Forum > พระอริยบุคคล

๑. ยมกวรรค+รวมลิ้งค์เรื่องย่อในพระธรรมบท ๑ - ๒๖

(1/4) > >>

ฐิตา:



รวมลิ้งค์เรื่องย่อในพระธรรมบท ๑ - ๒๖

เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 1 : ยมกวรรค
เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 2 : อัปปมาทวรรค
เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 3 : จิตวรรค
เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 4 : ปุปผวรรค

เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 5 : พาลวรรค
เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 6 : ปัณฑิตวรรค
เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 7 : อรหันตวรรค
เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 8 : สหัสสวรรค

เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 9 : ปาปวรรค
เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 10 : ทัณฑวรรค
เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 11: ชราวรรค
เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 12 : อัตตวรรค

ส่วนนี้นำมาจาก >>>
one mind :http://agaligohome.com/index.php?topic=4599.0



เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 13 : โลกวรรค
เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 14 :พุทธวรรค
เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 15 : สุขวรรค
เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 16 : ปิยวรรค

เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 17 : โกธวรรค
เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 18 : มลวรรค
เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 19 : ธัมมัฏฐวรรค
เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 20 : มัคควรรค

เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 21 : ปกิณณกวรรค
เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 22 : นิรยวรรค
เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 23 : นาควรรค
เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 24 : ตัณหาวรรค

เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 25 : ภิกขุวรรค
เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 26 : พราหมณวรรค

ส่วนนี้นำมาจาก >>>
-http://www.oknation.net/blog/dhammapada/page1



Pics by : Google
ใต้ร่มธรรมดอทเน็ต * สุขใจดอทคอม
อกาลิโกโฮม.. บ้าน ที่แท้จริง...

กุศลผลบุญใดที่พึงบังเกิดจากธรรมทานเหล่านี้ ขอจงเป็นบุญเป็นปัจจัย
แด่ท่านผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในธรรมทานเหล่านี้ ทุกๆท่าน
รวมทั้งท่านเจ้าของภาพ ทุกๆภาพ เรียนขออนุญาตใช้ภาพ
ไว้ ณ ที่นี้... นะคะ
อนุโมทนาสาธุ.. ที่มาทั้งหมดมากมายค่ะ



จินตภาพแห่งศรัทธา (Images of Faith) by Ploeng Wattasan
เรื่องย่อในพระธรรมบท บทที่ 1 : ยมกวรรค

เรื่องพระจักขุปาลเถระ
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภพระจักขุปาลเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจร้ายแล้ว พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ทุกข์ย่อมตามไปตามเขา เพราะเหตุนั้น ดุจล้ออันหมุนไปตามรอยเท้าโค ผู้นำแอกไปอยู่ฉะนั้น.

ครั้งหนึ่ง พระจักขุปาลเถระ ผู้มีจักษุบอดเพราะปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดจนไม่ยอมหลับนอน ได้เดินทางไปเข้าเฝ้าพระศาสดาที่วัดพระเชตวัน กรุงสาวัตถี ในคืนหนึ่งขณะที่พระเถระเดินจงกรมอยู่นั้น ก็ได้เหยียบแมงเม่าตายโดยไม่มีเจตนา ในตอนเช้าพวกพระภิกษุที่ไปเยี่ยมพระเถระพบแมงเม่าที่ตายนั้นเข้า มีความคิดว่าพระเถระทำสัตว์ให้ตายโดยเจตนา จึงนำความขึ้นกราบทูลพระศาสดา พระศาสดาได้ตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า เห็นพระเถระฆ่าแมงเม่าเหล่านั้นโดยเจตนาหรือไม่ เมื่อพระภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่าไม่เห็น จึงตรัสว่า “พวกเธอไม่เห็นจักขุปาลฆ่าแมงเม่าฉันใด จักขุปาลก็ไม่เห็นแมงเม่าเหล่านั้นฉันนั้น นอกจากนั้นแล้ว พระจักขุปาลนี้ก็เป็นพระอรหันต์แล้ว จึงไม่มีเจตนาที่จะฆ่าสัตว์และเป็นผู้บริสุทธิ์” เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า พระจักขุปาลเถระนี้เป็นถึงพระอรหันต์ แต่เพราะเหตุใดจึงตาบอด พระศาสดาได้นำเรื่องในอดีตชาติของท่านมาตรัสเล่าว่า

ในอดีตชาติ พระจักขุปาลเคยเกิดเป็นแพทย์ ครั้งหนึ่งไปรักษาตาให้แก่คนไข้หญิงคนหนึ่ง คนไข้หญิงคนนี้ได้ให้สัญญากับนายแพทย์ว่านางกับลูกๆจะยอมเป็นข้าทาสรับใช้หากว่าดวงตาที่บอดทั้งสองข้างของนางแพทย์สามารถรักษาให้หายได้ แต่ต่อมานางกลัวว่านางพร้อมกับลูกๆจะต้องตกเป็นทาสของนายแพทย์จริงๆ จึงได้พูดโกหกนายแพทย์ไปว่าดวงตาทั้งสองข้างของนางมีอาการแย่ไปกว่าเดิมทั้งๆที่ได้รับการบำบัดจนหายขาดไปแล้ว ข้างนายแพทย์ก็รู้ว่าคนไข้ของเขาหลอกลวงจึงได้แก้เผ็ดด้วยการผสมสารพิษลงในยาหลอดตาให้คนไข้นางนั้นหยอด พอนางหยอดเข้าไปคราวนี้ก็เลยทำให้ตาบอดสนิททั้งสองข้าง เพราะผลของอกุศลกรรมในครั้งนั้นทำให้นายแพทย์ต้องตาบอดหลายครั้งในภพชาติต่างๆ

เมื่อพระศาสดาได้ตรัสเล่าความในอดีตชาติของพระจักขุปาลเถระจบลงจึงสรุปว่าแพทย์คนนั้นก็คือพระจักขุปาล(โส เวชฺโช จกฺขุปาโล)และตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย กรรมที่บุตรของเราทำแล้วในกาลนั้น ได้ติดตามเธอมาหลายภพหลายชาติ เพราะขึ้นชื่อว่าบาปกรรมนั้น ย่อมติดตามผู้ทำไป เหมือนล้อเกวียนอันหมุนตามรอยเท้าโคที่เขาเทียมเกวียนบรรทุกสินค้าไปฉะนั้น”

และได้สรุปลงท้ายด้วยการตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 1 นี้ว่า
มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา
มโนเสฏฺฐา มโนมยา
มนสา เจ ปทุฏฺเฐน
ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ
จกฺกํว วหโต ปทํ ฯ

(อ่านว่า)
มะโนปุบพังคะมา ทำมา
มะโนเสดถา มะโนมะยา
มะนะสา เจ ปะทุดเถนะ
พาสะติ วา กะโรติ วา
ตะโต นัง ทุกขะมันนะเวติ
จักกัง วะ วะหะโต ปะทัง.

(แปลว่า)
ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ
ถ้าบุคคลมีใจร้ายแล้ว พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ทุกข์ย่อมไปตามเขา
เพราะเหตุนั้น ดุจล้ออันหมุนไปตามรอยเท้าโค ผู้นำแอกไปอยู่ฉะนั้น ฯ

เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ภิกษุ 3,000 รูป ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย พระธรรมเทศนามีประโยชน์แม้แก่บริษัทที่มาประชุมกันแล้ว.

ฐิตา:


เรื่องมัฏฐกุณฑลี

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ใน กรุงสาวัตถี ทรงปรารภมัฏฐกุณฑลีมาณพ
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา เป็นต้น

ในกรุงสาวัตถี ชายหนุ่มชื่อมัฏฐกุณฑลี มีบิดาชื่ออทินนปุพพกะ(แปลว่า ผู้ไม่เคยให้) ซึ่งเป็นเศรษฐีที่มีความตระหนี่ไม่เคยบริจาคทานให้แก่ผู้ใด แม้แต่เครื่องประดับสำหรับบุตรชายเขาก็ทำให้เอง เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย(ค่ากำเหน็จ)สำหรับช่างเงินช่างทอง เมื่อบุตรชายคนนี้ล้มเจ็บลง แทนที่ท่านเศรษฐีจะไปจ้างแพทย์มาทำการรักษาเพราะกลัวจะสิ้นเปลืองเงินทอง ก็ใช้ยากลางบ้านมารักษาตามมีตามเกิด จนกระทั่งอาการของบุตรชายเข้าทรุดหนักขั้นโคมา เมื่อรู้ว่าบุตรชายจะต้องตายแน่แล้ว เขาก็นำบุตรชายที่มีอาการร่อแร่ใกล้ตายนั้นออกไปนอนเสียนอกบ้าน เพื่อที่ว่าคนอื่นๆที่มาเยี่ยมลูกชายที่บ้านจะได้ไม่สามารถมองเห็นทรัพย์สมบัติของเขาได้

ในเช้าวันนั้น พระศาสดาทรงใช้ข่ายคือพระญาณของพระองค์(ลักษณะคล้ายๆกับเรดาร์แต่มีสมรรถนะเหนือกว่ามาก) ทำการตรวจจับดูอัธยาศัยของคนที่จะได้เสด็จไปโปรด ก็ได้พบมัฏฐกุณฑลีนี้มาปรากฏอยู่ในข่าย ดังนั้นเมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี จึงได้ไปประทับยืนอยู่ที่ใกล้ประตูบ้านของอทินนบุพกเศรษฐี พระศาสดาทรงฉายฉัพพรรณรังสีไปยังที่ที่มัฏฐกุณฑลีนอนหันหน้าเข้าหาตัวเรือน มัฏฐกุณฑลีได้หันกลับมามองดูพระศาสดา แต่ตอนนั้นอาการป่วยของเขาร่อแร่จนไม่สามารถทำสิ่งใดได้นอกจากน้อมใจทำการเคารพพระศาสดา เมื่อมัฏฐกุณฑลีสิ้นชีวิตด้วยจิตใจที่เลื่อมใสศรัทธาต่อพระศาสดา ก็ได้ไปเกิดอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อยู่ในวิมานทอง สูงสามสิบโยชน์ มีนางอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร

เมื่อไปเกิดอยู่บนสวรรค์แล้ว มัฏฐกุณฑลีมองลงมาด้วยตาทิพย์เห็นบิดาเข้าไปรำพึงรำพันถึงเขาอยู่ในป่าช้า ก็ได้แปลงตัวมาเป็นชายชรามีรูปร่างเหมือนกับมัฏฐกุณฑลีไม่มีผิด ร่างแปลงนั้นได้บอกบิดาของเขาว่าเขาได้ไปเกิดอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว และได้พูดกระตุ้นบิดาให้ไปทูลนิมนต์พระศาสดามารับภัตตาหารที่บ้าน และที่บ้านของอทินนปุพพกเศรษฐีก็มีการตั้งคำถามขึ้นมาว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่บุคคลตายแล้วจะไปเกิดบนสวรรค์เพียงแค่ทำใจให้มีศรัทธาในพระพุทธเจ้าเท่านั้น โดยไม่มีการถวายทาน และรักษาศีลแต่ประการใดทั้งสิ้น

ดังนั้น พระศาสดาจึงทรงอธิษฐานจิตให้มัฏฐกุณฑลีมาปรากฏตัว และมัฏฐกุณฑลีก็ได้มาปรากฏตัวในร่างของเทวดาพร้อมด้วยวิมานและเครื่องประดับตกแต่งกายที่เป็นทิพย์ และได้บอกว่าตนได้ไปเกิดอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์จริงๆ เมื่อมีหลักฐานพยานปรากฏเช่นนี้แล้ว คนที่มาชุมนุมกันอยู่ ณ ที่นั้นก็เกิดความมั่นใจว่าบุตรชายของอทินนปุพพกเศรษฐีไปเกิดบนสวรรค์เพียงแค่ทำใจให้มีศรัทธาในพระศาสดาเท่านั้นเองได้จริงๆ

ต่อแต่นั้น พระศาสดาได้ตรัสแก่คนทั้งหลายเหล่านั้นว่า “ในการทำกรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ใจเป็นหัวหน้า ใจเป็นใหญ่ เพราะว่ากรรมที่ทำด้วยใจอันผ่องใสแล้ว ย่อมไม่ละบุคคลผู้ไปสู่เทวโลกมนุษยโลก ดุจเงาฉะนั้น” (กุสลากุสลกมฺมกรเณ มโน ปุพฺพงฺคโม, มโน เสฏฺโฐ; ปสนฺเนน หิ มเนน กตกมฺมํ เทวโลกํ มนุสฺสโลกํ คจฺฉนฺตํ ปุคฺคลํ ฉายาว น วิชหติ)

จากนั้นได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 2 ว่า
มโนปุพพงฺคมา ธมฺมา
มโนเสฏฺฐา มโนมยา
มนสา เจ ปสนฺเนน
ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ สุขมเนฺวติ
ฉายาว อนุปายินี ฯ

(อ่านว่า)
มะโนปุบพังคะมา ทำมา
มะโนเสดถา มะโนมะยา
มะนะสา เจ ปะสันเนนะ
พาสะติ วา กะโรติ วา
ตะโต นัง สุขะมันนะเวติ
ฉายาวะ อะนุปายินี.

(แปลว่า)
ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่
สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคลมีใจผ่องใสแล้ว
พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ความสุขย่อมไปตามเขา
เพราะเหตุนั้น เหมือนเงาไปตามตัว.

เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง การตรัสรู้ธรรม ได้มีแล้วแก่สัตว์แปดหมื่นสี่พัน มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร และอทินนกปุพพกพราหมณ์ บรรลุพระโสดาบัน.

ฐิตา:

เรื่องพระติสสเถระ
.
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระติสสเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ เป็นต้น

พระติสสเถระ เป็นบุตรพระญาติข้างพระมารดาของพระศาสดา ครั้งหนึ่งได้มาอยู่กับพระศาสดา ติสสเถระอุปสมบทเป็นภิกษุเมื่อตอนชราภาพแล้ว แต่ได้ทำตัวเหมือนกับว่าเป็นพระเถระ และจะแสดงความดีใจเมื่อพระอาคันตุกะขออนุญาตทำกิจวัตรที่พระผู้น้อยสมควรทำแก่พระผู้ใหญ่กับท่าน ตรงกันข้ามท่านติสสเถระนี้ไม่ยอมทำกิจวัตรที่ตนในฐานะที่เป็นพระพรรษาน้อยจะต้องทำแก่พระพรรษามาก ยิ่งไปกว่านั้นท่านก็ยังทะเลาะเบาะแว้งกับพระภิกษุหนุ่มอยู่เป็นประจำ หากมีใครว่ากล่าวตักเตือนในเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของตน ท่านก็จะนำเรื่องไปฟ้องกับพระศาสดา แล้วแสร้งบีบน้ำตาร้องไห้แสดงความไม่พอใจและความผิดหวังออกมา พวกพระอื่นๆก็ได้ติดตามพระติสสเถระไปเฝ้าพระศาสดา พระศาสดาได้นำเรื่องในอดีตชาติของพระติสสะที่เคยเป็นคนดื้อรั้นไม่ฟังคำของใครมาเล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า มีอยู่ชาติหนึ่ง พระติสสะเคยเกิดเป็นดาบสชื่อว่าเทวละ ได้ล่วงละเมิดดาบสอีกองค์ชื่อนารทะ แล้วแสดงความดื้อรั้นไม่ยอมขอโทษ จนพระราชาต้องเข้ามาจัดการบังคับให้เทวลดาบสขอโทษ ด้วยการให้ก้มลงกราบที่เท้าของนารทดาบส เมื่อทรงนำอดีตนิทานมาเล่าจบ แล้วตรัสสอนพระติสสะว่า “ ติสสะ ก็เมื่อภิกษุคิดอยู่ว่า เราถูกผู้โน้นด่าแล้ว ถูกผู้โน้นประหารแล้ว ถูกผู้โน้นชนะแล้ว ผู้โน้นได้ลักสิ่งของของเราไปแล้ว ชื่อว่าเวรย่อมไม่ระงับได้ แต่เมื่อไม่เข้าไปผูกโกรธอยู่อย่างนั้นแล เวรย่อมระงับได้”

จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 3 และพระคาถาที่ 4 ว่า
อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ
อชินิ มํ อหาสิ เม
เย จ ตํ อุปนยฺหนฺติ
เวรํ เตสํ น สัมมติฯ

(อ่านว่า)
อักโกดฉิ มัง อะวะทิ มัง
อะชินิ มัง อะหาสิ เม
เย จะ ตัง อุปะนัยหันติ
เวรัง เตสัง นะ สัมมะติ.

(แปลว่า)
ก็ชนเหล่าใด เข้าไปผูกความโกรธนั้นว่า
ผู้โน้นได้ด่าเรา ผู้โน้นได้ตีเรา ผู้โน้นได้ชนะเรา
ผู้โน้นได้ลักสิ่งของของเราแล้ว
เวรของชนเหล่านั้น ย่อมไม่ระงับได้.

อกฺโกจฉิ มํ อวธิ มํ
อชินิ มํ อหาสิ เม
เย จ ตํ นูปนยฺหนฺติ
เวรํ เตสูปสมฺมติฯ

(อ่านว่า)
อักโกดฉิ มัง อะวะทิ มัง
อะชินิ มัง อะหาสิ เม
เย จะ ตัง นูปะนัยหันติ
เวรัง เตสูปะสัมมะติ.

(แปลว่า)
ส่วนชนเหล่าใด ไม่เข้าไปผูกความโกรธนั้นไว้ว่า
ผู้โน้นได้ด่าเรา ผู้โน้นได้ตีเรา
ผู้โน้นได้ชนะเรา ผู้โน้นได้ลักสิ่งของของเราแล้ว
เวรของชนเหล่านั้น ย่อมระงับได้.

เมื่อพระศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาจบลง ภิกษุหนึ่งแสนรูป ได้บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น พระธรรมเทศนาเกิดประโยชน์แก่มหาชน พระติสสเถระ ที่เคยเป็นคนว่ายาก ก็กลายเป็นคนว่าง่าย.

ฐิตา:

เรื่องนางกาลียักษิณี

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภหญิงที่เป็นหมันคนหนึ่ง
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า น หิ เวเรน เวรานิ เป็นต้น

ครั้งหนึ่ง มีคฤหบดีผู้หนึ่งมีภรรยาเป็นหมัน ต่อมาเขาได้นำหญิงอีกคนหนึ่งมาเป็นภรรยา เหตุการณ์โกลาหลเกิดขึ้นเมื่อภรรยาคนอายุมากนำยาแท้งลูกมาให้ภรรยาคนอายุน้อยกิน จนกระทั่งภรรยาอายุน้อยตกเลือดเสียชีวิตไปในที่สุด ในชาติต่อมา หญิงทั้งสองคนนี้ก็ตามล้างตามผลาญกันอีก โดยหญิงคนหนึ่งเกิดเป็นไก่ ส่วนหญิงอีกคนหนึ่งเกิดเป็นแมว อีกชาติต่อมาเมื่อหญิงคนหนึ่งเกิดเป็นเนื้อสมัน หญิงอีกคนหนึ่งเกิดเป็นนางเสือดาว และในที่สุดคนหนึ่งมาเกิดเป็นธิดาของเศรษฐีในกรุงสาวัตถี ส่วนอีกคนหนึ่งมาเกิดเป็นทางยักษิณี นางยักษิณีตนนี้มีชื่อว่านางกาลียักษิณี ได้ไล่ติดตามหญิงบุตรสาวของเศรษฐีที่อุ้มบุตรอยู่ในวงแขน เมื่อนางผู้ถูกไล่ติดตามนี้ทราบว่าพระศาสดากำลังทรงแสดงธรรมอยู่ที่วัดพระเชตวัน จึงวิ่งหนีไปทางนั้น แล้วนำบุตรที่อุ้มมาไปวางลงที่เบื้องบาทของพระศาสดา นางกาลียักษิณีถูกเทวดาผู้รักษาประตูพระเชตวันสกัดไว้ที่ประตูไม่ยอมให้เข้าไป แต่ต่อมาพระศาสดาได้อนุญาตให้นางเข้าไปได้ และทั้งสองคนคือหญิงที่เป็นมนุษย์กับหญิงที่เป็นยักษ์ก็ได้รับการอบรมสั่งสอนจากพระศาสดา โดยพระศาสดาได้ตรัสเล่าเรื่องที่ทั้งสองเคยล้างผลาญกันมาในในอดีตชาติ ตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นภรรยาของสามีคนเดียวกัน เป็นแมว เป็นแม่ไก่ เป็นเนื้อสมัน และเป็นนางเสือดาวตามลำดับ พระศาสดาทรงตรัสอบรมนางยักษิณีและนางกุลธิดาว่า “เหตุไร เจ้าจึงทำอย่างนั้น ก็ถ้าพวกเจ้าไม่มาสู่เฉพาะหน้าพระพุทธเจ้าผู้เช่นเราแล้ว เวรของพวกเจ้า จักได้เป็นกรรมตั้งอยู่ชั่วกัลป์ เหมือนเวรของงูกับพังพอน, ของหมีกับไม้สะคร้อ และของกากับนกเค้า, เหตุไฉน พวกเจ้าจึงทำเวรและเวรตอบแก่กัน เพราะเวรย่อมระงับได้ด้วยความไม่มีเวร หาระงับด้วยเวรไม่”

จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 5 ว่า
น หิ เวเรน เวรานิ
สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ
อเวเรน จ สมฺมนฺติ
เอส ธมฺโม สนนฺตโน ฯ

(อ่านว่า)
นะ หิ เวเรนะ เวรานิ
สัมมันตีทะ กุทาจะนัง
อะเวเรนะ จะ สัมมันติ
เอสะ ทำโม สะนันตะโน.

(แปลว่า)
ในกาลไหนๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้
ย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลย
ก็แต่ย่อมระงับได้ด้วยความ
ไม่มีเวร ธรรมนี้เป็นของเก่า.

เมื่อพระศาสดาทรงแสดงพระสัทธรรมเทศนาจบลง นางยักษิณีได้บรรลุพระโสดาบัน.
อนึ่ง ในพระคัมภีร์เล่าต่อไปว่า พระศาสดาได้ทรงสงเคราะห์นางยักษิณี ด้วยการแนะนำให้นางกุลธิดานำนางยักษิณีไปอยู่ด้วยกันที่บ้าน และในแต่ละปีนางยักษิณีก็ได้คอยแนะนำนางกุลธิดา เช่นว่า “ในปีนี้ จะมีฝนดี ท่านจงปลูกข้าวในที่ดอนเถิด ในปีนี้ฝนจะแล้ง ท่านจงปลูกข้าวในที่ลุ่มเถิด” ซึ่งก็ส่งผลให้การทำนาของนางกุลธิดาในแต่ละปีได้ผลดี ไม่เสียหายตายแล้งหรือน้ำท่วม เหมือนนาของพวกเพื่อนบ้าน นางกุลธิดาก็ได้ตอบแทนบุญคุณของนางยักษิณีด้วยการนำอาหารการกินไปเลี้ยงดูนางยักษิณีทุกวัน เมื่อพวกชาวบ้านรู้ว่าที่นางกุลธิดาทำการเกษตรประสบความสำเร็จเป็นเพราะคำแนะนำของนางยักษิณีเช่นนั้น ก็ได้มาขอความช่วยเหลือให้นางยักษิณีช่วยเป็นที่ปรึกษาด้านการเกษตรให้แก่พวกตนบ้าง นางยักษิณีก็ได้ให้ความอนุเคราะห์เต็มความสามารถ จนพวกชาวบ้านทำการเกษตรได้ผลดีกันถ้วนหน้าในทุกปี ทำให้นางยักษิณีได้รับความเคารพนับถือ มีคนมาห้อมล้อมและได้ข้าวปลาอาหารอย่างเหลือเฟือจากพวกชาวบ้าน และนางยักษิณีนี้เองก็ยังเป็นต้นแบบของผู้ถวายสลากภัตเป็นคนแรก ซึ่งการถวายสลากภัตนี้ยังมีการปฏิบัติสืบต่อกันมาในหมู่ของชาวพุทธจวบจนกระทั่งทุกวันนี้.

ฐิตา:



เรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุชาวเมืองโกสัมพี
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ปเร จ น วิชานนฺติ เป็นต้น

พวกภิกษุที่วัดโฆสิตาราม เมืองโกสัมพี มีข้อวิวาทบาดหมาง อันมีสาเหตุเกิดจากการเข้าใจผิดกัน ด้วยเรื่องที่เล็กน้อย คือ พระที่เป็นหัวหน้าฝ่ายเชี่ยวชาญธรรมะ(ธรรมกถึก) เข้าส้วมแล้ว ใช้น้ำชำระแล้วยังเหลือน้ำล้างไว้ในภาชนะใส่น้ำ แล้วออกมาจากส้วม ต่อมาพระที่เป็นหัวหน้าฝ่ายเชี่ยวชาญทางวินัย(วินยธร)เข้าไปใช้ส้วมทีหลังเห็นเข้าก็สอบถาม เมื่อทราบว่าเป็นการกระทำของพระที่เป็นหัวหน้าของฝ่ายพระธรรมกถึก ก็ได้บอกไปว่า เป็นการกระทำที่ผิดวินัยบัญญัติ แต่ถ้าไม่เจตนาก็เป็นไร ไม่ต้องอาบัติ ซึ่งเรื่องก็ไม่ได้จบแค่นั้น เพราะพระหัวหน้าฝ่ายวินัยธรกลับไปขยายความโดยไปบอกลูกศิษย์ของตนว่า พระหัวหน้าฝ่ายธรรมกถึก ต้องอาบัติแล้วก็ยังไม่รู้ตัวว่าต้องอาบัติ ข้างพวกลูกศิษย์ของพระฝ่ายวินัยธรก็ได้ไปบอกกล่าวกับพวกลูกศิษย์ของพระธรรมธรว่า อาจารย์ของพวกท่านต้องอาบัติแล้วยังไม่รู้ตัวว่าต้องอาบัติ ฝ่ายลูกศิษย์ของพระธรรมธรก็ได้นำเรื่องที่พูดนั้นไปบอกอาจารย์ของพวกตนบ้าง พระที่หัวหน้าฝ่ายธรรมกถึกก็เลยพูดว่า พระวินัยธรเมื่อก่อนพูดว่าไม่เป็นอาบัติ แต่ตอนนี้มาบอกว่าเป็นอาบัติ เป็นการกล่าวเท็จอย่างชัดๆ จากนั้นแต่ละฝ่ายก็กล่าวหากันว่าอีกฝ่ายหนึ่งกล่าวเท็จ และทั้งสองฝ่ายได้มีปากมีเสียงทะเลาะกันอยู่เสมอๆ แม้ว่าพระศาสดาจะห้ามปรามมิให้ทะเลาะกันอย่างไรก็ไม่ยอมหยุด จนพระศาสดาเอือมระอาเสด็จหนีไปจำพรรษาอยู่ที่รักขิตวัน โดยมีพระช้าง ช้างปาลิไลยยกะและลิงอีกตัวหนึ่งคอยเฝ้าอุปัฏฐาก

พระคัมภีร์เล่าถึงพระยาช้างและลิงสองตัวนี้ว่า พระยาช้างปาลิไลยกะตัวนี้แต่เดิมก็อยู่ในโขลงช้าง แต่เกิดความเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่ในโขลงช้าง จึงได้แยกตัวออกมาอยู่ตัวเดียวในป่ารักขิตวัน เมื่อพระยาช้างพบพระศาสดา ก็เข้าไปคุกเข่า ทำความเคารพ มองไปมองมา เห็นว่าไม่มีใครทำหน้าที่อุปัฏฐาก ก็จึงได้รับหน้าที่นั้น โดยใช้เท้ากระทืบปรับพื้นที่ใต้ต้นรังใหญ่ให้ราบเรียบ ใช้งวงจับกิ่งไม้มาปัดกวาดพื้นดิน ใช้งวงจับหม้อน้ำไปตักน้ำมาเพื่อถวายพระศาสดาทรงใช้เป็นน้ำอุปโภคและน้ำบริโภค เมื่อเห็นว่าพระศาสดามีความจำเป็นต้องใช้น้ำร้อน ช้างก็จัดการต้มน้ำร้อนถวาย กรรมวิธีในการต้มน้ำร้อนของช้างกระทำอย่างนี้ คือ ใช้งวงจับไม้แห้งมาสีกันจนเกิดเป็นไฟ จากนั้นนำฟืนมาใส่ให้ลุกขึ้นเป็นไฟกองโต นำหินมาเผาที่กองไฟจนร้อนมากๆ แล้วเอาฟืนพลิกหินให้กลิ้งไปที่สระน้ำเล็กๆที่หมายตาเอาไว้แล้ว จากนั้นก็ใช้งวงหย่อนลงไปในสระน้ำเล็กๆนั้น เมื่อรู้ว่าน้ำร้อนพอเหมาะดีแล้ว ก็ไปถวายบังคมพระศาสดา เพื่อทรงลงสรง

นอกจากนั้นแล้วช้างตัวนี้ก็ยังไปหาผลไม้ต่างๆมาถวายพระศาสดา เมื่อพระศาสดาจะเสด็จเข้าเขตหมู่บ้านเพื่อบิณฑบาต พระยาช้างก็ยกบาตรและจีวรขึ้นวางไว้บนตระพอง ตามเสด็จพระศาสดาไป เมื่อพระศาสดาเสด็จเข้าเขตหมู่บ้านแล้ว รับสั่งว่า “ปาลิไลยกะ ตั้งแต่นี้ เจ้าเข้าไปไม่ได้ เจ้าจงเอาบาตรจีวรของเรามา” เมื่อพระยาช้างเอาบาตรและจีวรมาถวายแล้ว ก็เสด็จเข้าหมู่บ้านเพื่อบิณฑบาต ส่วนพระยาช้างนั้นก็ยืนคอยอยู่ตรงจุดนั้น จนกว่าพระศาสดาจะเสด็จกลับออกมา ในเวลาพระศาสดาเสด็จกลับมา พระยาช้างก็ทำการต้อนรับ ใช้งวงรับบาตรและจีวรขึ้นไว้บนตระพอง เดินกลับนำไปวางลงยังที่ประทับ คอยคุกเข่าถวายงานพัดด้วยกิ่งไม้ ในช่วงกลางคืน พระยาช้างนั้นก็เอางวงถือท่อนไม้ คอยลาดตระเวนในป่ารอบๆที่ประทับของพระศาสดากว่าอรุณจะขึ้น เพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์ร้ายมิให้กล้ำกรายเข้ามาทำร้ายพระศาสดา พอถึงช่วงเช้าก็ทำวัตรปฏิบัติแด่พระศาสดา มีการถวายน้ำสรงพระพักตร์เป็นต้น


นอกจากพระยาช้างตัวนี้แล้ว ในช่วงที่พระศาสดาประทับอยู่ในป่ารักขิตวันนั้น ก็ยังมีลิงอีกตัวหนึ่ง คอยช่วยพระยาช้างอุปัฏฐากพระศาสดาด้วย ลิงตัวนี้จะคอยตระเวนหารวงผึ้งที่ร้างตัวผึ้งแล้วนำมาถวายพระศาสดา โดยใช้ใบตองรองถวาย ครั้งแรกๆเห็นพระศาสดานิ่งเฉยไม่ยอมฉันรวงผึ้งนั้น ก็นำรวงผึ้งนั้นมาพลิกดู เห็นตัวอ่อน จึงค่อยๆนำตัวอ่อนเหล่านั้นออก และนำเข้าไปถวายใหม่ เมื่อพระศาสดาเสวยเท่านั้น ก็เกิดความปีติยินดีเป็นล้นพ้น กระโดดขึ้นจับกิ่งไม้กระโดดโลดต้นไปมา จนกิ่งไม้นั้นหัก ลิงนั้นตกลงมาถูกตอไม้เบื้องล่างทิ่มแทงจนตาย ด้วยอานิสงส์ที่อุปัฏฐากพระศาสดา พระคัมภีร์บอกว่า เพราะ “มีจิตเลื่อมใส (ลิง)ทำกาลกิริยา(ตาย)แล้ว ไปเกิดในวิมานทองสูง 30 โยชน์ ในภพดาวดึงส์ มีนางอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร”

ในส่วนของพระยาช้างนั้น พระคัมภีร์เล่าต่อไปว่า ในช่วงที่พระอานนท์ถูกชาวบ้านอาราธนาให้นำคณะพระสงฆ์ไปทูลเชิญพระศาสดาเสด็จคืนสู่นครสาวัตถีนั้น พอพระยาช้างเห็นพระอานนท์เถระ ก็เอางวงคว้าท่อนไม้วิ่งเข้าไปหา พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นแล้ว ตรัสว่า “หลีกไปเสีย ปาลิไลยกะ อย่าห้ามเลย ภิกษุนั่น เป็นพุทธอุปัฏฐาก” พระยาช้างจึงทิ้งท่อนไม้ลงที่พื้นดิน แล้วเข้าไปคุกเข่าใช้งวงรับบาตรและจีวรของพระอานนท์ เมื่อพระคณะพระสงฆ์ที่ไปพร้อมกับพระอานนท์เดินทางเข้ามาสมทบยังที่ประทับของพระศาสดา พระยาช้างก็เข้าป่าไปเก็บผลไม้มีขนุนและกล้วยเป็นต้น มามากมายจนเพียงพอที่จะถวายพระสงฆ์จำนวน 500 รูปเหล่านั้น

ในช่วงที่พระศาสดาจะเสด็จกลับนครสาวัตถีพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์นั้น พระยาช้างก็ได้เดินตามไปส่ง แต่ในที่สุดก็ได้เดินขวางทางเสด็จของพระศาสดา เป็นการส่งสัญญาณให้ทรงทราบว่า ชวนให้พระศาสดาเสด็จกลับไปประทับที่ป่าดังเดิม พระศาสดาจึงตรัสว่า “ ปาลิไลยกะ นี้เป็นความไปไม่กลับของเรา, ฌานก็ดี วิปัสสนาก็ดี มรรคและผลก็ดี ย่อมไม่มีแก่เจ้าด้วยอัตภาพนี้, เจ้าจงหยุดอยู่เถิด ” พระยาช้างได้ฟังรับสั่งเช่นนั้นแล้ว ก็สอดงวงเข้าปากร้องไห้ เดินตามหลังคณะพระสงฆ์และพระศาสดาไป ด้วยหมายใจว่าหากพระศาสดาเสด็จกลับ ตนก็จะได้อุปัฏฐากพระศาสดาแบบเดิมจนตลอดชีวิต ฝ่ายพระศาสดาเสด็จถึงอาณาเขตหมู่บ้านแล้ว ได้ตรัสว่า “ปาลิไลยกะ จำเดิมแต่นี้ไป มิใช่ที่ของเจ้า, หากแต่เป็นที่อยู่ของหมู่มนุษย์ มีอันตรายเบียดเบียนอยู่รอบข้าง เจ้าจงหยุดอยู่เถิด” พระยาช้างได้ยินก็ยืนร้องไห้อยู่ที่จุดนั้น ครั้นเมื่อพระศาสดาเสด็จลับตาไป ก็หัวใจแตกสลายตาย พระคัมภีร์บรรยายว่า พระยาช้าง “มีหัวใจแตกทำกาละแล้ว เกิดในท่ามกลางเทพอัปสรพันหนึ่ง ในวิมานทองสูง 30 โยชน์ ในภพดาวดึงส์ เพราะความเสื่อมใสในพระศาสดา. ชื่อของเทพบุตรนั้นว่า ปาลิไลยกเทพบุตร”

ย้อนกลับไปกล่าวถึงชาวเมืองโกสัมพี เมื่อทราบสาเหตุที่ทำให้พระศาสดาต้องเสด็จไปเช่นนั้น ก็พากันใช้มาตรการคว่ำบาตรกล่าวคือไม่ใส่บาตร ไม่ให้การกราบไหว้ เป็นต้นแก่พวกภิกษุที่ทะเลาะกันทั้งหมด ข้อนี้ทำให้พวกภิกษุทั้งหลายตระหนักถึงความผิดของพวกตนและเริ่มหันมามีความสามัคคีปรองดองระหว่างกัน แต่พวกชาวบ้านก็ยังไม่ยอมปฏิบัติต่อภิกษุเหล่านั้นด้วยความเคารพเหมือนเดิม จะต้องให้ไปขอขมาโทษพระศาสดาเสียก่อน แต่ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงกลางพรรษาพวกภิกษุจึงไปขอขมาโทษมิได้ ดังนั้นพวกภิกษุจึงอยู่จำพรรษานั้นด้วยความทุกข์ยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อออกพรรษาแล้ว พระอานนท์และภิกษุ 500 รูปได้ไปเฝ้าพระศาสดาและได้กราบทูลถึงคำอัญเชิญของท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีและอุบาสกอุบาสิกาอื่นๆที่ขอให้พระองค์เสด็จกลับ ต่อมาพระศาสดาก็ได้เสด็จกลับวัดพระเชตวัน กรุงสาวัตถี พวกภิกษุทั้งหลายได้พร้อมกันไปหมอบลงที่เบื้องพระบาทและขอขมาโทษต่อพระศาสดา พระศาสดาได้ทรงตำหนิภิกษุเหล่านั้น ที่ไม่เชื่อฟังพระโอวาทของพระองค์ ได้ตรัสบอกให้พวกภิกษุเหล่านั้นให้จดจำใส่ใจไว้ว่า จะต้องมีความสามัคคีปรองดองกัน ไม่สร้างความแตกแยกในหมู่คณะ และให้เชื่อฟังคำสั่งสอนของพระศาสดา ให้ทำตัวเหมือนกับพวกคนดีในอดีตอย่างเช่น ทีฆาวุกุมาร (ในทีฆาวุชาดก)ที่ทำตามโอวาทของมารดาบิดาผู้ต้องโทษประหารชีวิต แม้ว่ามารดาบิดานั้นจะถูกสังหารไปแล้ว ก็ไม่ละเมิดโอวาทนั้น จนภายหลังได้ครองราชย์สมบัติในแคว้นกาสีและแคว้นโกศลพร้อมกันทั้งสองแคว้น”

จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 6 นี้ว่า
ปเร จ น วิชานนฺติ
มยเมตฺถ ยมามเส
เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ
ตโต สมฺมนฺติ เมธคาฯ

(อ่านว่า)
ปะเร จะ นะ วิชานันติ
มะยะเมดถะ ยะมามะเส
เย จะ ตัดถะ วิชานันติ
ตะโต สัมมันติ เมทะคา ฯ

(แปลว่า)
ก็ชนเหล่าอื่นไม่รู้ตัวว่า พวกเราพากันฉิบหาย
เพราะการทะเลาะวิวาทอยู่ในท่ามกลางหมู่คณะนี้
ฝ่ายชนเหล่าใดในหมู่คณะนั้นย่อมรู้ชัด
การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ย่อมสงบ
เพราะการปฏิบัติของชนพวกนั้น.

เมื่อพระศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาจบลง พระภิกษุที่มาประชุมกันทั้งหมด ได้บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น.


นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

Go to full version