บทความ (Blog)

[1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 154
thumbup บารมี 30 ทัศ
มกราคม 14, 2022, 07:11:24 pm by 時々होशདང一རພຊຍ๛





ยามเช้ากับภาพแบบ Panorama
ถึงแม้จะมี Omicron
แต่ก็ต้องสดชื่นไว้ก่อน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม 9 ภาค 2 หน้าที่ 44

บารมี 30 ทัศ

บารมี 10 เหล่านี้   อุปบารมี 10 ปรมัตถบารมี 10

ทรงสละมหาบริจาค 5 เหล่านี้คือ บริจาคอวัยวะ

บริจาคชีวิต บริจาคทรัพย์  บริจาคราชสมบัติ บริจาค บุตรภรรยา
 
บุญคือสภาพจิตที่ดีงาม เป็นเหตุนำมาซึ่งผลได้ นั่นคือวิบากที่เป็น

ผลของกรรมหรือที่เรียกว่าอานิสงส์ของบุญ

บุญจะมีผลมากหรือผลน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ

ตัวผู้อนุโมทนาเองเป็นปัจจัยหนึ่งสภาพจิตขณะที่อนุโมทนาเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้

บุญจะมีผลมากหรือผลน้อยหากผู้มีปัญญาอนุโมทนาและเกิดด้วยจิตที่ผ่องใส มีความ

เห็นถูกก็มีอานิสงส์มากเช่นกัน ซึ่งไม่ว่ากุศลประเภทใดก็ตามจะมีผลมากผลน้อยก็

สำคัญที่สภาพจิตเป็นสำคัญ เช่นการ แสดงธรรม หากแสดงเพื่อต้องการให้เป็นที่รัก

เพื่อลาภ - สักการะ - สรรเสริญ - อานิสงส์ - ผลบุญก็น้อย แต่ถ้าแสดงธรรมเพื่อประโยชน์

เกื้อกูลกับผู้ฟังการแสดงธรรมนั้นก็มีผลมาแม้การอนุโมทนาและกุศลอื่นๆก็โดยนัย

เดียวกันจึงไม่ใช่ว่าถ้าเป็นการอนุโมทนาแล้วจะได้บุญ % ขึ้นอยู่กับ

ปัจจัยอื่นๆหลายประการตามที่กล่าวมาคือ ตัวผู้อนุโมทนาสภาพจิตและความเห็นตรง

ที่เป็นปัญญาในขณะนั้น


บารมี 10 เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ในการที่จะดับกิเลสเป็นสมุจเฉท

เพราะการเจริญกุศลนั้นต้องเจริญทุกประการเพื่อที่จะเป็นปัจจัยให้ปัญญา

เกิดขึ้นดับกิเลสได้หมดสิ้นเป็นสมุจเฉทเป็นลำดับขั้นจึงต้องเข้าใจให้ถูก

ต้องว่ากุศลใดเป็นบารมีและกุศลใดไม่ใช่บารมีบารมีเป็นปัจจัยสำคัญ

สำหรับการดับกิเลสเป็นสมุจเฉทจึงควรที่จะได้ศึกษาและเห็นความสำคัญ

ของบารมีทั้ง 10 เพื่อที่จะได้อบรมให้ยิ่งขึ้น


<a href="http://youtu.be/mo-sym1F4ww" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://youtu.be/mo-sym1F4ww</a>


thumbup คมปัญญาตัดกิเลส
มกราคม 12, 2022, 03:09:43 pm by 時々होशདང一རພຊຍ๛
IMG_00258 by arnocha2002, on Flickr


Photecktung 2563 by arnocha2002, on Flickr

IMG_0000090120190410 by arnocha2002, on Flickr



จงลับกริชแห่งปัญญาให้คมกริบ เมื่อยามหยิบมาใช้จึงส่งผลตัดกิเลสอวิชชาในบัดตล มิต้องว่ายเวียนว่ายแม้ในคะนึงแต่ห่วงกริชมักมีสองคมให้พรั่นจิต หากใช้ผิดตัดเส้นชีวิตที่เฝ้าขึงจึงหวังศิษย์ลดความคิดที่ดึ้อดึง ข้านี้จึงวางใจให้ศิษย์เดินนานนานครั้งก็ดูศิษย์เดินถึงไหน รักสบายบำเพ็ญยังมัวเขินเพราะเจ้าคิดว่าตนเป็นส่วนเกิน พินิจเพื่อดำเนินถูกแลควรใช้ใจอะไรต้อนรับอาจารย์ (ใช้ความจริงใจ) ใจที่เป็นพุทธะ หรือใช้ใจธรรมะ หรือจิตใจนั้นมีอยู่สองอย่าง คือ จิตใจที่มีความเป็นคนสูงกับอีกใจหนึ่งเป็นจิตใจที่มีความเป็นธรรมะ แล้วใจของศิษย์เป็นจิตใจประเภทไหน ปกติแล้วทุกๆ วันที่เราดำรงชีวิตมา ไม่ว่าศิษย์จะมีชีวิตอยู่เป็น


สิบๆ ปีที่ผ่านมาก็แล้วแต่ ศิษย์นั้นได้ใช้ใจของความเป็นคนอันได้แก่ ใจที่เป็นคนประเสริฐ เป็นผู้ที่เอื้อเฟึ้อเอื้ออารีต่อโลก เป็นคนที่มีความเมตตาแล้วก็ไม่เมตตาบ้าง ชอบทำๆ หยุดๆ ใจประเภทที่สองคือใจของธรรมใช่หรือเปล่า ใจของความเป็นคน แยกออกมาเป็นใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีเมตตา แต่ชอบทำๆ หยุดๆ กับประเภทที่สองหมายถึงใจที่มีความร้ายอยู่มากมายใช่หรือไม่ เคยเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่ฆ่ากันตายไหม ไม่ใช่ว่าเขานั้นจะไม่มีความดีเอาเสียเลย แต่ว่าได้มีใจสิ่งร้ายครอบงำจิตใจในส่วนที่ดีใช่หรือเปล่า จิตใจอย่างที่สองเป็นจิตใจแบบไหน (จิตใจธรรมะ) จิตใจธรรมะเป็นจิตใจประเภทไหน(มีเมตตา มีความเที่ยงธรรม จิตใจที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน ใจที่เป็นธรรมชาติ) ศิษย์ตอบได้ดี แต่ถ้าหากไม่มีการใช้ปัญญาของเราออกมาคิดเสียบ้าง อาจารย์สอนอะไรไปก็จะลืมหมดใช่หรือเปล่า จบจากสามวันนี้แล้ว หากศิษย์ตั้งใจจะศึกษาต่อไป อาจารย์ก็จะพูดให้มากหน่อยเพื่อให้ศิษย์ได้เก็บเอาไปคิดมากๆว่าใจของธรรมะเป็นเช่นไรโดยมากแล้ว บอกว่าใจธรรมะคือใจดี แต่ดีและร้ายเป็นสิ่งคู่กันเหมือน ดำกับขาว ทั้งดำและขาวเป็นสีไหม สีขาวเป็นสีเหมือนกันใช่หรือไม่ อาจารย์บอกว่าใจของธรรมคือใจที่อยู่เหนือสองสิ่งนี้เชื่อไหมในธรรมที่ศึกษากันอยู่ทุกอย่างที่คนเอามาพูด คือ สิ่งที่เป็นสีขาว ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ดีให้ศิษย์เอาไปปฏิบัติแต่ถามว่าสีขาวยังเป็นสีหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าเป็นสี เพราะฉะนั้น ในสีขาวก็ยังเป็นสิ่งที่ขุ่นอยู่ แต่ธรรมะอยู่เหนือกว่านั้นการบำเพ็ญธรรมจึงต้องกลับไปสู่ใจธรรมะหมายความว่าใจที่อยู่เหนือดำเหนือขาวไปแล้วเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์พูดไหม(เข้าใจ)คนที่เข้าใจ เข้าใจจริงหรือไม่

(ใจธรรมะนั้นไม่มีคำว่า ขาว ไม่มีคำว่า ดำเพราะธรรมเป็นสิ่งที่ใส ไม่มีสี เป็นกลางๆ และอยู่เหนือสิ่งอื่นใด)ที่จริงศิษย์ของอาจารย์คนนี้พูดได้ดีแล้ว หากมีเส้นอยู่เส้นหนึ่งเส้นนี้มีหัวท้าย แล้วตรงกลางเส้นล่ะ ก็ยังอยู่ในเส้นนี้ แสดงว่ายังไม่พ้นไปจากเส้นนี้ใช่หรือไม่ สิ่งที่อาจารย์จะพูดก็คือ ธรรมเป็นสิ่งที่ใช้จิตของเราเป็นผู้ตรึกตรอง อธิบายเป็นคำพูดได้ยากยิ่ง เพราะฉะนั้น ศิษย์ของอาจารย์ที่ยังไม่เข้าใจ ศิษย์นั้นจะต้องใช้จิตลองไปตรึกตรอง การพิจารณานั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าใจของเรานี้ยังไม่ได้หยุด ไม่หยุดแล้วกำหนดใจให้นิ่งไม่ได้ เมื่อกำหนดใจให้นิ่งไม่ได้ ก็ยังกำหนดใจให้สงบไม่ได้ เมื่อกำหนดใจให้สงบไม่ได้ ก็จะกำหนดว่าใจนี้อยู่ไหนไม่ได้เมื่อทำเช่นนี้ไม่ได้ พิจารณาไม่ได้ ส่วนใหญ่ของพระภิกษุ หรือศิษย์ของอาจารย์ หลายคนชอบนั่งสมาธิ ถามว่าใจเรานั้นไม่เคยกำหนดให้นิ่งลงเลย สมาธิความสงบเกิดขึ้นได้อย่างไร สมาธิขึ้นสูงอยู่ที่ไหน อยู่ที่ทุกๆ ขณะจิตของเรานั้น สามารถกำหนดจิตให้นิ่ง ศิษย์ทำได้ไหมพิจารณาง่ายๆ ใจของศิษย์เป็นใจที่ศรัทธา หรือเป็นใจที่กังขา (ศรัทธา)กังขาแปลว่าอะไร (สงสัย) ใจของศิษย์นั้นเป็นใจที่ศรัทธาหรือกังขาอย่าให้สองสิ่งนี้สลับกันไปมา ขอให้สิ่งอยู่ในใจ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเดียวใครมีคมบ้าง “คมปัญญาตัดกิเลส” ลองวาดรูปที่มีมีดสองคมคมหนึ่งเป็นคมปัญญา คมปัญญาตัดกิเลสใช่ไหม คมอีกข้างหนึ่งเป็นคมของความฉลาดดีไหม คมปัญญานี้เอาไว้ตัดกิเลส กิเลสนี้มาจากไหนกิเลสเกิดขึ้นได้จากอะไร กิเลสเกิดจากอายตนะใช่หรือไม่ อายตนะมีสิ่งใดบ้าง มีหู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อตาไปมองสิ่งภายนอกเกิดเป็นการยึดติดในรูปก็อยากจะได้ของสิ่งนั้น เมื่อหูได้ฟังว่าของดี ยี่ห้อดีราคาแพง เราก็อยากได้ในสิ่งนั้นอีกใช่ไหม เมื่อลิ้นเราสัมผัสในรสชาติอาหาร เกิดเป็นกิเลส อยากลิ้มรสอันนั้นต่อไปใช่ไหมเมื่อคมปัญญาให้ตัดกิเลส แล้วคมฉลาดเป็นอย่างไร เช่นตอนนี้เดิน


ไปข้างหน้าต้องลำบากแน่ๆ ก็หลบเสีย รู้ว่าสิ่งที่อยู่ข้างหน้าเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบไม่พึงใจก็หลบเสีย อย่างนี้เรียกว่าความฉลาดไหม ความฉลาดคือรู้จักเอาตัวรอด ฉะนั้น ความฉลาดกับปัญญาต่างกันตรงไหนปัญญาทำให้เราไม่ได้รู้จักแต่จะหลบหลีกอย่างเดียว แต่จะรู้ว่าเมื่อไรควรหลบหลีก เมื่อไรควรตั้งใจรับ เช่นเมื่อเคราะห์กรรมมาถึงก็ให้ตั้งใจรับรับแล้วพ้นได้ ถ้ามีแต่ความฉลาดเคราะห์กรรมมาถึงก็หลบเสียหลีกเสียในที่สุดเคราะห์กรรมก็ต้องย้อนกลับมาหาเราอีก ฉะนั้น ศิษย์เลือกทีจะเป็นคนฉลาดหรือคนมีปัญญา มีดอันนี้มีสองคม คมหนึ่งเป็นคมดีคมหนึ่งเป็นคมร้าย จะเลือกใช้คมไหนคมแห่งปัญญาใช่หรือไม่คำว่า คมปัญญาตัดกิเลสนั้น เป็นคำที่ค่อนข้างจะสูง เพราะว่าทำได้ยาก มนุษย์นั้นมีกิเลสทุกคน กิเลสนั้นพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า เราจะเป็นคนที่ใช้ปัญญาของเราตัดกิเลส ปัญญาอยู่ที่ใจ ตัดได้ยามใด การเวียนว่ายตายเกิดก็หยุดลงง่ายเช่นเดียวกับมนุษย์นั้นอยู่ด้วย รัก โลภ โกรธ หลง จึงเวียนว่ายไปด้วย เกิด แก่ เจ็บ ตาย หากวันนี้ที่มีชีวิตอยู่ ไม่สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ ไม่สามารถหลุดพ้นจากความรัก โลภโกรธ หลง ได้ อย่ามั่นใจว่าภายหน้านั้นจะหลุดพ้นได้ หากวันนี้สามารถดับอารมณ์ต่างๆได้ จงมั่นใจว่าวันข้างหน้าก็ดับได้เช่นเดียวกัน


พระอาจารย์จี้กง
พุทธสถานผูถี อ.เมือง จ.พิษณุโลก
11 พฤษภาคม 2540





thumbup Bangkok History
มกราคม 12, 2022, 02:08:33 pm by 時々होशདང一རພຊຍ๛


IMG_0056
by arnocha2002, on Flickr









ยังมีสถานที่สำคัญ ๆ ทางประวัติศาสตร์รอการฟื้นฟูและอนุรักษ์เพื่อให้ลูกหลาน

ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์

ชุมชนเก่าแก่บางแห่งมีอายุมากกว่า 100 ปี บางครั้งมนุษยชอบทำลายมากกว่า

การสร้างสรรค์ ความเจริญทางวัตถุทำให้เสื่อม
thumbup Untitled
ธันวาคม 30, 2021, 08:25:50 pm by 時々होशདང一རພຊຍ๛





 :09: :09: :09:

<a href="http://youtu.be/2aaEPNmQsaQ" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://youtu.be/2aaEPNmQsaQ</a>


จงสนใจรายจ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ สวัสดีปีใหม่ 2565 -2022 ขึ้นปีใหม่นอกจากต้องระวังเรื่อง Omicron แล้วต้องระวังรายจ่ายด้วยเพราะเศรษฐกิจไม่มีทางฟื้นตัวอย่างน้อยจากนี้ไปอีก 10 ปีถ้าใครอยู่ถึงตอนนั้นอาจได้เห็นเศรษฐกิจดีขึ้น เหตุการณ์ในวันข้างหน้าไม่มีใครอาจรู้ได้ว่าจะเกิดโรคระบาดอะไรอีก
« เมื่อ: 16 พฤษภาคม 2553 15:41:17 »

คนเราเวลามีรายได้ มีเงินทองไว้ใช้จ่ายอย่างสบาย ๆ พอมีใครบอกให้สนใจรายจ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ แน่นอนว่าหลาย ๆ คนฟังแล้วก็คงไม่คิดอะไร เพราะเห็นอยู่ว่าเป็นรายจ่ายเล็กน้อย จึงไม่น่าก่อให้เกิดปัญหาเรื่องเงินได้ ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะคนส่วนใหญ่พอมีรายได้ในระดับหนึ่งเพื่อซื้อหาความสุข ความพอใจให้กับตัวเอง ก็มักจะไม่ค่อยไตร่ตรองหรือใคร่ครวญถึงความคุ้มค่า ความจำเป็นก่อนที่จะจ่ายเงินออกไปสักเท่าไหร่ต่างจากตอนที่ยังไม่มีเงิน จะซื้อของหรือใช้จ่ายอะไรสักทีต้องคิดแล้วคิดอีก บางคนก็พยายามหาเหตุผลสนับสนุนและเข้าข้างตัวเองเต็มที่ว่า ก็แต่ละเดือนต้องทำงานหนักกว่าจะได้เงินเดือนมาใช้ ก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือที่จะหาความสุขให้ตัวเองบ้าง ไม่เห็นจะผิดตรงไหนแต่ความสุขที่ว่านั้น เราไม่ควรลืมว่าส่วนใหญ่ต้องแลกด้วยเงินทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้แทบทั้ง สิ้น เคยได้ยินคำคมถึงผลที่อาจเกิดขึ้นจากการละเลยค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ บอกไว้ว่า จงสนใจในรายจ่ายเล็ก น้อยๆ เพราะรอยปริเล็กๆ เพียงรอยเดียวสามารถจมเรือใหญ่ได้ ฟังแล้วก็คิดได้ว่า ถึงเงินที่ใช้ไปจะเป็นจำนวนเล็กน้อย แต่หากมองข้ามและใช้อย่างไม่ระมัดระวัง ก็อาจทำให้ชีวิตต้องล่มเหมือนเรือจมได้เช่นกันขอยกตัวอย่างเช่น หลาย ๆ คนนิยมให้ความสุขตนเองแทบจะทุกวันอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยการใช้จ่ายเงินไปกับการซื้อของกระจุกกระจิก ราคาต่อชิ้นไม่กี่บาท แต่ของเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่ได้มีความ

จำเป็นต่อการดำรงชีวิตนักหรอก ที่เห็นได้ชัดก็คือปัจจุบันนี้ ตลาดกลางวันที่เปิดใกล้ ๆ กับอาคารสำนักงานจะได้รับความนิยมอย่างมากจากคนทำงาน เมื่อถึงเวลาพักกลางวัน แล้วก็จะเดินไปดูของ ไปชอบปิ้ง ซื้อขนมนมเนย เสื้อผ้า รองเท้า ฯลฯ เป็นการฆ่าเวลาก่อนเริ่มงานตอนบ่ายซึ่งก็มักจะอดใจไม่ไหวต้องซื้อหาอะไรติดไม้ติดมือกลับบ้านกันอยู่ทุก ๆ วัน ทำให้เราใช้เงินจ่ายเงินไปทีละนิดทีละหน่อยโดยเราไม่รู้สึกเดือดร้อนหรือแทบไม่รู้สึกเลยว่าเงินที่เราเหนื่อยหามาได้ นั้นได้ออกจากกระเป๋าไปแล้ว แบบไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือไม่มีความจำเป็น แบบ ที่เรียกว่าเกินพอดีต่อการดำรงชีวิตด้วยซ้ำในวันนี้จึงอยากแนะนำการตั้ง สติ ให้ดีลองนับเงินในกระเป๋าทุกวันให้เป็นนิสัย และจดลงสมุดไว้ว่า วันนี้เราใช้เงินออกไปเป็นค่าอะไรบ้างและของที่ได้มาคืออะไร เมื่อผ่านไปได้ระยะหนึ่ง แล้วลองเอารายการมาดู เราจะเห็นได้เลยว่าที่จ่ายออกไปทีละเล็กละน้อยนั้น เมื่อนำมารวมกันแล้ว สามารถกลายเป็นเงินก้อนโตได้แบบที่เรานึกไม่ถึงเลยทีเดียว บางคนรวม ๆ แล้วเป็นหลักพันหรือถึงหลายพันบาทถึงตอนนั้นเราจะได้เห็นความไม่จำเป็นหรือบางทีอาจจะนึกขำตัวเองด้วยซ้ำว่า นี่เราเป็นอะไรไป เสื้อผ้าพวกนี้ซื้อมาได้ยังไงทุกวัน ๆ ถุงเท้าราคาถูกชนิดซื้อง่ายขายคล่อง 5 คู่ร้อยบาท ก็ซื้อได้บ่อย ๆ จนหลายครั้งไม่มีที่จะเก็บ บางทีเห็นเพื่อนซื้อเพราะคนขายบอกว่าราคาถูกสุด ๆ หาซื้อไม่ได้อีกแล้ว ก็ซื้อตามเพื่อน โดยที่เราเองก็ไม่ได้อยากมีหรอกถ้าเราลองจดบันทึกรายการใช้จ่ายตามข้างต้นได้ ก็จะได้เห็นพฤติกรรมและพิจารณาถึงการใช้จ่ายของเราได้ชัดเจนขึ้น อาจส่งผลทำให้เรารู้ตัวและระมัดระวังพร้อมทั้งตั้งสติถามตัวเองก่อนจะใช้ เงินได้ดีขึ้น รวมถึงควรเปลี่ยนความคิดและตั้งเป้าหมายใหม่เป็น เราจะสะสมเงินทุกวัน วันละเล็กละน้อยแทนการใช้เงินอยู่ทุกวันถึงแม้จะวัน ละนิดละหน่อยก็ตาม เพื่อจะมีความสุขที่ได้เห็นเงินของ

เรางอกเงยอยู่ตลอดเวลาถึงแม้จะไม่ได้ เพิ่มแบบก้าวกระโดด ถ้าทำเช่นนี้ได้แล้ววันหนึ่งเราก็จะมีเงินกับจำนวนสิ่งของที่เพียงพอและจำเป็นต่อการดำรงชีวิต อย่างมีความสุขสบายได้ไปจนตายในทางกลับกันถ้าเราไม่ใส่ใจกับ การใช้จ่ายเพราะเห็นว่าไม่มากมายอะไรแถมมีความสุขไปวัน ๆ อนาคตเราอาจจะต้องนั่งทุกข์อยู่กับกองข้าวของที่เราซื้อมาทีละนิด และกองไว้ทุกวันจนกลายเป็นของจำนวนมากและเมื่ออยากใช้เงินก็ไม่มีเงินให้ใช้ อย่างเพียงพอ เพราะผลจากการใช้จ่ายเงินเล็ก ๆน้อย ๆ ที่เราไม่ใส่ใจและไม่นึกถึงมาตลอดเวลาในช่วงที่เรามีเงินนั่นเองลองตรองดูให้ดี ตามความจริงดังที่คำคมได้บอกไว้ว่า รอยปริเล็ก ๆ เพียงรอยเดียวยังสามารถจมเรือใหญ่ได้ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะ ไม่ปล่อยให้การใช้จ่ายเงินทีละเล็กละน้อย แต่บ่อย ๆ และไม่จำเป็น กลายเป็นรอยปริที่จะทำให้ชีวิตเราล่มจมไม่ต่างกับเรือใหญ่ในที่สุดเริ่มต้นจดบันทึกดูน่ะว่า แต่ละวันเราซื้ออะไร แล้วมานั่งอ่านแล้วบางทีจะขำว่า เรานี่บ้าจริง ๆ เชื่อเถอะ เพราะลองทำมาแล้ว-แล้วแถมยังต้องกลับบ้านมาหาของที่ซื้อแล้วซื้ออีกว่า เราเอาไปวางไว้ไหนกันหละนี่จำนวนขนาดนั้น หาก็ไม่เจอ นั่นเพราะไม่มีสติเวลาใช้สตางค์นั่นเอง


 :yoyo017: :yoyo017: :yoyo017:


thumbup Untitled
ธันวาคม 29, 2021, 08:24:03 pm by 時々होशདང一རພຊຍ๛



<a href="http://youtu.be/l__Ol8itAp8" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://youtu.be/l__Ol8itAp8</a>


https://2017th.wordpress.com/2021/12/29/body/

ปีใหม่กำลังจะมาถึงแต่ Covid Omicron มาถึงก่อน
Omicron ติดง่ายตายเร็วหลังปีใหม่ 2565
ก็จะทราบเองว่าจะมีกี่ Cluster
:09: :09: :09:

พระพทธองค์ทรงสอนเรื่องมิตร ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฏกมากแห่งเช่น ฑีฆนิกาย - ปาฎิกวรรค เป็นต้นเป็นเหตุให้ผุ้นับถือพระพุทธศาสนา รู้จักปฏบัติตนในฐานะเป็นมิตรของมิตร รู้จักอ่านผู้เป็นมิตรและรู้จักเลือกคบมิตร

ประการสำคัญคือ

การปฏิบัติตนให้เป็นกัลยาณมิตรของมิตรที่เป็นกัลยาณมิตร เพื่อรักษาความเป็นกัลยาณมิตรในจิตของตนให้มั่นคงคุณค่าแห่งกัลยาณมิตรในจิต ก็จะทำให้เกิดความงามในจิตของตนโดยประการต่าง ๆ ความงามในจติของตน ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น
คัดลอกจากหนังสือ"ธรรมมะให้ลูกดี"โดย สมเด็จพระพุทฒาจารย์(เกี่ยว อุปเสโณ)


 :46: :46: :46:



thumbup Merry Christmas
ธันวาคม 26, 2021, 09:07:43 pm by 時々होशདང一རພຊຍ๛



Merry Christmas 2022
ฉลองด้วย Omicron คอยดู
Cluster ใหม่หลังเทศกาล
หยุดยาวเชื้อตัวนี้ติดง่ายตายเร็ว


สังขารไม่ใช่แปลว่ากาย แต่หมายถึงธรรมชาติชนิดหนึ่ง เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาคำว่าปรุงแต่งนี้ เราต้องเข้าใจว่า ปรุงแต่งนั้นไม่ได้มาจากชิ้นเดียว แต่เป็นของที่รวมกันมา เหมือนคำว่า ข้าวผัด นี่เป็นรสข้าวผัดหรืออาหารประเภทยำต่าง ๆ ปรุงด้วยอะไรบ้างและถ้าเราจะปรุงให้รสดี ก็ต้องมีหลาย ๆ อย่างปรุงเข้ามาฉะนั้น ต้องมีเหตุที่ทำให้เกิดผลขึ้นมา จึงต้องถูกปรุงแต่ง ธรรมชาติที่ถูกปรุงแต่งต่าง ๆ ขึ้นมา เป็นกายสังขารให้มีรูปธรรมต่าง ๆ ปรุงแต่งในที่นี้หมายถึง ถ้าเป็นเรื่องของชีวิตก็คือ ปรุงแต่งจากการเสพอารมณ์แต่ละครั้ง ให้มีการเป็นไปตามสิ่งที่ถูกปรุงแต่งตัวเจตสิกนั่นเองวิญญาณ แปลว่า จิต จิต หมายถึงตัวรู้ในอารมณ์ อารมณ์จึงหมายถึงสิ่งที่จิตรู้อารมณ์มีอะไรบ้างอารมณ์มีมากมาย ตัวอย่างเช่น อารมณ์โลภ อารมณ์โกรธ อารมณ์หดหู่ อารมณ์เศร้าหมองต่าง ๆ อย่างนี้เราเรียกว่าอารมณ์ทั้งสิ้น คือสิ่งที่เรารู้ได้แล้วก็เสพเข้าไป

ฉะนั้นขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ต้องมีการประชุมกัน แล้วเราใช้คำว่าสมมุติสัจจะ เรียกไปเองว่าคน ว่าสัตว์ ว่าคนไทย ว่าฝรั่ง ว่าแขกต่าง ๆ สิ่งเหล่านั้นเป็นภาษาสมมุติ ซึ่งไม่มีความเป็นจริง ความเป็นจริงอยู่แต่ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณลักษณะหัวใจคนเรามี 4 ห้อง แต่ละห้องมีกล้ามเนื้อ มีหลอดเลือดดำ มีเยื่อเมือก มีการสูบฉีดโลหิต มีหลอดที่สำหรับฟอกโลหิตส่งไปเลี้ยงนั่นคือ รูปธรรมแต่เราพูดถึงเรื่องวิญญาณ คือนามธรรม เพราะว่าเวลาเราเห็น วิญญาณต้องเข้าร่วมด้วย เราไม่เห็นตัววิญญาณเลย แต่เราเห็นสิ่งต่าง ๆได้ เป็นนามธรรม เป็นของที่เราพิสูจน์ได้ทั้งนั้นฉะนั้น ชีวิตที่แท้จริง เมื่อเราปฏิเสธสมมุติสัจจะออกจนหมดสิ้นแล้ว คือ รูป - นามเท่านั้นมีรูป มีนาม มีนาม มีนาม มีนาม 5 อย่าง รวมเป็นคนเป็นสัตว์ขึ้นมา ฉะนั้น เราย่นย่อ แทนที่จะบอกว่า รูป นาม นาม นาม นาม เรื่อยไป ย่นเสียเหลือ 2 คำ เป็นรูปนามขันธ์ 5 คือมีรูป มีนาม เป็นหมวดอยู่ 5 อย่างฉะนั้นคำว่าขันธ์ 5 จึงได้แก่ชีวิต ๆ หนึ่งเท่านั้นเองนี่พอเข้าใจเราต้องเรียนเรื่องนี้ให้เข้าใจ เรามีศรัทธาเชื่อแน่ นี่แหละครับคือภูมิของปัญญา ถ้าเราไม่เคลียร์ตัวเอง ยังไม่ทำลาย

วิจิกิจฉานี้ เราจะปฏิบัติอะไรให้เกิดผลดีไม่ได้เลย เพราะเราไม่ยอมรับความจริง ถ้าหากว่าเรายอมรับความจริงได้แล้ว แม้เราจะเอาไปพิสูจน์ตอนหลัง ก็จะออกมาเป็นบทพิสูจน์ได้เรายอมรับของจริงแล้ว เราก็เอาของจริงนั้น ไปพิสูจน์ในสิ่งที่เราพบอยู่ทุกวัน มันต้องพบความจริงจนได้แต่ถ้าเราเรียนจนเรายอมรับแล้ว แต่เราไม่ทำลายมานะ ความยกตัว ถือตัว อวดดื้อถือดี ไม่ทำลายทิฏฐิอันเป็นมิจฉาทิฏฐิ เราก็ไม่สามารถก้าวสู่ความเป็นจริงได้ในหลักของพระพุทธศาสนา มีการปฏิบัติอยู่ 2 อย่างคือ การทำสมาธิ สมถกรรมฐาน กับการทำวิปัสสนา ไม่ใช่อย่างเดียวกันครับ ที่พูดว่า นั่ง - วิปัสสนา เดินวิปัสสนานั้นไม่ใช่คำว่าวิปัสสนากรรมฐานรวมกันแล้ว หมายถึงการกระทำฐานที่ตั้งแห่งปัญญา ปัญญา คือ ความรู้จริง รู้ชัด และรู้ในสิ่งที่เป็นปรมัตถ์ทั้งสิ้น ไม่ใช่รู้ในของสมมุติ แต่รู้ของจริงขณะนี้เราต้องมีศรัทธาเชื่อเกิดขึ้นมาแล้ว เพราะเราพิสูจน์เอง ไม่มีใครมาสอนเรา ที่ผ่านมาเ จึงต้องมีศรัทธาเชื่อ เพราะพระธรรมคงทนต่อการพิสูจน์ไม่ว่าคุณจะเกิดมาในประเทศไหน คุณก็จะต้องรู้ว่าชีวิตนั้นจะต้องมี รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ไม่ว่าเด็กในครรภ์มารดาคนนี้ จะเป็นลูกเต้าเหล่าใคร

ก็ตาม ออกมาต้องมีรูป นาม ขันธ์ 5ศึกษาแล้วจะต้องมีศรัทธา และเป็นศรัทธาอันแรงกล้า ที่เชื่อมั่นอย่างจริงใจว่า ชีวิตจะต้องประกอบไปด้วย รูป นาม ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ รูปคือสิ่งที่มองเห็นได้ทางตา นามคือ สิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา แต่เป็นของมีจริงฉะนั้นรูปนี้ก็ยังคงสภาวะรูปอยู่ เวทนา อารมณ์ที่เสวยเข้าไป ไม่มีรูป เมื่อสักครู่เราพิสูจน์แล้วว่ามีจริง เราเรียกว่านามธรรม สัญญาความจำได้หมายรู้ ไม่มีรูปปรากฏ แต่มีจริง เรานึกคิดอะไรแล้วไปถึงที่นั่นที่นี่ได้ถูก มันอยู่ในความทรงจำซึ่งไม่มีรูปปรากฏ แต่ก็เก็บอยู่ในจิตตลอดเวลา เป็นนามธรรม สังขารการปรุงแต่งขึ้นมาได้ตามเหตุตามปัจจัย เรามองไม่เห็นเหตุปัจจัย มองไม่เห็นการปรุงแต่ง แต่เรารับรู้อารมณ์นั้นได้ เรียกว่านามธรรม วิญญาณ คือ จิต หัวใจคือรูปเป็นที่ตั้งให้จิตอาศัย หัวใจกับจิตคนละอย่าง(จิต)นี่เป็น นามธรรม นั่นเอง


<a href="http://youtu.be/Y27ovyb9L-4" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://youtu.be/Y27ovyb9L-4</a>



xx Mind ท่าน พุทธทาส อินทปัญโญ ได้เมตตาสั่งสอนธรรม
พฤศจิกายน 17, 2021, 09:18:33 pm by होशདངພວན2017




เดินเล่นในวัด
เก็บธรรมจากวัด ภาค 1
ถ่ายภาพโดย....
होशདངພວན2017


សម្តេចព្រះពុទ្ធជ័យមុនី​ ព្រះរាជាគណៈ យកវត្តន៍ប្រណិបត័ សម្តេច លាស់ ឡាយ ព្រះជន្ម​ ១០៥​ ព្រះវស្សា

 :09: :09: :09:

ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลายอาตมาจะพูดกับท่านทั้งหลายโดยหัวข้อว่า การมีชีวิตด้วยจิตว่างการมีชีวิตด้วยจิตว่างนี่คืออะไรคือสิ่งที่ท่านยังไม่รู้จะพูดใส่หน้ากรอกหูลงไปเลยว่า คือสิ่งที่ท่านยังไม่รู้ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตด้วยจิตว่างอย่างไร ไม่รู้ว่าการมีชีวิตด้วยจิตว่างคืออะไรการมีชีวิตด้วยจิตว่างก็คือจิตที่รู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริงไม่ไปเป็นทาสของสิ่งใด ๆ ไม่ไปติดผูกพันอยู่กับสิ่งใด ๆ เป็นจิตว่างเป็นจิตอิสระจากสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในโลก อย่างนี้เรียกว่าจิตว่างจิตฉลาด จิตคิดลึกได้รวดเร็วสำหรับจะว่างไม่เป็นจิตโง่ งุ่มง่าม เข้าไปหลงใหลยึดถือในสิ่งใดก่อนแต่จะทำ กำลังทำ ทำเสร็จแล้ว จิตโง่มันก็ยึดถือตลอดเวลามันก็แบกภูเขาอยู่ตลอดเวลา มันเป็นจิตวุ่น เป็นจิตที่ติดอยู่กับสิ่งนั้นๆ มันไม่ว่างถ้ามีสติปัญญารู้เพียงพอในเรื่องของธรรมชาติ เรื่องกฎของธรรมชาติ เรื่องหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ เรื่องพ้นจากหน้าที่เป็นต้นแล้ว ก็รู้ว่าธรรมชาติทั้งหลายมันเป็นอย่างนั้นเองจะไปหมายมั่นตามความต้องการของเราไม่ได้ เราก็ไปเกี่ยวข้องกับิ่งเหล่านั้นโดยไม่ต้องหมายมั่น คือด้วยจิตที่เป็นอิสระมีจิตเป็นอิสระจากทุกสิ่งนี้เรียกว่าจิตว่างว่างจากอะไรว่างจากกิเลสที่เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น เต็มอยู่ด้วยสติปัญญาที่จะควบคุมสิ่งเหล่านั้นที่จะจัดการกับสิ่งนั้น ๆ ด้วยจิตที่เป็นอิสระ จึงไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย สะดุ้งหวาดเสียว วิตกกังวล ระแวง ไม่ต้องเป็นโรคประสาทให้ละอายแมว คนมี

จิตวุ่นผูกพันกับสิ่งต่าง ๆ ตลอดเวลาตั้งแต่ก่อนจะทำ กำลังทำ ทำเสร็จแล้วก็มีจิตวุ่นอยู่ด้วยสิ่งเหล่านั้น มันจะต้องเป็นโรคประสาทให้ละอายแมว ละอายสุนัขด้วย ละอายสัตว์ทุกชนิดที่มันไม่เป็นโรคประสาทคนกินยาแก้ปวดหัว แมวไม่ต้องกินคนกินยาระงับประสาท แมวไม่ต้องกินคนกินยาระงับปวดหัว ระงับโรคประสาทเป็นตัน ๆ ทั้งโลก แล้วก็ยังปวดหัว แล้วก็ยังเป็นโรคประสาท แมวไม่ต้องกินยาแก้ปวดหัวไม่ต้องกินยาระงับประสาท แมวก็ไม่เป็นโรคประสาทซักตัวนึง เราก็คิดดูเถอะ น่าละอายหรือไม่น่าละอาย ถ้าเราจะคำนวณดูในโลกนี้กินยาแก้ปวดศีรษะ กินยาระงับประสาท ทั้งโลกนะ จะกี่ตันกี่สิบตัน ก็ยังมีคนเป็นโรคประสาทประเทศไทยนี้ว่ามีคนเป็นกันเป็นแสน ๆ ทั้งโลกนี้จะเป็นกันกี่สิบล้านกี่ร้อยล้าน ทั้งที่กินยา แมวไม่ต้องกินยาสักเม็ดนึงมันก็ไม่ปวดหัวคือสิ่งนั้นมาย่ำยีหัวใจเราได้ บังคับใช้เราได้ ให้ไปหาอะไรก็ได้ ให้ไปฆ่าใครก็ได้ ให้ไปกระโดดน้ำตายเองก็ได้ นี่เรียกว่าไม่มองเห็นวสิ่งนั้น ๆ ตามที่เป็นจริงแล้วก็เข้าไปยึดถือ เข้าไปยึดถือแล้วจิตมันก็ไม่ว่าง มีคนโง่เขลาที่เป็นครูบาอาจารย์ก็มี พูดว่าจิตว่างไม่ได้ จิตต้องคิดนึกเสมอ ถูกแล้ว จะคิดนึกอย่างไม่ยึดถือนั่นแหละ คือว่าง คิดนึกอย่างไม่ยึดถืออะไรมาเป็นของกูมาเป็นตัวกูนั่นคือจิตว่าง ถูกแล้วจิตมันต้องคิดนึก ต้องรับอารมณ์ ต้องคิดนึกแต่อย่าโง่ไปยึดถือ มันก็เรียกว่าว่าง จิตไม่ยึดถือในสิ่งใดจิตก็ว่างจากสิ่งนั้น

เหมือนกับมือของเรานี่ ถ้าไม่ไปจับถือสิ่งใดก็เป็นมือที่ว่างไม่ไปติดอยู่กับสิ่งใด เนี่ยมือมันว่างที่เรามีจิตที่มองเห็นสิ่งทั้งปวงว่ามันเป็นอย่างไรตามที่เป็นจริงแล้ว ไม่ไปปยึดถือคือไม่หมายมั่นเป็นตัวกูของกู แม้แต่ชีวิตร่างกายนี้ก็มีได้ ใช้มันได้โดยไม่ต้องยึดถือว่าเป็นตัวกูของกูการงานก็ทำได้ ทั้งที่ไม่ต้องยึดถือป็นตัวกูของกู เพราะมันทำด้วยสติปัญยาที่มีอยู่ในนามรูป ที่ควบคุมอยู่ด้วยสติปัญญาอันถูกต้องไม่ใช่ความโง่จิตก็ควบคุมนามรูปนี้ให้ทำอะไรไปได้ตามหน้าที่โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ถ้าจิตมันโง่ จิตมันไม่ว่าง เต็มไปด้วยกิเลส เต็มไปด้วยอวิชชามันก็ให้ร่างกายนี้ นามรูปนี้ทำอะไรไปด้วยความโง่ก็มีความทุกข์ไม่ว่างจากกิเลสไม่ว่างจากความทุกข็ จิตนั้นไม่ว่างจากกิเลส จิตนั้นไม่ว่างจากความทุกข์เราเรียกว่าจิตไม่ว่างไม่ว่างคืออยู่กับกิเลส อยู่กับความทุกข์ ถ้าจิตว่างคือจิตที่เป็นอิสระเต็มอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะเต็มอยู่ด้วยสติปัญญาประพฤติกระทำถูกต้องหมดทั้งทางกาย ทางวาจา และทางจิตเอง คือจิตว่างจึงนำพาชีวิตไปในทางที่สงบเย็น ถ้าเรามีชีวิตด้วยจิตว่าง เราก็มีชีวิตที่เย็น


...ท่าน พุทธทาส อินทปัญโญ ได้เมตตาสั่งสอนธรรม

 :46: :46: :46:

<a href="http://youtu.be/xPD0FhC6Fxg" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://youtu.be/xPD0FhC6Fxg</a>




thumbup ควันหลงเทศกาลกินเจปี 2554
พฤศจิกายน 01, 2021, 12:18:29 pm by होशདངພວན2017





 :46: :46: :46:

ภาพเหล่านี้ถ่ายเมื่อปี 2011
แต่เมื่อ 10 ปีก่อนยังไม่มี
COVID 19


 :yoyo003: :yoyo003: :yoyo003:

พระพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ.พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี ได้ตรัสกะพระภิกษุทั้งหลายถึงเรื่อง ธรรมของคนดี (สัปปุริสธรรม) และ
ธรรมของคนชั่ว(อสัปปุริสธรรม)พอสรุปได้ว่าธรรมะของคนชั่ว คือ..................................
๑.ผู้ออกบวชจากสกุลสูง
๒.ผู้ออกบวชจากสกุลใหญ่
๓.ผู้มีคนรู้จัก มียศ
๔.ผู้มีลาภ
๕.ผู้มีการศึกษามาก
๖.ผู้ทรงจำวินัย
๗.ผู้เป็นนักพูดธรรมะ
๘.ผู้อยู่ป่า
๙.ผู้นุ่งห่มผ้าบังสุกุล
๑๐.ผู้ถือบิณฑบาต
๑๑.ผู้อยู่โคนไม้
๑๒.ผู้อยู่ป่าช้า
๑๓.ผู้ได้รูปฌานที่


๑ ถึงที่ ๔ ๑๔.และผู้ที่ได้อรูปฌานที่ ๑ ถึงที่ ๔ รวม ๒๐ พวก

ใน ๒๐ พวกนี้ที่เป็นคนชั่ว คือ มักจะยกตนข่มขี่ผู้อื่น เพราะเหตุที่ตนอยู่ใน ๒๐ พวกนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ หลายอย่างก็ได้ จัดว่าเป็นอสัปบุรุษ คือ คนชั่วทั้งสิ้น ส่วนคนดี ย่อมพิจารณาเห็นว่า ความโลภ ความโกรธ และความหลง ย่อมไม่อาจ หมดไปได้เพราะการอยู่หรือได้ฐานะ ๒๐ ประการนั้น ถึงแม้ไม่อยู่ในฐานะทั้ง ๒๐ นั้น แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตนสมควร คนทั้งหลายก็
ต้องบูชา สรรเสริญในที่นั้น คนดีนั้นเขาปฏิบัติแต่ภายในคือ ไม่โอ้อวด ยกตัว ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้มีฐานะ ๒๐ นั้น นี่คือธรรมของคนดีคำาว่า ธรรม ในหัวเรื่องนี้ เป็นของหรือสิ่งกลาง ๆ ยังไม่จัดว่าดีหรือชั่ว จึงใช้คำว่า ธรรม ของคนดีและของคนชั่ว ต่อมาเราได้ดูที่การกระทำ หรือฟังคำที่เขาพูดแล้วจึงจะตัดสินใจได้ว่า สิ่งนั้นดีหรือชั่ว ในพระสูตรนี้ ท่านยกเอาผู้ที่อยู่ หรือได้คุณธรรมนั้น ๆ ใน ๒๐ ประเภทมาเป็นตัวอย่างว่า แม้ผู้ที่ถึงฐานะ ๒๐ พวกนั้นแล้ว ก็มิได้เป็นประกันว่า จะเป็นคนดีหรือคนชั่วเสมอไป จะต้องมีการละความ โลภ ความโกรธ และความหลงประกอบด้วย พระสูตรนี้ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี ให้ชาวพุทธที่มีสัทธาจริต เห็นพระอยู่ป่า อยู่เขา อยู่ป่าช้า นุ่ง ห่มผ้าสีกรัก ทำสมาธิได้ถึงขั้นฌานต่าง ๆ ว่าเป็นผู้ที่หมดกิเลสตัณหาแล้ว บางทีท่านอาจมีกิเลสตัณหามากกว่า พระที่อยู่ในกรุงบางรูปเสียด้วยซำ


<a href="http://youtu.be/jPELNDUuIvg" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://youtu.be/jPELNDUuIvg</a>


thumbup Nam-myoho-renge-kyo
กันยายน 10, 2021, 06:56:04 pm by होशདངພວན2017





สันติภาพจง
บังเกิดแก่
มวลมนุษยชาติ


<a href="http://youtu.be/oK0aMd48NI4" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://youtu.be/oK0aMd48NI4</a>


Troubles and difficulties are an inevitable fact of life. The essence of Buddhism is the conviction that we have within us at all times the ability to surmount such suffering. This power, inherent in the depths of our lives, is the function of the fundamental Law or principle that underlies the workings of all life and the universe.

Shakyamuni, the founder of Buddhism, first awakened to this law some 2,500 years ago, discovering that the capacity to transform suffering was innate within his own life as well as the lives of all people.

This law was perceived by Nichiren, a 13th-century Buddhist priest, who named it “Nam-myoho-renge-kyo.” Nichiren developed a concrete practice based on the Lotus Sutra that enables all individuals to manifest the power of this law in their lives.

The practice of chanting Nam-myoho-renge-kyo can also be described as a vow, an expression of our determination to embrace and bring forth our Buddha nature. It is a pledge to oneself to never yield to difficulties and to win over one’s suffering. At the same time, it is a vow to help others activate this law in their own lives and achieve happiness.

Myoho-renge-kyo is the title of the Lotus Sutra in Japanese.

Nam comes from the Sanskrit namas, meaning to devote or dedicate oneself. Here it signifies one’s embrace of and belief in the law.

Myo can be translated as mystic or wonderful, and ho means law. This law is called mystic because it is difficult to fathom—the reality that ordinary people, beset by delusion and suffering, are inherently Buddhas able to overcome any suffering or difficulty and help others do the same.

Renge means lotus blossom. The lotus flower is pure and fragrant, unsullied by the muddy water in which it grows. Similarly, the beauty and dignity of our humanity is brought forth amidst the sufferings of daily reality.

Further, unlike other plants, the lotus puts forth flowers and fruit at the same time. This illustrates the principle of the simultaneity of cause and effect; we can bring forth the power of the Mystic Law from within our lives at any time.

Kyo literally means sutra and here indicates the Mystic Law, the fundamental law that permeates life and the universe, the eternal truth.

To chant Nam-myoho-renge-kyo is an act of faith in the Mystic Law and in the magnitude of life’s inherent possibilities. Nam-myoho-renge-kyo is not a mystical phrase that brings forth supernatural power, nor is it an entity transcending ourselves that we rely upon. It is the principle that those who live earnestly and make consistent efforts will win over all obstacles and live fulfilling, happy lives.




ปัญหาและความยากลำบากเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของชีวิต แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา คือ ความเชื่อมั่นที่เรามีในตัวเราตลอดเวลาว่าสามารถเอาชนะความทุกข์ดังกล่าวได้ พลังนี้มีอยู่ในส่วนลึกของชีวิตเรา เป็นหน้าที่ของกฎพื้นฐานหรือหลักการที่สนับสนุนการทำงานของทุกชีวิตและจักรวาล

พระศากยมุนี ผู้ก่อตั้งศาสนาพุทธ ตื่นรู้กฎนี้ครั้งแรกเมื่อ 2,500 ปีก่อน โดยพบว่าความสามารถในการเปลี่ยนความทุกข์มีมาแต่กำเนิดในชีวิตของเขาเอง เช่นเดียวกับชีวิตของทุกคน

พระนิชิเร็น นักบวชในศาสนาพุทธในศตวรรษที่ 13 เข้าใจกฎข้อนี้ และตั้งชื่อกฎนี้ว่า “นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว” พระนิชิเร็นได้พัฒนาแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมโดยอาศัยสัทธรรมปุณฑริกสูตร ซึ่งช่วยให้บุคคลทุกคนสามารถสำแดงอำนาจของกฎนี้ในชีวิตของตนได้

การฝึกสวดมนต์ Nam-myoho-renge-kyo ยังสามารถอธิบายได้ว่าเป็นคำสาบานซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะโอบกอดและนำธรรมชาติพระพุทธเจ้าของเราออกมา เป็นคำมั่นสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ยอมแพ้ต่อความยากลำบากและเอาชนะความทุกข์ยากของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็เป็นคำปฏิญาณที่จะช่วยเหลือผู้อื่นให้เปิดใช้กฎนี้ในชีวิตของตนเองและบรรลุความสุข

Myoho-renge-kyo เป็นชื่อของ Lotus Sutra ในภาษาญี่ปุ่น

นำมาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า อุทิศหรืออุทิศตน ในที่นี้หมายถึงการโอบกอดและเชื่อในกฎหมาย

Myo สามารถแปลได้ว่าลึกลับหรือมหัศจรรย์ และโฮ หมายถึงกฎหมาย กฎข้อนี้เรียกว่าอาถรรพ์เพราะยากจะเข้าใจ ความจริงที่คนธรรมดารุมเร้าด้วยมายาและความทุกข์ แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้าสามารถเอาชนะความทุกข์ยากและช่วยเหลือผู้อื่นได้

Renge แปลว่า ดอกบัว ดอกบัวนั้นบริสุทธิ์และมีกลิ่นหอม ไม่ถูกน้ำขุ่นที่มันเติบโต ในทำนองเดียวกัน ความงดงามและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของเราก็ถูกนำออกมาท่ามกลางความทุกข์ทรมานของความเป็นจริงในแต่ละวัน

นอกจากนี้ ดอกบัวยังให้ดอกและผลไม่เหมือนกับพืชชนิดอื่นๆ ในเวลาเดียวกัน สิ่งนี้แสดงให้เห็นหลักการของเหตุและผลพร้อมๆ กัน เราสามารถดึงพลังของ Mystic Law ออกมาจากภายในชีวิตของเราได้ตลอดเวลา

เคียวหมายถึงพระสูตรอย่างแท้จริง และในที่นี้บ่งบอกถึงกฎลึกลับ กฎพื้นฐานที่แทรกซึมชีวิตและจักรวาล ความจริงนิรันดร์

การสวดมนต์ Nam-myoho-renge-kyo เป็นการกระทำของศรัทธาในกฎลึกลับและขนาดของความเป็นไปได้โดยธรรมชาติของชีวิต Nam-myoho-renge-kyo ไม่ใช่วลีลึกลับที่นำพลังเหนือธรรมชาติออกมา และไม่ใช่ตัวตนที่อยู่เหนือตัวเราที่เราพึ่งพา เป็นหลักการที่ว่าผู้ที่ดำเนินชีวิตอย่างเอาจริงเอาจังและพยายามอย่างสม่ำเสมอจะเอาชนะอุปสรรคทั้งหมดและมีชีวิตที่สมหวังและมีความสุข




thumbup สองหน้าของสัจธรรม
กันยายน 09, 2021, 01:56:57 pm by होशདངພວན2017





แต่ถ้าคนใดแม้จะไม่เคยให้ทาน ไม่เคยรักษาศีล แต่การอยู่ การกิน การนั่ง การนอนของเขา มีจุดมุ่งหวังที่จะมาทำลายโทสะ ทำลายโมหะ ทำลายโลภะ นี้แสดงว่าคนผู้นั้นแหละ เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า(หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโก)



<a href="http://youtu.be/zrNAOkcNdZc" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://youtu.be/zrNAOkcNdZc</a>


เวอร์ชั่นของหลวง ปู่ชา สุภัทโท

อ่านเวอร์ชั่นนี้จะเข้าใจดีกว่า

คัดบางตอนจากเทปธรรมมะเรื่อง(กบเฒ่านั่งเฝ้ากอบัว)ซื้อไว้หลายปีแล้วร้านธรรมเจริญอยู่แถวท่าพระจันทร์

สองหน้าของสัจจธรรมพระโพธิญาณเถร หลวงปู่ ชา สุภัทโทวัดหนองป่าพง อำเเภอวารินชำราช จังหวัดอุบลราชธานี


ในชีวิตของเรามีทางเลือกอยู่สองทาง คือ คล้อยไปกับโลก หรือพยายามปฏิบัติให้อยู่เหนือโลก พระพุทธเจ้านั้นท่านทรงปฏิบัติจนพระองค์เองทรงพ้นโลกด้วยการตรัสรู้สัมมา สัมโพธิญาณ ในทำนองเดียวกัน ปัญญาก็มีสอง คือ ปัญญาโลกีย์ กับปัญญาโลกุตตระหากเราไม่ภาวนาฝึกปฏิบัติอบรมตนเองถึงจะมีปัญญาปานใด ก็เป็นเพียงปัญญาโลกีย์ เป็นโลกีย์วิสัย จะหลุดพ้นโลกไปไม่ได้ เพราะโลกีย์วิสัยนั้นมันเวียนไปตามโลก เมื่อเวียนคล้อยไปตามโลกจิตก็เป็นโลก คิดอยู่แต่จะหามาใส่ตัว อยู่ไม่เป็นสุข หาไม่รู้จักพอ วิชาโลกีย์ก็เลยกลายเป็นอวิชชา หาใช่วิชชาความรู้แจ้งไม่ มันจึงเรียนไม่จบสักที เพราะมัวไปตามลาภ ตามยศ ตามสรรเสริญ ตามสุข พาใจให้ติดข้อง เป็นกิเลสกองใหญ่เมื่อได้มาก็หึงก็หวง เห็นแก่ตัว สู้ด้วยกำปั้นไม่ได้ ก็คิดสร้างเครื่องจักร เครื่องยนต์ เครื่องกลไก สร้างศาสตราอาวุธ สร้างลูกระเบิดขว้างใส่กัน นี่คือโลกีย์ มันไม่หยุดสักที เรียนไปก็เพื่อจะเอาโลก จะครองโลก ได้อะไรก็หวงอยู่นั่นแหละ นี่คือโลกีย์วิสัย เรียนไปแล้วก็จบไม่ได้มาฝึกทาง โลกกุตตระ โลกุตตระนี้อยู่ได้ยาก ผู้ใดหวังมรรค หวังผล หวังนิพพานจึงจะทนอยู่ได้ จงทำตนให้เป็นคนมักน้อย สันโดษ กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย ทำให้มันหมดโลกีย์ถ้าเชื้อโลกีย์ไม่หมด มันก็ยาก มันยุ่ง ไม่หยุดสักที แม้มาบวชแล้วก็ยังคอยดึงให้ออกไป มันมาคอยปรุงคอยแต่งความรู้อยู่นั่นแล้วทำให้ใจติดข้องอยู่ในกามคุณทั้งห้า คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ อารมณ์ของใจเป็นกาม คือ ความใคร่ในความสุข ความทุกข์ ความดี ความชั่ว สารพัดอย่าง มีแต่กามทั้งนั้นคนไม่รู้จักก็ว่าจะทำสิ่งในโลกนี้ให้มันเสร็จให้มันแล้ว เหมือนคนที่มาเป็นรัฐมนตรีใหม่ ก็คิดว่าตนต้องทำได้ บริหารได้ แล้วก็เอาอะไร ๆ ที่คนเก่าทำไว้ออกไปเสีย เอาวิธีบริหารของตนเข้ามาใช้แทน

ก็เลยต้องได้ หามกันออก หามกันเข้าอยู่อย่างนั้น ไม่ได้เรื่องสักที ที่ว่าจะทำให้เสร็จ มันก็ไม่เสร็จเพราะจะทำให้ถูกใจคนทุกคนนั้น มันทำไม่ได้หรอกคนหนึ่งชอบน้อย คนหนึ่งชอบมาก คนหนึ่งชอบสั้น คนหนึ่งชอบยาว คนหนึ่งชอบเค็ม คนหนึ่งชอบเผ็ด จะให้เหมือนกันนั้นไม่มีในโลกคนอยู่ครองโลก ครองบ้าน ครองเมือง ทำทุกอย่างก็อยากให้มันสำเร็จ แต่ไม่มีทางสำเร็จหรอก เรื่องของโลกมันจบไม่เป็น ถ้าทำตามโลกแล้วจบได้ พระพุทธเจ้าท่านก็คงทรงทำแล้ว เพราะท่านครองโลกอยู่ก่อน แต่นี่มันทำไม่ได้ในเรื่อง ของกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์นั้น รูปอะไรก็ไม่จับใจเท่ารูปหญิง ผู้หญิงรูปร่างบาดตา ก็ชวนมองอยู่แล้ว ยิ่งเดินซ้อกแซ้ก ซ้อกแซ้ก ก็ยิ่งมองเพลินเสียงอะไรจะมาจับใจเท่าเสียงผู้หญิง เป็นไม่มี มันบาดถึงหัวใจ กลิ่นก็เหมือนกัน กลิ่นอะไรก็ไม่เหมือนกลิ่นผู้หญิง ติดกลิ่นอื่นก็ไม่เท่าติดกลิ่นผู้หญิงมันเป็นอย่างนั้นรสอะไรก็ ไม่เหมือน รสข้าว รสแกง รสสารพัดก็ไม่เทียบเท่ารสผู้หญิง หลงติดเข้าไปแล้วถอนได้ยาก เพราะมันเป็นกาม โผฏฐัพพะก็เช่นกัน จับต้องอะไรก็ไม่ทำให้มึนเมาปั่นป่วน จนหัวชนกันเหมือนกับจับต้องผู้หญิงฉะนั้น เมื่อลูกท้าวพญาที่ไปเรียนวิชากับอาจารย์ตักศิลาจนจบแล้ว จะลาอาจารย์กลับบ้าน อาจารย์จึงสอนว่า เวทย์มนต์กลมายาอะไร ๆ ก็สอนให้ บอกให้จนหมดแล้ว เมื่อกลับไปครองบ้านครองเมืองแล้ว มีอะไรมาก็ไม่ต้องกลัว จะสู้ได้หมดทั้งนั้นจะมีสัตว์ประเภทใดมาก็ไม่ต้องกลัว ไม่ว่าจะเป็นสัตว์มีฟันอยู่ในปาก หรือมีเขาอยู่บนหัว มีงวง มีงา ก็คุ้มกันได้ทั้งสิ้น แต่ไม่รับรองอยู่เฉพาะสัตว์จำพวกหนึ่ง ที่เขาไม่ได้อยู่บนหัว แต่หากไปอยู่ที่ห้าอก สัตว์ชนิดนี้ไม่มีมนต์ชนิดใดจะคุ้มกันได้ มีแต่จะต้องคุ้มกันตัวเองรู้จักไหม สัตว์ที่เขาอยู่หน้าอกนั่นแหละ ท่านจึงให้รักษาตัวเอาเองธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจแล้ว ทำให้อยากได้เงิน อยากได้ทอง อยากได้สิ่ง อยากได้ของ ธรรมารมณ์อย่างนั้น ไม่พอให้ล้มตาย แต่ถ้าเป็นธรรมารณ์ที่ชุ่มด้วยน้ำกามเกิดขึ้นแล้ว มันทำให้ลืมพ่อลืมแม่ แม้พ่อแม่เลี้ยงมา ก็หนีจากไปได้โดยไม่คำนึงถึง พอเกิดขึ้นแล้วรั้งไม่อยู่สอนก็ไม่ฟัง

สัตว์ทั้งหลายเมื่อไปติดบ่วงเข้าแล้ว ลำบาก มันผูกไว้ ดึงไว้ รอจนเจ้าของแร้วมาเหมือนกับนกไปติดแร้วเข้า แร้วมันรัดถูกคอ ดิ้นไปไหนก็ไม่หลุดดิ้นปัดไปปัดมาอย่างนั้นแหละ มันผูกไว้คอยนายพรานเจ้าของแร้วครั้นเจ้าของมาเห็นก็จบเรื่อง นั้นแหละพญามาร นกกลัวมาก สัตว์ทั้งหลายกลัวมาก เพราะหนีไปไหนไม่พ้นบ่วงก็เช่นกัน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เป็นบ่วงผูกเอาไว้ เมื่อเราติดในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ก็เหมือนกันกับปลากินเบ็ด รอให้เจ้าของเบ็ดมา ดิ้นไปไหนก็ไม่หลุด อันที่จริงแล้วมันยิ่งกว่าปลากินเบ็ด ต้องเปรียบได้กับกบกินเบ็ด เพราะกบกินเบ็ดนั้น มันกินลงไปถึงไส้ถึงพุง แต่ปลากินเบ็ด ก็กินอยู่แค่ปลาคนติดใน รูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ก็เหมือนกัน แบบคนติดเหล้า ถ้าตับยังไม่แข็ง ไม่เลิก ติดตอนแรก ๆ ก็ยังไม่รู้จักเรื่อง ก็หลงเพลิดเพลินไปเรื่อย ๆ จนเกิดโรคร้ายขึ้นนั่นแหละเป็นทุกข์เหมือนบุรุษผู้หนึ่งหิวน้ำจัด เพราะเดินทางมาไกล มาขอกินน้ำ เจ้าของน้ำก็บอกว่า น้ำนี้จะกินก็ได้ สีมันก็ดี กลิ่นมันก็ดี รสมันก็ดี แต่กินเข้าไปแล้ว มันเมานะ บอกให้รู้เสียก่อน เมาจนตายหรือเจ็บเจียนตายนั่นแหละ แต่บุรุษผู้หิวน้ำก็ไม่ฟัง เพราะหิวมาก เหมือนคนไข้หลังผ่าตัดที่ถูกหมอบังคับให้อดน้ำก็ร้องขอน้ำกินคนหิวในกามก็เหมือนกัน หิวในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ล้วนของเป็นพิษ พระพุทธเจ้าได้บอกไว้ว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์นั้น มันเป็นพิษ เป็นบ่วง ก็ไม่ฟังกัน เหมือนกับบุรุษหิวน้ำผู้นั้น ที่ไม่ยอมฟังคำเตือนเพราะความหิวกระหายมันมีมาก ถึงจะต้องทุกข์ยากลำบากเพียงใด ก็ขอให้ได้กินน้ำเถอะ เมื่อได้กินได้ดื่มแล้ว มันจะเมาจนตายหรือเจียนตายก็ช่างมัน จับจอกน้ำได้ก็ดื่มเอา ดื่มเอา เหมือนกับคนหิวในกาม ก็กินรูป กินกลิ่น กินรส กินโผฏฐัพพะ กินธรรมารมณ์ รู้สึกอร่อยมาก ก็กินเอา กินเอาหยุดไม่ได้ กินจนตาย ตายคากามอย่างนี้ท่านเรียกว่าติดโลกีย์วิสัย ปัญญาโลกีย์ก็แสวงหารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ถึงปัญญาจะดีสักปานใด ก็ยังเป็นปัญญาโลกีย์อยู่นั่นเองสุขปานใดก็แค่สุขโลกีย์ มันไม่สุขเหมือนโลกุตตระ คือมันไม่พ้นโลกการฝึกใน ทางโลกุตตระ คือ ทำให้มันหมดอุปทาน ปฏิบัติให้หมดอุปทาน ให้พิจารณาร่างกายนี่แหละ พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้มันเบื่อ ให้มันหน่ายจนเกิดนิพพิทา ซึ่งเกิดได้ยาก มันจึงเป็นของยาก ถ้าเรายังไม่เห็นก็ยิ่งดูมันยาก

พวกเราทั้งหลายพา กันมาบวช เรียน เขียน อ่าน มาปฏิบัติภาวนา ก็พยายามตั้งใจของตัวเอง แต่ก็ทำได้ยาก กำหนดข้อประพฤติปฏิบัติไว้อย่างนี้อย่างนั้นแล้ว ก็ทำได้เพียงวันหนึ่ง สองวัน หรือแค่สองชั่วโมง สามชั่วโมง ก็ลืมเสียแล้วพอระลึกขึ้นได้ ก็จับมันตั้งไว้อีก ก็ได้เพียงชั่วคราวพอรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ผ่านมา ก็พังไปเสียอีกแล้ว พอนึกได้ ก็จับตั้งอีก ปฏิบัติอีก นี่ เรามักเป็นเสียอย่างนี้เพราะสร้างทำนบไว้ไม่ดี ปฏิบัติไม่ทันเป็นไม่ทันเห็น มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น มันจึงเป็นโลกุตตระไม่ได้ ถ้าเป็นโลกุตตระได้มันพ้นไปจากสิ่งทั้งหลายแล้ว มันก็สงบเท่านั้นเองที่ไม่สงบทุกวันนี้ ก็เพราะของเก่ามันมากวนอยู่ไม่หยุด มันตามมาพัวพัน เพราะมันติดตัวเคยชินเสียแล้ว จะแสวงหาทางออกทางไหนมันก็คอยมาผูกไว้ดึงไว้ ไม่ให้ลืมที่เก่าของมัน เราจึงเอาของเก่ามาใช้ มาชม มาอยู่ มากินกันอยู่อย่างนี้ผู้หญิงก็มีผู้ชายเป็นอุปสรรค  ผู้ชายก็มีผู้หญิงเป็นอุปสรรค มันพอปานกัน ถ้าผู้ชายอยู่กับผู้ชายด้วยกัน มันก็ไม่มีอะไร หรือผู้หญิงอยู่กับผู้หญิงด้วยกัน มันก็อย่างนั้นแหละ แต่พอผู้ชายไปเห็นผู้หญิงเข้า หัวใจมันเต้นติ๊กตั๊ก ติ๊กตั๊ก ผู้หญิงเห็นผู้ชายเข้าก็เหมือนกัน หัวใจก็เต้นติ๊กตั๊ก ติ๊กตั๊ก เพราะมันดึงดูดซึ่งกันและกันนี่ก็เพราะไม่เห็นโทษของมัน หากไม่เห็นโทษแล้ว ก็ละไม่ได้ ต้องเห็นโทษในกามและเห็นประโยชน์ในการละกามแล้ว จึงจะทำได้ หากปฏิบัติยังไม่พ้น แต่พยายามอดทนปฏิบัติต่อไป ก็เรียกว่าทำได้ในเพียงระดับของศีลธรรม แต่ถ้าปฏิบัติได้เห็นชัดแล้ว จะไม่ต้องอดทนเลย ที่มันยากมันลำบากก็เพราะยังไม่เห็นในทางโลก นั้น สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เราทำไว้ ถ้าจวนเสร็จเรียบร้อย เราก็สบายถ้ายังไม่เสร็จก็เป็นห่วงผูกพัน นี่คือโลกีย์ มันผูกพันตามไปอยู่เรื่อย ว่าจะทำให้หมดนั้น มันหมดไม่เป็นหรอก เหมือนกันกับพ่อค้า พบใครก็ว่า ถ้าหมดหนี้หมดสินแล้วจะบวชเมื่อไร จะหมดเป็น เพราะพอหมดหนี้เก่า ก็กู้มาใหม่อีก พ่อค้าก็ไม่มีวันหมดหนี้หมดสิน เมื่อกู้ไม่หยุด แล้วจะหมดได้อย่างไร นี่แหละปัญญาโลกีย์การปฏิบัติของเรานี่ก็ให้เฝ้าดูจิตใจไว้  ข้อวัตรข้อใดมันหย่อน พอเห็น พอรู้สึก ก็ให้ตั้งขึ้นใหม่ ถ้ามันหย่อนอีก ผู้มีสติก็ต้องจับมันตั้งขึ้นอีกส่วนผู้ไม่มีสติก็จะปล่อยไปเลย ผู้มีสติก็ดึงขึ้นมา ทำอยู่อย่างนั้นแหละ เรียกว่าทำไม่รู้จักแล้ว เพราะว่ามันเป็นโลกีย์ มันจึงดึงไปดึงมา อยู่นั่นแหละการมาบวชนั้นเป็นของยาก จะต้องตั้งอกตั้งใจ เป็นผู้มีศรัทธาปฏิบัติไปจนมันรู้ มันเห็นตามความเป็นจริง มันจึงจะเบื่อ เบื่อนั้น ไม่ใช่ชัง ต้องเบื่อทั้งรักทั้งชัง เบื่อทั้งสุขทั้งทุกข์ คือเห็นทุกอย่างไม่เป็นแก่นสารนั่นเอง

ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นซับซ้อน ไม่เห็นได้โดยง่าย ถ้าไม่มีปัญญาแล้ว เห็นไม่ได้ เหมือนเราได้ไม้มาท่อนหนึ่ง เป็นไม้ท่อนใหญ่ แต่ความเป็นจริงไม้ท่อนน้อยก็แทรกอยู่ในไม้ท่อนใหญ่นั้นแหละ หรือได้ไม้ท่อนน้อยมา ไม้ท่อนใหญ่มันก็แทรกอยู่ในนั้นด้วยโดยมากคนเราเห็นไม้ท่อนใหญ่ ก็เห็นแต่ว่ามันใหญ่ เพราะคิดว่าน้อยจะไม่มี ได้ไม้ท่อนน้อยก็เห็นแต่มันน้อย เพราะคิดว่าใหญ่ไม่มีมันไม่มองไปข้างหน้า ไม่มองไปข้างหลัง เมื่อสุขก็นึกว่าจะมีแต่สุข เมื่อทุกข์ก็นึกว่าจะมีแต่ทุกข์ ไม่เห็นว่าทุกข์อยู่ตรงไหน สุขก็อยู่ ที่นั่น สุขอยู่ที่ไหน ทุกข์ก็อยู่ที่นั้น ไม่เห็นว่าใหญ่อยู่ที่ไหน น้อยก็อยู่ที่นั้น น้อยอยู่ที่ไหน ใหญ่ก็อยู่ที่นั่น ให้คิดเห็นอย่างนั้นคนเราไม่รู้จักคิดย้อนหน้าย้อนหลัง เห็นแต่หน้าเดียวไปเลย จึงไม่จบสักที ทุกอย่างมันต้องเห็นสองหน้า มีความสุขเกิดขึ้นมา ก็อย่าลืมความทุกข์ ทุกข์เกิดขึ้นมา ก็อย่าลืมสุข มันเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน เช่นว่า อาหารนั้นเป็นคุณแก่มนุษย์แก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นประโยชน์แก่ร่างกายอย่างนี้ เป็นต้นแต่ความเป็นจริงอาหารเป็นโทษก็มีเหมือนกัน มิใช่มันจะให้คุณแต่อย่างเดียว มันให้โทษด้วยก็มี เมื่อใดเราเห็นคุณ ก็ต้องเห็นโทษของมันด้วย เห็นโทษก็ต้องเห็นคุณด้วย เมื่อใดมีความชัง ก็ให้นึกถึงความรัก คิดได้อย่างนี้ จะทำให้จิตใจของเรา ไม่ซวนเซไปมาได้อ่านหนังสือของเซ็นที่พวกเซ็นเขาแต่ง พวกเซ็นเป็นพวกมุ่งปฏิบัติ เขาไม่ใคร่สอนกันเป็นคำพูดนัก เป็นต้นว่าพระเซ็นรูปหนึ่งนั่งหาวอนขณะภาวนาอาจารย์ก็ถือไม้มาฟาดเข้าที่ กลางหลัง ลูกศิษย์ที่ถูกตีก็พูดว่า ขอบคุณครับ เซ็นเขาสอนกันอย่างนั้น สอนให้เรียนรู้ด้วยการกระทำวันหนึ่งพระเซ็นนั่งประชุมกัน ธงที่ปักอยู่ข้างนอกก็โบกปลิวอยู่ไปมา พระเซ็นสององค์ก็เกิดปัญหาขึ้นว่า ทำไมธงจึงโบกปลิวไปมา องค์หนึ่งว่าเพราะมีลม อีกองค์ก็ว่า เพราะมีธงต่างหาก ต่างก็โต้เถียงโดยยึดความคิดเห็นของตน อาจารย์ก็เลยตัดสินว่า มีความเห็นผิดด้วยกันทั้งคู่ เพราะความจริงแล้วธงก็ไม่มี ลมก็ไม่มีนี่ต้องปฏิบัติให้ได้อย่างนี้ อย่าให้มีลม อย่าให้มีธง ถ้ามีธงก็ต้องมีลม ถ้ามีลมก็ต้องมีธง มันก็เลยจบกันไม่ได้สักที น่าเอาเรื่องนี้มาพิจารณา วางให้มันว่างจากลม ว่างจากธง ความเกิดไม่มี ความแก่ไม่มี ความเจ็บความตายไม่มี มันว่าง ที่เราเข้าใจว่าธง เข้าใจว่าลมนั้น มันเป็นแต่ความรู้สึกที่สมมติขึ้นมาเท่านั้น ความจริงมันไม่มี น่าจะเอาไปฝึกใจของเราในความ ว่างนั้น มัจจุราชตามไม่ทันความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ตามไม่ทัน มันหมดเรื่องถ้าไป เห็นว่า มีธงอยู่ ก็ต้องมีลมมาพัด ถ้ามีลมอยู่ ก็ต้องไปพัดธง มันไม่จบสักที เพราะความเห็นผิด แต่ถ้าเป็นสัมมาทิฐิ ความเห็นชอบแล้ว ลมก็ไม่มี ธงก็ไม่มี ก็เลยหมด หมดเรา หมดเขา หมดความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย หมดทุกอย่างถ้าเป็น โลกีย์วิสัย ก็สอนกันไม่จบ ไม่แล้วสักที เราฟังก็ว่ายาก เพราะมันเป็นปัญญาโลกีย์ หากเราพิจารณาได้ เราก็มีปัญญามาก พระพุทธเจ้าของเราก็เหมือนกัน เมื่อตอนที่ท่านครองโลกอยู่ ท่านก็มีปัญญาโลกีย์ ต่อเมื่อท่านมีปัญญามากเข้า ท่านจึงดับโลกีย์ได้ เป็นโลกุตตระ เป็นผู้เลิศในทางโลกไม่มีใครเหมือนท่านถ้าเราทำความคิดไว้ในใจ ให้ได้ดังนี้ เห็นรูปก็ว่า รูปไม่มี ได้ยินเสียงก็ว่า เสียงไม่มี ได้กลิ่นก็ว่า กลิ่นไม่มี ลิ้มรสก็ว่า รสไม่มี มันก็หมด ที่เป็นรูปนั้น ก็เป็นเพียงความรู้สึก ได้ยินเสียง ก็สักแต่ว่าความรู้สึก ที่มีกลิ่น ก็สักแต่ว่ามีกลิ่น เป็นเพียงความรู้สึก รสก็เป็นแต่เพียงความรู้สึก แล้วก็หายไปตามความเป็นจริง ก็ไม่มี

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ นี้เป็นโลกีย์ ถ้าเป็นโลกุตตระแล้ว รูปไม่มี เสียงไม่มี กลิ่นไม่มี รสไม่มี โผฏฐัพพะไม่มี ธรรมารมณ์ไม่มี เป็นแต่ความรู้สึกเกิดขึ้นเท่านั้น แล้วก็หายไป ไม่มีอะไร เมื่อไม่มีอะไร ตัวเราก็ไม่มี ตัวเขาก็ไม่มีเมื่อตัว เราไม่มี ของเราก็ไม่มี ตัวเขาไม่มี ของเขาก็ไม่มี ความดับทุกข์นั้นเป็นไปในทำนองนี้ คือไม่มีใครจะไปรับเอาทุกข์ แล้วใครจะเป็นทุกข์ ไม่มีใครไปรับเอาสุข แล้วใครจะเป็นสุขนี่พอทุกข์เข้าก็เรียกว่า เราทุกข์ เพราะเราไปเป็นเจ้าของมันก็ทุกข์ สุขเกิดขึ้นมา เราก็ไปเป็นเจ้าของสุข มันก็สุข ก็เลยยึดมั่นถือมั่น อันนั้นแหละเป็นตัว เป็นตน เป็นเรา เป็นเขา ขึ้นมาเดี๋ยวนั้น มันก็เลยเป็นเรื่องเป็นราวไปอีกไม่จบ
การที่พวกเราทั้งหลายออกจากบ้านมาสู่ป่า ก็คือมาสงบอารมณ์ นี่ออกมาเพื่อสู้ ไม่ใช่หนีมาเพื่อหนี ไม่ใช่เพราะเราแพ้เราจึงมาคนที่อยู่ในป่าแล้วก็ไปติดป่า คนอยู่ในเมือง แล้วก็ไปติดเมืองนั้น เรียกว่า คนหลงป่า คนหลงเมืองพระพุทธเจ้าท่านว่า ออกมาอยู่ป่าเพื่อกายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวกต่างหาก ไม่ใช่ให้มาติดป่า มาเพื่อฝึก เพื่อเพาะปัญญา มาเพาะให้เชื้อปัญญามันมีขึ้น อยู่ในที่วุ่นวาย เชื้อปัญญามันเกิดขึ้นยาก จึงมาเพาะอยู่ในป่า เท่านั้นเอง เพาะเพื่อจะกลับไปต่อสู้ในเมืองเราหนี รูป หนีเสียง หนีกลิ่น หนีรส หนีโผฏฐัพพะ หนีธรรมารมณ์มาอย่างนี้ ไม่ใช่หนีเพื่อจะแพ้สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ หนีมาเพื่อฝึก หรือมาเพาะให้ปัญญาเกิด แล้วจะกลับไปรบกับมัน จะกลับไปต่อสู้กับมัน ด้วยปัญญาไม่ใช่เข้าไปอยู่ในป่าแล้ว ไม่มีรูป เสียง กลิ่น รส แล้วก็สบาย ไม่ใช่อย่างนั้นแต่ต้องการจะมาฝึก เพาะเชื้อปัญญาให้เกิดขึ้นในป่า ในที่สงบ เมื่อสงบแล้วปัญญาจะเกิดเมื่อใคร่ครวญพิจารณาแล้ว ก็จะเห็นว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์นั้น เป็นปฏิปักษ์ต่อเรา ก็เพราะเราโง่ เรายังไม่มีปัญญา แต่ความเป็นจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้คือครูสอนเราอย่างดีเมื่ออยู่ในป่าแล้ว อย่าไปยึดป่า อย่ามีอุปทานในป่า เรามานี้เพื่อมาทำให้ปัญญาเกิด ถ้ายังไม่มีปัญญา ก็จะเห็นว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ นั้นเป็นปฏิปักษ์กับเรา เป็นข้าศึกของเราถ้าปัญญาเกิดขึ้นแล้ว รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ นั้นไม่ใช่ข้าศึก แต่เป็นสภาวะที่ให้ความรู้ความเห็นแก่เราอย่างแจ้งชัด เมื่อสามารถกลับความเห็นอย่างนี้ แสดงว่าปัญญาได้เกิดขึ้นแล้วยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างไก่ป่า เราก็รู้กันทุกคนว่า ไก่ป่านั้นเป็นอย่างไร สัตว์ในโลกนี้ที่จะกลัวมนุษย์ ยิ่งไปกว่าไก่ป่านั้นไม่มีแล้ว เมื่อมาอยู่ในป่านี้ ครั้งแรก ก็เคยสอนไก่ป่า เคยเฝ้าดูมัน แล้วก็ได้ความรู้จากไก่ป่าหลายอย่าง

ครั้งแรกมันมาเพียงตัวเดียว เดินผ่านมา เราก็เดินจงกรมอยู่ในป่า มันจะเข้ามาใกล้ ก็ไม่มองมัน มันจะทำอะไร ก็ไม่มองมัน ไม่ทำกิริยาอันใดกระทบกระทั่งมันเลย ต่อไปก็ลองหยุดมองดูมัน พอสายตาเราไปถูกมันเข้า มันวิ่งหนีเลย แต่พอเราไม่มอง มันก็คุ้ยเขี่ยหาอาหารกิน ตามเรื่องของมัน แต่พอมองเมื่อไร ก็วิ่งหนีเมื่อนั้นนานเข้าสักหน่อย มันคงเห็นความสงบของเรา จิตใจของมันก็เลยว่าง แต่พอหว่านข้าวให้เท่านั้น ไก่มันก็หนีเลย ก็ช่างมัน ก็หว่านทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ เดี๋ยวมันก็กลับมาที่ตรงนั้นอีกแต่ยังไม่กล้ากินข้าวที่หว่านไว้ให้ มันไม่รู้จัก นึกว่าเราจะไปฆ่าไปแกงมัน เราก็ไม่ว่าอะไร กินก็ช่าง ไม่กินก็ช่างไม่สนใจกับมันไม่ช้ามันก็ได้ไปคุ้ยเขี่ยหากินตรงนั้น มันคงเริ่มมีความรู้สึกของมันแล้ว วันต่อมาก็มาตรงนั้นอีก มันก็ได้กินข้าวอีก พอข้าวหมด ก็หว่านไว้ให้อีก แต่เมื่อทำซ้ำอยู่อย่างนี้เรื่อย ๆ ตอนหลังมันก็เพียงแต่เดินหนีไปไม่ไกล แล้วก็กลับมากินข้าวที่หว่านให้นั้น นี่ก็ได้เรื่องแล้วตอนแรก ไก่มันเห็นข้าวสารเป็นข้าศึก เพราะมันไม่รู้จัก เพราะมันดูไม่ชัด มันจึงวิ่งหนีเรื่อยไป ต่อมามันเชื่องเข้า จึงกลับมาดูตามความเป็นจริงก็เห็นว่า นี่ข้าวสารนี่ ไม่ใช่ข้าศึก ไม่มีอันตราย มันก็มากินจนตลอดทุกวันนี้ นี่เรียกว่า เราก็ได้ความรู้จากมันเราออกมา อยู่ในป่า ก็นึกว่า รูป เสียง กลิ่น รสโผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ในบ้าน เป็นข้าศึกต่อเรา จริงอยู่ เมื่อเรายังไม่รู้ มันก็เป็นข้าศึกจริง ๆ แต่ถ้าเรารู้ตามความเป็นจริงของมันแล้ว ก็เหมือนไก่รู้จักข้าวสารว่า เป็นข้าวสาร ไม่ใช่ข้าศึก ข้าศึกก็หายไปเรากับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมมารมณ์ ก็เหมือนกันฉันนั้น มันไม่ใช่ข้าศึกของเราหรอก แต่เพราะเราคิดผิด เห็นผิด พิจารณาผิด จึงว่ามันเป็นข้าศึก ถ้าพิจารณาถูกแล้ว ก็ไม่ใช่ข้าศึก แต่กลับเป็นสิ่งที่ให้ความรู้ให้วิชา ให้ความฉลาดแก่เราต่างหากแต่ถ้า ไม่รู้ ก็คิดว่าเป็นข้าศึก เหมือนกันกับไก่ ที่เห็นข้าวสารเป็นข้าศึกมันนั่นแหละ ถ้ายังเห็นข้าวสารเป็นข้าวสารแล้ว ข้าศึกมันก็หายไป พอเป็นอย่างนี้ ก็เรียกว่า ไก่มันเกิดวิปัสสนาแล้ว เพราะมันรู้ตามเป็นจริง มันจึงเชื่อง ไม่กลัว ไม่ตื่นเต้นเรานี้ก็เหมือนกันฉันนั้น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์นี้ เป็นเครื่องให้เราตรัสรู้ธรรมะ เป็นที่ให้ข้อคิดแก่ผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ถ้าเราเห็นชัดตามความเป็นจริงแล้ว ก็จะเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่เห็นชัด ก็จะเป็นข้าศึกต่อเราตลอดไป แล้วเราก็จะหนีไปอยู่ป่าเรื่อย ๆอย่านึกว่า เรามาอยู่ป่าแล้ว ก็สบายแล้ว อย่าคิดอย่างนั้น อย่าเอาอย่างนั้น อยากเอาความสงบแค่นั้น ว่าเราไม่ค่อยได้เห็นรูป ไม่ได้ยินเสียง ไม่ได้กลิ่น ไม่ได้รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์แล้ว เราก็อยู่สบายแล้ว อย่าคิดเพียงแค่นั้น ให้คิดว่า เรามาเพื่อเพาะเชื้อปัญญาให้เกิดขึ้น เมื่อมีปัญญารู้ตามความเป็นจริงแล้วก็ไม่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่ต่ำ ๆ สูง ๆพอถูก อารมณ์ดี ก็เป็นอย่างหนึ่ง ถูกอารมณ์ร้าย ก็เป็นอย่างหนึ่ง ถูกอารมณ์ที่ชอบใจ ก็เป็นอย่างหนึ่ง  ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็แสดงว่ายังเป็นข้าศึกอยู่ ถ้าหมดข้าศึกแล้ว มันจะเสมอกัน ไม่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่ต่ำ ๆ สูง ๆ

รู้เรื่องของโลกว่า มันอย่างนั้นเองเป็นโลกธรรม โลกธรรมเลยเปลี่ยนเป็นมรรค โลกธรรมมีแปดอย่าง มรรคก็มีแปดอย่างโลกธรรมอยู่ที่ไหน มรรคก็อยู่ที่นั่น ถ้ารู้แจ้งเมื่อใด โลกธรรมเลยกลายเป็นมรรคแปด ถ้ายังไม่รู้ มันก็ยังเป็นโลกธรรมเมื่อสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้น ก็เป็นดังนี้ มันพ้นทุกข์อยู่ที่ตรงนี้ไม่ใช่พ้นทุกข์โดยวิ่งไปที่ตรงไหนฉะนั้น อย่าพรวดพราดการภาวนาต้องค่อย ๆ ทำการทำความสงบต้องค่อย ๆ ทำ มันจะสงบไปบ้างก็เอา มันจะไสสงบไปบ้างก็เอา เรื่องจิตมันเป็นอย่างนั้น เราก็อยู่ของเราไปเรื่อย ๆบางครั้งปัญญามันก็ไม่เกิด ก็เคยเป็นเหมือนกันเมื่อไม่มีปัญญา จะไปคิดให้ปัญญามันเกิด มันก็ไม่เกิด มันเฉย ๆ อยู่อย่างนั้นก็เลยมาคิดใหม่เราจะพิจารณาสิ่งที่ไม่มี มันก็ไม่ได้ เมื่อไม่มีเรื่องอะไรก็ไม่ต้องไปแก้มันไม่มีปัญหาก็ไม่ต้องไปแก้มันไม่ต้องไปค้นมันอยู่ไปเฉย ๆ ธรรมดา ๆ อย่างนั้นแหละแต่ต้องอยู่ด้วยความมีสติสัมปชัญญะอยู่ด้วยปัญญาไม่ใช่อยู่เพลินไปตามอารมณ์ อยู่ด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติของเราไปเรื่อย ๆ ถ้ามีเรื่องอะไรมา ก็พิจารณา ถ้าไม่มี ก็แล้วไปได้ไปเห็นแมงมุมเป็นตัวอย่างแมงมุมทำรังของมันเหมือนข่าย มันสานข่ายไปขึงไว้ตามช่องต่าง ๆ เราไปนั่งพิจารณาดูมันทำข่ายขึงไว้เหมือนจอหนังเสร็จแล้วมันก็เก็บตัวมันเอง เงียบอยู่ตรงกลางข่าย ไม่วิ่งไปไหน พอมีแมลงวันหรือแมลงอื่น ๆ บินผ่านข่ายของมันพอถูกข่ายเท่านั้นข่ายก็สะเทือน พอข่ายสะเทือนปุ๊บ มันก็วิ่งออกจากรังทันที ไปจับตัวแมลงไว้เป็นอาหาร เสร็จแล้วมันก็เก็บตัวไว้ที่กลางข่ายตามเดิม ไม่ว่าจะมีผึ้งหรือแมลงอื่นใดมาถูกข่ายของมัน พอข่ายสะเทือน มันก็วิ่งออกมาจับแมลงนั้น แล้วก็กลับไปเกาะนิ่งอยู่ที่ตรงกลางข่ายไม่ให้ใครเห็นทุกทีไปพอได้เห็นแมงมุมทำอย่านั้น เราก็มีปัญญาแล้ว อายตนะทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้ ใจอยู่ตรงกลาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย แผ่พังพานออกไป อารมณ์นั้นเหมือนแมลงต่าง ๆ พอรูปมา ก็มาถึงตา เสียงมา ก็มาถึงหู กลิ่นมา ก็มาถึงจมูก รสมา ก็มาถึงลิ้น โผฏฐัพพะมาก็มาถึงกาย ใจเป็นผู้รู้จักมันก็สะเทือนถึงใจ เท่านี้ก็เกิดปัญญาแล้วเราจะอยู่ด้วยการเก็บตัวไว้ เหมือนแมงมุม ที่เก็บตัวไว้ในข่ายของมัน ไม่ต้องไปไหน พอแมลงต่าง ๆ มาผ่านข่าย ก็ทำให้สะเทือนถึงตัว รู้สึกได้ ก็ออกไปจับแมลงไว้ แล้วก็กลับไปอยู่ที่เดิมไม่แตกต่างอะไรกับใจของเราเลยอยู่ตรงนี้ให้อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะอยู่ด้วยความระมัดระวังอยู่ด้วยปัญญา อยู่ด้วยความคิดที่ถูกต้อง เราอยู่ตรงนี้ เมื่อไม่มีอะไร เราก็อยู่เฉย ๆ แต่ไม่ใช่อยู่ด้วยความประมาท

ถึงเราจะไม่เดินจงกรมไม่นั่งสมาธิไม่อะไรก็ช่างเถิด แต่เราอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ อยู่ด้วยความระมัดระวัง อยู่ด้วยปัญญาไม่ใช่อยู่ด้วยความประมาท นี่เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่เราจะนั่งตลอดวันตลอดคืน เอาแต่พอกำลังของเรา ตามสมควรแก่ร่างกายของเราแต่เรื่องจิตนี้ เป็นของสำคัญมาก ให้รู้อายตนะว่า มันส่งส่ายเข้ามาเป็นอย่างไร ให้รู้จักสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เหมือนแมงมุมที่พอข่ายสะเทือนมันก็วิ่งไปจับเอาตัวแมลงได้ทันทีฉะนั้น เมื่ออารมณ์มากระทบอายตนะ มันก็มาถึงจิตทันที เมื่อไปจับผ่านทุกข์ ก็ให้เห็นมันโดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้วจะเอามันไว้ที่ไหนล่ะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหล่านี้ ก็เอาไปไว้เป็นอาหารของจิตของเรา ถ้าทำได้อย่างนี้มันก็หมดเท่านั้นแหละจิตที่มี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นอาหารเป็นจิตที่กำหนดรู้เมื่อรู้ว่าอันนั้นเป็นอนิจจังมันไม่เที่ยงทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตา  ก็ไม่ใช่เราแล้วดูมันให้ชัดมันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่เป็นแก่นสาร จะเอามันไปทำไม มันไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของเรา จะไปเอาอะไรกับมัน มันก็หมดตรงนี้ดูแมงมุมแล้ว ก็น้อมเข้ามาหาจิตของเรา เราก็เหมือนกันเท่านั้น ถ้าจิตเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  มันก็วาง ไม่เป็นเจ้าของสุขไม่เป็นเจ้าของทุกข์อีกแล้ว ถ้าเห็นชัดได้อย่างนี้ มันก็ได้ความเท่านั้นแหละ จะทำอะไร ๆ อยู่ก็สบาย ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว มีแต่การภาวนาจะเจริญยิ่งขึ้นเท่านั้นถ้าทำอย่างนี้อยู่ด้วยความระมัดระวัง ก็เป็นการที่เราจะพ้นจากวัฏสารได้ ที่เรายังไม่พ้นจากวัฏสงสาร ก็เพราะยังปรารถนาอะไร ๆ อยู่ทั้งนั้นการไม่ทำผิด ไม่ทำบาปนั้น มันอยู่ในระดับศีลธรรม เวลาสวดมนต์ก็ว่า ขออย่าให้พลัดพรากจากของที่รักที่ชอบใจอย่างนี้ มันเป็นธรรมของเด็กน้อย เป็นธรรมของคนที่ยังปล่อยอะไรไม่ได้ นี่คือความปรารถนาของคน ปรารถนาให้อายุยืน ปรารถนาไม่อยากตาย ปรารถนาไม่อยากเป็นโรค ปรารถนาไม่อยากอย่างนั้นอย่างนี้ นี่แหละความปรารถนาของคน
ยัม ปิจฉัง นะละภะติ ตัมปิทุกขัง ความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ นี่แหละมันสับหัวเข้าไปอีก มันเป็นเรื่องปรารถนาทั้งนั้น ไม่ว่าใครก็ปรารถนาอย่างนั้นทุกคน ไม่เห็นมีใครอยากหมด อยากจนจริง ๆสักคน
การปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งละเอียดผู้มีกิริยานุ่มนวล สำรวม ปฏิบัติไม่เปลี่ยนแปลงสม่ำเสมออยู่เรื่อยนั่นแหละจึงจะรู้จักมันจะเกิดอะไรก็ช่างมันเถิดขอแต่ให้มั่งคงแน่วแน่เอาไว้ อย่าซวนเซหวั่นไหวใจของเรานี่มันอยู่ในกรง ยิ่กว่านั้นมันยังมีเสือที่กำลังอาละวาดอยู่ในกรงนั้นด้วย ใจที่มันเอาแต่ใจของเรานี้ ถ้าหากมันไม่ได้อะไรตามที่มันต้องการแล้ว มันก็อาละวาด เราจะต้องอบรมใจด้วยการปฏิบัติภาวนาด้วยสมาธิ นี่แหละที่เราเรียกว่า การฝึกหัวใจคำว่า ทิ้ง หรือ ปล่อยวาง ไม่ใช่ไม่ต้องปฏิบัติ แต่หมายความว่า ให้ปฏิบัติ การละ - การปล่อยวางนั่นแหละ


จบตอนสองหน้าของสัจธรรม :46: :46: :46:





[1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 154
Powered by Blog by Tairomdham

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham