Forum > มาลาบูชาครู

ธรรมะเรื่อง กรรม (ใจทำ ใจรู้) - พระอาจารย์บุญจันทร์ จนฺทวโร

(1/4) > >>

ฐิตา:




ธรรมะเรื่อง กรรม (ใจทำ ใจรู้)
พระอาจารย์บุญจันทร์ จนฺทวโร
การ เจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคภัยต่างๆ เป็นสิ่งที่คนเราและสัตว์ทั้งหลายไม่ปรารถนา เพราะเป็นเรื่องทุกข์ทรมาน ต้องการให้หาย ต้องการความสุขความสบาย ฉะนั้นจึงมีวิธีการบริหารรักษา จะให้หายด้วยวิธีใด เช่น หมอคนรักษา หมอผีรักษา หมอเทวดารักษา หมออินทร์รักษา หมอพรหมรักษา ต้องทดลองรักษาดูว่าเขารักษาด้วยวิธีนั้นจะบรรเท่โรคได้ไหมจะหายได้ไหน ถ้ายังไม่หายก็เปลี่ยนวิธีใหม่จนกว่าจะถูกต้อง โรคภัยไข้เจ็บหายไปได้ เพราะการรักษาด้วยวิธีต่างๆ ที่หมอทำกันอยู่ ก็มีทั้งหายได้และไม่หาย อย่างกินยาฉีดยาหายได้ก็มีไม่หายตายก็มี วิธีจับเส้นหายก็มี คนป่วยเป็นไข้เหมือนกันหมอใช้ยาอย่างเดียวกันรักษาคนหนึ่งหายได้ แต่คนหนึ่งตายเสีย จะว่ายังไง ตามหลักธรรมทางพุทธศาสนาท่าน เรียกว่า กรรม

กมฺมวิปากาอาพาธ ความเจ็บ เกิดแต่วิบากของกรรม คือกรรมของคนๆ นั้นที่ทำไว้แล้วในอดีต เป็นกรรมแรงกล้า ถึงอุปัจเฉทกกรรม กรรมตัดรอนชีวิตจบลงแค่นั้นอยู่ต่อไปไม่ได้ จะช่วยจะรักษาพยาบาลด้วยวิธีใดๆ ม่ได้ผลเลย ตายอย่างเดียวเท่านั้น

พูดถึงเรื่องกรรมแล้ว คนเรามีกันทุกคน เพราะกิเลสกรรมวิบากเป็นสังสารจักรทำให้ใจต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังขาร สังขารนี้แหละเป็นกรรม แยกออกเป็นบุญ เป็นบาป ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาป สังขารนี้มี กิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นเหตุเป็นปัจจัยอุดหนุน กามภพ รูปภพ อรูปภพ จึงต้องมีไม่รู้จบ เมื่อใจยังไม่สิ้นอวิชชา ตัณหา อุปาทาน

ทีนี้เรื่องของใจนี้แหละ เมื่อหลงอวิชชาความไม่รู้จักกรรมมีอยู่อาจทำกรรมชั่วเสียมากมายเป็นเอนกอนันต์ ทั้งๆ ที่ใจทำอยู่แต่ใจไม่รู้ ตัณหาใจทำอยู่แต่ใจไม่รู้ว่าตัณหาความอยากเป็นบาปอย่างไร ตัณหาเป็นเหตุให้ทุกข์เกิดอย่างไรใจไม่รู้ เพราะหลง อวิชชาครอบงำใจ ใจทำแล้วทำอีก ทำจนชิน ทำจนเคย ทำจนคล่อง เป็นกามตัณหา เป็นภวตัณหา เป็นวิภวตัณหา เมื่อตัณหามีแล้วก็เกิดอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น

พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ละตัณหา ใจละไม่ได้เพราะอุปาทานรวบรัดเอาไว้แล้วละไม่ออก มันแน่นหนาเสียเหลือเกิน อะไรๆ ก็ของเราทั้งนั้น ใจเรา ตัวเรา กายเรา เวทนาเรา สัญญาเรา สังขารเรา วิญญาณเรา ของเราทั้งนั้นจะไปละยังไง

นี้ แหละกิเลสกรรม ยึดทั้งกรรมดี ยึดทั้งกรรมชั่ว วิบากผล สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ทั้งทางกาย ทั้งทางใจ ไม่รู้เป็นกรรมอะไรบ้าง เพียงแต่กรรมปาณาติบาต คือการฆ่าสัตว์ก็มากมายก่ายกอง เคยฆ่าอะไรบ้าง ฆ่าคนไหม ฆ่าหมูไหม ฆ่าวัวไหม ฆ่าควายไหม ฆ่าเป็นไหม ฆ่าไก่ไหม ฆ่านกฆ่าหนู ฆ่าปูฆ่าปลา ฆ่ากบฆ่าเขียด ฆ่าอึ่ง ฆ่าแมลง ฆ่าปลวก ฆ่ามด ฆ่าลิ้น ฆ่ายุง เพียงแต่การฆ่าสัตว์ก็มากมาย ทำให้เราเป็นทุกข์ทรมานจนถึงตาย เอาต้ม เอาแกง เอาลาบ เอาปิ้ง เอาทอด เอาตีทุบหัว บีบหัว ปาดคอ หักเขี้ยว หักขา เอากิน เอาขาย เอาให้คน เอาให้สัตว์

เวลาทำกรรมชั่ว ปาณาติบาต หาได้นึกไม่ว่า ทำทุกข์ให้แก่ท่าน ทุกข์นั้นจะถึงเรา กรรมที่เราเบียดเบียนเขา กรรมนั้นจะย้อนมาเบียดเบียนเรา กรรมที่เราฆ่าเขา กรรมนั้นจะมาฆ่าเรา เพราะเรามีกรรมเป็นของๆ ตน เราทำกรรมชั่วเราก็ได้ชั่ว ได้ของไม่ดี ได้ความทุกข์ยากลำบาก เหมือนเราทำให้แก่เขานั้นแหละจะไปโทษใคร โทษที่กิเลสที่เราทำ โทษกรรมที่เราสร้างนี้แหละ

ยัง กรรมอย่างอื่นๆ อีกเช่น การลักทรัพย์ การเสพกาม การพูดปด การพูดส่อเสียด การพูดคำหยาบ การพูดเพ้อเจ้อเหลวไหล การดื่มสุรา การค้าขายมิจฉาวณิชชา การกินข้าวแลง การดูการฟังฟ้อนรำ ขับร้องเครื่องขับประโคมดนตรี การดีดสีตีเป่า การประดับประดาร่างกายด้วยดอกไม้ของหอมเครื่องย้อมเครื่องทาต่างๆ เพื่อหลอกลวงใจตัวเองและใจคนอื่นให้ลุ่มหลงมัวเมาอยากได้ ยินดีในการนอนเสื่อยัดด้วยนุ่นและสำลี การยินดีในเงินและทอง ทำลายศีลธรรม ทำลายกรรมอันเป็นบุญกุศล

นี่แหละ เรื่องกิเลสอกุศลกรรมนี้ ทำเสียมากมายก่ายกองเสียแล้ว มอง ไปอดีตดูซิการท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดเป็นคนบ้าง เป็นสัตว์์ดิรัจฉานบ้าง เป็นอินทร์เป็นพรหมบ้าง กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกมันก็ยังไม่รู้โทษของกิเลสของกรรม ทั้งๆทีใจอยู่ในกายนี้ ก็ยังดูกายดูใจไม่ออกเลยว่า อะไรเป็นมโนกรรม กรรมที่ทำทางใจ อะไรเป็นวจีกรรม กรรมที่ทำทางวาจา อะไรเป็นกายกรรม กรรมที่ทำทางกาย อะไรเป็นกุศลกรรม อะไรเป็นอกุศลกรรม ยังดูกรรมที่ทำทางกาย วาจา ใจไม่ออก บอกสอนใจตัวเองให้ละกรรมชั่วก็ไม่ได้ บอกสอนใจตัวเองให้ทำกรรมดีก็ไม่ได้ บอกสอนใจตัวเองให้ทำเอามรรคผลนิพานก็ไม่ได้ มองใจตัวเองเท่านี้แหละ มืดมนไปด้วยอวิชชาไม่รู้ ไม่รู้ว่าใจทำอวิชชาอย่างไร ไม่รู้ว่าใจทำตัณหาอย่างไร ไม่รู้ว่าใจทำความโกรธพยาบาทอาฆาตจองเวรอย่างไร ไม่รู้ว่าใจยึดเอาอะไร ยึดถือรูปถือนาม ยึดถือกรรมแล้วมันได้อะไร ใจยึดถือแล้วมันเป็นทุกข์เดือดร้อนใจไหม เมื่อใจเดือดร้อนเป็นทุกข์ แล้วทำไมใจไม่ละ ใจไม่ปล่อยวาง กรรม

กรรมนี้แหละ กรรมของใจแท้ๆ จึงควรจะปรับปรุงแก้ไขใจ ใจทำความหลงความไม่รู้ ความมืดมนอนธการได้ ใจก็ต้องทำความรู้จริงรู้แจ้ง ความมีจริง ความเป็นจริง เหตุของกิเลสที่ใจทำกรรมที่ใจสร้าง วิบากผลที่ใจเสวย ใจทำความหลงได้ใจทำความรู้แจ้งไม่ได้หรือ ใจไม่รู้ทุกข์ ใจไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์ ใจไม่รู้ความดับทุกข์ ใจไม่รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ใจจะทำให้รู้ ศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ไม่ได้หรือได้มันอยู่ที่กรรม คือ การกระทำของใจนี้แหละ

ฐิตา:



ฉะนั้นจึงควรศึกษากรรม คือ การกระทำของใจ ถ้าคนเราจะทำได้แต่กรรมชั่ว กรรมดีทำไม่ได้แล้ว ไม่มีคนดี ไม่มีพระอริยะ เพราะคนที่มาเกิดใจมีกิเลสคือกรรมชั่วทั้งนั้น กิเลสนี้แหละมันมีทั้งกรรมดี มีทั้งกรรมชั่ว กิเลสคือ โลภะ โทสะ โมหะ ใจโลภก็เป็นอกุศลกรรม ใจหลงก็เป็นอกุศลกรรม ใจทำมโนกรรมใจหลง นี้แหละ หลงได้ทั้งบุญ หลงได้ทั้งบาป ใจโลภก็โลภได้ทั้งบุญโลภได้ทั้งบาป ใจโกรธก็โกรธได้ทั้งเวลาทำบุญ โกรธได้ทั้งเวลาทำบาป ใจยึดก็ยึดได้ทั้งบุญยึดได้ทั้งบาป ถ้าใจละยึด ใจละยินดี ใจละยินร้าย ใจละหลง ใจก็หลุดพ้น เหลือแต่ธรรมชาติของใจคือ ธาตุรู้เฉพาะ

เมื่อใจละกิเลสหมด กรรมอันเป็นบุญ กรรมอันเป็นบาปก็หลุดออกไปจากใจหมดไม่มีเหลือ ใจมีบุญและบาปอันละเสียแล้ว ตื่นอยู่ด้วยธรรมคือ สติ ใจมีสติเพียงสักว่ารู้ ใจมีสติเพียงสักว่าอาศัย เป็นที่ระลึกว่าเป็นธาตุ ธาตุรู้ รูปธาตุ นามธาตุ ไม่ ยึดมั่นถือมั่นว่าเรามีเราเป็นเรื่องของกิเลสกรรมวิบาก เป็นเรื่องวัฏวน วนเวียนไปมาอยู่ในวงของกิเลสกรรมวิบาก นี้เองเป็นเรื่องของกิเลสกรรมวิบาก เป็นเรื่องเหลือวิสัยของผู้มีอินทรีย์อ่อน ต้องเกิดวิจิกิจฉาความลังเลสงสัยว่าอะไรหนอ อะไรหนอ กิเลสอะไรหนอ กรรมอะไรหนอ วิบากไม่น่ามีไม่น่าเป็นเป็นได้เลย ไม่น่าเป็นอย่างนั้น แต่สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็ได้มีแล้วเป็นไปได้แล้วเพราะกรรมนั้นเอง

ชนกกรรม กรรมแต่งให้เกิด อย่างร่างกายนี้อาการต่างๆ ของร่างกายนี้ เช่นอาการสามสิบสอง แข้ง ขา ตีน มือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เนื้อ ใจ เกิดจากน้ำกามทั้งนั้น ทำไมไม่เหมือนกัน ทำไมจึงเป็นไปได้ มีรูปลักษณะต่างๆ กันเพราะอะไร เพราะกรรม กรรมแต่งให้เกิด ฉะนั้นกรรมนี้เป็นปัญหาอจินไตย ถ้าใจไม่ฉลาดคิดพินิจพิจารณาแล้ว เป็นบ้าแน่ๆ บ้าหลงไม่รู้จริง ไม่น่าจะเป็นจริงได้ น้ำกาม น้ำกลละแท้ๆ น้ำกามมาเกิดเป็นตาได้ น้ำกามมาเกิดเป็นหูได้ น้ำกามเกิดเป็นจมูกได้ น้ำกามเกิดเป็นปาก เป็นลิ้น เขี้ยว ฟันได้ น้ำกามเกิดเป็นเนื้อหัวใจได้ เพราะอะไร เพราะกรรม ใจจะเชื่อกรรมได้ต้องมีปัญญาเห็นกรรม ว่ากรรมนี้สามารถตกแต่งให้เป็นสิ่งต่างๆ ได้ ดีได้เพราะกรรม ชั่วได้เพราะกรรม

กมฺมุนา วตฺตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม สวย งามได้เพราะกรรม ขี้ร้าย ขี้เหร่ ได้เพราะกรรม ตาบอดได้เพราะกรรม หูดีได้เพราะกรรม หูหนวกได้เพราะกรรม จมูกดีได้เพราะกรรม จมูกชั่วเว้าแหว่งได้เพราะกรรม ปากดีได้เพราะกรรม ปากไม่ดี ปากถึก ปากเว้า ปากแหว่ง ปากเบี้ยวได้เพราะกรรม กายดีได้เพราะกรรม กายชั่วได้เพราะกรรม ใจดีได้เพราะกรรม ใจชั่วได้เพราะกรรม

ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า "กมฺมุนา วตฺตตี โลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม กรรมให้ผลในชาตินี้ กรรมให้ผลในชาติหน้า กรรมให้ผลในชาติต่อๆ ไป กรรมหนัก กรรมชิน กรรมเมื่อจวนจะตาย กรรมสักว่าทำ กรรมแต่งให้เกิด กรรมอุดหนุน กรรมเบียดเบียน กรรมฆ่า กรรมตัดรอน ผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่ว ใจของท่านเชื่อกรรมหรือไม่ ถ้ายังไม่เชื่อก็สอนใจด้วยปัญญา ชี้เหตุของกรรม ชี้ผลของกรรม เมื่อใจรู้เหตุผลของกรรมแล้วใจจะยอมจำนน เชื่อ เหตุผลของกรรมเป็นของจริง มีได้จริง เป็นได้จริง แล้วความเพียรพยายามทำกรรมดีก็จะมีกำลังแก่กล้าเข้มแข็ง สติ สมาธิ ปัญญา ก็จะเจริญก้าวหน้า ท่านปรารถนาบุญกุศล มรรคผล นิพพาน ก็จะสำเร็จได้ด้วยกรรม คือ การกระทำของใจเอง

ศรัทธาอยู่ที่กรรม ความเพียรอยู่ที่กรรม สติอยู่ที่กรรม สมาธิอยู่ที่กรรม ปัญญาอยู่ที่กรรม วิชชาอยู่ที่กรรม วิมุตติใจหลุดพ้นอยู่ที่มโนกรรม คือการกระทำของใจนี้เอง ใจทำกรรมอะไร ดูใจตัวเองออกไหม ถ้าดูใจไม่ออกเลย มืดมนอนธการไปเสียหมด ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นใจ ปทปรมะ มืดมน ไม่รู้ว่าอะไรประโยชน์ อะไรไม่เป็นประโยชน์ ประโยชน์ในชาตินี้คือทำอย่างไรไม่รู้ ประโยชน์ชาติหน้า คือทำอย่างไรไม่รู้ ประโยชน์อย่างยิ่งอย่างสูงทำอย่างไรไม่รู้

เมื่อไม่รู้จัก สิ่งที่เป็นประโยชนก็จะทำแต่สิ่งที่เป็นโทษทุกข์ภัยให้แก่ตัวเองก็ยิ่งเพิ่ม ทุกข์ เพิ่มโทษ เพิ่มภัย เพิ่มเวร ก่อกรรมทำชั่วจนหนาแน่น โลภมาก็โลภต่อไป โกรธมาแล้วก็โกรธต่อไป หลงมาแล้วก็หลงต่อไป เห็นผิดมาแล้วก็เห็นผิดต่อไป ยึดถึอมาแล้วก็ยึดถือต่อไป ฉะนั้นกรรมชั่วกรรมไม่ดี จึงพอกพูนหัวใจหนาแน่น มีใครไปสอนเรื่องกรรมไม่เชื่อ จะเชื่อยังไง เพราะไม่รู้ ไม่เข้าใจ มืดมนไปด้วยอวิชชา เป็นใจปทปรมะ ไม่เป็นใจเนยยะ คือแนะนำ สั่งสอนให้รู้ได้ เมื่อสอนให้รู้กรรมไม่ได้ ปัญญาจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะ กมฺมสฺสกตา ปัญญาเกิดขึ้นจากการเห็นกรรม ต้องเห็นว่าทำกรรมดีได้ดี ทำกรรมชั่วได้ชั่ว เมื่อมีปัญญาเห็นกรรมแล้วว่าอันนี้เป็นกรรมดีควรทำ อันนี้เป็นกรรมชั่วควรละใจจึงจะเชื่อกรรมว่าคนเราจะดีเพราะทำกรรมดี จะชั่วเพราะทำกรรมชั่ว ทำกรรมชั่วคือบาป กรรมบางอย่างให้ผลแรงกล้าในปัจจุบันนี้เลย เช่น การฆ่าคน ลองไปฆ่าพ่อเข้าให้ลูกหรือญาติพี่น้องเขาเห็นดูซิ อาจจะถูกฆ่าตอบตาในปัจจุบันนี้เลย หรือต่างคนก็ต่างว่ามีปืนในมือด้วยกัน คนนี้ก็ยิงคนโน้น คนนโน้นก็ยิงคนนี้ คนนี้ยิงโป้ง คนโน้นก็ยิงโป้ง ถูกหน้าอกตายทั้งสองคนเลย นี้แหละกรรมชั่วมันได้ชั่ว ได้ความทุกข์ ทุกข์จนตาย

ฐิตา:



คุณเชื่อกรรมไหม ไม่เชื่อก็ลองดูก็ได้ เอาคนที่ไม่เชื่อกรรมนั้นแหละมาทดลองกันดู ให้มันเห็นกับตาใกล้ๆ นี้ ถ้าชี้ไปอนาคตหรืออดีตมันไกลมองไม่เห็นเพราะสายตาสั้น จึงไม่เชื่อว่าอบายภูมิมี นรกมี สวรรค์มี เทวดามี อินทร์พรหมมี การ ทำกรรมดีเล่า ไม่ฆ่ากัน ก็อยู่ด้วยกันเป็นสุข ไม่ลักขโมยปล้นจี้ก็อยู่ด้วยกันเป็นสุข ไม่เสพกามก็อยู่ด้วยกันเป็นสุข ไม่พูดปดไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล พูดแต่สัมมาวาจาก็อยู่ด้วยกันเป็นสุข ยิ่งเพิ่มไม่ทานอาหารเย็นก็ยิ่งจะสุขเพิ่มขึ้น ไม่ไปดูหนังลิเก ละคร รำวง เครื่องขับประโคมดนตรี ดีดสีตีเป่าก็อยู่ด้วยกันเป็นสุข ไม่ประดับประดาตกแต่งร่างกายยั่วยวนกิเลสให้กำเริบก็อยู่ด้วยกันเป็นสุข ไม่นอนเสื่อยัดด้วยนุ่นและสำลีเพื่อเพิ่มความยินดีในการหลับการนอนก็อยู่ ด้วยกันเป็นสุข ไม่แสวงหาเงินและทองก็ยิ่งจะมีความสุขเพิ่มขึ้น

เหตุให้เกิดทุกข์เพิ่มขึ้นมากมายก็เพราะยินดีในเงินและทองนี้ เมื่อใจอยากได้เงินและทองแล้วก็เกิดการแสวงหาด้วยวิธีต่างๆ อยากได้เงินไปฆ่าสัตว์มาขาย อยากได้เงินปลักขโมย ปล้นจี้ฉกชิงวิ่งราว อยากได้เงินต้องไปขายกามขายก้น อยากได้เงินต้องพูดปดหลอกลวง อยากได้เงินต้องขายเหล้า ขายศาสตราวุธ ขายสัตวเป็น ขายเครื่องประหาร อยากได้เงินต้องแสดงหนังละคร ลิเก ร้องรำทำเพลง เล่นดนตรี อยากได้เงินต้องประดับประดาตกแต่งร่างกายเพื่อหลอกเอาเงินเขา อยากได้เงินต้องทำเสื่อยัดด้วยนุ่นและสำลีไปขาย เมื่อ ใจอยากได้เงินอยากร่ำอยากรวยแล้วก็คิดด้วยอุบายวิธีต่างๆ แสวงหาเพื่อจะให้ได้มา ต้องแย่งชิงกัน ต้องทะเลาะวิวาทผิดเถียงกัน ต้องต่อยต้องตีกัน ต้องรบราฆ่าฟันกันถึงตาย นี้แหละเป็นกรรมทั้งนั้น

กรรม ที่ทำเนื่องไปด้วยเวรห้า เวรแปด เวรสิบนี้แหละ ทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องเดือร้อนเป็นทุกข์อยู่ทั่วโลก ทุกข์ทั้งกาย ทุกข์ทั้งวาจา ทุกข์ทั้งใจ เพราะตัณหานี้แหละเป็นต้นเหตุ ใจหลงในทุกข์ว่าสุข ใจหลงในเหตุให้เกิดทุกข์ว่าเป็นเหตุให้เกิดสุข ก็เลยสร้างตัณหา ความทะเยอทะยานดิ้นรน ใจอยากได้รูปธรรม นามธรรมอันเป็นกองทุกข์แท้ๆ ไม่น่าจะไปหลงว่าเป็นสุขเลย อย่างหลงร่างกาย ชายหญิงก็ทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย แท้ๆ ร่างกายชายก็ทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ร่างกายหญิงก็ทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เมื่อใจอยากได้ก็แสวงหากายเก่าตายไป ใจก็ไปแสวงหากายใหม่อีก กายใหม่ก็กายชายกายหญิงอย่างเก่านั้นแหละ เกิด มาแล้วก็ แก่ เจ็บ ตายอย่างเก่านั้นแหละ ทรัพย์สิน เงินทองข้าวของต่างๆ ได้มาแล้วก็หมดไปอย่างเก่านั้นแหละ มีแต่เรื่องทุกขทั้งนั้น เรื่องภัยเรื่องเวรทั้งนั้น มันเกิดขึ้นมีขึ้นเพราะการกระทำของใจนี้เอง

ถามใจดูซิว่า เชื่อไหมว่าตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ชี้ใกล้ๆ อย่างกายนี้แหละ เกิดมาแล้วทุกข์ไหม ความแก่ชรา คร่ำคร่า ทรุดโทรมนี้ทุกข์ไหม ความเจ็บด้วยโรคภัยต่างๆ ที่เกิดในกายนี้ทุกข์ไหม ปวดหัวตัวร้อนนี้ทุกข์ไหม เจ็บตา เป็นตาต้อ ตาแดง ตาฟาง ตาบอด นี้ทุกข์ไหม เป้นหวัดคัดจมูก น้ำมูกย้อย น้ำมูกไหล เป็นริดสีดวงจมูกนี้ทุกข์ไหม เจ็บปากเจ็บลิ้น เจ็บฟันนี้ทุกข์ไหม เจ็บอวัยวะร่างกายนี้ทุกข์ไหม เจ็บคอเจ็บไหล่ เจ็บแขน เจ็บมือนี้ทุกข์ไหม เป็นโรคม้ามโต ม้ามหย่อน ม้ามยาน ม้ามอักเสบนี้ทุกข์ไหม เป็นโรเนื้อหัวใจโต เนื้อหัวใจบวมพองอักเสบ เนื้อหัวใจรั่วนี้ทุกข์ไหม ถามใจดู เป็นโรคตับไต ตับแข็ง เป็นมะเร็งในตับ นี้ทุกข์ไหม เป็นโรคปอด ปอดบวมปอดเน่า ปอดเป็นวัณโรค นี้ทุกข์ไหม เจ็บอันตังไส้ใหญ่ เป็นแผล เป็นโรคกระเพาะนี้ทุกขหม่ ปวดสมองนี้ทุกข์ไหม เจ็บน้ำเหลือกเจ็บเหงือก เจ็บมันข้นนี้ทุกข์ไหม เจ็บน้ำตา เจ็บน้ำมันเหลว เจ็บน้ำลายนี้ทุกข์ไหม เจ็บน้ำมูกเป็นหวัดคัดจมูก เจ็บไขข้อ เจ็บน้ำมูตรนี้ทุกข์ไหม

มีสติระลึกในกาย ใช้ปัญญาพิจารณาเป็นอนุโลมปฏิโลม กลับไปกลับมาให้มากๆ ถามใจดุซิว่าท่านเป็นทุกข์ไหม หรือเป็นสุข โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกายนี้มันทุกข์ไหมหรือเป็นสุข ใจอยากได้ไหม ทุกข์เจ็บนี้อยากได้เจ็บมากๆ ไหม ทุกข์จนตายนั้นแหละ ใจจะมาเอาอะไรในทุกข์ มันทุกข์จริงนะทุกข์จนตาย เผาฝังทิ้งไว้ในพื้นพสุธาในโลกนี้ เมื่อยังไม่ตายก็เป็นทุกข์ด้วยการบริหารดูแลรักษาพยาบาล ทุกข์กายนี้แหละมันเป็นผลของตัณหา ความอยาก อยากได้ทุกข์แสวงหาทุกข์ก็ได้กายอันเป็นทุกข์มาอย่างนี้ นี่แหละกรรม การกระทำ ตัณหาความอยาก ใจอยากได้ทุกข์เมื่อได้กายอันเป็นก้อนทุกข์มาแล้วก็อยากบริหารกายอันเป็นทุกข์ อยากบำรุงบำเรอกายอันเป็นก้อนทุกข์ อยากฆ่าสัตว์มาเลี้ยงร่างกายอันเป็นทุกข์ อยากลักทรัพย์มาบำรุงกายอันเป็นทุกข์ อยากเสพกามอันเป็นทุกข์ น้ำกามอันเป็นทุกข์ไหลเข้าไประคนกันเกิดกาย อันเป็นทุกข์ขึ้นมาอีก อยากพูดปด ส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้ออันเป็นทุกข์ อยากดื่มสุราอันเป็นทุกข์ อยากค้าขายอันเป็นทุกข์ อยากกินข้าวแลงอันเป็นทุกข์ อยากดูหนังละครลิเก รำวงอันเป็นทุกข์ อยากฟังเครื่องขับประโคมดนตรีดีดสีตีเป่าอันเป็นทุกข์ อยากประดับประดาตกแต่งร่างกายอันเป็นทุกข์ อยากนอนเสื่อยัดด้วยนุ่นและสำลีอันเป็นทุกข์ อยากได้เงินและทองอันเป็นกองทุกข์ต่อไป

ฐิตา:


เรื่อง ทำเวรห้า เวรแปด เวรสิบ ก็เรื่องทุกข์ เรื่องบาป เรื่องตัณหาความอยากก็เหตุให้ทุกข์เกิดขึ้น เพิ่มทุกข์ เพิ่มโทษ เพิ่มภัย เพิ่มเวรไม่รู้จักจบ อดีตมากมายมาถึงปัจจุบัน ปัจจุบันละไม่ได้ก็อยากต่อไปในอนาคต สร้างกิเลสกรรมวิบากเป็นสังสารจักรหมุนไปไม่รู้จบรู้สิ้น พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่าทุกข์ต่างๆ หลายอย่างหลายประการในโลกนี้มีมาแล้วแต่ตัณหา ใจอยากได้ทุกข์ แสวงหาทุกข์ ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป ไม่มีอะไรนอกจากทุกข์ ใจ มันหลงทุกข์ว่าสุข ก็เลยอยากได้ทุกข์ จึงแสวงหาทุกข์มัวเมาอยู่ในทุกข์ ยุ่งยากลำบากอยู่ในทุกข์ ทุกข์จนตาย ตายแล้วใจตัณหาไปเกิดอีก ไม่สิ้นสุดยุติลงได้ จะให้สิ้นทุกข์ จะให้ทุกข์ดับไปก็ต้องละตัณหา ตรงนี้เอง ใจละตัณหาทุกข์ใจดับ นิโรโธ นิพพานํ

การละตัณหานี้มันง่ายสำหรับบุคคลที่มีบารมีแก่กล้า มีอินทรีย์แก่กล้าประเภท อุคคติตัญญู บุคคลอาจรู้ธรรมในเมื่อท่านยกหัวข้อธรรมขึ้นแสดง อย่างพระพุทธเจ้าแสดงอริยสัจ แก่ยสกุลบุตรว่า

"ตานิ เอตานิ ทิฏ์ฐานิ     ภวเนตฺติ สมูหตา
อุจฺฉินฺนํ มูลํ ทุกฺขสฺส      นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว"

"อริยสัจธรรมมีสี่อย่างนี้คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อันบุคคลผู้ใดได้เห็นแล้วซึ่งรากเหง้าแห่งทุกข์คือตัณหา อันบุคคลผู้ใดรื้อถอนขึ้นแล้วถึงนิโรธความดับทุกข์โดยชอบแล้ว บัดนี้ภพใหม่อีกย่อมไม่มี"

พระ พุทธเจ้าทรงแสดงภาษิตนี้ให้ยสกุลบุตรฟังจบลง ท่านได้บรรลุพระอรหันต์ ยสกุลบุตรท่านรู้ธรรมเมื่อพระพุทธเจ้ายกหัวข้อขึ้นแสดง ไม่ต้องอธิบายขยายเพิ่มเติม ท่านบรรลุพระอรหันต์ได้ตรัสรู้ธรรมเป็นขิปปาภิญญา บุคคลประเภทนี้มีน้อยนักในโลก

ธรรมที่ทำให้ตรัสรู้เร็วคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาญาณ สัมมาวิมุตติ สัมมาทิฏฐิก็คือ ปัญญาอันเห็นชอบในอริยสัจตามความเป็นจริงนั้นเอง เมื่อใจเห็นจริง ใจรู้จริง ใจละตัณหาได้จริง ใจก็หลุดพ้น ที่มันเนิ่นช้าในการหลุดพ้นเพราะมิจฉาทิฏฐิ ใจเห็นผิด เห็นทุกข์ว่าเป็นสุข เห็นตัณหาอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ว่าเป็นเหตุให้เกิดสุข ใจพอใจทำตัณหา ไม่พอใจละ ใจจึงไม่หลุดพ้น บรรลุโรธนิพพานไม่ได้ เพราะใจคาตัณหา ชอบทำไม่ชอบละ เพราะเห็นผิด อย่างพระยสะ ท่านเห็นชอบรู้ชอบ ใจท่านละชอบ ก็หลุดพ้น บรรลุความเป็นพระอรหันต์ได้โดยเร็ว

ประเภทที่สองท่านเรียกว่า วิปปจิตัญญู คืออาจรู้ธรรมเมื่อท่านอธิบายขยายเน้อความของอริยสัจออกไปว่า ทุกข์เพราะความเกิดเป็นอย่างนั้นๆ ทุกข์เพราะความแก่เป็นอย่างนั้นๆ ทุกข์เพราะความเจ็บเป็นอย่างนั้นๆ ทุกข์เพราะความตายเป็นอย่างนั้นๆ สมุทัย ตัณหาความอยากเป็นเหตุให้ทุกข์เกิดขึ้นมา กามตัณหาความอยากในอารมณ์ที่ใคร่ ภวตัณหาความอยากในความมีความเป็น วิภวตัณหาความอยากในความไม่มีไม่เป็น ต้องละตัณหา ปล่อยตัณหาวางตัณหา ใจไม่พัวพันอยู่ด้วยตัณหา ทุกข์จึงจะดับไปจากใจ

การจะละตัณหาได้ต้องบำเพ็ญมรรค ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อขยายเนื้อความออกไปหน่อย ก็รู้ ก็เข้าใจ ได้บรรลุพระอรหันต์เหมือนพระยามหากบิลกับอำมาตย์ ได้ฟังแล้วบรรลุพระอรหันต์ เรียก วิปปจิตัญญู อาจรู้ธรรมเมื่อท่านอธิบายขยายเนื้อความออกไป นี้เป็นประเภทที่สอง

ประเภทที่สามก็คือ เนยยะ พอจะแนะนำสั่งสอนได้ ค่อยสอนไป ค่อยอมรมไป ค่อยรู้ไป ค่อยเข้าใจไป ค่อยปฏิบัติไป ยังมีหวังในวันหนึ่งข้างหน้า ช้าหน่อยก็ยังมีหวังว่าจะตรัสรู้ได้

ประเภท ที่สี่นี้ซิ สอนอะไรก็ไม่ได้เรื่อง สอนให้รู้จักบาปก็ไม่รู้ สอนให้ละบาปก็ไม่ละ สอนให้ละตัณหา โอย...ละตัณหาแล้วจะเอาอะไรมากิน ละตัณหาแล้วจะรวยยังไง ไม่มีเงินจะเอาอะไรมาซื้อสิ่งของต่างๆ ไม่มีเงินจะเอาอะไรไปแต่งงานซื้อก้อนทุกข์ ไม่มีเงินแล้วจะเอาอะไรไปสร้างบ้านสร้างเรือน ไม่มีเงินแล้วจะเอาอะไรไปซื้อสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่ต้องประสงค์ ใจมืดมนไปด้วยอวิชชา ไม่รู้ว่าอะไรเป็นทุกข์ ไม่รู้ว่าตัณหาเป็นเหตุให้ทุกข์เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง สอนให้รู้ประโยชน์ชาตินี้ไม่รู้ สอนให้รู้ประโยชน์ชาติหน้าก็ไม่รู้ สอนให้รู้ประโยชน์อย่างยิ่งอย่างสูงไม่รู้ เพราะใจมันหลงมืดแปดด้าน ใจไม่รู้จักบุญ ใจไม่รู้จักคุณ ใจไม่รู้จักโทษ มืดมนอนธการ ไม่ต้องไปสอนดอก เหนื่อยเปล่า ไม่มีประโยชน์อะไร ใจทำกรรมชั่วเสียหนาแน่น ปุถุชนคนหนา ใจหนาแน่นไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ มิจฉาทิฏฐิ มานะ ใจหนาแน่นไปด้วยมัจฉริยะ ใจหนาแน่นไปด้วยตัณหายินดีในเวรห้า เวรแปด เวรสิบ ใจหนาแน่นไปด้วยนิวรณ์ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ใจหนาแน่นไปด้วยความลุ่มหลง มัวเมาในกิเลสกามและวัตถุกาม กรรม กรรมแท้ๆ กรรมชั่วทำได้ กรรมดีทำไม่ได้

นี้ แหละ บุคคลประเภทนี้เห็นจะมากเหลือเกิน ทำได้แต่บาป บุญทำไม่ได้เพราะใจไม่ชอบบุญ ใจชอบบาป พอใจในการทำบาป เรื่องบุญแม้แต่ความคิดจะทำก็ไม่เกิดขึ้น เพราะใจมันหลงคิดจะทำแต่บาป จนตัดรอนความคิดจะทำบุญ ใจหลงไม่รู้จักบาป ตัดรอนความรู้จักบุญเสีย เกิดมาเป็นคนแต่เป็นมนุษย์เนรยิโก การเป็นมนุษย์แต่ใจเป็นสัตวนรก พอใจในการทำบาป ทำแต่บาปเพิ่มเติม ดูใจคุณซิว่าเป็นประเภทใด เป็นใจปทปรมะ หรือเป็นใจเนยยะ หรือเป็นใจวิปปจิตัญญู หรือเป็นใจ อุคคติตัญญู เมื่อพิจารณากรรมการกระทำภายในใจแล้วจะรู้ได้ที่ใจเอง จงสนใจศึกษาพิจารณาตนเอง ให้มันรู้จัก ถ้าไม่รู้กรรม การกระทำภายในใจแล้ว เหลือวิสัยที่จะปรับปรุงแก้ไข เพราะ ใจหนาแน่นไปด้วยอวิชชาแล้ว ตัวช่วยตัวเองไม่ได้แล้ว ตัวสอนตัวเองไม่ได้แล้ว ตนพึ่งตนไม่ได้แล้ว หมดทาง อวิชชาสะ อวิชชานิวรณ์ อวิชชานุสัย อวิชชาโอฆะ อวิชชาโยคะ ใจถึงอวิชชาเป็นที่พึ่งแล้ว คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ บุญกุศล มรรคผลนิพพานก็เปล่า

ฐิตา:


กรรมอะไรดูใจซิ ทุกๆ คนเรามีกรรมเป็นของๆ ตนกันทั้งนั้น มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราจักได้ทำกรรมอันใดไว้ ทำกรรมอันเป็นบุญหรือทำกรรมอันเป็นบาป เราจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นสืบไป เราทุกๆ คนควรพิจารณาอย่างนี้ ทุกวัน ทุกเวลา ว่ากรรมที่เราทำอยู่ทางกาย วาจา ใจ ในปัจจุบันนี้เป็นกรรมอะไร เป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม อกุศลกรรมนั้นคืออย่างไร เช่น กายทุจริต กายฆ่าสัตว์ กายลักทรัพย์ กายเสพกาม กายทำบาปแล้ว กายทำชั่ว ทำไม่ดีแล้ว จักได้รับผลชั่วอันเป็นทุกข์ต่อไป ทางวาจาทำวจีทุจริต พูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล วาจาทำกรรมชั่วแล้ว วาจาทำไม่ดีแล้วจักได้รับผลชั่วอันเป็นทุกข์ต่อไป

ทางใจเรียกว่า มโนกรรม ใจทำชั่ว ใจโลภ ใจอยากได้ของเขา ใจพยาบาทปองร้ายเขา ใจมิจฉาทิฏฐิเห็นผิดเห็นชั่วเป็นดี เมื่อใจเห็นชั่วเป็นดีแล้วก็พอใจในการทำชั่ว จะเป็นกรรมชั่ว กรรมไม่ดี เลวทราม ชั่วช้าลามก สักเพียงใด ก็ตาม เมื่อใจเห็นว่าดีก็ทำได้ง่าย ฝ่ายกรรมดีแต่เห็นว่าไม่ดีก็ทำได้ยาก กรรมชั่วปล้นจี้ฉกชิงวิ่งราวทำได้ทั้งนั้น หาอุบายวิธีทุจริตฉ้อโกง ปลิ้นปล้อน หลอกลวงต่างๆ เอาจนได้ เมื่อใจโลภอยากได้แล้ว ก็แสวงหาจะได้มาด้วยวิธีใด คิดค้นพิจารณา ขอเอาหรือแย่งชิงเอา หรือพูดปดเอา หรือรบราฆ่าฟันเอา หรือหาอุบายวิธีให้ได้มาจนสำเร็จ แม้จะทุกข์ยากลำบาก สักเพียงใดก็ตาม เอาชีวิตเข้าแลกเลย เอามันจนได้

ทุกข์ต่างๆ หลายอย่างหลายประการในโลกนี้มีมาแล้วแต่ตัณหา ความโลภ ความอยากได้ยินดี โลภอยากได้ยินดี โลภอยากได้เงินก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้ทองก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้เพชรก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้พลอยก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้แร่ก็เป็นทุกข โลภอยากได้เหล็กก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้ที่ดินก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้ที่สวนก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้ที่นาก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้ที่สร้างบ้านสร้างเรือนก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้ต้นไม้ต่างๆ ต้องปลูกต้องฝังต้องดูแล บริหารรักษาก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้วัวก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้ควายก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้ช้างก็เป็นทุกข์ โลกอยากได้ม้าก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้หมู หมาแมว เป็ดไก่ก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้รูปร่างกายชายหญิงก็เป็นทุกข์ โลภอยากได้รูปธรรมนามธรรมเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งนั้น มโนกรรมใจทำกรรมชั่วใจจึงต้องเป็นทุกข์เดือดร้อน ใจโลภอยากได้อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์แก่ใจทั้งนั้น แม้จะเป็นของชั่ว ไม่ดี แต่ใจเห็นว่าดีก็เกิดความโลภอยากได้ยินดี ถ้าใจเห็นว่าไม่ดีไม่พอใจก็เกิดความโกรธพยาบาทอาฆาตจองเวร

ตัวอย่างใกล้ๆ อย่างร่างกายนี้แหละ เมื่อ เห็นว่าร่างกายไม่ดีเกิดโรคภัยไข้เจ็บดูแลบริหารรักษาลำบาก ยิงให้ตายแทงให้ตาย กินยาพิษให้ตาย ผูกคอตาย กระโดดตึกตาย กระโดน้ำตาย ทำให้มันตายไปเสียจะได้หมดภาระบริหารรักษา นึกไม่ออกว่าใจที่มาโกรธพยาบาทอาฆาตกายนี้มันไม่ตาย ใจจะต้องได้รับทุกข์โทษภัยเวรต่อไป ใจตัวเองร่างกายตัวเองก็โกรธพยาบาทได้แล้วสิ่งอื่นๆ ทั้งหมดโกรธได้ทั้งนั้น โกรธให้พ่อก็ได้ โกรธให้แม่ก็ได้ โกรธให้ครูบาอาจารยก็ได้ โกรธให้ศิษย์ก็ได้ โกรธให้ลูกก็ด้ โกรธให้หลานก็ได้ โกรธให้ลุงป้าน้าอาก็ได้ โกรธให้ผัวก็ได้ โกรธให้เมียก็ได้ โกรธให้ญาติพี่น้องก็ได้ โกรธให้สิ่งใดๆ ได้หมด

เมื่อไม่พอใจแม้ใจจะ เป็นทุกข์เดือดร้อนเพราะความโกรธก็โกรธได้ เพราะเคยโกรธเสียมากมายมาแล้ว โกรธให้รูปต่างๆ ก็มากมาย โกรธให้เสียงต่างๆ ก็มากมาย โกรธให้กลิ่นต่างๆ ก็มากมาย โกรธให้รสต่างๆ ก็มากมาย โกรธให้ธรรมารมณ์ ชั่วไม่ดีมันทำมาหลอก ก็โกรธเสียมากมาย แม้สิ่งเหล่านั้นจะเป็นอดีตล่วงไปแล้วนึกขึ้นมาได้ก็โกรธ โกรธจนนอนไม่หลับ โกรธจนกินข้าวไม่ลง โกรธจนหน้าบูดหน้าเบี้ยว หน้าดำ โกรธจนได้ทะเลาะวิวาทผิดเถียงกัน โกรธจนได้ต่อยได้กัน โกรธจนได้ฟันได้แทงได้ยิงกัน โกรธจนได้ทำสิ่งของต่างๆ ของกันให้พินาศฉิบหาย โกรธเผาบ้านเผาเรือนกัน โกรธเผาสวนเผานากัน โกรธทำลายได้ทั้งตนเองและผู้อื่น โกรธทำลายได้ทั้งทรัพย์สมบัติของตนเองและผู้อื่น

ทุกขํ สยติ โกธ ในใจที่มักโกรธย่อมเป็นทุกข์ โกรธ มันทำลาย หิริ โอตัปปะ ใจไม่อายบาปใจไม่กลัวบาป ใจไม่กลัวทุกข์ ใจไม่กลัวโกรธ ทั้งที่ความโกรธทำให้ใจเป็นทุกข์ ทำแล้วทำอีกใจไม่ละอาย ใจไม่กลัว ใจโลภ ใจโกรธ พยาบาทเพราะอะไร เพราะใจเห็นผิด มิจฉาทิฏฐิ ใจเห็นว่าโลภอยากได้มันดี ใจเห็นว่าโกรธพยาบาทอาฆาตจองเวรมันดี เมื่อเห็นชั่วเป็นดีแล้วก็ทำชั่วได้มากมาย เป็นกิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปดขึ้น เมื่อใจเห็นผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิเป็นทิฏฐิวิปลาส เห็นผิดพลาดจากความเป็นจริงแล้วโกรธก็ได้ ผูกความโกรธไว้ก็ได้ อิจฉาริษยาเกียจกันความดีของผู้อื่นก็ได้ มัจฉริยะ ตระหนี่เหนียวแน่น กัมโภ เป็นใจที่หัวดื้อถือรั้น สารัมโภ ก็คิดจะแข่งดีความดีกับผู้อื่นทั้งๆ ที่ตัวเองไม่มีความดี มานะ ถือตัวว่าดีกว่าเด่นกว่าผู้อื่น ใครๆ ไม่ดีเท่าเรา เรารู้ดี ทำดีได้ยิ่งกว่าผู้อื่นก็เกิด อติมานะ ดูหมิ่นท่าน เฮ้ย มันโง่เขลา มันยากจน มันเป็นเป็นคนเลว มันเกิดในตระกูลต่ำช้า

ทโม ก็เกิดความมัวเมาในลาภยศ สรรเสริญสุข มัวเมาในรูปร่างกายชายหญิง มัวเมาในร่างกายอันปฏิกูลว่าสวยงาม มัวเมาในร่างกายอันไม่เที่ยงว่าเที่ยง มัวเมาในร่างกายอันเป็นทุกข์ว่าเป็นสุข มัวเมาในร่างกายอันไม่ใช่ตัวตนว่าเราว่าเป็นตัวตน เมื่อใจมัวเมาก็เกิดความประมาทปราศจากสติความระลึกได้ในใจว่าใจลุ่มหลงมัว เมาอะไร เวลาทำบุญกุศลมรรคผลก็เกิดความท้อแท้อ่อนแอ ไปอ้างเสียว่าทำบุญมามากมายเยอะแยะไม่เห็นได้บุญที่ไหน ที่แท้มันทำบาปมาเสียมากมาย ปิดกั้นทางบุญเสียหมด ขนาดความคิดว่าจะทำบุญให้ทานก็ไม่เกิดขึ้น กลัวบุญเสียแล้ว เวลาคิดจะทำบาปไม่กลัว กล้าคิดกล้าทำโลภ อยากได้ยินดีก็กล้า ทำตระหนี่เหนียวแน่นหวงแหนก็กล้าทำ ยินดีในเวรห้า เวรแปด เวรสิบ กล้าทำนิวรณ์กล้าทำลุ่มหลงมัวเมาในกิเลสกามและวัตุกามกล้าทำ กล้าทำบาปท้อใจในการทำบุญ อ้างว่าทำบุญมามาก เคยให้ทานถึงร้อยล้านไหม เคยรักษาศีลมาได้กี่ปี เคยทำสมาธิได้บรรลุํฌานไหม เคยเจริญวิปัสสนาพิจารณารูปเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตากี่ครั้ง ใจเคยรู้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคไหม ถ้าไม่เคยทำไม่รู้ ไม่เข้าใจแล้วก็ลุ่มหลงมัวเมาในการทำบาป บาปจึงได้มากมายหนาแน่น ใจคิดจะทำแต่บาปเพราะใจมันชินจนหาช่องคิดจะทำบุญไม่เกิดขึ้น พระพุทธเจ้าท่านจึงเรียกว่า ปทปรมะ บุคคลเป็นโมฆะ ใจเปล่าจากบุญกุศล มรรคผล นิพพาน

อาลัสยัง เกียจคร้าน จะทำบุญเกียจคร้าน จะทำข้อวัตรปฏิบัติเกียจคร้านสิ่งที่ชอบที่พอใจคือ กินแล้วนอน ตื่นขึ้นก็ชอบกิน ชอบเที่ยว ชอบคุย ชอบเล่น ทุพพลัง ใจอ่อนแอ ไม่เข้มแข็งในการทำบุญให้ทานรักษาศีลภาวนา ไม่เข้มแข็ง ปาปมิตตุปปเสวิ ชอบคบคนชั่ว คนไม่ดีเป็นมิตร ชอบคบกับบุคคลที่ชักชวนให้ทำบาป เขาชักชวนให้ตระหนี่ชอบใจ เขาชักชวนทำเวรห้า เวรแปด เวรสิบชอบใจ เขาชักชวนให้ทำนิวรณ์ห้าคือ กามราคะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ชอบใจ เขาชักชวนให้ลุ่มหลงมัวเมาในกิเลสกามและวัตถุกามแล้วชอบใจ รูปัง ชอบยินดียินร้ายในรูป สัทธัง ชอบยินดียินร้ายในเสียง คันธัง ชอบยินดียินร้ายในกลิ่น รสัง ชอบยินดียินร้ายในรส โผฏฐัพพัง ชอบยินดียินร้ายในสัมผัสที่มากระทบถูกต้อง ธัมมรามัง ใจชอบยินดีและยินร้ายใน ธรรมารมณ์ ขุทปาปิปาสา เห็นแก่กินแก่นอนไม่รู้จักประมาณ ไม่รู้จักความพอดี ไม่รู้โภชเนมัตตัญญุตา

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

Go to full version