ผู้เขียน หัวข้อ: บทความพิเศษ : ธรรมจักรหมุน ทางเป็นมัชฌิมา ถึงพุทธศาสนาทันที  (อ่าน 1469 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ฐิตา

  • ทีมงานดอกแก้วกลิ่นธรรม
  • ต้นสักทองเรืองรองฤทธิ์
  • *
  • แสงธรรมนำใจแสงธรรมนำใจ
  • กระทู้: 7457
  • กิจกรรม:
    0%
  • Country: th
  • พลังกัลยาณมิตร 2236
  • Awards ผู้เข้าใจธรรมชาติสรรพสิ่งสรรพชีวิต ผู้มีหัวใจอ่อนละไมดั่งเสียงดนตรีธรรม ผู้ที่หัวใจเขียนไว้ซึ่งธรรมะอันเป็นอกาลิโก ผู้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ธรรมะดั่งเข็มทิศนำธรรม ผู้ร้อยเรียงอักษรวาจาได้ไพเราะเสนาะธรรม ผู้ทรงความรู้ในหลักธรรมอย่างถ่องแท้ ผู้ส่งเสริมพระพุทธศาสนาด้วยจิตตั้งมั่น เชิดชูผู้โพสกระทู้ธรรมะ
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • Firefox 5.0 Firefox 5.0
    • ดูรายละเอียด
    • Awards




ทีนี้ ก็มาพูดกันถึง วันอาสาฬบูชาว่า
ในวันนั้นพระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือเทศน์ครั้งแรก
เป็นการเริ่มประกาศพระพุทธศาสนา
       
       พระธรรมที่เทศน์นั้นเป็นพระสูตร เรียกว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยการหมุนวงล้อแห่งธรรม
       
       เรียกกันง่ายๆว่าเป็นวันประกาศพระธรรมจักร คือไม่จำเป็นต้องเรียกเต็มว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
       
       คำว่า “ธรรมจักร” นี้ เป็นทั้งเนื้อหาสาระของ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร และบางครั้งก็ใช้เป็นคำเรียกแทนพระสูตรนี้ทั้งสูตรด้วย
       
       ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนั้น มีสาระสำคัญที่ขึ้นต้นด้วยมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง และทางสายกลางนี้โยงต่อไปถึงอริยสัจ
       
       เมื่อพูดถึงทางสายกลางแล้ว ทางสายกลางนั้นก็นำไปสู่อริยสัจแน่นอนอยู่ในตัว ก็เลยไม่ต้องเอ่ยชื่ออริยสัจออกมา พูดแค่ว่าทางสายกลางก็พอ
       
       เพราะฉะนั้น เมื่อจะพูดให้กะทัดรัด ก็บอกว่า วันอาสาฬหบูชา คือ วันประกาศพระธรรมจักรและแสดงมัชฌิมาปฏิปทา หรือวันประกาศพระธรรมจักรและชี้ทางสายกลาง
       
       เรื่องธรรมจักรกับทางสายกลางนี้ เป็นเรื่องที่เนื่องกัน วันนี้ก็จะคุยกับโยมเป็นความรู้เกร็ดๆ ไม่ต้องลงลึกอะไรนัก
       
       แต่จะรู้จักธรรมจักร ก็ต้องรู้จัก “จักร” ก่อน เพราะธรรมจักรก็มาจากจักร

                         
       
       พอจักรเกิดขึ้น อารยธรรมก็ขยับเคลื่อน       

       “จักร” แปลว่าอะไร พอพูดว่าจักร เราก็นึกถึงวงกลมๆ อะไรเป็นจักร มันก็ต้องเป็นวงกลมๆ และจักรที่รู้จักกันมาแต่ไหนแต่ไร ก็คือ ล้อ จำพวกล้อเกวียน ล้อรถ อะไรพวกนี้ นี่แหละจักรของแท้แต่ดั้งแต่เดิม
       
       ทีนี้จักร หรือล้อนี่ เมื่อเกิดขึ้นมาสมัยก่อนนั้น คนตื่นเต้นมาก เพราะนำความสะดวกสบายและความเจริญมาให้ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญ ของความก้าวหน้างอกงามแห่งอารยธรรมของมนุษย์
       
       เมื่อมนุษย์สามารถเดินทางด้วยยานพาหนะ โดยมีล้อขึ้นมา ความเจริญก็เกิดขึ้นมากมายและรวดเร็ว ใช้ภาษาจีนแดงว่า แบบก้าวกระโดดเลย
       
       เฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องธุรกิจการค้า มีกองเกวียนคาราวานไปในแว่นแคว้นประเทศต่างๆ สื่อสารกันไปได้ทั่วถึง หนึ่งล่ะนะด้านการค้าพาณิชย์
       
       แล้วความเจริญก็ตามมากับพาณิชยกรรมนั้น เพราะนอกจากการค้าขายแล้ว วัฒนธรรมและอะไรต่ออะไรก็ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร การถ่ายทอดความรู้ การเล่าเรียนวิทยาการต่างๆ ในสมัยโบราณก็พ่วงไปกับการค้านี่แหละมาก
       
       เพราะฉะนั้น ล้อรถจึงเป็นเครื่องหมายของความเจริญ หรือเป็นสัญลักษณ์แห่งการพัฒนาอย่างสูงของอารยธรรม
       
       แต่ไม่ใช่เท่านั้น เมื่อล้อเกิดขึ้นแล้ว พอรถไปได้ มันไม่แค่การค้าพาณิชย์หรือธุรกิจเท่านั้น แต่มันหมายถึงอำนาจของพระราชาด้วย เพราะว่า ตอนนี้พระราชาก็มีรถศึกแล้วล่ะ
       
       แต่ก่อนโน้น ต้องรบกันด้วยช้าง ด้วยม้า ด้วยทหารราบ ตอนนี้มีรถม้าด้วย มีรถศึกแล้ว อย่างน้อยก็มีรถขนเสบียงและบรรทุกยุทโธปกรณ์ การศึกสงคราม การแผ่ขยายอำนาจ ก็ยิ่งเกริกก้องเกรียงไกร
       
       เพราะฉะนั้น ก็กลายเป็นว่า การมีล้อนี่เอง ได้ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าเหล่านี้ ล้อก็คือเครื่องหมายของรถนั่นเอง เพราะมันหมุนพารถไปให้คนสามารถแผ่ขยายอำนาจได้
       
       ต่อมา “จักร” หรือล้อ ก็เลยกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ หมายถึงการแผ่ขยายไปแห่งอำนาจ ล้อรถศึก หมุนไปถึงไหน อาณาคืออำนาจปกครองบังคับ ก็แผ่ขยายไปถึงนั่น ก็เลยเกิดคำว่าอาณาจักรขึ้นมา
       
       “อาณาจักร” ก็คือ ดินแดนที่วงล้อแห่งอำนาจหมุนไปถึง เดี๋ยวนี้เราก็ยังใช้อยู่ เราใช้กันโดยไม่รู้เลยใช่ไหมว่า อาณาจักรก็คือ วงล้อแห่งอำนาจ
       
       แต่ก่อนนี้ ล้อรถศึกพาอาณาคืออำนาจไป ล้อรถไปถึงไหน อำนาจของพระราชาก็ไปถึงนั่น อาณาจักร ก็คือ ดินแดนที่อยู่ในอำนาจของพระราชาพระองค์นั้น
       
       แล้วอันนี้ก็จะโยงมาหาธรรมจักร
       
       ธรรมจักรหมุนมา พาอารยธรรมเข้าสู่วิถี

       พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นว่า ล้อรถที่พาอำนาจไปนั้น บางทีมันพาไปแต่ความเดือดร้อน พาสงครามไป พาการเบียดเบียนไป พาเอาความเดือดร้อนไปให้เขา เพราะฉะนั้นควรคิดกันให้ดี ควรจะให้วงล้อนี้เป็นเครื่องนำเอาสิ่งที่สูงกว่านั้นไปด้วย อะไรที่ดีที่งามที่สูงที่ประเสริฐ นั่นก็คือธรรม เพราะฉะนั้น วงล้อนี้ควรจะนำธรรมะไป นี่แหละจึงได้เกิดคำว่า “ธรรมจักร” ขึ้น
       
       ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร คือพระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรมนี้ จึงเป็นพระสูตรที่ปฏิวัติความคิดมนุษย์ ที่ประกาศขึ้นมาใหม่ว่า ท่านผู้ ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย อย่ามัวคิดแต่จะแผ่ขยายอาณา ที่ก่ออาชญากันเลย แต่จงหันมาแผ่ขยายธรรม คือความดีงามของมนุษย์และปัญญาที่รู้ซึ้งเข้าถึงธรรมชาติกันเถิด
       
       เพราะฉะนั้น แทนที่จะมีเพียงอาณาจักร ก็ให้มีธรรมจักรด้วย พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ครั้งแรก ก็เหมือนทรงหมุนวงล้อแห่งธรรม ให้วงล้อธรรมะหมุนพาธรรมนั้นแผ่ขยายไป
       
       เมื่อวงล้อแห่งธรรมนี้หมุนไปถึงไหน ดินแดนแห่งความร่มเย็นเป็นสุขด้วยธรรมะ ก็จะแผ่ขยายไปถึงนั่น

       
       ดังนั้น “ธรรมจักร” จึงมีความหมาย ๒ อย่าง เช่นเดียวกับอาณาจักร
       
       หนึ่ง หมายถึงวงล้อแห่งธรรมที่พระพุทธเจ้า ทรงหมุน คือ ธรรมะที่ทรงประกาศ แล้วสืบเนื่องจากหนึ่ง วงล้อนี้หมุนไปเพื่ออะไร ก็เพื่อพาเอาธรรม คือความดีงาม ความร่มเย็นเป็นสุข แผ่ขยายออกไป ให้เกิดมี สอง ดินแดนที่วงล้อแห่งธรรมนั้นหมุนไปถึง ซึ่งกลายเป็นดินแดนแห่งธรรม
       
       เป็นอันว่า “ธรรมจักร” ก็เลยแปลได้ว่า
       
       ๑. วงล้อแห่งธรรม หรือธรรมดุจวงล้อ ที่ถูกหมุน คือถูกประกาศ ถูกเผยแผ่สั่งสอน
       
         ๒. ดินแดนที่วงล้อแห่งธรรมหมุนไปถึง หรือแผ่ไปถึง

       
       ธรรมจักร จึงเป็นทั้งธรรมที่ทรงแสดง และเป็นทั้งดินแดนแห่งธรรม
       
       พระพุทธเจ้าทรงประกาศธรรม ยังธรรมจักรให้หมุนออกไป และทรงสถาปนาธรรมจักร ด้วยธรรมจักรที่หมุน ออกไปนั้น
       
       รวมความว่า วันอาสาฬหบูชานี้ เป็นวันที่สำคัญมาก เพราะเป็นวันแห่งธรรมจักร คือวันที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศธรรมจักร ซึ่งเตือนใจเราว่า พวกเราชาวพุทธในบัดนี้ ควรพยายามสร้างธรรมจักร คือ ดินแดนแห่งธรรม ให้เกิดขึ้น ให้เรามีครบ ทั้งอาณาจักร และธรรมจักร
       
       เมื่อมีล้อ จึงมีรถ หรือมียานพาหนะ และเมื่อมีรถ มียานพาหนะ ก็ต้องมีทางไป และทางนั้นก็จะต้องเป็นทางที่ถูกต้อง ที่จะพาไปดี ไปให้ถึงที่หมาย
       
       ทางไปที่ถูกต้อง ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงชี้บอก คือทางสายกลาง และธรรมจักรคือล้อแห่งธรรม ก็หมุนพารถไปตามทางสายกลางนี้
       
       
(จากส่วนหนึ่งของหนังสือ‘จักรตัวใหม่ ที่ขับดันยุคไอที’)             
       (จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 128 กรกฎาคม 2554
      โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน จ.นครปฐม)



http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9540000081820




 

+- ธาราธรรม สายธารแห่งธรรมะ (เว็บไซต์ส่งเสริมธรรมะส่งเสริมความดี)

พลังจิต | สุขใจ | ธรรมะวัดเกาะวาลุกาลาม | อกาลิโกโฮม | ลานธรรมเสวนา | Dhamma Media Channel |ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย | หลวงตามหาบัว | ธรรมจักร | mindcyber | แปดหมื่นสี่พัน.org | กัลยาณมิตร | มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย | ประตูสู่ธรรม | บ้านธัมมะ | เว็บพระรัตนตรัย | คนดี | วัดป่ากรรมฐาน | คนเมืองบัว | พุทธาวุธ | หลวงพ่อ | พุทธภูมิ |ธรรมดี | ศาสนาที่พันทิพย์ | พระไทยเน็ต | ซีดีธรรมะ | วัดโพธิ์ | ธรรมสวนะ | ปฏิจจสมุปบาท | กุศล | หลวงปู่มั่น | dhamma.net | ดังตฤณ | dhamma4ever.com | ลานธรรมบัณฑิต | ฟังธรรม.com | ธรรมะไทย | บัวพ้นน้ำ |

Powered by Tairomdham