Forum > หลวงตามหาบัว

ธัมมะในลิขิตท่านอาจารย์พระมหาบัว

(1/2) > >>

ฐิตา:




ธัมมะในลิขิต
ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี

ฉบับที่ ๑
วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี
๙ มีนาคม ๒๔๙๙

เรื่องพระไตรลักษณ์ย่อมมีประจักษ์อยู่
ทั้งภายนอกและภายในจิต
แม้เราจะพิจารณาเฉพาะจิต ก็ไม่ผิดจากสัจธรรม
ไตรลักษณ์เป็นสัจธรรมด้วย มีอยู่ประจำจิตเราทุกท่านด้วย
ข้อสำคัญก็คือให้รู้ด้วยปัญญา
สังขารธรรมที่เกิด (ปรุง) ขึ้นจากจิตย่อมมีลักษณะเป็นสาม
คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
อริยสัจ ๔ รวมลงที่จิต
ขันธ์ ๕ เป็นอริยสัจด้วย เป็นไตรลักษณ์ด้วย
ในบรรดาขันธ์ ๕ ขันธ์ใดถูกจริตพึงพิจารณาขันธ์นั้นให้มาก
แม้เราตั้งความระวังสำรวมอยู่เฉพาะจิต ก็ไม่ผิดจากองค์มรรค
อย่างที่โยมทองแดงบอกว่าไม่ผิดนั้นอาตมาก็เห็นด้วย
ฉะนั้นขอให้พยายามเป็นลำดับ

คนเราถ้ามีความสงบแล้วก็เป็นสุข
ถ้าไม่มีความสงบแล้วก็ไม่มีสุข
ดังนั้นเราควรหาความสุขเพื่อเรา
การพิจารณาก็เพื่อทำจิตให้สงบ
และเกิดปัญญาฉลาดสามารถเปลื้องตัวออกจากเครื่องผูกพัน

การกำหนดเฉพาะจิตก็เพื่อความสงบของจิต
เมื่อจิตสงบแล้วก็ค่อยเกิดปัญญาหาทางแก้ตน
เหมือนบุคคลมีทุนทรัพย์แล้วก็จะเป็นเหตุให้คิดค้าหากำไร
เพื่อเปลื้องตนออกจากทุกข์ยากฉะนั้น เอวํ.

ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
(รวบรวมโดย คุณเอี๋ยน ธัมมัญญู จ.จันทบุรี)


: https://www.facebook.com/dlitemag

ฐิตา:




ธัมมะในลิขิต
ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี

ฉบับที่ ๒
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
๒๕ เมษายน ๒๔๙๙

การภาวนาโปรดได้พากันบำเพ็ญประจำวัน
การจะพยายามแก้ทุกข์ออกจากใจเป็นสิ่งสำคัญมาก
และพึงทราบสมุฏฐานที่เกิดของทุกข์เสียก่อน

สมุฏฐานของทุกข์ท่านก็กล่าวว่ากิเลส
สมุฏฐานของกิเลสก็คือจิตอีกเหมือนกัน (เป็นวัฏวน)
ดังนั้นทุกข์จึงต้องมีที่จิตเป็นสำคัญ
เมื่อฝึกฝนอบรมให้กิเลสหมดไปจากจิตแล้ว จิตจึงหาทุกข์บีบคั้นไม่ได้

แม้จะทุกข์ทางกาย
ก็เป็นแต่สักว่ากิริยาของขันธ์ซึ่งยังอยู่จะต้องแสดงอาการตามหน้าที่ของเขา
ความรู้ตามเป็นจริงของจิตที่ได้รู้รอบแล้วในขันธ์ทั้งหลาย
ก็เป็นเพียงรู้ความจริงของขันธ์อยู่เท่านั้น
หาได้ไปปรับโทษยกคุณขันธ์แต่ประการใดไม่

เมื่อจิตไม่ไปคว้าเอาทุกข์ที่เกิดขึ้นในขันธ์ซึ่งเรียกว่าทุกขเวทนาแล้ว
ทุกข์ที่ปรากฏในขันธ์ก็ไม่ซึมซาบถึงจิต
จิตก็ไม่เป็นทุกข์เดือดร้อนไปตาม
ต่างก็ทำงานแลอยู่ตามความเป็นจริงของตน ไม่ระคนซึ่งกันและกัน
เรียกว่าหมดทางน้ำไหลเข้าไหลออก ก็เลยกลายเป็นน้ำนิ่งน้ำใสบริสุทธิ์ไป

จิตที่หมดทางไหลเข้าไหลออกของกิเลส ก็กลายเป็นจิตบริสุทธิ์
หมดความหวั่นไหวเช่นเดียวกับน้ำนั้น ขอได้พากันบำเพ็ญตามกำลัง
ชีวิตของเราทุกๆ คนในโลกจะอยู่ก็ไม่กี่วันเที่ยงแท้จะแตกดับอยู่แล้ว
รีบขวนขวายหาคุณงามความดีในเมื่อมีชีวิตอยู่
หาได้มากน้อยเป็นของเรา

เมื่อมีคุณงามความดีซึ่งเราได้สั่งสมไว้มากแล้ว
หากว่าเราไม่สิ้นกิเลส ยังจะกลับมาเกิดในโลกอีก
ก็จะเป็นผู้ไม่ผิดหวังในสถานที่เกิดและสิ่งที่เราต้องประสงค์
บุญเป็นเครื่องแก้ความขาดเขินบกพร่อง
ความทุกข์ทรมานท่านต้องแก้เราได้แน่ๆ

สิ่งที่จะให้สมหวังคือบุญนี้เอง
ท่านผู้สมหวังได้ผ่านทุกข์พ้นไปแล้วคือพระพุทธเจ้าของเรา
ท่านก็อาศัยบุญนี้เองเป็นคุณช่วยท่าน

ผู้ที่จะให้สมหวังในกาลข้างหน้าก็บุญนี้เอง
โปรดจำให้แม่น เพียรอย่าถอย
ยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่เสียท่า
ตายไปแล้วก็ไม่เสีย จงทำดีให้มาก เอวํ.

ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
(รวบรวมโดย คุณเอี๋ยน ธัมมัญญู จ.จันทบุรี)


ฐิตา:




ธัมมะในลิขิต
ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี

ฉบับที่ ๓
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
๑ มิถุนายน ๒๔๙๙

เรื่องคุณโยมจวน
หากท่านอุตส่าห์พิจารณาค้นคว้าในกองขันธ์ ๕ เข้าให้มาก
ก็จะเห็นโทษคุณมากขึ้นทีเดียว
จุดใดปมใดซึ่งเป็นเครื่องขัดข้อง
ในเมื่อเราพิจารณาขันธ์ ๕ เข้าให้มากแล้ว
ต้องเห็นจุดเห็นปมนั้นแน่นอน

การพิจารณาขันธ์ ๕ นี้พิสดารมาก
ทั้งเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา วิชชาอันเป็นเครื่องถอดถอนกิเลส
"ด้วยคำว่าจุดว่าปม" นั้นก็คือตัวกิเลสนั่นเอง
เมื่อปัญญายังไม่ละเอียดพอๆ กับกิเลสชนิดนี้
ก็ยังมองไม่เห็น แก้ไม่ตก ถอนไม่ขึ้น

กิเลสชนิดที่มองไม่เห็นนี้
ก็เลยกลายเป็นภัยแก่ท่านเองอีกหลายภพหลายชาติ
ถ้าจะคิดไปหน้าเดียว ไม่พิจารณาด้วยปัญญาให้ทั่วถึง
ก็อาจสำคัญตนว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ก็ได้

ซึ่งเหมือนหนทางเดินที่เราเข้าใจว่าเป็นทางเตียนโดยถ่ายเดียว
ก็ไม่ค่อยจะระวังอันตราย
แต่ว่าเสี้ยนหนามหรือเศษแก้วแตกอาจแทรกอยู่ในหนทางนั้นก็ได้
ในเมื่อเดินไปไม่ระวังก็ตำเท้าให้ได้รับความเจ็บปวดเดือดร้อนแก่ตัวเอง
นี่โทษเกิดขึ้นเพราะความตายใจเกินไป
ไม่มองด้วยสายตาให้ทั่วถึง

อนึ่งจิตนี้เมื่ออยู่ตามธรรมดาของตนก็เป็นของละเอียดอยู่แล้ว
เมื่อได้รับอบรมในทางที่ถูกยิ่งละเอียดขึ้นไป
ส่วนกิเลสเล่าก็ละเอียดไปตามกัน
อาศัยปัญญาเท่านั้น จะแก้กิเลสส่วนนี้ได้
ความสำคัญว่าอย่างนั้นอย่างนี้
อันนี้เป็นตัวสัญญา จะแก้กิเลสอย่างละเอียดไม่ได้
แก้ได้แต่ส่วนหยาบเท่านั้น

ดังนั้น ท่านจึงสอนให้อบรมปัญญา
การอบรมปัญญา ก็ได้แก่การค้นคิดในขันธ์ ๕
เอาขันธ์ ๕ เป็นหินลับ ปัญญาก็กล้าสามารถตัดกิเลสอย่างละเอียดได้
ก็พ้นทุกข์ได้ โดยไม่ต้องสำคัญตน
เมื่อพอแก่เหตุแก่ผลแล้ว
คำว่า "อมตํ หรือวิสุทธิธรรม" ก็เป็นขึ้นเอง
โดยไม่ต้องเสกสรรหรือสำคัญใดๆ
ใครๆ จะแต่งผลไม่ได้ แต่งได้แต่ตัวเหตุเท่านั้น



อนึ่ง การพิจารณาขันธ์ ๕ คือ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ก็คือการพิจารณาเรื่อง
ความเกิดความดับของขันธ์ ๕ นั้นเอง
ทั้งที่เป็นส่วนอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน
มีความเกิดความดับเป็นอันเดียวกัน
พิจารณาให้เห็นเป็นของไม่น่าไว้ใจหรือนอนใจ
ซึ่งเรียกว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนกันหมด

ต่อจากนั้นก็ทวนเข้ามาพิจารณาจิต
ซึ่งเป็นที่เกิดแห่งอารมณ์ทั้งหลายอีก
ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นมหาโจรผู้สั่งสมกิเลสไว้ในตัวอีกเหมือนกัน
จึงควรพิจารณาจิตผู้รู้
ซึ้งธรรมทั้งหลายให้เห็นเป็นความจริงเสมอกับธรรมทั้งหลายอีก
ไม่อย่างนั้นจิตก็จะสำคัญว่าตนฉลาดเพราะไปรู้ธรรมทั้งหลาย
เลยลืมทวนกระแสเข้ามาพิจารณาและรู้เท่าตัวของตัวเอง

ประการหนึ่ง เมื่อจิตยังเพลินไปรู้
หรือตำหนิติชมธรรมส่วนอื่นว่าดีว่าชั่วอยู่ตราบใด
พึงทราบเถิดว่าจิตนั้น
ยังเป็นอวิชชาอยู่ตราบนั้น จัดว่ายังไม่ฉลาดพอ
และจัดว่ายังพ้นทุกข์ไม่ได้ เพราะยังหลงตัวคือจิตอยู่

การพิจารณาที่จะให้รอบคอบในขันธ์ทั้งหลาย
ทั้งที่เป็นขันธ์นอกขันธ์ใน และจิตเรา
ซึ่งนอกจากขันธ์ทั้งสองประเภทนั้น เป็นของสำคัญไม่น้อย

จิตนี้จะใช้ให้พิจารณาธรรมประเภทใด ทั้งใกล้ทั้งไกล
ทั้งหยาบทั้งละเอียด ทั้งภายนอกภายใน
พอรู้ได้เห็นได้ไม่ยากนัก
แต่จะทวนเข้ามาพิจารณาจิตนี้ซิสำคัญยิ่ง
เมื่อกลับเข้ามาพิจารณาตรงนี้ได้แล้ว รู้ตรงนี้แล้ว
ว่าเป็นความจริงชนิดหนึ่งซึ่งต่างจากความจริงใดๆ ทั้งหมด
พร้อมทั้งความไม่ยึดมั่นถือมั่นเสมอธรรมทั้งหลายแล้ว
นั่นแหละจึงจะหมดอวิชชาและอุปาทาน
จะปฏิญญาณตนว่าหลุดพ้นหรือไม่ก็หมดปัญหาในตัว

ดังนั้น ท่านผู้สิ้นจากความสำคัญไรๆ แล้ว
จึงเป็นเหมือนปิดปาก ไม่อยากพูดสุ่มสี่สุ่มห้า
ไม่อยากอวดตัวไม่อยากทดลอง
เมื่อปรากฏเฉพาะหน้าก็ดูไป ฟังไป ไม่อาลัยใน
ความอยากดูอยากฟังอีก
ในเมื่อรูปเสียงเป็นต้น ผ่านพ้นไป
หมดคำว่าตัวดี ตัวชั่ว อยู่กลางๆ ตามความจริง
เพราะคำว่าดีหรือชั่วเป็นเหมือนสีย้อม
เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้ว หมดเรื่องเสกสรรเหมือนน้ำที่บริสุทธิ์แท้ไม่มีสีฉะนั้น เอวํ.

ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
(รวบรวมโดย คุณเอี๋ยน ธัมมัญญู จ.จันทบุรี)


ฐิตา:




ธัมมะในลิขิต
ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี

ฉบับที่ ๔
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
๒๐ มิถุนายน ๒๔๙๙

การปฏิบัติธรรมทางจิต โปรดได้ค้นคิดในขันธ์ให้มาก
เรื่องมัคคสมังคีหรืออริยมรรคที่กล่าวถึงในฉบับก่อนนั้น
เป็นผลของงานซึ่งตัดกิเลสขาดไปเป็นตอนๆ ขอยกไว้
จะกล่าวถึงเรื่องงาน คือการดำเนินปฏิปทา
ซึ่งเราควรหยิบยกมาปฏิบัติให้พอดีแก่นิสัยวาสนาของเรา
นิสัยของคุณไม่ใช่นิสัยที่จะอยู่นิ่งๆ โดยอาการบังคับจิตไม่ให้คิดนึก
ที่ถูกควรค้นคว้าพิจารณาในขันธ์ภายนอกภายในด้วยปัญญาอยู่เสมอ
แต่ระวังความหมายรู้ล่วงหน้าไปก่อน จะเป็นการมักง่ายเกินไป
จะเสียทางปัญญาเรื่องอารมณ์

อดีตอนาคตไม่ควรโน้มน้าวมาสู่ใจที่บริสุทธิ์อยู่ในปัจจุบัน
จะทำจิตซึ่งตั้งอยู่ในปัจจุบันอันบริสุทธิ์ให้ขุ่นมัว
อดีตอนาคตไม่ใช่ตัวกิเลสและบาปธรรม ไม่ใช่ตัวนรก สวรรค์ และนิพพาน
ดวงจิตที่รู้อยู่ในปัจจุบันนี้เองจะเป็นดีเป็นชั่ว
ในเมื่อเราปล่อยไปคว้าอารมณ์ทำให้เป็นอดีตอนาคตขึ้น
ตัวปัจจุบันเลยหลงหลักที่ถูกแท้
จิตซึ่งรู้อยู่ในปัจจุบันไม่ได้ไปทำเสียหายชั่วร้ายอะไร
มีแต่การชำระตนอยู่ด้วยปัญญา
แม้ว่าท่านพระอริยเจ้า ในคราวท่านหลงท่านก็ทำบาป
แต่เมื่อรู้ตัวแล้วท่านพยายามละโดยปัจจุบัน ก็หลุดพ้นได้อย่างทันตา

ภพก่อนเราจะเคยทำดีทำชั่ว แต่เราจำไม่ได้ก็ไม่เดือดร้อน
ตกลงคนเราร้อนก็เพราะสัญญาความจำของตนเอง
หากว่าขณะใดเราลืม มิได้เอาใจใส่ที่เราเคยเดือดร้อน
ขณะนั้นเราก็สบายเป็นธรรมดาของจิตไปเสีย
ที่เล่ามานี้คือโทษของอดีตที่เราไม่สำรวม แล้วปล่อยให้คิดตามอำเภอใจ
ดังนั้น ความผิดหรือถูกมีทุกคน
แต่เวลานี้เราไม่ทำและไม่ตั้งใจจะสั่งสมเก็บเอาไว้
เราตั้งใจจะบำเพ็ญหรือสั่งสมเก็บเอาไว้เฉพาะธรรมที่เป็นปัจจุับัน
อันสัมปยุตด้วยปัญญาเครื่องแก้ไขกิเลสและบาปธรรมอันเป็นทางพ้นทุกข์เท่านั้น

ดังนั้น สิ่งใดที่เกิดขึ้นในจิตซึ่งเป็นฝ่ายนิวรณ์
เราพึงทราบด้วยปัญญาทันทีว่าสิ่งนั้นคือมายาของจิตเอง
ไม่ใช่บาปกรรมมาจากอื่นที่ไหนเลย
การอบรมจิตจึงต้องรู้มายาของจิต
ไม่อย่างนั้นจะหลงกลมายาของจิต หาความบริสุทธิ์ไม่ได้เลย
เมื่อเรารู้มายาของจิตที่หลอกลวงเราทุกอย่างด้วยปัญญาแล้ว
จิตจะไปหามายามาจากไหนอีก
เหมือนเรารู้กลอุบายของคนที่จะมาหลอกลวงเรา
เราไม่เชื่อเขาแล้ว เขาจะต้มเราได้ที่ไหน
อันนี้ก็ฉันนั้น เมื่อกำลังสติปัญญารู้ทันความปรุง ความคิด หรือความหมายอยู่แล้ว
อาการเหล่านี้ก็ค่อยหมดมายาไปเอง
จิตเมื่อได้สติกับปัญญาเป็นพี่เลี้ยง
คอยสอดส่องความชั่วร้ายหมายโทษมิให้เกิดขึ้นได้
จิตก็จะนับวันผ่องใสบริสุทธิ์ไปเอง

นี่แหละคุณทั้งสอง อุบายเครื่องแก้ทุกข์ให้พ้นได้ในปัจจุบัน
ไม่ต้องไปคำนึงคำนวณถึงอำนาจวาสนาที่ไหน
การชำระใจให้บริสุทธิ์อยู่ทุกเมื่อด้วยสติปัญญามิได้ขาดวันขาดคืน
ห้วงน้ำในมหาสมุทรก็นับวันจะตื้นขึ้นทุกที
ความดีนับวันมากล้น ก็พ้นได้ตามใจหวัง เอวํ โปรดได้พิจารณาด้วยปัญญา

ขอให้พากันสนใจ สมบัติใหญ่ได้แล้วกินไม่รู้จักหมดสิ้น
แม้แผ่นดินหนาสองแสนสี่หมื่นโยชน์จะหมดไป
สมบัติใหญ่เรายังคงที่ไม่แปรผัน เป็นของอัศจรรย์เหลือโลก
โชคเรามีจึงได้เกิดมาพบศาสนา มีศรัทธาได้หว่านพืชอย่าได้จืดจาง
จงพยายามปล่อยวางด้วยปัญญา.

ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
(รวบรวมโดย คุณเอี๋ยน ธัมมัญญู จ.จันทบุรี)


ฐิตา:




ธัมมะในลิขิต
ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี

ฉบับที่ ๕
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
๓๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๙

ขอให้ตั้งใจปฏิบัติตามแนวที่ได้อธิบายให้ฟังแล้วในจดหมายทุกๆ ฉบับ
อย่าส่งจิตใจไปอื่นนอกจากกายกับจิตให้เกินกว่าเหตุ จะเสียเวลา
ทั้งจะนำความกังวลเดือดร้อนมาเผาผลาญเราเปล่าๆ
และขอแนะนำย้ำอีกว่า...
อย่าแสวงหาสันติธรรมคือพระนิพพานนอกไปจากกายกับจิต

ปัจจุบันเป็นบ่อเกิดแห่งบุญแลบาป
อดีตอนาคตไม่ใช่บุญแลบาป และมิใช่บ่อเกิดแห่งบุญแลบาป
ปัจจุบันนี้เองเป็นตัวบุญตัวบาป
เมื่อเรารักษาจิตให้อยู่ในปัจจุบันด้วยความมีสติแล้ว
กิเลสบาปธรรมที่ไหนจะเลื่อนลอยมาครอบงำจิตให้เราได้รับความเดือดร้อนเล่า

เหตุที่เราจะเดือดร้อนขุ่นมัว ก็เพราะปล่อยจิตให้คว้าโน่นคว้านี่ไม่อยู่เป็นสุข
คือคว้าอดีตอนาคตซึ่งเหมือนน้ำลายถ่มทิ้งแล้ว
คว้ากลับเข้ามาใส่ปากอีก ย่อมน่าสะอิดสะเอียนต่อลิ้นไม่น้อยเลย
อารมณ์หรือสิ่งที่ชั่วอะไรก็ตามที่ผ่านพ้นไปแล้ว
เราก็รู้แล้วว่าไม่ดียังคว้ากลับคืนมาเผาจิต
อันนี้ยิ่งร้ายกว่าน้ำลายที่ถ่มทิ้งเสียอีก เลยหาความเย็นไม่ได้เลย

เราอยู่ดีกินดีอย่าหาเรื่องใส่เรา
เราต้องการจะให้ไฟดับ ต้องไสฟืนออก แล้วไฟจะค่อยดับเอง
จิตถ้าได้เชื้อ คือ อดีต อนาคต เป็นปัจจุบันหนุนหรือส่งเสริมอยู่แล้ว
ก็จะไปกันใหญ่เหมือนไฟได้เชื้อฉะนั้น
ดังนั้น จึงควรรักษาจิตให้มีอารมณ์ที่ดีเป็นเครื่องดื่มโดยปัจจุบัน
ก็นับวันจะสงบสบายคลายจากสิ่งที่เป็นข้าศึก
จะมีแต่ความสงบสุขทุกอิริยาบถ
จึงจะสมนามว่าผู้ฉลาดทรมานจิตให้หายพยศได้

อนึ่ง สัตว์พยศเขายังทรมานได้ ธรรมดาจิตเมื่อมีกิเลสก็ต้องมีพยศ
เราจะหักห้ามหรือทรมานให้จิตหายพยศไม่ได้ จะเรียกว่าคนฉลาดที่ตรงไหน
เมื่อเราทรมานจิตได้มากน้อยก็ชื่อว่าเป็นคนฉลาดโดยลำดับ
จนถึงเรียกว่าเป็นคนฉลาดได้ (ยอดนักปราชญ์) เอวํ สวัสดี.

ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
(รวบรวมโดย คุณเอี๋ยน ธัมมัญญู จ.จันทบุรี)


นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

Go to full version