ผู้เขียน หัวข้อ: ความทรงจำนอกมิติ : ประวัติศาสตร์การตายของพระแม่ธรรมชาติ  (อ่าน 1488 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ มดเอ๊กซ

  • ทีมงานพัฒนาข้อมูล
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 6652
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: 00
  • พลังกัลยาณมิตร 1472
  • Awards ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 6.0 MS Internet Explorer 6.0
    • ดูรายละเอียด
    • Awards


ผู้เขียนเชื่อว่าผู้อ่านคงรู้แล้วว่าภาวะจิตวิญญาณ (spirituality) คือ การก้าวล่วงหรือผ่านพ้นตัวตน (transcend self - transcendence) ที่มีหลายระดับ นักจิตวิทยามักแบ่งออกเป็น 4 ระดับ (psychic or shaman, subtle, causal, non-dual ซึ่ง 2 ระดับหลังนี้ต่างก็บรรลุการตรัสรู้เหมือนๆ กัน ขึ้นอยู่กับว่าดับกิเลสหรืออวิชชาก่อนกัน) ซึ่งตรงกับที่พุทธศาสนาบอก (มหายานและวัชรญาณ) นั่น - ผู้เขียนต้องขอโทษผู้อ่านว่าไม่ใช่เป็นการสอน เพียงแต่บอกกล่าวให้รับฟังเท่านั้น ที่จริงบทความบทนี้เสี่ยงต่อความเข้าใจผิดของผู้อ่านใน 2 ประเด็น 1.เป็นการเข้าใจผิดเกี่ยวกับรูปแบบของวิวัฒนาการ เหมือนกับว่าจิตจักรวาลแกล้งชักนำมนุษย์ให้เดินผิดทาง ชักนำให้มนุษย์ประมาทเอาง่ายเข้าว่า คือคิดเอาสิ่งที่ตามองเห็น-นำ เอาสสารวัตถุ (matter) เอารูปกาย-นำ (physical) คือคิดว่าความจริงมีหนึ่งเดียวคือสิ่งที่ตามองเห็น “ตั้งอยู่ข้างนอก” นั่นแหละ 2.หมอประสานนี่สอนให้คนโง่หรือสอนให้คนฉลาดไม่ทราบ? เล่นพูดถึงภูติผีเทวดาและไม่เชื่อวิทยาศาสตร์ แล้วใครเล่าจะไปฟัง? ผู้เขียนขอตอบประเด็นหลังก่อน ไม่ใช่สอนให้ไม่เชื่อวิทยาศาสตร์ และอย่าใช้คำว่าสอนได้ไหม? เอาแค่บอกให้ฟัง ส่วนจะเชื่อหรือไม่เชื่อแล้วแต่ข้อมูลและเอกสารอ้างอิงที่ผู้อ่านมี แต่ผู้เขียนผิดยากมาก  แต่ผิดได้ ดังที่ได้บอกแล้วมี 3 ประเด็นด้วยกัน คือ 1.ผู้เขียนเชื่อในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะฟิสิกส์ของนิวตันและเม็คคานิกส์ของกาลิเลโอ แต่ว่าเชื่อควอนตัมฟิสิกส์ - ฟิสิกส์ใหม่มากกว่ายิ่งนัก นั่นหมายความถึงทฤษฎีความสัมพัทธภาพทั้ง 2 ของไอน์สไตน์ด้วย เพราะว่านิวโตเนียฟิสิกส์ให้ความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้วัดได้เพียง 99% และเทคโนโลยีที่พัฒนาประเทศต่างๆ เพื่อการตลาดเสรีทั่วทั้งโลกนั้นจะน้อยลงไปหน่อย แต่ฟิสิกส์ใหม่ให้ความจริงถึง 99.99%  (อ้างหลายหนแล้ว) นอกจากนี้คงไม่มีทฤษฎีใดไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าไรเพื่อทำการทดสอบเหมือนกันกับทฤษฎีควอนตัมอีกแล้วในโลก เพราะทดสอบนานมาก  อีกประเด็นหนึ่ง ควอนตัมฟิสิกส์เกิดมาเหมือนกันกับพุทธศาสนาและศาสนาเต๋า  ที่ใช้การทำสมาธิเพื่อค้นหาความจริงอันแท้จริงทางเส้นทางภายใน

 บางทีผู้อ่านอาจจะไม่รู้ว่าเมื่อประมาณ 1,000 กว่าปีก่อนนั้น ในยุโรป แหล่งที่เป็นบ่อเกิดของความรู้ “สมัยใหม่” ที่เราทั่วทั้งโลกแห่กันไปร่ำเรียนมานั้น  ซึ่งผิดพระแม่ธรรมชาติอย่างแรง - ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการบางคนถึงได้รู้ว่านับตั้งแต่ฝรั่งในยุโรป (และที่สหรัฐอเมริกา) นั่นแหละได้ค้นพบ “ฟิสิกส์ใหม่” ซึ่งประกอบด้วยทฤษฎีความสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ และทฤษฎีควอนตัมเม็คคานิกส์ ซึ่งได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการเหล่านั้น - ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว - แต่คงไม่ทันที่อารยธรรม “สมัยใหม่” นั้นจะต้องพังไปก่อนด้วยภัยธรรมชาติดังได้กล่าวมาแล้ว เพราะไม่ทันการณ์กับการกระทำของมนุษย์ที่ผิดธรรมชาตินั้น กลับมาที่ข้อความข้างต้นที่พูดว่าผู้อ่านบางคนอาจจะไม่รู้ว่าที่ยุโรปในสมัยนั้น หรือเมื่อกว่า 1,000 ปีที่แล้ว มนุษย์ใกล้ชิดกับเจ้าแม่เจ้าพ่อและพระเจ้า (spirit) อย่างไร? พูดง่ายๆ คือก่อนที่จะมีมนุษย์จะมีเหตุผล มีวิทยาศาสตร์ มีอารยธรรม “สมัยใหม่” นั้น มนุษย์ยังใกล้ชิดกับเจ้าพ่อเจ้าแม่ กับศาสนา ใกล้ชิดกับจิตและจิตวิญญาณเป็นไหนๆ จริงๆ แล้วในยุคแห่งเหตุผลราวๆ 700-800 ปีก่อนยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปะและวรรณคดี และยุคแห่งการปฏิวัติโคเปอร์นิกัส - เคปเลอร์ ที่ตามมาด้วยกาลิเลโอและนิวตันนั้น เจ้าพ่อเจ้าแม่ และเทวดา (spirit) ก็ยังใกล้ชิดสนิทสนม ยังแยกไม่ออกจากวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะนิวตันเองกับอัลเคมี (alchemy) ฉะนั้นเรากำลังกลับมาที่เดิมเมื่อ 1,000  กว่าปีก่อนโดยไม่ต้องสงสัย หรือเรากำลังจะหวนกลับมายังที่ที่เจ้าพ่อเจ้าแม่และเทพเทวดากับวิทยาศาสตร์ยังใกล้ชิดเช่นเดิม โดยเฉพาะฝรั่งในยุโรปและทั่วสหรัฐอเมริกาในเร็ววันนี้ เราจะต้องหวนกลับมาหาตะวันออกของเรา กลับมาหาจิตและจิตวิญญาณของเรา กลับมาหาความจริงที่แท้จริง หลังจากที่เราหลงใหลกับ “มายา” ที่คนไทยและชาวโลกส่วนใหญ่ทิ้งไป เพราะ “ตามไปดูแห่” ไม่ว่าจะทันการณ์หรือไม่? หรือเราจะเหลือจากภัยธรรมชาติครั้งนี้จำนวนเท่าไร?

 บทความบทนี้ผู้เขียนจะเขียนเล่าความจริงที่คนทั่วๆ ไปของอดีต โดยเฉพาะฝรั่งที่ยุโรป ซึ่งเราจะต้องเรียนรู้เอาไว้ ประวัติศาสตร์เป็นเช่นนั้นไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบ แต่มันเกี่ยวกับเรา ในที่นี้คนไทยและคนส่วนใหญ่ของโลกที่อยู่ในประเทศที่องค์การสหประชาชาติเรียกว่า ประเทศด้อยพัฒนา กำลังพัฒนา  และพัฒนาใหม่ อยู่ 2 ประการ นั่นคือ เป็นความรู้ของฝรั่งที่คนทุกๆ คนเลยจะพยายามไขว่คว้าแสวงหา ประการหนึ่ง และเป็นความรู้ที่ชาวฮินดู - รู้และเรียกมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ว่า “มายา” ดังกล่าวมาแล้วข้างบน อีกประการหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่ใช่เฉพาะแต่คนไทยในตอนแรก แต่ในตอนหลัง-ด้วย เพราะเราเองก็ไขว่คว้าแสวงหาเองหรือไม่ “ตามไปดูแห่” ซึ่งในตอนหลังนี้กระทบกระเทือนไปทั่วทั้งโลกเลย - ซึ่งไม่รู้ ไม่ใช่เพราะว่าโง่แบบโง่เขลาเต่าตุ่น (foolish) แต่ทว่าไม่รู้จริงๆ   (ignored-ignorant) เพราะคิดว่าไกลตัว หรือธุระไม่ใช่อะไรทำนองนั้น หรืออาจจะเป็นเพราะคนไทยมักมีนิสัยขี้ตื่นเต้น และชอบทำตามๆ กัน ชอบไปดู “แห่”  รู้จักไทยมุงมั้ย!

 สรุปง่ายๆ ต่อเรื่องที่พูดมาทั้งหมดคือ เมื่อ 1,000 กว่าปีมาแล้ว เจ้าพ่อเจ้าแม่และภูติผีเทวดา (spirit) กับความรู้ที่มีในสมัยนั้นมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันกว่าในสมัยนี้ - และที่ต่อมาได้พัฒนาเป็นเหตุผล และยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปะและวรรณคดี (renaissance) และพัฒนาต่อมาเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นฟิสิกส์ และไอแซ็ค นิวตัน พูดง่ายๆ คือ เรื่องของจิตและจิตวิญญาณดูจะเป็นหนึ่งเดียวกันกับวิทยาศาสตร์เมื่อมีการอุบัติขึ้นใหม่ๆ นิวตันเองเป็นผู้ที่สนใจในอัลเคมีมาก่อนที่เขาจะพบกับแรงดึงดูด นั่นคือ กิจการที่แทบจะไม่ต่างกับความเชื่อศรัทธาในเจ้าพ่อเจ้าแม่ 

 ผู้เขียนเชื่อว่า นำหน้าโดยชาวกรีก และตามมาด้วยฝรั่งชาติต่างๆ  ชาวตะวันตก สรรค์สร้างเหตุผลและยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปะและวรรณคดีขึ้น โดยประเด็นเดียวในความหมายที่หมายถึงอำนาจของมนุษย์ในพระที่เหลิงอำนาจ  (ยุคแห่งพระกับแม่มด) รวมทั้งวิทยาศาสตร์กายวัตถุ (physical and material)  และการเดินทางที่ผิดทางมาเรื่อยๆ มากขึ้น และมากขึ้นตลอดเวลาของมนุษย์  เฉพาะฝรั่งที่ยุโรปเท่านั้น นั่นคงจะ “เป็นเจตนา” ของ “ฟ้า-ดิน” หรือจิตจักรวาล ในขณะที่ทางอีกฟากหนึ่งชาวจีนและชาวอินเดียกลับคิดว่ารากฐานของจักรวาล แทนที่จะเป็นกายวัตถุที่ชาวตะวันตก - กรีกหรือชาวยุโรปเชื่อจะต้องเป็นจิต (สติ) กับพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกันที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้  (อ้างแล้ว)

กายภาพวัตถุนิยมของชาวตะวันตกทำให้ความเชื่อเรื่องของสติ เรื่องของจิต และความเป็นจิตนิยมของชาวตะวันออก เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นของชาวจีน ชาวอินเดีย ทั้งๆ ที่มีมาตั้งแต่โบราณกาลพลันตกกระป๋องไปตั้งแต่โลกมีวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยเรา

 ความเชื่อของผู้เขียนข้อนี้ คิดว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ซึ่งขึ้นกับเหตุผลและเอกสารอ้างอิงที่ผู้นั้นๆ มี แต่คงจะเปลี่ยนความเชื่อของผู้เขียนไม่ได้  ดังนั้นวิทยาศาสตร์กายวัตถุหากนับตั้งแต่เซอร์ไอแซ็ค นิวตัน ได้ตีพิมพ์จำหน่ายหนังสือเขา (Principia Mathematica) ก็ตกประมาณร่วมๆ 500 ปี แล้วมนุษย์เกิดมาพบทฤษฎีควอนตัมขึ้นมา (หากนับตั้งแต่มี Copenhagen interpretation)  ก็ราวๆ 80 กว่าปี) และทฤษฎีควอนตัมนั้นก็เหมือนกับศาสนาเต๋าของจีนกับลัทธิพระเวท ศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธของเรา ซึ่งเป็นต้นตอของวิธีปฏิบัติจิต  ปฏิบัติสมาธิ และเวลาถึงร่วม 2 ใน 3 ของเวลาทั้งหมดนับตั้งแต่เวลาทั้งหมดที่โลกเราได้รู้จักควอนตัมฟิสิกส์ เราก็ต้องใช้เวลาไปเพื่อยืนยัน และพิสูจน์ว่ามันเป็นความจริง แถมมันเป็นความจริงแท้ยิ่งกว่านิวโตเนียนฟิสิกส์ตั้งเป็นร้อยเป็นพันเท่า (Fritjof Capra, and Gary Zukaf) น่าสงสัยว่าแล้วโลกเรามีฟิสิกส์ของนิวตันและกาลิเลโอ กับกายภาพวัตถุนิยมขึ้นมาทำขิง - ทำไม? 
 พร้อมกันนี้ไม่ทราบว่าผู้อ่านคนใดมีความสงสัยเหมือนกับผู้เขียนบ้างหรือไม่ว่าความเชื่อและพฤติกรรมของมนุษย์กำลังย้อนรอยเดิมในยุคสมัย  คือในยุค “หลังสมัยใหม่” ในปัจจุบันนี้ มันจะกลับย้อนร่องรอยเดิมเหมือนเมื่อพันปีก่อนอย่างน้อยโดยหลักการ นั่นคือยุคสมัยที่เจ้าพ่อเจ้าแม่เทพเทวดา  (spirit) เข้ามาใกล้ชิดสนิทสนมกับวิทยาศาสตร์ เพียงแต่ว่าตอนนี้แทนที่จะเป็นเหตุผล (ของมนุษย์บนตาเห็นหรือความจริงทางโลก - รับรู้ด้วยอวัยวะประสาทสัมผัส) กับวิทยาศาสตร์กายวัตถุหรือนิวโตเนียนฟิสิกส์ ก็จะเปลี่ยนเป็นไม่มีเหตุผล ไม่สามารถรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส เพราะเป็นประเด็นทางจิตกับควอนตัมฟิสิกส์อันเป็นความจริงทางธรรมที่รับรู้ทางจิต แท้ที่จริงแล้วนักฟิสิกส์ยุคใหม่และนักจิตวิทยาใหม่บอกว่า การรับรู้ทางจิตไร้สำนึก) หรือสติ (awareness) นั้นคือ รากฐานของจักรวาล (Arnold Mindel : Quantum Mind, 2000) 

ได้เขียนมาหลายหนแล้วว่า ความจริงทางโลกคือความจริงที่หยาบ  เพื่อการอยู่ในโลกในจักรวาลสามมิติ (บวกหนึ่ง) ให้รอดเท่านั้น สัตว์โลกทุกเผ่าพันธุ์จึงใช้ประสาทสัมผัสภายนอก เช่น ตา หู ฯลฯ เพื่อการอยู่รอดตามความจำเป็นของสัตว์โลกเผ่าพันธุ์นั้นๆ ส่วนความจริงทางธรรมนั้นเล็กละเอียดยิ่งกว่านั้นยิ่งนัก ไม่สามารถที่จะรับรู้ด้วยอวัยวะประสาทสัมผัสภายนอกได้ คือ ไม่มีทางที่จะมองเห็น แม้ว่าจะมีอุปกรณ์ช่วยอย่างไรก็ตาม

นั่นคือ การตายของเจ้าพ่อเจ้าแม่ธรรมชาติในยุคสมัยที่โลกเรามีเหตุผลและมีวิทยาศาสตร์กายภาพวัตถุนิยมเป็นใหญ่ และขณะนี้โลกเรากำลังย้อนรอยกระบวนการเดิมๆ อย่างไร.

http://www.thaipost.net/sunday/170711/41851


" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย

มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "

เกอเธ่...

 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham