Forum > กฏแห่งกรรม-ชาติภพ

“ หลุมถ่านเพลิง ” อนุปุพพิกถา ตอนที่ ๗

(1/3) > >>

ฐิตา:



โทษของกามข้อที่ว่า เหมือนโดดลง
หลุมถ่านเพลิง
อนุปุพพิกถา ตอนที่ ๗  “ หลุมถ่านเพลิง ” 
โดย อาจารย์ปราโมช น้อยวัฒน์

กามทั้งหลายก็ยังเปรียบเหมือนกับ “ หลุมถ่านเพลิง ”
เพราะอรรถว่าทำให้ร้อนอย่างยิ่ง
คือผู้ใดที่หลงยินดีในกามท่านก็อุปมาว่าเหมือนกับตกลงไปในหลุมถ่านเพลิง

หลุมถ่านเพลิงก็ย่อมจะเผาไหม้บุคคลนั้นให้ถึงแก่ความตาย   



Credit by :raksa-dhamma.com
:http://www.sookjai.com/index.php?topic=2821.0

ฐิตา:




ดังมีเรื่องของพระเถรีรูปหนึ่ง ซึ่งท่านแสดงไว้ในอรรถกถาขุททกนิกายเถรีคาถา
ท่านได้อุปมาโทษของกามไว้มากมาย ถ้าหากว่าเราได้ฟังแล้ว
ก็อาจจะเป็นเหตุให้เราเกิดความเบื่อหน่ายในกาม หรือว่าเห็นโทษของกาม คิดที่จะออกจากกาม
ผู้นั้นก็มีหวังที่จะพ้นจากทุกข์ได้ แต่ถ้าหากว่ายังไม่เห็นโทษของกามแล้ว

กามก็จะทำให้ต้องเป็นทุกข์ท่องเที่ยวไปนับภพชาติไม่ถ้วน คือในอดีตก็ต้องเป็นทุกข์
ท่องเที่ยวมานับชาติไม่ถ้วน ในปัจจุบันนี้เราก็ยังติดใจในกามอีก
กามก็จะพาให้เราท่องเที่ยวไปในภพชาติต่อไปอีกไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดทุกข์เอาเมื่อไร
จึงได้นำเรื่องของพระเถรีรูปนี้ที่ท่านแสดงโทษของกามมาให้ท่านฟัง

คือพระเถรีรูปนี้ในอดีตชาติท่านได้เคยบำเพ็ญบารมีสร้างสมกุศล
อันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ มาแล้วหลายพระองค์
พระเถรีรูปนี้ในสมัยที่ท่านยังท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏะ

ท่านได้ท่องเที่ยวไปเกิดในสวรรค์ตั้งแต่ชั้นดาวดึงส์จนถึงชั้นปรนิมมิตวสวัตตี
แล้วที่ไปเกิดในสวรรค์แต่ละชั้นก็ได้เป็นมเหสีของท้าวเทวราชทั้ง ๕ ชั้น
ได้เสวยความสุขท่องเที่ยวอยู่ในสุคติภพโลกสวรรค์
ได้เสวยความ สุขอันเป็นทิพย์มากมายหาประมาณไม่ได้

เมื่อพ้นจากโลกสวรรค์ลงมาเกิดอยู่ในมนุษย์ก็ได้เกิดในตระกูลสูง ๆ
ได้เกิดในตระกูลกษัตริย์เป็นต้น ได้เสวยความสุขมากมาย
เพราะท่านเป็นผู้ที่สร้างสมกุศลมามากมาย กุศลอันนี้ก็ทำให้ท่านท่องเที่ยวไป
ในสุคตินับภพชาติไม่ถ้วน ในการที่ท่านท่องเที่ยวไปในภพชาติต่าง ๆ เหล่านั้น
ท่านก็พยายามเจริญกุศลที่จะให้ถึง
ความพ้นทุกข์อยู่เสมอ จนกระทั่งมาถึงพระพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้


ฐิตา:




ท่านได้มาเกิดเป็นธิดาของพระเจ้าโกญจะ อยู่ที่กรุงมันตาวดี ได้พระนามว่าสุเมธา
วันหนึ่งพระนางสุเมธาพร้อมด้วยราชธิดาที่มีวัยคราวเดียวกันและเหล่าทาสี
ก็ได้พากันไปฟังธรรมในสำนักของพระภิกษุณี เป็นเหตุให้พระนางสุเมธา
เกิดความเลื่อมใสในธรรม เห็นทุกข์โทษภัยของวัฏฏะทำให้พระนางเกิดความ
เบื่อหน่ายในกาม ไม่ประสงค์ที่จะทำกิจของฆราวาสต่อไป จึงได้ขออนุญาต

พระชนกชนนีออกบวช แต่พระชนกชนนีได้บอกว่าได้ถวายลูกให้กับ
พระเจ้าอนิกรัตตะ แห่งกรุงวารณวดีแล้ว
พระนางสุเมธาก็กล่าวว่า ลูกยินดีแต่เฉพาะในพระนิพพาน ไม่ยินดีในภพอีกต่อไป
เพราะถึงแม้ว่าภพนั้นจะเป็นทิพย์
แต่ภพนั้นก็ไม่ยั่งยืนไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา

เพราะฉะนั้นจะป่วยกล่าวไปใยถึงกามทั้งหลายที่เป็นของมนุษย์ กามเหล่านี้
ก็ล้วนแล้วแต่ว่าเป็นของว่างเปล่าไม่มีแก่นสารสาระ มีรสอร่อยน้อย
เหมือนกับหยาดน้ำที่คมมีดซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอันตราย เพราะมีความคับแค้นมาก
มีทุกข์มากให้ผลทั้งในปัจจุบันและอนาคต กามจึงมีความเผ็ดร้อน

เปรียบเหมือนกับงูพิษที่มีอันตราย เพราะมีภัยเฉพาะหน้า หมายความว่างูจะไป
ในที่ไหน ถ้ามีคนพบเห็นแล้วก็มักจะถูกตีถูกฆ่าให้เป็นอันตรายฉันใด แม้กามก็เช่นเดียวกัน
ถ้าหากว่าใครไปยินดีในกามแล้ว ก็จะมีแต่ความทุกข์เดือดร้อนเป็นส่วนมาก
แต่พวกคนเขลาที่ไม่รู้เหตุผลความจริง ก็พากันติดอยู่ในกาม
จึงเป็นเหตุให้ต้องเป็นทุกข์ท่องเที่ยวไปชั่วกาลนานตามกรรมของตนที่ทำมา

เพราะคนเขลาไม่เคยที่จะสำรวมกายวาจาใจ ก็มักจะเพลิดเพลินในกาม
การที่เพลิดเพลินในกามก็เป็นเหตุให้ทำแต่บาปกรรมเพิ่มพูนอยู่เรื่อย ๆ เป็นเหตุ
ให้ต้องไปสู่อบายทุคติ ต้องได้รับทุกข์โทษภัยแสนสาหัส เพราะคนเขลาไม่มีปัญญา
ไม่รู้จักทำประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน คือไม่คิดที่จะทำประโยชน์ช่วยตนให้พ้นจากทุกข์
ก็เพราะถูกอำนาจของอวิชชาตัณหาปิดบังไว้ จึงทำให้ไม่รู้จักโทษของกาม

คือไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักอริยสัจจ์ ๔ เมื่อไม่รู้จักอริยสัจจ์ ๔ ก็จะต้องเป็นทุกข์ท่องเที่ยวไป
ในสังสารวัฏฏ์ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะว่ายังมีความหลงไหลติดใคร่ยินดีในกาม
ก็ยังปรารถนาจะไปเกิดในภพภูมิที่มีความสุข คนส่วนมากในโลกต่างก็ปรารถนา
กามสุขกันทั้งนั้น ก็เพราะเหตุไม่รู้จักอริยสัจจ์ ๔ คือไม่รู้จักทุกข์เป็นต้น

พวกที่เป็นคนเขลาไม่รู้เหตุผลความจริงจึงไม่หวาดสะดุ้งกลัวต่อโทษของกาม
เพราะว่าไม่เคยเห็นโทษของกามมีแต่หลงใหลยินดีรักใคร่ในกาม จึงเป็นเหตุให้เขา
ต้องเกิดในภพบ่อย ๆ และการเกิดในภพบ่อย ๆ ของพวก ยินดีรักใคร่ในกาม ส่วนมาก
ก็ไปเกิดในอบาย เพราะเหตุว่าความยินดีในกามเป็นเหตุให้ลืมทำกุศล

เมื่อไม่ได้ทำกุศลมัวแต่เพลิดเพลินยินดีในกาม การเพลิดเพลินยินดีในกาม
ก็เป็นเหตุให้ทำบาปอกุศล เมื่อตายไปแล้วจึงไปเกิดในอบายได้ง่ายกว่าที่จะไปเกิดในมนุษย์
ท่านถึงได้บอกว่าภพภูมิของสัตว์ทั้งหลายที่ไปเกิดได้ง่าย คือการไปเกิดในอบาย
ส่วนคติทั้งสองคือคติที่เป็นมนุษย์กับคติที่เป็นเทวดาสัตว์ทั้งหลายไปเกิดได้ยาก
เพราะบุญ เป็นของที่สัตว์ทั้งหลาย ทำได้ยาก
แต่ส่วนที่ไปเกิดในอบายได้ง่าย เพราะสัตว์ทำบาปกันได้ง่าย
เมื่อได้ฟังอย่างนี้แล้ว ก็ควรที่จะ พิจารณา ถึงตนเองว่า
เรามีความยินดีเพลิดเพลินในกามจนกระทั่งลืมทำบุญกุศลหรือเปล่า


ฐิตา:




ถ้าหากว่าเรามัวแต่เพลิดเพลินในกามลืมทำกุศล เราก็จะต้องไปสู่ทุคติได้ง่าย
เพราะฉะนั้นสัตว์ที่ไปเกิดในทุคติจึงมีมากว่าสัตว์ที่มาเกิดในสุคติ
เมื่อพระนาง สุเมธาได้เล่าโทษของกามให้พระชนกชนนีฟังแล้วก็บอกว่า พระนางไม่ยินดีในกาม
ยินดีแต่ในการออกบวช ขอให้พระชนกชนนีอนุญาตให้ลูกได้บวชเถิด ลูกไม่ขวนขวาย
ในกิจของฆราวาสอีกต่อไปแล้ว จะพากเพียรเจริญภาวนาเพื่อที่จะละชาติชรามรณะให้สิ้นไป
ถ้าหากว่าพระชนกชนนีจะอ้อนวอนให้ยินดีในกาม พระนางก็ไม่เห็นกามว่ามีแก่นสารอะไรเลย
จึงได้พรรณนาโทษของกามให้พระชนกชนนีฟังอีก เพราะว่าการที่สัตว์โลกทั้งหลายยินดีในกาม
ก็คือยินดีในร่างกายของตนเอง ยินดีในร่างกายของผู้อื่น
การที่ยินดีในร่างกายของตน หรือว่าในของผู้อื่นความจริงก็ยินดีในสิ่งที่ไม่มีสาระ

เพราะร่างกายล้วนแต่เป็นของปฏิกูลโสโครก ไม่มีอะไรที่จะเป็นของดีเลย ฉะนั้นพระนางสุเมธา
ก็ตั้งใจที่จะบวชเพื่อที่จะดับกิเลสตัณหาให้หมดไป และเพียรพยายามที่จะเจริญพรหมจรรย์
เพื่อที่จะให้พ้นจากภพชาติไป และพระนางได้อธิบายถึงคุณความดีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า
ในกาลนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นแล้ว ลูกได้ฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
อขณะนี้ก็ได้เว้นแล้ว “ อขณะ ” ก็หมายถึงว่าการไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ส่วนขณะลูกก็ได้แล้ว
คือได้มีโอกาสประพฤติพรหมจรรย์ ฉะนั้นลูกขอบวชประพฤติศีลและพรหมจรรย์ตลอดชีวิต ถ้าหากว่า
พระชนกชนนีไม่ยอมให้บวชก็จะไม่เสวยอาหารคือจะยอมตายอย่างเดียวถ้าหากว่าไม่ได้บวช

เมื่อพระชนกชนนีพยายามจะเกลี้ยกล่อมพระนางสุเมธาให้ยินยอมเป็นคฤหัสถ์จึงกล่าวว่า
ลูกยังเป็นสาวอยู่ควรที่จะยินดีบริโภคในกามเพราะว่าพ่อได้ถวายลูกให้กับพระเจ้าอนิกรัตตะแล้ว
ลูกก็จะได้เป็นเอกอัครมเหสีของพระเจ้าอนิกรัตตะ จะเป็นผู้มีอำนาจ มีโภคทรัพย์ มีความเป็นใหญ่
มีความสุขในราชสมบัติมากมาย ขอให้ลูกบริโภคกามเถิดอย่าเพิ่งไปประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์
หรือว่าไปออกบวชเลย เพราะการประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์นั้นทำได้ยาก
ฝ่ายพระนางสุเมธาได้ยิน พระชนกชนนีกล่าวอย่างนี้ ก็บอกว่าพวกอำนาจราชสมบัติต่าง ๆ
หรือว่าความสุขในกามต่าง ๆ ลูกไม่ได้ปรารถนาเลย เพราะเหตุว่า
เป็นสิ่งที่ไม่มีสาระแก่ลูก แต่ส่วนการบวชหรือความตายเท่านั้นจะมีแก่ลูก ถ้าหากว่า
พระชนกชนนีไม่ยอมให้บวช และพระนางก็บอกว่าจะไม่ยอมวิวาห์เป็นอันขาด

ฐิตา:



พระนางได้ยกเอาความปฏิกูลของร่างกายแสดงแก่พระชนกชนนีต่อไปว่ากายของมนุษย์ หรือของสัตว์ทั้งหลายก็ล้วนแล้วแต่เป็นของเน่าเป็นของปฏิกูลเหมือนหนอนเป็นของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็นคลุ้งดุจถุงหนังที่บรรจุซากศพ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดไหลอยู่เป็นนิจ

ซึ่งคนเขลายึดว่าเป็นเราหรือว่าเป็นของเรา
แต่ความเป็นจริงแล้วกายนี้เป็นก็เหมือนซากศพเป็นของปฏิกูล
ที่ฉาบด้วยเนื้อและเลือดเป็นที่อยู่ของหมู่หนอนหลายจำพวก
คือพวกหนอนต่าง ๆ เหล่านี้จะมีอยู่ในร่างกายของเรา อาศัยกินร่างกายของเราเป็นอาหารและเมื่อตายแล้วร่างกายนี้ถูกเอาไปทิ้งแล้ว
ในป่าช้าก็ยังเป็นอาหารของแร้งกา หรือว่าสัตว์ทั้งหลายต่อไปอีก

เมื่อกายนี้เป็นที่ประชุมแห่งของโสโครกสกปรกอย่างนี้ ก็ได้ถามพระชนกชนนีว่าเพราะเหตุใดจึงได้เอาซากศพของตนยกให้กับพระราชาเล่า เพราะว่าล้วนแล้วแต่เป็นของที่ไม่ดีทั้งนั้น เพราะกายนี้ถ้าหากว่าปราศจากวิญญาณไปแล้ว ก็เปรียบเหมือนกับท่อนไม้ที่ไม่มีประโยชน์ที่เขานำไปทิ้งที่ป่าช้า ให้เป็นอาหารของเหล่าสัตว์มีสุนัขจิ้งจอกและสุนัขบ้านเป็นต้น

เมื่อเอาไปทิ้งคือตายไปแล้วแม้แต่บิดามารดาของตนก็ยังเกลียด เมื่อเอาซากศพไปทิ้งที่ป่าช้าแล้วพอกลับมาถึงบ้านก็ต้องอาบน้ำชำระร่าง กายให้สะอาด เพราะเห็นว่าการไปในสถานที่นั้นเป็นสิ่งปฏิกูลโสโครก เพราะฉะนั้นขนาดว่าเป็นลูกของตัวเองก็ยังรังเกียจแล้ว ถ้าหากว่าเป็นคนอื่นแล้วเขาจะรังเกียจขนาดไหน แต่คนทั้งหลายที่โง่เขลาเวลาที่ยังไม่ตาย

ก็ชื่นชมยินดีในร่างกายนี้ว่าเป็นสาระเป็นของสวยงามเป็นของเที่ยง ก็ด้วยอำนาจของตัณหาความรักใคร่ยินดีปิดบังไว้จึงไม่เห็นร่างกายว่าเป็นของปฏิกูล ต่อเมื่อวิญญาณจากไปแล้วเป็นของเน่าเหม็นจึงจะเห็นว่าเป็นปฏิกูล คือไม่สามารถที่จะทนกลิ่นกายนี้ได้

เพราะเหตุนี้บัณฑิตทั้งหลายจึงได้กล่าวว่าร่างกายนี้ความจริงก็คือสภาพที่เป็นขันธ์อายตนะ ธาตุที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งแล้วก็เป็นเหตุให้แล่นไปในภพต่าง ๆ การที่ขันธ์ตั้งขึ้นมาแล้วก็มีชาติความเกิดเป็นปัจจัย เพราะฉะนั้นก็จะต้องมีความแก่ ความเจ็บ ความตายไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นพระนางจึงไม่ปรารถนาจะเข้าสู่การวิวาห์ เพราะว่าบุคคลใดที่ได้มารู้จักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่แสดงถึงสังสารวัฏฏ์อันมีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้จักจบ และทุกข์ที่นับวัฏฏะไม่ได้ หมายความว่าสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาก็ไม่รู้ว่าตั้งต้นมาตั้งแต่เมื่อไรและจะไปสิ้นสุดเอาเมื่อไร
ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้เลย
เพราะความที่ยินดีติดใจอยู่ในกาม เป็นเหตุให้ต้องวนเวียนไปในภพชาติไม่มีที่สิ้นสุด แต่ถ้าหากว่าบุคคลใดมาประพฤติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ด้วยการรักษาศีลประพฤติพรหมจรรย์ออกบวชคือออกจากกาม แม้ว่าจะเป็นการ
ประพฤติที่ลำบาก แต่ทำให้พ้นจากทุกข์เป็นสิ่งประเสริฐที่สุด

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

Go to full version