ผู้เขียน หัวข้อ: สุญญตา ~พระปราโมทย์ ปาโมชฺโช~  (อ่าน 1744 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ฐิตา

  • ทีมงานดอกแก้วกลิ่นธรรม
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 7456
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: th
  • พลังกัลยาณมิตร 2235
  • Awards ผู้เข้าใจธรรมชาติสรรพสิ่งสรรพชีวิต ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • Firefox 6.0.2 Firefox 6.0.2
    • ดูรายละเอียด
    • Awards
สุญญตา ~พระปราโมทย์ ปาโมชฺโช~
« เมื่อ: กันยายน 15, 2011, 01:37:07 PM »



สุญญตา
~พระปราโมทย์ ปาโมชฺโช~

พวกเราคงเคยได้ยินคำว่า..'สุญญตา' หรือ..'มหาสุญญตา'
กันบ่อยๆและอาจเคยพบเพื่อนชาวพุทธบางท่าน
โดยเฉพาะปัญญาชนที่สนใจศึกษาเรื่องสุญญตาด้วยการอ่าน การฟัง
การคิด และการถกแถลงธรรม
ท่านเหล่านี้ได้รับความอิ่มอก
อิ่มใจ ว่ามีความรู้ความเข้าใจพระพุทธศาสนาลึกซึ้งเพียงพอ
แล้ว
จนไม่สนใจการเจริญสติ
ซึ่งเราคงเข้าไปเกี่ยวข้องอะไรด้วยไม่ได้
 
แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือเพื่อนผู้สนใจการปฏิบัติบางท่านกลับ
พยายามเจริญสติด้วยการใช้สุญญตาเป็นอารมณ์กรรมฐาน
ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดพลาดมาก เพราะพระพุทธเจ้า
ทรงสอนให้ใช้สุญญตาหรือความว่างเป็นอารมณ์แต่อย่างใด

บางท่านถึงกลับนำพระไตรปิฎกมาอ้างว่า พระพุทธเจ้าก็ทรง
สอนให้ใช้สุญญตาเป็นอารมณ์กรรมฐานเหมือนกัน
เนื้อหาของพระไตรปิฎกนี้มีอยู่ว่า... โมฆราชมาณพ พร้อมด้วย
เพื่อนร่วมสำนักผู้เป็นศิษย์ของพราหมณ์พาวรีรวม 16 ท่าน

ได้ไปเฝ้าทูลถามปัญหากับพระพุทธเจ้า ท่านเหล่านี้ภายหลังได้อุปสมบท
และบรรลุเป็นพระอรหันต์ชั้นแนวหน้าทั้งสิ้น เฉพาะท่่านโมฆราชนั้น
ได้ทูลถามพระพุทธเจ้าถึง 3 ครั้งว่า...
"บุคคลผู้พิจารณาเห็นโลกอย่างไร มัจจุราชจึงจะไม่เห็น...?"

พระอรรถกถาจารย์ท่านอธิบายว่า เหตุที่ท่านโมฆราชต้องถาม
ถึง3 ครั้ง ก็เพราะพระพุทธเจ้าทรงรอให้โมฆราชมาณพมีอินทรีย์
แก่กล้าเสียก่อน จึงยังมิได้ทรงตอบเมื่อทูลถามปัญหาสองครั้งแรก
ต่อจากท่านอชิตะและท่านติสสเมตเตยยะ

เมื่อท่านโมฆราชทูลถามเป็นครั้งที่ 3 โดยได้ถามเป็นบุคคล
ลำดับที่ 15 แทนที่จะได้ถามเป็นท่านที่ 2 หรือ 3 จึงทรงตอบว่า..
"ดูกร โมฆราช ท่านจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาเห็นโลก
โดยความเป็นของว่างเปล่าเถิด จงถอนตามความเห็นว่าเป็นตัวตน
เสียแล้ว พึงเป็นผู้ข้ามพ้นมัจจุราชได้ด้วยอาการอย่างนี้
บุคคลผู้พิจารณาเห็นโลกอยู่อย่างนี้ มัจจุราชจึงจะไม่เห็น
"

เมื่ออ่านคำตอบตรงนี้แล้ว ท่านที่ชอบเรื่องสุญญตาก็มักจะสรุปเอา
เลยว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปฏิบัติด้วยการคิดพิจารณาให้เห็นว่า
โลกเป็นของว่างเปล่าหรือเป็นสุญญตา

ความจริงพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนั้น แต่ท่านระบุชัดเจนว่า...
จงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ...แสดงว่าท่านสอนให้เจริญสติ ถ้าถามต่อไปว่า
ท่านให้เจริญสติโดยใช้สิ่งใดเป็นอารมณ์กรรมฐาน ก็ตอบได้ว่าพระพุทธเจ้า
ทรงสอนให้ใช้..'โลก' เป็นอารมณ์กรรมฐาน และคำว่าโลกก็หมายถึง
'รูปนาม'...นั่นเอง พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสอนให้ใช้สุญญตาหรือความ
ว่างเป็นอารมณ์กรรมฐาน เพียงแต่ทรงแนะนำ

'ให้ตามรู้รูปนามในแง่มุมของความว่างเปล่าจากตัวตนหรืออนัตตา'
เท่านั้นเอง เพราะท่านโมฆราชผู้มีปัญญามาก จึงเหมาะที่จะบรรลุธรรม
ด้วยสุญญตาวิโมกข์ คือ...การเห็นรูปนามเป็นอนัตตา ทั้งนี้ฝ่าย
บรรดาคณะศิษย์ของพรามหม์พาวรีทั้ง 16 ท่านนั้น พระไตรปิฎกกล่าวถึง
ฉายาต่อท้ายชื่อไว้2 ท่าน คือท่านโมฆราชผู้มีปัญญา กับ
ท่านปิงคิยะผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ แสดงว่าท่านโมฆราชน่าจะมีจุดเด่น
ในด้านมีปัญญามากจริงๆ
เพียงแต่ไม่ถึงระดับท่านพระสารีบุตรผู้เป็นอัครสาวกผู้เลิศด้วยปัญญานั้น

มีคำอธิบายเพิ่มเติมในพระไตรปิฎก (โมฆราชมาณวกปัญหา
นิทเทส
พระไตรปิฎกเล่มที่ 30 ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส). ว่า...
"บุคคลผู้พิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญด้วยเหตุ 2 ประการคือ
(1) ด้วยสามารถความกำหนดว่า..ไม่เป็นไปในอำนาจ...
หมายความว่า ใครๆย่อมไม่ได้อำนาจในรูป ในเวทนา ในสัญญา
ในสังขาร ในวิญญาณ และ
(2) ด้วยสามารถการพิจารณา...เห็นสังขารโดยเป็นของว่างเปล่า...
หมายความว่า ใครๆย่อมไม่ได้แก่นสารในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร
ในวิญญาณ ที่ไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสารปราศจากแก่นสาร
เพราะไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา


มีคำที่อาจก่อความสับสนได้อีกคำหนึ่งคำว่า..."พิจารณา" บางท่าน
ตีความหมายว่าการพิจารณาคือการคิด
แท้จริงคำว่าพิจารณาหมายถึง การเจริญสติตามรู้รูปนามนั่นเอง
ไม่ใช่การคิดเรื่องรูปนาม เพราะการคิดเรื่องรูปนามว่าเป็นความว่างนั้น
ไม่สามารถจะทำให้เห็นรูปนามเป็นความว่างได้ แต่ถ้าเจริญสติ
โดยมีรูปนามเป็นอารมณ์ จึงจะเห็นอนัตตลักษณะของรูปนามได้

สรุปแล้ว...พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสอนให้ใช้ความว่างเป็นอารมณ์
ของวิปัสสนากรรมฐาน และไม่ได้ให้คิดเรื่องความว่าง
แต่ทรงสอนให้มีสติตามรู้รูปนาม จนเห็นรูปนามว่างเปล่าจากความ
เป็นตัวตน หรือไร้แก่นสารทั้งปวง...

ดังนั้น พวกเราจึงควรลงมือเจริญสติตามรู้รูปนามไปเลย ดีกว่าจะ
เที่ยวคิดหรือเที่ยวแสวงหาสุญญตาจนลืมการเจริญสติ
แล้ววันหนึ่ง พวกเราจะได้เห็นโลกคือรูปนามอันประกอบขึ้นเป็น
สรรพสิ่งทั้งหลายนั้น แม้มีอยู่ แต่ก็ว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน
และหาแก่นสารใดๆ ไม่ได้เลย...ฯ


~พระปราโมทย์ ปาโมชฺโช~
ขอนอบน้อมแด่คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์



ขอบพระคุณที่มาจาก :http://www.teenee.com/
:http://www.chonburiguide.com/4385/%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%95%E0%B8%B2.html

Pics by : Google
สุขใจดอทคอม * ใต้ร่มธรรมดอทเน็ต
อกาลิโกโฮม
อนุโมทนาสาธุที่มาทั้งหมดมากมายค่ะ



 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham