้มากขึ้นอีกนิดก็แล้วกันนะคะ

 5. ต้นตอเชื้อโรค อยู่ที่ของหมักหมม

          ไม่ว่าจะเป็นจานที่กองทับถมในอ่างล้างจานหลายวัน ถังขยะที่ไม่ได้ทิ้งมาเป็นสัปดาห์ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีที่คุณอาจคาดไม่ถึง ! แถมยังเป็นแหล่งกำเนิด หรือของล่อมด แมลง เชื้อราได้อีกด้วย ฉะนั้นล้างทำความสะอาดจานชามทันที และหมั่นทิ้งขยะทุกวันก็จะช่วยลดแมลงก่อกวนบ้านได้ดีขึ้นเยอะ

6. สารเคมีไล่แมลง สิ่งนี้ต้องระวัง

          ขึ้นชื่อว่าสารเคมี ก็บอกยี่ห้ออยู่แล้วว่า ต้องมีสารเจือปน สารสังเคราะห์ ของเทียม และอะไรอื่น ๆ อีกมาก ที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายกับทั้งสัตว์ สิ่งแวดล้อม และคนได้ทั้งหมด ดังนั้นหากจะเลือกใช้สารเคมีกำจัดแมลง ควรต้องตรวจสอบการใช้งาน และข้อควรระวังอย่างถี่ถ้วน หรือทางที่ดีอาจจะเลือกใช้วิธีกำจัดแมลงจากธรรมชาติก็ได้ แต่ในกรณีที่ปัญหาแมลงก่อกวนบ้านของคุณเป็นเรื่องใหญ่ คงดีกว่าถ้าจะมอบหน้าที่กำจัดแมลงให้บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้แทน

 7. เลือกบริษัทกำจัดแมลงที่มีคุณภาพ และรับรองผล

          ในกรณีที่ต้องพึ่งบริษัทกำจัดแมลงจริง ๆ สิ่งแรกที่คุณควรตรวจสอบคงหนีไม่พ้นคุณภาพของบริษัทกำจัดแมลงนั้น ๆ ผลงานที่การันตีความสามารถของบริษัทได้ และการรับรอง รวมทั้งบริการหลังการขาย เพื่อให้แน่ใจได้ว่า แมลงที่ก่อกวนบ้านเราอยู่จะหมดสิ้นไปจริง ๆ หรือถ้ากำจัดครั้งแรกแล้วไม่เห็นผล จะได้เคลมกับบริษัทได้โดยไร้การเกี่ยงงอน

 8. ตรวจสอบระยะห่างของพื้นที่กำจัดปลวก

          สำหรับบ้านไหนที่จ้างบริษัทกำจัดปลวก หลังจากที่เขาทำหน้าที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรตรวจสอบพื้นที่กำจัดปลวกสักนิดนึงค่ะ เอาพอประมาณได้ว่า เขาเจาะรูกำจัดปลวกเกิน 12 นิ้วหรือเปล่า ถ้าเกินก็ถือว่าเสี่ยง และอาจจะทำให้การกำจัดปลวกครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

 9. เก็บตัวอย่างแมลงที่ต้องการกำจัด

          หากแมลงที่เข้ามาก่อกวนบ้านคุณมีลักษณะแปลกตา คงจะดีไม่น้อยหากคุณเก็บตัวอย่างแมลงเอาไว้ เพื่อส่งต่อให้บริษัทกำจัดปลวก หรือร้านขายยาฆ่าแมลงได้ดู เขาจะได้เลือกผลิตภัณฑ์กำจัดแมลงที่สมน้ำสมเนื้อกับแมลงตัวเจ้าปัญหา

10. เปลี่ยนหลอดไฟเป็นสีวอร์มไวท์เวิร์กกว่า

          หลอดไฟสีขาวช่วยกำจัดแมลงได้ส่วนหนึ่งก็จริง แต่เมื่อแมลงเหล่านี้มาเกาะแกะแถวหลอดไฟ แมงมุมก็จะได้โอกาสเข้ามาปักหลักคอยกินแมลงที่บินว่อนอยู่ ซึ่งก็แน่นอนว่าพื้นที่รอบ ๆ หลอดไฟของคุณจะมีใยแมงมุมเป็นพร็อพเสริมโดยที่ไม่ได้สมัครใจเลย แต่ถ้าเปลี่ยนหลอดไฟเป็นสีวอร์มไวท์ แมลงก็จะถูกกำจัดอย่างเดิม แต่แมงมุมจะคลำทางมาสร้างใยไม่ได้ แค่นี้ก็รู้แล้วว่า หลอดไฟแบบไหนเจ๋งกว่ากัน

 
          สารพัดปัญหาแมลงกวนบ้าน รังควาญใจทั้งหลาย จริง ๆ แล้วก็กำจัดไม่ยากเลยนะคะ เพียงแค่เราตัดเส้นทางเดินของแมลงทั้งหมด กำจัดแหล่งหมักหมม สะสมเชื้อโรคในบ้านให้เกลี้ยง และคอยหมั่นจัดการต้นตอแมลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามวิธีที่เห็นผล แค่นี้บ้านแสนสุขของเราก็คงไม่มีแมลงทุกชนิดมาก่อกวนแล้วเนอะ

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 161

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham