กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10
1
บทความ (Blog) / วันที่ฉันเข้าโรงพยาบาลบ้า
« กระทู้ล่าสุด โดย ปู เมื่อ เมื่อวานนี้ เวลา 10:20:10 PM »


https://paravee2546.blogspot.com/


ชายหนุ่มไม่อายที่จะบอกว่า ตัวเองเป็นศิษย์เก่ารั้วหลังคาแดง ทุกวันนี้เขาพูดคุยสนทนาได้เป็นปกติ และบอกด้วยว่า โรงพยาบาลบ้า ช่วยต่อชีวิตให้เขาทันที ที่บานประตูไฟฟ้าเลื่อนปิด บรรยากาศวิเวกวังเวงของ หลังคาแดงยาม ค่ำคืน ชวนให้ใจนึกหวาดหวั่นผมคิด ถูกหรือเปล่าที่เข้ามาในนี้ ? ชายหนุ่มในชุดคนไข้หันมารำพึงกับเจ้าหน้าที่ ไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้นหน้าที่อยู่บ้าน ดูแลแม่ ไปวัน ๆ คล้ายจะเป็นอาชีพเดียวในชีวิต ถึงวันที่เสียแม่ไปอย่างไม่มีวันกลับ อีกหนึ่งชีวิตที่เหลืออยู่ยิ่งกว่าตายทั้งเป็น ทั้งวันเขาจมอยู่กับโลกใบเก่า เอาแต่โทษตัวเองนึกเสียใจไปต่าง ๆ นานา หนักเข้ากินไม่ได้นอนไม่หลับ ใจคิดแต่อยากจะหมดทุกข์หมดโศกหลุดไปให้พ้น ๆ จากโลกใบนี้ -1 - มาที่นี่ผมรู้สึกเหมือนได้ ต่อชีวิตนะชายคนเดียวกันค่อย ๆ เล่าย้อนลำดับเหตุการณ์ หลังจากหอบสังขารนั่งรถมาพบหมอเพียงลำพัง ในขณะที่

คนไข้หลายคนมาที่นี่เพราะญาตินำตัวมาส่ง ช่วงนั้นอึดอัดมาก คิดว่าต้องหาใครสักคนมาช่วย จะพูดคุยกับพี่น้องด้วยกันคงลำบาก ก่อนจะมาที่นี่ผมเคยไปหาหมอดัง ๆ แพง ๆ แล้วสู้ไม่ไหว เรื่องบางเรื่องในชีวิตที่โรงเรียนไม่เคยสอน เขาเพิ่งได้ค้นพบและเรียนรู้มันตอนโตเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคน จากประสบการณ์ครึ่งเดือนของชีวิต ผู้ป่วยใน ที่สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยาด้วยอาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าขั้น รุนแรง ก่อนจะย้ายมาเป็นคนไข้ไป - กลับเข้าออกโรงพยาบาลรักษาตัวติดต่อกัน 2-3 ปี ค่อยๆ ลดความถี่เหลือเพียงพบแพทย์เพื่อติดตามอาการทุก ๆ 2 เดือนตัวเขามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างจากวัน นั้น? อย่างน้อยๆ ชุดที่สวมวันนี้ก็ไม่ใช่ชุดคนไข้ แต่เป็นเสื้อเชิ้ตสีสบายตาที่บรรจงเลือกมาจากบ้าน อย่างน้อยมีรอยยิ้มบนใบหน้าไม่ใช่มีแต่รอยน้ำตาเหมือนอย่างที่เคยเป็น แม้โลกที่เจอข้างนอกจะไม่ได้มีราบรื่นแฮปปี้เอนดิ้งไปทุกอย่าง ยังมีหลายคนที่จินตนาการภาพคนไข้ ในหลังคาแดง แล้วนึกถึงภาพมนุษย์นัยน์ตาขวาง ผมเผ้ายุ่งเหยิง วิ่งพล่านอาละวาดไปทั่ว หรือไม่ก็นั่งยิ้มหัวเราะร่าอย่างไม่มีเหตุผลจริง ๆ แล้วไม่ใช่ทุกคนที่จะป่วยหนักเช่นนั้น ช่วงนั้นผมรู้สึกตัวหมดนะ อาจจะมีบางส่วนเบลอ ๆ ไปบ้าง ได้เข้าไปอยู่ในนั้นเหมือนเปิดโลกทัศน์อีกใบ เหมือนผมได้มาพักผ่อนได้มีเพื่อนคุย และรู้ว่าคนเราไม่ได้ป่วยหนักกันทุกคน สองสัปดาห์ที่นั่นช่วยให้ผมลืมเหตุการณ์เดิม ๆ ไปได้บ้าง แก้ไขเมื่อ


กรณีของผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง จะคิดสั้น ทำร้ายตัวเอง เช่นเดียวกับชายที่นั่งคุยกับเราในวันนั้น เป็นหนึ่งในอาการป่วยที่แพทย์จะวินิจฉัยให้รับเข้ามาเป็น "ผู้ป่วยใน" พักฟื้นฟูสภาพจิตในโรงพยาบาล จนกว่าจะแน่ใจว่าไว้ใจได้ ถึงจะอนุญาตให้กลับบ้าน และรักษาแบบไป-กลับ เรามีคนไข้ในประมาณ 500 เตียง ซึ่งมักเต็มตลอด และบางครั้งก็อาจจะล้น" นพ.สินเงิน สุขสมปอง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา กล่าว แม้ความแออัดจะลดลงเยอะกว่าหลายสิบ ปีก่อนที่เคยมียอดคนไข้ในทะลุขึ้นไป เกือบ 2,000 คน เพราะมีการเจรจาทำความเข้าใจ สร้างการยอมรับให้สามารถ "จำหน่าย" ผู้ป่วยหลายรายกลับคืนสู่ครอบครัวและสังคม แต่ก็ยังหลงเหลือคนไข้ "ค้าง วอร์ด" อีกหลายสิบรายอยู่ในโรงพยาบาล รุ่นเก่าแก่ที่สุดที่ยังมีชีวิตเข้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ราวๆ พ.ศ.2500 หรือกว่า 50 ปีที่แล้ว ถูกญาติมาส่งทิ้งไว้ตั้งแต่เป็นสาวๆ จนเดี๋ยวนี้กลายเป็นคุณยายที่อยู่ในชุดคนไข้ โดยทั่วไปแล้ว คนไข้จะรักษาตัวอยู่ในโรง พยาบาลเฉลี่ยคนละ 3-4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความมากน้อยของอาการ บางรายอาจต้องอยู่นานหลายเดือน โดยเฉพาะคนไข้ที่มีอาการซึมเฉยและแยกตัว บ่อยครั้งที่พบว่ากว่าคนไข้หรือครอบ ครัวจะรู้ว่า "ป่วยทางจิต" และมาถึงโรงพยาบาลก็ต่อเมื่อมีอาการ "ชัด"แล้ว บางคนประสาทหลอนว่ามีคนจะมาทำร้าย หนักเข้าถึงขั้นคลุ้มคลั่ง อาละวาดทำลายข้าวของ ทำร้ายตัวเอง ทุกวันนี้แทบจะพูดได้ว่า 100 เปอร์เซ็นต์ของคนไข้ที่เข้าโรงพยาบาล จะใช้การรักษาด้วยยาเป็นหลักควบคู่กับฟื้นฟูจิตใจผ่านกิจกรรมกลุ่มบำบัดแต่ในรายที่อาการหนักมากๆ เช่นผู้ป่วยคลุ้มคลั่ง ก้าวร้าวรุนแรง นพ.สินเงินเล่าว่า โรงพยาบาลจะต้องจำกัดพฤติกรรมคนไข้ด้วยการผูกมัด หรือแยกไปอยู่ในห้องที่จำกัดบริเวณ เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยสามารถทำร้ายคนอื่นร่วมกับวิธีการใช้ยา


แต่ถ้าความร่วมมือในการกินยา ไม่ดี ทีมแพทย์และพยาบาลก็อาจจำเป็นต้องใช้การฉีดยา รวมไปถึงการรักษาด้วยกระแสไฟฟ้าที่ติด ไว้ที่ขมับสองข้าง ซึ่งจะช่วยทำให้อาการของคนไข้สงบเร็วขึ้น หมอยังเล่าให้ฟังถึงเคสหนึ่งที่น่าสนใจและเป็นความภูมิใจ คือเรื่องราวของชายเสียสติไม่ทราบชื่อวัน ๆ เร่ร่อนอยู่ใต้สะพานลอย จนไปก่อความเดือดร้อน โดนตำรวจพามาส่งในสภาพเนื้อตัวสกปรกมอมแมมโรงพยาบาลจับมาตัดผมเผ้า ขัดสีฉวีวรรณ ให้ยารักษาอยู่นานหลายเดือนจนเริ่มฟื้นฟูความจำ จากอาการซึมเฉย เริ่มจำได้และเล่าถึงโรงเรียนที่เขาเคยเรียนสมัยเด็ก ๆ จนโรงพยาบาลติดต่อไปพบกับครอบครัวผู้ป่วยที่จ.สุราษฎร์ธานี ทางบ้านดีใจมากรีบมารับตัวกลับบ้านหลังจากลูกชายหายออกจากบ้านไป 2 ปีจนคิดว่าเสียชีวิตไปแล้ว คนไข้ที่เคยคลั่งแล้วหายจริง ๆ มีเยอะมาก หายในที่นี้มีหลายระดับหายแล้วเรื้อรัง หายแล้วมีโอกาสเป็นซ้ำหายแล้วกลับไปเหมือนเดิม แต่ถ้าพูดถึงการรักษาจนอาการดีขึ้นถึงขั้นกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้มี เยอะมากเรียกว่าเกือบจะ 100 เปอร์เซ็นต์ มีน้อยมากที่ยิ่งรักษาไปแล้วอาการไม่ดีขึ้น บนชั้น 3 อาคารวิจัยภายในสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ที่นั่นมีอวัยวะส่วน "สมอง"ที่ ถูกผ่าออกจากร่างไร้วิญญาณของผู้ป่วยจิตเวช ถูกนำมาดองไว้ในโหลแก้วนับสิบๆ โหลสำหรับศึกษาเปรียบเทียบความผิดปกติของสมอง ภายในพิพิธภัณฑ์ "สมองมนุษย์" ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่สำหรับโรคจิตบางประเภทถึงจะผ่าสมองออกมาดู ก็อาจไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร นพ.สินเงิน เล่าว่า นอกจากสาเหตุโรคทางกายที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางสมองจนเกิดอาการทาง จิต เช่น โรคลมชัก ไข้มาเลเรียขึ้นสมอง ฯลฯ ปัจจุบันมาถึงยุคที่ทางการแพทย์เชื่อ กันว่า สาเหตุสำคัญของอาการโรคจิต เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติของสารชีวเคมีในสมอง เช่น ในผู้ป่วยอาการโรคซึมเศร้าที่พบว่ามีสารชีวเคมีในสมองที่เปลี่ยนแปลง ถ้าถามว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดความวิปริตของสารเคมีในสมอง คุณหมอสินเงินตอบว่า มาได้จากทั้งสภาพแวดล้อม ภาวะความเครียด และต้องมองย้อนให้ลึกไปถึงทุกๆ องค์ประกอบ เช่น พื้นฐานจิตใจที่หล่อหลอมคนๆนั้นตั้งแต่เด็กซึ่งเกี่ยวข้องตั้งแต่พื้นฐานการเลี้ยงดู แม้กระทั่งประสบการณ์ในรั้วโรงเรียน ในทางการแพทย์เชื่อว่า เด็กที่โตขึ้นมาจากการเลี้ยงดูที่ขาดการฝึกทักษะให้ปรับตัวเข้ากับการ เปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม หรือพูดภาษาง่าย ๆ ว่า จิตใจไม่ยืดหยุ่น จะมีแนวโน้ม

ของการป่วยทางจิตเวชได้ง่าย สัมพันธภาพระหว่างตัวเรากับคนรอบข้าง ก็เป็นอีกตัวที่ช่วยยึดโยงชีวิต จิตแพทย์คนเดิม เปรียบเทียบว่าคนเราเหมือนของที่ถูกยึดโยงไว้ด้วยเชือกหลายเส้นเชือกแต่ละเส้นหมายถึงความสัมพันธ์กับผู้คนที่น่าเป็นห่วง คือ ในสภาพสังคมต่างคนต่างอยู่ยุคปัจเจกนิยม ดูเหมือนเส้นยึดโยงระหว่างเราแต่ละคนจะลดน้อยลงจนเหลือน้อยเส้น มีคนไข้จำนวนไม่น้อยที่ผ่านพ้น ออกจากรั้ว"หลังคาแดง" ได้เรียนรู้เรื่องใหญ่ หลักสูตรการใช้ชีวิตที่โรงเรียนไม่เคยสอน จนข้ามผ่านพายุลูกใหญ่เพื่อจะพบกับ "รุ้งหลังฝน" ในชีวิตอีกครั้ง โรงพยาบาลกลางวัน หรือที่คนที่นี่เรียกกันติดปากว่า "ตึกเดย์" เป็นเหมือนสถานที่ ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยด่านสุดท้าย ก่อนที่พวกเขาจะสำเร็จการศึกษา กลับออกไปใช้ชีวิตในสังคมภายนอก นพ.นรวีร์ พุ่มจันทร์ หัวหน้ากลุ่มงานโรงพยาบาลกลางวัน เล่าว่า ในตึกเดย์จะไม่มีการเรียก "ผู้ป่วย" แต่จะเรียกทุกคนว่า "สมาชิก" กิจกรรมที่นี่จะผสมผสานระหว่างโรงเรียนกับโรงพยาบาล มีการจัดกิจกรรมทั้ง 4 ด้านที่จำลองการใช้ชีวิต ทั้งการเล่น การเรียนรู้ การเข้าใจอารมณ์ความรู้สึก การปรับตัวใช้ชีวิตในสังคม และกิจกรรมฝึกอาชีพ ทำเหมือนกับตารางเรียน มีช่วงพักรับประทานอาหาร มีเวลาว่างส่วนตัวได้ปรึกษาพูดคุยเรื่องที่ไม่สบายใจ เป็นความภูมิใจลึก ๆ สำหรับคุณหมอที่ทำงานด้านจิตเวชมา 17 ปี รวมถึง อำพัน จารุทัสนางกูร หัวหน้าพยาบาลโรงพยาบาลกลางวัน ที่ทำงานอยู่กับผู้ป่วยที่นี่มาร่วมๆ 28 ปี ที่สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยให้หวนกลับคืนสู่สังคมคนปกติไปนับร้อย

คนวันนี้จากที่เห็นเขาหน้าเครียด ๆ เข้ามาหามาคุยกับเราสักพักเห็นเขากลับมายิ้มได้ เรารู้สึกโล่งใจเห็นเขามีความสุขเราก็พลอยสุขใจตามไปด้วยทุกวันนี้ถึงเขาจะออกไปแล้วก็ยังกลับมาเยี่ยมเยียน หลังจากก้าวออกจากโรงพยายาล กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ เขาใช้ชีวิตเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน? อดีตผู้ป่วยชายคนเดิม เล่าว่า ทุกวันที่ตื่นขึ้นมาเขาจะต้องคิดว่าวันนี้จะทำอะไร ใช้ชีวิตทุกวันอย่างมีเป้าหมาย ดำรงตนอยู่ได้ และพยายามหากิจกรรมให้ตัวเองไม่ฟุ้งซ่าน ผมทุกข์น้อยลง แต่คงไม่ถึงขั้นใสบริสุทธิ์ มีหลายอย่างคอยเตือนใจเรา ใจเย็นและฟังคนอื่นมากขึ้น บางครั้งแค่เดินถอยออกจากเหตุการณ์ตรงนั้นมันง่ายกว่าที่เราจะพร้อมชน...ทั้งคู่ในฐานะเจ้าของไข้ยังมาร่วมนั่งเป็นกำลังใจข้าง ๆ อดีตผู้ป่วยชายที่กลับมาแบ่งปันเรื่องราว หลังก้าวเดินออกจากตึกเดย์ไปใช้ชีวิตเหมือนคนทั่ว ๆ ไปมาเกือบปี สมัยก่อนความทุกข์มันเกาะผมทั้งวันแต่ตอนนี้มาเป็นแบบระลอกคลื่นเวลาที่ความทุกข์มาผมจะไม่หน่วงไว้ ไม่ให้มันอยู่กับเรานานขึ้น ต้องมีวิธีที่จะหยุดมันด้วยการไปทำอย่างอื่น แน่นอนว่า กำลังใจและความเข้าใจจากสังคม ครอบครัวและคนรอบข้าง เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ป่วย"ทางใจ" แต่ถ้าเราหากำลังใจเหล่านั้นไม่เจอ แทนที่จะรอคอยให้ใครมาหยิบยื่นให้ ทางที่ดีที่สุดนั่นคือเราต้องให้กำลังใจตัวเอง และหากำลังใจเหล่านี้จากตัวของเราเอง จะมืดสักกี่ด้าน ย่อมผ่านพ้นได้หากตนเป็นที่พึ่งแห่งตน 120 ปีหลังคาแดง สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จ เจ้าพระยา เป็นโรงพยาบาลจิตเวชแห่งแรกของประเทศไทยและเป็นโรงพยาบาลหลวง แห่งที่สอง ย้อนกลับไปในสมัยพระบาทสมเด็จจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง "โรงพยาบาลคนเสียจริต" ขึ้นที่ตำบลปากคลองสาน ฝั่งธนบุรี เพื่อให้การบำบัดรักษาผู้ป่วยทางจิตโดยเฉพาะ และใช้วิธีการรักษาแบบสมัยใหม่ตามอย่างประเทศตะวันตก โรงพยาบาลคนเสียจริตเปิดดำเนินการครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน

พ.ศ. 2432 จึงถือเป็นวันสำคัญ เป็นวันเริ่มแรกของงานสุขภาพจิตในประเทศไทย ซึ่งก้าวสู่การครบรอบ 120 ปี ในปีนี้ นอกจากนี้ในปีนี้ยังถือเป็นวาระครบ รอบ 100 ปี ศ.นพ. ฝน แสงสิงแก้ว ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งจิตเวชศาสตร์ไทย และเป็นผู้บุกเบิกงานด้านสุขภาพจิตของประเทศไทย ในสมัยก่อนเมื่อใครเป็นโรคจิต หรือโรคบ้า ส่วนใหญ่ ก็จะนึกถึง ศ.นพ.ฝน จนมีสำนวนว่า หมอฝนถามหา สมัยก่อนชาวบ้านมักจะเรียกว่า โรงพยาบาลปากคลองสาน โรงพยาบาลบ้า หรือ หลังคาแดง ซึ่ง ศ.นพ.ฝน แสงสิงแก้ว เป็นบุคคลแรกที่ได้ เปลี่ยนมาใช้นาม โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา"ในปีพ.ศ. 2497 โดยมีเจตนา เพื่อลดทัศนคติด้านลบของประชาชน ที่มีต่อผู้ป่วยจิตเวช ต่อมาในวันที่ 9 ตุลาคม 2545 โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาได้เปลี่ยนชื่อเป็น สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


สบับสนุนบทความโดย ดุลยปวีณ กรณฑ์แสง
2
บทความ (Blog) / ละครวิทยุ
« กระทู้ล่าสุด โดย ปู เมื่อ เมื่อวานนี้ เวลา 09:56:29 PM »

พระภิกษุ พร ภิรมณ์ ถึงแก่มรณะภาพละสังขารเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2553 ณ.โรงพยาบาลสงฆ์ศิริรวมอายุ 82 ปี เมื่อครั้งวัยเด็กข้าพเจ้าชอบท่านร้องเพลงมาก ดาวลูกไก่เคยเปิดวิทยุฟังซึ่งสมัยนั้น
จัดรายการโดย คุณ ประจวบ จำปาทองกลับจากโรงเรียนทำการบ้านและเปิดฟังและสมัยนั้น
คุณ ประจวบจำปาทองยังอ่านข่าวชาวบ้านสลับกับการเปิดเพลงแนวลูกทุ่งล้วน ๆ ประมาณ 15.45 นาที

หลังจากจบรายการของคุณ ประจวบ จำปาทองแล้ว ก็ยังมีอีกรายการหนึ่งซึ่งเป็นรายการข่าวชาวบ้านภาคเย็นจัดรายการโดย คุณวุฒิ เววุจันทร์ การอ่านข่าวของทั้ง 2 ท่านมันส์ในอารมณ์มากขนาดได้ยินแค่เสียงเท่านนั้นก็นึกภาพออกเลยว่าเหตุการณ์ในข่าวนั้นเป็นอย่างไรในยุคเมื่อหลายสิบปีก่อนนั้นวิทยุเป็นที่นิยมฟังกันมากมีทั้งนิยายรักโรแมนติก นิยายบู๊ ซึ่งข้าพเจ้าจำได้มี เพียงคณะเดียวก็คือ คณะ แก้วฟ้า และ คณะ เสนีย์บุษประเกศ และจำได้อีกว่ามี คุณ จิระภา ปัจจศีล จัดละครวิทยุด้วยมื่อราวประมาณปี 2518 ฟังละครวิทยุเรื่อง เงินปากผีมันส์มากติดกันงอมแงมแต่ตอนนั้นอยู่ในวัยทำงานแล้วทำงานไปด้วยฟังไปด้วยเพื่อนในที่ทำงานก็ฟัง งานก็เดิน - เพลินกับงานเงินปากผี ถ้าจำไม่ผิดเป็นงานประพันธ์ของคุณ เสน่ห์ โกมารชุน ถ้าจำผิดต้องขออภัยด้วยและอีกคณะหนึ่งที่ลืมไม่ได้ คือ คณะ กันตนา ซึ่งยังคงอยู่ถึงในยุคปัจจุบัน
3
บทความ (Blog) / รากฐานแห่งความสุข
« กระทู้ล่าสุด โดย ปู เมื่อ เมื่อวานนี้ เวลา 09:47:10 PM »


ความผูกพันรักใคร่ในครอบครัว เป็นรากฐานของความสุขแห่งชีวิต เป็นรากฐานความเป็นปึกแผ่นของสังคม ของประเทศเทศชาติและของโลกในที่สุด ชีวิตสังคมย่อมตั้งต้นมาจากครอบครัว ถ้าครอบครัวแตกแยก หรือครอบครัวขาดความรักใคร่ผูกพันต่อกัน ชีวิตในสังคมจะแตกแยกประดุจเงาตามตัว ผลตามของสังคมแตกแยกทราบกันดีอยู่แล้ว เช่นเรื่องของโรคจิต - โรคประสาทและเรื่องของ อาชญากรรม เรื่องของเด็กเกเร เป็นต้น....

จาก วาทะของศาสตราจารย์ นายแพทย์ ฝน แสงสิงแก้ว
4
บทความ (Blog) / คำเตือนจากเบื้องบน
« กระทู้ล่าสุด โดย ปู เมื่อ เมื่อวานนี้ เวลา 07:23:22 PM »






หนาวจังอากาศหนาว ! ! !


มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ เหมือนปลาที่ว่ายอยู่ในตู้ ว่ายเวียนไป - เวียนมา ไม่รู้จบ จะไม่สามารถหลุดพ้นออกจากตู้ได้นอกจากความตายหรือหลุมฝังศพนั่นเอง มนุษย์ทุกชีวิตจะต้องเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย และเป็นของแน่นอนที่สุด แล้วทำไม่ต้องมากลั่นแกล้งกัน - ทะเลาะกัน - เกลี่ยดชังกัน - อิจฉา - ริษยากันเพื่ออะไรทำไม ? ไม่ให้อภัยให้ซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดสุข จิตจะได้ สงบ ไม่ต้องกลุ้มใจ ทำให้ประสาท ไม่ตึงเครียด ดังนั้นเรามาร่วมด้วยช่วยกันเข้าธรรมมะซ่ะเถิด เพื่อจะได้มี จิต สงบ สบาย คลายทุกข์และจะได้ละซึ่งความโลภ - โกรธ - หลง เพื่อตัดกิเลส พวกอยากดัง - อยากเด่น - อยากสวย - อยากรวย อยากได้เกียรติยศซึ่งล้วนแต่ได้แล้วก็ไม่จีรังยั่งยืนตลอดไป เมื่อได้แล้วก็เสื่อมไป เป็นกฏธรรมชาติ ดังนั้น..จงปลงเสียเถิดแล้วจะอยู่อย่างสุขสบาย โดยรีบสร้างความดีตั้งแต่วันนี้ - วินาทีนี้ เริ่มเลยไม่ต้องลังเล เพราะไม่แน่นักพรุ่งนี้ท่านอาจหมดโอกาสสร้างความดี

คัดลอกจาก.......หนังสือที่เขาพิมพ์แจกตามเทศกาลต่าง ๆ โดยผู้ใช้นามแฝงว่า......หลานสมเด็จ ฯ
5
บทความ (Blog) / เดินเล่นเซ็นเตอร์พ้อยท์
« กระทู้ล่าสุด โดย ปู เมื่อ เมื่อวานนี้ เวลา 04:41:16 PM »

6
บทความ (Blog) / Untitled
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ ธันวาคม 16, 2017, 11:39:05 PM »





เรื่อง ซุปก้อนหิน

นักบวช 3 ท่าน – ท่านฮก ท่านลก และท่านซี่ว เดินทางออกเผยแพร่เรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ามาจนถึงหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งคนเคยผ่านความทุกข์เข็ญ ความอดอยากมานานจนกลายเป็นคนแล้งน้ำใจ ไม่ไว้วางใจใคร แม้กระทั่งเพื่อนบ้านกันเอง ต่างคนต่างอยู่ ไม่คบค้ากัน เมื่อนักบวชมาถึง ชาวบ้านก็ปิดประตู ไม่ต้อนรับ นักบวชทั้งสามจึงออกอุบายต้มซุปก้อนหินให้พวกเขาดู ผู้ทรงศีลทั้งสามต่างช่วยกันเก็บใบไม้

กิ่งไม้แห้งมาก่อไฟ ตักน้ำจากบ่อมาใส่หม้อจนเต็ม เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเห็นเข้าก็เข้ามาถามไถ่ พอรู้ว่านักบวชจะต้มซุปก้อนหินก็ช่วยหาก้อนหินด้วย พอนักบวชเปรยว่าหม้อที่ต้มเล็กไป เธอก็อาสาไปเอาหม้อใบใหญ่กว่าที่บ้านมาให้ พอแม่ของเธอรู้เรื่องการต้มซุปหินของนักบวช ก็ขอตามไปดูด้วย จากนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นชาวบ้านก็ค่อย ๆ ทะยอยออกจากบ้านมาดูการต้มซุปก้อนหินทีละคนๆ นักบวชก็

เปรยว่าขาดเครื่องปรุงต่างๆ ชาวบ้านก็วิ่งกลับไปเอาที่บ้านมาให้ พอเปรยว่าขาดผักชนิดไหน ชาวบ้านก็วิ่งกลับไปเอาผักนั้น ๆ มาเติมอย่างไม่ขาดสาย เมื่อคนหนึ่งเปิดใจให้ คนต่อไปก็ให้มากยิ่งขึ้น...ยิ่งขึ้น นักบวชก็คอยคนซุปในหม้อจนเดือดพล่าน ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ยั่วน้ำลายมาก... ในที่สุด ซุปหม้อใหญ่นั้นก็

สุกได้ที่ ชาวบ้านจุดโคมไฟ นั่งรับประทานอาหารรวมกัน พวกเขาไม่ได้ร่วมวงกินเลี้ยงด้วยกันอย่างนี้มานานแล้ว หลังอาหารก็ผลัดกันเล่านิทาน ร้องเพลง และเฉลิมฉลองกัน จากนั้นก็เปิดประตูเชิญนักบวชทั้งสามเข้าไปในบ้าน แล้วจัดหาที่หลับที่นอนอย่างดีให้ ตอนเช้า นักบวชทั้งสามท่านก็เดินทางต่อไป ชาวบ้านก็มาอำลา พร้อมทั้งขอบพระคุณที่นักบวชช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ว่าการแบ่งปัน จะทำให้พวกเขามีอยู่มีกินมากขึ้น...นักบวชก็กล่าวว่า การทำใจให้เป็นสุข ก็เป็นเรื่องง่ายดังการปรุงซุปก้อนหินนั่นแล
7
บทความ (Blog) / สุขาวดีพุทธเกษตร
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ ธันวาคม 16, 2017, 10:59:56 PM »




สุขาวดีพุทธเกษตร

พระอมิตาภะตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าข้าพเจ้าได้สดับมาดังนี้ สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเสด็จ สำราญพระอิริยาบถ อยู่ในเขตวนารามของท่านอนาถปิณฑกะ ใกล้กรุงสา วัตถี พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมูใหญ่ คือภิกษุ 1,250 รูป ผู้แตกฉานในอภิญญา เป็นพระเถระมหาสาวกล้วนแต่พระอรหันต์เจ้า เช่น พระศาริบุตรเถระ พระมหาเมาท คัลยายนะ พระมหากาศยปะ พระมหาศุทธิปัถกะ พระนันทะ พระอานันทะ พรารหุละ พระความปติ พระภรัทวาชะ พระกาโลทยิน พระวักกุละและพระอนิรุทธะ กับพระสาวกอื่นอีกมากหลาย ตลอดจนพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ เป็นอันมาก เช่น พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ พระกุมารภูติโพธิสัตว์ พระอชิตโพธิสัตว์ พระคันธหัสดีโพธิสัตว์ พระนิตโยทยุกตโพธิสัตว์และพระอนิกษิปตธุรโพธิสัตว์ กับพระโพธิสัตว์ มหาสัตว์ อื่นอีกมากมายและ ท้าวศักระจอมเทพ ท้าวสหัมบดีพรหม กับเทพบุตรอื่น ๆ เป็นอันมาก นับจำนวนแสนนยุตะ (1นยุต100000โกฏิ) ณ สถานที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะพระศาริบุตรผู้มีอายุว่า ดูก่อนศาริบุตร ในทิศภาคเบื้องตะวันตก นับแต่พุทธเกษตรนี้ไปแสนโกฏิพุทธเกษตร มีโลกธาตุหนึ่ง นามว่า สุขาวดี อันเป็นที่ประทับอยู่แห่งพระอมิตาภะตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ยังทรงพระชนม์และแสดงธรรมอยู่ในกาลบัดนี้ ศาริบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เหตุดังฤาโลกธาตุโลกธาตุนั้นจึงได้นามว่าสุขาวดี. ศาริบุตรเอย สัตว์ทั้งหลายในโลกธาตุนั้น ไม่มีทุกข์กายทุกข์ใจเลย มีแต่เหตุแห่งสุขอันหาประมาณมิได้อย่างเดียว เหตุดังนั้น โลกธาตุนั้นจึงได้นามว่าสุขาวดี ดูก่อนศาริบุตรอนึ่ง....สุขาวดีโลกธาตุประดับประดาแวดล้อมไปด้วยกำแพง 7 ชั้น ต้นตาล 7 แถว และข่ายกะดึงทั้งหลายงดงามน่าดูด้วยรัตนะ 4 ประการคือ ทอง เงิน ไพฑูรย์ ผลึก ศาริบุตรเอย พุทธเกษตรนั้นประดับด้วยองคคุณประจำพุทธเกษตรเห็นปานนี้. ดูก่อนศาริบุตร อนึ่ง สุขาวดีโลกธาตุมีสระโบกขรณีทั้งหลายอันแล้วด้วยรัตนะ 7 ประการ คือ ทอง เงิน ไพฑูรย์ ผลึก ทับทิม มรกต

และบุศราคัม เปี่ยมด้วยอัษฎางคิกวารี(น้ำประกอบด้วยองค์แปด) มีท่าน้ำอันเรียบราบพอที่กา(จะก้มลง)ดื่มได้ รายระยับไปด้วย ทรายทองและมีบันได 4 บันไดโดยรอบทั้ง 4 ทิศ งดงามน่าดูด้วยรัตนะ 4 ประการ คือทอง เงิน ไพฑูรย์ ผลึก มีรัตนพฤกษ์อันงดงามน่าดูด้วยรัตนะ 7 ประการ คือ ทอง เงิน ไพฑูรย์ ผลึก ทับทิบ มรกตและบุศราคัม ขึ้นอยู่รายรอบสระโบกขรณีเหล่านั้น มีดอกประทุมอันมีธรรมชาติ สี แสง ความน่าดู เขียว เหลือง แดง ขาวและสลับสีใหญ่ประมาณเท่ากงเกวียน ศาริบุตรเอย พุทธเกษตรนั้นประดับด้วยองคคุณประจำพุทธเกษตรเห็นปานนี้ดูก่อนศาริบุตรอนึ่งในพุทธเกษตรนั้น มีหงส์ นกกะเรียน นกยูง ประชุมกันขับประสานเสียงของตน คืนละ 3 ครั้ง วันละ 3 ครั้ง เสียงของปวงนกที่ประสานกันนั้นย่อมเปล่งประกาศอินทรีย์(ธรรมอันเป็นใหญ่)พละ(ธรรมเป็นกำลัง)และโพชฌงค์(ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้) มนุษย์ทั้งหลายในพุทธเกษตรนั้น ฟังเสียงนั้นแล้วย่อมเกิดมนสิการในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ศาริบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นว่า สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้เกิดในกำเนิดดิรัจฉานกระนั้นหรือ เธอไม่พึงเห็นอย่างนั้นเลย ข้อนั้นเพราะเหตุดังฤา ศาริบุตร แม้แต่ชื่อแห่งนรก กำเนิดดิรัจฉานและยมโลก ก็ไม่มีในพุทธเกษตรนั้น หมู่นกเหล่านั้น พระอมิตาภะยุคถาคตเจ้าทรงนิรมิตขึ้นให้เปล่งเสียงประกาศพระธรรมต่างหาก ศาริบุตร พุทธเกษตรนั้นประดับด้วยองค์คุณประจำพุทธเกษตรเห็นปานนี้ ดูก่อนศาริบุตรอนึ่งแถวต้นตาลและข่ายกระดึงทั้งหลายในพุทธเกษตรนั้น เมื่อลมโชยมากระทบ ย่อมเปล่งเสียงไพเราะจับใจดุจเสียงทิพยดนตรีมีเครื่องประกอบแสงโกฏิ อันอารยชนบรรเลงแล้วมนุษย์ในพุทธเกษตรนั้น สดับเสียงนั้นแล้วย่อมพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังหานุสสติตั้งอยู่ในกาย. ศาริบุตรเอย พุทธเกษตรนั้นประดับด้วยองคคุณประจำพุทธเกษตรเห็นปานนี้ ดูก่อนศาริบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เหตุดังฤา พระตถาคตเจ้านั้นจึงได้พระนามว่า อมิตายุ ศาริบุตรเอย พระตถาคตเจ้าและมนุษย์เหล่านั้น มีประมาณแห่งอายุอันกำหนดนับมิได้. เหตุดังนั้น พระองค์จึงได้พระนามว่า อมิตายุ อนึ่ง...พระตถาคตเจ้านั้นตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณมาแล้วได้ 10 กัลป์ ดูก่อนศาริบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เหตุดังฤา

พระตถาคตเจ้านั้นจึงได้พระนามว่า อมิตาภะ รัศมีแห่งพระตถาคตเจ้านั้น(สว่างไป)ไม่ติดขัดในพุทธเกษตรทั้งปวง เหตุดังนั้น พระองค์จึงได้พระนามว่า อมิตาภะ อนึ่ง พระองหันตสาวกสงฆ์ผู้บริสุทธิ์ของพระตถาคตเจ้านั้น หาประมาณมิได้ ไม่เป็นการง่ายที่จะกล่าวประมาณ ศาริบุตรเอย พุทธเกษตรนั้นประดับด้วยองคคุณประจำพุทธเกษตรเห็นปานนี้ ดูก่อนศาริบุตร สัตว์ที่เกิดขึ้นในพุทธเกษตรของพระอมิตายุตถาคตเจ้า เป็นพระโพธิสัตว์ผู้บริสุทธิ์ ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกเกี่ยวเนื่องอยู่เพียงชาติเดียว การนับประมาณพระโพธิสัตว์เหล่านั้น มิใช่ทำได้โดยง่าย นอกจากจะนับว่า อประไมย(ประมาณไม่ได้) องสไขย(นับไม่ได้) อนึ่งศาริบุตร สัตว์ทั้งหลายควรตั้งประณิธาน(ที่จะไปเกิด)ในพุทธเกษตรนั้นข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าที่ไหนเล่า การได้อยู่ร่วมกันสัตบุรุษเห็นปานนั้นจึงจะมีได้(เหมือนในสุขาวดีนี้)ศาริบุตร สัตว์ทั้งหลาย ย่อมบังเกิดในพุทธเกษตรของพระอมิตายุตถาคตเจ้า มิใช่ด้วยกุศลมูลเพียงเล็กน้อย ศาริบุตร กุลบุตรหรือกุลธิดาไร ๆ จักได้สดับพระนามของพระอมิตายุคถาคตเจ้านั้น ครั้นสดับแล้วจักมนสิการ

จักมีจิตต์ไม่ซัดส่าย มนสิการตลอดราตรีหนึ่ง หรือ 2 ราตรี หรือ 3 4 5 6 7 ราตรี เมื่อกุลบุตรหรือกุลธิดานั้นจักสิ้นชีพ พระอมิตายุคถาคตเจ้านั้น อันสาวกสงฆ์แวดล้อมมีหมู่พระโพธิสัตว์ตามหลัง จักปรากฏเบื้องหน้าเขาผู้กำลังสิ้นชีพ เขาย่อม มีจิตต์สงบสิ้นชีพไป ครั้นสิ้นชีพแล้วก็จะไปเกิดในสุขาวดีโลกธาตุอันเป็นพุทธเกษตรของพระอมิตายุค ถาคตเจ้านั้นแล ศาริบุตรเอย เหตุดังนั้นแหละ เราเห็นอำนาจประโยชน์นี้ จึงกล่าวว่า กุลบุตรหรือกุลธิดาพึงตั้งจิตตประณิธาน (ที่จะไปเกิด) ในพุทธเกษตรนั้นโดยเคารพ ดูก่อนศาริบุตร เราประกาศเรื่องโลกธาตุนั้นอยู่ในบัดนี้ฉันใด พระตถาคตเจ้าทั้งหลายในทิศบูรพาเป้นต้นว่า พระอักโษภยตถาคต พระเมรุธวัชตถาคต พระมหาเมรุธวัชตถาคต พระเมรุประภาสตถาคต พระมัญชุธวัชตถาคต กับพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายในทิศบูรพา อุปมาด้วยเกล็ดทรายในคงคานทีก็ฉันนั้นแล ต่างอธิบายประกาศทั่วพุทธเกษตรของพระองค์ว่า ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังธรรมบรรยายนี้ อันประกาศซึ่งคุณเป็นอจิตไตย อันได้นามว่า ได้รับความคุ้มครองแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง ดูก่อนศาริบุตร

พระตถาคตเจ้าทั้งหลายในทิศทักษิณเป็นต้นว่า พระจันทรสูรยประทีปตถาคต พระยศประภะตถาคต พระมหารุจิสกันธตถาคต พระเมรุประทีปตถาคต พระอนันตวีรยตถาคตกับพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายในทิศทักษิณ อุปมาด้วยเมล็ดทรายในคงคานทีก็ฉันนั้นต่างอธิบายประกาศทั่วพุทธเกษตรของพระองค์ว่า ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังธรรมบรรยายนี้ อันประกาศซึ่งคุณเป็นอจินไตย อันได้นามว่า ได้รับความคุ้มครองแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง ดูก่อนศาริบุตร พระตถาคตเจ้าทั้งหลายในทิศประจิมเป็นต้นว่า พระอมิตายุคถาคต พระอมิตสกันธตถาคต พระอมิตธวัชตถาคต พระมหาประภะตถาคต พระมหารัตนเกตุตถาคต พระศุทธรัศมิประภะตถาคต กับพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายในประจิม อุปมาด้วยเมล็ดทรายในคงคานทีก็ฉันนั้น ต่างอธิบายประกาศทั่วพุทธเกษตรของพระองค์ว่า ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังธรรมบรรยายนี้ อันประกาศซึ่งคุณเป็นอจินไตย อันได้นามว่า ได้รับความคุ้มครองแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง


https://yoawarat.blogspot.com/
8
บทความ (Blog) / พระศรีสรัสวดีเทวแห่งปรีชาญาณ
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ ธันวาคม 16, 2017, 10:35:05 PM »


ในศรีมัทเทวีภัควัต ปุราณะ พระศรีนารายัณทรงตรัสว่าพระนางสรัสวดีเสด็จมายังไวกุณฑะเนื่องในวันวสันตะปัญจมี อันเป็นเทศกาลบูชาของพระนางเธอ ทรงเสด็จมาครั้งนี้เพื่อเผยถึงความหมายในการกราบไหว้บูชาพระนางให้ได้พรสูงสุด พระนางสรัสวดีจะต้องได้รับ การกราบไหว้บูชา ในวันขึ้น 5 ค่ำเดือนมาฆะ ซึ่งเรียกว่าวสันตะปัญจมี ผู้บูชาภายหลังที่ได้ประกอบกิจกรรมส่วนตัวในตอนเช้าแล้ว จะต้องจัดหาหม้อทองเหลืองมาวางไว้ที่หน้าประตูทางเข้า ในครั้งแรกเขาต้องกราบไหว้บูชาต่อพระคเณศวรก่อน ต่อมาจึงประกอบพิธีบวงสรวงบูชาต่อเทวรูปพระแม่ ด้วยการถวายของบวงสรวงพิธี โศทโศปจร

(Shodashopochar) ด้วยการถวายการกระทำถวาย 16 อย่างต่อ เทวรูป หลังจากการกล่าวสวดมนตร์ถวายต่อพระสรัสวดีเป็นการประสทัม (Prasadam) ผู้บูชาจะต้องถวายน้ำมันเนย นมเปรี้ยว เนยสด น้ำผึ้ง นม งา ขนมหวานที่ทำจากแป้ง(ลัททุ) น้ำตาลอ้อย มะพร้าว ลูกเกด กล้วย ฯลฯ การจัดมาถวายนี้ต้องแจกจ่ายผู้มาร่วมงานพิธีนี้โดยทั่วกันและที่สำคัญ ผู้บูชาจะต้องสวดมนต์ว่า นโม เทวเย สรัสวัตเย ข้าพเจ้าขอน้อมกราบต่อพระแม่สรัสวดี มนต์บทนี้สามารถให้ความสำเร็จดั่งความต้องการของผู้บูชาทั้งหลาย พระวิษณุ

เทพทรงตรัสต่อท่านฤษีนารัทว่า โอ้......ฤาษี อันมนตร์ 8 ตัวบทนี้ข้าได้มอบต่อให้ฤษีภฤคุ ผู้ที่ได้มอบต่อไปยังพระศุกราจารย์ และพระศุกร์ได้มอบต่อให้ท่านฤษีพฤหัสบดี ท่านมีความพึงใจทากต่อการกราบไหว้บูชา ชรัต กรุ (Jarat Kuru) ได้สังสอนมนตร์บทนี้ไปยังปวงมนุษย์ เพื่อเป็นสาธารณะกุศล บุคคลใดที่ได้กล่าว มนต์นี้เป็นจำนวน 4 แสนครั้งโดยไม่มีการหยุดพักเลยจะเพิ่มพูนบารมี มีพลังอำนาจในตนเองมากขึ้น ในบั้นปลายแห่งชีวิตผลบุญจะนำเขาไปยังสู่สถานที่อันสูงสุด และได้พบกับความสุขที่แท้จริง ในกาลครั้งหนึ่งฤษียัคยะ วัลกยะ ถูกสาปแช่งจากอาจารย์ของเขาให้สูญเสียความรู้ ความฉลาดจนหมดสิ้น เขาได้แต่โศกเศร้าเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาเริ่มต้นด้วยการกราบไหว้บูชาต่อพระอาทิตย์ว่าการเป็นเทพเจ้าแห่งแสงสว่าง และให้ความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ท่านฤาษีได้ประกอบพิธีกรรม สมาธิบูชาต่อพระอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พระอาทิตย์ทรงโปรด จนในที่สุดเทพเจ้าพระองค์นี้ทรงปรากฏองค์ให้เห็น ท่านฤษีได้กราบทูลเรื่องราวความทุกข์โศกเศร้าของท่าน เทพเจ้าทรงแนะนำการกราบไหว้บูชาต่อ

พระแม่วาจเทวี (Vak Devi) และทรงมอบมนต์อันวิเศษให้ไว้แก่ท่านฤษีว่า นโม เทวเย สรัสวัตเย ท่านได้กล่าวเตือนท่านฤษีว่า โอ่ ฤาษี หลังจากที่ท่านได้ท่องสวดมนต์นี้แล้ว ให้ตามด้วยการท่องมนตร์โคลงต่อไปว่า กฤปัม กุรุ ชคันมาตัช มาม เอวัม หัชเตชสัม กยานัม เทหิ สัมฤติ วัทยัม ศักติ เทหิ นมัสวินิ ข้าแต่พระม่ ขอทรงส่งแสงพระเมตตาของพระองค์มาสู่ข้าพเจ้า ผู้ขาดความสุกสว่าง เต็มไปด้วยความทุกข์เศร้าหมอง ข้าแต่พระแม่ผู้ทรงกำหนด ! ขอทรงโปรดต่อข้าพเจ้าอีกครั้ง ช่วยเพิ่มพูนความรู้ ความฉลาด ความทรงจำที่ดีทั้งหลาย และขอให้ข้าพเจ้ามีสุขภาพพลานามัย มีจิตใจที่ดีสมบูรณ์ด้วยเถิดเมื่อ

พระอาทิตย์เสด็จจากไป ท่านฤษียัคยะ วัลกยะมีความยินดีมากได้ตระเตรียมตัวเดินทางไปยังป่าทึบแห่งหนึ่งเพื่อ ประกอบพิธีบวงสรวงพระแม่ หลังจากที่ได้สวดมนตร์ตามที่พระอาทิตย์สั่งกำชับไว้เป็นเวลายาวนานโดยที่ ท่านไม่ยอมพักดื่มน้ำหรือกินอาหารใด ๆ เลย แม้ว่าท่านจะต้องทนทรมานกายอย่างหนักเพื่อบูชาด้วยจิตที่ตั้งมั่นดีแล้ว วันหนึ่งพระแม่ได้ปรากฏกายต่อหน้าท่านฤษี พระนางทรงประทานพรให้กับฤษีตามที่ต้องการ นับจากนี้ ขอให้ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังทางด้านกวีนิพนธ์ มีความรู้และมีปัญญาเป็นเลิศกล่าวกันว่า พระแม่ที่แท้จริงนั้นมีหลายรูปลักษณ์ ผู้หวังซึ่งพระเมตตาขอพระนางสรัสวดีเพื่อความรู้ ความฉลาดจะต้องทำการกราบไหว้บูชาต่อพระแม่ในรูปพระนางสรัสวดีเท่านั้น
9
บทความ (Blog) / Untitled
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ ธันวาคม 16, 2017, 10:20:45 PM »




Forllow......https://yoawarat.blogspot.com/


เรื่องนี้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านจิตใจ มีตา - ยาย 2 คนยากจนมากจึงเดินทางไปซื้อของดีจากพระพุทธเจ้า"จิตใจของกระผมแห้งแล้งเหลือเกิน"เอาวัวชื่อ ศีลธรรม พันธุ์ สัจธรรมนี้ ไปเถอะ ตา - ยายไปเลี้ยงดูให้ดี ไถ - หว่านเมล็ดแห่งมรรคผลนิพพานน่ะ พระพุทธองค์ทรงตรัสพร้อมกับมอบวัวตัว นั้นให้แก่ 2 ยาจก เมื่อหมู่บ้าน จิตใจได้วัว ศีลธรรมมา ฝนก็ตกทำให้ดินที่แห้งแล้ง ชุ่มชื่น ชาวบ้านจึงไถ - หว่านเมล็ดแห่งมรรผลนิพพานที่หว่านบนเนื้อนาบุญให้งอกงามแตกกอและออกรวง เหลืองอร่ามไปไปทั้งทุ่ง ชาวบ้านจึงเก็บเกี่ยวใส่ยุ้งฉางได้มีกิน - มีใช้กัน

อย่างอุดมสมบูรณ์ มีสันติสุขทั่วหน้ากัน หม่บ้านจิตใจ ของเรารวยแล้ว เพราะวัว ศีลธรรม พันธุ์ สัจจธรรมตัวนี้ ชาวบ้านต่างสรรเสริญคุณค่าของวัวอย่างปลื้มปีติ เราต้องสร้างคอกเพื่อให้วัวได้อาศัย นี่เป็นมติชาวบ้าน จิตใจ ดังนั้น ต่อมาอีกไม่นาน คอกวัวก็ถูกสร้างขึ้นชื่อว่า วัดวาพิธีีกรรม ศีลธรรม เจ้าวัวผู้นำสันติสุขมาสู่จิตใจ ก็ได้อาศัยอยู่ในคอกแห่งนั้นมันทำงานรับใช้คนที่เลี้ยงมันอย่างขยันขันแข็งหลาย ปีต่อมา ตาและยายป่วยหนัก รู้ตัวว่าไม่รอดแน่แล้วจึงสั่งเสียลูก - หลานว่า จงช่วยกันเลี้ยงวัวของพระพุทธเจ้าให้ดีเพราะเป็นวัวที่มีคุณค่าต่อหมู่บ้าน ของเรา หลาน ๆ รับคำด้วยความสะเทือนใจต่างร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ เมื่อตา - ยาย ขาดใจตายจากพวกเขาไปอย่างไม่มีวันกลับแต่เนื่องจากหลาน เป็นคนเจ้าสำราญ หลงในอารยธรรม แมลงเม่าระเริงเล่นอยู่แต่กับแสง - สี

และวัตถุนิยมจนลืมดูแลวัวจึงมีพญามารตนหนึ่งได้เอาเขาวัวไปใส่ให้เสือ ร้ายแล้วพาเสือร้ายไปที่คอกวัว ส่วนวัวของพระพุทธเจ้าได้กลิ่นเสือจึง เตลิดหนีเข้าป่าไป พญามารได้เปิดคอกวัวให้เสือร้ายที่สวมเขาวัวได้เข้าไปอาศัยอยู่แทนวัวของพระ พุทธเจ้าดังนั้นต่อมาที่หมู่บ้าน จิตใจ หลานผู้โง่ - เซ่อคิดว่าตัวเองฉลาดเก่งกล้าจึงหลงเลี้ยงดูรักษาแต่คอกววัที่ไม่มีวัวอัน แท้จริง ท้องนาแห่ง บุญแห้งแล้งอีกแล้ว วัวกินเลือด - เนื้อแทนหญ้าและขี้เกียจไม่ยอมลากไถพรวนดินเอาแต่นอนรับการบำรุงเท่านั้น และแล้ว หมู่บ้าน จิตใจ ก็กลับมายากจนอีกวาระหนึ่ง

...................จบ....................... (วัวของพระพุทธเจ้า)

หมายเหตุ.........บทความนี้คัดลออกมาจากหนังสือ ไอ้เซ่อ - เจอไอ้ซ่า ตั้งใจพิมพ์คัดลอกออกมาเพราะคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ไม่มาก - ก็น้อย เป็นการเพิ่มข้อมูลใหม่ ๆ ขึ้นบนอินเตอร์เนท จะพยายามหาบทความมาพิมพ์เรื่อย ๆ เท่าที่กำลังของตนเองจะมีเท่าที่ทำได้ เหมือนดังเช่น - วัชรเฉทิกปรัชญาปรามิตาสูตร ก็ได้คัดลอกมาจากหนังสือเช่นกันอยากให้ช่วยกันเผยแพร่ต่อ ๆ ไป จะได้มีตัวเลือกในการศึกษาธรรมเพิ่มขึ้น และมีข้อมูลใหม่ ๆ ไม่ซ้ำกับเว็บอื่น ขออนุโมทนา โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าน่าจะนำสนอข้อมูลใหม่ ๆ มาลงทางอินเตอร์เนทไปเอาจากเว็บอื่นมาบ้าง พิมพ์คัดลอกจากหนังสือบ้างจะเป็นการดีสำหรับผู้ที่สนใจทางธรรมจริง ๆ(บางเรื่องยาวเกินไปก็พิมพ์ไม่ไหว)
10
บทความ (Blog) / Untitled
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ ธันวาคม 16, 2017, 09:48:45 PM »




ระหว่างร่ำรวย แต่ไม่อบอุ่นกับอบอุ่นแต่ไม่ร่ำรวย ลูกจะเลือกทางไหน ?

มีคนส่วนหนึ่ง ต้องเชิดคอทำหน้าชื่นอยู่ในสังคม มีเวลาไว้คอยเอาอกเอาใจคนอื่น มากกว่าครอบครัวของตัวเอง หรือต้องดิ้นรนคอยรักษาผลประโยชน์ของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ให้เวลาแก่ผลประโยชน์ มากกว่าครอบครัว หรือต้องคอยประจบสอพลอคนอื่นเพื่อผลประโยชน์นั้น มักจะคิดว่าตัวเองฉลาดที่ทำแบบนั้นได้โดยลืมนึกไปว่าเพราะความฉลาดนั้นแหล่ะ ทำให้ตัวเองกินไม่เป็นเวลา นอนไม่เป็นเวลา ไม่มีเวลาให้ครอบครัว ทำให้ครอบครัวขาดความอบอุ่น ต้องคอยพินอบพิเทาคนอื่นเกินความจำเป็น

ลูกเอ๋ย.! ! คนที่นอนไม่หลับเพราะคิดมากเรื่องงาน เรื่องธุรกิจนั้น ล้วนเป็นคนที่คิดว่าตัวเองฉลาดทั้งนั้นแหล่ะ คนที่ยอมตัวเป็นคนโง่หรือเป็นคนโง่จริงๆนั้น หัวถึงหมอนเมื่อไหร่ หลับยาวได้ตลอดทั้ง
คืนยอมเป็นคนโง่เสียบ้าง ก็ดีเหมือนกันนะลูก
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham