ผู้เขียน หัวข้อ: spirituality  (อ่าน 430 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ฐิตา

  • ทีมงานดอกแก้วกลิ่นธรรม
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 7455
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: th
  • พลังกัลยาณมิตร 2229
  • Awards ผู้เข้าใจธรรมชาติสรรพสิ่งสรรพชีวิต ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • Chrome 23.0.1271.64 Chrome 23.0.1271.64
    • ดูรายละเอียด
    • Awards
spirituality
« เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2012, 02:11:08 PM »



spirituality
บทความจาก THAIPOST

ผู้เขียนเชื่อว่าผู้อ่านคงรู้แล้วว่าภาวะจิตวิญญาณ spirituality คือ การก้าวล่วงหรือผ่านพ้นตัวตน transcend self - transcendence) ที่มีหลายระดับ นักจิตวิทยามักแบ่งออกเป็น 4 ระดับ psychic or shaman, subtle causal non-dual ซึ่ง 2 ระดับหลังนี้ต่างก็บรรลุการตรัสรู้เหมือน ๆ กัน ขึ้นอยู่กับว่าดับกิเลสหรืออวิชชาก่อนกัน ซึ่งตรงกับที่พุทธศาสนาบอก มหายานและวัชรญาณนั่น - ผู้เขียนต้องขอโทษผู้อ่านว่าไม่ใช่เป็นการสอน เพียงแต่บอกกล่าวให้รับฟังเท่านั้น ที่จริงบทความบทนี้เสี่ยงต่อความเข้าใจผิดของผู้อ่านใน 2 ประเด็น...

1.เป็นการเข้าใจผิดเกี่ยวกับรูปแบบของวิวัฒนาการ เหมือนกับว่าจิตจักรวาลแกล้งชักนำมนุษย์ให้เดินผิดทาง ชักนำให้มนุษย์ประมาทเอาง่ายเข้าว่า คือคิดเอาสิ่งที่ตามองเห็น-นำ เอาสสารวัตถุ (matter) เอารูปกาย-นำ (physical) คือคิดว่าความจริงมีหนึ่งเดียวคือสิ่งที่ตามองเห็น ตั้งอยู่ข้างนอก นั่นแหละ

2.หมอประสานนี่สอนให้คนโง่หรือสอนให้คนฉลาดไม่ทราบ? เล่นพูดถึงภูติผีเทวดาและไม่เชื่อวิทยาศาสตร์ แล้วใครเล่าจะไปฟัง? ผู้เขียนขอตอบประเด็นหลังก่อน ไม่ใช่สอนให้ไม่เชื่อวิทยาศาสตร์ และอย่าใช้คำว่าสอนได้ไหม? เอาแค่บอกให้ฟัง ส่วนจะเชื่อหรือไม่เชื่อแล้วแต่ข้อมูลและเอกสารอ้างอิงที่ผู้อ่านมี แต่ผู้เขียนผิดยากมาก แต่ผิดได้ ดังที่ได้บอกแล้วมี 3 ประเด็นด้วยกัน คือ...

       

1.ผู้เขียนเชื่อในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะฟิสิกส์ของนิวตันและเม็คคานิกส์ของกาลิเลโอ แต่ว่าเชื่อควอนตัมฟิสิกส์ - ฟิสิกส์ใหม่มากกว่ายิ่งนัก นั่นหมายความถึงทฤษฎีความสัมพัทธภาพทั้ง 2 ของไอน์สไตน์ด้วย เพราะว่านิวโตเนียฟิสิกส์ให้ความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้วัดได้เพียง 99% และเทคโนโลยีที่พัฒนาประเทศต่างๆ เพื่อการตลาดเสรีทั่วทั้งโลกนั้นจะน้อยลงไปหน่อย แต่ฟิสิกส์ใหม่ให้ความจริงถึง 99.99% อ้างหลายหนแล้ว นอกจากนี้คงไม่มีทฤษฎีใดไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าไรเพื่อทำการทดสอบเหมือนกันกับทฤษฎีควอนตัมอีกแล้วในโลก เพราะทดสอบนานมาก อีกประเด็นหนึ่ง ควอนตัมฟิสิกส์เกิดมาเหมือนกันกับพุทธศาสนาและศาสนาเต๋า ที่ใช้การทำสมาธิเพื่อค้นหาความจริงอันแท้จริงทางเส้นทางภายใน


บางทีผู้อ่านอาจจะไม่รู้ว่าเมื่อประมาณ 1,000 กว่าปีก่อนนั้น ในยุโรป แหล่งที่เป็นบ่อเกิดของความรู้ สมัยใหม่ ที่เราทั่วทั้งโลกแห่กันไปร่ำเรียนมานั้นซึ่งผิดพระแม่ธรรมชาติอย่างแรง - ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการบางคนถึงได้รู้ว่านับตั้งแต่ฝรั่งในยุโรป และที่สหรัฐอเมริกานั่นแหละได้ค้นพบ ฟิสิกส์ใหม่ซึ่งประกอบด้วยทฤษฎีความสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ และทฤษฎีควอนตัมเม็คคานิกส์ ซึ่งได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการเหล่านั้น - ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว - แต่คงไม่ทันที่อารยธรรม สมัยใหม่นั้นจะต้องพังไปก่อนด้วยภัยธรรมชาติดังได้กล่าวมาแล้ว เพราะไม่ทันการณ์กับการกระทำของมนุษย์ที่ผิดธรรมชาตินั้น กลับมาที่ข้อความข้างต้นที่พูดว่าผู้อ่านบางคนอาจจะไม่รู้ว่าที่ยุโรปในสมัยนั้น หรือเมื่อกว่า 1,000 ปีที่แล้ว มนุษย์ใกล้ชิดกับเจ้าแม่เจ้าพ่อ และพระเจ้า spirit อย่างไร ?

พูดง่าย ๆ คือก่อนที่จะมีมนุษย์จะมีเหตุผล มีวิทยาศาสตร์ มีอารยธรรม สมัยใหม่นั้น มนุษย์ยังใกล้ชิดกับเจ้าพ่อเจ้าแม่ กับศาสนา ใกล้ชิดกับจิตและจิตวิญญาณเป็นไหน ๆ จริง ๆ แล้วในยุคแห่งเหตุผลราว ๆ 700-800 ปีก่อนยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปะและวรรณคดี และยุคแห่งการปฏิวัติโคเปอร์นิกัส - เคปเลอร์ ที่ตามมาด้วยกาลิเลโอและนิวตันนั้น เจ้าพ่อเจ้าแม่ และเทวดา spirit ก็ยังใกล้ชิดสนิทสนม ยังแยกไม่ออกจากวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะนิวตันเองกับอัลเคมี alchemy ฉะนั้นเรากำลังกลับมาที่เดิมเมื่อ 1,000 กว่าปีก่อนโดย ไม่ต้องสงสัย หรือเรากำลังจะหวนกลับมายังที่ที่เจ้าพ่อเจ้าแม่และเทพเทวดากับวิทยาศาสตร์ยังใกล้ชิดเช่นเดิม โดยเฉพาะฝรั่งในยุโรปและทั่วสหรัฐอเมริกาในเร็ววันนี้ เราจะต้องหวนกลับมาหาตะวันออกของเรา กลับมาหาจิตและจิตวิญญาณของเรา กลับมาหาความจริงที่แท้จริง หลังจากที่เราหลงใหลกับ มายาที่คนไทยและชาวโลกส่วนใหญ่ทิ้งไป เพราะ ตามไปดูแห่ ไม่ว่าจะทันการณ์หรือไม่ ? หรือเราจะเหลือจากภัยธรรมชาติครั้งนี้จำนวนเท่าไร ?

         

บทความบทนี้ผู้เขียนจะเขียนเล่าความจริงที่คนทั่ว ๆ ไปของอดีต โดยเฉพาะฝรั่งที่ยุโรป ซึ่งเราจะต้องเรียนรู้เอาไว้ ประวัติศาสตร์เป็นเช่นนั้นไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบ แต่มันเกี่ยวกับเรา ในที่นี้คนไทยและคนส่วนใหญ่ของโลกที่อยู่ในประเทศที่องค์การสหประชาชาติเรียกว่า ประเทศด้อยพัฒนา กำลังพัฒนา และพัฒนาใหม่ อยู่ 2 ประการ นั่นคือ เป็นความรู้ของฝรั่งที่คนทุกๆ คนเลยจะพยายามไขว่คว้าแสวงหา ประการหนึ่ง และเป็นความรู้ที่ชาวฮินดู - รู้และเรียกมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ว่า มายา ดังกล่าวมาแล้วข้างบน อีกประการหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่ใช่เฉพาะแต่คนไทยในตอนแรก แต่ในตอนหลัง-ด้วย เพราะเราเองก็ไขว่คว้าแสวงหาเองหรือไม่ ตามไปดูแห่ ซึ่งในตอนหลังนี้กระทบกระเทือนไปทั่วทั้งโลกเลย - ซึ่งไม่รู้ไม่ใช่เพราะว่าโง่แบบโง่เขลาเต่าตุ่น foolish แต่ทว่าไม่รู้จริง ๆ ignored-ignorant เพราะคิดว่าไกลตัว หรือธุระไม่ใช่อะไรทำนองนั้น หรืออาจจะเป็นเพราะคนไทยมักมีนิสัยขี้ตื่นเต้น และชอบทำตาม ๆ กัน ชอบไปดู แห่ รู้จักไทยมุงมั้ย !

สรุปง่าย ๆ ต่อเรื่องที่พูดมาทั้งหมดคือ เมื่อ 1,000 กว่าปีมาแล้ว เจ้าพ่อเจ้าแม่และภูติผีเทวดา spirit กับความรู้ที่มีในสมัยนั้นมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันกว่าในสมัยนี้ - และที่ต่อมาได้พัฒนาเป็นเหตุผล และยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปะและวรรณคดี renaissance และพัฒนาต่อมาเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นฟิสิกส์ และไอแซ็ค นิวตัน พูดง่ายๆ คือ เรื่องของจิตและจิตวิญญาณดูจะเป็นหนึ่งเดียวกันกับวิทยาศาสตร์เมื่อมีการอุบัติขึ้นใหม่ ๆ นิวตันเองเป็นผู้ที่สนใจในอัลเคมีมาก่อนที่เขาจะพบกับแรงดึงดูด นั่นคือ กิจการที่แทบจะไม่ต่างกับความเชื่อศรัทธาในเจ้าพ่อเจ้าแม่

ผู้เขียนเชื่อว่า นำหน้าโดยชาวกรีกและตามมาด้วยฝรั่งชาติต่าง ๆ ชาวตะวันตก สรรค์สร้างเหตุผลและยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปะและวรรณคดีขึ้น โดยประเด็นเดียวในความหมายที่หมายถึงอำนาจของมนุษย์ในพระที่เหลิงอำนาจ ยุคแห่งพระกับแม่มดรวมทั้งวิทยาศาสตร์กายวัตถุ physical and materialและการเดินทางที่ผิดทางมาเรื่อยๆ มากขึ้น และมากขึ้นตลอดเวลาของมนุษย์เฉพาะฝรั่งที่ยุโรปเท่านั้น นั่นคงจะเป็นเจตนาของ ฟ้า-ดินหรือจิตจักรวาล ในขณะที่ทางอีกฟากหนึ่งชาวจีนและชาวอินเดียกลับคิดว่ารากฐานของจักรวาล แทนที่จะเป็นกายวัตถุที่ชาวตะวันตก - กรีกหรือชาวยุโรปเชื่อจะต้องเป็นจิต สติ กับพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกันที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้อ้างแล้ว  กายภาพวัตถุนิยมของชาวตะวันตกทำให้ความเชื่อเรื่องของสติ เรื่องของจิต และความเป็นจิตนิยมของชาวตะวันออก เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นของชาวจีน ชาวอินเดียทั้ง ๆ ที่มีมาตั้งแต่โบราณกาลพลันตกกระป๋องไปตั้งแต่โลกมีวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยเรา


ความเชื่อของผู้เขียนข้อนี้ คิดว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ซึ่งขึ้นกับเหตุผลและเอกสารอ้างอิงที่ผู้นั้นๆ มี แต่คงจะเปลี่ยนความเชื่อของผู้เขียนไม่ได้ดังนั้นวิทยาศาสตร์กายวัตถุหากนับตั้งแต่เซอร์ไอแซ็ค นิวตัน ได้ตีพิมพ์จำหน่ายหนังสือเขา Principia Mathematicaก็ตกประมาณร่วมๆ 500 ปี แล้วมนุษย์เกิดมาพบทฤษฎีควอนตัมขึ้นมาหากนับตั้งแต่มี Copenhagen interpretationก็ราว ๆ 80 กว่าปี และทฤษฎีควอนตัมนั้นก็เหมือนกับศาสนาเต๋าของจีนกับลัทธิพระเวท ศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธของเรา ซึ่งเป็นต้นตอของวิธีปฏิบัติจิตปฏิบัติสมาธิ และเวลาถึงร่วม 2 ใน 3 ของเวลาทั้งหมดนับตั้งแต่เวลาทั้งหมดที่โลกเราได้รู้จักควอนตัมฟิสิกส์ เราก็ต้องใช้เวลาไปเพื่อยืนยัน และพิสูจน์ว่ามันเป็นความจริง

แถมมันเป็นความจริงแท้ยิ่งกว่านิวโตเนียนฟิสิกส์ตั้งเป็นร้อยเป็นพันเท่า Fritjof Capra and Gary Zukaf น่าสงสัยว่าแล้วโลกเรามีฟิสิกส์ของนิวตันและกาลิเลโอ กับกายภาพวัตถุนิยมขึ้นมาทำขิง - ทำไม?
พร้อมกันนี้ไม่ทราบว่าผู้อ่านคนใดมีความสงสัยเหมือนกับผู้เขียนบ้างหรือไม่ว่าความเชื่อและพฤติกรรมของมนุษย์กำลังย้อนรอยเดิมในยุคสมัยคือในยุค หลังสมัยใหม่ในปัจจุบันนี้ มันจะกลับย้อนร่องรอยเดิมเหมือนเมื่อพันปีก่อนอย่างน้อยโดยหลักการ นั่นคือยุคสมัยที่เจ้าพ่อเจ้าแม่เทพเทวดา spirit เข้ามาใกล้ชิดสนิทสนมกับวิทยาศาสตร์ เพียงแต่ว่า

ตอนนี้แทนที่จะเป็นเหตุผล ของมนุษย์บนตาเห็นหรือความจริงทางโลก - รับรู้ด้วยอวัยวะประสาทสัมผัส กับวิทยาศาสตร์กายวัตถุหรือนิวโตเนียนฟิสิกส์ ก็จะเปลี่ยนเป็นไม่มีเหตุผล ไม่สามารถรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส เพราะเป็นประเด็นทางจิตกับควอนตัมฟิสิกส์อันเป็นความจริงทางธรรมที่รับรู้ทางจิต แท้ที่จริงแล้วนักฟิสิกส์ยุคใหม่และนักจิตวิทยาใหม่บอกว่า การรับรู้ทางจิตไร้สำนึก หรือสติ awareness นั้นคือ รากฐานของจักรวาล Arnold Mindel Quantum Mind 2000

ได้เขียนมาหลายหนแล้วว่า ความจริงทางโลกคือความจริงที่หยาบ เพื่อการอยู่ในโลกในจักรวาลสามมิติ บวกหนึ่ง ให้รอดเท่านั้น สัตว์โลกทุกเผ่าพันธุ์จึงใช้ประสาทสัมผัสภายนอก เช่น ตา หู ฯลฯ เพื่อการอยู่รอดตามความจำเป็นของสัตว์โลกเผ่าพันธุ์นั้นๆ ส่วนความจริงทางธรรมนั้นเล็กละเอียดยิ่งกว่านั้นยิ่งนัก ไม่สามารถที่จะรับรู้ด้วยอวัยวะประสาทสัมผัสภายนอกได้ คือ ไม่มีทางที่จะมองเห็น แม้ว่าจะมีอุปกรณ์ช่วยอย่างไรก็ตาม นั่นคือการตายของเจ้าพ่อเจ้าแม่ธรรมชาติในยุคสมัยที่โลกเรามีเหตุผลและมีวิทยาศาสตร์กายภาพวัตถุนิยมเป็นใหญ่ และขณะนี้โลกเรากำลังย้อนรอยกระบวนการเดิม ๆ อย่างไร



บทความจาก THAIPOST
- http://powerlife.fix.gs/index.php?topic=1604.msg2904;boardseen#new




 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham