Forum > พระอริยบุคคล

เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 26 : พราหมณวรรค

<< < (5/5)

ฐิตา:



39. เรื่องเทวหิตพราหมณ์
พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน  ทรงปรารภปัญหาของเทวหิตพราหมณ์  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  ปุพฺเพนิวาสํ  เป็นต้น

ในสมัยหนึ่ง  พระศาสดา  ทรงอาพาธด้วยพระวาโย(ลม)กำเริบ  ทรงส่งพระอุปวานเถระไปขอน้ำร้อนจากเทวหิตพราหมณ์   พราหมณ์นั้นมีความดีใจมากที่นานครั้งจะได้มีโอกาสถวายสิ่งของแด่พระศาสดา  ดังนั้นนอกจากจะถวายน้ำร้อนมาแล้ว  พราหมณ์นั้นก็ยังถวายน้ำอ้อยมาพร้อมกันด้วย   เมื่อกลับมาถึงวัดพระเชตวันแล้ว   หลังจากที่ทรงสรงน้ำแล้ว  พระอุปวานะก็ได้น้อมถวายน้ำร้อนและน้ำอ้อย   เมื่อพระศาสดาทรงเสวยของทั้งสองอย่างเข้าไปแล้วอาการพระวาโยกำเริบก็หายไป  ต่อมาพราหมณผู้นั้นได้มาเฝ้าพระศาสดาและกราบทูลถามว่า  “บุคคลควรให้ไทยธรรมในบุคคลไหน ?  ไทยธรรมวัตถุอันบุคคลให้ในบุคคลไหน ?  จึงมีผลมาก   ทักษิณาของบุคคลผู้บูชาอยู่อย่างไรเล่า ? จะสำเร็จได้อย่างไร ?”  พระศาสดาตรัสว่า “ไทยธรรมวัตถุ  ที่บุคคลให้แก่พราหมณ์ผู้เช่นนี้  ย่อมมีผลมาก”
เมื่อจะตรัสบอกบุคคลผู้เป็นพราหมณ์แก่พราหมณ์นั้น  จึงตรัสพระธรรมบท  พระคาถานี้ว่า

ปุพฺเพนิวาสํ  เย  เวทิ
สคฺคาปายญฺจ  ปสฺสติ
อโถ  ชาติกฺขยํ  ปตฺโต
อภิญฺญา  โวสิโต  มุนิ
สพฺพโวสิตโวสานํ
ตมหํ  พฺรูมิ  พฺราหฺมณํ  ฯ

บุคคลรู้ขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อน
ทั้งเห็นสวรรค์และอบาย
อนึ่ง  บรรลุความสิ้นไปแห่งชาติ
เสร็จกิจแล้ว  เพราะรู้ยิ่ง
เป็นมุนี  เราเรียกบุคคลนั้น
ซึ่งมีพรหมจรรย์อันอยู่เสร็จสรรพแล้ว
ว่าเป็นพราหมณ์.

เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง  ชนเป็นอันมาก  บรรลุอริยผลทั้งหลาย  มีโสดาปัตติผลเป็นต้น.


-http://www.oknation.net/blog/dhammapada/2008/11/17/entry-18

ฐิตา:


                   

มารยาหญิง 40
....มารยาหญิงนั้น มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เนื่องจากว่า ผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอครับ เวลารักใครชอบใคร ก็ไม่สามารถแสดงออกไปตรงๆได้ จึงต้องอาศัยมารยาหญิงนี่เหละครับในการจับผู้ชาย

...สมัยพุทธกาล ในกรุงสาวัตถี กุลบุตรคนหนึ่งชื่อ สุนทรสมุทรกุมาร เกิดในตระกูลใหญ่อันมีสมบัติ 40 โกฏิ ได้ฟังธรรมจากสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว มีความอุตสาหะเกิดแล้วในบรรพชา จึงได้ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักพระศาสดา

หญิงแพศยานางหนึ่ง เห็นมารดาของพระสุนทรสมุทรเถระนั้นกำลังนั่งร้องไห้เสียใจที่ลูกตนเองออกบวช ด้วยความปรารถนา ในทรัพย์ 40 โกฏิ จึงได้รับอาสาออกอุบายเกลี้ยกล่อมพระเถระให้สึกเสีย โดย ยึดเอาเรือนเป็นที่พักหลังหนึ่งในที่นั้น ตกแต่งอาหารที่ประณีตไว้แต่เช้าตรู่ แล้วถวายภิกษาในเวลาพระเถระเข้าไปบิณฑบาต และได้นิมนต์พระเถระเข้าไปในปราสาทเบื้องบน

เมื่อพระเถระรับนิมนต์แล้ว ทำพระเถระไว้ข้างหน้า เมื่อจะขึ้นไปสู่ปราสาท ปิดประตูทั้งหลายเสีย จึงขึ้นไปสู่ปราสาท. พระเถระ แม้เป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตรอย่างอุกฤษฏ์ ถูกความอยากในรสพัวพันแล้ว จึงขึ้นไปสู่ปราสาท 7 ชั้นตามคำของนาง

....นางให้พระเถระนั่งแล้ว แสดงแง่งอนของหญิง ลีลาของหญิงซึ่งมาแล้วอย่างนี้ว่า "เพื่อนผู้มีหน้าเอิบอิ่ม ได้ยินว่า หญิงย่อมเกี้ยวชายด้วยฐานะ 40 อย่างคือ

สะบัดสะบิ้ง
ก้มลง
กรีดกราย
ชมดชม้อย
เอาเล็บดีดเล็บ

เอาเท้าเหยียบเท้า
เอาไม้ขีดแผ่นดิน
ชูเด็กขึ้น
ลดเด็กลง
เล่นเอง

ให้เด็กเล่น
จูบเอง
ให้เด็กจูบ
รับประทานเอง
ให้เด็กรับประทาน

ให้ของเด็ก
ขอของคืน
ล้อเลียนเด็ก
พูดดัง
พูดค่อย

พูดคำเปิดเผย
พูดลี้ลับ
(ทำนิมิต) ด้วยการฟ้อน ด้วยการขับ ด้วยการประโคม ด้วยการร้องไห้ ด้วยการเยื้องกราย ด้วยการแต่งตัว
ซิกซี้

จ้องมองดู
สั่นสะเอว
ยังของลับให้ไหว
ถ่างขา
หุบขา

แสดงถัน
แสดงรักแร้
แสดงสะดือ
ขยิบตา
ยักคิ้ว

เม้มริมฝีปาก
แลบลิ้น
เปลื้องผ้า
นุ่งผ้า
สยายผม
เกล้าผม

.....พระศาสดาประทับนั่งอยู่ในพระเชตวัน ณ ที่ไกลประมาณ 45 โยชน์นั้น ทรงเห็นเหตุนั้นแล้วทรงแผ่พระรัศมีไป ตรัสว่า "ภิกษุ เธอจงหมดอาลัย ละกามแม้ทั้งสองเสีย" แล้ว ตรัสพระคาถาความว่า "บุคคลใด ละกามแม้ทั้งสองในโลกนี้แล้ว เป็นผู้ไม่มีเรือน งดเว้นเสียได้ เราเรียกผู้นั้น ผู้มีกามสิ้นแล้ว และผู้มีภพสิ้นแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์"

ในกาลจบเทศนา พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว เหาะขึ้นไปสู่เวหาสด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ ทะลุมณฑลช่อฟ้าออกไปแล้ว ชมเชยพระสรีระพระศาสดาอยู่นั่นเทียว มาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว

                 

ที่มา อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที26
: http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=36&p=32
:https://www.facebook.com/AKALIGO.com.thailand?hc_location=stream

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[*] หน้าที่แล้ว

ตอบ

Go to full version