ผู้เขียน หัวข้อ: กรรมมีอยู่กับผู้ทำ > สารส่องใจ  (อ่าน 674 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ฐิตา

  • ทีมงานดอกแก้วกลิ่นธรรม
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 7457
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: th
  • พลังกัลยาณมิตร 2236
  • Awards ผู้เข้าใจธรรมชาติสรรพสิ่งสรรพชีวิต ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
  • Browser:
  • Chrome 27.0.1453.94 Chrome 27.0.1453.94
    • ดูรายละเอียด
    • Awards
กรรมมีอยู่กับผู้ทำ > สารส่องใจ
« เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2013, 08:30:10 PM »




กรรมมีอยู่กับผู้ทำ
พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต



"วันนี้ตรงกับวันพระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และดับขันธปรินิพพาน
เราเรียกว่าวันวิสาขบูชา
พระพุทธเจ้าเกิด กับสัตว์โลกเกิดต่างกันมาก
ตรงที่ท่านเกิดแล้วไม่หลงโลกที่เกิด ที่อยู่และที่ตาย
มิหนำยังกลับรู้แจ้งที่เกิด ที่อยู่ และที่ตายของพระองค์
ด้วยพระปัญญาญาณโดยตลอดทั่วถึง ที่เรียกว่าตรัสรู้นั่นเอง
เมื่อถึงกาลอันควรจากไป
ทรงลาขันธ์ที่เคยอาศัยเป็นเครื่องมือบำเพ็ญความดี
มาจนถึงขั้นสมบูรณ์เต็มที่

แล้วจากไปแบบสุคโต สมเป็นศาสดาของโลกทั้งสาม
ไม่มีที่น่าตำหนิแม้นิดเดียว
ก่อนเสด็จจากไปโดยพระกายที่หมดหนทางเยียวยา
ก็ได้ประทานพระธรรมไว้เป็นองค์แทนศาสดา
ซึ่งเป็นที่น่ากราบไหว้บูชาคู่พึ่งเป็นพึ่งตายถวายชีวิตจริง ๆ

เราทั้งหลายต่างเกิดมาด้วยวาสนา มีบุญพอเป็นมนุษย์
ได้อย่างเต็มภูมิ ดังที่ทราบอยู่แก่ใจ
แต่อย่าลืมตัวลืมวาสนาของตัว โดยลืมสร้างคุณงามความดี
เสริมต่อภพชาติของเราที่เคยเป็นมนุษย์ จะเปลี่ยนแปลง
และกลับกลายหายไป ชาติต่ำทรามที่ไม่ปรารถนาจะกลายมา
เป็นตัวเราเข้าแล้วแก้ไม่ตก

ความสูงศักดิ์ ความต่ำทราม ความสุขทุกขั้นจนถึงบรมสุข
และความทุกข์ทุกขั้นจนเข้าขั้นมหันตทุกข์เหล่านี้
มีได้กับทุกคนตลอดสัตว์ ถ้าตนเองทำให้มี
อย่าเข้าใจว่าจะมีได้เฉพาะผู้กำลังเสวยอยู่เท่านั้น โดยผู้อื่นมีไม่ได้
เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติกลาง
แต่กลับกลายมาเป็นสมบัติจำเพาะของผู้ผลิตผู้ทำก็ได้

ฉะนั้น ท่านจึงสอนไม่ให้ดูถูกเหยียดหยามกัน
เมื่อเห็นเขาตกทุกข์หรือกำลังจน จนน่าทุเรศ
เราอาจมีเวลาเป็นเช่นนั้นหรือยิ่งกว่านั้นก็ได้
เมื่อถึงวาระเข้าจริงๆ ไม่มีใครมีอำนาจหลีกเลี่ยงได้
เพราะกรรมดีชั่วเรามีทางสร้างได้เช่นเดียวกับผู้อื่น
จึงมีทางเป็นได้
เช่นเดียวกับผู้อื่น และผู้อื่นก็มีทางเป็นได้เช่นที่เราเป็นและเคยเป็น

ศาสนาเป็นหลักวิชาตรวจตราดูตัวเองและผู้อื่นได้อย่างแม่นยำ
และเป็นวิชาเครื่องเลือกเฟ้นได้อย่างดีเยี่ยม
ไม่มีวิชาใดในโลกเสมอเหมือน
นับแต่บวชและปฏิบัติมาอย่างเต็มกำลังจนถึงวันนี้
มิได้ลดละการตรวจตราเลือกเฟ้นสิ่งดีชั่วที่มี และเกิดอยู่กับตนทุกระยะ
 
มีใจเป็นตัวการพาสร้างกรรมประเภทต่างๆ จนเห็นได้ชัดว่า
กรรมมีอยู่กับผู้ทำ
มีใจเป็นต้นเหตุของกรรมทั้งมวล ไม่มีทางสงสัย
ผู้สงสัยกรรมหรือไม่เชื่อกรรมว่ามีผล คือคนลืมตน
จนกลายเป็นผู้มืดบอดอย่างช่วยอะไรไม่ได้

คนประเภทนั้น แม้เขาจะเกิดและได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่
มาเป็นอย่างดีเหมือนโลกทั้งหลายก็ตาม
เขามองไม่เห็นคุณของพ่อแม่ ว่าได้ให้กำเนิด
และเลี้ยงดูตนมาอย่างไรบ้าง
แต่เขาจะมองเห็นเฉพาะร่างกายเขา
ที่เป็นคนซึ่งกำลังรกโลกอยู่ โดยเจ้าตัวไม่รู้เท่านั้น
ไม่สนใจคิดว่าเขาเกิดและเติบโตมาจากท่านทั้งสอง
ซึ่งเป็นแรงหนุนร่างกายชีวิตจิตใจเขา ให้เจริญเติบโตมาจนถึงปัจจุบัน

การดื่มและการรับประทานอาหารทุกประเภท
ล้วนเป็นการเสริมสร้างสุขภาพและความเจริญเติบโตแก่ร่างกาย
ให้เป็นอยู่ตามกาลของมัน
การทำเพื่อร่างกาย ถ้าไม่จัดว่า
เป็นกรรมคือการทำ จะควรจัดว่าอะไร
สิ่งที่ร่างกายได้รับมาเป็นประจำ ถ้าไม่เรียกว่าผล
จะเรียกว่าอะไรจึงจะถูกตามความจริง
ดีชั่วสุขทุกข์ที่สัตว์ทั่วโลกได้รับกันมาตลอดสาย

ถ้าไม่มีแรงหนุนเป็นต้นเหตุอยู่แล้ว จะเป็นมาได้ด้วยอะไร
ใจอยู่เฉยๆ ไม่คะนองคิดในลักษณะต่างๆ
อันเป็นทางมาแห่งดีและชั่ว
คนเราจะกินยาตายหรือฆ่าตัวตายได้ด้วยอะไร
 
สาเหตุแสดงอยู่อย่างเต็มใจที่เรียกว่าตัวกรรม
และทำคนจนถึงตาย
ยังไม่ทราบว่าตนทำกรรมแล้ว ถ้าจะไม่เรียกว่ามืดบอด
จะควรเรียกว่าอะไร
กรรมอยู่กับตัวและตัวทำกรรมอยู่ทุกขณะ
ผลก็เกิดอยู่ทุกเวลา
ยังสงสัยหรือไม่เชื่อกรรมว่ามีและให้ผลแล้วก็สุดหนทาง

ถ้ากรรมวิ่งตามคน เหมือนสุนัขวิ่งตามเจ้าของ
เขาก็เรียกว่าสุนัขเท่านั้นเอง ไม่เรียกว่ากรรม
นี่กรรมไม่ใช่สุนัข แต่คือการกระทำดีชั่วทางกายวาจาใจต่างหาก
ผลจริงคือความสุขทุกข์ที่ได้รับกันอยู่ทั่วโลก
กระทั่งสัตว์ผู้ไม่รู้จักกรรม รู้แต่กระทำคือหาอยู่หากิน
ที่ทางศาสนาเรียกว่า
กรรมของสัตว์ของบุคคล และผลกรรมของสัตว์ของบุคคล”



จาก “ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ”
โดยท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
ฉบับพิมพ์เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๐
: http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=category&id=37:enlightenment&Itemid=59



~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~


 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham