กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10
1
บทความ (Blog) / Re: だって 君のことが …好きなの ❤❤❤ : แต่ว่าก็ดัน .... ชอบเธอซะแล้ว
« กระทู้ล่าสุด โดย Plusz เมื่อ สิงหาคม 18, 2017, 11:03:32 PM »
ตกหลุมรักเพื่อนซะแล้ว
2
หยาดฝนแห่งธรรม / วิถีปัจจุบันของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
« กระทู้ล่าสุด โดย ฐิตา เมื่อ สิงหาคม 11, 2017, 07:15:17 PM »
 
เมื่อเลิกตัดสินโลก เลิกตัดสินตัวเองได้ ก็จะพบกับโลกใหม่ ชีวิตใหม่ นี่คือหนึ่งตัวอย่าง ที่ฝึกได้ด้วย ไดอะล็อค...
» `วิถีปัจจุบัน´ ของ...ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
บุคลิกภาพอย่างผมมันเข้ากันไม่ได้กับเศรษฐกิจฟองสบู่... มันเข้าไม่ได้กับระบบที่แข่งขันเอารัดเอาเปรียบ เพราะเราเชื่อเรื่องความสมถะสำรวม เชื่อเรื่องแบ่งปันช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
เพราะฉะนั้น...จึงเกิดสภาพที่เรารู้สึกถูกกดดันและถูกตามล่าตามล้าง รู้สึกแปลกแยก โดดเดี่ยว คิดอะไรไม่เหมือนเพื่อนพ้องคนรอบข้าง ไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหนเหมือนกับว่าเราไม่เคยพบกับการต้อนรับที่ดี เราเข้ากับเขาไม่ได้
สิ่งเหล่านี้...นำพาผมมาถึงจุดที่รู้สึกเหนื่อยล้าหมดแรงอย่างยิ่ง
กระทั่งนำไปสู่ชีวิตส่วนตัวที่ล้มเหลว
:::::::::::::::
หลัง ๒๕๔๐ ไม่นาน...ผมกับภรรยาได้แยกทางเดินกัน แม้เราจะไม่ได้โกรธเกลียดกันและเพียงเปลี่ยนความสัมพันธ์จากคู่ครองมาเป็นเพื่อน แต่มันก็สั่นคลอนความรู้สึกนึกคิดของผมอย่างถึงราก
ตอนนั้นผมเริ่มเข้าสู่วัย ๕๐ กว่าแล้ว...ผมต้องถามตัวเอง ว่าจะยืนต้านกระแสหลักในสังคมแบบที่ผ่านมา แล้วสะสมความเจ็บปวดขมขื่นต่อไป หรือ ควรเปลี่ยนมุมมองและพฤติกรรมเสียใหม่เพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้
มีหนทางไหนบ้างที่เราไม่ต้องทุกข์ทรมานขนาดนี้...ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องยอมเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่เราไม่เห็นด้วย
ในช่วงนี้...ผมได้ลงลึกสำรวจวิจารณ์ตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย และในที่สุดก็ค้นพบว่ามีอะไรบางอย่าง ไม่ถูกในวิธีคิดของผมเอง
:::::::::::::::
ประการที่หนึ่ง :
ที่ผ่านมาผมยึดถือในการต่อสู้และมองโลกเป็นความขัดแย้งมากเกินไป ที่ทางธรรมะเขาเรียกว่า ทวินิยม (Dualism) เห็นว่าทุกอย่างดำรงอยู่เป็นคู่ มีดีมีชั่ว มีขาว มีดำ แล้วก็ไปยืนเลือกข้างใดข้างหนึ่งอยู่ตลอดเวลา ต่อสู้กันมากก็เหนื่อยมาก ตัวผมเองทั้งถูกทำร้ายและทำร้ายผู้อื่นมาอย่างต่อเนื่อง
ประการที่สอง :
ผมเริ่มมองเห็นว่าอะไรหลายๆ อย่างที่ผมยึดถือ เป็นเรื่องที่ผมคิดไปเอง เป็นอัตวิสัย ที่โลกเขายังไม่พร้อมจะเห็นด้วย เราพยายามเอาตัวเองไปบังคับโลก เมื่อไม่ได้ ดังใจก็ผิดหวังเศร้าโศก แล้วยังโดนเขาตอบโต้มาแรงๆ
เพราะฉะนั้น `เหตุแห่งทุกข์´ จึงอยู่ในอัตตาของเราเอง ไม่ว่าจะเรียกมันว่าอุดมคติหรืออุดมการณ์อะไรก็ตาม การวิจารณ์ตัวเองใน ลักษณะนี้ได้พาผมย้ายความคิดจากทางโลกมาสู่ทางธรรมมากขึ้นแบบรู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง
:::::::::::::::
แต่นั่นยังไม่มีผลเปลี่ยนแปลงเท่ากับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นระยะนั้น
ประสบการณ์ดังกล่าวมีพลังมากกว่าเหตุผลและความคิดใดๆ พูดให้ชัดขึ้นก็คือ ความเจ็บปวด กับชีวิตมากทำให้ใช้วิธีตัดตัวเองออกจากอดีตและอนาคต ทำให้ผมอยู่กับปัจจุบันขณะ
ซึ่งถ้าพูดในภาษาธรรมเวลานี้ผมรู้แล้วว่ามันคือ...สมาธิ แต่ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าคืออะไร รู้แต่ว่าสบายใจ โปร่งโล่งไปหมด อยู่กับปัจจุบันขณะ
มันทำให้เราปลดแอกตัวเราออกจากภาระทางจิต ที่เราแบกมาตลอดว่าเราเป็นใคร มาจากไหน เคยผ่านอะไรมาบ้าง ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราปลดออกหมด เรียกว่าปลดแอกจากอัตตา
:::::::::::::::
ในตอนแรก...ผมทำสิ่งนี้ไปเพื่อหาทางดับทุกข์ด้วยตัวเอง โดยไม่มีทฤษฎีอะไรชี้นำ แต่ว่าทำแล้วรู้สึกว่ามันช่วยให้อยู่รอดในช่วงที่เราอาจจะอยู่ไม่รอด...ก็เลยยึดไว้เป็นแนวทาง
พอไม่คิดว่าตัวเองเป็นใคร ความรู้สึกทุกข์ร้อนมันหายไปมาก
ข้อแรก...ไม่เดือดร้อนว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไร
ข้อสอง...ไม่มีความเห็นว่าโลกและชีวิตควรจะเป็นอย่างไร
เราไม่มีข้อเรียกร้องทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น เช่นเดียวกับการที่เราไม่เอาอดีตมากลุ้มและเอาอนาคตมากังวล
มันทำให้เราไม่มีสิ่งที่ผิดหวัง ไม่มีสิ่งที่เสียใจ ผมทำอย่างนี้อยู่พักใหญ่ ทีแรกก็เหมือนกับหลอกตัวเองด้วยการปิดกั้นความทุกข์โศกไม่ให้มันเข้ามาในห้วงนึก
แต่พอทำไปมากขึ้น ปรากฏว่ามันเกิดการเปลี่ยนแปลงทางจิตขึ้นมาโดยไม่ได้คาดฝัน คือตื่นขึ้นมาวันหนึ่งผมรู้สึกมีความสุขอย่างไม่มีเหตุมีผล
ผมรู้สึกได้ว่าความสุขมันมาจากข้างใน มันอยู่ในตัวผม เป็นความปลื้มปีติอะไรบางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับโลกภายนอกเลย เรื่องราวทุกข์โศกที่เคยมีมาดูเหมือนจะหายไปหมด
:::::::::::::::
จากนั้นความรู้สึกที่ผมมีต่อโลกรอบๆ ตัวก็เปลี่ยนไปด้วย ผมเริ่มไปนับญาติกับต้นไม้ จิ้งจก นก หนู กระรอก ผมพูด กับพวกเขาเหมือนเป็นคนด้วยกัน ทำร้ายเขาแบบเดิมๆ ไม่ได้
กระทั่งมดผมก็ไม่ฆ่า จิ้งจกตกไป ในโถส้วมก็คอยช่วย มดมาขึ้นชามอาหารที่ผมให้หมา ผมต้องเคาะออก ไม่เอาน้ำราดลงไป ทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
มันรู้สึกขึ้นมาเองว่าไม่อยากทำร้ายชีวิตใดๆ ผมแปลกใจมาก เพราะว่าเดิมเป็นคนที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาเยอะ เป็นคนที่ทำบาปมาเยอะมาก วันดีคืนดีพบตัวเอง มีจิตใจแบบนี้ มันอธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นไปได้อย่างไร
:::::::::::::::
แล้วที่สำคัญก็คือในความเบิกบานจากข้างในนี้ ผมเลิกรู้สึกพ่ายแพ้ขมขื่นกับชีวิตโดยสิ้นเชิง ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองมีอะไรน่าสงสาร ไม่ทุกข์ร้อนที่เคยแพ้สงครามปฏิวัติ หรือมีปัญหาส่วนตัวอะไรทั้งสิ้น
เป็นครั้งแรก...ที่ผมมองอดีตของตัวเองได้ทุกเรื่องด้วยความรู้สึกนิ่งเฉย
สิ่งเหล่านี้มันทำให้ผมค้นพบว่า...ชีวิตทุกข์สุขขึ้นอยู่กับมุมมองมากทีเดียว และบ่อยครั้ง เรามักเอาความคิดสารพัดไปปรุงแต่งมันจนรกรุงรังไปหมด กระทั่งหาแก่นแท้ไม่เจอ
บางคนยึดติดเงื่อนไขภายนอก โดยเฉพาะเงื่อนไขทางวัตถุและการชื่นชมของสังคม ก็หลับหูหลับตาหาแต่วัตถุและการยอมรับของคนอื่น
บางคนอย่างผมไม่ยึดถือวัตถุมากเท่ากับยึดติดในอุดมคติต่างๆ ก็ทำให้เกิดอารมณ์ทางลบสูงมาก เราจะต้านทุกอย่าง ที่ไม่เป็นไปตามคิด ผูกตัวเองไว้กับตัวความคิด แล้วหลงความคิด จิตใจก็มีแต่ว้าวุ่น ฟุ้งซ่าน ทะเลาะเบาะแว้ง ทุกข์ร้อนอยู่ตลอดเวลา
:::::::::::::::
ท้ายที่สุดแล้ว...ผมคิดว่าชีวิตที่จะให้ความสงบแก่คุณได้ คือชีวิตที่ไม่มีจุดหมายกดทับ ไม่มีอุดมคติเป็นเครื่องร้อยรัด แต่เป็นชีวิตที่มีมรรควิถี
ผมเคยเขียนว่า...แต่ละก้าวที่คุณก้าวไป มันสำคัญกว่าจุดหมาย คุณเป็นหนึ่งเดียวกับ ก้าวนั้นหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นหนึ่งเดียวกับก้าวนั้นวันนี้คุณพบตัวเองแล้ว แต่ละนาทีที่ผ่านไป ก็ครบถ้วนแล้ว
แต่ถ้าคุณขัดแย้งกับปัจจุบันขณะของคุณอยู่ตลอดเวลา ตัวทำอย่างหนึ่ง ใจอยากทำอีกอย่างหนึ่ง คุณจะมีแต่ความทุกข์ ...นั่นคือชีวิตของคนในโลกปัจจุบัน?

fb Pink Planet TH
3


บัณฑิตไม่มีความเพ่งโทษผู้อื่น บัณฑิตจะเพ่งโทษตนเอง
การเพ่งโทษตนเองนั้น เป็นการฝึกตนเองอย่างหนึ่งที่จักเกิดผลจริง

การเพ่งโทษผู้อื่น เป็นวิสัยของผู้ไม่ใช่บัณฑิต
ผู้ที่เพ่งแต่โทษผู้อื่น ไม่เพ่งโทษตนเอง ย่อมไม่เห็นโทษของตนเอง
ย่อมไม่เห็นความบกพร่องที่จะต้องแก้ไขให้ดีขึ้น ย่อมไม่รู้ว่ามีโทษเพียงไร ในแง่ใด
ไม่มีโอกาสจะแก้ไขตนเอง แต่จะมุ่งไปแก้ผู้อื่น ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์แก่ตนอย่างใด

ผู้อื่นนั้นไม่ใช่ว่าจะยอมให้แก้ เพราะถ้าเป็นผู้อื่นที่เป็นบัณฑิต
ก็ย่อมแก้ตนเองอยู่แล้ว ฝึกตนเองอยู่แล้ว

ส่วนผู้ที่ไม่เป็นบัณฑิต ก็ย่อมไม่สนใจที่จะแก้ตนเองฝึกตนเองอยู่แล้ว
ผู้อื่นจะไปแก้ จึงเป็นไปได้ยาก ทุกคนจะดีหรือชั่ว…สำคัญที่ตนเอง
ตนเองมีความดีพอจะยอมรับความไม่ถูกต้องไม่ดีงามของตน
ย่อมยินดีฝึกตน ย่อมยินดีแก้ไขตน ย่อมมีโอกาสเป็นคนดียิ่งขึ้น

(สมเด็จพระญาณสังวรฯ)
fb ธรรมโอสถ
4
บทความ (Blog) / Re: だって 君のことが …好きなの ❤❤❤ : แต่ว่าก็ดัน .... ชอบเธอซะแล้ว
« กระทู้ล่าสุด โดย Plusz เมื่อ สิงหาคม 08, 2017, 12:40:10 PM »
เหนื่อยยยยย  :14:
5
บิดามารดาบุพการี (พระอริยะในบ้าน) / ชื่อว่าเป็นอุดมมงคล
« กระทู้ล่าสุด โดย ฐิตา เมื่อ สิงหาคม 07, 2017, 03:27:26 PM »
???? มงคลชีวิตที่ ๑๑ บำรุงบิดามารดา
• มาตาปิตุ อุปัฏฺฐานัง เอตัมฺมังคลมุตฺตมัง..
[ การบำรุงบิดามารดาให้เป็นสุข ชื่อว่าเป็นอุดมมงคล ]
✨บิดามารดาเป็นผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่
ของบุตรกล่าวคือ..

๑. เป็นต้นแบบทางกาย ! แบบ..เป็นสิ่งที่จำเป็นในการทำให้ของทั้งหลาย ในโลกมีค่าสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ก้อนดินเหนียวธรรมดา ถ้าหากนำมาใส่แบบพิมพ์แล้วพิมพ์เป็นตุ๊กตา ก็ทำให้ดินก้อนนั้นมีค่าขึ้นมา เป็นเครื่องประดับบ้านเรือนได้ ดินเหนียวก้อนเดียวกันนี้ หากได้แบบที่ดีกว่าขึ้นมาอีก เช่นแบบเป็นพระพุทธรูป ดินเหนียวก้อนนี้ก็จะทรงคุณค่ามากยิ่งขึ้น ผู้คนได้กราบไหว้บูชา จะเห็นได้ว่า คุณค่าของดินเหนียวก้อนนี้ขึ้นอยู่กับแบบที่พิมพ์นั่นเอง
ในทำนองเดียวกัน การเกิดของสัตว์ เช่นเป็น ช้าง ม้า วัว ควาย ฯลฯ แม้จะมีปัญญาติดตัวมามากสักปานใดก็ไม่สามารถทำความดีได้เต็มที่ โชคดีที่เราได้เกิดเป็นคน ได้โครงร่างที่ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหลาย เหมาะในการ ทำความดีทุกประการ เราจึงสามารถใช้ความรู้ความสามารถประกอบคุณความดีได้เต็มที่ ทั้งนี้ก็เพราะเรามีพ่อแม่เป็นต้นแบบทางกายให้นั่นเอง

๒. เป็นต้นแบบทางใจ ! ให้ความอุปการะเลี้ยงดู ฟูมฟัก ทะนุถนอม อบรมสั่งสอน ปลูกฝังกิริยามารยาท ให้ความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมแก่ลูก
พระคุณพ่อแม่ในการเป็นต้นแบบทางกายให้เรา ก็นับว่ามีมากเหลือหลายแล้ว ยิ่งท่านอบรมเลี้ยงดูเรามา เป็นต้นแบบทางใจให้ด้วย ก็ยิ่งมีพระคุณมากเป็นอเนกอนันต์

❤ พระคุณของพ่อแม่
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอุปมาว่า..
" ถ้าบุตรจะพึงวางบิดามารดาไว้บนบ่า
ทั้งสองของตน ประคับประคองท่านอยู่บนบ่านั้น ป้อนข้าวป้อนน้ำและให้ท่านถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่านั้นเสร็จ แม้บุตรจะมีอายุถึง ๑๐๐ ปี และปรนนิบัติท่านไปจนตลอดชีวิต ก็ยังนับว่าตอบแทนพระคุณท่านไม่หมด "

???? สมญานามของพ่อแม่
กล่าวกันว่าท่านเป็นทั้งเทวดาคนแรก
ของลูก ครูคนแรกของลูก เป็นพรหม และเป็นพระอรหันต์ของลูก ซึ่งอธิบายได้ดังนี้
• ที่ว่าเป็นครูคนแรกของลูก เพราะว่าท่าน
ได้คอยอบรมสั่งสอนลูก เป็นคนแรกก่อนคนอื่นใดในโลก
• ที่ว่าเป็นเทวดาของลูก เพราะว่าท่าน
จะคอยปกป้อง คุ้มครอง เลี้ยงดู ประคบประหงมมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก บำรุงให้เติบใหญ่เป็นอย่างดี ไม่ให้เกิดอันตรายต่อลูกในทุกด้าน

• ที่ว่าเป็นพรหมของลูก เพราะว่าท่านมี
พรหมวิหาร ๔ นั่นก็คือ
????มีเมตตา หมายถึงความเอ็นดู ความปรารถนาดีต่อลูกในทุกๆด้าน ไม่มีที่สิ้นสุด
????มีกรุณา หมายถึงให้ความกรุณาต่อลูก ลูกอยากได้อะไรก็หามาให้ลูก ให้การศึกษาเล่าเรียน ส่งเสียเท่าที่มีความสามารถจะให้ได้ ????มีมุทิตา หมายถึงความรักที่ยอมสละได้แม้ชีวิตของตัวเองเพื่อลูก ยอมเสียสละได้ทุกอย่าง
????มีอุเบกขา หมายถึงการวางเฉย ไม่ถือโกรธเมื่อลูกประมาท ซน ทำผิดพลาดเพราะความไร้เดียงสา หรือเพราะความไม่รู้

• ที่ว่าเป็นอรหันต์ของลูก เพราะว่าท่านมีคุณธรรม ๔ ประการอันได้แก่
๑. เป็นผู้มีอุปการะคุณต่อลูก คืออุปการะเลี้ยงดูมาด้วยความเหนื่อยยาก กว่าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่
๒. เป็นผู้มีพระเดชพระคุณต่อลูก คือให้ความอบอุ่นเลี้ยงดู ปกป้องจากภยันตรายต่างๆ นานา
๓. เป็นเนื้อนาบุญของลูก คือลูกเป็นส่วนหนึ่งของกรรมดีที่พ่อแม่ได้ทำไว้ และเป็นผู้รับผลบุญ ที่พ่อแม่ได้สร้างไว้แล้วทางตรง
๔. เป็นอาหุไนยบุคคล คือเป็นเหมือนพระที่ควรแก่การเคารพนับถือและรับของบูชา เพื่อเทอดทูนไว้เป็นแบบอย่าง

???? การทดแทนพระคุณบิดามารดา
สามารถทำได้ดังนี้..
๑. ระหว่างเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็เลี้ยงดูท่านเป็นการตอบแทน
๒. ช่วยเหลือเป็นธุระเรื่องการงานให้ท่าน
๓. ดำรงวงศ์ตระกูลให้สืบไปไม่ทำเรื่อง
เสื่อมเสีย
๔. ประพฤติตนให้ควรแก่การเป็นสืบทอด
มรดกจากท่าน
๕. ครั้นเมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ก็ทำบุญอุทิศกุศลให้ท่าน

???? วิธีการทดแทนคุณพ่อแม่ที่ดีที่สุด...
๑. เมื่อท่านยังไม่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ก็พยายามชักนำให้ท่านตั้งอยู่ในศรัทธาให้ได้
๒. ถ้าท่านยังไม่ถึงพร้อมด้วยการให้ทาน ก็พยายามชักนำท่านให้บริจาคทานให้ได้ เริ่มต้นด้วยเราทำแล้วให้ท่านจบ
๓. ถ้าท่านยังไม่มีศีลรักษา ก็พยายามชักนำให้ท่านรักษาศีลให้ได้
๔. ถ้าท่านยังไม่ทำสมาธิ ยังไม่มีความสงบ ก็พยายามชักนำให้ท่านหาความสงบให้ได้
๕. พยายามส่งเสริมท่านเดินทางสู่มรรค ผล นิพพาน อย่าขวางท่าน

???? อานิสงส์ของการดูแลเลี้ยงดูพ่อแม่...
๑. ทำให้มีความอดทน
๒. ทำให้เป็นคนมีสติรอบคอบ
๓. ทำให้เป็นคนมีเหตุผล
๔. ทำให้พ้นทุกข์ได้
๕. ทำให้พ้นภัยได้
๖. ทำให้ได้ลาภโดยง่าย
๗. ทำให้แคล้วคลาดภัยในยามคับขัน
๘. ทำให้เทวดาลงมาพิทักษ์รักษาผู้ที่ทำ
๙. ทำให้ได้รับการยกย่องสรรเสริญ
๑๐. ทำให้มีความเจริญก้าวหน้า
๑๑. ถ้ามีลูกก็จะได้ลูกที่ดี
๑๒. ทำให้มีความสุข
๑๓. ทำให้เป็นตัวอย่างอันดีแก่อนุชนรุ่นหลัง

[ ที่มา :: ขุ. ชา. สตฺตติ ๒๘/๑๖๒/๖๗
:: พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ]
• ข้อมูลอ้างอิง http://www.dhammathai.org/treatment/poem/poem11.php
???? " สุขา มัตเตยยะตา โลเก "
... เคารพรักและบำรุงบิดามารดา นำมาซึ่งความสุข ????
 ???? " การบำรุงบิดามารดา
... คือมงคลแห่งชีวิต " ????

fb Thee Bhikkhu ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 4 ภาพ
2 สิงหาคม เวลา 21:50 น. ·
6
สวยมากๆ นะครับ ชอบมากเลย
7
รับทราบครับผม ง่ายจริงๆ
8
พระมหาธาตุเจดีย์วัดเขียนบางแก้ว

เป็นโบราณสถานที่มีอายุกว่า 1,000 ปี เป็นปูชนียสถานที่เก่าแก่ที่สุดแห่งของจังหวัดพัทลุง ประดิษฐานอยู่ภายในวัดเขียนบางแก้ว เชื่อว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น สันนิษฐานว่าพื้นที่บริเวณวัดเขียนนี้จะเป็นที่ตั้งของเมืองพัทลุงมาก่อน เพราะพบซากปรักหักพังของศิลาแลง และพระพุทธรูปมากมาย เช่นพระแก้วคุลา ศรีมหาโพธิ(ศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น) พระพุทธรูปสองพี่น้อง
เส้นทาง
ใช้ทางหลวงหมายเลข 4081 เลยอำเภอเขาชัยสนไปประมาณ 7 กิโลเมตร ในเขตบ้านบางแก้วใต้ บริเวณกิโลเมตร ที่ 14 จะมีป้ายบอกทางเข้าวัดอยู่ซ้ายมือประมาณ 2.5 กิโลเมตร
ลักษณะทางสถาปัตยกรรม
การออกแบบเป็นเจดีย์ทรงลังกา ระฆังคว่ำ ที่ก่อสร้างโดยใช้แบบเดียวกับวันเจดีย์พระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช ภายในวัดมีพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงโบราณวัตถุ เช่น ถ้วยชามจีนสมัยราชวงศ์ซุ่ง  ราชวงศ์เหม็ง  ราชวงศ์เซ็ง  สังคโลกสมัยสุโขทัย  ศิวลึงค์ ฐานโยนี และพระพุทธรูปสมัยต่างๆ  ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้พื้นเมืองเป็นจำนวนมาก แสดงถึงว่าบริเวณนี้มีการติดต่อรับอารยธรรมอินเดียมาตั้งแต่สมัยต้นประวัติศาสตร์

ขอบคุณเนื้อหาและภาพจากwww.จตุธรรมธาตุ.com
ผมไม่ได้มีเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์นะครับ เพียงแค่อยากจะนำสถานที่ทางพระพุทธศาสนาน่าสักการะมาฝากเท่านั้นครับ

9
บทความ (Blog) / Re: だって 君のことが …好きなの ❤❤❤ : แต่ว่าก็ดัน .... ชอบเธอซะแล้ว
« กระทู้ล่าสุด โดย Plusz เมื่อ กรกฎาคม 08, 2017, 10:37:59 PM »
ไม่เล่าละขี้เกีียจ 55555555555
10
บทความ (Blog) / Re: だって 君のことが …好きなの ❤❤❤ : แต่ว่าก็ดัน .... ชอบเธอซะแล้ว
« กระทู้ล่าสุด โดย Plusz เมื่อ มิถุนายน 29, 2017, 03:30:14 PM »
ได้ไปเข้าค่ายวิปัสสนาที่วัดห้วยส้มจังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลา7คืน8วันมา สนุกมากๆ ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างเลยล่ะ
ไม่คิดเลยว่ามันจะเปลี่ยนแปลงและขัดเกลาสภาพจิตใจเราได้ขนาดนี้ เป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องศาสนาอะไรทั้งนั้น
เรียกได้เลยว่า เค้าบอกว่าเราเป็นพุทธ เราก็เออออว่าเป็นพุทธ ทั้งที่จริงๆไม่ได้สนใจธรรมะขนาดนั้น
ใกล้ชิดธรรมะมากสุดก็สนทนาธรรมกับพี่มดเมื่อเกือบสิบปีมาแล้ว
แต่เอ๊ะ มันน่าสงสัยจริงๆนะ ว่าสรุปแล้วธรรมะเนี่ย ศาสนาพุทธเนี่ย มันยังไงกัน :01:


วันที่1 :
ไปถึงค่ายประมาณเกือบเที่ยง แล้วก็ไปนั่งฟังเค้าปฐมนิเทศ ก็ฟังดูงงๆ ไม่ค่อยรู้เรื่อง นั่งบนพื้นในห้องวิปัสสนางี้ ก็ต้องง่วงเป็นธรรมดา
นั่งสัปหงกแบบไม่เกรงใจอาจารย์เลย พอเค้าปฐมนิเทศเสร็จ ก็เริ่มเดินจงกรมนั่งสมาธิกันเลย
แล้วก็บอกว่า เนี่ยนะ มีการเดินจงกรม ระยะที่1 เราจะเดินโดยดูตามบริกรรม อิริยาบทที่เกิดขึ้นจริง
โดยจะท่องว่า "ขวา ย่าง หนอ"
ึคำว่า "ขวา" คือ ท่าที่มีแค่ปลายเท้าเท่านั้นที่ยังแตะพื้น
คำว่า "ย่าง" คือ ท่าที่ยกปลายเท้าขึ้นแล้วไปข้างหน้า แต่ยังไม่ให้เท้าแตะพื้น คืออยู่เหนือพื้นนิดหน่อย
คำว่า "หนอ" มันเป็นคล้ายๆ จุด full stop ในภาษาอังกฤษ ถ้ามีคำว่าหนอ คือ กิจกรรมหรือท่าทางที่พูดก่อนหน้านั้นได้จบลงไปแล้ว โดยหนอในการเดินจงกรมระยะที่หนึ่งนั้น
จะหมายถึงการที่เท้าได้วางลงบนพื้นเรียบร้อย


พอเดินไปได้สักพัก เค้าก็จะให้เราหมุนตัวกลับ
แต่ก้าวสุดท้าย เราจะพูดว่า "ขวา หยุด หนอ"
โดยคำว่า "หยุด" นั้น คือการที่เราย่างเท้ามาแต่ไม่ได้ย่างไปข้างหน้า แต่ย่างมาไว้ที่เดียวกับขาอีกข้าง โดยยกให้สูงประมาณข้อเท้า แล้วจึงตามด้วยคำว่าหนอ คือวางเท้าลงสัมผัสกับพื้นนั่นเอง
พอหยุดปุ๊บ
เราก็จะพูดว่า "ยืนหนอ ยืนหนอ ยืนหนอ" ที่พูดเพื่อจะบอกว่า ตอนนี้ตัวเรากำลังยืนอยู่นะ ไรงี้อะ
พอพูดเสร็จปุ๊บ เราก็จะหันหลังกลับใช่ปะ เราก็จะพูดว่า "อยากกลับหนอ อยากกลับหนอ อยากหลับหนอ"
คำว่า "อยากกลับหนอ" ในตอนนั้น สำหรับเรา เราหมายถึงว่า หนูอยากกลับบ้านแล้วค่ะ หนูไม่อยากทำมันแล้วค่ะ หน้าเบื่อมากเลยค่ะ
ในใจคิดแบบนั้น แต่ตาก็มองพระประทานที่ประทับอยู่ทั้งข้างหน้าและข้างหลังห้องวิปัสสนา รู้สึกบาปมากจริงๆ
พอพูดเสร็จปุ๊บ เราก็จะหมุนกลับ โดยการพูดว่า "กลับหนอ"
คำว่า "กลับ" คือให้เราหมุนส้นเท้าขวาไปในทางที่เราจะกลับ สมมติว่าจะหมุนไปทางขวา
เราก็จะให้ส้นเท้าเนี่ย เปรียบเสมือนจุดหมุนของขาวงเวียน
คำว่า "หนอ" คือให้เราวางเท้าลงสัมผัสกับพื้น


แล้วก็พูดว่า "กลับหนอ" อีกครั้ง
คราวนี้เป็นขาซ้าย
คำว่า "กลับ" ให้เรายกเท้าซ้ายขึ้น คาไว้ในอากาศ ความสูงประมาณข้อเท้า
คำว่า "หนอ" พอถึงคำนี้ เราจึงค่อยเอาเท้าลง โดยเท้าที่ยกลงนั้นต้องวางชิดกับเท้าขวาที่ได้หมุนไปแล้ว


พอทำทั้งเท้าขวาและซ้าย ให้เราพูดว่า "หนึ่ง" คือกลับไปแล้วหนึ่งครั้งนั่นเอง
โดยครั้งที่ 4 นั้น ตัวเราต้องหันมาได้แล้ว 90 องศา ก่อนจะหันต่อไปอีก 90 องศาเพื่อกลับไปทิศเดิม
พูดอาจจะดูงงๆ นะ ไม่ต้องทำความเข้าใจมันมากก็ได้ ส่วนตัวคืออยากเขียนให้ตัวเองเข้าใจคนเดียว
แต่ถ้าใครเข้าใจเรา นั่นก็กลายเป็นของแถม ทั้งนั้นทั้งนี้ ไม่ใช่ไม่ต้องการแบ่งปัน แต่อยากจดจำทุกอย่างที่จำได้แล้วจดบันทึกลงไปเป็นไดอารี่
ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไรทั้งนั้นนะคะ  :38:


ต่อไปครั้งที่ 5-8 เราต้องหมุนแล้วกลับไปทางทิศเดิมให้ได้ พอกลับไปทางทิศเดิมได้แล้ว
เราก็จะพูดว่า "ยืนหนอ ยืนหนอ ยืนหนอ" พูดเสร็จปุ๊บ อาจารย์เค้าก็จะบอกให้เราไปนั่งบนอาสนะเพื่อเจริญวิปัสสนาในขั้นต่อไป
ตอนที่เค้าบอกให้เราไปยืนอยู่บนอาสนะที่เราจะใช้สำหรับนั่งสมาธิเนี่ยนะ
เค้าจะพูดประมาณว่า "ให้โยคีขึ้นไปยืนบนอาสนะด้วยสติ"
งงล่ะสิ ว่าคำว่า "ด้วยสติ"
คืออะไร???

มันคือ .. การที่เรารู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เช่น
สมมติเราจะกินข้าว มือขวาเราก็จับช้อนอยู่ แล้วตักข้าวขึ้นมาอ้าปากเอาช้อนใส่เข้าไปในปาก ปิดปากแล้วก็เอาช้อนออกมา
ท่ากินข้าวของทุกคนคงประมาณนี้ใช่ไหม
แล้วเวลาเรากิน ให้เราพูดในใจไปด้วยประมาณว่า
1.ตอนกำลังตักข้าว เราก็พูดกับตัวเองในใจว่า "ตักหนอ"
2.พอยกช้อนข้าวขึ้น เราจึงพูดว่า "ยกขึ้นหนอ"
3.พอมือเรากำลังเคลื่อนช้อนมาเพื่อเอามาใกล้ๆปาก เราก็จะพูดว่า "มาหนอ" (เอาช้อนมาใกล้ปาก)
4.พอช้อจ่อปากแล้วเรากำลังอ้าปากจะเอาช้อนเข้าไปในปาก เราจึงพูดในใจว่า "อ้าปากหนอ"
5.พอเราเอาช้อนเข้าใส่ปาก เราก็พูดว่า "ใส่หนอ"
6.พอเราหุบปากและกำลังอมช้อนเราก็พูดว่า "อมหนอ"


สรุปแล้ว คำว่า "ด้วยสติ" คือการที่เรารู้ว่าเรากำลังทำอะไร อาจจะต้องพูดกับตัวเองในใจแบบนี้
คือเห็น step ขั้นตอนต่างๆ เวลาที่เรากำลังจะทำอิริยาบทอย่างใดอย่างหนึ่งนั่นเอง


ทีนี้ พอเรานั่งไปบทอาสนะแล้ว เค้าก็จะให้เราขยับท่าทางด้วยสติจนสามารถนั่งเป็นท่าขัดสมาธิได้
พอเรานั่งได้ที่ เค้าก็จะให้เราหลับตา แล้วนั่งสมาธิ ถ้าจำไม่ผิด เค้าน่าจะให้เรานั่ง 25 นาทีก่อน  :26:


25นาทีสำหรับเราคือนานมาก 10 นาทีว่านานแล้ว อันนี้25เลยนะ
และการนั่งสมาธินั้นก็มีกฏว่า "ห้ามลืมตา ห้ามขยับแขนขยับขาขยับมือ ห้ามเปลี่ยนท่า"
เอาง่ายๆ ว่าเค้าต้องการให้เรา "อยู่นิ่งๆ ห้ามขยับ" มันยากมากเลยนะ แล้วเราต้องนั่งหลังตรงอีกต่างหาก  :26:
เป็นช่วงที่จิตใจห่อเหี่ยวมาก ... ในใจก็คิดว่า
"ทำไมเราต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วยนะ ทรมานใจมากๆเลย T_T"
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่า
"ถ้าออกค่ายนี้ไป เราจะต้องสามารถยืนเดินนั่งหลังตรงให้ได้ คืออยู่ในท่าทุกท่าด้วยหลังตรงโดยไม่ปวดไม่เกร็งให้ได้"
เป้าหมายเล็กๆนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่คนข้างหน้าเรา เขาสามารถนั่งหลังตรงโดยไม่ขยับตัวได้อย่างน่ามหัศจรรย์
เราเองก็อยากทำได้แบบนั้นมาก และมันคงจะช่วยแบ่งเบาความเจ็บปวดที่ได้จากการนั่งสมาธิได้มากเลยทีเดียว  :47:
หลังจากนั้นเราเลยพยายามนั่งหลังตรงตลอด แต่ก็เจ็บปวดตลอดเลยล่ะ
เอ้อๆ ลืมบอกไป ว่าในการวิปัสสนาแต่ละครั้ง(เดินจงกรม+นั่งสมาธิ)
เค้าจะเรียกว่า "บัลลังก์"
ถ้ายังไม่เข้าใจจะยกตัวอย่าง
เช่น ... สมมติเรานั่งสมาธิแล้วเราแหกกฏการนั่งสมาธิตามที่บอกไปข้างต้น
เค้าจะเรียกว่า "บัลลังก์แตก[size=100%]" ประมาณว่า เธอไม่สามารถนั่งอยู่ตามที่เค้าบอกได้ ไรงี้[/size]
[/size][size=100%]โดย "บัลลังก์" หรือการวิปัสสนา(เดินจงกรม+นั่งสมาธิ) นี้ มีหลายบัลลังค์มาก[/size]
[/size][size=100%]แต่ละบัลลังก์มีเวลาในการนั่งสมาธิที่แตกต่างกันออกไป รวมไปถึงจุดประสงค์[/size]
[/size][size=100%]การที่เรานั่งสมาธิแล้วอธิษฐานขออะไรหลายๆอย่าง เช่น ขอให้เราได้บุญ แล้วผลบุญนี้ส่งไปให้คุณแม่[/size]
[/size][size=100%]เราก็จะเรียกมันว่า "บัลลังก์อธิษฐาน"[/size]
[/size][size=100%]การที่เราเดินจงกรมนั่งสมาธิแล้วเดินจงกรมแล้วนั่งสมาธิจนครบเวลาอีกรอบ เราก็จะเรียกมันว่า "บัลลังก์แฝด"[/size]
อันนี้อยากจะให้เข้าใจไว้ เผื่อคำศัพท์พวกนี้อาจจะได้ใช้ในบทความ/คอมเม้นท์ต่อๆไปที่จะเล่าให้ฟังเนอะ

พอเรานั่งสมาธิเสร็จปุ๊บ ก็เที่ยงพอดี เราไปกินข้าว อาจารย์เค้าก็บอกว่า
ตอนที่เดินไปที่โรงอาหารก็ให้เรากำหนดจิต
กำหนดจิต ก็คล้ายๆกับ "ด้วยสติ" คือ ... ไม่ว่าเรากำลังทำอะไร
ขอให้เราพูดในใจว่าตอนนั้นเรากำลังทำอะไรอยู่
สมมติว่าเรากำลังนั่งบนอาสนะ จะลุกไปกินข้าวละ
เราก็จะบอกกับตัวเองว่า "อยากลุกหนอ อยากลุกหนอ" เหมือนเป็นการสั่งตัวเองให้ลุก
ตอนที่เรากำลังลุก เราก็บอกว่า "ลุกหนอ ลุกหนอ" อะไรประมาณนี้
คือเรากำลังทำอะไร เราก็พูดแบบนั้นกับตัวเอง จนกระทั่งไปถึงโรงอาหาร :20:
สำหรับวัยรุ่นใจร้อนอายุ19อย่างเราแล่้วเนี่ย มันเหนื่อยและเพลียเต็มทน


อ้อ! มีกฏอีกข้อนึง ของการมาวิปัสสนาที่วัดนี้ คือ ... "ห้ามพูด"
หมายความว่า ... ตลอดระยะเวลา7คืน8วัน เราจะไม่ได้พูดกับใครเลย
นอกจากอาจารย์และพี่เลี้ยงทั้งที่คอยควบคุมกับวิปัสสนา
>>> ค่อนข้างเข้มงวดมากๆเลย 5555 T_T ร้องไห้แปบ


คือต้องเข้าใจก่อน ว่าค่ายนี้ เรามากันทั้งคณะ และแน่นอนว่ามีเพื่อน มีคนรู้จัก ส่วนอีกครึ่งในค่ายคือประชาชนทั่วไป
วันแรกๆมันก็ค่อนข้างห้ามใจยากที่จะไม่ให้พูดกับเพื่อนอะนะ
แค่มองตาก็รู้ใจ เห็นหน้าก็ใจอ่อนแล้ว  :27:


ตอนกินข้าว เราก็ยังต้องมากำหนดจิตการกินข้าว ตอนข้าวเข้าปาก
ก็ยังต้องใช้ลิ้นและฟันสัมผัสการกระทบกันของฟันและลิ้นและชิ้นอาหารและน้ำลาย
พอเคี้ยวเสร็จ จะกลืน เราก็ต้องมาสัมผัสตอนที่ก้อนอาหารกำลังไหลลงหลอดลมไป
การทำแบบนีั้ มันทำให้เรากินข้าวได้ช้ามาก
ไม่ไหวละ ไปก่อนนะเดี๋ยวมาเล่าใหม่ เมื่อยมือ แงง 55555  :04:

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham