กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10
1
บทความ (Blog) / Ghost 2011
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ วันนี้ เวลา 11:11:14 AM »


ถ้าทำดีจะเคราะห์ร้ายหรือ เพราะฉะนั้น เมื่อเคราะห์ร้ายเกิดจากการทำไม่ดี ก็ทำดีเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีเคราะห์ร้ายต่อไป ไม่ดีหรือ ?

เรื่องจริงที่เเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานนี้หมู่นี้ Sometime ซวยจริง ๆ เมื่อวันจันทร์ที่ 27 มิถนายน 2554 Sometime เอาคอม ฯ ไปซ่อมที่พันธ์ทิพย์ปรากฏว่า{ฮาร์ดดิส}เสียต้องต้องซื้อใหม่ลงโปรแกรมใหม่หมดเลยหมดไป -  กว่าบาทซ่อมคอม ฯ เสร็จนั่งรถกลับบ้า้นใกล้จะถึงบ้านอยู่แล้วเหลืออีกไม่ถึง 2 เมตรจะลงจากรถปรากฏว่าลื่นตกจากรถกระเด็น - กระดอน -กระเด้งทั้งคน - ทั้งคอม ฯ คนบาดเจ็บเกือบ{สาหัส}คอม ฯ บี้แบนโชคดีเครื่องในไม่เป็นอะไรมากแต่คนนี่สิ ระบมไปทั้งตัวเลยเดินไม่ไหวร่างกายเขียวช้ำไปทั้งตัวไม่มีเงินไปหาหมอคนอายุ 50 กว่า ๆ หกล้ม แล้วฟื้นตัวยากคราวนี้ Sometime ต้องตายแน่ ๆ คงอยู่ได้อีกไม่นานทำใจได้เลยตอนนี้ออกไป

ไหนไม่ได้ ต้องคลานไป - คลานมาอยู่ที่บ้านไม่มีคนดูแล ลูก - หลาน เหลน - โหลนก็ไม่มีเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2554ที่ผ่านมาก็ซื้อของไปไหว้แม่รวมทั้งซ่อมคอม ฯ คราวนี้หมดไปหลายตังค์ครบรอบ 2 ปีที่แม่จาก Sometime ไปท่านแม่ของ Sometime น่าจะเอา Sometime ไปอยู่ด้วยเนอะเมื่อหลายวันก่อนที่จะเปิดเว็ป Sometime Home  หรือเปิดแล้วก็ไม่รู้ Sometime ก็ซวยมาตลอดเจอโอปะปาติกะตอนกลางวันแสก ๆ Sometime นั่ง

POST กระทู้อยู่คนเดียวในบ้านปิดประตูเรียบร้อยมิดชิดได้ยินเสียงมาคนมารื้อ ข้าวของใกล้ ๆ กับคอม ฯ ที่ Sometime นั่งอยู่ห่างกันไม่ถึง 1 เมตร Sometime ก็สงสัยว่าเสียงอะไรเดินไปดูข้าวของก็อยู่เรียบร้อยปกติไม่มีรองรอยการถูกรื้อค้น Sometime ก็เปิดประตูบ้านเจอเลยเป็นเด็กสาววัยรุ่นใส่เสื้อสีเหลืองกางเกงวอร์มเหมือนชุดเล่นกีฬาบอกว่าพี่หนูเอาไม้กวาดมาคืน Sometime ก็นึกว่าคืนผิดห้องก็เลยรับไม้กวาดเอาไว้อย่าง>>งง(งง)แล้วมานึกดูว่า Sometime มีไม้กวาดใหม่ ๆ อยู่อันหนึ่งยังไม่ได้ใช้เก็บไว้ในซอกที่วางของ พอนึกขึ้นได้ Sometime ก็เดินไปดูว่าไม้กวาดอยู่หรือเปล่า ? ปรากฏว่าไม้กวาดที่เก็บเอาไว้ไม่อยู่แล้วแสดงว่า ไม้กวาดที่เด็กสาวคนนั้นเอามาคืน Sometime ก็เป็นไม้กวาดของ Sometime เองไม่ได้คืนผิดห้อง - คืนผิดคนต่อมา Sometime จึงจุดธูปบอก

ว่าน้องเป็นวิญญาณหรือเปล่า  ? ถ้าเป็นวิญญาณก็ขอให้มาดี - มีเรื่องจะคุยด้วยไม่ยักโผล่มาแฮะมาแต่เสียงทุบประตูบ้าง - เคาะโน่น - เคาะนี่บ้างมากวนใจเล่น ๆ ซ่ะงั้น Sometime อยู่กับเสียง{ปริศนา}มาหลายปีถามคนอื่นเค้าก็บอกว่าได้ยินเหมือนกันแต่ไม่ได้สนใจงั้นก็แสดงว่าหู Sometime ฟังไม่ผิดแล้วก็ไม่ได้ตาฝาดเด็กสาวคนนั้นเอาไม้กวาดมาคืนจริง ๆ แล้วเค้ารู้ได้อย่างไรว่าบ้าน Sometime มีไม้กวาด แล้วไม้กวาดก็เก็บไว้ในซอกอย่างมิดชิดกะว่าอันที่ใช้อยู่เสียจะได้ไม่ต้องซื้อใหม่ Sometime เคย POST เรื่องราว ของเด็กหญิง{พิมพวดี}อยู่ที่ สุขใจ นี้ด้วย

ไม่ได้นึกว่าจะเจอกับตัวเองเพราะ Sometime ไม่ได้ไปสวดมนต์นานแล้วเหมือนกันประมาณ 1 เดือนเห็นจะได้มั๊ง ? Sometime จุดธูปบอกเขาก็ไม่มาหารอตั้งหลายวันแล้วSometime คิดว่าถ้ามาก็ขอให้มาดีมีอะไรให้ช่วยก็บอกได้ไม่ต้องเกรงใจหรอกมาเหมือนกันมาแต่เสียงมากวนใจเล่น ๆ ทีอยากจะเจอก็ไม่มา ซ่ะงั้นมันน่า(ตบ)ไหมละวันนี้ Sometime คิดว่าจะออกไปซื้อกับข้าวที่ตลาดซ่ะหน่อยไม่รู้จะออกไปไหวหรือเปล่าเพราะยังปวดไปทั้งตัวเลย(หุงข้าวไว้แล้วแต่ไม่มีกับข้าว


หมายเหตุ....ภาพ 2 ภาพนี้ถ่ายเมื่อ 30 นาทีมาแล้วถ่ายไว้หลายมุมแต่ถ่ายติดแค่ 2 ภาพคือ
ภาพโต๊ะทำงานกับไม้กวาดอย่างที่เห็นนี่แหม..!..!..!.เด็กสาวคนนั้นช่างแก่นแก้วจริง ๆ จุดธูปบอกก็ไม่ยอมมาถ้ามาละก็จะถามว่านี่แม่หนูเอ๋ยอย่ามากวนใจคนแก่ได้ป่าวมาน่ะมาได้จะได้นั่งปรับทุกข์ - สุขกันแล้วต้องการอะไรจะจัดส่งไปให้อุทิศกุศลไปให้ปกติก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องแบบนี้น่ะแต่คราวนี้เจอกับตัวเองและก็ตอนกลางวันแสก ๆ ประมาณเที่ยง ๆ เห็นจะได้นี่คือประสบการณ์ทางวิญญาณที่ Sometime ได้พบกับวิญาณกะว่าจะไปหาน้า ป๋อง ซ่ะหน่อย


กำลัง POST กระทู้นี้จะเสร็จอยู่แล้วไฟฟ้าดับ 1 นาทีฝนฟ้าคะนองแหม...เด็กสาวคนนั้นเขาเอาจริงตอนนี้ที่กรุงเทพ ฯ ฝนมา - พายุก็มาด้วย ฮ่่า ฮ่า ฮ่า

https://www.img.in.th/image/mAO3r

http://khampana2017.blogspot.com/2017/12/ghost-2011.html
2


เดินจงกรมพิจารณาอสุภะ จนอาเจียน

ในขณะที่บวชชีเธอได้พิจารณาอสุภะ เห็นความเสื่อม ความสกปรกของร่างกาย พิจารณาถึงความไม่งามของกาย

“ระหว่างที่ยังไม่เข้ากรรมฐานต็อปอ่านหนังสือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท่านสอนให้ละทิ้งตัวตน และสอนให้พิจารณาอสุภะ จากนั้นเราก็ไปเดินจงกรม เราก็พิจารณาคำตามที่ในหนังสือบอก คิดตาม ท่านสอนว่า “ตัวเรามันคิดว่าตัวเราสะอาด มันสวย มันงาม ความจริงแล้วตัวเรานั่นแหละ ที่สกปรกที่สุด อย่างตื่นนอนมาทุกอย่างในตัวเรามีแต่ "ขี้” ขี้ตา ขี้มูก ขี้ฟัน ขี้หู ขี้เล็บ ขี้เต่า ถ้าสะอาด สวยจริง ไม่ต้องไปล้างหน้าแปรงฟันสิ ไม่ต้องอาบน้ำสิ อาบน้ำทำไม ฉีดน้ำหอมทำไม ถ้าสวย น่ารัก สะอาดจริง จะแต่งหน้าทำไม

ข้างในมันมีแต่ของเน่าเหม็น กินอาหารเข้าไปก็อุจจาระออกมา อาหารดีแค่ไหนพอผ่านร่างกายก็เป็นอุจจาระ ตอนเป็นอาหารจับได้ แต่พอผ่านร่างกายเป็นอุจจาระกล้าจับมั้ย

@@@@@@

แม้จะสวยหล่อขนาดไหน แต่ข้างในก็เน่าเหมือนกันหมด เรายึดติดกันแค่หนัง เหมือนเรามองคนนี้แล้วเราชอบ ชอบเพราะอะไร เราชอบเพราะหนังที่หุ้มเขาไว้ เพราะว่าหนังตึง ถ้าเป็นหน้าเดิมแล้วเหี่ยวจะชอบอยู่มั้ย อย่างมีคนมาบอกชอบเรา เขาชอบเราเพราะหนังเรายังตึงอยู่ ฉะนั้นคนเราก็หลงกันแค่หนัง ไม่มีอะไรเลย เราจะไปยึดติดอะไรกับคนที่เราชอบ คนที่เรารัก

มนุษย์เราประกอบไปด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ พอตายไปร่างกายก็จะอืดบวม ลิ้นจุกปาก ตาถนน เขียว อืด น้ำเลือด น้ำหนอง น้ำเหลืองไหลเยิ้ม ในระหว่างเดินจงกรมเราก็คิดภาพคนที่เรารัก เราชอบ เป็นซากศพ ในขณะเดียวกันก็นึกถึงภาพของตัวเองด้วย ว่าตายไปเราก็อืดพอง น้ำเหลืองไหล ปรากฏว่า ต็อปอ้วกแตกออกมาหมดเลย เราเห็นตัวเองในรูปเราก็รู้สึกสะอิดสะเอียน คือเราพิจารณาจนเข้าจิต”



ขั้นลึก! เข้ากรรมฐานพิจารณากิเลส

ในการเข้ากรรมฐานจะมีช่วงอดอาหาร 5 วัน สิ่งที่ตกถึงท้องมีเพียงน้ำเปล่า และช่วงทานอาหารได้วันละมื้อ ซึ่งเป็นอาหารมังสวิรัติ ไร้เนื้อสัตว์ ในแต่ละวันเธอจะเดินจงกรมวันละกว่า 10 ชั่วโมง

“ตอนเข้ากรรมฐานต็อปจะปฏิบัติจริงจัง เพราะเป็นสถานที่เงียบ สงบ เหมือนอยู่ในป่าไม่มีอะไรรบกวน ในแต่ละวันก็จะเดินจงกรม นั่งสมาธิ

ทว่า พอขึ้นเดือนที่ 2 กิเลส มันดิ้น แทบอยากจะปีนรั้วออก ทรมานมาก “ไม่ไหวแล้ว อยากกินเนื้อสัตว์” เพราะมีความนิ่งและความสงบ คนเราทุกคนมีกิเลสที่นอนนิ่งอยู่ ฝังอยู่ในจิต เมื่อไหร่ที่เรามาปฏิบัติธรรมมีสติ สมาธิ สงบ จะเห็นกิเลสชัดเจน เรามาปฏิบัติธรรมครั้งนี้เพื่อให้เห็นกิเลส และไม่เอากิเลส เมื่อเราเห็นกิเลสว่า อยากกินหมูปิ้ง นั่นคือกิเลสอยากกิน ก็แค่ดูมัน แต่ไม่ต้องไปดับมัน ละกิเลสด้วยปัญญา รู้ ละ กิเลสไปเรื่อยๆ จิตจะรู้ จะเริ่มละไปทีละเรื่อง ล้างความชั่วออกจากจิต

@@@@@@

ต็อปปฏิบัติเพื่อไม่อยากเกิดแล้ว อยากนิพพาน เพราะรู้แล้วว่าการเกิดมันคือทุกข์ ถ้าเกิดว่ามีคนมาบอกว่า เกิดมาชาติหน้าจะมีเงินเป็นหมื่นล้าน เป็นมหาเศรษฐี สวยมาก ต็อปก็ไม่เอานะ ขอไม่เกิด ขอนิพพานดีกว่า

ทุกคนสามารถขึ้นมาเป็นอริยบุคคลได้ถ้าตั้งใจ ดูอย่างต็อปสิ จากคนไม่มีศาสนา ไม่มีศีล ภายใน 1 ปียังมาอยู่ในศีลในธรรมขนาดนี้

ปัจจุบันนี้พ่อต็อปไปสมัครกรรมฐาน เดินจงกรม นั่งสมาธิ รักษาศีล ที่วัดใน จ.อุดรฯ แล้วนะ เห็นมั้ยสิ่งที่เราทำเห็นผล ตอนนี้เราไม่ห่วงพ่อแล้ว พ่อมีอริยทรัพย์แล้ว แต่สำหรับคุณแม่ปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงอะไร"



ลาที "ความรักยึดติด" ชีวิตนี้ขอไม่มีสามี

ส่วนคำถามที่ว่า หลังจากสึกจากการบวชชีแล้ว ชีวิตนี้จะมีคู่ครอง ครอบครัว สามี และลูกมั้ย เธอตอบด้วยความมั่นใจว่า

“แค่คิดว่าจะให้ผู้ชายมากอดจูบ ก็อี๋แล้ว”

“จะให้ไปมีครอบครัว มีเพศสัมพันธ์ มีลูกมีเต้า มันไม่ได้แล้ว คือถ้าจะมีผู้ชายเข้าในชีวิตอยากเป็นเจ้าของเรา แต่งงาน มีลูก ไม่เอา แต่ถ้าเป็นเพื่อนนำพาปฏิบัติธรรมก็ได้ เราไม่ได้เป็นคู่รักกัน ใครคิดยังไงต็อปไม่รู้ แต่ตัวเราไม่ได้คิดอะไรกับใคร

แน่นอนเราไม่สามารถห้ามความรู้สึกของคนอื่นได้ แต่ต็อปเห็นทุกคนเท่ากันหมด ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ถึงต็อปไปกับเพื่อนผู้ชาย เราก็มีความรู้สึกเหมือนไปกับเพื่อนผู้หญิง ไม่ได้รู้สึกพิศวาส ให้ความรู้สึกเท่ากัน มันคือความรักแบบเพื่อนมนุษย์”

@@@@@@

นอกจากนี้ เธอยังแนะนำผู้หญิงที่รักสวยรักงามทั้งหลายไม่ต้องเสียเงินจ้างเทรนเนอร์ออกกำลังกายเดือนละหลายหมื่นเข้าฟิตเนส มาปฏิบัติธรรม เดินจงกรม วันละ 3-4 ชั่วโมง ได้สมาธิ สติ ได้บุญกุศล การทำสมาธิเป็นบุญสูงสุด แถมเซลลูไลต์หายด้วย

การนั่งสมาธิยังทำให้หน้าเด็ก ผ่องใส เพราะในขณะนั่งสมาธิ จิตของเราจะนิ่ง ไม่คิดอะไร จิตไม่แส่ส่ายออกไป เหมือนจิตหยุดนิ่ง แม้เวลาของโลกจะเดิน แต่เวลาของจิตจะนิ่ง หยุดแค่อายุตรงนั้น ทำบ่อยๆ หน้าก็จะผ่องใส”

ไม่แปลกใจเลย ทำไมเธอถึงมีใบหน้าออร่าผ่องใสทั้งที่เพิ่งออกจากกรรมฐานอดอาหารมา 5 วันเต็ม!


หลังออกจากกรรมฐานอดข้าว 5 วัน ใบหน้ายังผ่องใส

ประหยัด สมถะ ไม่ยึดติดวัตถุ

ปัจจุบันนี้เธอไม่ได้ทำงานเป็นพริตตี้มา 4 ปีแล้ว แต่ผันตัวเองมาอยู่เบื้องหลังทำ เปิดบริษัทออแกไนเซอร์ โมเดลลิ่ง แม้จะเป็นพริตตี้เงินล้านตัวท็อปเบอร์ 1 แต่เธอเป็นคนประหยัด ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย "พร้อมถึงซื้อ"

“ต้องมีเหลือมากๆ แล้วถึงเจียดเงินส่วนหนึ่งไปซื้อสิ่งที่เราต้องการ อย่างกระเป๋าแบรนด์เนมใบแรกที่ซื้อคือชาแนล ต็อปซื้อตอนอายุเกือบสามสิบนะ ทั้งที่ทำพริตตี้มาตั้งหลายปี มีเงินสามารถซื้อได้นะแต่รู้สึกว่า มันไม่จำเป็น

อย่างรถของต็อป คันที่ขับปัจจุบันนี้ก็เป็นรถที่พ่อให้ ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีรถตัวเอง คันนี้ก็ขับมา 14 ปีแล้ว หลายๆคนถามว่า ทำไมไม่ซื้อรถใหม่ คือเราเอาเงินไปซื้อบ้านแล้ว แต่รถก็เป็นแค่ออปชั่นเสริมบารมี รถเรายังใช้ได้อยู่ รถซื้อมาเพื่อให้คนอื่นมาชื่นชมเรา แต่บ้านจำเป็นกว่ารถ เราเอาเงินไปซื้อบ้าน คอนโด ปล่อยให้คนเช่าดีกว่า เงินที่เรามีควรเก็บไว้สำรองยามฉุกเฉิน และต็อปกำลังจะสร้างสตูดิโอให้คนเช่า ฉะนั้นเราจะซื้อรถเพื่อให้คนมาชื่มเราทำไม ทำไมเราไม่สร้างสิ่งอื่นให้ตัวเองชื่นชมเป็นของเราดีกว่า

ความสุขจากข้างใน แบบที่ไม่ต้องพึ่งสิ่งของ ไม่ต้องพึ่งวัตถุ ไม่ต้องพึ่งคนอื่นมาทำให้เรามีความสุข นี่มันดีจริงๆ มีความสุขแบบพอดี มีความสุขกับสิ่งที่มี ไม่รู้สึกว่าขาด ไม่รู้สึกว่าเกิน พยายามทำให้ดีที่สุด อะไรก็แล้วแต่ มีก็ดี ไม่มีก็ได้ ใครจะอยู่ ใครจะไป ใครจะรัก ใครจะเกลียด ใครจะชม ใครจะด่า ใครจะเข้าใจ ใครจะไม่เข้าใจ มันก็ไม่ได้มีผลกับจิตใจเราเท่าไหร่แล้ว ไม่เหมือนเมื่อก่อน ทุกข์ใจเพราะเอาใจไปยึดติด กับคนอื่น ถ้าเค้าทำดีกับเรา พูดดีกับเรา เราถึงจะมีความสุข แต่ถ้าเค้าทำไม่ดีกับเรา พูดไม่ดีกับเรา เราก็จะไม่มีความสุข เป็นทุกข์"

@@@@@@

"มาคิดดูทำไมเราถึงปล่อยให้คนอื่นเป็นผู้กำหนดความสุขของตัวเอง ทำไมเราถึงเอาความสุขของเราให้ไปอยู่ในมือของคนอื่น เหมือนลูกไก่ในกำมือ จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด มันไม่ถูกต้อง หลายๆอย่างในความคิดและจิตใจค่อยๆเปลี่ยนไป เหมือนถูกกะเทาะความโง่เขลาออกไปได้บางส่วน จากโง่มาก เป็นโง่น้อย และเราเชื่อว่ามันจะค่อยๆดีขึ้นเป็นลำดับขั้นการทำงานของมัน

จากวันที่หันหน้าเข้าหาธรรมะเป็นเวลา 1 ปี นิดๆ  มีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนไปมากมาย แม้ว่าภายนอกเราจะยังดูบ้าๆบอๆเหมือนเดิม แต่เรารู้ดีว่าภายในเราไม่เหมือนเดิม มันมีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไป แต่เราก็ไม่รู้ว่าอะไรที่เปลี่ยนไป มันอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้แต่รู้ว่ามันดีจริงๆ"

แม้ปลายเดือนตุลาคมนี้ แม่ชีสต็อปจะสึกจากการบวชชีเพื่อกลับมาใช้ชีวิตในทางโลกอีกครั้ง แต่ "ธรรมะ" ก็จะยังอยู่ในจิตใจของเธอตลอดไปแม้จะอยู่ในคราบฆราวาสก็ตาม

"จากนี้ก็จะพยายามศึกษาและปฏิบัติให้ดีขึ้นไปอีก ฝึกฝืน สู้ทนต่อความชั่วความเลวและกิเลสของตัวเองให้ยิ่งขึ้นไปอีก ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ก็ขึ้นชื่อว่าคน จะดีตลอดเวลาคงไม่ได้ และจะเลวตลอดเวลาก็คงไม่ใช่ อยู่ที่รู้ทันและแก้ไขได้ไหมก็แค่นั้น ไม่มีอะไรสายเกินไป ถ้าเรายังมีลมหายใจ”


สัมภาษณ์โดย ผู้จัดการ Live
เรื่อง : สวิชญา ชมพูพัชร
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ค Nattha Sirirumpaivong
https://mgronline.com/daily/detail/9600000104160


3


พริตตี้ตัวท็อป “แม่ชีสต็อป” จากคนไม่มีศาสนา…สู่ “นิพพาน

ใครจะไปคาดคิดว่า พริตตี้เงินล้าน เบอร์ 1 ของไทย จะขอละทางโลกมุ่งหน้าเดินเส้นทาง "สายธรรม" ถึงขั้นบวชชี ปลงผม โกนคิ้ว ปลีกตัวจากสังคมแสงแฟลช เข้าป่าปฏิบัติกรรมฐานอดอาหาร เดินจงกรมวันละกว่า 10 ชั่วโมง

จากสาวปาร์ตี้เที่ยวกลางคืน 7 วันยันเช้า จนเกิดวิกฤตเหตุการณ์จุดพลิกผันบางอย่างในชีวิตเหวี่ยงพริตตี้ตัวท็อป สต็อป - ศรัณย์รักษ์ ศิริรำไพวงษ์ สาวสวยผู้มีรูปเป็นทรัพย์วัย 34 ปี เข้าสู่ “ธรรมะ” เพื่อมุ่งสู่การเป็น “อริยบุคคล” ตั้งเป้า “บรรลุโสดาบัน” หวัง "นิพพาน" ให้ได้ในชาตินี้!

 :13: :13: :13: :13: :13: :13:

จากคนไม่มีศรัทธา เพราะ “ตัวฉันคือพระเจ้า”

แม้บัตรประชาชนของเธอจะระบุว่านับถือ ศาสนาพุทธ แต่เธอบอกชัดว่า ไม่เคยศรัทธา ไม่ได้กระทำตัวเยี่ยงพุทธศาสนิกชนเลย เพราะเธอนับถือตัวเองเท่านั้น!

“อะไรที่เป็นคำสั่งสอนศาสนาพุทธ ต็อปก็สวนทางหมด” เธอเล่าย้อนก่อนที่จะมาสู่เส้นทางสายธรรม ที่แม้บัดนี้ภายนอกรูปลักษณ์จะดูปกติ แต่ “ภายในจิต” กลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“เพราะเราเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองเกินร้อยมาตั้งแต่เด็ก หาเงินใช้เองมาตั้งแต่ยังเรียนอยู่ อย่าบอกว่านับถือศาสนาพุทธเลย เรียกว่าไม่มีศรัทธาเลยดีกว่า เพราะเราไม่เคยเจอความทุกข์ เราอยากได้อะไร เราได้ตลอดอย่างที่ต้องการ เราจึงรู้สึกว่า “ตัวเราคือพระเจ้า” เพราะเราดูแลตัวเอง คิดเอง ทำเอง อยากได้อะไรเราก็หามาได้ด้วยตัวเอง

เราจึงคิดว่า ก็เราทำตัวดี เราก็ได้ดีสิ ขณะเดียวกัน ทำไม่ดี ก็ได้ไม่ดี แต่เราไม่เคยไปศึกษาให้ลงลึกถึง “ดี” และ “ไม่ดี” คืออะไร ที่ศาสนาพุทธสอนไว้ คิดเองเออเองว่าอันนี้ดี อันนี้ไม่ดี โดยมี “กิเลส” เข้าไปปรุง เจือ ว่าสิ่งนี้ดี แต่จริงๆแล้วกิเลสต่างหากที่บอกว่าดี”

@@@@@@

แม้ครอบครัวของเธอจะชอบเข้าวัด ทว่าในทุกครั้งที่เธอไปวัดก็ไม่ได้ไปด้วยความศรัทธา พระสวดมนต์ก็นั่งหาว ไม่เคยรักษาศีล 5 เพราะไม่รู้สึกว่าจำเป็น มองว่าเป็นแค่ “กุศโลบาย” นอกจากนี้ เธอยังไม่เชื่อว่า “นรก” มีจริง

“ต็อปคิดเลยนะ ว่าพระท่านสอนให้เรารักษาศีล 5 เพราะเป็นกุศโลบาย ว่าถ้าไม่รักษาศีล 5 จะตกนรก แค่กุศโลบายให้คนทำดีเฉยๆ และไม่เชื่อด้วยว่านรกมีจริง เพราะคิดว่า พระพุทธเจ้าสอนให้รักษาศีล 5 เพื่อป้องกันคนไม่ทำชั่วเฉยๆ

ส่วนคำว่า “อริยทรัพย์” ก็เป็นกุศโลบาย ไม่มีจริง คิดว่าพระหลอก นี่ไง "เราโง่มั้ยล่ะ" ถ้าเราตายตอนนั้นเราก็คงไปนรกอย่างเดียว เพราะคิดแย้งหมดเลย"



นอนจมติดหล่มความทุกข์นับปี

แม้เธอจะบอกว่า “ความทุกข์” เป็นสิ่งที่ไม่เคยเจอ แต่พออายุย่างเข้า 30 ชีวิตก็โน้มให้รู้จักความทุกข์จน “จม” เกือบปี

“ก่อนหน้านี้ก็อาจจะมีทุกข์เบาๆ แต่เมื่อเกิดแล้วก็ดับ เพราะทุกคนต้องมีความทุกข์มาตั้งแต่เกิดแล้ว เรามีทุกข์แต่เรามองไม่เห็น เราไม่รู้ว่ามันคือความทุกข์ ไม่ได้ไปเสพ จึงทำให้เกิดดับ แต่ทุกข์จริงๆ ตอนนั้นคือ การอกหักจากความรัก แล้วเราก็เพิ่งมาอกหักตอนอายุ 30 ทุกข์เพราะเราไปเสพ”

แม้การอกหักครั้งแรกในชีวิตของเธอจะก่อให้เกิดทุกข์ แต่ก็ยังไม่ใช่เหตุให้เข้าสู่เส้นทางธรรมกระทั่งอายุ 33 ปี ย้อนหลังไป 1 ปี เธอสารภาพว่า เป็นเพราะความทุกข์ จากความ "ยึดมั่นถือมั่น” และ “ความคาดหวัง” จากคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจ

@@@@@@

“ไม่รู้ว่าเป็นจังหวะที่ถึงเวลาที่อะไรบางอย่างบีบเราเข้าหาธรรมะหรือเปล่า เพราะเป็นความทุกข์ที่ไร้สาระมากเลย อย่างคนที่เรารักไม่เข้าใจเรา เข้าใจเราผิด อารมณ์น้อยใจกันไปมา ไม่พูดคุยกัน ประกอบกับเราเป็นคนที่มีความยึดมั่นถือมั่นทำไมเขาเปลี่ยนไป เมื่อก่อนไม่เป็นแบบนี้ ก็เสียใจ สัญญาว่าจะทำแบบนี้ก็ไม่ทำเราก็ผิดหวังในสิ่งที่เราคาดหวัง

คาดหวังกับคน คาดหวังกับคำพูดของคน คาดหวังกับสิ่งที่เราเคยมี คาดหวังจากสิ่งที่เราคิดว่ามันใช่ ด้วยสาเหตุข้างต้นจึงทำให้เราทุกข์มาก ทุกข์กว่าตอนอกหักมาก”

เธอจมอยู่กับความทุกข์ครั้งนี้นานเกือบปี เพราะเธอมัก “แคร์” คนที่รัก จึงเอาใจไปไว้กับคนนั้นเต็มร้อย ผลที่ได้จึง “เจ็บ” หนัก

“เวลาเสียใจเราไม่ได้เสียใจแป้บเดียว เฮิร์ธหนักมาก ไม่จำเป็นต้องเป็นแฟน เป็นใครก็แล้วแต่ที่เราให้ใจไป เพราะเวลาให้ก็ให้หมด หมดตัวหมดใจ มีอะไรให้หมด”

@@@@@@

เธอเล่าว่า จมอยู่กับความทุกข์ ขนาดที่ไม่ไปทำงาน นอนเป็นผักอยู่เกือบปี

“ไม่ทำงานเลย ไม่ดูแลบริษัท ปล่อยให้เพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนดู เพื่อนคนนี้ดีมาก ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าเพื่อนแท้ เป็นอย่างไร เขาไม่เคยทิ้งเรา อยู่เคียงข้างเราทุกครั้ง

เราก็นอนเปลี้ย นอนทบทวนเรื่องราวที่เป็นทุกข์ ทวนว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ เขาบอกจะทำแบบนี้ก็ไม่ทำ จู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่า นี่ใช่มั้ยที่เขาเรียกว่า “ไม่เที่ยง” ผุดขึ้นมาในหัว นี่สินะ “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” กฎไตรลักษณ์ ทุกอย่างมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เราจะหมายมั่นคำพูดคน หรือสิ่งของ จะคงอยู่แบบนั้นไมได้ โดยเฉพาะกับคน ลิ้นคนพลิกง่ายยิ่งกว่าอะไร เขาพูดแล้วเขาก็ลืม แต่เรากลับจำ ”

ส่วนจุดไคลแม็กซ์ที่ทำให้เธอหันหน้าเข้าสู่ธรรม วันนั้นเธอเปิดเฟซบุ๊กดูพฤติกรรมคนในโลกโซเชียล หลายคนโพสต์ภาพตัวเองกับอาหาร ไปเที่ยว ถ่ายรูปฮิปสเตอร์แต่งตัวสวยๆ นั่งรอคนมากดไลก์ ชื่นชมปลื้มปริ่มกับคำในคอมเมนต์ ทำแบบนี้วนไปเวียนมาทุกวัน แต่ทำไมไร้ซึ่งความสุข ไร้ค่า ทำให้เธอเห็นการเกิดดับ อยากหาอะไรที่เป็นความสุขโดยไม่ปรุงแต่งไม่มีใครหยิบยื่นให้ คุณค่าของชีวิตจริงๆคืออะไร จึงทำให้เธอหันไปฟังธรรมะ

นั่นคือจุดเริ่มต้นแห่งเส้นทางธรรม เข้าวัดปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะ ถือศีล 8 ในช่วงสงกรานต์ 13 เม.ย 2559 ซึ่งโดยปกติเธอต้องไปอาร์ซีเอ เล่นน้ำ กินเหล้า….



ตั้งเป้า! บรรลุโสดาบัน ให้ได้ชาตินี้!

จากสาวห้าว อารมณ์ร้อน เปรี้ยว ซ่า หากวันไหนเหล้าเข้าปาก จะมีความเป็นนักเลงเข้าสิง ชอบปาร์ตี้เที่ยวกลางคืน เที่ยว 7 วันยันเช้า ไม่เมาไม่เลิก ชีวิตพลิกเลย หักดิบ! ตัดเหล้า ตัดขาดจากการสังสรรค์ 6 เดือนไม่ออกจากบ้าน รักษาศีลเข้าวัดฟังธรรมทุกเดือน

“เมื่อตอนเด็กเป็นเด็กหัวโจก เปรี้ยว ซ่า เป็นผู้นำในทางไม่ดี อยู่ห้องปกครองมากกว่าห้องเรียน แต่ไม่ได้ไปหาเรื่องใครนะ แต่ถ้าใครมาหาเรื่องเราก่อน เราก็ใส่เลย เป็นคนอารมณ์ร้อนมาก รักเพื่อนพ้องมาก หากเพื่อนมีเรื่องเราจะลุยก่อนเลย

พอเริ่มเข้าสู่วงการพริตตี้ คนก็จะมองว่าเป็นสาวหวาน แต่จริงๆนิสัยห้าว เถื่อน เหมือนผู้ชาย และเป็นคนพูดตรง ไม่แอ๊บ ยิ่งเวลาเมา จะยิ่งนักเลงมาก ไม่ได้ชอบกินเหล้า แต่ชอบบรรยากาศแห่งการสังสรรค์เจอเพื่อนฝูง แต่ตอนนี้เหรอก็ยังคงไปเจอเพื่อนฝูงปาร์ตี้เช่นเดิมแต่เปลี่ยนจากดื่มเหล้า เป็นน้ำเปล่า!”

เธอเล่าว่าใช้เวลา 1 ปีเพื่อศึกษาธรรม โดยวัดแรกที่ไปบวชเนกขัมมะ เธอเลือกวัดป่าใน จ.อุดรธานี จากนั้นจึงบวชอีกหลายวัดในเวลาต่อมาแต่ก็ยังไม่ถูกจริต จนมาปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะที่วัดตรีวิสุทธิธรรม สระกระโจม จ.สุพรรณบุรี เนื่องจากมีความเลื่อมใสศรัทธาพระครูพิทักษ์ศาสนวงศ์ ( หลวงพ่อไก่ ) เจ้าอาวาสวัดตรีวิสุทธิธรรมที่เปิดวัดดูแลรักษาคนเจ็บป่วยฟรี จึงตัดสินใจบวชเนกขัมมะ 10 วัน จึงเข้าใจธรรมะอย่างลึกซึ้งเพราะถูกจริต


ปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะ

"จากนั้นก็ศึกษาว่า ศีล คืออะไร ทำไมต้องรักษาศีล ศีลจะเป็นตัวที่รักษาเรา เป็นเครื่องกั้นเราจากความชั่ว จากนรก เราก็คิด ตกลงนรกมีจริงมั้ย หลวงพ่อหลายท่านพูดถึงเรื่องนรก ตรงกันหมดเลย เราจึงคิดว่า คงไม่ใช่กุศโลบายแล้ว จึงเริ่มกลัว ตกนรก จึงไปค้นหาว่า ต้องทำอย่างไร ต้องเป็นอริยบุคคล ขั้นโสดาบัน

การเป็นอริยบุคคล ขั้นโสดาบัน เป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปสามารถทำได้ โลกสงบสุข ทุกคนก็จะมีแต่ความสุข ไม่ได้เป็น “ขั้นลึก” เป็นธรรมะที่เราสามารถนำไปปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน แม้จะมีครอบครัว มีสามี มีลูก ก็สามารถนำไปปรับใช้ได้ ปิดประตูอบายภูมิ”



บวชชีทดแทนคุณพ่อแม่

กระทั่งสภาวะจิตก้าวหน้า เริ่มมีสมาธิ สติ ประกอบกับอยากบวชทดแทนบุญคุณให้พ่อแม่ญาติพี่น้องไม่ให้ตกอบายภูมิ ในวันที่ 26 มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมา เธอจึงได้ตั้งมั่นโกนผมบวชชี 1 พรรษา

“เรารักพ่อแม่ญาติพี่น้องเรามาก ไม่อยากให้พวกเขาต้องทุกข์ทรมานในชีวิตหลังความตาย มี ไม่มี ไม่รู้ แต่พระพุทธเจ้าสอนว่า ธรรมทุกอย่างที่พระพุทธเจ้าสอนย่อลงมาแล้ว สุดท้ายก็คือ “ความไม่ประมาท” ทุกอย่างพอไม่ประมาท นรก สวรรค์ มีจริง ไม่มีจริง ไม่รู้ แต่ถ้านรกมี แล้วเราคิดว่าไม่มี เราใช้ชีวิตแบบประมาท เราตายไปแล้วนรกมีจริงล่ะ แต่ถ้าเราคิดว่ามีจริง ตั้งใจอยู่ในคุณความดี ถึงจะไม่มีแต่สิ่งที่เราได้ ไม่มีอะไรเสีย มีแต่ได้กับได้

ก่อนบวชชีจึงตัดสินใจชวนพ่อมาบวชที่วัดนี้ เพราะต็อปมาวัดนี้แล้วเห็นคนเจ็บป่วยเป็นคนแก่ เราก็มอง พ่อไม่ค่อยเข้าวัด ไม่เคยปฏิบัติธรรม ไม่เคยฟังเทศน์ฟังธรรมเลย แก่ไปถ้าเจ็บป่วยเป็นอะไรขึ้นมาจะอยู่ภพภูมิที่ไม่ดีหรือเปล่า เราอยากให้พ่อพ้นด้วย โทร.หาพ่อเลย “พ่อรักหนูมั้ย ขออะไรอย่างหนึ่งได้มั้ย มาบวชด้วยกันได้มั้ย เช้าวันรุ่งขึ้นพ่อก็ขึ้นเครื่องมาจากอุดรฯเลย เพื่อมาบวช”


แม่ชีสต็อปกราบคุณพ่อหลังบวชทดแทนคุณ


แม่ชีสต็อปกับญาติสนิทมิตรสหาย

ขณะเดียวกัน เธอเล่าว่า ด้วยรูปร่างหน้าตาความสวยของเธอ ยังเป็นสิ่งที่ทำให้ยึดมั่น หวงแหน เพียงแค่ตีนกา หรืออ้วนขึ้นมานิดเดียวยังรู้สึกทุกข์

“เรารู้เลยว่าเราติดเรื่องรูปลักษณ์ของตัวเองมาก เพราะมองกระจกก็ยังเห็นตัวเองสวย น่ารักอยู่ เราจึงอยากจริงจัง ให้พ่อเชื่อศรัทธาในตัวเรา และใกล้จะวันเกิด ปีนี้จึงตั้งใจบวชเข้าพรรษาเลยดีกว่า แต่จะไม่บวชเนกขัมมะ แต่จะบวชชีปลงผมไปเลย ดูซิ จะยังสวยอยู่มั้ย ผมก็ไม่มี คิ้วก็ไม่มี จะเป็นยังไง เครื่องแต่งตัวสวยๆก็ไม่มี ยังจะติดในรูปลักษณ์ตัวเองอยู่อีกมั้ย จึงตัดสินใจปลงผม”

สำหรับความต่างของการบวชเนกขัมมะ กับการบวชชี เธอเล่าว่า มีความต่างมาก แม้จะถือศีลเท่ากัน แต่การบวชชีครั้งนี้กลับทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าไม่โกนผม เราจะรู้สึกเสียดายมาก

“เรารู้สึกว่า เกิดมาไม่เสียชาติเกิดแล้ว เกิดมาในครอบครัวนี้ และได้บวชชีในวัดนี้ ไม่เสียใจเลยที่เกิดมาเป็นคน จบแล้ว ชีวิตไม่ต้องการอะไรแล้ว ที่เหลือก็ลองผิดลองถูกไป”

มีต่อ.....





4


ไม่นานนี้ มิตรสหายที่ผมเคารพรักท่านหนึ่ง ผู้เป็นแอดมินของเพจ Zen smile Zen wisdom เพจที่นำเสนอพุทธศาสนานิกายเซนและนิกายอื่นๆ อย่างสนุกสนานเข้าใจง่าย ในรูปแบบการ์ตูนที่แสนน่ารัก โดยแอดมินเป็นผู้วาดเอง กำลังเผชิญความท้าทายที่น่าสนใจมาก

ใครพอจะรู้จักพุทธศาสนานิกายเซนบ้างก็คงทราบว่า เซนดูเหมือนจะเป็นนิกายที่มีท่าทีไม่ใส่ใจต่อ “รูปแบบ” ต่างๆ ตราบเท่าที่รูปแบบนั้นไม่ไปกันกับความเข้าใจที่แท้

เซนจึงมีความยืดหยุ่นสูงและมีอารมณ์ขันมาก เพราะสามารถเล่นกับอุบายวิธีต่างๆ ได้ ในฐานะเครื่องมือสอนธรรม ดังมีเรื่องเล่าในตำนานเซน แม้ว่าจะดูนอกรีตนอกรอยเพียงใดก็ตาม ขอเพียง “ชี้ตรงไปที่ใจคน บรรลุพุทธภาวะ” ก็ใช้ได้หมด

มิตรสหายของผมท่านนี้ นอกจากสนใจพุทธศาสนานิกายเซนแล้ว ยังสนใจทุกนิกายรวมทั้งวิถีแห่งจิตวิญญาณอื่นๆ ทั้งยังมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะดี เข้าใจโลกสมัยใหม่

 

ล่าสุดท่านนำเอาคำสอนของพระอาจารย์เซนชาวเกาหลี “เพราะเธอดำรงอยู่ พระพุทธเจ้าจึงดำรงอยู่ รูปกายของพระพุทธเจ้าคือรูปกายของเธอ จิตของพระพุทธเจ้าคือจิตของเธอ” โดยวาดภาพประกอบเป็นรูปพุทธะใส่สูทเช่นเดียวกับนักธุรกิจ นั่งสมาธิ พร้อมด้วยคอมพิวเตอร์และอาหารเช้า ข้างกายมีพระพุทธรูปวางอยู่

โดยต้องการสื่อว่า แม้ภายนอกเราจะเป็นนักธุรกิจหรือใครก็ตาม แต่พุทธภาวะนั้นเป็นธรรมชาติเดิมแท้ของเรา ไม่ใช่พระพุทธรูปซึ่งเป็นสิ่งภายนอกซึ่งไม่ใช่พุทธะจริงๆ

อีกภาพซึ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เป็นรูปหญิงสาวนั่งสมาธิใส่บิกินีสีขาว ข้างกายมีข้าวของการงานของผู้หญิง ตะกร้าผ้ากองโต เตารีด เบื้องหน้ามีเขียงและอาหารที่รอปรุง สมุดบัญชีและเครื่องคิดเลข ข้างๆ มีถุงกระดาษใส่ของที่ดูเหมือนเพิ่งซื้อจากซูเปอร์มาเก็ตและมีพระพุทธรูปในถุงนั้น

แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุด คือหญิงสาวนั้นมีศีรษะเป็นศีรษะแบบเดียวกับพระพุทธรูป พร้อมคำบรรยายจากคำสอนท่านอาจารย์เซนบังเค โยทะคึ

“เมื่อเธอรู้ซึ้งใน “ไร้เกิด” อย่างแท้จริง ขณะนั้นเอง ในไร้เกิด ไม่มีความแตกต่างไม่ว่าเธอจะเป็นบุรุษหรือสตรี ทุกๆ คนล้วนคือกายแห่งพุทธะ… แม้ว่าในทางร่างกาย บุรุษและสตรีจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทว่าในแง่จิตแห่งพุทธะนั้น ไม่มีความแตกต่างกันอย่างใดเลย”

 

หลายคอมเมนต์เดือดดาลเพราะเห็นว่าเป็นการลบหลู่พระพุทธเจ้า เป็นผู้หญิงยังไม่พอทำไมต้องใส่บิกินีด้วย หลายคนกลัวว่าจะไปสร้างอกุศลจิตและความสับสนแก่คนดู (แต่โทษคนวาด) แต่ที่สำคัญหลายคนไม่เห็นว่าผู้หญิงจะเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร

ท่านผู้วาดได้ชี้แจงแสดงว่า หน้าตาของพุทธะในรูปนั้น ไม่ได้เจาะจงถึงพระพุทธศากยมุนี หรือพุทธะในประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งยังได้ยกหลักฐานทางประวัติศาสตร์ศิลปะว่า เศียรแบบนี้ในศิลปะทั้งอินเดียและนอกอินเดียไม่ได้ไว้ใช้กับพระพุทธเจ้าศากยมุนีเท่านั้น แม้แต่พระศาสดาของไชนะ คือพระตีรถังกรก็ใช้

ดังนั้น แต่เดิมมาพระพุทธรูปที่มีหน้าตาแบบนี้ จึงไม่ได้แสดง “ภาพเหมือน” ของบุคคล แต่เป็นการแสดงออกของ “ภาวะ” แห่งพุทธะต่างหาก ซึ่งโดยหลักของฝ่ายเซน เป็นสิ่งที่มีในทุกผู้คนอยู่แล้ว

ศิลปินผู้วาดเน้นว่า สรีระร่างกายของผู้หญิงไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจ ผู้หญิงจะใส่บิกินีก็ได้ นี่มันโลกสมัยใหม่ ในพุทธศาสนาฝ่ายวัชรยานถึงกับวาดรูปของพระโพธิสัตว์สตรีเปลือยด้วยซ้ำไป เช่นเดียวกับเทพฮินดู ผิดกันแต่ว่าในฝ่ายฮินดู ความเปลือยเปล่าของเทวีนั้นสะท้อน “กามะ” หรือความปรารถนาอันเป็นทิพยสมบัติของโลกิยะ

ส่วนการเปลือยในพุทธศิลป์นั้น สะท้อนภาวะเดิมแท้ของ “ธรรมดา” คือเปลือยเปล่าโดยปราศจากการปรุงแต่งใดๆ

บางท่านให้ข้อสังเกตว่า ทีภาพพุทธะเป็นบุรุษใส่สูทไม่เห็นใครเดือดดาล ชะรอยเพราะเป็นสตรีและใส่บิกินีกระมัง

พุทธภาวะไม่ใช่สิ่งที่เป็นแต่ของอยู่ในอดีต แต่อยู่ในโลกสมัยใหม่ด้วย และจะอยู่เป็นนิรันดร์เสมอไป ผู้หญิงสมัยใหม่ที่ใส่บิกินีมีก็มีพุทธภาวะและก็ต้องกระทำกิจกรรมต่างๆ ดังภาพ

 

หากพูดผ่านมุมมองพุทธศาสนามหายาน กิจกรรมธรรมดาต่างๆ ก็อาจนับว่าเป็นพุทธกิจได้หากประกอบไปด้วยญานทัศนะที่เที่ยงตรง

ในฝ่ายมหายาน (ที่จริงก็ฝ่ายเราด้วย) หากประกอบกิจวัตรประจำวันด้วยสติสัมปชัญญะ และประกอบไปด้วยญานทัศนะ เช่นเห็นว่า ไม่มีความแตกต่างของกิจกรรมระหว่างการปฏิบัติธรรมและกิจทางโลก เพราะจิตไม่คิดแบ่งโดยทวิภาวะ ย่อมไม่มีความต่างของการปฏิบัติและกิจวัตร ทุกสิ่งย่อมคือพุทธกิจ

พุทธะที่แท้จึงอยู่ในกายในใจเรานี้เอง ไม่ใช่พระพุทธรูปภายนอก (ซึ่งภาพแสดงอยู่ในถุงช้อปปิ้ง)

หลายท่านที่แม่นคัมภีร์ก็ว่า รูปนี้วาดอย่างผิดหลัก เพราะในโสตัตถกีมหานิทาน และในพระไตรปิฎกกล่าวว่า ผู้หญิงจะถึงซึ่งความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ (รวมทั้งเป็นพระมหาจักรพรรดิด้วย)

ดังนั้น หลายท่านจึงมั่นใจมากๆ ผ่านพระไตรปิฎก (ที่เข้าใจตามตามตัวอักษร) ว่า ผู้หญิงย่อมเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้

แต่ในฝ่ายมหายานนั้น พุทธะภาวะไม่มีเพศและย่อมมีในสรรพสัตว์อย่างเสมอหน้ากัน เพราะทางฝ่ายเขาถือว่า พุทธะนั้นเป็น “ภาวะ” มิใช่บุคคลในประวัติศาสตร์



ในฝ่ายวัชรยานนั้นยิ่งไปกว่า คือถือว่า พระโพธิสัตว์ใหญ่ๆ ทั้งหลายที่จริงโดยสภาวะคือเป็นพระพุทธะแล้ว เช่น อวโลกิเตศวร ตารา มัญชุศรี ฯลฯ แต่เหตุที่ยังเรียกว่าพระโพธิสัตว์ก็เพื่อเป็นการยกย่องปณิธานที่จะช่วยสรรพสัตว์

ในบรรดาพระโพธิสัตว์เหล่านี้ พระโพธิสัตว์ตารา เป็นพระโพธิสัตว์สตรีซึ่งตำนานเล่าว่า ปรารถนาจะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณในรูปกายสตรี เพื่อแสดงให้เห็นว่า สตรีก็อาจบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณได้

พระโพธิสัตว์ตารา คือพระพุทธเจ้าแห่งความกรุณาในสตรีเพศ คู่กับ อวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์ฝ่ายกรุณาในบุรุษเพศ

“พระมารดาปรัชญาปารมิตา” นั้น ก็ดำรงสถานภาพอันศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งในพุทธศาสนา คือได้รับการยกย่องเป็น “มารดาแห่งพระพุทธะทั้งหลาย” โดยเนื้อแท้พระองค์คือสภาวะแห่งพุทธะ แต่อยู่ในลักษณะแห่งอิตถีภาวะ พระองค์คือ “ศูนยตา” อันไพศาล คือปัญญาที่เราจักต้องรวมเข้าไว้ในสัมมาปฏิบัติของบุรุษ เพื่อจะบรรลุความเป็นพุทธะ

ในนิกายวัชรยานถือว่า สภาวะพุทธะดั้งเดิม (หรือธรรมชาติ) อาจเรียกว่า อาทิพุทธ หรือ พระสมันตภัทร (กุนตุซังโป) ซึ่งสะท้อนถึงความกรุณาอันไพศาล อันเป็นธรรมฝ่ายบิดา และในขณะเดียวกันก็มี “สมันตภัทรี” (กุนตุซังโม) พระพุทธเจ้าเดิมแท้ฝ่ายอิตถีภาวะหรือผู้หญิง ซึ่งสะท้อนปัญญาอันไพศาล อันเป็นธรรมฝ่ายมารดา ซึ่งมักทำรูปพระพุทธะผู้มีกายสตรีเปลือยเปล่า

จะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณได้ ภาวะทั้งสองของมารดาและบิดาจักต้องเข้ารวมกัน ขาดสิ่งใดไปไม่ได้

พุทธะสตรีจึงมีได้และต้องมีด้วย ที่จริงสภาวะที่เรียกว่าสตรี-บุรุษในทางโลกนี้ย่อมถือเป็นสมมุติบัญญัติ แต่อิตถีภาวะและบุรุษภาวะในทางธรรม ย่อมแสดงถึงสภาวธรรมที่ต่างกันซึ่งไม่แยกออกจากกัน สภาวะพุทธะนั้น เป็นสภาวะอันไพศาล ไร้ขอบเขต เหตุใดจึงต้องจำกัดแต่ผู้ชาย




หากท่านคิดว่า สิ่งนี้แปลกปลอมมีมานอกพระไตรปิฎกและเป็นของฝ่ายมหายานเพิ่มเข้าไปซึ่งเชื่อไม่ได้ ผมอยากให้ข้อมูลว่า พระไตรปิฎกปกรณ์ของฝ่ายมหายานนั้นยิ่งใหญ่กว้างขวางกว่าเรามาก คือพระไตรปิฎกเขามีทั้งของฝ่ายใต้ (คือเถรวาท) และมีของเขาเองด้วยคือศึกษาในทุกฝ่าย แต่ของเรากลับไม่มีของเขา

อีกทั้งโดยข้อเท็จจริง พระไตรปิฎกเถรวาทนั้นก็สืบมาแต่ลังกา ซึ่งผ่านการเวลาและผ่านการแต่งเสริมเติมแต่งไม่น้อยไปกว่าของฝ่ายอื่นๆ ที่สำคัญพระไตรปิฎกไม่ใช่ “เทววิวรณ์” หรือการเผยแสดงของเทพเจ้า จึงไม่ใช่เทวบัญญัติที่จะต้องเกรงกลัว หากแต่เป็นคำสอนที่อาจตีความได้

ท่านพุทธทาสคือตัวอย่างของปราชญ์ที่พยายามตีความและคัดกรองพระไตรปิฎกอย่างนำสมัย ท่านเองยังเห็นว่า มีส่วนไหนที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้ในพระไตรปิฎก ซึ่งน่าเสียดายว่าผู้คนลืมจิตวิญญาณเปิดกว้างอันนี้ของท่านไปเสียแล้ว

ประเด็นนี้จึงไม่ใช่การเห่อเหิมสิทธิสตรีแบบฝรั่งดังใครพยายามจะปักป้ายให้ แต่เรื่องนี้เป็นคุณค่าที่มีในพุทธศาสนาเองโดยสอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ อันเป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกันค้นหา มิใช่ดองพุทธศาสนาไว้ราวกับโบราณวัตถุซึ่งจะพุพังไปตามกาล

 

กลับไปยังภาพพุทธะผู้นุ่งบิกินี่รูปนั้น สำหรับผม เป็นภาพที่งดงามและมีความหมายมากที่สุดรูปหนึ่งอย่างร่วมสมัย

และมิใช่เพียงผม สตรีหลายท่านส่งข้อความให้กำลังใจผู้วาดว่า ทำให้เขาเลิกคิดว่าตนต้อยต่ำ เป็นหีนเพศ แต่เค้ามีศักยภาพแห่งพุทธะเต็มเปี่ยมเช่นเดียวกับทุกคน

น่าปลื้มใจและอนุโมทนา

จาก https://www.matichonweekly.com/column/article_36723
5


ผมเคยคุยกับภิกษุณีแค่ครั้งเดียว คือคุยกับหลวงแม่ธัมมนันทาในตอนที่ไปสัมมนาที่พะเยา กระนั้นก็ติดตามข่าวคราวของภิกษุณีมาโดยตลอด พอจะทราบความเคลื่อนไหวต่างๆ ทางเฟซบุ๊ก

ไม่นานมานี้สังฆวัชรปัญญานำโดยมิตรสหายวิจักขณ์ พานิช เชิญภิกษุณีเจ็งเคอร์ ฉี จากสำนักภิกษุณี Luminary Buddhist Institute ประเทศไต้หวันมาให้ความรู้แลกเปลี่ยนที่กรุงเทพฯ โดยมีหัวข้อสำคัญคือเรื่อง “โพธิจิต” ผมจึงไม่พลาดที่จะไปรับคำสอน

ท่านเจ็งเคอร์ เป็นเพื่อนของวิจักขณ์ เพราะท่านไปเรียนต่อปริญญาโททางภาษาสันสกฤต ที่มหาวิทยาลัยนาโรปะ ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่วิจักขณ์กำลังเรียนอยู่จึงได้สนิทสนมกัน

ต่อมาท่านเดินทางไปศึกษาต่อเกี่ยวกับพุทธศาสนาวัชรยานจากซิการ์ คองทรุล ริมโปเช ลามะรูปสำคัญที่ประเทศอินเดียอีกหลายปี และกลับไปดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการของ Luminary Buddhist Institute

ที่ไต้หวันภิกษุณีมีจำนวนมากกว่าภิกษุนะครับ และภิกษุณีไต้หวันนั้น ล้วนเป็นกำลังสำคัญของศาสนา ทั้งยังทำงานด้านสังคมสงเคราะห์และกิจการเพื่อมนุษยธรรมอื่นๆ ได้อย่างดีมาก มีวัดที่เข้มแข็งที่มีชื่อเสียงอย่างฉือจี้ ฝอกวงซัน และอื่นๆ

พระอาจารย์ของท่านเจ็งเคอร์คือพระธรรมาจารย์อู่อิน เป็นภิกษุณีที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ตั้งใจจะสร้าง “สังฆะ” ที่มีความเข้มแข็ง ท่านจึงฝึกฝนภิกษุณีอย่างเข้มงวด ให้สามารถพึ่งตนเองได้ในระยะแรก เมื่อพึ่งตนเองได้จึงสามารถออกไปช่วยเหลือผู้คนได้อย่างไม่เป็นภาระให้เขา อีกทั้งยังให้ภิกษุณีมีความเข้มแข็งในเรื่องปริยัติ ต้องศึกษาพระธรรมจากฝ่ายนิกายอื่นๆ ด้วย

ท่านเจ็งเคอร์เล่าว่า อาจารย์ของท่านสนใจคำสอนของท่านพุทธทาสมาก และสนใจพระฝ่ายวิปัสสนาของเรา เช่น พระอาจารย์ชา สุภัทโท ท่านเองเคยแปลหนังสือของท่านพุทธทาสไว้หลายเล่มจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีน เพื่อให้เหล่าภิกษุณีได้ศึกษาคำสอนอันแผกออกไป

นี่คือความเปิดกว้างที่น่าสนใจอย่างยิ่งของฝ่ายมหายาน



กันทุกวันว่า “เราจักยึดพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนกว่าจะบรรลุธรรม และจะบำเพ็ญบารมีทั้งหกเพื่อตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อประโยชน์แห่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย”

ท่านกล่าวว่า พระรัตนตรัยนั้นมิใช่สิ่งภายนอก ทว่า คือคุณสมบัติภายในของเราเอง เรามี “ความดีพื้นฐาน” ภายในซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะต้องค้นหาให้พบให้ฉายฉานออกมาเองโดยธรรมชาติ ท่านเล่าเรื่องที่ท่านประสบแล้วผมถึงกับน้ำตาตก

ท่านเล่าว่า สมัยที่ท่านอยู่ในอินเดีย มีป้าแก่ๆ ชาวบ้านทิเบตท่านหนึ่ง ทุกๆ วันแกจะเดินไปประทักษิณรอบๆ พระสถูปตอนเช้า ไม่ว่าหนทางจะขรุขระแค่ไหน บางวันที่ฝนตกก็จะกางร่มและเดินเหมือนวันอื่นๆ

คราวหนึ่งมีเพื่อนจากอเมริกามาเยี่ยมท่านเจ็งเคอร์ ท่านจึงขอให้คุณป้าท่านนี้ช่วยดูแลเรื่องที่พักอาศัยและอาหารการกิน คุณป้าก็ดูแลเพื่อนชาวต่างประเทศคนนี้อย่างดีแม้จะไม่สามารถสื่อสารกันได้ก็ตาม

เพื่อนชาวต่างประเทศชื่นชมกับการต้อนรับเอาใจใส่อย่างดีของคุณป้าท่านนั้นมาก

เมื่อท่านเจ็งเคอร์พบคุณป้าโดยบังเอิญในตลาด จึงกล่าวขอบคุณด้วยภาษาทิเบตกระท่อนกระแท่นว่า “คุณช่างมีความกรุณามากจริงๆ”

คุณป้าตอบกลับมาว่า นี่เป็นเพียงความกรุณาเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง ความกรุณาที่ยิ่งใหญ่คืออย่างความกรุณาของพระโพธิสัตว์

และป้ายังบอกว่าไม่ต้องขอบคุณท่านหรอก ท่านต่างหากที่ต้องขอบคุณ เพราะเจ็งเคอร์ได้เปิดโอกาสให้ท่านฝึกฝนที่จะขยายความกรุณาของตัวเองออกไปแม้จะเล็กน้อยก็ตาม

 

ฟังเรื่องนี้ด้วยความซึ้งใจ และท่านเจ็งเคอร์สรุปในตอนท้ายว่า คนที่จิตใจเรียบง่ายและมีที่พึ่ง คือพระรัตนตรัยภายในนั้นก็ไม่ยากที่จะมีความกรุณาเพิ่มพูน

เราสามารถที่จะฝึกฝนโพธิจิต เพื่อจะเกิดความกรุณาเช่นนั้นได้ อย่างแรกคือต้องพยายามที่จะเรียนรู้ “ร่องนิสัยเดิมๆ” ของตัวเอง ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจรูปแบบและการทำงานของจิต ที่สำคัญคือจะต้องไม่รีบ “ตัดสิน” ไม่ว่าจะเป็นตัวเองหรือคนอื่น สำคัญคือเราจะต้องศึกษาจิตใจอย่างเป็นกลาง เฝ้าดูและเรียนรู้มัน

การเฝ้าดูและเรียนรู้นี้คือการเปิด “พื้นที่” ของใจที่จะปล่อยให้ความเป็นไปได้ต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมากมายหลายหลาก

โพธิจิตคือหัวใจที่ตื่นรู้

 

ท่านสรุปในตอนสุดท้ายว่า โพธิจิตมีสองขั้น ในขั้นความปรารถนาอันแรงกล้า โพธิจิตเป็นแรงบันดาลใจที่ประกอบกรณียกิจเพื่อสรรพสัตว์ ในขั้นลงมือกระทำคือขั้นต่อไป

การฝึกฝนโพธิจิตควรเริ่มจากขั้นแรก คือการมีแรงบันดาลใจและความหวัง ทว่ามิได้หมายความว่าเราต้องรีบร้อนทันทีทันใดที่จะปฏิบัติการ เป็นแต่เราต้องรักษา “ความอบอุ่น” ของหัวใจไว้ หล่อเลี้ยงจนสุกงอมแล้วขั้นที่สองจะตามมาเองอย่างธรรมชาติ สำคัญคือต้องไม่ลืมที่จะรอคอยและมีความหวัง เพราะหลายครั้งสิ่งต่างๆ ไม่อาจเป็นตามใจเรา และนั่นคือการ “ปล่อย” เพราะสิ่งต่างๆ “ย่อมเป็นเช่นนั้นของมัน”

ท่านสัพยอกว่าในหมู่ผู้ฟังล้วนแต่เป็นผู้มีการศึกษา บางครั้งการเรียนรู้เรื่องนี้อาจต้องใช้หัวใจมากกว่าสมองสักหน่อย

ที่สำคัญแม้ท่านจะเป็นภิกษุณีฝ่ายมหายาน ท่านก็ย้ำว่า คำสอนเหล่านี้เป็นมรดกธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ของนิกายใด ความปรารถนาของท่านคือหลอมรวมคำสอนของทุก “ยาน”เข้าด้วยกันเป็น “ตรียาน” หรือพุทธยาน โดยไม่แบ่งแยก

 

ผมได้มีโอกาสทานข้าวเที่ยงกับท่าน เพราะท่านเห็นว่าอาหารที่ผมเตรียมไปให้มีมากเกินไป เป็นครั้งแรกที่นั่งกินข้าวร่วมกับ “พระ” อย่างเท่าเทียมกัน

ซึ่งท่านเจ็งเคอร์ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเราต่างกัน หรือท่านสูงส่งกว่าอะไรอย่างงั้นเลย

ครั้นถึงตอนเย็น ผม วิจักขณ์และภรรยาของผมก็พาท่านไปทานอาหารเย็น (พระวินัยฝ่ายเหนืออนุญาตให้ฉันเย็นได้ ในฐานะเภสัชชะ) เราจึงมีเวลาคุยกันอีกพอสมควร

วิจักขณ์เล่าให้ท่านฟังว่า ในเมืองไทยตอนนี้กำลังมีปัญหากัน บางฝ่ายกำลังโจมตีว่าพุทธของอีกฝ่ายไม่แท้ ทำกันอย่างนี้หลายต่อหลายครั้ง แล้วก็แย่งชิงว่าใครจะ “แท้กว่ากัน”

ท่านเจ็งเคอร์ฟังแล้วก็ทำหน้างง พร้อมกับถามว่า “ทำไมต้องทำแบบนั้นด้วย”

ท่านว่า ใครจะสอนอย่างไรก็เป็นสิทธิของคนนั้น ในไต้หวันไม่มีเรื่องอย่างนี้ แม้บางสำนักจะมีความเห็นบางอย่างที่ไม่ตรงกัน ก็จัดสัมมนาคุยกันอย่างสบายๆ สุดท้ายต่างคนต่างทำงานของตัวไป

ผมเคยคุยกับวิจักขณ์ว่า เรายากจะหาพระที่เราจะกราบไหว้ได้จริงๆ ในสมัยนี้ คือเป็นพระที่ไม่ใช่เพียงนักปฏิบัติที่เคร่งครัด หรือเก่งในทางวิปัสสนา ทว่า มีหัวใจที่เปิดกว้างและพร้อมจะเข้าไปร่วมทุกข์กับผู้คนโดยไม่หลีกลี้จากสังคม ไม่แสวงหาโภชผลอำนาจ หรือสูงส่งเสียจนกระทั่งสัมผัสไม่ถึง แต่มีความกรุณา

ซึ่งเป็นไปตามปณิธานของพระพุทธะ “จงจาริกไปเพื่อประโยชน์สุข (หิตายะ สุขายะ) ของผู้คนทั้งหลาย”

การได้พบท่านเจ็งเคอร์เพียงเวลาสั้นๆ ทำให้ผมมีความสุขมาก เพราะรู้สึกว่าตัวได้พบ “พระ” จริงๆ เสียที พระที่เปิดกว้าง เป็นกันเอง โอบอุ้มผู้คนไว้ รักที่จะเรียนรู้และปราศจากความทะยานอยากทางวัตถุ ไม่ได้เคร่งครัดวินัยตามตัวอักษร ทว่า เข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงของพระวินัย จึงทำให้ท่านมีความยืดหยุ่นต่อผู้คนและสถานการณ์

คือมีจิตวิญญาณสมกับที่เป็นพระ

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือท่านเป็น “พระผู้หญิง” หรือภิกษุณีอีกด้วย ยิ่งทำให้ผมตระหนักว่า เมื่อความเป็น “หญิง” มารวมกับความเป็น “พระ” นั้น ช่างสูงส่งและนุ่มนวลเพียงใด

จึงเข้าใจว่าเหตุใดพุทธะจึงฝากธรรมไว้กับพุทธบริษัทสี่ และเราผู้ชายควรอย่างยิ่งที่จะต้องก้มประนมไหว้นักบวชหญิงด้วยความเคารพ

วันหนึ่งของผมกับภิกษุณีจึงไม่ได้รับเพียงคำสอนที่ยิ่งใหญ่ซึ่งทำให้ผมสั่นไหวตลอดเวลา แต่ได้รับมิตรภาพอันเป็นสิ่งที่งดงามยิ่งด้วย

ขอขอบคุณจากใจ

จาก https://www.matichonweekly.com/column/article_29095

6


สัพพปัตติทานคาถา

 

ปุญญัสสิทานิ กะตัสสะ ยานัญญานิ กะตานิ เม
เตสัญจะ ภาคิโน โหนตุ สัตตานันตาปปะมาณะกา
สัตว์ทั้งหลาย ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ จงมีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้า
ได้ทำในบัดนี้ และแห่งบุญอื่นที่ได้ทำไว้ก่อนแล้ว

เย ปิยา คุณะวันตา จะ มัยหัง มาตาปิตาทะโย
ทิฏฐา เม จาปยะทิฏฐา วา อัญเญ มัชฌัตตะเวริโน
คือจะเป็นสัตว์เหล่าใด ซึ่งเป็นที่รักใคร่และมีบุญคุณ เช่น
มารดาบิดาของข้าพเจ้าเป็นต้น ก็ดี; ที่ข้าพเจ้าเห็นแล้ว
หรือไม่ได้เห็น ก็ดี สัตว์เหล่าอื่นที่เป็นกลาง ๆ หรือเป็นคู่เวรกันก็ดี

สัตตา ติฏฐันติ โลกัสมิง เตภุมมา จะตุโยนิกา
ปัจเจกะจะตุโวการา สังสะรันตา ภะวาภะเว
สัตว์ทั้งหลาย ตั้งอยู่ในโลก, อยู่ในภูมิทั้งสาม, อยู่ในกำเนิดทั้งสี่,
มีขันธ์ห้าขันธ์ มีขันธ์ขันธ์เดียว มีขันธ์ ๔ ขันธ์ กำลังท่องเที่ยวอยู่ใน
ภพน้อยภพใหญ่ ก็ดี

ญาตัง เย ปัตติทานัมเม อะนุโมทันตุ เต สะยัง
เย จิมัง นัปปะชานันติ เทวา เตสัง นิเวทะยุง
สัตว์เหล่าใด รู้ส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว สัตว์เหล่านั้นจงอนุโมทนาเองเถิด
ส่วนสัตว์เหล่าใดยังไม่รู้ส่วนบุญนี้ ขอเทวดาทั้งหลายจงบอกสัตว์เหล่านั้นให้รู้

มะยา ทินนานะ ปุญญานัง อะนุโมทะนะเหตุนา
สัพเพ สัตตา สะทา โหนตุ อะเวรา สุขะชีวิโน
เขมัปปะทัญจะ ปัปโปนตุ เตสาสา สิชฌะตัง สุภา
เพราะเหตุที่ได้อนุโมทนาส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
จงเป็นผู้ไม่มีเวร อยู่เป็นสุขทุกเมื่อ จงถึงบทอันเกษม กล่าวคือพระนิพพาน
ความปรารถนาที่ดีงามของสัตว์เหล่านั้น จงสำเร็จเถิด

 <a href="https://www.youtube.com/v/TkX02RaF5vk" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/TkX02RaF5vk</a>

<a href="https://www.youtube.com/v/G65_6cN7jtk" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/G65_6cN7jtk</a>
7
วัชรยาน / คนค้นฅน ตอน “ลาซา-วิถีแห่งศรัทธา ”
« กระทู้ล่าสุด โดย มดเอ๊กซ เมื่อ เมื่อวานนี้ เวลา 04:56:42 PM »
<a href="https://www.youtube.com/v/b-czDdBpdO4" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/b-czDdBpdO4</a>

คนค้นฅนสัปดาห์นี้ถือเป็นตอนพิเศษ ที่พี่เช็ค “สุทธิพงษ์ธรรมวุฒิ” ได้เปลี่ยนบรรยากาศพาคุณผู้ชมออกไปท่องโลกกว้าง สู่ทิเบตดินแดนแห่งฝัน และการพาทุกท่าน สัมผัสวิถี วัฒนธรรม ความเชื่อและพลังแห่งความศรัทธา ซึ่งเต็มไปด้วยแง่มุมและน่าประทับใจมาฝากคุณผู้ชมในรายการคนค้นฅน ตอน “ลาซา-วิถีแห่งศรัทธา ”
8
ธรรมะอินเทรนด์ - ธรรมะติดปีก / คนค้นฅน : หมอปลา มือปราบความทุกข์
« กระทู้ล่าสุด โดย มดเอ๊กซ เมื่อ เมื่อวานนี้ เวลา 04:38:35 PM »
<a href="https://www.youtube.com/v/xKEZAQZybI0" target="_blank" class="new_win">https://www.youtube.com/v/xKEZAQZybI0</a>

คนค้นฅนสัปดาห์นี้ เป็นเรื่องราวของคนต้นเรื่องชื่อดัง ที่คุณผู้ชมรู้จักเขาผู้นี้เป็นอย่างดี เขาคือ “หมอปลา” เจ้าของฉายา “มือปราบสัมภเวสี”  ผู้เป็นที่พึ่งของผู้คนที่ได้รับความทุกข์ ความเดือดร้อน และความเจ็บป่วยจากสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ   กับการค้น “ภารกิจชีวิต” ของ “หมอปลา” ผู้ถูกโชคชะตาฟ้าลิขิตให้เขาต้องทำหน้าที่ปลดเปลื้องพันธนาการความทุกข์สารพัดรูปแบบแก่ผู้คน ซึ่งเป็น “ภารกิจ” ที่ทำให้เขาต้องทิ้งความฝัน  ทิ้งอนาคต  ทิ้งผลประโยชน์ส่วนตน  เพื่อทำหน้าที่ขจัดปัดเป่าความทุกข์และแก้ปัญหาชีวิตให้กับผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ  ซึ่งต่างดั้งด้นเดินทางมาเพื่อหวังว่าที่นี่จะเป็นที่พึ่งสุดท้าย  ซึ่งผู้คนเหล่านี้เขาต้องเผชิญกับความทุกข์อะไร และต้นตอของความทุกข์เหล่านี้เกิดจากอะไร  ติดตามภารกิจปราบทุกข์ของหมอปลา ได้ในรายการคนค้นฅน

เพิ่มเติม https://m.youtube.com/playlist?list=PLYHFXN-jjM57gDWDEV-6khze6GMfsdZva
9
บทความ (Blog) / Relax
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ เมื่อวานนี้ เวลา 02:54:29 PM »





เรื่อง บุปพการีแห่งต้นโพธิ์

- https://jina1055.blogspot.com/

ก่อนอื่นอาตมาภาพจะขอเล่านิทานเรื่องใครคือบุพการีแห่งต้นโพธิ์ความว่า นกตัวหนึ่งได้กินผลโพธิ์แล้วอุจจาระลงบนดิน ทำให้เกิดกองอุจจาระที่มีเมล็ดโพธิ์อยู่ เมื่อเวลาผ่านไป ลิงตัวหนึ่งได้ฉี่ลงตรงกองอุจจาระที่มีเมล็ดโพธิ์นั้นพอดีเมล็ดโพธิ์ได้อาศัยน้ำจากฉี่ลิงก็งอกเป็นต้นอ่อนขึ้นเวลาผ่านไป ต้นอ่อนที่เติบโตกลางฤดูร้อนเริ่มทนต่อความร้อนไม่ไหวช้างตัวหนึ่งนิยมพักนอนใกล้ ๆ กับต้นโพธิ์น้อยนั้นทำให้เกิดร่มเงาพอที่ต้นโพธิ์จะเติบโตสู้ฤดูร้อนนั้นได้เมื่อต้นโพธิ์เติบโตขึ้น นก ลิง และช้างได้หายไป วันหนึ่ง

นายพรานเดินเข้ามาทางนั้นพอดี เขาเงื้อมมือจะถางหญ้าตรงหน้าซึ่งมีต้นโพธิ์น้อยขึ้นอยู่นั้น กระรอกตัวหนึ่งคิดว่าที่ชายป่าแห่งนี้แห้งแล้งนักหากต้นโพธิ์น้อยนี้ได้เติบใหญ่ จักเป็นที่อาศัยแก่สรรพสัตว์มากมาย มันจึงวิ่งออกมาล่อนายพราน นายพรานเห็นกระรอกจึงหยุดแล้วตามกระรอกไป ต้นโพธิ์น้อยจึงมิได้ถูกตัดทำลายและเติบโตสืบไป เวลาผ่านไปหลายปีต้นโพธิ์น้อยกลายเป็นต้นโพธิ์ใหญ่ให้ร่มเงาแก่สัตว์ที่เดินทางผ่านมาทางนั้น ตั้งแต่สัตว์ที่เล็กที่สุดจนถึงสัตว์ที่ใหญ่ที่สุด วันหนึ่ง ฤดูร้อนมาถึง สัตว์จำนวนมากเดินทางผ่านมาและแวะพักร่มโพธิ์นั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “ใครหนอเป็นเจ้าของต้นโพธิ์ เป็นผู้

ให้กำเนิดต้นโพธิ์ต้นนี้ นกตัวหนึ่งจึงกล่าวขึ้นว่ามันเป็นผู้ให้กำเนิดต้นโพธิ์ต้นนี้ ด้วยการกินผลโพธิ์แล้วอุจจาระลงดินไปทันใดนั้น ลิงตัวหนึ่งก็กล่าวขึ้นบ้างว่า มันเป็นผู้ ให้กำเนิดที่แท้จริงต่างหากเพราะเป็นผู้รดน้ำลงไปส่วนช้างอีกตัวก็กล่าวว่ามันต่างหากที่ให้ร่มเงาแก่ต้นโพธิ์น้อยจนเติบใหญ่ ย่อมต้องได้รับการนับถือว่าเป็นผู้ให้กำเนิดต้นโพธิ์ ส่วนกระรอกอีกตัวก็กล่าวว่ามันต่างหากที่เป็นผู้ให้กำเนิดต้นโพธิ์นี้ เพราะเป็นผู้เสี่ยงชีวิตให้ต้นโพธิ์รอดจากการถูกนายพรานตัด สัตว์ทั้งหลายต่างถกเถียงกันไม่จบสิ้นอย่างนี้หาข้อสรุปมิได้ สัตว์ทั้งหลายจึงขอให้รุกขเทวดาประจำต้นโพธิ์เป็นพยานและตัดสินว่าใครกันแน่ ควรได้รับการนับถือว่าเป็นผู้ให้กำเนิดต้นโพธิ์ รุกขเทวดาประจำต้นโพธิ์ปรากฏกายขึ้นแล้วกล่าวว่าผู้ใดให้

ชีวิต ผู้นั้นนับเป็นบุพการี นกนั้นมิได้มีเจตนาจะให้ชีวิตต้นโพธิ์ แม้ถ่ายมูลลงมาเป็นเมล็ดก็มิอาจนับเป็นบุพการี ลิงนั้นมิได้มีเจตนาจะให้ชีวิตต้นโพธิ์ แม้ฉี่ลงมารดจนงอกขึ้นก็มิอาจนับเป็นบุพการี ช้างนั้นมิได้มีเจตนาจะให้ชีวิตต้นโพธิ์ แม้บังแดดให้ต้นโพธิ์ก็มิอาจนับเป็นบุพการี บุคคลผู้มิได้มีเจตนาจะให้ชีวิตแก่ผู้อื่นถือกำเนิดขึ้นด้วยกรรมแห่งตนย่อม ไม่นับเป็นบุพการีชายใดที่ปลุกปล้ำผู้หญิงแล้วหนีหายไปจนหญิงตั้งท้องคลอดบุตรชายนั้นนับได้เพียงเป็นผู้กระทำชำเราหญิงผู้นั้นได้เพียงเท่านั้นหาค่าควร แก่การได้รับ

การยอมรับนับถือเป็น บุพการีไม่ อุปมาดั่งนกที่ถ่ายมูลลงมาเป็นต้นโพธิ์ฉะนั้น มิอาจเรียกได้ว่าบุพการี คำว่าบุพการีนี้มีค่านัก ควรแก่การได้รับกตัญญูกตเวทิตาคุณ บุคคลใดจักได้รับการนับถือด้วยเกียรติ์อันสูงส่งเช่นนี้ ย่อมต้องเป็นผู้มีเจตนาจะให้ชีวิตแก่ผู้อื่นกำเนิดขึ้นด้วยกรรมแห่งตนดังนี้ ข้าพเจ้าขอตัดสินว่า กระรอกนั้นเอง นับได้ว่าเป็นบุพการีแห่งโพธิ์ต้นนี้


อุทิศให้บิดา - มารดา ครู - อาจารย์ ผู้มีพระคุณ เจ้ากรรมนายเวร ตลอดจนดวงวิญญาณไร้ญาติและสรรพสัตว์ทั้งหลาย
10
บทความ (Blog) / Relax Sunday,beauty
« กระทู้ล่าสุด โดย 時々कभीकभी一རພຊຍ๛ เมื่อ เมื่อวานนี้ เวลา 11:57:45 AM »











วันอาทิตย์วันเบา ๆ ท้องฟ้าโปร่งเหมาะแก่การถ่ายภาพจงอย่าให้วัน - เวลาผ่านพ้นไปโดยสูญเปล่า ?

ต้องเข้าใจธรรมจริง ๆ ทีละคำ ถ้าไม่เข้าใจก็สับสนหมด แม้แต่คำว่าปฏิบัติธรรม ถ้าไม่เข้าใจคำว่า ธรรม ไม่เข้าใจคำว่า ปฏิบัติ ก็ผิด.....ข้อความจาก Dhammahome

จงเพียรพยายามในสองวิถีแห่งการปฏิบัติและการศึกษา หากขาดการปฏิบัติและการศึกษาแล้ว พุทธธรรมก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้  ตัวเองจงปฏิบัติ แล้วสอนให้ผู้อื่นปฏิบัติด้วย การปฏิบัติและการศึกษานั้น เกิดจากความศรัทธา หากมีพลังแล้วจงพูดคุยแม้เพียงหนึ่งประโยคหรือหนึ่งวลี(เรื่องลักษณะที่เป็นจริงของปรากฏการณ์ทั้งหลาย ฉบับภาษาอังกฤษ......By....Nichiren Buddhism


Nichiren Buddhism Meditation



<a href="http://youtu.be/OBgN849_nOs" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://youtu.be/OBgN849_nOs</a>
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham