ผู้เขียน หัวข้อ: แก่นของเซน คือ เรียบง่าย ลึกซึ้ง มีพลัง วิถีภาวนา กับ ลายพู่กัน  (อ่าน 406 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานพัฒนาข้อมูล
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6652
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1472
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • Chrome 26.0.1410.64 Chrome 26.0.1410.64
    • ดูรายละเอียด
    • Awards


"ครั้งแรกที่หลวงปู่เขียนลายพู่กัน
ท่านสนุกกับการเขียน เบิกบานกับการนั่งเขียนให้ลูกศิษย์
เหมือนเป็นเครื่องเตือนใจให้กับลูกศิษย์ของท่าน
ตอนที่เรามีวัดอีกแห่ง หลวงปู่เขียนคำว่า
“สันติ...ทุกย่างก้าว” แล้ววางไว้ที่บันได
เวลาลูกศิษย์เดินขึ้นลง ก็จะเห็นภาพลายพู่กัน
พวกเราก็จะกลับมาที่ลมหายใจของตัวเอง
แล้วเดินขึ้นเดินลงด้วยสติ
นอกจากนี้ หลวงปู่ก็เขียนวลีอื่นๆ อีก
และเอาไปติดตามห้องอาหารและที่ต่างๆ
เพื่อให้เราระลึกได้ว่า เราต้องปฏิบัติ”

“หลวงปู่ต้องการเขียนให้เรียบง่าย
อ่านได้ชัดเจน และที่สำคัญคือ คนต้องเข้าใจ”

เวลาเขียนลายพู่กัน หลวงปู่จึงอยู่ตรงนั้นอย่างแท้จริง
ในทุกขณะจิต ตั้งแต่การดื่มชา การหยิบพู่กัน
การใช้น้ำชาผสมในหมึก จนถึงขั้นตอนการเขียน
และเมื่อเสร็จสรรพ ท่านก็จะค่อยๆ ประทับตรา
...อย่างระมัดระวัง







::: วิถีภาวนากับ...ลายพู่กัน :::


แก่นของเซน คือ เรียบง่าย ลึกซึ้ง มีพลัง และที่สำคัญคืออยู่ในวิถี เหมือนเช่นการภาวนากับลายพู่กัน ชาในถ้วย ก็เป็นส่วนหนึ่งของภาพและวิถีชีวิต

“ฉันมักจะเริ่มต้นการวาดภาพลายพู่กันด้วยการดื่มชา และฉันผสมน้ำชาในหมึก เพื่อวาดภาพ ทุกภาพลายพู่กัน จึงมีน้ำชาอยู่ในนั้นด้วย” หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ พระอาจารย์เซนชาวเวียดนามจากหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส...ยิ้มอย่างเบิกบาน ก่อนจะเล่าให้ฟัง ในวันเปิดตัว นิทรรศการ ภาวนากับลายพู่กัน : ศิลปะแห่งสติ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

การเขียนลายพู่กันของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ไม่ ได้มีอะไรซับซ้อน ยุ่งยาก หรือต้องตีความใดๆ ในการเขียนลายเส้น หลวงปู่ทำตามวิถีแห่งการภาวนา เป็นไปอย่างเรียบง่าย เพราะอยากให้คนเข้าใจคำสอนง่ายๆ และการฝึกสติทุกลมหายใจ

วลีจากลายพู่กันจึงเป็นคำที่ใช้ในการภาวนา อาทิ สันติภาพทุกย่างก้าว, ฉันมาถึง ฉันมาถึงบ้านแล้ว, ไม่มีหนทางแห่งนิพพาน นิพพานคือหนทาง, ไม่มีหนทางสู่บ้าน บ้านคือหนทางฯลฯ โดยทุกวลีของภาพเขียนในงานนิทรรศการ จะมีคำอธิบายเพิ่มเติม

ยกตัวอย่างวลีที่กล่าวว่า "The miracle is to walk on earth" (ปาฏิหาริย์แห่งการเดินบนผืนโลก)
"ปาฏิหาริย์ไม่ใช่การเดินบนเปลวเพลิงหรือในอากาศ ปาฏิหาริย์คือ การเดินอยู่บนผืนโลกที่สวยงามใบนี้ ตระหนักถึงความมหัศจรรย์ของชีวิต และเงื่อนไขแห่งความสุขที่เรามี คนจำนวนมากไม่สามารถเดินได้ เนื่องจากสุขภาพไม่อำนวย เรายังมีขาที่แข็งแรง 2 ข้าง เราจึงควรเรียนรู้วิธีที่จะเบิกบานกับการเดิน และหล่อเลี้ยงตัวเองด้วยการตระหนักรู้เช่นนี้"

1.
เวลาที่หลวงปู่นัท ฮันห์ วาดลายพู่กัน ท่านจะจุ่มหมึกจีนที่อยู่ด้านขวาของท่าน จรดปลายพู่กันบนกระดาษสาเนื้อนุ่มที่ทำจากเมล็ดข้าว ช่วงไม่กี่นาทีที่ท่านเขียนลายเส้น ท่านก็ภาวนาไปด้วย เนื่องจากในวัฒนธรรมประเพณีของเซน การดื่มชาอย่างมีสติเป็นส่วนหนึ่งของการทำสมาธิ ส่วนการเขียนลายพู่กันเป็นวิถีแห่งการเจริญสติ สมาธิ ปัญญา และประกอบด้วยความเมตตากรุณาตลอดช่วงที่นั่งเขียนอยู่

“เวลาที่ฉันวาดลายพู่กัน ฉันจะเริ่มต้นด้วยการหายใจเข้าเมื่อวาดครึ่งวงกลม และฉันก็จะหายใจออก เมื่อวาดครึ่งวงกลมหลัง” หลวงปู่นัท ฮันห์ กล่าวเช่นนั้น

“ระหว่างที่ฉันวาดภาพลายพู่กันเป็นวงกลมนั้น ฉันก็จะจินตนาการถึงบรรพบุรุษ คือ พ่อ แม่ และในช่วงขณะนั้น พ่อแม่ก็กำลังวาดภาพเป็นวงกลมร่วมกับฉันด้วย ฉันรู้ดีว่า ฉันไม่สามารถจะถอดถอนคุณพ่อคุณแม่ออกจากมือของฉันได้ ฉันไม่สามารถถอดถอนพระอาจารย์ของฉัน และพระพุทธเจ้าออกจากมือของฉันได้ คนเหล่านั้นอยู่ในมือของฉัน”

คงไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ กับการแสดงธรรมะประยุกต์ง่ายๆ เพื่อให้คนฟังเข้าสู่วิถีแห่งสติ เพราะที่ผ่านมา หลวงปู่นัท ฮันห์ จัดภาวนามาแล้วหลายร้อยหลายพันครั้งในหลายประเทศ รวมถึงมีผลงานเขียนหนังสือกว่า 100 เล่ม ตลอดหลายสิบปีท่านได้นำศิลปะแห่งการดำเนินชีวิตอย่างมีสติมาสอนผู้คน เพราะมนุษย์ทั้งโลกเหมือนกันหมด มีรัก โลภ โกรธ และหลง แต่เราจะอยู่กับมันด้วยความรักและความเบิกบานได้อย่างไร

“เวลาเราวาดภาพวงกลมเช่นนี้ เราไม่มีอัตตาตัวตนที่แยกออกมา ดังนั้นเราสามารถเกิดปัญญารู้แจ้ง แห่งความเป็นอนัตตาได้ และนี่ก็คือ การฝึกสมาธิภาวนา”

หลวงปู่กล่าวถึงวิถีแห่งการภาวนา ซึ่งเป็นสิ่งที่หลวงปู่ปฏิบัติทุกวัน ดังนั้นถ้อยคำที่ลึกซึ้งจากปลายพู่กันจึงมาจากการภาวนา

“ฉันอยากจะแลกเปลี่ยนปัญญารู้แจ้งให้กับคนที่มาชมภาพลายพู่กันนั้น เพื่อที่จะทำให้เธอมีความสวยงามอย่างแท้จริง โดยที่เธอไม่จำเป็นต้องเป็นแบบคนอื่น ดอกบัวก็มีความงามแบบดอกบัว ดังนั้นเธอไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนดอกบัวเป็นดอกกุหลาบ ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องสำอางมากมาย เพื่อทำให้เธอสวยงาม เพียงแต่เธอเป็นอย่างที่เป็นอยู่ มีเมล็ดพันธุ์แห่งความเบิกบาน เมล็ดพันธุ์แห่งความรักในตัวเธอ เธอก็จะกลายเป็นดอกไม้อันงดงามในสวน”

ฉันเคยเขียนประโยคหนึ่งว่า “มองซิ มองด้วยสายตาแห่งความกรุณา” ฉันอยากจะแลกเปลี่ยนปัญญารู้แจ้งว่า เวลาที่เธอมอง เธอควรจะมองเพื่อที่จะเห็นความทุกข์ที่อยู่ในตัวเขา เราจะไม่ตำหนิเขา เพราะเขามีความทุกข์อย่างมหาศาล เขาไม่รู้วิธีจัดการกับความทุกข์ เขาจึงทำให้คนที่อยู่รอบข้างมีความทุกข์ เขาคนนั้นก็คือ เหยื่อรายแรกในความทุกข์ของตัวเอง ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้อยากทำให้เธอมีความทุกข์ แต่เขาไม่รู้จะจัดการกับความทุกข์อย่างไร เธอก็เลยกลายเป็นเหยื่อรายที่สองของความทุกข์ของเขา ถ้าเธอรู้ศิลปะการมองด้วยสายตาแห่งความกรุณา เธอจะเข้าใจความทุกข์ที่อยู่ในตัวเขาและสามารถที่จะปลดปล่อยความทุกข์ที่มี อยู่ในตัวเขาได้ทันที"

2.
ธรรมะในภาพเขียนลายพู่กันของหลวงปู่นัท ฮันห์ ใช่ว่าจะมีแค่ภาษาอังกฤษ ท่านยังเขียนเป็นภาษาเวียดนาม จีน ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน และกำลังหัดเขียนภาษาไทย โดยเริ่มเขียนมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2537 และปัจจุบันท่านนำภาษาเวียดนามที่ใช้อักขระโรมัน ซึ่งมาจากวัฒนธรรมการเขียนลายพู่กันในวัดเวียดนามตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 และเป็นการเขียนตัวอักษรโรมันในรูปแบบของอักษรจีน

หลวงปู่นัท ฮันห์ นำมาปรับรูปแบบใหม่ เขียนให้เป็นอักษรโรมันที่ปราศจากอิทธิพลของตัวอักษรจีน จนกลายเป็นลายมือใหม่ที่เรียบง่ายและอิสระ และยังนำตัวหนังสือของยุโรปสมัยใหม่มาใช้ร่วมด้วย แต่ยังคงแก่นแห่งความเป็นเซนตามวิถีตะวันออก เบิกบานกับการเขียนทุกลมหายใจ

"ครั้งแรกที่หลวงปู่เขียนลายพู่กัน ท่านสนุกกับการเขียน เบิกบานกับการนั่งเขียนให้ลูกศิษย์ เหมือนเป็นเครื่องเตือนใจให้กับลูกศิษย์ของท่าน ตอนที่เรามีวัดอีกแห่ง หลวงปู่เขียนคำว่า “สันติ...ทุกย่างก้าว”แล้ววางไว้ที่บันได เวลาลูกศิษย์เดินขึ้นลง ก็จะเห็นภาพลายพู่กัน พวกเราก็จะกลับมาที่ลมหายใจของตัวเอง แล้วเดินขึ้นเดินลงด้วยสติ นอกจากนี้หลวงปู่ก็เขียนวลีอื่นๆ อีก และเอาไปติดตามห้องอาหารและที่ต่างๆ เพื่อให้เราระลึกได้ว่า เราต้องปฏิบัติ” กลุ่มภิกษุ ภิกษุณี...ฟับยุม, ดิ่นเงียม, เหี่ยนเงียม (ชาวอังกฤษ), ฟับเนียม และอันเงียม (ชาวอเมริกัน) ช่วยกันเล่าถึงการเขียนลายพู่กันของหลวงปู่นัท ฮันห์

"หลวงปู่มีชั้นเรียนสอนวาดลายพู่กัน มีหลวงพี่หลวงน้องมาเรียน บางรูปก็เขียนได้เหมือนหลวงปู่ นั่นเป็นสืบเนื่องของหลวงปู่ เวลาจุ่มพู่กันลูกศิษย์ก็จะผสมน้ำชาเข้าไปด้วย “ลูกศิษย์ของหลวงปู่ เล่าอย่างเบิกบาน และเล่าต่อว่า เมื่อฆราวาสในประเทศต่างๆ มาฝึกปฏิบัติภาวนา ก็อยากจะนำภาพเหล่านั้นกลับบ้าน หลวงปู่เขียนภาพลายพู่กันให้ฆราวาสนำกลับบ้าน แล้วพวกเราก็เอาไปไว้ในร้านหนังสือหมู่บ้านพลัม เมื่อมีคนสั่งจองเข้ามา เราก็ต้องส่งไปให้ จนปีค.ศ.2004 เราเริ่มนำภาพลายพู่กันออกขาย แม้กระทั่งงานภาวนาที่อเมริกาก็นำไปด้วย

เหมือนเช่นที่กล่าวมา การเขียนลายพู่กันของหลวงปู่นัท ฮันห์ เป็นไปตามวิถี ไม่ได้มุ่งเน้นให้เป็นงานศิลปะที่เลิศเลอ แต่เป็นตัวแทนของการภาวนา

“หลวงปู่ต้องการเขียนให้เรียบง่าย อ่านได้ชัดเจน และที่สำคัญคือ คนต้องเข้าใจ” ลูกศิษย์หนึ่งในห้า เล่า เพราะเวลาที่หลวงปู่เขียนลายพู่กัน เป็นช่วงที่ท่านดูมีความสุขและสงบ

“เวลาเขียนลายพู่กัน ก็จะรู้สึกว่าท่านมีความสุข และไม่ใช่ว่า หลวงปู่อยากจะเป็นศิลปิน แต่สิ่งที่หลวงปู่เขียน คือ สิ่งที่ออกมาจากการปฏิบัติ เป็นไปตามธรรมชาติ เวลาเราดู เราก็จะรู้สึกถึงพลังในตัวหลวงปู่ จึงไม่เกี่ยวกับศิลปะ แต่หลวงปู่ก็เป็นเช่นนั้น ท่านอยากนำปัญญา ความเมตตามาแบ่งปันกับคนอื่น" ลูกศิษย์เล่าถึงความตั้งใจของหลวงปู่ ที่ต้องการให้ผู้คนนำไปฝึกปฏิบัติ ไม่ได้ทำขึ้นมา เพื่อสร้างงานศิลปะ แต่หลวงปู่เขียนด้วยความรัก

เวลาเขียนลายพู่กัน หลวงปู่จึงอยู่ตรงนั้นอย่างแท้จริงในทุกขณะจิต ตั้งแต่การดื่มชา การหยิบพู่กัน การใช้น้ำชาผสมในหมึก จนถึงขั้นตอนการเขียน และเมื่อเสร็จสรรพ ท่านก็จะค่อยๆ ประทับตราอย่างระมัดระวัง

3.
ว่ากันว่า วงกลมแห่งเซน มักจะเป็นตัวแทนของความว่าง (สุญญตา) แต่วงกลมที่หลวงปู่ติช นัท ฮันห์เขียน แสดงถึงความเป็นดั่งกันและกัน ซึ่งในการภาวนาทุกครั้ง หลวงปู่จะเน้นย้ำเรื่องเหล่านี้อยู่เรื่อยๆ “เวลาคนนำภาพลายพู่กันกลับบ้าน ก็เหมือนพาหลวงปู่กลับบ้านด้วย เป็นพลังของหลวงปู่ที่อยู่ในนั้น คำสอนธรรมะสั้นๆ เป็นเครื่องเตือนใจพวกเขา เพื่อให้คนนำคำสอนไปปฏิบัติภาวนา” หนึ่งในลูกศิษย์ กลุ่มเดิม เล่าให้ฟัง

“หลวงปู่ก็จะเขียนภาพลายพู่กันเฉพาะเวลาที่เกิดแรงบันดาลใจ และมีความสุขที่จะเขียน เวลาเหนื่อยท่านจะไม่เขียน เวลาท่านเดินผ่านป่าสน เพื่อไปที่วัดใกล้ๆ อีกแห่ง ท่านก็ไปนั่งเขียนที่นั่น และในวัดที่พวกเราอยู่ ก็มีคอร์สเขียนลายพู่กัน ใครจะเข้าเรียนหรือไม่เข้าเรียนก็ได้ แต่หลวงปู่ก็อยากให้เข้าเรียน แม้การวาดรูปวงกลมจะไม่สมบูรณ์แบบ หลวงปู่ก็จะบอกว่าทุกอย่างก็สวยงาม และพวกเราจะได้เรียนรู้จากเรื่องนั้น มันไม่ได้เกิดจากความสมบูรณ์แบบ ดังนั้นคราวหน้าเราอาจจัดงานภาวนาลายพู่กันก็ได้ (หัวเราะ) ที่ยุโรปมีเปิดคอร์สเฉพาะเรื่องลายพู่กัน มีคนมาร่วม 10-15 คน และเราเคยทำคอร์สเกี่ยวกับการดูแลต้นบอนไซด้วย”

หากไล่เรียงจำนวนภาพลายพู่กันที่หลวงปู่เขียน ประมาณได้ว่ามีมากกว่าหนึ่งหมื่นภาพ รายได้จากการจำหน่าย ซึ่งขายได้ปีละหลายร้อยภาพ ท่านนำไปช่วยเหลือโครงการเพื่อนมนุษยธรรมในประเทศกำลังพัฒนา และสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมในประเทศไทย
นอกจากเล่าถึงวิถีแห่งการภาวนากับลายพู่กันแล้ว หลวงปูู่ยังสอนวิธีการเดินชมภาพอย่างมีสติ พร้อมๆ กับผูกโยงกับธรรมะ โดยยกวลีที่ว่า “ก้อนเมฆนั้น ไม่เคยตาย” จึงอยากเชื้อเชิญให้ทุกคนมองเข้าไปในความเป็นจริงแห่งการไร้การเกิด ไร้การตาย เพราะเมฆนั้นไม่เคยตาย...กลายเป็นสิ่งอื่นเสมอ

“ถ้าเราสามารถสัมผัสกับความเป็นจริงของการไม่เกิดและไม่ตาย คือการนิพพาน เราจะหลุดพ้นและปราศจากความกลัว เพราะฉะนั้นภาพลายพู่กันทุกภาพ เขียนขึ้นเพื่อที่จะกำหนดการทำสมาธิภาวนา ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดที่เธอจะชมภาพลายปลายพู่กัน ก็คือ ขณะเดินชมให้พวกเธอหายใจเข้า แล้วกลับมาสู่ใจของเธอ เราต้องการเวลาแค่สองสามวินาทีเท่านั้นเพื่อที่จะกำหนดลมหายใจอย่างมีสติและ อยู่ในปัจจุบันขณะอย่างเต็มเปี่ยม เมื่อเราสามารถที่จะอยู่ตรงนั้นอย่างแท้จริง เราสามารถที่จะปล่อยให้ภาพลายพู่กันนั้นแผ่ซ่านเข้าไปในหัวใจของเรา ในส่วนลึกจิตวิญญาณของเรามีเมล็ดพันธุ์แห่งความเข้าใจ ความกรุณา ความเบิกบาน เมล็ดพันธุ์แห่งการรู้แจ้งและการตรัสรู้ ถ้าเราปล่อยให้ภาพลายพู่กันนั้นเข้าไปสัมผัสในห้วงลึกจิตวิญญาณ เราก็จะสามารถตื่นรู้ได้”

เพราะฉะนั้นเวลาเดินชมภาพลายพู่กัน ก็เป็นช่วงของการทำสมาธิ และระหว่างนั้นควรสัมผัสกับความเงียบอันประเสริฐ หลวงปู่ บอกว่า เราต้องปล่อยให้ภาพลายพู่กันเหล่านั้นสัมผัสกับเมล็ดพันธุ์ที่งดงามในตัวของ เรา เพราะในวิถีแห่งเซน ทุกเรื่องในชีวิตนำมาภาวนาได้หมด

"ถ้าเราปล่อยวางความอยาก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว เราก็จะมีความสุขในทันที ถ้าเรายังสืบเนื่องความทุกข์ของเรา ก็เพราะเราไม่มีความกล้าหาญพอจะปล่อยวางสิ่งนี้ ถึงแม้จะมีความคิดว่า สิ่งนั้นจะนำความสุขมาให้ ก็ต้องปล่อยวาง เพื่อที่จะทำให้เรามีความสุข แต่เราอาจจะไม่รู้ว่า ความคิดเกี่ยวกับความสุขของเรานั่นแหละคือ อุปสรรคที่ทำให้เราไม่มีความสุข”

นอกจากการเขียนลายพู่กันเพื่อการภาวนาแล้ว ลูกศิษย์ของหลวงปู่ ยังนำวลีบางประโยคของหลวงปู่ไปทำสติกเกอร์ อย่างคำว่า “ฉันเดินให้กับเธอ” นักบวชหมู่บ้านพลัมบางคนนำไปติดรองเท้าเพื่อฝึกสติ หรือตอนที่หลวงปู่เขียนคำว่า 100 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึงอยู่ตรงนั้น 100 เปอร์เซ็นต์ เดินตรงนั้น 100 เปอร์เซ็นต์

บทความ วิถีภาวนากับ...ลายพู่กัน
โดย : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ,

ขอขอบคุณที่มา http://bit.ly/YiGTCB

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=548495401861414&set=a.548495361861418.1073741829.240466992664258&type=1&theater

http://www.facebook.com/groups/199433753413729/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 27, 2013, 02:04:54 AM โดย มดเอ๊กซ »


" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

~กัลยาณมิตรผู้ร่วมอนุโมทนาหรือขอบคุณ~


 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham