ผู้เขียน หัวข้อ: ชัมบาลา : บทที่ ๑o ปล่อยให้เป็นไป  (อ่าน 776 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานพัฒนาข้อมูล
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6656
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1478
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0
    • ดูรายละเอียด
    • Awards
ชัมบาลา : บทที่ ๑o ปล่อยให้เป็นไป
« เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2011, 04:57:43 PM »

 
 
บทที่ ๑o ปล่อยให้เป็นไป 

 
 
"เมื่อคุณใช้ชีวิตสอดคล้องกับความดีงามพื้นฐาน
เมื่อนั้นคุณก็ได้สั่งสมความผุดผ่องตามธรรมชาติขึ้น
ชีวิตของคุณก็อาจว่างและผ่อนคลายโดยไม่จำเป็น
ต้องกลายเป็นคนมักง่าย คุณอาจปล่อยวางความรู้สึก
กดดันหรือเคอะเขินในการที่ต้องเกิดมาเป็นมนุษย์และ
ก็อาจรู้สึกมีกำลังใจขึ้น"

 
 
 
....ผลของการขัดเกลาตนเองตามแนวทางของนักรบก็คือ คนย่อมเรียนรู้ที่จะขจัดความทะเยอทะยานและความเกร็ง และจากนี้เอง คุณย่อมพัฒนาสมดุลภายในขึ้น ดุลยภาพนี้เกิดขึ้นมิใช่จากการถือมั่นอยู่กับสถานการณ์ หากแต่เกิดจากการผูกมิตรกับฟ้าและดิน ดินก็คือธาตุมูล หรือความเป็นจริง ฟ้าก็คือญาณทัศนะหรือประสบการณ์ของความกว้างโล่งซึ่งคุณสามารถยึดกายขึ้น เหยียดหลังและตั้งคอตรง ดุลยภาพอุบัติขึ้นจากการเชื่อมโยงความเป็นจริงเข้ากับญาณทัศนะ หรืออาจกล่าวได้ว่าคือการประสานความชำนายเข้ากับความเป็นธรรมชาติ
 
......ก่อนอื่นคุณจะต้องเชื่อมั่นในตนเอง ต่อาจากนั้นคุณจึงอาจเชื่อมั่นในดินหรือในธาตุมูลของสถานการณ์ และด้วยเหตุนี้เองคุณจึงอาจยกระดับตนเองขึ้น จากจุดนั้นที่การขัดเขลาตนเองจะกลายเป็นสิ่งที่แช่มชื่น แทนที่จะเป็นสิ่งน่าเจ็บปวดหรือเป็นภาระหนัก เมื่อคุณขี่ม้า สมดุลย่อมเกิดขึ้นมิใช่จากอาการเกร็งตัวแช็งอยู่บนอาน แต่จากการเรียนรู้ที่จะดำเนินร่วมไปกับลีลาของม้าขณะที่มันวิ่ง ทุก ๆ ย่างก้าวคือการเริงรำ ผู้ขับขึ่ก็เริงรำไปเช่นเดียวกับอาการเริงรำของม้า
 
......เมื่อการขัดเกลาตนเองเริ่มเป็นธรรมชาติ กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวคุณ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติสำหรับนักรบแล้ว การปล่อยให้เป้นธรรมชาตินั้นสัมพันธ์อยู่กับการผ่อนคลายในวินัย เพราะนั่นจะนำไปสู่เสรีภาพ เสรีภาพในที่นี้มิได้หมายถึงการเป็นคนขาดการยับยั้ง หรือเป็นคนละเลยไม่ใส่ใจ หากแต่เป็นเพียงการปล่อยให้ตนเองเป็นไปตามธรรมชาติ เพื่อว่าคุณจะได้สัมผัสถึงการดำรงอยู่ในฐานมนุษย์อย่างเต็มที่ การแล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติย่อมช่วยบำราบความคิดที่ว่า วินัยและการขัดเกลาตนคือการลงโทษต่อความผิดพลาดหรือสิ่งเลวที่คุณได้กระทำหรืออยากที่จะกระทำ คุณจะต้องเอาชัยต่อความคิดที่ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ผิดพลาดอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งทำให้จำต้องมีวินัยมาช่วยขัดเกลาพฤติกรรม ตราบใดที่คุณรู้สึกว่วินัยเป็นสิ่งที่มาแต่ภายนอก ก็จะเกิดความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าภายในของคุณขาดอะไรไปบางอย่าง ดังนั้น การปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติจึงสัมพันธ์กับการปล่อยไปซึ่งร่องรอยของความสงสัย ความลังเล หรือความเคอะเขินในฐานะที่คุณเป็นคุณ คุณจำเป็นต้องผ่อนคลายกับตนเอง เพื่อจะได้ตระหนักอย่างเต็มที่ว่าวินัยก็คือการสำแดงออกของความดีงามพื้นฐาน คุณจำเป็นต้องตระหนักเห็นคุณค่าของตัวเอง เคารพตนเองและปลดปล่อยความสงสัย ความกระดากกระเดื่องไป เพื่อว่าคุณจะได้ใช้ความดีงามและสติปัญญาพื้นฐานเพื่อผลประโยชน์ต่อผู้อื่น
.
.....ในการที่จะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติได้ ก่อนอื่นคุณจำต้องฝึกฝนตนเองในวินัยแห่งการตัดทอน เช่นเดียวกับเง่มุมบางอย่างของการขัดเกลาตนเองดังที่เราได้พูดกันมาแล้วในบทก่อน นี่เป็นสิ่งจำเป็นมาก เพื่อว่าคุณจะได้ไม่ไขว้เขวระหว่างการปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติกับความก้าวร้าวหรือความหยิ่งยโส หากปราศจากการฝึกฝนอย่างถูกต้อง การปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติอาจจะกลายเป็นการผลักดันตนเองไปจนถึงจุดแตกหัก เพื่อพิสูจน์กับตัวคุณเองว่าคุณเป็นคนกล้าและไม่หวาดหวั่น นี่นับว่าก้าวร้าวเกินไป การปล่อยให้เป็นไปตามธรรมขาตินี้ไม่เกี่ยวกับการมีสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น เพื่อเพิ่มความอหังการให้แก่ตนเองและ "เหยียบหลังเหยียบไหล่" คนอื่น ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ก็ตาม ความอหังการชนิดนั้นไมได้ตังอยู่บนการปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ มันมีพื้นฐานอยู่บนความรู้สึกไม่มั่นคงภายในตนเอง ซึ่งทำให้คุณกลายเป็นคนกระด้างเฉื่อยชาแทนที่จะนิ่มนวลและอ่อนโยน
 
......ยกตัวอย่างเช่น นักขับรถแข่งอาชีพอาจขับรถด้วยความเร็วถึงสองร้อยไมล์ต่อชั่วโมงในสนามแข่ง เพราะว่าเขาได้ฝึกฝนมาก่อน เขารู้ถึงข้อจำกัดของเครื่องยนต์ รู้ถึงพวงมาลัยและยาง เขารู้น้ำหนักยางรถ สภาพทางวิ่งและสภาพอากาศ ดังนั้น เขาจึงอาจขับได้เร็วโดยไม่กลายเป็นการฆ่าตัวตายทว่ากลับกลายเป็นประหนึ่งการเริงรำ แต่ถ้าหากว่าคุณไปเล่นกับการปล่อยให้เป็นไป ก่อนที่คุณจะสามารถสร้างจุดเชื่อมโยงกับวินัยได้อย่างเหมาะสม เมื่อนันก็จะกลับอันตรายมาก ถ้าหากคุณเรียนที่จะเล่นสกีและพยายามที่จะปล่อยให้เป็นธรรมขาติและผ่อนคลายในช่วงแรก ๆ ของการฝึกแล้วละก็อาจแข้งขาหักได้โดยง่าย ดังนั้น ถ้าหากคุณพยายามที่จะลอกเลียนการปล่อยไปตามธรรมชาติ คุณก็อาจต้องเดือดร้อนอย่างแน่นอน
 
......จากข้อถกเถียงอันนี้ คุณอาจคิดว่าคุณไม่มีทางที่จะขัดเกลาตนเอง จนถึงขั้นที่อาจปล่อยให้เป็นตามธรรมชาติและผ่อนคลายอยู่ในวินัยได้เลย คุณอาจรู้สึกว่าคุณไม่มีวันที่จะกลายเป็นคนกล้าได้ แต่เมื่อใดที่คุณได้ดำรงอยู่ในพื้นฐานของการขัดเกลาตนเอง ก็ถึงเวลาที่จะเลิกกังวลสงสัยได้ ถ้าคุณมัวแต่รอคอยให้การฝึกปรือนั้นดำเนินมาถึงขั้นหนักแน่นไมหวั่นไหว นั่นไม่มีวันจะมาถึง เว้นเสียแต่คุณจะปล่อยตามธรรมชาติ ถึงแม้ว่าจะยังรู้สึกไม่สมบูรณ์นัก นั่นแหละก็ถึงเวลาที่จะปล่อยตามธรรมชาติ
 
......แน่นอนทีเดียว การปล่อยตามธรรมชาตินั้นมีอะไรมากกว่าการผ่อนคลาย มันคือการผ่อนกลายที่มีพื้นฐานอยู่บนการปรับสมดุลกับสิ่งแวดล้อมทั้งหมดกับโลก หลักการที่สำคัยยิ่งอันหนึ่งของการปล่อยตามธรรมขาติก็คือการดำเนินชีวิตอย่างท้าทาย แต่นี้มิได้หมายถึงการดำเนินชีวิตอยู่ในวิกฤตการณ์ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าธนาคารโทรมาและแจ้งให้ทราบว่าเงินฝากของคุณถอนเกินบัญชี และวันเดียวกันนั้นเจ้าของบ้านเช่าก็บอกว่าคุณจะต้องย้ายออกไป หากยังไม่ยอมขำระค่าเช่าบ้าน ในการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์นี้ คุณก็โทรไปหาเพื่อนทุกคนลองดูว่าคุณจะยืมเงินได้พอเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์นี้ได้ไหม การดำเนินชีวิตอย่างท้าทายมิได้มีพื้นฐานอยู่บนการตอบสนองต่อปัญหาหนัก ๆซึ่งคุณได้สร้างมันขึ้นมาด้วยตนเองเพราะพลาดที่จะสัมพันธ์กับการายละเอียดของชีวิตอย่างเหมาะสมสำหรับนักรบแล้ว ทุก ๆ ขณะก็คือการท้าทายเพื่อเป็นสิ่งแท้ และการท้าทายทุก ๆ ประการล้วนน่าเบิกบาน เมื่อคุณได้ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติอย่างเหมาะสม คุณก็อาจผ่อนคลายและรื่นเริงอยู่ในการท้าทายได้
 
......การปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติในโลกอาทิตย์อัสดงนั้นก็คือ การลาหยุดพักหรือการไปดื่มให้เมามายกลายเป็นคนปล่อยตัว หลงระเริงและกระทำการหยาบช้าต่าง ๆ ซึ่งในภาวะจิตปกติแล้วคุณแทบจะไม่กล้าคิดถึงมันทีเดียว แต่ในความเข้าใจของซัมบาลาแล้วต่างจากนี้มาก สำหรับนักรบแล้ว การปล่อยตามธรรมชาติมิได้ตั้งอยู่บนการหลบหนีไปจากแรงบีบคั้นของชีวิตประจำวัน ...หากตรงกันข้ามทีเดียว มันคือการก้าวรุดล่วงเข้าไปในชีวิตของคุณเอง เพราะเหตุที่คุณเข้าใจได้ว่าชีวิตโดยตัวของมันเองนั้นได้บรรจุไว้แล้วซึ่งหนทางแห่งความเบิกบาน และการเยียวยาบำบัดความกดดันและความกังวลสงสัยทั้งมวล
 
...ความเบิกบานตามความเข้าใจของแนวทางอาทิตย์อัสดงก็คือการให้กำลังใจตนเองเพื่อช่วยให้รู้สึกดีขึ้น มากกว่าที่จะเป็นความเบิกบานจริง ๆ เมื่อคุณตื่นขึ้นมาในยามเช้าและลุกจากเตียง คุณเข้าห้องน้ำและดูตัวเองในกระจำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง หน้าตายังง่วงงุน ขอบตายังบวมอยู่ ในโลกของอาทิตย์อัสดงนั้นคุณกล่าวกับตัวเองพร้อมกับถอนหายใจใหญ่ "นี่จะต้องผ่านอีกวันหนึ่ง" คุณรู้สึกว่าคุณจะต้องรวบรวมพลังเพื่อให้ผ่านไปอีกวันลองยกตัวอย่างหนึ่ง เมื่อกองกำลังปฏิวัติของอิหร่านไปเฝ้าคุมอยู่ที่หน้าสถานทูตอเมริกัน ยากนักที่คนข้างในจะตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเบิกบาน "ดีจริง เรามีหน่วยรักษาความปลอดภัยอยู่หน้าประตู" เพราะนั่นคือความเบิกบานในโลกอาทิตย์อัสดง
 
......ความเบิกบานนี้มิได้มีพื้นฐานอยู่บนความมุ่งมั่นอย่างฉาบฉวยหรือการสมมุติสร้างศัตรูขึ้นมา และก็พยายามเอาชนะเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น มนุษย์มีความดีงามพื้นฐานอยู่ในตนเองมิใช่อยู่ข้างนอกแต่มีอยู่ในตนแล้ว เมื่อคุณมองดูตัวเองในกระจกคุณก็อาจชื่นชมในสื่งที่คุณเห็น โดยไม่จำเป็นต้องกังวลว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ คุณอาจหยิบเอาความเป็นไปได้ของความดีงามพื้นฐานมาช่วยทำให้เบิกบานถ้าหากว่าคุณเพียงแต่ผ่อนคลายอยู่ในตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการลุกจากเตียง เดินเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ กินอาหารเช้า คุณอาจชื่นชมในทุกสิ่งที่ทำ โดยไม่จำต้องหมกมุ่นกังวลว่ามันไปกันได้กับวินัยหรือแผนการในแต่ละวัน หรือไม่ คุณอาจมีความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้นและนั่นก็อาจช่วยให้คุณสามารถขัดเกลาตนเองได้อย่างถ่องแท้ขึ้น ยิ่งเสียกว่าความหมกมุ่นกังวล และพยายามที่จะตรวจสอบดูว่าตนได้ทำอะไรลงไปบ้าง
 
......คุณอาจชื่นชมเห็นคุณค่าในชีวิต แม้ว่าจะเต็มไปด้วยสิ่งบกพร่องก็ตาม บางทีห้องเช่าที่คุณอยู่จะทรุดโทรม ทั้งเครื่องเรือนก็เก่าแก่ไม่หรูหรา คุณไม่จำเป็นต้องอยู่ในรั้วในวัง คุณอาจผ่อนคลายและปล่อยให้เป็นไปอย่างที่เป็น ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ที่นั่นก็คือ เวียงวัง ถ้าคุณย้ายเข้าไปอยู่ในห้องเช่าที่แสนสกปรก คุณก็อาจใช้เวลาทำความสะอาด มิใช่เพราะคุณรู้สึกแย่หรือรู้สึกทนไม่ไหวกับความสกปรก แต่เพราะคุณรู้สึกดี ถ้าคุณให้เวลาในการทำความสะอาดและย้ายเข้ามาอยู่อย่างเหมาะสม คุณก็อาจเปลี่ยนห้องเช้าแสนโสโครกให้กลายเป็นบ้านอันแสนสบาย
 
......ศักดิ์ศรีของมนุษย์มิได้ดำรงอยู่บนพื้นฐานของความมั่งคั่งทางวัตถุ คนมั่งคั่งอาจใช้จ่ายเงินมหาศาลเพื่อนเนรมิตรบ้านให้โอ่อ่าหรูหรา แต่นั่นอาจเป็นเพียงความภูมิฐานอย่างฉาบฉวย ศักดิ์ศรีนั้นอุบัติขึ้นจาการใช้สอยสิ่งที่มีอยู่ในตัวมนุษย์แล้ว โดยการกระทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยน้ำมือของตนเอง ทำขึ้นอย่างงดงามและเหมาสมที่นั่น คุณอาจทำสิ่งนี้ได้ แม้ในท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด คุณก็อาจทำชีวิตให้งามสง่าขึ้นมา
 
......ร่างกายของคุณคือภาคขยายของความดีงามพื้นฐาน มันเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ชิดที่สุดหรือเป็นเครื่องมือซึ่งคุณจะแสดงความดีงามพื้นฐานผ่านออกมา ดังนั้นการให้คุณค่าแก่ร่างกายของตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่คุณกิน น้ำที่คุณดื่ม เสื้อผ้าที่คุณใส่และการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมก็เป็นสิ่งสำคัญมาก คุณอาจไม่จำเป็นต้องวิ่งหรือวิดพื้นทุก ๆ วัน ทว่าจำเป็นที่จะต้องระวังรักษาสุขภาพ แม้ว่าคุณจะมีร่างกายพิการก็ไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองถูกพันธนาการอยู่ด้วยสิ่งนั้น คุณยังอาจเคารพร่างกายและชีวิตของตนเอง คุณค่าศักดิ์ศรีของชีวิตอยู่เหนือกว่าความพิการมากนัก ในนามของฟ้าและดิน คุณจำต้องรักตัวเองให้มากขึ้น
 
......ญาณทัศนะชัมบาลามิใช่เป็นเพียงปรัชญาล้วน ๆ หากเป็นปฏิบัติการฝึกฝนขัดเกลาตนเพื่อเป็นนักรบ มันเป็นการเรียนรู้ที่จะปฏิบัติต่อตนเองให้ดีขึ้น เพื่อว่าคุณจะสามารถชวยสร้างสรรค์สังคมอริยะขึ้น ในกระบวนการดังกล่าว ความเคารพตนเองเป็นสิ่งสำคัญมาก ทั้งยังมหัศจรรย์และเลอเลิศ คุณอาจไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าราคาแพง แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องไปรู้สึกว่าปัญหาทางเศรษฐกิจผลักดันคุณให้ตกเข้าไปอยู่ในโลกมืดอันบีบคั้น คุณยังคงเต็มไปด้วยศักดิ์ศรีและความดีงาม คุณอาจสวมใส่พียงกางเกงยีนส์และเสื้อเชิร์ต แต่คุณก็ยังคงเป็นผู้มีศักดิ์ศรีผู้สวมใส่เสื้อเชิร์ตและกางเกงยีนส์ จะมีปัญหาเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณไม่ได้เคารพตัวเองอย่างเหมาะสม ทั้งไม่ได้เคารพเสื้อผ้าที่ตนเองสวมใส่ด้วย ถ้าหากคุณต้องเข้านอนอย่างกลัดกลุ้มและถอดเสื้อผ้ากองทิ้งไว้เรี่ยราดบนพื้น นี่เองคือปัญหา
 
......จุดหลักก็คือว่าเมื่อคุณใช้ชีวิตสอดคล้องกับความดีงามพื้นฐานเมื่อนั้นคุณก็ได้สั่งสมความผุดผ่องตามธรรมชาติขึ้น ชีวิตของคุณก็คืออาจว่างและผ่อนคลาย โดยไม่จำต้องกลายเป็นคนมักง่าย คุณอาจปล่อยวางความรู้สึกกดดันหรือเคาะเขินในการที่ต้องเกิดมาเป็นมนุษย์ และอาจรู้สึกมีกำลังใจขึ้น คุณไม่จำเป็นไปตำหนิติเตียนโลกที่สร้างปัญหาให้คุณ คุณอาจจะผ่อนคลายและเล็งเห็นคุณค่าของโลก
 
......ขั้นตอนต่อไปของการปล่อยตามธรรมชาติก็คือการพูดความจริง เมื่อคุณเกิดความลังเลสงสัยในตนเองหรือเกิดความสงสัยในความน่าเชื่อถือของโลก เมื่อนั้นคุณอาจรู้สึกว่าคุณจำเป็นต้องพลิกแพลงความจริงเพื่อเป็นการป้องกันตนเอง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณต้องสอบสัมภาษณ์เพื่อเข้าทำงาน คุณอาจไม่ได้พูดถึงความสามารถที่แท้จริงทั้งหมดต่อนายจ้าง คุณอาจรู้สึกจำต้องบิดเบือนความจริงเพื่อให้ได้งานทำ คุณคิดว่าคุณจำเป็นต้องทำตัวให้ดูดีกว่าที่เป็นจริง จากทัศนะของซัมบาแล้ว ความสัตย์ซื่อเป็นกุศโลบายที่ดีที่สุด แต่การพูดความจริงมิได้หมายความว่าคุณจำต้องเปิดเผยความลี้ลับจนถึงแก่นในเปลือยทุกสิ่งทุกอย่างที่น่าอับอายออกมา ที่จริงคุณไม่มีสิ่งใดจะต้องอับอายเลย นั่นคือรากฐานแห่งการกล่าวความจริง คุณอาจไม่ใช่นักวิชาการ ช่างเครื่อง ศิลปินหรือนักรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่สิ่งที่คุณเป็นอยู่ก็เป็นสิ่งแท้จริง เป็นสิ่งดีงามโดยพื้นฐาน ถ้าคุณรู้สึกดังนั้นได้ คุณก็อาจปล่อยวางซึ่งความพะว้าพะวังและอัตตา และอาจกล่าวความจริงได้โดยไม่โอ้อาดหรือดูแคลนตนเองเกินไป
 
......เมื่อนั้นคุณก็จะเริ่มเข้าใจถึงความสำคัญของการสื่อสารอย่างเปิดเผยต่อผู้อื่น ถ้าคุณพูดความจริงกับผู้อื่น เมื่อนั้นเขาก็อาจเปิดเผยต่อคุณด้วยอาจจะไม่ใช้ในทันทีทันใด แต่คุณก็ได้เปิดโอกาสให้เขาแสดงตนออกอย่างสัตย์ซื่อเช่นเดียวกัน เมื่อคุณไม่ได้พูดอย่างที่คุณรู้สึก คุณก็ได้ก่อเกิดความสับสนขึ้นกับตัวเองและกับผู้อื่นด้วย การหลีกเลี่ยงความจริงได้ทำลายเป้าประสงค์ของการพูดในฐานะที่เป็นการสื่อสารลง
 
......การพูดความจริงยังเกี่ยวเนื่องอยู่กับความอ่อนโยน คนแห่งชัมบาลาย่อมพูดจาอ่อนโยน เขาย่อมไม่กระโชกโฮกฮาก การพูดจาอ่อนโยนนั้นแสดงออกถึงสง่าราศี ดังผู้ที่มีศีรษะและหลังไหล่ได้สัดส่วน คงเป็นเรื่องแปลกมากถ้าใครมีไหล่และศีรษะงดงาม ทว่าเมื่อพูดจากลับเห่าหอนนั่นดูดขัดตาเสียจริง ๆ บ่อยครั้งเมื่อคุณพูดกับคนที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษ คุณก็พบว่าตัวเองกำลังตะคอก ดังประหนึ่งว่าต้องตะโกนเพื่อให้เขาเข้าใจ คุณไม่จำเป็นต้องตะโกนและตบโต๊ะเพื่อเรียกร้องให้เขาฟัง ถ้าคุณพูดความจริงเมื่อนั้นคุณก็อาจพูดจาอย่างอ่อนโยนและถ้อยคำของคุณก็จะเต็มไปด้วยพลัง
 
......ขั้นตอนสุดท้ายของการปล่อยตามธรรมชาติก็คือการไม่หลอกลวงการหลอกลวงในที่นี้มิได้หมายถึงการหลอกลวงผู้อื่นอย่างจริงใจ หากแต่เป็นการหลอกตัวเองเสียมากกว่า เป็นความลังเลไม่แน่ใจ เป็นความสงสัยในตนเอง สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ผู้อื่นสับสนหรือกระทั่งเป็นการหลอกลวงเขาด้วย คุณอาจขอให้ใครบางคนมาช่วยคุณตัดสินใจ "ผมควรจะขอคนๆนี้แต่งงานด้วยดีไหม" "ผมควรจะบ่นว่าอย่างนี้อย่างนั้นกับคนที่หยาบคายต่อผมดีไหม" "จะทำงานนี้ดีไหม" "จะหยุดพักต่อไปดีไหม" คุณกำลังหลอกหลวงผู้อื่นถ้าคำถามของคุณมิได้เป็นการขอความช่วยเหลืออย่างที่ถูกที่ควร ทว่าเป็นเพียงการแสดงออกถึงการขาดความมั่นใจในตน การอยู่ในภาวะที่ปราศจากการหลอกลวงจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยขยายขอบเขตของการพูดความจริงให้กว้างไกลขึ้น เพราะมันมีพื้นฐานอยู่บนการซื่อสัตย์ต่อตนเอง เมื่อคุณมีความรู้สึกเชื่อมั่นในการดำรงอยู่เกิดขึ้น เมื่อนั้นสิ่งที่คุณสื่อสารกับคนอื่น ๆ ก็ย่อมเป็นของแท้และเชื่อถือได้
 
......การหลอกตัวเองนั้นเกิดขึ้นบ่อยๆเพราะเหตุที่คุณไม่แน่ใจในสติปัญญาของตนเอง และกลัวว่าตนไม่สามารถจะเผชิญชีวิตได้อย่างที่ควรจะเป็น คุณไม่สามารถที่จะประจักษ์ในปรีชาญาณแต่แรกเริ่มได้ ยิ่งไปกว่านั้นคุณยังมองปรีชาญาณว่าเป็นดังอนุสาวรีย์ที่อยู่ภายนอกตัวเอง ทัศนะเช่นนี้จะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงเสียใหม่ ในการที่จะปราศจากความหลอกลวงได้ จุดเชื่อมโยงอันเดียวที่คุณอาจยึดถือได้ก็คือความรู้ที่ว่าความดีงามพื้นฐานนั้นดำรงอยู่ในตัวคุณแล้ว ความมั่นใจยิ่งขึ้นในความรู้นี้อาจสัมผัสได้ในการปฏิบัติสมาธิ ในการภาวนา คุณอาจสัมผัสได้ถึงสภาวะจิตซึ่งปราศจากความคิดที่สอง ปราศจากความกลัวและความลังเลสงสัย สภาวะของจิตใจอันตั้งมั่นนั้นย่อมไม่หวั่นไหวไปกับการขึ้นและลงชั่วครั้งชั่วคราวของความคิดและอารมณ์ความรู้สึก ในตอนแรกคุณอาจจะเห็นได้เพียงชั่วแวบเท่านั้น ผ่านการปฏิบัติสมาธิ คุณก็อาจแลเห็นได้ชั่วแวบถึงประกายหรือจุดของความดีงามพื้นฐานอันปราศจากเงื่อนไข เมื่อคุณสัมผัสได้ถึงจุดนั้น คุณก็อาจไม่ได้รู้สึกดีหรืออิสระโดยสิ้นเชิง หากแต่คุณจะตระหนักได้ว่าสภาวะของการตื่นขึ้นนั้น ความดีงามพื้นฐานอันนั้นดำรงอยู่ที่นั่นแล้ว คุณอาจสละละเสียซึ่งความลังเลไม่แน่ใจ ดังนี้เอง คุณก็อาจถึงซึ่งการไม่หลอกลวงผลจากการปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติก็คือการเชื่อมโยงกับพลังทางจิตวิญญาณ ซึ่งอาจช่วยหนุนคุณให้สามารถเชื่อมโยงการขัดเกลาตนเองและความเบิกบานเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อว่าการขัดเกลาตนเองจะได้เป็นไปโดยปราศจากอาการฝืนทั้งยังเป็นสิ่งวิเศษสุดอีกด้วย
 
......ทุก ๆ คนล้วนเคยสัมผัสได้ถึงกระแสของพลังในชีวิตของตนเอง ตัวอย่างเช่น นักกรีฑารู้สึกได้ถึงกระแสพลังเช่นว่านี้เพื่อเข้าร่วมอยู่ในการแข่งขัน หรือบางคนอาจรู้สึกถึงกระแสแห่งความรักความปราถนาที่มีต่อมนุษย์อีกคนหนึ่ง ซึ่งเขาหรือหล่อนหลงใหล ในบางครั้ง เรารู้สึกถึงพลังดังประหนึ่งลมเฉื่อยฉ่ำแห่งความปิติแทนที่จะเป็นลมแรงกล้า เช่นว่า เมื่อคุณรู้สึกร้อนและเหงื่อไหลไคลย้อย ถ้าคุณไปอาบน้ำ คุณจะรู้สึกสดฉ่ำและมีพลังด้วยในขณะเดียวกัน
 
......ตามธรรมดาแล้ว เราคิดว่าพลังดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจากแหล่งกำเนิดแห่งใดแห่งหนึ่งหรือมีสาเหตุที่แน่นอน เพราะเราได้ร่วมอยู่ในสถานการณ์บางอย่างซึ่งทำให้เรามีพลังดังนั้น นักกรีฑาอาจจะกลายเป็นคนติดกีฬาเพราะเหตุแห่ง "ความซาบซ่าน" ซึ่งเขาได้สัมผัสมา คนบางคนอาจจะเสพติดความรัก เขามักจะตกหลุมรักครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะเขารู้สึกดียิ่งและมีชีวิตชีวาเมื่อมีความรัก ผลของการปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติก็คือคุณจะค้นพบถึงแหล่งกำเนิดแห่งพลังงานซึ่งดำรงอยู่ด้วยตนเอง ซึ่งมีให้แก่ คุณเสมอ ไม่ว่าในกรณีใดๆ มันถือกำเนิดขึ้นจากที่ใดที่หนึ่ง ทว่ามันดำรงอยู่ที่นั่นเสมอ มันคือพลังของความดีงามพื้นฐาน
 
......พลังอันดำรงอยู่ด้วนตนเองนี้เรียกว่าอาชาวายุในคำสอนของชัมบาลาหลักการของลมก็คือ เป็นพลังของความดีงามพื้นฐานที่มีคุณสมบัติแรงกล้าเนื่องอนันต์และรุ่งโรจน์ มันอาจฉายฉานพลังมหาศาลในชีวิตของคุณ แต่ในขณะเดียวกันความดีงามพื้นฐานก็อาจขับขี่ได้ด้วย นั่นคือหลักการของม้าจากการดำเนินตามวินัยของนักรบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกฝนตามแนวทางปล่อยให้เป็นไป คุณก็อาจควบคุมลมแห่งความดีงามได้ในบางแง่มุม แต่ม้านี้ไม่มีทางทำให้เชื่องได้ คุณเริ่มจะแลเห็นว่าคุณอาจสร้างความดีงามพื้นฐานสำหรับตนเองและผู้อื่นขึ้นมา ณ ที่นี้ได้อย่างไร สร้างขึ้นมาอย่างเต็มเปี่ยมและสมบูรณ์ มิใช่ในมิติของปรัชญา แต่ในมิติของความเป็นจริงที่เป็นรูปธรรม เมื่อคุณติดต่อสัมพันธ์กับพลังของอาชาวายุ คุณก็อาจปล่อยวางความกังวลเกี่ยวกับสภาวะจิตของตนเองได้โดยธรรมชาติ และเริ่มที่จะคิดถึงผู้อื่นมากขึ้น คุณเริ่มรู้สึกปรารถนาที่จะแบ่งปันการค้นพบซึ่งความดีงามนี้กับพี่น้อง พ่อแม่และมิตรสหายทุกผู้ ซึ่งอาจได้รับประโยชน์จากข่าวสารแห่งความดีงามพื้นฐานนี้ ดังนั้นเอง การค้นพบถึงอาชาวายุนี้แรกสุดจึงเป็นการประจักษ์ในพลังอำนาจของความดีงามพื้นฐานในตัวเอง และถัดมาจึงแผ่สภาวะจิตดังกล่าวออกไปสู่ผู้อื่นโดยปราศจากความกลัว
 
......การได้สัมผัสถึงภาวะความเป็นอยู่ที่สูงขึ้นของโลกนั้นเป็นสภาวะที่เบิกบานมาก แต่ในขณะเดียวกันมันก็นำความเศร้ามากด้วย นี่คล้ายกับความรัก เมื่อคุณรักใครสักคน การอยู่กับคนรักนั้นเป็นสิ่งที่พึงเบิกบานและเจ็บปวดในขณะเดียวกัน คุณจะรู้สึกทั้งสุขและทุกข์ แต่นี่มิใช่ปัญหา ทว่ากลับเป็นเรื่องวิเศษยิ่งเพราะนี่คืออารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ในอุดมคติทีเดียว นักรบซึ่งได้เข้าถึงอาชวายุแล้วย่อมรู้สึกได้ถึงความเบิกบานและความเศร้าโศกแห่งความรักในทุก ๆ สิ่งที่เขาได้กระทำลงไป เขาย่อมรู้ร้อนรู้หนาวหวานชื่นและขื่นขมในขณะเดียวกัน ไม่ว่าจะราบเรียบเป็นปกติหรือคับขันไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว เขาย่อมรู้สึกเศร้าและก็ร่าเริงในขณะเดียวกัน
 
......ในทำนองนี้เอง ที่นักรบจะเริ่มเข้าใจถึงความหมายของความมั่นใจที่ปราศจากเงื่อนไข ความมั่นใจในภาษาธิเบตก็คือ ซิจิ ซิหมายถึง "ส่องสว่าง" หรือ "เป็นประกาย" จิ หมายถึง "ยอดเยี่ยม" หรือ "สูงส่ง" และบางครั้งก็มีความหมายในทำนอง "แข็งแกร่ง" ดังนั้น ซิจิ หมายแสดงถึงการส่องสว่าง หมายถึงความเบิกบานในขณะเดียวกันก็สูงส่ง
 
......ในบางครั้งความมั่นใจหมายถึงการตกอยู่ในภาวการณ์ที่ปราศจากทางเลือก คุณก็เชื่อมั่นในตนเองและใช้พลังข้อมูลและความทรงจำที่กักตุนไว้ในการเข้าเผชิญกับปัญหา คุณเม้มปากปลุกเร้าความก้าวร้าวขึ้นและบอกกับตัวเองว่าคุณจะทำให้ได้ นั่นคือวิถีทางของนักรบที่ยังไม่เติบใหญ่ ในกรณีนี้ความมั่นใจมิได้หมายความว่าคุณมีความมั่นใจในบางสิ่งบางอย่าง หากแต่หมายถึงการดำรงอยู่ในภาวะของความมั่นใจนั้นเองทีเดียว เป็นอิสระจากการแก่งแย่งแข่งขันหรือความอยากเด่นอยากดัง ทว่านี่คือภาวะที่ไปพ้นจากเงื่อนไขใด ๆ คุณเพียงแต่ครอบครองสภาวะจิตที่ตั้งมั่นโดยไม่จำเป็นต้องหาสิ่งเกื้อหนุนรองรับ ไม่มีความกังวลสงสัยใด ๆ หลงเหลืออยู่ แม้แต่ข้อกังขาน้อยหนึ่งก็ไม่เคยอุบัติขึ้น ความมั่นใจชนิดนี้เปี่ยมล้นไปด้วยความอ่อนโยน ด้วยเหตุที่ไม่มีความกลัวอุบัติขึ้น แข็งแกร่ง ด้วยเหตุที่ในภาวะแห่งความมั่นใจนี้รุ่มรวยด้วยทรัพยากรภายในและเบิกบาน ด้วยเหตุที่ความเชื่อมั่นในหัวใจนั้นย่อมก่อให้เกิดอารมณ์ขัน ความมั่นใจนี้อาจเผยตัวออกอย่างสง่างามและเปี่ยมล้นในชีวิตคน ทำอย่างไรจึงจะประจักษ์ถึงคุณสมบัติดังกล่าวในชีวิตของคุณ จึงเป็นหัวข้อสำคัญในภาคที่สองของหนังสือเล่มนี้


" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham