Forum > แนวทางปฏิบัติธรรม

เบญจขันธ์

(1/2) > >>

ฐิตา:




เบญจขันธ์
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเบญจขันธ์
เบญจขันธ์ หรือ ขันธ์ ๕ เป็นธรรมชาติกลุ่มหนึ่งที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งในแต่ละอย่าง แล้วก็ถูกปัจจัยปรุงแต่งให้มารวมกัน และเมื่อถึงวันหนึ่งก็แยกจากกันไป หรือตกอยู่ในกฎแห่งความไม่เที่ยง คือ เบญจขันธ์ จะมีลักษณะที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป หมายถึง เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่คงที่แปรไปเปลี่ยนไปแล้วก็แตกดับ แต่ตราบใดที่ยังมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งสิ่งทั้ง ๕ หรือขันธ์ ๕ ก็จะกลับมารวมตัวกันอีก แต่ก็จะไม่ได้อยู่ในสภาพเดิมจะแปรปรวนไปตามเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งนั้น ๆ
ถ้า จะกล่าวให้เข้าใจได้ง่าย เบญจขันธ์ ก็คือ ร่างกายและจิตใจของสัตว์โลกทั้งหลาย ในภพภูมิต่าง ๆ อันมี มนุษย์ภูมิ เป็นต้น ในส่วนที่เป็นกายมนุษย์ เรียกว่า “รูปขันธ์” หรือ “รูปธรรม” ส่วนจิตใจ เรียกว่า “นามขันธ์” หรือ “นามธรรม”

ความหมายของเบญจขันธ์

คำว่า “เบญจขันธ์” มาจากภาษาบาลีว่า “ปญฺจขนฺธ” ซึ่งแยกออกเป็น ๒ คำ คือ “ปญฺจ” กับ “ขนฺธ”
- ปญฺจ หรือ ปัญจะ เป็นจำนวนนับในภาษาบาลี แปลเป็นภาษาไทย คือ ๕
- ขนฺธ หรือ ขันธะ เป็นคำนามที่เรียกชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นสัดเป็นส่วนเฉพาะตน และมีคุณสมบัติเฉพาะตน ในภาษาไทยหมายถึง กอง หรือกลุ่ม ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นจากเหตุปัจจัย และจะดับไปเมื่อเหตุปัจจัยดับ
ฉะนั้น เมื่อนำทั้ง ๒ คำมารวมกันเป็น “ปญฺจขนฺธ” หรือ “ปัญจขันธ์” แผลงเป็นภาษาไทยว่า “เบญจขันธ์”
เบญจขันธ์ หมายถึง ธรรมชาติที่ถูกปรุงแต่งขึ้นโดยเหตุปัจจัย ๕ กอง หรือเรียกกันทับศัพท์ว่า “ขันธ์ ๕” อันประกอบไปด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวไว้ในหนังสือพุทธรรมของท่าน เกี่ยวกับเบญจขันธ์ไว้สั้นกระชับและได้ใจความ ง่ายต่อการทำความเข้าใจของผู้ใหม่ต่อการศึกษาเกี่ยวกับเบญจขันธ์ ดังนี้ (พุทธธรรม หน้า ๑๖)

“รูป (Corporeality) ได้แก่ ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมด ร่างกายและพฤติกรรมทั้งหมดของร่างกาย หรือสสารและพลังงานฝ่ายวัตถุ พร้อมทั้งคุณสมบัติ และพฤติการณ์ต่าง ๆ ของสสารพลังงานเหล่านั้น
เวทนา (Feeling หรือ Sensation) ได้แก่ ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ ซึ่งเกิดจากผัสสะทางประสาททั้ง ๕ และทางใจ

สัญญา (Perception) ได้แก่ ความกำหนดได้ หรือหมายรู้ คือ กำหนดรู้อาการเครื่องหมายลักษณะต่าง ๆ อันเป็นเหตุให้จำอารมณ์ (object) นั้น ๆ ได้

สังขาร (Mental Formations หรือ Volitional Activities) ได้แก่ องค์ประกอบ หรือคุณสมบัติต่าง ๆ ของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ ซึ่งแต่งจิตให้ดี หรือชั่ว หรือ เป็นกลาง ๆ ปรุงแปรการตริตรึกนึกคิดในใจ และการแสดงออกทางกายวาจา ให้เป็นไปต่าง ๆ เป็นที่มาของกรรม เช่น ศรัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ปัญญา โมหะ โลภะ โทสะ มานะ ทิฐิ อิสสา มัจฉริยะ เป็นต้น เรียกรวมอย่างง่าย ๆ ว่า เครื่องปรุงของจิต เครื่องปรุงของความคิด หรือเครื่องปรุงของกรรม

วิญญาณ (Consciousness) ได้แก่ ความรู้แจ้งอารมณ์ทางประสาททั้ง ๕ และทางใจ คือ การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การรู้สัมผัสทางกาย และการรู้อารมณ์ทางใจ

เบญจขันธ์ ตามแนวพระอภิธรรม

เบญจขันธ์ สามารถอธิบายตามแนวพระอภิธรรมปิฎกได้อย่างหลายหลายวิจิตรพิสดาร เพราะมีนัยอันลึกซึ้ง แต่ในที่นี้จะนำมาแต่ใจความสำคัญที่ท่านแสดงไว้เท่านั้น ดังนี้
รูปขันธ์รูปขันธ์ประกอบด้วย สิ่งเหล่านี้ คือ

๑. มหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวี อาโป เตโช วาโย แต่ละรูปแบ่งเป็น ๔ รวมเป็น ๑๖ ประการ
ก. ลักขณปฐวี ได้แก่สภาพแข้นแข็งและอ่อน
ข. สลัมภารปฐวี ได้แก่ เกสา โลมา นขา ฯลฯ
ค. อารัมมณปฐวี ได้แก่ ปฐวีกสิณของโยคาวจร ผู้เอาดินเป็นนิมิต
ง. สัมมติปฐวี หรือ ปกติปฐวี ได้แก่แผ่นดิน ที่สัตว์อาศัย
ในจำนวน ๔ ประการนั้น ลักขณปฐวี จัดเป็นปรมัตถะ เป็นปฐวีที่ประสงค์ในที่นี้

๒. ประสาทรูป ๕ รูป ได้แก่จักษุประสาท ฯลฯ
๓. โคจรรูปหรือวิสัยรูป ๗ ได้แก่ รูป สัททะ คันธะ รสะ โผฎฐัพพะ
(โผฎฐัพพะแบ่งออกเป็น ๓ คือ ปฐวี เตโช วาโย ส่วนอาโปธาตุนั้นไม่ได้นับรวมเข้าด้วย
เพราะสัมผัสไม่ได้)
- เราถูกน้ำรู้สึกว่าอ่อนเป็นปฐวี
- เราถูกน้ำรู้สึกว่าร้อนหรือเย็นจัดเป็นเตโช
- อาการที่น้ำนิ่งหรือไหลไปมาจัดเป็นวาโย
๔. ภาวรูป ๒ ได้แก่ปุริมสภาวะ อิตถีภาวะ
๕. หทยรูป ๑

๖. ชีวิตรูป ๑ รูปชีวิตินทรีย์ ที่หล่อกัมมัชรูป
๗. อาหารรูป ๑ ได้แก่ กวฬงการาหาร
๘. ปริจเฉทรูป คือช่องว่างของอวัยวะ เช่น ช่องหู ช่องจมูก
๙. วิญญัติรูป ๒ ได้แก่ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ
๑๐. วิการรูป ๓ ได้แก่ รูปสฺส ลหุตา รูปสส กมฺมญญตา
๑๑. ลักขณรูป ๔ ได้แก่ อุจจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา

ใน บรรดารูปขันธ์เหล่านี้ รูป ๒๘ ได้แก่ เป็นอเหตุกะ คือไม่ประกอบด้วย โลภะ โทสะ โมหะ หรือประกอบด้วยอโลภะ อโทสะ อโมหะ นั่นเองได้ชื่อว่า “สปจฺจย” เพราะเกิดด้วยกรรมบ้าง จิตบ้าง อุตุบ้าง และเป็นอนารัมมณะ เพราะมิอาจเสพอารมณ์ เช่น จิต หรือเจตสิก เป็นสาสวะ เป็นสังขตะและเป็นอัปปหาตัพพะ


ฐิตา:


เวทนาขันธ์

เวทนาคือธรรมชาติผู้เสวยชาติผู้เสวยในอารมณ์ มีผัสสะเป็นปัจจัย เช่น อาศัยจักษุมาประจวบเข้าเกิดจักษุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรมทั้ง ๓ กองชื่อผัสสะ แล้วจึงเกิดเวทนา เช่น จักขุสัมสชาสุขเวทนา เป็นต้น
ในพระสูตรโดยมากแสดงเวทนา คือ สุข ทุกข์ โทมนัส

เวทนา ทั้ง ๕ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ทั้ง ๖, ๕x๖=๓๐ แบ่งเป็นอัชฌัตติก ๓๐ รวม ๖๐ เป็นไปในอดีตปัจจุบันนอนาคต กาลละ ๖๐ รวม ๑๘๐ ในบาลีทีฆนิกายทรงแสดงถึงสามิสสุขเวทนา นิรามมิสสุขเวทนา สามิสทุขเวทนา นิรามิสทุกขเวทนา สามิสอทุกขมสุขเวทนา นิรามิส- อทุกขสุขเวทนา
สามิสสุข เวทนา คือ โสมนัส อาศัยเรือน ๖ อิงอามิส คือกามคุณ ๕
นิรามิสสุขเวทนาอาศัยเรือน ๖ อิง เนกขัมมะ ในฉฬายตนวิภังคสูตร ทรงแสดงโสมนัส เพราะประสบอารมณ์ ๖ มี รูปารมณ์ ซึ่งน่าใคร่ น่าพอใจ หรือความนึกอารมณ์ที่เคยเสพมาแล้ว เรียกว่า เคหสิตโสมนัส ส่วนโสมนัสที่เกิด เพราะอารมณ์ ๖ ไม่เที่ยงแปรปรวนเป็นธรรมดา เรียกว่า เคหสิตโทมนัส คือโทมนัสที่เกิดเพราะมิได้เสพอารมณ์ ซึ่งน่าพอใจ หรือการวางอุเบกขาในอารมณ์ที่ยังไม่เคยเสพ

ส่วนที่สามารถกำหนดรู้อารมณ์ แม้ที่ยังไม่เคยเสพทั้งอดีต ปัจจุบัน ว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เกิดปรารถนาใคร่จะพ้นไป เรียกว่า เนกขัมนสิตโทมนัส
ส่วนมากอุเบกขาน่าจะเป็นเรื่องของจิต ตามศัพท์แปลว่า ความเข้าไปเพ่งของจิต
ใน นิเทศแห่งมหาสติปัฎฐานสูตร ทรงแสดงว่า “อทุกฺขมสขํ วา เวทนํ เวทยมาโน อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทยามีตี ปชานาติ” ชี้ชัดว่า อทุกฺขมสุข เป็นเวทนาชัด แต่ในพรหมวิหาร มีคำว่า อุเปกฺขาสหคเตน เจตนา ไม่ตรัสว่า อทุกฺขมสุขสหคเตน เจตนา หรือผู้ที่ได้จตุตถฌาน ตรัสไว้ว่า สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพเพ วา โสมนสฺส โทมนสฺสานํ อฎฐงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปริสุทธิ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ เพราะละสุขและทุกข์ได้ด้วย และเพราะโสมนัส โทมนัสดับไปก่อนเทียวย่อมเข้าถึงจตุตถฌาน อันไม่ทุกข์ไม่สุขมีความบริสุทธิด้วยสติและอุเบกขาแล้วอยู่

อนึ่งในโพชฌงค์ ๗ ผู้ปฎิบัติสมบูรณ์ตามโพชฌงค์ ย่อมต้องมีจิตเป็นอุเบกขา เพ่งตามอารมณ์ที่เกิด เรียกว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อนึ่งพระอริยบุคคลท่านเห็นรูปด้วยตา แล้วไม่ยินดียินร้ายในสุขเวทนา ทุกขเวทนา และรู้เท่าทันในอทุกขขมสุขเวทนา แต่พระอรรถกถาจารย์ ท่านเรียกอุเบกขาเวทนา น่าจะเป็นการขอยืมใช้กระมัง หรือเป็นการเรียกอนุโลม

ใน บาลีมัชฌิมนิกาย ทรงแสดงว่า สุขเวทนาคงเป็นสุขเพราะสุขอยู่ เป็นทุกข์เพราะแปรไป ทุกขเวทนาคงเป็นทุกข์เพราะทรงอยู่กลายเป็นสุขเพราะแปรไป อทุกขมสุขเวทนา เป็นสุขเพราะรู้ชอบ เป็นทุกข์เพราะรู้ไม่ชอบ สุขเวทนามีราคะเป็นอนุสัย ทุกขเวทนามีปฎิฆะเป็นอนุสัย อทุกขมสุขเวทนา มีอวิชชาเป็นอนุสัย

ฐิตา:



สัญญาขันธ์
สัญญาได้แก่ ธรรมชาติหมายจำ คือจำในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธัมมารมณฺ์ หรือ ที่เรียกว่า รูปสัญญา รสสัญญา
คันธสัญญา สัททสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธัมมสัญญา

๑. รูปสัญญา ความหมายรู้รูป เช่นว่า ดำ แดง เขียว ขาว เป็นต้น
๒. รสสัญญา ความหมายรู้รส เช่นว่า หวาน เปรี้ยว มัน ขม เค็ม เป็นต้น
๓. คันธสัญญา ความหมายรู้กลิ่น เช่นว่า หอม เหม็น เป็นต้น
๔. สัททสัญญา ความหมายรู้เสียง เช่นว่า ดัง เบา ทุ้ม แหลม เป็นต้น
๕. โผฏฐัพพสัญญา ความหมายรู้สัมผัสทางกาย เช่นว่า เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เป็นต้น
๖. ธัมมสัญญา ความหมายรู้อารมณ์ทางใจ เช่นว่า งาม น่าเกลียด เป็นต้น

สังขารขันธ์

คำ ว่าสังขารนั้นเป็นศัพท์กว้างมาก ในบทว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา ท่านหมายเอารูปธรรมนามธรรมทั้งหมด
ที่เกิดจากเหตุปัจจัย ส่วนสังขารในขันธ์ ๕ ความแคบลงมา ได้แก่สังขารเจตสิก ซึ่งมีลักษณะดังบทว่า
เอกุปฺปาทนิโรธา จ เอการมฺมณวตฺถุกา
เจโตยุตฺตา ทวิปญฺญาส ธมฺมา เจตสิการ มตา
ธรรม ๕๒ นั้น ซึ่งเกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกัน มีอารมณ์และวัตถุอันเดียวกับจิต พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เจตสิกธรรม
เจตสิก ๕๒ นั้น แบ่งเป็นอัญญสมานาเจตสิก ๑๓ อกุสลเจตสิก ๑๔ โสภณเจตสิก ๒๕
ในอัญญสมานาเจตสิก ยังแบ่งออกอีกสองหมวด คือ สัพพจิตตสาธารณ์ ๗ ปกิณณกะ ๖

๑. สัพพจิตตสาธารณะ ๗ นั้นได้แก่ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ มนสิการ
๒. ปกิณณกะ ๖ ได้แก่ วิตก วิจาร อธิโมกข์ วิระยะ ปีติ ฉันทะ
๓. อกุสลเจตสิก ๑๔ ได้แก่ โมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ โลภะ ทิฎฐิ โทสะ มานะ อิสา มัฉริยะ
กุกกุจจะ ถีนะ มิทธะ วิจกิจฉา
โสภณเจตสิก ๒๕ แบ่งออกเป็น ๓ หมวด คือ โสภณสาธารณะ ๑๙ วิรัตเจตสิก ๓ อัปปมัญญาเจตสิก ๒ ปัญญา ๑

๑. โสภณจิตจสาธารณะ ๑๙ ได้แก่ สัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ อโลภะ อโทสะ ตัตรมัชฌัตตา กายปัสสัทธิ
จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา
จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตชุกตา (คำว่ากายในที่นี้ไม่ใช่ร่างกาย หมายเอา เวทนา สัญญา สังขาร)

๒. อัปปมัญญาเจตสิก ได้ กรุณา และมุทิตา

ฐิตา:



นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ
นตฺถิ โทสสโม กลิ
นตฺถิ ขนฺธสมา ทุกฺขา
นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ . . . ฯ ๒๐๒ ฯ

ไม่มีไฟใดเสมอด้วยราคะ
ไม่มีโทษใดเสมอด้วยโทสะ
ไม่มีทุกข์ใดเสมอด้วยเบญจขันธ์
ไม่มีสุขใดเสมอด้วยความสงบ

No fire is there like lust,
No crime like hatred,
No ill like the Five Aggregates,
No higher bliss than Nibbana's peace.
วิญญาณขันธ์

วิญญานคือธาตุรู้ จิต มีไวพจน์ หลายอย่าง ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ปณฺฑรํ มนายตํ มนินฺทรยํ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตชฺช มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ จิตฺตํ
แบ่งออกเป็น ๔ คือ กามาวจรจิต รูปาวรจิต อรูปาวจรจิต และโลกุตตรจิต

กามาวจรจิต มี ๕๔ ดวง คือ อกุสลจิต ๑๒ อเหตุกจิต ๑๘ กามาวจรโสภณจิต ๒๔ อกุสลจิต ๑๒ (โลภมูล ๘ โทสมูล ๒ โมหมูล ๒)

โลภมูลจิต ๘
๑. โสมนสฺสสหคตํ ทิฎฐิคตสมฺปยุตตํ อสงฺขารกํ สสงฺขาริกํ
หมายถึง จิตเกิดพร้อมกับโสมนัสเวทนา จิตประกอบกับทิฎฐิ ปราศจากเครื่องเร่งเร้าดวง ๑ มีเครื่องเร่งเร้าอีกดวง ๑
๒. โสมนสฺสสหคตํ ทฎฺฐคตวิปฺปยุตตํ อสงฺขาริกํ สสงฺขาริกํ
หมายถึง จิตเกิดพร้อมด้วยโสมนัส ไม่ประกอบด้วยทิฎฐิ ปราศจากเครื่องเร่งเร้าดวง ๑ มีเครื่องเร่งเร้าดวง ๑
๓. อุเปกฺขาสหคตํ ทิฎฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขารกํ ๑ สสงฺขาริกํ ๑
หมายถึง จิตเกิดพร้อมด้วยอุเบกขาประกอบด้วยทิฎฐิ ไม่มีเครื่องเร่งเร้า ๑ มีเครื่องเร่งเร้า ๑
๔. อุเปกฺขาสหคฺตํ ทิฎฐิคตวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ ๑ สสงฺขาริกํ ๑
หมายถึง จิตเกิดพร้อมด้วยอุเบกขาไม่ประกอบด้วยทิฎฐิ ไม่เครื่องเร่งเร้า ๑ มีเครื่องเร่งเร้า ๑
โลภ มูลจิตทั้ง ๘ ดวงนี้ โดยองค์ธรรมได้แก่ โลภะ ทิฎฐิ มานะ จิตใดประกอบด้วยมิจฉาทิฎฐิกล่าวคือ สัสสตทิฎฐิบ้าง อุจเฉททิฎฐิบ้าง ย่อมได้แก่ ทิฎฐิเจตสิกในสังขารนั้นเอง หากไม่ประกอบด้วยทิฎฐิ ย่อมได้แก่มานเจตสิก ทิฎฐิย่อมประหารได้ในชั้นโสดาบัน มานเจตสิกย่อมประหารได้ในชั้นอรหันต์

โทสมูลจิต ๒
๑. อุเปกฺขาสหคตํ วิจิกิจฺฉาสมฺปยุตฺตํ ดวง ๑
๒. อุเปกฺขาสหคตํ อุทฺธจฺจสมฺปยุตฺตํ ดวง ๑

ฐิตา:



อกุสลมูลทั้ง ๓ ถ้าปรับเข้ากับอกุสลกรรมบถ ๑๐ ได้ดังนี้
- กาเมสุมิจฉาจาร อภิชฌา มิจฉาทิฎฐิ มีโลภะเป็นมูล
- ปาณาติบาต ผรุสวาท พยายาท มีโทสะเป็นมูล
- อทินนาทาน มุสาวาท ปิสุณวาจา สัมผัปปลาปะ มีโทสะและโลภะเป็นมูลระคนกัน
อกุสลกรรมบถทั้ง ๑๐ ชื่อว่ามีโมหะเป็นมูล
อฎฺฐธา โลภมูลานิ โทสมูลานิ โทสมูลานิ จ ทวธา โมหมูลานิ จ เทฺวติ ทวาทสา กุสลา สิยุ ํ
อเหตุกจิต ๑๘ ดวง
อเหตุกะตรงกันข้าม กับ สเหตุกะ คือปราศจากเหตุ มีโลโภ โทโส โมโห หรือ อโลโภ อโทโส อโมโห เป็นวิบากชาติ แบ่งเป็น หมวด คือ
- อเหตุกะอกุสลวิบากจิต ๗ ดวง
- อเหตุกะกุสลวิบาก ๘ ดวง
- อเหตุกิริยา ๓ ดวง
รวมเป็น ๑๘ ดวง

อเหตุกอกุสลวิบากจิต ๗ ดวง
๑. อุเปกฺขาสหคต จกฺขุวิญฺญาณํ
๒. อุเปกฺขาสหคตํ โสตวิญฺญาณํ
๓. อุเปกฺขาสหคตํ ฆานวิญฺญาณํ
๔. อุเปกฺขาสหคตํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ
๕. ทุกฺขสหคตํ กายวิญฺญาณํ
๖. อุเปกฺขาสหคตํ สมฺปฎิจฺฉนฺนํ
๗. อุเปกฺขาสหคตํ สนฺตีรณํ

ใน ที่นี่มีปัญหาว่า ไฉนกายวิญญาณจึงสหรคตกับทุกข์ ผิดกับ วิญญาณทั้ง ๔ ข้างต้นเล่า แก้ว่าโผฎฐัพพารมณ์เป็นของรุนแรง คือ ความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง อันอิงอาศัยมหาภูตรูปคือ ปฐวี อาโป เตโช วาโย มหาภูตรูปกระทบกับกายประสาทจึงหวั่นไหวมาก ให้ผลคือความทุกข์เกิดขึ้นในอกุศลเหตุกวิบากนี้ ส่วนวิญญาณ ๔ เบื้องต้นรับอารมณ์ซึ่งเป็นอุปาทายรูปเท่านั้น อุปาทายรูปกระทบอุปาทายรูปเหมือนสำลีกระทบสำลี อนึ่งคำว่า ปฎิจฉันนจิต หมายถึง จิตรับรู้อารมณ์จากปัญจญาณโดยตรงแล้วได้แก่ มโนธาตุนั้นเอง ส่วนสันตีรณจิต มีหน้าที่พิจารณาไต่สวนอารมณ์ต่อจากปฎิจฉันนจิต เพราะฉะนั้นจึงสงเคราะห์เป็นมโนวิญญาณธาตุ สมดังคำกล่าวว่า “จกฺขุวิญญาณทีนํ อนนฺตรํ รูปาทิวิชา นนลกฺขณา มโนธาตุ” แปลว่า สัมปฎิจฉันนจิต ซึ่งเรียกว่ามโนธาตุ มีลักษณะอารมณ์ที่ล่วงไป อันมีรูปารมณ์เป็นต้น (วิสุทธิมรรค) ที่เรียกว่ามหากุสลจิตนั้น เพราะมีอารมณ์สาธารณ์ทั่วไปใน ๓๐ ภูมิ ยกเว้น อสัญญีสัตตา ทั้งเกิดได้ในอารมณ์ทั้ง ๖ มี รูปารมณ์ เป็นต้น ตั้งบนวัตถุ ๑๐ คือ บุญกิริยาวัตถุ คือมหากุศล ๘ x บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ = ๘๐ อารมณ์ ๖ เท่ากับ ๔๘๐ x อธิบดี ๔ = ๑๙๒๐ x กรรม ๓ = ๕๗๖๐ x หีนะ มัชฌิมะ ปณีตะ ๓ = ๑๗๒๘๐ อารมณ์



นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ

Go to full version