Forum > ธรรมะเสวนา

มันเป็นเช่นนี้...

(1/6) > >>

ฐิตา:


ถ้าไม่ใช้สติปัญญา ปรุงแต่งอะไรเลย เป็นฝั่งโน้น(นิพพาน)อยู่แล้ว
จะถามถึงบรรลุ หรือไม่บรรลุอะไรอีกเล่า??
มันเป็นเช่นนี้.....
...โดยความคิดอะไรบางอย่าง เธอย่อมสร้างความมีอยู่ของ"ตน"ขึ้นมา
คิดถึงความมี...เธอก็สร้างความ"มี"ของเธอขึ้นมา
คิดถึงความไม่มี...เธอก็สร้างความไม่มี ของเธอขึ้นมา
จงให้ความคิดผิดๆเช่นนี้สูญสิ้นอย่างเด็ดขาด ก็ไม่มี"อะไร" ให้แสวงหาอีก
.........ไม่มีอะไรบรรลุถึงอะไร ...




พระพุทธเจ้าตรัสว่า"ใครบางคนอาจโยนคบไฟทิ้งลงแม่น้ำได้
และมันยังลุกเป็นไฟจนกว่าร่วงสู่แม่น้ำ
แต่เมื่อลงสู่แม่น้ำ ไฟทั้งหมดจะดับลง เพราะแม่น้ำดับความร้อนของมัน
ตถาคตนั้นได้กลายเป็นแม่น้ำแล้ว หากท่านโยนคำหยาบหยามใส่ตถาคต
มันยังเป็นไฟขณะท่านโยนมา แต่ขณะที่ถึงตถาคต
ด้วยความเย็นของตถาคต ไฟจะดับลงและทำร้ายใครไม่ได้อีก
หากท่านโยนหนามแหลมลงมา มันจะร่วงสู่ความเงียบสงบของตถาคต
แล้วกลายเป็นดอกไม้ที่งดงาม
การกระทำตถาคตมาจากธรรมชาติเดิมแท้ภายในเท่านั้น




ก็เมื่อ"จิต"ไม่มีเสียแล้ว
สภาวะนิพพาน จะปรากฏต่อสิ่งใด




ความคิดดุจมายา ความคิดวิ่งตามความคิด
ดุจระลอกคลื่นไม่รู้จบ ถ้าไม่รู้สึกตัว..
ว่ากำลังคิด จะพบแสงแห่งสัจจะธรรมได้เช่นไร




ธรรมะเป็นเพียงแค่กระจกส่องให้เธอเห็นตัวเธอเอง ให้เข้าใจตัวเธอเอง
เมื่อเข้าใจแล้วเธอก็จะพ้นไปจากตัวเธอเอง และอย่าลืมทุบกระจกทิ้งให้ละเอียดเสียด้วย




เธอเคยสังเกตไหมว่า อะไรที่ครอบงำเธออยู่
ลองสังเกตความรู้สึกนึกคิดของเธอดูซิ
ว่าเธอสามารถคิดจากสิ่งที่เธอไม่รู้ได้ไหม ?




นิพพาน คือ อิสรภาพ
ท่านอาจารย์พุทธทาส กล่าวว่า...บุญกุศลนั้น เป็นเพียงเรื่องโลกๆ
"พระอรหันต์นั้น ท่านไม่ทำบุญอุทิศ ส่วนกุศลให้ใครแล้ว"
เพราะจิตท่าน หลุดพ้นจากสมมุติบัญญัติ หมดความหมายมั่น ยึดมั่น
ในตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา อย่างเด็ดขาดแล้ว
ย่อมไม่มาปรุงแต่งในพิธีกรรม รูปแบบอีก
ลองตรองดูเถิด ชีวิตที่ไม่ตกอยู่ในข้อวัตร ปฎิบัติใดๆหมด จะอิสระ สักเพียงใด




สัจจะธรรม คือ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ และเคลื่อนไปกับเธอตลอด จึงไร้กาล ...
แต่เธอคือ ความคิด ความจำ ความรู้สึก ที่ปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา จึงโดนมายาบดบัง




ฉันและเธออีกทั้งทุกสรรพสิ่ง มีหรือไม่มีอยู่จริงหรือ
หรือว่ามันเป็นเพียง ตัวอักษร
ถ้อยคำ ภาพมายา ความหมาย ยามที่เธอรู้สึกนึกคิดเอา




ทุกเรื่องของพิธีกรรม ความเชื่อ ความศรัทธา ล้วนถูกประดิษฐ์
สร้างสรรค์มาจากความคิดของมนุษย์
พิธีกรรมก็ยังมีผู้กระทำสิ่งที่ถูกกระทำ ความเชื่อความศรัทธาก็มีผู้เชื่อผู้ศรัทธา
และสิ่งที่ถูกเชื่อถูกศรัทธา จึงมิใช่สัจจะธรรม




แต่สิ่งที่พระพุทธะทรงตรัสรู้นั้น ข้ามพ้นสิ่งเหล่านี้ไปสิ้น
พ้นทวิภาวะ ไร้ทั้งชื่อ ไร้ทั้งภาษา
ไร้ทั้งความหมาย ไร้ทั้งกาล ไร้ทั้งผู้กระทำและสิ่งที่ถูกกระทำ

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า มีสิ่งใดบ้าง ที่เข้าไปกอดรัดแล้วไม่ให้โทษ!!!
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า มีสิ่งใดบ้าง ที่เข้าไปกอดรัดแล้วไม่ให้โทษ!!!
รู้จัก is am are. ป่ะ???
แปลว่า เป็น อยู่ คือ
เมื่อใด.....ไม่เป็น ไม่ดำรงอยู่ ไม่ใช่ ในทุกสรรพสิ่ง
นั่นแหละ"ที่สุดแห่งทุกข์"

ฐิตา:


เรียนรู้มาแค่ไหน.....ก็ไม่สำคัญ!!!!
วันหนึ่ง ฮาซันไปหาราบิยา เขาเพิ่งเรียนรู้วิธีเดินบนน้ำ เขาจึงบอกกับราบิยาว่า
“เราไปเดินบนน้ำกัน จะได้สนทนาธรรมกันไปด้วย”
การสนทนาธรรมเป็นเพียงข้ออ้าง เขาอยากจะอวดราบิยาว่าเขาสามารถเดินบนน้ำได้
ราบิยากล่าวว่า
“บนน้ำหรือ ฉันไม่สนใจเท่าไหร่หรอก เราไปเดินบนเมฆกันดีกว่า!
เราจะได้นั่งบนก้อนเมฆแล้วสนทนาธรรมกัน”
ฮาซันกล่าวว่า
“แต่ฉันไม่รู้วิธีไปนั่งบนก้อนเมฆนี่”
ราบิยากล่าวว่า
“ฉันก็ไม่รู้! แต่จะสำคัญอะไรเล่า ทำไมเราถึงไม่สนทนาธรรมกันเสียที่นี่
ทำไมต้องไปเดินบนน้ำหรือบนก้อนเมฆด้วย”




สุญญตาทาน คือทานที่ไม่มีผู้รับ ทำให้ไม่ต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏ
สละมานะ......ทิฐิ
สละอัตตา.... ตัวกู ของกู
สละแม้ความกระหายใน...พระนิพพาน
ทำได้ข้อนี้ ก็ไม่ต้องไปสนใจ ศีล สมาธิ ปัญญา
เพราะมันพร้อมหมดแล้วใน"สุญญตาทาน"นี้




เธออยู่ด้วยสิ่งที่เธอรู้ แต่อย่าได้ยอมรับหรือปฏิเสธว่า
มันจะต้องเป็นหรือไม่เป็นไปตามนั้น ...
และเพื่อ “อิสรภาพ” อย่าลืมปลดปล่อยสิ่งที่เธอรู้ทิ้งเสียให้หมดด้วย




“คำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้า สามารถย่อลงเหลือเพียงคำๆเดียว
คำนั้นคืออิสรภาพ นั่นคือคำสอนพื้นฐานของพระองค์
เป็นความหอมในแบบของพระองค์โดยแท้ ไม่มีใครอีกที่ยกอิสรภาพ
ขึ้นสูงส่งเช่นนี้ นี่คือคุณค่าเชิงปรมัตถ์ในมุมมองของพระพุทธเจ้า
เป็นความดีสูงสุดหรือซัมมัม โบนัม ไม่มีอะไรสูงกว่านี้”

สิ่งที่โอโชพูดคือข้อเท็จจริงฟังขึ้น เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน
คืออิสรภาพจริงๆเพียงแต่อาจจะมีคำเรียกที่หลากหลายว่า
นิพพาน วิมุติ นิโรธ เป็นต้น แต่โดยสรุปแล้วก็คือความเป็นอิสรหลุดพ้นจากทุกข์นั่นเอง
(คุรุวิพากษ์คุรุ..โอโช หน้า 58)




ความดี...ก็แหลกเหลว...หลอกลวง
ความชั่ว..ก็แหลกเหลว.....หลอกลวง
สุดท้ายก็"สร้างกรง"แห่งความดีและความชั่วขังตัวเอง
มันกดหน่วงจิตใจเท่ากัน แม้ในรูปแบบที่ต่างกัน
พ้นไปจากโลกิยธรรมนี้แล้ว จิตก็ไม่ต้องแบกของหนักอีกต่อไป




ความ โลภ โกรธ หลง บางที่มันก็มาเหนือเมฆ
เมื่อใดพระอริยะเกิด มานะ ทะยาน อยาก ก็เกิดอุปทานขึ้น

พึงอย่าได้ประมาทสร้างความยึดติดตัวตนขึ้นมาอีก ละเสีย
ช่างมัน ทุกอย่างเป็นตถาตา
เป็นเช่นนั้น เป็นอยู่แล้ว อย่าไปยึดติดว่าตัวเป็นอะไรอีก




ค้นหาความสงบ กลับโดนความคิดหลอก
เฝ้าดูความคิดและเข้าใจมัน กลับพบความสงบที่แท้จริง




ศาสนาที่แท้จริงนั้น มิใช่เรื่องของการเอารางวัลมาหลอกล่อ
เอาสวรรค์มาชักจูง เอานรกมาขู่ให้กลัว แต่คือการทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจในตนเอง
ประจักษ์แจ้งในตนเอง และประจักษ์แจ้งในความสัมพันธ์ระหว่างตนเองและผู้อื่น
เมื่อนั้นสันติภาพและความรักในสังคมจึงจะเกิดขึ้นได้




มาจากธรรมชาติ...ก็ดับไปกับธรรมชาติ
อย่าพยายาม สร้างสิ่งที่มันเป็นอนัตตาอยู่แล้ว ให้เป็นตัวตน ขึ้นมา
แค่กระแสปรุงแต่งแห่งธรรมชาติ ไหลเคลื่อนไปขณะต่อขณะ
ไม่มีตัวตน สัตว์ เรา เขา บุคคล ใดๆทั้งสิ้น
รู้จักต้นกำเนิดแห่งการเกิด-ดับ ก็จะเข้าใจ ว่าไม่มีอะไรพิเศษกว่าอะไร
ทุกสรรพสิ่งคือสิ่งเดียวกัน....."ธรรมชาติล้วนๆ"




มีกู...มีกรรม มีวิบากกรรม มีชาตินี้ มีชาติหน้า
หมดกู..หมดกรรม หมดวิบากกรรม หมดชาตินี้ หมดชาติหน้า
เชื่อเหอะ...ทำลายตัวตนเสีย
เจ้ากรรมนายเวร อวิชชา ภพ ชาติ ก็ถูกทำลาย หมดสิ้น



>>> F/B สู่นิพพานและอิสรภาพด้วยปัญญา

ฐิตา:


กระแสแห่งความคิด ก็คือกระแสแห่งนิพพานนั่นแหล่ะ
ขอเพียงเธอเข้าใจมัน ...
กระโดดลงมาเลย อย่าได้หวั่นเกรงใดๆ




พุทธศาสนานั้น เป็นศาสนาแห่งเหตุและผล พระพุทธองค์ทรงค้นพบสิ่งประเสริฐสุด
แม้วิทยาศาสตร์ ก็ยอมรับพระปัญญาญานของพระองค์
ลองศึกษา อิทัปปัจจยตา "เพราะมีสิ่งนี้ๆเป็นปัจจัย สิ่งนี้ๆจึงเกิดขึ้น"
ความงมงาย จะสูญสิ้นไป เพราะไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาลอยๆ




สัมมาทิฐินั้น ทำลายสิ้นแม้ภูตผีปีศาจ
เรา..ยังเป็นสักว่า..



.. ธาตุตามธรรมชาติ ที่ปรุงแต่งกัน
อนัตตา ไม่มีตัวตน
แล้ว"ผี"จะมามีตัวตนได้อย่างไร....




จะโปรดสัตว์ ก็ให้วางใจ
ไม่หลงจริงจังในหน้าที่
โปรดแบบทิ้งๆ คลายๆ
ไม่เป็นตัณหาไปซะเอง
เพราะเวลาจริงจัง
สรรพสัตว์เขาก็ดูออกว่า
คนนี้ยึดในการบอกสอน
ยึดกว่ากูอีก จะมาสอนกูได้ยังไง




ความดี...ก็แหลกเหลว...หลอกลวง
ความชั่ว..ก็แหลกเหลว.....หลอกลวง
สุดท้ายก็"สร้างกรง"แห่งความดีและความชั่วขังตัวเอง
มันกดหน่วงจิตใจเท่ากัน แม้ในรูปแบบที่ต่างกัน
พ้นไปจากโลกิยธรรมนี้แล้ว จิตก็ไม่ต้องแบกของหนักอีกต่อไป




พระโพธิธารา(ตั๊กม้อ)เดินทางจากอินเดียมาจีน ในสภาพที่ดูเหมือนขอทาน
แม้รองเท้าก็ไม่มีใส่ เหล่าพระสงฆ์จีนก็สงสัยว่าท่านเรียนรู้ธรรมะ
อะไรบ้างจากอินเดีย จึงถูกเหล่าพระสงฆ์ถามว่า “ท่านพระสงฆ์จากชมพูทวีป
ท่านรู้หรือไม่ว่าตายไปแล้วเจอ นรก สวรรค์ นิพพานจริงหรือไม่”
พระโพธิธารากล่าวว่า “ข้าไม่รู้”

พระสงฆ์ทั้งงง ทั้งเย้ยเยาะ “บวชมาได้อย่างไรไม่รู้จักนรก สวรรค์ นิพพาน
ที่อินเดียเขาศึกษาธรรมอะไรกันบ้าง
สงสัยจะไม่มีข้าวกินเลยพเนจรขอทานมาอยู่ที่นี้ใช่ไหม!?”


พระโพธิธารากล่าวว่า
“…………………ที่ข้าไม่รู้เพราะข้ายังไม่ตาย!”




คนโง่คนปุถุชนธรรมดา ก็จะต้องมีความรู้สึกว่า มีศาสนานั้นศาสนานี้
แล้วไม่เหมือนกันก็เป็นปฏิปักษ์กัน เช่นมีศาสนาคริสต์ มีอิสลาม มีพุทธ ฯลฯ
คำพูดอย่างนี้เรียกว่าคนพูด พูดตามความรู้สึกของคน
มันก็มีศาสนาที่เป็นข้าศึกของกันและกัน ถ้าผู้ที่รู้ธรรมเข้าถึงเนื้อธรรมของศาสนานั้นแล้ว
ก็จะรู้สึกว่าเหมือนกัน แม้จะพูดว่า มีศาสนาคริสต์ มีอิสลาม มีพุทธ ฯลฯ
ก็จะพูดว่า ข้างในมันก็เหมือนกัน
ถ้ารู้ธรรมยิ่งขึ้นอีกจนถึงขั้นสูงสุด ก็จะรู้สึกว่า ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าศาสนาเลย

ไม่มีศาสนาคริสต์ ไม่มีอิสลาม ไม่มีพุทธ ฯลฯ มันจะมีเหมือนกันหรือขัดกันอย่างไรได้
มันก็มีไม่ได้ ฉะนั้น คำพูดที่พูดว่า “ ไม่มีศาสนาเลยนั้นแหล่ะ คือภาษาธรรมขั้นสูงสุด “




มีพระองค์เดียวแขวนคอ ป้องกันได้ทุกเรื่อง ทุกเหตุการณ์ คลาดแคล้วปลอดภัยหมด
"พระตถตา"ทุกสิ่งเป็นเช่นนั้นเอง
พระพุทธเจ้าทรงแทนพระองค์เอง ว่า ตถาคต แปลว่าผู้ถึงแล้วซึ่ง ตถตา!!!




คุณคิดว่าพระอรหันต์ยังต้องพึ่งพิงสิ่งใดอยู่หรือ
ปุถุชนนั้น..ยังวนเวียนอยู่ในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย
ย่อมมีความสะดุ้งกลัว และขวนขวาย
หาที่ยึดเกาะ แต่พระอรหันต์นั้น ท่านก้าวผ่าน การเกิด แก่ เจ็บ ตาย แล้ว
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็รวมมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับท่าน
อยู่ในใจท่านทุกอิริยาบถ ในฐานะ สิ่งประเสริฐของโลก
ภูตผี เทวดา พรหม เทพหรือ"สิ่งศักดิ์สิทธิ"อันใดก็ไม่ใช่สิ่งยึดเกาะ
พระอรหันต์นั้น...ท่านไม่พึ่งพิงสิ่งใด นอกจากเป็นที่พึ่งให้ผู้อื่นเสียเอง!!!


ไม่มีหนทางสู่สัจจะ สัจจะเป็นดินแดนที่ไร้หนทาง สัจจะไม่ได้อยู่ในวัด ในโบสถ์ ในวิหารอันโอฬาร ไม่ได้อยู่ในรูปเคารพอันศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้อยู่ในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เล่มใด ๆ ไม่ได้อยู่ที่คุรุท่านไหน เธอต้องจารึกออกไปแล้วค้นหาด้วยตัวเธอเอง

“ การมีชีวิตอยู่เป็นปัจจุบันขณะเสมอ “ แต่เพราะว่าภายในส่วนลึกของเธอขลาดกลัว พร่อง เธอจึงต้องพึ่งอะไรบางอย่าง พึ่งพิงความเชื่อ นักบวช พิธีกรรม หรืออะไรต่ออะไร แต่หากเธอไม่สืบสวนให้กระจ่างชัด เธอย่อมติดกับดักและถูกจับตัวไว้ในสิ่งเหล่านี้

เธอจะต้องเป็นแสงสว่างของตัวเอง แสงสว่างนี้เองคือกฎเกณฑ์ ไม่มีกฎอื่นใดนอกเหนือไปจากนี้ เพราะเหตุที่กฎอื่น ๆ ล้วนถูกสร้างขึ้นมาจากความคิด มันจึงเพียงเป็นเศษเสี้ยวที่ไม่สมบูรณ์ และขัดแย้งกันเอง

การเป็นแสงสว่างของตนเองนั้นหมายถึง การไม่อิงอาศัยแสงสว่างของผู้อื่น ไม่ว่าจะดูมีเหตุผลเพียงใด มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์หรือน่าเชื่อถือเพียงใด เธอจะไม่สามารถเป็นแสงสว่างของตนเองได้เลย ถ้าเธอยังตกอยู่ในเงามืดของอำนาจ ของทฤษฎีและข้อสรุป




Credit by  >>> F/B สู่นิพพานและอิสรภาพด้วยปัญญา
นำมาแบ่งปันโดย >>> F/B ธรรมดีที่น่าทำ >> Isara Tong


ฐิตา:



เธอคือสิ่งใด ถ้ามิใช่ความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ มากมาย
ที่เกิดสืบต่อกันไปไม่ขาดสาย จากความทรงจำทั้งหลายที่สั่งสมไว้
แล้วก็ให้ค่าให้ความหมายต่าง ๆ ขึ้นมา ในความเป็นทวิภาวะ




มนุษย์ กลัวความตาย เพราะต้องการ...การดำรงอยู่
"ฉัน"ผู้อยู่มานาน มีครอบครัว ลูกหลาน ไปทำงานวันแล้ววันเล่า
ทะเลาะวิวาท สุขในเพศรส สมบัติ หน้าที่ เกียรติยศ ชื่อเสียง
ที่สร้างสมมากมายให้ยังห่วง หวง
เรารู้ว่าเราต้องตาย แต่เราต้องการ"ความสืบเนื่อง"




ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีความเชื่อ มีความศรัทธาการกลับชาติมาเกิด
การเวียนว่ายและการดำรงอยู่ของชีวิตในรูปแบบใดแบบหนึ่งหลังความตาย
แต่ไม่มีผู้ใดเลยที่สนใจว่า"อะไร"เป็นต้นเหตุแห่งการสืบเนื่อง!!!
แน่นอน...ความสืบเนื่องนี้มาจากความคิดแห่งการเป็น"ตัวตน"ของคุณ




พิธีกรรม...ไม่ใช่ศาสนาแน่นอน
เพราะว่า...ในการกระทำพิธีกรรมต่าง ๆ
เธอเพียงแต่ทำซ้ำในสูตรเก่า ๆ
ซึ่งถ่ายทอดมาถึงเธอ

หากเธอได้ทำพิธีกรรมต่าง ๆ
โดยไม่รู้ถึงสาระของมันเลย
พ่อของเธอ
ปู่ของเธอ...ได้ทำอย่างนั้น

ดังนั้น...เธอก็ทำตาม
และหากเธอไม่ทำ
พวกเขาก็จะตำหนิติเตียนเธอ
นี่...ย่อมไม่ใช่ศาสนามิใช่หรือ

การบูชา...รูปปั้นแกะสลักในวัด
ก็มิใช่...ศาสนา
รูปปั้นอาจจะเป็นสัญลักษณ์
แต่มันก็เป็นเพียง...แค่รูปปั้น
มันไม่ใช่สิ่งที่แท้
มันเป็นตัวแทนของ
ความจริงเท่านั้น...

แต่...ก็มีผู้คนที่ทะเลาะเบาะแว้ง
ต่อสู้ เข่นฆ่ากัน...
เพื่อ...สัญลักษณ์เหล่านั้น

ทั้ง ๆ ที่... พระเจ้าไม่ได้อยู่ที่นี่เลย
พระเจ้าจะไม่อยู่ในสัญลักษณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น

ดังนั้น...การแสดงความคารวะบูชา
ต่อสัญลักษณ์ต่าง ๆ หรือ รูปปั้นต่าง ๆ
จึง..ไม่ใช่...ศาสนา...

กฤษณะมูรติ...




....คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเพียงพ่วงแพ ซึ่งช่วยให้เธอข้ามลำน้ำ
หรือเป็นเพียงนิ้วที่ชี้ไปยังดวงจันทร์
จงอย่าเข้าใจผิดว่านิ้วชี้เป็นดวงจันทร์ พ่วงแพก็มิใช่ฝั่ง หากเรายึดติดกับนิ้วมือ
เราจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง เราไม่ควรฆ่าฟันกันและกัน
ในนามของนิ้วมือและพ่วงแพ ชีวิตของมนุษย์ย่อมมีค่ามากกว่า
อุดมการณ์และลัทธิใด ๆ ทั้งสิ้น.....ท่าน...ติช นัท ฮันท์....

โดย: ติช นัท ฮันห์




ควบคุม"ผัสสะ"ได้ ก็ควบคุมโลกได้
แค่สักแต่ว่า ในทุกการกระทบของ ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ
"ตัวกู"โผล่มาเป็น คราวๆเมื่อเกิด ผัสสะ แล้วปรุงต่อจนเกิดตัณหา
ไม่มีตัวกู ก็ไม่มีโลก ....แค่นั้นเอง
ดังคำกล่าว พระพุทธองค์ที่ว่า "โลก ความดับสนิท ของโลก
และหนทาง แห่งความดับสนิท
ตถาคตกล่าวว่าอยู่ใน กายยาววา หนา คืบนี้"
..
..
เธอจงจาริกไป.....
เพื่อประกาศพรหมจรรย์ ....
ให้งดงามในเบื้องต้น งดงามในท่ามกลาง
และงดงามในเบื้องปลาย




เธอถูกจับไว้
ด้วย
ตาข่ายของความคิด




“ ถ้อยคำความหมาย “ จำเป็นเพื่อการสื่อสาร
เพื่อความเข้าใจ
แต่มันไม่ใช่สิ่งนั้น..
แต่ถ้าเธอ...
.. ไม่สามารถทะลุผ่านมันไป
เธอจะถูกจับไว้และติดกับดักของมัน



พวกเราส่วนมาก มีชีวิตอยู่ในกรงขังของอิทธิพล อิทธิพลเป็นซึ่งที่สลับซับซ้อน ไม่เพียงอิทธิพลของสังคม ของจารีต แต่รวมถึงอิทธิพลของ คัมภีร์ ของนักบวช ของโบสถ์ ของวัด และแม้ว่าคุณจะปฏิเสธอิทธิพลทั้งหมดนั้นแล้ว ก็ยังมีอิทธิพลของประสบการณ์ของคุณเองด้วย

แต่ชีวิตเป็นกระบวนการของสิ่งท้าทายและสนองตอบ การสนองตอบต่อสิ่งท้าทายของคุณคือประสบการณ์ แต่ประสบการณ์ของคุณถูกบงการด้วยอิทธิพล ดังนั้น ประสบการณ์ก็ยิ่งเพิ่มพลังให้แก่อิทธิพลที่ครอบงำอยู่แล้วมากขึ้น

จะต้องมีการปฏิวัติภายในอย่างสมบูรณ์ เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่อย่างสมบูรณ์สิ้นเชิงในความคิดคุณ ในชีวิตทั้งหมดของคุณ เพราะการอ้างอิงอยู่กับอิทธิพล ไม่ว่าเมื่อไร จะทำลายความสามารถที่จะค้นหาว่า สัจจะคืออะไร




Credit by  >>> F/B สู่นิพพานและอิสรภาพด้วยปัญญา >> Devilgirl Suratthani
นำมาแบ่งปันโดย >>> F/B ธรรมดีที่น่าทำ >> Isara Tong

ฐิตา:


คนโน้นพอ.. คนนี้พอ..
..เมื่อต่างถึง..ซึ่งความพอ ..
..ก็ไม่เหลือใคร .. ให้ทุ่มเถียงกัน ..


จักอาศัยโลกเพียง...กาย
แต่ใจนั้น จักเป็นอิสระจนถึงที่สุด
เพื่อพบความบริสุทธิ์นั้น
.....ไม่เกาะเกี่ยวร้อยรัดกับสภาวะใดๆหมด.....



....จักอาศัยโลกเพียง...กาย
แต่ใจนั้น จักเป็นอิสระจนถึงที่สุด
เพื่อพบความบริสุทธิ์นั้น
.....ไม่เกาะเกี่ยวร้อยรัดกับสภาวะใดๆหมด.........




การกลั่นกรอง ไม่ได้เกิดจากการถูกบังคับ
หรือฝืนใจทำ
การกลั่นกรอง ย่อมมาจาก
จิตเราเอง
ที่ปล่อยวางทุกอย่างหมด
ทั้งจากอิทธิพล ความกลัว ริษยา
การฝืนใจ ถูกบังคับ ไม่อาจจะเกิดปัญญาใด
รังแต่จะทำให้  งมงาย  กับความกลัว




มีคำกล่าวสวยหรู"ไม่มีใครใหญ่เกินกรรม"
แต่แท้ที่จริง
กรรมก็ตกอยู่ใต้กฎไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง อนิจจัง
ส่งผลก็ได้ ไม่ส่งผลก็ได้ ตามเหตุ ตามปัจจัย
พระพุทธเจ้ากล่าวว่า
"เจตนาคือกรรมและผัสสะเป็นแดนเกิดของกรรม"
ถ้าผัสสะ...ไม่มี!!!! แล้วกรรม เกิดจากสิ่งใด??????



ในบาลี อังคุตตรนิกาย ยืนยันในข้อที่ว่า
กรรมหมดไปเอง
เมื่อว่างจากโลภะ โทสะ โมหะ หรือว่างจาก..
ตัวกู ของกู
ถ้ามันว่างจาก ความยึดมั่นถือมั่น
ว่าเรา..ว่าของเรา กรรมจะหมดไปเอง
หมายความว่า
หมดทั้งกรรม หมดทั้งวิบากกรรม หมดทั้งกิเลส
ซึ่งเป็นเหตุ..
ให้ทำกรรม  มันหมดพร้อมๆกัน
ดังนั้น ไม่ต้องไป กลัวกรรม สนใจกรรม
ให้สนใจแต่ความว่าง
แห่งตัวกู ของกู
" กรรมย่อมสลายไปหมดสิ้น"
....ท่านพุทธทาส......




"ศักดิ์สิทธิ์"
ธรรมะ ที่แท้จริงเป็นสัจธรรม เราไม่ต้องพูดถึงศักดิ์สิทธิ์หรอก
เพราะมันยิ่งกว่าศักดิ์สิทธิ์
คำว่าศักดิ์สิทธิ์นี้ มีค่านิดเดียวหรือน้อยลงไปทันที
เมื่อเอาเข้าไปเทียบกับคำว่าธรรมะ เพราะธรรมะนี้ มันยิ่งกว่าศักดิ์สิทธิ์



เพราะฉะนั้น เลิกวัตถุศักดิ์สิทธิ์ พิธีศักดิ์สิทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์
อะไรกันอย่างนั้นเสียบ้างก็จะดี
เพราะว่าถ้าเราไปมัว
ศักดิ์สิทธิ์อยู่แต่ที่นั่นแล้ว จะไม่พบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง คือธรรมะ
พุทธทาส อินทปัญโญ




หลุดแล้วต้องหลุดให้จริง!!!!!
เมื่อยังอยู่ในขั้นที่มี "ตัวเรา" ก็ยังมีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย
และความทุกข์อยู่
เรายังต้องพึ่ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
แต่พระพุทธองค์ท่านสอนให้เรา..
ทำตัวเองให้สูงขึ้น ถึงขั้น หมด "ตัวตน"
ถ้าหมดตัวตนแล้ว
ใครจะทุกข์ ใครจะเดือดร้อน.. จนหาที่พึ่งพา
เราบินออกไปอยู่ฝั่งโน้น
ไม่มี เกิด แก่ เจ็บ ตาย ต้องพึ่งอะไรกันอีกเล่า
พระอรหันต์ยังต้องมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์หรือ???
ในเมื่อทั้ง3อย่างนี้
มันพร้อมอยู่ในตัวท่านเองเสียแล้ว
ในเมื่อ..การถึงสรณะแบบทุกท่านในวันนี้
เพื่อข้ามฝั่งออกไปฝั่งโน้น
ก็อย่าติดแจ จนไม่กล้าก้าวขา ติดอยู่แต่พิธีกรรม
พระคัมภีร์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์
อยู่ในสังสารวัฎ ก็ต้องอยู่เรื่อยไปไม่มีสิ้นสุด
แต่ถ้าออกไปได้ก็ต้องวางทุกอย่างหมด
แต่ถ้าเลือกจะอยู่ก็ได้ ไม่มีใครบังคับ
แต่อย่านอนขวางกั้นคนอื่นๆ ไม่ให้เขาไป
พอเขาข้าม..ก็โกรธ
พระพุทธเจ้ารวมทั้งพระอรหันต์ ท่านกล่าวว่า
ชาติสิ้นแล้ว กิจที่ต้องทำจบแล้ว
คิดดูสิ ท่านจะพึ่งอะไร เพื่ออะไร ท่านทุกข์ร้อนอะไร??
สิ่งที่ท่านเคารพ
ก็คือเคารพธรรมะ ซึ่งเป็นความจริงที่ท่านลุถึง
ในฐานะ เป็นของประเสริฐของโลก




ความคิด มักนำหน้าเราหนึ่งก้าวเสมอ




แต่ละขณะล้วนจบในขณะจิตเดียว แต่..
ความคิดของเธอเองนั่นแหล่ะ
ที่ไปใส่ชื่อ ใส่ค่า ใส่ความหมาย ใส่อะไรต่ออะไร..
ให้ดำเนินต่อไปเอง ...
เอามาจากไหนล่ะ..
เรื่องราวและข้อมูลทั้งหลาย




เต๋าเชื่อในปรัชญาของการปล่อยวาง เชื่อว่า..
เราไม่จำเป็นต้องว่าย
เพียงแค่ไหลไปเรื่อยๆ ปล่อยให้แม่น้ำนำพาท่านไป
ยังที่ที่มันกำลังจะไป
เพราะในที่สุดแล้ว แม่น้ำทุกสายก็ล้วนแต่ไหลลงไปยัง
มหาสมุทร
ดังนั้น อย่ากังวลไปเลย ถึงอย่างไรท่านก็
ไปถึงมหาสมุทรอยู่ดี
>>>> (จากหนังสือ “เต๋า: มรรควิถีที่ไร้เส้นทาง" ของ Osho)




Credit by  >>> F/B สู่นิพพานและอิสรภาพด้วยปัญญา >> Devilgirl Suratthani
นำมาแบ่งปันโดย >>> F/B ธรรมดีที่น่าทำ >> Isara Tong

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

Go to full version