กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10
1
บทความ (Blog) / Untitled
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ วันนี้ เวลา 08:02:12 PM »








วันเบา ๆ ท้องฟ้าโปร่งเหมาะแก่การถ่ายภาพจงอย่าให้วัน - เวลาผ่านพ้นไปโดยสูญเปล่า ?

ต้องเข้าใจธรรมจริง ๆ ทีละคำ ถ้าไม่เข้าใจก็สับสนหมด แม้แต่คำว่าปฏิบัติธรรม ถ้าไม่เข้าใจคำว่า ธรรม ไม่เข้าใจคำว่า ปฏิบัติ ก็ผิด.....ข้อความจาก Dhammahome

จงเพียรพยายามในสองวิถีแห่งการปฏิบัติและการศึกษา หากขาดการปฏิบัติและการศึกษาแล้ว พุทธธรรมก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้  ตัวเองจงปฏิบัติ แล้วสอนให้ผู้อื่นปฏิบัติด้วย การปฏิบัติและการศึกษานั้น เกิดจากความศรัทธา หากมีพลังแล้วจงพูดคุยแม้เพียงหนึ่งประโยคหรือหนึ่งวลี(เรื่องลักษณะที่เป็นจริงของปรากฏการณ์ทั้งหลาย ฉบับภาษาอังกฤษ......By....Nichiren Buddhism

Nichiren Buddhism Meditation



<a href="http://youtu.be/OBgN849_nOs" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://youtu.be/OBgN849_nOs</a>

2
บทความ (Blog) / Untitled
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ วันนี้ เวลา 07:55:35 PM »





เรื่อง บุปพการีแห่งต้นโพธิ์

- https://jina1055.blogspot.com/

ก่อนอื่นอาตมาภาพจะขอเล่านิทานเรื่องใครคือบุพการีแห่งต้นโพธิ์ความว่า นกตัวหนึ่งได้กินผลโพธิ์แล้วอุจจาระลงบนดิน ทำให้เกิดกองอุจจาระที่มีเมล็ดโพธิ์อยู่ เมื่อเวลาผ่านไป ลิงตัวหนึ่งได้ฉี่ลงตรงกองอุจจาระที่มีเมล็ดโพธิ์นั้นพอดีเมล็ดโพธิ์ได้อาศัยน้ำจากฉี่ลิงก็งอกเป็นต้นอ่อนขึ้นเวลาผ่านไป ต้นอ่อนที่เติบโตกลางฤดูร้อนเริ่มทนต่อความร้อนไม่ไหวช้างตัวหนึ่งนิยมพักนอนใกล้ ๆ กับต้นโพธิ์น้อยนั้นทำให้เกิดร่มเงาพอที่ต้นโพธิ์จะเติบโตสู้ฤดูร้อนนั้นได้เมื่อต้นโพธิ์เติบโตขึ้น นก ลิง และช้างได้หายไป วันหนึ่ง

นายพรานเดินเข้ามาทางนั้นพอดี เขาเงื้อมมือจะถางหญ้าตรงหน้าซึ่งมีต้นโพธิ์น้อยขึ้นอยู่นั้น กระรอกตัวหนึ่งคิดว่าที่ชายป่าแห่งนี้แห้งแล้งนักหากต้นโพธิ์น้อยนี้ได้เติบใหญ่ จักเป็นที่อาศัยแก่สรรพสัตว์มากมาย มันจึงวิ่งออกมาล่อนายพราน นายพรานเห็นกระรอกจึงหยุดแล้วตามกระรอกไป ต้นโพธิ์น้อยจึงมิได้ถูกตัดทำลายและเติบโตสืบไป เวลาผ่านไปหลายปีต้นโพธิ์น้อยกลายเป็นต้นโพธิ์ใหญ่ให้ร่มเงาแก่สัตว์ที่เดินทางผ่านมาทางนั้น ตั้งแต่สัตว์ที่เล็กที่สุดจนถึงสัตว์ที่ใหญ่ที่สุด วันหนึ่ง ฤดูร้อนมาถึง สัตว์จำนวนมากเดินทางผ่านมาและแวะพักร่มโพธิ์นั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “ใครหนอเป็นเจ้าของต้นโพธิ์ เป็นผู้

ให้กำเนิดต้นโพธิ์ต้นนี้ นกตัวหนึ่งจึงกล่าวขึ้นว่ามันเป็นผู้ให้กำเนิดต้นโพธิ์ต้นนี้ ด้วยการกินผลโพธิ์แล้วอุจจาระลงดินไปทันใดนั้น ลิงตัวหนึ่งก็กล่าวขึ้นบ้างว่า มันเป็นผู้ ให้กำเนิดที่แท้จริงต่างหากเพราะเป็นผู้รดน้ำลงไปส่วนช้างอีกตัวก็กล่าวว่ามันต่างหากที่ให้ร่มเงาแก่ต้นโพธิ์น้อยจนเติบใหญ่ ย่อมต้องได้รับการนับถือว่าเป็นผู้ให้กำเนิดต้นโพธิ์ ส่วนกระรอกอีกตัวก็กล่าวว่ามันต่างหากที่เป็นผู้ให้กำเนิดต้นโพธิ์นี้ เพราะเป็นผู้เสี่ยงชีวิตให้ต้นโพธิ์รอดจากการถูกนายพรานตัด สัตว์ทั้งหลายต่างถกเถียงกันไม่จบสิ้นอย่างนี้หาข้อสรุปมิได้ สัตว์ทั้งหลายจึงขอให้รุกขเทวดาประจำต้นโพธิ์เป็นพยานและตัดสินว่าใครกันแน่ ควรได้รับการนับถือว่าเป็นผู้ให้กำเนิดต้นโพธิ์ รุกขเทวดาประจำต้นโพธิ์ปรากฏกายขึ้นแล้วกล่าวว่าผู้ใดให้

ชีวิต ผู้นั้นนับเป็นบุพการี นกนั้นมิได้มีเจตนาจะให้ชีวิตต้นโพธิ์ แม้ถ่ายมูลลงมาเป็นเมล็ดก็มิอาจนับเป็นบุพการี ลิงนั้นมิได้มีเจตนาจะให้ชีวิตต้นโพธิ์ แม้ฉี่ลงมารดจนงอกขึ้นก็มิอาจนับเป็นบุพการี ช้างนั้นมิได้มีเจตนาจะให้ชีวิตต้นโพธิ์ แม้บังแดดให้ต้นโพธิ์ก็มิอาจนับเป็นบุพการี บุคคลผู้มิได้มีเจตนาจะให้ชีวิตแก่ผู้อื่นถือกำเนิดขึ้นด้วยกรรมแห่งตนย่อม ไม่นับเป็นบุพการีชายใดที่ปลุกปล้ำผู้หญิงแล้วหนีหายไปจนหญิงตั้งท้องคลอดบุตรชายนั้นนับได้เพียงเป็นผู้กระทำชำเราหญิงผู้นั้นได้เพียงเท่านั้นหาค่าควร แก่การได้รับ

การยอมรับนับถือเป็น บุพการีไม่ อุปมาดั่งนกที่ถ่ายมูลลงมาเป็นต้นโพธิ์ฉะนั้น มิอาจเรียกได้ว่าบุพการี คำว่าบุพการีนี้มีค่านัก ควรแก่การได้รับกตัญญูกตเวทิตาคุณ บุคคลใดจักได้รับการนับถือด้วยเกียรติ์อันสูงส่งเช่นนี้ ย่อมต้องเป็นผู้มีเจตนาจะให้ชีวิตแก่ผู้อื่นกำเนิดขึ้นด้วยกรรมแห่งตนดังนี้ ข้าพเจ้าขอตัดสินว่า กระรอกนั้นเอง นับได้ว่าเป็นบุพการีแห่งโพธิ์ต้นนี้


อุทิศให้บิดา - มารดา ครู - อาจารย์ ผู้มีพระคุณ เจ้ากรรมนายเวร ตลอดจนดวงวิญญาณไร้ญาติและสรรพสัตว์ทั้งหลาย

3


กลายที่ฮือฮากันทั่วยุโรป สำหรับเพลง Occidentali’s Karma ของ Francesco Gabbani นักร้องเพลงป๊อปของอิตาลี ได้แต่งเพลงเกี่ยวกับ “สุญญตา” ความว่างเปล่า ซึ่งเพลงนี้ทำให้ พระอนิลมาน ธมฺมสากิโย หรือ ดร.พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ถึงกับแชร์เพลงนี้ในเฟซบุ๊กของตัวเอง ด้วยเหตุนี้

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/951435

4
เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ผ่านเรื่องเล่าอนิเมชั่นของ ‘โฮโซดะ มาโมรุ’

เดือนพฤษภาคมนี้มีข่าวเกี่ยวกับผู้กำกับอนิเมชั่นญี่ปุ่นคนดังออกมาอย่างต่อเนื่อง อย่าง ชินไค มาโคโตะ หลังภาพยนตร์เรื่อง ‘หลับตาฝัน…ถึงชื่อเธอ’ (Your Name) ออกฉายไปเมื่อปีที่แล้วจนสร้างกระแสฟีเวอร์แถมยังกวาดรางวัลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ก็มีข่าวว่าเขาไม่ได้ไปรับรางวัลที่งาน Japan Movie Critics ด้วยเหตุผลที่ว่า ‘เขากำลังยุ่งกับผลงานชิ้นใหม่อยู่’ ส่วน มิยาซากิ ฮายาโอะ ผู้กำกับระดับตำนานจากสตูดิโอ จิบลิก็ออกประกาศว่าจะกลับมาทำภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องใหม่อีกครั้งหนึ่ง (เราไม่มีข้อมูลว่าคุณฮายาโอะพูดเช่นนี้มากี่รอบแล้ว)


ภาพจาก : Tokyo International Film Festival

และก็มีข่าวของ โฮโซดะ มาโมรุ ที่แจ้งข่าวว่าผลงานเรื่องใหม่ของเขาจะออกฉายภายในปี 2018 และจะใช้ชื่อเรื่องว่า Mirai (อนาคต) และภาพยนตร์เรื่องนี้จะใช้ธีม ‘ความเป็นพี่น้อง’ หลังจากที่เรื่องก่อนหน้านี้เขาเคยใช้ธีมอื่นๆ มาแล้ว

อาจเพราะผลงานภาพยนตร์แต่ละเรื่องของโฮโซดะ มาโมรุ มีธีมที่ชัดเจนทำให้สังเกตได้ว่าบางทีอนิเมะของผู้กำกับท่านนี้อาจจะเล่าเรื่องวัฐจักรชีวิตได้มากกว่าที่เราคาด แม้ว่าภายนอกอาจจะเป็นอนิเมชั่นที่ดูแล้วได้รับความสุขกับความประทับใจกลับไปก็ตามที

 

กว่าจะกลายเป็น โฮโซดะ มาโมรุ ในปัจจุบัน

โฮโซดะ มาโมรุ มีความฝันที่จะเป็นผู้กำกับอนิเมชั่นมาตั้งแต่วัย 12 ขวบ ซึ่งว่ากันว่าเป็นผลพวงจากการที่เขาได้ชมภาพยนตร์อนิเมชั่น Lupin The 3rd : The Castle of Cagliostro (ผลงานการกำกับเรื่องแรกของ มิยาซากิ ฮายาโอะ) ก่อนที่เขาจะเดินทางไปเรียนด้านการวาดภาพสีน้ำมันที่วิทยาลัยศิลปะคานาซาว่า แม้ว่าตอนแรกเขาตั้งใจจะสมัครเข้าทำงานที่สตูดิโอจิบลิทันที แต่เขาก็ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า “อยากให้เก็บประสบการณ์เสียก่อน” ซึ่งเขาก็ไปฝึกตนที่ Toei Animation ในตำแหน่งงานอนิเมเตอร์ ก่อนที่จะโยกย้ายไปสู่ฝ่ายผลิตที่ดูแลส่วนอื่นๆ ของการทำอนิเมชั่นในเวลาต่อมา และเขาก็มีโอกาสกำกับภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องแรกในชีวิต นั่นก็คือ Digimon Adventure ฉบับภาพยนตร์สั้นที่ออกฉายในงาน Toei Animation Fair ในปี 1999

เมื่อมีประสบการณ์แก่กล้าแล้ว โฮโซดะ มาโมรุ ก็มีโอกาสได้ทำงานกับทางสตูดิโอจิบลิเป็นการชั่วคราว ในช่วงแรกของการทำภาพยนตร์เรื่อง ปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์ แต่ก็ถอนตัวออกมาหลังจากที่คอนเซปท์ของเรื่องเปลี่ยนแปลงไปด้วยหลายๆ สาเหตุ เขาจึงกลับไปทำงานกับทาง Toei อีกครั้ง และได้กำกับภาพยนตร์ ดิจิมอนแอดเวนเจอร์ วอร์เกมส์ของพวกเรา ก่อนที่จะสร้างความโดดเด่นในแนวทางการกำกับ กับอนิเมชั่น One Piece ฉบับภาพยนตร์ภาคที่ 6 ซึ่งแตกต่างจากเนื้อหาภาคอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด


The Girl Who Leapt Through Time อนิเมชั่นที่เป็นผลงานสร้างชื่อให้โฮโซดะ มาโมรุ เป็นที่จดจำในระดับนานาชาติ / ภาพจาก : Nippon.com

ช่วงหลังจากนั้นเองที่ทำให้ โฮโซดะ มาโมรุ เริ่มอิ่มตัวกับการทำงานกับอนิเมชั่นสำหรับเด็กที่ต้องทำให้สปอนเซอร์พึงพอใจ เขาจึงโยกย้ายไปทำงานร่วมกับทาง Madhouse สตูดิโอมีชื่อของญี่ปุ่นอีกเจ้าหนึ่งในปี 2006  พร้อมกับกำกับภาพยนตร์อนิเมชั่น กระโดดจั๊มพ์ทะลุข้ามเวลา (The Girl Who Leapt Through Time) ที่ทำให้เราได้เห็นว่า โฮโซดะ มาโมรุ สามารถเล่าเรื่องให้สนุกทั้งยังแฝงแนวคิดเรื่องวงจรชีวิต หรือ พูดคุยเล่าเรื่อง เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย อย่างแยบยล

เกิด


Wolfchildrenmovie.com

ในปัจจุบันผลงานของโฮโซดะ มาโมรุ ที่เล่าเรื่องการ ‘เกิด’ ชัดเจนที่สุดก็คงไม่พ้น ‘คู่จี๊ดชีวิตมหัศจรรย์’ (Wolf Children) เมื่อนางเอกของเราตัดสินใจให้กำเนิดลูกชายกับลูกสาวที่มีความสามารถแปลงร่างเป็นหมาป่าได้ การถือกำเนิดของเด็กทั้งสองคนไม่ได้นำพาแค่ความสุขมาเท่านั้น ภายในอนิเมชั่นเรื่องดังกล่าวยังทำให้เห็นว่าการเกิดนำทุกสิ่งมาสู่การปรับตัวของนางเอกแลพตัวละครผู้เป็นพ่อ ทั้งการใช้ชีวิตและจิตใจ

หรือถ้าไปดูอนิเมชั่น ศิษย์มหัศจรรย์ กับ อาจารย์พันธุ์อสูร (The Boy And The Beast) แม้ตัวเอกอย่าง คิวตะ จะไม่ได้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขโดยตรงของอสูรร่างหมี คุมะเท็ตสึ แต่การที่หนึ่งคนกับหนึ่งตนต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันก็ทำให้ความสัมพันธ์แบบพ่อ-ลูกถือกำเนิดขึ้นไปโดยปริยาย

และภาพยนตร์เรื่อง Mirai ที่จะเข้าฉายในปี 2018 น่าจะเป็นเรื่องที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับการเกิดมากกว่าเรื่องอื่นๆ ก่อนหน้า เพราะภาพยนตร์ดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับเด็กชายวัย  4 ขวบ ที่กำลังรอการมาถึงของน้องสาวที่กำลังจะคลอด แล้วเรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นทำให้เด็กชายได้ย้อนเวลาไปเจอแม่ของเขาตอนเด็ก กับ ทวดของเขาตอนหนุ่มๆ ซึ่งจะกลายเป็นบทเรียนให้เด็กชายยอมรับการถือกำเนิดของน้องแล้วกลายเป็นพี่ชายที่ดี

 

‘แก่’


ภาพจาก : stat.ameba.jp

ประเด็นนี้เราคงไม่ได้หมายถึงคนชราเพียงเท่านั้น แต่เราอยากจะหมายรวมถึงการ ‘เติบโต’ ของบุคคลที่แปรผันตรงตามห้วงเวลา แม้ว่าจะเป็นหลักการตามปกติของสื่อภาพยนตร์หรือละครที่ตัวละครควรจะมีการเติบโตเพื่อให้เห็นได้ชัดว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด เกิดไปแล้วมีใครได้รับบทเรียนอะไรไปบ้าง กระนั้น โฮโซดะ มาโมรุ  เลือกที่จะค่อยๆ เล่าเรียงเหตุที่ทำให้ตัวละคร ‘เติบโต’ นับตั้งแต่จุดยากเย็นที่สุด จนถึงจุดที่ตัวละครโตมากขึ้นจนแทบจะกลายเป็นอีกคนกับตอนแรกแบบเห็นชัดแต่ไม่เกินจริง กรณีของ คู่จี๊ดชีวิตมหัศจรรย์ หรือ ศิษย์มหัศจรรย์ กับ อาจารย์พันธุ์อสูร จะสะท้อนเรื่องนี้ได้ดี (เรื่องแรก คุณแม่ที่ทำอะไรไม่เป็นกลายเป็นคุณแม่ที่ทำสวนทำไร่ ซ่อมบ้าน จนถึงงานบ้านแทบทุกอย่าง ส่วนเรื่องหลังจากเดิมที่ศิษย์อาจารย์แทบไม่รู้สึกสัมพันธ์กัน กลับสนิทสนมกลมเกลียวไม่แพ้พ่อผู้ให้กำเนิด)

หรือแม้แต่ในเรื่องที่มีตัวละครแก่ชราอยู่จริงๆ ตัวละครเหล่านั้นก็ไม่ได้ปรากฏขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องสั่งสอนแล้วจบไปเท่านั้น ทุกตัวละครแม้แต่ตัวละครที่ชราภาพแล้วพร้อมจะเติบโตขึ้นไปอีกจากประสบการณ์ที่ได้เกิดขึ้นในภาพยนตร์แต่ละเรื่อง

 

‘เจ็บ’


ภาพจาก : https://twitter.com/kinro_ntv


เรื่องเจ็บในผลงานของ โฮโซดะ มาโมรุ อาจจะไม่ได้ออกมาในลักษณะโรคภัยหรืออาการบาดเจ็บเท่าใดนัก (แต่เราขอยอมรับว่าอนิเมชั่นของโฮโซดะหลายเรื่องมักจะวาดฉากตัวละครล้มกลิ้งไปกับพื้นได้อย่างน่าดูชม) อาจจะยกเว้นส่วนของ คู่จี๊ดชีวิตอัศจรรย์ ที่ตัวละครลูกสาวเผลอทำร้ายเพื่อนร่วมห้องจนได้รับบาดเจ็บ และนั่นทำให้ตัวละครดังกล่าวต้องตัดสินใจว่าเธอควรจะเลือกเส้นทางของมนุษย์หรือเส้นทางของหมาป่า

ส่วนในผลงานเรื่องอื่นๆ มักจะเป็นความเจ็บที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ และแผลใจเหล่านั้นก็กลายเป็นประเด็นหลักที่จะผลักดันเนื้อเรื่องให้ไปยังทิศทางอื่นๆ ต่อไป เหมือนกับคนเราที่อาจจะต้องเคยผิดหวัง เคยอกหัก เคยเสียใจกับสิ่งที่ไม่ได้ทำ ก่อนที่คนเราจะเอาเรื่องเฮิร์ตๆ แบบนี้มาบอกกับตัวเองว่าเราจะไม่ทำพลาดซ้ำ

หรือต่อให้เราทำพลาดไปแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าเราควรจะจมกับปัญหาให้มันเจ็บตัวไปเรื่อยๆ แบบที่ตัวละคร อิจิโระฮิโกะ ที่ยึดติดกับความคิดว่าตนเองด้อยกว่า คิวตะ ที่เป็นตัวเอก และความด้อยกว่านี้ทำให้เขาคิดเพิ่มไปว่าเขาไม่สามารถเป็นอสูรที่สง่างามได้ จนสุดท้ายแผลเล็กๆ ที่เป็นการทำร้ายตัวเองก็เปิดเป็นแผลใหญ่จนอิจิโระฮิโกะเริ่มทำร้ายคนอื่นไปด้วย

ความเจ็บปวดนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าพิสมัย แต่โฮโซดะก็บอกเราผ่านภาพยนตร์ของเขาทุกเรื่องว่าถ้าไม่รู้จักเจ็บแล้วเข้าใจมันเสียบ้าง มันก็อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่จนเกินเลยก็เป็นได้

 

‘ตาย’



ความตายเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อชีวิต เฉกเช่นเดียวกับเนื้อเรื่องจากภาพยนตร์อนิเมชั่นของ โฮโซดะ มาโมรุ ที่จุดเปลี่ยนใหญ่ของเรื่องจะมีความตายมาช่วยผลักดัน

ใน กระโดดจั๊มพ์ทะลุข้ามเวลา หากไม่มีเหตุที่ทำให้ตัวละครสำคัญต้องเสียชีวิต ก็คงจำไม่มีฉากที่สร้างความจดจำให้กับอนิเมชั่นเรื่องนี้ที่เล่าเรื่องความสำคัญของการใช้ชีวิตได้ หากการตายไม่เกิดขึ้นกับตัวละครที่เป็นสามีของนางเอกในเรื่อง คู่จี๊ดชีวิตมหัศจรรย์ เราก็คงไม่ได้เห็นการพัฒนาการอันเข้มแข็งของแม่ผู้เลี้ยงมนุษย์หมาป่าถึงสองตนเอาไว้ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะความตายได้พรากชีวิตของเจ้าตระกูลใหญ่ที่เป็นคนแสนสำคัญของครอบครัว คงไม่มีการพยายามจนช่วยเหลือระบบไซเบอร์ของโลกเอาไว้ได้ใน Summer Wars

ถึงความตายจะสร้างความเสียใจให้กับผู้คนจำนวนมาก เมื่อเวลาผ่านพ้นไปจุดหนึ่งความตายนี้เองก็ช่วยผลักดันให้คนที่ยังอยู่สามารถเดินหน้าต่อไปหรืออาจจะทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อนได้สำเร็จ อนิเมชั่นของโฮโซดะ มาโมรุ เล่าเรื่องนี้อยู่หลายต่อหลายครั้ง ไม่ใช่เพียงเพื่อการเดินเรื่องแต่พร้อมเป็นคำสอนให้กับทั้งตัวละครในเรื่อง รวมถึงตัวของผู้ชมให้ยอมรับความตายแล้วนำมันมาเป็นพลังส่วนหนึ่งในชีวิตของเราในวันต่อๆ ไปแทน อาจจะมีเวลาเศร้าโศกกับสิ่งที่ไม่สามารถกลับมาได้อยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับมันเพื่อเดินหน้าต่อไปในอนาคต

 

แม้ว่า โฮโซดะ มาโมรุ อาจจะยังไม่ได้ถูกจดจำในวงกว้างมากๆ อย่างที่ ชินไค มาโคโตะ ทำสำเร็จไปแล้ว (อย่างในบ้านเราเอง เขาก็ถูกพูดถึงน้อยกว่า ชินไค มาโคโตะ) แต่ความโดดเด่นของผู้กำกับโฮโซดะ ก็คงไม่พ้นการแทรกซึมแนวคิดในการใช้ชีวิตแบบที่คนอื่นยากจะเลียนแบบได้

และโฮโซดะก็เป็นคนที่คอยเตือนผู้ชมอย่างเราให้จำได้เสมอว่า แม้จะเป็นการ์ตูนซึ่งหลายคนมองว่าเป็นเรื่องราวเพื่อเด็กกับวัยรุ่น แต่มันก็เป็นสื่อที่เล่าปรัชญาการใช้ชีวิตได้ดีไม่ต่างกับสื่อประเภทอื่นใดเลย ขึ้นอยู่กับว่าคนรับสารปลายทางจะพร้อมเปิดใจความนัยที่มีอยู่ในการ์ตูนเหล่านั้นหรือเปล่าเท่านั้น

 

จาก https://thematter.co/rave/a-circle-of-life-in-hosoda-mamoru-aniamtions/24772
5


นิวเอจ "LIGHT WORKERS"

นิวเอจ  มาจากคำว่า New Age หมายถึง ยุคใหม่ ศักราชใหม่ คำนี้เคยฮิตมากราวปี 1970 หลังจากพ้นยุคบุปผาชน เข้าสู่ช่วงแสวงหาความรู้ทางจิตวิญญาณขนานใหญ่ของฝั่งตะวันตกโดยเฉพาะอเมริกา เยอรมัน รัสเซีย ที่ทุ่มเทความสนใจ ศาสนา ปรัชญา ความเชื่อโบราณตั้งแต่สมัยสุเมเรียน ยุโรป อียิปต์ เอเซีย ทั่วทั้งโลก เป็นการนำเข้าความรู้ครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ที่กระบวนการความเชื่อไม่ถูกขัดขวางจากรัฐ การเมือง หรือจากศาสนาหลักของแต่ละชาติ จนหล่อหลอมกลายเป็นกระบวนการที่เรียกว่านิวเอจในยุคนั้นว่า กระบวนการเส้นทางพัฒนาจิตวิญญาณของมนุษยชาติ


หากจะว่าไป กระบวนการนิวเอจนั้น เริ่มต้นอย่างจริงๆจังมาตั้งแต่ช่วปฏิวัติอุตสาหกรรมเหล็กในอังกฤษที่ส่งออกอุตสาหกรรมเหล็กไปทั่วโลก ทำให้ความรู้จากดินแดนต่างๆหลั่งไหลเข้ายุโรป เริ่มมีกลุ่มที่ศึกษาความเชื่อโบราณ ความรู้เรื่องเพเกน เวทย์มนต์ท้องถิ่น จัดตั้งเป็นกลุ่มองค์กร มีสมาชิกที่สนใจเรียนรู้จริงๆจังๆ จนกลายเป็นหลักสูตรตกทอดจนถึงปัจจุบันเช่นกลุ่มของอาทิตย์อัสดงต่อมาได้แตกสาขาย่อยไปตามความเชื่อที่แตกต่างกันในวิธีปฏิบัติ กลุ่มปฏิบัติเส้นทางด้านซ้าย กลุ่มศึกษาเวทย์มนต์ลับที่ต้องห้าม และที่จะต้องพูดถึงถือ Aleister Crowley


Aleister Crowley (เกิดเมื่อ 12 ตุลาคม 2418) ถูกคนภายนอกเรียกว่า "พ่อมดดำ" เพราะเขาสนใจเรียนรู้ศาสตร์ลับทั้งของเวทย์มนต์ อียิปต์และสุเมเรียน เขามองการณ์ไกลว่า นับจากช่วงเวลาของเขาไปไม่กี่ปี โลกก็จะเปลี่ยนจากราศีมีนเข้าสู่ยุคของราศีกุมภ์ เป็นยุคที่คนในยุคนั้นเฝ้าฝันว่าคือเสรีภาพของความเชื่อ เสรีภาพของจิตวิญญาณที่มีอิสระในการเรียนรู้ ปฏิบัติและทุกคนมีสิทธิ ศํกยภาพเข้าถึงธรรมชาติ เรียกกันว่า New Age  และเขาได้จัดเตรียมศาสตร์ความรู้ด้านเวทย์มนต์ ที่เหล่า Witch เรียนรู้กันในปัจจุบัน มาตั้งแต่ช่วงเวลาที่เขายังมีชีวิตอยู่ เพื่อเตรียมความรู้ให้พร้อมสำหรับเด็กๆรุ่นใหม่ที่เกิดในยุคใหม่ที่กำลังจะมาถึง


นับจากปี 1960 นับตั้งแต่อเมริกาเข้าสู่สงครามเวียดนาม ก่อให้เกิดกลุ่มบุปผาชนของคนรุ่นใหม่ ที่ลุกฮือต่อต้านความไม่ถูกต้องของรัฐ จากกระบวนการนี้ คนรุ่นนี้ได้ทดลองเรียนรู้ ผิดบ้าง ถูกบ้าง ค่อยๆนำความรู้ที่พวกเขาเรียน ออกมาสู่สังคม เรียบเรียงใหม่ จัดระบบใหม่ให้เข้าใจง่าย เมื่อปีกข้างหนึ่งคือวิทยาศาสตร์ที่ก้าวกระโดด ปีกอีกข้างก็คือจิตวิญญาณก็จะต้องรีบก้าวกระโดดให้ทัน ไม่ใช่นั้นสังคมก็จะเน้นแต่วัตถุเพียงอย่างเดียว

ศาสตร์ต่างๆค่อยๆเป็นรูปเป็นร่างเช่น เรกิ พลังจักรวาร ปราณ จักราได้รับความสนใจไปทั่วโลก เวทย์ ดูอิท ชาร์แมน พลังจิต อื่นๆ ในกลุ่มเหล่านี้จะมีบางกลุ่มที่มีประสบการณ์ของการเรียนรู้ความรู้โบราณแล้วสื่อสารกับ "จิตระดับสูง" ทำให้พวกเขามองว่า

ในช่วงยุคใหม่ของราศีกุมภ์ คือช่วงเวลานี้ที่กำลังเริ่มเข้าสู่โลกยุคราศีกุมภ์ (มีการถกเถียงกันว่าจะใช้ทฤษฎีไหนในการตัดสิน แต่ทุกทฤษฏีเห็นตรงกัน พลังของราศีกุมภ์เริ่มมีอิทธิพลแล้ว) จะมีกลุ่มจิตวิญญาณที่ฝึกฝนตนเองมานานจนนับชาติไม่ถ้วน จะลงมาเกิดในโลกมนุษย์มากกว่าในยุคที่ผ่านมา

ปกติในช่วงเวลา 100 ปี กลุ่มจิตวิญญาณเหล่านี้ อาจจะลงมาเกิดแค่ไม่กี่คนเพื่อเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของสังคม แต่ว่าเมื่อเข้าสู่ยุคนิวเอจราศีกุมภ์ที่วัดก็คือบ้าน คือทุกทีของโลก ผู้นำจิตวิญญาณที่นำกลุ่มจะหมดความสำคัญ สังคมต้องการมากกว่านั้น

กลุ่มจิตวิญญาณโบราณเหล่านี้จะลงมาเกิดในร่างมนุษย์มากกว่าเดิม โดยพวกเขาเชื่อว่า เริ่มมาตั้งแต่ก่อนยุคบุปผาชนไม่กี่ปี พวกเขาเรียกกลุ่มจิตวิญญาณช่วงนี้ว่า เด็กอินดิโก้ Indigo ซึ่งช่วงเวลา 1960-1970 จะมาเกิดบ้าง เพื่อผ่านช่วงยุคนี้ เติบโตมาอย่างยากลำบาก เพื่อเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่สนใจทางจิตใจมากกว่าวัตถุ จากนั้นในปี 1970 ก็จะมีเด็กๆเหล่านี้ทะยอยมาเกิดมากทั่วโลก โดยทีจิตวิญญาณเหล่านี้จะมีคลื่นความถี่ของพลังงานทางจิตที่แตกต่างกัน จนถึงปี 2000 จิตวิญญาณที่มาเกิดหลังจากนี้ เรียกว่า เด็กคริสตัล เพราะมีคลื่นพลังงานที่ใสกระจ่าง

ในจำนวนกลุ่มเหล่านี้ ก็จะมีกลุ่มย่อยอื่นๆที่มีพลังงานการทำงานที่แตกต่างกันไปเพื่อช่วยยกระดับพลังงานของโลกและสังคมเช่น นักรบแห่งสายรุ้ง นี่มาจากตำนานของชนเผ่าอินเดียนแดงที่เชื่อว่าเมื่อโลกและธรรมชาติถูกมนุษยทำลาย จะเกิด "นักรบแห่งสายรุ้ง" เพื่อมาช่วยโลก รักสิ่งแวดล้อม กระจายไปทั่วโลก

และเมื่อโลกกำลังจะเข้าสู่ปี 2012 ปีที่สิ้นสุดปฏิทินมายาเพื่อขึ้นรอบปฏิทินใหม่ ปีที่วงโคจรของโลกจะเคลื่อนขึ้นสู่ขอบของกาแลคซี่ที่บางกลุ่มบอกว่าใช้จุดนี้ เพื่อบอกว่าโลกเข้าสู่ราศีกุมภ์ ในช่วงเวลานี้ จะเกิดกลุ่มที่เรียกว่า  Star Seed และ "LIGHT WORKERS" ขึ้นมา



ในที่นี้ จะขออธิบาย คุณลักษณ์ภายในของกลุ่ม "LIGHT WORKERS" หรือคนทำงานแห่งแสงสว่าง เพราะเขาได้ให้นิยามของลักษณะจิตใจของ "LIGHT WORKERS" ไว้ โดยเฉพาะในยูทูปนี้คือการเอาคำอธิบายสั้นๆที่ใส่ไว้ในยูทูปมาให้ดู


ถ้าคุณคือ "LIGHT WORKERS"


1 คนที่จะเกิดมาเป็น "LIGHT WORKERS" คือคนที่เกิดมาพร้อมกับวิญญาณของเขา มันไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เพิ่งจะเริ่มจากชาตินี้ พวกเขาทำงานเป็น "LIGHT WORKERS" มานานหลายชาติแล้ว 


2 พวกเขามีความรู้สึกอย่างแรงกล้าที่จะขยายกระจ่างแสงสว่างออกไป เช่น ความรู้ เสรีภาพ ความรัก ความเมตตา ไปทั่วทั้งโลก


3 พวกเขารู้สึกว่า มันคือภาระหน้าที่ของพวกเขามาตั้งแต่เด็กๆ ที่จะรู้สึกถึง ความรักที่มีต่อโลก เพื่อนมนุษย์ที่มีความเท่าเทียมกัน โดยไม่มีใครสอน ที่จะแบกรับสิ่งเหล่านี้ด้วยความเต็มใจ


4 ในจิตวิญญาณของพวกเขา มีเมล็ดพันธ์แห่งการตื่นของจิตวิญญาณที่ทำให้พวกเขาตื่นจากมายาของโลกนี้อย่างรวดเร็วกว่าคนอื่นๆนั้น


5 นั้นเป็นเพราะ งานของเขาไม่ใช่เพื่อตัวของเขาเองแต่เพื่อโลก สัตว์ พืช มนุษย์,เขาเดินบนเส้นทางแห่งการอุทิศตนเองนี้มาเป็นเวลาเนิ่นนานนับชาติไม่ถ้วน เป็นจิตวิญญาณที่เก่าแก่


 

6 คำว่าจิตวิญญาณโบราณนั้น ไม่ใช่นับจากจำนวนครั้งที่เกิด แต่คือประสบการณ์ที่พวกเขาได้รับในการอุทิศตนเองเพื่อเส้นทางและผู้อื่นเสมอมา


 

 7  ด้วยบทเรียนจำนวนมากมายมหาศาลที่ผ่านมาในอดีตชาติ

 

 

 8 มีบทเรียนที่พวกเขาล้วนทราบดีว่า การจะได้รับบทเรียนนั้น คือการยอมรับการเกิดเป็นมนุษย์


9 เพื่อเกิดประสบการณ์ทุกประเภท ทุกรูปแบบ ของ ความยุ่งยาก สับสน ทุกข์ ทรมาน และมายาที่ปรากฏในรูปมนุษย์


10 เหตุที่ทำแบบนี้ เพื่อพวกเขาจะได้มีประสบการณ์ที่แท้จริงเข้าใจประการณ์ของโลก


 

 

11 ทำแบบนี้เพียงเพื่อ พวกเขาจะเข้าใจ กระบวนการ เข้าถึงเครื่องมือที่ช่วยเหลือผู้อื่น


12 เพื่อนำทางคนอื่นๆ ผ่านการสอนเข้าถึงความสุขเบิกบานที่แท้จริงและการตื่นตรัสรู้จากมายา



13 พวกเขา อาจจะรู้สึกว่าชีวิตของพวกเขานั้นแตกต่างจากคนอื่นๆ


14  บางครั้งก็รู้สึกเหมือนเป็นคนต่างชาติ ต่างเผ่าพันธ์ เป็นพวกต่างดาว แปลกกว่ากระแสสังคม จึงรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มีใครเข้าใจ และพวกเขาก็ไม่เข้าใจตนเอง


15 ดังนั้น พวกเขาจึงค้นหาทางของตนเอง ที่แตกต่างจากรูปแบบของสังคมหรือศาสนา


16 โดยลึกๆๆแล้ว พวกเขารักความยุติธรรม


17 ดูเหมือนว่า พวกเขาจะสอนตนเอง นำทางตนเองให้มองเห็นคุณค่าของตนเองและสัญชาติญาณของตนเองที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด


18  "LIGHT WORKERS"มีความรู้สึกท่วมท้นในจิตใจที่อยากจะช่วยเหลือผู้อื่นในทุกๆทางที่ทำได้


 

 

19  "LIGHT WORKERS"มีมาหลากหลายรูปแบบที่ช่วยเหลือคนอื่นเช่น หมอ แพทย์ ครู ผู้นำทางจิตวิญญาณ


 

20 ส่วนใหญ่แล้ว  "LIGHT WORKERS" ไม่ค่อยสนใจให้ความรู้สึกกับ ความมั่นคั่งทางร่ำรวย นั้นเพราะสิ่งเหล่านี้แค่ไม่ได้อยู่ในจิตใจของพวกเขา หรือนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาแคร์ให้ความสนใจ


21  "LIGHT WORKERS" มีความรู้สึกดีใจ พอใจ สุขใจ เมื่อพวกเขาเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ


 

22 นั้นเพราะเหล่า  "LIGHT WORKERS" มีจิตใจที่เปิดรับ เข้าใจ เชื่อมโยงกับจิตใจ จิตวิญญาณแห่งชีวิต


23 จิตวิญญาณของพวกเขา ไม่เพียงแค่รับรู้สิ่งที่นอกเหนือไปจากโลกวัตถุ รู้สึกถึงพลังงานอื่นๆ ที่มิอาจจะอธิบายได้ในมิติหยาบทางกายภาพ


24  "LIGHT WORKERS" เคารพให้เกรียติต่อชีวิต


25 หากเกิดภัยทำลายล้างต่อ มนุษย์ สัตว์ พืช และธาตุต่างๆ


26 การทำลายแบบนั้น ส่งผลทำให้พวก  "LIGHT WORKERS" รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง รู้สึกสูญเสีย เศร้าใจ อย่างสุดซึ้ง และทนไม่ได้กับความรุนแรงของสังคมหรืออื่นๆ


 

27 พวกเขาดูเหมือน ไร้เดียงสา สนใจอุดมคติที่บริสุทธิ์ ทำให้พวกเขาแทบไม่เคยเรียนรู้วิธีปกป้องตนเองจากพลังงานเหล่านั้น


 

28  พวกเขามีพรสวรรค์ มีความอ่อนไหวของการรับพลังงานทางอารมณ์ของคนอื่นเข้าสู่ตนเอง


29 การรับอารมณ์ของคนอื่นเข้ามาประจำวัน ทำให้พวกเขาสับสนปะปนอารมณ์ตนเองหรือโดยอารมณ์อื่นกระชากไป ซึ่งตามปกติแล้วเหล่า  "LIGHT WORKERS" ต้องการเวลาเพื่อปลีกตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เป็นสิ่งสำคัญ


30 เพื่อแยกแยะ อารมณ์ตนเองออกจากสิ่งที่ดูดซับมาจากคนอื่น เพื่อเชื่อมโยงพลังงานกับโลกอีกครั้ง


31 เหล่า  "LIGHT WORKERS" มีมากมายหลากหลายหน้าที่บนโลก เพื่อทำหน้าที่ฐานะผู้ชีทางจิตวิญญาณ


32 เช่น พระภิกษุ แม่ชี ฤาษี แพทย์ Witch ชาร์แมน นักบวช อื่นๆ


33 พวกเขา นำเสนอ สะพาน ที่เชื่อมระหว่างโลกที่มองเห็นและมองไม่เห็น


34  เหล่า  "LIGHT WORKERS" ที่ผ่านมาในอดีตชาติ มีหลายครั้งที่ถูกปฏิเสธจากสังคม และถูกประหารพิษากษาเพราะความเป็น  "LIGHT WORKERS"


35 และนี่คือบาดแผลทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งที่ติดตัวมาด้วย


36 นี่คือสาเหตุที่ พวกเขารู้สึกกลัวที่จะแสดงออกถึงตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา


37 มาถึงตอนนี้..พวกเธอคือใคร  เธอเห็นตัวเธอที่ผ่านมายังไง


38 ถ้าใช่เธอ  "LIGHT WORKERS" นี่คือ ช่วงเวลาที่พวกเธอ "ตื่น" ได้แล้ว



39 แล้ว จะเริ่มต้นยังไง ก็เริ่มจากแก่นแท้ของตัวเธอ


40 สิ่งที่เป็นแก่นแท้ของพวกเธอ..  "LIGHT WORKERS" นั้นคือ ความบริสุทธิ์ของจิตใจ  หัวใจที่เปี่ยมด้วย ความรัก ความกรุณา ที่ปราศจากเงื่อนไขใดๆ

  นี่คือหัวใจบริสุทธิ์ของจักรวาลที่คือแก่นแท้ในตัวเธอ  "LIGHT WORKERS"

จาก http://wisdom-update.blogspot.com/2015/08/light-workers.html

 

 

 

 

 
6


A Lightworkers คือ ผู้ที่มีจิตใต้สำนึกที่จำได้ว่าพวกเขา คือ ส่วนนึงของพระเจ้า พวกเขามีความปรารถนาอันเเรงกล้าในการช่วยเหลือตัวเองเเละมนุษยชาติ พวกเขาทำเองด้วยสัญชาตญาณโดยไม่เกี่ยวข้องกับหลักคำสอนตามศาสนาใดศาสนานึง พวกเขามาเพื่อยกระดับคลื่นความถี่ให้กับโลกเเละมนุษยชาติ วิวัฒนาการของจิตสำนึกได้ถูกยกระดับขึ้นไป ทำให้ Lightworkers ได้กลายเป็นเเสงสว่างเเทนตัวเเทนเเห่งเเสงสว่าง



คุณรู้ว่าคุณ คือ Lightworkers เมื่อ....

1.คุณมีความเมตตาต่อผู้อื่นโดยธรรมชาติ ถึงเเม้ว่าคนเหล่านั้นจะไม่คู่ควรที่จะได้รับความเมตตาจากคุณ มันง่ายมากที่คุณจะเอาใจเขามาใส่ใจคุณ คุณเข้าใจว่าทำไมผู้อื่นถึงต้องทำในสิ่งที่พวกเขาทำลงไป

2.คุณสามารถสัมผัสพลังงานง่ายมากจากผู้อื่น หมายความว่า เวลาที่คุณอยู่ใกล้ใครคุณสามารถสัมผัสพลังงานของพวกเขาเเละรู้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร บางครั้งคุณสามารถรู้สึกได้เหมือนกับความรู้สึกนั้นเป็นของคุณเอง

3.คุณรู้ได้ทันทีว่าเมื่อไรก็ตามที่คุณลงโทษผู้อื่นคุณไม่ได้อยู่ในระนาบเดียวกับพลังงานเเห่งความรัก

4.คุณสามารถเชื่อมสัญญาณกับผู้อื่นได้ หรือ อาจจะมีความสามารถในการอ่านจิตระดับกลาง

5.​คุณรักการสร้างสันติภาพเเละช่วยให้ผู้คนเข้าใจกัน

6.คุณให้อภัยง่ายมาก เป็นเรื่องยากมากที่คุณจะโกรธใครได้นาน

7.คุณมักจะมองเห็นโลกในเเง่ดีในช่วงเวลาที่ยาก

ที่สุดในชีวิตของคุณเเละสามารถชี้นำผู้อื่นได้

8.คุณเข้าใจว่าชาตินี้เป็นเพียงชาตินึงในหลายๆภพชาติ ทุกครั้งที่คุณกลับมาเกิดใหม่คุณจะได้รับร่างใหม่เเต่ดวงวิญญาณเดิมพร้อมกับ Higher self

9.คุณไม่เห็นประโยชน์จากจากเเข่งขัน ชัยชนะไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับคุณ คุณเข้าใจว่ามันเป็นการเพิ่มอีโก้เเละความมั่นใจให้กับผู้คน

10.คุณเป็นฮีลเล่อร์ หรือ คุณชักนำให้ไปสู่วงการบำบัดรักษาไม่ทางใดก็ทางนึง คุณรู้สึกกระตือรือร้นที่จะช่วยผู้อื่นเมื่อพวกเขาเจ็บปวด

11. คุณรู้สึกดึงดูดอยากอ่านข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับพลังงานใหม่ หรือ เรื่องลึกลับ คุณไม่เคยรู้สึกพอในการที่จะเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ เวลาที่คุณอ่านคุณจะโดนใจคุณในหลายสิ่งหลายอย่างเสมอ

12. คุณรู้ตัวดีว่าความคิด,ความตั้งใจเเละการกระทำส่งผลกระทบไปถึงจิตใต้สำนึกมวลรวมของทั้งจักรวาล คลื่นความถี่ของโลกได้รับผลกระทบจากจิตใต้สำนึกของคุณเอง คุณรู้ถึงพลังงานลบ หรือ พลังความคิดบวกจะทิ้งรอยพลังงานไว้ โดยจะปรากฎขึ้นกลายเป็นเหตุการณ์ดีเเละไม่ดีไว้ในโลกของเรา 

13. คุณรู้ว่าคุณอยู่ที่นี้เพื่อหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่เเต่บางครั้งคุณรู้สึกว่าคุณควรจะอยู่ที่อื่นมากกว่าที่นี้  ที่เรียกว่าบ้านของคุณ

14.คุณพบกับความบังเอิญอันน่าเหลือเชื่อ เช่น ตัวเลขซ้ำๆ เหตุการณ์ซ้ำๆ ภาพ หรือ ตัวอักษรซ้ำๆ คุณมองหาพลังงานที่ตรงกับหน้าที่ที่เหมาะกับคุณช่วยนำทางชีวิตคุณไป
 
15. คุณรู้สึกได้ว่าพระเจ้าอยู่ในตัวคุณ ลางสังหรณ์ของคุณสัมพันธ์กับพระเจ้า ยิ่งคุณเติบโตมากขึ้นความรู้เกี่ยวกับจิตวิญญาณก็เพิ่มมากขึ้นตามตัว เเละคุณสามารถสื่อสารกับจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในตัวได้ดีมากขึ้นเรื่อยๆ

16. คุณรู้สึกถึงพลังงานที่มากเกินไปในกลุ่มคน ที่เต็มไปด้วยพลังงานลบ หรือ เสียงดัง พลังงานลบ หรือ พลังงานที่เเตกต่างจากคุณทำให้คุณรู้สึกอยากกลับบ้านไปอยู่ในที่ๆคุณรู้สึกสบายตัว

17. คุณไม่สนใจเรื่องไม่เป็นเรื่อง โดยเฉพาะ ดราม่า

18.คุณไม่ชอบนินทาผู้อื่น

19.คุณรู้ว่าจุดจบของทุกอย่างจะลงเอยด้วยดี จะเกิดผลลัพธ์ดีที่สุดอย่างเเน่นอน

20.คุณมั่นใจมากว่าความรัก คือ คำตอบที่เเน่นอนที่สุด

8
บทความ (Blog) / Hong kong
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ วันนี้ เวลา 02:31:54 PM »

9


ปธน.อินเดียมั่นใจ!"โมดี"ใช้พุทธเป็นฐานสานสัมพันธ์นานาชาติ ร่วมสร้างสันติภาพโลก
 
"อินเดียเป็นดินแดนแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลอินเดียมีความพยายามจะใช้พระพุทธศาสนาในฐานะเป็นเครื่องมือทางการทูตสานสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ด้วย"

ประโยคนี้เป็นเนื้อหาตอนท้ายๆ ของสุนทรพจน์ของนายราม นาถ โกวินท์ ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอินเดีย ณ ห้องโถงกลาง รัฐสภาอินเดีย โดยมีบุคคลสำคัญของอินเดียเข้าร่วมจำนวนมาก อาทิ อดีตประธานาธิบดี (นายประนาบ มุขเคอร์จี) รองประธานาธิบดี (นายฮามิด อันสารี) นายกรัฐมนตรี (นายนเรนทรา โมดี) ประธานสภาผู้แทนราษฎร (นางสุมิตรา มหาชัน) ประธานศาลฎีกา (ผู้พิพากษา เจ เอส เคฮาร์) รัฐมนตรีในรัฐบาลกลาง มุขมนตรีจากรัฐต่าง ๆ สมาชิกรัฐสภา และคณะทูตานุทูตต่างประเทศเข้าร่วม โดยเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ได้เข้าร่วมพิธีดังกล่าวตามคำเชิญของทำเนียบประธานาธิบดีด้วยเช่นกัน เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา

แต่กล่าวข้อความนี้จะปรากฏต่อสายตาก็ใช้กาลเวลานานพอสมควร 

สำหรับนายราม นาถ โกวินท์นั้นมีจุดสนใจสำหรับคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยพุทธ ตั้งแต่ก่อนจะมีการลงคะแนนเลือกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาแต่ละรัฐรวมเกือบ 4,900 คนทั่วประเทศในวันที่ 17 กรกฎาคม 2560  เนื่องจากนายราม นาถ โกวินท์เป็นคนวรรณะจัณฑาลเช่นเดียวกับคู่แข่งและเป็นฐานเสียงสำคัญของนายโมดี

และได้สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับชาวพุทธเมื่อทราบว่านายราม นาถ โกวินท์นั้นเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เฉกเช่น ดร. อัมเบดการ์ หรือดร.บาบาสาเหบ พิมเรา รามจิ อัมเบดการ์(Dr. Babasaheb Bhimrao Ramji Ambedkar) ที่เกิดในวรรณะศูทร ที่พัฒนาตัวเองจนได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และเมื่อประเทศอินเดียได้รับเอกราช ได้เป็นผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญของประเทศอินเดียประกาศใช้จนถึงทุกวันนี้ และต่อมาได้นำพาคนอินเดียวรรณะต่ำหันมานับถือพระพุทธศาสนา

ทั้งนี้จากการเปิดเผยของพระครูปริยัติโพธิวิเทศ (พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตตธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย  ซึ่งเผยแพร่ข้อมูลผ่านทางเฟซบุ๊ก "ท่านคมสรณ์ ข่าวสารงานพระธรรมทูตอินเดีย" เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 วันที่เข้าพิธีรับตำแหน่ง ประกอบกับวันดังกล่าวนายราม นาถ โกวินท์ได้เดินทางไปร่วมในพิธีสาธยายพระไตรปิฎกที่พระเจดีย์ต้นพระศรีมหาโพธิ์พุทธคยา   รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

คำกล่าวสุนทรพจน์ของนายราม นาถ โกวินท์ข้างต้นนั้นได้รับการเผยแพร่โดยเว็บไซต์สถานกงสุลใหญ่ไทยประจำกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 27 25 กรกฎาคม 2560(http://newdelhi.thaiembassy.org/th/2017/07/president_takes_oath/) และเมื่อไม่นานมานี้มีการเผยแพร่คลิปพิธีแสดงคนเป็นพุทธมามกะของดร. อัมเบดการ์ ซึ่งก็มีชาวพุทธจำนวนไม่น้อยที่เห็นคลิปนั้นแล้วเข้าใจว่าเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ของนายราม นาถ โกวินท์

อย่างไรก็ตามคำกล่าวสุนทรพจน์ของนายราม นาถ โกวินท์ดังกล่าวนับได้ว่าทรงคุณค่ายิ่ง  ที่นายโมดีจะใช้เป็นฐานในการสานสัมพันธ์กับนานาประเทศ โดยใช้หลักพุทธธรรมเป็นฐานในการสร้างสันติภาพโลก เพราะคำว่า "สันติภาพ" เป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนาดังพุทธภาษิตที่ว่า "นัตถิ สันติ ปรัง สุขัง" ความว่า "ไม่มีความสุขใดที่จะยิ่งใหญ่เป็นกว่าสันติภาพ" ส่งผลให้องค์การสหประชาชาติประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสากลของโลก เพื่อกระตุ้นต่อมประเทศ ศาสนา ลัทธิ ที่ประกาศได้ตั้งอยู่บนหลักแห่งสันติภาพ ได้นำไปใช้เป็นกระบวนการนำไปสู่การปฏิบัติการสร้างสันติภาพโลกให้เป็นความจริง

จาก http://www.banmuang.co.th/news/inter/87098





ปธน.อินเดียคนใหม่เข้าสักการะต้นพระศรีมหาโพธิ์

 
"โควินธ์"ปธน.อินเดียคนใหม่เข้าสักการะต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระเถระจากนิกายต่างๆในพระพุทธศาสนาอาทิ สมเด็จพระสังฆราชกัมพูชา เจริญชัยมงคล







นายราม นาถ โควินธ์ ทนายความวัย 71 ผู้สมัครจากพรรครัฐบาล คือพรรคภารติยะ ชนะตะ หรือ BJP ของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ที่ชนะการเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีประเทศอินเดียจากจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาแต่ละรัฐรวมเกือบ 4,900 คนทั่วประเทศลงคะแนนเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2560อย่างขาดลอย และได้เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 ก.ค.2560 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้นายราม นาถ โควินธ์นั้น นอกจากจะเป็นคนวรรณะจัณฑาลแล้วยังศรัทธาเลื่อมใสพระพุทธศาสนาพระพุทธศาสนา เฉกเช่น ดร. อัมเบดการ์ หรือดร.บาบาสาเหบ พิมเรา รามจิ อัมเบดการ์(Dr. Babasaheb Bhimrao Ramji Ambedkar) ที่เกิดในวรรณะศูทร ตามการเปิดเผยของ พระครูปริยัติโพธิวิเทศ (พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตตธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย  ซึ่งเผยแพร่ข้อมูลผ่านทางเฟซบุ๊ก "ท่านคมสรณ์ ข่าวสารงานพระธรรมทูตอินเดีย"

ดังนั้น หลังจากนายราม นาถ โควินธ์ได้ประกอบพิธีรับตำแหน่งแล้วได้เดินทางไปสักการะต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่พุทธคยา รัฐพิหาร ได้มีพระเถระจากนิกายต่างๆ ในพระพุทธศาสนาร่วมเจริญชัยมงคล ในจำนวนนี้มีสมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดีเทพวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช ประเทศกัมพูชารวมอยู่ด้วย
.............................
(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก Wangmo Dixey)
10
วีรสตรีไทยเพียงหนึ่งเดียว ที่ทั้งโลกนับถือ...แต่คนไทยแทบไม่รู้จัก !!! ถึงขนาดที่ "บิล เกตส์" ออกมาทำคลิปสั้นเพื่อยกย่อง !!! #มีคลิป

<a href="https://www.youtube.com/v/PAXo4H93x04" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/PAXo4H93x04</a>



จากhttp://www.tnews.co.th/contents/388018

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 60 เพจชื่อดัง ได้แชร์โพสต์ ของ Bill Gates ซึ่งเป็นบุคคลทรงอิทธิพลของโลก และเป็นเจ้าของไมโครซอฟผู้เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ โดย Bill Gates ได้ทำคลิปสั้นๆ ยกย่องหญิงไทยคนหนึ่งที่คนไทยแทบไม่เคยรู้จัก โดยทางเพจ Drama-addict ได้แชร์และโพสต์ข้อความดังต่อไปนี้...




เราไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้กันบ่อยๆนะครับ ที่บิล เกตต์ ลงคลิปยกย่องคนไทย คนที่บิล เกตต์แกยกย่องนี่ คนไทยยังไม่ค่อยรู้จัก แต่ป้าแกคือวีรสตรีไม่ใช่แค่สำหรับคนไทย แต่สำหรับชาวโลกทั้งปวง ป้าแกชื่อ ดร กฤษณา ไกรสินธุ์ บ้านเดิมเป็นชาวสมุย เรียนเภสัช และได้ PhD ที่อังกฤษ
ตอนช่วงปี 35 HIV เริ่มระบาดในไทยหนัก (พบรายแรกในไทยปี 26) แต่ยาแม่งยังราคาแพงอยู่มาก จนประชาชนเข้าไม่ถึง ป้าแกเลยวิจัยเรื่องยาต้านไวรัสมารักษา HIV จนในที่สุดก็ผลิตยาต้านไวรัส Zidovudine ที่ไทยใช้ถึงปัจจุบัน มาขายในประเทศในราคาถูกมากกกกกกกกกกกกกกกกก
ถูกขนาด จากราคายาอิมพอรท เม็ดละ 40 พอเราผลิตในประเทศได้ เหลือ 7 บาท นอกนั้นยังมียาต้านไวรัสตัวอื่นอีกที่ป้าแกดัมพ์ราคาลงจาก เม็ดละเกือบ 300 เหลือ 8 บาท เหมือนกัน
จนคนไทยเข้าถึงยาต้านไวรัสกันทั้งประเทศ คุณภาพชีวิตคนไทยที่ติดเชื้อ HIV ดีขึ้นแบบก้าวกระโดดเลย แต่ระหว่างนั้นป้าแกก็โดนบริษัทยาฟ้องรัวๆ เพราะทำให้บริษัทยาเสียผลประโยชน์นะ
แล้วความเท่ห์คือ พอคนไทยเอาตัวรอดได้ มียาราคาถูกใช้แล้ว
ป้าแกเดินทางไปแอฟริกาใต้ เพื่อบุกเบิกโรงงานผลิตยาต้านไวรัสที่คองโก ไม่ใช่แค่ยาต้านไวรัสอย่างเดียว ยังรวมถึงยาแผนปัจจุบันอื่นๆอีกหลายตัว จนหลายประเทศในแอฟริกาใต้มียาผลิตในประเทศราคาถูกใช้เหมือนบ้านเรา ไม่ต้องอิมพอรทยาราคาแพงกว่าเป็นสิบเท่าจาก ตปท มาใช้อีกต่อไป
ทุกวันนี้งานของป้าแกยังไม่จบ แกยังคงเดินทางไปช่วยเหลือคนทั่วโลกต่อไป
สมแล้วที่บิลเกตต์ยกย่อง ขนาดทำคลิปสรรเสริญป้าแกลงเพจตัวเอง เท่ห์โคตรๆ ความเห็นส่วนตัว ป้าแกควรได้โนเบล แมกไซไซ รอคกี้เฟลเลอร์ ไม่มีใครคู่ควรกับรางวัลทั้งหมดนี้มากไปกว่าแกละ



ประวัติ 'เภสัชกรยิปซี ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์' 'บุคคลแห่งปีเอเชีย' นักสู้เอดส์
ละครบรอดเวย์ สร้างจากชีวิตจริง เภสัชกรยิปซีไทย (แต่คนไทย ไม่รู้จัก ) ลองอ่านกันดูนะครับแล้วคุณจะรู้ว่าชีวิตของคนๆหนึ่งเกิดมาเพื่อให้ผู้อื่นโดยแท้ นั้นงดงามเพียงใด
เภสัชกรยิปซีไทย ผู้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ (ซึ่งปัจจุบัน ขณะนี้ ไทยกำลังมีปัญหากับอเมริกา เพราะข้อขัดแย้ง เรื่องราคายา ที่ไทยไม่ยอมอเมริกา เรื่อง สิทธิบัตรยา)
ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรยิปซีไทย ผู้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ที่เร่ร่อนไปทั่วเเอฟริกาจนเป็นที่รู้จัก ถึงขนาดอเมริกานำชีวิตเธอไปสร้างเป็นละครบรอดเวย์ ในขณะที่คนไทยไม่รู้จักเธอ
ชื่อ - ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เป็นคนเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มีพี่น้อง 2 คน พ่อเป็นหมอ คุณแม่ เป็นพยาบาล
เรียน - นักเรียนประจำที่ รร.ราชินี ปริญญา คณะเภสัชศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ปริญญาโท สาขาเภสัชวิเคราะห์ ม.Strahclyde ปริญญาเอก สาขาเภสัชเคมี ม.Bath ที่อังกฤษ (ฐานะทางบ้าน ก็สบายๆ ญาติพี่น้อง ทำธุรกินโรงแรมที่เกาะสมุย)
ชอบเล่นดนตรี เคยฝันอยากเป็น Conductor
เคยอยากเปลี่ยนสายเรียน ไปเป็น ไบโอเคมี (ชีวเคมี )แต่เห็นว่า คณะที่เรียนอยู่ ในเมืองไทย มีคนเรียน แค่ 5 คน จึงก้มหน้าก้มตาเรียนต่อไป



ปี 2535 เริ่มมีผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทย เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจาก พบในเอดส์ในไทยครั้งแรก ปี 2526 ทำไห้ตัดสินใจศึกษาวิจัยยาต้านไวรัสเอดส์ คิดค้นอยู่ 3 ปี แรกๆทำงานคนเดียวหมด ประเทศไทยจึงเป็นประเทศแรกของโลก ที่ผลิตยาชื่อสามัญว่า ยาเอดส์ ในปี 2538 ได้
โดนคดีขึ้นศาลกับบริษัทยา(ชื่อของอจ. ถูกบรรจุอยู่ในแบล็กลิสต์ของบริษัทยาเกือบทุกบริษัท) จากเรื่องของผลประโยชน์ เพราะถ้า ผลิตยาได้สำเร็จ ยอดขายของผู้ผลิตรายอื่นๆ ก็ต้องตกแน่นอน เพราะว่า ราคาต่างกันค่อนข้างมาก ถือว่าตัวเองได้ทำหน้าที่ที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างดีที่สุดแล้ว ไม่ได้คิดว่าจะตบหน้าใคร หรือมาทำให้ยอดขายของบริษัทไหนลดลง (ก็คนกำลังจะตายอยู่แล้ว ไม่มีเงินซื้อยาแพงๆกิน ก็ต้องช่วยกันไป)
คือ ยา ZIDOVUDINE (AZT)- ยาที่ลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก จาก แคปซูลละ 40 บาท เหลือ 7-8 บาท อีกตัวคือ จากเดิม ขาย แคปซูลละ 284 บาท เหลือ 8 บาท ยาที่มีชื่อเสียงมาก คือ GPO-VIR สามารถทำให้ยา 3 เม็ดรวมอยู่ในเม็ดเดียว จากต้องทาน วันละ 6 เม็ด เหลือเพียง 2 เม็ดเท่านั้น
รัฐบาลไทย สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ จาก 1000 คน เพิ่มเป็น 10000 คน ค่ายา จาก คนละ 20,000 เหลือ 1,200 บาท
ปี 2545 ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา เพื่อจะไปช่วยเหลือทางแอฟริกาใต้อย่างเต็มตัว (เห็นว่า เมืองไทย เริ่มช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว ) ไม่มีใครยอมเซ็น(รวมทั้งรัฐมนตรี)ใบอนุมัติการลาออกให้
มีการยื่นข้อเสนอ ให้เปลี่ยนตำแหน่งสูงขึ้น และการเอายาของเราไปขายที่แอฟริกาแทน แต่ไม่เอาด้วยเหตุผลต้องการให้พวกเขาทำเองให้พึ่งตนเอง เชื่อว่า ถ้าเขาอยากกินปลา เราก็ควรสอนเขาตกปลาเอง ไมใช่ว่าเอาปลาไปให้เขากิน เพราะไม่อย่างนั้น เขาจะไม่มีวันพึ่งตัวเองได้ เมืองไทยไปจำหน่ายได้ มันจะมีประโยชน์อะไร เพราะมันไม่มีความยั่งยืน(ไม่สนเงินเข้ากระเป๋า ว่างั้น)



เดินทางไปคองโก ไปบุกเบิกใหม่หมด วาดแปลนโรงงาน ที่จะผลิตยา ใช้เวลา 3 ปี โรงงานดังกล่าว ผลิต ยาต้านไวรัสเอดส์ ชื่อ AFRIVIR เหมือนเมืองไทยทุกอย่าง ได้สำเร็จ
ปี 2546 ผลิตยาที่ทวีปแอฟริกา ที่ดังมาก และขายดีที่สุดในประเทศแทนซาเนีย คือ ยามาลาเรีย (THAI-TANZUNATE) ยาราคาถูก จาก 360 บาท ผลิตได้ ในราคา 36 บาทเท่านั้น
ประเทศด้อยพัฒนาในแอฟริกายากจนมาก สมมติว่าโรงพยาบาลหนึ่งมีเตียง 150 เตียงแต่มีคนไข้ที่มาแอดมิด 450 คน นั่นหมายถึง ใน 1 เตียง มีคนไข้ 3 คน นอนบนเตียงเดียวกัน 2 คน นอนกลับหัวกลับหางกัน และนอนใต้เตียงอีก 1 คน
เวลาอยู่ที่แอฟริกา ก็ร่อนเร่ไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยมีหลักแหล่ง บางทีก็มีคนช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายการเดินทาง บางทีออกเอง เพราะประเทศเขายากจน ไม่มีตังค์ให้หรอก
อุปสรรคชีวิตโลดโผน
เจอเครื่องบินดีเลย์ ไป 24 ชม.
บางที เครื่องบินก็พาไปลงผิดประเทศ
เสื้อผ้า ต้องมีติดกระเป๋าสะพายตลอดอย่างน้อย 3 ชุด เพราะชุดในกระเป๋าเดินทางที่โหลดไว้ใต้ท้องเครื่องอาจมาช้า ไม่ก็หายไปเลย
ที่คองโก นอนอยู่ดีๆ ก็มีแสงสว่างวาบๆขึ้นมา ก็คิดในใจว่า ทำไมถึงสว่างเร็วจัง ปรากฏว่าไม่ใช่แต่เป็น ระเบิดที่เขายิงมา โดยมีเป้าหมายที่บ้านพักของดิฉัน แต่เขากะพลาดไปหน่อย เลยไปตกข้างๆบ้านแทน คิดว่า คงเป็นฝีมือของพวกที่เขาคิดว่าดิฉันเป็นศัตรูนั่นแหล่ะค่ะ
ตอนไปช่วยเหลือที่ ไนจีเรีย ต้องเดินทางตอนตี 1 จากสนามบิน เข้าสุ่ที่พัก คนเดียว ไม่มีคนมารับ นั่งแท๊กซี่ไป ถูกคนเอาปืนมาจี้ 5 ครั้ง ในคืนเดียว รอดมาได้หมดทุกครั้ง และไม่มีใครเอาทรัพย์สินไปเลยสักคนเดียว ด้วยเหตุผล " ฉันมาช่วยคนในประเทศเธอน่ะ อยากได้อะไรก็เอาไปเลย" เลยไม่มีคนจี้ต่อ แต่เสียเวลาไป 4 ชั่วโมง กับการเดินทาง 20 กม. เพราะมัวแต่โดนจี้ ไป 5 ครั้ง
สื่อของฝรั่งเศสและเยอรมนี ชื่นชมการทำงานมาก นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ จนได้รับรางวัลจาก เทศกาลหนังเมืองคานส์ 3 รางวัล



อ้างอิงข้อมูลจาก - เพจ Drama-addict
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham