Blog

Blogsเขียนบทความใหม่ http://www.tairomdham.net/image/post/Thankyou.pngThank you แทนคำขอบคุณ PM เขียนจดมายส่วนตัว

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - มดเอ๊กซ

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 442
1

ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต

“รอยปริแตกของสรรพสิ่ง นับเป็นสภาวะที่เป็นนัยของการเรียนรู้ที่จะเยียวยา ซ่อมแซม และแก้ไขให้คืนกลับมาสู่สภาพ...ท่ามกลางความลึกเร้นแห่งใจอันเปราะบางและยับเยิน สำนึกรู้ในทางจิตวิญญาณอันล้ำลึกและสูงส่งผ่านธารสำนึกของตัวบุคคลย่อมคือรูปรอยทางความคิดที่มีค่า...เป็นประจักษ์พยานอันสำคัญต่อการเรียนรู้และรับรู้ในวิถีแห่งเจตจำนงที่ต้องปรับแต่งแก้ไข...ภาวะดังกล่าวนี้คือปรากฏการณ์ทางความคิดที่แทรกอยู่กับตัวตนของคนทุกคน..สุดแต่ว่าใครจะหยั่งเห็นได้..เพียงนั้น....”

นี่คือนัยสำคัญที่ถอดรูปรอยความหมายออกมาจากหนังสืออันทรงคุณค่าของยุคสมัยเล่มสำคัญ “คินสึงิ”(Kintsugi):ความงามของบาดแผลแห่งชีวิต..งานเขียนของ “โทมัส นาวาโร” (Thomas Navarrow)จิตแพทย์ชื่อดังชาวสเปนผู้มีผู้บาดเจ็บทางใจเป็นคนไข้มายาวนานหลายสิบปี/เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ด้วยแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ในการเยียวยารักษาด้วยมุมมองของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อความพังพินาศในชีวิต...การเรียนรู้จากชิ้นส่วนอันแตกหักที่ถูกเก็บกอบขึ้นมา เพื่อประจงใช้สมานรอยแผลให้งดงามและดำรงอยู่ต่อไป

อาจกล่าวได้ว่าผู้คนในยุคสมัยของวันนี้ ล้วนต่างมีภาวะอาการที่เหงา เศร้าซึม และหมดไฟที่จะใฝ่หาสิ่งอันเป็นแรงใจ ทุกคนดูเหมือนว่าต่างเต็มไปด้วยอาการที่บอบช้ำและเจ็บช้ำ ความรู้สึกเช่นนี้แม้บางคนจะหายไปได้ง่ายๆในบางครั้ง..แต่กับส่วนใหญ่กลับจะดำดิ่งอยู่กับหายนะทางความรู้สึก จนไม่สามารถดึงตัวเองออกมาให้พ้นจากความทุกข์เศร้าอันแสนจะทรมานนั้นได้..

แบบแผนแห่งการใช้เทคนิค”คินสึงิ”อันหมายเทคนิคแห่งการผนึกเครื่องปั้นดินเผาที่แตกหักให้กลับมาเข้าด้วยกันในสภาพที่ดีเหมือนเก่าจากการซ่อมแซมด้วยทองคำ..ที่ถือเป็นการนำมาประยุกต์ใช้กับวิธีการที่เรียกกันว่า “Kinsukoroi” อันหมายถึง..การช่วยรักษาและปลดปล่อยคนออกจากความเศร้า และ ความเหงาเศร้า..ได้ไม่ยาก..

เด๋วมา จัดเนื้อหา เอาไปอ่านก่อน

https://siamrath.co.th/n/215734

3


วะบิ-ซะบิ รอยตำหนิแห่งสุนทรียะ ตอนที่ 2 : “ซะบิ” (寂) ความหยาบกร้านที่งดงาม

ซะบิ (寂) ความหมายนัยตรงคือ ความหยาบ
ผิวสัมผัสที่กร้านเหมือนโลหะขึ้นสนิม นี่คือคุณลักษณะของเครื่องเคลือบสมัยซ่งแบบ เจี้ยนเย่า (建窯) และ จี๋โจวเย่า (吉州窯) นั่นเอง เพียงแต่เมื่อผสมกับความเป็นเซนที่ต้องถ่อมตนในคุณค่า ปรมาจารย์ชาในญี่ปุ่นไม่เพียงเลือกเครื่องเคลือบที่มีผิวแบบซะบิ แต่ยังเลือกชิ้นที่มีคุณค่าแบบซะบิ คือราคาถูกจนไร้ความหมายในแง่ศิลปะด้วย

เอาลิ้งไป อ่านก่อน เด๋ว มาไล่แต่ง กระทู้
https://becommon.co/culture/wabi-sabi-sabi-esthetic/



4
วะบิ-ซะบิ รอยตำหนิแห่งสุนทรียะ ตอนที่ 1 : “วะบิ” (侘) ความเรียบง่ายจาก ‘ซ่ง’ ถึง ‘เซน’



“วะบิ ซะบิ” เป็นคำที่สร้างความสับสนที่สุดคำหนึ่งในหมู่ผู้สนใจสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น
อย่างแรก สับสนกันว่ามันควรแปลเป็นภาษาอื่น (อังกฤษ หรือ ไทย) ว่าอย่างไร?

อย่างที่สอง มักเข้าใจไขว้เขวกันว่า วะบิ-ซะบิ คือความเป็น “เซน” อย่างหนึ่ง

ประเด็นแรก คำว่า วะบิ (侘) มีความหมายที่กว้างขวาง โดยความหมายตรงออกจะให้ความรู้สึกผสมผสานระหว่างความพึงพอใจในความพร่อง ความสับสนในใจ ความผิดหวังที่เปล่าเปลี่ยว ฯลฯ ราวกับเป็นคำที่สะท้อนอารมณ์ที่ประเดประดังของศิลปินที่สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่จากความคลุมเครือของจิตใจ

วะบิ ในความหมายนี้ไม่ได้สะท้อน “เซน” ออกมา แต่เป็นสภาวะของผู้ที่อยู่ในอบายภูมิ จมจ่อมกับอารมณ์ที่พาใจดิ่งสู่ความลึกไร้ที่สิ้นสุด เป็นความลึกซึ้งที่ “เซอร์เรียล” ที่ต่างจากเซนที่เป็นความลึกซึ้งที่ “เรียล”


พระพุทธรูปโลหะหุ้มทองคำ สมัยราชวงศ์ถัง ค.ศ.618 – 907 (Photo: metmuseum.org)



ยุคคะมะกูระเป็นยุคที่วัฒนธรรมของชนชั้นนักรบได้ก่อกำเนิดขึ้นโดยมีวัฒนธรรมของชนชั้นปกครองเป็นรากฐาน (Photo: ukiyo-e.org)

ในยุคโบราณของญี่ปุ่นปรัชญาที่ชี้นำชนชั้นสูงมาจากพุทธศาสนาหกนิกายหรือ นันโตโรกุชู (南都六宗) เป็นพุทธปรัชญามีความซับซ้อนเพราะอิงกับอภิธรรม สุนทรียศาสตร์ก็มุ่งเน้นความงามอันสมบูรณ์แบบ มัณฑศิลป์ต้องประกาศความอลังการ ฉันทศาสตร์ต้องมีนัยอันลึกซึ้งโยงใยกับวรรณกรรมและไวยากรณ์คลาสสิก นี่คือลักษณะของปรัชญาและสุนรียศาสตร์ที่ญี่ปุ่นยุคโบราณรับมาจากจีนสมัยราชวงศ์ถัง

ดังนั้น ความเป็น ‘ถัง’ คือความอลังการทั้งจิตวิญญาณและศิลปะ


ภาพวาดพระโพธิสัตว์ สมัยราชวงศ์ถัง ค.ศ.618 – 907 (Photo: chineseculturalstudiescenter.org)



ลำบากนิดหน่อย จิ้มกด ทำจากมือถือ ขอแต่งกระทู้หน่อย

เอามาจากลิ้ง คุณนักเขียน ท่านนี้ นะ

คุณ กรกิจ ดิษฐาน https://becommon.co/culture/wabi-sabi-wabi-simply/









5


<a href="https://www.youtube.com/v/BxZKVH2rPYk" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/BxZKVH2rPYk</a>

เพิ่มเติม ทั้งเล่ม ครบทุกบท https://youtube.com/playlist?list=PLV8Tyvuuh60FQhp8t7xI5XDIOF5q0KgJd



7


ศึกอสูร ณ เทือกเขาหิมาลัย

ตำนานตั๊กซัง [รังของเสือ] มหาวิหารแห่งหิมาลัย


ท่านกูรู ริมโปเช ลามะศักดิ์สิทธิ์ กำลังบำเพ็ญตบะบนยอดเขาแห่งหนึ่งในธิเบต พลังอันแกร่งกล้าของท่านทำให้ท่านกูรูเล็งเห็นว่า ในดินแดนอันห่างไกล มีปีศาจตนหนึ่งกำลังทำร้ายมนุษย์ หมอผีของชนเผ่าแถบนั้นไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ ท่านกูรูจึงไม่สามารถจะปล่อยให้ชาวบ้านทนทุกข์อีกต่อไป ท่านจึงได้เปล่งวาจาบัญชา

“ลูกศิษย์ข้า จงเชิญสักติแม่นางผู้เป็นภรรยาของข้าให้เข้ามา ณ บัดนี้”
เมื่อนางเดินเข้ามา ท่านกูรูได้เอ่ยต่อไปว่า

“เราจำเป็นต้องลงไปทางใต้ ข้ามหิมาลัยสูงเสียดฟ้าภารกิจครั้งนี้ใหญ่หลวง เราจำเป็นต้องสงวนแรงสร้างตบะ ท่านจงแปลงร่างเป็นพาหนะพาข้าไป “
ทันทีที่แม่นางผู้เป็นภรรยาฟังจบ พื้นถ้ำในตำแหน่งที่สตรีผู้นั้นเคยยืนอยู่ตอนนี้กลับมีร่างเสือตัวมหึมา พญาเสือค่อยๆเดินมาสยบแทบเท้าทรุดกายให้ท่านกูรูขึ้นยืนบนหลังและเหาะเหินผ่านฟ้ามุ่งหน้าลงใต้
 
ริมแม่น้ำพาโรในเวลาต่อมา
เกียริง เด็กสาวผู้เติมโตมาในหุบเขาแคบๆติดแม่น้ำสีฟ้ากำลังเกี่ยวข้าวแปลงสุดท้าย เธอเหลือบเห็นดูดวงตะวันที่ใกล้จะลับขอบฟ้าซึ่งเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาของอสูร ไม่มีใครบอกได้ว่าอสูรหน้าตาเช่นใด เพราะไม่มีใครรอดมาบอก พ่อมดทุกหมู่บ้านเคยรวมตัวกันไปปราบอสูรแต่ก็กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เช่นเดียวกับพี่สาวและอาของเธอที่สาบสูญไปในค่ำคืนหนึ่ง

ส่วนหมอผีที่ไม่ได้ไปปราบได้กล่าวไว้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปเจ้าอสูรจะย้ายไปอยู่ถิ่นอื่นเอง ต่อมาเธอได้ยินคำบอกเล่าของชาวนาผู้อยู่ถัดไปจากเขตต้นน้ำเล่าว่าวันหนึ่งเขาได้ออกไปตรวจตราฝูงสัตว์ของตนว่ายังอยู่ครบหรือไม่ เขาบังเอิญเงยหน้าขึ้นมองฟ้า มีแสงสีทองเหลืองเรืองรอง เขาเห็นร่างมนุษย์ยืนหยัดอยู่บนร่างเสือตัวใหญ่ ในเวลาเดียวกันนั้น ภรรยาของชาวนาก็ได้ฝันถึงท่านกูรูผู้วิเศษบนหลังเสือได้กล่าวบอกเธอว่า ภายในสามเดือนข้าจะจัดการกับอสูร วันเวลากำลังจะผ่านพ้นไปสามเดือนในวันนี้แต่ก็ยังไม่เห็นมีผู้วิเศษปรากฏกายเลยสักรายชาวนาทั้งสามีภรรยาผู้นั้นก็ถูกเสือร้ายทำร้ายจนสิ้น หลายครอบครัวเริ่มย้ายถิ่นฐานอพยพไปอยู่บนแผ่นดินใหม่ แต่ครอบครัวของสาวน้อยไม่ทำเช่นนั้นเพราะพ่อของเธอได้กล่าวว่า

“เราจะไม่ละทิ้งแผ่นดินบรรพชนให้เสื่อมเสียไปถึงวันหน้า”
ตอนนี้เธออยู่ปลายนาก้มตัวต่ำจนเพื่อนบ้านไม่ทันสังเกตและต่างพากันคิดไปว่าเธอกลับบ้านไปแล้ว จึงพากันรีบกลับบ้านก่อนแสงตะวันจะลับขอบฟ้า ปล่อยสาวน้อยไว้เพียงคนเดียวกลางไพรพนากว้างใหญ่

สาวน้อยเพิ่งจะรู้ตัวว่าทั้งท้องทุ่งเหลือเพียงตัวเธอ จากตรงนี้ไปถึงบ้านเธอใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสิบนาที ทางที่เธอจะต้องผ่านก็ล้วนเป็นป่าเขาที่มืดมิด เด็กสาวเริ่มรีบเร่งฝีเท้าเดินกลับบ้าน อากาศรอบตัวเธอเริ่มเย็นลง เสียงลมและสนภูเขาที่เอนเอียง ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความน่ากลัวในยามค่ำคืน เกียริงเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยความสะพรึงกลัว เมฆสีดำทะมึนปกคลุมทั่ว ระหว่างรอยแยกของก้อนเมฆมีร่างเงาใหญ่ลอยเคว้งลงมาก่อนแผ่นดินจะสะเทือน สาวน้อยตัวสั่นด้วยความกลัวน้ำตาเริ่มไหลอาบแก้มเพราะตอนนี้ตรงหน้าของสาวน้อยนั้นเป็นร่างของอสูร แต่ไม่มีเสียงใดๆออกมาจากตัวอสูร มีเพียงร่างดำทมิฬ ผิวหนังหยาบกร้าน สูงกว่าคนปรกติสี่ห้าเท่า พุงหลามพลุ้ยเต็มไปด้วยขนรุงรัง สวมสร้อยคอเป็นกะโหลกมนุษย์

แต่ภาพที่น่ากลัวที่เธอเห็นยิ่งกว่านั้นคือใบหน้าของมันที่ผีนรกยังต้องแสยะ เขี้ยวงุ้มโง้งออกมาจากปาก ฟันสีเหลืองเหยเก เมื่อเธอเพ่งในปากดีดีสาวน้อยก็ต้องตกตะลึงร้องกรี๊ดจนลมหายใจขาดช่วง หัวใจเต้นแรง เพราะสิ่งที่อยู่ในปากของอสูรคือ ใบหน้าเสี้ยวหนึ่งของพ่อของเธอ อีกไม่กี่วินาทีพ่อลูกได้พบกันครั้งสุดท้ายในปากของอสูรแต่ก่อนทุกอย่างจะจบ ฟ้ากลับส่งเสียงสนั่น ดุจมังกรกู่ก้องคำราม เกิดแสงแปลบปลาบเป็นฉากหลังของหมู่เมฆ คล้ายนภาจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ร่างใหญ่ของคนที่ยืนอยู่บนหลังเสือเหาะเหินลงมาคล้ายเทวาจุติ ชายในชุดลามะนั้นก้าวลงจากหลังสัตว์พาหนะ ก่อนเสือจะเผ่นโผนโจรเข้าใส่อสูร เสียงคำรามดังกึกก้อง ฝุ่นตลกอบอวน เกิดอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เหนือเหตุการณ์ใดๆที่สาวน้อยเกียริงได้พบพาน สาวน้อยยิ้มทั้งน้ำตา และคอยเอาใจเจ้าเสืออย่าใจจดใจจ่อ“เสือจ๋าอย่ายอมแพ้นะ”

แต่แล้วสวรรค์กลับเล่นตลก อสูรที่เคยมีเพียงตัวเดียวตอนนี้กลับกลายเป็นสองตัวแต่แปลกไปกว่านั้น บนร่างอสูรตนใหม่ กลับมีนวลนางเกาะห้อยคอ หันร่างเข้าหาในท่วงท่าเสพสังวาส ก่อนที่ฝุ่นจะตลบ ทั้งร่างของอสูรถูกตรึงไว้ด้วยมือทั้งสิบ เสียงร้องโหยหวนดังออกจากปากของมันเป็นครั้งแรก ยามร่างถูกฉีกกระชากแยกจากกันเป็นห้าส่วน หัวไปทาง แขนขาไปอีกทาง เกียริงที่หลุดออกมาจากปากอสูรนั้นตอนที่มันกำลังต่อสู้กับเสือที่แปลงร่างคล้ายเป็นอสูรอีกตัว ทันใดนั้นเองมีมือมาแตะไหล่เธอ เธอหลับตาปี๋เตรียมพร้อมจะตายแต่เสียงที่ที่ทำให้เธอลืมตามานั้นแว่วดุจเสียงระฆังทิพย์ กล่าวปลอบประโลมเธอด้วยภาษาที่เธอไม่เคยได้ยินแต่กลับเข้าใจได้อย่างน่าประหลาด

“แม่นาง เจ้าจงสบายใจเถิด อสูรถูกข้ากำจัดสิ้นแล้ว แม้มันจะมีอิทธิฤทธิ์มากมายเหนือกว่าอสูรใดๆที่ข้าเคยเจอะเจอมาแต่ผลแห่งการบำเพ็ญตบะ และมนตราสักติสตรีผู้เป็นภรรยาของข้า ทำให้วิญญาณร้ายต้องแพ้พ่าย แม่นางปลอดภัยแล้ว”

เกียริงเหลือบเห็นสาวงามเคียงข้างลามะก่อนเอะใจหันไปมองหาเสือตัวนั้น ร่างของเสือได้อันตธารหายไปแล้ว เธอจึงเริ่มเข้าใจ เมื่อนำคำบอกเล่าของชาวนามาปะติดปะต่อ ลามะผู้นี้คือผู้บำเพ็ญบุญเหนือขุนเขา 3 เดือน เพื่อลงมาปราบอสูร เสือศักดิ์สิทธิ์นั้นคือภรรยาของท่าน อสูรตนใหม่ที่เธอเห็นนั้นก็ร่างแปลงของท่านลามะ เกียริงเมื่อเข้าใจทุกอย่างแล้วเธอก็พูดไม่ออก ท่านลามะเห็นเช่นนั้นจึงพูดขึ้นมาว่า

“เราคือ กูรู ริมโปเช คุรุปัทมสัมภวะ ผู้ถือกำเนิดจากดอกบัวมีหน้าที่เผยแผ่พระธรรมคำสอนแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เรามีอิทธิฤทธิ์แต่เราไม่อาจฝืนกฏแห่งกรรม พ่อของเจ้าเสียชีวิตไปเพราะอสูร ไม่อาจจจะฟื้นคืน ด้วยเป็นกรรมแต่ปางก่อน แต่เจ้าอย่าเศร้าโศกจนเกินเหตุ ขอเพียงเจ้าประกอบกรรมดีผลบุญจะช่วยให้พ่อของเจ้าไปสู่สุขคติ ขีวิตในโลกหน้าของเขาจะดียิ่งๆขึ้นไป”

“บำเพ็ญอย่างไรคะ ?” สาวน้อยถามทั้งน้ำตา

เธอพร้อมจะอุทิศชีวิตที่เหลือให้กับความเชื่อใหม่ของท่านลามะ ผู้วิเศษชี้นิ้วไปทางที่ดงดอยเหนือหุบเขา ดวงไฟส่องประกายสีทองปรากฏอยู่บนหน้าผา
“นั่นคือถ้ำที่ข้าเข้าไปบำเพ็ญตบะจากนี้อีกไม่นานจะมีลูกศิษย์ข้ามาบำเพ็ญบุญอยู่ที่นั่น เจ้าจงนำเรื่องของข้าไปบอกชาวบ้าน ขึ้นไปเตรียมการแต่งเติมถ้ำเมื่อลูกศิษย์ของข้ามาถึงให้เจ้าปวารณาตัวเป็นข้ารับใช้ จะอยู่นานแค่ไหนสุดแต่ใจเจ้าเป็นที่ตั้ง”

เมื่อจบคำ ท่านกูรูยิ้มให้เกียริงก่อนท่านจะก้าวขึ้นหลังเสือ เผ่นโผนไปในนภากาศ นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่เกียริงได้มีโอกาสพบท่านกูรูผู้ให้กำเนิดนิกาย หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือน ท่านเปคยิ ซิงเย 1 ในศิษย์ 25 รูปของท่านกูรู เดินธุดงผ่านหิมาลัยมาจนถึงถ้ำในภูผา

เกียริงสาวน้อยได้ทุ่มเททั้งใจกายปรนนิบัติท่านจวบจนสิ้นชีวิต แต่ถ้ำกลับไม่เคยร้าง ลามะและผู้แสวงบุญจากทั่วทิศ ล้วนหมายมั่นเดินทางมาให้ถึงถ้ำ เพื่อน้อมรำลึกถึงบุญคุณยิ่งใหญ่ของท่านคุรุปัทมสัมภวะจวบจนเกือนหนึ่งพันปีให้หลัง งาวังนัมเกล หรือท่านซับดรุง ได้รวบรวมอาณาจักรภูฎาน

ท่านประสงค์จะสร้างวิหารไว้บนเหลี่ยมผาหน้าถ้ำ น่าเสียดายที่ท่านได้จากโลกนี้ไปเสียก่อน แต่เจ้าผู้ครองภูฎานพระองค์ต่อๆมาได้รวบรวมผู้มีจิตศรัทธา สร้างมหาวิหารไว้บนนั้นจนกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในภูฎาน เป็นมหาวิหารแห่งหิมาลัย ในชื่อ ตั๊กซัง รังของเสือ

ที่มา Bhutan-Thai FanClub

http://bhutanthaifc.tumblr.com/post/105329571386

8


อานุภาพธิดามังกร​ ผู้บรรลุโพธิญาณโดยฉับพลัน

จากพระสัทธรรมปุณฑริกสูตร

ในขณะนั้นพระมัญชูศรีโพธิสัตว์ เสด็จขึ้นมาจากใจกลางมหาสมุทรอันเป็นที่ประทับของพระสาครนาคราช และตรงมายังเขาคิชฌกูฏ

เมื่อมาถึงพระปรัชญากูฏ จึงถามพระมัญชุศรีว่า

"ท่านสอนพระสูตรใด ในใจกลางมหาสมุทร
มีสรรพสัตว์ใดที่เข้าใจพระสูตรนี้"

พระมัญชุศรีกล่าวว่า

"เราสอนสัทธรรมปุณฑริกสูตร   ไม่มีอื่นใด  ในใจกลางมหาสมุทรนั่น พระธิดาของท้าวสาครนาคราชนั้นมี พระชันษา 8 ขวบ มีความฉับพลันในความคิด การพูด และการกระทำ เป็นผู้ที่เข้าใจและรักษาพระสูตรไว้และลุถึงโพธิญาณในบัดดล"

พระปรัชญากูฏกล่าวว่า

" ใครเล่าจะเชื่อว่ากุมารีน้อย วัยแปดขวบจะบรรลุถึงโพธิญาณ แม้แต่พระตถาคตยังต้องสร้างสมบารมีนานหนักหนา"

เวลานั้นพระสารีบุตรยังกล่าวว่า

"อาจเป็นไปได้ที่จะมีผู้หญิง อันไม่ถดถอยจากการสร้างกุศลกรรม เป็นเวลาหลายพันกัลป์แต่ไม่มีผู้ใด ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ในอิสตรีเพศก็หาไม่"

ขณะนั้นพระธิดาแห่งสาครนาคราช ก็ปรากฏพระวรกายขึ้นเบื้องหน้า ถวายบังคมแทบพระบาทพระศาสดาเจ้าแล้วประทับในที่ระยะห่างพอควรจึงตรัสว่า

" ข้าได้ตรัสรู้ตามความปรารถนาของข้า พระตถาคตเจ้าเป็นพยานได้"

ธิดามังกรทรงมีแก้วมณีอันมีค่าเหนือจักรวาล
ขณะนั้นเองทรงถวายมณีนี้แก่พระศากยมุนี พระผู้มีพระภาค ทรงรับไว้ด้วยดีแล้ว​ ธิดามังกรจึงทรงตรัสกับพระปรัชญากูฎโพธิสัตว์และพระสารีบุตรมหาเถระว่า

"ถ้าข้ามิได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณแล้วไซร้ มิเช่นนี้แล้วพระตถาคตจะรับแก้วนี้ไว้ได้เช่นใดเล่า  ถ้าหากข้าทรงอภิญญา​ พวกท่านทั้งหลายคงน้อมใจเชื่อ"

ทันใดนั้นต่อหน้าผู้คนทั้งปวง  และพระสารีบุตร
เพศสตรีของพระธิดาแห่งพระสาครนาคราช ก็เปลี่ยนไป เป็นเพศชายปรากฏขึ้นมาแทน ทรงปรากฏพระองค์เป็นพระโพธิสัตว์ แล้วเสด็จไปยังทิศใต้

ประทับยังโคนสัปรัตนพฤกษ์ ในวิมลโลกธาตุ ได้ทรงบรรลุการตรัสรู้และประกาศพระธรรมอยู่ ขณะที่ทรงประกาศพระธรรมนั้น สรรพสัตว์ผู้ได้รับคำสอนของพระตถาคตองค์นั้น ได้บรรลุเป็นผู้ที่ไม่หวนกลับในพระโพธิญาณ

วิมลโลกธาตุและสหโลกธาตุ พสุธาต่างสนั่นหวั่นไหวสรรพสัตว์สามพันคนในธรรมสภาของพระศากยมุนีแล้วได้บรรลุถึงธรรมอันนำมาซึ่งความอดทนทั้งหลาย​ แลในขณะที่อีกสามแสนคนได้รับพยากรณ์ว่าจะสำเร็จพระโพธิญาณ

ค้นธรรมใต้ร่มไผ่ม่วง

ศักดิ์สิทธิ์​ เรียบเรียง

ภาพ​ พระมหาโพธิสัตว์กวนอิม​ สุธนกุมารและธิดามังกร​ อัครสาวก

9






- สัญลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ในวัชระ -

สันสกฤตเรียกว่า วัชระ, ทิเบตเรียกว่า ดอร์เจ
สัญลักษณ์ที่ต่างๆ ที่อยู่ในวัชระ

วัชระ น่าจะเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของพุทธศาสนาในทิเบต คำนี้หมายถึง "เพชร" และหมายถึงธรรมชาติที่ทำลายไม่ได้ของจิตใจ การตื่นรู้ของตนเอง คทาเล็กๆ นี้ดูเหมือนว่าจะเป็นต้นกำเนิดของสายฟ้าแห่งพระอินทร์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสูงส่ง และพลังอำนาจ

เมื่อรวมเข้ากับระฆัง วัชระ เป็นสัญลักษณ์ของความทักษะ และความกรุณาปราณี ในขณะที่ระฆังแสดงถึงความรู้และความว่าง ถ่ายแยกออกเป็นส่วนๆ จะอุดมไปด้วยสัญลักษณ์ที่พรั่งพร้อมดังต่อไปนี้:

* แยกย่อยได้เป็น 5 ประเภท (1) เป็นตัวแทนของ ปัญญาญาณทั้ง แง่มุมทั้งห้าของเพชรซึ่งเป็นจิตแห่งความความรู้แจ้ง:

- ปัญญาญาณคล้ายกับกระจก ซึ่งหมายความว่าจิตที่ตื่นขึ้น เหมือนกระจกขัดเงาอย่างสมบูรณ์ สะท้อนทุกสิ่งอย่างชัดเจน มีความสามารถในการรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง;

- ปัญญาญาณแห่งความเสมอภาคซึ่งตระหนักรู้ว่าปรากฏการณ์ทั้งหมดของสังสารวัฏ และนิพพานนั้นเท่าเทียมกันในธรรมชาติ หรือเป็นสาระสำคัญหนึ่งเดียว: ความว่าง;

- ปัญญาญาณแห่งความแตกต่าง ซึ่งบ่งชี้ว่าจิตใจที่ตื่นขึ้นนั้นรับรู้ไม่เพียง แต่ความว่างของปรากฏการณ์ทั้งหลาย แต่ยังดำรงอยู่ร่วมกันโดยไม่มีความสับสน ต่อปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น;

- ปัญญาญาณแห่งการเติมเต็ม ทำให้พระพุทธเจ้าสามารถสร้างพุทธเกษตรอันบริสุทธิ์ และก่อกำเนิดกิจเพื่อผลประโยชน์ของสรรพชีวิต

- ปัญญาญาณความว่างอันเป็นสากลครอบคลุมทั่วจักรวาล (ธรรมธาตุ) แสดงให้เห็นว่าปรากฏการณ์ทั้งหมด เกินกว่าทวิลักาณ์ทั้งหมด ยังคงอยู่ในความรู้บริสุทธิ์ของจิตใจ

ในเวลาเดียวกันกับปัญญาญาณทั้งห้า ห้าก้านบนยอดวัชระ สัญลักษณ์แห่งพระผู้มีชัยทั้งห้า หรือพระพุทธเจ้าทั้งห้าตระกูลหลักในระดับลึกลับ: พระไวโรจนพุทธะ, พระอักโษภยพุทธะ, พระรัตนสัมภวพุทธะ, พระอามิตาภะพุทธะ, พระอโมฆสิทธิพุทธะ

* ห้าก้านด้านล่าง (2) เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์ที่เป็นสตรีห้าพระองค์

โดยรวมแล้ว ทั้งสิบกิ่งก้านนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ทั้งสิบ (ความเอื้ออาทร, จริยธรรม, ความขยัน, สมาธิความรู้, ทักษะฝีมือ, ปณิธาน, พลัง, จิตสำนึกแต่บางบรรพ์) หรือ ภูมิทั้งสิบแห่งพระโพธิสัตว์ (โพธิสัตว์ทศภูมิ)

* ปากของมกร (ดเป็นสัตว์ประหลาดในทะเลชนิดหนึ่ง) (3) / กิ่งก้านย่อย แสดงถึงการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากวัฏจักรแห่งการดำรงอยู่

* กลีบด้านบนทั้งแปด (4) เป็นตัวแทนของโพธิสัตว์บุรุษแปดท่าน อาศัยอยู่ในภพภูมิสวรรค์

* กลีบล่างทั้งแปด (5) เป็นพระโพธิสัตว์สตรีแปดท่าน
เมื่อนำทั้งหมดมารวมกัน เป็นสิบหกกลีบยังเป็นสัญลักษณ์ของความว่างทั้งสิบหก

* เหนือกลีบขึ้นไปเป็นวงจันทร์สองวง (6)

(มีด้านละวง) เป็นสัญลักษณ์ของหัวใจที่เปิดรับทุกสิ่งทั้งสอง / อนุโลมและสัมบูรณ์

* ระหว่างฐานของกลีบทั้งแปด และวงกลมตรงกลางจะสลับกัน 3 วงกลม (7) แสดงถึงลักษณะสามประการของความสุขที่ตื่นขึ้นนั่น คือ ความว่าง ไร้รูปแบบ และไม่ต้องพยายาม

* ส่วนที่อยู่ตรงกลาง (8) หมายถึงความว่าง

-------------------------------------------------

- The symbolism in the Vajra -

VAJRA ( Skt. ) DORJE ( Tib. ) DIAMOND

In its symbolism we find the Vajra .

The vajra is probably the most important symbol of Tibetan Buddhism. The term means "diamond" and refers to the indestructible nature of the mind itself ,/ of awakening. / This small scepter seems to be, at the origin, the diamond thunderbolt of Indra, a symbol of royalty and power.

When combined with the bell, the vajra symbolizes skillful means and compassion, while the bell represents knowledge and emptiness. Taken separately, it has a complete symbolism which is as follows:

* The 5 top branches (1) represent the 5 wisdoms, five facets of the diamond which is the enlightened mind :

- Wisdom similar to the mirror, which means that the awakened mind, like a perfectly polished mirror, clearly reflecting all things, has the ability to know everything ;

- The wisdom of equality, which recognizes that all phenomena of samsara and nirvana are equal in nature , or of a single essence : emptiness ;

- the wisdom of distinction , which indicates that the awakened mind perceives not only the emptiness of all phenomena but also, in simultaneity without confusion, all phenomena as they occur ;

- fulfilling wisdom, which allows Buddhas to create pure fields and emanations working for the benefit of beings ;

- the wisdom of the universal space ( dharmadatou ), indicating that all phenomena, beyond all duality, remain in the pure knowledge of the mind.

At the same time as the five wisdoms , the five upper branches symbolize the 5 Victorious Ones or five principal male Buddhas on a mystical level : Vairocana , Akshobya , Ratnasambhava , Amitabha , Amoghasiddhi .

* 5 The lower branches (2) symbolize the five female Buddhas.

Taken as a whole , the 10 branches also symbolize the ten perfections (generosity, ethics, diligence , concentration, knowledge , skillful means , wishes , force, primordial consciousness) or the 10 lands of bodhisattvas.

* The mouths of makara ( sea monster ) (3) , from which emerge branches, denote liberation from the cycle of existences.

* The top 8 petals (4 ) represent the eight male bodhisattvas, residing in the celestial realms.

* The 8 lower petals ( 5) are the 8 female bodhisattvas. Taken together , the 16 petals also symbolize the 16 emptinesses .

* Above the petals, two moon discs (6)

( one on each side ) symbolize the two openings of the heart, relative and absolute .

* Between the base of the 8 petals and the center circle are interspersed 3 circles (7) representing the three characteristics of awakened bliss : emptiness, featureless and effortless.

* The round part in the middle ( ???? refers to emptiness

Cr: https://www.facebook.com/…/a.417960228348…/417960241682002/…

10





+++ สาส์นพยากรณ์ +++

เดือนธันวาคม ปี ๑๙๘๐ “องค์กรรมาปะที่ ๑๖” ได้มอบเครื่องรางป้องกันตัวให้กับ “ไทซิทู” เป็นถุงผ้าปักดิ้น ภายในมีกระดาษสี่เหลี่ยมพับเป็นรูปมณฑลผ่านการปลุกเสก และผูกด้วยด้ายบรรจุเอาไว้

ปี ๑๙๘๙ ระหว่างอยู่ในห้องปฏิบัติภาวนาที่”เซรับลิง” ไทซิทูหวนคิดไปถึงเรื่องนี้และสงสัย จึงเปิดถุงเครื่องรางดู ข้างในนั้นมีซองกระดาษที่เขียนด้วยลายมือขององค์กรรมาปะสั่งเอาไว้ว่า "สาส์นฉบับนี้ควรเปิดออกอ่านในปีม้าธาตุเหล็ก" ซึ่งก็คือ ปี ๑๙๙๐

สาส์นพยากรณ์มีใจความดังนี้

"...อีมาโฮ
การตระหนักรู้แห่งตนนำมาซึ่งปีติสุขมิรู้คลาย
ธรรมธาตุ (๑) ไม่มีกลาง ไม่มีริม
จากที่นี่มุ่งไปสู่ทิศเหนือ (ใน) ทิศ
ตะวันออกของ (ดินแดนแห่ง) หิมะ
คือดินแดนซึ่งสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์
พลันฟาดสายเจิดจ้า (๒)
(ใน) ที่พำนักอันงดงามของผู้เร่ร่อน
พร้อมด้วยแม่วัวอันเป็นหมาย (๓)
อุบายคือดนดรุปและปัญญาคือโลลากา (๔)
(ถือกำเนิดใน) ปีของสิ่งที่ใช้กับผืนดิน (๕)
(พร้อมด้วย) แว่นเสียงสำเนียงอัศจรรย์
ของสิ่งซึ่งมีสีขาว (๖)
(นี่) คือผู้ซึ่งรู้จักกันในนามกรรมาปะ
ผู้ได้รับการอุปถัมภ์ค้ำจุนโดยองค์ดนโย ดรุปปะ (๗)

พระผู้เปล่งรัศมีธรรมไปทั่วทิศ
ดวงจิตมิคิดแบ่งแยกนิกาย
มิแบ่งฝักฝ่ายแห่งรักและชัง
ผู้ปกปักรักษาสรรพสัตว์
ดั่งสุริยะแห่งพุทธธรรม
ทรงคุณล้ำเพื่อผู้อื่น
ส่องสว่างนำทางมิรู้ดับลับหาย..."

มีการตีความสาส์นพยากรณ์ดังนี้

(๑) “โช ยี ดยิง” การแผ่ออกของปรากฎการณ์ทั้งปวง ซึ่งเทียบเท่ากับสุญญตาหรือความว่าง
(๒) ในภาษาธิเบต คำว่า ศักดิ์สิทธิ์ คือ คำว่า ลา และสายฟ้า (ในเนื้อความใช้ภาษากวีว่า "งัมชัก" หรือ "ท้องฟ้าเหล็ก") คือ ต็อก "สายฟ้าศักดิ์สิทธิ์" จึงตีความว่าเป็น “ลาต็อก” สถานที่เกิดขององค์กรรมาปะ
(๓) ชื่อชุมชนเผ่าเร่ร่อนที่องค์กรรมาปะถือกำเนิดขึ้น คือ “บากอร์” บา แปลว่า "วัวตัวเมีย" (ภาษาในทางธรรมสำหรับคำว่าวัวซึ่งใช้ในสาส์นคือ ดอดโจ)
(๔) อุบายหมายถึงบิดา และปัญญาหมายถึงมารดา
(๕) "สิ่งใช้กับผืนดิน" ถูกตีความว่า ปีที่องค์กรรมาปะถือกำเนิดคือ “ปีวัวธาตุไม้” พืชเติบโตขึ้นมาจากผืนดินและวัวใช้ในการไถพรวน
(๖) "สิ่งที่เป็นสีขาว" คือ หอยสังข์ มักใช้เป่าในโอกาสมงคล
(๗) หมายถึง ไทซิทู

Cr. ร่ายรำชีวิต ๑๗ ภพแห่งองค์กรรมาปะ

ภาพ : องค์รังจุง ริกเป ดอร์เจ กรรมาปะที่ ๑๖ (บน) และ องค์ออกเยน ทรินเลย์ ดอร์เจ กรรมาปะที่ ๑๗ (ล่าง)

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 442

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham